ร่า งกายของสัต ว์ช ั้น สูง
และมนุษ ย์ป ระกอบด้ว ย
เซลล์จ ำา นวนมากมาย
หลายล้า นเซลล์ เซลล์
จะมีก ารรวมกลุ่ม กัน
เพื่อ ทำา หน้า ที่เ ฉพาะ
อย่า ง กลุ่ม ของเซลล์ท ี่ม ี
รูป ร่า งเหมือ นกัน มาทำา
หน้า ที่อ ย่า งเดีย วกัน
เรีย กว่า เนื้อ เยื่อ
อวัย วะ เกิด จากเนื้อ เยื่อ หลาย
ชนิด มาทำา หน้า ที่อ ย่า งเดีย วกัน
และอวัย วะหลายๆอย่า งมาทำา
หน้า ที่ร ่ว มกัน เรีย กว่า ระบบ
อวัย วะ ดัง นั้น ร่า งกายมนุษ ย์จ ึง
ถูก จัด ระเบีย บเป็น 4 ระดับ คือ
ระดับ เซลล์ เนื้อ เยื่อ อวัย วะ และ
ระบบ
ระดับ เซลล์
    เซลล์ คือ องค์
ประกอบพื้น ฐานที่เ ล็ก
ทีส ุด ของสิง มีช ีว ิต
  ่           ่
เซลล์ 1 เซลล์
สามารถทำา หน้า ที่ไ ด้
เท่า กับ สิง มีช ีว ิต หนึ่ง
           ่
ชีว ิต เพราะสิง มีช ว ิต
                  ่     ี
เซลล์เ ดีย วสามารถ
ดำา รงชีว ิต อยู่ไ ด้
ลัก ษณะของเซลล์
ของสิง มีช ีว ิต จะมี
        ่
ระดับ
  เนื้อ ่อ หมาย
  เนื้อ เยื เยื่อ
ถึง กลุม ของเซลล์ท ี่ม ี
          ่
รูป ร่า งเหมือ นกัน มา
อยู่ร วมกัน และทำา
หน้า ที่อ ย่า งเดีย วกัน
เช่น
เนื้อ เยื่อ กล้า มเนื้อ
มีห น้า ที่ช ่ว ยให้
ร่า งกายเคลือ นไหว
                 ่
ได้ ทำา งานได้
เนื้อ เยื่อ ประสาททำา
ระดับ
      อวัย วะ
      ระดับ อวัย วะ คือ โครงสร้า ง
ที่ป ระกอบด้ว ยเนื้อ เยื่อ หลาย
ชนิด อยู่ร ่ว มกัน และทำา หน้า ที่
อย่า งใดอย่า งหนึ่ง โดยเฉพาะ
เช่น หัว ใจ เป็น อวัย วะที่
ประกอบด้ว ยเนือ เยือ หุ้ม หัว ใจ
                   ้     ่
เนือ เยื่อ กล้า มเนือ เยือ บุห ัว ใจ
    ้                  ้     ่
เส้น เลือ ด เป็น ต้น กระเพาะ
อาหาร เป็น อวัย วะหนึง ที่     ่
ประกอบด้ว ยเนือ เยือ กล้า มเนือ
                     ้     ่        ้
วงกลมและกล้า มเนื้อ ตามยาว
ระดับ ร่า งกาย
   ร่า งกายของเราประกอบด้ว ย
อวัย วะต่า งๆมาทำา งานประสานกัน
เป็น ระบบ เช่น ระบบทางเดิน อาหาร
ประกอบด้ว ยอวัย วะหลายอย่า ง
ได้แ ก่ หลอดอาหาร กระเพาะ
อาหาร ตับ ตับ อ่อ น ลำา ไส้เ ล็ก
ลำา ไส้ใ หญ่ มาทำา งานประสานกัน ถ้า
อวัย วะใดอวัย วะหนึ่ง ทำา งานผิด ปกติ
ไปหรือ ทำา งานไม่ไ ด้ก ็จ ะมีผ ลกระทบ
ต่อ สิ่ง มีช ีว ิต นั้น
นอกจากการทำา งานที่ป ระสานกัน
ภายในระบบนั้น ๆแล้ว ระบบนั้น ๆ
แล้ว ระบบต่า งๆของร่า งกายไมว่า
จะเป็น ระบบย่อ ยอาหร ระบบ
หายใจ ระบบโครงกระดูก และ
กล้า มเนื้อ ระบบประสาท ระบบ
ขับ ถ่า ย ระบบหมุน เวีย นเลือ ด
ระบบภูม ิค ุ้ม กัน หรือ ระบบสืบ พัน ธุ์
แต่ล ะระบบจะต้อ งทำา งานประสาน
กัน เพื่อ ให้ส ิ่ง มีช ีว ิต นั้น ๆดำา รงอยู่
ระบบย่อ ยอาหาร
    ระบบย่อ ยอาหารประกอบด้ว ยอวัย วะ
หลาย ๆ อวัย วะ ได้แ ก่ ปาก หลอดอาหาร
กระเพาะอาหาร ตับ    ตับ อ่อ น ลำา ไส้เ ล็ก
ลำา ไส้ใ หญ่ ซึ่ง อวัย วะบางอวัย วะไม่ม ก าร
                                         ี
ย่อ ยแต่เ กี่ย วข้อ งกับ ทางเดิน อาหาร    การ
ย่อ ยอาหาร เป็น กระบวนการที่ท ำา ให้
อาหารที่ม โ มเลกุล ใหญ่ มีข นาดเล็ก ลงจน
             ี
สามารถซึม เข้า สูเ ซลล์ไ ด้ การย่อ ยมี 2
                     ่
ลัก ษณะคือ
1. การย่อ ยเชิง กล เป็น การย่อ ย
อาหารโดยไม่ใ ช้เ อ็น ไซม์ม า
ช่ว ย เป็น การบดเคี้ย วให้อ าหาร
มีข นาดเล็ก ลง ได้แ ก่ก ารบด
เคี้ย วอาหารในปาก
 2. การย่อ ยทางเคมี เป็น การ
ย่อ ยที่ต ้อ งใช้เ อ็น ไซม์*(หรือ นำ้า
ย่อ ย)มาช่ว ย ทำา ให้โ มเลกุล ของ
อาหารมีข นาดเล็ก ลง เช่น การ
การย่อ ย
อาหารที่ป าก
ปาก(mouth)
    เป็น อวัย วะแรก
 ของระบบย่อ ย
  อาหาร ภายในปาก
  จะมีส ว นประกอบ
          ่
  ดัง นี้
ฟัน ทำา หน้า ที่บ ด
  เคี้ย วอาหารให้ม ี
  ขนาดเล็ก ลง
ต่อ มนำ้า ลาย จะขับ
  นำ้า ลายซึ่ง มนำ้า ย่อ ย
ลิ้น จะช่ว ยกวาด, คลุก เคล้า อาหาร
และส่ง อาหารทีเ คี้ย วลงสู่
                      ่
หลอดอาหาร
หลอดอาหาร ท่อ ลำา เลีย งอาหารอยู่
ด้า นหลัง ของหลอดลมและทะลุก ระ
บัง ลมไปต่อ กับ ปลายบนของ
กระเพาะอาหาร ทำา หน้า ที่ล ำา เลีย ง
อาหารที่เ คีย วแล้ว ลงสูก ระเพาะ
              ้          ่
อาหาร โดยการบีบ รัด ของผนัง กล้า ม
เนื้อ
     การย่อ ยอาหารในปากจะเริ่ม เมื่อ
อาหารเข้า สูป าก โดยฟัน จะทำา
                    ่
หน้า ที่บ ดเคีย วอาหารให้อ าหารมี
                  ้
ขนาดเล็ก ลง เพื่อ เพิ่ม เนื้อ ที่ข อง
อาหารให้ม ด อกาสสัม ผัส กับ เอนไซม์
                ี
ชนิด ที่อ ยูใ นนำ้า ลายได้ม ากขึ้น
            ่
ทำา ให้ก ารย่อ ยอาหารเป็น ไปได้
นำ้า ลายที่ถ ูก ขับ ออกจากต่อ มนำ้า ลาย
( เอนไซม์ใ นนำ้า ลายจะย่อ ยอาหาร
จำา พวกแป้ง หรือ สารอาหารประเภท
คาร์โ บไฮเดรตให้เ ป็น นำ้า ตาลเท่า นั้น )
ในขณะที่เ คีย วอาหารจะช่ว ยคลุก เคล้า
                ้
กับ อาหารทำา ให้ม ีค วามลื่น ต่อ การเคี้ย ว
ได้ง า ย และยัง ช่ว ยในการย่อ ยอาหาร
        ่
ได้อ ีก ด้ว ย โดยในนำ้า ลายจะมีเ อนไซม์
ที่ช ื่อ อะไมเลส ซึง สามารถย่อ ยแป้ง ที่
                      ่
มีอ นุภ าคใหญ่ใ ห้ก ลายเป็น นำ้า ตาลที่ม ี
อนุภ าคเล็ก อีก ด้ว ยสาเหตุน ี้ข ณะเรา
การย่อ ยอาหารที่ก ระเพาะ
      อาหาร ( stomach )
    กระเพาะอาหาร ( stomach ) มีล ัก ษณะ
เป็น ถุง ที่ม ช น กล้า มเนือ ที่แ ข็ง แรง ส่ว นชัน
              ี ั้         ้                     ้
ในสุด เป็น ชัน ของเยื่อ บุก ระเพาะอาหารที่ม ี
                   ้
ต่อ มมากมายทำา หน้า ที่ส ร้า งของเหลว
( gastric juice ) ออกมา 3 ชนิด คือ เอน
ไซม์เ ปปซิน ( pepsin ) กรดไฮโดรคลอริก
และนำ้า
    อาหารเมือ ย่อ ยในปากแล้ว จะถูก ส่ง ไปยัง
                     ่
กระเพาะอาหาร โดยผ่า นไปตาม
หลอดอาหาร ปกติก ระเพาะอาหารขณะที่
ไม่ม อ าหารอยู่จ ะมีข นาดประมาณ 50
     ี
ผนัง ชั้น ในสุด ของกระเพาะ
อาหารทำา หน้า ที่ผ ลิต เอนไซม์ช ื่อ
ว่า เปปซิน ( pepsin ) และ กรดไฮ
โดรคลอริก ออกมาในปริม าณ
เล็ก น้อ ยอยู่ต ลอดเวลา แต่เ มื่อ มี
อาหารเข้า สู่ก ระเพาะอาหาร
เอนไซม์แ ละกรดไฮโดรคลอริก ก็
จะถูก ผลิต และขับ ออกมาใน
เอนไซม์เ ปปซิน ในกระเพาะอาหาร
มีห น้า ที่ย อ ยสารอาหารประเภทโปรตีน
             ่
ให้ม ีข นาดเล็ก ลง แต่ย ง มีข นาดใหญ่
                              ั
เกิน กว่า จะแพร่เ ข้า สูเ ซลล์ไ ด้ ดัง นั้น จะ
                          ่
ต้อ งส่ง ไปย่อ ยต่อ ที่ล ำา ไส้เ ล็ก
     กรดไฮโดรคลอริก ทีก ระเพาะ  ่
อาหารสร้า งขึ้น แลปล่อ ยออกมาใน
ตอนแรกจะมีค วามเข้ม ข้น สูง สามารถ
ทำา อัน ตรายแก่เ นื้อ เยือ ต่า งๆในร่า งกาย
                            ่
ได้ แต่จ ะไม่เ ป็น อัน ตรายต่อ กระเพาะ
อาหารถ้า กรดนี้ร วมตัว กับ อาหารใน
กระเพาะทำา ให้ก รดเจือ จางลง ประกอบ
กรดไฮโดรคลอริก จึง ไม่ท ำา
อัน ตรายแก่ผ นัง กระเพาะอาหาร
ได้ง ่า ยนัก แต่ถ ้า กระเพาะ
อาหารปล่อ ยนำ้า ย่อ ย
ออกมามากๆ ในขณะที่ไ ม่ม ี
อาหารอยู่จ ะมีผ ลทำา ให้ผ นัง ของ
กระเพาะอาหารถูก ทำา ลายได้
และเมื่อ เกิด บ่อ ยๆครั้ง จะเป็น ผล
ทำา ให้เ กิด แผลและเลือ ดไหลซึม
ออกมาจากเยื่อ บุใ นกระเพาะ
การย่อ ยอาหารทีล ำา ไส้เ ล็ก
                 ่
  ( small intestine )    
     การย่อ ยอาหารและดูด ซึม สาร
อาหารส่ว นใหญ่เ กิด ขึ้น ที่น ี่ ลำา ไส้เ ล็ก
มีร ูป ร่า งเป็น ท่อ ยาวประมาณ 15 ฟุต
มีเ ส้น ผ่า ศูน ย์ก ลางประมาณ 1 นิ้ว
แบ่ง ออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนต้น ตอน
กลาง และตอนปลาย ผนัง ด้า นใน
ของลำา ไส้เ ล็ก จะมีส ว นทีย ื่น ออกมา
                        ่  ่
จำา นวนมากเรีย กว่า วิล ไล (villi) ภาย
ในวิล ไลมีเ ส้น เลือ ดฝอยและนำ้า เหลือ ง
ช่ว ยดูด ซึม อาหารที่ม ีโ มเลกุล ขนาด
การย่อ ยอาหารในลำา ไส้เ ล็ก
เป็น การย่อ ยขั้น สุด ท้า ย ซึ่ง ต้อ ง
อาศัย เอ็น ไซม์จ ากลำา ไส้เ ล็ก เอง
และจากตับ อ่อ น ในการย่อ ย
อาหารประเภทแป้ง ไขมัน และ
โปรตีน นอกจากนี้ย ัง มีน ำ้า ดี ซึ่ง
สร้า งโดยตับ และสะสมไว้ใ นถุง
นำ้า ดี อาหารที่ย ่อ ยแล้ว ซึม เข้า ไป
เลี้ย งส่ว นต่า ง ๆ ของร่า งกาย
ในลำา ไส้เ ล็ก จะมีเ อนไซม์แ ละสารต่า งๆ
ที่จ ำา เป็น ต่อ การย่อ ยสารอาหารหลาย
ประเภท โดยเอนไซม์แ ละสารเหล่า นีถ ูก       ้
สร้า งที่อ วัย วะต่า งๆ ดัง นี้
  ลำา ไส้เ ล็ก สร้า งเอนไซม์ ชื่อ มอลเตส
 แลกเตส และ ซูเ ครส สำา หรับ ย่อ ยสาร
อาหารคาร์โ บไฮเดรตประเภทนำ้า ตาล
      ตับ อ่อ น สร้า งเอนไซม์ ชื่อ ทริป ซิน
สำา หรับ ย่อ ยสารอาหาร โปรตีน และ
ไลเปส สำา หรับ ย่อ ยสารอาหารไขมัน
ตับ มีก ารสร้า งนำ้า ดีแ ล้ว ส่ง ไปเก็บ ไว้ใ น
ถุง นำ้า ดี โดยถุง นำ้า ดีจ ะมีท ่อ
ติด ต่อ กับ ลำา ไส้เ ล็ก เมื่อ อาหารถูก ส่ง ผ่า น
มายัง ลำา ไส้เ ล็ก จะมีก ารกระตุ้น ให้ถ ุง นำ้า ดี
หลั่ง นำ้า ดีอ อกมา สำา หรับ นำ้า ดีท ำา หน้า ที่
กระจายสารอาหารไขมัน ให้แ ตกตัว เป็น
เม็ด เล็ก ๆก่อ น เพื่อ ให้ส ะดวกต่อ การย่อ ย
ของเอนไซม์ไ ลเปสจากตับ อ่อ นอีก ทีห นึ่ง
         เอนไซม์แ ละสารต่า งๆที่ใ ช้ใ นการ
ย่อ ยอาหารในลำา ไส้เ ล็ก ทำา หน้า ที่ไ ด้ด ีใ น
การย่อ ยอาหารที่
    ลำา ไส้ใ หญ่ ( large
             intestine )
    ลำา ไส้ใ หญ่ เป็นส่วน
สุดท้ายของระบบย่อย
อาหาร อยูติดกับลำาไส้เล็ก
           ่
ตรงรอยต่อจะมี
ไส้ติ่ง(Vermiform
appendix)ติดอยู่ ใน
ลำาไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อย
อาหาร แต่จะมีการดูดซึม
นำ้าและเกลือแร่กลับคืนสู่
กระแสเลือดโดยผนังของ
อาหารที่ย ่อ ยไม่ไ ด้เ ป็น พวก
เส้น ใยอาหาร ( fiber ) ซึ่ง มี
ประโยชน์ต ่อ ร่า งกายเพราะช่ว ย
ทำา ให้ก ากอาหารเป็น ก้อ นเคลื่อ นที่
ไปตามความยาวของลำา ไส้ใ หญ่ไ ด้
ดี ลำา ไส้ใ หญ่ม ีก ารบีบ ตัว ได้ม าก
จึง ช่ว ยให้ก ารขับ ถ่า ยอุจ จาระได้ด ี
    -  เส้น ใยอาหาร เป็น ส่ว นของ
กากอาหารที่ไ ด้จ ากพืช ประโยชน์
-ช่ว ยลดนำ้า หนัก เพราะเส้น ใย
อาหารจะจับ กับ ไขมัน จาก
  อาหารป้อ งกัน โรคริด สีด วงทวาร
เนื่อ งจากเส้น ใย
  อาหารอุ้ม นำ้า จึง ช่ว ยให้ก ารขับ
ถ่า ยสะดวก
- ช่ว ยลดระดับ ไขมัน ในเลือ ด
เป็น การป้อ งกัน โรคหลอด
  เลือ ดหัว ใจตีบ ตัน
ระบบหายใจ 
     การดำา รงชีว ิต ของสิ่ง มี
ชีว ิต จำา เป็น ต้อ งใช้แ ก๊ส
ออกซิเ จน ซึง คนเราได้ร บ
                 ่            ั
แก๊ส ออกซิเ จนจากการ
หายใจเข้า ถ้า ร่า งกายขาด
แก๊ส ออกซิเ จนไปเพีย ง 2 - 3
นาที ก็จ ะทำา ให้ถ ึง ตายได้
การหายใจ
    ( Respiration )
   การหายใจ
  หมายถึง  การใช้
แก๊ส ออกซิเ จนใน
การเผาผลาญ
อาหารเพื่อ ให้ไ ด้
พลัง งานออกมาใช้
การหายใจ  แบ่ง ออกเป็น 2
 แบบ  คือ
 1.  การหายใจแบบใช้
ออกซิเ จน (Aerobic
espiration )
 2.  การหายใจแบบไม่ใ ช้
ออกซิเ จน
    (Anaerobic respiration )
การหายใจของคนและ
     สัต งการพลังงานจึง มี
 คนเราต้อ ว์ช ั้น สู ง
การหายใจแบบใช้อ อกซิเ จน
ผลิต ผลทีไ ด้จ ากการหายใจแบบนี้
            ่
คือ นำ้า  แก๊ส คาร์บ อนไดออกไซด์
และพลัง งาน
    การหายใจของคนและสัต ว์
ชัน สูง แบ่ง ออกเป็น 3ขั้น ตอน คือ
   ้
ขั้น ที่ 1   ขั้น ตอนการสูด อากาศ
เข้า ปอด
ขั้น ที่ 2   ขั้น ตอนการแลก
เปลี่ย นแก๊ส ออกซิเ จนกับ แก๊ส
จุด ประสงค์ข องการหายใจ
        ของมนุษ ย์
     1. เพื่อ นำา แก๊ส ออกซิเ จนเข้า
สู่เ ซลล์ต ่า งๆของร่า งกาย
สำา หรับ ใช้ใ นการทำา ปฏิก ิร ิย า
เผาผลาญสารอาหารที่ม ีอ ยู่ใ น
เซลล์ เพื่อ ให้เ กิด พลัง งาน ใน
ร่า งกาย แล้ว นำา ไปใช้ท ำา
กิจ กรรมต่า งๆ นอกจากนี้ย ัง มี
นำ้า และ แก๊ส
2. เพื่อ กำา จัด แก๊ส
คาร์บ อนไดออกไซด์ท เ กิด ขึ้น จาก
                             ี่
การเผาผลาญสารอาหาร สำา หรับ
แก๊ส คาร์บ อนไดออกไซด์น ั้น
ร่า งกายของคนต้อ งการในปริม าณ
เล็ก น้อ ย ดั่ง นั้น ส่ว นเกิน ที่เ กิด จาก
การเผาผลาญอาหารจะถูก ขับ ออก
สู่ภ ายนอกร่า งกายด้ว ยการหายใจ
ออก
    กระบวนการในการนำา แก๊ส
อวัย วะทีช ่ว ยในการ
         ่
       หายใจ
    อวัย วะที่เ กี่ย วข้อ งกับ ระบบหายใจ
ของคนเริ่ม ต้น ที่ป าก และ จมูก ไปสู่
หลอดลม ซึ่ง เป็น ท่อ กลวงมีก ระดูก
อ่อ นเป็น วงแหวนแทรกอยูช ่ว ยให้ ่
หลอดลมไม่ย บ หรือ แฟบซึ่ง เป็น
                 ุ
อัน ตราย ปลายของหลอดลมแตกเป็น
สองแขนง เรีย กว่า หลอดลมใหญ่เ ข้า
สูป อด เมื่อ เข้า ไปในปอดจะแตกแข
  ่
นงเล็ก ๆมากมาย เรีย กว่า หลอดลม
ปอดของคนเราไม่ม ก ล้า ม
                     ี
เนื้อ จึง ไม่ส ามารถหดตัว และ
คลายตัว ได้เ อง ดัง นั้น ใน
การนำา เอาอากาศภายนอก
เข้า สู่ป อดและขับ แก๊ส ต่า งๆ
ออกจากปอดต้อ งอาศัย การ
ทำา งานประสานกัน ของ
อวัย วะต่า งๆเช่น กล้า มเนื้อ
ระบบหายใจ ทำา หน้า ที่แ ลกเปลี่ย น
แก๊ส ออกซิเ จนและ
คาร์บ อนไดออกไซด์ใ นระบบนี้
ประกอบด้ว ยอวัย วะสำา คัญ ได้แ ก่
จมูก หลอดลม และปอด
    1 จมูก เป็น อวัย วะส่ว นต้น ของ
ระบบหายใจ ทำา หน้า ที่เ ป็น ทางผ่า น
ของอากาศ ช่ว ยกรองฝุน ละออง และ
                            ่
เชื้อ โรคบางส่ว นก่อ นอากาศจะผ่า น
ไปสู่อ วัย วะอืน ต่อ ไป
               ่
    2 หลอดลม เป็น ท่อ กลวงเชือ มต่อ่
กับ ขั้ว ปอดทั้ง 2 ข้า ง ทำา หน้า ที่เ ป็น
3. ปอด เป็น อวัย วะที่ส ำา คัญ ทีส ุด ของ
                                 ่
ระบบหายใจ ปอดมี 2 ข้า ง อยู่ใ น
ทรวงอกด้า นซ้า ยและขวา ปอดแต่ล ะ
ข้า งประกอบด้ว ยขั้ว ปอด ซึ่ง จะแตก
แขนงออกเป็น หลอดเล็ก ๆ เรีย กว่า
แขนงขั้ว ปอด ที่ป ลายของแขนงขัว      ้
ปอดจะพองออกเป็น ถุง ลมเล็ก ๆ
มากมาย สำา หรับ เป็น ที่แ ลกเปลี่ย น
แก๊ส เรีย กว่า ถุง ลมปอดหน้า ที่ข อง
ปอดคือ การนำา ก๊า ซ CO2 ออกจาก
การหายใจของมนุษ ย์ 
       การหายใจ เป็น การรับ เอาอากาศจาก
ภายนอกผ่า นปากหรือ จมูก ลงสูป อด     ่
เป็น การทำา งานร่ว มกัน ของกระดูก ซี่โ ครง
และกะบัง ลม ดัง นี้
     การหายใจเข้า  จะเกิด ขึ้น เมือ กล้า ม
                                       ่
เนือ ที่ย ึด ซี่โ ครงหดตัว ซึง จะทำา ให้ กระดูก
     ้                       ่
ซีโ ครงเลือ นสูง ขึ้น ในขณะเดีย วกัน
   ่         ่
กะบัง ลมก็จ ะหดตัว และเลือ นตำ่า ลง จึง ทำา ให้
                               ่
ปริม าตรของช่อ งอกมีม ากขึ้น ( ช่อ งอก
ขยายตัว ) ความดัน อากาศลดตำ่า ลง อากาศ
จากภายนอกจะผ่า นเข้า สูป อด      ่
การแลกเปลี่ย นแก๊ส
      ทีถเข้า สู่ป อดจะไปอยู่
         ่ ่อ ุง ลม  
  อากาศเมื
ในถุง ลม ซึ่ง มีล ัก ษณะกลมคล้า ย
ลูก องุ่น ซึ่ง ปอดแต่ล ะข้า งจะมีถ ุง
ข้า งละ 150 ล้า นถุง แต่ล ะถุง มี
ขนาดเส้น ผ่า นศูน ย์ก ลางไม่ถ ึง
0.1 มิล ลิเ มตร ถุง ลมทุก อัน จะมี
หลอดเลือ ดฝอยมาห่อ หุ้ม ไว้ การ
แลกเปลีย นแก๊ส
          ่
คาร์บ อนไดออกไซด์ ออกซิเ จน
ไนโตรเจน และไอนำ้า ผ่า นเข้า
เลือ ดจากหัว ใจมาสู่ป อด เป็น
เลือ ดที่ม ีอ อกซิเ จนตำ่า
คาร์บ อนไดออกไซด์ส ูง เมือ มา   ่
สู่ถ ุง ลมจะมีก ารแลกเปลี่ย นแก๊ส
โดยออกซิเ จนในถุง ลมจะแพร่
เข้า สู่เ ส้น เลือ ด ขณะเดีย วกัน
คาร์บ อนไดออกไซด์ใ น
เส้น เลือ ดจะแพร่เ ข้า สู่ถ ุง ลม
การแลกเปลี่ย นแก๊ส
         ที่เน ตัว พาแก๊ส
  เลือ ดจะเป็ ซลล์ 
ออกซิเ จนและสารอาหารไปสู่
เซลล์ท ั่ว ร่า งกายเมื่อ สารอาหาร
และแก๊ส ออกซิเ จนเข้า สู่เ ซลล์จ ะ
เกิด ปฏิก ิร ิย าระหว่า งสารอาหาร
และแก๊ส ออกซิเ จน อาหารจะ
ปล่อ ยพลัง งานออกมา
กระบวนการนี้เ รีย กว่า
กระบวนการหายใจ ปฏิก ิร ิย านี้
แบ่ง ออกเป็น 2 ระบบ คือ
  1. ระบบเปิด  เป็น ระบบทีเ ืืล อ ด
                               ่   ื
 ไม่ไ ด้ไ หลไปตามเส้น เลือ ดตลอด
 เวลาแต่จ ะมีเ ลือ ดไหลไปตามช่อ ง
 ว่า งในลำา ตัว ทีเ รีย กว่า เฮโมซีล
                  ่
 (H  aemocoel ) พบในสัต ว์ใ นไฟ
 ลัม มอลลัส กา ได้แ ก่ หอย
 ปลาหมึก และสัต ว์ใ นไฟลัม อาร์
 โทรโพดา ได้แ ก่ ปู กุง ตะขาบ
                           ้
 และแมลง
2. ระบบปิด  เป็น ระบบที่เ ลือ ด
ไหลไปตามเส้น เลือ ดผ่า น
หัว ใจครบวงจร ระบบนี้ม ี
เส้น เลือ ดฝอยเชื่อ มโยง
ระหว่า งเส้น เลือ ดที่พ าเลือ ด
ออกจากหัว ใจ กับ เส้น เลือ ดที่
พาเลือ ดเข้า สู่ห ัว ใจ พบในสัต ว์
ไฟลัม แอนิล ิด า เช่น ไสเดือ น
ระบบหมุน เวีย นของ
   เลือ ดในคน
อวัยวะสำาคัญของระบบ
     เลือดไหลเวียน
ได้แก่ หัวใจ หลอด
เลือดแดง และหลอด
เลือดดำา
ในร่า งกายมนุษ ย์ม ห ัว ใจทำา หน้า ทีส บ ฉีด
                     ี                ่ ู
โลหิต ให้ไ หลเวีย นอยูใ นเส้น เลือ ด การ
                        ่
สูบ ฉีด โลหิต ของหัว ใจ ทำา ให้เ กิด แรงดัน
ให้เ ลือ ดไหลไปตามเส้น เลือ ดไปยัง ส่ว น
ต่า งๆของร่า งกาย และไหลกลับ คืน สู่
หัว ใจ โดยหัว ใจของคนเราตั้ง อยู่ใ น
ทรวงอกระหว่า งปอดทั้ง สองข้า งค่อ นมา
ทาด้า นซ้า ยชิด ผนัง ทรวงอก แบ่ง ออก
เป็น 4 ห้อ ง ห้อ งบนสองห้อ ง มีผ นัง บาง
เรีย กว่า เอเทรีย ม ( atrium ) ส่ว นสอง
ห้อ งล่า งมีข นาดใหญ่ก ว่า และผนัง หนา
เรีย กว่า เวนทริเ คิล ( ventricle ) ระหว่า ง
* * หัว ใจของคนเราประกอบไปด้ว ย
กล้า มเนื้อ ทีม ิไ ด้อ ยู่ภ ายใต้อ ำา นาจ
              ่
บัง คับ ของสมอง * *
* * หัว ใจของสัต ว์เ ลี้ย งลูก ด้ว ยนม มี 4
ห้อ ง ของสัต ว์ค รึง บกครึง นำ้า มี3 ห้อ ง
                      ่        ่
( ยกเว้น จระเข้ มี 4 ห้อ ง ) หัว ใจปลา
มี 2 ห้อ ง หัว ใจของสัต ว์ป ีก มี 4 ห้อ ง
**
     ในร่า งกายของมนุษ ย์ ระบบการ
หมุน เวีย นของเลือ ดประกอบด้ว ย
หัว ใจเป็น อวัย วะสำา คัญ ทำา หน้า ทีส บ  ่ ู
ฉีด เลือ ดไปยัง ส่ว นต่า งๆของร่า งกาย
โดยมีเ ส้น เลือ ดเป็น ท่อ ลำา เลีย งเลือ ด
1.  เลือ ด ( blood )
   ในร่า งกายของคนเรามีเ ลือ ด
อยู่ป ระมาณ 6,000 ลูก บาศก์
เซนติเ มตร เลือ ดประกอบไปด้ว ย
ส่ว นที่เ ป็น ของเหลว คือ นำ้า เลือ ด
( plasma ) กับ ส่ว นที่เ ป็น ของแข็ง
คือ เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดง  เซลล์เ ม็ด
เลือ ดขาว และ เกล็ด เลือ ด
1.1  ส่ว นที่เ ป็น ของเหลว
 คือ นำ้า เลือ ดหรือ พลาสมา
ประกอบด้ว ยนำ้า และสารต่า งๆ
ซึ่ง ได้แ ก่ สารอาหารที่ถ ูก ย่อ ย
แล้ว รวมทั้ง วิต ามิน  เกลือ แร่
ฮอร์โ มนและสารอื่น ๆที่ล ะลาย
นำ้า ได้ สารเหล่า นี้จ ึง อยู่ใ นรูป
สารละลาย มีป ระมาณ 50 %
ของเลือ ดทั้ง หมด นำ้า เลือ ดทำา
หน้า ที่ล ำา เลีย งอาหารที่ถ ูก ดูด
1.2  ส่ว นที่เ ป็น ของแข็ง  มีอ ยู่
ประมาณ 50% ของเลือ ดทั้ง หมด
ประกอบด้ว ย
       -  เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดง   ใน
ขณะที่ย ัง เจริญ เติบ โตไม่เ ต็ม ที่ จะอยู่ใ น
ไขกระดูก และมีน ว เคลีย ส แต่ เมื่อ เจริญ
                      ิ
เติบ โตเต็ม ที่จ ะเข้า ไปอยู่ใ นกระแสเลือ ด
แล้ว นิว เคลีย สจะหายไป เม็ด เลือ ดแดง
ทำา หน้า ที่ข นส่ง แก๊ส ออกซิเ จน จากปอด
ไปสู่เ ซลล์ท ั่ว ร่า งกายและขนส่ง แก๊ส
คาร์บ อนไดออกไซด์ ซึ่ง เป็น ของเสีย ที่
เกิด จากการสลายอาหารจากเซลล์ม าสู่
-  เซลล์เ ม็ด เลือ ดขาว  มีข นาด
ใหญ่ก ว่า เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดง
ภายในมีน ิว เคลีย ส ทำา หน้า ที่
ทำา ลายเชื้อ โรคหรือ สิ่ง แปลกปลอม
ที่เ ข้า สู่ร ่า งกาย
-  เกล็ด เลือ ด  เป็น ชิ้น ส่ว นของ
เซลล์ท ี่ม ีร ูป ร่า งเป็น แผ่น เล็ก ๆปนอยู่
ในนำ้า เลือ ด ไม่ม ีน ิว เคลีย ส มีห น้า ที่
ช่ว ยให้เ ลือ ดแข็ง ตัว เวลาเกิด บาด
แผลเล็ก ๆเกล็ด เลือ ดจะทำา ให้
เม็ด เลือ ดแดงมีส ่ว นประกอบ
ส่ว นใหญ่เ ป็น โปรตีน และเหล็ก
มีช ื่อ เรีย กว่า เฮโมโกลบิน
ก๊า ซออกซิเ จน จะรวมตัว กับ
เฮโมโกลบิน แล้ว ลำา เลีย งไปใช้
ยัง ส่ว นต่า ง ๆ ของร่า งกาย  
เม็ด เลือ ดขาวซึ่ง ผลิต โดยม้า ม *
จะทำา หน้า ที่ต ่อ สู้ก ับ เชื้อ โรคที่
จะเข้า สู่ร ่า งกาย   ส่ว นเกล็ด
2. เส้น เลือ ด
   ( blood vessels )
•  เส้น เลือ ดในร่า งกายคนแบ่ง ออกได้
  3 ประเภท คือ
    - เส้น เลือ ดแดง ( artery ) คือ
  เส้น เลือ ดที่น ำา เลือ ดออกจากหัว ใจไป
  ยัง อวัย วะและส่ว นต่า งๆ ของ ร่า งกาย
  เลือ ดในเส้น เลือ ดแดงส่ว นมากเป็น
  เลือ ดดี นอกจากเส้น เลือ ดแดงที่ไ ปยัง
  ปอดที่เ ป็น เลือ ดเสีย เพื่อ นำา ไป ฟอกให้
  บริส ุท ธิ์
• เส้น เลือ ดดำา ( vein )คือ เส้น เลือ ดที่น ำา
  เลือ ดเข้า สูห ัว ใจส่ว นมากเป็น เลือ ด
                ่
 เส้น เลือ ดอาร์เ ทอรี
    เป็น เส้น เลือ ดที่น ำา เลือ ดออกจากหัว ใจ มี
ขนาดต่า งๆกัน ขนาดใหญ่ค ือ เอออร์ต า มี
เส้น ผ่า นศูน ย์ก ลางประมาณ 1 นิ้ว และขนาด
เล็ก มีเ ส้น ผ่า นศูน ย์ก ลาประมาณ 0.2
มิล ลิเ มตร ไม่ม ีล ิ้น เส้น เลือ ดอาร์เ ทอรี
ประกอบด้ว ยกล้า มเนื้อ และเนื้อ เยื่อ ที่ย ืด หยุ่น
ได้ มีผ นัง หนา สามารถรับ แรงดัน เลือ ด ซึง
เป็น แรงดัน ค่อ นข้า งสูง อัน เป็น ผลเนื่อ งมา
จากการบีบ ตัว ของหัว ใจห้อ งล่า ซ้า ย ความ
ดัน ของเลือ ดจะสูง มากในเส้น เลือ ดอาร์เ ทอรี
ใกล้ห ัว ใจ คือ เส้น เลือ ดแดงใหญ่ท ี่ส ุด ที่เ รีย ก
ว่า เอออร์ต า และค่อ ยๆลดลงตามลำา ดับ เมื่อ
ผูใ หญ่อ ายุ 20 - 30 ปี มีค วามดัน เลือ ดปกติ
  ้
ประมาณ 120/80 มิล ลิเ มตรปรอท ตัว เลข
ข้า งหน้า ( 120 )หมายถึง ความดัน โลหิต
ขณะหัว ใจบีบ ตัว เรีย กว่า ความดัน ซิส โทลิก
( Systolie pressure ) ตัว เลขข้า งหลัง ( 80
) หมายถึง ความดัน ดลหิต ของหัว ใจคลายตัว
เรีย กว่า ความดัน ไดแอสโทลิก ( Diastolie
pressure )ที่เ รีย กว่า การจับ ชีพ จร ซึ่ง
ชีพ จร ( pluse ) หมายถึง อัต ราการเต้น ของ
หัว ใจ จงหวะการยืด หยุ่น ของเส้น เลือ ดอาร์
เทอรีเ ป็น ไปตามจัง หวะการเต้น ของหัว ใจ
3. หัว ใจ ( heart )
      หัว ใจจะทำา หน้า ที่ส บ ฉีด โลหิต
                            ู
ไปเลี้ย งส่ว นต่า งๆของร่า งกาย โดย
จะรับ เลือ ดที่ม ีอ อกซิเ จนสูง จากปอด
เข้า ทางหัว ใจห้อ งบนซ้า ยผ่า นต่อ
มายัง หัว ใจห้อ งล่า งซ้า ย เพื่อ ส่ง
ออกไปยัง อวัย วะต่า งๆขออง
ร่า งกายและจะรับ เลือ ดที่ม ี
ออกซิเ จนน้อ ยจากส่ว นต่า งๆของ
ร่า งกายกลับ เข้า สูห ัว ใจทางหัว ใจ
                      ่
ห้อ งบนขวา และผ่า นไปยัง หัว ใจ
หรือ กล่า วได้ว ่า เลือ ดดำา ( เลือ ดที่ม แ ก๊ส
                                          ี
ออกซิเ จนตำ่า )จากส่ว นต่า งๆ ของร่า งกาย
ไหลเข้า หัว ใจทางหัว ใจห้อ งบนขวาโดย
เลือ ดจากส่ว นบนของร่า งกายจะเข้า สูห ัว ใจ   ่
ทางเส้น เลือ ดซุป เ รีย เวนาคาวาและเลือ ด
                    ิ
จากส่ว นล่า งของร่า งกายจะเข้า สูห ัว ใจห้อ ง
                                        ่
บนขวาทางเส้น เลือ ดอิน พีเ รีย เวนาคาวา
จากนัน หัว ใจห้อ งบนขวาจะหดตัว ให้เ ลือ ด
       ้
ผ่า นลิ้น หัว ใจลงสูห ัว ใจห้อ งล่า งขวาแล้ว
                      ่
หัว ใจห้อ งล่า งขวาจะบีบ ตัว ให้เ ลือ ดไป
เข้า ไปในเส้น เลือ ดพัล โมนารีอ าร์เ ทอรีจ าก
หัว ใจไปยัง ปอด เลือ ดดำา จะผ่า นเข้า ไปใน
เส้น เลือ ดฝอยรอบๆถุง ลมปอด แล้ว จ่า ย
หัว ใจ(H    eart) ตั้ง อยู่ใ น
ทรวงอกระหว่า งปอดทั้ง สอง
ข้า งเอีย งไปทางซ้า ยของแนว
กลางตัว ประกอบด้ว ยกล้า ม
เนื้อ ที่แ ข็ง แรงภายในมี 4 ห้อ ง
     - หัว ในห้อ งบนซ้า ย(L       eft
atrium)       มีห น้า ที่ รับ เลือ ดที่
ผ่า นการฟอกที่ป อด
     - หัว ใจห้อ งบนขวา(Right
atrium)      มีห น้า ที่ รับ เลือ ดที่
ร่า งกายใช้แ ล้ว
     - หัว ใจห้อ งล่า งขวา(Right
การทำา งานของหัว ใจ
ระบบขับ ถ่า ย   
     กระบวนการต่า งๆทีเ กิด ขึ้น ใน
                             ่
ร่า งกาย นอกจากจะก่อ ให้เ กิด
ประโยชน์ห รือ ให้ผ ลที่ร ่า งกาย
ต้อ งการแล้ว ยัง มีส ิ่ง ที่ร ่า งกายไม่
ต้อ งการ ซึ่ง รวมเรีย กว่า ของเสีย
เกิด ขึ้น ตามมาอีก ด้ว ย ของเสีย ที่
ร่า งกายกำา จัด ออกมานั้น มีท ั้ง สารที่
เป็น พิษ ตอร่า งกาย และสารทีเ ป็น   ่
ประโยชน์ต ่อ ร่า งกาย แต่ม ีป ริม าณ
มากเกิน ความต้อ งการของร่า งกาย
ของเสีย ที่เ ป็น ของแข็ง ร่า งกาย
จะกำา จัด ออกทางทวารหนัก ใน
