อุป ชาติ ฉัน ท์ ๑๑
     ๏ เราคิดจะใคร่ยก                      พยุห์พลสกลไกร
ประชุมประชิดชัย                            รณรัฐวัชชี
     ๏ ฉะนี้แหละเสนา                       บดิฐานมนตรี
คือใครจะใคร่มี                             พจค้านประการไร
     ๏ ฝ่ายพราหมณ์ก็กราบทูล         อดิศูรนราศัย
 นยาธิบายใน                                วจนัตถทัดทาน
     ๏ พระราชปรารม                         ภนิยมมิควรการณ์
 ขอองคภูบาล                                พิเคราะห์ถอง ณ ทางดี
                                                      ่
     ๏ ข้อที่จะกรีธา                       พลไกรและไปตี
 กษัตริย์ ณ วัชชี                  ชนบท บ สมหมาย
๏ มิแผกมิผิดพา             กยข้าพระองค์ทาย
 ไป่ได้สะดวกดาย                  และจะแพ้เพราะไพรี
      ๏ พวกลิจฉวีขัต             ติยรัฐวัชชี
 ละองค์ละองค์มี                  มิตรพันธมั่นคง
      ๏ อนึ่งสิสามารถ            รณอาจกระทำาสง
ครามยุทธยรรยง                              มิระย่อมิเยงใคร
      ๏ เราน้อยจะย่อยยับ                   พลทัพปราชัย
กระนี้แหละแน่ใน                  มนข้าพยากรณ์
      ๏ และแสนจะสามารถ           พละอาจกระทำาสง
ครามยุทธยรรยง                    มิระย่อมิเยงใคร
๏ เราน้อยจะย่อยยับ                     พลทัพปราชัย
กระนี้แหละแน่ใน                             มนข้าพยากรณ์
     ๏ และอีกประการเล่า             ผิวเขาคะนึงคลอน
แคลนพาลระรานรอน                             ทุจริตผจญเรา
     ๏ เป็นก่อนกระนั้นชอบ                   ทุษตอบก็ทำาเนา
มิมีคดีเอา                                  ธุระเห็น บ เป็นธรรม
     ๏ และโลกจะล่วงวา               ทติว่าพระองค์จำา
นงเจตนาดำา                                  ริวิรุธประทุษเขา
     ๏ ฉะนี้พระจุ่งปรา                      รภภารเบื่อเบา
แบ่งกล่อมถนอมเกลา                           มิตรภาพสงบงามฯ
ถอดความอุป ชาติฉ ัน ท์ ๑๑
        เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จออกว่าราชการ ท่ามกลางเหล่าเสนาบดีและ
  อมาตย์ทั้งหลาย ที่เข้าเฝ้าฯเรียงรายตามฐานันดรศักดิ์ ณ ท้องพระโรงเพื่อ
  คอยรับฟังพระราชโองการเรื่องต่างๆ พระองค์จึงมีพระราชดำารัสว่า พระองค์มี
  พระประสงค์จะยกกองทัพอันเกรียงไกรไปทำาสงครามกับแคว้นวัชชี ด้วยเหตุนี้
  บรรดาเสนาบดีและอมาตย์ทั้งหลายมีผใดจะคัดค้านอย่างไรหรือไม่
                                         ู้                              วัสสกา
  รพราหมณ์จึงกราบทูลพระมหากษัตริย์ แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า ในข้อที่จะ
  ทรงกรีธาทัพอันเกรียงไกรไปตีเมืองกษัตริยแห่งแคว้นวัชชีนั้นคงจะไม่สมดัง
                                             ์
  ประราชประสงค์ จะมิผิดไปจากคำากราบทูลของข้าพระพุทธเจ้าที่ถวายทำานาย
  ไว้ จะไม่ได้แคว้นวัชชีอย่างสะดวกสบาย ทั้งยังจะต้องพ่ายแพ้ศัตรู เพราะ
  กษัตริยแห่งแคว้นวัชชีนั้นแต่ละองค์ทรงมีความสามัคคีกันอย่างมั่นคง นอกจาก
          ์
  นี้ยงมีความสามารถในการทำาสงครามไม่เกรงกลัวผู้ใด พวกของเราน้อยกว่าจะ
      ั
  เป็นฝ่ายแพ้ ข้าพระพุทธเจ้ามั่นใจจึงขอทำานายเช่นนี้ อีกประการหนึ่งนั้นถ้า
