บทที่ ๑
                             บทบาทและเทคนิคการเปนวิทยากร
                                                ็
     การเป็ นวิทยากรนันใคร ๆ ก็เป็ นได ้ แต่การเป็ นวิทยากรทีดคงไม่ง่ายอย่างทีคดกัน เพราะการทาหน ้าทีวทยากร
                      ้                                      ่ ี                ่ ิ                      ่ ิ
                                          ่
มีความจาเป็ นต ้องอาศัยการพูดหรือการสือสารเป็ นอย่างมาก ถ ้าไม่ได ้รับการฝึ กฝนอบรมเป็ นอย่างดีก็คงจะทา
หน ้าทีวทยากรได ้ไม่สาเร็จหรือสาเร็จได ้ก็ไม่ดเปรียบไปแล ้วการพูดก็เหมือนการว่ายน้ า ถ ้ามัวแต่อานหรือท่องตารา
       ่ ิ                                    ี                                                 ่
                                                                          ่ ึ
โดยไม่ลงน้ าหรือกระโดดลงน้ าเสียบ ้างก็ไม่อาจจะว่ายน้ าเป็ นได ้เลย ผู ้ทีศกษา หลักการ ทฤษฎี วิชาว่ายน้ าเพียงแต่
                           ่                         ่                            ึ
อ่านตาราก็คงจะจมน้ าตายเมือต ้องลงสระเสมือนผู ้ทีศรัทธาวิชาการพูด เพียงแต่ศกษาทฤษฎีก็อาจตกม ้าตายเมือ        ่
ขึนเวที
  ้

    ดังนัน การเป็ นวิทยากรทีดและมีประสิทธิภาพนัน จะต ้องเป็ นผู ้มีความรู ้ความสามารถ ทักษะ เทคนิคต่าง ๆ ใน
          ้                 ่ ี                ้
                                ่
หลาย ๆ ด ้าน เช่นการพูด การสือสาร การจัดกิจกรรม ฯลฯ ตลอดจนจะต ้องเป็ นผู ้มีคณลักษณะทีจาเป็ นอีกมากมาย
                                                                                 ุ         ่
  ่
ซึงจะได ้นาเสนอต่อไป

วิทยกรคือใคร
     วิทยากร คือ ผู ้ทีทาหน ้าทีเป็ นตัวการสาคัญ ทีจะทาให ้ผู ้เข ้ารับการอบรม เกิดความรู ้ความเข ้าใจ เกิดทักษะ
                       ่        ่                  ่
เกิดทัศนคติทดเกียวกับเรืองทีอบรม จนกระทังผู ้เข ้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู ้และสามารถจุดประกายความคิด เกิด
            ี่ ี ่       ่    ่              ่
การเปลียนแปลงทัศนคติ หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรืองหรือวิชานัน ๆ
        ่                                                             ่         ้

   พิจารณาให ้ดีแล ้วจะเห็นได ้ว่าวิทยากรควรมีบทบาททีสาคัญหลายระการตามแผนภูมตอไปนี้
                                                     ่                      ิ ่

                                                   วิทยากร
                                            (RESOURCE PERSON)




                         ผู ้บรรยาย                                   ผู ้ทาให ้เกิดการเรียนรู ้
                       (LECTURER)                                         (INSTRUCTOR)
                          ผู ้สอน                                            ผู ้ฝึ ก
                       (TEACHER)                                          (TRAIINER)

                                                    พีเลียง
                                                      ่ ้
                                                  (MENTOR)


      เมือทราบความหมายและบทบาทของวิทยากรแล ้วก็ควรพิจารณาด ้วยว่าทาอย่างไรจึงจะเป็ นวิทยากรที่ดและมี
              ่                                                                                           ี
ประสิทธิภาพได ้กรณี
นีมผู ้รู ้ได ้กล่าวถึงไว ้อย่างหลากหลายต่างกรรมต่างวาระกันอันอาจจะสรุปรวมเป็ นคุณสมบัต ิ ของวิทยากรทีดและมี
  ้ ี                                                                                                 ่ ี
ประสิทธืภาพได ้ดังนี้
๑ คุณลักษณะทั่วไป
๑. มั่นใจในตนเอง เตรียมพร ้อม ซ ้อมดี มีสอและวิธการ ทีเหมาะสม
                                             ่ื      ี     ่
๒. เป็ นคนช่างสังเกต คอยสังเกตพฤติกรรมทางกาย วาจา ตลอดจนกระบวนการกลุมของผู ้เข ้ารับการอบรม
                                                                                  ่
๓. มีความคิดริเริมสร ้างสรรค์
                       ่
๔. แก ้ปั ญหาเฉพาะหน ้าเก่ง
                           ่      ้ ้           ้                   ้ ่
๕. มีการวางแผนทีด ี ทังเนือหาและลาดับขันตอนการนาเสนอรวมทังสือและเครืองมือการสือสาร
                                                                               ่          ่
                    ั
๖. มีมนุษย์สมพันธ์ทดและประสานงานเก่ง
                             ี่ ี
๗. มีบคลิกภาพทีด ี
            ุ            ่
๘. มีความเป็ นกัลยาณมิตร ยิมแย ้มแจ่มใส เป็ นกันเอง คอยช่วยเหลือด ้วยน้ าใจ มีความเมตตา ยอมรับในความ
                                      ้
แตกต่างระหว่างบุคคลและมีความเห็นใจของผู ้เข ้ารับากรอบรม
๙. เป็ นนักประชาธิปไตย มีความยืดหยุน รับฟั งความคิดเห็นของผู ้อืน ไม่สรุปตัดบทง่าย ๆ เมือมีผู ้เสนอความ
                                          ่                       ่                         ่
คิดเห็นทีแตกต่างออกไป
                ่
๑๐.มีความจิรงใจในการถ่ายทอดความรู ้
๑๑.ปฏิบัตตนต่อผู ้เข ้ารับการอบรมอย่างเสมอภาค ทัดเทียม วางตนเหมาะสมกับทุกคน
                  ิ
๑๒.มีแบบฉบับลีลาทีเป็ นของตนเองยอมรับจุดเด่นและจุดด ้อยของตนและ มึความภูมใจและเข ้าใจ ในบุคลิกภาพ
                  ่                                                      ิ
ของตนเอง และใช ้ให ้เกิดประโยชน์ตอ การเป็ นวิทยากร
                                 ่

๒. ต ้องรู ้จริง
๑. ต ้องเป็ นคนรอบรู ้ ศึกษาหาความรู ้อยูเสมอ
                                          ่
๒. ต ้องรู ้รายละเอียดในเรืองนั นอย่างเพียงพอ
                           ่      ้
๓. ต ้องเข ้าใจเหตุผลของรายละเอียดนัน   ้
๔. ต ้องรู ้สมมติฐานหรือความเป็ นมาของสิงนัน่ ้
                             ิ่ ้
๕. ต ้องสามารถประยุกต์สงนันให ้เห็นเป็ นจริงได ้

๓. ถ่ายทอดเป็ น
                                                                            ึ
 ๑. มีเทคนิคต่าง ๆ เช่น การบรรยาย การนาอภิปราย การสัมมนา กรณีศกษา การจัดกิจกรรม ฯลฯ เพือทาให ้เกิด       ่
ความรู ้ เข ้าใจง่าย
ได ้สาระ
 ๒. พูดเป็ น คือ พูดแล ้วทาให ้ผู ้ฟั งเข ้าใจตามทีพูดได ้อย่างรวดเร็ว สามารถพูดเรืองยาก ซับซ ้อนให ้เข ้าใจง่าย
                                                   ่                               ่
 ๓. ฟั งเป็ น คือ ตังใจฟั ง ฟั งให ้ตลอด ขณะทีฟังต ้องควบคุมอารมณ์ ขณะทีฟังอย่าคิดคาตอบทันที และเท่อฟั ง จง
                    ้                            ่                             ่
ฟั ง เอาความหมายมากกว่าถ ้อยคา
 ๔. นาเสนอเป็ นประเด็นปละสรุปประเด็นให ้ชัดเจน
 ๕. มีอารมณ์ขน สร ้างบรรยากาศในการอบรมได ้อย่างเหมาะสม
                 ั
                                               ่
 ๖. มีประสิทธิภาพในการอบรม สามารถเชือมโยงทฤษฎีเข ้ากับการปฏิบตได ้ดี มองเห็นเป็ นรูปธรรม
                                                                           ั ิ
 ๗. ใช ้ภาษาพูดได ้ดี ใช ้ภาษาง่าย ๆ รู ้จักเลือกภาษาให ้ตรงกับเนือหาและตรงกับความต ้องการและพืนฐานความรู ้
                                                                     ้                                 ้
ของผู ้ฟั ง

๔. มีหลักจิตวิทยาในการสอนผู ้ใหญ่
 ๑. ความสนใจในการรับฟั งจะเกิดขึนจากการรับรู ้ถึงเรืองทีวทยากรจะพูดหรือบรรยาย
                                         ้                  ่   ่ ิ
 ๒. มุงประโยชน์ในการรับฟั งเป็ นสาคัญ
      ่
 ๓. จะตังใจแลเรียนรู ้ได ้ดี ถ ้าวิทยากรแยกเรืองทีสอนออกเป็ นประเด็น / ขันตอน
            ้                                      ่   ่                    ้
 ๔. จะเรียนรู ้ได ้ดีถ ้าได ้ฝึ กปฏิบัตไปด ้วยพร ้อม ๆ กับการรับฟั ง
                                       ิ
 ๕. จะเรียนรู ้ได ้ดียงขึน ถ ้าฝึ กแล ้วได ้ทราบผลของการปฏิบตอย่างรวดเร็ว
                       ิ่ ้                                       ั ิ
 ๖. จะ เรียนรู ้ได ้ดีเมือมีการฝึ กหัดอยูเสมอ
                           ่               ่
 ๗. จะเรียนรู ้ได ้ดีเมือเปิ ดโอกาสให ้ใช ้เวลาในการทาความเข ้าใจ อย่าเร่งรัด เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการ
                         ่
เรียนรู ้ต่างกัน

๕. มีจรรยาบรรณของวิทยากร
๑. เมือจะสอนต ้องมั่นใจว่ามีความรู ้จิรงในเรืองทีจะสอน
       ่                                     ่   ่
๒. ต ้องมุงประโยชน์ของผู ้ฟั งเป็ นทีตง
          ่                          ่ ั้
                                                         ่
๓. ไม่ควรฉกฉวยโอกาสในการเป็ นวิทยากรเพือแสวงหาผลประโยชน์สวนตัว
                                               ่
๕. ความประพฤติและการปฏิบตตนของวิทยากร ควรจะสอดคล ้องกับเรืองทีสอน
                               ั ิ                         ่  ่

 นอกจากนียังมีข ้อเสนอแนะทีสาคัญในการเป็ นวิทยากรทีควรเสนอไว ้เพิมเติมอีกด ้วยว่าวิทยากรทีดจะ
            ้                  ่                       ่            ่                       ่ ี
 ๑. ต ้องมีกจกรรมมากกว่าการบรรยาย
              ิ
 ๒. ต ้องมีการเตรียมตัวทีด ี
                          ่
                ื่
 ๓. ต ้องมีสอช่วยให ้เกิดการเรียนรู ้ได ้ดี
 ๔. ต ้องมีกจกรรมทีสอดคล ้องกับเนือหา เวลา และตรงเวลา
                   ิ   ่                ้
 ๕. ต ้องให ้คนติดใจในการเรียนรู ้ มิใช่ตดใจในลีลาการแสดงเพราะวิทยากรไม่ใช่นักแสดง
                                            ิ
 ๖. ต ้องคานึงอยูตลอดเวลาว่าวิทยากรมีหน ้าทีไปทาให ้เขารู ้อย่าไปอวดความรู ้แก่เขาและวิทยากรไม่มหน ้าทีพูดให ้
                     ่                        ่                                                 ี      ่
คนอืนงง
    ่
เทคนิคการเตรียมตัวเป็ นวิทยากรทีด ี   ่

             ่                                                   ่
    บางคนเชือว่าการเป็ นวิทยากรทีดเกิดจากพรสวรรค์แต่บางท่านก็เชือว่าเกิดจากพรแสวง จะโดยพรประเภทใดก็
                                  ่ ี
               ่ ี                    ี            ่
ตามวิทยากรทีดก็ควรจะรู ้จักเทคนิควิธการเตรียมตัว ซึงอาจกระทาได ้หลายวิธด ้วยกันกล่าวคือ
                                                                       ี
 ๑. การหาข ้อมูล โดยวิธตาง ๆ เช่น
                       ี ่
 ๑.๑ อ่านตาราหลาย ๆ ประเภท
 ๑.๒ ฟั งจากคนอืนเล่า หรือฟั งจากเทปวิทยุ
                   ่
  ๑.๓ ศึกษาจากวิดทัศน์ รายการโทรทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
                     ี

