๏ จอมทัพมาคธราษฎร์ ธ ยาตรพยุหกรี
ธาสู่วิสาลี                                 นคร
       ๏ โดยทางอั นพระทวารเปิ ดนรนิกร
ฤๅรอจะต่อรอน                                อะไร
   ถอดความได้ว่า
        พระเจ้าอชาตศัตรู จอมทัพแห่งแคว้นนคร
ยกทัพสู่เมืองวิสาลี
        เส้นทางประตูเมืองก็เปิ ดจึงไปรอรีบยกทัพเข้า
ไป
๏ เบื้องนั้นท่านคุรุวัสสการทิชก็ไป
นาทัพชเนนทร์ไท                               มคธ
        ๏ เข้าปราบลิจฉวิขัตติย์รัฐชนบท
สู้เงื้อมพระหัตถ์หมด                         และโดย

   ถอดความได้ว่า
      ซึ่งมีวัสสการพราหมณ์ นาทัพจากมคธไป
ด้วย
      เข้าปราบบรรดากษัตริย์ลิจฉวีได้ทั้งหมด
๏ ไปพักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรย
        ่
แรงเปลืองระดมโปรย                    ประยุทธ์
     ๏ ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต
ดมเขตบุเรศดุจ                        ณ เดิม

    ถอดความได้ว่า
        โดยไม่ต้องให้ทหารมีการต่อสู้ ให้ต้องเปลืองแรง
        พระเจ้าอชาตศัตรูจึงสามารถยึดครองเมืองวิสาลี
ได้โดยง่าย เสร็จแล้วก็เสด็จกลับ ยังแคว้นมคธตามเดิ ม
ชิต บุรทัตได้ยกพุ ทธภาษิต แสดงคุณและโทษ
ความสามัคคี ดังนี้
     ๏ พุ ทธาทิบัณฑิต           พิเคราะห์คิดพินิจปรา
รภสรรเสริญสา                    ธุสมัครภาพผล
    ๏ ว่าอาจจะอวยผา             สุกภาวมาดล
ดีส่ ู ณ หมู่ตน                 บ นิราศนิรันดร
    ถอดความได้ว่า
       พุ ทธบัณฑิต ให้ความคิดวิเคราะห์สรรเสริญให้
เห็นภาพที่ดี ว่าจะอานวยสุขที่ดีต่อหมู่ตน เสื่อมคลาย
ไปตลอด
๏ หมู่ใดผิสามัค             คยพรรคสโมสร
ไปปราศนิราศรอน
 ่                               คุณไร้ไฉนดล
     ๏ พร้อมเพรียงประเสริฐครัน   เพราะฉะนั้นแหละบุคคล
ผูหวังเจริญตน
   ้                             ธุระเกี่ยวกะหมู่เขา

     ถอดความได้ว่า
          คนหมู่ใดหากผิดสามัคคี ก็เหมือนไร้ซ่ึงคุณความ
ดี ความพร้อมเพรียงสามัคคีของคนในหมู่คณะ เป็ นสิ่งที่
ประเสริฐ์ เพราะฉะนั้นบุคคลที่หวังให้เกิดความเจริญสู่ตน
เมื่อมีกิจเกี่ยงข้องกับหมู่คน
๏ พึงหมายสมัครเป็ น          มุขเป็ นประธานเอา
ธูรทั่ว ณ ตัวเรา                  บ มิเห็น ณ ฝ่ ายเดียว
      ๏ ควรยกประโยชน์ยื่น         นรอื่ นก็แลเหลียว
ดูบ้างและกลมเกลียว                มิตรภาพผดุงครอง

       ถอดความจะได้ว่า
          ควรเลือกสมัครเป็ นหัวหน้า เราต้องเป็ นธุระและ
รับฟงความเห็นของทุกฝ่ าย ควรหยิบยื่นประโยชน์ให้ คน
     ั
อื่ นบ้าง รู้คุณค่าของผูอื่นยกย่องชื่นชม รักใคร่กลม
                        ้
              ่
เกลียว เพือมิตรภาพในการปกครองอยู่ร่วมกัน
๏ ยั้งทิฐิมานหย่ อน          ทมผ่อนผจงจอง
อารีมิมีหมอง                       มนเมื่อจะทาใด
     ๏ ลาภผลสกลบรร                 ลุก็ปนก็แบ่งไป
                                       ั
ตามน้อยและมากใจ                    สุจริตนิยมธรรม์

