ทุพพัณณิยสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๒. ทุพพัณณิยสูตร
ว่าด้วยยักษ์ผู้มีผิวพรรณไม่งาม
[๒๖๘] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ยักษ์ตน
หนึ่งมีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ
ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันกล่าวโทษตำหนิติเตียนว่า ‘ท่
านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณไม่
งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บน
ที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ’ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กล่าวโทษตำหนิติ
เตียนด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับเป็นผู้มีรูปงาม ทั้งน่าดูน่าชม และน่า
เลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยประการนั้นๆ
ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันเข้าไปเฝ้าท้าว
สักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ได้กราบทูลท้าวสักกะจอมเทพดังนี้ว่า ‘ข้าแต่
พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอประทานวโรกาส ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณไม่งาม ต่ำ
เตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของพระองค์ ได้ยินว่า ณ ที่นั้นพวกเทพชั้นดาวดึงส์
พากันกล่าวโทษตำหนิติเตียนว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่
เคยปรากฏ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าว
สักกะจอมเทพ’ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กล่าวโทษ
ตำหนิติเตียนด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับเป็นผู้มีรูปงาม ทั้งน่าชมและ
น่าเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม ด้วยประการนั้นๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ยักษ์ตน
นั้นคงเป็นผู้มีความโกรธเป็นอาหารเป็นแน่ทีเดียวพระเจ้าข้า’
ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ เสด็จเข้าไปหายักษ์ผู้มี
ความโกรธเป็นอาหารนั้นจนถึงที่อยู่แล้วประนมมือไปทางที่ยักษ์ตนนั้นอยู่
ประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะจอมเทพ ...
ท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะ จอมเทพ ... ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอม
เทพทรงประกาศพระนามด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับมีผิวพรรณไม่
งามและต่ำเตี้ยยิ่งกว่าเดิม ยักษ์ตนนั้นเป็นผู้มีผิวพรรณ
ไม่งาม และต่ำเตี้ยยิ่งกว่าเดิมแล้วได้หายตัวไป ณ ที่นั้นเอง’
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพประทับนั่งบนที่ประทับของพระองค์แล้ว
เมื่อจะทรงทำให้พวกเทพชั้นดาวดึงส์ยินดี จึงตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น
ว่า
เราเป็นผู้มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบกระทั่ง
เป็นผู้ที่ใครๆ จะชักนำไปไม่ได้ง่าย
เราไม่โกรธใครมานานแล้ว ความโกรธไม่ฝังอยู่ในใจเรา
ถึงเราโกรธก็ไม่กล่าวคำหยาบ และคำไม่ชอบเป็นอันขาด
เราเห็นประโยชน์ตน จึงบังคับตนได้”
ทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ จบ
--------------------------------------
อรรถกถาทุพพัณณิยสูตรที่ ๒
ก็ยักษ์ตนหนึ่งนั้นเป็นรูปาวจรพรหม.
นัยว่า ท้าวสักกะสดับมาว่า ยักษ์ถึงพร้อมด้วยกำลังคือขันติ จึงเสด็จ
มาเพื่อทดลองดู. ก็อวรุทธกยักษ์ไม่อาจเข้าไปยังที่ที่อารักขาไว้เห็นปานนี้
ได้.
ท้าวสักกะฟังพวกเทวดาแล้วคิดว่า ไม่สามารถให้ยักษ์นี้หวั่นไหวได้
ด้วยถ้อยคำหยาบ อันผู้ประพฤติถ่อมตนตั้งอยู่ในขันติ จึงจะสามารถให้
ยักษ์หนีไปได้ดังนี้ มีพระประสงค์จะให้ยักษ์นั้นหนีไปด้วยประการนั้น จึง
เสด็จเข้าไปหา.
เมื่อท้าวสักกะทรงดำรงอยู่ในขันติ ทำความเคารพอย่างแรงกล้าให้
ปรากฏแสดงความถ่อมตน ยักษ์นั้นไม่อาจจะอยู่บนอาสนะของท้าวสักกะได้
จึงหนีไป.

22. ทุพพัณณิยสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    ทุพพัณณิยสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ๒. ทุพพัณณิยสูตร ว่าด้วยยักษ์ผู้มีผิวพรรณไม่งาม [๒๖๘] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ยักษ์ตน หนึ่งมีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันกล่าวโทษตำหนิติเตียนว่า ‘ท่ านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณไม่ งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บน ที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ’ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กล่าวโทษตำหนิติ เตียนด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับเป็นผู้มีรูปงาม ทั้งน่าดูน่าชม และน่า เลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยประการนั้นๆ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันเข้าไปเฝ้าท้าว สักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ได้กราบทูลท้าวสักกะจอมเทพดังนี้ว่า ‘ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอประทานวโรกาส ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณไม่งาม ต่ำ เตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของพระองค์ ได้ยินว่า ณ ที่นั้นพวกเทพชั้นดาวดึงส์ พากันกล่าวโทษตำหนิติเตียนว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่ เคยปรากฏ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าว สักกะจอมเทพ’ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กล่าวโทษ ตำหนิติเตียนด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับเป็นผู้มีรูปงาม ทั้งน่าชมและ น่าเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม ด้วยประการนั้นๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ยักษ์ตน นั้นคงเป็นผู้มีความโกรธเป็นอาหารเป็นแน่ทีเดียวพระเจ้าข้า’
  • 2.
    ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าไปหายักษ์ผู้มี ความโกรธเป็นอาหารนั้นจนถึงที่อยู่แล้วประนมมือไปทางที่ยักษ์ตนนั้นอยู่ ประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะจอมเทพ ... ท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะ จอมเทพ ... ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอม เทพทรงประกาศพระนามด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับมีผิวพรรณไม่ งามและต่ำเตี้ยยิ่งกว่าเดิม ยักษ์ตนนั้นเป็นผู้มีผิวพรรณ ไม่งาม และต่ำเตี้ยยิ่งกว่าเดิมแล้วได้หายตัวไป ณ ที่นั้นเอง’ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพประทับนั่งบนที่ประทับของพระองค์แล้ว เมื่อจะทรงทำให้พวกเทพชั้นดาวดึงส์ยินดี จึงตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น ว่า เราเป็นผู้มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบกระทั่ง เป็นผู้ที่ใครๆ จะชักนำไปไม่ได้ง่าย เราไม่โกรธใครมานานแล้ว ความโกรธไม่ฝังอยู่ในใจเรา ถึงเราโกรธก็ไม่กล่าวคำหยาบ และคำไม่ชอบเป็นอันขาด เราเห็นประโยชน์ตน จึงบังคับตนได้” ทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ จบ -------------------------------------- อรรถกถาทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ ก็ยักษ์ตนหนึ่งนั้นเป็นรูปาวจรพรหม. นัยว่า ท้าวสักกะสดับมาว่า ยักษ์ถึงพร้อมด้วยกำลังคือขันติ จึงเสด็จ มาเพื่อทดลองดู. ก็อวรุทธกยักษ์ไม่อาจเข้าไปยังที่ที่อารักขาไว้เห็นปานนี้ ได้. ท้าวสักกะฟังพวกเทวดาแล้วคิดว่า ไม่สามารถให้ยักษ์นี้หวั่นไหวได้ ด้วยถ้อยคำหยาบ อันผู้ประพฤติถ่อมตนตั้งอยู่ในขันติ จึงจะสามารถให้
  • 3.
    ยักษ์หนีไปได้ดังนี้ มีพระประสงค์จะให้ยักษ์นั้นหนีไปด้วยประการนั้น จึง เสด็จเข้าไปหา. เมื่อท้าวสักกะทรงดำรงอยู่ในขันติทำความเคารพอย่างแรงกล้าให้ ปรากฏแสดงความถ่อมตน ยักษ์นั้นไม่อาจจะอยู่บนอาสนะของท้าวสักกะได้ จึงหนีไป.