๒. สะสมข ้อมูลต่าง ๆ โดยจัดเก็บเป็ นระบบหรือแบ่งเป็ นประเภทเช่น
๒.๑ ประเภทเพลง
๒.๒ ประเภทคาขวัญ คากลอน สุภาษิต คาคม คาพังเพย และคาปรพันธ์ตาง ๆ
                                                           ่
๒.๓ ประเภทคาผวน
๒.๔ ภาษาหักมุม (คิดสวนทางเพือให ้ผู ้ฟั งฮา)
                               ่
                                      ้
๒.๕ ลูกเล่นเป็ นชุด หรือประเภทนิทานสัน ๆ
๒.๖ ประเภทเชาว์ เช่น คาถามอะไรเอ่ย ฯลฯ
๒.๗ ประเภทเกมหรือกิจกรรม

๓. ศึกษาข ้อมูลแต่ละประเภท พยายามจับประเด็นและหักมุมนาเข ้าในเรืองทีจะเสนอให ้ได ้
                                                                ่   ่
๔. หัดเล่า ให ้เพือนหรือคนอืนฟั งในวงเล็ก ๆ ก่อนโดยคานึงถึง
                  ่         ่
๔.๑ การเริมเล่าให ้เด็กฟั งและขยายวงถึงผู ้ใหญ่
            ่
๔.๒ ต ้องพยายามหักมุมตอนท ้ายให ้ได ้
๔.๓ ใช ้น้ าเสียงทีเหมาะสมในการเล่า
                    ่
๔.๔ ใช ้ลีลาหรือกิรยาท่าทางประกอบการเล่า
                      ิ

    อย่างไรก็ดมผู ้เปรียบเทียบว่าการเป็ นนักพูดหรือวิทยากรทีดก็เหมือนกับเด ้กหัดขีจักรยานนั่นเอง โดย
                  ี ี                                       ่ ี                   ่
ยกตัวอย่างแสดงไว ้ให ้เห็นชัดเจนดังนี้
๑. เด็กอยากได ้จักรยาน : อยากเป็ นวิทยากรมืออาชีพ
๒. หัดขีแล ้วมักจะล ้ม : ฝึ กพูดอาจจะไม่สาเร็จในบางครัง
         ่                                              ้
๓. หัดขีให ้เป็ น : ฝึ กพูดให ้เป็ นวิธการ / หลักการ
           ่                           ี
๔. ขีทกวันก็จะเกิดความชานาญ : ฝึ กหรือแสดงบ่อย ๆ จะชานาญ
     ่ ุ

เทคนิคการสร ้างการจูงใจ / อารมณ์ขน            ั
     วิทยากรสามารถเรียนรู ้ และสรรหาเทคนิควิธการต่าง ๆ มาใช ้ในการทาหน ้าทีวทยากร เพือให ้เกิดความสมบูรณ์
                                                       ี                            ่ ิ        ่
ความมั่นใจ ตลอดจนมีบรรยากาศทีดในการฝึ กอบรม ทาให ้วิทยากรและผู ้เข ้ารับการอบรมมีความสุขในการร่วม
                                            ี
กิจกรรมการฝึ กอบรม บรรลุจดประสงค์ท ี่ วางไว ้ด ้วยวิธการต่าง ๆ ดังนี้ เช่น
                                  ุ                        ี
 ๑. การสร ้างข ้อตกลงก่อนการบรรยาย
  เช่น ก่อนบรรยายอาจสร ้างข ้อตกลงเบืองต ้นดังนี้
                                                ้
ข ้อตกลงเบืองต ้นก่อนบรรยาย ๓ ประการ
               ้
 ขณะทีผู ้เข ้ารับการอบรมนั่งฟั งวิทยากรบรรยาย ถ ้าผู ้เข ้ารับการอบรมนั่งฟั งวิทยากรบรรยาย ถ ้าผู ้เข ้ารับการอบรม
         ่
                  ้
เกิดความซาบซึง (ง่วง) วิทยากรอนุญาตให ้แสดงพฤติกรรมได ้ใน ๓ กรณี ดังนี้
 กรณีท ี่ ๑ ฟั งแล ้วใช่ กรณีผู ้เข ้ารับการอบรมง่วงนอนก็จะหลับตาลงเบา ๆ แล ้วพยักหน ้า (ฮา)
 กรณีท ี่ ๒ ฟั งแล ้วเห็นด ้วย กรณีผู ้เข ้ารับการอบรมง่วงนอนมากก็จะหลับตาพยักหน ้าก ้มลงลึก ๆ (ฮา)
 กรณีท ี่ ๓ ฟั งแล ้วเห็นด ้วยอย่างยิง กรณีทผู ้เข ้ารับการอบรมง่วงนอนมาก ๆ ก็จะหลับตาสับปะหงกโดยแหงนหน ้า
                                         ่        ี่
ขึนข ้างบน (ฮา)
  ้
                    ้
 วิทยากร : ชีแนะต่อไปว่ากรณีท ี่ ๓ ขออย่างเดียวอย่ากรนเพราะจะทาให ้รบกวนสมาธิคนทีอยูข ้าง ๆ หรือระวังจะ
                                                                                                 ่ ่
ตกจากเก ้าอี้ (ฮา)
คาถามจากผู ้บรรยาย
 ยกมืใครเข ้าใจ อขึน    ้
 ยกมือขึนใครไใม่เข ้าใจ
           ้
 ยกมือขึนใครไม่ยกมือ
             ้

๒. การเล่าเรืองโดยใช ้คากลอนช่วย เช่น
                 ่
 วิทยากร : เล่าว่า วันหนึงตีนได ้พูดกับตาว่า “ ตีน มีบญคุณกับตากมาก แล ้วก็ยกกลอน ตีนกับตา (ตีนซิแน่) เล่า
                             ่                        ุ
ให ้ตาฟั งดังนี้
 ตีนซิแน่
ตีนกับตา อยู่กนมา แสนผาสุก
                   ั
 จะนั่งลุก ยืนเดิน เพลินหนักหนา
 มาวันหนึง ตีนทะลึง เอ่ยปรัชญา
            ่          ่
 ว่ามีคณ แก่ตา เสียจริงจริง
       ุ
ตีนช่วยพา ตาไป ทีตาง ๆ  ่ ่
 ตาจึงได ้ ชมนาง และสรรพสิง    ่
 เพราะฉะนัน ดวงตา จงประวิง
               ้
                     ่
 ว่าตีนนี้ เป็ นสิงควรบูชา

วิทยากร : หลังจากตาได ้ฟั งตีน ก็รู ้สึกหวันไส ้และโมโห ตา จึงพูดกับตีนว่า ทีจริงตาสาคัญกว่า ตีน โดยยกกลอน
                                           ่                                 ่
ตีนกับตา (ตาก็แน่) เล่าให ้ตีนฟั งดังนี้
ตาก็แน่
ตาได ้ฟั ง ตีนคุยโม ้ ก็หมั่นไส ้
จึงร ้องบอก ออกไป ด ้วยโทสา
ว่าทีตน เดินเหินได ้ ก็เพราะตา
      ่ ี
ดูมรรคา เศษแก ้วหนาม ไม่ตาตีน
เพราะฉะนัน ตาจึง สาคัญกว่า
            ้
ตีนไม่ควร จะมา คิดดูหมิน  ่
สรุปว่า ตามีคา สูงกว่าตีน
               ่
ทัวธานินทร์ ตีนไปได ้ ก็เพราะตา
  ่

วิทยากร : หลังจากตีนได ้ฟั งตาพูดก็โกรธมาก ยกกลอน ตากับตีน (แต่ก็ตาย)
  แต่ก็ตาย
   ตีนได ้ฟั ง ให ้คลังแค ้น แสนจะโกรธ
                      ่
  เร่งกระโดด ออกไป ใกล ้หน ้าผา
  เพราะอวดดี คุยเบ่ง เก่งกว่าตา
ดวงชีวา จะดับไป ไม่รู ้เลย
 ตาเห็นตีน ทาเก่ง เร่งกระโดด
ก็พโรธ เร่งระงับ หลับตาเฉย
    ิ
ตีนพาตา ถลาล ้ม ทังก ้มเงย
                        ้
ตกผาเลย ตายห่า ทังตาตีน   ้

                      ้                                         ่         ่
สุรปข ้อคิด การทางานนันจะเก่งคนเดียวไม่ได ้ จะต ้องร่วมมือกัน พึงพาอาศัยซึงกันและกัน มีความสามัคคี จึงจะทา
ให ้งานสาเร็จ

๓. การนาเสนอเรืองใกล ้ตัวของผู ้เข ้ารับการอบรม)จีจุด)
                    ่                             ้
   เช่น เสนอเรือง การนั่งอบรม
                ่
   วิทยากร : เสนอแผ่นใสพร ้อมเปิ ดแผ่นใสเป็ นลาดับและถามสมาชิก
นั่งตรงไหนดี
เวลามา ดูดนตรี อบรม
มาก่อน นั่งหน ้า นั่งหลัง
มาช ้า นั่งหลัง นั่งกลาง
มาหลัง (มีหวัง)ยืน นั่งหน ้า(ฮา…)

วิทยการ สรุปในเชิงมุขตลก ดังนี้
มาก่อนเวลา มักจะ เป็ นคนมองโลกในแง่ร ้าย(กังวลไปหมด)
มาตรงเวลา มักจะ เป็ นคนธรรมดา
มาตามเวลา(หลังเวลา) มักจะ เป็ นคนมองโลกในแง่ด ี (ฮา)
 เหตุผลเพราะคิดว่าอะไรก็ได ้ สบาย ๆ วิทยากรมาก็พูดไปไม่เห็นจาเป็ นต ้องรอเราเลย (ฮา)

๔. ใช ้ข ้อความจากแผ่นใสนาเสนอนาเข ้าสูเรือง เช่น
                                       ่ ่

สามศรีพน ้อง : จะเลือกคนไหนดี
       ี่

ดารา พีสาวคนโต จบ ป.๔ สวยเข ้าชันไปวัดตอนเช ้า ๆ ได ้ การบ ้านการเรือนดีมาก ได ้รับมรดกทีดน ๑๐ ไร่ บ ้าน ๑
        ่                        ้                                                        ่ ิ
หลัง เงินสด ๑ ล ้านบาท
                               ้                     ั
ดุจเดือน คนกลางจบ ปวช. สวยขันเทพีระดับจังหวัด นิสยจู ้จีจกจิก ได ้รับมรดกบ ้านพร ้อมทีดน ๕ ไร่ เงินสด ๒
                                                         ้ ุ                          ่ ิ
ล ้านบาท
                                                   ั
ดุจดาว น ้องคนเล็ก จบปริญญาตรี สวยน ้อง ๆ ดารา นิสยเย่อหยิง ได ้รับมรดกรถยนต์ ๒ คัน เงินสด ๕ ล ้านบาท
                                                             ่

………………………………………………………………………………………………………
ข ้อมูลเพิมเติม
           ่
  ดารา อายุ ๕๙ ปี
  ดุจเดือน อายุ ๕๘ ปี
  ดุจดาวอายุ ๕๗ ปี (ฮา…)
วิธใช ้ วิทยากรนาเสนิแผ่นใส โดยปิ ดส่วนทีเป็ นข ้อมูลเพิมเติมไว ้ก่อนแล ้วสมมติวาสมาชิกเป็ นชายหนุ่มอายุ ๒๕ ปี
     ี                                   ่              ่                       ่
ต ้องการคูครองสักหนึงคน โดยวิทยากรกาหนดให ้สมาชิกหนึงคนในสามคนทีนาเสนอ แล ้วสอบถามสมาชิกพร ้อม
             ่       ่                                      ่                ่
ทังเหตุผลมในการเลือก และนาเสนอข ้อมูลเพิมเติม
   ้                                         ่
ข ้อคิด             การตัดสินใจเลือกหรือการประเมินทีดต ้องอาศัยข ้อมูลทีถกต ้องครบถ ้วน เป็ นปั จจุบัน ทันสมัย
                                                    ่ ี                 ่ ู
                  ่
ความเชือ…จริงหรือไม่
เด็กอนุบาล เชือ พ่อแม่       ่
เด็กประถม ฯ เชือ ครู             ่
เด็กมัธยม ฯ เชือ เพือน         ่     ่
ปริญญาตรี เชือ ตารา      ่
ปริญญาโท เชือ ตัวเอง       ่
ปริญญาเอก (ดร.) ไม่เชือใครเลยแม ้แต่ตวเอง    ่  ั
                ่
              ชือ…หมอดู (ฮา)
 วิธใช ้ วิทยากร ทดสอบสมาชิก โดยใช ้กระดาษปิ ดข ้อความด ้านขวามือแล ้วเปิ ดสอบถามทีละรายการ
    ี
เชิญอ่าน…ครับ
    ดืมนม ดีกว่าดืม เหล ้า
      ่                            ่
    ดืมแล ้วรืนรมย์เพราะดืมนมสองเต ้า
        ่            ่                     ่
    ดืมแล ้วงีเง่าเพราะดืมเหล ้าสองกลม
          ่            ่               ่
    ดืมแล ้วระทมเพราะดืมนมผิดเต ้า
            ่                            ่

