1. ความหมายของการบริหารจิต
2. วิธีการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4

3. วิธีการบริหารจิตแบบอานาปานสติ
4. การเจริญปัญญา
5. การพัฒนาปัญญาด้ วยวิธีคดแบบโยนิโสมนสิ การ
ิ

6. ประโยชน์ ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา
7. เว็บไซต์ เกียวกับการบริหารจิตและเจริญปัญญา
่
การบริหารจิต คือ การฝึ กฝนอบรมจิตใจให้ดี
งาม นุ่มนวล อ่อนโยน มีความหนักแน่นมันคง
่
แข็งแกร่ งและมีความผ่อนคลายสงบสุ ข การ
บริ หารจิตในทางพุทธศาสนามี 2 อย่าง
1.สมถกรรมฐานหรือสมาธิภาวนา คือการฝึ ก
จิตให้เกิดความสงบ เรี ยกว่า สมาธิ
2.วิปัสสนากรรมฐาน คือการฝึ กอบรมจิตให้เกิด
ปัญญา เป็ นความรู ้แจ้งเห็นจริ งตามสภาพที่เป็ นจริ ง
การบริ ห ารจิ ต ตามหลัก พระพุ ท ธศาสนามี วิ ธี
ปฏิบติมากถึง 40 วิธี แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2
ั
ให้ฝึกปฏิบติการบริ หารจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4
ั
สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ต้ งของสติ หมายถึง การตั้ง
ั
สติกาหนดพิจารณาสิ่ งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็ น
จริ ง มี 4 อย่าง คือ
1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกาหนดรู ้อย่างเท่าทันใน
เรื่ องของกายและอิริยาบถของร่ างกาย ได้แก่ ยืน เดิน นัง นอน และอื่น ๆ
่
2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง
กาหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็น จริ งว่า
เป็ นแต่เพียงเวทนา คือ ทุกข์ หรื อเฉย ๆ
ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ

การตั้งสติ
3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ
กาหนดพิจารณาจิต ว่าจิตในขณะนั้น ๆ เป็ นอย่างไร
่
ก็รู้ตามที่มนเป็ นอยูในขณะนั้น ๆ
ั
4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ
กาหนดรู ้ทนสิ่ ง ปรากฏการณ์ หรื ออารมณ์ ที่เกิดกับ
ั
จิ ตว่าเป็ นกุศล อกุศล หรื อที่ เป็ นกลาง ๆ ว่าอาศัย
เหตุปัจจัยเกิ ดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป สิ่ งต่าง ๆ ก็
ดับไปด้วย ไม่มีสิ่งใดมีตวตนที่แท้จริ ง
ั
กล่าวเฉพาะการตั้งสติกาหนดพิจารณากายในอิริยาบถนัง โดยการ
่
กาหนดลมหายใจเข้า-ออก ที่เรี ยกว่า อานาปานสติ มีข้นตอนการปฏิบติดงนี้
ั
ั ั

ขั้นเตรียมการ
1.เลือกสถานที่ที่เหมาะสม เช่น สถานที่ปลอดโปร่ งไม่มีเสี ยงรบกวน
2.เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น ตอนเช้า ก่อนนอน เวลาที่ใช้ไม่ควรนานเกินไป
3.สมาทานศีล เป็ นการแสดงเจตนาเพื่อทาใจให้บริ สุทธิ์
4.นมัสการและสวดมนต์สรรเสริ ญคุณพระรัตนตรัย

5.ตัดความกังวลต่างๆ ออกไป
ขั้นตอนปฏิบัติ
1.นังท่าสมาธิ คือ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวา
่
วางทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดารงสติมน
ั่

2.หลับตาหรื อลืมตาก็ได้ อย่างไหนได้ผลดี
