1
สังขชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. สังขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔๔๒)
ว่าด้วยสังขพราหมณ์
(อุปัฏฐากกล่าวกับสังขพราหมณ์ว่า)
[๓๙] ท่านสังขพราหมณ์ ท่านเป็ นพหูสูต ธรรมก็ได้ฟังมาแล้ว
สมณพราหมณ์ท่านก็ได้พบมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น
ท่านมาแสดงอาการพร่าเพ้อในขณะอันไม่สมควรเลย
คนอื่นนอกจากข้าพเจ้าจะมีใครเป็ นที่ปรึกษาของท่านเล่า
(สังขพราหมณ์กล่าวว่า)
[๔๐] เทพธิดาผู้มีใบหน้างาม รูปงาม สวมใส่เครื่องประดับทองคา
เชิญถาดอาหารทองคา มีศรัทธาและยินดีบอกเราว่า
ขอเชิญท่านบริโภคอาหารเถิด เราตอบปฏิเสธเทพธิดาตนนั้น
(อุปัฏฐากกล่าวว่า)
[๔๑] ท่านพราหมณ์ คนพบเห็นเทพผู้ควรบูชาเช่นนี้ เมื่อหวังความสุข
ก็ควรจะไต่ถาม ท่านจงลุกขึ้นประนมมือถามเทพผู้นั้นตรงๆ ว่า
ท่านเป็นเทพธิดาหรือหญิงมนุษย์กันหนอ
(สังขพราหมณ์ถามเทพธิดาว่า)
[๔๒] เพราะท่านมองดูข้าพเจ้าด้วยเมตตา
และยังบอกเชิญข้าพเจ้าว่าบริโภคภัตตาหารเถิด แม่นางผู้มีอานุภาพมาก
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทพธิดาหรือหญิงมนุษย์กันหนอ
(เทพธิดาตอบว่า)
[๔๓] ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทพธิดา มีอานุภาพ
มาท่ามกลางสมุทรวารนี้ มีความเอ็นดู จะมีจิตประทุษร้ายก็หาไม่
ข้าพเจ้ามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง
[๔๔] ท่านสังขพราหมณ์ ในมหาสมุทรนี้ มีข้าว น้า ที่นอน ที่นั่ง
และยานนานาชนิด ข้าพเจ้าจะมอบให้ท่านทุกอย่างตามที่ใจของท่านปรารถนา
(สังขพราหมณ์กล่าวว่า)
[๔๕] ข้าพเจ้าได้บูชาและบวงสรวงมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างงดงาม มีสะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม เอวบางร่างน้อย
ท่านเป็นใหญ่แห่งบุญกรรมทุกอย่างของข้าพเจ้า
นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไรของข้าพเจ้าเล่า
(เทพธิดาตอบว่า)
2
[๔๖] ท่านสังขพราหมณ์ ท่านให้ภิกษุรูปหนึ่งผู้เดินกระโหย่งเท้า
กระหาย ลาบาก ในหนทางที่ร้อนสวมรองเท้าถวาย
ทักษิณานั้นให้สมบัติที่น่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้
(สังขพราหมณ์กล่าวว่า)
[๔๗] ขอจงเนรมิตเรือที่ทาด้วยไม้กระดาน ไม่รั่ว
ใช้ใบตะไคร่น้าเป็ นใบเรือ เพราะในกลางทะเลนี้ไม่ใช่ภาคพื้นแห่งยานอื่น
ช่วยส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมฬินีในวันนี้เถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)
[๔๘] เทพธิดานั้นปลื้มใจ ยินดีปรีดา ได้เนรมิตเรืออันงดงาม ณ ที่นั้น
พาสังขพราหมณ์ พร้อมทั้งอุปัฏฐากชายนาไปส่งถึงเมืองอันน่ารื่นรมย์
สังขชาดกที่ ๔ จบ
------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
สังขชาดก
ว่าด้วย อานิสงส์ถวายรองเท้า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
ทรงปรารภการถวายบริขารทั้งปวง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี
มีอุบาสกคนหนึ่งฟังธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระศาสดา
จึงเข้าไปนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ทามณฑปใกล้ประตูเรือนของตน
ประดับตกแต่งเป็ นอย่างดี วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลภัตกาลต่อพระตถาคต
พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จไป ณ ที่นั้น
ประทับนั่งบนบวรพุทธาอาสน์ที่อุบาสกปูลาดไว้
อุบาสกพร้อมด้วยบุตรภรรยาและบริวารชน
ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
ได้นิมนต์ฉันถวายมหาทานอย่างนี้ต่อไปถึง ๗ วัน ในวันที่ ๗
ได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง.
