Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

บทความทางวิชาการ

5,398 views

Published on

  • Follow the link, new dating source: ❤❤❤ http://bit.ly/39pMlLF ❤❤❤
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • Dating direct: ❤❤❤ http://bit.ly/39pMlLF ❤❤❤
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • Be the first to like this

บทความทางวิชาการ

  1. 1. ความรู้ทั่วไปเกียวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สมองเป็ นฐาน ่ความเป็ นมาของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ สมองเป็ นฐาน การค้นพบในเรื่ อง ของสมองที่สาคัญของโรเจอร์ สเปอร์ รี่ (Roger Sperry) ที่พบว่าสมองซี กซ้ายทาหน้าที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความสามารถในหลายด้าน ทั้งเรื่ องของคณิ ตศาสตร์ ภาษา และความคิดที่มีรู ปแบบที่ซบซ้อน ในขณะที่สมองซี กขวาส่ วนใหญ่ทาหน้าที่เกี่ยวกับความสามารถด้านดนตรี และงานศิลปะ ัแต่โดยทัวไปการทางานของสมองทุกส่ วนจะทางานร่ วมกัน และมีปฏิกิริยาต่อกันซึ่งการค้นพบดังกล่าว ่ทาให้ โรเจอร์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสรี รวิทยา และการแพทย์ในปี 1981 หลังจากนั้นทาให้หลาย ๆฝ่ ายมีการตื่นตัวอย่างมากในเรื่ องของสมอง จนทาให้เกิดคาว่า “ทศวรรษแห่งสมอง” (Decade of the Brain) ในปั จจุบนมีผลงานการศึกษาของนักการศึกษาทางสมองที่มีขอค้นพบเกี่ยวกับความสามารถทาง ั ้สมอง โดยเฉพาะข้อค้นพบที่แสดงให้เห็นว่าสมองสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ถามีการกระตุนที่ ้ ้เหมาะสม ดังนั้นการศึกษาจึงได้มีการเสนอถึงวิธีการจัดการเรี ยนรู ้ที่สอดคล้องกับการทางานของสมองBrain Based Learning (BBL) ซึ่ งเป็ นการเรี ยนรู ้ที่สอดคล้องกับวิธีการเรี ยนรู ้หรื อวิธีการทางานของสมองทางธรรมชาติซ่ ึ งเดิมนั้นการจัดการเรี ยนรู ้คานึงถึงหลักการหรื ออายุของผูเ้ รี ยนและความพร้อมหรื อวุฒิภาวะของผูเ้ รี ยนเท่านั้น การจัดการเรี ยนรู ้ที่กระตุนการเรี ยนรู้ตามแนวทาง BBL จะทาให้ผเู้ รี ยนมีระดับสติปัญญา ้และวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงขึ้น ดังนั้นในปั จจุบนแนวโน้มทางการศึกษาจึงนาองค์ความรู ้ทางสมอง ัจิตวิทยาพัฒนา จิตวิทยาการเรี ยนรู้ และทฤษฎีการเรี ยนรู้ มาผนวกเข้าด้วยกัน แล้วจัดการเรี ยนรู ้ตามองค์ประกอบต่าง ๆ ทาให้การเรี ยนรู้มีประสิ ทธิภาพ และเด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพความหมายของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ สมองเป็ นฐาน เยาวพา เดชะคุปต์ (2548 : 36-37 อ้างถึงใน ฐิตาภรณ์ ธนูพราน 2553 ) ได้ให้ความหมายการเรี