ก็ปฏิบติอย่างนั้น
ั
3.กาหนดรู ้ลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจ
กระทบตรงไหนก็รู้ชดเจนให้กาหนดตรงจุดนั้น
ั
ขั้นตอนปฏิบัติ (ต่ อ)
4. เมื่อหายใจเข้า ก็ให้จิตกาหนดว่า เข้า เมื่อหายใจออก ก็กาหนดว่า ออก
การกาหนดลมหายใจ อาจภาวนาในใจว่า พุท (เวลาหายใจเข้า) และ โธ
(เวลาหายใจออก) หรื อใช้วิธีนบเลข โดยหายใจเข้าและออกแล้วนับ หนึ่ง นับ
ั
ไปเรื่ อย ๆ จนถึง สิบ แล้วเริ่ มนับหนึ่งใหม่ หรื ออาจจะกาหนดลมหายใจจาก
อาการยุบ – พองของหน้าท้อง โดยเมื่อหายใจเข้า ก็กาหนดว่า พองหนอ เมื่อ
หายใจออกก็กาหนดว่า ยบหนอ
ุ
ขั้นตอนปฏิบัติ (ต่ อ)
5.ปฏิบติไปเรื่ อยๆ จนได้เวลาพอควรแก่
ั
ร่ างกาย จึงออกจากการปฏิบติ
ั
6.แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ท้ งหลาย
ั
นักเรี ยนควรเลือกวิธีปฏิบติการบริ หารจิตให้
ั
เหมาะสมกับตน ในระยะแรก ๆ จิตอาจจะฟุ้ งซ่าน
ต้องใช้ความเพียรพยายาม หมันฝึ ก ปฏิบติบ่อย ๆ
ั
่
จิตจึงจะค่อยสงบตามลาดับ
ความหมายของปัญญา
ปัญญา แปลว่า ความรอบรู ้ในสิ่ งที่ควรรู ้
โดยในทางพระพุทธศาสนาจะเน้นไปที่การ
รอบรู ้ถึงอุบายวิธีที่จะละเว้นความชัวหันมา
่
ประพฤติความดี จนมีความบริ สุทธิ์ท้ งกาย
ั
วาจา ใจ
เหตุเกิดปัญญา
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ตองมีการกระทาให้
้
เกิดขึ้น ซึ่งเหตุที่จะให้เกิดปัญญานั้นมี 3 ประการ
ด้วยกันคือ
1. สุ ตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง
2. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ
คิดค้น
3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ
ฝึ กฝน และลงมือปฏิบติดวยตนเอง
ั ้
โยนิโสมนสิ การ คือ การกระทาไว้ในใจโดย
อุบายอันแยบคาย ได้แก่ การใช้ความคิดอย่างถูก
วิ ธี การมองเห็ น สิ่ งต่ า ง ๆ แล้ ว น ามาพิ นิ จ
พิจารณาค้นคว้าสื บหาเหตุผลในสิ่ งนั้นให้ตลอด
สาย หรื อบางทีก็นาไปแยกแยะทาการวิเคราะห์
ด้วยความคิดย่างมีระเบียบ จนสามารถเข้าใจและ
เห็นแจ้งประจักษ์ในสิ่ งนั้น ๆ ตามความเป็ นจริ ง
ซึ่ งโยนิ โสมนสิ ก ารนั้น มี
10 วิธี ดัง นี้
1.คิดแบบแยกแยะส่ วนประกอบ หรื อการ
กระจายเนื้อหา เป็ นการคิดที่มุ่งให้มองและให้รู้จก
ั
สิ่ งทั้งหลายตามสภาวะของมันเอง ในทางธรรม ใช้
พิจารณาเพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสารหรื อความ
ไม่เป็ นตัวเป็ นตนที่แท้จริ งของสิ่ งหลาย
2.คิดแบบคุณโทษและทางออก เป็ นการมอง
สิ่ งทั้งหลายตามความเป็ นจริ งอีกแบบหนึ่ ง ซึ่ ง
่
เน้นการยอมรับความจริ งตามที่สิ่งนั้นเป็ นอยูทุก
แง่ทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสี ย
3.คิดแบบสื บสาวเหตุปัจจัย คือ การพิจารณา
ปั ญหา หาหนทางแก้ไ ข ด้ว ยการค้น หาสาเหตุ
และปัจจัยต่างๆ ที่สมพันธ์ส่งผลสื บทอดกันมา
ั
4.คิดแบบอรรถสั มพันธ์ (คิดหลักการกับความ
มุ่ ง หมาย) คื อ พิ จ ารณาให้เ ข้า ใจความสั ม พัน ธ์