แลเมื่อจะถวายนั้นได้จัดทารองเท้าถวายเป็นพิเศษคือคู่ที่ถวายแด่พระ
ทศพล ราคาพันหนึ่ง ที่ถวายพระอัครสาวกทั้งสอง ราคาคู่ละ ๕๐๐
ที่ถวายพระภิกษุ ๕๐๐ นอกนั้นราคาคู่ละร้อย.
อุบาสกนั้นครั้นถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง
ดังนี้แล้วได้ไปนั่งอยู่ในสานักพระผู้มีพระภาคกับบริษัทของตน.
ครั้งนั้น
พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแก่อุบาสกนั้น
ได้ตรัสว่า นี่แน่ะอุบาสก การถวายเครื่องบริขารทุกอย่างของท่าน โอฬารยิ่ง
3
ท่านจงชื่นชมเถิด
ครั้งก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น
ชนทั้งหลายถวายรองเท้าคู่หนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
เรือไปแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึ่งมิได้
เขายังได้ที่พึ่งด้วยผลานิสงส์ที่ถวายรองเท้า
ก็ตัวท่านได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ผลแห่งการถวายรองเท้าของท่านนั้น ทาไมจักไม่เป็ นที่พึ่งเล่า ดังนี้
แล้วอุบาสกนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว
จึงทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระนครพาราณสีนี้มีนามว่าโมลินี
พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโมลินี
มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะ เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก มีเครื่องที่ทาให้ปลื้มใจ
เช่นทรัพย์ข้าวเปลือกและเงินทองมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือประตูเมือง
๔ ประตู ที่กลางเมืองและที่ประตูเรือน สละทรัพย์วันละ ๖
แสนให้ทานเป็นการใหญ่แก่คนกาพร้าและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน
วันหนึ่ง เขาคิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนสิ้นแล้ว เราจักไม่อาจให้ทานได้
เมื่อทรัพย์ยังไม่สิ้นไปนี้ เราจักลงเรือไปสุวรรณภูมิ นาทรัพย์มา คิดดังนี้แล้ว
จึงให้ต่อเรือบรรทุกสินค้าจนเต็ม แล้วเรียกบุตรภรรยามาสั่งว่า
พวกท่านจงให้ทานของเราเป็ นไปโดยไม่ขาดจนกว่าเราจะกลับมา
แล้วก็แวดล้อมไปด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้า
เดินตรงไปยังบ้านท่าเรือจอดในเวลาเที่ยง.
ในขณะนั้นที่ภูเขาคันธมาทน์
มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งพิจารณาดูก็ได้เห็นพราหมณ์นั้นกาลังจะเดินทางเพื่
อนาทรัพย์มา จึงพิจารณาดูว่า มหาบุรุษจักไปหาทรัพย์
จักมีอันตรายในสมุทรหรือไม่หนอ ก็ทราบว่าจักมีอันตราย
จึงคิดว่ามหาบุรุษนั้นเห็นเราแล้วจักถวายร่มและรองเท้าแก่เรา
เมื่อเรือแตกกลางสมุทร เขาจักได้ที่พึ่งด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า
เราจักอนุเคราะห์แก่เขา แล้วก็เหาะมาลง ณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์
เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะลมแรงแดดกล้า
ตรงมายังสังขพราหมณ์.
สังขพราหมณ์พอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ก็ยินดีว่า
บุญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราควรจะหว่านพืช คือทานลงในบุญเขตนี้
จึงรีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ลงจากทางสักหน่อย แล้วเข้าไปที่โคนต้นไม้นี้
พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปโคนต้นไม้ ก็พูนทรายขึ้นแล้วเอาผ้าห่มปูลาด
4
นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วล้างเท้าด้วยน้าที่อบและกรองใสสะอาด
ทาเท้าด้วยน้ามันหอม ถอดรองเท้าที่ตนสวมออกเช็ด ทาด้วยน้ามันหอม
แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายร่มและรองเท้าด้วยวาจาว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงสวมรองเท้ากั้นร่มไปเถิด.
พระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์จึงรับร่มและรองเท้
า และเพื่อจะให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น
จึงเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์แลเห็น.