  หากพวกเขาคิดร้ายกลั่นแกล้งให้เราเดือดร้อนก่อน ก็เป็นการสมควรที่จะ
  ตอบโต้กลับไปบ้าง แต่นี้ไม่ได้มีเรื่องพิพาทกัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถกต้อง ชาวโลก
                                                                  ู
  จะพากันตำาหนิว่าพระองค์ทรงมีเจตนาจะคิดร้ายกับเขา ดังนั้นพระองค์ควรจะ
  คิดรักษามิตรภาพและความสงบสุขไว้
อีท ิส ัง ฉัน ท์ ๒๐

        ๏ ภูบดีสดับอุปายะตาม
    ณ วาทวัสสการะพราหมณ                      ณ บังอาจ
        ๏ เกินประมาณเพราะการณ์ละเมิดประมาท
    บ ควรจะขัดบรมราช                         วโรงการ
        ๏ ท้าวก็ทรงแสดงพระองค์ ธ ปาน
    ประหนึ่งพระราชหทัยลุดาล                  พิโรธจึง
        ๏ ผันพระกายกระทืบพระบาทและอึง
    พระศัพทสีหนาทพึง                         สยองภัย
        ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร
    ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน                        ก็มาเป็น
๏ ศึก บ ถึงและมึงก็ยงมิเห็น
                           ั
จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น                  ประการใด
     ๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยั้นมิทันอะไร                      ก็หมิ่นกู
     ๏ กลละกากะหวาดขมังธนู
บ ห่อนจะเห็นธวัชริปู                    สิล่าถอย
     ๏ พ่ายเพราะภัยพะตัวและกลัวจะพลอย
พินาศชิพิตประดิดประดอย                  ประเด็นขัด
     ๏ กูกเอกอุดมบรมกษัตริย์
           ็
วิจาระถ้วน บ ควรจะทัด                   จะทานคำา
     ๏ นี่นะเห็นเพราะเป็นอมาตย์กระทำา
พระราชการมาฉนำา                         สมัยนาน
๏ ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร
ชิวาตม์และหัวจะเสียบประจาน                    ณ ทันที
     ๏ นาคราภิบาลสภาบดี
และราชบุรุษแน่ะเฮ้ยจะรี              จะรอไย
     ๏ ฉุดกระชากกลีอปรีย์เถอะไป
บ พักจะต้องกรุณอะไร                           กะคนคด
     ๏ ลงพระราชกรรมกรณบท
พระอัยการพิพากษกฎ                             และโกนผม
     ๏ ไล่มิให้สถิต ณ คามนิคม
นครมหาสิมานิยม                                บุรีไร
๏ มันสมัครสวามิภักดิใน
อมิตรลิจฉวีก็ไป                    บ ห้ามกัน
     ๏ เสร็จประกาศพระราชธูรสรรพ์
เสด็จนิวัตสภาภิมัณฑ์                       มหาคารฯ
ถอดความอีท ิส ง ฉัน ท์ ๒๐
                ั
        พระเจ้าอชาตศัตรูทรงฟังกลอุบายตามคำากราบทูลของวัสสการพ
  ราหมณ์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพและขัดคำาสั่งพระองค์ จึงทรงกระทำาเสมือน
  หนึ่งว่าทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย ขยับพระองค์กระทืบพระบาทและทรง
  ตวาดด้วยเสียงที่ดังน่าเกรงขาม เจ้าช่างเป็นทาสที่ชั่วช้าเลวทราม เหตุใดจึง
  ตำาหนิข้าถึงเพียงนี้ ศึกสงครามก็ยงไม่ทันมีมา มึงก็ยังไม่เห็นว่าข้าศึกจะมาก
                                   ั
  หรือน้อยเพียงใด และการทำาสงครามจะยากจะง่ายประการใด กลับมาทำาอวด
  ฉลาดคาดคะเนเอาก็เพราะใจมีหวาดกลัวอยู่ ไม่ทันอะไรเลยก็มาหมิ่นกูเสีย
  แล้ว เสมือนหนึ่งกาที่หวาดเกรงพรานผู้ชำานาญ นี่ยงไม่ทันเห็นธงของศัตรู
                                                    ั
