Free Powerpoint Templates
Page 1
บทที่ 2 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
(Plant Structure and Function) : part 2
รายวิชาชีววิทยา 3 (ว30243)
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562
นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
Free Powerpoint Templates
Page 2
ครูผู้สอน
• นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่งครู คศ.1 เอกวิชาชีววิทยา
ประวัติการศึกษา :
– พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
– พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
– พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
– พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
– พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา
เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
Free Powerpoint Templates
Page 3
ราก (root)
ลักษณะทั่วไป : positive geotropism / negative phototropism
หน้าที่ : absorption (น้า/แร่ธาตุ) / transportation (xylem/phloem) / anchorage
โครงสร้างภายใน
Long section
Root cap
Region of cell division
(meristematic region)
Region of cell elongation
Region of cell differentiation
and maturation
Cross section
Primary
growth
secondary
growth
Cork (พืชตระกูลปาล์ม)
Epidermis (root hair)
Cortex
(paren/collen/scleren)
Stele
(vascular bundle)
dicot
monocot
Endodermis : casparian
Pericycle : lateral root (meristem)
Pith / pith ray (เฉพาะ monocot)
Cork cam (พืชตระกูลปาล์ม)
vascular cambium
(พืชตระกูลปาล์ม/หมากผู้หมากเมีย)
Osmosis/diffusion/active ยึดดินพยุงลา
ต้นชูใบ
Free Powerpoint Templates
Page 4
สรุป : การจาแนกชนิดของรากขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ดังนี้
1. จาแนกตามการกาเนิด : primary root (tap root) ,
secondary root (lateral root) , adventitious root
- fibrous root (ข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว ตาล
กระชาย / ต้อยติ่ง มันเทศ มันแกว มันสาปะหลัง รักเร่ ถั่วพู)
- prop root (เตย ไทรย้อย ลาเจียก ยางอินเดีย ข้าวโพด
โกงกาง แสม)
- climbing root (พลู พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้ ไม้เลื้อย)
- photosynthetic root (กล้วยไม้ ไทร โกงกาง ผักตบชวา :
chlorenchyma / กล้วยไม้ : velamen)
- respiration root (โกงกาง แพงพวยน้า แสม ลาพู ผัก
กระเฉด : รากทุ่นลอย = aerenchyma)
- parasitic root (กาฝาก ฝอยทอง : Haustorium)
2. จาแนกตามแหล่งที่อยู่ : aerial root , underground root
(primary/secondary/prop/climbing/storage/respiration/photosyn)
3. จาแนกตามระบบราก : tap root , fibrous root ,lateral root
pneumatophore
Free Powerpoint Templates
Page 5
Free Powerpoint Templates
Page 6
พบทั้งใน tap root fibrous root และ lateral root
Free Powerpoint Templates
Page 7
Storage
root
Free Powerpoint Templates
Page 8
Free Powerpoint Templates
Page 9
Free Powerpoint Templates
Page 10
Free Powerpoint Templates
Page 11
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 12
ชั้นในสุดของ cortex
ชั้นนอกสุดของ stele
เน้นสอบ ! ราก cortex กว้าง stele แคบ (ลาต้น ≠)
Free Powerpoint Templates
Page 13
Free Powerpoint Templates
Page 14
Free Powerpoint Templates
Page 15
Free Powerpoint Templates
Page 16
secondary growth of root
Free Powerpoint Templates
Page 17
secondary growth of root
Free Powerpoint Templates
Page 18
secondary growth of root
Free Powerpoint Templates
Page 19
Free Powerpoint Templates
Page 20
Free Powerpoint Templates
Page 21
Free Powerpoint Templates
Page 22
primary root
secondary root : lateral root
adventitious root
Free Powerpoint Templates
Page 23
Free Powerpoint Templates
Page 24
Free Powerpoint Templates
Page 25
รากฝอย (Fibrous root)
เป็นรากที่งอกออกจากโคนลาต้นเพื่อแทนราก
แก้วที่ฝ่ อไปพบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่น ราก
ข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว เป็นต้น
Free Powerpoint Templates
Page 26
Free Powerpoint Templates
Page 27
รากค้าจุน (Prop root หรือ Buttress root)
เป็นรากที่งอกจากโคนต้นหรือกิ่งบนดินแล้ว
หยั่งลงดินเพื่อพยุงลาต้น เช่น รากข้าวโพดที่
งอกออกจากโคนต้น รากเตย ลาเจียก ไทร
ย้อย แสม โกงกาง
แสดงรากค้าจุนของโกงกาง
Free Powerpoint Templates
Page 28
Free Powerpoint Templates
Page 29
Free Powerpoint Templates
Page 30
รากปีกหรือพูพอน
Free Powerpoint Templates
Page 31
รากเกาะ (Climbing root)
เป็นรากที่แตกออกจากข้อของ
ลาต้นมาเกาะตามหลัก เพื่อชู
ลาต้นขึ้นสูง เช่น รากพลู
พริกไทย กล้วยไม้ พลูด่าง
แสดงรากเกาะของต้นพลูด่าง
Free Powerpoint Templates
Page 32
Free Powerpoint Templates
Page 33
รากหายใจ (Pneumatophore หรือ Aerating root)
เป็นรากที่ยื่นขึ้นมาจากดินหรือน้าเพื่อรับ
ออกซิเจน เช่น รากลาพู แสม โกงกาง และ
รากส่วนที่อยู่ในนวมคล้ายฟองน้าของผัก
กระเฉดก็เป็นรากหายใจโดยนวมจะเป็นที่
เก็บอากาศและเป็นทุ่นลอยน้าด้วย
แสดงรากหายใจของต้นลาพู
Free Powerpoint Templates
Page 34
Free Powerpoint Templates
Page 35
รากปรสิต (Parasitic root)
เป็นรากของพืชพวกปรสิตที่สร้าง Haustorium แทง
เข้าไปในลาต้นของพืชที่เป็นโฮสต์ เพื่อแย่งน้าและ
อาหารจากโฮสต์ เช่น รากกาฝาก ฝอยทอง เป็นต้น
แสดงรากกาฝาก (Faculty of Pharmaceutical
Sciences, Chulalongkorn University,No Date)
Free Powerpoint Templates
Page 36
Free Powerpoint Templates
Page 37
Free Powerpoint Templates
Page 38
รากสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthetic root)
เป็นรากที่แตกจากข้อของลาต้นหรือกิ่งและ
อยู่ในอากาศจะมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์จึง
ช่วยสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น ราก
กล้วยไม้ นอกจากนี้รากกล้วยไม้ยังมีนวม
(Velamen) หุ้มตามขอบนอกของรากไว้
เพื่อดูดความชื้นและเก็บน้า
แสดงรากสังเคราะห์ด้วยแสงของต้นกล้วยไม้
Free Powerpoint Templates
Page 39
Free Powerpoint Templates
Page 40
Free Powerpoint Templates
Page 41
รากสะสมอาหาร (Food storage root)
เป็นรากที่สะสมอาหารพวกแป้งโปรตีน หรือ
น้าตาลไว้ จนรากเปลี่ยนแปลงรูปร่างมีขนาด
ใหญ่ซึ่งมักจะเรียกกันว่า “หัว” เช่น หัวแครอท
หัวผักกาด หรือหัวไชเท้า หัวผักกาดแดงหรือ
แรดิช (Radish) หัวบีท (Beet root) และ
หัวมันแกว เป็นรากสะสมอาหารที่
เปลี่ยนแปลงมาจากรากแก้วส่วนรากสะสม
อาหารของมันเทศ รักเร่ กระชาย เปลี่ยนแปลง
มาจากรากแขนง แสดงรากสะสมอาหาร (โครงการตาราวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตร์ มูลธินิ สอวน., 2547, หน้า 224)
Free Powerpoint Templates
Page 42
รากหนาม (Thorn Root)
รากที่มีลักษณะเป็นหนามงอกมาจากบริเวณ
โคนต้น ตอนงอกใหม่ ๆ เป็นรากปกติแต่
ต่อมาเกิดเปลือกแข็งทาให้มีลักษณะคล้าย
หนามแข็ง ช่วยป้องกันโคนต้นได้ ปกติพบ
ในพืชที่เจริญในที่น้าท่วมถึง เช่นโกงกาง
ส่วนในปาล์มบางชนิดจะปรากฏรากหนาม
กรณีที่มีรากลอยหรือรากค้าจุน
แสดงรากหนามของต้นโกงกาง
Free Powerpoint Templates
Page 43
Free Powerpoint Templates
Page 44
ใบ (leaf)
หน้าที่ : photosynthesis / transpiration / gas exchange / พิเศษ***
External structure
Blade : midrib / vein / apex / base / margin
Petiole อาจไม่มีเรียก sessile leaf
Stipule อาจอยู่เป็ นคู่หรือลดรูป
Netted leaf : dicot
parallel leaf : monocot
Leaf arrangement Alternate / opposite / whorled
Internal structure
Epidermis : upper/lower/guard cell / stomata
Typical : mesophyte
sunken : halophyte
xerophyte
Raised : hydrophyte
Mesophyll : palisade
: spongy
Vascular bundle (vein) : xylem
: phloem
: bundle sheath
Mesophyll ของ
monocot ไม่แยกเป็ น
palisade และ spongy
Dicot (C3) Monocot (C4) ข้าวโพด ข้าวฟ่ าง อ้อย หญ้าแพรก
หญ้าแห้วหมู ผักโขมจีน และบานไม่รู ้โรย
Free Powerpoint Templates
Page 45
ใบ ( Leaves)
Free Powerpoint Templates
Page 46
Free Powerpoint Templates
Page 47Leaf base
Free Powerpoint Templates
Page 48
Free Powerpoint Templates
Page 49Simple leaf
compound leaf
Free Powerpoint Templates
Page 50
การเรียงของใบ (Leaf Arrangement)
Free Powerpoint Templates
Page 51
Free Powerpoint Templates
Page 52
ใบพืช C3 ใบพืช C4
Free Powerpoint Templates
Page 53
Free Powerpoint Templates
Page 54
• ปากใบพืชจาแนกตามชนิดของพืชที่เจริญอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ
1.ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata) เป็นปากใบของพืชทั่วไปโดยมีเซลล์คุมอยู่ใน
ระดับเดียวกับเซลล์เอพิเดอร์มิสพืชที่ปากใบเป็นแบบนี้เป็นพวกเจริญอยู่ในที่ ๆ มีน้าอุดม
สมบูรณ์พอสมควร (mesophyte)
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 55
• ปากใบพืชจาแนกตามชนิดของพืชที่เจริญอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ
2.ปากใบแบบจม (sunken stomata) เป็นปากใบที่อยู่ลึกเข้าไปในเนื้อใบเซลล์คุมอยู่ลึกกว่าหรือต่า
กว่าชั้นเซลล์เอพิเดอร์มิสพบในพืชที่อยู่ในที่แห้งแล้ง (xerophyte) เช่น พืชทะเลทราย พวก
กระบองเพชร พืชป่ าชายเลน (halophyte) เช่น โกงกาง แสม ลาพู เป็นต้น
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 56
• ปากใบพืชจาแนกตามชนิดของพืชที่เจริญอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ
3.ปากใบแบบยกสูง (raised stomata) เป็นปากใบที่มีเซลล์คุมอยู่สูงกว่าระดับเอพิเดอร์มิส
ทั่วไป เพื่อช่วยให้น้าระเหยออกจากปากใบได้เร็วขึ้นพบได้ในพืชที่เจริญอยู่ในน้าที่ที่มีน้า
มากหรือชื้นแฉะ(hydrophyte)
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 57
สรุป : การจาแนกชนิดของใบ
1. ใบเลี้ยง (cotyledon) : albuminous / exalbuminous
2. ใบเกล็ด (scale leaf) : หอม กระเทียม
3. .ใบดอกหรือใบประดับ (floral leaf or bract) : เฟื่องฟ้า หน้าวัว
4. ใบแท้ (foliage leaf)
***ใบแท้ (foliage leaf) มี 2 ชนิด
4.1 ใบเดี่ยว (simple leaf) : ทั่วไป 4.2 ใบประกอบ (compound leaf)
****ใบประกอบ (compound leaf) แบ่งเป็น 2 ชนิด
4.2.1 ใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaves):
ชั้นเดียว (กุหลาบ) /สองชั้น (จามจุรี) /สามชั้น (ปีบ)
4.2.2 ใบประกอบแบบนิ้วมือ (palmately compound leaves) : หนวดปลาหมึก พญาสัตบรรณ
ใบที่เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่เฉพาะอย่าง (Modified leaf หรือ specialized leaf)
- Leaf tendril (ตาลึง มะระ ถั่วลันเตา) - leaf spine (กระบองเพชร เหงือกปลาหอม)
- Storage leaf (ว่านหางจระเข้) - scale leaf (ขิง ข่า เผือก แห้วจีน หัวหอม)
- Phyllode (กระถินณรงค์) - floating leaf (ผักตบชวา)
- vegetative reproduction organ (คว่าตายหงายเป็น เศรษฐีพันล้าน)
- Carnivorous leaf / insectivorous leaf
(หม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง หยาดน้าค้าง สาหร่ายข้าวเหนียว)
Free Powerpoint Templates
Page 58
Free Powerpoint Templates
Page 59
แสดงใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf)
ของต้นหยาดน้าค้าง(Carnivorous Plant Website, 2006)
แสดงใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf)
ของต้นกาบหอยแครง (Carnivorous Plant Website, 2006)
Free Powerpoint Templates
Page 60
ใบแพร่พันธุ์ (Vegetative reproductive organ)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อช่วย
แพร่พันธุ์โดยบริเวณของใบที่มีลักษณะ
เว้าเข้าเล็กน้อย มีตา (Adventitious bud)
ที่งอกต้นเล็ก ๆ ออกมาได้ ตัวอย่างเช่น
ใบของต้นตายใบเป็น (หรือคว่าตายหงาย
เป็น) ต้นเศรษฐีพันล้าน ต้นโคมญี่ปุ่ น
แสดงใบแพร่พันธุ์ (Vegetative reproductive organ)
ของต้นโคมญี่ปุ่ น
Free Powerpoint Templates
Page 61
ฟิลโลด (Phyllode หรือ Phyllodium )
บางส่วนของใบเปลี่ยนแปลงไป
เป็นแผ่นแบนคล้ายใบแต่แข็งแรงกว่า
ปกติ ทาให้ไม่มีตัวใบที่แท้จริง จึงลด
การคายน้าได้ด้วย เช่น ใบกระถิน
