Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×

ธรรมภาคปฏิบัติ บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔

Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Loading in …3
×

Check these out next

1 of 37 Ad

ธรรมภาคปฏิบัติ บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔

ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่ www.philosophychicchic.com

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔
“ภิกษุทั้งหลายทางนี้ทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อระงับความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายะ เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔”
คำว่า สติปัฏฐาน มาจาก สติ คือ การระลึกรู้ ปัฏฐาน คือ เข้าไปตั้งไว้ ดังนั้น สติปัฏฐาน หมายถึง การระลึกรู้ที่เข้าไปตั้งไว้ในกองรูป เวทนา จิต และสภาวธรรม

ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่ www.philosophychicchic.com

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔
“ภิกษุทั้งหลายทางนี้ทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อระงับความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายะ เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔”
คำว่า สติปัฏฐาน มาจาก สติ คือ การระลึกรู้ ปัฏฐาน คือ เข้าไปตั้งไว้ ดังนั้น สติปัฏฐาน หมายถึง การระลึกรู้ที่เข้าไปตั้งไว้ในกองรูป เวทนา จิต และสภาวธรรม

Advertisement
Advertisement

More Related Content

Slideshows for you (20)

Viewers also liked (20)

Advertisement

Similar to ธรรมภาคปฏิบัติ บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ (20)

More from Padvee Academy (20)

Advertisement

Recently uploaded (20)

ธรรมภาคปฏิบัติ บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔

  1. 1. บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔
  2. 2. ความหมายของสติปัฏฐาน  คาว่า สติปัฏฐาน มาจาก สติ คือ การระลึกรู้ ปัฏฐาน คือ เข้าไปตั้งไว้ ดังนั้น สติปัฏฐาน หมายถึง การระลึกรู้ที่เข้าไปตั้งไว้ ในกองรูป เวทนา จิต และสภาวธรรม
  3. 3. ธรรมที่ประกอบร่วมกับสติ  ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจะต้องประกอบด้วยองค์คุณ ๔ ประการคือ อาตาปี สติมา สมฺปชาโน อภิชฺฌา โทมนสฺสํ
  4. 4. อาตาปี  คาว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียรเผากิเลส คือ มีความเพียร ชอบ ที่เรียกว่า สัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรเพื่อละอกุศลเก่า เพียร เพื่อไม่ทาอกุศลใหม่ เพียรเพื่อทากุศลใหม่ และเพียรเพื่อเพิ่มพูน กุศลเก่า
  5. 5. สติมา  คาว่า สติมา แปลว่า มีสติ คือ นึกได้ก่อนทา ก่อนพูด ก่อนคิด ได้แก่ รู้ก่อนที่เท้าจะก้าวไป ก่อนที่ท้องจะพองขึ้น ก่อนที่ท้องจะ ยุบลง เป็นต้น อย่าลืมตั้งสติ ให้ดีนะครับ ^^
  6. 6. สมฺปชาโน  สัมปชาโน แปลว่า มีสัมปชัญญะ คือ รู้ตัวอยู่เสมอ ได้แก่ รู้ตั้งแต่เริ่มยกเท้าเคลื่อนที่ไป เท้าลงถึงพื้น รู้ตั้งแต่เริ่มพอง กลางพอง สุดพอง เริ่มยุบ กลางยุบ สุดยุบ เป็นต้น
  7. 7. อภิชฺฌา โทมนสฺสํ  อภิชฺฌา โทมนสฺส ต้องละเสียได้ซึ่งโลภ โกรธ หลง
  8. 8. สติปัฏฐาน ๔ ธรรมที่เป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งสติ คือ กายนุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้กาย เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้เวทนา จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้จิต ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้สภาวธรรม
  9. 9. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติตามรู้กายจาแนก ออกเป็น ๖ หมวด คือ  ๑) หมวดอานาปานะ การตามรู้ลมหายใจเข้าออก  ๒) หมวดอิริยาบถ การตามรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔  ๓) หมวดสัมปชัญญะ การตามรู้อิริยาบถย่อย  ๔) หมวดปฏิกูลมนสิการ การตามรู้อาการ ๓๒  ๕) หมวดธาตุมนสิการ การตามรู้ธาตุ ทั้ง ๔  ๖) หมวดนวสีวถิกา การตามรู้ซากศพ
  10. 10. หมวดอานาปานะ การตามรู้ลมหายใจเข้าออก  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ ไปอยู่ป่าก็ดี โคนต้นไม้ก็ดี ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้ เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาก ก็กาหนดรู้ว่า “ข้าพเจ้าหายใจเข้ายาว” เมื่อหายใจออกยาวก็ กาหนดรู้ว่า “ข้าพเจ้าหายใจออกยาว......”
  11. 11. หมวดอิริยาบถ การตามรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔  “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีปฏิบัติอีกนัยหนึ่ง คือ ภิกษุกาหนดรู้ว่า เดินอยู่ในขณะเดิน กาหนดรู้ว่ายืนอยู่ในขณะยืน กาหนดรู้ว่านั่ง อยู่ในขณะนั่ง หรือกาหนดรู้ว่านอนอยู่ในขณะนอน อีกนัยหนึ่ง กายของภิกษุนั้น ดารงอยู่โดย อาการใดๆ ก็กาหนดรู้กายนั้นๆ โดยอาการนั้น ๆ”
