Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

สมาธิกับหลักวิทยาศาสตร์

9,177 views

Published on

เมื่อวิทยาศาสตร์พิสูจน์องค์ความรู้ที่มีมายาวนานอย่างสมาธิ ผลที่ออกมาน่าทึ่งมาก...
อนุโมทนา คุณศักดิ์อนันต์ อนันตสุข ผู้จัดทำด้วยครับ

Published in: Spiritual

สมาธิกับหลักวิทยาศาสตร์

  1. 1. คนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก หนังสือ time magazine บอกว่าที่อเมริกา ได้มีงานวิจัย พบว่า คนที่มีความสุขมาก ที่สุดในโลก ก็คือ พระในทางพุทธศาสนา โดยทดสอบด้วยการสแกนสมองของพระที่ทา สมาธิ และได้ผลลัพธ์ ออกมาว่าเป็นจริง... เหตุที่ทาให้เกิดความสุข คือ อยู่กับปัจจุบันขณะ ปล่อยวางได้ในสิ่ง ที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และใช้หลัก เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัย ตัวเอง และผู้อื่น มีจิตใจเมตตากรุณา และเสียสละเพื่อผูอื่น ้ อริยะสัจ 4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย มรรค นิโรธ แท้จริงแล้วก็คือ ทางเดินไปหาคาว่า " ความสุข " เพราะถ้าเมื่อไรเรากาจัด " ความทุกข์ " ได้แล้ว ความสุขก็จะ เกิดขึ้นทันที อุปสรรคของความสุข ก็คือ แรงปรารถนา และตัณหา พระอาจารย์ บอกว่า คนเราจะมีความสุขมันไม่มีขึ้นอยู่กับว่า " มีเท่าไร " แต่ นิตยสาร TIME ขึ้นอยู่ที่ว่าเรา " พอเมื่อไร " ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจานวนสิ่งของที่ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 2003 เรามีหรือเราได้...
  2. 2. คนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก (ต่อ) - การมองทุกอย่างในแง่บวก ถ้าอยากจะมีความสุข ต้องเริ่มมองแต่สงดี-ดี มองให้เป็นบวก ิ่ - ข้อสุดท้าย คือ การให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือเงิน เรียกว่า บริจาค และการให้ความเมตตา กรุณา ต่อกันให้อภัยต่อเองและคนอื่น ความเอ๋ย ความสุข ใครๆ ทุกคน ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา “แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา” แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่าจะสุข ถ้ามันเผา เราก็ “สุก” หรือเกรียมได้ เขาว่าสุข สุขเน้อ อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอยฯ ท่านพุทธทาสภิกขุ ขอบคุณหนังสือธรรมะ ดี-ดี ที่ชื่อว่า "พอ"
  3. 3. เกร็ดความรู้ คลื่นสมองเกร็ดความรู้ สมองของเราประกอบด้วยเส้นใยสมองที่เรียกว่า “นิวโรน” มากมาย เซลล์ต่างๆและนิวโรนมีการผลิตกระแสไฟฟ้าน้อยๆที่วิ่งไปมาระหว่างระหว่างประจุบวกและลบบนนิวโรนเหล่านี้ ซึ่งรวมกันแล้วทาให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือคลื่นสมอง มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับขบวนความคิดและความรู้สึกตัวของเรา ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดรู้จริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณและคุณภาพของข้อมูลต่อปริมาณกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ แต่สาหรับบุคคลที่มีสมาธิดีนั้นจักสามารถจัดกระบวนการคิดได้เป็นเรื่องเป็นราว จนผลรวมของกระแสไฟฟ้าดังกล่าวจะมีความชัดเจนส่งผลให้ สนามแม่เหล็ก(คลื่นสมอง) ที่เกิดขึ้นมีความเข้มขึ้นตามกันไป ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากคลื่นสมองจึงต้องมีการฝึกให้ผู้ใช้งานรู้จักขบวนการสร้างกิจกรรมจากความนึกคิดของตน มีผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าคลื่นสมองเหล่านี้นี้แหละที่ทาให้มนุษย์เราเกิดความรู้สึกตัว (Consciousness) นั่นเอง