ณรงค์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากก้านใบ
แสดงใบเปลี่ยนแปลงไปเป็นแผ่นคล้ายใบ ของ
ต้นระถินรณงค์ (Rakbankerd Limited,2006)
Free Powerpoint Templates
Page 62
ทุ่นลอย (Floating leaf)
พืชน้าบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลง
ก้านใบให้พองโตคล้ายทุ่น ภายในมี
เนื้อเยื่อที่จัดตัวอย่างหลวม ๆ ทาให้มีช่อง
อากาศกว้างใหญ่ สามารถพยุงลาต้นให้
ลอยน้ามาได้ เช่น ผักตบชวา
แสดงทุนลอย (Floating leaf) ของผักตบชวา
Free Powerpoint Templates
Page 63
ใบเลี้ยง (cotyledon)
Free Powerpoint Templates
Page 64
ใบเกล็ด (scale leaf)
สนทะเล สนประดิพัทธ์
Free Powerpoint Templates
Page 65
ใบดอกหรือใบประดับ (floral leaf or bract)
Free Powerpoint Templates
Page 66
การจัดประเภทของใบ
• 1. ใบแท้ (Foliage leaf) คือใบไม้ปกติทั่วๆ ไป มีสีเขียวและแผ่นเป็นแผ่นกว้างแบนเพื่อทาหน้าที่
สังเคราะห์ด้วยแสง หายใจ และคายน้า แบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ใบเดี่ยว และใบประกอบ
• 2. ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf) พืชบางชนิดมีใบที่
เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ มือเกาะ หนาม
สะสมอาหาร เป็นต้น
Free Powerpoint Templates
Page 67
ใบแท้ (Foliage leaf)
• 1. ใบเดี่ยว (simple leaf) ใบที่มีตัวใบแผ่นเดียว เช่น ใบน้อยหน่า มะม่วง ชมพู่ พืชบางชนิดตัวใบ
เว้า โค้งไปมา จึงทาให้ดูคล้ายมีตัวใบหลายแผ่นแต่บางส่วนของตัวใบยังเชื่อมกันอยู่ถือว่า เป็นใบ
เดี่ยว เช่น ใบมะละกอ ใบฟักทอง ตัวใบมักติดกับก้านใบ ถ้าใบที่ไม่มีก้านใบเรียก sessile leaves
เช่น บานชื่น
Free Powerpoint Templates
Page 68
ใบแท้ (Foliage leaf)
• 2. ใบประกอบ (compound leaf) ใบที่มีตัวใบหลายแผ่นติดอยู่กับก้านใบเดียว เช่น ขี้เหล็ก ใบจามจุรี
ใบย่อย เรียกว่า leaflets ใบประกอบจะมีตาที่ซอกใบที่ติดกับลาต้นเท่านั้น (แต่ส่วนที่เป็นก้านใบย่อย
จะไม่พบตา) ใบประกอบยังสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยๆ ได้ 2 ประเภทดังนี้
Free Powerpoint Templates
Page 69
ใบประกอบ (compound leaf)
• Pinnately compound leaf (ใบประกอบแบบขนนก) ใบที่ประกอบด้วยหลายใบย่อย (leaflets)
แต่ละใบย่อยมีก้านใบย่อย (petiolule) ออกจากแกนกลาง (rachis) เป็นคู่ๆ คล้ายขนนก
Free Powerpoint Templates
Page 70
Pinnately compound leaf
• ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว (Pinnately compound leaf) ใบที่ประกอบด้วยใบย่อยแตกออก
จากก้านใบเพียงครั้งเดียว ใบย่อยแต่ละใบจะมีก้านใบย่อย เรียกว่า petiolue ได้แก่ ใบกุหลาบ ใบ
มะขาม ใบขี้เหล็ก ใบสะเดา ใบทองอุไร ใบกัลปพฤกษ์ ใบราชพฤกษ์ ใบประดู่
ใบราชพฤกษ์ (คูน/ลมแล้ง)
Free Powerpoint Templates
Page 71
Pinnately compound leaf
• ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (bipinnately compound leaf) ใบที่ประกอบด้วยใบย่อยแตกออก
จากก้านใบเพียง 2 ครั้ง และมีช่วงของก้านใบหรือแกนกลาง 2 แห่ง คือ rachis และ rachilla เช่น ใบ
หางนกยูงฝรั่ง ใบหางนกยูงไทย ใบจามจุรี ใบกระถิน ใบนนทรี
ใบนนทรี
ใบจามจุรี/ก้ามปู
Free Powerpoint Templates
Page 72
Pinnately compound leaf
• ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น (tripinnately compound leaf) ใบที่ประกอบด้วยใบย่อยแตก
ออกจากก้านใบเพียง 3ครั้ง และมีช่วงของก้านใบหรือแกนกลาง 2 แห่ง คือ rachis และ
rachilla แต่แกนกลางที่ 3 อาจเรียกรวมว่า rachillaตัวอย่าง เช่น ใบมะรุม ใบปีบ (กาสะลอง)
ใบมะรุม
ใบปีบ (กาสะลอง)
Free Powerpoint Templates
Page 73
ใบประกอบ (compound leaf)
• Palmately compound leaf (ใบประกอบแบบฝ่ ามือ) ใบที่ประกอบด้วยหลายใบย่อย (leaflets)
แตกออกจากส่วนก้านใบลักษณะคล้ายนิ้วมือ เช่น ใบนุ่น ใบหนวดปลาหมึก ใบพญาสัตบรรณ
ซึ่งแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้bifoliage ใบที่ประกอบด้วยใบย่อย 2 ใบ trifoliage ใบที่
ประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ
Free Powerpoint Templates
Page 74
ใบพญาสัตบรรณ
ใบหนวดปลาหมึก
ใบนุ่น
Free Powerpoint Templates
Page 75
Palmately compound leaf
bifoliage trifoliage
Free Powerpoint Templates
Page 76
ใบ ( Leaves) เป็น อวัยวะที่เจริญออกไปบริเวณด้านข้างโดยมีตาเหน่งอยู่ที่ข้อปล้อง
ของต้นและ กิ่ง ใบส่วนใหญ่มักแผ่แบน มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ ทาหน้าที่หลักในการ
สังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) และคายน้า (transpiration) รูปร่างและขนาดของ
ใบแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช หน้าที่หลักของใบคือใช้ในการสังเคราะห์แสง การ
หายใจและการคายน้า
Free Powerpoint Templates
Page 77
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
1. แผ่นใบหรือตัวใบ (leaf blade or lamina) มักแผ่แบน มีสีเขียว ส่วนใหญ่มีรูปร่างรี
บางชนิดอาจมีรูปร่างกลม รูปหัวใจ รูปพัด ในใบหญ้าแผ่นใบมักจะเรียวยาว แผ่นใบเป็นส่วน
สาคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่สร้างอาหาร บางชนิดมีขนาดเล็กเป็นใบเกล็ด (scale leaf) หรือ
ม้วนเป็นท่อ เช่นในใบหอม
Free Powerpoint Templates
Page 78
Free Powerpoint Templates
Page 79
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 1.1 เส้นใบ (vein) ให้สังเกตเส้นกลางใบ (midrib) ซึ่งต่อเป็นเนื้อเดียวกับก้านใบ จากเส้นกลางใบ
แยกออกเป็นเส้นใบ ซึ่งจะแยกแขนงออกไปอีกเป็นเส้นแขนงใบ (veinlet) การเรียงของใบ
(venation) เส้นใบแบบขนาน (parallel venation)พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แบ่งเป็นเรียงตามยาว
ของใบ (plamately parallel venation) และเส้นใบขนานกันตามขวางของใบ (pinately parallel
venation)
Free Powerpoint Templates
Page 80
เส้นใบ ( vein )
• Parallel venation ลักษณะเส้นใบขนานกัน ถ้ามีเส้นกลางใบและมีเส้นใบย่อยแตกออกจากเส้น
กลางใบขนานกัน ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า Costal parallel เช่น ใบหญ้า อ้อย ข้าว ถ้าเส้นใบขนาน
กันตั้งแต่โคนใบ ไม่มีเส้นใบกลางใบ แบบนี้เรียกว่า Basal parallel เช่น ใบ พุทธรักษา ใบตอง
Free Powerpoint Templates
Page 81
เส้นใบ ( vein )
• Reticulate venation หรือ netted venation ลักษณะคล้ายร่างแห สานกัน ถ้ามีเส้นกลางใบและมี
เส้นใบย่อยแตกออกจากเส้นกลางใบ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า pinnately netted venation ถ้าแตก
จากโคนของใบ ไม่มีเส้นใบกลางใบ แบบนี้เรียกว่า palmately
Free Powerpoint Templates
Page 82
Free Powerpoint Templates
Page 83
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 1.2 ส่วนของใบเลี้ยงคู่เป็นแบบตาข่าย (netted หรือ recticulated venation) ซึ่งมี 2 แบบคือ
แบบตาข่ายขนนก (pinnately netted venation) ตาข่ายแบบรูปมือ (palmately netted
venation)
Free Powerpoint Templates
Page 84
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 2. ก้านใบ (petiole) เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างตัวใบกับลาต้น มีลักษณะเป็นก้านสั้นๆ ในใบหญ้า
ก้านใบมักจะแบนบางโอบส่วนลาต้นไว้ ซึ่งนิยมเรียกว่ากาบ หรือ sheath พืชบางชนิดอาจไม่มี
ก้านใบ เรียกใบแบบนี้ว่า sessile leaf ถ้ามีก้านใบเรียกว่า petiolate
Free Powerpoint Templates
Page 85
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 3. หูใบ (stipule) เป็นส่วนของระยางค์ที่ยื่นออกมาตรงโคนใบที่ติดกับลาต้น หูใบมักมีอายุไม่นาน
และจะลดร่วงไป หูใบมักมีสีเขียวแต่อาจมีสีเช่น หูใบของต้นยางอินเดียหูใบมีสีสันสวยงามหุ้มยอด
อ่อนเอาไว้ พืชบางชนิดอาจไม่มีหูใบ เรียกใบแบบนี้ว่า exstipulate leaf ถ้ามีหูใบเรียกว่า stipulate
leaf เช่น เข็ม พุดน้าบุด มีหูใบอยู่ระหว่างใบทั้งสองข้าง กุหลาบมีหูใบเชื่อมติดต่อกับก้านใบ ชบามี
หูใบอยู่บริเวณซอกใบ
Free Powerpoint Templates
Page 86
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 4. ขอบใบ (Leaf margin) หมายถึงส่วนริมสุดของตัวใบตั้งแต่โคนใบจนถึงปลายใบ พืชแต่ละ
ชนิดจะมีลักษณะขอบใบแตกต่างกันไป เช่น ขอบใบเรียบ ขอบใบหยัก ขอบใบเว้า
Free Powerpoint Templates
Page 87
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 5. โคนใบ หรือฐานใบ (Leaf base) คือส่วนที่อยู่ล่างสุดของแผ่นใบที่ติดกับก้านใบหรือกิ่ง
Free Powerpoint Templates
Page 88
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 6. ปลายใบ (Leaf apex) ส่วนของแผ่นใบที่อยู่ปลายสุดตรงข้ามกับก้านใบ ปลายใบของพืชแต่ละ
ชนิดมีลักษณะแตกต่างกันไป
Free Powerpoint Templates
Page 89
ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf
• 7. เส้นกลางใบ (Midrib) คือ ส่วนที่ยื่นต่อจากก้านใบเข้าไปในตัวใบ มีลักษณะเป็นสันนูน แบ่งใบ
ออกเป็นสองซีก เส้นกลางใบจะแตกแขนงมากมายกระจายไปทั่วแผ่นใบ เรียกว่า เส้นใบ (Vein) ซึ่ง
จะช่วยให้แผ่นใบกางอยู่ได้
Free Powerpoint Templates
Page 90
Free Powerpoint Templates
Page 91
Free Powerpoint Templates
Page 92
Free Powerpoint Templates
Page 93
Free Powerpoint Templates
Page 94
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
1. มือเกาะ (leaf tendril) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อยึดและพยุงลาต้นให้ไต่ขึ้นที่สูงได้ เช่น ถั่ว
ลันเตา มะระ ตาลึง เป็นต้น โดยอาจเปลี่ยนแปลงมาจากทั้งใบหรือส่วนต่าง ๆ ของใบ เช่น หูใบ ก้านใบ
ปลายใบ หรือใบย่อย
Free Powerpoint Templates
Page 95
มือเกาะ (Leaf tendril)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นมือเกาะ
เพื่อยึดและพยุงลาต้นให้ขึ้นสูง มือเกาะ
อาจเปลี่ยนมาจากใบบางส่วน หรือใบทั้ง
ใบก็ได้ ตัวอย่างมือเกาะของถั่วลันเตา ถั่ว
หอม บานบุรีสีม่วง พวงแก้วกุดั่น มะระ
กะทกรก ดองดึง หวายลิง เป็นต้น
แสดงมือเกาะ (Leaf tendrill) ของต้นกะทกรก
Free Powerpoint Templates
Page 96
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
2. หนาม (Leaf spine) เป็นใบที่เปลี่ยนเป็นหนาม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ที่จะมากัดกิน และ
ช่วยลดการคายน้าอีกด้วย เช่น มะขามเทศ กระบองเพชร ป่ านศรนารายณ์ สับปะรด เป็นต้น
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 97
ใบหนาม (Leaf spine)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนาม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ที่มา
กัดกิน พร้อมกับป้องกันการคายน้า เนื่องจากปากใบลดน้อยลงกว่าปกติ
หนามที่เกิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งใบกลายเป็นหนาม หรือบางส่วน
ของใบกลายเป็นหนามก็ได้ ตัวอย่างเช่น หนามของต้นเหงือกปลาหมอ
เปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบและหูใบ หนามของต้นกระบองเพชร
เปลี่ยนแปลงมาจากใบหนามมะขามเทศเปลี่ยนแปลงมาจากหูใบ หนาม
ของศรนารายณ์ (หรือต้นร้อยปี) เปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบ เป็นต้น
Free Powerpoint Templates
Page 98
Free Powerpoint Templates
Page 99
แสดงใบเปลี่ยนแปลงเป็นหนามของต้นกระบองเพชร
Free Powerpoint Templates
Page 100
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
3. ใบสะสมอาหาร (Storage leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่สะสมอาหารและน้า จึงมีลักษณะ
อวบอ้วนเนื่องจากสะสมน้าและอาหารไว้มาก เช่น ใบเลี้ยงของพืชต่างๆ ใบว่านหางจระเข้ กาบกล้วย
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 101
ใบสะสมอาหาร (Storage leaf)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เก็บสะสม
อาหาร จึงมีลักษณะอวบหนา ได้แก่ใบเลี้ยง
(Cotyledon) และใบพืชอีกหลายชนิด เช่น ใบว่าน
หางจระเข้ หัวหอม หัวกระเทียม กาบกล้วย ส่วน
กะหล่าปลีเก็บอาหารสะสมไว้ที่เส้นใบ และก้านใบ
อนึ่งใบเลี้ยงเป็นใบใบแรกที่อยู่ในเมล็ด พืชบาง
ชนิดมีใบเลี้ยงขนาดใหญ่เนื่องจากการสะสมอาหาร
ไว้ โดยดูดอาหารมาจากเอนโดสเปิร์ม
(Endosperm) เพื่อนาไปใช้ในการงอกของต้นอ่อน
ใบเลี้ยงจึงมีลักษณะอวบใหญ่ ใบเลี้ยงยังมีหน้าที่
ปกคลุมเพื่อป้องกันยอดอ่อนไม่ให้เป็นอันตราย เมื่อ
ยอดอ่อนแทงทะลุดินขึ้นมา และเมื่อพ้นดินแล้วยัง
ช่วยสังเคราะห์อาหารอีกด้วยในพืชบางชนิด
แสดงใบสะสมอาหารของต้นว่านหางจระเข้
Free Powerpoint Templates
