1
จูฬเสฏฐิชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. จูฬเสฏฐิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔)
ว่าด้วยจูฬเศรษฐี
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภการตั้งตัวได้ด้วยทรัพย์เพียงเล็กน้อย
ตรัสพระคาถาว่า)
[๔] ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นโดยประจักษ์
ย่อมตั้งตัวได้ด้วยสิ่งของอันมีมูลค่าน้อย เหมือนคนก่อไฟกองเล็กๆ
ทาให้เป็นกองใหญ่ได้
จูฬเสฏฐิชาดกที่ ๔ จบ
------------------
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
จุลลกเศรษฐีชาดก ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์
ประทับอยู่ในชีวกัมพวัน ทรงปรารภพระจุลลปันถกเถระ
จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เบื้องต้นพึงกล่าวการเกิดขึ้นและการบรรพชาของพระจุลลปันถกในอัม
พวันนั้นก่อน.
มีกถาตามลาดับ ดังต่อไปนี้
ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีธิดาของเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก
ได้ทาความเชยชิดกับทาสของตนเอง กลัวว่า แม้คนอื่นจะรู้กรรมนี้ของเรา
จึงกล่าวอย่างนี้ ถ้าบิดามารดาของเราจักรู้โทษนี้
จักกระทาให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ พวกเราจักไปอยู่ต่างประเทศ
จึงถือของสาคัญที่จะถือไปได้ ออกทางประตูลับ.
แม้ทั้งสองคนได้พากันไปด้วยคิดว่า จักไปยังที่ที่คนอื่นไม่รู้จัก แล้วอยู่
ณ ที่ใดที่หนึ่ง. เมื่อผัวเมียทั้งสองนั้นอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน
ธิดาเศรษฐีก็ตั้งครรภ์. ธิดาเศรษฐีนั้นอาศัยครรภ์แก่ จึงปรึกษากับสามี
แล้วกล่าวว่า ครรภ์ของเราแก่แล้ว ชื่อว่าการคลอดบุตร
ในที่ที่ห่างเหินจากญาติและพวกพ้อง ย่อมเป็นทุกข์แท้สาหรับเราทั้งสอง
พวกเราจักไปเฉพาะยังเรือนของตระกูล.
สามีนั้นคิดว่า ถ้าเราจักไปบัดนี้ ชีวิตของเราจะไม่มีจึงผลัดวันอยู่ว่า
จะไปวันนี้จะไปวันพรุ่งนี้.
2
ธิดาเศรษฐีนั้นคิดว่า สามีนี้เป็ นคนโง่
ไม่อุตสาหะที่จะไปเพราะโทษของตนมีมาก ธรรมดาว่า
บิดามารดามีประโยชน์เกื้อกูล โดยส่วนเดียวในบุตรธิดา สามีนี้จะไปหรือไม่ก็ตาม
เราควรจะไป เมื่อสามีนั้นออกจากเรือน นางจึงเก็บงาบริขารในเรือน
บอกถึงความที่ตนไป เรือนของตระกูลแก่ชาวบ้านใกล้เคียง แล้วเดินทาง.
ลาดับนั้น บุรุษนั้นมาเรือนไม่เห็นนาง จึงถามคนที่คุ้นเคย ได้ฟังว่า
ไปเรือนตระกูล จึงรีบตามไปทันในระหว่างทาง.
ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นก็ได้คลอดบุตรในระหว่างทางนั้น นั่นเอง. สามีนั้นถามว่า
นางผู้เจริญ นี่อะไร. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า บุตรคนหนึ่งเกิดแล้ว.
สามีกล่าวว่า บัดนี้ พวกเราจักทาอย่างไร. ธิดาเศรษฐีกล่าวว่า
พวกเราจะไปเรือนของตระกูล เพื่อประโยชน์แก่กรรมใด กรรมนั้นได้สาเร็จแล้ว
ในระหว่างทาง พวกเราจักไปที่นั้นทาอะไร พวกเราจักกลับ.
แม้ทั้งสองคนเป็ นผู้มีความคิดเป็นอันเดียวกันกลับแล้ว.
ก็เพราะทารกนั้นเกิดในระหว่างทาง
บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า ปันถก ไม่นานเท่าไรนัก นางก็ตั้งครรภ์อื่นอีก
เรื่องราวทั้งปวงพึงให้พิศดาร โดยนัยก่อนนั่นแหละ. ก็เพราะทารก
แม้คนนั้นก็เกิดในหนทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อ
บุตรผู้เกิดทีแรกว่า มหาปันถก ตั้งชื่อบุตรคนที่สองว่า จุลลปันถก สามีภรรยานั้นพ
าทารก แม้ทั้งสองคนมายังที่อยู่ของตน นั่นแล.
เมื่อสามีภรรยาทั้งสองนั้นอยู่ในที่นั้น มหาปันถกทารกได้ฟังคนอื่นๆ
พูดว่าอา ว่าปู่ ว่าย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า พวกเด็กอื่นๆ พูดว่าปู่ พูดว่าย่า
ญาติของเราไม่มีหรือ. มารดากล่าวว่า จ้ะพ่อ ในที่นี้ ญาติของพวกเราไม่มี
แต่ในพระนครราชคฤห์ พวกเรามีตาชื่อว่ามหาธนเศรษฐี
ญาติของพวกเรามีอยู่ในเมืองราชคฤห์นั้นมาก. มหาปันถกกล่าวว่า เพราะเหตุไร
พวกเราจึงไม่ไปที่เมืองราชคฤห์นั้น ละแม่. นางไม่บอกเหตุที่ตนมาแก่บุตร
เมื่อบุตรทั้งสองรบเร้าถามอยู่ จึงกล่าวกะสามีว่า
เด็กเหล่านี้ทาเราให้ลาบากเหลือเกิน บิดามารดาเห็นพวกเราแล้ว
จักกินเนื้อเทียวหรือ มาเถิดพวกเราจักแสดงตระกูลของตาแก่เด็กทั้งหลาย.
สามีกล่าวว่า เราจักไม่อาจไปประจัญหน้า แต่เราจักนาไป. ภรรยากล่าวว่า ดีแล้ว
พวกเด็กๆ ควรจะเห็นตระกูลของตานั่นแล โดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ชนแม้ทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปถึงเมืองราชคฤห์โดยลาดับ
แล้วพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมือง แล้วให้บอกบิดามารดา
ถึงความที่มารดาของทารก พาเอาทารก ๒ คนมา.
ตายายเหล่านั้นได้ฟังข่าวนั้น แล้วกล่าวว่า คนชื่อว่าไม่ใช่บุตร
ไม่ใช่ธิดา ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายผู้เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ
3
คนเหล่านั้นมีความผิดมากแก่พวกเรา
คนเหล่านั้นไม่อาจเพื่อจะดารงอยู่ในคลองจักษุของพวกเรา
ชนแม้ทั้งสองจงถือเอาทรัพย์ชื่อมีประมาณเท่านี้ ไปยังที่ที่ผาสุกเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด
แต่จงส่งทารกทั้งสองคนมาไว้ที่นี้. ธิดาเศรษฐีถือเอาทรัพย์ที่บิดามารดาส่งมา
แล้วส่งทารกทั้งสองให้ไปในมือของพวกทูตที่มา นั่นแหละ.
ทารกทั้งสองเจริญเติบโตอยู่ในตระกูลของตา.
บรรดาทารกทั้งสองนั้น จุลลปันถกยังเยาว์เกินไป
ส่วนมหาปันถกไปฟังธรรมกถาของพระทศพลกับตา
เมื่อมหาปันถกนั้นฟังธรรมในที่พร้อมพระพักตร์ของพระศาสดาเป็นนิตย์
จิตก็น้อมไปเพื่อบรรพชา. เขาจึงกล่าวกะตาว่า ถ้าท่านยอมรับ กระผมจะบวช.
ตากล่าวว่า เจ้าพูดอะไร พ่อ เจ้าเป็ นที่รักของตา
การบรรพชาเฉพาะของเจ้าเท่านั้น ดีกว่าการบรรพชา แม้ของชาวโลกทั้งสิ้น
ถ้าเจ้าอาจ จงบวชเถอะพ่อ.
ครั้นรับคาแล้ว จึงไปยังสานักของพระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า
ท่านมหาเศรษฐี ท่านได้ทารกนี้มาหรือ. มหาเศรษฐีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทารกนี้เป็ นหลานของข้าพระองค์ เขาพูดว่า
จะบวชในสานักของพระองค์.