รูป ของอุจ จาระ ส่ว นของเสีย ที่
เป็น แก๊ส ร่า งกายจะกำา จัด ออมา
กับ ลมหายใจออก สำา หรับ ของ
เสีย ที่เ ป็น ของเหลวร่า งกายมี
กลไกในการกำา จัด อยู่ 2 ทาง
คือ การกำา จัด ของเสีย ทางไต
และ การกำา จัด ของเสีย ทาง
การกำา จัด ของเสีย
    ทางไต
      ของเสีย ทีเ กิด ขึ้น จาก
                ่
กระบวนการต่า งๆภายในเซลล์
จะถูก กำา จัด ออกจากเซลล์ โดย
การแพร่เ ข้า สู่ห ลอดเลือ ด จาก
นั้น เลือ ดจะลำา เลีย งของเสีย ต่า งๆ
ยัง ไต เพื่อ ผ่า นกระบวนการ
กำา จัด ของเสีย ออกจากเลือ ด
    ยาวจากกรวยไตไปจนถึง
ไตเป็น อวัย วะที่ท ำา หน้า ที่ค ้า ยเครื่อ ง
กรอง โดยจะกรองของเสีย ออกจาก
เลือ ด มีล ก ษณะคล้า ยเมล็ด ถั่ว ดำา
            ั
และจะมีอ ยู่ 2 ข้า ง โดยติด อยู่ท าง
ด้า นหลัง ของช่อ งท้อ ง ขนาดโดย
ประมาณของไต คือ กว้า ง 6
เซนติเ มตร และหนา 3 เซนติเ มตร
เมื่อ ผ่า ไตออกเป็น 2 ซีก พบว่า
ภายในไตประกอบด้ว ยหน่ว ยไต
เล็ก ๆจำา นวนมาก มีล ก ษณะเป็น ท่อ
                       ั
การทำา งานของไต
•      หลอดเลือ ดที่น ำา เลือ ดมายัง ไตเป็น หลอด
  เลือ ดที่อ อกจากหัว ใจ ซึ่ง จะลำา เลีย งทั้ง สารที่ม ี
  ประโยชน์แ ละของเสีย ที่ต ้อ งการกำา จัด ออก สาร
  ต่า งๆที่เ ลือ ดลำา เลีย งมาจะถูก ส่ง เข้า สูห น่ว ยไต
                                               ่
  โดยผ่า นไปตามหลอดเลือ ดฝอย เพื่อ ให้ห น่ว ย
  ไตทำา หน้า ที่ก รองสารที่อ ยูใ นเลือ ดก่อ น ข้อ มูล
                                ่
  จากการทดลองพบว่า เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดงและ
  สารจำา พวกโปรตีน บางชนิด เช่น เฮโมโกลบิน
  ไม่ส ามารถผ่า นเข้า สูห น่ว ยไตได้ สำา หรับ สาร
                             ่
  บางจำา พวก เช่น นำ้า ตาลกลูโ คส กรดอะมิโ น
  และของเสีย อืน ๆ จะผ่า นเข้า สูห น่ว ยไตได้แ ละ
                   ่                 ่
  จะไหลเข้า ไปตามท่อ ของหน่ว ยไต
•แร่ธ าตุแ ละสารบางชนิด ที่ม ี
ประโยชน์ต ่อ ร่า งกายอยู่นั้น เมื่อ
ผ่า นไปตามท่อ ของหน่ว ยไตจะถูก ผนัง
ของหน่ว ยไตดูด ซึม กลับ คืน เข้า สูห ลอด
                                    ่
เลือ ดฝอยใหม่ ส่ว นของเสีย อื่น ๆนั้น ซึ่ง
จะรวมเรีย กว่า นำ้า ปัส สาวะ จะถูก ส่ง
ผ่า นไปตามหลอดไตและเข้า สูก ระเพาะ
                                 ่
ปัส สาวะต่อ ไป จากนั้น จึง ถูก ขับ ออก
จากร่า งกายในรูป ของของเหลว คือ
นำ้า ปัส สาวะนั่น เอง
    โดยปกติน ำ้า ตาลกลูโ คสเป็น สารที่ม ี
ประโยชน์ต ่อ ร่า งกายจะถูก ผนัง ของ
การกำา จัด ของ
เสีย ทางผิว หนัง
  ของเสีย ที่ม ีส ถานะของเหลว
    
นอกจากจะถูก ขับ ออกจาก
ร่า งกายในรูป นำ้า ปัส สาวะที่ผ ่า น
ทาไตแล้ว ยัง มีข องเสีย ในสถานะ
ของเหลวอีก ส่ว นหนึ่ง ถูก ขับ ออก
จากร่า งกายในรูป ของเหงื่อ ซึ่ง
ผ่า นทางผิว หนัง ผิว หนัง นอกจาก
จะทำา หน้า ที่ก ำา จัด ของเสีย ออก
จากร่า งกายในรูป ของเหงื่อ แล้ว
ยัง มีส ่ว นระบายความร้อ นให้แ ก่
เหงื่อ ที่ร ่า งกายขับ ออกมานั้น
ประกอบไปด้ว ยนำ้า เป็น นส่ว น
ใหญ่ และจะมีเ กลือ บางชนิด ถูก
ขับ ปนออกมาด้ว ย จึง ทำา ให้
เหงื่อ มีร สเค็ม สำา หรับ เหงื่อ ได้
ถูก สร้า งขึ้น ที่บ ริเ วณของต่อ ม
เหงื่อ ซึ่ง อยู่ใ ต้ผ ิว หนัง ทั่ว
ร่า งกาย
โครงสร้า ง
    

ภายในของต่อ ม
เหงื่อ จะมีล ก ษณะ
               ั
เป็น ท่อ ขดอยู่เ ป็น ก
ลุ่ม ซึ่ง มีห ลอด
เลือ ดฝอยมาหล่อ
เลีย งโดยรอบ โดย
    ้
หลอดเลือ ดฝอย
เหล่า นี้จ ะลำา เลีย ง
เอาของเสีย ที่
ต้อ งการกำา จัด ออก
ของเสีย ที่ถ ูก ลำา เลีย งมากับ
เลือ ด เมื่อ มาถึง บริเ วณต่อ ม
เหงื่อ แล้ว ของเสีย จะแพร่อ อก
จากหลอดเลือ ดฝอยเข้า สู่ท ่อ
ในต่อ เหงื่อ จากนั้น ของเสีย จะ
ถูก ลำา เลีย งไปตามท่อ โดยจะ
เปิด อยู่บ ริเ วณผิว หนัง ด้า นบน
การกำา จัด ของเสีย ทาง
         ลำา ไส้ใ หญ่
  หลัง จากการย่อ ยอาหาร    
เสร็จ สิน ลง อาหารส่ว นที่
          ้
เหลือ และส่ว นที่ร ่า งกายไม่
สามารถย่อ ยได้จ ะถูก กำา จัด
ออกจากร่า งกายทาง
ลำา ไส้ใ หญ่ (ทวารหนัก ) ใน
รูป ที่ร วมเรีย กว่า อุจ จาระ  
    อาหารท้อ งผูก จะเกิด
จากการที่ม อ ุจ จาระตกค้า ง
               ี
อยูบ ริเ วณลำา ไส้ใ หญ่น าน
    ่
เกิน ไป ผนัง ของลำา ไส้ใ หญ่
ดูด ซึม เอานำ้า ที่ป ะปนอยู่ใ น
อุจ จาระออกทำา ให้เ กิด
บางรายอาจมีอ าการปวดท้อ ง
หรือ ปวดหลัง ด้ว ย อาการต่า งๆ
เหล่า นี้จ ะหายไป เมื่อ ถ่า ย
อุจ จาระออกจากร่า งกาย ผู้ท ี่ม ี
อาการท้อ งผูก นานๆอาจเป็น
สาเหตุข องโรคริด สีด วงทวาร
ได้  สาเหตุท ี่ท ำา ให้เ กิด อาการ
ท้อ งผูก มีอ ยู่ห ลายประการ เช่น
รับ ประทานอาหารที่ม ีก ากน้อ ย
การกำา จัด ของเสีย
•        
            ทางปอด ่ไ ด้น าน
     มนุษ ย์ส ามารถมีช ีว ิต อยู
    เป็น สัป ดาห์แ ม้จ ะไม่ไ ด้ร ับ อาหาร
    เลยและจะอยู่ไ ด้ห ลายวัน ใน
    สภาวะขาดนำ้า แต่เ มื่อ ใดทีข าด ่
    อากาศ จะตายในเวลาไม่ก ี่น าที
    ออกซิเ จนเป็น แก๊ส ที่พ บทั่ว ไปใน
    บรรยากาศและจำา เป็น ต่อ เมตาบอ
    ลิซ ึม ของเซลล์ ซึ่ง เป็น กระบวน
    การสำา คัญ ในการเปลีย นอาหาร
                             ่
    ให้เ ป็น พลัง งาน การหายใจนำา
    แก๊ส ออกซิเ จนเข้า สู่ร ่า งกายและ
การแลกเปลีย นแก๊ส นี้เ กิด ขึ้น ที่ถ ุง
              ่
ลมขนาดเล็ก จำา นวนมากมายที่อ ยู่
เกือ บเต็ม ปอด ออกซิเ จนทีเ ข้า มา
                            ่
ในถุง ลมจะเข้า สูห ลอดเลือ ดฝอยที่
                   ่
อยู่ร อบๆแล้ว ถูก นำา ไปในกระแส
เลือ ด ส่ง ไปให็เ ซลล์ต า งๆทั่ว
                        ่
ร่า งกาย ในทำา นองเดีย วกัน
คาร์บ อนไดออกไซด์จ ากเซลล์ก ็จ ะ
ถูก ส่ง จากหลอดเลือ ดฝอยไปยัง ถุง
ลมและปล่อ ยออกไปจากปอด
สิ่ง มีช ีว ิต มีค วามสามารถใน
การแสดงปฏิก ร ิย าต่อ การ
                     ิ
เปลี่ย นแปลงของสิ่ง
แวดล้อ ม ความสามารถนี้
เรีย กว่า การตอบสนองต่อ
สิ่ง เร้า ซึ่ง เป็น การประสาน
งานกัน หรือ สัม พัน ธ์ก ัน ของ
ระบบประสาท ในมนุษ ย์
1.  สมอง  ( brain )
  สมองของคนเรามีน ำ้า หนัก ประมาณ
1.3 กิโ ลกรัม บรรจุอ ยูภ ายในกะโหลก
                            ่
ศีร ษะ สมองประกอบด้ว ยเซลล์ป ระสาท
นับ ล้า นๆเซลล์เ ชื่อ มต่อ กัน ทำา งาน
ประสานกัน ทำา ให้ส ามารถสื่อ สารกัน ได้
ทั่ว ถึง ทุก เซลล์ จึง ทำา ให้ส มองทำา งาน
ต่า งๆที่ส ำา คัญ ได้ม ากมายหลายอย่า ง
สมองแบ่ง ออกเป็น 3 ส่ว น ได้แ ก่
1)  ซีร ีบ รัม  เป็นสมองส่วนที่
มีขนาดใหญ่ ด้านนอกมีรอย
หยักทำาให้เกิดร่องมากมาย ทำา
หน้าที่เป็นศูนย์รบความรู้สึก
                     ั
เช่น การได้ยิน การเห็น การรับ
รส  การดมกลิ่น
    2)  เซรีเ บลลัม  เป็นสมองที่
ทำาหน้าที่เป็นศูนย์ประสาน
งานการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและ
3)  เมดัล ลา ออบลองกาตา
 เป็นส่วนของสมองที่อยู่ติดกับ
ไขสันหลัง ทำาหน้าที่เป็นศูนย์
ควบคุมเกี่ยวกับการหายใจ  การ
ย่อยอาหาร การเต้นของหัวใจ
ความดันเลือด การไอ  การจาม
 การสะอึก  และการอาเจียน
ไขสัน หลัง
 (ไขสันหลัง เป็นส่วนต่อจากสมอง
   spinal  cord ) 
อยู่ภายในกระดูกสันหลังข้อแรกลง
ไปถึงกระดูกบั้นเอว ไขสันหลัง
มีหน้าที่ 3 ประการ คือ
    1)  ทำาหน้าที่ส่งผ่านกระแส
ประสาทจากหน่วยรับความรู้สึกไป
สู่สมอง
    2)  ทำาหน้าที่ส่งผ่านกระแส
ประสาทจากสมองไปสู่หน่วยปฏิบัติ
ปฏิก ิร ย าอัต โนมัต ิ
                ิ
             (reflex)
    ปฏิก ิร ิย าอัต โนมัต ิห รือ รีเ ฟลกซ์ คือ
การตอบสนองของร่า งกายโดยที่ไ ม่อ ยู่
ภายใต้อ ำา นาจจิต ใจ การตอบสนองสิ่ง
เร้า นี้ต ้อ งอาศัย วงจรประสาทที่ม ีก าร
ประสานกัน ของเซลประสาทตั้ง แต่ส อง
เซลขึ้น ไป ซึ่ง เรีย กว่า วงจรรีเ ฟลกซ์
(reflex arc) วงจรรีเ ฟลกซ์เ ป็น ตัว อย่า ง
การทำา งานของระบบประสาท ซึง มีว งจร ่
ประสาทไม่ซ ับ ซ้อ น มีก ารตอบสนอง
รวดเร็ว วงจรรีเ ฟลกซ์ป ระกอบด้ว ยตัว
รับ (receptor) ที่อ ยู่ต ามอวัย วะต่า ง ๆ
สมองหรือ ไขสัน หลัง ทำา หน้า ที่
เป็น ศูน ย์ค วบคุม เส้น ประสาทสัง      ่
การ (motor nerve) และอวัย วะ
แสดงผล (effector organ)
ตัว อย่า งการทำา งานแบบ
รีเ ฟลกซ์ ได้แ ก่ การหายใจ การ
จาม การดึง มือ หนี เมื่อ สัม ผัส กับ
วัต ถุท ร ้อ น ปฏิก ิร ิย าอัต โนมัต ิม ี
        ี่
หลายชนิด ซึ่ง บางอย่า งต้อ ง
อาศัย การฝึก ฝน หรือ
ประสบการณ์ท ี่ซ ำ้า ๆ กัน เช่น
3.  เส้น ประสาท
              ( nerve )ยใยประสาท
•      เส้น ประสาท ประกอบด้ว
 ( nerve fiber ) หลายอันมารวมกันอยู่ ใย
 ประสาทเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ประสาท
 ( neurone ) ใยประสาท คือส่วนของเซลล์ที่
 ยืนออกมาจากตัวเซลล์เป็นแขนงเล็กๆ ใย
   ่
 ประสาทที่นำากระแสประสาทเข้าสูตัวเซลล์
                                 ่
 เรียกว่า เดนไดรต์ ( dendrite ) ส่วนใย
 ประสาทที่นำากระแสประสาทออกจากตัว
 เซลล์ เรียกว่า แอกซอน ( axon ) เซลล์
 ประสาทแต่ละเซลล์จะมีเดนไดรต์แยกออก
ถ้า จำา แนกเซลล์
ประสาทตามการ
ทำา งานแล้ว เซลล์
ประสาทที่ท ำา หน้า ที่ร ับ
ความรู้ส ก จากอวัย วะ
           ึ
ต่า งๆ เรีย กว่า เซลล์
ประสาทรับ ความรู้ส ก (  ึ
sensory neurone )
อวัย วะที่ร ับ ความรู้ส ึก
จากสิง กระตุ้น ภายนอก
       ่
ได้แ ก่ หู ตา จมูก ลิน้
และผิว หนัง ซึ่ง รับ
ความรู้ส ก เกี่ย วกับ
             ึ
เสีย ง ภาพ กลิ่น รส
และ ความรู้ส ก ร้อ น
                ึ
การทำา งานของระบบ
      ประสาท
      การทำา งานของระบบ
ประสาทของคนเรานั้น
เป็น การทำา งานประสานกัน
ระหว่า งสมอง ไขสัน หลัง และ
เซลล์ป ระสาท
ตืัวอย่างการทำางานของระบบ
              ประสาท
•    สถานการณ์   ปลายนิ้ว ถูก นำ้า ร้อ น
     การทำา งานของระบบประสาท  เป็น ดัง นี้
      1.  ความร้อ นจะกระตุ้น หน่ว ยรับ ความร้อ นใต้
  ผิว หนัง บริเ วณปลายนิว     ้
      2. กระแสความรู้ส ึก ร้อ นจะถูก ส่ง ขึ้น ไปตาม
  เซลล์ป ระสาทรับ ความรู้ส ึก ผ่า นไขสัน หลัง ไปสู่
  ศูน ย์ป ระสาทรับ ความรู้ส ึก ร้อ นในสมอง
      3. สมองรับ รู้ว ่า มีค วามร้อ นสัม ผัส ทีป ลายนิว
                                               ่      ้
  มือ
      4.  ศูน ย์ป ระสาทในสมองจะสั่ง การลงมาตาม
  เซลล์ป ระสาทสัง การผ่า นไขสัน หลัง ไปยัง หน่ว ย
                      ่
  ปฏิบ ัต ิง าน คือ กล้า มเนือ ที่โ คนแขน
                                ้
      5.  กล้า มเนือ รับ คำา สั่ง จะหดตัว ทำา ให้แ ขนพับ
                    ้
อวัย วะรับ สัม ผัส
• ตา (eye)
       ตาประกอบด้ว ย ลูก ตา (eyeball)
  แก้ว ตาหรือ เลนส์ต า (crystalling lens)
  เปลือ กตา (eye lids) ต่อ มนำ้า ตา
  (lacrimal gland) ส่ว นประกอบสำา คัญ
  ของตาคือ ลูก ตาซึ่ง จะมีม า นตาและรู
                            ่
  ม่า นตาช่ว ยปรับ ความเข้ม แสงเข้า สูต า
                                       ่
  และอวัย วะที่ใ ช้ไ นการรับ แสงแล้ว แปร
  สัญ ญาณส่ง ต่อ ไปยัง สมองเพือ แปร
                                 ่
หู (ear)
•     หูร ับ ความรู้ส ก เกี่ย วกับ ได้ย ิน
                      ึ
  เสีย งและการทรงตัว แบ่ง ออก 3 ส่ว น
  คือ
      หูช ั้น นอก    มีใ บหู (pinna) ช่ว ยรับ
  เสีย ง รูห ูแ ละแก้ว หู (ear
  drum,tympanic membrane) ช่ว ยนำา
  เสีย งเข้า ไปและส่ง ต่อ ไปยัง หูช น กลาง
                                      ั้
      หูช ั้น กลาง    มีก ระดูก 3 ชิ้น คือ
  กระดูก ค้อ น (malleus) ,ทั่ง (incus)
  และโกลน (tapes) ช่ว ยส่ง คลื่น เข้า ไป
• จมูก (nose)
      รับ ความรูส ึก เกี่ย วกับ กลิ่น ซึ่ง จะมีเ ซลล์
                     ้
  รับ กลิ่น อยู่ท ผ นัง ด้า นบนของช่อ งจมูก และ
                  ี่
  ส่ง ต่อ ไปยัง สมอง
•  ลิน (tongue)
     ้
      เป็น อวัย วะสำา หรับ รับ รสมีต ัว รับ รสอยู่ท ี่
  ปุ่ม รับ รส (taste bud) ฝัง อยู่บ นเยื่อ บุข องลิ้น
  ตรงปลายปุ่ม มีร ูเ ปิด ซึง อยู่ใ นสภาพ
                               ่
  สารละลาย สามารถเข้า ไปกระตุ้น เซลรับ
  รส (taste cell) ได้ ซึง เซลล์ร ับ รสจะส่ง
                             ่
  สัญ ญาณไปแปรที่ส มอง
• ผิว หนัง เป็น อวัย วะรับ สัม ผัส ที่ม ีห น่ว ยรับ
คือ นำ้า เหลือ ง หลอดหรือ
 ท่อ นำ้า เหลือ ง ต่อ มนำ้า
 เหลือ ง รวมทั้ง ม้า ม ต่อ ม
 ทอนซิล และไทมัส
หน้า ที่ : กรองเลือ ด สร้า ง
เม็ด เลือ ด ช่ว ยป้อ งกัน โรค
และคืน โปรตีน กลับ สู่
ระบบนำ้า เหลือ งเป็น ระบบ
ลำา เลีย งสารต่า ง ๆ ให้ก ลับ
เข้า สู่เ ส้น เลือ ด โดยเฉพาะ
สารอาหารพวกกรดไขมัน ที่
ดูด ซึม จากลำา ไส้เ ล็ก ระบบ
นำ้า เหลือ งจะไม่ม ีอ วัย วะ
สำา หรับ สูบ ฉีด ไปยัง ส่ว นต่า ง
ๆ ประกอบไปด้ว ย นำ้า เหลือ ง
(L  ymph ) ท่อ นำ้า เหลือ ง
(L  ymph vessel ) และ
ก. นำ้า เหลือ ง ( Lymph )
    ส่ว นประกอบของนำ้า เหลือ ง
คล้า ยกับ ในเลือ ดแต่ไ ม่ม ีเ ม็ด
เลือ ดแดง เป็น ของเหลวที่ซ ึม
ผ่า นผนัง เส้น เลือ ดฝอยออกมา
อยู่ร ะหว่า งเซลล์ห รือ รอบ ๆ
เซลล์ เพื่อ หล่อ เลี้ย งเซลล์ ใน
นำ้า เหลือ งจะมีโ ปรตีน โมเลกุล
เล็ก เช่น อัล บูม ิน และสารที่ม ี
ข. ท่อ นำ้า เหลือ ง ( Lymph
              vessel )
     เป็น ท่อ ตัน มีอ ยู่ท ั่ว ร่า งกายมีข นาดต่า ง
ๆ กัน มีล ัก ษณะคล้า ยเส้น เลือ ดเวน คือ มี
ลิ้น กั้น ป้อ งกัน การไหลกลับ ของนำ้า เหลือ ง
นำ้า เหลือ งไหลไปตามท่อ นำ้า เหลือ ง โดย
อาศัย ปัจ จัย 3 ประการ คือ
- การหดและคลายตัว ของกล้า มเนือ ที่จ ะ      ้
ไปกดหรือ คลายท่อ นำ้า เหลือ ง
- ความแตกต่า งระหว่า งความดัน ไฮโดรส
เตติก ซึ่ง ท่อ นำ้า เหลือ งขนาดเล็ก มีม ากกว่า
ท่อ นำ้า เหลือ งขนาดใหญ่
ท่อ นำ้า เหลือ งขนาดใหญ่ม ี 2 ท่อ ที่
               สำา คัญ คือ
     - ท่อ นำ้า เหลือ งทอราซิก (Thoracic duct
) เป็นท่อนำ้าเหลืองขนาดใหญ่ที่สด ทำาหน้าที่รับ
                                 ุ
นำ้าเหลืองจากส่วนต่างๆของร่างกาย ยกเว้น
ทรวงอกขวาแขนขวาและส่วนขวาของหัวกับ
คอ เข้าเส้นเลือดเวน แล้วเข้าสู่เวียนาคาวาก่อน
เข้าสู่หัวใจ อยู่ทางซ้ายของลำาตัว
    - ท่อ นำ้า เหลือ งทางด้า นขวาของลำา ตัว
( Right lymphatic duct ) รับนำ้าเหลืองจาก
ทรวง อกขวาแขนขวา และส่วนขวาของหัวกับ
คอเข้าเส้นเลือดเวน แล้วเข้าสู่เวียนาคาวา เข้าสู่
ค. อวัย วะนำ้า เหลือ ง ( Lymph
           organ )
     อวัย วะนำ้า เหลือ งเป็น ศูน ย์ก ลางในการ
ผลิต เซลล์ท ี่ใ ช้ใ นการต่อ ต้า นเชือ โรคหรือ้
สิง แปลก ปลอมประกอบด้ว ย ต่อ มนำ้า
  ่
เหลือ ง ต่อ มทอนซิล ม้า ม ต่อ มไทมัส และ
เนื้อ เยื่อ นำ้า เหลือ งที่อ ยู่ท ี่ล ำา ไส้
ต่อ มนำ้า เหลือ ง ( Lymph node )
    พบอยู่ร ะหว่า งทางเดิน ของท่อ นำ้า
เหลือ งทั่ว ไปในร่า ง กายลัก ษณะเป็น รูป ไข่
กลม หรือ รี เส้น ผ่า นศูน ย์ก ลางประมาณ
1.5 มิล ลิเ มตร จะมีท ่อ นำ้า เหลือ งเข้า และท่อ
นำ้า เหลือ งออกภายในเต็ม ไปด้ว ยเม็ด
เลือ ดขาวชนิด โฟไซต์ ต่อ มนำ้า เหลือ งจะทำา
หน้า ที่ก รองนำ้า เหลือ งให้ส ะอาดทำา ลาย
แบคทีเ รีย และทำา ลายเม็ด เลือ ดขาวที่อ ยู่
ในวัย ชรา
ต่อ มทอนซิล ( Thonsil gland )
       เป็น กลุ่ม ของต่อ มนำ้า เหลือ งมีอ ยู่ 3 คูค ู่
                                                  ่
ที่ส ำา คัญ อยู่ รอบๆหลอดอาหาร ภายใน
ต่อ มทอนซิล จะมีล ิม โฟไซต์ท ำา ลาย
จุล ิน ทรีย ์ท ี่ผ า นมาในอากาศไม่ใ ห้เ ข้า สู่
                   ่
หลอดอาหารและ กล่อ งเสีย งถ้า ต่อ ม
ทอนซิล ติด เชือ จะมีอ าการบวมขึ้น เรีย กว่า
                     ้
ต่อ มทอนซิล อัก เสบ
ม้า ม ( spleen )
    เป็น อวัย วะนำ้า เหลือ งทีใ หญ่ท ส ุด มีเ ส้น เลือ ด
                                     ่  ี่
มาเลี้ย งมากมายไม่ม ท อ นำ้า เหลือ งเลย สามารถ
                           ี ่
ยืด หดได้ นุม มีส ีม ว ง อยูใ กล้ๆ กับ กระเพาะอาหาร
               ่       ่       ่
ใต้ก ระบัง ลมด้า นซ้า ย รูป ร่า งคล้า ยเมล็ด ถัว  ่
ภายในจะมีล ิม โฟไซต์อ ยูม ากมาย ม้า มมีห น้า ที่
                                   ่
สร้า งเม็ด เลือ ดในระยะเอ็ม บริโ อในคนที่ค ลอด
แล้ว ม้า มทำา หน้า ที่
1. ทำา ลายเม็ด เลือ ดแดงทีห มดอายุแ ล้ว
                                 ่
2. สร้า งเม็ด เลือ ดขาว พวกลิม โฟไซต์ และโมโน
ไซต์ซ ึ่ง ทำา หน้า ทีป ้อ งกัน สิ่ง แปลกปลอมและเชื้อ
                     ่
โรคทีเ ข้า ไปในกระแสเลือ ด
       ่
3. สร้า งแอนติบ อดี
ต่อ มไทมัส ( Thymus gland )

    เป็น ต่อ มที่ม ข นาดใหญ่ต อนอายุน อ ย
                     ี                   ้
และถ้า อายุม ากจะเล็ก ลงและฝ่อ ในที่ส ด     ุ
เป็น ต่อ มไร้ท ่อ อยูต รงทรวงอกรอบ
                       ่
เส้น เลือ ดใหญ่ข องหัว ใจ ทำา หน้า ที่ส ร้า ง
เซลล์เ ม็ด เลือ ดขาวชนิด ลิม โฟไซต์ T
มีห น้า ที่ต ่อ ต้า นเชือ โรคและสารแปลก
                         ้
ปลอมเข้า สูร ่า งกาย รวมทั้ง การต้า น
                ่
อวัย วะที่ป ลูก ถ่า ยจากผูอ ื่น ด้ว ย
                             ้
ภูม ิค ุ้ม กัน
     กลไกการทำา งานของภูม ิค ม กัน การ
                               ุ้
ทำางานของภูมิคมกันเรียกรวมกันว่า ระบบ
                ุ้
ภูม ิค ม กัน (immune system) ในการทำางาน
       ุ้
แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ อาศัย เซลล์โ ดยตรง
และอาศัย เซลล์โ ดยอ้อ ม ซึ่งทำางานสัมพันธ์
เชือมโยงกัน เรียกว่ารวมกันเป็นกองกำาลังติด
   ่
อาวุธ และประจัญบาน ต่อต้านผู้บกรุก ไม่ให้
                                  ุ
รุกรานร่างกาย
ภูม ค ุ้ม กัน ทีอ าศัย เซลล์โ ดยตรง คือ เมือมีเชื้อ
       ิ           ่                           ่
  โรคเข้าสู่ร่างกาย และเม็ดเลือดขาวไปพบเข้า ก็จะจับ
  กินทำาลายเสีย เปรียบกับการประจันหน้าศัตรู และใช้
  กำาลังเข้าหำ่าหั่นกัน
   ภูม ค ุ้ม กัน ทีอ าศัย เซลล์โ ดยอ้อ ม คือ เมือเชื้อโรค
         ิ           ่                           ่
  เข้ามา เซลล์จะสร้างสารต่อต้าน สิ่งแปลกปลอมขึ้นมา
  เรียกว่า แอนติบ อดี (antibody) แอนติบอดีจะไป
  จับกับสิ่งแปลกปลอม เหมือนแม่กุญแจ กับลูกกุญแจ
  ทำาให้สงแปลกปลอมไม่สามารถแผลงฤทธิ์กับร่างกาย
            ิ่
  ได้
            การสร้างสารภูมิคมกันนั้น ในขั้นแรก
                            ุ้
เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามา จะมีเซลล์
ไปทำาความรู้จัก กับเชื้อโรค แล้วบรรจุข้อมูล ส่ง
ไปให้เซลล์ที่มีหน้าที่สร้าง สารต่อต้าน หากเคย
• สารภูม ิค ม กัน (แอนติบ อดี) แต่ละชนิดจะ
             ุ้
  มีอายุไม่เท่ากัน บางชนิดก็อยู่ได้ไม่นาน บาง
  ชนิดก็อยู่ได้หลายปี บางชนิดก็อยู่ได้ตลอดชีวิต
  เช่น วัคซีนหัดเยอรมัน ที่คุ้มกันได้ตลอดชีวิต
• เสริม สร้า งภูม ิค ม กัน ถึงแม้แต่ละคนจะมี
                      ุ้
  ภูมิคุ้มกันที่ได้รับถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่างกัน
  แต่ก็สามารถมีภูมิคมกันที่ดีได้ เหมือนกัน หาก
                         ุ้
  มัวแต่คิดว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมแล้วไม่สู้โรค ก็
  เหมือนเป็นการซำ้าเติม ทำาให้ร่างกาย อ่อนแอลง
  ไปอีก แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ธรรมชาติ พยายามสร้าง
  เสริมบางอย่างก็อาจจะดีขึ้น หรือการแพ้บาง
  อย่างอาจจะหายไปเลยก็ได้
การเสริม สร้า งภูม ิค ุ้ม กัน ก็ม ีห ลัก
         ง่า ย ๆ ดัง นี้
• อาหาร กินอาหารให้ครบทุกหมูและเพียงพอ และ
                                     ่
  อาหารทีกนควรมีคุณภาพดี เช่น สด สะอาด ปนเปื้อน
            ่ ิ
  น้อยทีสุด ไม่กนอาหารหมักดอง อาหารทีทอดหรือย่าง
         ่       ิ                            ่
  จนไหม้เกรียม
• ออกกำา ลัง กาย การออกกำาลังกายจะทำาให้ระบบไหล
  เวียนเลือดดีขึ้น มีการแตก แขนงของหลอดเลือดใน
  เนือเยือต่าง ๆ มากขึ้น ทำาให้เม็ดเลือดขาวหรือ
     ้ ่
  ภูมคุ้มกัน เข้าสูในเนือเยื่อต่าง ๆ ได้ง่าย เมือมีเชื้อโรค
      ิ            ่     ้                      ่
  เข้ามาก็เข้าไปจัดการได้เร็ว
• ทำา จิต ใจให้เ บิก บาน จิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ
  หลั่งสารเอ็น ดอร์ฟ น หรือสารสุข ในร่า งกาย สารนี้
                       ิ
  พอหลั่งออกมาทำาให้ระบบการทำางานของเซลล์ดขึ้น         ี
  ในทางตรงข้ามหากจิตใจห่อเหี่ยว เศร้า เป็นทุกข์
  ร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ ทำาให้ระบบภูมคุ้มกันทำางานได้
                                            ิ
ระบบภูม ค ุ้ม กัน - Immune
           ิ
             System
    แบ่ง เป็น 2 ประเภทคือ ภูม ิค ม กัน แบบ
                                     ุ้
ไม่เ ฉพาะเจาะจงที่ม ีโ ดยธรรมชาติ
( Native immunity หรือ Natural
resistance ) ไม่จ ำา เป็น ที่ต ้อ งถูก กระตุน
                                            ้
เป็น พิเ ศษ มีก ำา ลัง ทำา ลายไม่ส ง ป้อ งกัน ได้
                                   ู
กับ จุล ชีพ ที่ไ ม่ม อ ัน ตรายมากนัก และกำา จัด
                     ี
จุล ชีพ ได้ใ นปริม าณหนึง เปลี่ย นแปลงไป
                             ่
ตามอายุ พัน ธุก รรม ระดับ ฮอร์โ มน และ
สภาวะทางโภชนาการของแต่ล ะคน แบ่ง
ย่อ ยตามกลไกการทำา งานได้ด ัง นี้
การป้อ งกัน ทางกายวิภ าค
         ( Anatomical barrier )
       ด่า นที่ส ำา คัญ คือ ผิว หนัง เชื้อ จะถูก กัน ให้อ ยู่
                                                    ้
บริเ วณด้า นนอกของร่า งกายบริเ วณผิว หนัง ถ้า
อยูเ ช่น นัน ไปเรื่อ ย เชื้อ ก็จ ะตาย เพราะอยูใ น
     ่        ้                                         ่
สภาพทีแ ห้ง ขาดความชุ่ม ชื้น การหลุด ลอกออก
            ่
ของผิว หนัง จะช่ว ยกำา จัด เชือ ทีเ กาะอยูอ อกไป
                                     ้ ่          ่
เยือ บุผ ิว ( Mucous Membrane ) จะมีเ ยือ เมือ ก
   ่                                                  ่
ช่ว ยดัก จับ จุล ิน ทรีย ไ ว้ และลำา เลีย งต่อ ขึ้น ไปทาง
                            ์
หลอดลม หรือ โพรงจมูก โดยอาศัย การทำา งาน
ของขนเล็ก ( Cilia ) บริเ วณทางเดิน หายใจ
ทำา งานคล้า ยไม้ก วาด ทำา ให้เ ชื้อ มีก ารเคลื่อ นที่
ไปในทางเดีย วกัน ในอัต ราความเร็ว ประมาณ
10-20 มม./นาที ต่อ มาจะเกิด อาการไอจาม หรือ
ขับ เป็น เสมหะ ทำา ให้เ ชื้อ หลุด ออกไป หรือ ไม่ก ็
ถูก กลืน ลงไปกระเพาะอาหาร และขับ ออกกับ
อุจ จาระ การปัส สาวะ ความแรงของการปัส สาวะ
สารเคมีใ นร่า งกาย ( Chemical
               Factorมไขมัน ได้แ ก่ Lactic
  สารทีข ับ ออกมาจากต่อ
       ่
                        )
 acid, Caproic acid, Caprylic acid มีฤ ทธิ์ต ่อ ต้า น
 แบคทีเ รีย กรดไขมัน บางชนิด ป้อ งกัน เชือ ราได้ (
                                                 ้
 ยกเว้น เชื้อ ราและแบคทีเ รีย บางชนิด ทีก รดไข ่
 มัน บางชนิด ช่ว ยกระตุ้น การเจริญ เติบ โตของ
 เชื้อ ) ความเป็น กรดในช่อ งคลอด ทำา ให้ไ ม่
 เหมาะต่อ การเจริญ เติบ โตของเชื้อ จุล ิน ทรีย ท ี่  ์
 เป็น โทษ แต่เ หมาะกับ จุล ิน ทรีย ์ท ม ป ระโยชน์
                                      ี่ ี
 ความเป็น กรด - ด่า ง ของช่อ งปาก และกระเพาะ
 อาหาร กล่า วคือ นำ้า ลายมีฤ ทธิ์เ ป็น ด่า ง และกรด
 ในกระเพาะอาหาร จะช่ว ยกรองเชือ จุล ิน ทรีย ไ ด้
                                           ้           ์
 ส่ว นหนึ่ง Normal Flora หมายถึง เชื้อ จุล ิน ทรีย ์ท ี่
 อาศัย อยูก ับ ร่า งกายตามปกติซ ง ไม่ก อ โรค จะ