รายการอาหารจานเด็ด

       อาหารจานหลัก          เมียหลวง
อาหารจานรอง                    อนุภรรยา
อาหารจานพิเศษ        น ้องหนู
       (นอกบ ้าน) (ในตู ้กระจก)
อาหารว่าง สาวใช ้
       อาหารเสริม เลขา ฯ(ทีทางาน)
                              ่
อาหารตา น ้องเมีย (ฮา…)
 วิธใช ้ วิทยากร ทดสอบสมาชิก โดยใช ้กระดาษปิ ดข ้อความด ้านขวามือแล ้วเปิ ดสอบถามทีละรายการ
    ี

ทดสอบภาษาบาลี

อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ
(ตนแลเป็ นทีพงแห่งตน)
              ่ ึ่
ทินงฺมนงฺ จมนงฺ ทิกนงฺ
        ิ            ุ
(ทีควรนั่งก็ไม่นั่ง แต่มานั่งทีกจะนั่ง)
   ่                           ่ ู
โน มโขนงฺ แสงโสมงฺ สุข ี
(ไม่มแม่โขงได ้ดืมแสงโสมก็ไม่มความสุขเหมือนกัน)
      ี            ่               ี

วิธใช ้ วิทยากร ทดสอบสมาชิก โดยใช ้กระดาษปิ ดข ้อความแล ้วเปิ ดสอบถามที ละรายการ
   ี
สรุป
     การเป็ นวิทยากรทีดและมีประสิทธิภาพ เป็ นเรืองทีไม่ง่ายนั กแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปทีจะฝึ กหัดได ้ ขอเพียงให ้ท่าน
                       ่ ี                       ่   ่                              ่
สนใจทีจะเรียนรู ้เทคนิควิธการต่าง ๆ ทีหลากหลาย แล ้วทดลองนาไปประยุกต์ใช ้ ตามข ้อเสนอแนะ และตัวอย่างที่
         ่                 ี          ่
                                                         ่
นาเสนอไว ้ในตอนต ้นของบทนี้ ท่านก็คงจะพัฒนาไปสูการเป็ นวิทยากรมืออาชีพได ้อย่างรวดเร็ว ส่วนผู ้ทีเป้ น
                                                                                                     ่
วิทยากรมืออาชีพอยูแล ้ว บทบาทและเทคนิคต่าง ๆ ทีนาเสนอเป็ นเสมือนเครืองเตือนใจและผงชูรสทีจะทาให ้เกิด
                     ่                                 ่                    ่                      ่
ความเข ้มข ้นมากยิงขึนเพราะบางครังเรารู ้ทุกเรืองแต่พอถามเรืองเล็ก ๆ น ้อยกลับลืมหรือตอบไม่ได ้อาจตกม ้าตาย
                   ่ ้             ้           ่              ่
ได ้เหมือนกัน
…………………………………………..
บทที่ ๒
                                             วิทยากรกับการพูด

    การพูดเปนวิธีการสื่อสารที่สําคัญที่สุดของคนเรา และเปนทักษะที่จะเปนอยางยิ่งที่จะตองฝกฝนใหเกิดความ
ชํานาญอยางตอเนื่องเพราะการพุดเปนศิลปและปจจัยที่จะสงผลใหบุคคลนั้นประสบผลสําเร็จในการสื่อสาร
ตลอดจนการแสดงถึงความคิดหรือบอกในสิ่งที่ตนเองคิดเพื่อใหผูรับฟงเกิดความเขาใจและพึงพอใจในที่สุด

    วิทยากรเปนผูมีหนาที่และบทบาทสําคัญในการถายทอดความรู ความคิด ประสบการณตาง ๆ ใหผูเขารับการ
อบรม เพราะฉะนั้นการพูดจึงเปนปจจัยหนึ่งที่มีความจําเปนอยางยิ่งสําหรับวิทยากร วึ่งวิทยากรจะตองศึกษา
หลักการ แนวคิดและวิธีการ พัฒนาการพูดตลอดถึงการฝกหรือการสรางประสบการณใหกับตนเองใหมากจนเกิด
ความชํานาญจะทําใหการปฏิบัติภารกิจในหนาที่ของวิทยากรเกิดความสมบูรณยิ่งขึ้น

    การพูดเปน “ศาสตร” ที่สามารถศึกษาได การพูดเปน “ศิลป” ที่สามารถฝกฝนได ฉะนั้นผูที่ทําหนาที่เปน
                     
วิทยากรสามารถศึกษาหาความรูไดดวยวิธีการตาง ๆ เชน ศึกษาจากการอานหนังสือตํารารายการโทรทัศน
โปรแกรมคอมพิวเตอร ฟงจากผูรู ผูเชี่ยวชาญ รายการวิทยุ วงสนทนา การประชุมสัมมนา การฝกอบรม ฯลฯ และ
สามารถที่จะฝกพูดและหาโอกาสพูเพื่อเปนการฝกประสบการณใหเกิดความชํานาญ

    เพื่อพัฒนาไปสูความสามารถในการพูดที่ดี วิทยากรควรใหความสนใจกับหลักการและวิธีการตาง ๆ เกี่ยวกับการ
พูด ซึ่งอาจจะสรุปเปนสาระสําคัญที่นาสนใจไดหลายประเด็นคือ
บุคลิกภาพและคุณสมบัติที่ดีของนักพูด

     ขณะที่วิทยากรไปปรากฎกายตอหนาผูเขารับการอบรมนั้น ความสนใจของผูเขารับการฝกอบรมมิไดอยูที่คําพูด
หรือ
เนื้อหาที่วิทยากรกลาวถึงแตเพียงอยางเดียว บุคลิกภาพของวิทยากรก็เปนจุดสนใจอีกประการหนึ่งดวยควบคูไปกับ
เนื้อหา
สาระที่วิทยากรแสดงออกมาดวยการพูด ดังนั้นวิทยากรจึงควรเอาใจใสในเรื่องของบุคลิกภาพของวิทยากรดวย ใน
เรื่องนี้อาจ
พิจารณาถึงองคประกอบในดานบุคลิกภาพและคุณสมบัติไดจากตารางตอไปนี้

บุคลิกภาพ คุณสมบัติ
๑. รูปรางหนาตา ๑. ความเชื่อมนในตนเอง
๒. การแตงกาย ๒. ความกระตือรือรน / ตั้งใจ
๓. การปรากฏตัว ๓. ความรอบรู
๔. กิริยาทาทาง ๔. ความคิดริเริ่ม
๕. การสบสายตา ๕. ความจํา
๖. การใชน้ําเสียง ๖. ความจริงใจ
๗. การใชถอยคําภาษา ๗. ปฏิภาณไหวพริบ
๘. ความรับผิดชอบ
๙. อารมณขัน

     นอกจากคุณสมบัติ ๙ ประการในตารางขางตนแลว นักพูดหรือวิทยกรที่ดียังควรมีคุณสมบัติอีก ๕ ประการ
คือ “ เปนนัก
ฟง ยังศึกษา ทาวิจารณ งานริเริ่ม เติมความสุข “
ซึ่งขยายความใหสมบูรณไดวา
  ๑. เปนนักฟงที่ดี
  ๒. ศึกษาหาความรูอยูเสมอ
  ๓. ยอมรับฟงคําวิจารณ
  ๔. เปนตัวของตัวเอง
  ๕. มีความสุขในการถายทอดความรูใหผูอื่น

ทฤษฎีการพูด
   ทฤษฎีการพูดมีอยูหลายทฤษฎีดวยกัน แตที่นาสนใจไดแก ทฤษฎี ๓ สบาย ของ รอ.ดร.จิตร
จํานงค สุภาพ ซึ่งผูเสนอทฤษฎีไดใหขอสรุปของทฤษฎี ๓ สบาย (The Theory Of Three Pleasant Speech)
หมายถึงการพูดที่ฟงสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ
   ฟงสบายหู ไดแกการพูดดวยวจีสุจริต รูจักการใชถอยคําภาษาที่ถูกตองรูจักใชเสียงและการพุด ที่มีจังหวะ
ถูกตอง
เหมาะสม
ดูสบาย ไดแกบุคลิกภาพมาตรฐานเบื้องตน ศิลปการแสดง การพูดเบื้องตน การแสดงทาทางประกอบดี
  พาสบายใจ ไดแกการเลือกเรื่องดี การเตรียมการพูดที่ดี การจัดลําดับความคิด การสรางโครงเรื่องดี
 การพูดที่ฟงสบายหู ดูสบายตา และพาสบายใจนี้เจาของทฤษฎีไดเสนอไวดวยวาผูพูดจะจองพูดจากหัวใจทั้งสี่
หองคือ
 พูดจากใจ คือการแสดงออกมาจากความจริงใจไมเสแสรง มีความมั่นใจ แนใจในตัวผูฟง
 ที่ขึ้นใจ คือเขาใจเรื่องที่พูดแยางกระจางแจง ถูกตองไมโมเมยกเมฆหรือเดา
 ดวยความตั้งใจ คือมีความอยากจะพุดกระตือรือรน กระฉับกระเฉงไมเฉื่อยชา หรือแสดงอาการลักษณะเบื่อเซ็ง
 จนสุดใจ คือเปรียบเสมือนการสวมวิญญาณ ลงไปในคําพูดแตละคําอยางมีชีวิตชีวา มีความรูสึกเหมือนกับตัวเอง
อยูในสถานการณนั้นจริง ๆ

  ผูเขียนเห็นดวยเปนอยางยิ่งวาที่สุดของการพูดทุกครั้ง ควรจะใชทฤษฎี ๓ สบาย ประกอบการพูดใหมากที่สุดและ
ควรจะยึดบันได ๑๓ ขั้นที่นําไปสูความสําเร็จในการพูด ตามที่เจาของทฤษฎีเสนอแนะไวดังนี้คือ
 ๑. เตรียมใหพรอม
 ๒. ซักซอมใหดี
 ๓. ทาทีใหสงา
 ๔. หนาคาใหสุขุม
 ๕. ทักที่ประชุมไมวกวน
 ๖. เริ่มตนใหโนมนาว
 ๗. เรื่องราวกระชับ
 ๘. ตากจับที่ผูฟง
 ๙. เสียงดังใหพอดี
 ๑๐.อยาใหมีเออ อา
 ๑๑.ดูเวลาใหพอครบ
 ๑๒.สรุปจบใหจับใจ และ
 ๑๓.ยิ้มแยมแจมใสตลอดการพูด

หลักการพัฒนาการพูด
๑. อานหนังสือ ไดฟงหรือพบประโยคหรือวลี คํากลอน คําขวัญ สําคัญ ๆ ที่ดีมีคุณคาจดไวเปนขอมูล
๒. จัดลําดับความคิดที่จะพุดใหสอดคลองกันหรือรอยรัดเหมือนเขียนเรียงความ
๓. พูดจากหัวใจที่จริงใจดวยความตั้งใจ
๔. วิเคราะหหรือหยั่งสถานการณการพูดการฟง
๕. กอนพูด เตรียมตัว เตรียมรางกายใหพรอม
๖. เตรีนมเครื่องชวยพูดใหพรอม
๗. ตองพูดใหไดเหมือนกับการเขียน
๘. ระลึกเสมอวาการพูดนั้นเปนทั้งศาสตรและศิลป
๙. กําหนดหรือลําดับเรื่องไวในใจและจําใหขึ้นใจ

ขอพึงหลีกเลี่ยงในการพูด
 ๑. อยาออกตัว เชน วันนี้เตรียมมาไมพรอมพูดไมดี
 ๒. อยาขออภัย เชน การพูดอาจผิดพลาด
 ๓. อยาถอมตัว เชน ผมไมใชคนเกงมีประสิทธิภาพนอย
 ๔. อยาออมคอม เชน บรรยายไปเรื่อย ๆ ขาดจุดเดนที่นาสนใจ

ถอยคําที่วิทยากรควรหลีกเลี่ยงในการขึ้นตนหรือลงทาย
 “ ขาพเจารูสึกยินดีและเปนเกียรติอยางยิ่งที่ไดมาพูดในวันนี้ ”
 “ เตรียมมาไมเต็มที่ ดังนั้นหากผิดพลาดไป ขอโทษ ”
  “ ผมพูดมาก็มากแลวจึงขอจบเพียงเทานี้ ”
 “ ขาพเจาไมมีอะไรจะกลาวอีกแลว จึงใครขอยุติไวเพียงแคนี้สวัสดีครับ “
 “ ที่พูดมาทั้งหมดนั้น หวังวาคงเปนประโยชนแกทานไมมากก็นอย ขอบคุณมากครับ สวัสดี”
 “ ความคิดของดิฉันก็มีเพียงเทานี้แหละคะ ขอบคุณทานทั้งหลายที่อุตสาหฟงดิฉันพูดจนจบ”