พระศาสดาจึงทรงสั่งภิกษุผู้บิณฑบาตเป็ นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวช.
พระเถระบอกตจปัญจกกรรมฐานแก่มหาปันถกนั่น แล้วให้บวช
มหาปันถกนั้นเรียนพุทธวจนะเป็ นอันมาก มีพรรษาครบบริบูรณ์แล้ว
ได้อุปสมบทเป็นอุปสัมบัน กระทากรรมฐานโดยโยนิโสมนสิการ
ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระมหาปันถกนั้นยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌานและความสุขในมรรค
จึงคิดว่า เราอาจไหมหนอเพื่อจะให้สุขนี้แก่จุลลปันถก. ลาดับนั้น
ท่านมหาปันถกจึงไปยังสานักของเศรษฐีผู้เป็นตา กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี
ถ้าท่านยินยอม อาตมภาพจักให้จุลลปันถกบวช. มหาเศรษฐีกล่าวว่า
จงให้บวชเถิดท่านผู้เจริญ. พระเถระให้จุลลปันถกทารกบวชแล้ว ให้ตั้งอยู่ในศีล
๑๐.
สามเณรจุลลปันถกพอบวชแล้วเท่านั้น ได้เป็ นคนเขลา
สมดังที่ท่านกล่าวว่า โดยเวลา ๔ เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวนี้ว่า
ดอกบัวโกกนุทมีกลิ่นหอม ไม่ปราศจากกลิ่นหอม พึงบานแต่เช้าฉันใด
ท่านจงดูพระอังคีรสผู้ไพโรจน์ เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้าในอากาศ ฉะนั้น.
ได้ยินว่า
พระจุลลปันถกนั้นบวชในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีปัญญา
ได้ทาการหัวเราะเยาะ ในเวลาที่ภิกษุผู้เขลารูปหนึ่งเรียนอุเทศ. ภิกษุนั้นละอาย
4
เพราะการเย้ยหยันนั้น จึงไม่เรียนอุเทศ ไม่ทาการสาธยาย. เพราะกรรมนั้น
พระจุลลปันถกนี้พอบวชเท่านั้นจึงเกิดเป็ นคนเขลา เมื่อท่านเรียนบทเหนือๆ
ขึ้นไป บทที่เรียนแล้วๆ ก็เลือนหายไป
เมื่อท่านจุลลปันถกนั้นพยายามเรียนคาถานี้เท่านั้น ๔ เดือนล่วงไปแล้ว
ลาดับนั้น พระมหาปันถกจึงคร่าพระจุลลปันถกนั้นออกจากวิหาร
โดยกล่าวว่า จุลลปันถก เธอเป็นผู้อาภัพในพระศาสนานี้ โดย ๔
เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวได้ ก็เธอจักทากิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร
จงออกไปจากวิหาร. พระจุลลปันถกไม่ปรารถนาความเป็ นคฤหัสถ์
เพราะความรักในพระพุทธศาสนา.
ในคราวนั้น พระมหาปันถกได้เป็นพระภัตตุเทสก์ผู้แจกภัต.
หมอชีวกโกมารภัจถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมาก ไปยังอัมพวันของตน
บูชาพระศาสดา ฟังธรรม แล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระทศพล
แล้วเข้าไปหาพระมหาปันถก ถามว่า
ท่านผู้เจริญในสานักของพระศาสดา มีภิกษุเท่าไร?
พระมหาปันถกกล่าวว่า มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป.
หมอชีวกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ ท่านจงพาภิกษุ ๕๐๐
รูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไปรับภิกษาในนิเวศน์ของผม.
พระเถระกล่าวว่า อุบาสก ชื่อว่าพระจุลลปันถก เป็นผู้เขลา
มีธรรมไม่งอกงาม อาตมภาพจะนิมนต์ เพื่อภิกษุที่เหลือ
ยกเว้นพระจุลลปันถกนั้น.
พระจุลลปันถกได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า พระเถระพี่ชายของเรา
เมื่อรับนิมนต์เพื่อภิกษุทั้งหลาย มีประมาณเท่านี้ก็รับ กันเราไว้ภายนอก
พี่ชายของเราจักผิดใจในเรา โดยไม่ต้องสงสัย. บัดนี้
เราจะประโยชน์อะไรด้วยพระศาสนานี้ เราจักเป็นคฤหัสถ์กระทาบุญ
มีทานเป็นต้น เลี้ยงชีวิต.
วันรุ่งขึ้น พระจุลลปันถกนั้นไปแต่เช้าตรู่ ด้วยคิดว่าจักเป็ นคฤหัสถ์.
ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจโลก ได้ทรงเห็นเหตุนั้นนั่นแล
จึงเสด็จไปก่อนล่วงหน้า ได้ประทับยืนจงกรม อยู่ที่ซุ้มประตู
ใกล้ทางที่พระจุลลปันถกจะไป. พระจุลลปันถก เมื่อจะเดินไปสู่เรือน
เห็นพระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้ า แล้วถวายบังคม.
ลาดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระจุลลปันถกนั้นว่า จุลลปันถก
ก็เธอจะไปไหน ในเวลานี้. พระจุลลปันถกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระพี่ชายฉุดคร่าข้าพระองค์ออก ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์จะไปด้วยคิดว่า
จักเป็นคฤหัสถ์. พระศาสดาตรัสว่า จุลลปันถก
ชื่อว่าการบรรพชาของเธอในสานักของเรา เธอถูกพระพี่ชายฉุดคร่าออกไป
5
เพราะเหตุไร จึงไม่มายังสานักของเรา มาเถิด
เธอจะประโยชน์อะไรด้วยความเป็ นคฤหัสถ์ เธอจักอยู่ในสานักของเรา
แล้วทรงพาพระจุลลปันถกไป ให้พระจุลลปันถกนั้นนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฎี
ตรัสว่า จุลลปันถก เธอจงผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จงอยู่ในที่นี้แหละ
ลูบคลาผ้าท่อนเก่าไปว่า รโชหรณ รโชหรณ ผ้าเป็นเครื่องนาธุลีไป
ผ้าเป็ นเครื่องนาธุลีไป แล้วทรงประทานผ้าเก่าอันบริสุทธิ์
ซึ่งทรงปรุงแต่งด้วยฤทธิ์. เมื่อเขากราบทูลเวลา (ภัตตาหาร) ให้ทรงทราบ
จึงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังนิเวศน์ของหมอชีวก
ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดแล้ว
ฝ่ายพระจุลลปันถกมองดูพระอาทิตย์ นั่งลูบท่อนผ้าเก่านั้นว่า รโชหรณ
รโชหรณ เมื่อพระจุลลปันถกนั้น ลูบท่อนผ้าเก่านั้นอยู่ ผ้าได้เศร้าหมองไป แต่นั้น
พระจุลลปันถกจึงคิดว่า ท่อนผ้าเก่าผืนนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
แต่เพราะอาศัยอัตภาพนี้ จึงละปรกติ เกิดเศร้าหมองอย่างนี้
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ จึงเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อม เจริญวิปัสสนา.
พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของจุลลปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว จึงตรัสว่า
จุลลปันถก เธออย่ากระทาความสาคัญว่า ท่อนผ้าเก่านั่นเท่านั้น
เป็นของเศร้าหมองย้อมด้วยฝุ่นธุลี แต่ธุลีคือราคะเป็นต้นเหล่านั้น มีอยู่ในภายใน
เธอจงนาธุลีคือราคะเป็นต้นนั้นไปเสีย
แล้วทรงเปล่งโอภาสเป็นผู้มีพระรูปโฉมปรากฏ เหมือนประทับนั่งอยู่เบื้องหน้า
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ราคะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คาว่า ธุลี
นี้เป็นชื่อของราคะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว
ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
โทสะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คาว่า ธุลี
นี้เป็นชื่อของโทสะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว
ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
โมหะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คาว่า ธุลี
นี้เป็นชื่อของโมหะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว
ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
ในเวลาจบคาถา
พระจุลลปันถกบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ปิฎกทั้งสามมาถึงแก่พระจุลลปันถกนั้น พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายเทียว.
ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระจุลลปันถกนั้นเป็นพระราชา
กาลังทาประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลออกจากพระนลาต
จึงเอาผ้าสาฎกบริสุทธิ์เช็ดพระนลาต ผ้าสาฎกได้เศร้าหมองไป
6
พระราชานั้นทรงได้อนิจจสัญญา ความหมายว่าไม่เที่ยง
ว่าผ้าสาฎกอันบริสุทธิ์เห็นปานนี้ ละปรกติเดิม เกิดเศร้าหมอง
เพราะอาศัยร่างกายนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ด้วยเหตุนั้น
ผ้าเป็นเครื่องนาธุลีออกไปเท่านั้น เกิดเป็นปัจจัยแก่พระจุลลปันถกนั้น.
ฝ่ายหมอชีวกโกมารภัจน้อมนาน้าทักษิโณทกเข้าไปถวายพระทศพล
พระศาสดาเอาพระหัตถ์ปิดบาตร โดยตรัสว่า ชีวก ในวิหารมีภิกษุอยู่มิใช่หรือ.
พระมหาปันถกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวิหารไม่มีภิกษุมิใช่หรือ
พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ชีวก มีภิกษุ. หมอชีวกจึงส่งบุรุษไป โดยสั่งว่า
พนาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงไป อนึ่ง จงรู้ว่า ในวิหารมีภิกษุหรือไม่มี.
ขณะนั้น พระจุลลปันถกคิดว่า พี่ชายของเราพูดว่า ในวิหารไม่มีภิกษุ
เราจักประกาศความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ในวิหาร แก่พี่ชายของเรานั้น
แล้วบันดาลให้อัมพวันทั้งสิ้น เต็มไปด้วยภิกษุทั้งหลายเท่านั้น
ภิกษุพวกหนึ่งทาการจีวรกรรม ภิกษุพวกหนึ่งทากรรม คือย้อมจีวร
ภิกษุพวกหนึ่งทาการสาธยาย ท่านนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป
ซึ่งเหมือนกันและกันอย่างนี้ บุรุษนั้นเห็นภิกษุมากมายในวิหาร
จึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า ข้าแต่นาย อัมพวันทั้งสิ้นเต็มด้วยภิกษุทั้งหลาย ณ
ที่นั้นแหละ แม้พระเถระ ก็นิรมิตอัตภาพตั้งพัน [ล้วนเป็ น]
พระปันถกนั่งอยู่ในอัมพวันอันรื่นรมย์จนกระทั่งประกาศเวลา [ภัต] ให้ทราบกาล.
ลาดับนั้น พระศาสดาตรัสกะบุรุษนั้นว่า ท่านจงไปวิหาร กล่าวว่า
พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุชื่อว่า จุลลปันถก. เมื่อบุรุษนั้นไป กล่าวอย่างนั้นแล้ว
ปากตั้งพัน ก็ตั้งขึ้นว่า อาตมะชื่อจุลลปันถก อาตมะชื่อจุลลปันถก.
บุรุษไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า ภิกษุแม้ทั้งหมด
ชื่อจุลลปันถกทั้งนั้น.
พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปจับมือภิกษุผู้พูดก่อนว่า
อาตมะชื่อจุลลปันถก ภิกษุที่เหลือจะอันตรธานไป บุรุษนั้นได้กระทาอย่างนั้น
ทันใดนั้นเอง ภิกษุประมาณพันรูปได้อันตรธานหายไป
พระเถระได้ไปกับบุรุษนั้น.
ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวก มาว่า ชีวก
ท่านจงรับบาตรของพระจุลลปันถก พระจุลลปันถกนี้จักกระทาอนุโมทนาแก่ท่าน.
หมอชีวกได้กระทาอย่างนั้น พระเถระบันลือสีหนาท ดุจราชสีห์หนุ่มยังปิฎกทั้ง ๓
ให้กาเริบ กระทาอนุโมทนา.
พระศาสดาเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ มีภิกษุสงฆ์เป็ นบริวาร
เสด็จไปยังพระวิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ
ประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานโอวาทของพระสุคตแก่ภิกษุสงฆ์
แล้วตรัสบอกพระกรรมฐาน ทรงส่งภิกษุสงฆ์ไป
7
แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎีอันอบด้วยของหอมอันมีกลิ่นหอม ทรงเข้าสีหไสยา
โดยพระปรัศว์เบื้องขวา
ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันรอบด้าน ในโรงธรรมสภา
นั่งเหมือนวงม่านผ้ากัมพลแดง ปรารภเรื่องพระคุณของพระศาสดาว่า
อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้ อัธยาศัยของพระจุลลปันถก
ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดยเวลา ๔ เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า
จุลลปันถกนี้ โง่เขลา. แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้น ในระหว่างภัตคราวเดียวเท่านั้น
เพราะพระองค์เป็ นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม
ปิฎกทั้งสามมาพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทีเดียว น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพุทธพลังใหญ่หลวง.
ลาดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเป็นไปของเรื่องนี้ในโรงธรรมสภา
ทรงพระดาริว่า วันนี้เราควรไป จึงเสด็จลุกขึ้นจากพุทธไสยา
ทรงนุ่งผ้าสองชั้นอันแดงดี ทรงผูกรัดประคดประดุจสายฟ้ าแลบ
ทรงห่มมหาจีวรขนาดพระสุคตเช่นกับผ้ากัมพลแดง
เสด็จออกจากพระคันธกุฎีอันมีกลิ่นหอม เสด็จไปยังโรงธรรมสภา
ด้วยความงามอันเยื้องกราย ดุจช้างตัวประเสริฐอันซับมันและดุจราชสีห์
และด้วยพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ เสด็จขึ้นบวรพุทธอาสน์ที่ลาดไว้
ทรงเปล่งพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการเสมือนทรงยังท้องทะเลให้กระเพื่อม
ประดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ เหนือยอดเขายุคนธร ฉะนั้น
ประทับนั่งท่ามกลางอาสนะ.
ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอสักว่าเสด็จมา.
ภิกษุสงฆ์ได้งดการพูดจา นิ่งอยู่แล้ว. พระศาสดาทรงแลดูบริษัท
ด้วยพระเมตตาจิต อันอ่อนโยน ทรงพระดาริว่า บริษัทนี้งามเหลือเกิน
การคะนองมือคะนองเท้า หรือเสียงไอเสียงจาม แม้ของภิกษุรูปเดียว ก็มิได้มี.
ภิกษุแม้ทั้งปวงนี้ มีความเคารพด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า
อันเดชของพระพุทธเจ้าคุกคามแล้ว เมื่อเรานั่ง ไม่กล่าวแม้ตลอดกัป.
ภิกษุทั้งหลายจักไม่ตั้งถ้อยคาขึ้นกล่าวก่อน ชื่อว่าวัตรในการตั้งเรื่อง
เราควรจะรู้ เราแหละจักกล่าวก่อน จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยพระสุรเสียง
ดุจเสียงพรหมอันไพเราะ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ในระหว่าง.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งอยู่ในที่นี้ ไม่กล่าว เดียรฉานกถาอย่างอื่น
แต่นั่งพรรณนาพระคุณทั้งหลายของพระองค์เท่านั้น ว่า อาวุโสทั้งหลาย
พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดย ๔
8
เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า พระจุลลปันถกนี้โง่เขลา
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทาน
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้น
ในระหว่างภัตครั้งเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงเป็ นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม
น่าอัศจรรย์ ชื่อว่า พระกาลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ใหญ่หลวงนัก.
พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคาของภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถกบรรลุถึงความเป็นใหญ่ในธรรม
ในธรรมทั้งหลายในบัดนี้ เพราะอาศัยเราก่อน แต่ในปางก่อน
จุลลปันถกนี้ถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้ในโภคะทั้งหลาย ก็เพราะอาศัยเรา.
ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทาเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ
ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี
ในแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้ว
ได้รับตาแหน่งเศรษฐีได้ชื่อว่า จุลลกเศรษฐี จุลลกเศรษฐีนั้นเป็นบัณฑิต
ฉลาดเฉียบแหลม รู้นิมิตทั้งปวง. วันหนึ่ง จุลลกเศรษฐีนั้นไปสู่ที่บารุงพระราชา
เห็นหนูตายในระหว่างถนน คานวณนักขัตฤกษ์ในขณะนั้นแล้ว กล่าวคานี้ว่า
กุลบุตรผู้มีดวงตา คือปัญญา อาจเอาหนูตัวนี้ไปกระทาการเลี้ยงดูภรรยา
และประกอบการงานได้.
กุลบุตรผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อว่า จูฬันเตวาสิก ได้ฟังคาของเศรษฐีนั้น
แล้วคิดว่า ท่านเศรษฐีนี้ไม่รู้ จักไม่พูด จึงเอาหนูไปขายในตลาดแห่งหนึ่ง
เพื่อเป็ นอาหารแมว ได้ทรัพย์กากณึกหนึ่ง
จึงซื้อน้าอ้อยด้วยทรัพย์หนึ่งกากณึกนั้น แล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้าไป
เขาเห็นพวกช่างดอกไม้มาจากป่า จึงให้ชิ้นน้าอ้อยคนละหน่อยหนึ่ง
แล้วให้ดื่มน้ากระบวยหนึ่ง
พวกช่างดอกไม้เหล่านั้นได้ให้ดอกไม้คนละกามือแก่เขา.
แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาก็เอาค่าดอกไม้นั้น ซื้อน้าอ้อยและน้าดื่มหม้อหนึ่ง
ไปยังสวนดอกไม้ทีเดียว พวกช่างดอกไม้ได้ให้ กอดอกไม้ที่เก็บไปแล้ว
ครึ่งกอแก่เขาในวันนั้นแล้วก็ไป ไม่นานนัก เขาก็ได้เงิน ๘ กหาปณะ
โดยอุบายนี้.
ในวันมีฝนเจือลมวันหนึ่ง ไม้แห้งกิ่งไม้ และใบไม้เป็นอันมาก
ในพระราชอุทยาน ถูกลมพัดตกลงมาอีก คนเฝ้ าอุทยานไม่เห็นอุบายที่จะทิ้ง
เขาไปในพระราชอุทยานนั้น แล้วกล่าวกะคนเฝ้ าอุทยานว่า
ถ้าท่านจักให้ไม้และใบไม้เหล่านั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักนาของทั้งหมด
ออกไปจากสวนนี้ของท่าน คนเฝ้ าอุทยานนั้นรับคาว่า เอาไปเถอะ นาย.
9
จูฬันเตวาสิกจึงไปยังสนามเล่นของพวกเด็กๆ ให้น้าอ้อย
ให้ต้นไม้และใบไม้ทั้งหมด ออกไปโดยเวลาครู่เดียว ให้กองไว้ที่ประตูอุทยาน.
ในกาลนั้น ช่างหม้อหลวงเที่ยวหาฟืนเพื่อเผาภาชนะดินของหลวง
เห็นไม้และใบไม้เหล่านั้นที่ประตูอุทยาน จึงซื้อเอาจากมือของจูฬันเตวาสิกนั้น.
วันนั้น จูฬันเตวาสิกได้ทรัพย์ ๑๖ กหาปณะ และภาชนะ ๕ อย่างมีตุ่มเป็นต้น
ด้วยการขายไม้.
เมื่อมีทรัพย์ ๒๔ กหาปณะ จูฬันเตวาสิกนั้นจึงคิดว่า เรามีอุบายนี้
แล้วตั้งตุ่มน้าดื่มตุ่มหนึ่งไว้ ในที่ไม่ไกลประตูพระนคร บริการคนหาบหญ้า ๕๐๐
คนด้วยน้าดื่ม. คนหาบหญ้า แม้เหล่านั้นกล่าวว่า สหาย
ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเรา พวกเราจะกระทาอะไรแก่ท่าน (ได้บ้าง).
จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า เมื่อกิจเกิดขึ้นแก่เรา ท่านทั้งหลายจักกระทา
แล้วเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ ได้กระทาความสนิทสนม
โดยความเป็นมิตรกับคนผู้ทางานทางบก และคนทางานทางน้า.
คนทางานทางบกบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า พรุ่งนี้ พ่อค้าม้าจักพาม้า
๕๐๐ ตัวมายังนครนี้. นายจูฬันเตวาสิกนั้นได้ฟังคาของคนทางานทางบกนั้นแล้ว
จึงกล่าวกะพวกคนหาบหญ้าว่า วันนี้ ท่านจงให้หญ้าแก่เราคนละกา
และเมื่อเรายังไม่ได้ขายหญ้า ท่านทั้งหลายอย่าขายหญ้าของตนๆ
คนหาบหญ้าเหล่านั้นรับคาแล้ว นาหญ้า ๕๐๐ กา
มาลงที่ประตูบ้านของจูฬันเตวาสิกนั้น.
พ่อค้าม้าไม่ได้อาหารสาหรับม้าในพระนครทั้งสิ้น
จึงให้ทรัพย์หนึ่งพันแก่จูฬันเตวาสิกนั้น แล้วถือเอาหญ้านั้นไป.
แต่นั้นล่วงไป ๒-๓ วัน
สหายผู้ทางานทางน้าบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า เรือใหญ่มาจอดที่ท่าแล้ว.
จูฬันเตวาสิกนั้นคิดว่า มีอุบายนี้. จึงเอาเงิน ๘ กหาปณะไปเช่ารถ
ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง แล้วไปยังท่าเรือด้วยยศใหญ่
ให้แหวนวงหนึ่งเป็ นมัดจาแก่นายเรือ ให้วงม่าน นั่งอยู่ในที่ไม่ไกล สั่งคนไว้ว่า
เมื่อพ่อค้าภายนอกมา พวกท่านจงบอก โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง.
พ่อค้าประมาณร้อยคนจากเมืองพาราณสีได้ฟังว่า เรือมาแล้ว จึงมาโดยกล่าวว่า
พวกเราจะซื้อเอาสินค้า. นายเรือกล่าวว่า พวกท่านจักไม่ได้สินค้า
พ่อค้าใหญ่ในที่ชื่อโน้น ให้มัดจาไว้แล้ว พ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น
จึงมายังสานักของจูฬันเตวาสิกนั้น. คนผู้รับใช้ใกล้ชิด
จึงบอกความที่พวกพ่อค้าเหล่านั้นมา โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง
ตามสัญญาเดิม. พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนนั้น ให้ทรัพย์คนละพัน
เป็ นผู้มีหุ้นส่วนเรือกับจูฬันเตวาสิกนั้น แล้วให้อีกคนละพันให้ปล่อยหุ้น
ได้กระทาสินค้าให้เป็ นของตน จูฬันเตวาสิกถือเอาทรัพย์สองแสน
10
กลับมาเมืองพาราณสี คิดว่า เราควรเป็นคนกตัญญู
จึงให้ถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังที่ใกล้จุลลกเศรษฐี.
ลาดับนั้น จุลลกเศรษฐีจึงถามจูฬันเตวาสิกนั้นว่า ดูก่อนพ่อ
เธอทาอะไรจึงได้ทรัพย์นี้.
จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอุบายที่ท่านบอก
จึงได้ทรัพย์ภายใน ๔ เดือนเท่านั้น แล้วบอกเรื่องราวทั้งหมด
ตั้งแต่หนูตายเป็นต้นไป.
ท่านจุลลกมหาเศรษฐีได้ฟังคาของจูฬันเตวาสิกนั้น แล้วคิดว่า บัดนี้
เรากระทาทารกเห็นปานนี้ให้เป็ นของเรา จึงจะควร
จึงให้ธิดาของตนผู้เจริญวัยแล้ว กระทาให้เป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งสิ้น.
เมื่อท่านเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้นก็ได้ตาแหน่งเศรษฐี
ในนครนั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ไปตามยถากรรม.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้
ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมยิ่งทีเดียว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
บุคคลผู้มีปัญญารู้จักใคร่ครวญ ย่อมตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุน
แม้มีประมาณน้อย เหมือนคนก่อไฟกองน้อย ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น.
บุรุษผู้เป็ นบัณฑิต ใส่โคมัยและจุรณเป็นต้น แล้วเป่าด้วยลมปาก
ก่อไฟนิดหน่อยขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น ได้แก่ทาให้เป็ นกองไฟใหญ่โดยลาดับฉันใด
บัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ทรัพย์อันเป็ นต้นทุนแม้น้อย
แล้วประกอบอุบายต่างๆ ย่อมทาทรัพย์และยศให้เกิดขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น
ก็แหละครั้นให้เพิ่มขึ้นแล้ว ก็ดารงตนไว้ในทรัพย์และยศนั้น ก็หรือว่า
ย่อมตั้งตนไว้คือกระทาให้รู้กัน คือให้ปรากฏ
เพราะความเป็นใหญ่ในทรัพย์และยศนั้นนั่นแหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุลลปันถกอาศัยเราแล้ว ถึงความเป็ นใหญ่ในธรรม
ในเพราะธรรมทั้งหลาย ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็อาศัยเรา
จึงถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้เพราะโภคะทั้งหลาย แล้วตรัสเรื่อง ๒ เรื่อง
สืบอนุสนธิกัน
แล้วทรงประชุมชาดกว่า
จูฬันเตวาสิกในกาลนั้น ได้เป็น พระจุลลปันถก ในบัดนี้
ส่วนจุลลกมหาเศรษฐีในกาลนั้น ได้เป็ น เราผู้ตถาคต แล.