ระหว่างหลักการกับความมุ่งหมาย ก่ อนที่จะทา
การตามหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ ง เพื่อให้ได้ผล
ตรงตามความมุ่งหมาย
5.คิดแบบแก้ปัญหา(วิธีคิดแบบอริ ยสัจ) เรี ยก
่
ตามโวหารทางธรรมได้วา วิธีคิดแห่งความดับ
ทุกข์
6. คิดแบบรู้เท่ าทันธรรมดา (คิดแบบสามัญ
ลักษณ์) คือมองอย่างรู ้เท่าทันความเป็ นไปของ
สิ่ งทั้งหลายว่า ย่อมเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุ
และปัจจัย ไม่มีสิ่งใดจีรังยังยืน
่
7. คิดแบบคุณค่ าแท้ -คุณค่าเทียม การคิด
พิจารณาเกี่ยวกับการใช้สอยบริ โภค ว่าสิ่ งใด
จาเป็ นหรื อไม่จาเป็ นในการดาเนินชีวิต
8. คิดแบบปลุกเร้ าคุณธรรม หรื อ คิดแบบ
สร้างสรรค์ มีความสาคัญที่ทาให้เกิดความคิดและ
การกระทาที่ดีงามเป็ นประโยชน์ในขณะนั้นๆ
9. คิดแบบเป็ นอยู่ในขณะปั จจุบัน หรื อคิด
แบบมีปัจจุบนธรรมเป็ นอารมณ์ คือ การคิ ดที่สติ
ั
่ ั
ระลึกรู ้อยูกบสิ่ งที่กาลังเกิดขึ้น กาลังเป็ นไปอยู่
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็ นการมองสิ่ ง
ต่าง ๆ โดยเเยกเเยะออกให้เห็ นเเต่ละเเง่เเต่ละ
ด้านให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่ จบเอาบางเเง่ ข้ ึนมา
ั
วินิจฉัยตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมด
1. ประโยชน์ ที่เป็ นจุดหมายหรืออุดมคติทางศาสนา ประโยชน์ที่เป็ นความมุ่งหมาย
แท้จริ งของสมาธิ ตามหลักพระพุทธศาสนา คือเป็ นส่ วนสาคัญอย่างหนึ่ งแห่ งการปฏิบติ
ั
เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสู งสุ ด อันได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ท้ งปวง
ั
2. ประโยชน์ ในด้ านการสร้ างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย ที่เป็ นผลสาเร็ จ
อย่างสู งในทางจิ ตหรื อ เรี ยกสั้น ๆ ว่า ประโยชน์ในด้านอภิ ญญา ได้แ ก่ การใช้ส มาธิ
ระดับฌานสมาบัติเป็ นฐาน ทาให้เกิดฤทธิ์ และอภิญญาขั้นโลกียอย่างอื่น คือ หูทิพย์ ตา
์
ทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้
3. ประโยชน์ ในด้ านสุ ขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ทาให้เป็ นผูมีจิตใจ
้
และมีบุคลิกลักษณะที่เข้มแข็ง หนักแน่น มันคง สงบ เยือกเย็น สุ ภาพนุ่มนวล สดชื่น
่
ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้ กระเปร่ า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุ ณา มองดูรู้จก
ั
ตนเองและผูอื่นตามความเป็ นจริ ง
้
4. ประโยชน์ ในชีวตประจาวัน เช่น ใช้ช่วยทาให้จิตใจผ่อนคลาย หายเครี ยด เกิด
ิ
ความสงบ เป็ นเครื่ องเสริ มประสิ ทธิ ภาพในการทางาน การเล่าเรี ยน และการทากิจทุก
่ ั
อย่าง เพราะจิตที่เป็ นสมาธิ แน่วแน่อยูกบสิ่ งที่กาลังกระทา ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่
เลื่อนลอย ย่อมช่วยให้เรี ยน ให้คิด ให้ทางานได้ผลดี และช่วยเสริ มสุ ขภาพกายและใช้
รักษาโรคได้

การบริหารจิตและเจริญปัญญา

  • 2.