ยนรู้ที่สอดคล้องกับการทางานของสมอง หมายถึง การจัดการศึกษาที่มีพ้ืนฐานกับการศึกษาวิจยเกี่ยวกับสมองและ ัการเรี ยนรู้ของสมอง โครงสร้างและหน้าที่ของสมอง ในแต่ละช่วงพัฒนาการของมนุ ษย์และนาผลการศึกษาวิจยเกี่ยวกับสมองมาใช้ในวงการศึกษา พบว่าการใช้สมองเป็ นฐานสามารถนามาใช้สร้างการเรี ยนการ ัสอนที่ดีได้ แนวคิดนี้จะช่วยอธิ บายเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรี ยนรู ้จากชีวตจริ ง ได้รับประสบการณ์ดาน ิ ้อารมณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวและประสบการณ์ การแก้ปัญหาจากชีวิตจริ ง นัยพินิจ คชภักดี (2548) ได้ให้คาจากัดความของการเรี ยนรู ้โดยใช้สมองเป็ นฐานว่าเป็ นทฤษฎีการ ั ่ ่เรี ยนรู้ที่ต้ งอยูบนพื้นฐานของโครงสร้างและการทางานของสมองที่วา ตราบใดที่สมองยังไม่หยุดทางานการเรี ยนรู ้ก็ยงคงเกิดขึ้นอยูเ่ รื่ อยไป ั ่ คนเรามักจะพูดว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเรี ยนได้ แต่ในความจริ งแล้วทุกคนเรี ยนอยูตลอดเวลาทุกคนเกิดมาพร้อมกับสมองที่ทางานได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพมากอย่างจนเหลือเชื่อ การเรี ยนการสอนแบบ
  2. 2. ดั้งเดิมมักจะขัดขวางการทางานของสมอง โดยการขัดขวางไม่สนับสนุน หรื อการเมินเฉย หรื อลงโทษต่อขบวนการต่างๆในทางานตามปกติของสมอง ซึ่ งทาให้ไม่เกิดการเรี ยนรู ้ได้ เคน และเคน (Caine & Caine. 1994 : 339 อ้างถึงใน ฐิตาภรณ์ ธนูพราน 2553) สรุ ปว่าการเรี ยนรู ้ที่สอดคล้องกับการทางานของสมอง ว่าเป็ นการที่เด็กได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งที่เป็ นจริ งและวาดฝันการหาวิธีการต่าง ๆ ในการรับประสบการณ์เข้ามารวมถึงการสะท้อนความคิดการคิดวิจารณญาณ และการแสดงออกทางศิลปะ ซึ่ งเป็ นการสรุ ปความรู ้ที่เกี่ยวกับการเรี ยนรู ้หลักการดังกล่าวเป็ นการมองดูผเู ้ รี ยนใน ัฐานะที่เป็ นระบบที่มีชีวต (Living systems) ซึ่ งร่ างกายและจิตใจจะทางานประสานสัมพันธ์กนหรื อที่เรี ยกว่า ิการเรี ยนรู ้เป็ นการกระทาทั้งร่ างกาย จิตใจและสังคม (Psychophysiological) กุลยา ตันติผลาชีวะ (2549 : 21 – 29 อ้างถึงใน ฐิตาภรณ์ ธนูพราน 2553) กล่าวว่าการเรี ยนรู ้ที่สอดคล้องกับการทางานของสมอง หมายถึง การมองความสัมพันธ์ของสมองกับจิตใจและการทางานของสมอง ซึ่งการจัดการเรี ยนการสอนเด็กปฐมวัย ครู ควรมองการทางานของสมองเกี่ยวกับการเรี ยนรู ้ 5 ประการคือการทางานร่ วมกันของสมองซี กซ้ายและซี กขวา กระบวนการสารสนเทศ การจา สัมผัสรับรู้และจิตสัมผัสรู ้สิ่งที่ครู ตองระลึกคือ เด็กมีสมอง มีจิตใจ และมีตวตนดังนั้นครู จึงต้องคานึงถึงความรู ้สึกนิสัยและ ้ ัความคุนเคยของเด็ก ้ ่ จากความหมายของนักการศึกษาข้างต้น สรุ ปได้วา การจัดการเรี ยนรู้โดยใช้สมองเป็ นฐาน (Brain –Based Learning) คือ การใช้ความรู้ความเข้าใจเรื่ องการทางานของสมองเป็ นเครื่ องมือในการออกแบบกระบวนการเรี ยนรู ้แลกระบวนการอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างศักยภาพสู งสุ ดในการเรี ยนรู ้ของมนุษย์ โดยเชื่ อ ่ว่าโอกาสทองของการเรี ยนรู ้อยูระหว่างแรกเกิด ถึง 10 ปีหลักการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ สมองเป็ นฐาน การเรี ยนรู้โดยใช้สมองเป็ นฐาน เคยถูกเรี ยกว่าเป็ นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ การทางานของสมองกับสามัญสานึก เคนย์ และ เคนย์ (Caine and Caine, 1991 อ้างถึงใน นัยพินิจ คชภักดี :2548) ได้พัฒนาหลักการทั้ง 12 ข้อมาจากสิ่ งที่เรารู ้เกี่ยวกับการทางานของสมองในการเรี ยน และการสอน หลักการเหล่านี้มีตนกาเนิดมาจากการศึกษาวิทยาศาสตร์ แขนงต่างๆ ที่เป็ นกรอบทางความคิดเกี่ยวกับเทคนิคและ ้วิธีการในการสอน 1. สมองเป็ นเครื่องประมวลผลทีทางานในเชิงขนาน (The Brain is a Parallel Processor) ่ ความคิด อารมณ์ จินตนาการ และแรงจูงใจในการเรี ยน จะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันอย่างมีปฏิสัมพันธ์ประหนึ่งว่าเป็ นระบบเดียวกันเพื่อใช้ในการโต้ตอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสิ่ งแวดล้อม 2. การเรี ยนรู้ ต้องอาศัยการทางานของระบบสรีระทั้งหมด (Learning engages the entirephysiology การเรี ยนรู ้เป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเช่นเดียวกับการหายใจ เพียงแต่การเรี ยนรู ้ถูกยับยั้ง หรื อส่ งเสริ มด้วยปั จจัยบางอย่างได้ การเจริ ญเติบโตการบารุ ง และการทางานตอบสนองกันของเซลล์ประสาทมี
  3. 3. ความเกี่ยวข้องกับการแปรผลของประสบการณ์ ความเครี ยด และภาวะที่รู้สึกเหมือนถูกข่มขู่จะทาให้สมอง ่ทางานต่างไปจากสมองที่อยูสภาวะสงบ แต่ได้รับท้าทายต่อสิ่ งแปลกใหม่ และยังเบื่อหน่ายกับความจาเจ ในขณะเดียวกันก็มีความสุ ข และพึงพอใจ การเกิดการเชื่ อมโยงของระบบประสาท ่ ันั้นยังขึ้นอยูกบปั จจัยทางสิ่ งแวดล้อมนันก็คือลักษณะของโรงเรี ยนกับสิ่ งที่พบในชีวตประจาวันด้วย ่ ิ 3. มนุษย์ มีความอยากทีจะค้ นหาความหมายแต่ กาเนิด (The search for meaning is innate) ่ ความพยายามค้นหาความหมาย (หรื อความพยายามที่จะหาเหตุผลถึงเหตุการณ์ที่เผชิ ญอยู) และ ่ความต้องการที่จะตอบสนองต่อสิ่ งแวดล้อมเป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ตองมีใครสอน ความพยายาม ้ ิ ่ค้นหาความหมายเป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ตองการที่จะมีชีวตอยูรอด สิ่ งนี้จึงเป็ นพื้นฐานของการ ้ทางานของสมองของมนุษย์ สมองมีความจาเป็ นต้องจดจาสิ่ งที่คุนเคยในขณะที่ตองพยายามค้นหาและ ้ ้ตอบสนองต่อสิ่ งเร้าใหม่ๆ เราไม่สามารถหยุดความพยายามค้นหาความหมายได้ แต่เราสามารถเพ่งเป้ าและจดจ่อไปยังสิ่ งใดสิ่ งหนึ่งที่สนใจได้ 4. การค้ นหาความหมายของมนุษย์ เป็ นกิจกรรมทีเ่ ป็ นรู ปแบบ (The Search for meaning occursthrough “Patterning”) กิจกรรมที่เป็ นระบบหมายถึงการจัดการกับข้อมูลต่างๆ ให้เป็ นระเบียบอย่างมีเหตุผล และการจัดหมวดหมู่ของข้อมูล สมองถูกออกแบบให้เข้าใจรู ปแบบและสร้างระบบที่มีแบบแผน และสมองก็ยงพยายาม ัที่จะนาระบบที่ไม่ก่อให้เกิดความความหมายมาจัดการกับข้อมูลด้วย ระบบที่ไม่ก่อให้เกิดความหมายนั้นก็คือ ข้อมูลที่ไม่ปะติดปะต่อกัน และไม่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่ งที่ทาให้นกเรี ยนเข้าใจได้ ั 5. อารมณ์ มีความสาคัญต่ อการทางานแบบมีรูปแบบ (Emotion are Critical to Patterning.) เราไม่ได้เรี ยนรู ้อะไรได้ง่ายๆ เพราะสิ่ งที่เราเรี ยนรู ้น้ นมักได้รับอิทธิ พล และถูกควบคุมจากอารมณ์ ัและสภาวะของจิตใจจากความคาดหวัง ความลาเอียง และความมีอคติ ความมันใจในตัวเอง และความ ่ ัต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กบสังคม อารมณ์จะเป็ นตัวที่หล่อหลอมความคิด และความคิดก็จะเป็ นตัวที่หล่อหลอมอารมณ์โดยทั้งสองตัวไม่สามารถแยกจากกันได้ 6. สมองประมวลข้ อมูลแบบเป็ นส่ วนย่ อยๆ และแบบทั้งหมดพร้ อมๆ กัน (The Brain processesparts and whole simultaneously.) ่ มีหลักฐานว่ามีความแตกต่างระหว่างสมองซี กซ้ายและขวาอยูจริ ง แต่อย่างไรก็ตามในคนที่มี ัสุ ขภาพดีปกติ สมองทั้งสองข้างจะทางานปฏิสัมพันธ์กนในประสบการณ์ทุกๆ อย่างในชีวตประจาวัน ิความเข้าใจถึงเรื่ องสมองสองซี กนั้นเป็ นการเปรี ยบเทียบกันตรงๆ ซึ่ งมีประโยชน์ในการช่วยให้ผทาการ ู้สอนเข้าใจถึงการทางานที่สองรู ปแบบที่แตกต่างกันเพื่อใช้ในการจัดเก็บข้อมูล รู ปแบบหนึ่งก็คือการที่แบ่งข้อมูลเป็ นข้อมูลย่อยต่างๆ และอีกรู ปแบบหนึ่งก็คือการรับรู ้ถึงข้อมูลย่อยๆ และนามาทางานประสานกันหรื อเป็ นขั้นตอนที่ประสานกัน
  4. 4. 7. การเรี ยนรู้ อาศัยทั้งการจดจ่ อต่ อสิ่ งใดสิ่ งหนึ่งและการรั บรู้ ต่อสภาพรอบข้ าง (Learning involvesboth focused attention and peripheral perception) สมองจดจาทั้งข้อมูลที่กาลังจดจ่ออยู่ และข้อมูลที่เกิดขึ้นนอกเหนื อจากสิ่ งที่กาลังสนใจอยู่หมายความว่าสมองจะตอบสนองต่อข้อมูลทั้งหมดจากทุกประสาทสัมผัสที่เกิดขึ้นรอบๆ บริ เวณที่มีการเรี ยนการสอนหรื อการสื่ อสาร 8. การเรี ยนรู้ เกิดขึนเกียวข้ องกับขบวนการรับรู้ ต่างๆทั้งขณะมีสติรับรู้ และขณะไม่ มีสติรับรู้ อยู่ ้ ่เสมอ(Learning always involves conscious and unconscious processes) ่ การเรี ยนรู ้มากมายของมนุษย์น้ นเกิดขึ้นในจิตใต้สานึก และอยูต่ากว่าความรู ้สึกนึกคิด เราเกิดการ ัเรี ยนรู ้มากกว่าที่เรารู ้สึกและเข้าใจมากนัก ประสบการณ์ท่ีเรี ยนรู ้ในอดีตจะเป็ นส่ วนหนึ่ งในความรู ้พ้นฐาน ื ่ของคนเราในแบบทั้งที่อยูต่ากว่าความรู ้สึกนึกคิด และแบบที่มีความรู้สึก 9. เรามีวธีจัดการกับการจดจาอย่างน้ อยสองวิธี ก็คือการจดจาโดยใช้ ความสั มพันธ์ ของตาแหน่ งกับ ิตัวเรา และการจดจาโดยใช้ ระบบท่องจา (We have at least two ways of organizing memory: a spatialmemory and a set of system for rote learning) การจดจาโดยใช้ความสัมพันธ์ตาแหน่งกับตัวเราเป็ นการจดจาที่ไม่จาเป็ นต้องมีการทบทวน และยังเป็ นความจาที่เรี ยกมาใช้ได้ทนที วิธีน้ ีมกจะเกี่ยวข้องและได้รับการชักจูงจากสิ่ งที่แปลกใหม่รอบตัวการ ั ัจดจาชนิ ดนี้จะใช้วธีเก็บแตกต่างจากการจดจาอีกชนิดก็คือระบบท่องจา ิ 10. เราเข้ าใจได้ ง่ายและจดจาได้ อย่ างแม่ นยาเมื่อสิ่ งนั้นหรื อทักษะนั้นมีอยู่ในระบบการจดจาแบบธรรมชาติทใช้ ตาแหน่ งและความสั มพันธ์ กบตัวเรา (We understand and remember best when facts and ี่ ัskills are embedded in natural, spatial memory) มนุษย์เรี ยนคาศัพท์ และไวยากรณ์ของภาษาที่เป็ นภาษาแม่จากกระบวนทางประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน หลังจากนั้นสิ่ งเหล่านั้นก็จะถูกปรับปรุ งแก้ไขโดยการคิด และการเข้ามาอยู่ในสังคม การเรี ยนภาษานั้นเป็ นตัวอย่างของการเรี ยนรู ้โดยการกาหนดความหมายของสิ่ งต่างๆ ในประสบการณ์ทวไป การเรี ยนรู ้ในรู ปแบบนี้ จะเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการเรี ยนรู ้ได้ดีมาก ั่ 11. การเรี ยนรู้ แบบซับซ้ อนจะถูกกระตุ้นโดยความท้ าทายและถูกยับยั้งโดยการถูกข่ มขู่ (Complexlearning is enhanced by challenge and inhibited by threat) สมองจะเกิดการเชื่อมโยงของระบบประสาทมากที่สุดเมื่อมีโอกาสให้ได้ลองเสี่ ยงกับอะไรอย่างหนึ่ง แต่สมองจะทางานลดลงเมื่อตกอยูในสภาวะที่ถูกข่มขู่ (เพราะจะรู ้สึกถึงสถานการณ์น้ นว่าช่วยเหลือ ่ ัตัวเองไม่ได้) 12. สมองของแต่ ละคนมีความเฉพาะตัวไม่ เหมือนกัน (Every brain is uniquely organized) มนุษย์ทุกคนมีสมองซึ่งทางานเหมือนๆกัน แต่เราก็ยงแตกต่างกันเนื่ องจากความแตกต่างทาง ั ่ ักรรมพันธุ์ ความรู ้ที่มีอยูด้ งเดิม และสภาพแวดล้อมรอบตัว ยิงเราเรี ยนรู ้มากเท่าใดคนเราก็จะยิงแตกต่างกัน ่ ่