  4. 4. การทาสมาธิมีผลกับคลื่นสมองอย่างไร (งานวิจัย#1) งานของ Richard Davidson แห่งมหาวิทยาลัย วิสคอนซินเมดิสัน สหรัฐอเมริกา - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับการทาสมาธิ - ค้นพบว่าสมองของเรานั้นประกอบด้วยเซลล์จานวนมาก แต่ละเซลล์นั้นได้สร้าง กระแสไฟฟ้าเล็กๆขึ้น ซึงรวมกันแล้วทาให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือคลื่นสมอง ซึ่ง ่ เปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของจิตหรือของอารมณ์ การศึกษาได้เปรียบเทียบการทางานของสมองของพระภิกษุทเบต จานวน 8 รูป ิ อายุเฉลี่ย 49 ปี ประสบการณ์ในการนังสมาธิ 15-40 ปี นับเป็นชั่วโมง ่ มากกว่า 10,000 ชั่วโมง กับ กลุ่มนักศึกษาอายุเฉลี่ย 21 ปี จานวน 10 คน ซึงส่วนใหญ่ไม่เคยมี ่ ประสบการณ์ในการทาสมาธิ แต่ได้รับการอบรมเรื่องการทาสมาธิเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการทดลอง ผู้วิจัยใช้เครื่อง EEG - Electroencephalogram machines วัดระดับ คลื่นแกมมา ซึ่งคลืนดังกล่าวแสดงผลรวมไปถึงการทางานของสมองส่วนที่ ่ ควบคุมด้านความรู้สก และ จิตใจ ความทรงจาเกี่ยวกับเรื่องการงาน และ การ ึ เรียนรู้การเข้าใจ จากนิตยสาร TIMEฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 2003
  5. 5. การทาสมาธิมีผลกับคลื่นสมองอย่างไร (งานวิจัย#1) ผลการวิจัยพบว่า 1. ในช่วงก่อนการทาสมาธิ กลุ่มพระภิกษุมีคลื่น สมองแกมมาในระดับสูงกว่า กลุ่มนักศึกษา แสดงให้เห็นว่า สมองได้มีการพัฒนานักศึกษา พระทิเบต อย่างถาวร หากได้ฝึกทาสมาธิ ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน 2. คลื่นสมองแกมมานีจะยิงสูงขึ้น และยิงเห็น ้ ่ ่ ความแตกต่างกันมากขึ้น ระหว่างการนัง ่ สมาธิ เป็นคลื่นระดับที่สูงที่สุดตังแต่เคยมีการ ้ สารวจคลืนสมองมา ไม่เพียงเท่านัน กลุ่ม ่ ้ ดังกล่าวต่อมาก็ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆเช่น พัฒนาด้านความรู้สึกที่เป็นสุขจากการทดลอง พบว่า สิ่งที่เป็นตัวแปรสาคัญคือ ระยะเวลาประสบการณ์ในการฝึกสมาธิ และปัจจัยสาคัญหนึงที่ ่ต้องทาการศึกษากันต่อไปก็คือ กระบวนการทางานของสมองที่ได้เปลี่ยนแปลงไปนันเป็นเพราะการฝึกสมาธิมาเป็น ้เวลานาน หรือ เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนก่อนที่จะได้รับการฝึก
  6. 6. การทาสมาธิมีผลกับคลื่นสมองอย่างไร (งานวิจัย#1) ภาพแสดงผลการทดลองของ Richard Davidson (กราฟบน) ระหว่างการนั่งสมาธิ พระทิเบต เหล่านี้สามารถเพิ่มคลื่นแกมมาเป็นสองเท่านักศึกษา พระทิเบต (ดอกจันสีดา) หรือสามเท่า (ดอกจันสีส้ม) จากช่วงก่อนทาสมาธิรูปด้านล่าง แสดงถึงพื้นที่สมองที่เกิดคลื่นแกมมานักศึกษาที่เพิ่งเรียนรู้ถึงวิธีนงสมาธิถือเป็นกลุ่มควบคุม (รูปล่างซ้าย) แสดงให้เห็นว่ามีคลื่น ั่แกมมาเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับพระทิเบต (รูปล่างขวา)(ที่มา : http://www.bloggang.com/data/duen/picture/1174382749.jpg)