    1. ความหมายของการบริหารจิต 2. วิธีการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน4 3. วิธีการบริหารจิตแบบอานาปานสติ 4. การเจริญปัญญา 5. การพัฒนาปัญญาด้ วยวิธีคดแบบโยนิโสมนสิ การ ิ 6. ประโยชน์ ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา 7. เว็บไซต์ เกียวกับการบริหารจิตและเจริญปัญญา ่
  • 3.
    การบริหารจิต คือ การฝึกฝนอบรมจิตใจให้ดี งาม นุ่มนวล อ่อนโยน มีความหนักแน่นมันคง ่ แข็งแกร่ งและมีความผ่อนคลายสงบสุ ข การ บริ หารจิตในทางพุทธศาสนามี 2 อย่าง 1.สมถกรรมฐานหรือสมาธิภาวนา คือการฝึ ก จิตให้เกิดความสงบ เรี ยกว่า สมาธิ 2.วิปัสสนากรรมฐาน คือการฝึ กอบรมจิตให้เกิด ปัญญา เป็ นความรู ้แจ้งเห็นจริ งตามสภาพที่เป็ นจริ ง
  • 4.
    การบริ ห ารจิต ตามหลัก พระพุ ท ธศาสนามี วิ ธี ปฏิบติมากถึง 40 วิธี แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ั ให้ฝึกปฏิบติการบริ หารจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4 ั สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ต้ งของสติ หมายถึง การตั้ง ั สติกาหนดพิจารณาสิ่ งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็ น จริ ง มี 4 อย่าง คือ
  • 5.
    1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกาหนดรู้อย่างเท่าทันใน เรื่ องของกายและอิริยาบถของร่ างกาย ได้แก่ ยืน เดิน นัง นอน และอื่น ๆ ่ 2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง กาหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็น จริ งว่า เป็ นแต่เพียงเวทนา คือ ทุกข์ หรื อเฉย ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ การตั้งสติ
  • 6.
    3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ กาหนดพิจารณาจิตว่าจิตในขณะนั้น ๆ เป็ นอย่างไร ่ ก็รู้ตามที่มนเป็ นอยูในขณะนั้น ๆ ั 4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ กาหนดรู ้ทนสิ่ ง ปรากฏการณ์ หรื ออารมณ์ ที่เกิดกับ ั จิ ตว่าเป็ นกุศล อกุศล หรื อที่ เป็ นกลาง ๆ ว่าอาศัย เหตุปัจจัยเกิ ดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป สิ่ งต่าง ๆ ก็ ดับไปด้วย ไม่มีสิ่งใดมีตวตนที่แท้จริ ง ั
  • 7.
    กล่าวเฉพาะการตั้งสติกาหนดพิจารณากายในอิริยาบถนัง โดยการ ่ กาหนดลมหายใจเข้า-ออก ที่เรียกว่า อานาปานสติ มีข้นตอนการปฏิบติดงนี้ ั ั ั ขั้นเตรียมการ 1.เลือกสถานที่ที่เหมาะสม เช่น สถานที่ปลอดโปร่ งไม่มีเสี ยงรบกวน 2.เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น ตอนเช้า ก่อนนอน เวลาที่ใช้ไม่ควรนานเกินไป 3.สมาทานศีล เป็ นการแสดงเจตนาเพื่อทาใจให้บริ สุทธิ์ 4.นมัสการและสวดมนต์สรรเสริ ญคุณพระรัตนตรัย 5.ตัดความกังวลต่างๆ ออกไป
  • 8.
    ขั้นตอนปฏิบัติ 1.นังท่าสมาธิ คือ เท้าขวาทับเท้าซ้ายมือขวา ่ วางทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดารงสติมน ั่ 2.หลับตาหรื อลืมตาก็ได้ อย่างไหนได้ผลดี ก็ปฏิบติอย่างนั้น ั 3.กาหนดรู ้ลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจ กระทบตรงไหนก็รู้ชดเจนให้กาหนดตรงจุดนั้น ั
  • 9.