           ่                      ึ่         ่
 ช่ว ยควบคุม ปริม าณซึ่ง กัน และกัน ไม่ใ ห้ม ก าร  ี
การสะกดกลืน กิน
             ( Phagocytosis )
• โดย เม็ด เลือ ดขาว จะทำา หน้า ที่จ ับ เชือ       ้
  จุล ิน ทรีย ์ก ิน เมื่อ กิน จนเต็ม ที่แ ล้ว ก็จ ะย่อ ย
  สลายตัว เองและเชือ จุล ิน ทรีย ์ใ ห้ต ายไป
                            ้
  พร้อ มๆกัน กลายเป็น หนอง
ระบบคอมพลีเ มนต์
     ( Complement System )
• เป็น ระบบที่ซ ับ ซ้อ นมาก เป็น กลุม ของสาร
                                    ่
  โปรตีน ในนำ้า เลือ ดมากกว่า 20 ชนิด มีผ ล
  ทำา ให้เ ซลล์ต าย แตกสลาย
อิน เตอร์เ ฟอรอน ( Interferon )
• เป็น กลุ่ม ของโปรตีน เช่น เดีย วกัน มีค วาม
  สำา คัญ ในการขัด ขวางการแบ่ง ตัว ของ
  ไวรัส จัด เป็น สารที่ม อ นาคตทางการ
                         ี
  แพทย์ม ากในการรัก ษาโรคติด เชือ ไวรัส้
  และมะเร็ง แต่ย ัง ต้อ งค้น คว้า อีก นาน เพื่อ
  ลดผลข้า งเคีย งในการนำา มาใช้ท างยา
ภูม ิค ุ้ม กัน แบบเฉพาะเจาะจง
    ( Specific Acquired Immunity )
• มีอ ำา นาจทำา ลายสูง และเฉพาะเจาะจงกับ
  เชือ จุล ิน ทรีย ์แ ต่ล ะชนิด ตัว อย่า งที่เ ห็น ได้
     ้
  ชัด เจนคือ การฉีด วัค ซีน ซึ่ง จะมีว ัค ซีน
  ของแต่ล ะโรค วัค ซีน จะไปกระตุน ให้เ กิด้
  การสร้า ง Antibody ต่อ โรคนัน ๆ และจะ
                                     ้
  ถูก จดจำา ไปตลอดชีว ิต เมือ ร่า งกายได้ร ับ
                                 ่
  เชือ ชนิด นัน ๆอีก Antibody จะถูก สร้า งขึ้น
       ้       ้
  มาอย่า งมากมายเพื่อ ทำา ลายเชือ จุล ิน ทรีย ์
                                        ้
  ชนิด นัน อย่า งรวดเร็ว การเกิด ภูม ิค ม กัน
          ้                                   ุ้
  ชนิด นี้ อาศัย เซลล์เ ม็ด เลือ ดขาวที่เ รีย กว่า
โรคที่เ กีย วข้อ งกับ ระบบ
              ่
            ภูม ิค ุ้ม กัน
      โรคภูม ต ้า นทานเนือ เยื่อ ตนเอง
             ิ                  ้
 ( Autoimmune disease ) มีโ รคประเภทนี้
 มากมาย แต่ท ี่เ ป็น ที่ร ู้จ ัก กัน มากคือ SLE
 ( Systemic Lupus Erythematosus
 Rheumatoid arthritis Psoriasis
       โรคภูม ิแ พ้ คือ ภาวะบกพร่อ งของภูม ิ
 ต้า นทาน
( Immunodeficiency Disease)
คำา ถามน่า รู้
ร่า งกายเริ่ม สร้า งภูม ค ม กัน ตั้ง แต่ต อนไหน
                          ิ ุ้
• ตั้ง แต่อ ยู่ใ นท้อ งแม่เ ลย เพราะเราอยู่ใ น
   โลกของสิง แปลกปลอมตลอดเวลาเซลล์ท ี่
                     ่
   สร้า งภูม ค ม กัน ตั้ง แต่ท ารกอยู่ใ นครรภ์ ใน
                ิ ุ้
   ช่ว งเดือ นแรก ๆ ที่ท ารก ยัง สร้า งภูม ิค ม กัน
                                                 ุ้
   เองไม่ไ ด้ ทารกจะได้ร ับ สารภูม ค ม กัน จาก
                                            ิ ุ้
   ทางรก เมือ ทารกคลอดออกมาแล้ว
                       ่
   ภูม ิค ม กัน จากแม่ ก็ย ัง สำา คัญ อยู่ โดย
          ุ้
   ภูม ิค ม กัน จะอยู่ ในนำ้า นม ฉะนัน แม่ท ี่เ ลีย ง
             ุ้                          ้          ้
   ลูก ด้ว ยนมแม่ ลูก จะได้ร ับ ภูม ค ม กัน จากแม่
                                       ิ ุ้
ทำา ไมเด็ก จึง เป็น หวัด มากกว่า ผู้ใ หญ่
• ไข้ห วัด เกิด จากเชือ ไวรัส กว่า 200 ชนิด
                          ้
  เมื่อ เชือ ไวรัส ชนิด หนึง เข้า สูร ่า งกาย
           ้                       ่      ่
  ร่า งกายจะสร้า ง สารภูม ิค ม กัน ขึ้น มา ครั้ง
                                       ุ้
  ต่อ ไปหากเป็น เชือ ตัว เดิม ร่า งกาย ก็จ ะมี
                        ้
  สารภูม ิค ม กัน จึง ไม่ป ว ยด้ว ยไข้ห วัด
              ุ้                 ่
  สาเหตุท ี่เ ด็ก ป่ว ยเป็น หวัด มากกว่า ผูใ หญ่
                                             ้
  เพราะเด็ก เคยได้ร ับ เชือ หวัด น้อ ยกว่า
                                     ้
  ผูใ หญ่จ ึง มีส าร ภูม ค ม กัน น้อ ยกว่า แต่เ มือ
    ้                       ิ ุ้                  ่
  เด็ก โตขึ้น ภูม ค ม กัน จะถูก กระตุ้น มากขึ้น
                   ิ ุ้
  ดัง นัน ผูใ หญ่จ ึง เป็น หวัด น้อ ยกว่า เด็ก
         ้ ้
ยาบางชนิด มีผ ลข้า งเคีย งต่อ การสร้า ง
  ภูม ิค ม กัน หรือ ไม่
         ุ้
• มีผ ล ยาบางอย่า งไปกดไม่ใ ห้ส ร้า ง
  ภูม ิค ม กัน ยาบางอย่า งจะไปรบกวนการ
            ุ้
  ทำา งาน ของระบบภูม ค ม กัน พอถูก รบกวน
                        ิ ุ้
  เซลล์ก ็ง ง เลยทำา หน้า ที่ไ ม่ด ี ยาที่ม ผ ลต่อ
                                            ี
  ระบบภูม ค ม กัน เช่น สตีร อยด์ ยาที่ร ัก ษา
               ิ ุ้
  มะเร็ง พวกเคมีบ ำา บัด ที่ร ัก ษาโรคมะเร็ง
ภูม ค ุ้ม กัน นอกจากมีป ระโยชน์แ ล้ว มีโ ทษหรือ ไม่
    ิ
• มี คนทีม ภ ม ค ุ้ม กัน มากไปจะเป็น โรคภูม แ พ้
              ่ ี ู ิ                           ิ
  เพราะไวต่อ สิง กระตุ้น (เช่น ฝุ่น ,เกสรดอกไม้,
                        ่
  ขนสัต ว์, เชื้อ รา) มากเกิน ไป เช่น เจอเกสร
  ดอกไม้ค นแรกรู้ส ก หอม ไม่เ ป็น อะไร แต่อ ีก คน
                          ึ
  จามแล้ว จามอีก เพราะมีภ ม ค ุ้ม กัน มาก คือ ไวมาก
                                  ู ิ
  ไปภูม ค ุ้ม กัน บางอย่า งก็ท ำา ลายเซลล์ต ัว เอง เรีย ก
            ิ
  ว่า ออโตอิม มูน (autoimmune) เรีย กง่า ย ๆ ว่า
  โรคภูม แ พ้ต ัว เอง ปกติภ ม ค ุ้ม กัน จะต่อ ต้า นและ
               ิ              ู ิ
  ทำา ลายสิ่ง แปลกปลอม แต่ค นเป็น โรคภูม แ พ้ต ัว ิ
  เอง ระบบภูม ค ุ้ม กัน จะจำา เซลล์ต ัว เองไม่ไ ด้ จึง
                      ิ
  ทำา ลายตัว เอง ทำา ให้ม ผ ลต่อ อวัย วะหลายระบบ
                            ี
  เช่น โรคเอสแอลอี (SLE) โรคเอไอแอลดี (AILD
มีว ิธ ก ระตุ้น ภูม ค ม กัน โดยไม่ต ้อ งรอให้เ ป็น
       ี            ิ ุ้
  โรคได้ห รือ ไม่
• ได้ การฉีด วัค ซีน คือ การกระตุ้น ภูม ค ม กัน ที่
                                           ิ ุ้
  อาศัย หลัก การทำา งานของภูม ิค ม กัน โดย
                                        ุ้
  การนำา เชือ โรคที่ท ำา ให้ต าย หรือ ทำา ให้
                ้
  อ่อ นแรงลง ฉีด เข้า ไปในร่า งกาย ระบบ
  ภูม ค ม กัน ก็จ ะถูก กระตุ้น โดยวัค ซีน ให้
         ิ ุ้
  ผลิต สารภูม คุม กัน ขึ้น คุม ครองร่า งกาย
                     ้         ้
เราจะมีว ิธ ส ง เกตตนเองได้อ ย่า งไรว่า
               ี ั
  ภูม ิค ม กัน อ่อ นแอลง
         ุ้
• อาจจะใช้ค วามอ่อ นแอของร่า งกายเป็น ตัว
  สัง เกต เช่น เจ็บ ป่ว ยง่า ย โดนอะไรนิด
  หนึ่ง ก็ม ีป ฏิก ิร ิย า และเป็น อยู่น าน แบบนี้
  เป็น การสัง เกตอย่า งหยาบ ๆ ส่ว นทาง
  แพทย์ ก็ม ว ิธ ก ารตรวจเลือ ด วัด ดูร ะดับ
                   ี ี
  ภูม ิค ม กัน ได้
            ุ้
เวลาเป็น แผลบางครั้ง ทำา ไมจึง เป็น หนอง
• เมื่อ ร่า งกายมีบ าดแผล เชือ โรคจะเข้า สู่
                               ้
  ร่า งกายทางบาดแผล เม็ด เลือ ดขาวที่
  ประจำา การอยู่แ ล้ว จะวิ่ง เข้า มาจับ เชือ โรค
                                           ้
  กิน พอกิน มาก ๆ เม็ด เลือ ดขาวก็แ ตก และ
  ตาย กลายเป็น เศษขยะ เม็ด เลือ ดขาว ตัว
  อืน มาเห็น ขยะ ก็ร ีบ เข้า มากิน ก็แ ตกและ
    ่
  ตายอีก กลายเป็น หนอง หนองสีข าว ๆ ที่
  เห็น คือ ซากเม็ด เลือ ดขาวที่ต ายนั่น เอง
บางครั้ง จะรู้ส ก บวม แดง ร้อ น ที่บ าดแผล
                    ึ
  เป็น เพราะอะไร
• เม็ด เลือ ดขาวเวลาตายจะมีเ ม็ด เลือ ดขาว
  ตัว อืน มาเก็บ เพื่อ นำา สารต่า ง ๆ ให้เ ข้า ไป
         ่
  อยู่ใ นเซลล์ใ หม่ ที่ผ ลิต ขึ้น แต่บ างครั้ง มัน
  ตายเยอะตัว อืน มาเก็บ ไม่ท ัน ระหว่า งตาย
                      ่
  ก็ห ลั่ง สารออกมา สารบางตัว ก็เ ป็น กรด
  จึง รู้ส ก ร้อ น ส่ว นที่บ วมก็เ พราะปริม าณ
           ึ
  เซลล์ต รงนัน เยอะ และแดงก็เ พราะมีเ ลือ ด
                  ้
  ไหลเข้า มาเยอะ หรือ ที่เ รีย กว่า อัก เสบ
คนไข้ท ี่เ ป็น มะเร็ง เพราะภูม ค ม กัน อ่อ นแอ
                                   ิ ุ้
  ลงใช่ห รือ ไม่
• ระบบภูม ค ม กัน ของร่า งกายมีส ว น
               ิ ุ้                          ่
  เกี่ย วข้อ งกับ การเกิด โรคมะเร็ง เป็น อย่า ง
  มาก ในคนปกติท ั่ว ไป เมือ มีเ ซลล์ใ นส่ว น
                                 ่
  ใดส่ว นหนึง ภายในร่า งกาย เริ่ม กลายพัน ธุ์
                      ่
  เพื่อ ก่อ ตัว เป็น มะเร็ง ระบบภูม ค ม กัน จะทำา
                                          ิ ุ้
  หน้า ที่ข จัด เซลล์ท ี่ก ลายพัน ธุน น ทิ้ง เสีย ก็
                                        ์ ั้
  ปลอดพ้น จากการเป็น มะเร็ง แต่ใ นคนที่
  ระบบภูม ค ม กัน อ่อ นแอ เช่น ผูป ว ยเอดส์
                ิ ุ้                       ้ ่
  หรือ ผูส ง อายุ เซลล์ท ี่ก ลายพัน ธุ์ ไม่ถ ูก
           ้ ู
  ระบบภูม ค ม กัน ทำา ลาย ก็จ ะกลายเป็น
                 ิ ุ้
  มะเร็ง ได้
• เมื่อ ก่อ ตัว เป็น มะเร็ง แล้ว เซลล์ม ะเร็ง
มีโ รคใดทีเ ป็น แล้ว ทำา ลายภูม ค ุ้ม กัน หรือ ไม่
                ่                        ิ
• โรคทีท ำา ลายภูม ค ุ้ม กัน ทีร ูจ ัก กัน ดีค ือ โรคเอดส์
              ่           ิ           ่
   (AIDS) เมือ สิ่ง แปลกปลอมคือ เชือ เอชไอวี (HIV)
                    ่                         ้
   เข้า สูร ่า งกาย ระบบภูม ค ุ้ม กัน จะสร้า งสารออกมา
            ่                       ิ
   ต่อ ต้า น เรีย กว่า แอนติ-เอชไอวี (anti-HIV) แต่
   เนือ งจากเชื้อ เอชไอวี มีค วามเหนีย วแน่น คงทน
        ่
   นอกจากจะไม่ถ ูก ทำา ลายแล้ว ยัง สามารถเจริญ
   งอกงาม ในร่า งกาย และไปทำา ลายระบบ
   ภูม ค ุ้ม กัน ทีเ รีย กว่า ภูม ค ุ้ม กัน บกพร่อ ง
          ิ           ่           ิ
   เมือ ระบบป้อ งกัน ภัย ถูก ทำา ลาย หากมีส ง แปลก
      ่                                              ิ่
   ปลอมรุก ราน ร่า งกายจึง ไม่ส ามารถ จะต่อ ต้า น
   ได้ คนทีเ ป็น โรคเอดส์จ ึง อ่อ นแอ หากดูแ ล
                  ่
   สุข ภาพตนเองไม่ด ี จะเจ็บ ป่ว ยได้ง ่า ย และ
ระบบกล้า มเนื้อ (Muscles)
   เป็น อีก ระบบหนึง ที่ม อ ิท ธิพ ลต่อ การ
                       ่  ี
แสดงพฤติก รรมของบุค คล ทั้ง นี้เ พราะเมือ    ่
ระบบประสาทส่ว นต่า ง ๆ ถูก เร้า แล้ว
สมองก็จ ะส่ง กระแสประสาทมายัง ระบบ
กล้า มเนือ เพื่อ ให้แ สดงปฏิก ิร ิย าโต้ต อบ
         ้
ระบบกล้า มเนือ มนุษ ย์ กล้า มเนื้อ แบ่ง
                       ้
เป็น 3 ชนิด   คือ   กล้า มเนือ ยึด กระดูก  
                                   ้
กล้า มเนื้อ หัว ใจ  กล้า มเนือ เรีย บ
                                 ้
      1.กล้า มเนือ ยึด กระดูก (skeleton) เป็น
                   ้
กล้า มเนื้อ ที่เ กาะติด กับ โครงกระดูก  
เช่น   กล้า มเนื้อ แขน  กล้า มเนือ ขา  จึง
                                     ้
ทำา หน้า ที่เ กี่ย วกับ การเคลือ นไหวของ
                               ่
ร่า งกายโดยตรง  เมือ นำา เซลล์ก ล้า มเนื้อ
                           ่
เหล่า นีม าศึก ษาด้ว ยกล้อ งจุล ทรรศน์จ ะ
         ้
มองเห็น เป็น แถบลาย  () เซลล์ก ล้า มเนือ    ้
นีม ล ัก ษณะเป็น ทรงกระบอกยาว   แต่ล ะ
  ้ ี
เซลล์ม ห ลายนิว เคลีย ส  การทำา งานของ
           ี
2.กล้า มเนือ หัว ใจ(cardiac muscle)
                ้
เป็นกล้ามเนื้อที่ผนังหัวใจ มีลักษณะเป็นลายตา
ข่าย บุที่ผนังหัวใจ มีลายน้อยกว่ากล้ามเนื้อลาย
และลายแตกเป็นกิ่งคล้ายตาข่ายบุอยู่ที่ผนังของ
หัวใจ ทำาหน้าที่หดและขยายตัว ในเวลาสูบฉีด
โลหิต ทำางานโดยอัตโนมัติอยู่นอกเหนืออำานาจ
ของจิตใจ (กล้ามเนื้อหัวใจจะทำางานภายใต้การ
ควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ)
3.กล้า มเนือ เรีย บ(smooth muscle)
                ้
เป็นกล้ามเนื้อที่มีลักษณะแตกต่างจากกล้ามเนื้อ
ลาย เช่น มีอยู่ในผิวหนังทั่วไป หรือตามผนัง
ของอวัยวะภายใน เช่น หลอดอาหาร เส้นเลือด
กระเพาะอาหาร นอกจากนั้นกล้ามเนือเรียบยัง
                                    ้
ควบคุมการทำางานของอวัยวะภายใน เช่น ระบบ
ทางเดินอาหาร ระบบปัสสาวะ ทำาปฏิกิริยา
ตอบโต้สงเร้าภายในและทำางานตามคำาสังของ
        ิ่                            ่
ระบบประสาท
เป็น กล้า มเนือ ที่บ อ ยู่ท ี่อ วัย วะต่า งๆ
                   ้      ุ
ภายในของร่า งกายมีห น้า ที่ ควบคุม การ
ทำา งานของอวัย วะย่อ ยอาหาร และอวัย วะ
ภายใน ต่า งๆ เช่น ลำา ไส้ กระเพาะอาหาร
อวัย วะสืบ พัน ธุ์ มดลูก เส้น เลือ ดดำา ฯลฯ
ซึ่ง อยูน อกอำา นาจของจิต ใจ แต่อ ยูภ ายใต้
        ่                                      ่
การควบคุม ของระบบประสาทอิส ระ
(Autonomie Nervous System)
โครงสร้า งของกล้า มเนื้อ ลาย

เซลล์กล้ามเนื้อลายมีลักษณะเป็นเส้นใยยาวเรียกว่า 
เส้นใยกล้ามเนื้อ(musclefiber)  หรือเซลล์กล้าม
เนื้อ(muscle  cell)  อยู่รวมกันเป็นมัด  ภายในเส้นใย
กล้ามเนื้อจะมีเส้นใยย่อย(myofibril)  กระจายอยู่
ทั่วไป  ภายในเส้นใยย่อยประกอบด้วยเส้นใยเล็กๆ
เรียกว่า  เส้นใยกล้ามเนือเล็ก(myofilament)  มีลักษณะ
                          ้
เป็นท่อนยาวเรียงซ้อนกัน  เส้นใยกล้ามเนื้อเหล่านี้จะ
อยู่รวมกันเป็นมัด  เส้นใยกล้ามเนื้อเล็กประกอบด้วย 
ไมโครฟิลาเมนต์  2  ชนิด  คือ  ชนิดบางซึ่งเป็นสาย
โปรตีนแอกทิน(actin)  และชนิดหนา  ซึ่งเป็นโปรตีน
การหดตัว ของกล้า มเนื้อ ลาย
          เกิด จากการกระตุ้น ของประสาทกล้า ม
 เนือ ปลายข้า งหนึง ของกล้า มเนือ จะเกาะกับ
     ้                     ่           ้
 กระดูก ชิน หนึง (Origin ) ส่ว นปลายของกล้า ม
               ้     ่
 เนือ อีก ข้า งหนึง จะอยูข ้า มข้อ ต่อ ไป เกาะยึด
       ้               ่         ่
 กับ กระดูก อีก ชิ้น หนึง ( Insertion ) ดัง นั้น เมือ
                               ่                    ่
 กล้า มเนือ ทำา งาน คือ หดตัว ก็จ ะดึง กระดูก ชิ้น
           ้
 ทีส องให้เ กิด การเคลื่อ นที่ การหดตัว ของ
   ่
 กล้า มเนือ ลายอาจแบ่ง ออกได้เ ป็น 2 ชนิด คือ
             ้
  1. Dynamic Contraction หมายถึง การหด
 ตัว ของกล้า มเนือ ทีค วามยาวและความตึง ตัว
                         ้ ่
 ของมัน มีก ารเปลี่ย นแปลง ทำา ให้เ กิด การ
 เคลื่อ นไหวทีเ ป็น ผลให้ไ ด้ง านเกิด ขึ้น
                   ่
  2. Static Contraction หมายถึง การหดตัว
 ของกล้า มเนือ โดยทีค วามยาวของกล้า มเนื้อ
                 ้           ่
การหดตัว ของกล้า มเนือ แบบ  ้
Isometric นิย มใช้ก ัน ภายหลัง ที่ไ ด้ร ับ การ
บาดเจ็บ เพราะ ไม่ส ามารถเคลื่อ นไหว
อวัย วะนัน ได้ม าก ป้อ งกัน กล้า มเนือ ลีบ แต่
           ้                          ้
ในทางสรีร วิท ยากล้า มเนือ ได้ท ำา งาน มี
                              ้
พลัง ที่ไ ด้จ ากปฏิก ิร ิย าทางเคมี ผลสุด ท้า ย
ก็จ ะได้ค วามร้อ นเกิด ขึ้น เช่น กัน
กล้ามเนื้อลายตามลักษณะของสี จะ
         แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ
• 1. กล้า มเนือ สีแ ดง ( Red musclen ) เนือ ง
               ้                                ่
  จากมีไ มโอโกลบิน มาก ตามบริเ วณที่
  กล้า มเนือ ต้อ งทำา งานหนัก กล้า มเนือ สี
            ้                               ้
  แดงเข้ม จะมีค วามไวต่อ การกระตุ้น น้อ ย
  แต่ห ดได้แ รงและทนทาน เช่น กล้า มเนือ           ้
  แขนและขา
• 2. กล้า มเนือ สีข าวซีด ( White muscle ) มี
                 ้
  ไมโอโกลบิน น้อ ยแต่ม ค วามไวต่อ การกระ
                          ี
  ตุ้น สูง หดตัว ชัว คราวในระยะเวลาสัน ๆ
                     ่                        ้
  เช่น กล้า มเนือ ของนัย น์ต า
                   ้
       ในร่า งกายเรานัน มีก ล้า มเนื้อ ทั้ง 2 แบบ
                        ้
กลไกการทำา งานของกล้า มเนื้อ
           ลาย
• การหดตัว ของกล้า มเนือ เกิด จากการเลื่อ น
                          ้
  ตัว ของแอกทิน เข้า หากัน ตรงกลาง   การ
  เลื่อ นของโปรตีน ดัง กล่า วทำา ให้เ ส้น ใย
  กล้า มเนือ หดตัว   การเคลื่อ นไหวในแต่ล ะ
            ้
  ส่ว นของร่า งกาย  โดยกล้า มเนือ จะ้
  ทำา งานรวมกัน เป็น คูๆ ในลัก ษณะแอนตา
                       ่
  ดกนิซ ม (antagonism) ได้แ ก่
          ึ
1.กล้า มเนื้อ ที่ท ำา ให้เ กิด การ
    เคลื่อ นไหวงอและเหยีย ด
1.1 กล้า มเนือ เฟล้ก เซอร์(flexor) เป็น กล้า ม
               ้
  เนื้อ ที่ห ดกตัว แล้ว ทำา
      ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวงอหรือ
  พับ  ได้แ ก่ กล้า มเนือ ไบเซพ
                            ้
     (bicape)

1.2 กล้า มเนือ เอ็ก เทนเซอร์(extenser) เป็น
              ้
  กล้า มเนือ ที่ห ดตัว แล้ว
           ้
    ทำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวเหยีย ดตรง  
  ได้แ ก่  กล้า มเนื้อ ไตรเซพ
2. กล้า มเนือ ทีท ำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวไปข้า ง
              ้ ่
หน้า และข้า งหลัง
   2.1 กล้า มเนือ   protracter เป็น กล้า มเนือ ทีห ด
                  ้                           ้ ่
ตัว แล้ว ทำา ให้
         เกิด การเคลื่อ นไหวไปข้า งหน้า
   2.2 กล้า มเนือ   retracter เป็น กล้า มเนือ ทีห ด
                    ้                        ้ ่
ตัว แล้ว ทำา ให้เ กิด
         การเคลื่อ นไหวไปข้า งหลัง

3. กล้า มเนือ ที่ท ำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวไป
            ้
ด้า นข้า งและแนบลง
    3.1 กล้า มเนือ   abduetor เป็น กล้า มเนือ ทีห ด
                    ้                       ้ ่
ตัว แล้ว ทำา ให้เ กิด
ระบบกล้า มเนื้อ (Muscular
       system)
   การหดตัว และการคลายตัว ของกล้า ม
เนือ เพือ ให้ม ก ารเคลื่อ นไหวได้ แต่ก าร
    ้   ่         ี
เคลื่อ นไหวทีแ ท้จ ริง อาศัย การทำา งานของ
                      ่
กล้า มเนือ ในร่า งกายของเราสามารถแบ่ง
          ้
กล้า มเนือ ออกเป็น 3 ชนิด คือ กล้า มเนื้อ ลาย
            ้
(skeletal muscle or striated muscle), กล้า ม
เนือ เรีย บ(smooth muscle), กล้า มเนือ หัว ใจ
      ้                                 ้
(cardiac muscle) โดยทีก ล้า มเนือ ลายนัน ถูก
                            ่       ้      ้
ควบคุม อยูภ ายใต้อ ำา นาจจิต ใจหรือ รีเ ฟล็ก ซ์
                ่
ส่ว นกล้า มเนือ เรีย บและกล้า มเนือ หัว ใจ
                    ้             ้
ทำา งานนอกอำา นาจจิต ใจ จากคุณ สมบัต ิข อง
กล้า มเนือ 4 ประการ คือ ความสามารถในการ
              ้
หดตัว (contractility), มีค วามไวต่อ การกระ
ตุ้น (excitability), ความสามารถในการยืด
ในตอนแรกจะขอกล่า วถึง
กล้า มเนื้อ ลายก่อ น เพราะมีร าย
ละเอีย ดมาก และทั้ง นี้จ ะสามารถ
ช่ว ยอธิบ ายถึง การหดตัว และการ
คลายตัว ของกล้า มเนื้อ ชนิด อื่น
ได้ด ีต อ ไป   กล้า มเนื้อ โครงร่า ง
        ่
หรือ กล้า มเนื้อ ลาย (skeletal
muscle or striated muscle)
ผู้ห ญิง มี skeletal muscle
ระบบโครงกระดูก (skeletal
             system)
• โครงกระดูก เป็น รูป แบบโครงสร้า งของร่า งกาย
  ช่ว ยทำา ให้ร ่า งกายเป็น รูป เป็น ร่า งป้อ งกัน
  อัน ตราย และเป็น การยึด เกาะของกล้า มเนือ          ้
  ทำา ให้ร ่า งกายเคลื่อ นไหวได้ โครงกระดูก เป็น
  เนือ เยือ ทีม ช ีว ิต ประกอบด้ว ย กระดูก อ่อ น และ
      ้   ่ ่ ี
  กระดูก แข็ง มีก ารเสริม สร้า งซ่อ มแซมใหม่อ ยู่
  ตลอดเวลา เพศหญิง มีโ ครงกระดูก ทีเ ล็ก และเบา
                                              ่
  กว่า โครงกระดูก ของเพศชาย
• โครงกระดูก ของทารก มีก ระดูก มากกว่า 300 ชิ้น
  บางชิ้น มีก ารเชื่อ มต่อ ติด เป็น ชิ้น เดีย วกัน เมือ โต
                                                       ่
  ขึ้น ในขณะทีผ ู้ใ หญ่ม ก ระดูก 206 ชิ้น โดยเฉลี่ย
                    ่       ี
  บางคนมีก ระดูก ซีโ ครงเพิ่ม พิเ ศษอีก 1 คู่
                         ่
  มากกว่า ครึ่ง ของกระดูก ในร่า งกาย เป็น กระดู
ระบบโครงกระดูก มนุษ ย์
•      คนมีร ะบบโครงร่า ง
  แข็ง เรีย กว่า
  กระดูก (bone) ซึง มีอ งค์
                     ่
  ประกอบเป็น
    แคลเซีย มและ
  ฟอสฟอรัส กระดูก แบ่ง
  เป็น  2 พวก คือ
• 1. กระดูก แกน(axial
  skeleton)
     2. กระดูก
  รยางค(appendicular
  skeleton)
•   นอกจากนีย ง มีก ระดูก
                 ้ ั
  อ่อ น ได้แ ก่ หลอดลม ใบ
1. กระดูก แกน (axial skeleton )
      เป็น กระดูก ที่อ ยูบ ริเ วณกลางลำา ตัว มี
                         ่
 ทั้ง หมด 80 ชิน ประกอบด้ว ย
                  ้
       - กระดูก กะโหลกศีร ษะ  29 ชิน          ้
      - กระดูก สัน หลัง   26 ชิน ( ระหว่า ง
                                    ้
 กระดูก สัน หลัง แต่ล ะข้อ จะมีแ ผ่น กระดูก
 อ่อ นที่เ รีย กว่า   หมอนรองกระดูก ทำา
 หน้า ที่ร องรับ และเชือ มระหว่า งกระดูก สัน
                           ่
 หลัง แต่ล ะข้อ เพื่อ ป้อ งกัน การเสีย ดสีใ น
 ขณะเคลือ นไหว )
             ่
     - กระดูก ซี่โ ครง  24 ชิน ( ทั้ง หมด 12
                                 ้
2. กระดูก รยางค์( appendicular
             skeleton )
•  เป็น กระดูก ที่ย ื่น จากกระดูก แกนออกไป มี
  ทั้ง หมด 126 ชิน ประกอบด้ว ย
                   ้
        - กระดูก แขนข้า งละ 30 ชิน         ้
        - กระดูก ขาข้า งละ 30 ชิน    ้
        - กระดูก สะบัก ข้า งละ 1 ชิน     ้
        - กระดูก เชิง กรานข้า งละ 1 ชิน      ้
       - กระดูก ไหปลาร้า ข้า งละ 1 ชิน ้
ระบบสืบ พัน ธุ์
         เมือสิงมีชวิตเกิดขึ้นอวัยวะต่างๆใน
            ่ ่    ี
  ร่างกายส่วนใหญ่จะเริ่มทำางานไปพร้อมๆ
  กับการเจริญเติบโตของร่างกาย ยกเว้น
  อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ โดยจะเริ่มทำางาน
  เมือร่างกายเจริญเติบโตมาจนย่างเข้าสู่
     ่
  วัยรุ่น
             การสืบ พัน ธุ์ หมายถึง  การเพิม
                                           ่
  จำานวนหรือให้กำาเนิดลูกหลานทีเหมือน
                                    ่
  พ่อแม่หรือบรรพบุรุษ เพือการดำารงเผ่า
                             ่
  พันธุ์ การสืบพันธุ์ของคนเป็นการ
ระบบสืบ พัน ธุ์เ พศชาย
ระบบสืบพันธุเพศชายประกอบด้วยอวัยวะ
            ์
              ต่างๆ ดังนี้
1. อัณ ฑะ (Testis) และถุง
    อัณ ฑะ (Scrotum)
     อัณฑะ   มีลกษณะรูปร่างคล้ายไข่
                ั
ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2-
3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี
2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายใน
ถุงอัณฑะ ซึ่งทำาหน้าทีปรับอุณหภูมิ
                      ่
ภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญ
เติบโตของอสุจิ คือ ประมาณ 34 องศา
เซลเซียส ภายในอัณฑะประกอบด้วย
หลอดสร้า งตัว อสุจ ืิ มีลกษณะเป็น
                          ั
ท่อเล็กๆขดเรียงกันอยู่มากมาย เพือทำา
                                ่
......................................................................