    ถอดความจะได้ว่า
      ควรลดและยับยั้งทิฐิลง รู้จักการเอื้ ออารี มีลาภ
ผลก็แบ่งปนกัน ตามมากน้อยอย่างสุจริตยุติธรรม
        ั
๏ พึงมรรยาทยึด           สุประพฤติสงวนพรรค์
รื้อริษยาอั น                 อุปเฉทไมตรี
     ๏ ดั่งนั้น ณ หมู่ใด      ผิ บ ไร้สมัครมี
พร้อมเพรียงนิพทธ์ นี
                   ั          รวิวาทระแวงกัน

   ถอดความจะได้ว่า
         ควรมีมารยาทที่ดีในการประพฤติปฏิ บัติตน ไม่
อิ จฉาริษยากัน ดังนั้น หากหมู่ใดมีความสามัคคี พร้อม
เพรียงไม่ทะเลาะวิวาทระแวงกัน
๏ หวังเทอญมิต้องสง   สยคงประสบพลัน
ซึ่ งสุขเกษมสันต์         หิตะกอบทวิการ
     ๏ ใครเล่าจะสามารถ    มนอาจระรานหาญ
หักล้าง บ แหลกลาญ         ก็เพราะพร้อมเพราะเพรียงกัน

      ถอดความจะได้ว่า
          จะประสบพบแต่ความสุขอย่างมิต้องสงสัย
เมื่อมีความสามัคคีพร้อมเพรียง ก็จะไม่มีใครมาทาลาย
เราให้แตกแยกกันได้
๏ ปวยกล่าวอะไรฝู ง
      ่                             นรสูงประเสริฐครัน
ฤๅสรรพสัตว์อัน                     เฉพาะมีชีวีครอง
   ๏ แม้มากผิกิ่งไม้               ผิวใครจะใคร่ลอง
มดกากระนั้นปอง                      พลหักก็เต็มทน
     ถอดความจะได้ว่า
         ไม่ว่าจะเป็ นคนหรือสรรพสัตว์ทกสิ่ง ถ้ามีความ
                                            ุ
สามัคคีก็เป็ นสิ่งประเสริฐยิ่ง แม้ก่ิงไม้ หลายๆ กิ่งหาก
ใครอยากทดลองมัดรวมเข้าเป็ นกรรม ก็ย่อมหักยาก
๏ เหล่าไหนผิไมตรี            สละลี้ ณ หมู่ตน
กิจใดจะขวายขวน                  บ มิพร้อมมิเพรียงกัน
   ๏ อย่ าปรารถนาหวัง           สุขทั้งเจริญอั น
มวลมาอุบัติบรร                   ลุไฉน บ ได้มี
       ถอดความจะได้ว่า
            หากหมู่ใดไม่มีความสามัคคีในหมู่คณะของ
ตน และกิจการอั นใดที่จะต้องขวนขวายทาก็มิพร้อม
เพรียงกัน ก็อย่าได้หวังเลยความสุขความเจริญจะ
เกิดขึ้นได้อย่างไร
๏ ปวงทุกข์พบติสรร
                    ิั              พภยันตรายกลี
แม้ปราศนิยมปรี                      ติประสงค์ก็คงสม
    ๏ ควรชนประชุมเช่น               คณะเป็ นสมาคม
สามัคคิปรารม                         ภนิพทธราพึง
                                           ั
   ถอดความจะได้ว่า
      ความทุกข์พบัติอันตรายและความชั่วร้ายทั้ง
                       ิ
ปวง ถึงแม้จะไม่ต้องการก็จะต้องได้รับเป็ นแน่แท้ ผูท่ีอยู่
                                                  ้
รวมกันเป็ นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคานึงถึงความ
สามัคคีอยู่เป็ นนิจ
๏ ไปมีก็ให้มี
        ่                       ผิวมีก็คานึง
เนื่องเพือภิยโยจึง
          ่                     จะประสบสุขาลัยฯ
                     จบบริบรณ์ ฯ
                           ู

   ถอดความจะได้ว่า
         ถ้ายังไม่มก็ควรจะมีข้ ึน ถ้ามีอยู่แล้วก็ควร
                     ี
ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจึงจะถึงซึ่งความสุขความ
สบาย
ค ุณค่าด้านวรรณศิลป์