จบอรรถกถาจุลลกเศรษฐีชาดกที่ ๔
-----------------------------------------------------

004 จูฬเสฏฐิชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 จูฬเสฏฐิชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. จูฬเสฏฐิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔) ว่าด้วยจูฬเศรษฐี (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภการตั้งตัวได้ด้วยทรัพย์เพียงเล็กน้อย ตรัสพระคาถาว่า) [๔] ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ย่อมตั้งตัวได้ด้วยสิ่งของอันมีมูลค่าน้อย เหมือนคนก่อไฟกองเล็กๆ ทาให้เป็นกองใหญ่ได้ จูฬเสฏฐิชาดกที่ ๔ จบ ------------------ อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค จุลลกเศรษฐีชาดก ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในชีวกัมพวัน ทรงปรารภพระจุลลปันถกเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. เบื้องต้นพึงกล่าวการเกิดขึ้นและการบรรพชาของพระจุลลปันถกในอัม พวันนั้นก่อน. มีกถาตามลาดับ ดังต่อไปนี้ ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีธิดาของเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก ได้ทาความเชยชิดกับทาสของตนเอง กลัวว่า แม้คนอื่นจะรู้กรรมนี้ของเรา จึงกล่าวอย่างนี้ ถ้าบิดามารดาของเราจักรู้โทษนี้ จักกระทาให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ พวกเราจักไปอยู่ต่างประเทศ จึงถือของสาคัญที่จะถือไปได้ ออกทางประตูลับ. แม้ทั้งสองคนได้พากันไปด้วยคิดว่า จักไปยังที่ที่คนอื่นไม่รู้จัก แล้วอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง. เมื่อผัวเมียทั้งสองนั้นอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน ธิดาเศรษฐีก็ตั้งครรภ์. ธิดาเศรษฐีนั้นอาศัยครรภ์แก่ จึงปรึกษากับสามี แล้วกล่าวว่า ครรภ์ของเราแก่แล้ว ชื่อว่าการคลอดบุตร ในที่ที่ห่างเหินจากญาติและพวกพ้อง ย่อมเป็นทุกข์แท้สาหรับเราทั้งสอง พวกเราจักไปเฉพาะยังเรือนของตระกูล. สามีนั้นคิดว่า ถ้าเราจักไปบัดนี้ ชีวิตของเราจะไม่มีจึงผลัดวันอยู่ว่า จะไปวันนี้จะไปวันพรุ่งนี้.
  • 2.
    2 ธิดาเศรษฐีนั้นคิดว่า สามีนี้เป็ นคนโง่ ไม่อุตสาหะที่จะไปเพราะโทษของตนมีมากธรรมดาว่า บิดามารดามีประโยชน์เกื้อกูล โดยส่วนเดียวในบุตรธิดา สามีนี้จะไปหรือไม่ก็ตาม เราควรจะไป เมื่อสามีนั้นออกจากเรือน นางจึงเก็บงาบริขารในเรือน บอกถึงความที่ตนไป เรือนของตระกูลแก่ชาวบ้านใกล้เคียง แล้วเดินทาง. ลาดับนั้น บุรุษนั้นมาเรือนไม่เห็นนาง จึงถามคนที่คุ้นเคย ได้ฟังว่า ไปเรือนตระกูล จึงรีบตามไปทันในระหว่างทาง. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นก็ได้คลอดบุตรในระหว่างทางนั้น นั่นเอง. สามีนั้นถามว่า นางผู้เจริญ นี่อะไร. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า บุตรคนหนึ่งเกิดแล้ว. สามีกล่าวว่า บัดนี้ พวกเราจักทาอย่างไร. ธิดาเศรษฐีกล่าวว่า พวกเราจะไปเรือนของตระกูล เพื่อประโยชน์แก่กรรมใด กรรมนั้นได้สาเร็จแล้ว ในระหว่างทาง พวกเราจักไปที่นั้นทาอะไร พวกเราจักกลับ. แม้ทั้งสองคนเป็ นผู้มีความคิดเป็นอันเดียวกันกลับแล้ว. ก็เพราะทารกนั้นเกิดในระหว่างทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า ปันถก ไม่นานเท่าไรนัก นางก็ตั้งครรภ์อื่นอีก เรื่องราวทั้งปวงพึงให้พิศดาร โดยนัยก่อนนั่นแหละ. ก็เพราะทารก แม้คนนั้นก็เกิดในหนทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อ บุตรผู้เกิดทีแรกว่า มหาปันถก ตั้งชื่อบุตรคนที่สองว่า จุลลปันถก สามีภรรยานั้นพ าทารก แม้ทั้งสองคนมายังที่อยู่ของตน นั่นแล. เมื่อสามีภรรยาทั้งสองนั้นอยู่ในที่นั้น มหาปันถกทารกได้ฟังคนอื่นๆ พูดว่าอา ว่าปู่ ว่าย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า พวกเด็กอื่นๆ พูดว่าปู่ พูดว่าย่า ญาติของเราไม่มีหรือ. มารดากล่าวว่า จ้ะพ่อ ในที่นี้ ญาติของพวกเราไม่มี แต่ในพระนครราชคฤห์ พวกเรามีตาชื่อว่ามหาธนเศรษฐี ญาติของพวกเรามีอยู่ในเมืองราชคฤห์นั้นมาก. มหาปันถกกล่าวว่า เพราะเหตุไร พวกเราจึงไม่ไปที่เมืองราชคฤห์นั้น ละแม่. นางไม่บอกเหตุที่ตนมาแก่บุตร เมื่อบุตรทั้งสองรบเร้าถามอยู่ จึงกล่าวกะสามีว่า เด็กเหล่านี้ทาเราให้ลาบากเหลือเกิน บิดามารดาเห็นพวกเราแล้ว จักกินเนื้อเทียวหรือ มาเถิดพวกเราจักแสดงตระกูลของตาแก่เด็กทั้งหลาย. สามีกล่าวว่า เราจักไม่อาจไปประจัญหน้า แต่เราจักนาไป. ภรรยากล่าวว่า ดีแล้ว พวกเด็กๆ ควรจะเห็นตระกูลของตานั่นแล โดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง. ชนแม้ทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปถึงเมืองราชคฤห์โดยลาดับ แล้วพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมือง แล้วให้บอกบิดามารดา ถึงความที่มารดาของทารก พาเอาทารก ๒ คนมา. ตายายเหล่านั้นได้ฟังข่าวนั้น แล้วกล่าวว่า คนชื่อว่าไม่ใช่บุตร ไม่ใช่ธิดา ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายผู้เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ
  • 3.