........................   รูปที่ 3 ลักษณะโครงสร้างภายใน seminiferous tubule และ sperm
• 2. หลอดเก็บ ตัว อสุจ ิ
      เป็นที่พักของตัวอสุจิที่สร้างจากหลอด
  สร้างตัวอสุจิจะอยูบริเวณด้านบนของ
                     ่
  อัณฑะต่อเชื่อมกับหลอดนำาตัวอสุจิ
• 3. หลอดนำา ตัว อสุจ ิ  
      อยูต่อจากหลอดเก็บอสุจิ ทำาหน้าที่
         ่
  ลำาเลียงอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างนำ้าเลี้ยง
  อสุจิ
• 4. ต่อ มสร้า งนำ้า เลี้ย งอสุจ ิ( seminal
  vesicle)
      อยูต่อจากหลอดนำาตัวอสุจิ ทำาหน้าที่
           ่
  สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นนำ้า
• 5. ต่อ มลูก หมาก(prostate gland)
      อยู่บ ริเ วณตอนต้น ของท่อ ปัส สาวะ ทำา
  หน้า ที่ห ลั่ง สารบางชนิด ที่เ ป็น เบสอย่า งอ่อ น
  เข้า ไปในท่อ ปัส สาวะปนกับ นำ้า เลี้ย งอสุจ ิ และ
  สารที่ท ำา ให้ต ว อสุจ ิแ ข็ง แรงและว่อ งไว
                   ั
6. ต่อ มคาวเปอร์(cowper gland) อยูใ ต้        ่
ต่อ มลูก หมาก ทำา หน้า ที่ห ลั่ง สารไปหล่อ
ลื่น ท่อ ปัส สาวะเมือ มีก ารกระตุ้น ทางเพศ
                       ่
ทำา ให้ต ัว อสุจ ิเ คลื่อ นตัว ได้ร วดเร็ว ตัว
อสุจ ิจ ะออกสู่ ภายนอก ร่า งกายตรง
ปลายสุด ขององคชาติ  เพศชายจะสร้า ง
เซลล์อ สุจ ิไ ด้เ มื่อ อายุป ระมาณ 12-13 ปี
และสร้า งไปตลอดชีว ิต   ตัว อสุจ ิเ มื่อ ออก
สูภ ายนอกร่า งกายจะมีช ีว ิต อยูไ ด้เ พีย ง
   ่                                  ่
2-3 ชั่ว โมง  แต่ถ ้า อยูใ นมดลูก ของหญิง
                            ่
จะอยู่ไ ด้น านประมาณ 24-48 ชัว โมง      ่
ขัน ตอนในการสร้า งตัว อสุจ ิ
  ้
    และการหลั่ง นำ้า อสุจ ิ
•    เริ่ม จากหลอดสร้า งตัว อสุจ ิ      ซึ่ง อยู่
 ภายในอัณ ฑะสร้า งตัว อสุจ ิอ อกมา
 จากนั้น ตัว อสุจ ิจ ะถูก นำา ไปพัก ไว้ท ี่
 หลอดเก็บ อสุจ ิก ่อ นจะถูก ลำา เลีย งผ่า น
 ไปตามหลอดนำา ตัว อสุจ ิ เพื่อ นำา ตัว
 อสุจ ิไ ปเก็บ ไว้ท ี่ต ่อ มสร้า งนำ้า เลี้ย งตัว
 อสุจ ิร อการหลั่ง ออกสู่ภ ายนอก ต่อ ม
 ลูก หมากจะหลั่ง สารเข้า ผสมกับ นำ้า
 เลี้ย งอสุจ ิเ พื่อ ปรับ สภาพให้เ หมาะสม
 กับ ตัว อสุจ ิก ่อ นที่จ ะหลั่ง นำ้า อสุจ ิอ อกสู่
 ภายนอกทาง
•โดยปกติเ พศชายจะเริ่ม สร้า งตัว
อสุจ ิไ ด้เ มื่อ อายุป ระมาณ 12 - 13 ปี
และจะสร้า งไปจนตลอดชีว ิต ส่ว น
การหลั่ง นำ้า อสุจ ิใ นแต่ล ะครั้ง จะมี
ของเหลวออกมาเฉลีย ประมาณ 3 -
                          ่
4 ลูก บาศก์เ ซนติเ มตรและมีต ัว อสุจ ิ
เฉลีย ประมาณ 350 - 500 ล้า นตัว
     ่
สำา หรับ ชายที่เ ป็น หมัน จะมีต ว อสุจ ิ
                                  ั
น้อ ยกว่า 30 - 50 ล้า นตัว ต่อ
ลูก บาศก์เ ซนติเ มตร หรือ มีต ัว อสุจ ิท ี่
ผิด ปกติม ากกว่า ร้อ ยละ 25  ตัว อสุจ ิ
ที่ห ลั่ง ออกมาจะเคลื่อ นทีไ ด้
                             ่
 ระบบสืบ พัน ธุ์เ พศหญิง
  ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง  ประกอบด้วยอวัยวะ
                 ต่างๆ ดังนี้
1.  รัง ไข่   ทำาหน้าที่ผลิตไข่และ
ฮอร์โมนเพศหญิง ซึงจะกำาหนดลักษณะ
                        ่
ต่างๆในเพศหญิง เช่น ตะโพกผาย เสียง
แหลม สำาหรับรังไข่จะมี 2 อัน ซึ่งจะอยู่
คนละข้างของมดลูกจะมีลักษณะคล้ายเม็ด
มะม่วงหิมพานต์ยาวประมาณ 2 - 3
เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร
    2.  ท่อ นำา ไข่  เรียกอีกชือหนึ่งว่า ปีก
                               ่
มดลูก เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้ง
สองข้างกับมดลูก ทำาหน้าที่เป็นทางผ่าน
ของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็น
บริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ ท่อนำาไข่
มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร
และยาวประมาณ 6 - 7 เซนติเมตร
3.  มดลูก  มีร ูป ร่า งคล้า ยผล
ชมพู่ห ัว กลับ ลง กว้า งประมาณ
4 เซนติเ มตร ยาวประมาณ 6 -
8 เซนติเ มตร หนาประมาณ 2
เซนติเ มตร อยู่ใ นบริเ วณอุ้ง
กระดูก เชิง กรานระหว่า ง
กระเพาะปัส สาวะกับ ทวาร
หนัก ทำา หน้า ที่เ ป็น ที่ฝ ัง ตัว ของ
4. ช่อ งคลอด
• ตั้ง อยู่ร ะหว่า งทวารหนัก และท่อ
  ปัส สาวะ เริ่ม จากรูเ ปิด ของช่อ งคลอด
  ทอดทอดเฉีย งขึ้น ไปทางด้า นหลัง
  จนถึง ปากมดลูก โดยจะสวมรอบปาก
  มดลูก เอาไว้ ทำา ให้เ กิด เป็น ซอกเล็ก ๆ
  เรีย กว่า fornix ทางด้า นหน้า เรีย กว่า
  anterior fornix ทางด้า นหลัง เรีย กว่า
  posterior fornix ส่ว นทางด้า นข้า งทั้ง 2
  ด้า นเรีย กว่า lateral fornix ผนัง
  ภายในช่อ งคลอดมีล ัก ษณะเป็น รอยย่น
  ตามขวาง เรีย กว่า rugae ทำา ให้ผ นัง
  ช่อ งคลอดสามารถยืด ขยายตัว ได้ บุ
  ด้ว ยเยื่อ บุผ ิว ชนิด stratified squamous
ซึง มีก ารลอกหลุด ออกไปบ้า ง ในผนัง
  ่
ช่อ งคลอดจะไม่ม ีต ่อ มชนิด ใดอยู่เ ลย
สารเมือ กในช่อ งคลอดได้ม าจากต่อ ม
ของปากมดลูก เยือ บุผ ิว ของผนัง ช่อ ง
                       ่
คลอดนี้ม ีก ารเปลี่ย นแปลงตลอดเวลา
ตามระดับ ของ hormone กล่า วคือ
ขณะที่ม ี estrogen สูง ก็จ ะกระตุ้น ให้
เซลล์เ ยื่อ บุผ ิว สร้า งสาร glycogen
ออกมา เพื่อ ให้แ บคทีเ รีย ที่อ าศัย อยูใ น
                                        ่
ช่อ งคลอดคือ Doderlein bacilli
ทำา การสลายให้ก ลายเป็น lactic acid
อวัย วะเพศภายนอก (external
                genitalia)
• 1. เนิน หัว เหน่า (mone pubis) เป็น
 ผิว หนัง นูน อยูบ ริเ วณเหนือ กระดูก หัว
                   ่
 เหน่า (pubic symphysis) เมื่อ เข้า สูว ัย
                                      ่
 สาวจะมีข นงอกขึน ที่บ ริเ วณนี้ สำา หรับ
                       ้
 ในเพศหญิง แนวขนจะเรีย งตัว เป็น รูป
 สามเหลี่ย มมีย อดชี้ล งมาทางด้า นล่า ง
 ส่ว นในเพศชายยอดของสามเหลี่ย ม
 จะชี้ข ึ้น ไปทางสะดือ
 2. แคมใหญ่ (labia majora) เป็น
 ผิว หนัง ที่ต ่อ มาจากทางด้า นล่า งของ
 เนิน หัว เหน่า มีล ัก ษณะนูน แยกเป็น 2
 กลีบ ลงไปบรรจบกัน ทางด้า นหลัง ที่
 บริเ วณผีเ ย็บ
3. แคมเล็ก (labia minora) เป็น ชัน       ้
ผิว หนัง ที่ย กตัว ขึ้น เป็น กลีบ เล็ก ๆ สีแ ดง
2 กลีบ ทางด้า นในของแคมใหญ่ กลีบ
ของแคมเล็ก ทางด้า นหน้า จะแยกออก
เป็น 2 แฉก แฉกด้า นบนมาจรดกัน
กลายเป็น ผิว หนัง คลุม clitoris เรีย กว่า
prepuce of clitoris แฉกด้า นล่า งจรด
กัน ใต้ clitoris เรีย กว่า frenulum of
clitoris ส่ว นปลายหลัง ของแคมเล็ก จะ
โอบรอบรูเ ปิด ของช่อ งคลอดและท่อ
ปลายหลัง ของแคมเล็ก จะโอบรอบรู
.4. clitoris มีล ัก ษณะเป็น ตุ่ม เล็ก ๆ เป็น
อวัย วะที่เ ทีย บได้ก ับ glans penis ใน
เพศชาย และมีโ ครงสร้า งเป็น erectile
tissue เช่น กัน มีห ลอดเลือ ดและปลาย
ประสาทรับ ความรู้ส ึก มาเลี้ย งเป็น
จำา นวนมาก ดัง นั้น หากเกิด การฉีก
ขาดที่บ ริเ วณนี้ ซึ่ง อาจเกิด ขึ้น ได้ใ น
ขณะคลอด จะทำา ให้เ จ็บ เสีย เลือ ด
มาก และเย็บ ติด ได้ย าก
5. vestibule เป็น บริเ วณที่อ ยูร ะหว่า ง
                                  ่
แคมเล็ก ทั้ง สองข้า ง ตั้ง แต่ clitoris ลง
- รูเ ปิด ของท่อ ปัส สาวะ
(urethral orifice) จะอยู่ถ ัด จาก
clitoris ราว 1 ซม.
      - รูเ ปิด ของช่อ งคลอด
(vaginal orifice) อยู่ถ ัด ไปอีก มี
เยื่อ พรหมจารีย ์ป ิด อยู่
. - รูเ ปิด ของ Bartholin's
gland และ paraurethral gland
6. B  artholin's gland (greater vestibular
gland) เป็น ต่อ มเล็ก ๆ ขนาดเท่า เมล็ด
ถัว เขีย วพบอยู่ 2 ข้า งของรูเ ปิด ของ
    ่
ช่อ งคลอด ต่อ มนีเ ปรีย บเทีย บได้ก บ
                    ้                  ั
ต่อ มคาวเปอร์ใ นเพศชาย จะให้ท อ ออก  ่
มาเปิด ทีบ ริเ วณระหว่า งเยือ พรหมจารีย ์
          ่                    ่
กับ แคมเล็ก ทำา หน้า ทีส ร้า งเมือ กหล่อ
                         ่
ลืน และมีฤ ทธิ์เ ป็น ด่า งเพื่อ ลดความ
  ่
เป็น กรดในช่อ งคลอด

7. เยื่อ พรหมจารีย ์ (hymen) เป็น
เนือ เยือ ทีย ื่น ออกมาปิด รูเ ปิด ของช่อ ง
   ้    ่ ่
คลอด ตรงกลางจะมีร ูเ ปิด เล็ก ๆ เยือ   ่
พรหมจารีย น ส ามารถยืด หยุ่น ได้ ใน
                 ์ ี้
8. ฝีเ ย็บ (perineum) เป็น บริเ วณรูป
สี่เ หลี่ย ม (diamond-shape) โดยลากเส้น
เชื่อ มต่อ จากกระดูก หัว เหน่า ไปยัง
ischial tuberosity 2 ข้า ง และกระดูก
ก้น กบ แต่ถ ้า ลากเส้น ตรงเชื่อ มต่อ
ระหว่า ง ischial tuberosity ทั้ง 2 ข้า งจะ
แบ่ง ฝีเ ย็บ ออกเป็น บริเ วณรูป สามเหลี่ย ม
2 รูป คือ ด้า นหน้า เรีย ก urogenital
triangle เป็น ที่ต ั้ง ของอวัย วะเพศ
ภายนอกทั้ง หมด และด้า นหลัง เรีย กว่า
anal triangle จะพบรูเ ปิด ของทวารหนัก
อยู่ บริเ วณที่อ ยู่ร ะหว่า งช่อ งคลอดกับ
จะมีก ้อ นเนื้อ เยือ เกี่ย วพัน ที่เ หนีย ว
                   ่
และแข็ง แรงอยูข ้า งในเรีย กว่า
                     ่
perineal body ซึง มีค วามสำา คัญ
                       ่
เป็น จุด ยึด เกาะของกล้า มเนื้อ ลาย
หลายมัด ที่ท ำา หน้า ที่ร องรับ อวัย วะ
ต่า ง ๆ ที่อ ยูภ ายในอุ้ง เชิง กรานไม่
               ่
ให้เ คลื่อ นออกมา ฝีเ ย็บ มัก จะฉีก
ขาดขณะที่ท ำา การคลอด ถ้า หาก
ไม่ม ีก ารเย็บ ซ่อ มก็อ าจจะทำา ให้
อวัย วะภายในอุ้ง เชิง กรานโดย
เฉพาะมดลูก เคลื่อ นที่อ อกมาทาง
วงจรการเจริญ ของไข่ (ovarian
           cycle)
    เมื่อ ครั้ง ยัง คงเป็น
ตัว อ่อ นอยู่ใ นครรภ์
มารดานั้น ภายในชั้น
cortex ของรัง ไข่จ ะมี
ovarian follicle หลาย
ล้า นใบ เมื่อ เข้า สู่ว ัย
เจริญ พัน ธุ์ม ี ovarian
follicle เพีย ง
400,000 ใบ ส่ว น
ใหญ่จ ะฝ่อ ไป
(atresia) มีเ พีย ง 400 ลักษณะโครงสร้างภายในรังไข่
การเจริญ ของเซลล์ไ ข่
   (maturation of oocyte หรือ
          oogenesis)
    การเจริญ ของเซลล์ไ ข่แ ตกต่า งจาก
การเจริญ ของ sperm คือ ในแต่ล ะเดือ น
เซลล์ไ ข่ส ามารถเจริญ พร้อ มที่จ ะผสมกับ
sperm ได้เ พีย ง 1 ใบเท่า นัน ในขณะที่เ พศ
                                ้
ชายสามารถผลิต sperm ได้จ ำา นวนนับ พัน
ล้า นตัว ที่เ จริญ สมบูร ณ์พ ร้อ มที่จ ะเข้า ไป
ผสมกับ เซลล์ไ ข่ กระบวนการสร้า งเซลล์
สืบ พัน ธุ์ข องเพศหญิง แบ่ง เป็น หลายขั้น
ตอนแต่ล ะขัน ตอนอาศัย เวลานานจึง จะ
                ้
เสร็จ สิน ได้เ ซลล์ไ ข่ท ี่ส มบูร ณ์ ซึ่ง
        ้
กระบวนการผลิต เซลล์ไ ข่ใ ห้เ จริญ
สมบูร ณ์จ นพร้อ มที่จ ะผสมได้น น เรีย กว่า
                                     ั้
โดย เริ่ม ตั้ง แต่ร ะยะที่เ ป็น ตัว อ่อ นอยู่
ในครรภ์ม ารดามี primodial germ
cell เป็น เซลล์ต ้น กำา เนิด เจริญ มาจาก
เนื้อ เยือ ชั้น mesoderm เคลื่อ นที่
         ่
แทรกเข้า ไปในรัง ไข่เ รีย กชือ ใหม่่
ว่า .oogonia มี 46 chromosome (2n)
oogonia มีก ารแบ่ง เซลล์แ บบ mitosis
กลายเป็น primary oocyte ต่อ มา
primary oocyte ก็จ ะเจริญ ต่อ ไป
จนถึง ระยะ prophase ของการแบ่ง
เซลล์แ บบ meiosis ครั้ง ที่ 1 ก็จ ะหยุด
เจริญ เติบ โตเพีย งแค่น ี้ รอจนกว่า ตัว
การตกไข่
    หมายถึง  การที่ไ ข่ส ก และออกจาก
                                 ุ
รัง ไข่เ ข้า สูท ่อ นำา ไข่ โดยปกติร ัง ไข่แ ต่ล ะ
               ่
ข้า งจะสลับ กัน ผลิต ไข่ใ นแต่ล ะเดือ น ดัง
นัน จึง มีก ารตกไข่เ กิด ขึ้น เดือ นละ 1 ใบ
  ้
ในช่ว งกึ่ง กลางของรอบเดือ น เมื่อ มีก าร
ตกไข่ มดลูก จะมีก ารเปลีย นแปลงโดยมี
                                   ่
ผนัง หนาขึ้น ทั้ง มีเ ลือ ดมาหล่อ เลีย งเป็น
                                         ้
จำา นวนมาก ซึ่ง ต่อ ไปจะเกิด การ
เปลี่ย นแปลงใน 2 กรณีต อ ไปนี้       ่
   1. ถ้า มีอ สุจ ิเ คลื่อ นที่เ ข้า มาในท่อ นำา ไข่
ในขณะที่ม ก ารตกไข่ อสุจ ิจ ะเข้า ปฏิส นธิ
                 ี
2.  ถ้า ไม่ม ีต ัว อสุจ ิเ ข้า มาใน
ท่อ นำา ไข่ ไข่จ ะสลายตัว ก่อ น
ที่จ ะผ่า นมาถึง มดลูก จากนั้น
ผนัง ด้า นในของมดลูก และ
เส้น เลือ ดที่ม าหล่อ เลี้ย ง เป็น
จำา นวนมากก็จ ะสลายตัว
แล้ว ไหลออกสู่ภ ายนอก
ร่า งกายทางช่อ งคลอด เรีย ก
รอบประจำา เดือ น (menstrual
            cycle)
  เป็น รอบการเปลีย นแปลงทุก 28 วัน ของ
                 ่
ผนัง มดลูก ชั้น endometrium ในหญิง สาววัย
เจริญ พัน ธุ์ ขณะทีย ัง ไม่ม ีก ารตัง ครรภ์ ซึ่ง ได้
                     ่              ้
รับ อิท ธิพ ลจาก hormone เพศหญิง ส่ว นการ
เปลีย นแปลงที่ร ัง ไข่ เพื่อ สร้า งเซลล์ไ ข่อ อกมา
      ่
ทุก ๆ 28 วัน เช่น กัน เรีย กว่า ovarian cycle
ทั้ง รัง ไข่แ ละผนัง ชั้น endometrium มีก าร
เปลีย นแปลง ของ gonadotropin releasing
        ่
hormone (GnRH) จาก hypothalamus ไปมี
ผลกระตุ้น ต่อ มใต้ส มองให้ส ร้า ง FSH และ LH
ออกมา ทำา ให้ ovarian follicle ภายในรัง ไข่
มีก ารเจริญ เติบ โตและสร้า ง estrogen และ
progesterone ออกมา ซึ่ง hormone จาก
รัง ไข่ท ั้ง สองชนิด จะไปออกฤทธิ์ท ผ นัง ชั้น
                                       ี่
ในผูห ญิง ที่ม ป ระจำา เดือ นอยู่ถ ือ ว่า เป็น ผู้
      ้          ี
หญิง ที่อ ยู่ใ นวัย เจริญ พัน ธุ์ ในช่ว งอายุ
ประมาณ 12-14 ปี ไปจนถึง ระยะหมด
ประจำา เดือ นซึ่ง มีอ ายุป ระมาณ 45-50 ปี
จะมีอ าการของการมีป ระจำา เดือ นผิด
ปกติ หรือ ประจำา เดือ นขาดหายไปเลย
เป็น ระยะที่บ ง ชีใ ห้ท ราบว่า ถึง ระยะเวลา
                ่ ้
สิน สุด ของวัย เจริญ พัน ธุ์ ตลอดเวลาของ
  ้
รอบประจำา เดือ น
         นอกจากจะมีเ ลือ ดประจำา เดือ น
ไหลออกมาแล้ว ผูห ญิง ส่ว นใหญ่จ ะ
                      ้
สัง เกตการเปลี่ย นแปลงอื่น ๆ ของ
รูปที่ 6
menstrual
cycle
•             การปฏิส นธิ  คือ การทีน ิว เคลีย สของเซลล์
                                     ่
    อสุจ เ ข้า รวมตัว ตัว นิว เคลีย สของเซลล์ไ ข่ เกิด เป็น
            ิ
    ไซโกตหลัง จากนั้น อีก 30-37 ชัว โมง ไซโกตจะ
                                        ่
    แบ่ง ตัว จาก 1 เป็น 2 จาก2 เป็น 4 จนได้ก ลุม    ่
    เซลล์ท เ รีย กว่า เอ็ม บริโ อ ( E
                ี่                   mbyo ) เอ็ม บริโ อนี้
    จะเคลือ นทีไ ปฝัง ตัว ทีผ นัง มดลูก ซึง หนาตัว ขึน
              ่    ่           ่           ่            ้
    เพื่อ รองรับ การฝัง ตัว ของเอ็ม บริโ อ และเมื่อ ตัว
    อ่อ นฝัง ตัว ทีผ นัง มดลูก จะมีก ารพัฒ นาอวัย วะ
                       ่
    พิเ ศษของตัว อ่อ นคือ รก ซึง ทำา หน้า ทีด ด ซึม อาหาร
                                   ่          ่ ู
    และออกซิเ จนจากผนัง มดลูก ของแม่ส ่ง มาเลีย ง     ้
    ตัว อ่อ น ดัง นัน ขณะทีท ารกอาศัย อยู่ ในครรภ์จ ะ
                     ้       ่
    ได้ร บ อาหารและอากาศโดยผ่า นทางรก หลอด
          ั
    เลือ ดจากรกจะเซือ มต่อ กับ ตัว ทารกทางสายสะดือ
                         ่
เมือ ครบกำา หนดคลอด รกจะเริ่ม เสื่อ ม
    ่
สภาพ ทารกเตรีย มพร้อ มที่จ ะคลอด
และมีก ารเปลี่ย นแปลงเกิด ขึ้น กับ ตัว
แม่ โดยฮอร์โ มนจากต่อ มใต้ส มองจะ
กระตุ้น ให้ กล้า มเนื้อ ผนัง มดลูก บีบ
ตัว ประกอบกับ การหดตัว ของกล้า ม
เนือ หน้า ท้อ งทำา ให้ป ากมดลูก เปิด ถุง
      ้
นำ้า ครำ่า จะแตก มดลูก จะบีบ ตัว อย่า ง
แรง ดัน ให้ท ารกคลอดออกมาทาง
ช่อ งคลอด โดยปกติส ่ว นหัว ของ
ทารกจะโผล่อ อกมาก่อ นหลัง จาก
ทารกคลอดออกมา แพทย์จ ะผูก สาย
เมื่อ ทารกคลอดออกมาแล้ว นำ้า นมแม่
เป็น อาหารทีว ิเ ศษที่ส ด
              ่         ุ
สำา หรับ ทารก เพราะนำ้า นมแม่ม ส ารอาหารที่
                                  ี
ครบถ้ว น รวมทั้ง โปรตีน ที่เ ป็น ภูม ิค ม กัน โรค
                                        ุ้
ทารกที่ด ม นำ้า นมแม่จ ะมีส ข ภาพแข็ง แรงไม่
           ื่               ุ
ติด โรคง่า ย และการดื่ม นมแม่ท ารกจะได้ร บ      ั
การเกิด ฝาแฝด
   แฝดร่ว มไข่ เป็นฝาแฝดที่เกิดจากการ
รวมตัวกันของเซลล์ไข่ 1 ใบ และอสุจิ 1 ตัว
ขณะที่กำาลังเจริญเติบโตเอ็มบริโอมีการ
แบ่งเซลล์เช่น จาก 1 เป็น 2 และแยกขาด
ออกจากัน แต่ละส่วนจะเจริญเติบโตเป็น
ทารกที่มอวัยวะครบสมบูรณ์จนกระทั่ง
         ี
คลอด แฝดประเภทนี้จะเป็นเพศเดียวกัน
เสมอ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน และถ้าได้
รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อเดียวกันจะมี
อุปนิสัยและความสามารถที่คล้ายกันมาก
แฝดต่า งไข่   เป็นแฝดที่เกิดจากมีไข่
สุกมากกว่า 1 ใบ ไข่แต่ละใบจะมีโอกาส
เข้าผสมกับตัวอสุจิแต่ละตัวและเกิดการ
ปฏิสนธิในเวลาใกล้เคียงกัน จะได้
เอ็มบริโอเจริญเติบโตอยู่ภายในมดลูก
เดียวกัน แต่แยกรกกันและทารกจะคลอด
ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน ฝาแฝดชนิดนี้
อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันก็ได้
ส่วนหน้าตาและลักษณะทางพันธุกรรมจะมี
ลักษณะคล้ายกัน
ปัจ จัย เกิด แฝด
• 1. กรรมพัน ธุ์ เครือ ญาติข องแม่ท ี่ม ีแ ฝด
  จะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าเครือญาติของ
  พ่อที่มีลูกแฝด
• 2. เชื้อ ชาติ เช่น ในฝรั่งผิวขาวชาวยุโรปจะ
  เกิดฝาแฝด 1 คู่ต่อหญิงตั้งครรภ์ 100 คน
  ส่วนหญิงนิโกรจะเกิด 1 คู่ต่อหญิงตั้งครรภ์
  80 คน
• 3. อายุข องแม่แ ละจำา นวนครั้ง ของการตั้ง
  ครรภ์ก็มีส่วนอย่างยิ่ง เพราะยิ่งอายุ และ
  จำานวนครั้งของการตั้งครรภ์มากเท่าไร ไข่จะ
  มีโอกาสตกเยอะขึน โอกาสตั้งครรภ์แฝดก็
                    ้
4. หญิง ที่ม ีน ำ้า หนัก ตัว มากโดยสาเหตุม า
จากการกิน เยอะ จะมี
    โอกาสตั้ง ครรภ์แ ฝดมากกว่า หญิง รูป
ร่า งผอม ที่เ กิด จากภาวะ
    ทุพ โภชนาการหรือ ขาดอาหาร ซึ่ง
เกี่ย วเนื่อ งกับ ความสมบูร ณ์
    ของร่า งกาย
5. การได้ร ับ สารหรือ ยากระตุ้น ให้ต กไข่
มากกว่า 1 ใบ ซึ่ง อยูใ น    ่
    กลุ่ม ยาฮอร์โ มน
6. การทำา เด็ก หลอดแก้ว
การคุม กำา เนิด
1.  วิธ ีธ รรมชาติ ใช้วิธีการงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง
  เวลาก่อนมีประจำาเดือน 7 วันและ หลังการมีประเดือน
  7 วันนับตั้งแต่วันทีมประจำาเดือน
                      ่ ี
2. การใช้อ ุป กรณ์ ในเพศชายใช้ถุงยางอนามัย ส่วน
  ในเพศหญิงแพทย์จะเป็นผู้ใส่ให้  เช่นใส่ห่วงอนามัย
  หรือถุงยางอนามัย

                              การใส่ห ่ว ง
                              อนามัย
3. การใช้ส ารเคมี เช่น ยาโดยการกินยาคุม
  กำาเนิดหรือฉีดยาคุมกำาเนิดเพื่อยับยั้งการตกไข่
4. การผ่า ตัด ทำา หมัน ทำาได้ทั้งเพศชายและเพศ
  หญิง ในฝ่ายชายแพทย์จะผูกและตัดหลอดนำา
  อสุจิ ส่วนในเพศหญิงแพทย์จะผูกและตักท่อนำา
  ไข่ทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าผสมกับ
  ไข่




  การทำาหมันหญิง    
                  การทำาหมันชาย
ในกรณีท ฝ ่า ยชายผิด ปกติ
             ี่ การ
  เช่น สามีม ีอ สุจ ิน ้อ ยกว่า ปกติ
                ผสมเทีย ม
หรือ มีต ัว อสุจ ิท ี่ไ ม่แ ข็ง แรง หรือ
ในกรณีส ามีม ีค วามบกพร่อ ง
ของหน่ว ยพัน ธุก รรมหรือ
บกพร่อ งทางโครงสร้า ง และ
การทำา งานของระบบสืบ พัน ธุ์
ทำา ให้ไ ม่ส ามารถมีล ูก ได้เ อง
 แพทย์จ ะแก้ป ญ หาโดยการนำา
                    ั
อสุจ ิฉ ีด เข้า ไปที่บ ริเ วณคอ
มดลูก ของหญิง อสุจ ิท น ำา มาใช้ี่
• ในกรณีท ี่ฝ า ยหญิง ผิด ปกติ เช่นท่อนำาไข่ตีบตัน
               ่
  หรือมีพังผืดบริเวณท่อนำาไข่จนไข่มาสามารถเดิน
  ทางมาผสมกับอสุจิได้ แพทย์จะแก้ปญหาโดยนำาไข่
                                    ั
  จากรังไข่ของฝ่าย หญิงออกมาเพื่อผสมกับอสุจิ
  ภายนอกร่างกาย เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว จึงนำาเอา
  เอ็มบริโอฉีดกลับเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อให้
  เอ็มบริโอเข้าไปฝังตัวและเจริญเติบโตในมดลูก ต่อ
  ไป เราเรียกทารกที่ถือกำาเนิดโดยวิธีนว่า เด็ก
                                      ี้
  หลอดแก้ว
การทำา กิ๊ฟ  เป็น วิธ ีก ารผสมเทีย มอีก วิธ ี
หนึง แพทย์จ ะให้ผ ท ี่ต ้อ งการมีบ ต รกิน
    ่                  ู้            ุ
ฮอร์โ มนเพื่อ กระตุน การตกไข่แ ล้ว จะเจาะ
                          ้
หน้า ท้อ งฝ่า ยหญิง   เพื่อ ดูด เซลล์ไ ข่เ ข้า ไปใน
หลอดฉีด จากนัน บรรจุอ สุจ ิท ี่เ ตรีย มไว้โ ดยมี
                  ้
ฟองอากาศคัน แล้ว ฉีด ไข่แ ละอสุจ ิใ นหลอด
               ่
กลับ เข้า ไปในท่อ นำา ไข่ ไข่แ ละอสุจ ิจ ะเข้า
ผสมกัน เองภายในท่อ นำา ไข่ต ามวิธ ธ รรมชาติ
                                        ี
ต่อ ไป  ถ้า ไข่ไ ด้ร ับ การผสมก็จ ะเคลือ นที่ไ ป
                                          ่
ฝัง ตัว ในมดลูก   ถ้า ไม่ไ ด้ร ับ การผสมก็จ ะ
สลายไป
การทำา กิ๊ฟ ต่า งจากเด็ก หลอดแก้ว

ร่างกายมนุษย์

  • 2.