  7. 7. บทความเรื่อง “The Science of Meditation” “คนอเมริกันมากกว่าสิบล้านคน นังสมาธิอย่างสม่าเสมอ ซึ่ง ่ เพิ่มเป็นสองเท่าของเมื่อสิบปีก่อน สถานทีหลายแห่งในนิวยอร์ก ่ เปลี่ยนเป็นทีนั่งสมาธิ จนมีการเรียกสถานที่เหล่านันว่า เป็น “แถบของ ่ ้ ชาวพุทธ (Buddhist Belt)” นักเรียนนังสมาธิก่อนเข้าห้องเรียนทุก ่ เช้า นักกฎหมาย นักธุรกิจ คนทางานสาขาอาชีพต่าง ๆ นังสมาธิ ตามที่ ่ หน่วยงานของตนจัดไว้อย่างสม่าเสมอ ดารา นักการเมือง นักเขียน ต่างก็ นังสมาธิ คนเหล่านีนงสมาธิ เพราะเชื่อว่าช่วยทาให้รางกายและจิตใจ ่ ้ ั่ ่ ผ่อนคลาย สุขภาพจิตดีขึ้น แพทย์ก็แนะนาให้คนไข้นงสมาธิ ผลการทดลองการสแกนคลืน ั่ ่ สมอง พบว่า สมองส่วนควบคุมด้านอารมณ์และความจาดีขน ทาให้อัตรา ึ้ การเต้นของหัวใจ ลมหายใจ และการเผาผลาญในร่างกายเป็นปกติ รวมถึงช่วยทาให้รางกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้มากขึน สามารถรักษาโรค ่ ้ ร้ายแรงเรื้อรังได้ เช่น โรคหัวใจ เอดส์ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคใจสัน ่ นิตยสาร TIME และสมาธิจะช่วยรักษาจิตใจที่ปนป่วน กดดัน สมาธิสน วุ่นวายไม่อยู่นง ั่ ั้ ิ่ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 2003 ของคนไข้ได้ และนักเขียนที่เคยกินยาแก้เครียดมาเกือบจะตลอดชีวิต เมื่อนั่งสมาธิก็ไม่จาเป็นต้องพึงยาอีกต่อไป” ่
  8. 8. การทาสมาธิมีผลกับคลื่นสมองอย่างไร สาหรับการใช้เครื่อง Electroencephalograms (EEG) วัดระดับคลื่นสมองของมนุษย์นั้น สามารถแบ่งระดับของคลื่นสมองของมนุษย์ได้ 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 1. เบต้า (Beta) มีจังหวะรวดเร็วไม่สม่าเสมอ บอกถึงความสับสนวุ่นวายทางความคิด เป็น สภาวะของคนปกติทั่วไป 2. แอลฟา (Alpha) โค้งเป็นคลื่น มีขนาดใหญ่ กว่า มีจังหวะช้ากว่า และมีพลังงานมากกว่า คลื่นเบต้า บอกถึงความสงบนิ่ง และมีสมาธิ ผู้ที่ มีจิตใจสงบเยือกเย็นหรือผู้ที่เริ่มทาการฝึก สมาธิจะมีคลื่นสมองลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น มี ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสภาวะที่จิตมี ประสิทธิภาพสูง 3. เธต้า (Theta) เมื่อคลื่นแอลฟามีจังหวะช้าลงและมีพลังงานสูงขึ้น สมองจะส่งเป็นคลื่นเธต้าออกมาแต่จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น สมองมักจะปรากฏคลื่นนี้เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น และอาจเกิดได้บ่อยขึ้นเมื่อมีการฝึกจิตสูงขึ้น 4. เดลต้า (Delta) เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับลึก มีความถี่ต่าสุดแต่มีพลังงานสูง มีลักษณะนิ่งเป็นเส้นตรง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนความจาของสมองมาก หากฝึกสมาธิขั้นสูง มีจตใจสงบ ความคิดไม่วนวายก็จะมีโอกาสเกิดคลื่นชนิดนี้ได้ ิ ุ่มากกว่าคนอื่น
  9. 9. การทาสมาธิมีผลกับคลื่นสมองอย่างไร ในบางตาราจะจัดให้มี คลื่นแบบที่ 5 เรียกว่า คลื่นคอสมิก โดยในหนังสือ “รู้ตัว รู้ใจ ก็ไปนิพพาน” โดย พระธรรมวิสุทธิกวี หรือ พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) เรื่องสมาธิในการรักษาโรค ได้เปรียบเทียบคลื่นของสมองกับระดับของการฝึกสมาธิไว้ ดังนี้1. คลื่นเบต้า คือ คลื่นสมองของคนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ ซึ่งก็คือปุถุชนธรรมดา2. คลื่นอัลฟา คือ คลื่นสมองของคนที่เริ่มฝึกสมาธิแบบ “ขณิกสมาธิ” (คือสมาธิที่เป็นไปชั่วคราว)3. คลื่นเธต้า คือ คลื่นสมองของคนที่จิตสงบมากจนเกือบถึงขั้นจะเป็น “อุปจารสมาธิ”4. คลื่นเดลต้า คือ คลื่นสมองของคนทีมีจิตสงบมากขึน ่ ้5. คลื่นคอสมิก คือ คลื่นสมองของคนทีมีจิตใจสงบมากเทียบได้กับระดับ “อัปปนาสมาธิ” ่
  10. 10. ประโยชน์ของการทาให้คลื่นสมอง Brain Wave มีความถี่ต่าคลื่นสมองที่อยู่ในระดับ Alpha Brainwave ( ความถี่ระหว่าง 8 – 13 Hz )ทาให้เป็นคนจิตใจสงบ เยือกเย็น สุขุม มีอารมณ์ดี เบิกบาน ความคิดสร้างสรรค์สูง สมาธิสูง มีความจาดี และมีพลังความคิดด้านบวกสูง มองโลกในแง่ดี มักพบในนักบวช พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรมผู้ที่กาลังมีความสุข ผู้ที่กาลังสวดมนต์
