จิตรปทา ฉันท์ 8

          นาครธา                      นิวสาลี
                                         ิ

เห็นริ ปุมี                           พลมากมาย

ข้ามติรชล                             ก็ลุพนหมาย
                                           ้

มุ่งจะทลาย                            พระนครตน

          ต่างก็ตระหนัก               มนอกเต้น

ตื่น บ มิเว้น                         ตะละผูคน
                                            ้

ทัวบุรคา
  ่                                   มจลาจล

เสี ยงอลวน                            อลเวงไป

              สรรพสกล                 มุขมนตรี

ตรอมมนภี                              รุ กเภทภัย

บางคณะอา                              ทรปราศรัย

ยังมิกระไร                             ขณะนี้หนอ

                          ฯลฯ

          ศัพทอุโฆษ                    ประลุโสตท้าว

ลิจฉวีดาว
       ้                               ขณะทรงฟัง

ต่าง ธ ก็เฉย                           และละเลยดัง

ไท้มิอินง
        ั                              ธุ ระกับใคร
ต่างก็ บ คลา                     ณ สภาคา

                แม้พระทวาร                               บุรทัวไป
                                                              ่

                รอบทิศด้าน                               และทวารใด

                เห็นนรไหน                                สิ จะปิ ดมีฯ




ถอดความ จิตรปทา ฉันท์ 8
         ฝ่ ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึกจานวนมากข้ามแม่น้ ามาเพื่อจะทาลายล้างบ้านเมืองของตน ต่างก็
ตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า ในเมืองเกิดจลาจลวุนวายไปทัวเมือง ข้าราชการชั้นผูใหญ่ต่างหวาดกลัว
                                        ่       ่                     ้
ภัย บางพวกก็พดว่าขณะนี้ยงไม่เป็ นไรหรอก ควรจะป้ องกันประตูเมืองเอาไว้ให้มนคง ต้านทานข้าศึก
             ู          ั                                                ั่
เอาไว้ก่อน รอให้ท่ีประชุมเหล่ากษัตริ ยมีความเห็นว่าจะทรงทาประการใด ก็จะได้ดาเนินการตามพระ
                                      ์
บัญชาของพระองค์ เหล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตีกลองสัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง เสี ยงดังกึกก้องไปถึง
พระกรรณกษัตริ ยลิจฉวี ต่างองค์ทรงเพิกเฉยราวกับไม่เอาใจใส่ ในเรื่ องราวของผูใด ต่างองค์ไม่เสด็จไปที่
               ์                                                           ้
ประชุม แม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีผใดปิ ด
                                           ู้
คุณค่าวรรณศิลป์

1.การสรรคา เป็ นการเลือกใช้คาที่สื่อความคิดและอารมณ์ได้ เช่น

 1.1การเลือกใช้คาได้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ตองการ มีการใช้คาที่ประณี ต ส่ วนคาศัพท์ภาษาบาลีสัน
                                             ้
สกฤษเป็ นภาษาที่สูงต้องแปลความทุกคา ทาให้ถอยคาเกิดความขลังและศักดิ์ ดังบทประพันธ์
                                          ้

       ต่างก็ตระหนัก                   มนอกเต้น

ตื่น บ มิเว้น                          ตะละผูคน
                                             ้

ทัวบุรคา
  ่                                    มจลาจล

เสี ยงอลวน                             อลเวงไป

 1.2การเลือกใช้คาโดยคานึงถึงเสี ยง เพื่อให้ฉนท์มีความแต่กต่างไปจากเดิม ทาให้ฉนท์มีความไพเราะมาก
                                            ั                                ั
ขึ้น

  1. การใช้คาที่เล่นเสี ยงหนักเบา ในบทร้อยกรอง กาหนดเสี ยงหนักเบา ทาให้รู้สึกถึงรสไพเราะของ
เนื้อความ

 2.การเล่นเสี ยงสัมผัสในฉันท์ มีท้ งสัมผัสนอกและสัมผัสในโดยเฉพาะสัมผัสในมีท้ งสระและสัมผัส
                                   ั                                         ั
พยัญชนะ เช่น