 ๑) การสรรคา เป็ นการเลือกใช้คาที่สื่อความคิดและ
อารมณ์ได้อย่างงดงาม ดังนี้
     ๑.๑) การเลือกใช้คาได้อย่างถ ูกต้องตาม
ความหมายที่ตองการ มีการใช้คาที่มีทประณีตเป็ นพิเศษ
                  ้                        ี่
เมื่อกล่าวถึงสิ่งศักดิสทธิ์ จะใช้คาศัพท์ภาษาบาลีสนสกฤต
                      ์ ิ                         ั
ซึ่งถือว่าต้องแปลความทุกคา
     ๑.๒) การเลือกใช้คาศัพท์เหมาะแก่เนื้อเรืองและ
                                                ่
ฐานะของบ ุคคลในเรือง      ่
๑.๓) การเลือกใช้เลือกคาโดยคานึงถึงเสียง
     กวีได้ดดแปลงฉันท์บางชนิดให้มีความหมายแตกต่าง
              ั
จากเดิมทาให้มความไพเราะมากขึน สามัคคีคาฉันท์มีการใช้
                 ี               ้
คาที่มีเสียงเสนาะ
  (๑) การใช้คาที่ เล่นเสียงหนักเบา ในบทร้อยกรอง
ประเภทคาฉันท์กาหนดเสียงหนักเบา ไว้แน่นอนเป็ นแบบ
แผนที่ยึดถือกัน ถ้าอ่านเป็ นทานองเสนาะ ก็จะทาให้รสึกถึง
                                                   ู้
รสไพเราะของเนือความได้ ดังตัวอย่าง
                   ้
        ๏ ดังนัน ณ หมูใด
             ่ ้        ่            ผิ บ ไร้สมัครมี
  พร้อมเพรียงนิพทธ์นีั              รวิวาทระแวงกัน
(๒) การเล่นเสียงสัมผัส ในฉันท์ของนายชิต บุรทัต
มีทงสัมผัสนอกสัมผัสในโดยเฉพาะสัมผัสสระและ
    ั้
สัมผัสพยัญชนะแพรวพราว คล้ายกับความไพเราะ
ของกลอน เช่น
       ๏ ควรยกประโยชน์ยน นรอื่นก็แลเหลียว
                          ื่
ด ูบ้างและกลมเกลียว            มิตรภาพผด ุงครอง

   คาที่สมผัสในวรรค ได้แก่ (ประ)โยชน์-ยื่น, แล-
         ั
เหลียว, กลม-เกลียว
(๓) การเล่นสัมผัสชุดคาและชุดเสียง เช่น
๏ พร้อมเพรียงประเสริฐครัน เพราะฉะนันแหละบุคคล
                                         ้
ผูหวังเจริญตน
  ้                            ธุระเกียวกะหมูเ่ ขา
                                      ่

   มีการเล่นเสียงสัมผัสชุดคา ได้แก่ พร้อม-เพรียง

    (๔) มีการเล่นคา
๒) การใช้โวหาร สามัคคีเภทคาฉันท์มีความไพเราะ
งดงามอันเกิดจากสารที่กวีใช้ศิลปะในการถ่ายทอด
ความหมายของเนือหา โดยการใช้สานวนโวหาร และการใช้
                  ้
ภาพพจน์ เพื่อผูอ่านจินตนาการภาพชัดเจน เข้าใจและเกิด
               ้
อารมณ์คล้อยตาม ดังนี้
    (๒.๑) บรรยายโวหาร ใช้คาให้เห็นภาพชัดเจนตามลาดับ
เหตุการณ์ รวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ เข้าใจง่าย
    (๒.๒) พรรณนาโวหาร เป็ นการสร้างมโนภาพให้ผอ่าน
                                                ู้
เกิดภาพขึนในใจ หรือมองเห็นภาพบรรยากาศตามที่กวี
          ้
ต้องการ
(๒.๓) อุปมาโวหาร เป็ นการกล่าวเปรียบเทียบเพื่อให้
ผูอ่านเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึน
  ้                               ้

     ๓) ลีลาการประพันธ์ สามัคคีเภทคาฉันท์ในตอน
ที่ตดมามีลลาการประพันธ์ที่เด่นชัด ดังนี้
     ั      ี
       ๓.๑) พิโรธวาทัง บทแสดงความโกรธเกลียวของพระ
เจ้าอชาตศัตรูที่แสร้งโกรธวัสสการพราหมณ์อย่างรุนแรง
ทาให้เกิดความสมจริง
       ๓.๒) สัลลาปังคสัย บทแสดงความโศกเศร้าเสียใจ
เมื่อวัสสการพราหมณ์ถกทาโทษ
                        ู
สามัคคีเภทคำฉันท์
สามัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภทคำฉันท์