  11. 11. วิธีการทาให้คลื่นสมอง Brain Wave มีความถี่ต่า1. การฟังดนตรีปรับคลืนสมองต่า โดยการฟังเพลงหรือดนตรีทมีท่วงทานองซึงส่งผลต่อคลื่นสมองให้ ่ ี่ ่ ต่าลง (หรือที่เรียกว่า Celestial Kiirtan)2. โยคะ วิธีการปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจ มีพื้นฐานอยู่บนหลักของโยคะศาสตร์ (โยคะ แปลว่า UNION หรือความเป็นอันหนึงอันเดียวกัน) ่3. สมาธิ กระบวนการปฏิบัติทางจิตใจ ระหว่างการทาสมาธิควรหลับตา หายใจลึก ๆ ช้า ๆ และผ่อน คลายทุกส่วนในร่างกาย4. การอยู่ทามกลางหรือใกล้ชิดธรรมชาติ อาทิ ต้นไม้ พืชพันธุ์ ทะเล น้าตก ภูเขา ่
  12. 12. คุณประโยชน์ของการปฏิบัตินั่งสมาธิ1. ทางร่างกาย1.1 อัตราการหายใจลดลง คาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง เป็นผลดีตอปอด ่1.2 อัตราเต้นของหัวใจน้อยลงเป็นผลดีตอหัวใจ ่1.3 ปริมาณ กรดแลคเตท ในเลือด ซึ่งเกี่ยวกับความคิด ความวิตกกังวล จะลดลงเป็นลาดับทาให้คิดรอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะทาอะไรลงไป1.4 เลือดจะมีความเป็นกรดสูงขึ้นเล็กน้อย แสดงถึงสุขภาพที่ดี1.5 คลื่นสมองของผูนั่งสมาธิ จะมีความราบเรียบ และทิ้งช่วงห่างมากกว่าผู้ที่นอนหลับปกติ ้1.6 ความต้านทานของผิวหนังสูงขึ้นทันทีที่เริ่มมีสมาธิ1.7 อายุยืน2. ทางจิตใจ2.1 ทาให้ลดทิฐิ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตนเอง2.2 ทาให้จิตใจได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ผ่องใส เกิดความสงบเยือกเย็น2.3 ทาให้เกิดประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียนและในการทางานต่าง ๆ2.4 ทาให้เป็นผู้มีความเมตตากรุณา และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น2.5 เป็นผู้ที่มีสติ ไม่หลงลืม มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า กาลังทาอะไรอยู่2.6 เป็นผู้มีศีล คือทาดี ไม่ทาชั่ว2.7 ทาให้เป็นผู้ที่มีจิตใจมั่นคง2.8 ทาให้เป็นผู้มีปัญญา คือ รอบรู้ในสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นประโยชน์และโทษภัยต่าง ๆ2.9 เป็นกุศล นาไปสูสุคติ ไม่ตกไปสู่อบาย ่
  13. 13. การทาสมาธิมีผลกับสมองอย่างไร (งานวิจัย#2)Luders และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย UCLAได้รายงานไว้ในวารสาร NeuroImage เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009เกี่ยวกับการใช้เครื่องถ่ายภาพแม่เหล็กกาทอน (magnetic resonance imaging : MRI)สแกนสมองของผู้ร่วมการทดลอง 44 คนโดย 22 คน ไม่เคยฝึกการทาสมาธิและอีก 22 คน ผ่านการฝึกสมาธิแบบต่างๆ มาแล้ว เช่น เซ็น, สมถะ และ วิปัสสนา ประสบการณ์ในการทาสมาธิอยู่ระหว่าง 5-46 ปี เฉลียที่ 24 ปี ซึ่งส่วนใหญ่ทาสมาธิทุกวัน วันละ 10-90 นาที ่พบว่า การทาสมาธิจะส่งผลให้สมองส่วน hippocampus, สมองภายในส่วน orbito-frontal cortex ,ส่วน thalamus และ inferior temporal gyrus ของกลุ่มผู้นงสมาธิมีขนาดใหญ่กว่าสมองของผู้ที่ไม่ ั่มีประสบการณ์การทาสมาธิเลย โดยสมองในส่วนดังกล่าวข้างต้น จะทาหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และส่งผลให้ผู้ฝึกทาสมาธิเป็นคนอารมณ์ดี มีสติและมีความมั่นคงทางอารมณ์