  5. 5. ปัจจัยทีมผลต่ อพัฒนาการของสมองและการเรียนรู้ ่ ี ปัจจัยทีมีผลต่ อพัฒนาการของสมองและการเรียนรู้ ่ 1. สภาพแวดล้อม (enriched environment) ของเด็กมีผลต่อการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น (synapses) หรื อ ่ ัตัดแต่งให้ลดลงของเซลล์สมอง (pruning) ถึงร้อยละ 25 หรื อมากกว่า ขึ้นอยูกบว่าสภาพแวดล้อมนั้นส่ งเสริ มการเรี ยนรู ้หรื อไม่ (K.,Ron,1993) 2. แสงสว่าง (Lighting) แสงสว่างที่พอเหมาะในการมีกิจกรรมการเรี ยนรู ้ คือ แสงสว่างจากธรรมชาติ ซึ่ งเป็ นส่ วนประกอบของสี รุ้ง (Full Spectrum Light) โดยต้องมีหน้าต่างให้แสงสว่างส่ องผ่านอย่างน้อย ร้อยละ 20 ของผนังและต้องจัดให้เด็ก ๆ มีกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างน้อยวันละ 1 ชัวโมง มีการ ่ ่ ่เปิ ดหน้าต่างให้แสงสว่างส่ องเข้าถึงในขณะเด็กอยูในอาคาร (Hawkins & Lilley, 1992) การอยูในแสงสว่างที่ไม่เพียงพอหรื อไม่ใช่แสงจากธรรมชาติ เช่น จากหลอด ไฟฟ้ าฟลูออเรสเซนส์สีขาว จะทาให้ร่างกายหลัง ่ ัฮอร์ โมนซึ่ งสัมพันธ์กบการเกิดภาวะเครี ยดและยับยั้งการเจริ ญเติบโต ในสถานพยาบาลของเยอรมัน ห้ามใช้หลอดไฟฟ้ ามี่มีเฉพาะแสงสี ขาว ที่ไม่มีส่วนประกอบของแสงสี แดง น้ าเงินและม่วง (Libertman, 1991) 3. นา องค์ประกอบของเนื้อเยือสมอง ร้อยละ 85 คือ น้ า หากได้รับน้ าไม่เพียพองจะเกิดภาวะขาด ้ ่น้ า (dehydration) มีผลให้ระดับพลังงานในสมองลดลง และมีผลต่อการส่ งข้อมูล (neuro transmitter) จากเซลล์สมองไปสู่ กนและกัน นอกจากนี้ ภาวะขาดน้ าก่อให้เกิดภาวะเครี ยดมีผลร่ วมกันทาให้การรับรู ้เรี ยนรู ้ ัเกิดขึ้นได้นอย (Madewell., 1998, E. Conturo, 2002) เด็ก ๆ ควรได้ดื่มน้ าสะอาด ปริ มาณน้ าดื่มที่ตองการ ้ ้อย่างน้อยต่อวัน คือ ครึ่ งหนึ่ งของน้ าหนักตัว (ก.ก.) x น้ า 30 ซี ซี เช่น น้ าหนัก 30 กิโลกรัม ต้องได้ดื่มน้ าสะอาดต่อวัน อย่างน้อย 900 ซี ซี และยิงดื่มมากยิงดีต่อสมองและร่ างกาย ควรดื่มน้ าสะอาดประมาณ 1200 ่ ่-2000 ซี่ซี หรื อ 6-8 แก้ว โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยต้องได้ดื่มน้ าทุก 45 นาที เพื่อส่ งเสริ มการทางานของสมองเพราะเด็กปฐมวัยมีการใช้พลังงานในการทางานของสมองมากกว่าผูใหญ่ นอกจากน้ าสะอาดซึ่งเป็ นที่มา ้ของน้ าสาหรับเด็กปฐมวัยแล้ว ยังได้จากนม น้ าผลไม้ น้ าเป็ นองค์ประกอบของเลือด ฮอร์ โมน และน้ าเป็ นตัวช่วยในการทางานของระบบการส่ งสารหรื อข้อมูลของเซลล์ประสาท (synapses) (Batmanghelidj, 2001) 4. อาหาร (Nutrition) อาหารมีความสาคัญต่อการเจริ ญเติบโตของเซลล์สมอง (neurons) ในช่วงขวบปี แรก นมแม่เป็ นอาหารสาคัญในการพัฒนาสมอง ทาให้ผนังของ axon มีความหนาสามารนาส่ งข้อมูลไปเชื่อมต่อกับเซลล์สมองตัวอื่นได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว (Fancourt, 2000, p. 61 ) ในขวบปี ต่อไป โปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น ปลา เนื้ อสัตว์ ไข่ ถัวต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทร่ วมกับนมโอเมกา 3 และ 6 (Omega 3 and ่6 ) ในโปรตีนจากปลาต่าง ๆ เป็ นสารอาหารสาคัญที่จาเป็ นต่อการทางานของสมอง เด็กอายุ 4-6 ปี ควรบริ โภค วันละ 2-3 มื้อ คือ มื้อหลัก เช้า กลางวัน เย็น และควรบริ โภคนมวันละ 2 มื้อ ๆ ละ 1 กล่อง หรื อ 1แก้ว
  6. 6. 5. แปง ได้จากข้าว ขนมปั ง เผือก มันต่าง ๆ ช่วยให้พลังงาน เด็กอายุ 4-6 ปี ควรบริ โภค วันละ 5-6 ้มือ คือ มื้อหลัก เช้า กลางวัน เย็น และระหว่างมื้อ เป็ นขอว่าง อีก 2-3 มื้อ แต่ละมื้อหลักประกอบด้วยข้าว เส้นก๋ วยเตี๋ยว 1 ทัพพี ของว่าง เป็ นขนมปั ง 1 – 2 แผ่น หรื อคุกกี้ 3 -4 ชิ้น ขนมไทย 1 ชิ้น ส่ วนเด็ก อายุ2-3 ปี ลดปริ มาณลงแต่ไม่ลดจานวนมื้อ 6. ไขมัน และนาตาล จาเป็ นแต่ควรบริ โภคพอควร ไขมันควรเป็ นไขจากปลา จากพืช เช่น น้ ามัน ้มะกอก น้ ามันงา น้ ามันจากเมล็ดทานตะวัน ถัว เมล็ดแห้งจากผลไม้ เช่น กล้วยน้ าว้า กล้วยไข่ ่ 7. ผัก และผลไม้ ให้วตามินและเกลือแร่ ใยอาหารผลักควรบริ โภคครบทั้ง 3 มื้อหลัก ส่ วนผลไม้ ิควรบริ โภคอย่างน้อย 2 มื้อหลัก วิตามินและเกลือแร่ ช่วยให้สมองและระบบประสาททาหน้าที่อย่างดีตามปกติ คือวิตามิน บี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 วิตามินซี วิตามินดี กรดโฟลิค แคลเซี่ยม โครเมียมเหล็ก แมกเนเซี่ยม ซีเรเนียม สังกะสี ซึ่งสาคัญในการเติบโตของสมองและการทาหน้าที่ของสมองและระบบประสาท 8. ความรักใคร่ ผูกพัน (Attachment) ความมันคงในสัมพันธภาพระหว่างทารกกับผูเ้ ลี้ยงดูคนแรก ่ซึ่ งส่ วนใหญ่เป็ นแม่ เป็ นปั จจัยสาคัญต่อการพัฒนาการสมองของทารก ความรักใคร่ ผกพันขยายจากผูเ้ ลี้ยงดู ูคนแรกหรื อแม่สู่พอและสมาชิกในครอบครัว ศูนย์เด็ก สถานเลี้ยงดูเด็กและโรงเรี ยนอนุ บาล ต้องดูแลให้ ่เกิดความมันคงในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครู หรื อผูดูแล และกับเพื่อนเพื่อให้ประสบการณ์ของความ ่ ้รักใคร่ ผกพันพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะส่ งเสริ มพัฒนาการของสมองและการเรี ยนรู ้ของเด็กปฐมวัย (New ูZealand Ministry of Education, 1998 ) 9. ภาวะเครียด (Stress) และความกลัวในระดับสู งเป็ นอุปสรรคในการพัฒนาสมองและการเรี ยนรู้ในเด็กปฐมวัย (Porter. 