  12. 12. การยืนกาหนด  ก. หลักการปฏิบัติ  ฐิโต วา ฐิโตมหีติ ปะชานาติ. ยืนอยู่ ก็กาหนดรู้ว่า ข้าพเจ้ายืนอยู่  ข. วิธีการปฏิบัติ  ๑. ยืนตัวตั้งตรง คอตรง มือไขว้กันไว้ข้างหลัง  ๒. ลืมตาเพียงครึ่งเดียว ทอดสายตาไปไกล ประมาณ ๒-๓ เมตร  ๓. สติระลึกรู้อาการยืน คือร่างกายที่ตั้งตรงกาหนดว่า "ยืนหนอ" ๓ ครั้ง  ๔. ขณะที่บริกรรมในใจว่า "ยืนหนอ" ต้องรู้สึกตัวว่า ตนเองยืนอยู่จริงๆ  ๕.จิตแนบแน่นกับความรู้สึกถึงอาการตั้งตรงของร่างกาย ควบคู่กับคาบริกรรม
  13. 13. การเดินจงกรม  ก. หลักการปฏิบัติ  คัจฉันโต วา คัจฉามีติ ปะชานาติ. เดินอยู่ก็กาหนดรู้ว่า ข้าพเจ้าเดินอยู่  ข. วิธีปฏิบัติ  ๑. สายตาเตรียมไว้มองไกลประมาณ ๒ - ๓ เมตร  ๒. จิตจดจ่ออยู่ที่อาการเคลื่อนไหวของเท้าสติกาหนดรู้  ๓. คาบริกรรมในใจกับอาการเคลื่อนไหวต้องไปพร้อมกัน  ๔. ขณะที่เดินอยู่ ถ้ามีสภาวธรรมอย่างอื่นที่ชัดเจนมากกว่าแทรกเข้ามา ควร หยุดกาหนดอาการเดินชั่วคราว จากนั้นตั้งใจกาหนดอารมณ์ที่แทรกเข้ามานั้น จนกระทั่งดับไป เสื่อมไป หรือไม่ชัดเจนแล้วจึงค่อยกลับมากาหนดอาการเดิน ต่อไป  ๕. เดินช้า ๆ แต่อย่าบังคับมาก จิตใจจดจ่อ มีสติกาหนดรู้อย่างต่อเนื่อง
  14. 14. การเดินจงกรม ๖ ระยะ • ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอระยะที่ ๑ • ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอระยะที่ ๓ • ยกหนอ เหยียบหนอระยะที่ ๒ • ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอระยะที่ ๔ • ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอระยะที่ ๕ • ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอระยะที่ ๖
  15. 15. การนั่งกาหนด  ก. หลักการปฏิบัติ  นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตวา อุชุง กายัง ปะณิธายะ, ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตวา.  นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ตั้งสติเข้าสู่อารมณ์ (กรรมฐาน) เฉพาะหน้า  ข. วิธีปฏิบัติ  ๑. นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง คอตรง  ๒. ต้องมีสติระลึกรู้อาการ เคลื่อนไหวของท้องพอง-ยุบ  ๓. จิตใจจดจ่อและแนบชิดที่อาการขึ้นๆ ลงๆ ของท้องพอง-ยุบ  ๔. วางจิตกาหนดที่ตรงสะดือขณะที่กาหนดควรหลับตา  ๕. ใช้จิตเพียรดูอาการเคลื่อนไหวบริเวณท้อง  ๖. ขณะที่ท้องพองขึ้นกาหนด บริกรรมในใจ ว่า “พองหนอ”  ๗. ขณะที่ท้องแฟบลงกาหนด บริกรรมในใจ ว่า “ยุบหนอ”  ๘. จิตที่รู้อาการพอง-ยุบ กับคาบริกรรม และสติที่ระลึกรู้ควรให้พร้อมกัน
  16. 16. การนอนกาหนด  ก. หลักการปฏิบัติ  สะยาโน วา สะยาโนมหีติ ปะชานาติ.  นอนอยู่ก็กาหนดรู้ว่า ข้าพเจ้านอนอยู่  ข. วิธีการปฏิบัติ  ๑.มีสติสัมปชัญญะกาหนดรู้ในอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย  ๒. ขณะเอนกายลง เพื่อจะนอนพึงกาหนดว่า “เอนหนอ ๆ ๆ”  ๓. ขณะที่ข้อศอก ตะโพก แผ่นหลัง ศีรษะหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย สัมผัสพื้น พึงกาหนดทันทีว่า “ถูกหนอๆ ๆ”  ๔. ขณะที่นอนแบบตะแคงขวาหรือหงายขนานราบกับพื้นพึงกาหนดไว้ในใจว่า “นอนหนอๆ”  ๕. เมื่อนอนลงไปเรียบร้อยแล้ว เอาจิตไปจดจ่อที่ท้องกาหนดว่า “พองหนอ-ยุบหนอ”