  14. 14. การทาสมาธิมีผลกับคลื่นสมองอย่างไร (งานวิจัย#3)งานวิจัยของ Luders และคณะสอดคล้องกับงานวิจัยของ Sara Lazar และคณะจากโรงเรียนแพทย์ Harvardที่ใช้การถ่ายภาพแม่เหล็กกาทอน (magnetic resonance imaging, MRI)ทดสอบกับสมองของคนจานวน 15 คนที่ไม่เคยฝึกนังสมาธิมาก่อน ่กับคนที่ฝกนังสมาธิแบบพุทธศาสนาจานวน 20 คน ึ ่พวกเขาพบว่าพื้นที่สมองที่เกี่ยวข้องกับความสนใจและประมวลผลทางการรับสัมผัสในคนที่ฝกนังสมาธิจะหนา ึ ่กว่าคนไม่ฝึกนังสมาธิ ความหนาขึ้นที่เห็นได้ชัดเจนจะพบได้ในคนนั่งสมาธิที่อายุมากในส่วนเปลือกสมองชั้นนอก ่(outer cortex) ที่เชือกันว่าเกียวข้องกับการประมวลผลด้านอารมณ์และการรับรู้ให้สมบูรณ์ขึ้น ่ ่สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการฝึกนั่งสมาธิอย่างสม่าเสมออาจจะช่วยลดการบางลงของพืนที่สมองทีมีความสาคัญในการรับรู้ ้ ่และการประมวลผลด้านอารมณ์เมื่ออายุมากขึ้นได้ดังนั้น การทาสมาธิเป็นประจา สามารถช่วยพัฒนาสมองในส่วนทีมีความสาคัญต่อความคิด ความเข้าใจ การจัดการ ่อารมณ์ความรู้สึกและความสงบสุขของชีวิตได้ การทาสมาธิ นอกจากจะทาให้เกิดผลดีทางจิตใจแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย
  15. 15. ผลจากการศึกษาของนักวิจัยยืนยันว่า กลุ่มตัวอย่างที่ฝึกสมาธิเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาที มี คลื่นสมองแบบแอลฟา เกิดขึ้น ซึ่งเป็นคลื่นสมองของความผ่อนคลายในระดับที่สูงขึ้น ช่วยลดความ วิตกกังวล คลายความหม่นหมองในจิตใจลงได้ ดังนั้น การทาสมาธิเพื่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายและจิตใจ จึงไม่ใช่เรื่องยากและใช้เวลา มากมายอย่างที่คิด ขอให้เริ่มต้นหลับตา พิจารณาลมหายใจเข้าออก ภาวนาหรือสวดมนต์ตามที่ เหมาะกับตนเอง ปฏิบัติทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10 นาที สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นสิ่งที่ บุคคลผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นและรู้ได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถูกต้องเพียงใด ขอเป็น กาลังใจให้ทุกคนลงมือทาสมาธิ ตั้งแต่วันนี้และตลอดไปหมายเหตุ :: บทความนี้ เรียบเรียงโดย นายศักดิ์อนันต์ อนันตสุขเอกสารอ้างอิง1. Meditation increases brain gray matter. [ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2554] : เข้าถึงได้จาก http://www.physorg.com/news161355537.html2. Meditation found to increase brain size. [ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2554] : เข้าถึงได้จาก http://www.physorg.com/news10312.html3.The science of meditation. [ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2554] : เข้าถึงได้จาก http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1005349,00.html#ixzz1XdL0L7fy4. Neuroscience Quarterly : FY 2006 Annual Progress Report. [ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2554] : เข้าถึงได้จากhttp://www.sfn.org/skins/main/pdf/nq/fall_06.pdf5. Brain waves-science of meditation. [ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 14 กันยายน 2554] : เข้าถึงได้จาก http://www.chicministry.com/print_t2article.html6. Enhance Your Life And Mind In As Little As 10 Minutes A Day. [ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 14 กันยายน 2554] : เข้าถึงได้จากhttp://www.finerminds.com/meditation/meditate-enhance-life-and-mind/7. เคล็ดลับของการเพิ่มพลังปัญญาด้วยตนเอง.[ออนไลน์].[อ้างถึงวันที่ 23 กันยายน 2554] : เข้าถึงได้จาก http://www.vcharkarn.com/vcafe/109978

×