    ร่า งกายของสัต ว์ชั้น สูง และมนุษ ย์ป ระกอบด้ว ย เซลล์จ ำา นวนมากมาย หลายล้า นเซลล์ เซลล์ จะมีก ารรวมกลุ่ม กัน เพื่อ ทำา หน้า ที่เ ฉพาะ อย่า ง กลุ่ม ของเซลล์ท ี่ม ี รูป ร่า งเหมือ นกัน มาทำา หน้า ที่อ ย่า งเดีย วกัน เรีย กว่า เนื้อ เยื่อ
  • 3.
    อวัย วะ เกิดจากเนื้อ เยื่อ หลาย ชนิด มาทำา หน้า ที่อ ย่า งเดีย วกัน และอวัย วะหลายๆอย่า งมาทำา หน้า ที่ร ่ว มกัน เรีย กว่า ระบบ อวัย วะ ดัง นั้น ร่า งกายมนุษ ย์จ ึง ถูก จัด ระเบีย บเป็น 4 ระดับ คือ ระดับ เซลล์ เนื้อ เยื่อ อวัย วะ และ ระบบ
  • 4.
    ระดับ เซลล์ เซลล์ คือ องค์ ประกอบพื้น ฐานที่เ ล็ก ทีส ุด ของสิง มีช ีว ิต ่ ่ เซลล์ 1 เซลล์ สามารถทำา หน้า ที่ไ ด้ เท่า กับ สิง มีช ีว ิต หนึ่ง ่ ชีว ิต เพราะสิง มีช ว ิต ่ ี เซลล์เ ดีย วสามารถ ดำา รงชีว ิต อยู่ไ ด้ ลัก ษณะของเซลล์ ของสิง มีช ีว ิต จะมี ่
  • 5.
    ระดับ เนื้อ่อ หมาย เนื้อ เยื เยื่อ ถึง กลุม ของเซลล์ท ี่ม ี ่ รูป ร่า งเหมือ นกัน มา อยู่ร วมกัน และทำา หน้า ที่อ ย่า งเดีย วกัน เช่น เนื้อ เยื่อ กล้า มเนื้อ มีห น้า ที่ช ่ว ยให้ ร่า งกายเคลือ นไหว ่ ได้ ทำา งานได้ เนื้อ เยื่อ ประสาททำา
  • 6.
    ระดับ อวัย วะ ระดับ อวัย วะ คือ โครงสร้า ง ที่ป ระกอบด้ว ยเนื้อ เยื่อ หลาย ชนิด อยู่ร ่ว มกัน และทำา หน้า ที่ อย่า งใดอย่า งหนึ่ง โดยเฉพาะ เช่น หัว ใจ เป็น อวัย วะที่ ประกอบด้ว ยเนือ เยือ หุ้ม หัว ใจ ้ ่ เนือ เยื่อ กล้า มเนือ เยือ บุห ัว ใจ ้ ้ ่ เส้น เลือ ด เป็น ต้น กระเพาะ อาหาร เป็น อวัย วะหนึง ที่ ่ ประกอบด้ว ยเนือ เยือ กล้า มเนือ ้ ่ ้ วงกลมและกล้า มเนื้อ ตามยาว
  • 7.
    ระดับ ร่า งกาย ร่า งกายของเราประกอบด้ว ย อวัย วะต่า งๆมาทำา งานประสานกัน เป็น ระบบ เช่น ระบบทางเดิน อาหาร ประกอบด้ว ยอวัย วะหลายอย่า ง ได้แ ก่ หลอดอาหาร กระเพาะ อาหาร ตับ ตับ อ่อ น ลำา ไส้เ ล็ก ลำา ไส้ใ หญ่ มาทำา งานประสานกัน ถ้า อวัย วะใดอวัย วะหนึ่ง ทำา งานผิด ปกติ ไปหรือ ทำา งานไม่ไ ด้ก ็จ ะมีผ ลกระทบ ต่อ สิ่ง มีช ีว ิต นั้น
  • 8.
    นอกจากการทำา งานที่ป ระสานกัน ภายในระบบนั้นๆแล้ว ระบบนั้น ๆ แล้ว ระบบต่า งๆของร่า งกายไมว่า จะเป็น ระบบย่อ ยอาหร ระบบ หายใจ ระบบโครงกระดูก และ กล้า มเนื้อ ระบบประสาท ระบบ ขับ ถ่า ย ระบบหมุน เวีย นเลือ ด ระบบภูม ิค ุ้ม กัน หรือ ระบบสืบ พัน ธุ์ แต่ล ะระบบจะต้อ งทำา งานประสาน กัน เพื่อ ให้ส ิ่ง มีช ีว ิต นั้น ๆดำา รงอยู่
  • 10.
    ระบบย่อ ยอาหาร ระบบย่อ ยอาหารประกอบด้ว ยอวัย วะ หลาย ๆ อวัย วะ ได้แ ก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ    ตับ อ่อ น ลำา ไส้เ ล็ก ลำา ไส้ใ หญ่ ซึ่ง อวัย วะบางอวัย วะไม่ม ก าร ี ย่อ ยแต่เ กี่ย วข้อ งกับ ทางเดิน อาหาร    การ ย่อ ยอาหาร เป็น กระบวนการที่ท ำา ให้ อาหารที่ม โ มเลกุล ใหญ่ มีข นาดเล็ก ลงจน ี สามารถซึม เข้า สูเ ซลล์ไ ด้ การย่อ ยมี 2 ่ ลัก ษณะคือ
  • 11.
    1. การย่อ ยเชิงกล เป็น การย่อ ย อาหารโดยไม่ใ ช้เ อ็น ไซม์ม า ช่ว ย เป็น การบดเคี้ย วให้อ าหาร มีข นาดเล็ก ลง ได้แ ก่ก ารบด เคี้ย วอาหารในปาก  2. การย่อ ยทางเคมี เป็น การ ย่อ ยที่ต ้อ งใช้เ อ็น ไซม์*(หรือ นำ้า ย่อ ย)มาช่ว ย ทำา ให้โ มเลกุล ของ อาหารมีข นาดเล็ก ลง เช่น การ
  • 13.
    การย่อ ย อาหารที่ป าก ปาก(mouth) เป็น อวัย วะแรก ของระบบย่อ ย อาหาร ภายในปาก จะมีส ว นประกอบ ่ ดัง นี้ ฟัน ทำา หน้า ที่บ ด เคี้ย วอาหารให้ม ี ขนาดเล็ก ลง ต่อ มนำ้า ลาย จะขับ นำ้า ลายซึ่ง มนำ้า ย่อ ย
  • 14.
    ลิ้น จะช่ว ยกวาด,คลุก เคล้า อาหาร และส่ง อาหารทีเ คี้ย วลงสู่ ่ หลอดอาหาร หลอดอาหาร ท่อ ลำา เลีย งอาหารอยู่ ด้า นหลัง ของหลอดลมและทะลุก ระ บัง ลมไปต่อ กับ ปลายบนของ กระเพาะอาหาร ทำา หน้า ที่ล ำา เลีย ง อาหารที่เ คีย วแล้ว ลงสูก ระเพาะ ้ ่ อาหาร โดยการบีบ รัด ของผนัง กล้า ม เนื้อ      การย่อ ยอาหารในปากจะเริ่ม เมื่อ อาหารเข้า สูป าก โดยฟัน จะทำา ่ หน้า ที่บ ดเคีย วอาหารให้อ าหารมี ้ ขนาดเล็ก ลง เพื่อ เพิ่ม เนื้อ ที่ข อง อาหารให้ม ด อกาสสัม ผัส กับ เอนไซม์ ี ชนิด ที่อ ยูใ นนำ้า ลายได้ม ากขึ้น ่ ทำา ให้ก ารย่อ ยอาหารเป็น ไปได้
  • 15.
    นำ้า ลายที่ถ ูกขับ ออกจากต่อ มนำ้า ลาย ( เอนไซม์ใ นนำ้า ลายจะย่อ ยอาหาร จำา พวกแป้ง หรือ สารอาหารประเภท คาร์โ บไฮเดรตให้เ ป็น นำ้า ตาลเท่า นั้น ) ในขณะที่เ คีย วอาหารจะช่ว ยคลุก เคล้า ้ กับ อาหารทำา ให้ม ีค วามลื่น ต่อ การเคี้ย ว ได้ง า ย และยัง ช่ว ยในการย่อ ยอาหาร ่ ได้อ ีก ด้ว ย โดยในนำ้า ลายจะมีเ อนไซม์ ที่ช ื่อ อะไมเลส ซึง สามารถย่อ ยแป้ง ที่ ่ มีอ นุภ าคใหญ่ใ ห้ก ลายเป็น นำ้า ตาลที่ม ี อนุภ าคเล็ก อีก ด้ว ยสาเหตุน ี้ข ณะเรา
  • 16.
    การย่อ ยอาหารที่ก ระเพาะ อาหาร ( stomach ) กระเพาะอาหาร ( stomach ) มีล ัก ษณะ เป็น ถุง ที่ม ช น กล้า มเนือ ที่แ ข็ง แรง ส่ว นชัน ี ั้ ้ ้ ในสุด เป็น ชัน ของเยื่อ บุก ระเพาะอาหารที่ม ี ้ ต่อ มมากมายทำา หน้า ที่ส ร้า งของเหลว ( gastric juice ) ออกมา 3 ชนิด คือ เอน ไซม์เ ปปซิน ( pepsin ) กรดไฮโดรคลอริก และนำ้า     อาหารเมือ ย่อ ยในปากแล้ว จะถูก ส่ง ไปยัง ่ กระเพาะอาหาร โดยผ่า นไปตาม หลอดอาหาร ปกติก ระเพาะอาหารขณะที่ ไม่ม อ าหารอยู่จ ะมีข นาดประมาณ 50 ี
  • 17.
    ผนัง ชั้น ในสุดของกระเพาะ อาหารทำา หน้า ที่ผ ลิต เอนไซม์ช ื่อ ว่า เปปซิน ( pepsin ) และ กรดไฮ โดรคลอริก ออกมาในปริม าณ เล็ก น้อ ยอยู่ต ลอดเวลา แต่เ มื่อ มี อาหารเข้า สู่ก ระเพาะอาหาร เอนไซม์แ ละกรดไฮโดรคลอริก ก็ จะถูก ผลิต และขับ ออกมาใน
  • 18.
    เอนไซม์เ ปปซิน ในกระเพาะอาหาร มีหน้า ที่ย อ ยสารอาหารประเภทโปรตีน ่ ให้ม ีข นาดเล็ก ลง แต่ย ง มีข นาดใหญ่ ั เกิน กว่า จะแพร่เ ข้า สูเ ซลล์ไ ด้ ดัง นั้น จะ ่ ต้อ งส่ง ไปย่อ ยต่อ ที่ล ำา ไส้เ ล็ก      กรดไฮโดรคลอริก ทีก ระเพาะ ่ อาหารสร้า งขึ้น แลปล่อ ยออกมาใน ตอนแรกจะมีค วามเข้ม ข้น สูง สามารถ ทำา อัน ตรายแก่เ นื้อ เยือ ต่า งๆในร่า งกาย ่ ได้ แต่จ ะไม่เ ป็น อัน ตรายต่อ กระเพาะ อาหารถ้า กรดนี้ร วมตัว กับ อาหารใน กระเพาะทำา ให้ก รดเจือ จางลง ประกอบ
  • 19.
    กรดไฮโดรคลอริก จึง ไม่ทำา อัน ตรายแก่ผ นัง กระเพาะอาหาร ได้ง ่า ยนัก แต่ถ ้า กระเพาะ อาหารปล่อ ยนำ้า ย่อ ย ออกมามากๆ ในขณะที่ไ ม่ม ี อาหารอยู่จ ะมีผ ลทำา ให้ผ นัง ของ กระเพาะอาหารถูก ทำา ลายได้ และเมื่อ เกิด บ่อ ยๆครั้ง จะเป็น ผล ทำา ให้เ กิด แผลและเลือ ดไหลซึม ออกมาจากเยื่อ บุใ นกระเพาะ
  • 20.
    การย่อ ยอาหารทีล ำาไส้เ ล็ก ่ ( small intestine )     การย่อ ยอาหารและดูด ซึม สาร อาหารส่ว นใหญ่เ กิด ขึ้น ที่น ี่ ลำา ไส้เ ล็ก มีร ูป ร่า งเป็น ท่อ ยาวประมาณ 15 ฟุต มีเ ส้น ผ่า ศูน ย์ก ลางประมาณ 1 นิ้ว แบ่ง ออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนต้น ตอน กลาง และตอนปลาย ผนัง ด้า นใน ของลำา ไส้เ ล็ก จะมีส ว นทีย ื่น ออกมา ่ ่ จำา นวนมากเรีย กว่า วิล ไล (villi) ภาย ในวิล ไลมีเ ส้น เลือ ดฝอยและนำ้า เหลือ ง ช่ว ยดูด ซึม อาหารที่ม ีโ มเลกุล ขนาด
  • 21.
    การย่อ ยอาหารในลำา ไส้เล็ก เป็น การย่อ ยขั้น สุด ท้า ย ซึ่ง ต้อ ง อาศัย เอ็น ไซม์จ ากลำา ไส้เ ล็ก เอง และจากตับ อ่อ น ในการย่อ ย อาหารประเภทแป้ง ไขมัน และ โปรตีน นอกจากนี้ย ัง มีน ำ้า ดี ซึ่ง สร้า งโดยตับ และสะสมไว้ใ นถุง นำ้า ดี อาหารที่ย ่อ ยแล้ว ซึม เข้า ไป เลี้ย งส่ว นต่า ง ๆ ของร่า งกาย
  • 22.
    ในลำา ไส้เ ล็กจะมีเ อนไซม์แ ละสารต่า งๆ ที่จ ำา เป็น ต่อ การย่อ ยสารอาหารหลาย ประเภท โดยเอนไซม์แ ละสารเหล่า นีถ ูก ้ สร้า งที่อ วัย วะต่า งๆ ดัง นี้   ลำา ไส้เ ล็ก สร้า งเอนไซม์ ชื่อ มอลเตส  แลกเตส และ ซูเ ครส สำา หรับ ย่อ ยสาร อาหารคาร์โ บไฮเดรตประเภทนำ้า ตาล ตับ อ่อ น สร้า งเอนไซม์ ชื่อ ทริป ซิน สำา หรับ ย่อ ยสารอาหาร โปรตีน และ ไลเปส สำา หรับ ย่อ ยสารอาหารไขมัน
  • 23.
    ตับ มีก ารสร้างนำ้า ดีแ ล้ว ส่ง ไปเก็บ ไว้ใ น ถุง นำ้า ดี โดยถุง นำ้า ดีจ ะมีท ่อ ติด ต่อ กับ ลำา ไส้เ ล็ก เมื่อ อาหารถูก ส่ง ผ่า น มายัง ลำา ไส้เ ล็ก จะมีก ารกระตุ้น ให้ถ ุง นำ้า ดี หลั่ง นำ้า ดีอ อกมา สำา หรับ นำ้า ดีท ำา หน้า ที่ กระจายสารอาหารไขมัน ให้แ ตกตัว เป็น เม็ด เล็ก ๆก่อ น เพื่อ ให้ส ะดวกต่อ การย่อ ย ของเอนไซม์ไ ลเปสจากตับ อ่อ นอีก ทีห นึ่ง          เอนไซม์แ ละสารต่า งๆที่ใ ช้ใ นการ ย่อ ยอาหารในลำา ไส้เ ล็ก ทำา หน้า ที่ไ ด้ด ีใ น
  • 25.
    การย่อ ยอาหารที่ ลำา ไส้ใ หญ่ ( large intestine )  ลำา ไส้ใ หญ่ เป็นส่วน สุดท้ายของระบบย่อย อาหาร อยูติดกับลำาไส้เล็ก ่ ตรงรอยต่อจะมี ไส้ติ่ง(Vermiform appendix)ติดอยู่ ใน ลำาไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อย อาหาร แต่จะมีการดูดซึม นำ้าและเกลือแร่กลับคืนสู่ กระแสเลือดโดยผนังของ
  • 26.
    อาหารที่ย ่อ ยไม่ได้เ ป็น พวก เส้น ใยอาหาร ( fiber ) ซึ่ง มี ประโยชน์ต ่อ ร่า งกายเพราะช่ว ย ทำา ให้ก ากอาหารเป็น ก้อ นเคลื่อ นที่ ไปตามความยาวของลำา ไส้ใ หญ่ไ ด้ ดี ลำา ไส้ใ หญ่ม ีก ารบีบ ตัว ได้ม าก จึง ช่ว ยให้ก ารขับ ถ่า ยอุจ จาระได้ด ี     -  เส้น ใยอาหาร เป็น ส่ว นของ กากอาหารที่ไ ด้จ ากพืช ประโยชน์
  • 27.
    -ช่ว ยลดนำ้า หนักเพราะเส้น ใย อาหารจะจับ กับ ไขมัน จาก อาหารป้อ งกัน โรคริด สีด วงทวาร เนื่อ งจากเส้น ใย อาหารอุ้ม นำ้า จึง ช่ว ยให้ก ารขับ ถ่า ยสะดวก - ช่ว ยลดระดับ ไขมัน ในเลือ ด เป็น การป้อ งกัน โรคหลอด เลือ ดหัว ใจตีบ ตัน
  • 29.
    ระบบหายใจ     การดำารงชีว ิต ของสิ่ง มี ชีว ิต จำา เป็น ต้อ งใช้แ ก๊ส ออกซิเ จน ซึง คนเราได้ร บ ่ ั แก๊ส ออกซิเ จนจากการ หายใจเข้า ถ้า ร่า งกายขาด แก๊ส ออกซิเ จนไปเพีย ง 2 - 3 นาที ก็จ ะทำา ให้ถ ึง ตายได้
  • 31.
    การหายใจ ( Respiration )    การหายใจ   หมายถึง  การใช้ แก๊ส ออกซิเ จนใน การเผาผลาญ อาหารเพื่อ ให้ไ ด้ พลัง งานออกมาใช้
  • 32.
    การหายใจ  แบ่ง ออกเป็น2  แบบ  คือ  1.  การหายใจแบบใช้ ออกซิเ จน (Aerobic espiration ) 2.  การหายใจแบบไม่ใ ช้ ออกซิเ จน (Anaerobic respiration )
  • 33.
    การหายใจของคนและ สัต งการพลังงานจึง มี คนเราต้อ ว์ช ั้น สู ง การหายใจแบบใช้อ อกซิเ จน ผลิต ผลทีไ ด้จ ากการหายใจแบบนี้ ่ คือ นำ้า  แก๊ส คาร์บ อนไดออกไซด์ และพลัง งาน     การหายใจของคนและสัต ว์ ชัน สูง แบ่ง ออกเป็น 3ขั้น ตอน คือ ้ ขั้น ที่ 1   ขั้น ตอนการสูด อากาศ เข้า ปอด ขั้น ที่ 2   ขั้น ตอนการแลก เปลี่ย นแก๊ส ออกซิเ จนกับ แก๊ส
  • 34.
    จุด ประสงค์ข องการหายใจ ของมนุษ ย์ 1. เพื่อ นำา แก๊ส ออกซิเ จนเข้า สู่เ ซลล์ต ่า งๆของร่า งกาย สำา หรับ ใช้ใ นการทำา ปฏิก ิร ิย า เผาผลาญสารอาหารที่ม ีอ ยู่ใ น เซลล์ เพื่อ ให้เ กิด พลัง งาน ใน ร่า งกาย แล้ว นำา ไปใช้ท ำา กิจ กรรมต่า งๆ นอกจากนี้ย ัง มี นำ้า และ แก๊ส
  • 35.
    2. เพื่อ กำาจัด แก๊ส คาร์บ อนไดออกไซด์ท เ กิด ขึ้น จาก ี่ การเผาผลาญสารอาหาร สำา หรับ แก๊ส คาร์บ อนไดออกไซด์น ั้น ร่า งกายของคนต้อ งการในปริม าณ เล็ก น้อ ย ดั่ง นั้น ส่ว นเกิน ที่เ กิด จาก การเผาผลาญอาหารจะถูก ขับ ออก สู่ภ ายนอกร่า งกายด้ว ยการหายใจ ออก     กระบวนการในการนำา แก๊ส
  • 36.
    อวัย วะทีช ่วยในการ ่ หายใจ อวัย วะที่เ กี่ย วข้อ งกับ ระบบหายใจ ของคนเริ่ม ต้น ที่ป าก และ จมูก ไปสู่ หลอดลม ซึ่ง เป็น ท่อ กลวงมีก ระดูก อ่อ นเป็น วงแหวนแทรกอยูช ่ว ยให้ ่ หลอดลมไม่ย บ หรือ แฟบซึ่ง เป็น ุ อัน ตราย ปลายของหลอดลมแตกเป็น สองแขนง เรีย กว่า หลอดลมใหญ่เ ข้า สูป อด เมื่อ เข้า ไปในปอดจะแตกแข ่ นงเล็ก ๆมากมาย เรีย กว่า หลอดลม
  • 37.
    ปอดของคนเราไม่ม ก ล้าม ี เนื้อ จึง ไม่ส ามารถหดตัว และ คลายตัว ได้เ อง ดัง นั้น ใน การนำา เอาอากาศภายนอก เข้า สู่ป อดและขับ แก๊ส ต่า งๆ ออกจากปอดต้อ งอาศัย การ ทำา งานประสานกัน ของ อวัย วะต่า งๆเช่น กล้า มเนื้อ
  • 38.
    ระบบหายใจ ทำา หน้าที่แ ลกเปลี่ย น แก๊ส ออกซิเ จนและ คาร์บ อนไดออกไซด์ใ นระบบนี้ ประกอบด้ว ยอวัย วะสำา คัญ ได้แ ก่ จมูก หลอดลม และปอด 1 จมูก เป็น อวัย วะส่ว นต้น ของ ระบบหายใจ ทำา หน้า ที่เ ป็น ทางผ่า น ของอากาศ ช่ว ยกรองฝุน ละออง และ ่ เชื้อ โรคบางส่ว นก่อ นอากาศจะผ่า น ไปสู่อ วัย วะอืน ต่อ ไป ่ 2 หลอดลม เป็น ท่อ กลวงเชือ มต่อ่ กับ ขั้ว ปอดทั้ง 2 ข้า ง ทำา หน้า ที่เ ป็น
  • 39.
    3. ปอด เป็นอวัย วะที่ส ำา คัญ ทีส ุด ของ ่ ระบบหายใจ ปอดมี 2 ข้า ง อยู่ใ น ทรวงอกด้า นซ้า ยและขวา ปอดแต่ล ะ ข้า งประกอบด้ว ยขั้ว ปอด ซึ่ง จะแตก แขนงออกเป็น หลอดเล็ก ๆ เรีย กว่า แขนงขั้ว ปอด ที่ป ลายของแขนงขัว ้ ปอดจะพองออกเป็น ถุง ลมเล็ก ๆ มากมาย สำา หรับ เป็น ที่แ ลกเปลี่ย น แก๊ส เรีย กว่า ถุง ลมปอดหน้า ที่ข อง ปอดคือ การนำา ก๊า ซ CO2 ออกจาก
  • 40.
    การหายใจของมนุษ ย์  การหายใจ เป็น การรับ เอาอากาศจาก ภายนอกผ่า นปากหรือ จมูก ลงสูป อด ่ เป็น การทำา งานร่ว มกัน ของกระดูก ซี่โ ครง และกะบัง ลม ดัง นี้      การหายใจเข้า  จะเกิด ขึ้น เมือ กล้า ม ่ เนือ ที่ย ึด ซี่โ ครงหดตัว ซึง จะทำา ให้ กระดูก ้ ่ ซีโ ครงเลือ นสูง ขึ้น ในขณะเดีย วกัน ่ ่ กะบัง ลมก็จ ะหดตัว และเลือ นตำ่า ลง จึง ทำา ให้ ่ ปริม าตรของช่อ งอกมีม ากขึ้น ( ช่อ งอก ขยายตัว ) ความดัน อากาศลดตำ่า ลง อากาศ จากภายนอกจะผ่า นเข้า สูป อด ่
  • 42.
    การแลกเปลี่ย นแก๊ส ทีถเข้า สู่ป อดจะไปอยู่ ่ ่อ ุง ลม    อากาศเมื ในถุง ลม ซึ่ง มีล ัก ษณะกลมคล้า ย ลูก องุ่น ซึ่ง ปอดแต่ล ะข้า งจะมีถ ุง ข้า งละ 150 ล้า นถุง แต่ล ะถุง มี ขนาดเส้น ผ่า นศูน ย์ก ลางไม่ถ ึง 0.1 มิล ลิเ มตร ถุง ลมทุก อัน จะมี หลอดเลือ ดฝอยมาห่อ หุ้ม ไว้ การ แลกเปลีย นแก๊ส ่ คาร์บ อนไดออกไซด์ ออกซิเ จน ไนโตรเจน และไอนำ้า ผ่า นเข้า
  • 43.
    เลือ ดจากหัว ใจมาสู่ปอด เป็น เลือ ดที่ม ีอ อกซิเ จนตำ่า คาร์บ อนไดออกไซด์ส ูง เมือ มา ่ สู่ถ ุง ลมจะมีก ารแลกเปลี่ย นแก๊ส โดยออกซิเ จนในถุง ลมจะแพร่ เข้า สู่เ ส้น เลือ ด ขณะเดีย วกัน คาร์บ อนไดออกไซด์ใ น เส้น เลือ ดจะแพร่เ ข้า สู่ถ ุง ลม
  • 45.
    การแลกเปลี่ย นแก๊ส ที่เน ตัว พาแก๊ส  เลือ ดจะเป็ ซลล์  ออกซิเ จนและสารอาหารไปสู่ เซลล์ท ั่ว ร่า งกายเมื่อ สารอาหาร และแก๊ส ออกซิเ จนเข้า สู่เ ซลล์จ ะ เกิด ปฏิก ิร ิย าระหว่า งสารอาหาร และแก๊ส ออกซิเ จน อาหารจะ ปล่อ ยพลัง งานออกมา กระบวนการนี้เ รีย กว่า กระบวนการหายใจ ปฏิก ิร ิย านี้
  • 48.
    แบ่ง ออกเป็น 2ระบบ คือ  1. ระบบเปิด  เป็น ระบบทีเ ืืล อ ด ่ ื ไม่ไ ด้ไ หลไปตามเส้น เลือ ดตลอด เวลาแต่จ ะมีเ ลือ ดไหลไปตามช่อ ง ว่า งในลำา ตัว ทีเ รีย กว่า เฮโมซีล ่ (H aemocoel ) พบในสัต ว์ใ นไฟ ลัม มอลลัส กา ได้แ ก่ หอย ปลาหมึก และสัต ว์ใ นไฟลัม อาร์ โทรโพดา ได้แ ก่ ปู กุง ตะขาบ ้ และแมลง
  • 49.
    2. ระบบปิด  เป็นระบบที่เ ลือ ด ไหลไปตามเส้น เลือ ดผ่า น หัว ใจครบวงจร ระบบนี้ม ี เส้น เลือ ดฝอยเชื่อ มโยง ระหว่า งเส้น เลือ ดที่พ าเลือ ด ออกจากหัว ใจ กับ เส้น เลือ ดที่ พาเลือ ดเข้า สู่ห ัว ใจ พบในสัต ว์ ไฟลัม แอนิล ิด า เช่น ไสเดือ น
  • 50.
  • 51.
    อวัยวะสำาคัญของระบบ เลือดไหลเวียน ได้แก่ หัวใจ หลอด เลือดแดง และหลอด เลือดดำา
  • 52.
    ในร่า งกายมนุษ ย์มห ัว ใจทำา หน้า ทีส บ ฉีด ี ่ ู โลหิต ให้ไ หลเวีย นอยูใ นเส้น เลือ ด การ ่ สูบ ฉีด โลหิต ของหัว ใจ ทำา ให้เ กิด แรงดัน ให้เ ลือ ดไหลไปตามเส้น เลือ ดไปยัง ส่ว น ต่า งๆของร่า งกาย และไหลกลับ คืน สู่ หัว ใจ โดยหัว ใจของคนเราตั้ง อยู่ใ น ทรวงอกระหว่า งปอดทั้ง สองข้า งค่อ นมา ทาด้า นซ้า ยชิด ผนัง ทรวงอก แบ่ง ออก เป็น 4 ห้อ ง ห้อ งบนสองห้อ ง มีผ นัง บาง เรีย กว่า เอเทรีย ม ( atrium ) ส่ว นสอง ห้อ งล่า งมีข นาดใหญ่ก ว่า และผนัง หนา เรีย กว่า เวนทริเ คิล ( ventricle ) ระหว่า ง
  • 53.
    * * หัวใจของคนเราประกอบไปด้ว ย กล้า มเนื้อ ทีม ิไ ด้อ ยู่ภ ายใต้อ ำา นาจ ่ บัง คับ ของสมอง * * * * หัว ใจของสัต ว์เ ลี้ย งลูก ด้ว ยนม มี 4 ห้อ ง ของสัต ว์ค รึง บกครึง นำ้า มี3 ห้อ ง ่ ่ ( ยกเว้น จระเข้ มี 4 ห้อ ง ) หัว ใจปลา มี 2 ห้อ ง หัว ใจของสัต ว์ป ีก มี 4 ห้อ ง **      ในร่า งกายของมนุษ ย์ ระบบการ หมุน เวีย นของเลือ ดประกอบด้ว ย หัว ใจเป็น อวัย วะสำา คัญ ทำา หน้า ทีส บ ่ ู ฉีด เลือ ดไปยัง ส่ว นต่า งๆของร่า งกาย โดยมีเ ส้น เลือ ดเป็น ท่อ ลำา เลีย งเลือ ด
  • 54.
    1.  เลือ ด( blood ) ในร่า งกายของคนเรามีเ ลือ ด อยู่ป ระมาณ 6,000 ลูก บาศก์ เซนติเ มตร เลือ ดประกอบไปด้ว ย ส่ว นที่เ ป็น ของเหลว คือ นำ้า เลือ ด ( plasma ) กับ ส่ว นที่เ ป็น ของแข็ง คือ เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดง  เซลล์เ ม็ด เลือ ดขาว และ เกล็ด เลือ ด
  • 55.
    1.1  ส่ว นที่เป็น ของเหลว  คือ นำ้า เลือ ดหรือ พลาสมา ประกอบด้ว ยนำ้า และสารต่า งๆ ซึ่ง ได้แ ก่ สารอาหารที่ถ ูก ย่อ ย แล้ว รวมทั้ง วิต ามิน  เกลือ แร่ ฮอร์โ มนและสารอื่น ๆที่ล ะลาย นำ้า ได้ สารเหล่า นี้จ ึง อยู่ใ นรูป สารละลาย มีป ระมาณ 50 % ของเลือ ดทั้ง หมด นำ้า เลือ ดทำา หน้า ที่ล ำา เลีย งอาหารที่ถ ูก ดูด
  • 56.
    1.2  ส่ว นที่เป็น ของแข็ง  มีอ ยู่ ประมาณ 50% ของเลือ ดทั้ง หมด ประกอบด้ว ย        -  เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดง   ใน ขณะที่ย ัง เจริญ เติบ โตไม่เ ต็ม ที่ จะอยู่ใ น ไขกระดูก และมีน ว เคลีย ส แต่ เมื่อ เจริญ ิ เติบ โตเต็ม ที่จ ะเข้า ไปอยู่ใ นกระแสเลือ ด แล้ว นิว เคลีย สจะหายไป เม็ด เลือ ดแดง ทำา หน้า ที่ข นส่ง แก๊ส ออกซิเ จน จากปอด ไปสู่เ ซลล์ท ั่ว ร่า งกายและขนส่ง แก๊ส คาร์บ อนไดออกไซด์ ซึ่ง เป็น ของเสีย ที่ เกิด จากการสลายอาหารจากเซลล์ม าสู่
  • 57.
    -  เซลล์เ ม็ดเลือ ดขาว  มีข นาด ใหญ่ก ว่า เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดง ภายในมีน ิว เคลีย ส ทำา หน้า ที่ ทำา ลายเชื้อ โรคหรือ สิ่ง แปลกปลอม ที่เ ข้า สู่ร ่า งกาย -  เกล็ด เลือ ด  เป็น ชิ้น ส่ว นของ เซลล์ท ี่ม ีร ูป ร่า งเป็น แผ่น เล็ก ๆปนอยู่ ในนำ้า เลือ ด ไม่ม ีน ิว เคลีย ส มีห น้า ที่ ช่ว ยให้เ ลือ ดแข็ง ตัว เวลาเกิด บาด แผลเล็ก ๆเกล็ด เลือ ดจะทำา ให้
  • 59.
    เม็ด เลือ ดแดงมีส่ว นประกอบ ส่ว นใหญ่เ ป็น โปรตีน และเหล็ก มีช ื่อ เรีย กว่า เฮโมโกลบิน ก๊า ซออกซิเ จน จะรวมตัว กับ เฮโมโกลบิน แล้ว ลำา เลีย งไปใช้ ยัง ส่ว นต่า ง ๆ ของร่า งกาย   เม็ด เลือ ดขาวซึ่ง ผลิต โดยม้า ม * จะทำา หน้า ที่ต ่อ สู้ก ับ เชื้อ โรคที่ จะเข้า สู่ร ่า งกาย   ส่ว นเกล็ด
  • 60.