  เลยก็สั่งถอยเสียแล้ว พ่ายแพ้เพราะเกรงภัยจะมาถึงตัว กลัวว่าจะพลอยเสีย
  ชีวิตจึงคิดหาประเด็นมาขัดแย้ง เราเป็นถึงกษัตริยผู้สูงส่ง มีวิจารณญาณ
                                                  ์
  ถี่ถวนไม่สมควรจะมาทัดทาน นี่เราเห็นว่าเป็นอมาตย์รับราชการมาหลายปี
      ้
  ไม่เช่นนั้นเราจะสั่งประหารชีวิตตัดหัวเสียบประจานทันที นคราภิบาลและ
  ราชบุรุษจะรีรออยู่ทำาไม จงรีบลากตัวคนชั่วร้ายออกไปโดยไม่ต้องเห็นอก
  เห็นใจกับคนคด เอาตัวไปลงพระราชอาญาตามกฎหมาย เสร็จแล้วก็จงโกน
  ผม แล้วไล่มันไปให้พ้นเมืองของเรา มันจะไปสวามิภักดิ์กษัตริยลิจฉวีก็ตาม
                                                                 ์
  ใจไม่ต้องไปห้ามมัน เสร็จประกาศพระราชโองการก็เสด็จกลับยังที่ประทับที่
  ตกแต่งอย่างงดงาม
คุณ ค่า ด้า นวรรณศิล ป์
      เรื่องสามัคคีเภทคำาฉันท์ มีที่มาจากหนังสือธรรมจักษุ ซึ่งสมเด็จพระ
สังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) นายชิต บุรทัต ได้
อ่านนิทานแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีคติจึงแต่งเป็นฉันท์ นายชิต บุรทัต มีฝีมือ
เชี่ยวชาญในการแต่งคำาประพันธ์ประเภทฉันท์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการ
เลือกฉันท์ชนิดต่างๆ มาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับเนื้อเรื่องและลีลาของ
แต่ละตอน จนได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะ งดงาม เป็นที่นิยมอ่านแล้ว
จดจำาตลอดมา         นายชิต บุรทัต แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำาฉันท์เสร็จเมื่ออายุ
เพียง ๒๓ ปี
๑. การสรรหาคำา เป็นการเลือกใช้คำาในลักษณะต่างๆ เพื่อความคิดและความรู้สึก
   ได้แก่
   ๑.๑) การเลือกใช้คำาได้ถกต้อง มีความหมายชัดเจน สั้นแต่ได้ใจความ เช่น
                           ู
        ๏ เราคิดจะใคร่ยก                 พยุหพลสกลไกร
                                             ์
   ประชุมประชิดชัย                       รณรัฐวัชชี
        ๏ ฉะนี้แหละเสนา                  บดิฐานมนตรี
   คือใครจะใคร่มี                        พจค้านประการไร
๑.๒) การเลือกใช้คำาเหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง เช่น
- พระเจ้าอชาตศตรูกับวัสสการพราหมณ์
        ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร
   ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน                   ก็มาเป็น
        ๏ ศึก บ ถึงและมึงก็ยงมิเห็น
                             ั
   จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น              ประการใด
        ๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
   ขยาดขยั้นมิทันอะไร                  ก็หมิ่นกู
๑.๓) การเลือกใช้คำาให้เหมาะแก่ลักษณะคำาประพันธ์ เหมาะกับเนื้อเรื่อง เช่น
        ๏ ท้าวก็ทรงแสดงพระองค์ ธ ปาน
   ประหนึ่งพระราชหทัยลุดาล                               พิโรธจึง
        ๏ ผันพระกายกระทืบพระบาทและอึง
   พระศัพทสีหนาทพึง                                      สยองภัย
๑.๔) การเลือกใช้คำาโดยคำานึงเสียง
        (๑.) มีการเล่นคำาสัมผัสคล้องจอง เช่น
        ๏ ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร
   ชิวาตม์และหัวจะเสียบประจาน                      ณ ทันที
        ๏ นาคราภิบาลสภาบดี
   และราชบุรุษแน่ะเฮ้ยจะรี                  จะรอไย
        ๏ ฉุดกระชากกลีอปรีย์เถอะไป
   บ พักจะต้องกรุณอะไร                             กะคนคด
(๒.) การยำ้าคำาที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น
      -        จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น

(๓.) การเล่นอักษร เสียงสัมผัสสระ และสัมผัสพยัญชนะ ให้มีจังหวะไพเราะ
เช่น
      - จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น
      - ขยาดขยั้นมิทันอะไร        
๒. การใช้โวหาร ดังนี้
   ๒.๑) บรรยายโวหาร เป็นการใช้ถอยคำาเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามลำาดับ
                                ้
   เหตุการณ์จนเห็นภาพชัดเจน ดังตัวอย่าง
        ๏ ภูบดีสดับอุปายะตาม
    ณ วาทวัสสการะพราหมณ                          ณ บังอาจ
        ๏ เกินประมาณเพราะการณ์ละเมิดประมาท
    บ ควรจะขัดบรมราช                    วโรงการ
๏ ท้าวก็ทรงแสดงพระองค์ ธ ปาน
ประหนึ่งพระราชหทัยลุดาล               พิโรธจึง
        ๏ ผันพระกายกระทืบพระบาทและอึง
พระศัพทสีหนาทพึง                      สยองภัย
        ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร
ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน                     ก็มาเป็น
๒.๒) อุปมาโวหาร เป็นโวหารที่กวีนำามาใช้ประกอบเรื่องโดยการเล่าแบบเปรียบ
   เทียบ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึน ดังตัวอย่าง
                                    ้

                ๏ กลละกากะหวาดขมังธนู
   บ ห่อนจะเห็นธวัชริปู                        สิล่าถอย
                ๏ พ่ายเพราะภัยพะตัวและกลัวจะพลอย
   พินาศชิพิตประดิดประดอย                      ประเด็นขัด
                ๏ กูกเอกอุดมบรมกษัตริย์
                     ็
   วิจาระถ้วน บ ควรจะทัด                จะทานคำา
๏ นี่นะเห็นเพราะเป็นอมาตย์กระทำา
พระราชการมาฉนำา                        สมัยนาน
    ๏ ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร
ชิวาตม์และหัวจะเสียบประจาน             ณ ทันที
สามัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภทคำฉันท์

  • 2.
    อุป ชาติ ฉันท์ ๑๑ ๏ เราคิดจะใคร่ยก         พยุห์พลสกลไกร ประชุมประชิดชัย         รณรัฐวัชชี ๏ ฉะนี้แหละเสนา         บดิฐานมนตรี คือใครจะใคร่มี         พจค้านประการไร ๏ ฝ่ายพราหมณ์ก็กราบทูล         อดิศูรนราศัย นยาธิบายใน         วจนัตถทัดทาน ๏ พระราชปรารม         ภนิยมมิควรการณ์ ขอองคภูบาล         พิเคราะห์ถอง ณ ทางดี ่ ๏ ข้อที่จะกรีธา         พลไกรและไปตี กษัตริย์ ณ วัชชี         ชนบท บ สมหมาย
  • 3.
    ๏ มิแผกมิผิดพา        กยข้าพระองค์ทาย ไป่ได้สะดวกดาย       และจะแพ้เพราะไพรี ๏ พวกลิจฉวีขัต         ติยรัฐวัชชี ละองค์ละองค์มี          มิตรพันธมั่นคง ๏ อนึ่งสิสามารถ รณอาจกระทำาสง ครามยุทธยรรยง มิระย่อมิเยงใคร ๏ เราน้อยจะย่อยยับ พลทัพปราชัย กระนี้แหละแน่ใน มนข้าพยากรณ์ ๏ และแสนจะสามารถ         พละอาจกระทำาสง ครามยุทธยรรยง         มิระย่อมิเยงใคร
  • 4.