    ขั้นตอนปฏิบัติ (ต่ อ) 4.เมื่อหายใจเข้า ก็ให้จิตกาหนดว่า เข้า เมื่อหายใจออก ก็กาหนดว่า ออก การกาหนดลมหายใจ อาจภาวนาในใจว่า พุท (เวลาหายใจเข้า) และ โธ (เวลาหายใจออก) หรื อใช้วิธีนบเลข โดยหายใจเข้าและออกแล้วนับ หนึ่ง นับ ั ไปเรื่ อย ๆ จนถึง สิบ แล้วเริ่ มนับหนึ่งใหม่ หรื ออาจจะกาหนดลมหายใจจาก อาการยุบ – พองของหน้าท้อง โดยเมื่อหายใจเข้า ก็กาหนดว่า พองหนอ เมื่อ หายใจออกก็กาหนดว่า ยบหนอ ุ
  • 10.
    ขั้นตอนปฏิบัติ (ต่ อ) 5.ปฏิบติไปเรื่อยๆ จนได้เวลาพอควรแก่ ั ร่ างกาย จึงออกจากการปฏิบติ ั 6.แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ท้ งหลาย ั นักเรี ยนควรเลือกวิธีปฏิบติการบริ หารจิตให้ ั เหมาะสมกับตน ในระยะแรก ๆ จิตอาจจะฟุ้ งซ่าน ต้องใช้ความเพียรพยายาม หมันฝึ ก ปฏิบติบ่อย ๆ ั ่ จิตจึงจะค่อยสงบตามลาดับ
  • 11.
    ความหมายของปัญญา ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ในสิ่ งที่ควรรู ้ โดยในทางพระพุทธศาสนาจะเน้นไปที่การ รอบรู ้ถึงอุบายวิธีที่จะละเว้นความชัวหันมา ่ ประพฤติความดี จนมีความบริ สุทธิ์ท้ งกาย ั วาจา ใจ
  • 12.
    เหตุเกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ตองมีการกระทาให้ ้ เกิดขึ้น ซึ่งเหตุที่จะให้เกิดปัญญานั้นมี 3ประการ ด้วยกันคือ 1. สุ ตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง 2. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ คิดค้น 3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ ฝึ กฝน และลงมือปฏิบติดวยตนเอง ั ้
  • 13.
    โยนิโสมนสิ การ คือการกระทาไว้ในใจโดย อุบายอันแยบคาย ได้แก่ การใช้ความคิดอย่างถูก วิ ธี การมองเห็ น สิ่ งต่ า ง ๆ แล้ ว น ามาพิ นิ จ พิจารณาค้นคว้าสื บหาเหตุผลในสิ่ งนั้นให้ตลอด สาย หรื อบางทีก็นาไปแยกแยะทาการวิเคราะห์ ด้วยความคิดย่างมีระเบียบ จนสามารถเข้าใจและ เห็นแจ้งประจักษ์ในสิ่ งนั้น ๆ ตามความเป็ นจริ ง ซึ่ งโยนิ โสมนสิ ก ารนั้น มี 10 วิธี ดัง นี้
  • 14.
    1.คิดแบบแยกแยะส่ วนประกอบ หรือการ กระจายเนื้อหา เป็ นการคิดที่มุ่งให้มองและให้รู้จก ั สิ่ งทั้งหลายตามสภาวะของมันเอง ในทางธรรม ใช้ พิจารณาเพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสารหรื อความ ไม่เป็ นตัวเป็ นตนที่แท้จริ งของสิ่ งหลาย
  • 15.
    2.คิดแบบคุณโทษและทางออก เป็ นการมอง สิ่งทั้งหลายตามความเป็ นจริ งอีกแบบหนึ่ ง ซึ่ ง ่ เน้นการยอมรับความจริ งตามที่สิ่งนั้นเป็ นอยูทุก แง่ทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสี ย 3.คิดแบบสื บสาวเหตุปัจจัย คือ การพิจารณา ปั ญหา หาหนทางแก้ไ ข ด้ว ยการค้น หาสาเหตุ และปัจจัยต่างๆ ที่สมพันธ์ส่งผลสื บทอดกันมา ั
  • 16.