Page 102
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
4. ใบเกล็ด (Scale leaf) มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ ไม่มีคลอโรฟิลล์ เช่น ใบเกล็ดของสนทะเล โปร่งฟ้า
ขิง ข่า เผือก แห้ว เป็นต้น
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 103
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
5. เกล็ดหุ้มตา (Bud scale) มีลักษณะเป็นแผ่นหุ้มตาไว้ เมื่อตาเจริญเติบโตก็จะดันให้เกล็ดหุ้มตากาง
ออกหรือหลุดร่วงไป เช่น ในต้นสาเก จาปี และยาง เป็นต้น
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 104
เกล็ดหุ้มตา (Bud scale)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทา
หน้าที่หุ้มตาหรือคลุมตาไว้ เมื่อตา
เจริญเติบโตออกมา จึงดันให้เกล็ดหุ้ม
ตาหลุดไปพบในต้นยาง จาปี สาเก
เป็นต้น
แสดง เกล็ดตา (Bud scale)
Free Powerpoint Templates
Page 105
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
6. ฟิลโลด (Phyllode) หรือ Phyllodium (Gr. phyllon = ใบ) เป็นส่วนต่างๆ ของใบที่เปลี่ยนแปลงไป
เป็นแผ่นแบนคล้ายตัวใบ พืชที่มีใบแบบนี้มักจะไม่มีใบที่แท้จริง เช่น ใบกระถินณรงค์เปลี่ยนแปลงมา
จากก้านใบ
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 106
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
7. ทุ่นลอย (Floatingleaf) พืชน้าบางชนิด เช่น ผักตบชวา จะมีก้านใบที่พองออก ภายในมีช่องว่างให้
อากาศแทรกอยู่มาก จึงช่วยพยุงลาต้นทาให้สามารถลอยน้าได้
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 107
Free Powerpoint Templates
Page 108
ใบประดับ (Bract)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไป ทา
หน้าที่ช่วยรองรับดอกหรือช่อดอก
อยู่บริเวณซอกใบ และมักมีสีเขียว
แต่อาจมีสีอื่นก็ได้ ใบประดับมิได้
เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของดอก
ตัวอย่างเช่น กาบปลีของกล้วย กาบ
เขียงของมะพร้าวและหมากซึ่งมีสี
เขียว บางท่านจัดรวมใบดอกและใบ
ประดับไว้เป็นชนิดเดียวกัน แต่ถ้ามี
สีสวยงามเรียกว่า ใบดอก
แสดง ใบประดับที่เรียกว่า กาบเขียงของต้นหมาก
Free Powerpoint Templates
Page 109
ภาพแสดง ใบประดับที่เรียกว่า
กาบเขียงของต้นมะพร้าว
ภาพแสดง ใบประดับที่
เรียกว่ากาบปลีของต้นกล้วย
Free Powerpoint Templates
Page 110
Free Powerpoint Templates
Page 111
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
8. ใบประดับหรือใบดอก (Floral leaf หรือ Bract: L. bractea = แผ่นโลหะ) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลง
ไปเพื่อทาหน้าที่ช่วยรองรับดอก มักมีสีเขียว แต่พืชหลายชนิดมีใบประดับเป็นสีอื่นๆ คล้ายกลีบดอก
เพื่อช่วยล่อแมลงสาหรับผสมเกสร เช่น เฟื่องฟ้า คริสต์มาส หน้าวัว เป็นต้น
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 112
ใบดอก (Floral leaf)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปมีสี
สวยงามคล้ายกลีบดอก ทาหน้าที่
ช่วยล่อแมลง เช่น หน้าวัว (เป็นส่วน
ที่เป็นแผ่นสีแดงเรียกว่า Spathe)
อุตพิด คริสต์มาส เฟื่องฟ้า
แสดงใบดอกของต้นหน้าวัวและต้นเฟื่องฟ้า
Free Powerpoint Templates
Page 113
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
9. ใบสืบพันธุ์ (Vegetativereproductive leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อช่วยในการแพร่พันธุ์
เช่น ใบคว่าตายหงายเป็น
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 114
• พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่
10. กับดักแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่ดัก
จับแมลงหรือสัตว์เล็กๆ โดยมีการสร้างเอนไซม์สาหรับย่อยแล้วดูดซึมแร่ธาตุไปใช้ประโยชน์
ตัวอย่างเช่น หยาดน้าค้าง กาบหอยแครง และหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น
ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 115
ใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf)
เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดัก
แมลง หรือสัตว์ขนาดเล็ก ภายในกับดักมีต่อม
สร้างเอนไซม์ประเภทโพรทีเอส (Protease)ที่
ย่อยโปรตีนสัตว์ที่ติดอยู่ในกับดักได้ พืชชนิด
นี้มีใบปกติที่สามารถสังเคราะห์แสงได้เหมือน
พืชทั่วๆ ไป แต่พืชเหล่านี้มักอยู่ในที่มี
ความชื้นมากกว่าปกติ อาจขาดธาตุอาหารบาง
ชนิดจึงต้องมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดัก
เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (หรือน้าเต้า
ฤๅษี) ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้างต้น
สาหร่ายข้าวเหนียวหรือสาหร่ายนา (ไม่ใช่
สาหร่าย แต่เป็นพืชน้าขนาดเล็ก)เป็นต้น
แสดงใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf)ของ
ต้นหม้อข่าวหม้อแกงลิง (Carnivorous Plant Website, 2006)
Free Powerpoint Templates
Page 116
ใบเกล็ด (Scale leaf)
เป็นใบที่เปลี่ยนมาจากใบแท้ เพื่อทา
หน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่ตาและยอดอ่อน
ใบเกล็ดไม่มีสีเขียว เพราะไม่มีคลอโรฟิลล์ เช่น
ใบเกล็ดของสนทะเลที่เป็นแผ่นเล็ก ๆ ติดอยู่
รอบ ๆ ข้อใบเกล็ดของโปร่งฟ้าเป็นแผ่นเล็ก ๆ
ติดอยู่ตรงข้อเช่นเดียวกัน ใบเกล็ด ของขิงข่า
เผือก แห้วจีน เป็นต้น นอกจากนี้ใบเกล็ดบาง
ชนิดยังสะสมอาหารไว้ด้วย ใบเกล็ดจึงมีขนาด
ใหญ่ เช่น หัวหอม หัวกระเทียม
แสดง ใบเกล็ด (Scale leaf)
Free Powerpoint Templates
Page 117
Free Powerpoint Templates
Page 118
จุดเน้นควรเข้าใจ !!!
ส่วนสะสมอาหารของพืชดอก
ต้น : ขิง ข่า ขมิ้น มันฝรั่ง เผือก แห้ว ใบ : หอมหัวใหญ่ส่วนที่เรากิน
ราก : แครอท หัวไชเท้า กระชาย มันแกว มันเทศ มันสาปะหลัง
สารในพืชที่เราควรรู้จัก
1. ที่ cell wall : pectin cellulose hemicellulose lignin 3. ฉาบอยู่บนใบ : cutin wax
2. ที่ cork และ endodermis : suberin 4. พอกอยู่ในเนื้อไม้ : lignin suberin tannin resin
เนื้อเยื่อถาวรบางที่เปลี่ยนกลับเป็นเนื้อเยื่อเจริญแล้วสร้าง
1. รากแขนง เกิดจาก pericycle 2. กิ่งแขนงเกิดจาก cortex
3. Cork cambium 4. Vascular cambium
Free Powerpoint Templates
Page 119
สรุปเน้นสอบหัวข้อสาคัญ
1. transpiration: stomatal/cuticular/lenticular
2. stomatal pore: typical (mesophyte) / sunken (xerophyte, halophyte) / raised (hydrophyte)
3. กระบวนการปิดเปิดปากใบ : K+ pump / guard cell / stomata / subsidiary cell / hypotonic
solution / turgor pressure
4. ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้า
-ปัจจัยภายนอก : แสงสว่าง / อุณหภูมิ / ความชื้น / ลม / ความอุดมสมบูรณ์ของน้าในดิน / ความ
กดดันของบรรยากาศ
-ปัจจัยภายใน : ลักษณะของปากใบ / อัตราส่วน root : shoot / ความหนาของ cuticle / พื้นที่ใบ /
การจัดเรียงตัวของใบ / ขนาดและรูปร่างของใบ
5. guttation: hydathode (เมื่ออากาศมีความชื้นมาก น้าในดินมีปริมาณมาก อุณหภูมิต่า แรงดัน
รากสูง พืชขนาดเล็กต้นสั้น)
6. การลาเลียงน้าและอาหารของพืช: บริเวณ root hair มากที่สุด (osmosis น้า และ active แร่ธาตุ)
- ความสาคัญของน้าที่มีต่อพืช: ส่วนประกอบมากที่สุด / ควบคุมอุณหภูมิคงที่ / ตัวทาละลาย / ตัว
พยุง / แหล่ง H กับ O / กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
- การดูดน้าของพืช apoplasmic pathway (intercellular space)/ symplasmic pathway
(endodermis , plasmodesmata)
Free Powerpoint Templates
Page 120
Free Powerpoint Templates
Page 121
lenticular transpiration
Free Powerpoint Templates
Page 122
• ใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น หญ้า ข้าวโพด ที่ชั้นเอพิเดอร์มิสมีเซลล์ขนาดใหญ่และผนังเซลล์
บาง เรียกว่า บัลลิฟอร์มเซลล์ (bulliform cell) ช่วยทาให้ใบม้วนงอได้เมื่อพืชขาดน้าช่วยลดการคาย
น้าของพืชให้น้อยลง พืชบางชนิดอาจมีเอพิเดอร์มิสหนามากกว่า 1 ชั้น ซึ่งพบมากทางด้านหลังใบ
มากกว่าทางด้านท้องใบเรียกว่า มัลติเปิล เอพิเดอร์มิส (multiple epidermis) ซึ่งพบในพืชที่แห้งแล้ง
ช่วยลดการของได้ เซลล์ชั้นนอกสุดเรียกว่า เอพิเดอร์มิส ส่วนเซลล์แถวที่อยู่ถัดเข้าไปเรียกว่า ไฮโพ
เดอร์มิส (hypodermis)
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 123
• ในขณะที่สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมกับการคายน้าทางปากใบ เช่น เมื่ออากาศมีความชื้นมาก พืชบาง
ชนิดจะกาจัดน้าออกมาในรูปของหยดน้า ทางรูเปิดเล็ก ๆ ตามปลายของเส้นใบ รูเหล่านี้เรียกว่า ไฮดา
โทด (hydathode) กระบวนการคายน้าของพืชในรูปของหยดน้าเช่นนี้เรียกว่ากัตเตชัน (guttation)
เนื่องจากพืชมีการดูดน้าอยู่ตลอดเวลา น้าจะเข้าไปอยู่ในรากเป็นจานวนมากขึ้นทุกที ทาให้เกิดแรงดัน
ของเหลวให้ไหลขึ้นไปตามท่อไซเลมในลาดับและใบ และไหลออกมาทางรูเปิดของท่อเล็ก ๆ ที่อยู่
ปลายของเส้น มองเห็นเป็นหยดน้าเล็กๆ เกาะอยู่ตามขอบใบเราจะพบปรากฏการณ์นี้ในธรรมชาติได้
อย่างชัดเจนในตอนเช้าที่อากาศมีความชื้นมาก ๆ ซึ่งมักไม่เกิดบ่อยนัก
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 124
เหมยขาบ หรือแม่คะนิ้ง เป็นไอน้าบริเวณพื้นดิน หรือหยดน้าค้างที่เกาะอยู่ตามใบ
หญ้า หรือวัตถุต่างๆ เมื่ออุณหภูมิลดลงต่ากว่าศูนย์องศาเซลเซียส (จุดเยือกแข็ง
ของน้าอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียสดังที่เราเคยเรียนรู้กันมาแล้ว)ก็จะค่อยๆ เปลี่ยน
สถานะเป็นเกล็ดน้าแข็งเยือกเย็น เหน็บหนาว และดารดาษขาวโพลนในตาม
พื้นดิน ยอดไม้ใบหญ้า และละลายหายไปเมื่อแสงกล้าของอาทิตย์ส่อง
Free Powerpoint Templates
Page 125
Free Powerpoint Templates
Page 126
Free Powerpoint Templates
Page 127
Free Powerpoint Templates
Page 128
สรุปเน้นสอบหัวข้อสาคัญ
- กลไกการลาเลียงน้าของพืช : bulk flow หรือ mass flow
- แรงที่ใช้ในการลาเลียงน้า: capillaryforce / root pressure / transpiration pull
7. การลาเลียงสารอาหารของพืช ***การศึกษา : Malpighi (ทดลองควั่นลาต้นใบเลี้ยงคู่ออกตั้งแต่เปลือก
ไม้จนถึงชั้นแคมเบียม)
: Mason and Maskell (ทดลองโดยใช้ธาตุกัมันตรังสี 14C ในรูปสารละลายให้กับใบด้านล่างและใบ
ด้านบน : ทิศทางลาเลียงแหล่งสร้างไปแหล่งสะสม)
: Zimmerman (ทดลองตัดหัวเพลี้ยอ่อนที่ใช้งวงแทงลงไปถึงท่อโฟลเอ็ม: ส่วนใหญ่เป็นน้าตาลซูโครส)
8. สรุปการลาเลียงสารในพืช = Diffusion / protoplasm streaming (cyclosis): Hugo De Vries / mass
(pressure) flow hypothesis : E. Munch
9. ธาตุอาหารของพืช: macronutrient (N P K S Ca Mg) / micronutrient (Fe Cl Mn B Zn Cu Ni Mo)
*** chlorosis
Free Powerpoint Templates
Page 129
capillary force
root pressure
transpiration pull
Free Powerpoint Templates
Page 130
Free Powerpoint Templates
Page 131
การทดลองของ T.G. Mason และ E.J. Maskell
แรงดังเต่งสูง
แรงดังเต่งต่า
แรงดังเต่งสูง
แรงดังเต่งสูง
แรงดังเต่งสูง
แรงดังเต่งต่า แรงดังเต่งต่า
แรงดังเต่งสูง
แรงดังเต่งต่า
Free Powerpoint Templates
Page 132
Free Powerpoint Templates
Page 133
Circulation slow down at sieve plate
protoplasmic streaming in phloem
Free Powerpoint Templates
Page 134
Mass (pressure) flow hypothesis : E. Munch
สร้าง glucose
ลาเลียง sucrose
สะสมเป็นแป้ง
Translocation of Nutrients
Free Powerpoint Templates
Page 135
Free Powerpoint Templates
Page 136
การลาเลียง Xylem Phloem
ลาเลียงอะไร น้าและแร่ธาตุ น้าตาลซูโครส
กลไกอย่างไร Root pressure
Capillary force
Transpiration pull
Diffusion
Protoplasmic streaming
Mass / pressure flow
โดยเซลล์อะไร Vessel และ tracheid ที่ตายแล้ว Sieve tube member ที่มีชีวิต
ใช้พลังงานหรือไม่ ไม่ใช้พลังงาน ATP ใช้พลังงาน ATP
จากไหนไปไหน รากไปยอด แหล่งสร้างไปยังแหล่งเก็บสะสม
Free Powerpoint Templates
Page 137
Free Powerpoint Templates
Page 138
แร่ธาตุ ความสาคัญ
C H O N
S
P
Mg N
Ca
K
Fe
Cu
Mn Cl
อยู่ในสารอินทรีย์
อยู่ในกรดอะมิโนบางตัว
อยู่ใน DNA ,ATP ,เยื่อหุ้มเซลล์
อยู่ใน chlorophyll
อยู่ในผนังเซลล์
ควบคุมการเปิดปิดปากใบ
อยู่ใน cytochrome ใช้ถ่ายทอด e-
อยู่ใน cytochrome ใช้ถ่ายทอด e-
ช่วยให้เกิด photolysis
Chlorosis : N Mg S Fe
Free Powerpoint Templates
Page 139
Free Powerpoint Templates
Page 140
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 141
Free Powerpoint Templates