สังขพราหมณ์โพธิสัตว์ได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น
เดินไปสู่ท่าลงเรือ
เมื่อสังขพราหมณ์กาลังเดินทางอยู่กลางมหาสมุทร พอถึงวันที่ ๗
เรือได้ทะลุ น้าไหลเข้า ไม่มีใครสามารถจะวิดน้าให้หมดได้.
มหาชนกลัวต่อมรณภัย ต่างก็พากันนมัสการเทวดาที่นับถือของตนๆ
ร้องกันเซ็งแซ่.
พระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากคือคนใช้คนหนึ่ง ทาสรีระด้วยน้ามัน
เคี้ยวจุรณน้าตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการแล้ว ให้อุปัฏฐากกินบ้าง
แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงกับอุปัฏฐาก กาหนดทิศว่า เมืองของเราอยู่ข้างทิศนี้
เมื่อจะเปลื้องตนจากอันตรายจากปลาและเต่า
จึงโดดล่วงไปสิ้นที่ประมาณอุสภะหนึ่ง พร้อมกับอุปัฏฐากนั้น.
มหาชนพากันพินาศสิ้น
ส่วนพระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากพยายามว่ายข้ามมหาสมุทรไปได้ ๗ วัน
วันนั้นเป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์ได้บ้วนปากด้วยน้าเค็มแล้ว รักษาอุโบสถ.
ครั้งนั้น นางเทพธิดาชื่อมณิเมขลา ท้าวโลกบาลทั้ง ๔
ตั้งไว้ให้พิทักษ์รักษาสมุทร ด้วยคาสั่งว่า ถ้าเรือมาแตกลง
มนุษย์ที่ถือไตรสรณคมน์ก็ดี มีศีลสมบูรณ์ก็ดี ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาก็ดี
มาตกทุกข์ในสมุทรนี้ ท่านพึงพิทักษ์รักษาเขาไว้.
นางประมาทด้วยความเป็นใหญ่ของตนเสีย ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗
นางตรวจดูสมุทรได้เห็นสังขพราหมณ์ประกอบด้วยศีลและอาจาระ
เกิดสังเวชจิตคิดว่า พราหมณ์นี้ตกทะเลมาได้ ๗ วันแล้ว ถ้าพราหมณ์จักตายลง
เราคงได้รับครหาเป็ นอันมาก
แล้วนางได้จัดถาดทองใบหนึ่งให้เต็มไปด้วยทิพยโภชนะอันมีรสเลิศต่างๆ
เหาะไป ณ ที่นั้นโดยเร็ว ยืนอยู่บนอากาศตรงหน้าสังขพราหมณ์ กล่าวว่า
ข้าแต่พราหมณ์ ท่านอดอาหารมา ๗ วันแล้ว จงบริโภคโภชนะทิพย์นี้เถิด.
สังขพราหมณ์แลดูนางเทพธิดา แล้วกล่าวว่า
จงนาภัตของท่านหลีกไปเถิด เรารักษาอุโบสถ. ลาดับนั้น
อุปัฏฐากอยู่ข้างหลังไม่เห็นเทวดาได้ฟังแต่เสียง จึงคิดว่า
5
พราหมณ์นี้เป็ นสุขุมาลชาติโดยปกติ มาถูกอดอาหารลาบากเข้า ๗ วัน
ชะรอยจะบ่นเพ้อเพราะกลัวตาย เราจักปลอบโยนเขา คิดดังนี้แล้ว
จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็นพหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว
ทั้งสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมา
เหตุไรท่านจึงแสดงคาพร่าเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า
ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่านได้?
สังขพราหมณ์ได้ฟังคาของอุปัฏฐากแล้ว จึงคิดว่า
ชะรอยเทวดานั้นจะไม่ปรากฏแก่เขา จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย เรามิได้กลัวมรณภัย
ผู้อื่นที่มาเจรจากับเรามีอยู่
แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นางฟ้ าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วยเครื่องประดับทอง
ยกถาดทองเต็มด้วยอาหารทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค
นางเป็ นผู้มีศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่บริโภค.
ลาดับนั้น อุปัฏฐากได้กล่าวคาถาที่ ๓ แก่สังขพราหมณ์นั้นว่า :-
ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยังปรารถนาความสุข
ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้แล้ว ควรจะถามดูให้รู้แน่
ขอท่านจงลุกขึ้นประนมมือถามเทวดานั้นว่า นางเป็ นเทวดาหรือมนุษย์.