ขอแนะนําสําหรับวิทยากร เมื่อลงจากเวทีแลว สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ
 ๑. ควบคุมจิตใจใหสงบ
 ๒. อยารูสึกเสียดายถอยคําบางคําที่ลืมพูด
 ๓. ไมหลงระเริงคําสรรเสริญเยินยอ
 ๔. อดทนฟงคําวิจารณของผูอื่นอยางสนใจ
 ๕. บันทึกขอบกพรองเพื่อพิจารณาแกไขตอไป
สรุป
    การพูดเปนทั้งศาสตรและศิลป มนุษยเกือบทุกคนพูดไดตั้งแตวัยเด็กและมีการพัฒนาการใชภาษาเพื่อการ
สื่อสารมาโดยตลอด แตมิไดหมายความวามนุษยทุกคนจะพูดเปน จึงมีคําพังเพยที่วา “ คารมเปนตอรูปหลอเปน
รอง ” การเปนวิทยากรที่ดีตองประกอบดวยบุคลิกภาพและคุณสมบัติหลายประการ รวมถึงการใชพลังทั้งหมด
ประสานกัน ระหวางกายกับจิต ปฏิภาณไหวพริบ ถายทอดออกสูผูฟงโดยใช พลังจิต ภาษาพูด ภาษาทาทาง ที่
ไดรับการเตรียมการ ฝกฝนมาอยางดียอมจะกอใหเกิดการประสบความสําเร็จสูง

พูดดี มีสาระ นาศรัทธา

คิดใหรอบคอบ ชอบดวยใจความ งดงามดวยถอยคํา
จดจําดวยสาระ เสริมทักษะดวยคารม ประสมดวยตัวอยาง
กระจางดวยเหตุผล แยบยลดวยกลวิธี มีมนุษยสัมพันธ
พูดจบแลวนั้นประทับใจ

      (สุนีย สินธุเดชะ)
บทที่ ๓
                                            วิทยากรกับการฝกอบรม

ปจจุบันสภาพเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว ทําใหพัฒนาการดานตาง ๆ ของ
ประเทศรุดหนาพรอมทั้งเกิดปญหาที่เนื่องมาจากการพัฒนาที่สลับซับซอนเพิ่มเติมขึ้นคูขนานกันไป การเตรียมทรัพยากร
มนุษยใหพรอมที่จะรับมือกับปญหาตาง ๆ อยางรูเทาทันจึงตกเปนภาระหนาที่ของการจัดการศึกษาอยางปฏิเสธไมได
นอกจากการรับการศึกษาจากหลักสูตรปกติของสถาบันการศึกษาตาง ๆ แลว การจัดการฝกอบรมก็เปนอีกวิถีทางหนึ่งของ
การจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ดวยเหตุนี้วิทยากรที่ดีจึงควรใสใจกับกระบวนการฝกอบรมทั้งระบบ ทั้งนี้เพื่อใหสามารถ
นําความรูความเขาใจไปใชไดอยางถูกตองเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ
 การฝกอบรมที่จะสงผลใหบุคลากรที่รับการฝกอบรมเปนผูที่มีความรูความเขาใจตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไป
ในทางที่ดีเปนบุคลากรที่มีคุณภาพนั้น ยอมขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการทั้งในดานบุคคล องคการและกระบวนการการ
ฝกอบรมซึ่งจะไดกลาวถึงเปนลําดับดังนี้
การฝกอบรมหมายถึงอะไร
 การฝกอบรม หมายถึง กระบวนการในการที่จะทําใหผูเขารับการอบรม เกิดความรู ความเขาใจ เกิดความชํานาญ และ
เกิดทัศนคติที่เหมาะสม เกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งผูเขารับการอบรมเกิดการเรียนรูและสามารถเปลี่ยนแปลงความคิด
หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงคของการฝกอบรมอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของคน
 การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤตืกรรมของคนจากจุดหนึ่งที่เรายังไมพอใจไปยังจุดที่เราพอใจนั้น ควรปฏิบัติดังนี้
 1.ใหความรู (Knowledge)
 2.ใหเกิดความเขาใจ (Understand)
 3.ใหเกิดทักษะโดยการใหลงมือปฏิบัติจริง (Skill)
 4.ใหเกิดทัศนคติ (Attitude)
 การฝกอบรม คือการทําใหผูเขารับการอบรมเกิดการเรียนรูและปฏิบัติไดจริงมิใชเพียงทําใหไดรับความรูเทานั้น
 การทําใหเกิดการเรียนรู คือ กระบวนการจัดการเรียนการอน (Instrution) ไมใชเพียงแตการสอน (Teaching) หรือ การ
บรรยาย (Lecture) เทานั้น
 วิทยากรคือผืที่ทําใหเกิดการเรียนรู ดังนั้นการเรียนรูจึงเกิดจากิจกรรมของวิทยากรรวมกับกิจกรรมของผูเขารับการ
ฝกอบรมภายใตสถานการณที่วิทยากรเปนผูกําหนดและอํานวยการใหเปนไปโดยยึดผูเขารับการฝกอบรมเปนศูนยกลาง
หลักสําคัญที่ทําใหเกิดการเรียนรู มี 2 ประการคือ
 1.วิทยากรเปนผูกระตุนและอํานวยความสะดวกในการเรียนรูของผูเขารับการอบรม
 2.ผูเขารับการอบรมตองทํากิจกรรมเพื่อใหเกิดการเรียนรูดวยตนเอ

บทบาทผูจัดการฝกอบรม
   ในการจัดการฝกอบรมแตละครั้ง บุคลาการที่มีหนาที่ในการจัดฝกอบรมแบงออกไดเปนหลายประเภท บุคลาการเหลานี้
มีบทบาทหนาที่แตกตางกันไปตามภารกิจแตก็ลวนมีความสําคัญตอการจัดการฝกอบรมทั้งสิ้น อาทิ เชน
   ผูบริหารองคการ เปนผูที่มีบทบาทสําคัญในการใหการสนับสนุนดานงบประมาณ เวลา ใหคําปรึกษา แนะนํา จัด
บุคลากรใหรับผิดชอบงานไดอยางเหมาะสม เห็นคุณคา และความสําคัญของการฝกอบรม
ผูบริหารการฝกอบรม เปนผูรับผิดชอบในการฝกอบรมจะตองมีความรู ความสามารถหลายดาน เชน การวางแผน
กําหนดโครงการ และการบริหารงบประมาณไดอยางเหมาะสม ตลอดจนเขาใจนวัตกรรมการฝกอบรม เปนตน
นอกจากนั้น ผูบริหารงานฝกอบรมเปนบุคคลสําคัย จึงจําเปนตองพัฒนาตนเองและมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ คือ
 1.มีความรูความสามารถในการฝกอบรม มีความคิดริเริ่มและคิดกวางไกล
 2.เปนนักประสานงานที่ดีสามารถทํางานกับทุกคนได
 3.เปนนักวางแผนและนักปฏิบัติที่ดี
 4.ศึกษาและมีความเขาใจปรัชญา จิตวิทยาการฝกอบรมจิตวิทยาผูใหญ
 5.มีมนุษยสัมพันธดี ยิ้มแย็มแจมใส มีความเปนกัลยาณมิตรกับทุกคน
 6.มีความสามารถในการแกปยหาไดดี
 7.เปนผูกระตุนที่ดีเพื่อใหผูเขารับการอบรมตื่นตัวและมีความกระตือรือรน
 8.เปนผูคิดคํานึงถึงการใหมากกวาการรับ และคํานึงถึงผลประโยชนสวนรวมมากกวาประโยชนสวนตน
 9.มีบุคลิกภาพและการแตงกายที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองและพูดมีศิลปะ
 10.เปนผูใหความรวมมือ สงเสริม สนับสนุน เสนอแนะใหวิทยากรปฏิบัติงานตามบทบาทและภารกิจไดอยางเต็มที่
 วิทยากร มีความสําคัญอยางมากในเวทีการฝกอบรม เปนผูมีความรูความสามารถในการถายทอด มีเทคนิคในการจัดสื่อ
เครื่องมือตลอดจนการนําเสนอที่เหมาะสมกับเวลาและผูเขารับการฝกอบรม

  ผูเขารับการอบรม มีสวนสําคัญในการทําใหการอบรมสําเร็จถามีความสมัครใจ เต็มใจ กระตือรือรน และใหความรวมมือ
ในการปฏิบัติกิจกรรม ตลอดจนการนําความรูไปพัฒนางาน
  จะเห็นไดวาวิทยากรเปนสื่อกลางที่มีบทบาทสําคัญมาก ในการทําใหผูเขารับการอบรมเกิดความรู ความเขาใจ ทักษะ
และทัศนคติที่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งเกิดการเรียนรูและเป,ยนแปลงความคิดหรือพฤติกรรมตามที่
ตองการ

บทบาทและหนาที่สําคัญของวิทยากร
  ในการจัดการฝกอบรม ผูที่มีบทบาทสําคัญที่สุด ที่จะกอใหเกิดการเรียนรูหรือชวยใหการจัดการฝกอบรมเกิด
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากนอยเพียงใด ก็คือวิทยากรการฝกอบรม วึ่งบทบาทและหนาที่ที่สําคัญของวิทยากรมีอยู
6 ประการใหญ ๆ ดวยกัน คือ

 1. จัดเตรียมหลักสูตรการฝกอบรม กําหนดเปาหมาย ปรัชญาของการฝกอบรม และกําหนดรายละเอียดของเนื้อหาในการ
ดําเนินการฝกอบรม
 2. จัดเตรียมโปรแกรมการฝกอบรม ศึกษาหาขอมูลเกี่ยวกับผุเขารับการฝกอบรมและนําขอมูลเหลานั้นมาใชใหเกิด
ประโยชน ในการเตรียมโปรแกรมการฝกอบรมจะเปนไปอยางละเอียดและรอบคอบ รวมทั้งจัดเตรียมทีมงานใหมีความ
พรอมในการที่จะเปนวิทยากรฝกอบรม
 3. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณและเครื่องมือที่จําเปนจะตองใช เพื่อชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝกอบรม เชน วีดีโอ
โปรเจคเตอร เครื่องฉายภาพทึบแสง แผนใสสี สไลด ฯลฯ
 4. ประสานงานในเรื่องการจัดเตรียมงาน เตรียมพรอมทุกดานที่เกี่ยวของกับกระบวนการในการจัดฝกอบรม เพื่อความ
สะดวกและราบรื่นในการดําเนินการตามโครงการ เชน สถานที่ อาหาร ระบบไฟฟา แสง สี เสียง ฯลฯ
 5. รวมปรึกษาหารือทีมงาน เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรมการฝกอบรมใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ชวยใหสมาชิกผูเขา
รับการฝกอบรมไดรับความรูความเขาใจ บรรลุผลตามจุดมุงหมายที่ตั้งเอาไวซึ่งวิทยากรจะตองดําเนินการดังตอไปนี้
 5.1 สรางบรรยากาศการเรียนรู วิทยากรการฝกอบรม จะตองเปนผูที่สรางบรรยากาศเพื่อจูงใจ สงเสริม และเรงเราให
สมาชิกเกิดความสนใจที่จะเรียนรู รวมทั้งจัดประสบการณการเรียนรูหลายรูปแบบที่จะชวยใหผูเขารับการอบรมเกิดความ
เขาใจเนื้อหาที่เรียนมากยิ่งขึ้น
 5.2 วิทยากรจะตองเปนผูที่ถายทอดขอมูล ความรู ความคิด ประสบการณ ใหผูเขารับการฝกอบรมในฐานะนักวิชาการ
เพื่อสรางความรูความเขาใจที่ถูกตองใหผูเขารับการฝกอบรมและวิทยากรจะตองมีทัสนคติที่ดีตอผูเขารับการฝกอบรมดวย
 5.3 วิทยากรจะตองทําตัวเปนตนแบบ เปนแมพิมพหรือเปนแบบอยางที่ดีแกผูเขารับการฝกอบรม สิ่งใดที่วิทยากรตองการ
ใหผูเขารับการฝกอบรมประพฤติปฏิบัติ วิทยากรควรประพฤติปฏิบัติใหเปนแบบอยางดวย เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ในเชิง
วิชาการ
 5.4 วิทยากรจะตองทําหนาที่เปนคตัวกลาง เชื่อมโยงและประสานความคิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อความหมายใน
การสรางความเชาใจใหกับผูเขารับการฝกอบรมไดเขาใจถูกตองตรงกัน พรอมทั้งคอยชี้แนะและแกปญหากลุมในบาง
โอกาส เพราะกระบวนการการเรียนรูโดยอาศัยวิธีการเรียนจากกิจกรรมกลุมสัมพันธเปนไปในลักษระที่กลุมจะตองแสดง
ความคิดและทํางานรวมกันเปนทีม
 6. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในการฝกอบรม วิทยากรจะตองทําหนาที่ประเมินผลการฝกอบรมวาบรรลุเปาหมายมากนอย
เพียงใด และแจงผลการประเมินใหกับผูเขารับการฝกอบรมไดทราบดวย