Page 142
Free Powerpoint Templates
Page 143
Free Powerpoint Templates
Page 144
Free Powerpoint Templates
Page 145
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 146
Free Powerpoint Templates
Page 147
Free Powerpoint Templates
Page 148
Free Powerpoint Templates
Page 149
• การคายน้าคือการสูญเสียน้าของพืชในรูปของไอน้า น้าที่พืชดูดขึ้นไปจะใช้ในกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสงเพียงร้อยละ 1 - 2 เท่านั้น น้าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 98 - 99 จะสูญเสียไปในรูปของการคายน้า
โดยน้าเปลี่ยนเป็นไอและระเหยออกไป น้าส่วนใหญ่จะระเหยออกทางปากใบ (stomata) เรียกว่า สโตมา
ทอลทรานสพิเรชัน (stomatal transpiration)
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 150
• นอกจากนี้น้าอาจสูญเสียทางผิวใบและส่วนของลาต้นอ่อน ๆ เรียกว่า คิวทิคิวลาร์ ทรานสพิเรชัน
(cuticular traspiration) ทางรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ที่ลาต้นหรือเลนทิเซล (lenticel) เรียกว่า เลนทิคิวลาร์
ทรานสพิเรชัน (lenticular transpiration)
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 151
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
• การคายน้าทางผิวใบและเลนทิเซลถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับการคายน้าทางปากใบ แต่ในสภาพที่พืช
ขาดน้า ปากใบจะปิดดังนั้นการคายน้าทางผิวใบ และเลนทิเซล จะช่วยลดอุณหภูมิให้กับพืชได้บ้างทาให้
ลาต้นพืชไม่ร้อนมากจนเกินไป ที่ผิวใบพืชมีเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิส (epidermis layer) เซลล์ชั้นนี้เป็นชั้น
ที่อยู่นอกสุดปกคลุมส่วนที่อยู่ข้างในทั้งทางด้านบน คือ เอพิเดอร์มิสด้านบน (upper epidermis) และ
ทางด้านล่าง คือ เอพิเดอร์มิสด้านล่าง (lower epidermis)
Free Powerpoint Templates
Page 152
• เซลล์เอพิเดอร์มิสมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงตัวแถวเดียวตลอดทั่วไป เซลล์ชั้นนี้ไม่มีคลอโรฟีลล์
อยู่ด้วย จึงทาให้สังเคราะห์ด้วยแสง ไม่ได้เซลล์เอพิเดอร์มิสบางเซลล์เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่เป็น
เซลล์คุม (guard cell) อยู่ด้วยกันเป็นคู่ผนังด้านในของเซลล์คุมหนากว่าผนังเซลล์ด้านนอกระหว่าง
เซลล์คุมเป็นปากใบ (stomata)
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 153
• พบว่าทางด้านล่างของใบมีปากใบอยู่มากกว่าทางด้านบนเซลล์คุมทาหน้าที่ปิดและเปิดปาก
ใบ เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์เอพิเดอร์มิสอื่น คือ เซลล์คุมมีคลอโรฟีลล์อยู่ด้วย จึงสามารถ
สังเคราะห์ด้วยแสงได้และการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้เป็นกลไกสาคัญที่ทาให้เกิดการเปิดปิด
ของปากใบ, การคายน้าและการลาเลียงสารของพืช ผิวของเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิสมีสารพวก
ขี้ผึ้ง เรียกว่า คิวทิน (cutin) ฉาบอยู่ช่วยป้องกันการระเหยของน้าออกจากผิวใบ
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 154
• การคายน้าของพืชมีความสัมพันธ์กับการลาเลียงน้าของพืชไปตามเซลล์ที่มีลักษณะเป็นท่อยาว ๆ ถ้า
หากพืชคายน้าออกไปมากจะมีกระบวนการลาเลียงน้ามากด้วย
การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
Free Powerpoint Templates
Page 155
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้า
1) แสงสว่าง ถ้ามีความเข้มข้นแสงมาก ปากใบจะเปิดได้กว้าง พืชจะคายน้าได้มาก
2) อุณหภูมิ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลควบคู่กับแสงสว่างเสมอ ถ้าอุณหภูมิในบรรยากาศสูง พืชจะคาย
น้าได้มากและรวดเร็ว
3) ความชื้นในบรรยากาศ ถ้าบรรยากาศมีความชื้นสูงจะคายน้าได้น้อย พืชบางชนิดจะกาจัดน้า
ออกมาในรูปของหยดน้า ทางรูเปิดเล็กๆ ตามรูเปิดของเส้นใบ เรียกว่า การคายน้าเป็นหยดหรือ กัตเตชัน
(guttation) และถ้าในบรรยากาศมี ความชื้นน้อย พืชจะคายน้าได้มากและรวดเร็ว
Free Powerpoint Templates
Page 156
• 4) ลม ลมจะพัดพาเอาความชื้นของพืชไปที่อื่น เป็นสาเหตุให้พืชสูญเสียน้ามากขึ้น ในภาวะที่ลมสงบไอ
น้าที่ระเหยออกไปจะ คงอยู่ในบรรยากาศใกล้ๆ ใบ บรรยากาศจึงมีความชื้นสูงพืชจะคายน้าได้ลดลง แต่
ถ้าลมพัดแรงมากพืชจะปิดหรือหรี่แคบลง มีผลทาให้การคายน้าลดลง
• 5) ปริมาณน้าในดิน ถ้าสภาพดินขาดน้า หรือปริมาณน้าในดินน้อย พืชไม่สามารถนาไปใช้ได้เพียงพอ
ปากใบของพืชจะปิด หรือแคบหรี่ลง มีผลทาให้การคายน้าลดลง
• 6) โครงสร้างของใบ ตาแหน่ง จานวน และการกระจายของปากใบ รวมถึงความหนาของคิวทิเคิล (สาร
เคลือบผิวใบ) ลักษณะเหล่านี้มีผลต่อการคายน้าของพืช
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้า
Free Powerpoint Templates
Page 157
Free Powerpoint Templates
Page 158
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 159
Free Powerpoint Templates
Page 160
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 161
Free Powerpoint Templates
Page 162
Free Powerpoint Templates
Page 163
Free Powerpoint Templates
Page 164
Free Powerpoint Templates
Page 165
Free Powerpoint Templates
Page 166
Free Powerpoint Templates
Page 167
Free Powerpoint Templates
Page 168
Free Powerpoint Templates
Page 169
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 170
Free Powerpoint Templates
Page 171
Free Powerpoint Templates
Page 172
Free Powerpoint Templates
Page 173
Free Powerpoint Templates
Page 174
Free Powerpoint Templates
Page 175
Free Powerpoint Templates
Page 176
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
การลาเลียงอาหารเกิดขึ้นในโฟลเอม
• พืชทาการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ใบได้น้าตาล แล้วเปลี่ยนเป็นแป้ง ส่งไปตามโฟลเอม ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ
ของพืช
• ในปี พ.ศ. 2229 มาร์เซลโล มัลพิจิ (MarcelloMalpighi) ได้ทาการทดลองที่แสดงว่าพืชลาเลียงอาหาร
ไปตามท่อโฟลเอม โดยการควั่นและลอกเปลือกของลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ออก ทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์
Free Powerpoint Templates
Page 177
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
จากการทดลองพบว่าบริเวณรอยควั่นตอนบนโป่ งออก เนื่องจากอาหารที่ลาเลียงลงมาจาก
ยอดมาสะสมอยู่มาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 (ค.ศ.1928) ทีจี เมสัน และ อีเจ มาสเคล (T. G. Mason
and E. J. Maskell) ได้สังเกตว่า การควั่นกิ่งไม่ได้มีผลต่อการคายน้าของพืชเนื่องจากน้าถูกลาเลียง
ผ่านทางไซเลมซึ่งอยู่ถัดจากเปลือกลงไป ในขณะที่น้าตาลนั้นมีการลาเลียงในโฟลเอมซึ่งอยู่ในส่วน
ของเปลือกที่ถูกตัดออกไป
Free Powerpoint Templates
Page 178
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
• สมมติฐานที่อธิบายกลไกการลาเลียงสารอาหารของพืชที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบันคือ Mass Flow
Hypothesis ซึ่งอธิบายว่าสารอาหารถูกลาเลียงไปในท่อโฟลเอมเกิดจากการผลักดันโดยความแตกต่างของ
ความดันภายในท่อสมมติฐานนี้มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทาการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุน ดังเช่น M.H
Zimmerman ได้สังเกตการใช้ปากของเพลี้ยอ่อนเจาะเข้าไปในท่อโฟลเอมของพืชเพื่อดูดของเหลวจากท่อ
จนล้นออกมาทางก้น (Honen dew) การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของของเหลวที่ไม่ผ่านลาตัวของ
เพลี้ยน่าจะเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือมากกว่าเขาจึงตัดส่วนของลาตัวเพลี้ยโดยการทาให้สลบด้วยแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์และตัดตัวเพลี้ยด้วยแสงเลเซอร์ ของเหลวที่ได้จากปากเพลี้ยพบว่าส่วนใหญ่เป็น
น้าตาลซูโครส
Free Powerpoint Templates
Page 179
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
• ถ้าให้ 14CO2 ทางใบกับพืชเพื่อทาการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งจะได้ซูโครสที่มี 14C เป็นองค์ประกอบ
และเมื่อให้เพลี้ยอ่อนแทงปากในโฟลเอมตาแหน่งต่าง ๆ ก็จะหาอัตราการเคลื่อนที่ของน้าตาลในโฟล
เอมได้ จากการทดลอง พบว่า น้าตาลในโฟลเอมสามารถเคลื่อนที่ด้วยอัตราประมาณ 100 เซนติเมตร
ต่อ ชั่วโมง จากผลการทดลองนี้ทาให้คิดได้ว่าการเคลื่อนที่ของน้าตาลในโฟลเอมคงไม่ใช่กระบวนการ
แพร่ธรรมดา ต้องมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
Free Powerpoint Templates
Page 180
Free Powerpoint Templates
Page 181
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
ในทฤษฎี Mass Flow ซึ่งเสนอโดย Ernst
Munch ในปี ค.ศ.1930 (พ.ศ. 2473) อธิบายการไหลของ
ของเหลวในเซลล์ลาเลียงอาหารว่า มีแรงผลักดันที่เกิดจาก
ความแตกต่างของความดันระหว่างแหล่งสร้าง
(Source) กับแหล่งเก็บ (Sink) ซึ่งความแตกต่างของความ
ดันเกิดจากการลาเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมที่แหล่งสร้าง
และการลาเลียงอาหารออกจากโฟลเอมที่แหล่งเก็บ พืชจะ
ใช้พลังงานในการลาเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมที่แหล่งสร้าง
ทาให้ความเข้มข้นของสารละลายในโฟลเอมเพิ่มมากขึ้น
ความเข้มข้นของน้าในเซลล์โฟลเอมจึงลดลง น้าจากเซลล์
ไซเลมข้างเคียงจึงแพร่เข้าสู่เซลล์โฟลเอม ทาให้เซลล์มี
แรงดันเต่ง(Turgor Pressure) เพิ่มขึ้น
Free Powerpoint Templates
Page 182
Free Powerpoint Templates
Page 183
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
ในขณะเดียวกันการลาเลียงอาหารออกจากโฟลเอมไปที่เซลล์แหล่งเก็บ (Sink Cell) ทาให้ความ
เข้มข้นของน้าในเซลล์โฟลเอมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสารละลายมีความเข้มข้นลดลง ทาให้น้าแพร่ไปยัง
เซลล์ไซเลมที่อยู่ข้างเคียง แรงดันเต่งในโฟลเอมจึงลดลง แรงดันเต่งที่แหล่งสร้างกับที่แหล่งเก็บจึง
แตกต่างกันทาให้เกิดการแพร่ของสารจากเซลล์แหล่งสร้างมายังเซลล์แหล่งเก็บได้ ซึ่งไม่ต้องใช้พลังงาน
Free Powerpoint Templates
Page 184
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
1. น้าตาลที่พืชสร้างขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสง ส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้าตาลซูโครสแล้ว
ลาเลียงเข้าไปในซีฟทิวบ์ (ใช้ ATP ) ทาให้ความเข้มข้นของ
สารในซีฟทิวบ์ต้นทางสูงขึ้น
2. น้าจากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้ามาและเพิ่ม
แรงดันในซีฟทิวบ์
3. แรงดันในซีฟทิวบ์ที่เพิ่มขึ้นจะดันให้สารละลาย
น้าตาลซูโครสลาเลียงไปตามท่อซีฟทิวบ์จนถึงเนื้อเยื่อต่างๆ
4. น้าตาลซูโครสจะออกจากซีฟทิวบ์เพื่อใช้ใน
กระบวนการต่าง ๆ หรือสะสมไว้ในเซลล์
5. เมื่อน้าตาลซูโครสถูกลาเลียงออกจากซีฟทิวบ์ ทาให้
ความเข้มข้นของสารในซีฟทิวบ์ลดลง น้าจึงออสโมซิสไป
ยังเซลล์ข้างเคียงกลับเข้าสู่ไซเลม
6. เมื่อน้ากลับเข้าไปในไซเลม การคายน้าของพืชก็จะ
ดึงให้น้ากลับขึ้นไปสู่ใบต่อไป
Free Powerpoint Templates
Page 185
การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)
• แม้ว่าการลาเลียงอาหารจะใช้กลไกความแตกต่างของความดันเป็นแรงผลักดันให้สารละลายในโฟลเอม
เคลื่อนที่เป็นระยะทางไกลแบบไม่ใช้พลังงาน (Passive) แต่พืชก็ยังต้องใช้พลังงาน (Active) ในการนา
สารละลายเข้าและออกจากโฟลเอมในปริมาณมากเพื่อสร้างความแตกต่างของความดันที่จะเป็นแรงผลักดัน
ในการลาเลียงจากใบที่เป็นแหล่งสร้างไปยังรากซึ่งเป็นแหล่งเก็บ
• แต่มีข้อสงสัยว่าในโฟลเอมที่เป็น Sieve Tube เป็นเซลล์ที่มีชีวิตบริเวณแผ่นตะแกรง (Sieve Plate) ยังมีสาย
ไซโตพลาสซึมที่จะขัดขวางการลาเลียงสารจึงไม่น่าจะผ่านได้เร็วนอกจากนี้ยังพบว่าบางครั้งTurgor
Pressure ในเซลล์รากก็ไม่ได้มีค่าน้อยไปกว่าใบจึงไม่เป็นปัจจัยที่จะทาให้เกิดแรงผลักดันที่จะลาเลียงสารได้
รวดเร็ว และยังอาจเป็นการลาเลียงจากรากไปที่ใบก็ได้ เพราะพบว่าการลาเลียงสารอาหารของพืชมีทั้ง
สองทิศทาง คือ ลาเลียงขึ้นและลง
Free Powerpoint Templates
Page 186
Free Powerpoint Templates
Page 187
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
Free Powerpoint Templates
Page 188
Free Powerpoint Templates
Page 189
Free Powerpoint Templates
Page 190
“THE END”
THANK YOU
FOR YOUR ATTENTION!