    3 คนเหล่านั้นมีความผิดมากแก่พวกเรา คนเหล่านั้นไม่อาจเพื่อจะดารงอยู่ในคลองจักษุของพวกเรา ชนแม้ทั้งสองจงถือเอาทรัพย์ชื่อมีประมาณเท่านี้ ไปยังที่ที่ผาสุกเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด แต่จงส่งทารกทั้งสองคนมาไว้ที่นี้. ธิดาเศรษฐีถือเอาทรัพย์ที่บิดามารดาส่งมา แล้วส่งทารกทั้งสองให้ไปในมือของพวกทูตที่มานั่นแหละ. ทารกทั้งสองเจริญเติบโตอยู่ในตระกูลของตา. บรรดาทารกทั้งสองนั้น จุลลปันถกยังเยาว์เกินไป ส่วนมหาปันถกไปฟังธรรมกถาของพระทศพลกับตา เมื่อมหาปันถกนั้นฟังธรรมในที่พร้อมพระพักตร์ของพระศาสดาเป็นนิตย์ จิตก็น้อมไปเพื่อบรรพชา. เขาจึงกล่าวกะตาว่า ถ้าท่านยอมรับ กระผมจะบวช. ตากล่าวว่า เจ้าพูดอะไร พ่อ เจ้าเป็ นที่รักของตา การบรรพชาเฉพาะของเจ้าเท่านั้น ดีกว่าการบรรพชา แม้ของชาวโลกทั้งสิ้น ถ้าเจ้าอาจ จงบวชเถอะพ่อ. ครั้นรับคาแล้ว จึงไปยังสานักของพระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐี ท่านได้ทารกนี้มาหรือ. มหาเศรษฐีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทารกนี้เป็ นหลานของข้าพระองค์ เขาพูดว่า จะบวชในสานักของพระองค์. พระศาสดาจึงทรงสั่งภิกษุผู้บิณฑบาตเป็ นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวช. พระเถระบอกตจปัญจกกรรมฐานแก่มหาปันถกนั่น แล้วให้บวช มหาปันถกนั้นเรียนพุทธวจนะเป็ นอันมาก มีพรรษาครบบริบูรณ์แล้ว ได้อุปสมบทเป็นอุปสัมบัน กระทากรรมฐานโดยโยนิโสมนสิการ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. พระมหาปันถกนั้นยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌานและความสุขในมรรค จึงคิดว่า เราอาจไหมหนอเพื่อจะให้สุขนี้แก่จุลลปันถก. ลาดับนั้น ท่านมหาปันถกจึงไปยังสานักของเศรษฐีผู้เป็นตา กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าท่านยินยอม อาตมภาพจักให้จุลลปันถกบวช. มหาเศรษฐีกล่าวว่า จงให้บวชเถิดท่านผู้เจริญ. พระเถระให้จุลลปันถกทารกบวชแล้ว ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐. สามเณรจุลลปันถกพอบวชแล้วเท่านั้น ได้เป็ นคนเขลา สมดังที่ท่านกล่าวว่า โดยเวลา ๔ เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวนี้ว่า ดอกบัวโกกนุทมีกลิ่นหอม ไม่ปราศจากกลิ่นหอม พึงบานแต่เช้าฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรสผู้ไพโรจน์ เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้าในอากาศ ฉะนั้น. ได้ยินว่า พระจุลลปันถกนั้นบวชในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีปัญญา ได้ทาการหัวเราะเยาะ ในเวลาที่ภิกษุผู้เขลารูปหนึ่งเรียนอุเทศ. ภิกษุนั้นละอาย
  • 4.
    4 เพราะการเย้ยหยันนั้น จึงไม่เรียนอุเทศ ไม่ทาการสาธยาย.เพราะกรรมนั้น พระจุลลปันถกนี้พอบวชเท่านั้นจึงเกิดเป็ นคนเขลา เมื่อท่านเรียนบทเหนือๆ ขึ้นไป บทที่เรียนแล้วๆ ก็เลือนหายไป เมื่อท่านจุลลปันถกนั้นพยายามเรียนคาถานี้เท่านั้น ๔ เดือนล่วงไปแล้ว ลาดับนั้น พระมหาปันถกจึงคร่าพระจุลลปันถกนั้นออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า จุลลปันถก เธอเป็นผู้อาภัพในพระศาสนานี้ โดย ๔ เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวได้ ก็เธอจักทากิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร จงออกไปจากวิหาร. พระจุลลปันถกไม่ปรารถนาความเป็ นคฤหัสถ์ เพราะความรักในพระพุทธศาสนา. ในคราวนั้น พระมหาปันถกได้เป็นพระภัตตุเทสก์ผู้แจกภัต. หมอชีวกโกมารภัจถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมาก ไปยังอัมพวันของตน บูชาพระศาสดา ฟังธรรม แล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระทศพล แล้วเข้าไปหาพระมหาปันถก ถามว่า ท่านผู้เจริญในสานักของพระศาสดา มีภิกษุเท่าไร? พระมหาปันถกกล่าวว่า มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป. หมอชีวกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ ท่านจงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไปรับภิกษาในนิเวศน์ของผม. พระเถระกล่าวว่า อุบาสก ชื่อว่าพระจุลลปันถก เป็นผู้เขลา มีธรรมไม่งอกงาม อาตมภาพจะนิมนต์ เพื่อภิกษุที่เหลือ ยกเว้นพระจุลลปันถกนั้น. พระจุลลปันถกได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า พระเถระพี่ชายของเรา เมื่อรับนิมนต์เพื่อภิกษุทั้งหลาย มีประมาณเท่านี้ก็รับ กันเราไว้ภายนอก พี่ชายของเราจักผิดใจในเรา โดยไม่ต้องสงสัย. บัดนี้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยพระศาสนานี้ เราจักเป็นคฤหัสถ์กระทาบุญ มีทานเป็นต้น เลี้ยงชีวิต. วันรุ่งขึ้น พระจุลลปันถกนั้นไปแต่เช้าตรู่ ด้วยคิดว่าจักเป็ นคฤหัสถ์. ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจโลก ได้ทรงเห็นเหตุนั้นนั่นแล จึงเสด็จไปก่อนล่วงหน้า ได้ประทับยืนจงกรม อยู่ที่ซุ้มประตู ใกล้ทางที่พระจุลลปันถกจะไป. พระจุลลปันถก เมื่อจะเดินไปสู่เรือน เห็นพระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้ า แล้วถวายบังคม. ลาดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระจุลลปันถกนั้นว่า จุลลปันถก ก็เธอจะไปไหน ในเวลานี้. พระจุลลปันถกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระพี่ชายฉุดคร่าข้าพระองค์ออก ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์จะไปด้วยคิดว่า จักเป็นคฤหัสถ์. พระศาสดาตรัสว่า จุลลปันถก ชื่อว่าการบรรพชาของเธอในสานักของเรา เธอถูกพระพี่ชายฉุดคร่าออกไป
  • 5.
    5 เพราะเหตุไร จึงไม่มายังสานักของเรา มาเถิด เธอจะประโยชน์อะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์ เธอจักอยู่ในสานักของเรา แล้วทรงพาพระจุลลปันถกไป ให้พระจุลลปันถกนั้นนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ตรัสว่า จุลลปันถก เธอจงผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จงอยู่ในที่นี้แหละ ลูบคลาผ้าท่อนเก่าไปว่า รโชหรณ รโชหรณ ผ้าเป็นเครื่องนาธุลีไป ผ้าเป็ นเครื่องนาธุลีไป แล้วทรงประทานผ้าเก่าอันบริสุทธิ์ ซึ่งทรงปรุงแต่งด้วยฤทธิ์. เมื่อเขากราบทูลเวลา (ภัตตาหาร) ให้ทรงทราบ จึงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังนิเวศน์ของหมอชีวก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดแล้ว ฝ่ายพระจุลลปันถกมองดูพระอาทิตย์ นั่งลูบท่อนผ้าเก่านั้นว่า รโชหรณ รโชหรณ เมื่อพระจุลลปันถกนั้น ลูบท่อนผ้าเก่านั้นอยู่ ผ้าได้เศร้าหมองไป แต่นั้น พระจุลลปันถกจึงคิดว่า ท่อนผ้าเก่าผืนนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แต่เพราะอาศัยอัตภาพนี้ จึงละปรกติ เกิดเศร้าหมองอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ จึงเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อม เจริญวิปัสสนา. พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของจุลลปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว จึงตรัสว่า จุลลปันถก เธออย่ากระทาความสาคัญว่า ท่อนผ้าเก่านั่นเท่านั้น เป็นของเศร้าหมองย้อมด้วยฝุ่นธุลี แต่ธุลีคือราคะเป็นต้นเหล่านั้น มีอยู่ในภายใน เธอจงนาธุลีคือราคะเป็นต้นนั้นไปเสีย แล้วทรงเปล่งโอภาสเป็นผู้มีพระรูปโฉมปรากฏ เหมือนประทับนั่งอยู่เบื้องหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ราคะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คาว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของราคะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. โทสะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คาว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของโทสะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. โมหะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คาว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของโมหะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. ในเวลาจบคาถา พระจุลลปันถกบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ปิฎกทั้งสามมาถึงแก่พระจุลลปันถกนั้น พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายเทียว. ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระจุลลปันถกนั้นเป็นพระราชา กาลังทาประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลออกจากพระนลาต จึงเอาผ้าสาฎกบริสุทธิ์เช็ดพระนลาต ผ้าสาฎกได้เศร้าหมองไป
  • 6.