พระโพธิสัตว์คิดว่า อุปัฏฐากพูดถูก เมื่อจะถามนางเทพธิดานั้น
ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสายตาอันแสดงความรัก
ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภคอาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่
ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์?
ลาดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้มีอานุภาพมาก
มาในกลางน้าสาครนี้ ก็เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้ายก็หาไม่
ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง.
ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มีข้าว น้า ที่นอน ที่นั่ง
และยานพาหนะมากอย่าง ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด
ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้นสาเร็จแก่ท่านทุกอย่าง.
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า
เทวดานี้กล่าวว่าจะให้อย่างนั้นอย่างนี้แก่เราในท้องน้า
เธอปรารถนาจะให้ด้วยบุญกรรมที่เราทาไว้ หรือจะให้ด้วยพลานุภาพของตน
เราจักถามดูก่อน
เมื่อจะถาม ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
6
ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม ผู้เอวบางร่างน้อย
ทานซึ่งเป็ นส่วนบูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่
ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบากแห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง
การที่ข้าพเจ้าได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็ นวิบากแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า
พราหมณ์นี้ชะรอยจะถามด้วยสาคัญว่าเรารู้กุศลกรรมที่เขาทาไว้ บัดนี้
เราจักกล่าวทานของเขา.
เมื่อจะกล่าว ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์
ท่านได้ถวายรองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่งผู้เดินกระโหย่งเท้า
สะดุ้งลาบากอยู่ในหนทางอันร้อน
ทักษิณานั้นอานวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้.
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว มีจิตยินดีว่า
การถวายรองเท้าที่เราได้ถวายแล้ว
มาให้ผลที่น่าปรารถนาแก่เราทุกอย่างในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้ แม้เห็นปานนี้
โอ! การที่เราถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็ นการถวายที่ดีแล้ว.
จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น้าไม่รั่ว
มีใบสาหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะในสมุทรนี้
พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี
ในวันนี้เถิด.
พึงทราบความแห่งคาอันเป็ นคาถานั้นว่า
ดูก่อนนางเทพธิดา เมื่อเป็นเช่นนั้น
ขอท่านจงเนรมิตเรือลาหนึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แต่ขอจงเนรมิตเรือเล็กๆ ลาหนึ่ง
ประมาณเท่าเรือโกลน อนึ่ง
เรือที่ท่านจักเนรมิตขอให้เป็นเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดานหลายๆ แผ่นที่ตรึงดีแล้ว
ที่ชื่อว่าน้าไม่รั่ว เพราะไม่มีช่องที่จะให้น้าไหลเข้าไปได้
ประกอบด้วยใบที่จะพาแล่นไปได้อย่างสะดวก เพราะในสมุทรนี้
พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอื่น เว้นเรือทิพย์มิได้มี
ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินีด้วยเรือลานั้น ในวันนี้เถิด.
นางเทพธิดาได้ฟังคาของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตยินดี
เนรมิตเรือขึ้นลาหนึ่งซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ เรือลานั้นยาว ๘ อุสภะ กว้าง
๔ อุสภะ ลึก ๒๐ วา มีเสากระโดง ๓ เสาแล้วไปด้วยแก้วอินทนิล
มีสายระโยงระยางแล้วไปด้วยทอง มีรอกกว้านแล้วไปด้วยเงิน
มีหางเสือแล้วไปด้วยทอง เทวดาเอารัตนะ ๗ ประการมาบรรทุกเต็มเรือ
7
แล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือที่ประดับแล้ว
แต่มิได้เหลียวแลบุรุษอุปัฏฐากของพระโพธิสัตว์เลย
พราหมณ์ได้ให้ส่วนบุญที่ตนได้กระทาไว้แก่อุปัฏฐาก
อุปัฏฐากก็รับอนุโมทนา ทันใดนั้น เทวดาก็อุ้มอุปัฏฐากนั้นขึ้นเรือด้วย. ลาดับนั้น
เทวดาก็นาเรือไปสู่โมลินีนคร ขนทรัพย์ขึ้นเรือนพราหมณ์
แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน.
พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้เป็นที่สุดว่า :-
นางเทพธิดานั้นมีจิตชื่นชมโสมนัสปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร
แล้วพาสังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อันเป็นที่สาราญรื่นรมย์.