  17. 17. หมวดสัมปชัญญะ การตามรู้อิริยาบถย่อย  “ภิกษุเป็นผู้ทาความรู้ตัวอยู่เสมอในการก้าวไปข้างหน้า ในการ ก้าวกลับหลัง เป็นผู้ทาความรู้ตัวอยู่เสมอในการแลดูในการเหลียวดู เป็นผู้ทาความรู้ตัวเสมอ ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก เป็นผู้ทา ความรู้ตัวอยู่เสมอในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการกินใน การดื่ม ในการเคี้ยว ในการลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ในการ เดิน ในการยืน ในการนั่ง ในการนอน ในการหลับ ในการตื่นนอน ใน การพูด ในการฟัง”
  18. 18. สัมปชัญญะ ๔ประการ  ๑. สาตถกสัมปชัญญะ รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์  ๒. สัมปายสัมปชัญญะ รู้สิ่งที่เหมาะสม  ๓. โคจรสัมปชัญญะ ตามรู้อารมณ์ของสติปัฏฐาน  ๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้แจ้งโดยไม่สงสัย
  19. 19. ปฏิกูลในสิการ การตามรู้อาการ ๓๒  ให้พิจารณาร่างกายให้เป็นของน่าเกลียด โดยพิจารณาร่างกาย ตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ ซึ่งมีหนังหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่ สะอาดนานาชนิด คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้าตา มันเหลว น้าลาย น้ามูก ไขข้อ มูตร(ปัสสาวะ)
  20. 20. ธาตุปัพพะมนสิการ การรู้ธาตุทั้ง ๔  หมวดว่าด้วยการพิจารณาโดย ความเป็นธาตุ หมายถึง ให้พิจารณาเห็นร่างกายว่ามีธาตุต่าง ๆ โดยมีวิธีสอนคือ ให้ พิจารณาแยกว่าร่างกายนี้มีทั้งปฐวี อาโป เตโช วาโย  ผลการปฏิบัติ จนกระทั่งเห็นชัดว่า มีแต่กายอยู่ในความเห็นนั้น ไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ ปราศจากความยึดมั่น
  21. 21. หมวดนวสีวถิกา การตามรู้ซากศพ (ป่าช้า ๙)  “ภิกษุพึงเห็นซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าที่ตายได้ ๑-๒-๓ วัน เป็นศพขึ้นอืดเขียวปื๋อท่อนกระดูกที่มีสีขาวเหมือนสังข์ พึงเอา กายนี้เปรียบเทียบกับกายของตนว่ามีอย่างนี้เป็นธรรมดา ไม่ ล่วงพ้นจากนี้ไปได้...”
  22. 22. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  เวทนา หมายถึง ความรู้สึกหรือความเสวยอารมณ์ที่ปรากฏ ในขณะปฏิบัติทั้งทางกายและจิตใจ เช่น ความรู้สึกสุขสบายหรือ ทุกข์ที่ปรากฏขึ้นในทางร่างกาย ความรู้สึกเป็นสุขใจ ดีใจ ปลาบ ปลื้มฯ หรือทุกข์ทางใจ อึดอัด ขัดเคือง ไม่พอใจ ไม่สบายใจ เป็น ต้น เวทนานี้เมื่อจาแนกออกไปแล้วมี ๓ ประเภท คือ  ๑) สุขเวทนา ๒) ทุกข์เวทนา ๓) อุเบกขาเวทนา
  23. 23. ในมหาสติปัฏฐานสูตรบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สุข วา เวทน เวทยมาโน สุข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ. ภิกษุกาหนดรู้เวทนาที่เป็นสุขอยู่ ในขณะที่ตนกาลังเสวยเวทนาที่เป็นสุข ทุกฺข วา เวทน เวทยมาโน ทุกฺข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ. ภิกษุกาหนดรู้เวทนาที่เป็นทุกข์อยู่ ในขณะที่ตนกาลังเสวยเวทนาที่เป็นทุกข์ อทุกฺขม สุข เวทน เวทยมาโน อทุกฺขมสุข เวทน เวทยามีติ ปชานาติ. ภิกษุกาหนดรู้เวทนาที่วางเฉยอยู่ ในขณะที่ตนกาลังเสวยเวทนาที่วางเฉย
  24. 24. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  จิตเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ทางทวารหก เห็นรูป ได้ ยินเสียง รู้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัสนึกคิดอารมณ์ต่างๆ จิตเป็น ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ แต่จิตก็เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน เช่น จิตที่ประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความฟุ้ งซ่าน เป็นต้น