  สรรพสกล                        มุขมนตรี

ตรอมมนภี                                รุ กเภทภัย

บางคณะอา                                ทรปราศรัย

ยังมิกระไร                              ขณะนี้หนอ
2.การใช้โวหาร สามัคคีเภทคาฉันท์มีความไพเราะงดงามอันเกิดจากสารที่กวีใช้ศิลปะใบการถ่ายทอด
ความหมายของเนื้อหา โดยการใช้สานวนโวหาร และการใช้ภาพพจน์ เพื่อให้ผอ่านจินตนาการเห็นภาพ
                                                                 ู้
ชัดเจน เข้าใจและเกิดอารมณ์คล้อยตาม ดัง

  2.1บรรยาโวหาร ใช้คาเห็นภาพชัดเจน ไม่ซบซ้อนเกินไป รวดเร็ ว เข้าใจง่าย เช่น
                                       ั

                  ต่างก็ตระหนัก                  มนอกเต้น

         ตื่น บ มิเว้น                            ตะละผูคน
                                                        ้

         ทัวบุรคา
           ่                                      มจลาจล

         เสี ยงอลวน                               อลเวงไป

 2.2พรรณนาโวหาร เป็ นการสร้างมโนภาพให้ผอ่านเกิดภาพขึ้นในใจ หรื อมองเห็นภาพบรรยากาศตามที่
                                       ู้

         ต่างก็ บ คลา                    ณ สภาคา

แม้พระทวาร                               บุรทัวไป
                                              ่

รอบทิศด้าน                                และทวารใด

เห็นนรไหน                                 สิ จะปิ ดมีฯ

2.3 อุปมาโวหาร การกล่าวเปรี ยบเทียบเพื่อให้ผอ่านเข้าใจและเห็นภาพ
                                            ู้

         ต่างก็ตระหนัก                   มนอกเต้น

ตื่น บ มิเว้น                            ตะละผูคน
                                               ้