    4.คิดแบบอรรถสั มพันธ์ (คิดหลักการกับความ มุ่ง หมาย) คื อ พิ จ ารณาให้เ ข้า ใจความสั ม พัน ธ์ ระหว่างหลักการกับความมุ่งหมาย ก่ อนที่จะทา การตามหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ ง เพื่อให้ได้ผล ตรงตามความมุ่งหมาย 5.คิดแบบแก้ปัญหา(วิธีคิดแบบอริ ยสัจ) เรี ยก ่ ตามโวหารทางธรรมได้วา วิธีคิดแห่งความดับ ทุกข์
  • 17.
    6. คิดแบบรู้เท่ าทันธรรมดา(คิดแบบสามัญ ลักษณ์) คือมองอย่างรู ้เท่าทันความเป็ นไปของ สิ่ งทั้งหลายว่า ย่อมเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุ และปัจจัย ไม่มีสิ่งใดจีรังยังยืน ่ 7. คิดแบบคุณค่ าแท้ -คุณค่าเทียม การคิด พิจารณาเกี่ยวกับการใช้สอยบริ โภค ว่าสิ่ งใด จาเป็ นหรื อไม่จาเป็ นในการดาเนินชีวิต
  • 18.
    8. คิดแบบปลุกเร้ าคุณธรรมหรื อ คิดแบบ สร้างสรรค์ มีความสาคัญที่ทาให้เกิดความคิดและ การกระทาที่ดีงามเป็ นประโยชน์ในขณะนั้นๆ 9. คิดแบบเป็ นอยู่ในขณะปั จจุบัน หรื อคิด แบบมีปัจจุบนธรรมเป็ นอารมณ์ คือ การคิ ดที่สติ ั ่ ั ระลึกรู ้อยูกบสิ่ งที่กาลังเกิดขึ้น กาลังเป็ นไปอยู่
  • 19.
    10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นการมองสิ่ ง ต่าง ๆ โดยเเยกเเยะออกให้เห็ นเเต่ละเเง่เเต่ละ ด้านให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่ จบเอาบางเเง่ ข้ ึนมา ั วินิจฉัยตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมด
  • 20.
    1. ประโยชน์ ที่เป็นจุดหมายหรืออุดมคติทางศาสนา ประโยชน์ที่เป็ นความมุ่งหมาย แท้จริ งของสมาธิ ตามหลักพระพุทธศาสนา คือเป็ นส่ วนสาคัญอย่างหนึ่ งแห่ งการปฏิบติ ั เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสู งสุ ด อันได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ท้ งปวง ั 2. ประโยชน์ ในด้ านการสร้ างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย ที่เป็ นผลสาเร็ จ อย่างสู งในทางจิ ตหรื อ เรี ยกสั้น ๆ ว่า ประโยชน์ในด้านอภิ ญญา ได้แ ก่ การใช้ส มาธิ ระดับฌานสมาบัติเป็ นฐาน ทาให้เกิดฤทธิ์ และอภิญญาขั้นโลกียอย่างอื่น คือ หูทิพย์ ตา ์ ทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้
  • 21.
    3. ประโยชน์ ในด้านสุ ขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ทาให้เป็ นผูมีจิตใจ ้ และมีบุคลิกลักษณะที่เข้มแข็ง หนักแน่น มันคง สงบ เยือกเย็น สุ ภาพนุ่มนวล สดชื่น ่ ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้ กระเปร่ า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุ ณา มองดูรู้จก ั ตนเองและผูอื่นตามความเป็ นจริ ง ้ 4. ประโยชน์ ในชีวตประจาวัน เช่น ใช้ช่วยทาให้จิตใจผ่อนคลาย หายเครี ยด เกิด ิ ความสงบ เป็ นเครื่ องเสริ มประสิ ทธิ ภาพในการทางาน การเล่าเรี ยน และการทากิจทุก ่ ั อย่าง เพราะจิตที่เป็ นสมาธิ แน่วแน่อยูกบสิ่ งที่กาลังกระทา ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่ เลื่อนลอย ย่อมช่วยให้เรี ยน ให้คิด ให้ทางานได้ผลดี และช่วยเสริ มสุ ขภาพกายและใช้ รักษาโรคได้