Lesson2plant2bykruwichai62

  • 1.
    Free Powerpoint Templates Page1 บทที่ 2 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก (Plant Structure and Function) : part 2 รายวิชาชีววิทยา 3 (ว30243) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
  • 2.
    Free Powerpoint Templates Page2 ครูผู้สอน • นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่งครู คศ.1 เอกวิชาชีววิทยา ประวัติการศึกษา : – พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล – พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช – พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต – พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช – พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
  • 3.
    Free Powerpoint Templates Page3 ราก (root) ลักษณะทั่วไป : positive geotropism / negative phototropism หน้าที่ : absorption (น้า/แร่ธาตุ) / transportation (xylem/phloem) / anchorage โครงสร้างภายใน Long section Root cap Region of cell division (meristematic region) Region of cell elongation Region of cell differentiation and maturation Cross section Primary growth secondary growth Cork (พืชตระกูลปาล์ม) Epidermis (root hair) Cortex (paren/collen/scleren) Stele (vascular bundle) dicot monocot Endodermis : casparian Pericycle : lateral root (meristem) Pith / pith ray (เฉพาะ monocot) Cork cam (พืชตระกูลปาล์ม) vascular cambium (พืชตระกูลปาล์ม/หมากผู้หมากเมีย) Osmosis/diffusion/active ยึดดินพยุงลา ต้นชูใบ
  • 4.
    Free Powerpoint Templates Page4 สรุป : การจาแนกชนิดของรากขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ดังนี้ 1. จาแนกตามการกาเนิด : primary root (tap root) , secondary root (lateral root) , adventitious root - fibrous root (ข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว ตาล กระชาย / ต้อยติ่ง มันเทศ มันแกว มันสาปะหลัง รักเร่ ถั่วพู) - prop root (เตย ไทรย้อย ลาเจียก ยางอินเดีย ข้าวโพด โกงกาง แสม) - climbing root (พลู พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้ ไม้เลื้อย) - photosynthetic root (กล้วยไม้ ไทร โกงกาง ผักตบชวา : chlorenchyma / กล้วยไม้ : velamen) - respiration root (โกงกาง แพงพวยน้า แสม ลาพู ผัก กระเฉด : รากทุ่นลอย = aerenchyma) - parasitic root (กาฝาก ฝอยทอง : Haustorium) 2. จาแนกตามแหล่งที่อยู่ : aerial root , underground root (primary/secondary/prop/climbing/storage/respiration/photosyn) 3. จาแนกตามระบบราก : tap root , fibrous root ,lateral root pneumatophore
  • 5.
  • 6.
    Free Powerpoint Templates Page6 พบทั้งใน tap root fibrous root และ lateral root
  • 7.
  • 8.
  • 9.
  • 10.
  • 11.
    Free Powerpoint Templates Page11 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 12.
    Free Powerpoint Templates Page12 ชั้นในสุดของ cortex ชั้นนอกสุดของ stele เน้นสอบ ! ราก cortex กว้าง stele แคบ (ลาต้น ≠)
  • 13.
  • 14.
  • 15.
  • 16.
    Free Powerpoint Templates Page16 secondary growth of root
  • 17.
    Free Powerpoint Templates Page17 secondary growth of root
  • 18.
    Free Powerpoint Templates Page18 secondary growth of root
  • 19.
  • 20.
  • 21.
  • 22.
    Free Powerpoint Templates Page22 primary root secondary root : lateral root adventitious root
  • 23.
  • 24.
  • 25.
    Free Powerpoint Templates Page25 รากฝอย (Fibrous root) เป็นรากที่งอกออกจากโคนลาต้นเพื่อแทนราก แก้วที่ฝ่ อไปพบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่น ราก ข้าว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพร้าว เป็นต้น
  • 26.
  • 27.
    Free Powerpoint Templates Page27 รากค้าจุน (Prop root หรือ Buttress root) เป็นรากที่งอกจากโคนต้นหรือกิ่งบนดินแล้ว หยั่งลงดินเพื่อพยุงลาต้น เช่น รากข้าวโพดที่ งอกออกจากโคนต้น รากเตย ลาเจียก ไทร ย้อย แสม โกงกาง แสดงรากค้าจุนของโกงกาง
  • 28.
  • 29.
  • 30.
    Free Powerpoint Templates Page30 รากปีกหรือพูพอน
  • 31.
    Free Powerpoint Templates Page31 รากเกาะ (Climbing root) เป็นรากที่แตกออกจากข้อของ ลาต้นมาเกาะตามหลัก เพื่อชู ลาต้นขึ้นสูง เช่น รากพลู พริกไทย กล้วยไม้ พลูด่าง แสดงรากเกาะของต้นพลูด่าง
  • 32.
  • 33.
    Free Powerpoint Templates Page33 รากหายใจ (Pneumatophore หรือ Aerating root) เป็นรากที่ยื่นขึ้นมาจากดินหรือน้าเพื่อรับ ออกซิเจน เช่น รากลาพู แสม โกงกาง และ รากส่วนที่อยู่ในนวมคล้ายฟองน้าของผัก กระเฉดก็เป็นรากหายใจโดยนวมจะเป็นที่ เก็บอากาศและเป็นทุ่นลอยน้าด้วย แสดงรากหายใจของต้นลาพู
  • 34.
  • 35.
    Free Powerpoint Templates Page35 รากปรสิต (Parasitic root) เป็นรากของพืชพวกปรสิตที่สร้าง Haustorium แทง เข้าไปในลาต้นของพืชที่เป็นโฮสต์ เพื่อแย่งน้าและ อาหารจากโฮสต์ เช่น รากกาฝาก ฝอยทอง เป็นต้น แสดงรากกาฝาก (Faculty of Pharmaceutical Sciences, Chulalongkorn University,No Date)
  • 36.
  • 37.
  • 38.
    Free Powerpoint Templates Page38 รากสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthetic root) เป็นรากที่แตกจากข้อของลาต้นหรือกิ่งและ อยู่ในอากาศจะมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์จึง ช่วยสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น ราก กล้วยไม้ นอกจากนี้รากกล้วยไม้ยังมีนวม (Velamen) หุ้มตามขอบนอกของรากไว้ เพื่อดูดความชื้นและเก็บน้า แสดงรากสังเคราะห์ด้วยแสงของต้นกล้วยไม้
  • 39.
  • 40.
  • 41.
    Free Powerpoint Templates Page41 รากสะสมอาหาร (Food storage root) เป็นรากที่สะสมอาหารพวกแป้งโปรตีน หรือ น้าตาลไว้ จนรากเปลี่ยนแปลงรูปร่างมีขนาด ใหญ่ซึ่งมักจะเรียกกันว่า “หัว” เช่น หัวแครอท หัวผักกาด หรือหัวไชเท้า หัวผักกาดแดงหรือ แรดิช (Radish) หัวบีท (Beet root) และ หัวมันแกว เป็นรากสะสมอาหารที่ เปลี่ยนแปลงมาจากรากแก้วส่วนรากสะสม อาหารของมันเทศ รักเร่ กระชาย เปลี่ยนแปลง มาจากรากแขนง แสดงรากสะสมอาหาร (โครงการตาราวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ มูลธินิ สอวน., 2547, หน้า 224)
  • 42.
    Free Powerpoint Templates Page42 รากหนาม (Thorn Root) รากที่มีลักษณะเป็นหนามงอกมาจากบริเวณ โคนต้น ตอนงอกใหม่ ๆ เป็นรากปกติแต่ ต่อมาเกิดเปลือกแข็งทาให้มีลักษณะคล้าย หนามแข็ง ช่วยป้องกันโคนต้นได้ ปกติพบ ในพืชที่เจริญในที่น้าท่วมถึง เช่นโกงกาง ส่วนในปาล์มบางชนิดจะปรากฏรากหนาม กรณีที่มีรากลอยหรือรากค้าจุน แสดงรากหนามของต้นโกงกาง
  • 43.
  • 44.
    Free Powerpoint Templates Page44 ใบ (leaf) หน้าที่ : photosynthesis / transpiration / gas exchange / พิเศษ*** External structure Blade : midrib / vein / apex / base / margin Petiole อาจไม่มีเรียก sessile leaf Stipule อาจอยู่เป็ นคู่หรือลดรูป Netted leaf : dicot parallel leaf : monocot Leaf arrangement Alternate / opposite / whorled Internal structure Epidermis : upper/lower/guard cell / stomata Typical : mesophyte sunken : halophyte xerophyte Raised : hydrophyte Mesophyll : palisade : spongy Vascular bundle (vein) : xylem : phloem : bundle sheath Mesophyll ของ monocot ไม่แยกเป็ น palisade และ spongy Dicot (C3) Monocot (C4) ข้าวโพด ข้าวฟ่ าง อ้อย หญ้าแพรก หญ้าแห้วหมู ผักโขมจีน และบานไม่รู ้โรย
  • 45.
    Free Powerpoint Templates Page45 ใบ ( Leaves)
  • 46.
  • 47.
  • 48.
  • 49.
    Free Powerpoint Templates Page49Simple leaf compound leaf
  • 50.
    Free Powerpoint Templates Page50 การเรียงของใบ (Leaf Arrangement)
  • 51.
  • 52.
    Free Powerpoint Templates Page52 ใบพืช C3 ใบพืช C4
  • 53.
  • 54.
    Free Powerpoint Templates Page54 • ปากใบพืชจาแนกตามชนิดของพืชที่เจริญอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ 1.ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata) เป็นปากใบของพืชทั่วไปโดยมีเซลล์คุมอยู่ใน ระดับเดียวกับเซลล์เอพิเดอร์มิสพืชที่ปากใบเป็นแบบนี้เป็นพวกเจริญอยู่ในที่ ๆ มีน้าอุดม สมบูรณ์พอสมควร (mesophyte) การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 55.
    Free Powerpoint Templates Page55 • ปากใบพืชจาแนกตามชนิดของพืชที่เจริญอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ 2.ปากใบแบบจม (sunken stomata) เป็นปากใบที่อยู่ลึกเข้าไปในเนื้อใบเซลล์คุมอยู่ลึกกว่าหรือต่า กว่าชั้นเซลล์เอพิเดอร์มิสพบในพืชที่อยู่ในที่แห้งแล้ง (xerophyte) เช่น พืชทะเลทราย พวก กระบองเพชร พืชป่ าชายเลน (halophyte) เช่น โกงกาง แสม ลาพู เป็นต้น การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 56.
    Free Powerpoint Templates Page56 • ปากใบพืชจาแนกตามชนิดของพืชที่เจริญอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ 3.ปากใบแบบยกสูง (raised stomata) เป็นปากใบที่มีเซลล์คุมอยู่สูงกว่าระดับเอพิเดอร์มิส ทั่วไป เพื่อช่วยให้น้าระเหยออกจากปากใบได้เร็วขึ้นพบได้ในพืชที่เจริญอยู่ในน้าที่ที่มีน้า มากหรือชื้นแฉะ(hydrophyte) การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 57.
    Free Powerpoint Templates Page57 สรุป : การจาแนกชนิดของใบ 1. ใบเลี้ยง (cotyledon) : albuminous / exalbuminous 2. ใบเกล็ด (scale leaf) : หอม กระเทียม 3. .ใบดอกหรือใบประดับ (floral leaf or bract) : เฟื่องฟ้า หน้าวัว 4. ใบแท้ (foliage leaf) ***ใบแท้ (foliage leaf) มี 2 ชนิด 4.1 ใบเดี่ยว (simple leaf) : ทั่วไป 4.2 ใบประกอบ (compound leaf) ****ใบประกอบ (compound leaf) แบ่งเป็น 2 ชนิด 4.2.1 ใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaves): ชั้นเดียว (กุหลาบ) /สองชั้น (จามจุรี) /สามชั้น (ปีบ) 4.2.2 ใบประกอบแบบนิ้วมือ (palmately compound leaves) : หนวดปลาหมึก พญาสัตบรรณ ใบที่เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่เฉพาะอย่าง (Modified leaf หรือ specialized leaf) - Leaf tendril (ตาลึง มะระ ถั่วลันเตา) - leaf spine (กระบองเพชร เหงือกปลาหอม) - Storage leaf (ว่านหางจระเข้) - scale leaf (ขิง ข่า เผือก แห้วจีน หัวหอม) - Phyllode (กระถินณรงค์) - floating leaf (ผักตบชวา) - vegetative reproduction organ (คว่าตายหงายเป็น เศรษฐีพันล้าน) - Carnivorous leaf / insectivorous leaf (หม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง หยาดน้าค้าง สาหร่ายข้าวเหนียว)
  • 58.
  • 59.
    Free Powerpoint Templates Page59 แสดงใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf) ของต้นหยาดน้าค้าง(Carnivorous Plant Website, 2006) แสดงใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf) ของต้นกาบหอยแครง (Carnivorous Plant Website, 2006)
  • 60.
    Free Powerpoint Templates Page60 ใบแพร่พันธุ์ (Vegetative reproductive organ) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อช่วย แพร่พันธุ์โดยบริเวณของใบที่มีลักษณะ เว้าเข้าเล็กน้อย มีตา (Adventitious bud) ที่งอกต้นเล็ก ๆ ออกมาได้ ตัวอย่างเช่น ใบของต้นตายใบเป็น (หรือคว่าตายหงาย เป็น) ต้นเศรษฐีพันล้าน ต้นโคมญี่ปุ่ น แสดงใบแพร่พันธุ์ (Vegetative reproductive organ) ของต้นโคมญี่ปุ่ น
  • 61.
    Free Powerpoint Templates Page61 ฟิลโลด (Phyllode หรือ Phyllodium ) บางส่วนของใบเปลี่ยนแปลงไป เป็นแผ่นแบนคล้ายใบแต่แข็งแรงกว่า ปกติ ทาให้ไม่มีตัวใบที่แท้จริง จึงลด การคายน้าได้ด้วย เช่น ใบกระถิน ณรงค์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากก้านใบ แสดงใบเปลี่ยนแปลงไปเป็นแผ่นคล้ายใบ ของ ต้นระถินรณงค์ (Rakbankerd Limited,2006)
  • 62.
    Free Powerpoint Templates Page62 ทุ่นลอย (Floating leaf) พืชน้าบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลง ก้านใบให้พองโตคล้ายทุ่น ภายในมี เนื้อเยื่อที่จัดตัวอย่างหลวม ๆ ทาให้มีช่อง อากาศกว้างใหญ่ สามารถพยุงลาต้นให้ ลอยน้ามาได้ เช่น ผักตบชวา แสดงทุนลอย (Floating leaf) ของผักตบชวา
  • 63.
    Free Powerpoint Templates Page63 ใบเลี้ยง (cotyledon)
  • 64.
    Free Powerpoint Templates Page64 ใบเกล็ด (scale leaf) สนทะเล สนประดิพัทธ์
  • 65.