แม้พราหมณ์ก็ครอบครองคฤหาสน์ อันมีทรัพย์นับประมาณมิได้
ให้ทานรักษาศีลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว
พร้อมด้วยบริษัทได้ไปเกิดในเทพนคร.
พระศาสดา
ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ
อุบาสกดารงอยู่ในโสดาปัตติผล.
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น นางอุบลวัณณาเถรี ในบัดนี้
บุรุษอุปัฏฐากในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
ส่วนสังขพราหมณ์ ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสังขพราหมณชาดกที่ ๔
-----------------------------------------------------

442 สังขชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 สังขชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. สังขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔๔๒) ว่าด้วยสังขพราหมณ์ (อุปัฏฐากกล่าวกับสังขพราหมณ์ว่า) [๓๙] ท่านสังขพราหมณ์ ท่านเป็ นพหูสูต ธรรมก็ได้ฟังมาแล้ว สมณพราหมณ์ท่านก็ได้พบมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านมาแสดงอาการพร่าเพ้อในขณะอันไม่สมควรเลย คนอื่นนอกจากข้าพเจ้าจะมีใครเป็ นที่ปรึกษาของท่านเล่า (สังขพราหมณ์กล่าวว่า) [๔๐] เทพธิดาผู้มีใบหน้างาม รูปงาม สวมใส่เครื่องประดับทองคา เชิญถาดอาหารทองคา มีศรัทธาและยินดีบอกเราว่า ขอเชิญท่านบริโภคอาหารเถิด เราตอบปฏิเสธเทพธิดาตนนั้น (อุปัฏฐากกล่าวว่า) [๔๑] ท่านพราหมณ์ คนพบเห็นเทพผู้ควรบูชาเช่นนี้ เมื่อหวังความสุข ก็ควรจะไต่ถาม ท่านจงลุกขึ้นประนมมือถามเทพผู้นั้นตรงๆ ว่า ท่านเป็นเทพธิดาหรือหญิงมนุษย์กันหนอ (สังขพราหมณ์ถามเทพธิดาว่า) [๔๒] เพราะท่านมองดูข้าพเจ้าด้วยเมตตา และยังบอกเชิญข้าพเจ้าว่าบริโภคภัตตาหารเถิด แม่นางผู้มีอานุภาพมาก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทพธิดาหรือหญิงมนุษย์กันหนอ (เทพธิดาตอบว่า) [๔๓] ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทพธิดา มีอานุภาพ มาท่ามกลางสมุทรวารนี้ มีความเอ็นดู จะมีจิตประทุษร้ายก็หาไม่ ข้าพเจ้ามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง [๔๔] ท่านสังขพราหมณ์ ในมหาสมุทรนี้ มีข้าว น้า ที่นอน ที่นั่ง และยานนานาชนิด ข้าพเจ้าจะมอบให้ท่านทุกอย่างตามที่ใจของท่านปรารถนา (สังขพราหมณ์กล่าวว่า) [๔๕] ข้าพเจ้าได้บูชาและบวงสรวงมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างงดงาม มีสะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม เอวบางร่างน้อย ท่านเป็นใหญ่แห่งบุญกรรมทุกอย่างของข้าพเจ้า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไรของข้าพเจ้าเล่า (เทพธิดาตอบว่า)
  • 2.