    ๏ เราน้อยจะย่อยยับ        พลทัพปราชัย กระนี้แหละแน่ใน         มนข้าพยากรณ์ ๏ และอีกประการเล่า         ผิวเขาคะนึงคลอน แคลนพาลระรานรอน         ทุจริตผจญเรา ๏ เป็นก่อนกระนั้นชอบ         ทุษตอบก็ทำาเนา มิมีคดีเอา         ธุระเห็น บ เป็นธรรม ๏ และโลกจะล่วงวา         ทติว่าพระองค์จำา นงเจตนาดำา         ริวิรุธประทุษเขา ๏ ฉะนี้พระจุ่งปรา         รภภารเบื่อเบา แบ่งกล่อมถนอมเกลา         มิตรภาพสงบงามฯ
  • 5.
    ถอดความอุป ชาติฉ ันท์ ๑๑ เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จออกว่าราชการ ท่ามกลางเหล่าเสนาบดีและ อมาตย์ทั้งหลาย ที่เข้าเฝ้าฯเรียงรายตามฐานันดรศักดิ์ ณ ท้องพระโรงเพื่อ คอยรับฟังพระราชโองการเรื่องต่างๆ พระองค์จึงมีพระราชดำารัสว่า พระองค์มี พระประสงค์จะยกกองทัพอันเกรียงไกรไปทำาสงครามกับแคว้นวัชชี ด้วยเหตุนี้ บรรดาเสนาบดีและอมาตย์ทั้งหลายมีผใดจะคัดค้านอย่างไรหรือไม่ ู้ วัสสกา รพราหมณ์จึงกราบทูลพระมหากษัตริย์ แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า ในข้อที่จะ ทรงกรีธาทัพอันเกรียงไกรไปตีเมืองกษัตริยแห่งแคว้นวัชชีนั้นคงจะไม่สมดัง ์ ประราชประสงค์ จะมิผิดไปจากคำากราบทูลของข้าพระพุทธเจ้าที่ถวายทำานาย ไว้ จะไม่ได้แคว้นวัชชีอย่างสะดวกสบาย ทั้งยังจะต้องพ่ายแพ้ศัตรู เพราะ กษัตริยแห่งแคว้นวัชชีนั้นแต่ละองค์ทรงมีความสามัคคีกันอย่างมั่นคง นอกจาก ์ นี้ยงมีความสามารถในการทำาสงครามไม่เกรงกลัวผู้ใด พวกของเราน้อยกว่าจะ ั เป็นฝ่ายแพ้ ข้าพระพุทธเจ้ามั่นใจจึงขอทำานายเช่นนี้ อีกประการหนึ่งนั้นถ้า หากพวกเขาคิดร้ายกลั่นแกล้งให้เราเดือดร้อนก่อน ก็เป็นการสมควรที่จะ ตอบโต้กลับไปบ้าง แต่นี้ไม่ได้มีเรื่องพิพาทกัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถกต้อง ชาวโลก ู จะพากันตำาหนิว่าพระองค์ทรงมีเจตนาจะคิดร้ายกับเขา ดังนั้นพระองค์ควรจะ คิดรักษามิตรภาพและความสงบสุขไว้
  • 6.
    อีท ิส ังฉัน ท์ ๒๐ ๏ ภูบดีสดับอุปายะตาม ณ วาทวัสสการะพราหมณ         ณ บังอาจ ๏ เกินประมาณเพราะการณ์ละเมิดประมาท บ ควรจะขัดบรมราช         วโรงการ ๏ ท้าวก็ทรงแสดงพระองค์ ธ ปาน ประหนึ่งพระราชหทัยลุดาล         พิโรธจึง ๏ ผันพระกายกระทืบพระบาทและอึง พระศัพทสีหนาทพึง          สยองภัย ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน         ก็มาเป็น
  • 7.
    ๏ ศึก บถึงและมึงก็ยงมิเห็น ั จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น          ประการใด ๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ขยาดขยั้นมิทันอะไร         ก็หมิ่นกู ๏ กลละกากะหวาดขมังธนู บ ห่อนจะเห็นธวัชริปู          สิล่าถอย ๏ พ่ายเพราะภัยพะตัวและกลัวจะพลอย พินาศชิพิตประดิดประดอย         ประเด็นขัด ๏ กูกเอกอุดมบรมกษัตริย์ ็ วิจาระถ้วน บ ควรจะทัด         จะทานคำา ๏ นี่นะเห็นเพราะเป็นอมาตย์กระทำา พระราชการมาฉนำา          สมัยนาน
  • 8.