    2. เส้น เลือด ( blood vessels ) •  เส้น เลือ ดในร่า งกายคนแบ่ง ออกได้ 3 ประเภท คือ   - เส้น เลือ ดแดง ( artery ) คือ เส้น เลือ ดที่น ำา เลือ ดออกจากหัว ใจไป ยัง อวัย วะและส่ว นต่า งๆ ของ ร่า งกาย เลือ ดในเส้น เลือ ดแดงส่ว นมากเป็น เลือ ดดี นอกจากเส้น เลือ ดแดงที่ไ ปยัง ปอดที่เ ป็น เลือ ดเสีย เพื่อ นำา ไป ฟอกให้ บริส ุท ธิ์ • เส้น เลือ ดดำา ( vein )คือ เส้น เลือ ดที่น ำา เลือ ดเข้า สูห ัว ใจส่ว นมากเป็น เลือ ด ่
  • 61.
     เส้น เลือ ดอาร์เทอรี เป็น เส้น เลือ ดที่น ำา เลือ ดออกจากหัว ใจ มี ขนาดต่า งๆกัน ขนาดใหญ่ค ือ เอออร์ต า มี เส้น ผ่า นศูน ย์ก ลางประมาณ 1 นิ้ว และขนาด เล็ก มีเ ส้น ผ่า นศูน ย์ก ลาประมาณ 0.2 มิล ลิเ มตร ไม่ม ีล ิ้น เส้น เลือ ดอาร์เ ทอรี ประกอบด้ว ยกล้า มเนื้อ และเนื้อ เยื่อ ที่ย ืด หยุ่น ได้ มีผ นัง หนา สามารถรับ แรงดัน เลือ ด ซึง เป็น แรงดัน ค่อ นข้า งสูง อัน เป็น ผลเนื่อ งมา จากการบีบ ตัว ของหัว ใจห้อ งล่า ซ้า ย ความ ดัน ของเลือ ดจะสูง มากในเส้น เลือ ดอาร์เ ทอรี ใกล้ห ัว ใจ คือ เส้น เลือ ดแดงใหญ่ท ี่ส ุด ที่เ รีย ก ว่า เอออร์ต า และค่อ ยๆลดลงตามลำา ดับ เมื่อ
  • 62.
    ผูใ หญ่อ ายุ20 - 30 ปี มีค วามดัน เลือ ดปกติ ้ ประมาณ 120/80 มิล ลิเ มตรปรอท ตัว เลข ข้า งหน้า ( 120 )หมายถึง ความดัน โลหิต ขณะหัว ใจบีบ ตัว เรีย กว่า ความดัน ซิส โทลิก ( Systolie pressure ) ตัว เลขข้า งหลัง ( 80 ) หมายถึง ความดัน ดลหิต ของหัว ใจคลายตัว เรีย กว่า ความดัน ไดแอสโทลิก ( Diastolie pressure )ที่เ รีย กว่า การจับ ชีพ จร ซึ่ง ชีพ จร ( pluse ) หมายถึง อัต ราการเต้น ของ หัว ใจ จงหวะการยืด หยุ่น ของเส้น เลือ ดอาร์ เทอรีเ ป็น ไปตามจัง หวะการเต้น ของหัว ใจ
  • 65.
    3. หัว ใจ( heart ) หัว ใจจะทำา หน้า ที่ส บ ฉีด โลหิต ู ไปเลี้ย งส่ว นต่า งๆของร่า งกาย โดย จะรับ เลือ ดที่ม ีอ อกซิเ จนสูง จากปอด เข้า ทางหัว ใจห้อ งบนซ้า ยผ่า นต่อ มายัง หัว ใจห้อ งล่า งซ้า ย เพื่อ ส่ง ออกไปยัง อวัย วะต่า งๆขออง ร่า งกายและจะรับ เลือ ดที่ม ี ออกซิเ จนน้อ ยจากส่ว นต่า งๆของ ร่า งกายกลับ เข้า สูห ัว ใจทางหัว ใจ ่ ห้อ งบนขวา และผ่า นไปยัง หัว ใจ
  • 66.
    หรือ กล่า วได้ว่า เลือ ดดำา ( เลือ ดที่ม แ ก๊ส ี ออกซิเ จนตำ่า )จากส่ว นต่า งๆ ของร่า งกาย ไหลเข้า หัว ใจทางหัว ใจห้อ งบนขวาโดย เลือ ดจากส่ว นบนของร่า งกายจะเข้า สูห ัว ใจ ่ ทางเส้น เลือ ดซุป เ รีย เวนาคาวาและเลือ ด ิ จากส่ว นล่า งของร่า งกายจะเข้า สูห ัว ใจห้อ ง ่ บนขวาทางเส้น เลือ ดอิน พีเ รีย เวนาคาวา จากนัน หัว ใจห้อ งบนขวาจะหดตัว ให้เ ลือ ด ้ ผ่า นลิ้น หัว ใจลงสูห ัว ใจห้อ งล่า งขวาแล้ว ่ หัว ใจห้อ งล่า งขวาจะบีบ ตัว ให้เ ลือ ดไป เข้า ไปในเส้น เลือ ดพัล โมนารีอ าร์เ ทอรีจ าก หัว ใจไปยัง ปอด เลือ ดดำา จะผ่า นเข้า ไปใน เส้น เลือ ดฝอยรอบๆถุง ลมปอด แล้ว จ่า ย
  • 67.
    หัว ใจ(H eart) ตั้ง อยู่ใ น ทรวงอกระหว่า งปอดทั้ง สอง ข้า งเอีย งไปทางซ้า ยของแนว กลางตัว ประกอบด้ว ยกล้า ม เนื้อ ที่แ ข็ง แรงภายในมี 4 ห้อ ง      - หัว ในห้อ งบนซ้า ย(L eft atrium)       มีห น้า ที่ รับ เลือ ดที่ ผ่า นการฟอกที่ป อด      - หัว ใจห้อ งบนขวา(Right atrium)      มีห น้า ที่ รับ เลือ ดที่ ร่า งกายใช้แ ล้ว      - หัว ใจห้อ งล่า งขวา(Right
  • 68.
  • 70.
    ระบบขับ ถ่า ย     กระบวนการต่า งๆทีเ กิด ขึ้น ใน ่ ร่า งกาย นอกจากจะก่อ ให้เ กิด ประโยชน์ห รือ ให้ผ ลที่ร ่า งกาย ต้อ งการแล้ว ยัง มีส ิ่ง ที่ร ่า งกายไม่ ต้อ งการ ซึ่ง รวมเรีย กว่า ของเสีย เกิด ขึ้น ตามมาอีก ด้ว ย ของเสีย ที่ ร่า งกายกำา จัด ออกมานั้น มีท ั้ง สารที่ เป็น พิษ ตอร่า งกาย และสารทีเ ป็น ่ ประโยชน์ต ่อ ร่า งกาย แต่ม ีป ริม าณ มากเกิน ความต้อ งการของร่า งกาย
  • 71.
    ของเสีย ที่เ ป็นของแข็ง ร่า งกาย จะกำา จัด ออกทางทวารหนัก ใน รูป ของอุจ จาระ ส่ว นของเสีย ที่ เป็น แก๊ส ร่า งกายจะกำา จัด ออมา กับ ลมหายใจออก สำา หรับ ของ เสีย ที่เ ป็น ของเหลวร่า งกายมี กลไกในการกำา จัด อยู่ 2 ทาง คือ การกำา จัด ของเสีย ทางไต และ การกำา จัด ของเสีย ทาง
  • 73.
    การกำา จัด ของเสีย ทางไต       ของเสีย ทีเ กิด ขึ้น จาก ่ กระบวนการต่า งๆภายในเซลล์ จะถูก กำา จัด ออกจากเซลล์ โดย การแพร่เ ข้า สู่ห ลอดเลือ ด จาก นั้น เลือ ดจะลำา เลีย งของเสีย ต่า งๆ ยัง ไต เพื่อ ผ่า นกระบวนการ กำา จัด ของเสีย ออกจากเลือ ด ยาวจากกรวยไตไปจนถึง
  • 74.
    ไตเป็น อวัย วะที่ทำา หน้า ที่ค ้า ยเครื่อ ง กรอง โดยจะกรองของเสีย ออกจาก เลือ ด มีล ก ษณะคล้า ยเมล็ด ถั่ว ดำา ั และจะมีอ ยู่ 2 ข้า ง โดยติด อยู่ท าง ด้า นหลัง ของช่อ งท้อ ง ขนาดโดย ประมาณของไต คือ กว้า ง 6 เซนติเ มตร และหนา 3 เซนติเ มตร เมื่อ ผ่า ไตออกเป็น 2 ซีก พบว่า ภายในไตประกอบด้ว ยหน่ว ยไต เล็ก ๆจำา นวนมาก มีล ก ษณะเป็น ท่อ ั
  • 76.
    การทำา งานของไต •      หลอดเลือดที่น ำา เลือ ดมายัง ไตเป็น หลอด เลือ ดที่อ อกจากหัว ใจ ซึ่ง จะลำา เลีย งทั้ง สารที่ม ี ประโยชน์แ ละของเสีย ที่ต ้อ งการกำา จัด ออก สาร ต่า งๆที่เ ลือ ดลำา เลีย งมาจะถูก ส่ง เข้า สูห น่ว ยไต ่ โดยผ่า นไปตามหลอดเลือ ดฝอย เพื่อ ให้ห น่ว ย ไตทำา หน้า ที่ก รองสารที่อ ยูใ นเลือ ดก่อ น ข้อ มูล ่ จากการทดลองพบว่า เซลล์เ ม็ด เลือ ดแดงและ สารจำา พวกโปรตีน บางชนิด เช่น เฮโมโกลบิน ไม่ส ามารถผ่า นเข้า สูห น่ว ยไตได้ สำา หรับ สาร ่ บางจำา พวก เช่น นำ้า ตาลกลูโ คส กรดอะมิโ น และของเสีย อืน ๆ จะผ่า นเข้า สูห น่ว ยไตได้แ ละ ่ ่ จะไหลเข้า ไปตามท่อ ของหน่ว ยไต
  • 77.
    •แร่ธ าตุแ ละสารบางชนิดที่ม ี ประโยชน์ต ่อ ร่า งกายอยู่นั้น เมื่อ ผ่า นไปตามท่อ ของหน่ว ยไตจะถูก ผนัง ของหน่ว ยไตดูด ซึม กลับ คืน เข้า สูห ลอด ่ เลือ ดฝอยใหม่ ส่ว นของเสีย อื่น ๆนั้น ซึ่ง จะรวมเรีย กว่า นำ้า ปัส สาวะ จะถูก ส่ง ผ่า นไปตามหลอดไตและเข้า สูก ระเพาะ ่ ปัส สาวะต่อ ไป จากนั้น จึง ถูก ขับ ออก จากร่า งกายในรูป ของของเหลว คือ นำ้า ปัส สาวะนั่น เอง     โดยปกติน ำ้า ตาลกลูโ คสเป็น สารที่ม ี ประโยชน์ต ่อ ร่า งกายจะถูก ผนัง ของ
  • 80.
    การกำา จัด ของ เสียทางผิว หนัง  ของเสีย ที่ม ีส ถานะของเหลว      นอกจากจะถูก ขับ ออกจาก ร่า งกายในรูป นำ้า ปัส สาวะที่ผ ่า น ทาไตแล้ว ยัง มีข องเสีย ในสถานะ ของเหลวอีก ส่ว นหนึ่ง ถูก ขับ ออก จากร่า งกายในรูป ของเหงื่อ ซึ่ง ผ่า นทางผิว หนัง ผิว หนัง นอกจาก จะทำา หน้า ที่ก ำา จัด ของเสีย ออก จากร่า งกายในรูป ของเหงื่อ แล้ว ยัง มีส ่ว นระบายความร้อ นให้แ ก่
  • 81.
    เหงื่อ ที่ร ่างกายขับ ออกมานั้น ประกอบไปด้ว ยนำ้า เป็น นส่ว น ใหญ่ และจะมีเ กลือ บางชนิด ถูก ขับ ปนออกมาด้ว ย จึง ทำา ให้ เหงื่อ มีร สเค็ม สำา หรับ เหงื่อ ได้ ถูก สร้า งขึ้น ที่บ ริเ วณของต่อ ม เหงื่อ ซึ่ง อยู่ใ ต้ผ ิว หนัง ทั่ว ร่า งกาย
  • 82.
    โครงสร้า ง      ภายในของต่อ ม เหงื่อจะมีล ก ษณะ ั เป็น ท่อ ขดอยู่เ ป็น ก ลุ่ม ซึ่ง มีห ลอด เลือ ดฝอยมาหล่อ เลีย งโดยรอบ โดย ้ หลอดเลือ ดฝอย เหล่า นี้จ ะลำา เลีย ง เอาของเสีย ที่ ต้อ งการกำา จัด ออก
  • 83.
    ของเสีย ที่ถ ูกลำา เลีย งมากับ เลือ ด เมื่อ มาถึง บริเ วณต่อ ม เหงื่อ แล้ว ของเสีย จะแพร่อ อก จากหลอดเลือ ดฝอยเข้า สู่ท ่อ ในต่อ เหงื่อ จากนั้น ของเสีย จะ ถูก ลำา เลีย งไปตามท่อ โดยจะ เปิด อยู่บ ริเ วณผิว หนัง ด้า นบน
  • 85.
    การกำา จัด ของเสียทาง ลำา ไส้ใ หญ่ หลัง จากการย่อ ยอาหาร     เสร็จ สิน ลง อาหารส่ว นที่ ้ เหลือ และส่ว นที่ร ่า งกายไม่ สามารถย่อ ยได้จ ะถูก กำา จัด ออกจากร่า งกายทาง ลำา ไส้ใ หญ่ (ทวารหนัก ) ใน รูป ที่ร วมเรีย กว่า อุจ จาระ       อาหารท้อ งผูก จะเกิด จากการที่ม อ ุจ จาระตกค้า ง ี อยูบ ริเ วณลำา ไส้ใ หญ่น าน ่ เกิน ไป ผนัง ของลำา ไส้ใ หญ่ ดูด ซึม เอานำ้า ที่ป ะปนอยู่ใ น อุจ จาระออกทำา ให้เ กิด
  • 86.
    บางรายอาจมีอ าการปวดท้อ ง หรือปวดหลัง ด้ว ย อาการต่า งๆ เหล่า นี้จ ะหายไป เมื่อ ถ่า ย อุจ จาระออกจากร่า งกาย ผู้ท ี่ม ี อาการท้อ งผูก นานๆอาจเป็น สาเหตุข องโรคริด สีด วงทวาร ได้  สาเหตุท ี่ท ำา ให้เ กิด อาการ ท้อ งผูก มีอ ยู่ห ลายประการ เช่น รับ ประทานอาหารที่ม ีก ากน้อ ย
  • 88.
    การกำา จัด ของเสีย •       ทางปอด ่ไ ด้น าน มนุษ ย์ส ามารถมีช ีว ิต อยู เป็น สัป ดาห์แ ม้จ ะไม่ไ ด้ร ับ อาหาร เลยและจะอยู่ไ ด้ห ลายวัน ใน สภาวะขาดนำ้า แต่เ มื่อ ใดทีข าด ่ อากาศ จะตายในเวลาไม่ก ี่น าที ออกซิเ จนเป็น แก๊ส ที่พ บทั่ว ไปใน บรรยากาศและจำา เป็น ต่อ เมตาบอ ลิซ ึม ของเซลล์ ซึ่ง เป็น กระบวน การสำา คัญ ในการเปลีย นอาหาร ่ ให้เ ป็น พลัง งาน การหายใจนำา แก๊ส ออกซิเ จนเข้า สู่ร ่า งกายและ
  • 89.
    การแลกเปลีย นแก๊ส นี้เกิด ขึ้น ที่ถ ุง ่ ลมขนาดเล็ก จำา นวนมากมายที่อ ยู่ เกือ บเต็ม ปอด ออกซิเ จนทีเ ข้า มา ่ ในถุง ลมจะเข้า สูห ลอดเลือ ดฝอยที่ ่ อยู่ร อบๆแล้ว ถูก นำา ไปในกระแส เลือ ด ส่ง ไปให็เ ซลล์ต า งๆทั่ว ่ ร่า งกาย ในทำา นองเดีย วกัน คาร์บ อนไดออกไซด์จ ากเซลล์ก ็จ ะ ถูก ส่ง จากหลอดเลือ ดฝอยไปยัง ถุง ลมและปล่อ ยออกไปจากปอด
  • 92.
    สิ่ง มีช ีวิต มีค วามสามารถใน การแสดงปฏิก ร ิย าต่อ การ ิ เปลี่ย นแปลงของสิ่ง แวดล้อ ม ความสามารถนี้ เรีย กว่า การตอบสนองต่อ สิ่ง เร้า ซึ่ง เป็น การประสาน งานกัน หรือ สัม พัน ธ์ก ัน ของ ระบบประสาท ในมนุษ ย์
  • 94.
    1.  สมอง  (brain )   สมองของคนเรามีน ำ้า หนัก ประมาณ 1.3 กิโ ลกรัม บรรจุอ ยูภ ายในกะโหลก ่ ศีร ษะ สมองประกอบด้ว ยเซลล์ป ระสาท นับ ล้า นๆเซลล์เ ชื่อ มต่อ กัน ทำา งาน ประสานกัน ทำา ให้ส ามารถสื่อ สารกัน ได้ ทั่ว ถึง ทุก เซลล์ จึง ทำา ให้ส มองทำา งาน ต่า งๆที่ส ำา คัญ ได้ม ากมายหลายอย่า ง สมองแบ่ง ออกเป็น 3 ส่ว น ได้แ ก่
  • 95.
    1)  ซีร ีบรัม  เป็นสมองส่วนที่ มีขนาดใหญ่ ด้านนอกมีรอย หยักทำาให้เกิดร่องมากมาย ทำา หน้าที่เป็นศูนย์รบความรู้สึก ั เช่น การได้ยิน การเห็น การรับ รส  การดมกลิ่น     2)  เซรีเ บลลัม  เป็นสมองที่ ทำาหน้าที่เป็นศูนย์ประสาน งานการเคลื่อนไหวของร่างกาย ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและ
  • 96.
    3)  เมดัล ลาออบลองกาตา  เป็นส่วนของสมองที่อยู่ติดกับ ไขสันหลัง ทำาหน้าที่เป็นศูนย์ ควบคุมเกี่ยวกับการหายใจ  การ ย่อยอาหาร การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด การไอ  การจาม  การสะอึก  และการอาเจียน
  • 97.
    ไขสัน หลัง (ไขสันหลังเป็นส่วนต่อจากสมอง spinal  cord )  อยู่ภายในกระดูกสันหลังข้อแรกลง ไปถึงกระดูกบั้นเอว ไขสันหลัง มีหน้าที่ 3 ประการ คือ     1)  ทำาหน้าที่ส่งผ่านกระแส ประสาทจากหน่วยรับความรู้สึกไป สู่สมอง     2)  ทำาหน้าที่ส่งผ่านกระแส ประสาทจากสมองไปสู่หน่วยปฏิบัติ
  • 98.
    ปฏิก ิร ยาอัต โนมัต ิ ิ (reflex) ปฏิก ิร ิย าอัต โนมัต ิห รือ รีเ ฟลกซ์ คือ การตอบสนองของร่า งกายโดยที่ไ ม่อ ยู่ ภายใต้อ ำา นาจจิต ใจ การตอบสนองสิ่ง เร้า นี้ต ้อ งอาศัย วงจรประสาทที่ม ีก าร ประสานกัน ของเซลประสาทตั้ง แต่ส อง เซลขึ้น ไป ซึ่ง เรีย กว่า วงจรรีเ ฟลกซ์ (reflex arc) วงจรรีเ ฟลกซ์เ ป็น ตัว อย่า ง การทำา งานของระบบประสาท ซึง มีว งจร ่ ประสาทไม่ซ ับ ซ้อ น มีก ารตอบสนอง รวดเร็ว วงจรรีเ ฟลกซ์ป ระกอบด้ว ยตัว รับ (receptor) ที่อ ยู่ต ามอวัย วะต่า ง ๆ
  • 99.
    สมองหรือ ไขสัน หลังทำา หน้า ที่ เป็น ศูน ย์ค วบคุม เส้น ประสาทสัง ่ การ (motor nerve) และอวัย วะ แสดงผล (effector organ) ตัว อย่า งการทำา งานแบบ รีเ ฟลกซ์ ได้แ ก่ การหายใจ การ จาม การดึง มือ หนี เมื่อ สัม ผัส กับ วัต ถุท ร ้อ น ปฏิก ิร ิย าอัต โนมัต ิม ี ี่ หลายชนิด ซึ่ง บางอย่า งต้อ ง อาศัย การฝึก ฝน หรือ ประสบการณ์ท ี่ซ ำ้า ๆ กัน เช่น
  • 100.
    3.  เส้น ประสาท ( nerve )ยใยประสาท •      เส้น ประสาท ประกอบด้ว ( nerve fiber ) หลายอันมารวมกันอยู่ ใย ประสาทเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ประสาท ( neurone ) ใยประสาท คือส่วนของเซลล์ที่ ยืนออกมาจากตัวเซลล์เป็นแขนงเล็กๆ ใย ่ ประสาทที่นำากระแสประสาทเข้าสูตัวเซลล์ ่ เรียกว่า เดนไดรต์ ( dendrite ) ส่วนใย ประสาทที่นำากระแสประสาทออกจากตัว เซลล์ เรียกว่า แอกซอน ( axon ) เซลล์ ประสาทแต่ละเซลล์จะมีเดนไดรต์แยกออก
  • 101.
    ถ้า จำา แนกเซลล์ ประสาทตามการ ทำางานแล้ว เซลล์ ประสาทที่ท ำา หน้า ที่ร ับ ความรู้ส ก จากอวัย วะ ึ ต่า งๆ เรีย กว่า เซลล์ ประสาทรับ ความรู้ส ก ( ึ sensory neurone ) อวัย วะที่ร ับ ความรู้ส ึก จากสิง กระตุ้น ภายนอก ่ ได้แ ก่ หู ตา จมูก ลิน้ และผิว หนัง ซึ่ง รับ ความรู้ส ก เกี่ย วกับ ึ เสีย ง ภาพ กลิ่น รส และ ความรู้ส ก ร้อ น ึ
  • 102.
    การทำา งานของระบบ ประสาท     การทำา งานของระบบ ประสาทของคนเรานั้น เป็น การทำา งานประสานกัน ระหว่า งสมอง ไขสัน หลัง และ เซลล์ป ระสาท
  • 103.
    ตืัวอย่างการทำางานของระบบ ประสาท •    สถานการณ์   ปลายนิ้ว ถูก นำ้า ร้อ น    การทำา งานของระบบประสาท  เป็น ดัง นี้     1.  ความร้อ นจะกระตุ้น หน่ว ยรับ ความร้อ นใต้ ผิว หนัง บริเ วณปลายนิว ้     2. กระแสความรู้ส ึก ร้อ นจะถูก ส่ง ขึ้น ไปตาม เซลล์ป ระสาทรับ ความรู้ส ึก ผ่า นไขสัน หลัง ไปสู่ ศูน ย์ป ระสาทรับ ความรู้ส ึก ร้อ นในสมอง     3. สมองรับ รู้ว ่า มีค วามร้อ นสัม ผัส ทีป ลายนิว ่ ้ มือ     4.  ศูน ย์ป ระสาทในสมองจะสั่ง การลงมาตาม เซลล์ป ระสาทสัง การผ่า นไขสัน หลัง ไปยัง หน่ว ย ่ ปฏิบ ัต ิง าน คือ กล้า มเนือ ที่โ คนแขน ้     5.  กล้า มเนือ รับ คำา สั่ง จะหดตัว ทำา ให้แ ขนพับ ้
  • 104.
    อวัย วะรับ สัมผัส • ตา (eye)      ตาประกอบด้ว ย ลูก ตา (eyeball) แก้ว ตาหรือ เลนส์ต า (crystalling lens) เปลือ กตา (eye lids) ต่อ มนำ้า ตา (lacrimal gland) ส่ว นประกอบสำา คัญ ของตาคือ ลูก ตาซึ่ง จะมีม า นตาและรู ่ ม่า นตาช่ว ยปรับ ความเข้ม แสงเข้า สูต า ่ และอวัย วะที่ใ ช้ไ นการรับ แสงแล้ว แปร สัญ ญาณส่ง ต่อ ไปยัง สมองเพือ แปร ่
  • 106.
    หู (ear) •     หูรับ ความรู้ส ก เกี่ย วกับ ได้ย ิน ึ เสีย งและการทรงตัว แบ่ง ออก 3 ส่ว น คือ     หูช ั้น นอก    มีใ บหู (pinna) ช่ว ยรับ เสีย ง รูห ูแ ละแก้ว หู (ear drum,tympanic membrane) ช่ว ยนำา เสีย งเข้า ไปและส่ง ต่อ ไปยัง หูช น กลาง ั้     หูช ั้น กลาง    มีก ระดูก 3 ชิ้น คือ กระดูก ค้อ น (malleus) ,ทั่ง (incus) และโกลน (tapes) ช่ว ยส่ง คลื่น เข้า ไป
  • 108.
    • จมูก (nose)     รับ ความรูส ึก เกี่ย วกับ กลิ่น ซึ่ง จะมีเ ซลล์ ้ รับ กลิ่น อยู่ท ผ นัง ด้า นบนของช่อ งจมูก และ ี่ ส่ง ต่อ ไปยัง สมอง •  ลิน (tongue) ้     เป็น อวัย วะสำา หรับ รับ รสมีต ัว รับ รสอยู่ท ี่ ปุ่ม รับ รส (taste bud) ฝัง อยู่บ นเยื่อ บุข องลิ้น ตรงปลายปุ่ม มีร ูเ ปิด ซึง อยู่ใ นสภาพ ่ สารละลาย สามารถเข้า ไปกระตุ้น เซลรับ รส (taste cell) ได้ ซึง เซลล์ร ับ รสจะส่ง ่ สัญ ญาณไปแปรที่ส มอง • ผิว หนัง เป็น อวัย วะรับ สัม ผัส ที่ม ีห น่ว ยรับ
  • 110.
    คือ นำ้า เหลือง หลอดหรือ ท่อ นำ้า เหลือ ง ต่อ มนำ้า เหลือ ง รวมทั้ง ม้า ม ต่อ ม ทอนซิล และไทมัส หน้า ที่ : กรองเลือ ด สร้า ง เม็ด เลือ ด ช่ว ยป้อ งกัน โรค และคืน โปรตีน กลับ สู่
  • 111.
    ระบบนำ้า เหลือ งเป็นระบบ ลำา เลีย งสารต่า ง ๆ ให้ก ลับ เข้า สู่เ ส้น เลือ ด โดยเฉพาะ สารอาหารพวกกรดไขมัน ที่ ดูด ซึม จากลำา ไส้เ ล็ก ระบบ นำ้า เหลือ งจะไม่ม ีอ วัย วะ สำา หรับ สูบ ฉีด ไปยัง ส่ว นต่า ง ๆ ประกอบไปด้ว ย นำ้า เหลือ ง (L ymph ) ท่อ นำ้า เหลือ ง (L ymph vessel ) และ
  • 112.
    ก. นำ้า เหลือง ( Lymph ) ส่ว นประกอบของนำ้า เหลือ ง คล้า ยกับ ในเลือ ดแต่ไ ม่ม ีเ ม็ด เลือ ดแดง เป็น ของเหลวที่ซ ึม ผ่า นผนัง เส้น เลือ ดฝอยออกมา อยู่ร ะหว่า งเซลล์ห รือ รอบ ๆ เซลล์ เพื่อ หล่อ เลี้ย งเซลล์ ใน นำ้า เหลือ งจะมีโ ปรตีน โมเลกุล เล็ก เช่น อัล บูม ิน และสารที่ม ี
  • 113.
    ข. ท่อ นำ้าเหลือ ง ( Lymph vessel ) เป็น ท่อ ตัน มีอ ยู่ท ั่ว ร่า งกายมีข นาดต่า ง ๆ กัน มีล ัก ษณะคล้า ยเส้น เลือ ดเวน คือ มี ลิ้น กั้น ป้อ งกัน การไหลกลับ ของนำ้า เหลือ ง นำ้า เหลือ งไหลไปตามท่อ นำ้า เหลือ ง โดย อาศัย ปัจ จัย 3 ประการ คือ - การหดและคลายตัว ของกล้า มเนือ ที่จ ะ ้ ไปกดหรือ คลายท่อ นำ้า เหลือ ง - ความแตกต่า งระหว่า งความดัน ไฮโดรส เตติก ซึ่ง ท่อ นำ้า เหลือ งขนาดเล็ก มีม ากกว่า ท่อ นำ้า เหลือ งขนาดใหญ่
  • 114.
    ท่อ นำ้า เหลืองขนาดใหญ่ม ี 2 ท่อ ที่ สำา คัญ คือ - ท่อ นำ้า เหลือ งทอราซิก (Thoracic duct ) เป็นท่อนำ้าเหลืองขนาดใหญ่ที่สด ทำาหน้าที่รับ ุ นำ้าเหลืองจากส่วนต่างๆของร่างกาย ยกเว้น ทรวงอกขวาแขนขวาและส่วนขวาของหัวกับ คอ เข้าเส้นเลือดเวน แล้วเข้าสู่เวียนาคาวาก่อน เข้าสู่หัวใจ อยู่ทางซ้ายของลำาตัว - ท่อ นำ้า เหลือ งทางด้า นขวาของลำา ตัว ( Right lymphatic duct ) รับนำ้าเหลืองจาก ทรวง อกขวาแขนขวา และส่วนขวาของหัวกับ คอเข้าเส้นเลือดเวน แล้วเข้าสู่เวียนาคาวา เข้าสู่
  • 115.
    ค. อวัย วะนำ้าเหลือ ง ( Lymph organ ) อวัย วะนำ้า เหลือ งเป็น ศูน ย์ก ลางในการ ผลิต เซลล์ท ี่ใ ช้ใ นการต่อ ต้า นเชือ โรคหรือ้ สิง แปลก ปลอมประกอบด้ว ย ต่อ มนำ้า ่ เหลือ ง ต่อ มทอนซิล ม้า ม ต่อ มไทมัส และ เนื้อ เยื่อ นำ้า เหลือ งที่อ ยู่ท ี่ล ำา ไส้
  • 116.
    ต่อ มนำ้า เหลือง ( Lymph node ) พบอยู่ร ะหว่า งทางเดิน ของท่อ นำ้า เหลือ งทั่ว ไปในร่า ง กายลัก ษณะเป็น รูป ไข่ กลม หรือ รี เส้น ผ่า นศูน ย์ก ลางประมาณ 1.5 มิล ลิเ มตร จะมีท ่อ นำ้า เหลือ งเข้า และท่อ นำ้า เหลือ งออกภายในเต็ม ไปด้ว ยเม็ด เลือ ดขาวชนิด โฟไซต์ ต่อ มนำ้า เหลือ งจะทำา หน้า ที่ก รองนำ้า เหลือ งให้ส ะอาดทำา ลาย แบคทีเ รีย และทำา ลายเม็ด เลือ ดขาวที่อ ยู่ ในวัย ชรา
  • 117.
    ต่อ มทอนซิล (Thonsil gland ) เป็น กลุ่ม ของต่อ มนำ้า เหลือ งมีอ ยู่ 3 คูค ู่ ่ ที่ส ำา คัญ อยู่ รอบๆหลอดอาหาร ภายใน ต่อ มทอนซิล จะมีล ิม โฟไซต์ท ำา ลาย จุล ิน ทรีย ์ท ี่ผ า นมาในอากาศไม่ใ ห้เ ข้า สู่ ่ หลอดอาหารและ กล่อ งเสีย งถ้า ต่อ ม ทอนซิล ติด เชือ จะมีอ าการบวมขึ้น เรีย กว่า ้ ต่อ มทอนซิล อัก เสบ
  • 118.
    ม้า ม (spleen ) เป็น อวัย วะนำ้า เหลือ งทีใ หญ่ท ส ุด มีเ ส้น เลือ ด ่ ี่ มาเลี้ย งมากมายไม่ม ท อ นำ้า เหลือ งเลย สามารถ ี ่ ยืด หดได้ นุม มีส ีม ว ง อยูใ กล้ๆ กับ กระเพาะอาหาร ่ ่ ่ ใต้ก ระบัง ลมด้า นซ้า ย รูป ร่า งคล้า ยเมล็ด ถัว ่ ภายในจะมีล ิม โฟไซต์อ ยูม ากมาย ม้า มมีห น้า ที่ ่ สร้า งเม็ด เลือ ดในระยะเอ็ม บริโ อในคนที่ค ลอด แล้ว ม้า มทำา หน้า ที่ 1. ทำา ลายเม็ด เลือ ดแดงทีห มดอายุแ ล้ว ่ 2. สร้า งเม็ด เลือ ดขาว พวกลิม โฟไซต์ และโมโน ไซต์ซ ึ่ง ทำา หน้า ทีป ้อ งกัน สิ่ง แปลกปลอมและเชื้อ ่ โรคทีเ ข้า ไปในกระแสเลือ ด ่ 3. สร้า งแอนติบ อดี
  • 119.
    ต่อ มไทมัส (Thymus gland ) เป็น ต่อ มที่ม ข นาดใหญ่ต อนอายุน อ ย ี ้ และถ้า อายุม ากจะเล็ก ลงและฝ่อ ในที่ส ด ุ เป็น ต่อ มไร้ท ่อ อยูต รงทรวงอกรอบ ่ เส้น เลือ ดใหญ่ข องหัว ใจ ทำา หน้า ที่ส ร้า ง เซลล์เ ม็ด เลือ ดขาวชนิด ลิม โฟไซต์ T มีห น้า ที่ต ่อ ต้า นเชือ โรคและสารแปลก ้ ปลอมเข้า สูร ่า งกาย รวมทั้ง การต้า น ่ อวัย วะที่ป ลูก ถ่า ยจากผูอ ื่น ด้ว ย ้
  • 120.
    ภูม ิค ุ้มกัน กลไกการทำา งานของภูม ิค ม กัน การ ุ้ ทำางานของภูมิคมกันเรียกรวมกันว่า ระบบ ุ้ ภูม ิค ม กัน (immune system) ในการทำางาน ุ้ แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ อาศัย เซลล์โ ดยตรง และอาศัย เซลล์โ ดยอ้อ ม ซึ่งทำางานสัมพันธ์ เชือมโยงกัน เรียกว่ารวมกันเป็นกองกำาลังติด ่ อาวุธ และประจัญบาน ต่อต้านผู้บกรุก ไม่ให้ ุ รุกรานร่างกาย
  • 121.