    6 พระราชานั้นทรงได้อนิจจสัญญา ความหมายว่าไม่เที่ยง ว่าผ้าสาฎกอันบริสุทธิ์เห็นปานนี้ ละปรกติเดิมเกิดเศร้าหมอง เพราะอาศัยร่างกายนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ด้วยเหตุนั้น ผ้าเป็นเครื่องนาธุลีออกไปเท่านั้น เกิดเป็นปัจจัยแก่พระจุลลปันถกนั้น. ฝ่ายหมอชีวกโกมารภัจน้อมนาน้าทักษิโณทกเข้าไปถวายพระทศพล พระศาสดาเอาพระหัตถ์ปิดบาตร โดยตรัสว่า ชีวก ในวิหารมีภิกษุอยู่มิใช่หรือ. พระมหาปันถกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวิหารไม่มีภิกษุมิใช่หรือ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ชีวก มีภิกษุ. หมอชีวกจึงส่งบุรุษไป โดยสั่งว่า พนาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงไป อนึ่ง จงรู้ว่า ในวิหารมีภิกษุหรือไม่มี. ขณะนั้น พระจุลลปันถกคิดว่า พี่ชายของเราพูดว่า ในวิหารไม่มีภิกษุ เราจักประกาศความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ในวิหาร แก่พี่ชายของเรานั้น แล้วบันดาลให้อัมพวันทั้งสิ้น เต็มไปด้วยภิกษุทั้งหลายเท่านั้น ภิกษุพวกหนึ่งทาการจีวรกรรม ภิกษุพวกหนึ่งทากรรม คือย้อมจีวร ภิกษุพวกหนึ่งทาการสาธยาย ท่านนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งเหมือนกันและกันอย่างนี้ บุรุษนั้นเห็นภิกษุมากมายในวิหาร จึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า ข้าแต่นาย อัมพวันทั้งสิ้นเต็มด้วยภิกษุทั้งหลาย ณ ที่นั้นแหละ แม้พระเถระ ก็นิรมิตอัตภาพตั้งพัน [ล้วนเป็ น] พระปันถกนั่งอยู่ในอัมพวันอันรื่นรมย์จนกระทั่งประกาศเวลา [ภัต] ให้ทราบกาล. ลาดับนั้น พระศาสดาตรัสกะบุรุษนั้นว่า ท่านจงไปวิหาร กล่าวว่า พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุชื่อว่า จุลลปันถก. เมื่อบุรุษนั้นไป กล่าวอย่างนั้นแล้ว ปากตั้งพัน ก็ตั้งขึ้นว่า อาตมะชื่อจุลลปันถก อาตมะชื่อจุลลปันถก. บุรุษไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า ภิกษุแม้ทั้งหมด ชื่อจุลลปันถกทั้งนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปจับมือภิกษุผู้พูดก่อนว่า อาตมะชื่อจุลลปันถก ภิกษุที่เหลือจะอันตรธานไป บุรุษนั้นได้กระทาอย่างนั้น ทันใดนั้นเอง ภิกษุประมาณพันรูปได้อันตรธานหายไป พระเถระได้ไปกับบุรุษนั้น. ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวก มาว่า ชีวก ท่านจงรับบาตรของพระจุลลปันถก พระจุลลปันถกนี้จักกระทาอนุโมทนาแก่ท่าน. หมอชีวกได้กระทาอย่างนั้น พระเถระบันลือสีหนาท ดุจราชสีห์หนุ่มยังปิฎกทั้ง ๓ ให้กาเริบ กระทาอนุโมทนา. พระศาสดาเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ มีภิกษุสงฆ์เป็ นบริวาร เสด็จไปยังพระวิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ ประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานโอวาทของพระสุคตแก่ภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสบอกพระกรรมฐาน ทรงส่งภิกษุสงฆ์ไป
  • 7.
    7 แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎีอันอบด้วยของหอมอันมีกลิ่นหอม ทรงเข้าสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันรอบด้านในโรงธรรมสภา นั่งเหมือนวงม่านผ้ากัมพลแดง ปรารภเรื่องพระคุณของพระศาสดาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้ อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดยเวลา ๔ เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า จุลลปันถกนี้ โง่เขลา. แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้น ในระหว่างภัตคราวเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์เป็ นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ปิฎกทั้งสามมาพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทีเดียว น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพุทธพลังใหญ่หลวง. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเป็นไปของเรื่องนี้ในโรงธรรมสภา ทรงพระดาริว่า วันนี้เราควรไป จึงเสด็จลุกขึ้นจากพุทธไสยา ทรงนุ่งผ้าสองชั้นอันแดงดี ทรงผูกรัดประคดประดุจสายฟ้ าแลบ ทรงห่มมหาจีวรขนาดพระสุคตเช่นกับผ้ากัมพลแดง เสด็จออกจากพระคันธกุฎีอันมีกลิ่นหอม เสด็จไปยังโรงธรรมสภา ด้วยความงามอันเยื้องกราย ดุจช้างตัวประเสริฐอันซับมันและดุจราชสีห์ และด้วยพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ เสด็จขึ้นบวรพุทธอาสน์ที่ลาดไว้ ทรงเปล่งพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการเสมือนทรงยังท้องทะเลให้กระเพื่อม ประดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ เหนือยอดเขายุคนธร ฉะนั้น ประทับนั่งท่ามกลางอาสนะ. ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอสักว่าเสด็จมา. ภิกษุสงฆ์ได้งดการพูดจา นิ่งอยู่แล้ว. พระศาสดาทรงแลดูบริษัท ด้วยพระเมตตาจิต อันอ่อนโยน ทรงพระดาริว่า บริษัทนี้งามเหลือเกิน การคะนองมือคะนองเท้า หรือเสียงไอเสียงจาม แม้ของภิกษุรูปเดียว ก็มิได้มี. ภิกษุแม้ทั้งปวงนี้ มีความเคารพด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า อันเดชของพระพุทธเจ้าคุกคามแล้ว เมื่อเรานั่ง ไม่กล่าวแม้ตลอดกัป. ภิกษุทั้งหลายจักไม่ตั้งถ้อยคาขึ้นกล่าวก่อน ชื่อว่าวัตรในการตั้งเรื่อง เราควรจะรู้ เราแหละจักกล่าวก่อน จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยพระสุรเสียง ดุจเสียงพรหมอันไพเราะ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ในระหว่าง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งอยู่ในที่นี้ ไม่กล่าว เดียรฉานกถาอย่างอื่น แต่นั่งพรรณนาพระคุณทั้งหลายของพระองค์เท่านั้น ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดย ๔
  • 8.
    8 เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่าพระจุลลปันถกนี้โง่เขลา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทาน พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้น ในระหว่างภัตครั้งเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงเป็ นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม น่าอัศจรรย์ ชื่อว่า พระกาลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ใหญ่หลวงนัก. พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคาของภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถกบรรลุถึงความเป็นใหญ่ในธรรม ในธรรมทั้งหลายในบัดนี้ เพราะอาศัยเราก่อน แต่ในปางก่อน จุลลปันถกนี้ถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้ในโภคะทั้งหลาย ก็เพราะอาศัยเรา. ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทาเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี ในแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้ว ได้รับตาแหน่งเศรษฐีได้ชื่อว่า จุลลกเศรษฐี จุลลกเศรษฐีนั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลม รู้นิมิตทั้งปวง. วันหนึ่ง จุลลกเศรษฐีนั้นไปสู่ที่บารุงพระราชา เห็นหนูตายในระหว่างถนน คานวณนักขัตฤกษ์ในขณะนั้นแล้ว กล่าวคานี้ว่า กุลบุตรผู้มีดวงตา คือปัญญา อาจเอาหนูตัวนี้ไปกระทาการเลี้ยงดูภรรยา และประกอบการงานได้. กุลบุตรผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อว่า จูฬันเตวาสิก ได้ฟังคาของเศรษฐีนั้น แล้วคิดว่า ท่านเศรษฐีนี้ไม่รู้ จักไม่พูด จึงเอาหนูไปขายในตลาดแห่งหนึ่ง เพื่อเป็ นอาหารแมว ได้ทรัพย์กากณึกหนึ่ง จึงซื้อน้าอ้อยด้วยทรัพย์หนึ่งกากณึกนั้น แล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้าไป เขาเห็นพวกช่างดอกไม้มาจากป่า จึงให้ชิ้นน้าอ้อยคนละหน่อยหนึ่ง แล้วให้ดื่มน้ากระบวยหนึ่ง พวกช่างดอกไม้เหล่านั้นได้ให้ดอกไม้คนละกามือแก่เขา. แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาก็เอาค่าดอกไม้นั้น ซื้อน้าอ้อยและน้าดื่มหม้อหนึ่ง ไปยังสวนดอกไม้ทีเดียว พวกช่างดอกไม้ได้ให้ กอดอกไม้ที่เก็บไปแล้ว ครึ่งกอแก่เขาในวันนั้นแล้วก็ไป ไม่นานนัก เขาก็ได้เงิน ๘ กหาปณะ โดยอุบายนี้. ในวันมีฝนเจือลมวันหนึ่ง ไม้แห้งกิ่งไม้ และใบไม้เป็นอันมาก ในพระราชอุทยาน ถูกลมพัดตกลงมาอีก คนเฝ้ าอุทยานไม่เห็นอุบายที่จะทิ้ง เขาไปในพระราชอุทยานนั้น แล้วกล่าวกะคนเฝ้ าอุทยานว่า ถ้าท่านจักให้ไม้และใบไม้เหล่านั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักนาของทั้งหมด ออกไปจากสวนนี้ของท่าน คนเฝ้ าอุทยานนั้นรับคาว่า เอาไปเถอะ นาย.