    ๏ ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร ชิวาตม์และหัวจะเสียบประจาน        ณ ทันที ๏ นาคราภิบาลสภาบดี และราชบุรุษแน่ะเฮ้ยจะรี          จะรอไย ๏ ฉุดกระชากกลีอปรีย์เถอะไป บ พักจะต้องกรุณอะไร         กะคนคด ๏ ลงพระราชกรรมกรณบท พระอัยการพิพากษกฎ         และโกนผม ๏ ไล่มิให้สถิต ณ คามนิคม นครมหาสิมานิยม         บุรีไร
  • 9.
    ๏ มันสมัครสวามิภักดิใน อมิตรลิจฉวีก็ไป        บ ห้ามกัน ๏ เสร็จประกาศพระราชธูรสรรพ์ เสด็จนิวัตสภาภิมัณฑ์          มหาคารฯ
  • 10.
    ถอดความอีท ิส งฉัน ท์ ๒๐ ั พระเจ้าอชาตศัตรูทรงฟังกลอุบายตามคำากราบทูลของวัสสการพ ราหมณ์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพและขัดคำาสั่งพระองค์ จึงทรงกระทำาเสมือน หนึ่งว่าทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย ขยับพระองค์กระทืบพระบาทและทรง ตวาดด้วยเสียงที่ดังน่าเกรงขาม เจ้าช่างเป็นทาสที่ชั่วช้าเลวทราม เหตุใดจึง ตำาหนิข้าถึงเพียงนี้ ศึกสงครามก็ยงไม่ทันมีมา มึงก็ยังไม่เห็นว่าข้าศึกจะมาก ั หรือน้อยเพียงใด และการทำาสงครามจะยากจะง่ายประการใด กลับมาทำาอวด ฉลาดคาดคะเนเอาก็เพราะใจมีหวาดกลัวอยู่ ไม่ทันอะไรเลยก็มาหมิ่นกูเสีย แล้ว เสมือนหนึ่งกาที่หวาดเกรงพรานผู้ชำานาญ นี่ยงไม่ทันเห็นธงของศัตรู ั เลยก็สั่งถอยเสียแล้ว พ่ายแพ้เพราะเกรงภัยจะมาถึงตัว กลัวว่าจะพลอยเสีย ชีวิตจึงคิดหาประเด็นมาขัดแย้ง เราเป็นถึงกษัตริยผู้สูงส่ง มีวิจารณญาณ ์ ถี่ถวนไม่สมควรจะมาทัดทาน นี่เราเห็นว่าเป็นอมาตย์รับราชการมาหลายปี ้ ไม่เช่นนั้นเราจะสั่งประหารชีวิตตัดหัวเสียบประจานทันที นคราภิบาลและ ราชบุรุษจะรีรออยู่ทำาไม จงรีบลากตัวคนชั่วร้ายออกไปโดยไม่ต้องเห็นอก เห็นใจกับคนคด เอาตัวไปลงพระราชอาญาตามกฎหมาย เสร็จแล้วก็จงโกน ผม แล้วไล่มันไปให้พ้นเมืองของเรา มันจะไปสวามิภักดิ์กษัตริยลิจฉวีก็ตาม ์ ใจไม่ต้องไปห้ามมัน เสร็จประกาศพระราชโองการก็เสด็จกลับยังที่ประทับที่ ตกแต่งอย่างงดงาม
  • 11.
    คุณ ค่า ด้านวรรณศิล ป์ เรื่องสามัคคีเภทคำาฉันท์ มีที่มาจากหนังสือธรรมจักษุ ซึ่งสมเด็จพระ สังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) นายชิต บุรทัต ได้ อ่านนิทานแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีคติจึงแต่งเป็นฉันท์ นายชิต บุรทัต มีฝีมือ เชี่ยวชาญในการแต่งคำาประพันธ์ประเภทฉันท์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการ เลือกฉันท์ชนิดต่างๆ มาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับเนื้อเรื่องและลีลาของ แต่ละตอน จนได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะ งดงาม เป็นที่นิยมอ่านแล้ว จดจำาตลอดมา นายชิต บุรทัต แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำาฉันท์เสร็จเมื่ออายุ เพียง ๒๓ ปี
  • 12.