    ภูม ค ุ้มกัน ทีอ าศัย เซลล์โ ดยตรง คือ เมือมีเชื้อ ิ ่ ่ โรคเข้าสู่ร่างกาย และเม็ดเลือดขาวไปพบเข้า ก็จะจับ กินทำาลายเสีย เปรียบกับการประจันหน้าศัตรู และใช้ กำาลังเข้าหำ่าหั่นกัน ภูม ค ุ้ม กัน ทีอ าศัย เซลล์โ ดยอ้อ ม คือ เมือเชื้อโรค ิ ่ ่ เข้ามา เซลล์จะสร้างสารต่อต้าน สิ่งแปลกปลอมขึ้นมา เรียกว่า แอนติบ อดี (antibody) แอนติบอดีจะไป จับกับสิ่งแปลกปลอม เหมือนแม่กุญแจ กับลูกกุญแจ ทำาให้สงแปลกปลอมไม่สามารถแผลงฤทธิ์กับร่างกาย ิ่ ได้ การสร้างสารภูมิคมกันนั้น ในขั้นแรก ุ้ เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามา จะมีเซลล์ ไปทำาความรู้จัก กับเชื้อโรค แล้วบรรจุข้อมูล ส่ง ไปให้เซลล์ที่มีหน้าที่สร้าง สารต่อต้าน หากเคย
  • 122.
    • สารภูม ิคม กัน (แอนติบ อดี) แต่ละชนิดจะ ุ้ มีอายุไม่เท่ากัน บางชนิดก็อยู่ได้ไม่นาน บาง ชนิดก็อยู่ได้หลายปี บางชนิดก็อยู่ได้ตลอดชีวิต เช่น วัคซีนหัดเยอรมัน ที่คุ้มกันได้ตลอดชีวิต • เสริม สร้า งภูม ิค ม กัน ถึงแม้แต่ละคนจะมี ุ้ ภูมิคุ้มกันที่ได้รับถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่างกัน แต่ก็สามารถมีภูมิคมกันที่ดีได้ เหมือนกัน หาก ุ้ มัวแต่คิดว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมแล้วไม่สู้โรค ก็ เหมือนเป็นการซำ้าเติม ทำาให้ร่างกาย อ่อนแอลง ไปอีก แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ธรรมชาติ พยายามสร้าง เสริมบางอย่างก็อาจจะดีขึ้น หรือการแพ้บาง อย่างอาจจะหายไปเลยก็ได้
  • 123.
    การเสริม สร้า งภูมิค ุ้ม กัน ก็ม ีห ลัก ง่า ย ๆ ดัง นี้ • อาหาร กินอาหารให้ครบทุกหมูและเพียงพอ และ ่ อาหารทีกนควรมีคุณภาพดี เช่น สด สะอาด ปนเปื้อน ่ ิ น้อยทีสุด ไม่กนอาหารหมักดอง อาหารทีทอดหรือย่าง ่ ิ ่ จนไหม้เกรียม • ออกกำา ลัง กาย การออกกำาลังกายจะทำาให้ระบบไหล เวียนเลือดดีขึ้น มีการแตก แขนงของหลอดเลือดใน เนือเยือต่าง ๆ มากขึ้น ทำาให้เม็ดเลือดขาวหรือ ้ ่ ภูมคุ้มกัน เข้าสูในเนือเยื่อต่าง ๆ ได้ง่าย เมือมีเชื้อโรค ิ ่ ้ ่ เข้ามาก็เข้าไปจัดการได้เร็ว • ทำา จิต ใจให้เ บิก บาน จิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ หลั่งสารเอ็น ดอร์ฟ น หรือสารสุข ในร่า งกาย สารนี้ ิ พอหลั่งออกมาทำาให้ระบบการทำางานของเซลล์ดขึ้น ี ในทางตรงข้ามหากจิตใจห่อเหี่ยว เศร้า เป็นทุกข์ ร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ ทำาให้ระบบภูมคุ้มกันทำางานได้ ิ
  • 124.
    ระบบภูม ค ุ้มกัน - Immune ิ System แบ่ง เป็น 2 ประเภทคือ ภูม ิค ม กัน แบบ ุ้ ไม่เ ฉพาะเจาะจงที่ม ีโ ดยธรรมชาติ ( Native immunity หรือ Natural resistance ) ไม่จ ำา เป็น ที่ต ้อ งถูก กระตุน ้ เป็น พิเ ศษ มีก ำา ลัง ทำา ลายไม่ส ง ป้อ งกัน ได้ ู กับ จุล ชีพ ที่ไ ม่ม อ ัน ตรายมากนัก และกำา จัด ี จุล ชีพ ได้ใ นปริม าณหนึง เปลี่ย นแปลงไป ่ ตามอายุ พัน ธุก รรม ระดับ ฮอร์โ มน และ สภาวะทางโภชนาการของแต่ล ะคน แบ่ง ย่อ ยตามกลไกการทำา งานได้ด ัง นี้
  • 125.
    การป้อ งกัน ทางกายวิภาค ( Anatomical barrier ) ด่า นที่ส ำา คัญ คือ ผิว หนัง เชื้อ จะถูก กัน ให้อ ยู่ ้ บริเ วณด้า นนอกของร่า งกายบริเ วณผิว หนัง ถ้า อยูเ ช่น นัน ไปเรื่อ ย เชื้อ ก็จ ะตาย เพราะอยูใ น ่ ้ ่ สภาพทีแ ห้ง ขาดความชุ่ม ชื้น การหลุด ลอกออก ่ ของผิว หนัง จะช่ว ยกำา จัด เชือ ทีเ กาะอยูอ อกไป ้ ่ ่ เยือ บุผ ิว ( Mucous Membrane ) จะมีเ ยือ เมือ ก ่ ่ ช่ว ยดัก จับ จุล ิน ทรีย ไ ว้ และลำา เลีย งต่อ ขึ้น ไปทาง ์ หลอดลม หรือ โพรงจมูก โดยอาศัย การทำา งาน ของขนเล็ก ( Cilia ) บริเ วณทางเดิน หายใจ ทำา งานคล้า ยไม้ก วาด ทำา ให้เ ชื้อ มีก ารเคลื่อ นที่ ไปในทางเดีย วกัน ในอัต ราความเร็ว ประมาณ 10-20 มม./นาที ต่อ มาจะเกิด อาการไอจาม หรือ ขับ เป็น เสมหะ ทำา ให้เ ชื้อ หลุด ออกไป หรือ ไม่ก ็ ถูก กลืน ลงไปกระเพาะอาหาร และขับ ออกกับ อุจ จาระ การปัส สาวะ ความแรงของการปัส สาวะ
  • 126.
    สารเคมีใ นร่า งกาย( Chemical Factorมไขมัน ได้แ ก่ Lactic สารทีข ับ ออกมาจากต่อ ่ ) acid, Caproic acid, Caprylic acid มีฤ ทธิ์ต ่อ ต้า น แบคทีเ รีย กรดไขมัน บางชนิด ป้อ งกัน เชือ ราได้ ( ้ ยกเว้น เชื้อ ราและแบคทีเ รีย บางชนิด ทีก รดไข ่ มัน บางชนิด ช่ว ยกระตุ้น การเจริญ เติบ โตของ เชื้อ ) ความเป็น กรดในช่อ งคลอด ทำา ให้ไ ม่ เหมาะต่อ การเจริญ เติบ โตของเชื้อ จุล ิน ทรีย ท ี่ ์ เป็น โทษ แต่เ หมาะกับ จุล ิน ทรีย ์ท ม ป ระโยชน์ ี่ ี ความเป็น กรด - ด่า ง ของช่อ งปาก และกระเพาะ อาหาร กล่า วคือ นำ้า ลายมีฤ ทธิ์เ ป็น ด่า ง และกรด ในกระเพาะอาหาร จะช่ว ยกรองเชือ จุล ิน ทรีย ไ ด้ ้ ์ ส่ว นหนึ่ง Normal Flora หมายถึง เชื้อ จุล ิน ทรีย ์ท ี่ อาศัย อยูก ับ ร่า งกายตามปกติซ ง ไม่ก อ โรค จะ ่ ึ่ ่ ช่ว ยควบคุม ปริม าณซึ่ง กัน และกัน ไม่ใ ห้ม ก าร ี
  • 127.
    การสะกดกลืน กิน ( Phagocytosis ) • โดย เม็ด เลือ ดขาว จะทำา หน้า ที่จ ับ เชือ ้ จุล ิน ทรีย ์ก ิน เมื่อ กิน จนเต็ม ที่แ ล้ว ก็จ ะย่อ ย สลายตัว เองและเชือ จุล ิน ทรีย ์ใ ห้ต ายไป ้ พร้อ มๆกัน กลายเป็น หนอง
  • 128.
    ระบบคอมพลีเ มนต์ ( Complement System ) • เป็น ระบบที่ซ ับ ซ้อ นมาก เป็น กลุม ของสาร ่ โปรตีน ในนำ้า เลือ ดมากกว่า 20 ชนิด มีผ ล ทำา ให้เ ซลล์ต าย แตกสลาย
  • 129.
    อิน เตอร์เ ฟอรอน( Interferon ) • เป็น กลุ่ม ของโปรตีน เช่น เดีย วกัน มีค วาม สำา คัญ ในการขัด ขวางการแบ่ง ตัว ของ ไวรัส จัด เป็น สารที่ม อ นาคตทางการ ี แพทย์ม ากในการรัก ษาโรคติด เชือ ไวรัส้ และมะเร็ง แต่ย ัง ต้อ งค้น คว้า อีก นาน เพื่อ ลดผลข้า งเคีย งในการนำา มาใช้ท างยา
  • 130.
    ภูม ิค ุ้มกัน แบบเฉพาะเจาะจง ( Specific Acquired Immunity ) • มีอ ำา นาจทำา ลายสูง และเฉพาะเจาะจงกับ เชือ จุล ิน ทรีย ์แ ต่ล ะชนิด ตัว อย่า งที่เ ห็น ได้ ้ ชัด เจนคือ การฉีด วัค ซีน ซึ่ง จะมีว ัค ซีน ของแต่ล ะโรค วัค ซีน จะไปกระตุน ให้เ กิด้ การสร้า ง Antibody ต่อ โรคนัน ๆ และจะ ้ ถูก จดจำา ไปตลอดชีว ิต เมือ ร่า งกายได้ร ับ ่ เชือ ชนิด นัน ๆอีก Antibody จะถูก สร้า งขึ้น ้ ้ มาอย่า งมากมายเพื่อ ทำา ลายเชือ จุล ิน ทรีย ์ ้ ชนิด นัน อย่า งรวดเร็ว การเกิด ภูม ิค ม กัน ้ ุ้ ชนิด นี้ อาศัย เซลล์เ ม็ด เลือ ดขาวที่เ รีย กว่า
  • 131.
    โรคที่เ กีย วข้องกับ ระบบ ่ ภูม ิค ุ้ม กัน โรคภูม ต ้า นทานเนือ เยื่อ ตนเอง ิ ้ ( Autoimmune disease ) มีโ รคประเภทนี้ มากมาย แต่ท ี่เ ป็น ที่ร ู้จ ัก กัน มากคือ SLE ( Systemic Lupus Erythematosus Rheumatoid arthritis Psoriasis โรคภูม ิแ พ้ คือ ภาวะบกพร่อ งของภูม ิ ต้า นทาน ( Immunodeficiency Disease)
  • 132.
    คำา ถามน่า รู้ ร่างกายเริ่ม สร้า งภูม ค ม กัน ตั้ง แต่ต อนไหน ิ ุ้ • ตั้ง แต่อ ยู่ใ นท้อ งแม่เ ลย เพราะเราอยู่ใ น โลกของสิง แปลกปลอมตลอดเวลาเซลล์ท ี่ ่ สร้า งภูม ค ม กัน ตั้ง แต่ท ารกอยู่ใ นครรภ์ ใน ิ ุ้ ช่ว งเดือ นแรก ๆ ที่ท ารก ยัง สร้า งภูม ิค ม กัน ุ้ เองไม่ไ ด้ ทารกจะได้ร ับ สารภูม ค ม กัน จาก ิ ุ้ ทางรก เมือ ทารกคลอดออกมาแล้ว ่ ภูม ิค ม กัน จากแม่ ก็ย ัง สำา คัญ อยู่ โดย ุ้ ภูม ิค ม กัน จะอยู่ ในนำ้า นม ฉะนัน แม่ท ี่เ ลีย ง ุ้ ้ ้ ลูก ด้ว ยนมแม่ ลูก จะได้ร ับ ภูม ค ม กัน จากแม่ ิ ุ้
  • 133.
    ทำา ไมเด็ก จึงเป็น หวัด มากกว่า ผู้ใ หญ่ • ไข้ห วัด เกิด จากเชือ ไวรัส กว่า 200 ชนิด ้ เมื่อ เชือ ไวรัส ชนิด หนึง เข้า สูร ่า งกาย ้ ่ ่ ร่า งกายจะสร้า ง สารภูม ิค ม กัน ขึ้น มา ครั้ง ุ้ ต่อ ไปหากเป็น เชือ ตัว เดิม ร่า งกาย ก็จ ะมี ้ สารภูม ิค ม กัน จึง ไม่ป ว ยด้ว ยไข้ห วัด ุ้ ่ สาเหตุท ี่เ ด็ก ป่ว ยเป็น หวัด มากกว่า ผูใ หญ่ ้ เพราะเด็ก เคยได้ร ับ เชือ หวัด น้อ ยกว่า ้ ผูใ หญ่จ ึง มีส าร ภูม ค ม กัน น้อ ยกว่า แต่เ มือ ้ ิ ุ้ ่ เด็ก โตขึ้น ภูม ค ม กัน จะถูก กระตุ้น มากขึ้น ิ ุ้ ดัง นัน ผูใ หญ่จ ึง เป็น หวัด น้อ ยกว่า เด็ก ้ ้
  • 134.
    ยาบางชนิด มีผ ลข้างเคีย งต่อ การสร้า ง ภูม ิค ม กัน หรือ ไม่ ุ้ • มีผ ล ยาบางอย่า งไปกดไม่ใ ห้ส ร้า ง ภูม ิค ม กัน ยาบางอย่า งจะไปรบกวนการ ุ้ ทำา งาน ของระบบภูม ค ม กัน พอถูก รบกวน ิ ุ้ เซลล์ก ็ง ง เลยทำา หน้า ที่ไ ม่ด ี ยาที่ม ผ ลต่อ ี ระบบภูม ค ม กัน เช่น สตีร อยด์ ยาที่ร ัก ษา ิ ุ้ มะเร็ง พวกเคมีบ ำา บัด ที่ร ัก ษาโรคมะเร็ง
  • 135.
    ภูม ค ุ้มกัน นอกจากมีป ระโยชน์แ ล้ว มีโ ทษหรือ ไม่ ิ • มี คนทีม ภ ม ค ุ้ม กัน มากไปจะเป็น โรคภูม แ พ้ ่ ี ู ิ ิ เพราะไวต่อ สิง กระตุ้น (เช่น ฝุ่น ,เกสรดอกไม้, ่ ขนสัต ว์, เชื้อ รา) มากเกิน ไป เช่น เจอเกสร ดอกไม้ค นแรกรู้ส ก หอม ไม่เ ป็น อะไร แต่อ ีก คน ึ จามแล้ว จามอีก เพราะมีภ ม ค ุ้ม กัน มาก คือ ไวมาก ู ิ ไปภูม ค ุ้ม กัน บางอย่า งก็ท ำา ลายเซลล์ต ัว เอง เรีย ก ิ ว่า ออโตอิม มูน (autoimmune) เรีย กง่า ย ๆ ว่า โรคภูม แ พ้ต ัว เอง ปกติภ ม ค ุ้ม กัน จะต่อ ต้า นและ ิ ู ิ ทำา ลายสิ่ง แปลกปลอม แต่ค นเป็น โรคภูม แ พ้ต ัว ิ เอง ระบบภูม ค ุ้ม กัน จะจำา เซลล์ต ัว เองไม่ไ ด้ จึง ิ ทำา ลายตัว เอง ทำา ให้ม ผ ลต่อ อวัย วะหลายระบบ ี เช่น โรคเอสแอลอี (SLE) โรคเอไอแอลดี (AILD
  • 136.
    มีว ิธ กระตุ้น ภูม ค ม กัน โดยไม่ต ้อ งรอให้เ ป็น ี ิ ุ้ โรคได้ห รือ ไม่ • ได้ การฉีด วัค ซีน คือ การกระตุ้น ภูม ค ม กัน ที่ ิ ุ้ อาศัย หลัก การทำา งานของภูม ิค ม กัน โดย ุ้ การนำา เชือ โรคที่ท ำา ให้ต าย หรือ ทำา ให้ ้ อ่อ นแรงลง ฉีด เข้า ไปในร่า งกาย ระบบ ภูม ค ม กัน ก็จ ะถูก กระตุ้น โดยวัค ซีน ให้ ิ ุ้ ผลิต สารภูม คุม กัน ขึ้น คุม ครองร่า งกาย ้ ้
  • 137.
    เราจะมีว ิธ สง เกตตนเองได้อ ย่า งไรว่า ี ั ภูม ิค ม กัน อ่อ นแอลง ุ้ • อาจจะใช้ค วามอ่อ นแอของร่า งกายเป็น ตัว สัง เกต เช่น เจ็บ ป่ว ยง่า ย โดนอะไรนิด หนึ่ง ก็ม ีป ฏิก ิร ิย า และเป็น อยู่น าน แบบนี้ เป็น การสัง เกตอย่า งหยาบ ๆ ส่ว นทาง แพทย์ ก็ม ว ิธ ก ารตรวจเลือ ด วัด ดูร ะดับ ี ี ภูม ิค ม กัน ได้ ุ้
  • 138.
    เวลาเป็น แผลบางครั้ง ทำาไมจึง เป็น หนอง • เมื่อ ร่า งกายมีบ าดแผล เชือ โรคจะเข้า สู่ ้ ร่า งกายทางบาดแผล เม็ด เลือ ดขาวที่ ประจำา การอยู่แ ล้ว จะวิ่ง เข้า มาจับ เชือ โรค ้ กิน พอกิน มาก ๆ เม็ด เลือ ดขาวก็แ ตก และ ตาย กลายเป็น เศษขยะ เม็ด เลือ ดขาว ตัว อืน มาเห็น ขยะ ก็ร ีบ เข้า มากิน ก็แ ตกและ ่ ตายอีก กลายเป็น หนอง หนองสีข าว ๆ ที่ เห็น คือ ซากเม็ด เลือ ดขาวที่ต ายนั่น เอง
  • 139.
    บางครั้ง จะรู้ส กบวม แดง ร้อ น ที่บ าดแผล ึ เป็น เพราะอะไร • เม็ด เลือ ดขาวเวลาตายจะมีเ ม็ด เลือ ดขาว ตัว อืน มาเก็บ เพื่อ นำา สารต่า ง ๆ ให้เ ข้า ไป ่ อยู่ใ นเซลล์ใ หม่ ที่ผ ลิต ขึ้น แต่บ างครั้ง มัน ตายเยอะตัว อืน มาเก็บ ไม่ท ัน ระหว่า งตาย ่ ก็ห ลั่ง สารออกมา สารบางตัว ก็เ ป็น กรด จึง รู้ส ก ร้อ น ส่ว นที่บ วมก็เ พราะปริม าณ ึ เซลล์ต รงนัน เยอะ และแดงก็เ พราะมีเ ลือ ด ้ ไหลเข้า มาเยอะ หรือ ที่เ รีย กว่า อัก เสบ
  • 140.
    คนไข้ท ี่เ ป็นมะเร็ง เพราะภูม ค ม กัน อ่อ นแอ ิ ุ้ ลงใช่ห รือ ไม่ • ระบบภูม ค ม กัน ของร่า งกายมีส ว น ิ ุ้ ่ เกี่ย วข้อ งกับ การเกิด โรคมะเร็ง เป็น อย่า ง มาก ในคนปกติท ั่ว ไป เมือ มีเ ซลล์ใ นส่ว น ่ ใดส่ว นหนึง ภายในร่า งกาย เริ่ม กลายพัน ธุ์ ่ เพื่อ ก่อ ตัว เป็น มะเร็ง ระบบภูม ค ม กัน จะทำา ิ ุ้ หน้า ที่ข จัด เซลล์ท ี่ก ลายพัน ธุน น ทิ้ง เสีย ก็ ์ ั้ ปลอดพ้น จากการเป็น มะเร็ง แต่ใ นคนที่ ระบบภูม ค ม กัน อ่อ นแอ เช่น ผูป ว ยเอดส์ ิ ุ้ ้ ่ หรือ ผูส ง อายุ เซลล์ท ี่ก ลายพัน ธุ์ ไม่ถ ูก ้ ู ระบบภูม ค ม กัน ทำา ลาย ก็จ ะกลายเป็น ิ ุ้ มะเร็ง ได้ • เมื่อ ก่อ ตัว เป็น มะเร็ง แล้ว เซลล์ม ะเร็ง
  • 141.
    มีโ รคใดทีเ ป็นแล้ว ทำา ลายภูม ค ุ้ม กัน หรือ ไม่ ่ ิ • โรคทีท ำา ลายภูม ค ุ้ม กัน ทีร ูจ ัก กัน ดีค ือ โรคเอดส์ ่ ิ ่ (AIDS) เมือ สิ่ง แปลกปลอมคือ เชือ เอชไอวี (HIV) ่ ้ เข้า สูร ่า งกาย ระบบภูม ค ุ้ม กัน จะสร้า งสารออกมา ่ ิ ต่อ ต้า น เรีย กว่า แอนติ-เอชไอวี (anti-HIV) แต่ เนือ งจากเชื้อ เอชไอวี มีค วามเหนีย วแน่น คงทน ่ นอกจากจะไม่ถ ูก ทำา ลายแล้ว ยัง สามารถเจริญ งอกงาม ในร่า งกาย และไปทำา ลายระบบ ภูม ค ุ้ม กัน ทีเ รีย กว่า ภูม ค ุ้ม กัน บกพร่อ ง ิ ่ ิ เมือ ระบบป้อ งกัน ภัย ถูก ทำา ลาย หากมีส ง แปลก ่ ิ่ ปลอมรุก ราน ร่า งกายจึง ไม่ส ามารถ จะต่อ ต้า น ได้ คนทีเ ป็น โรคเอดส์จ ึง อ่อ นแอ หากดูแ ล ่ สุข ภาพตนเองไม่ด ี จะเจ็บ ป่ว ยได้ง ่า ย และ
  • 143.
    ระบบกล้า มเนื้อ (Muscles) เป็น อีก ระบบหนึง ที่ม อ ิท ธิพ ลต่อ การ ่ ี แสดงพฤติก รรมของบุค คล ทั้ง นี้เ พราะเมือ ่ ระบบประสาทส่ว นต่า ง ๆ ถูก เร้า แล้ว สมองก็จ ะส่ง กระแสประสาทมายัง ระบบ กล้า มเนือ เพื่อ ให้แ สดงปฏิก ิร ิย าโต้ต อบ ้
  • 144.
    ระบบกล้า มเนือ มนุษย์ กล้า มเนื้อ แบ่ง ้ เป็น 3 ชนิด   คือ   กล้า มเนือ ยึด กระดูก   ้ กล้า มเนื้อ หัว ใจ  กล้า มเนือ เรีย บ ้ 1.กล้า มเนือ ยึด กระดูก (skeleton) เป็น ้ กล้า มเนื้อ ที่เ กาะติด กับ โครงกระดูก   เช่น   กล้า มเนื้อ แขน  กล้า มเนือ ขา  จึง ้ ทำา หน้า ที่เ กี่ย วกับ การเคลือ นไหวของ ่ ร่า งกายโดยตรง  เมือ นำา เซลล์ก ล้า มเนื้อ ่ เหล่า นีม าศึก ษาด้ว ยกล้อ งจุล ทรรศน์จ ะ ้ มองเห็น เป็น แถบลาย  () เซลล์ก ล้า มเนือ ้ นีม ล ัก ษณะเป็น ทรงกระบอกยาว   แต่ล ะ ้ ี เซลล์ม ห ลายนิว เคลีย ส  การทำา งานของ ี
  • 145.
    2.กล้า มเนือ หัวใจ(cardiac muscle) ้ เป็นกล้ามเนื้อที่ผนังหัวใจ มีลักษณะเป็นลายตา ข่าย บุที่ผนังหัวใจ มีลายน้อยกว่ากล้ามเนื้อลาย และลายแตกเป็นกิ่งคล้ายตาข่ายบุอยู่ที่ผนังของ หัวใจ ทำาหน้าที่หดและขยายตัว ในเวลาสูบฉีด โลหิต ทำางานโดยอัตโนมัติอยู่นอกเหนืออำานาจ ของจิตใจ (กล้ามเนื้อหัวใจจะทำางานภายใต้การ ควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ)
  • 146.
    3.กล้า มเนือ เรียบ(smooth muscle) ้ เป็นกล้ามเนื้อที่มีลักษณะแตกต่างจากกล้ามเนื้อ ลาย เช่น มีอยู่ในผิวหนังทั่วไป หรือตามผนัง ของอวัยวะภายใน เช่น หลอดอาหาร เส้นเลือด กระเพาะอาหาร นอกจากนั้นกล้ามเนือเรียบยัง ้ ควบคุมการทำางานของอวัยวะภายใน เช่น ระบบ ทางเดินอาหาร ระบบปัสสาวะ ทำาปฏิกิริยา ตอบโต้สงเร้าภายในและทำางานตามคำาสังของ ิ่ ่ ระบบประสาท
  • 147.
    เป็น กล้า มเนือที่บ อ ยู่ท ี่อ วัย วะต่า งๆ ้ ุ ภายในของร่า งกายมีห น้า ที่ ควบคุม การ ทำา งานของอวัย วะย่อ ยอาหาร และอวัย วะ ภายใน ต่า งๆ เช่น ลำา ไส้ กระเพาะอาหาร อวัย วะสืบ พัน ธุ์ มดลูก เส้น เลือ ดดำา ฯลฯ ซึ่ง อยูน อกอำา นาจของจิต ใจ แต่อ ยูภ ายใต้ ่ ่ การควบคุม ของระบบประสาทอิส ระ (Autonomie Nervous System)
  • 148.
    โครงสร้า งของกล้า มเนื้อลาย เซลล์กล้ามเนื้อลายมีลักษณะเป็นเส้นใยยาวเรียกว่า  เส้นใยกล้ามเนื้อ(musclefiber)  หรือเซลล์กล้าม เนื้อ(muscle  cell)  อยู่รวมกันเป็นมัด  ภายในเส้นใย กล้ามเนื้อจะมีเส้นใยย่อย(myofibril)  กระจายอยู่ ทั่วไป  ภายในเส้นใยย่อยประกอบด้วยเส้นใยเล็กๆ เรียกว่า  เส้นใยกล้ามเนือเล็ก(myofilament)  มีลักษณะ ้ เป็นท่อนยาวเรียงซ้อนกัน  เส้นใยกล้ามเนื้อเหล่านี้จะ อยู่รวมกันเป็นมัด  เส้นใยกล้ามเนื้อเล็กประกอบด้วย  ไมโครฟิลาเมนต์  2  ชนิด  คือ  ชนิดบางซึ่งเป็นสาย โปรตีนแอกทิน(actin)  และชนิดหนา  ซึ่งเป็นโปรตีน
  • 149.
    การหดตัว ของกล้า มเนื้อลาย เกิด จากการกระตุ้น ของประสาทกล้า ม เนือ ปลายข้า งหนึง ของกล้า มเนือ จะเกาะกับ ้ ่ ้ กระดูก ชิน หนึง (Origin ) ส่ว นปลายของกล้า ม ้ ่ เนือ อีก ข้า งหนึง จะอยูข ้า มข้อ ต่อ ไป เกาะยึด ้ ่ ่ กับ กระดูก อีก ชิ้น หนึง ( Insertion ) ดัง นั้น เมือ ่ ่ กล้า มเนือ ทำา งาน คือ หดตัว ก็จ ะดึง กระดูก ชิ้น ้ ทีส องให้เ กิด การเคลื่อ นที่ การหดตัว ของ ่ กล้า มเนือ ลายอาจแบ่ง ออกได้เ ป็น 2 ชนิด คือ ้ 1. Dynamic Contraction หมายถึง การหด ตัว ของกล้า มเนือ ทีค วามยาวและความตึง ตัว ้ ่ ของมัน มีก ารเปลี่ย นแปลง ทำา ให้เ กิด การ เคลื่อ นไหวทีเ ป็น ผลให้ไ ด้ง านเกิด ขึ้น ่ 2. Static Contraction หมายถึง การหดตัว ของกล้า มเนือ โดยทีค วามยาวของกล้า มเนื้อ ้ ่
  • 150.
    การหดตัว ของกล้า มเนือแบบ ้ Isometric นิย มใช้ก ัน ภายหลัง ที่ไ ด้ร ับ การ บาดเจ็บ เพราะ ไม่ส ามารถเคลื่อ นไหว อวัย วะนัน ได้ม าก ป้อ งกัน กล้า มเนือ ลีบ แต่ ้ ้ ในทางสรีร วิท ยากล้า มเนือ ได้ท ำา งาน มี ้ พลัง ที่ไ ด้จ ากปฏิก ิร ิย าทางเคมี ผลสุด ท้า ย ก็จ ะได้ค วามร้อ นเกิด ขึ้น เช่น กัน
  • 151.
    กล้ามเนื้อลายตามลักษณะของสี จะ แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ • 1. กล้า มเนือ สีแ ดง ( Red musclen ) เนือ ง ้ ่ จากมีไ มโอโกลบิน มาก ตามบริเ วณที่ กล้า มเนือ ต้อ งทำา งานหนัก กล้า มเนือ สี ้ ้ แดงเข้ม จะมีค วามไวต่อ การกระตุ้น น้อ ย แต่ห ดได้แ รงและทนทาน เช่น กล้า มเนือ ้ แขนและขา • 2. กล้า มเนือ สีข าวซีด ( White muscle ) มี ้ ไมโอโกลบิน น้อ ยแต่ม ค วามไวต่อ การกระ ี ตุ้น สูง หดตัว ชัว คราวในระยะเวลาสัน ๆ ่ ้ เช่น กล้า มเนือ ของนัย น์ต า ้ ในร่า งกายเรานัน มีก ล้า มเนื้อ ทั้ง 2 แบบ ้
  • 152.
    กลไกการทำา งานของกล้า มเนื้อ ลาย • การหดตัว ของกล้า มเนือ เกิด จากการเลื่อ น ้ ตัว ของแอกทิน เข้า หากัน ตรงกลาง   การ เลื่อ นของโปรตีน ดัง กล่า วทำา ให้เ ส้น ใย กล้า มเนือ หดตัว   การเคลื่อ นไหวในแต่ล ะ ้ ส่ว นของร่า งกาย  โดยกล้า มเนือ จะ้ ทำา งานรวมกัน เป็น คูๆ ในลัก ษณะแอนตา ่ ดกนิซ ม (antagonism) ได้แ ก่ ึ
  • 153.
    1.กล้า มเนื้อ ที่ทำา ให้เ กิด การ เคลื่อ นไหวงอและเหยีย ด 1.1 กล้า มเนือ เฟล้ก เซอร์(flexor) เป็น กล้า ม ้ เนื้อ ที่ห ดกตัว แล้ว ทำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวงอหรือ พับ  ได้แ ก่ กล้า มเนือ ไบเซพ ้ (bicape) 1.2 กล้า มเนือ เอ็ก เทนเซอร์(extenser) เป็น ้ กล้า มเนือ ที่ห ดตัว แล้ว ้ ทำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวเหยีย ดตรง   ได้แ ก่  กล้า มเนื้อ ไตรเซพ
  • 154.
    2. กล้า มเนือทีท ำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวไปข้า ง ้ ่ หน้า และข้า งหลัง 2.1 กล้า มเนือ   protracter เป็น กล้า มเนือ ทีห ด ้ ้ ่ ตัว แล้ว ทำา ให้ เกิด การเคลื่อ นไหวไปข้า งหน้า 2.2 กล้า มเนือ   retracter เป็น กล้า มเนือ ทีห ด ้ ้ ่ ตัว แล้ว ทำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวไปข้า งหลัง 3. กล้า มเนือ ที่ท ำา ให้เ กิด การเคลื่อ นไหวไป ้ ด้า นข้า งและแนบลง 3.1 กล้า มเนือ   abduetor เป็น กล้า มเนือ ทีห ด ้ ้ ่ ตัว แล้ว ทำา ให้เ กิด
  • 155.
    ระบบกล้า มเนื้อ (Muscular system) การหดตัว และการคลายตัว ของกล้า ม เนือ เพือ ให้ม ก ารเคลื่อ นไหวได้ แต่ก าร ้ ่ ี เคลื่อ นไหวทีแ ท้จ ริง อาศัย การทำา งานของ ่ กล้า มเนือ ในร่า งกายของเราสามารถแบ่ง ้ กล้า มเนือ ออกเป็น 3 ชนิด คือ กล้า มเนื้อ ลาย ้ (skeletal muscle or striated muscle), กล้า ม เนือ เรีย บ(smooth muscle), กล้า มเนือ หัว ใจ ้ ้ (cardiac muscle) โดยทีก ล้า มเนือ ลายนัน ถูก ่ ้ ้ ควบคุม อยูภ ายใต้อ ำา นาจจิต ใจหรือ รีเ ฟล็ก ซ์ ่ ส่ว นกล้า มเนือ เรีย บและกล้า มเนือ หัว ใจ ้ ้ ทำา งานนอกอำา นาจจิต ใจ จากคุณ สมบัต ิข อง กล้า มเนือ 4 ประการ คือ ความสามารถในการ ้ หดตัว (contractility), มีค วามไวต่อ การกระ ตุ้น (excitability), ความสามารถในการยืด
  • 156.
    ในตอนแรกจะขอกล่า วถึง กล้า มเนื้อลายก่อ น เพราะมีร าย ละเอีย ดมาก และทั้ง นี้จ ะสามารถ ช่ว ยอธิบ ายถึง การหดตัว และการ คลายตัว ของกล้า มเนื้อ ชนิด อื่น ได้ด ีต อ ไป   กล้า มเนื้อ โครงร่า ง ่ หรือ กล้า มเนื้อ ลาย (skeletal muscle or striated muscle) ผู้ห ญิง มี skeletal muscle
  • 158.
    ระบบโครงกระดูก (skeletal system) • โครงกระดูก เป็น รูป แบบโครงสร้า งของร่า งกาย ช่ว ยทำา ให้ร ่า งกายเป็น รูป เป็น ร่า งป้อ งกัน อัน ตราย และเป็น การยึด เกาะของกล้า มเนือ ้ ทำา ให้ร ่า งกายเคลื่อ นไหวได้ โครงกระดูก เป็น เนือ เยือ ทีม ช ีว ิต ประกอบด้ว ย กระดูก อ่อ น และ ้ ่ ่ ี กระดูก แข็ง มีก ารเสริม สร้า งซ่อ มแซมใหม่อ ยู่ ตลอดเวลา เพศหญิง มีโ ครงกระดูก ทีเ ล็ก และเบา ่ กว่า โครงกระดูก ของเพศชาย • โครงกระดูก ของทารก มีก ระดูก มากกว่า 300 ชิ้น บางชิ้น มีก ารเชื่อ มต่อ ติด เป็น ชิ้น เดีย วกัน เมือ โต ่ ขึ้น ในขณะทีผ ู้ใ หญ่ม ก ระดูก 206 ชิ้น โดยเฉลี่ย ่ ี บางคนมีก ระดูก ซีโ ครงเพิ่ม พิเ ศษอีก 1 คู่ ่ มากกว่า ครึ่ง ของกระดูก ในร่า งกาย เป็น กระดู
  • 159.