   จากที่กลาวมาแลวจะเห็นไดวา วิทยากรเปนหัวใจสําคัญที่จะชวยใหการฝกอบรมสัมฤทธิผลหรือลมเหลว เพราะบทบาท
ในกระบวนการเรียนการสอนอยูที่วิทยากร ทุกคนเปนวิทยากรได แตจะเปนวิทยากรที่ดีหรือไมเพียงใดขึ้นอยูกับการพัฒนา
ตนเองใหมีความรู ความสามารถ ทักษะ บุคลิกภาพ และคุณลักษณะดังตอไปนี้
 1. วิทยากรจะตองเปนผูมีบุคคลิกที่ดี เปนที่นาเชื่อถือ และเปนกันเองกับผูเขารับการฝกอบรม เพื่อสรางบรรยากาศแหง
ความสมานฉันทและจูงใจผูเขารับการฝกอบรม
 2. วิทยากรจะตองมีทัศนคติที่ดีตอผูเขารับการฝกอบรมทุกคน
 3. วิทยากรจะตองมีทักษะในการฟงและการสั่ง ทั้งในรูปของถอยคําสํานวนภาษาและการจับใจความสําคัญ คือสามารถ
รับฟงคนอื่นไดอยางเขาใจแจมแจง และจะตองเคารพในความคิดเห็นของผูอื่น
 4. วิทยากรจะตองไวตอการรับความรูสึกสามารถ อานใจสังเกตความตองการของผูอื่นและการวิเคราะหสถานการณและ
ถูกตอง
 5. วิทยากรจะตองใจกวาง กลาที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
 6. วิทยากรจะตองเปนผูที่มีความสนใจผูอื่น ไมใชเรียกรองใหผูอื่นมาสนใจวิทยากร
 7. วิทยากรจะตองเปนนักมนุษยสัมพันธ อานใจเขาใจเราไมยกตนขมทานหรือแสดงอํานาจ
 8. วิทยากรจะตองไมวิพากษวิจารณ หรือแปลพฤติกรรมของผูอื่นโดยไมจําเปน
 9. วิทยากรจะตองไมเอาปญหาของตนเองมาเปนจุดสรางความสนใจใหกับผูอื่นจนกระทั่งลืมความตองการหรือ
วัตถุประสงคของกลุม
10. วิทยากรจะตองมีเทคนิควิธีการรอบดาน เพื่อชวยใหผูรับการอบรมสนใจและเกิดความรู
11. วิทยากรจะตองรูจักนําความคิดเห็นของผูอื่นมาใชใหเปนประโยชน
12. วิทยากรจะตองมีความสามารถในการวิเคราะห เชื่อมโยงความคิดและสรุปความคิดเห็นตาง ๆ ไดดี
13. วิทยากรจะตองเปนผูที่มีปฏิภาณไหวพริบดีเยี่ยม แกปญหาเฉพาะหนาอยางเหมาะสม

ขั้นตอนของการดําเนินการฝกอบรม
   ในการฝกอบรมแตละครั้ง แมวาวิทยากรจะมีบทบาทเฉพาะในบางชวงเวลาของการฝกอบรมตามที่ไดพรรณนามาแลว
ขางตนก็ตามแตเพื่อใหเกิดประโยชนแกผูที่สนใจศึกษาเรื่องการจัดการฝกอบรมมากยิ่งขึ้น สมควรที่จะนําแผนของการ
ดําเนินการฝกอบรม 3 ขั้นตอนคือ การดําเนินงานกอนการฝกอบรม การดําเนินการระหวางการฝกอบรม การดําเนินงาน
หลังการฝกอบรม มานําเสนอไวดวยดังนี้

แผนดําเนินการฝกอบรม
การดําเนินงาน ผูรับผิดชอบ/กําหนดเวลา

การดําเนินการกอนการฝกอบรม
1. ติดตอวิทยากรเปนการภายใน พรอมทั้งแจงรานละเอียดเกี่ยวกับการฝกอบรมที่วิทยากรควรทราบ เชน หัวขอวิชานั้น ๆ
จํานวนและคุณสมบัติของผูเขารับการอบรม วันและเวลาสําหรับหัวขอนั้น ๆ เปนตน นอกจากนั้นจะตองสอบถามวิทยากร
เกี่ยว
กับการจัดรถรับ-สง ดารจัดหองฝกอบรมอุปกรณที่จะใช และ เอกสารประกอบสําหรับหัวขอนั้น ๆ
2. ติตดอสอบถามสถานที่ดูงานหรือทัศนศึกษาเปนการภายในพรอมทั้งแจงวัตถุประสงค ขอบเขตของการดูงาน ตลอดจน
จํานวนผูเขาชม วัน เวลาของการดูงาน
3. จัดพิมพหลักสูตรและโครงการฝกอบรม
4. คัดเลือกผูเขารับการฝกอบรม และจัดทําบัญชีรายชื่อผูเขา
รับการฝกอบรมสําหรับ
     - วิทยากร ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูเขารับการฝกอบรมที่วิทยากรควรทราบ เชน ชื่อ อายุ ตําแหนง
หนวยงานตนสังกัด วุฒิ ประสบการณการทํางาน เปนตน
ผูเขารับการอบรม ซึ่งมีรายละเอียดในเรื่อง ชื่อ ตําแหนง ν หนวยงานตนสังกัด
 ลงชื่อประจําวัน ν
5. จัดเตรียมเงินที่จะใชจายในโครงการฝกอบรม
6. จัดเตรียมเอกสารพื้นฐานและเอกสารประกอบการฝกอบรม
7. จัดเตรียมประวัติวิทยากรในโครงการ
8. จัดเตรียมแบบประเมินผลและสังเกตการณของแตละรายวิชาและของโครงการโดยสวนรวม
9. การจัดเตรียมสถานที(เชน โตะ เกาอี้ แจกันดอกไม เปนตน) โสตทัศนูปกรณ (เชน เครื่องฉายภาพขามศีรษะ แผนใส ที่
                         ่
เขียนแผนใส กระดานดํา เปนตน) และอุปกรณอื่น ๆ (เชน ตะกรา เอกสาร กรรไกร ที่เจาะกระดาษ ที่เย็บกระดาษ สกอต
เทป ตะกราใสผง เปนตน) เพื่อใชในการฝกอบรม
10. ติดตอประสานงานกับหนวยงานที่เกี่ยวของ เพื่อขอความชวยเหลือในเรื่อง
-การจัดและการใชสถานที่ในการฝกอบรม
   -การจัดรถรับ-สงวิทยากร และรับ-สงผูเขารับการอบรมไปดุงาน
   -การจัดสถานที่จอดรถสําหรับวิทยากร
   -โสตทัศนูปกรณที่ใชในการฝกอบรม
   -การจัดเลี้ยงเครื่องดื่มในพิธีเปด-ปดและระหวางฝกอบรม
   -การจัดพิมพเอกสาร
                           ฯลฯ

11. จัดทํากําหนดการพิะเปดการฝกอบรม
12. ทําหนังสือเชิญวิทยากร และหนังสือขออนุญาตจากผูบังคับบัยชาของวิทยากร พรอมทั้ง รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร
การฝกอบรม รายชื่อผูเขารับการอบรม แบบประเมินผลการอบรมโดยวิทยากร
13. ทําหนังสือถึงหนวยงาน เพื่อขออนุญาตเขาดูงานในหนวยงานนั้น
14. เตรียมรางคํากลาวรายงาน คํากลาวในพิธีการเปดการฝกอบรม
15. ทําหนังสือเชิญหัวหนาหนวยงานเปนผูกลาวรายงานในพิธีการเปดการฝกอบรม(ควรสงลวงหนาประมาณ 1 สัปดาห)
16. ทําหนังสือเชิญผูมีเกียรติมารวมในพิะเปดการฝกอบรมพรอมทั้งแนบกําหนดการพิธีเปด
17. จัดปายตาง ๆ คือ
   -ปายวิทยากร(ตั้งโตะ)
   -ปายชื่อผูเขารับการฝกอบรม(ตั้งโตะ ติดเสื้อ)
   -ปายลงทะเบียน
   -ปายบอกทางมายังหองฝกอบรม
18. เตรียมแฟมสําหรับผูเขารับการฝกอบรม ประกอบดวย
   -กําหนดการพิธีเปดการฝกอบรม
   -รายละเอียดโครงการ
   -เอกสารพื้นฐาน
   -กระดาษจดบันทึก
   -รายชื่อผูเขารับการอบรม
19. เตรียมแฟมลงทะเบียน แฟมเซ็นชื่อ
20. เตรียมวุฒิบัตร
21. เตรียมการทั่วไปสําหรับวันเปดการฝกอบรม
   -สถานที่ ไดแก โตะหมูบุชา โตะ เกาอี้ ไมโครโฟน
ดอกไม ธูปเทียน
   -ตอนรับประธาน ผูมีเกียรติ ผูเขารับการฝกอบรม
   -รับลงทะเบียน
   -การเลี้ยงน้ําชา
   -เตรียมสําเนารางคํากลาวรายงาน และคํากลาวในพิธีเปดการฝกอบรม
-สงรางคํากลาวถึงประธานและผูกลาวรายงานกอนวันพิธีเปด 1 วัน
22. เรียนตเอนประธานและผูกลาวรายงานกอนวันพิธีเปด

การดําเนินการระหวางฝกอบรม
1. จัดเตรียมแฟมเซ็นชื่อประจําวัน
2. จัดเตรียมเอกสารที่จะแจกแตละวันและกระดาษบันทึก
3. จัดเตรียมสถานที(จัดโตะ เปลี่ยนปายชื่อวิทยากร เปลี่ยนปายชื่อผูเขารับการฝกอบรม) โสตทัศนูปกรณ(เครื่องขยาย
                     ่
เสียง เครื่องฉายภาพขามศีรษะแผนใส ที่เขียนแผนใสฯลฯ)
4. เตือนวิทยากรกอนการบรรยายลวงหนา 1 สัปดาห
5. เตรียมเครื่องดื่มสําหรับวิทยากรและผูเขารับการฝกอบรม
6. เตรียมรถรับ-สงวิทยากรหรือสถานที่จอดรถสําหรับวิทยากร
7. เตรียมวิทยากรแทนหรือจัดกิจกรรมทดแทน ในกรณีวิทยากรไมมา
8. ตอนรับ อํานวยความสะดวก สงวิทยากร
9. แนะนําและขอบคุณวิทยากร
10. จัดเตรียมเงินสมนาคุณวิทยากร
11. อํานวยความสะดวกใหแกผูเขารับการฝกอบรม
12. สังเกตุการฝกอบรมตลอดระยะเวลาการฝกอบรมตลอดจนดูแลเวลาใหเปนไปตามกําหนดการ
13. แจกแบบประเมินผล รวบรวมผลจากการประเมิน เพื่อทําการวิเคราะหและปรับปรุงแกไข
14. จัดทํากําหนดการพิธีปดการฝกอบรม
15. จัดเตรียมวุฒิบัตร และเสนอเซ็นลวงหนา
16. รางคํากลาวรายงานและคํากลาวปดการฝกอบรม
17. ทําหนังสือเชิญประธานปกการฝกอบรม และแจกวุมิบัตรพรอมทั้งแนบคํากลาวปดการฝกอบรม และกําหนดการพิธีปด
การฝกอบรม
18. ทําหนังสือเชิญวิทยากรและผูมีเกียรติในพิธีปดการฝกอบรมพรอมทั้งแนบกําหนดการพิธีปดการฝกอบรม
19. ทําหนังสือขอบคุณวิทยากรและหนวยงานที่ใหการอนุเคราะหชวยเหลือตาง ๆ
20. ทําหนังสือสงตัวผูเขารับการฝกอบรมกลับคืนตนสังกัด
21. เตรียมการทั่วไป สําหรับวันปดการฝกอบรม(กิจกรรมสวนใหญจะคลายคลึงกับวันเปดการฝกอบรม)
22. จัดเตรียมแบบทดสอบหลังการฝกอบรม แบบประเมินผลโครงการ และใหผูรับการฝกอบรมประเมินผลในวันสุดทาย
ของการฝกอบรม

ระยะหลังการฝกอบรม
   1.สงหนังสือขอบคุณวิทยากรและหนวยงานที่เกี่ยวของ
   2.สงหนังสือสงตัวผูเขารับการฝกอบรมกลับคืนตนสังกัด
   3.รวบรวมและวิเคราะหผลการฝกอบรม
   4.รายงานผลการฝกอบรมตอฝายบริหาร
5.ติดตามผลการฝกอบรม
   6.รวบรวมและวิเคราะหผลที่ไดจากการติดตาม และทํารายงานเสนอตอฝายบริหาร
   7.จัดการเรื่องการเงิน โดยนําหลักฐานการจายเงินตาง ๆ ในโครงการมอบใหฝายการเงิน
   8.เปนตัวกลางในการติดตอประสานงานระหวางผูรับการฝกอบรมตอไป
   9.จัดทําเนียบรุนผูเขารับการฝกอบรม