  • 9.
    9 จูฬันเตวาสิกจึงไปยังสนามเล่นของพวกเด็กๆ ให้น้าอ้อย ให้ต้นไม้และใบไม้ทั้งหมด ออกไปโดยเวลาครู่เดียวให้กองไว้ที่ประตูอุทยาน. ในกาลนั้น ช่างหม้อหลวงเที่ยวหาฟืนเพื่อเผาภาชนะดินของหลวง เห็นไม้และใบไม้เหล่านั้นที่ประตูอุทยาน จึงซื้อเอาจากมือของจูฬันเตวาสิกนั้น. วันนั้น จูฬันเตวาสิกได้ทรัพย์ ๑๖ กหาปณะ และภาชนะ ๕ อย่างมีตุ่มเป็นต้น ด้วยการขายไม้. เมื่อมีทรัพย์ ๒๔ กหาปณะ จูฬันเตวาสิกนั้นจึงคิดว่า เรามีอุบายนี้ แล้วตั้งตุ่มน้าดื่มตุ่มหนึ่งไว้ ในที่ไม่ไกลประตูพระนคร บริการคนหาบหญ้า ๕๐๐ คนด้วยน้าดื่ม. คนหาบหญ้า แม้เหล่านั้นกล่าวว่า สหาย ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเรา พวกเราจะกระทาอะไรแก่ท่าน (ได้บ้าง). จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า เมื่อกิจเกิดขึ้นแก่เรา ท่านทั้งหลายจักกระทา แล้วเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ ได้กระทาความสนิทสนม โดยความเป็นมิตรกับคนผู้ทางานทางบก และคนทางานทางน้า. คนทางานทางบกบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า พรุ่งนี้ พ่อค้าม้าจักพาม้า ๕๐๐ ตัวมายังนครนี้. นายจูฬันเตวาสิกนั้นได้ฟังคาของคนทางานทางบกนั้นแล้ว จึงกล่าวกะพวกคนหาบหญ้าว่า วันนี้ ท่านจงให้หญ้าแก่เราคนละกา และเมื่อเรายังไม่ได้ขายหญ้า ท่านทั้งหลายอย่าขายหญ้าของตนๆ คนหาบหญ้าเหล่านั้นรับคาแล้ว นาหญ้า ๕๐๐ กา มาลงที่ประตูบ้านของจูฬันเตวาสิกนั้น. พ่อค้าม้าไม่ได้อาหารสาหรับม้าในพระนครทั้งสิ้น จึงให้ทรัพย์หนึ่งพันแก่จูฬันเตวาสิกนั้น แล้วถือเอาหญ้านั้นไป. แต่นั้นล่วงไป ๒-๓ วัน สหายผู้ทางานทางน้าบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า เรือใหญ่มาจอดที่ท่าแล้ว. จูฬันเตวาสิกนั้นคิดว่า มีอุบายนี้. จึงเอาเงิน ๘ กหาปณะไปเช่ารถ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง แล้วไปยังท่าเรือด้วยยศใหญ่ ให้แหวนวงหนึ่งเป็ นมัดจาแก่นายเรือ ให้วงม่าน นั่งอยู่ในที่ไม่ไกล สั่งคนไว้ว่า เมื่อพ่อค้าภายนอกมา พวกท่านจงบอก โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง. พ่อค้าประมาณร้อยคนจากเมืองพาราณสีได้ฟังว่า เรือมาแล้ว จึงมาโดยกล่าวว่า พวกเราจะซื้อเอาสินค้า. นายเรือกล่าวว่า พวกท่านจักไม่ได้สินค้า พ่อค้าใหญ่ในที่ชื่อโน้น ให้มัดจาไว้แล้ว พ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงมายังสานักของจูฬันเตวาสิกนั้น. คนผู้รับใช้ใกล้ชิด จึงบอกความที่พวกพ่อค้าเหล่านั้นมา โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง ตามสัญญาเดิม. พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนนั้น ให้ทรัพย์คนละพัน เป็ นผู้มีหุ้นส่วนเรือกับจูฬันเตวาสิกนั้น แล้วให้อีกคนละพันให้ปล่อยหุ้น ได้กระทาสินค้าให้เป็ นของตน จูฬันเตวาสิกถือเอาทรัพย์สองแสน
  • 10.
    10 กลับมาเมืองพาราณสี คิดว่า เราควรเป็นคนกตัญญู จึงให้ถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังที่ใกล้จุลลกเศรษฐี. ลาดับนั้นจุลลกเศรษฐีจึงถามจูฬันเตวาสิกนั้นว่า ดูก่อนพ่อ เธอทาอะไรจึงได้ทรัพย์นี้. จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอุบายที่ท่านบอก จึงได้ทรัพย์ภายใน ๔ เดือนเท่านั้น แล้วบอกเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่หนูตายเป็นต้นไป. ท่านจุลลกมหาเศรษฐีได้ฟังคาของจูฬันเตวาสิกนั้น แล้วคิดว่า บัดนี้ เรากระทาทารกเห็นปานนี้ให้เป็ นของเรา จึงจะควร จึงให้ธิดาของตนผู้เจริญวัยแล้ว กระทาให้เป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งสิ้น. เมื่อท่านเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้นก็ได้ตาแหน่งเศรษฐี ในนครนั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ไปตามยถากรรม. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมยิ่งทีเดียว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า บุคคลผู้มีปัญญารู้จักใคร่ครวญ ย่อมตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุน แม้มีประมาณน้อย เหมือนคนก่อไฟกองน้อย ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น. บุรุษผู้เป็ นบัณฑิต ใส่โคมัยและจุรณเป็นต้น แล้วเป่าด้วยลมปาก ก่อไฟนิดหน่อยขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น ได้แก่ทาให้เป็ นกองไฟใหญ่โดยลาดับฉันใด บัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ทรัพย์อันเป็ นต้นทุนแม้น้อย แล้วประกอบอุบายต่างๆ ย่อมทาทรัพย์และยศให้เกิดขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น ก็แหละครั้นให้เพิ่มขึ้นแล้ว ก็ดารงตนไว้ในทรัพย์และยศนั้น ก็หรือว่า ย่อมตั้งตนไว้คือกระทาให้รู้กัน คือให้ปรากฏ เพราะความเป็นใหญ่ในทรัพย์และยศนั้นนั่นแหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุลลปันถกอาศัยเราแล้ว ถึงความเป็ นใหญ่ในธรรม ในเพราะธรรมทั้งหลาย ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็อาศัยเรา จึงถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้เพราะโภคะทั้งหลาย แล้วตรัสเรื่อง ๒ เรื่อง สืบอนุสนธิกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า จูฬันเตวาสิกในกาลนั้น ได้เป็น พระจุลลปันถก ในบัดนี้ ส่วนจุลลกมหาเศรษฐีในกาลนั้น ได้เป็ น เราผู้ตถาคต แล. จบอรรถกถาจุลลกเศรษฐีชาดกที่ ๔ -----------------------------------------------------