  • 3.
    ๏ จอมทัพมาคธราษฎร์ ธยาตรพยุหกรี ธาสู่วิสาลี นคร ๏ โดยทางอั นพระทวารเปิ ดนรนิกร ฤๅรอจะต่อรอน อะไร ถอดความได้ว่า พระเจ้าอชาตศัตรู จอมทัพแห่งแคว้นนคร ยกทัพสู่เมืองวิสาลี เส้นทางประตูเมืองก็เปิ ดจึงไปรอรีบยกทัพเข้า ไป
  • 4.
    ๏ เบื้องนั้นท่านคุรุวัสสการทิชก็ไป นาทัพชเนนทร์ไท มคธ ๏ เข้าปราบลิจฉวิขัตติย์รัฐชนบท สู้เงื้อมพระหัตถ์หมด และโดย ถอดความได้ว่า ซึ่งมีวัสสการพราหมณ์ นาทัพจากมคธไป ด้วย เข้าปราบบรรดากษัตริย์ลิจฉวีได้ทั้งหมด
  • 5.
    ๏ ไปพักต้องจะกะเกณฑ์นิกายพหลโรย ่ แรงเปลืองระดมโปรย ประยุทธ์ ๏ ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต ดมเขตบุเรศดุจ ณ เดิม ถอดความได้ว่า โดยไม่ต้องให้ทหารมีการต่อสู้ ให้ต้องเปลืองแรง พระเจ้าอชาตศัตรูจึงสามารถยึดครองเมืองวิสาลี ได้โดยง่าย เสร็จแล้วก็เสด็จกลับ ยังแคว้นมคธตามเดิ ม
  • 6.
    ชิต บุรทัตได้ยกพุ ทธภาษิตแสดงคุณและโทษ ความสามัคคี ดังนี้ ๏ พุ ทธาทิบัณฑิต พิเคราะห์คิดพินิจปรา รภสรรเสริญสา ธุสมัครภาพผล ๏ ว่าอาจจะอวยผา สุกภาวมาดล ดีส่ ู ณ หมู่ตน บ นิราศนิรันดร ถอดความได้ว่า พุ ทธบัณฑิต ให้ความคิดวิเคราะห์สรรเสริญให้ เห็นภาพที่ดี ว่าจะอานวยสุขที่ดีต่อหมู่ตน เสื่อมคลาย ไปตลอด
  • 7.
    ๏ หมู่ใดผิสามัค คยพรรคสโมสร ไปปราศนิราศรอน ่ คุณไร้ไฉนดล ๏ พร้อมเพรียงประเสริฐครัน เพราะฉะนั้นแหละบุคคล ผูหวังเจริญตน ้ ธุระเกี่ยวกะหมู่เขา ถอดความได้ว่า คนหมู่ใดหากผิดสามัคคี ก็เหมือนไร้ซ่ึงคุณความ ดี ความพร้อมเพรียงสามัคคีของคนในหมู่คณะ เป็ นสิ่งที่ ประเสริฐ์ เพราะฉะนั้นบุคคลที่หวังให้เกิดความเจริญสู่ตน เมื่อมีกิจเกี่ยงข้องกับหมู่คน
  • 8.
    ๏ พึงหมายสมัครเป็ น มุขเป็ นประธานเอา ธูรทั่ว ณ ตัวเรา บ มิเห็น ณ ฝ่ ายเดียว ๏ ควรยกประโยชน์ยื่น นรอื่ นก็แลเหลียว ดูบ้างและกลมเกลียว มิตรภาพผดุงครอง ถอดความจะได้ว่า ควรเลือกสมัครเป็ นหัวหน้า เราต้องเป็ นธุระและ รับฟงความเห็นของทุกฝ่ าย ควรหยิบยื่นประโยชน์ให้ คน ั อื่ นบ้าง รู้คุณค่าของผูอื่นยกย่องชื่นชม รักใคร่กลม ้ ่ เกลียว เพือมิตรภาพในการปกครองอยู่ร่วมกัน
  • 9.
    ๏ ยั้งทิฐิมานหย่ อน ทมผ่อนผจงจอง อารีมิมีหมอง มนเมื่อจะทาใด ๏ ลาภผลสกลบรร ลุก็ปนก็แบ่งไป ั ตามน้อยและมากใจ สุจริตนิยมธรรม์ ถอดความจะได้ว่า ควรลดและยับยั้งทิฐิลง รู้จักการเอื้ ออารี มีลาภ ผลก็แบ่งปนกัน ตามมากน้อยอย่างสุจริตยุติธรรม ั