    2 [๔๖] ท่านสังขพราหมณ์ ท่านให้ภิกษุรูปหนึ่งผู้เดินกระโหย่งเท้า กระหายลาบาก ในหนทางที่ร้อนสวมรองเท้าถวาย ทักษิณานั้นให้สมบัติที่น่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้ (สังขพราหมณ์กล่าวว่า) [๔๗] ขอจงเนรมิตเรือที่ทาด้วยไม้กระดาน ไม่รั่ว ใช้ใบตะไคร่น้าเป็ นใบเรือ เพราะในกลางทะเลนี้ไม่ใช่ภาคพื้นแห่งยานอื่น ช่วยส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมฬินีในวันนี้เถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) [๔๘] เทพธิดานั้นปลื้มใจ ยินดีปรีดา ได้เนรมิตเรืออันงดงาม ณ ที่นั้น พาสังขพราหมณ์ พร้อมทั้งอุปัฏฐากชายนาไปส่งถึงเมืองอันน่ารื่นรมย์ สังขชาดกที่ ๔ จบ ------------------------ คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา สังขชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ถวายรองเท้า พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการถวายบริขารทั้งปวง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้. ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่งฟังธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระศาสดา จึงเข้าไปนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ทามณฑปใกล้ประตูเรือนของตน ประดับตกแต่งเป็ นอย่างดี วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลภัตกาลต่อพระตถาคต พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่งบนบวรพุทธาอาสน์ที่อุบาสกปูลาดไว้ อุบาสกพร้อมด้วยบุตรภรรยาและบริวารชน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้นิมนต์ฉันถวายมหาทานอย่างนี้ต่อไปถึง ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง. แลเมื่อจะถวายนั้นได้จัดทารองเท้าถวายเป็นพิเศษคือคู่ที่ถวายแด่พระ ทศพล ราคาพันหนึ่ง ที่ถวายพระอัครสาวกทั้งสอง ราคาคู่ละ ๕๐๐ ที่ถวายพระภิกษุ ๕๐๐ นอกนั้นราคาคู่ละร้อย. อุบาสกนั้นครั้นถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง ดังนี้แล้วได้ไปนั่งอยู่ในสานักพระผู้มีพระภาคกับบริษัทของตน. ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแก่อุบาสกนั้น ได้ตรัสว่า นี่แน่ะอุบาสก การถวายเครื่องบริขารทุกอย่างของท่าน โอฬารยิ่ง
  • 3.
    3 ท่านจงชื่นชมเถิด ครั้งก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น ชนทั้งหลายถวายรองเท้าคู่หนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เรือไปแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึ่งมิได้ เขายังได้ที่พึ่งด้วยผลานิสงส์ที่ถวายรองเท้า ก็ตัวท่านได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ผลแห่งการถวายรองเท้าของท่านนั้น ทาไมจักไม่เป็ นที่พึ่งเล่าดังนี้ แล้วอุบาสกนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระนครพาราณสีนี้มีนามว่าโมลินี พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโมลินี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะ เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก มีเครื่องที่ทาให้ปลื้มใจ เช่นทรัพย์ข้าวเปลือกและเงินทองมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือประตูเมือง ๔ ประตู ที่กลางเมืองและที่ประตูเรือน สละทรัพย์วันละ ๖ แสนให้ทานเป็นการใหญ่แก่คนกาพร้าและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน วันหนึ่ง เขาคิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนสิ้นแล้ว เราจักไม่อาจให้ทานได้ เมื่อทรัพย์ยังไม่สิ้นไปนี้ เราจักลงเรือไปสุวรรณภูมิ นาทรัพย์มา คิดดังนี้แล้ว จึงให้ต่อเรือบรรทุกสินค้าจนเต็ม แล้วเรียกบุตรภรรยามาสั่งว่า พวกท่านจงให้ทานของเราเป็ นไปโดยไม่ขาดจนกว่าเราจะกลับมา แล้วก็แวดล้อมไปด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้า เดินตรงไปยังบ้านท่าเรือจอดในเวลาเที่ยง. ในขณะนั้นที่ภูเขาคันธมาทน์ มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งพิจารณาดูก็ได้เห็นพราหมณ์นั้นกาลังจะเดินทางเพื่ อนาทรัพย์มา จึงพิจารณาดูว่า มหาบุรุษจักไปหาทรัพย์ จักมีอันตรายในสมุทรหรือไม่หนอ ก็ทราบว่าจักมีอันตราย จึงคิดว่ามหาบุรุษนั้นเห็นเราแล้วจักถวายร่มและรองเท้าแก่เรา เมื่อเรือแตกกลางสมุทร เขาจักได้ที่พึ่งด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า เราจักอนุเคราะห์แก่เขา แล้วก็เหาะมาลง ณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์ เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะลมแรงแดดกล้า ตรงมายังสังขพราหมณ์. สังขพราหมณ์พอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ก็ยินดีว่า บุญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราควรจะหว่านพืช คือทานลงในบุญเขตนี้ จึงรีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ลงจากทางสักหน่อย แล้วเข้าไปที่โคนต้นไม้นี้ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปโคนต้นไม้ ก็พูนทรายขึ้นแล้วเอาผ้าห่มปูลาด
  • 4.