    Free Powerpoint Templates Page65 ใบดอกหรือใบประดับ (floral leaf or bract)
  • 66.
    Free Powerpoint Templates Page66 การจัดประเภทของใบ • 1. ใบแท้ (Foliage leaf) คือใบไม้ปกติทั่วๆ ไป มีสีเขียวและแผ่นเป็นแผ่นกว้างแบนเพื่อทาหน้าที่ สังเคราะห์ด้วยแสง หายใจ และคายน้า แบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ใบเดี่ยว และใบประกอบ • 2. ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf) พืชบางชนิดมีใบที่ เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ มือเกาะ หนาม สะสมอาหาร เป็นต้น
  • 67.
    Free Powerpoint Templates Page67 ใบแท้ (Foliage leaf) • 1. ใบเดี่ยว (simple leaf) ใบที่มีตัวใบแผ่นเดียว เช่น ใบน้อยหน่า มะม่วง ชมพู่ พืชบางชนิดตัวใบ เว้า โค้งไปมา จึงทาให้ดูคล้ายมีตัวใบหลายแผ่นแต่บางส่วนของตัวใบยังเชื่อมกันอยู่ถือว่า เป็นใบ เดี่ยว เช่น ใบมะละกอ ใบฟักทอง ตัวใบมักติดกับก้านใบ ถ้าใบที่ไม่มีก้านใบเรียก sessile leaves เช่น บานชื่น
  • 68.
    Free Powerpoint Templates Page68 ใบแท้ (Foliage leaf) • 2. ใบประกอบ (compound leaf) ใบที่มีตัวใบหลายแผ่นติดอยู่กับก้านใบเดียว เช่น ขี้เหล็ก ใบจามจุรี ใบย่อย เรียกว่า leaflets ใบประกอบจะมีตาที่ซอกใบที่ติดกับลาต้นเท่านั้น (แต่ส่วนที่เป็นก้านใบย่อย จะไม่พบตา) ใบประกอบยังสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยๆ ได้ 2 ประเภทดังนี้
  • 69.
    Free Powerpoint Templates Page69 ใบประกอบ (compound leaf) • Pinnately compound leaf (ใบประกอบแบบขนนก) ใบที่ประกอบด้วยหลายใบย่อย (leaflets) แต่ละใบย่อยมีก้านใบย่อย (petiolule) ออกจากแกนกลาง (rachis) เป็นคู่ๆ คล้ายขนนก
  • 70.
    Free Powerpoint Templates Page70 Pinnately compound leaf • ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว (Pinnately compound leaf) ใบที่ประกอบด้วยใบย่อยแตกออก จากก้านใบเพียงครั้งเดียว ใบย่อยแต่ละใบจะมีก้านใบย่อย เรียกว่า petiolue ได้แก่ ใบกุหลาบ ใบ มะขาม ใบขี้เหล็ก ใบสะเดา ใบทองอุไร ใบกัลปพฤกษ์ ใบราชพฤกษ์ ใบประดู่ ใบราชพฤกษ์ (คูน/ลมแล้ง)
  • 71.
    Free Powerpoint Templates Page71 Pinnately compound leaf • ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (bipinnately compound leaf) ใบที่ประกอบด้วยใบย่อยแตกออก จากก้านใบเพียง 2 ครั้ง และมีช่วงของก้านใบหรือแกนกลาง 2 แห่ง คือ rachis และ rachilla เช่น ใบ หางนกยูงฝรั่ง ใบหางนกยูงไทย ใบจามจุรี ใบกระถิน ใบนนทรี ใบนนทรี ใบจามจุรี/ก้ามปู
  • 72.
    Free Powerpoint Templates Page72 Pinnately compound leaf • ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น (tripinnately compound leaf) ใบที่ประกอบด้วยใบย่อยแตก ออกจากก้านใบเพียง 3ครั้ง และมีช่วงของก้านใบหรือแกนกลาง 2 แห่ง คือ rachis และ rachilla แต่แกนกลางที่ 3 อาจเรียกรวมว่า rachillaตัวอย่าง เช่น ใบมะรุม ใบปีบ (กาสะลอง) ใบมะรุม ใบปีบ (กาสะลอง)
  • 73.
    Free Powerpoint Templates Page73 ใบประกอบ (compound leaf) • Palmately compound leaf (ใบประกอบแบบฝ่ ามือ) ใบที่ประกอบด้วยหลายใบย่อย (leaflets) แตกออกจากส่วนก้านใบลักษณะคล้ายนิ้วมือ เช่น ใบนุ่น ใบหนวดปลาหมึก ใบพญาสัตบรรณ ซึ่งแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้bifoliage ใบที่ประกอบด้วยใบย่อย 2 ใบ trifoliage ใบที่ ประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ
  • 74.
    Free Powerpoint Templates Page74 ใบพญาสัตบรรณ ใบหนวดปลาหมึก ใบนุ่น
  • 75.
    Free Powerpoint Templates Page75 Palmately compound leaf bifoliage trifoliage
  • 76.
    Free Powerpoint Templates Page76 ใบ ( Leaves) เป็น อวัยวะที่เจริญออกไปบริเวณด้านข้างโดยมีตาเหน่งอยู่ที่ข้อปล้อง ของต้นและ กิ่ง ใบส่วนใหญ่มักแผ่แบน มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ ทาหน้าที่หลักในการ สังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) และคายน้า (transpiration) รูปร่างและขนาดของ ใบแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช หน้าที่หลักของใบคือใช้ในการสังเคราะห์แสง การ หายใจและการคายน้า
  • 77.
    Free Powerpoint Templates Page77 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf 1. แผ่นใบหรือตัวใบ (leaf blade or lamina) มักแผ่แบน มีสีเขียว ส่วนใหญ่มีรูปร่างรี บางชนิดอาจมีรูปร่างกลม รูปหัวใจ รูปพัด ในใบหญ้าแผ่นใบมักจะเรียวยาว แผ่นใบเป็นส่วน สาคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่สร้างอาหาร บางชนิดมีขนาดเล็กเป็นใบเกล็ด (scale leaf) หรือ ม้วนเป็นท่อ เช่นในใบหอม
  • 78.
  • 79.
    Free Powerpoint Templates Page79 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 1.1 เส้นใบ (vein) ให้สังเกตเส้นกลางใบ (midrib) ซึ่งต่อเป็นเนื้อเดียวกับก้านใบ จากเส้นกลางใบ แยกออกเป็นเส้นใบ ซึ่งจะแยกแขนงออกไปอีกเป็นเส้นแขนงใบ (veinlet) การเรียงของใบ (venation) เส้นใบแบบขนาน (parallel venation)พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แบ่งเป็นเรียงตามยาว ของใบ (plamately parallel venation) และเส้นใบขนานกันตามขวางของใบ (pinately parallel venation)
  • 80.
    Free Powerpoint Templates Page80 เส้นใบ ( vein ) • Parallel venation ลักษณะเส้นใบขนานกัน ถ้ามีเส้นกลางใบและมีเส้นใบย่อยแตกออกจากเส้น กลางใบขนานกัน ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า Costal parallel เช่น ใบหญ้า อ้อย ข้าว ถ้าเส้นใบขนาน กันตั้งแต่โคนใบ ไม่มีเส้นใบกลางใบ แบบนี้เรียกว่า Basal parallel เช่น ใบ พุทธรักษา ใบตอง
  • 81.
    Free Powerpoint Templates Page81 เส้นใบ ( vein ) • Reticulate venation หรือ netted venation ลักษณะคล้ายร่างแห สานกัน ถ้ามีเส้นกลางใบและมี เส้นใบย่อยแตกออกจากเส้นกลางใบ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า pinnately netted venation ถ้าแตก จากโคนของใบ ไม่มีเส้นใบกลางใบ แบบนี้เรียกว่า palmately
  • 82.
  • 83.
    Free Powerpoint Templates Page83 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 1.2 ส่วนของใบเลี้ยงคู่เป็นแบบตาข่าย (netted หรือ recticulated venation) ซึ่งมี 2 แบบคือ แบบตาข่ายขนนก (pinnately netted venation) ตาข่ายแบบรูปมือ (palmately netted venation)
  • 84.
    Free Powerpoint Templates Page84 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 2. ก้านใบ (petiole) เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างตัวใบกับลาต้น มีลักษณะเป็นก้านสั้นๆ ในใบหญ้า ก้านใบมักจะแบนบางโอบส่วนลาต้นไว้ ซึ่งนิยมเรียกว่ากาบ หรือ sheath พืชบางชนิดอาจไม่มี ก้านใบ เรียกใบแบบนี้ว่า sessile leaf ถ้ามีก้านใบเรียกว่า petiolate
  • 85.
    Free Powerpoint Templates Page85 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 3. หูใบ (stipule) เป็นส่วนของระยางค์ที่ยื่นออกมาตรงโคนใบที่ติดกับลาต้น หูใบมักมีอายุไม่นาน และจะลดร่วงไป หูใบมักมีสีเขียวแต่อาจมีสีเช่น หูใบของต้นยางอินเดียหูใบมีสีสันสวยงามหุ้มยอด อ่อนเอาไว้ พืชบางชนิดอาจไม่มีหูใบ เรียกใบแบบนี้ว่า exstipulate leaf ถ้ามีหูใบเรียกว่า stipulate leaf เช่น เข็ม พุดน้าบุด มีหูใบอยู่ระหว่างใบทั้งสองข้าง กุหลาบมีหูใบเชื่อมติดต่อกับก้านใบ ชบามี หูใบอยู่บริเวณซอกใบ
  • 86.
    Free Powerpoint Templates Page86 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 4. ขอบใบ (Leaf margin) หมายถึงส่วนริมสุดของตัวใบตั้งแต่โคนใบจนถึงปลายใบ พืชแต่ละ ชนิดจะมีลักษณะขอบใบแตกต่างกันไป เช่น ขอบใบเรียบ ขอบใบหยัก ขอบใบเว้า
  • 87.
    Free Powerpoint Templates Page87 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 5. โคนใบ หรือฐานใบ (Leaf base) คือส่วนที่อยู่ล่างสุดของแผ่นใบที่ติดกับก้านใบหรือกิ่ง
  • 88.
    Free Powerpoint Templates Page88 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 6. ปลายใบ (Leaf apex) ส่วนของแผ่นใบที่อยู่ปลายสุดตรงข้ามกับก้านใบ ปลายใบของพืชแต่ละ ชนิดมีลักษณะแตกต่างกันไป
  • 89.
    Free Powerpoint Templates Page89 ส่วนประกอบของใบ Complete Leaf • 7. เส้นกลางใบ (Midrib) คือ ส่วนที่ยื่นต่อจากก้านใบเข้าไปในตัวใบ มีลักษณะเป็นสันนูน แบ่งใบ ออกเป็นสองซีก เส้นกลางใบจะแตกแขนงมากมายกระจายไปทั่วแผ่นใบ เรียกว่า เส้นใบ (Vein) ซึ่ง จะช่วยให้แผ่นใบกางอยู่ได้
  • 90.
  • 91.
  • 92.
  • 93.
  • 94.
    Free Powerpoint Templates Page94 ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf) • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 1. มือเกาะ (leaf tendril) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อยึดและพยุงลาต้นให้ไต่ขึ้นที่สูงได้ เช่น ถั่ว ลันเตา มะระ ตาลึง เป็นต้น โดยอาจเปลี่ยนแปลงมาจากทั้งใบหรือส่วนต่าง ๆ ของใบ เช่น หูใบ ก้านใบ ปลายใบ หรือใบย่อย
  • 95.
    Free Powerpoint Templates Page95 มือเกาะ (Leaf tendril) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นมือเกาะ เพื่อยึดและพยุงลาต้นให้ขึ้นสูง มือเกาะ อาจเปลี่ยนมาจากใบบางส่วน หรือใบทั้ง ใบก็ได้ ตัวอย่างมือเกาะของถั่วลันเตา ถั่ว หอม บานบุรีสีม่วง พวงแก้วกุดั่น มะระ กะทกรก ดองดึง หวายลิง เป็นต้น แสดงมือเกาะ (Leaf tendrill) ของต้นกะทกรก
  • 96.
    Free Powerpoint Templates Page96 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 2. หนาม (Leaf spine) เป็นใบที่เปลี่ยนเป็นหนาม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ที่จะมากัดกิน และ ช่วยลดการคายน้าอีกด้วย เช่น มะขามเทศ กระบองเพชร ป่ านศรนารายณ์ สับปะรด เป็นต้น ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 97.
    Free Powerpoint Templates Page97 ใบหนาม (Leaf spine) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนาม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ที่มา กัดกิน พร้อมกับป้องกันการคายน้า เนื่องจากปากใบลดน้อยลงกว่าปกติ หนามที่เกิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งใบกลายเป็นหนาม หรือบางส่วน ของใบกลายเป็นหนามก็ได้ ตัวอย่างเช่น หนามของต้นเหงือกปลาหมอ เปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบและหูใบ หนามของต้นกระบองเพชร เปลี่ยนแปลงมาจากใบหนามมะขามเทศเปลี่ยนแปลงมาจากหูใบ หนาม ของศรนารายณ์ (หรือต้นร้อยปี) เปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบ เป็นต้น
  • 98.
  • 99.
    Free Powerpoint Templates Page99 แสดงใบเปลี่ยนแปลงเป็นหนามของต้นกระบองเพชร
  • 100.
    Free Powerpoint Templates Page100 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 3. ใบสะสมอาหาร (Storage leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่สะสมอาหารและน้า จึงมีลักษณะ อวบอ้วนเนื่องจากสะสมน้าและอาหารไว้มาก เช่น ใบเลี้ยงของพืชต่างๆ ใบว่านหางจระเข้ กาบกล้วย ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 101.
    Free Powerpoint Templates Page101 ใบสะสมอาหาร (Storage leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เก็บสะสม อาหาร จึงมีลักษณะอวบหนา ได้แก่ใบเลี้ยง (Cotyledon) และใบพืชอีกหลายชนิด เช่น ใบว่าน หางจระเข้ หัวหอม หัวกระเทียม กาบกล้วย ส่วน กะหล่าปลีเก็บอาหารสะสมไว้ที่เส้นใบ และก้านใบ อนึ่งใบเลี้ยงเป็นใบใบแรกที่อยู่ในเมล็ด พืชบาง ชนิดมีใบเลี้ยงขนาดใหญ่เนื่องจากการสะสมอาหาร ไว้ โดยดูดอาหารมาจากเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) เพื่อนาไปใช้ในการงอกของต้นอ่อน ใบเลี้ยงจึงมีลักษณะอวบใหญ่ ใบเลี้ยงยังมีหน้าที่ ปกคลุมเพื่อป้องกันยอดอ่อนไม่ให้เป็นอันตราย เมื่อ ยอดอ่อนแทงทะลุดินขึ้นมา และเมื่อพ้นดินแล้วยัง ช่วยสังเคราะห์อาหารอีกด้วยในพืชบางชนิด แสดงใบสะสมอาหารของต้นว่านหางจระเข้
  • 102.
    Free Powerpoint Templates Page102 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 4. ใบเกล็ด (Scale leaf) มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ ไม่มีคลอโรฟิลล์ เช่น ใบเกล็ดของสนทะเล โปร่งฟ้า ขิง ข่า เผือก แห้ว เป็นต้น ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 103.