ทัวบุรคา
  ่                                      มจลาจล

เสี ยงอลวน                               อลเวงไป
3.ลีลาการประพันธ์

 พิโรธวาทัง แสดงความโกรธเกรี ยว

        ศัพทอุโฆษ                 ประลุโสตท้าว

ลิจฉวีดาว
       ้                          ขณะทรงฟัง

ต่าง ธ ก็เฉย                      และละเลยดัง

ไท้มิอินง
        ั                         ธุ ระกับใคร




                                                 จัดทาโดย

                                     นางสาวพรสุ ดา   ปลอดกา ม.6/3 เลขที่ 29

จิตรปทา ฉันท์ 8

  • 1.
    จิตรปทา ฉันท์ 8 นาครธา นิวสาลี ิ เห็นริ ปุมี พลมากมาย ข้ามติรชล ก็ลุพนหมาย ้ มุ่งจะทลาย พระนครตน ต่างก็ตระหนัก มนอกเต้น ตื่น บ มิเว้น ตะละผูคน ้ ทัวบุรคา ่ มจลาจล เสี ยงอลวน อลเวงไป สรรพสกล มุขมนตรี ตรอมมนภี รุ กเภทภัย บางคณะอา ทรปราศรัย ยังมิกระไร ขณะนี้หนอ ฯลฯ ศัพทอุโฆษ ประลุโสตท้าว ลิจฉวีดาว ้ ขณะทรงฟัง ต่าง ธ ก็เฉย และละเลยดัง ไท้มิอินง ั ธุ ระกับใคร
  • 2.
    ต่างก็ บ คลา ณ สภาคา แม้พระทวาร บุรทัวไป ่ รอบทิศด้าน และทวารใด เห็นนรไหน สิ จะปิ ดมีฯ ถอดความ จิตรปทา ฉันท์ 8 ฝ่ ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึกจานวนมากข้ามแม่น้ ามาเพื่อจะทาลายล้างบ้านเมืองของตน ต่างก็ ตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า ในเมืองเกิดจลาจลวุนวายไปทัวเมือง ข้าราชการชั้นผูใหญ่ต่างหวาดกลัว ่ ่ ้ ภัย บางพวกก็พดว่าขณะนี้ยงไม่เป็ นไรหรอก ควรจะป้ องกันประตูเมืองเอาไว้ให้มนคง ต้านทานข้าศึก ู ั ั่ เอาไว้ก่อน รอให้ท่ีประชุมเหล่ากษัตริ ยมีความเห็นว่าจะทรงทาประการใด ก็จะได้ดาเนินการตามพระ ์ บัญชาของพระองค์ เหล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตีกลองสัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง เสี ยงดังกึกก้องไปถึง พระกรรณกษัตริ ยลิจฉวี ต่างองค์ทรงเพิกเฉยราวกับไม่เอาใจใส่ ในเรื่ องราวของผูใด ต่างองค์ไม่เสด็จไปที่ ์ ้ ประชุม แม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีผใดปิ ด ู้
  • 3.
    คุณค่าวรรณศิลป์ 1.การสรรคา เป็ นการเลือกใช้คาที่สื่อความคิดและอารมณ์ได้เช่น 1.1การเลือกใช้คาได้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ตองการ มีการใช้คาที่ประณี ต ส่ วนคาศัพท์ภาษาบาลีสัน ้ สกฤษเป็ นภาษาที่สูงต้องแปลความทุกคา ทาให้ถอยคาเกิดความขลังและศักดิ์ ดังบทประพันธ์ ้ ต่างก็ตระหนัก มนอกเต้น ตื่น บ มิเว้น ตะละผูคน ้ ทัวบุรคา ่ มจลาจล เสี ยงอลวน อลเวงไป 1.2การเลือกใช้คาโดยคานึงถึงเสี ยง เพื่อให้ฉนท์มีความแต่กต่างไปจากเดิม ทาให้ฉนท์มีความไพเราะมาก ั ั ขึ้น 1. การใช้คาที่เล่นเสี ยงหนักเบา ในบทร้อยกรอง กาหนดเสี ยงหนักเบา ทาให้รู้สึกถึงรสไพเราะของ เนื้อความ 2.การเล่นเสี ยงสัมผัสในฉันท์ มีท้ งสัมผัสนอกและสัมผัสในโดยเฉพาะสัมผัสในมีท้ งสระและสัมผัส ั ั พยัญชนะ เช่น สรรพสกล มุขมนตรี ตรอมมนภี รุ กเภทภัย บางคณะอา ทรปราศรัย ยังมิกระไร ขณะนี้หนอ
  • 4.
    2.การใช้โวหาร สามัคคีเภทคาฉันท์มีความไพเราะงดงามอันเกิดจากสารที่กวีใช้ศิลปะใบการถ่ายทอด ความหมายของเนื้อหา โดยการใช้สานวนโวหารและการใช้ภาพพจน์ เพื่อให้ผอ่านจินตนาการเห็นภาพ ู้ ชัดเจน เข้าใจและเกิดอารมณ์คล้อยตาม ดัง 2.1บรรยาโวหาร ใช้คาเห็นภาพชัดเจน ไม่ซบซ้อนเกินไป รวดเร็ ว เข้าใจง่าย เช่น ั ต่างก็ตระหนัก มนอกเต้น ตื่น บ มิเว้น ตะละผูคน ้ ทัวบุรคา ่ มจลาจล เสี ยงอลวน อลเวงไป 2.2พรรณนาโวหาร เป็ นการสร้างมโนภาพให้ผอ่านเกิดภาพขึ้นในใจ หรื อมองเห็นภาพบรรยากาศตามที่ ู้ ต่างก็ บ คลา ณ สภาคา แม้พระทวาร บุรทัวไป ่ รอบทิศด้าน และทวารใด เห็นนรไหน สิ จะปิ ดมีฯ 2.3 อุปมาโวหาร การกล่าวเปรี ยบเทียบเพื่อให้ผอ่านเข้าใจและเห็นภาพ ู้ ต่างก็ตระหนัก มนอกเต้น ตื่น บ มิเว้น ตะละผูคน ้ ทัวบุรคา ่ มจลาจล เสี ยงอลวน อลเวงไป
  • 5.
    3.ลีลาการประพันธ์ พิโรธวาทัง แสดงความโกรธเกรียว ศัพทอุโฆษ ประลุโสตท้าว ลิจฉวีดาว ้ ขณะทรงฟัง ต่าง ธ ก็เฉย และละเลยดัง ไท้มิอินง ั ธุ ระกับใคร จัดทาโดย นางสาวพรสุ ดา ปลอดกา ม.6/3 เลขที่ 29