    4 นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วล้างเท้าด้วยน้าที่อบและกรองใสสะอาด ทาเท้าด้วยน้ามันหอม ถอดรองเท้าที่ตนสวมออกเช็ดทาด้วยน้ามันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายร่มและรองเท้าด้วยวาจาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงสวมรองเท้ากั้นร่มไปเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์จึงรับร่มและรองเท้ า และเพื่อจะให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น จึงเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์แลเห็น. สังขพราหมณ์โพธิสัตว์ได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น เดินไปสู่ท่าลงเรือ เมื่อสังขพราหมณ์กาลังเดินทางอยู่กลางมหาสมุทร พอถึงวันที่ ๗ เรือได้ทะลุ น้าไหลเข้า ไม่มีใครสามารถจะวิดน้าให้หมดได้. มหาชนกลัวต่อมรณภัย ต่างก็พากันนมัสการเทวดาที่นับถือของตนๆ ร้องกันเซ็งแซ่. พระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากคือคนใช้คนหนึ่ง ทาสรีระด้วยน้ามัน เคี้ยวจุรณน้าตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการแล้ว ให้อุปัฏฐากกินบ้าง แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงกับอุปัฏฐาก กาหนดทิศว่า เมืองของเราอยู่ข้างทิศนี้ เมื่อจะเปลื้องตนจากอันตรายจากปลาและเต่า จึงโดดล่วงไปสิ้นที่ประมาณอุสภะหนึ่ง พร้อมกับอุปัฏฐากนั้น. มหาชนพากันพินาศสิ้น ส่วนพระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากพยายามว่ายข้ามมหาสมุทรไปได้ ๗ วัน วันนั้นเป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์ได้บ้วนปากด้วยน้าเค็มแล้ว รักษาอุโบสถ. ครั้งนั้น นางเทพธิดาชื่อมณิเมขลา ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้ให้พิทักษ์รักษาสมุทร ด้วยคาสั่งว่า ถ้าเรือมาแตกลง มนุษย์ที่ถือไตรสรณคมน์ก็ดี มีศีลสมบูรณ์ก็ดี ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาก็ดี มาตกทุกข์ในสมุทรนี้ ท่านพึงพิทักษ์รักษาเขาไว้. นางประมาทด้วยความเป็นใหญ่ของตนเสีย ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ นางตรวจดูสมุทรได้เห็นสังขพราหมณ์ประกอบด้วยศีลและอาจาระ เกิดสังเวชจิตคิดว่า พราหมณ์นี้ตกทะเลมาได้ ๗ วันแล้ว ถ้าพราหมณ์จักตายลง เราคงได้รับครหาเป็ นอันมาก แล้วนางได้จัดถาดทองใบหนึ่งให้เต็มไปด้วยทิพยโภชนะอันมีรสเลิศต่างๆ เหาะไป ณ ที่นั้นโดยเร็ว ยืนอยู่บนอากาศตรงหน้าสังขพราหมณ์ กล่าวว่า ข้าแต่พราหมณ์ ท่านอดอาหารมา ๗ วันแล้ว จงบริโภคโภชนะทิพย์นี้เถิด. สังขพราหมณ์แลดูนางเทพธิดา แล้วกล่าวว่า จงนาภัตของท่านหลีกไปเถิด เรารักษาอุโบสถ. ลาดับนั้น อุปัฏฐากอยู่ข้างหลังไม่เห็นเทวดาได้ฟังแต่เสียง จึงคิดว่า
  • 5.
    5 พราหมณ์นี้เป็ นสุขุมาลชาติโดยปกติ มาถูกอดอาหารลาบากเข้า๗ วัน ชะรอยจะบ่นเพ้อเพราะกลัวตาย เราจักปลอบโยนเขา คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็นพหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว ทั้งสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมา เหตุไรท่านจึงแสดงคาพร่าเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่านได้? สังขพราหมณ์ได้ฟังคาของอุปัฏฐากแล้ว จึงคิดว่า ชะรอยเทวดานั้นจะไม่ปรากฏแก่เขา จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย เรามิได้กลัวมรณภัย ผู้อื่นที่มาเจรจากับเรามีอยู่ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- นางฟ้ าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วยเครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหารทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค นางเป็ นผู้มีศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่บริโภค. ลาดับนั้น อุปัฏฐากได้กล่าวคาถาที่ ๓ แก่สังขพราหมณ์นั้นว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยังปรารถนาความสุข ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้แล้ว ควรจะถามดูให้รู้แน่ ขอท่านจงลุกขึ้นประนมมือถามเทวดานั้นว่า นางเป็ นเทวดาหรือมนุษย์. พระโพธิสัตว์คิดว่า อุปัฏฐากพูดถูก เมื่อจะถามนางเทพธิดานั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสายตาอันแสดงความรัก ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภคอาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่ ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์? ลาดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้มีอานุภาพมาก มาในกลางน้าสาครนี้ ก็เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้ายก็หาไม่ ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง. ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มีข้าว น้า ที่นอน ที่นั่ง และยานพาหนะมากอย่าง ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้นสาเร็จแก่ท่านทุกอย่าง. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เทวดานี้กล่าวว่าจะให้อย่างนั้นอย่างนี้แก่เราในท้องน้า เธอปรารถนาจะให้ด้วยบุญกรรมที่เราทาไว้ หรือจะให้ด้วยพลานุภาพของตน เราจักถามดูก่อน เมื่อจะถาม ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
  • 6.