  • 10.
    ๏ พึงมรรยาทยึด สุประพฤติสงวนพรรค์ รื้อริษยาอั น อุปเฉทไมตรี ๏ ดั่งนั้น ณ หมู่ใด ผิ บ ไร้สมัครมี พร้อมเพรียงนิพทธ์ นี ั รวิวาทระแวงกัน ถอดความจะได้ว่า ควรมีมารยาทที่ดีในการประพฤติปฏิ บัติตน ไม่ อิ จฉาริษยากัน ดังนั้น หากหมู่ใดมีความสามัคคี พร้อม เพรียงไม่ทะเลาะวิวาทระแวงกัน
  • 11.
    ๏ หวังเทอญมิต้องสง สยคงประสบพลัน ซึ่ งสุขเกษมสันต์ หิตะกอบทวิการ ๏ ใครเล่าจะสามารถ มนอาจระรานหาญ หักล้าง บ แหลกลาญ ก็เพราะพร้อมเพราะเพรียงกัน ถอดความจะได้ว่า จะประสบพบแต่ความสุขอย่างมิต้องสงสัย เมื่อมีความสามัคคีพร้อมเพรียง ก็จะไม่มีใครมาทาลาย เราให้แตกแยกกันได้
  • 12.
    ๏ ปวยกล่าวอะไรฝู ง ่ นรสูงประเสริฐครัน ฤๅสรรพสัตว์อัน เฉพาะมีชีวีครอง ๏ แม้มากผิกิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอง มดกากระนั้นปอง พลหักก็เต็มทน ถอดความจะได้ว่า ไม่ว่าจะเป็ นคนหรือสรรพสัตว์ทกสิ่ง ถ้ามีความ ุ สามัคคีก็เป็ นสิ่งประเสริฐยิ่ง แม้ก่ิงไม้ หลายๆ กิ่งหาก ใครอยากทดลองมัดรวมเข้าเป็ นกรรม ก็ย่อมหักยาก
  • 13.
    ๏ เหล่าไหนผิไมตรี สละลี้ ณ หมู่ตน กิจใดจะขวายขวน บ มิพร้อมมิเพรียงกัน ๏ อย่ าปรารถนาหวัง สุขทั้งเจริญอั น มวลมาอุบัติบรร ลุไฉน บ ได้มี ถอดความจะได้ว่า หากหมู่ใดไม่มีความสามัคคีในหมู่คณะของ ตน และกิจการอั นใดที่จะต้องขวนขวายทาก็มิพร้อม เพรียงกัน ก็อย่าได้หวังเลยความสุขความเจริญจะ เกิดขึ้นได้อย่างไร
  • 14.
    ๏ ปวงทุกข์พบติสรร ิั พภยันตรายกลี แม้ปราศนิยมปรี ติประสงค์ก็คงสม ๏ ควรชนประชุมเช่น คณะเป็ นสมาคม สามัคคิปรารม ภนิพทธราพึง ั ถอดความจะได้ว่า ความทุกข์พบัติอันตรายและความชั่วร้ายทั้ง ิ ปวง ถึงแม้จะไม่ต้องการก็จะต้องได้รับเป็ นแน่แท้ ผูท่ีอยู่ ้ รวมกันเป็ นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคานึงถึงความ สามัคคีอยู่เป็ นนิจ
  • 15.
    ๏ ไปมีก็ให้มี ่ ผิวมีก็คานึง เนื่องเพือภิยโยจึง ่ จะประสบสุขาลัยฯ จบบริบรณ์ ฯ ู ถอดความจะได้ว่า ถ้ายังไม่มก็ควรจะมีข้ ึน ถ้ามีอยู่แล้วก็ควร ี ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจึงจะถึงซึ่งความสุขความ สบาย
  • 16.