หมายเหตุ แผนการดําเนินการฝกอบรมนี้เสนอเปนเพียงตัวอยางหรือแนวทางเทานั้น ซึ่งผูดําเนินการฝกอบรมและผูที่
เกี่ยวของสามารถนําไปปรับมใชไดตามความเหมาะสม

ประโยชนของการฝกอบรม
 ขอสรุปของการจัดการฝกอบรมอาจนําเสนอไดโดยประโยชนที่เกิดขึ้นในระดับตาง ๆ ทั้งตอบุคลากร หนวยงานและผูที่
เกี่ยวของอื่น ๆ ดังนี้
ประโยชนตอหนวยงาน
     1. เพื่อเพิ่มรายไดและผลกําไรของหนวยงาน
     2. เพื่อลดคาใชจายหรือเพิ่มประสิทธิภาพใหแกหนวยงาน
     3. เพื่อชวยใหเจาหนาที่หรือพนักงาน สามารถขยายงานไดอยางตอเนื่องทั้งในแนวตั้งและแนวนอน
     4. เพื่อปองกันปญหาโดยการเสริมสรางความรู ควงามเขาใจกับบุคลากรเพื่อหลีกเลี่ยงปญหาระหวางการปฏิบัติงานได
     5. เปนกรรมวิธีที่กอใหเกิดความสามัคคีของบุคลากรที่ทํางานในหนวยงานเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณืซึ่ง
กันและกันชวยใหเกิดความเขาใจกันมทากยิ่งขึ้น

ประโยชนตอหัวหนางาน
   1. ทําใหผลงานรวมของหนวยงานสูงสุดทั้งปริมาณและคุณภาพ
   2. ลดคาใชจายในการตรวจสอบ การควบคุมและการทํางานแทนผูบังคับบัญชา
   3. ทําใหผูบังคับบัญชาระดับสูงมีความไววางใจในความสามารถในการบริหารงาน

ประโยชนตอผูเขารับการอบรม
   1. เสริมสรางความรูใหม ๆ ที่ทันสมัยและสรางวิสัยทัศน
   2. พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองและปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานใหเหมาะสมกับภารกิจที่ตองปฏิบัติ
   3. สามารถปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมายไดทั้งในเชิงปริมาณและคุรภาพ
   4. เสริมสรางขวัญกําลังใจและความเชื่อมั่นในตนเอง มีความพรอมในการปฏิบัติงานสูง
   5. เกิดความมุมานะพยายามพัฒนางานเพื่อความกาวหนาในอนาคต(ตําแหนงงาน)
บทที่ 4
                             วิทยากรกับสุภาษิตและคําประพันธ
      วิทยากรเปนผูที่มีบทบาทสําคัญในการฝกอบรมดั
นั้นวิทยากรที่ดีจะตองเปนผที่มีความรู ความสามรถ ตลอดจนคุณลักษณะดานอื่น ๆ ที่เอื้ออํานวยตอการฝกอบรม
กอใหเกิดความสําเร็จตามวัตถุประสงคของการฝกอบรม เชน มีความสามารถในการถายทอดใหเขาใจงาย ไดสาระ
มีทักาะในการพูดจูงใจ ทําใหผูฟงรับรู ยอมรับ เชื่อถือ มีเทคนิคในการสรางอารมณขัน สามารถสรางบรรยากาศใน
การอบรม ไดอยางเมาะสม เปนตน

     การสรางบรรยากาศในการฦึกอบรม เปนิสงสําคัญประการหนึ่งดังนั้น วิทยากรจึงควรฝกฝนและนําเทคนิคตาง ๆ
ไปใช เชน เทคนิคการสรางคํานําหรือการนําเขาสูเรื่องที่จะใหการอบรม อาจใชวิธีอางประวัติความเปนมาของเรื่องม
ที่จะพูด อางถึงตัวผูพูดและแนะนําตัวเองอยางสั้น ๆ มีอารมณขันแทรกเล็กนอยหรืออาจอางสุภาษิต คําพังเพย คํา
กลอน หรือถอยคําที่กินใจสั้น ๆ ที่สะดุดใจหรือเขากับเรื่องเปนเราความสนใจความสนใจของผูฟง โดยยึดคติที่วา
Well begun is half done หมายถึงการเริ่มตนที่ดีเทากับสําเร็จไปแลวครึ่งหนึ่ง

    ผูเขียนไดรวบรวม สุภาษิต คําพังเพย คําประพันธ ตั้งแตอดีตถึงปจจุบันทั้งในประเทศไทยและตางประเทศที่เปน
ประโยชนสําหรับวิทยากรเพื่อนําไปประยุกตใชแทรกเนื้อหาหรือประกอบกิจกรรมการฝกอบรมเมื่อเริ่ม ระหวาง
ดําเนินการ สรุปจบหรือเปนการย้ําเนนใหขอคิด คติเตือนใจรวมทั้งการเสริมสรางบรรยากาศการอบรม โดยจัดแบง
ออกเปนหมวดหมู เพื่อความสะดวกในการคนหาและการนําไปใชไดสอดคลอง เหมาะสมกับเนื้อหา เวลา สถานที่ผู
เขารับการอบรม

ตอนที่ 1 ชีวิตและบุคคล
ชีวิต/คน/คาของคน
มงคลธรรม 9 ประการ
1. ถาทานทําตัวแขงกับสังคม ความพินาศลมจมจะตามมา
2. ถาทานทํางานเห็นแกหนา ทานจะพบปญหาเรื่อยไป
3. ถาทานทําตัวเหนแกได อยางหวังน้ําใจจากเพื่อนฝูง
4. ถาทานกลัวจนเกินไป ทานจะทําอะไรไมไดความ
5. ถาทานกลาจนเกินงาม ทานจะพบแตความเดือดรอน
6. ถาทานขาดความพอดี ทานจะเปนหนี้ตลอดกาล
7. ถาทานเห็นแกความสนุก ทานจะทุกขอยางมหาศาล
8. ถาทานขาดความยั้งคิด ทั้งชีวิตจะสิ้นความหมาย
9. ถาทานทําใจสงบ ทานจะพบชีวิตที่เยือกเย็น

ลุมเจาพระยา เห็นสายธาราไหลลองχ
เพียงแตมองหัวใจใหปวน น้ําไหลไปมักไมไหลทวน
ชีวิตเราไมหวล ไมกลับทวนเหมือนกัน

มนุษยใด มีความรู ความสามารถη
ใชฉลาด สงบสุข หมดทุกขหนอ
มีชีวิต ที่สมบูรณ ไมรั้งรอ
ไมยอทอ ถากถาง ทางนิพพาน
ชีวิตที่ ไมเปลือย เปนเชนนีη
                             ้
ตามที่ได บอกกลาวขาน แถลงไข
ชีวิตมี     อาภารณื ประดับใจ
แตงเติมไว ชีวิตใหม ไมเปลาเปลือย
ชีวิตที่เปนมงคล
ถาอยากเปนคนงาม อยาวูวามโกรธงายα
ถาอยากเปนเปนคนสบาย อยาเบื่อหนายความเพียร
ถาอยากเปนคนมั่งมี อยาเปนคนดีแตจาย
ถาอยากเปนคนนําสมัย อยาทําลายวัฒนธรรม
ถาอยากเปนคนมีเกียรติ อยาเหยียดหยามคนอื่น
ถาอยากมีความรู อยาหลบหลูครูอาจารย
ถาอยากหาความสําราญ อยาลางผลาญสมบัติ
ถาอยากเปนคนมีอํานาจ อยาขาดความยุติธรรม
ถาอยากเปนคนดัง อยาหวังความสงบ
มงคลชีวิต
อยานอนตื่นสาย อยาอายทํากินκ
อยาหมิ่นเงินนอย อยาคอยวาสนา
อยาเสวนาคนชั่ว อยามั่วอบายมุข
อยาชิงสุกกอนหาม อยาพลามกอนทํา
อยาคอยแตประจบ อยาคบแตเศรษฐี
อยาดีแตตัว อยาชั่วแตคนอื่น
อยาฝนกฎระเบียบ อยาเอาเปรียบสังคม
อยาชื่นชมคนผิด อยาคิดเอาแตได
อยาใสรายคนดี อยากลาววจีมุสา
อยานินทาพระเจา อยาขาดเขลาเมื่อมีทุกข
อยาสุขจนลืมตัว อยาเกรงกลัวงานหนัก
อยาพิทักษพาลชน อยาลืมตนเมื่อมั่งมี

ชีวิตเราเปนอะไรไดทุกอยาง เปนครูเปนเรือจางชางแสนงาย∗
แตที่เปนไดยากลําบากกาย เปนคนที่มีความหมายกับทุกคน

ชีวิตที่ไมเคยประสบการตอสู ยอมเปนชีวิตที่ออนแอ≅
บุคคลที่ไมเคยมีศัตรู จะเปนผูเขมแข็งไมได

ตองการแบบไหน
ถาตองการความสบาย ใหขวนขวายทําความดี,
 ถาตองการเปนเศรษฐี ใหมีการประหยัด
 ถาตองการสมบัติ ใหมีความกตัญู
 ถาตองการความรู ใหคบบัณฑิต
 ถาตองการมิตร ใหรูจักเสียสละ
 ถาตองการพละ ใหบริหารรางกาย
 ถาตองการเปนนาย ใหมีความยุติธรรม
 ถาตองการใหคนอุปถัมภ ใหรูจักออนนอมถอมตน
 ถาอยากใหงานมีผล ใหเปนคนมีความขยัน
 ถาอยากใหเรื่องสั้น ใหหยุดพูด

งานที่สําเร็จราบรื่นไปโดยไมมีอุปสรรค−
 ยอมเปนงานที่ไมหนักแนนถาวร

ชีวิตไมใชเทียนไตดับแลวจุดคืน−
 ดังนั้นการทํางานใหเปนเสมือนวันสุดทายของชีวิต
เมื่อเจามามีอะไรมาดวยเลา เจาจะเอาแตสุขสนุกไฉน/
ก็เจามาตัวเปลาจะเอาอะไร เจาก็ไปตัวเปลาเหมือนเจามา
มงคลชีวิต
อยาลืมหลงจงอุตสาหรักษาศิริ ตามคติโบราณทานขานไขΑ
แตเชาตรูสุริโยอโณทัย ตื่นนอนใหหามโทโสอยาโกะา
ผินพักตรสูบูรพาทิศและทักษิณ เสกวารินดวยพระธรรมคาถา
ที่นับถือคือประไตรสรณา ถวนสามคราจึ่งชําระสระพระพักตร
แลวเอื้อนอรรถตรัสความทีดีกอน จะถาวรพูนเกิดประเสริฐศักดิ์
ดวยราคีทิชลอนรลักษณ อยูพระพักตรแตทิวาเวลากาล
ยามกลางวันนั้นวาพระราศรี สถิตที่วรองคสรงสนาม
พระอุระปลงสุคนธวิมลมาลย จะสําราญโรคาไมราคี
ครั้นพลบค่ําคล้ําฟาสุธาวาส ฝายเบื้อบาทซายขวาเปนราศรี
จงรดน้ําชําระซึ่งราคี หามสตรีอยาใหพาดบาทยุคล
       (สวัสดิรักษา)
คนเราคลายกับหนังสือบางเลมดูหนาปกสวยงามดีแตเปดอานเนื้อเรื่องขางในไมมีสาระ หนังสือบางเลมปกไมนาดู
                                                                               ⁄
แตเนื้อเรื่องดีมีคติจับใจ
       (พ.เนตรรังษ)

อํานาจวาสนาก็ด∞
              ี
ทรัพยสมบัติก็ดี
 สังขารทั้งหลายก็ดี
    ยอมดับและเสื่อมสูญตามกาลเวลา
คูดีกวาโสด
ในโลกนี้มีอะไรที่ไมคΓ ู
ไดเห็นอยูทั่วถวนลวนเปนสอง
ดวงจันทรนั้นยังมีอาทิตยครอง
เดินพบพองกันบางคราวเมื่อเชาเย็น

เห็นชัด ๆ อาทิตยคูจันทร ชายคูหญิง ดอกไมคูแมลง แมแตตัวเราแตละคนยังประกอบดวยชิ้นสวนที่เปนคูทั้งนั้น
 คิ้ว ก็ คู
 ผม จํานวนเสน ก็ เปนคู (ไมเชื่อก็ลองนับดู ฮา….)
 ตา มี สองตา เปนคู
 ปาก มีริมฝปากบน ริมฝปากลาง เปนคู
 ฟน มี 32 ซี่ เปน คู
 แขนมี 2 ขาง เปน คู
 ซี่โครง มี 2 ขาง เปน คู
 ขา มี 2 ขาง เปน คู เชนกัน
 แมแตอวัยวะบางอยางดูเหมือนจะมีอันเดียว แตถาดูใหดีจะพบวามีสวนประกอบที่เปนคูติดอยูดวย (ฮา)
 คือ….จมูก (อา) และปรบมือ
 มี 1 จมูก มี 2 รู (ฮา)