2001) ความมันคงในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครู หรื อผูดูแล และกับเพื่อนจะ ่ ้ช่วยลดความกลัวและความเครี ยดได้ ร่ วมกับการดูแลให้เด็กได้กินอยู่ นอนหลับ รู ้สึกปลอดภัย และเป็ นตัวของตัวเองจะช่วยลดความเครี ยดได้ท้ งในเด็กและผูปกครอง ั ้ข้ อควรคานึงเกียวกับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ สมองเป็ นฐาน ่ ่ 1. หลักสู ตร ครู จะต้องออกแบบการเรี ยนรู ้ที่อยูในความสนใจของผูเ้ รี ยน(ไม่ใช่สิ่งที่ครู คิดว่านักเรี ยนควรรู้) และช่วยให้ผเู ้ รี ยนเข้าใจเรื่ องที่เรี ยน อย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประสบการณ์และชีวตจริ ง ิของพวกเขา(Contextual) ไม่ใช่สอนเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ แบบแยกเป็ นส่ วน ๆ หลักสู ตรชั้นประถมและมัธยม ที่มีสาขาวิชาที่หลากหลายนั้น ควรออกแบบให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็ นบูรณาการ 2. การสอน ครู ควรส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้เป็ นกลุ่ม และใช้กระบวนการเรี ยนรู ้จากการสัมผัส ัสภาพแวดล้อมรอบด้าน กาหนดเรื่ องที่เรี ยนให้สัมพันธ์กบปั ญหาที่เป็ นจริ ง สนับสนุนให้นกเรี ยนออกไป ัเรี ยนรู ้โลกจริ งนอกห้องเรี ยน จัดตารางสอนและลาดับการสอนให้นกเรี ยนได้เรี ยนข้อมูลแบบเชื่อมโยงกัน ัทางใดทางหนึ่ง ซึ่ งจะช่วยให้นกเรี ยนเข้าใจเพิ่มขึ้น แทนที่จะต่างวิชาต่างคนต่างสอน ั
  7. 7. 3. การวัดผล นักเรี ยนทุกคนกาลังเรี ยนรู ้ทางใดทางหนึ่ง การวัดผลควรจะอนุญาตให้นกเรี ยนัเข้าใจรู ปแบบ การเรี ยนรู ้และความชอบส่ วนตัวของนักเรี ยนแต่ละคน นันคือต้องหาวิธีวดผลที่ช่วยให้ ่ ันักเรี ยนติดตามประเมินผลและเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการเรี ยนรู ้ได้ดวยตนเอง เพื่อที่นกเรี ยนจะได้เรี ยนรู ้และ ้ ัพัฒนาตนเองได้ ไม่ใช่การฟั งการวัดผลโดยผูสอนเพื่อคะแนนอย่างเดียว (พรพิไล เลิศวิชา และ อัครภูมิ จารุ ้ภากร :2550 อ้างถึงใน พิมพ์ทอง สังสุ ทธิพงศ์ : 8) เอกสารอ้างอิงฐิตาภรณ์ ธนูพราน. (2553). การพัฒนาความคิดสร้ างสรรค์ ของเด็กปฐมวัยทีได้ รับการจัดประสบการณ์ ่ การเรี ยนรู้ ทสอดคล้ องกับการทางานของสมอง (Brain - Based Learning) ี่ โดยใช้ การวิจัยปฏิบัติการ. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจยการศึกษา ั มหาวิทยาลัยมหาสารคามนัยพินิจ คชภักดี. (2548). การเรี ยนรู้ โดยใช้ สมองเป็ นฐาน: จากภาคทฤษฎีส่ ู ภาคปฏิบัติ. โครงการวิจย ั ชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และ ั โครงการวิจยเพื่อส่ งเสริ มพัฒนาการของสมองและพฤติกรรม สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนา ั เด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดลพิมพ์ทอง สังสุ ทธิพงศ์. Brain-Based Learning ทฤษฏีส่ ู การปฏิบัติ. www.er.cmru.ac.th/pimthong/BBL.pdf สื บค้นเมื่อ 20 /12/55พรพิไล เลิศวิชา. (2552). ท่ องโลกสมอง. กรุ งเทพฯ : สานักวิชาการและมาตรฐานการเรี ยนรู้.

×