    ระบบโครงกระดูก มนุษ ย์ •     คนมีร ะบบโครงร่า ง แข็ง เรีย กว่า กระดูก (bone) ซึง มีอ งค์ ่ ประกอบเป็น   แคลเซีย มและ ฟอสฟอรัส กระดูก แบ่ง เป็น  2 พวก คือ • 1. กระดูก แกน(axial skeleton) 2. กระดูก รยางค(appendicular skeleton) •   นอกจากนีย ง มีก ระดูก ้ ั อ่อ น ได้แ ก่ หลอดลม ใบ
  • 160.
    1. กระดูก แกน(axial skeleton ) เป็น กระดูก ที่อ ยูบ ริเ วณกลางลำา ตัว มี ่ ทั้ง หมด 80 ชิน ประกอบด้ว ย ้       - กระดูก กะโหลกศีร ษะ  29 ชิน ้      - กระดูก สัน หลัง   26 ชิน ( ระหว่า ง ้ กระดูก สัน หลัง แต่ล ะข้อ จะมีแ ผ่น กระดูก อ่อ นที่เ รีย กว่า   หมอนรองกระดูก ทำา หน้า ที่ร องรับ และเชือ มระหว่า งกระดูก สัน ่ หลัง แต่ล ะข้อ เพื่อ ป้อ งกัน การเสีย ดสีใ น ขณะเคลือ นไหว ) ่ - กระดูก ซี่โ ครง  24 ชิน ( ทั้ง หมด 12 ้
  • 161.
    2. กระดูก รยางค์(appendicular skeleton ) •  เป็น กระดูก ที่ย ื่น จากกระดูก แกนออกไป มี ทั้ง หมด 126 ชิน ประกอบด้ว ย ้       - กระดูก แขนข้า งละ 30 ชิน ้       - กระดูก ขาข้า งละ 30 ชิน ้       - กระดูก สะบัก ข้า งละ 1 ชิน ้       - กระดูก เชิง กรานข้า งละ 1 ชิน   ้ - กระดูก ไหปลาร้า ข้า งละ 1 ชิน ้
  • 164.
    ระบบสืบ พัน ธุ์ เมือสิงมีชวิตเกิดขึ้นอวัยวะต่างๆใน ่ ่ ี ร่างกายส่วนใหญ่จะเริ่มทำางานไปพร้อมๆ กับการเจริญเติบโตของร่างกาย ยกเว้น อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ โดยจะเริ่มทำางาน เมือร่างกายเจริญเติบโตมาจนย่างเข้าสู่ ่ วัยรุ่น              การสืบ พัน ธุ์ หมายถึง  การเพิม ่ จำานวนหรือให้กำาเนิดลูกหลานทีเหมือน ่ พ่อแม่หรือบรรพบุรุษ เพือการดำารงเผ่า ่ พันธุ์ การสืบพันธุ์ของคนเป็นการ
  • 165.
    ระบบสืบ พัน ธุ์เพศชาย ระบบสืบพันธุเพศชายประกอบด้วยอวัยวะ ์ ต่างๆ ดังนี้
  • 167.
    1. อัณ ฑะ(Testis) และถุง อัณ ฑะ (Scrotum)      อัณฑะ มีลกษณะรูปร่างคล้ายไข่ ั ฟองเล็ก ยาว 3-4 Cm หนาประมาณ 2- 3 Cm หนักประมาณ 50 กรัม อัณฑะมี 2 ข้างและขนาดใกล้เคียงกันอยู่ภายใน ถุงอัณฑะ ซึ่งทำาหน้าทีปรับอุณหภูมิ ่ ภายในถุงอัณฑะให้เหมาะแก่การเจริญ เติบโตของอสุจิ คือ ประมาณ 34 องศา เซลเซียส ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้า งตัว อสุจ ืิ มีลกษณะเป็น ั ท่อเล็กๆขดเรียงกันอยู่มากมาย เพือทำา ่
  • 169.
    ...................................................................... ........................ รูปที่ 3 ลักษณะโครงสร้างภายใน seminiferous tubule และ sperm
  • 171.
    • 2. หลอดเก็บตัว อสุจ ิ     เป็นที่พักของตัวอสุจิที่สร้างจากหลอด สร้างตัวอสุจิจะอยูบริเวณด้านบนของ ่ อัณฑะต่อเชื่อมกับหลอดนำาตัวอสุจิ • 3. หลอดนำา ตัว อสุจ ิ       อยูต่อจากหลอดเก็บอสุจิ ทำาหน้าที่ ่ ลำาเลียงอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างนำ้าเลี้ยง อสุจิ • 4. ต่อ มสร้า งนำ้า เลี้ย งอสุจ ิ( seminal vesicle)     อยูต่อจากหลอดนำาตัวอสุจิ ทำาหน้าที่ ่ สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ ส่วนมากเป็นนำ้า
  • 172.
    • 5. ต่อมลูก หมาก(prostate gland)     อยู่บ ริเ วณตอนต้น ของท่อ ปัส สาวะ ทำา หน้า ที่ห ลั่ง สารบางชนิด ที่เ ป็น เบสอย่า งอ่อ น เข้า ไปในท่อ ปัส สาวะปนกับ นำ้า เลี้ย งอสุจ ิ และ สารที่ท ำา ให้ต ว อสุจ ิแ ข็ง แรงและว่อ งไว ั
  • 173.
    6. ต่อ มคาวเปอร์(cowpergland) อยูใ ต้ ่ ต่อ มลูก หมาก ทำา หน้า ที่ห ลั่ง สารไปหล่อ ลื่น ท่อ ปัส สาวะเมือ มีก ารกระตุ้น ทางเพศ ่ ทำา ให้ต ัว อสุจ ิเ คลื่อ นตัว ได้ร วดเร็ว ตัว อสุจ ิจ ะออกสู่ ภายนอก ร่า งกายตรง ปลายสุด ขององคชาติ  เพศชายจะสร้า ง เซลล์อ สุจ ิไ ด้เ มื่อ อายุป ระมาณ 12-13 ปี และสร้า งไปตลอดชีว ิต   ตัว อสุจ ิเ มื่อ ออก สูภ ายนอกร่า งกายจะมีช ีว ิต อยูไ ด้เ พีย ง ่ ่ 2-3 ชั่ว โมง  แต่ถ ้า อยูใ นมดลูก ของหญิง ่ จะอยู่ไ ด้น านประมาณ 24-48 ชัว โมง ่
  • 174.
    ขัน ตอนในการสร้า งตัวอสุจ ิ ้ และการหลั่ง นำ้า อสุจ ิ •    เริ่ม จากหลอดสร้า งตัว อสุจ ิ ซึ่ง อยู่ ภายในอัณ ฑะสร้า งตัว อสุจ ิอ อกมา จากนั้น ตัว อสุจ ิจ ะถูก นำา ไปพัก ไว้ท ี่ หลอดเก็บ อสุจ ิก ่อ นจะถูก ลำา เลีย งผ่า น ไปตามหลอดนำา ตัว อสุจ ิ เพื่อ นำา ตัว อสุจ ิไ ปเก็บ ไว้ท ี่ต ่อ มสร้า งนำ้า เลี้ย งตัว อสุจ ิร อการหลั่ง ออกสู่ภ ายนอก ต่อ ม ลูก หมากจะหลั่ง สารเข้า ผสมกับ นำ้า เลี้ย งอสุจ ิเ พื่อ ปรับ สภาพให้เ หมาะสม กับ ตัว อสุจ ิก ่อ นที่จ ะหลั่ง นำ้า อสุจ ิอ อกสู่ ภายนอกทาง
  • 175.
    •โดยปกติเ พศชายจะเริ่ม สร้างตัว อสุจ ิไ ด้เ มื่อ อายุป ระมาณ 12 - 13 ปี และจะสร้า งไปจนตลอดชีว ิต ส่ว น การหลั่ง นำ้า อสุจ ิใ นแต่ล ะครั้ง จะมี ของเหลวออกมาเฉลีย ประมาณ 3 - ่ 4 ลูก บาศก์เ ซนติเ มตรและมีต ัว อสุจ ิ เฉลีย ประมาณ 350 - 500 ล้า นตัว ่ สำา หรับ ชายที่เ ป็น หมัน จะมีต ว อสุจ ิ ั น้อ ยกว่า 30 - 50 ล้า นตัว ต่อ ลูก บาศก์เ ซนติเ มตร หรือ มีต ัว อสุจ ิท ี่ ผิด ปกติม ากกว่า ร้อ ยละ 25  ตัว อสุจ ิ ที่ห ลั่ง ออกมาจะเคลื่อ นทีไ ด้ ่
  • 176.
     ระบบสืบ พัน ธุ์เพศหญิง   ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง  ประกอบด้วยอวัยวะ ต่างๆ ดังนี้
  • 178.
    1.  รัง ไข่  ทำาหน้าที่ผลิตไข่และ ฮอร์โมนเพศหญิง ซึงจะกำาหนดลักษณะ ่ ต่างๆในเพศหญิง เช่น ตะโพกผาย เสียง แหลม สำาหรับรังไข่จะมี 2 อัน ซึ่งจะอยู่ คนละข้างของมดลูกจะมีลักษณะคล้ายเม็ด มะม่วงหิมพานต์ยาวประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร     2.  ท่อ นำา ไข่  เรียกอีกชือหนึ่งว่า ปีก ่ มดลูก เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้ง สองข้างกับมดลูก ทำาหน้าที่เป็นทางผ่าน ของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็น บริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ ท่อนำาไข่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6 - 7 เซนติเมตร
  • 179.
    3.  มดลูก  มีรูป ร่า งคล้า ยผล ชมพู่ห ัว กลับ ลง กว้า งประมาณ 4 เซนติเ มตร ยาวประมาณ 6 - 8 เซนติเ มตร หนาประมาณ 2 เซนติเ มตร อยู่ใ นบริเ วณอุ้ง กระดูก เชิง กรานระหว่า ง กระเพาะปัส สาวะกับ ทวาร หนัก ทำา หน้า ที่เ ป็น ที่ฝ ัง ตัว ของ
  • 181.
    4. ช่อ งคลอด •ตั้ง อยู่ร ะหว่า งทวารหนัก และท่อ ปัส สาวะ เริ่ม จากรูเ ปิด ของช่อ งคลอด ทอดทอดเฉีย งขึ้น ไปทางด้า นหลัง จนถึง ปากมดลูก โดยจะสวมรอบปาก มดลูก เอาไว้ ทำา ให้เ กิด เป็น ซอกเล็ก ๆ เรีย กว่า fornix ทางด้า นหน้า เรีย กว่า anterior fornix ทางด้า นหลัง เรีย กว่า posterior fornix ส่ว นทางด้า นข้า งทั้ง 2 ด้า นเรีย กว่า lateral fornix ผนัง ภายในช่อ งคลอดมีล ัก ษณะเป็น รอยย่น ตามขวาง เรีย กว่า rugae ทำา ให้ผ นัง ช่อ งคลอดสามารถยืด ขยายตัว ได้ บุ ด้ว ยเยื่อ บุผ ิว ชนิด stratified squamous
  • 182.
    ซึง มีก ารลอกหลุดออกไปบ้า ง ในผนัง ่ ช่อ งคลอดจะไม่ม ีต ่อ มชนิด ใดอยู่เ ลย สารเมือ กในช่อ งคลอดได้ม าจากต่อ ม ของปากมดลูก เยือ บุผ ิว ของผนัง ช่อ ง ่ คลอดนี้ม ีก ารเปลี่ย นแปลงตลอดเวลา ตามระดับ ของ hormone กล่า วคือ ขณะที่ม ี estrogen สูง ก็จ ะกระตุ้น ให้ เซลล์เ ยื่อ บุผ ิว สร้า งสาร glycogen ออกมา เพื่อ ให้แ บคทีเ รีย ที่อ าศัย อยูใ น ่ ช่อ งคลอดคือ Doderlein bacilli ทำา การสลายให้ก ลายเป็น lactic acid
  • 183.
    อวัย วะเพศภายนอก (external genitalia) • 1. เนิน หัว เหน่า (mone pubis) เป็น ผิว หนัง นูน อยูบ ริเ วณเหนือ กระดูก หัว ่ เหน่า (pubic symphysis) เมื่อ เข้า สูว ัย ่ สาวจะมีข นงอกขึน ที่บ ริเ วณนี้ สำา หรับ ้ ในเพศหญิง แนวขนจะเรีย งตัว เป็น รูป สามเหลี่ย มมีย อดชี้ล งมาทางด้า นล่า ง ส่ว นในเพศชายยอดของสามเหลี่ย ม จะชี้ข ึ้น ไปทางสะดือ 2. แคมใหญ่ (labia majora) เป็น ผิว หนัง ที่ต ่อ มาจากทางด้า นล่า งของ เนิน หัว เหน่า มีล ัก ษณะนูน แยกเป็น 2 กลีบ ลงไปบรรจบกัน ทางด้า นหลัง ที่ บริเ วณผีเ ย็บ
  • 184.
    3. แคมเล็ก (labiaminora) เป็น ชัน ้ ผิว หนัง ที่ย กตัว ขึ้น เป็น กลีบ เล็ก ๆ สีแ ดง 2 กลีบ ทางด้า นในของแคมใหญ่ กลีบ ของแคมเล็ก ทางด้า นหน้า จะแยกออก เป็น 2 แฉก แฉกด้า นบนมาจรดกัน กลายเป็น ผิว หนัง คลุม clitoris เรีย กว่า prepuce of clitoris แฉกด้า นล่า งจรด กัน ใต้ clitoris เรีย กว่า frenulum of clitoris ส่ว นปลายหลัง ของแคมเล็ก จะ โอบรอบรูเ ปิด ของช่อ งคลอดและท่อ ปลายหลัง ของแคมเล็ก จะโอบรอบรู
  • 185.
    .4. clitoris มีลัก ษณะเป็น ตุ่ม เล็ก ๆ เป็น อวัย วะที่เ ทีย บได้ก ับ glans penis ใน เพศชาย และมีโ ครงสร้า งเป็น erectile tissue เช่น กัน มีห ลอดเลือ ดและปลาย ประสาทรับ ความรู้ส ึก มาเลี้ย งเป็น จำา นวนมาก ดัง นั้น หากเกิด การฉีก ขาดที่บ ริเ วณนี้ ซึ่ง อาจเกิด ขึ้น ได้ใ น ขณะคลอด จะทำา ให้เ จ็บ เสีย เลือ ด มาก และเย็บ ติด ได้ย าก 5. vestibule เป็น บริเ วณที่อ ยูร ะหว่า ง ่ แคมเล็ก ทั้ง สองข้า ง ตั้ง แต่ clitoris ลง
  • 186.
    - รูเ ปิดของท่อ ปัส สาวะ (urethral orifice) จะอยู่ถ ัด จาก clitoris ราว 1 ซม. - รูเ ปิด ของช่อ งคลอด (vaginal orifice) อยู่ถ ัด ไปอีก มี เยื่อ พรหมจารีย ์ป ิด อยู่ . - รูเ ปิด ของ Bartholin's gland และ paraurethral gland
  • 188.
    6. B artholin's gland (greater vestibular gland) เป็น ต่อ มเล็ก ๆ ขนาดเท่า เมล็ด ถัว เขีย วพบอยู่ 2 ข้า งของรูเ ปิด ของ ่ ช่อ งคลอด ต่อ มนีเ ปรีย บเทีย บได้ก บ ้ ั ต่อ มคาวเปอร์ใ นเพศชาย จะให้ท อ ออก ่ มาเปิด ทีบ ริเ วณระหว่า งเยือ พรหมจารีย ์ ่ ่ กับ แคมเล็ก ทำา หน้า ทีส ร้า งเมือ กหล่อ ่ ลืน และมีฤ ทธิ์เ ป็น ด่า งเพื่อ ลดความ ่ เป็น กรดในช่อ งคลอด 7. เยื่อ พรหมจารีย ์ (hymen) เป็น เนือ เยือ ทีย ื่น ออกมาปิด รูเ ปิด ของช่อ ง ้ ่ ่ คลอด ตรงกลางจะมีร ูเ ปิด เล็ก ๆ เยือ ่ พรหมจารีย น ส ามารถยืด หยุ่น ได้ ใน ์ ี้
  • 189.
    8. ฝีเ ย็บ(perineum) เป็น บริเ วณรูป สี่เ หลี่ย ม (diamond-shape) โดยลากเส้น เชื่อ มต่อ จากกระดูก หัว เหน่า ไปยัง ischial tuberosity 2 ข้า ง และกระดูก ก้น กบ แต่ถ ้า ลากเส้น ตรงเชื่อ มต่อ ระหว่า ง ischial tuberosity ทั้ง 2 ข้า งจะ แบ่ง ฝีเ ย็บ ออกเป็น บริเ วณรูป สามเหลี่ย ม 2 รูป คือ ด้า นหน้า เรีย ก urogenital triangle เป็น ที่ต ั้ง ของอวัย วะเพศ ภายนอกทั้ง หมด และด้า นหลัง เรีย กว่า anal triangle จะพบรูเ ปิด ของทวารหนัก อยู่ บริเ วณที่อ ยู่ร ะหว่า งช่อ งคลอดกับ
  • 190.
    จะมีก ้อ นเนื้อเยือ เกี่ย วพัน ที่เ หนีย ว ่ และแข็ง แรงอยูข ้า งในเรีย กว่า ่ perineal body ซึง มีค วามสำา คัญ ่ เป็น จุด ยึด เกาะของกล้า มเนื้อ ลาย หลายมัด ที่ท ำา หน้า ที่ร องรับ อวัย วะ ต่า ง ๆ ที่อ ยูภ ายในอุ้ง เชิง กรานไม่ ่ ให้เ คลื่อ นออกมา ฝีเ ย็บ มัก จะฉีก ขาดขณะที่ท ำา การคลอด ถ้า หาก ไม่ม ีก ารเย็บ ซ่อ มก็อ าจจะทำา ให้ อวัย วะภายในอุ้ง เชิง กรานโดย เฉพาะมดลูก เคลื่อ นที่อ อกมาทาง
  • 191.
    วงจรการเจริญ ของไข่ (ovarian cycle) เมื่อ ครั้ง ยัง คงเป็น ตัว อ่อ นอยู่ใ นครรภ์ มารดานั้น ภายในชั้น cortex ของรัง ไข่จ ะมี ovarian follicle หลาย ล้า นใบ เมื่อ เข้า สู่ว ัย เจริญ พัน ธุ์ม ี ovarian follicle เพีย ง 400,000 ใบ ส่ว น ใหญ่จ ะฝ่อ ไป (atresia) มีเ พีย ง 400 ลักษณะโครงสร้างภายในรังไข่
  • 192.
    การเจริญ ของเซลล์ไ ข่ (maturation of oocyte หรือ oogenesis) การเจริญ ของเซลล์ไ ข่แ ตกต่า งจาก การเจริญ ของ sperm คือ ในแต่ล ะเดือ น เซลล์ไ ข่ส ามารถเจริญ พร้อ มที่จ ะผสมกับ sperm ได้เ พีย ง 1 ใบเท่า นัน ในขณะที่เ พศ ้ ชายสามารถผลิต sperm ได้จ ำา นวนนับ พัน ล้า นตัว ที่เ จริญ สมบูร ณ์พ ร้อ มที่จ ะเข้า ไป ผสมกับ เซลล์ไ ข่ กระบวนการสร้า งเซลล์ สืบ พัน ธุ์ข องเพศหญิง แบ่ง เป็น หลายขั้น ตอนแต่ล ะขัน ตอนอาศัย เวลานานจึง จะ ้ เสร็จ สิน ได้เ ซลล์ไ ข่ท ี่ส มบูร ณ์ ซึ่ง ้ กระบวนการผลิต เซลล์ไ ข่ใ ห้เ จริญ สมบูร ณ์จ นพร้อ มที่จ ะผสมได้น น เรีย กว่า ั้
  • 193.
    โดย เริ่ม ตั้งแต่ร ะยะที่เ ป็น ตัว อ่อ นอยู่ ในครรภ์ม ารดามี primodial germ cell เป็น เซลล์ต ้น กำา เนิด เจริญ มาจาก เนื้อ เยือ ชั้น mesoderm เคลื่อ นที่ ่ แทรกเข้า ไปในรัง ไข่เ รีย กชือ ใหม่่ ว่า .oogonia มี 46 chromosome (2n) oogonia มีก ารแบ่ง เซลล์แ บบ mitosis กลายเป็น primary oocyte ต่อ มา primary oocyte ก็จ ะเจริญ ต่อ ไป จนถึง ระยะ prophase ของการแบ่ง เซลล์แ บบ meiosis ครั้ง ที่ 1 ก็จ ะหยุด เจริญ เติบ โตเพีย งแค่น ี้ รอจนกว่า ตัว
  • 195.
    การตกไข่ หมายถึง  การที่ไ ข่ส ก และออกจาก ุ รัง ไข่เ ข้า สูท ่อ นำา ไข่ โดยปกติร ัง ไข่แ ต่ล ะ ่ ข้า งจะสลับ กัน ผลิต ไข่ใ นแต่ล ะเดือ น ดัง นัน จึง มีก ารตกไข่เ กิด ขึ้น เดือ นละ 1 ใบ ้ ในช่ว งกึ่ง กลางของรอบเดือ น เมื่อ มีก าร ตกไข่ มดลูก จะมีก ารเปลีย นแปลงโดยมี ่ ผนัง หนาขึ้น ทั้ง มีเ ลือ ดมาหล่อ เลีย งเป็น ้ จำา นวนมาก ซึ่ง ต่อ ไปจะเกิด การ เปลี่ย นแปลงใน 2 กรณีต อ ไปนี้ ่    1. ถ้า มีอ สุจ ิเ คลื่อ นที่เ ข้า มาในท่อ นำา ไข่ ในขณะที่ม ก ารตกไข่ อสุจ ิจ ะเข้า ปฏิส นธิ ี
  • 196.
    2.  ถ้า ไม่มีต ัว อสุจ ิเ ข้า มาใน ท่อ นำา ไข่ ไข่จ ะสลายตัว ก่อ น ที่จ ะผ่า นมาถึง มดลูก จากนั้น ผนัง ด้า นในของมดลูก และ เส้น เลือ ดที่ม าหล่อ เลี้ย ง เป็น จำา นวนมากก็จ ะสลายตัว แล้ว ไหลออกสู่ภ ายนอก ร่า งกายทางช่อ งคลอด เรีย ก
  • 197.
    รอบประจำา เดือ น(menstrual cycle) เป็น รอบการเปลีย นแปลงทุก 28 วัน ของ ่ ผนัง มดลูก ชั้น endometrium ในหญิง สาววัย เจริญ พัน ธุ์ ขณะทีย ัง ไม่ม ีก ารตัง ครรภ์ ซึ่ง ได้ ่ ้ รับ อิท ธิพ ลจาก hormone เพศหญิง ส่ว นการ เปลีย นแปลงที่ร ัง ไข่ เพื่อ สร้า งเซลล์ไ ข่อ อกมา ่ ทุก ๆ 28 วัน เช่น กัน เรีย กว่า ovarian cycle ทั้ง รัง ไข่แ ละผนัง ชั้น endometrium มีก าร เปลีย นแปลง ของ gonadotropin releasing ่ hormone (GnRH) จาก hypothalamus ไปมี ผลกระตุ้น ต่อ มใต้ส มองให้ส ร้า ง FSH และ LH ออกมา ทำา ให้ ovarian follicle ภายในรัง ไข่ มีก ารเจริญ เติบ โตและสร้า ง estrogen และ progesterone ออกมา ซึ่ง hormone จาก รัง ไข่ท ั้ง สองชนิด จะไปออกฤทธิ์ท ผ นัง ชั้น ี่
  • 198.
    ในผูห ญิง ที่มป ระจำา เดือ นอยู่ถ ือ ว่า เป็น ผู้ ้ ี หญิง ที่อ ยู่ใ นวัย เจริญ พัน ธุ์ ในช่ว งอายุ ประมาณ 12-14 ปี ไปจนถึง ระยะหมด ประจำา เดือ นซึ่ง มีอ ายุป ระมาณ 45-50 ปี จะมีอ าการของการมีป ระจำา เดือ นผิด ปกติ หรือ ประจำา เดือ นขาดหายไปเลย เป็น ระยะที่บ ง ชีใ ห้ท ราบว่า ถึง ระยะเวลา ่ ้ สิน สุด ของวัย เจริญ พัน ธุ์ ตลอดเวลาของ ้ รอบประจำา เดือ น นอกจากจะมีเ ลือ ดประจำา เดือ น ไหลออกมาแล้ว ผูห ญิง ส่ว นใหญ่จ ะ ้ สัง เกตการเปลี่ย นแปลงอื่น ๆ ของ
  • 199.
  • 201.
    การปฏิส นธิ  คือ การทีน ิว เคลีย สของเซลล์ ่ อสุจ เ ข้า รวมตัว ตัว นิว เคลีย สของเซลล์ไ ข่ เกิด เป็น ิ ไซโกตหลัง จากนั้น อีก 30-37 ชัว โมง ไซโกตจะ ่ แบ่ง ตัว จาก 1 เป็น 2 จาก2 เป็น 4 จนได้ก ลุม ่ เซลล์ท เ รีย กว่า เอ็ม บริโ อ ( E ี่ mbyo ) เอ็ม บริโ อนี้ จะเคลือ นทีไ ปฝัง ตัว ทีผ นัง มดลูก ซึง หนาตัว ขึน ่ ่ ่ ่ ้ เพื่อ รองรับ การฝัง ตัว ของเอ็ม บริโ อ และเมื่อ ตัว อ่อ นฝัง ตัว ทีผ นัง มดลูก จะมีก ารพัฒ นาอวัย วะ ่ พิเ ศษของตัว อ่อ นคือ รก ซึง ทำา หน้า ทีด ด ซึม อาหาร ่ ่ ู และออกซิเ จนจากผนัง มดลูก ของแม่ส ่ง มาเลีย ง ้ ตัว อ่อ น ดัง นัน ขณะทีท ารกอาศัย อยู่ ในครรภ์จ ะ ้ ่ ได้ร บ อาหารและอากาศโดยผ่า นทางรก หลอด ั เลือ ดจากรกจะเซือ มต่อ กับ ตัว ทารกทางสายสะดือ ่
  • 204.
    เมือ ครบกำา หนดคลอดรกจะเริ่ม เสื่อ ม ่ สภาพ ทารกเตรีย มพร้อ มที่จ ะคลอด และมีก ารเปลี่ย นแปลงเกิด ขึ้น กับ ตัว แม่ โดยฮอร์โ มนจากต่อ มใต้ส มองจะ กระตุ้น ให้ กล้า มเนื้อ ผนัง มดลูก บีบ ตัว ประกอบกับ การหดตัว ของกล้า ม เนือ หน้า ท้อ งทำา ให้ป ากมดลูก เปิด ถุง ้ นำ้า ครำ่า จะแตก มดลูก จะบีบ ตัว อย่า ง แรง ดัน ให้ท ารกคลอดออกมาทาง ช่อ งคลอด โดยปกติส ่ว นหัว ของ ทารกจะโผล่อ อกมาก่อ นหลัง จาก ทารกคลอดออกมา แพทย์จ ะผูก สาย
  • 205.
    เมื่อ ทารกคลอดออกมาแล้ว นำ้านมแม่ เป็น อาหารทีว ิเ ศษที่ส ด ่ ุ สำา หรับ ทารก เพราะนำ้า นมแม่ม ส ารอาหารที่ ี ครบถ้ว น รวมทั้ง โปรตีน ที่เ ป็น ภูม ิค ม กัน โรค ุ้ ทารกที่ด ม นำ้า นมแม่จ ะมีส ข ภาพแข็ง แรงไม่ ื่ ุ ติด โรคง่า ย และการดื่ม นมแม่ท ารกจะได้ร บ ั
  • 206.
    การเกิด ฝาแฝด แฝดร่ว มไข่ เป็นฝาแฝดที่เกิดจากการ รวมตัวกันของเซลล์ไข่ 1 ใบ และอสุจิ 1 ตัว ขณะที่กำาลังเจริญเติบโตเอ็มบริโอมีการ แบ่งเซลล์เช่น จาก 1 เป็น 2 และแยกขาด ออกจากัน แต่ละส่วนจะเจริญเติบโตเป็น ทารกที่มอวัยวะครบสมบูรณ์จนกระทั่ง ี คลอด แฝดประเภทนี้จะเป็นเพศเดียวกัน เสมอ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน และถ้าได้ รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อเดียวกันจะมี อุปนิสัยและความสามารถที่คล้ายกันมาก
  • 208.
    แฝดต่า งไข่   เป็นแฝดที่เกิดจากมีไข่ สุกมากกว่า1 ใบ ไข่แต่ละใบจะมีโอกาส เข้าผสมกับตัวอสุจิแต่ละตัวและเกิดการ ปฏิสนธิในเวลาใกล้เคียงกัน จะได้ เอ็มบริโอเจริญเติบโตอยู่ภายในมดลูก เดียวกัน แต่แยกรกกันและทารกจะคลอด ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน ฝาแฝดชนิดนี้ อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันก็ได้ ส่วนหน้าตาและลักษณะทางพันธุกรรมจะมี ลักษณะคล้ายกัน
  • 209.
    ปัจ จัย เกิดแฝด • 1. กรรมพัน ธุ์ เครือ ญาติข องแม่ท ี่ม ีแ ฝด จะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าเครือญาติของ พ่อที่มีลูกแฝด • 2. เชื้อ ชาติ เช่น ในฝรั่งผิวขาวชาวยุโรปจะ เกิดฝาแฝด 1 คู่ต่อหญิงตั้งครรภ์ 100 คน ส่วนหญิงนิโกรจะเกิด 1 คู่ต่อหญิงตั้งครรภ์ 80 คน • 3. อายุข องแม่แ ละจำา นวนครั้ง ของการตั้ง ครรภ์ก็มีส่วนอย่างยิ่ง เพราะยิ่งอายุ และ จำานวนครั้งของการตั้งครรภ์มากเท่าไร ไข่จะ มีโอกาสตกเยอะขึน โอกาสตั้งครรภ์แฝดก็ ้
  • 210.
    4. หญิง ที่มีน ำ้า หนัก ตัว มากโดยสาเหตุม า จากการกิน เยอะ จะมี โอกาสตั้ง ครรภ์แ ฝดมากกว่า หญิง รูป ร่า งผอม ที่เ กิด จากภาวะ ทุพ โภชนาการหรือ ขาดอาหาร ซึ่ง เกี่ย วเนื่อ งกับ ความสมบูร ณ์ ของร่า งกาย 5. การได้ร ับ สารหรือ ยากระตุ้น ให้ต กไข่ มากกว่า 1 ใบ ซึ่ง อยูใ น ่ กลุ่ม ยาฮอร์โ มน 6. การทำา เด็ก หลอดแก้ว
  • 211.
    การคุม กำา เนิด 1. วิธ ีธ รรมชาติ ใช้วิธีการงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง เวลาก่อนมีประจำาเดือน 7 วันและ หลังการมีประเดือน 7 วันนับตั้งแต่วันทีมประจำาเดือน ่ ี 2. การใช้อ ุป กรณ์ ในเพศชายใช้ถุงยางอนามัย ส่วน ในเพศหญิงแพทย์จะเป็นผู้ใส่ให้  เช่นใส่ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย การใส่ห ่ว ง อนามัย
  • 212.
    3. การใช้ส ารเคมีเช่น ยาโดยการกินยาคุม กำาเนิดหรือฉีดยาคุมกำาเนิดเพื่อยับยั้งการตกไข่ 4. การผ่า ตัด ทำา หมัน ทำาได้ทั้งเพศชายและเพศ หญิง ในฝ่ายชายแพทย์จะผูกและตัดหลอดนำา อสุจิ ส่วนในเพศหญิงแพทย์จะผูกและตักท่อนำา ไข่ทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าผสมกับ ไข่ การทำาหมันหญิง     การทำาหมันชาย
  • 213.
    ในกรณีท ฝ ่ายชายผิด ปกติ ี่ การ   เช่น สามีม ีอ สุจ ิน ้อ ยกว่า ปกติ ผสมเทีย ม หรือ มีต ัว อสุจ ิท ี่ไ ม่แ ข็ง แรง หรือ ในกรณีส ามีม ีค วามบกพร่อ ง ของหน่ว ยพัน ธุก รรมหรือ บกพร่อ งทางโครงสร้า ง และ การทำา งานของระบบสืบ พัน ธุ์ ทำา ให้ไ ม่ส ามารถมีล ูก ได้เ อง  แพทย์จ ะแก้ป ญ หาโดยการนำา ั อสุจ ิฉ ีด เข้า ไปที่บ ริเ วณคอ มดลูก ของหญิง อสุจ ิท น ำา มาใช้ี่
  • 214.
    • ในกรณีท ี่ฝา ยหญิง ผิด ปกติ เช่นท่อนำาไข่ตีบตัน ่ หรือมีพังผืดบริเวณท่อนำาไข่จนไข่มาสามารถเดิน ทางมาผสมกับอสุจิได้ แพทย์จะแก้ปญหาโดยนำาไข่ ั จากรังไข่ของฝ่าย หญิงออกมาเพื่อผสมกับอสุจิ ภายนอกร่างกาย เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว จึงนำาเอา เอ็มบริโอฉีดกลับเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อให้ เอ็มบริโอเข้าไปฝังตัวและเจริญเติบโตในมดลูก ต่อ ไป เราเรียกทารกที่ถือกำาเนิดโดยวิธีนว่า เด็ก ี้ หลอดแก้ว
  • 215.
    การทำา กิ๊ฟ  เป็นวิธ ีก ารผสมเทีย มอีก วิธ ี หนึง แพทย์จ ะให้ผ ท ี่ต ้อ งการมีบ ต รกิน ่ ู้ ุ ฮอร์โ มนเพื่อ กระตุน การตกไข่แ ล้ว จะเจาะ ้ หน้า ท้อ งฝ่า ยหญิง   เพื่อ ดูด เซลล์ไ ข่เ ข้า ไปใน หลอดฉีด จากนัน บรรจุอ สุจ ิท ี่เ ตรีย มไว้โ ดยมี ้ ฟองอากาศคัน แล้ว ฉีด ไข่แ ละอสุจ ิใ นหลอด ่ กลับ เข้า ไปในท่อ นำา ไข่ ไข่แ ละอสุจ ิจ ะเข้า ผสมกัน เองภายในท่อ นำา ไข่ต ามวิธ ธ รรมชาติ ี ต่อ ไป  ถ้า ไข่ไ ด้ร ับ การผสมก็จ ะเคลือ นที่ไ ป ่ ฝัง ตัว ในมดลูก   ถ้า ไม่ไ ด้ร ับ การผสมก็จ ะ สลายไป การทำา กิ๊ฟ ต่า งจากเด็ก หลอดแก้ว