    6 ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงามผู้เอวบางร่างน้อย ทานซึ่งเป็ นส่วนบูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบากแห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง การที่ข้าพเจ้าได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็ นวิบากแห่งกรรมอะไร? นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ชะรอยจะถามด้วยสาคัญว่าเรารู้กุศลกรรมที่เขาทาไว้ บัดนี้ เราจักกล่าวทานของเขา. เมื่อจะกล่าว ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวายรองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่งผู้เดินกระโหย่งเท้า สะดุ้งลาบากอยู่ในหนทางอันร้อน ทักษิณานั้นอานวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว มีจิตยินดีว่า การถวายรองเท้าที่เราได้ถวายแล้ว มาให้ผลที่น่าปรารถนาแก่เราทุกอย่างในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้ แม้เห็นปานนี้ โอ! การที่เราถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็ นการถวายที่ดีแล้ว. จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น้าไม่รั่ว มีใบสาหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะในสมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี ในวันนี้เถิด. พึงทราบความแห่งคาอันเป็ นคาถานั้นว่า ดูก่อนนางเทพธิดา เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านจงเนรมิตเรือลาหนึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แต่ขอจงเนรมิตเรือเล็กๆ ลาหนึ่ง ประมาณเท่าเรือโกลน อนึ่ง เรือที่ท่านจักเนรมิตขอให้เป็นเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดานหลายๆ แผ่นที่ตรึงดีแล้ว ที่ชื่อว่าน้าไม่รั่ว เพราะไม่มีช่องที่จะให้น้าไหลเข้าไปได้ ประกอบด้วยใบที่จะพาแล่นไปได้อย่างสะดวก เพราะในสมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอื่น เว้นเรือทิพย์มิได้มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินีด้วยเรือลานั้น ในวันนี้เถิด. นางเทพธิดาได้ฟังคาของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตยินดี เนรมิตเรือขึ้นลาหนึ่งซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ เรือลานั้นยาว ๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๒๐ วา มีเสากระโดง ๓ เสาแล้วไปด้วยแก้วอินทนิล มีสายระโยงระยางแล้วไปด้วยทอง มีรอกกว้านแล้วไปด้วยเงิน มีหางเสือแล้วไปด้วยทอง เทวดาเอารัตนะ ๗ ประการมาบรรทุกเต็มเรือ
  • 7.
    7 แล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือที่ประดับแล้ว แต่มิได้เหลียวแลบุรุษอุปัฏฐากของพระโพธิสัตว์เลย พราหมณ์ได้ให้ส่วนบุญที่ตนได้กระทาไว้แก่อุปัฏฐาก อุปัฏฐากก็รับอนุโมทนา ทันใดนั้น เทวดาก็อุ้มอุปัฏฐากนั้นขึ้นเรือด้วย.ลาดับนั้น เทวดาก็นาเรือไปสู่โมลินีนคร ขนทรัพย์ขึ้นเรือนพราหมณ์ แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน. พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้เป็นที่สุดว่า :- นางเทพธิดานั้นมีจิตชื่นชมโสมนัสปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร แล้วพาสังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อันเป็นที่สาราญรื่นรมย์. แม้พราหมณ์ก็ครอบครองคฤหาสน์ อันมีทรัพย์นับประมาณมิได้ ให้ทานรักษาศีลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว พร้อมด้วยบริษัทได้ไปเกิดในเทพนคร. พระศาสดา ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ อุบาสกดารงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น นางอุบลวัณณาเถรี ในบัดนี้ บุรุษอุปัฏฐากในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์ ในบัดนี้ ส่วนสังขพราหมณ์ ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสังขพราหมณชาดกที่ ๔ -----------------------------------------------------