    Free Powerpoint Templates Page103 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 5. เกล็ดหุ้มตา (Bud scale) มีลักษณะเป็นแผ่นหุ้มตาไว้ เมื่อตาเจริญเติบโตก็จะดันให้เกล็ดหุ้มตากาง ออกหรือหลุดร่วงไป เช่น ในต้นสาเก จาปี และยาง เป็นต้น ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 104.
    Free Powerpoint Templates Page104 เกล็ดหุ้มตา (Bud scale) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทา หน้าที่หุ้มตาหรือคลุมตาไว้ เมื่อตา เจริญเติบโตออกมา จึงดันให้เกล็ดหุ้ม ตาหลุดไปพบในต้นยาง จาปี สาเก เป็นต้น แสดง เกล็ดตา (Bud scale)
  • 105.
    Free Powerpoint Templates Page105 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 6. ฟิลโลด (Phyllode) หรือ Phyllodium (Gr. phyllon = ใบ) เป็นส่วนต่างๆ ของใบที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นแผ่นแบนคล้ายตัวใบ พืชที่มีใบแบบนี้มักจะไม่มีใบที่แท้จริง เช่น ใบกระถินณรงค์เปลี่ยนแปลงมา จากก้านใบ ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 106.
    Free Powerpoint Templates Page106 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 7. ทุ่นลอย (Floatingleaf) พืชน้าบางชนิด เช่น ผักตบชวา จะมีก้านใบที่พองออก ภายในมีช่องว่างให้ อากาศแทรกอยู่มาก จึงช่วยพยุงลาต้นทาให้สามารถลอยน้าได้ ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 107.
  • 108.
    Free Powerpoint Templates Page108 ใบประดับ (Bract) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไป ทา หน้าที่ช่วยรองรับดอกหรือช่อดอก อยู่บริเวณซอกใบ และมักมีสีเขียว แต่อาจมีสีอื่นก็ได้ ใบประดับมิได้ เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของดอก ตัวอย่างเช่น กาบปลีของกล้วย กาบ เขียงของมะพร้าวและหมากซึ่งมีสี เขียว บางท่านจัดรวมใบดอกและใบ ประดับไว้เป็นชนิดเดียวกัน แต่ถ้ามี สีสวยงามเรียกว่า ใบดอก แสดง ใบประดับที่เรียกว่า กาบเขียงของต้นหมาก
  • 109.
    Free Powerpoint Templates Page109 ภาพแสดง ใบประดับที่เรียกว่า กาบเขียงของต้นมะพร้าว ภาพแสดง ใบประดับที่ เรียกว่ากาบปลีของต้นกล้วย
  • 110.
  • 111.
    Free Powerpoint Templates Page111 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 8. ใบประดับหรือใบดอก (Floral leaf หรือ Bract: L. bractea = แผ่นโลหะ) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลง ไปเพื่อทาหน้าที่ช่วยรองรับดอก มักมีสีเขียว แต่พืชหลายชนิดมีใบประดับเป็นสีอื่นๆ คล้ายกลีบดอก เพื่อช่วยล่อแมลงสาหรับผสมเกสร เช่น เฟื่องฟ้า คริสต์มาส หน้าวัว เป็นต้น ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 112.
    Free Powerpoint Templates Page112 ใบดอก (Floral leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปมีสี สวยงามคล้ายกลีบดอก ทาหน้าที่ ช่วยล่อแมลง เช่น หน้าวัว (เป็นส่วน ที่เป็นแผ่นสีแดงเรียกว่า Spathe) อุตพิด คริสต์มาส เฟื่องฟ้า แสดงใบดอกของต้นหน้าวัวและต้นเฟื่องฟ้า
  • 113.
    Free Powerpoint Templates Page113 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 9. ใบสืบพันธุ์ (Vegetativereproductive leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อช่วยในการแพร่พันธุ์ เช่น ใบคว่าตายหงายเป็น ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 114.
    Free Powerpoint Templates Page114 • พืชบางชนิดมีใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ 10. กับดักแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่ดัก จับแมลงหรือสัตว์เล็กๆ โดยมีการสร้างเอนไซม์สาหรับย่อยแล้วดูดซึมแร่ธาตุไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น หยาดน้าค้าง กาบหอยแครง และหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น ใบพิเศษ (Specialized leaf) หรือใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
  • 115.
    Free Powerpoint Templates Page115 ใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดัก แมลง หรือสัตว์ขนาดเล็ก ภายในกับดักมีต่อม สร้างเอนไซม์ประเภทโพรทีเอส (Protease)ที่ ย่อยโปรตีนสัตว์ที่ติดอยู่ในกับดักได้ พืชชนิด นี้มีใบปกติที่สามารถสังเคราะห์แสงได้เหมือน พืชทั่วๆ ไป แต่พืชเหล่านี้มักอยู่ในที่มี ความชื้นมากกว่าปกติ อาจขาดธาตุอาหารบาง ชนิดจึงต้องมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดัก เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (หรือน้าเต้า ฤๅษี) ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้างต้น สาหร่ายข้าวเหนียวหรือสาหร่ายนา (ไม่ใช่ สาหร่าย แต่เป็นพืชน้าขนาดเล็ก)เป็นต้น แสดงใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf)ของ ต้นหม้อข่าวหม้อแกงลิง (Carnivorous Plant Website, 2006)
  • 116.
    Free Powerpoint Templates Page116 ใบเกล็ด (Scale leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนมาจากใบแท้ เพื่อทา หน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่ตาและยอดอ่อน ใบเกล็ดไม่มีสีเขียว เพราะไม่มีคลอโรฟิลล์ เช่น ใบเกล็ดของสนทะเลที่เป็นแผ่นเล็ก ๆ ติดอยู่ รอบ ๆ ข้อใบเกล็ดของโปร่งฟ้าเป็นแผ่นเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงข้อเช่นเดียวกัน ใบเกล็ด ของขิงข่า เผือก แห้วจีน เป็นต้น นอกจากนี้ใบเกล็ดบาง ชนิดยังสะสมอาหารไว้ด้วย ใบเกล็ดจึงมีขนาด ใหญ่ เช่น หัวหอม หัวกระเทียม แสดง ใบเกล็ด (Scale leaf)
  • 117.
  • 118.
    Free Powerpoint Templates Page118 จุดเน้นควรเข้าใจ !!! ส่วนสะสมอาหารของพืชดอก ต้น : ขิง ข่า ขมิ้น มันฝรั่ง เผือก แห้ว ใบ : หอมหัวใหญ่ส่วนที่เรากิน ราก : แครอท หัวไชเท้า กระชาย มันแกว มันเทศ มันสาปะหลัง สารในพืชที่เราควรรู้จัก 1. ที่ cell wall : pectin cellulose hemicellulose lignin 3. ฉาบอยู่บนใบ : cutin wax 2. ที่ cork และ endodermis : suberin 4. พอกอยู่ในเนื้อไม้ : lignin suberin tannin resin เนื้อเยื่อถาวรบางที่เปลี่ยนกลับเป็นเนื้อเยื่อเจริญแล้วสร้าง 1. รากแขนง เกิดจาก pericycle 2. กิ่งแขนงเกิดจาก cortex 3. Cork cambium 4. Vascular cambium
  • 119.
    Free Powerpoint Templates Page119 สรุปเน้นสอบหัวข้อสาคัญ 1. transpiration: stomatal/cuticular/lenticular 2. stomatal pore: typical (mesophyte) / sunken (xerophyte, halophyte) / raised (hydrophyte) 3. กระบวนการปิดเปิดปากใบ : K+ pump / guard cell / stomata / subsidiary cell / hypotonic solution / turgor pressure 4. ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้า -ปัจจัยภายนอก : แสงสว่าง / อุณหภูมิ / ความชื้น / ลม / ความอุดมสมบูรณ์ของน้าในดิน / ความ กดดันของบรรยากาศ -ปัจจัยภายใน : ลักษณะของปากใบ / อัตราส่วน root : shoot / ความหนาของ cuticle / พื้นที่ใบ / การจัดเรียงตัวของใบ / ขนาดและรูปร่างของใบ 5. guttation: hydathode (เมื่ออากาศมีความชื้นมาก น้าในดินมีปริมาณมาก อุณหภูมิต่า แรงดัน รากสูง พืชขนาดเล็กต้นสั้น) 6. การลาเลียงน้าและอาหารของพืช: บริเวณ root hair มากที่สุด (osmosis น้า และ active แร่ธาตุ) - ความสาคัญของน้าที่มีต่อพืช: ส่วนประกอบมากที่สุด / ควบคุมอุณหภูมิคงที่ / ตัวทาละลาย / ตัว พยุง / แหล่ง H กับ O / กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง - การดูดน้าของพืช apoplasmic pathway (intercellular space)/ symplasmic pathway (endodermis , plasmodesmata)
  • 120.
  • 121.
    Free Powerpoint Templates Page121 lenticular transpiration
  • 122.
    Free Powerpoint Templates Page122 • ใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น หญ้า ข้าวโพด ที่ชั้นเอพิเดอร์มิสมีเซลล์ขนาดใหญ่และผนังเซลล์ บาง เรียกว่า บัลลิฟอร์มเซลล์ (bulliform cell) ช่วยทาให้ใบม้วนงอได้เมื่อพืชขาดน้าช่วยลดการคาย น้าของพืชให้น้อยลง พืชบางชนิดอาจมีเอพิเดอร์มิสหนามากกว่า 1 ชั้น ซึ่งพบมากทางด้านหลังใบ มากกว่าทางด้านท้องใบเรียกว่า มัลติเปิล เอพิเดอร์มิส (multiple epidermis) ซึ่งพบในพืชที่แห้งแล้ง ช่วยลดการของได้ เซลล์ชั้นนอกสุดเรียกว่า เอพิเดอร์มิส ส่วนเซลล์แถวที่อยู่ถัดเข้าไปเรียกว่า ไฮโพ เดอร์มิส (hypodermis) การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 123.
    Free Powerpoint Templates Page123 • ในขณะที่สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมกับการคายน้าทางปากใบ เช่น เมื่ออากาศมีความชื้นมาก พืชบาง ชนิดจะกาจัดน้าออกมาในรูปของหยดน้า ทางรูเปิดเล็ก ๆ ตามปลายของเส้นใบ รูเหล่านี้เรียกว่า ไฮดา โทด (hydathode) กระบวนการคายน้าของพืชในรูปของหยดน้าเช่นนี้เรียกว่ากัตเตชัน (guttation) เนื่องจากพืชมีการดูดน้าอยู่ตลอดเวลา น้าจะเข้าไปอยู่ในรากเป็นจานวนมากขึ้นทุกที ทาให้เกิดแรงดัน ของเหลวให้ไหลขึ้นไปตามท่อไซเลมในลาดับและใบ และไหลออกมาทางรูเปิดของท่อเล็ก ๆ ที่อยู่ ปลายของเส้น มองเห็นเป็นหยดน้าเล็กๆ เกาะอยู่ตามขอบใบเราจะพบปรากฏการณ์นี้ในธรรมชาติได้ อย่างชัดเจนในตอนเช้าที่อากาศมีความชื้นมาก ๆ ซึ่งมักไม่เกิดบ่อยนัก การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 124.
    Free Powerpoint Templates Page124 เหมยขาบ หรือแม่คะนิ้ง เป็นไอน้าบริเวณพื้นดิน หรือหยดน้าค้างที่เกาะอยู่ตามใบ หญ้า หรือวัตถุต่างๆ เมื่ออุณหภูมิลดลงต่ากว่าศูนย์องศาเซลเซียส (จุดเยือกแข็ง ของน้าอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียสดังที่เราเคยเรียนรู้กันมาแล้ว)ก็จะค่อยๆ เปลี่ยน สถานะเป็นเกล็ดน้าแข็งเยือกเย็น เหน็บหนาว และดารดาษขาวโพลนในตาม พื้นดิน ยอดไม้ใบหญ้า และละลายหายไปเมื่อแสงกล้าของอาทิตย์ส่อง
  • 125.
  • 126.
  • 127.
  • 128.
    Free Powerpoint Templates Page128 สรุปเน้นสอบหัวข้อสาคัญ - กลไกการลาเลียงน้าของพืช : bulk flow หรือ mass flow - แรงที่ใช้ในการลาเลียงน้า: capillaryforce / root pressure / transpiration pull 7. การลาเลียงสารอาหารของพืช ***การศึกษา : Malpighi (ทดลองควั่นลาต้นใบเลี้ยงคู่ออกตั้งแต่เปลือก ไม้จนถึงชั้นแคมเบียม) : Mason and Maskell (ทดลองโดยใช้ธาตุกัมันตรังสี 14C ในรูปสารละลายให้กับใบด้านล่างและใบ ด้านบน : ทิศทางลาเลียงแหล่งสร้างไปแหล่งสะสม) : Zimmerman (ทดลองตัดหัวเพลี้ยอ่อนที่ใช้งวงแทงลงไปถึงท่อโฟลเอ็ม: ส่วนใหญ่เป็นน้าตาลซูโครส) 8. สรุปการลาเลียงสารในพืช = Diffusion / protoplasm streaming (cyclosis): Hugo De Vries / mass (pressure) flow hypothesis : E. Munch 9. ธาตุอาหารของพืช: macronutrient (N P K S Ca Mg) / micronutrient (Fe Cl Mn B Zn Cu Ni Mo) *** chlorosis
  • 129.
    Free Powerpoint Templates Page129 capillary force root pressure transpiration pull
  • 130.
  • 131.
    Free Powerpoint Templates Page131 การทดลองของ T.G. Mason และ E.J. Maskell แรงดังเต่งสูง แรงดังเต่งต่า แรงดังเต่งสูง แรงดังเต่งสูง แรงดังเต่งสูง แรงดังเต่งต่า แรงดังเต่งต่า แรงดังเต่งสูง แรงดังเต่งต่า
  • 132.
  • 133.
    Free Powerpoint Templates Page133 Circulation slow down at sieve plate protoplasmic streaming in phloem
  • 134.
    Free Powerpoint Templates Page134 Mass (pressure) flow hypothesis : E. Munch สร้าง glucose ลาเลียง sucrose สะสมเป็นแป้ง Translocation of Nutrients
  • 135.
  • 136.
    Free Powerpoint Templates Page136 การลาเลียง Xylem Phloem ลาเลียงอะไร น้าและแร่ธาตุ น้าตาลซูโครส กลไกอย่างไร Root pressure Capillary force Transpiration pull Diffusion Protoplasmic streaming Mass / pressure flow โดยเซลล์อะไร Vessel และ tracheid ที่ตายแล้ว Sieve tube member ที่มีชีวิต ใช้พลังงานหรือไม่ ไม่ใช้พลังงาน ATP ใช้พลังงาน ATP จากไหนไปไหน รากไปยอด แหล่งสร้างไปยังแหล่งเก็บสะสม
  • 137.
  • 138.