LIFE
Live andΖ learn
 จงมีชีวิต อ ยูและเพื่อเรียนรู
While there is life there isΖ hope
 ตราบที่มีชีวิตอยู ตราบนั้นยอมมีความหวัง
Life is but aΖ dream
 ชีวิตเปนเพียงความฝน
Life has its ups andΖ downs
 ชีวิตมีขึ้นมีลง
Live and letΖ life
 มีชีวิตแยูและอยูอยางมีชีวิต
There is no wealth butΖ life
 ไมมีทรัพยสมบัติใดที่วิเศษเทาการมีชีวิต
Health and money goΖ far
 สุขภาพและเงินทําใหชีวิตดําเนินดวยดี

ลักษณะของคน
คน 7 ประเภทที่ไมทําความเจริญ
พวกวางเฉย
 พวกเอาแตสังคม
  พวกคนพาล
   พวกโง
   พวกขี้เหนียว
    พวกประสาท
    พวกเหลวไหลงมงาย

เมื่อเกิดมามีอะไรมากับเจา⊥ จะมัวเมาโสภมากไปถึงไหน
เมื่อเจาตายก็ไมไดอะไรไป เจาก็ไปตัวเปลาเหมือนเจามา
ฉะนั้นตองลด โลภ โกรธ_ หลง
 เพราะทุกอยางลวน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
คนจะงามงามน้ําใจใชใบหนาα
คนจะสวยสวยจรรยาใชตาหวาน
คนจะแกแกความรูใชอยูนาน
คนจะรวยรวยศีลทานใชบานโต
ลักษณะ 6 ประเภท
ไมรูไมชี้ ลักษณะของคน ไมรับผิดชอบ
      ไมรูแลวชี้ ลักษณะของคน อวดตัว คนหลงตัว
      ไมรูแลวไมชี้ ลักษณะของคน ซื่อตรง คนรูตัว
      รูแลวไมชี้    ลักษณะของคน เห็นแกตัว คนใจดํา
      ชี้แลวไมรู ลักษณะของคน ขอไปที คนไมรูจริง
      รูแลวชี้ ลักษณะของคน บัณฑิตครู ผูประเสริฐ
บุคคลที่ไมรูและไมรูวาตนไมรู เขาผูนั้นเปนคนโง β จงหลีกเขาไปใหพน
บุคคลที่ไมรูและรูวาตนเองไมรู เขาผูนั้นเปนเด็ก จงวางใจในตัวเขา
บุคคลที่รูและไมรูวาตนรู เขาผูนั้นังหลับอยู จงปลุกเขาขึ้น
บุคคลที่รูและรูวาตนรู เขาผูนั้นเปนคนแลาด จงตามเขาไปเถิด

ความเปนอยูของคน
อยูอยางเทวดาδ อยูอยางธรรมดา อยูอยางแมงดา(ฮ)

คนเกงที่เห็นแกตัว คือ คนชั่วทําลายสังคมε
 คนเกงที่อยูเฉย ๆ คือ ผูละเลยไมชวยสังคม
 คนเกงที่มุงทําดี คือ ผูสรางศักดิ์ศรีใหแกสังคม

คุณสมบัติคนอารมณขัน
มองโลกในแงดι   ี
 มีความแหลมคม
  สะสมจดจํา
   นํามาดัดแปลง
    แสดงถูกกาล
ในกระแสน้ําที่ไหลเชี่ยว κ ปลายอมจะวายทวนน้ําเสมอ ปลาที่ลอยตามน้ําก็มีแตปลาตาย มนุษยตองตอสูอุปสรรค
เหมือนปลา ที่วายทวนน้ํา ผูที่ปลอยโชคชะตาไปตามเหตุการณ ก็เหมือนคนที่ตายแลว
วาวจะลอยขึ้นสูงอยูได เพราะเหตุที่ตานลมκ ถาหมดลมวาวก็จะตกมนุษยเราจะขึ้นสูงอยูได ก็เพราะการตอสู
อุปสรรค ชีวิต
ที่ไมเคยประสบอุปสรรค จะหาทางกาวหนาไมไดเลยเปนอันขาด
แลวสอนวาอยาไวใจมนุษยµ
 มันแสนสุดลึกล้ําเหลือกําหนด
 ถึงเถาวัลยพันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
 ก็ไมคดเหมือนหนึ่งในน้ําใจคน
มหาสมุทรสุดลึกลน คณนาµ
 สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได
 เขาสูงอาจวัดวา กําหนด
 จิตมนุษยนี้ไซร ยากแท หยั่งถึง
คนบางคนมีชีวิตอยุอยางคน
 คนบางคนมีชีวิตอยูคลายคน
 คนบางคนมีชีวิตอยูโดยไมรูวาตนเปนคน
คุณคาของความเปนคนมิไดขึ้นอยูกับวาเขา′ มี อะไร หรือ ทํา อะไร แตขึ้นอยูกับวาเขาเปนคนอยางไร
ขาพเจาเชื่อถือคนที่แบงปนความทุกขของขาพเจาในยามที่ขาพเจาตกระกําลําบาก≤ มากกวาคนที่ตองการ
ความสุขกับขาพเจาในยามที่ขาพเจาราบรื่น
การสํานึกผิดเปรียบเสมือนกระจกบานหนึ่งที่สามารถสะทอนใหเราเห็นถึงความผิดพลาดของตนเองอยางแจมชัด
และทําใหเรามีโอกาสไดแกไขขอผิดพลาดƒ

กรุปเลือดบอกลักษณะ
 O เปนคนลักษณะ เกิดมาเพื่อประสบผลสําเร็จ
 A เปนคนลักษณะ ชางคิด คิดอยางลึกซึ้ง
 B เปนคนลักษณะ มีความคิดริเริ่มสรางสรรค
 AB เปนคนลักษณะ เกิดมาเพื่อแกปญหา
 AIDSเปนคนลักษณะ เตรียมตัวตาย (ฮา)
สิ่งที่เปน + จะดีทั้งนั้น ยกเวนเลือด + (ไมดี)_
จําแนกขาราชการเลว 25 ประเภท
1. นั่งไมติดเกาอี้ 2. ออกทองที่เปนประจํา
3. งานไมทําเอาแตคุย 4. หนามุยตลอดวัน
5. ฟาดฟนผูรวมงาน      6. หยอยยานไมมานะ
7. เอาชนะระราน           8. ชอบซุกงานตลอด
9. บอนออดจูจี้         10. หลบหนีผูคน
11. สนใจแตความชอบ 12. ไมชอบแบงงาน
13. ตั้งตัวแบงพวก        14. งานลวกปลอยปละ
15. คอยจังหวะคอรัปชั่น 16. ประพฤติพาลจอมกะลอน
17. หยอนยานศีลธรรม 18. ชอบนําเผดจการ
19. อภิบาลพวกพอง         20. พี่นองกาวกาย
21. ไมสบายตลอดป         22. เปนหนี้เกินตัว
23. ขาดตัวประสานงาน 24. วิทยาการลาหลัง
25. หวังแตกําลังใจ

MAN
Every man is best know to himself
ทุกคนยอมรูจักตัวเอง
In with a man; Simplicity a child
ความฉลาดพบในผูใหญความไรเดียงสาพบในเด็ก
Every man desires to live long;but no man would be old
ทุกคนปรารถนาจะมีอายุยืนยาว แตไมมีใครอยากแก
Youth is blunder; manhood a struggle;old age a regret
วัยเด็กคือความผิดพลาด วัยกลางคนคือการตอสูดิ้นรน วัยชราคือการเสียใจ
Masters should be sometimes blind and sometime deaf.
ผูเปนนายควรทําตาบอด และหูหนวกบางบางครั้ง
All thing fit not all persons
ของทุกอยางไมเหมาะกับทุกคน
Behind the famous man is the great woman
เบื้องหลังชายที่มีชื่อเสียงคือผูหญิงที่ยิ่งใหญ

ลักษณะผูบริหาร
ผูบริหารที่ดีในทรรศนะของคนไทย
ทรรศนะที1 “3 ค” ครองตน ครองคน ครองงาน
          ่
ทรรศนะที่ 2 “4 ภ” ภูมิรู ภูมิธรรม ภูมิฐาน ภูมิปญญา
ทรรศนะที่ 3 “4 ท” ทันคน ทันงาน ทันเหตุการณ ทันสมัย

ลักษณะผูบริหารที่พึงประสงค
 กาย วาจา ใจ
 ยืดหยุน ยกยอง เยือกเย็น
 เรียบรอย ระรื่น ราเริง
 สงเสริม สั่งสอน สงสาร
 จริงจัง จริงวาจา จริงใจ
 ลึกล้ํา หลักแหลม ลิงโลด
ลักษณะผูบริหารที่ไมพึงประสงค
 กาย วาจา ใจ
 ยุงยาก ยุแหย เหยาะแหยะ
 รีรอ ระราน เรารอน
 สําสอน สอเสียด โศกเศรา
 จับจด จูจี้ จองจับ(ผิด)
 หลุกหลิก ลอลวง โลเล
คุณลักษณะพิเศษของผูบริหาร จะตอง…..
1.เปนผูบุกเบิก
2.กาวใหทันโลก
3.เปนนักพัฒนา
4.เปนนักสู
5.สามารถสรางศรัทธา
หลักธรรมในการครองใจคนไดแก สังคหวัตถุ 4
ทาน โอบออมอารี
ปยวาจา วจีไพเราะ
อัตถจริยา สงเคราะหประชาชน
สมานัตตตา วางตนใหพอดี ไมแขงดีแขงเดน
การมอบหมายงาน↔
เกงคนเกงงานทานเกง
จะมหแจวตองกระจายใหคนอื่น
ทั้งใกลชิดติดตามถามจุดยืน
คนจะชื่นชมทายยอดตลอดไป
ผูบริหารที่ดีตองมี 4 นัก อยูในตัว ไดแก
1.นักบริหาร
2.นักวิชาการ
3.นักธุรกิจ
4.นักการเมือง
ถาผูใดมีครบทั้ง 4 นัก จะเปนผูที่ประสบผลสําเร็จสูง

ภาพนักบริหารไทย
ทําการคาเกงแบบจีนβ
ปกครองอะลุมอลวยแบบไทยβ
มีระเบียบวินัยและขยันขันแข็งแบบญี่ปุนβ
มีระบบมีเหตุผลแบบฝรั่งβ และ
ตามตื้อหนี้เกงแบบคนแขกβ

บทบาทผูบริหาร “มีทาง วางธง สรางทีม หาทุน”

ผูบริหารที่ดี จะตอง…..
ใจถึง จริงใจ จริงจังϖ
เสียสละ มีสัจจะธรรมϖ

การเปนนายที่ดี
จะเปนนายที่ดีนี้เปนยาก พระคุณมากเสียวินัยงานไรผล
พระเดชมากถูกดาวาเลวคน ลับหลังตนงานสะดุดและหยุดยั้ง
คนและคนดันไปใหพอดี ประกอบมีเมตตาการุณขลัง
มุทิตาอุเบกขาเพื่อจะยั้ง ตนไดตั้งในที่หมายเปนนายคน

การครองตน/ครองคน/ครองงาน
ตั้งใจจริง.
อิงธรรมะ.
ละผลประโยชน.
โปรดวิชาการ.
ทํางานมีระบบ.
คบกับทุกฝาย.
ขยายประชาธิปไตย.
ทันสมัยเปนนิจ.
คูชีวิตเปนสุข.