    ค ุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑)การสรรคา เป็ นการเลือกใช้คาที่สื่อความคิดและ อารมณ์ได้อย่างงดงาม ดังนี้ ๑.๑) การเลือกใช้คาได้อย่างถ ูกต้องตาม ความหมายที่ตองการ มีการใช้คาที่มีทประณีตเป็ นพิเศษ ้ ี่ เมื่อกล่าวถึงสิ่งศักดิสทธิ์ จะใช้คาศัพท์ภาษาบาลีสนสกฤต ์ ิ ั ซึ่งถือว่าต้องแปลความทุกคา ๑.๒) การเลือกใช้คาศัพท์เหมาะแก่เนื้อเรืองและ ่ ฐานะของบ ุคคลในเรือง ่
  • 17.
    ๑.๓) การเลือกใช้เลือกคาโดยคานึงถึงเสียง กวีได้ดดแปลงฉันท์บางชนิดให้มีความหมายแตกต่าง ั จากเดิมทาให้มความไพเราะมากขึน สามัคคีคาฉันท์มีการใช้ ี ้ คาที่มีเสียงเสนาะ (๑) การใช้คาที่ เล่นเสียงหนักเบา ในบทร้อยกรอง ประเภทคาฉันท์กาหนดเสียงหนักเบา ไว้แน่นอนเป็ นแบบ แผนที่ยึดถือกัน ถ้าอ่านเป็ นทานองเสนาะ ก็จะทาให้รสึกถึง ู้ รสไพเราะของเนือความได้ ดังตัวอย่าง ้ ๏ ดังนัน ณ หมูใด ่ ้ ่ ผิ บ ไร้สมัครมี พร้อมเพรียงนิพทธ์นีั รวิวาทระแวงกัน
  • 18.
    (๒) การเล่นเสียงสัมผัส ในฉันท์ของนายชิตบุรทัต มีทงสัมผัสนอกสัมผัสในโดยเฉพาะสัมผัสสระและ ั้ สัมผัสพยัญชนะแพรวพราว คล้ายกับความไพเราะ ของกลอน เช่น ๏ ควรยกประโยชน์ยน นรอื่นก็แลเหลียว ื่ ด ูบ้างและกลมเกลียว มิตรภาพผด ุงครอง คาที่สมผัสในวรรค ได้แก่ (ประ)โยชน์-ยื่น, แล- ั เหลียว, กลม-เกลียว
  • 19.
    (๓) การเล่นสัมผัสชุดคาและชุดเสียง เช่น ๏พร้อมเพรียงประเสริฐครัน เพราะฉะนันแหละบุคคล ้ ผูหวังเจริญตน ้ ธุระเกียวกะหมูเ่ ขา ่ มีการเล่นเสียงสัมผัสชุดคา ได้แก่ พร้อม-เพรียง (๔) มีการเล่นคา
  • 20.
    ๒) การใช้โวหาร สามัคคีเภทคาฉันท์มีความไพเราะ งดงามอันเกิดจากสารที่กวีใช้ศิลปะในการถ่ายทอด ความหมายของเนือหาโดยการใช้สานวนโวหาร และการใช้ ้ ภาพพจน์ เพื่อผูอ่านจินตนาการภาพชัดเจน เข้าใจและเกิด ้ อารมณ์คล้อยตาม ดังนี้ (๒.๑) บรรยายโวหาร ใช้คาให้เห็นภาพชัดเจนตามลาดับ เหตุการณ์ รวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ เข้าใจง่าย (๒.๒) พรรณนาโวหาร เป็ นการสร้างมโนภาพให้ผอ่าน ู้ เกิดภาพขึนในใจ หรือมองเห็นภาพบรรยากาศตามที่กวี ้ ต้องการ
  • 21.
    (๒.๓) อุปมาโวหาร เป็นการกล่าวเปรียบเทียบเพื่อให้ ผูอ่านเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึน ้ ้ ๓) ลีลาการประพันธ์ สามัคคีเภทคาฉันท์ในตอน ที่ตดมามีลลาการประพันธ์ที่เด่นชัด ดังนี้ ั ี ๓.๑) พิโรธวาทัง บทแสดงความโกรธเกลียวของพระ เจ้าอชาตศัตรูที่แสร้งโกรธวัสสการพราหมณ์อย่างรุนแรง ทาให้เกิดความสมจริง ๓.๒) สัลลาปังคสัย บทแสดงความโศกเศร้าเสียใจ เมื่อวัสสการพราหมณ์ถกทาโทษ ู