    Free Powerpoint Templates Page138 แร่ธาตุ ความสาคัญ C H O N S P Mg N Ca K Fe Cu Mn Cl อยู่ในสารอินทรีย์ อยู่ในกรดอะมิโนบางตัว อยู่ใน DNA ,ATP ,เยื่อหุ้มเซลล์ อยู่ใน chlorophyll อยู่ในผนังเซลล์ ควบคุมการเปิดปิดปากใบ อยู่ใน cytochrome ใช้ถ่ายทอด e- อยู่ใน cytochrome ใช้ถ่ายทอด e- ช่วยให้เกิด photolysis Chlorosis : N Mg S Fe
  • 139.
  • 140.
    Free Powerpoint Templates Page140 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 141.
  • 142.
  • 143.
  • 144.
  • 145.
    Free Powerpoint Templates Page145 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 146.
  • 147.
  • 148.
  • 149.
    Free Powerpoint Templates Page149 • การคายน้าคือการสูญเสียน้าของพืชในรูปของไอน้า น้าที่พืชดูดขึ้นไปจะใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงเพียงร้อยละ 1 - 2 เท่านั้น น้าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 98 - 99 จะสูญเสียไปในรูปของการคายน้า โดยน้าเปลี่ยนเป็นไอและระเหยออกไป น้าส่วนใหญ่จะระเหยออกทางปากใบ (stomata) เรียกว่า สโตมา ทอลทรานสพิเรชัน (stomatal transpiration) การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 150.
    Free Powerpoint Templates Page150 • นอกจากนี้น้าอาจสูญเสียทางผิวใบและส่วนของลาต้นอ่อน ๆ เรียกว่า คิวทิคิวลาร์ ทรานสพิเรชัน (cuticular traspiration) ทางรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ที่ลาต้นหรือเลนทิเซล (lenticel) เรียกว่า เลนทิคิวลาร์ ทรานสพิเรชัน (lenticular transpiration) การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 151.
    Free Powerpoint Templates Page151 การคายน้าของพืช (Plant Transpiration) • การคายน้าทางผิวใบและเลนทิเซลถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับการคายน้าทางปากใบ แต่ในสภาพที่พืช ขาดน้า ปากใบจะปิดดังนั้นการคายน้าทางผิวใบ และเลนทิเซล จะช่วยลดอุณหภูมิให้กับพืชได้บ้างทาให้ ลาต้นพืชไม่ร้อนมากจนเกินไป ที่ผิวใบพืชมีเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิส (epidermis layer) เซลล์ชั้นนี้เป็นชั้น ที่อยู่นอกสุดปกคลุมส่วนที่อยู่ข้างในทั้งทางด้านบน คือ เอพิเดอร์มิสด้านบน (upper epidermis) และ ทางด้านล่าง คือ เอพิเดอร์มิสด้านล่าง (lower epidermis)
  • 152.
    Free Powerpoint Templates Page152 • เซลล์เอพิเดอร์มิสมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงตัวแถวเดียวตลอดทั่วไป เซลล์ชั้นนี้ไม่มีคลอโรฟีลล์ อยู่ด้วย จึงทาให้สังเคราะห์ด้วยแสง ไม่ได้เซลล์เอพิเดอร์มิสบางเซลล์เปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่เป็น เซลล์คุม (guard cell) อยู่ด้วยกันเป็นคู่ผนังด้านในของเซลล์คุมหนากว่าผนังเซลล์ด้านนอกระหว่าง เซลล์คุมเป็นปากใบ (stomata) การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 153.
    Free Powerpoint Templates Page153 • พบว่าทางด้านล่างของใบมีปากใบอยู่มากกว่าทางด้านบนเซลล์คุมทาหน้าที่ปิดและเปิดปาก ใบ เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์เอพิเดอร์มิสอื่น คือ เซลล์คุมมีคลอโรฟีลล์อยู่ด้วย จึงสามารถ สังเคราะห์ด้วยแสงได้และการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้เป็นกลไกสาคัญที่ทาให้เกิดการเปิดปิด ของปากใบ, การคายน้าและการลาเลียงสารของพืช ผิวของเซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิสมีสารพวก ขี้ผึ้ง เรียกว่า คิวทิน (cutin) ฉาบอยู่ช่วยป้องกันการระเหยของน้าออกจากผิวใบ การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 154.
    Free Powerpoint Templates Page154 • การคายน้าของพืชมีความสัมพันธ์กับการลาเลียงน้าของพืชไปตามเซลล์ที่มีลักษณะเป็นท่อยาว ๆ ถ้า หากพืชคายน้าออกไปมากจะมีกระบวนการลาเลียงน้ามากด้วย การคายน้าของพืช (Plant Transpiration)
  • 155.
    Free Powerpoint Templates Page155 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้า 1) แสงสว่าง ถ้ามีความเข้มข้นแสงมาก ปากใบจะเปิดได้กว้าง พืชจะคายน้าได้มาก 2) อุณหภูมิ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลควบคู่กับแสงสว่างเสมอ ถ้าอุณหภูมิในบรรยากาศสูง พืชจะคาย น้าได้มากและรวดเร็ว 3) ความชื้นในบรรยากาศ ถ้าบรรยากาศมีความชื้นสูงจะคายน้าได้น้อย พืชบางชนิดจะกาจัดน้า ออกมาในรูปของหยดน้า ทางรูเปิดเล็กๆ ตามรูเปิดของเส้นใบ เรียกว่า การคายน้าเป็นหยดหรือ กัตเตชัน (guttation) และถ้าในบรรยากาศมี ความชื้นน้อย พืชจะคายน้าได้มากและรวดเร็ว
  • 156.
    Free Powerpoint Templates Page156 • 4) ลม ลมจะพัดพาเอาความชื้นของพืชไปที่อื่น เป็นสาเหตุให้พืชสูญเสียน้ามากขึ้น ในภาวะที่ลมสงบไอ น้าที่ระเหยออกไปจะ คงอยู่ในบรรยากาศใกล้ๆ ใบ บรรยากาศจึงมีความชื้นสูงพืชจะคายน้าได้ลดลง แต่ ถ้าลมพัดแรงมากพืชจะปิดหรือหรี่แคบลง มีผลทาให้การคายน้าลดลง • 5) ปริมาณน้าในดิน ถ้าสภาพดินขาดน้า หรือปริมาณน้าในดินน้อย พืชไม่สามารถนาไปใช้ได้เพียงพอ ปากใบของพืชจะปิด หรือแคบหรี่ลง มีผลทาให้การคายน้าลดลง • 6) โครงสร้างของใบ ตาแหน่ง จานวน และการกระจายของปากใบ รวมถึงความหนาของคิวทิเคิล (สาร เคลือบผิวใบ) ลักษณะเหล่านี้มีผลต่อการคายน้าของพืช ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้า
  • 157.
  • 158.
    Free Powerpoint Templates Page158 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 159.
  • 160.
    Free Powerpoint Templates Page160 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 161.
  • 162.
  • 163.
  • 164.
  • 165.
  • 166.
  • 167.
  • 168.
  • 169.
    Free Powerpoint Templates Page169 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 170.
  • 171.
  • 172.
  • 173.
  • 174.
  • 175.
  • 176.
    Free Powerpoint Templates Page176 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) การลาเลียงอาหารเกิดขึ้นในโฟลเอม • พืชทาการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ใบได้น้าตาล แล้วเปลี่ยนเป็นแป้ง ส่งไปตามโฟลเอม ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของพืช • ในปี พ.ศ. 2229 มาร์เซลโล มัลพิจิ (MarcelloMalpighi) ได้ทาการทดลองที่แสดงว่าพืชลาเลียงอาหาร ไปตามท่อโฟลเอม โดยการควั่นและลอกเปลือกของลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ออก ทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์
  • 177.
    Free Powerpoint Templates Page177 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) จากการทดลองพบว่าบริเวณรอยควั่นตอนบนโป่ งออก เนื่องจากอาหารที่ลาเลียงลงมาจาก ยอดมาสะสมอยู่มาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 (ค.ศ.1928) ทีจี เมสัน และ อีเจ มาสเคล (T. G. Mason and E. J. Maskell) ได้สังเกตว่า การควั่นกิ่งไม่ได้มีผลต่อการคายน้าของพืชเนื่องจากน้าถูกลาเลียง ผ่านทางไซเลมซึ่งอยู่ถัดจากเปลือกลงไป ในขณะที่น้าตาลนั้นมีการลาเลียงในโฟลเอมซึ่งอยู่ในส่วน ของเปลือกที่ถูกตัดออกไป
  • 178.
    Free Powerpoint Templates Page178 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) • สมมติฐานที่อธิบายกลไกการลาเลียงสารอาหารของพืชที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบันคือ Mass Flow Hypothesis ซึ่งอธิบายว่าสารอาหารถูกลาเลียงไปในท่อโฟลเอมเกิดจากการผลักดันโดยความแตกต่างของ ความดันภายในท่อสมมติฐานนี้มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทาการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุน ดังเช่น M.H Zimmerman ได้สังเกตการใช้ปากของเพลี้ยอ่อนเจาะเข้าไปในท่อโฟลเอมของพืชเพื่อดูดของเหลวจากท่อ จนล้นออกมาทางก้น (Honen dew) การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของของเหลวที่ไม่ผ่านลาตัวของ เพลี้ยน่าจะเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือมากกว่าเขาจึงตัดส่วนของลาตัวเพลี้ยโดยการทาให้สลบด้วยแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์และตัดตัวเพลี้ยด้วยแสงเลเซอร์ ของเหลวที่ได้จากปากเพลี้ยพบว่าส่วนใหญ่เป็น น้าตาลซูโครส
  • 179.
    Free Powerpoint Templates Page179 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) • ถ้าให้ 14CO2 ทางใบกับพืชเพื่อทาการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งจะได้ซูโครสที่มี 14C เป็นองค์ประกอบ และเมื่อให้เพลี้ยอ่อนแทงปากในโฟลเอมตาแหน่งต่าง ๆ ก็จะหาอัตราการเคลื่อนที่ของน้าตาลในโฟล เอมได้ จากการทดลอง พบว่า น้าตาลในโฟลเอมสามารถเคลื่อนที่ด้วยอัตราประมาณ 100 เซนติเมตร ต่อ ชั่วโมง จากผลการทดลองนี้ทาให้คิดได้ว่าการเคลื่อนที่ของน้าตาลในโฟลเอมคงไม่ใช่กระบวนการ แพร่ธรรมดา ต้องมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
  • 180.
  • 181.
    Free Powerpoint Templates Page181 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) ในทฤษฎี Mass Flow ซึ่งเสนอโดย Ernst Munch ในปี ค.ศ.1930 (พ.ศ. 2473) อธิบายการไหลของ ของเหลวในเซลล์ลาเลียงอาหารว่า มีแรงผลักดันที่เกิดจาก ความแตกต่างของความดันระหว่างแหล่งสร้าง (Source) กับแหล่งเก็บ (Sink) ซึ่งความแตกต่างของความ ดันเกิดจากการลาเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมที่แหล่งสร้าง และการลาเลียงอาหารออกจากโฟลเอมที่แหล่งเก็บ พืชจะ ใช้พลังงานในการลาเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมที่แหล่งสร้าง ทาให้ความเข้มข้นของสารละลายในโฟลเอมเพิ่มมากขึ้น ความเข้มข้นของน้าในเซลล์โฟลเอมจึงลดลง น้าจากเซลล์ ไซเลมข้างเคียงจึงแพร่เข้าสู่เซลล์โฟลเอม ทาให้เซลล์มี แรงดันเต่ง(Turgor Pressure) เพิ่มขึ้น
  • 182.
  • 183.
    Free Powerpoint Templates Page183 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) ในขณะเดียวกันการลาเลียงอาหารออกจากโฟลเอมไปที่เซลล์แหล่งเก็บ (Sink Cell) ทาให้ความ เข้มข้นของน้าในเซลล์โฟลเอมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสารละลายมีความเข้มข้นลดลง ทาให้น้าแพร่ไปยัง เซลล์ไซเลมที่อยู่ข้างเคียง แรงดันเต่งในโฟลเอมจึงลดลง แรงดันเต่งที่แหล่งสร้างกับที่แหล่งเก็บจึง แตกต่างกันทาให้เกิดการแพร่ของสารจากเซลล์แหล่งสร้างมายังเซลล์แหล่งเก็บได้ ซึ่งไม่ต้องใช้พลังงาน
  • 184.
    Free Powerpoint Templates Page184 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) 1. น้าตาลที่พืชสร้างขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสง ส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้าตาลซูโครสแล้ว ลาเลียงเข้าไปในซีฟทิวบ์ (ใช้ ATP ) ทาให้ความเข้มข้นของ สารในซีฟทิวบ์ต้นทางสูงขึ้น 2. น้าจากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้ามาและเพิ่ม แรงดันในซีฟทิวบ์ 3. แรงดันในซีฟทิวบ์ที่เพิ่มขึ้นจะดันให้สารละลาย น้าตาลซูโครสลาเลียงไปตามท่อซีฟทิวบ์จนถึงเนื้อเยื่อต่างๆ 4. น้าตาลซูโครสจะออกจากซีฟทิวบ์เพื่อใช้ใน กระบวนการต่าง ๆ หรือสะสมไว้ในเซลล์ 5. เมื่อน้าตาลซูโครสถูกลาเลียงออกจากซีฟทิวบ์ ทาให้ ความเข้มข้นของสารในซีฟทิวบ์ลดลง น้าจึงออสโมซิสไป ยังเซลล์ข้างเคียงกลับเข้าสู่ไซเลม 6. เมื่อน้ากลับเข้าไปในไซเลม การคายน้าของพืชก็จะ ดึงให้น้ากลับขึ้นไปสู่ใบต่อไป
  • 185.
    Free Powerpoint Templates Page185 การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) • แม้ว่าการลาเลียงอาหารจะใช้กลไกความแตกต่างของความดันเป็นแรงผลักดันให้สารละลายในโฟลเอม เคลื่อนที่เป็นระยะทางไกลแบบไม่ใช้พลังงาน (Passive) แต่พืชก็ยังต้องใช้พลังงาน (Active) ในการนา สารละลายเข้าและออกจากโฟลเอมในปริมาณมากเพื่อสร้างความแตกต่างของความดันที่จะเป็นแรงผลักดัน ในการลาเลียงจากใบที่เป็นแหล่งสร้างไปยังรากซึ่งเป็นแหล่งเก็บ • แต่มีข้อสงสัยว่าในโฟลเอมที่เป็น Sieve Tube เป็นเซลล์ที่มีชีวิตบริเวณแผ่นตะแกรง (Sieve Plate) ยังมีสาย ไซโตพลาสซึมที่จะขัดขวางการลาเลียงสารจึงไม่น่าจะผ่านได้เร็วนอกจากนี้ยังพบว่าบางครั้งTurgor Pressure ในเซลล์รากก็ไม่ได้มีค่าน้อยไปกว่าใบจึงไม่เป็นปัจจัยที่จะทาให้เกิดแรงผลักดันที่จะลาเลียงสารได้ รวดเร็ว และยังอาจเป็นการลาเลียงจากรากไปที่ใบก็ได้ เพราะพบว่าการลาเลียงสารอาหารของพืชมีทั้ง สองทิศทาง คือ ลาเลียงขึ้นและลง
  • 186.
  • 187.
    Free Powerpoint Templates Page187 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  • 188.
  • 189.
  • 190.
    Free Powerpoint Templates Page190 “THE END” THANK YOU FOR YOUR ATTENTION!