  25. 25. วิธีตามรู้จิต  ขณะคิด กําหนดว่า คิดหนอๆ เน้นยํ้า ช้า หนักแน่น ทิ้งจังหวะเล็กน้อย เพื่อผ่อนคลาย  ขณะคิดถึง กําหนดว่า คิดถึงหนอๆ ขณะนึก กําหนดว่า นึกหนอๆๆ  ขณะฟุ้ งซ่าน กําหนดว่า ฟุ้ งซ่านหนอๆ ขณะหงุดหงิด กําหนดว่า หงุดหงิดหนอๆ  ขณะรําคาญ กําหนดว่า รําคาญหนอๆ ขณะซึม กําหนดว่า ซึมหนอๆ  ขณะว่าง กําหนดว่า ว่างหนอๆ ขณะสงบ กําหนดว่า สงบหนอๆ  ขณะนิ่ง กําหนดว่า นิ่งหนอๆ ฯลฯ
  26. 26. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ธัมมานุปัสสนา การดารงสติตามรู้สภาวธรรม ได้แก่ อาการที่เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางจิต มี ๔ ประการ คือ  ๑) หมวดนิวรณ์ การตามรู้นิวรณ์ ๕  ๒) หมวดขันธ์ การตามรู้ขันธ์ ๕  ๓) หมวดอายตนะ การตามรู้อายตนะ ๑๒  ๔) หมวดโพชฌงค์ การตามรู้โพชฌงค์ ๗  ๕) หมวดอริยสัจ การตามรู้อริยสัจ ๔
  27. 27. อานิสงส์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
  28. 28. ประโยชน์ของการนั่ง กาหนด ( สมาธิ )  ๑. จิตตั้งมั่น และเป็นสมาธิได้ง่าย  ๒. สภาวธรรมปรากฏค่อนข้างชัดเจน  ๓. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชัดเจน  ๔. เป็นอิริยาบถที่อื้อต่อการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้มากกว่าอิริยาบถอื่น ๆ  ๕. เป็นอิริยาบถที่รวมความพร้อม เพื่อการบรรลุธรรมในขั้นต่าง ๆ กระทั่งสูงสุด
  29. 29. ประโยชน์ของการยืนกาหนด  ๑. ทาให้การกาหนดเกิดความต่อเนื่องกัน  ๒. จิตเป็นสมาธิได้ค่อนข้างง่าย  ๓. ทุกขเวทนามีน้อย ใช้พื้นที่น้อยในการกาหนด  ๔. ทาลายบัญญัติของรูปยืน เป็นสภาพรู้อาการ  ๕. ทาให้เข้าใจสภาพของเหตุปัจจัย อันอิงอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
  30. 30. ประโยชน์ของการเดินจงกรม ๕ ประการ  ๑. อดทนต่อการเดินทางไกล  ๒. อดทนต่อการกระทาความเพียร  ๓. ช่วยย่อยอาหาร  ๔. ช่วยขับลมออกจากตน  ๕. ทาสมาธิให้ดียิ่งขึ้น
  31. 31. ประโยชน์ของการกาหนดอิริยาบถย่อย  ๑. ปิ ดช่องว่างการกาหนด ในอิริยาบถอื่น ๆ  ๒. ทาให้การกาหนดมีความต่อเนื่องไม่ขาดสาย  ๓. วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เกื้อกูลกันค่อนข้างมาก  ๔. ส่งเสริมให้อินทรีย์ ๕ เท่ากัน ( สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา )  ๕. มีความรอบคอบ ไม่หลงลืม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทางานในด้านอื่น ๆ ด้วย
  32. 32. ประโยชน์ของการนอนกาหนด  ๑. ช่วยให้หลับง่าย เพราะไม่กังวล  ๒. จิตเป็นสมาธิได้ง่าย  ๓. เป็นการพักผ่อน และเป็นการเชื่อมโยงอิริยาบถอื่น ๆ ให้สม่าเสมอ  ข้อที่ควรระวัง  - ถีนมิทธะ ความง่วงเหงา หาวนอน เซื่องซึม เกิดขึ้นได้ง่าย  - ไม่ควรนอนมากเกินไปสาหรับผู้มุ่งปฏิบัติจริง ๆ อย่างมากไม่ควรเกิน ๖ ชั่วโมง  - ความเกียจคร้านเกิดขึ้นได้ง่าย อย่าเห็นแก่นอนเกินไป  - นักปฏิบัติที่มุ่งความสุขสงบในชีวิตต้องการหลับพักผ่อน ไม่ต้องตั้งใจกาหนดมาก
  33. 33. สวัสดี...
  34. 34. ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่ www.philosophychicchic.com สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

×