    ๑. การสรรหาคำา เป็นการเลือกใช้คำาในลักษณะต่างๆเพื่อความคิดและความรู้สึก ได้แก่ ๑.๑) การเลือกใช้คำาได้ถกต้อง มีความหมายชัดเจน สั้นแต่ได้ใจความ เช่น ู ๏ เราคิดจะใคร่ยก         พยุหพลสกลไกร ์ ประชุมประชิดชัย         รณรัฐวัชชี ๏ ฉะนี้แหละเสนา         บดิฐานมนตรี คือใครจะใคร่มี         พจค้านประการไร
  • 13.
    ๑.๒) การเลือกใช้คำาเหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง เช่น -พระเจ้าอชาตศตรูกับวัสสการพราหมณ์ ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน         ก็มาเป็น ๏ ศึก บ ถึงและมึงก็ยงมิเห็น ั จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น          ประการใด ๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ขยาดขยั้นมิทันอะไร         ก็หมิ่นกู
  • 14.
    ๑.๓) การเลือกใช้คำาให้เหมาะแก่ลักษณะคำาประพันธ์ เหมาะกับเนื้อเรื่องเช่น ๏ ท้าวก็ทรงแสดงพระองค์ ธ ปาน ประหนึ่งพระราชหทัยลุดาล         พิโรธจึง ๏ ผันพระกายกระทืบพระบาทและอึง พระศัพทสีหนาทพึง          สยองภัย
  • 15.
    ๑.๔) การเลือกใช้คำาโดยคำานึงเสียง (๑.) มีการเล่นคำาสัมผัสคล้องจอง เช่น ๏ ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร ชิวาตม์และหัวจะเสียบประจาน         ณ ทันที ๏ นาคราภิบาลสภาบดี และราชบุรุษแน่ะเฮ้ยจะรี         จะรอไย ๏ ฉุดกระชากกลีอปรีย์เถอะไป บ พักจะต้องกรุณอะไร         กะคนคด
  • 16.
    (๒.) การยำ้าคำาที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น - จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น (๓.) การเล่นอักษร เสียงสัมผัสสระ และสัมผัสพยัญชนะ ให้มีจังหวะไพเราะ เช่น - จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น - ขยาดขยั้นมิทันอะไร        
  • 17.
    ๒. การใช้โวหาร ดังนี้ ๒.๑) บรรยายโวหาร เป็นการใช้ถอยคำาเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามลำาดับ ้ เหตุการณ์จนเห็นภาพชัดเจน ดังตัวอย่าง ๏ ภูบดีสดับอุปายะตาม ณ วาทวัสสการะพราหมณ         ณ บังอาจ ๏ เกินประมาณเพราะการณ์ละเมิดประมาท บ ควรจะขัดบรมราช         วโรงการ
  • 18.
    ๏ ท้าวก็ทรงแสดงพระองค์ ธปาน ประหนึ่งพระราชหทัยลุดาล         พิโรธจึง ๏ ผันพระกายกระทืบพระบาทและอึง พระศัพทสีหนาทพึง         สยองภัย ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน         ก็มาเป็น
  • 19.
    ๒.๒) อุปมาโวหาร เป็นโวหารที่กวีนำามาใช้ประกอบเรื่องโดยการเล่าแบบเปรียบ เทียบ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึน ดังตัวอย่าง ้ ๏ กลละกากะหวาดขมังธนู บ ห่อนจะเห็นธวัชริปู          สิล่าถอย ๏ พ่ายเพราะภัยพะตัวและกลัวจะพลอย พินาศชิพิตประดิดประดอย         ประเด็นขัด ๏ กูกเอกอุดมบรมกษัตริย์ ็ วิจาระถ้วน บ ควรจะทัด         จะทานคำา
  • 20.
    ๏ นี่นะเห็นเพราะเป็นอมาตย์กระทำา พระราชการมาฉนำา         สมัยนาน ๏ ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร ชิวาตม์และหัวจะเสียบประจาน         ณ ทันที