ความเกงของผูบริหาร
เกงคิด เกงคน เกงคน

ปจจัยการบริหารที่สําคัญที่สุด คือ “คน”
คนเหมือนกัน แต…คนไมมเหมือนกัน

ลักษณะผูบริหาร
งานก็สนคนก็สราง
ลักษณะผูบริหาร
ผูบริหารที่ดี “นายใช Ο เพื่อนชม ลูกนองชอบ
ผูบริหารที่เกือบดี “นายชอบ เพื่อนชม ลุกนองเฉย
ผูบริหารที่ไมดี “นายไมชอบ เพื่อเฉย ลูกนองชัง
ผูบริหารที่หา ดีไมได “นายเฉย เพื่อนชัง ลุกนองชั่ว ตัวก็ชุย

พรหมวินาศ (ของผูบริหาร)
หลงอํานาจ
ฉอราษฎรบังหลวง
หลอกลวงลุกนอง
ยกยองคนเลว

ผูบริหารคือผูนําการเปลี่ยนแปลง
• ในคืนแรมไรดาวทุกราวฟา
• แมนเรายืนหยัดกลาถือทวนราย
• เราจักจุดแสงทองสองประกาย
• บรรณาการทางทุกสายใหประชา
• ใหสวางกระจางแจงทุกแหงหน
• ดวยคงมั่นคงทนเยี่ยงหินผา
• ใชฝุนผงปลิวไหวไรราคา
• ผูบริหารตองกลานําเปลี่ยนแปลง




ลักษณะผูบริหารที่ไมพึงประสงคη
 มาดประชัน
 กันทาลูกนอง
 ยกยองตน
 สนแตเรื่องอื่น
 ตื่นเจานาย
 ใฝสองขั้น
 ฉันทําเอง
 ไมเกรงใคร

ภูมิของผูบริหารφ
 ภูมิรู ภูมิธรรม ภูมิปญญา ภูมิฐาน ภูมิศาสตร
 ภูมิหลัง ภูมิทัศน ภูมิตานทาน นรกภูมิ

ผูบริหารที่ผูรวมงานและลุกนองไมชอบ♣
ชี้นิ้ว หิ้วอีหนู หูเบา เจาอารมณ งมงายอํานาจ อาฆาตลูกนอง จองจับผิด
คิดเอาแตได ไมมอบงานลูกนอง ยกยองคนเลว ทับถมคนดี
ตระหนี่เหนียวแนน




ลักษณะขอแตกตางระหวางผูบริหารกับผูนําκ
ผูบริหาร ผูนํา
1. มักรูไปทุกอยาง 1. มักยอมรับความผิดพลาด
2. มักติเตียน 2. มักใหคําแนะนํา
3. มักบอกวาอะไรตองทํา (ใหเสร็จ) 3. มักแสดงใหดูวาทําอยางไร
     (จึงจะเสร็จ)
4. มักพูดกอน (ฟง) 4. มักฟงกอน (พูด)
5. มักออกคําสั่ง 5. มักใหแนวทาง
6. มักเรียกรองความเคารพ
(จากลูกนอง) 6. การไดมาและคูควรตอความเคารพ
   (จากลูกนอง)
7. มักปกครองดวยกฎหมาย 7. มักแสดงความมีมนุษยธรรม
ความแตกตางระหวางผูบริหารกับผูนํา
ประเด็น ผูบริหาร ผูนํา
1. การใชอํานาจ - ใชอํานาจไดอยางเปนทางการตามตําแหนงที่มี - อิทธิพลสวนตัว
2. การกําหนดเปาหมาย - ถือเปาหมายขององคการเปนสําคัญ - คํานึงถึงเปาหมายสวนตัวของคนในองคการดวย
3. ทัศนะตอองคการ - มีสํานึกวาเปนอันหนึ่งอันเดียวกับองคการ ปกปองระเบียบขอบังคับขององคการ - แยกตัวเอง
ออกจากองคการมีความพยายามเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
4. การทําหนาที่ - ยึดขั้นตอนตามระเบียบขององคการควบคุมวิธีการมาก - เปดโอกาสใหมีความคิดริเริ่ม การ
ควบคุมเนนที่ผลงาน ไมเนนวิธีการ
5. บุคลิกภาพ - ดําเนินการเพื่อใหองคกรอยูรอด - หาโอกาสที่จะทําใหองคการเกิดประโยชนสูงสุด
6. ความสัมพันธกับคนอื่น - มีความสัมพันธตามฐานะตําแนง - ใชความสัมพันธสวนตัว
7.การวางตัว - วางตัวตามสายบังคับบัญชาอยูแตในหองทํางาน - วางตัวตามสบายเปนกันเองกับผูใตบังคับบัญชา
บุคลิกของผูบริหาร หรือ ผูจัดการ
1. Walk Around (เดินเยี่ยม)
2. Sit in Front (ไปไหนนั่งแถวหนา)
3. Eye Contact (พูดกับใครมองหนาตากับเขา)
4. Smile Big (ยิ้มแยมแจมใส)
5. Speak Out (พูดใหคนฟงรูเรื่อง)

ผูบริหารระดับสูง :λ ขึ้นที่สูงยอมตองลมแรงและหนาว

↔ลักษณะผูนํา↔
ผูนําที่ดี
จงเสียสละและสรางศรัทธา
จงนําพาใหถูกตอง
จงทําตัวอยางใหเห็น
จงทําใหดีและเดนในคุณธรรม
กลานําปวงชน
อุทิศตนอยางฉลาด
ผูนําที่ดี
ยิ้มแยม เยือกเย็น ยืดหยุน ยืนหยัด ยกยอง
ผูนําที่ดี
หนายิ้ม นิ่มนวล ชวนงาน สานความคิด กิจยุติธรรม นํานโยบาย
งายเขาหา กลาตัดสินใจ


หลัก 4 ก ภาษาอังกฤษ การเปนหัวหนาที่ประสบผลสําเร็จ
ก. ที่ 1 กูด(GOOD) คือ การเปนคนดี
ก. ที่ 2 ไกด(GUIDE) คือ เปนที่พึ่งแนะนําสั่งสอนได
ก. ที่ 3 กีฟ(GIVE) คือ มีการใหอยางเหมาะสม
ก. ที่ 4 การด(GUARD) คือ ปกปองคุมครองตามควร

คุณสมบัติผูนํา

มีจิตสํานึกในเปาหมายงาน (SENSE OF PURPOSE AND DIRECTION)
มีความเปนเพื่อน (FRIENDLINESS)
มีความกระตือรือรน (ENTHUSIASM)
มีความซื่อสัตย (INTEGRITY)
มีความฉลาดรอบรู (INTELLIGENCE)
มีความจริงจัง (INGENUITY)
มีความคิดสรางสรรค (INITIATIVE)
มีความศรัทธา เชื่อมั่น (FAITH)
มีเทคนิคในการทํางาน (TECHNICAL)
มีทักษะในการถายทอด (TEACHING SKILL)
มีความรัก (LOVE)
มีประสบการณ (EXPERIENCE)
มีความแข็งแกรงทั้งกาย/ใจ (PHYSICAL AND MENTAL ENERGY)
มีความเสียสละ (SACRIFICE)
ลักษณะออมชอม (HARMONIZE)
การจูงใจ (PERSUASIVENESS)
มีความกลาหาญ (COURAGE)
มีความแนบเนียน (TACT)
มีความเปนธรรม (JUSTICE)
มีความอดทน (ENDURANCE)
ไมเห็นแกตัว (UNSELFISHNESS)
มีความตื่นตัว (ALERTNESS)
มีความเห็นอกเห็นใจผูอื่น (HUMANITY)
มีการถอมตน (HUMILITY)
มีการควบคุมตนเอง (SELF CONTROL)
มีสังคมดี (SOCLAL ABILITY)

ผูนําที่เลว
หนางอ รอนาน งานมาก ปากเสีย เมียคุม กลุมหนี้ ขี้ยา อารมณรอน
บทที่ 5
                                            วิทยากรกับกิจกรรม


การพัฒนาศักยภาพบุคคล
      แตเดิมมาวิทยากรมีบทบาทและหนาที่เปนเสมือนตัวกลางที่คอยเชื่อมโยงและประสานความคิด ความเขาใจ
ระหวางเนื้อหาสาระที่ตองการจะบรรยายกับผูเขารับการฝกอบรมใหมีความสอดคลองตองกันเปนอันหนึ่งอันเดียว
รวมทั้งคอยชี้แนะและแกปยหาตาง ๆ ใหแกผูรับการฝกอบรมอีกดวย ทั้งนี้เพื่อใหบรรลุตามวัตถุประสงคืของการ
ฝกอบรมที่กําหนดไว ที่เปนเชนนี้ก็เพราะวาการบรรยายหรือการฝกอบรมในหวงระยะเวลาที่ผานมาจะถือเอาเนื้อหา
ความรูของเรื่องที่จะบรรยายหรือฝกอบรมเปนหลัก จึงจําเปนตองเชิญวิทยากรที่มีความรูในเนื้อหาของเรื่องดังกลาว
มาเปนผูถายทอดความรู ดังนั้นการฝกอบรมในสมัยที่ผานมาวิทยาการจึงมีฐานะเปนศูนยกลางของการฝกอบรม
อยางแทจริง แตในปจจุบันนี้เนื้อหาสาระอาจเกิดขึ้นไดหลายทางอาจจะไมจําเปนจะตองไดรับการถายทอดโดยตรง
จากวิทยากรก็ได วิทยากรจึงตองปรับวิธีในการถายทอดความรูจากที่ตนเปนศูนยกลางมาเปนการใหผูเขารับการ
ฝกอบรมเปนศูนยกลางโดยใหไดมีโอกาสฝกปฏิบัติจริงและมีสวนรวมในการฝกอบรมผานกิจกรรมฝกอบรมตางๆ
เปนระยะ ๆ ตามความเหมาะสม การมีสวนรวมในการฝกอบรมโดยลักษณะดังกลาวจะชวยใหผูเขารับการฝกอบรมมี
ความสนุกสนาน มีความสุขกับการเรียนรูและผูกพันกับการฝกอบรมเปนอยางดี แตในการเตรียมเนื้อหาและกิจกรรม
ที่เหมาะสมสอดคลองกับการฝกอบรมจะเปนภารกิจของวิทยากร ดังนั้นวิทยากรจึงตองเอาใจใสในกิจกรรมการ
พัฒนาศักยภาพบุคคลดวยอยางหลีกเลี่ยงไมได

       กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพ เปนกิจกรรมประเภทหนึ่งที่วิทยากรควรจะนําไปใชในการฝกอบรม เพราะเปน
กิจกรรมที่จะชวยผอนคลายความเครียดทั้งดานรางกายและจิตใจ รวมทั้งสามารถจะปลุกฝงและสรางเสริมจิตใจของ
ผูเขารับการฝกอบรมใหยอมรับใน กฏ กติกา มารยาท ของสวนรวม เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินตลอดจนได
ขอคิดตาง ๆ อีกดวย
ประโยชนของกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคล ไดแก

1. เปนกิจกรรมที่สรางความเราใจเพื่อนําเขาสูการฝกอบรมหรือเปนลักษณะจองการเตรียมความพรอมกอนที่จะเขา
เนื้อหาของการฝกอบรม
2. ทําใหเกิดควงามสนุกสนาน ตื่นเตน เพลิดเพลิน และเปรการผอนคลายความตึงเครียด
3. ชวยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้อตนใหเปนไปอยางถุกตองและมีประสิทธิภาพ
4. สงเสริมใหเกิดการเรียนรูรวมกับผูอื่นและสามารถปรับตัวเขากับผูอื่นไดเปนอยางดี
5. สงเสริมสมรรถภาพทางกาย กอใหเกิดความแข็งแรง สมบูรณ
6. ขวยสรางเสริมบรรยากาศที่ดีในการฝกอบรม ประชุม สัมมนา
7. กอใหเกิดมิตรภาพที่ดีและสรางความประทับใจในหมูคณะ
8. ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดี
9. ฝกการเคารพตอ กฎ กติกา
10. ทําใหเกิดการเรียนรูในเรื่องของกระบวนการกลุม
11. เสริมสรางลักษณะนิสัยของบุคคลใหเกิดความกระตือรือรน
12. ใหขอคิดหรือแนวคิดตาง ๆ ที่สามารถโยงไปสูเรื่องอื่น ๆ

เทคนิคการเปนผูนํากิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคล
     ผูนํากิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคล เปนบุคคลที่โนมนาวหรือชักชวนใหเขารวมกิจกรรมมีความสนุกสนานใน
การรวมกิจกรรม ดังนั้นผูนํากิจกรรมจะตองเปนผูมีบุคลิกเฉพาะตนและมีความสามารถในการถายทอดความรูใหกับ
สมาชิกและรูจักเทคนิคในการเปนผูนํากิจกรรม จึงจะทําใหการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคลในแตละครั้งประสบ
ความสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี ซึ่งเทคนิคที่ผูนํากิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคลควรปฏิบัติมีดังนี้
 1. จะตองเรียนรูและมีความรูเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคลในลักษณะกิจกรรมที่หลากหลาย
 2. การคัดเลือกกิจกรรมตองคํานึงถึงความเหมาะสมตามอายุความสามารถและขนาดของรางกายของผูรวมกิจกรรม
 3. มีการวางแผนและดําเนินการตามแผนที่วางไว
 4. จัดเตรียมอุปกรณและสถานที่ใหพรอม
 5. สรางบรรยากาศใหมีความสนุกสนานไมเครงเครียดหรือเอาจริงเอาจังจนเกินไป
 6. ผูนํากิจกรรมควรอยูในตําแหนงที่เหมาะสม ผูเขารวมกิจกรรมสามารถมองเห็นและไดยินเสียงชัดเจน
 7. ควรจัดใหผูรวมกิจกรรมอยูในกลุมหรือรูปแถวที่ตองการกอนอธิบายหรือสาธิตการเลนกิจกรรม
 8. ในกรณีที่จัดกิจกรรมโดยแบงเปฌนกลุมควรมีสัญลักษณที่สังเกตไดงายเชนมีแถบสีหรือเสื้อทีม
 9. ในกรณีที่กิจกรรมนั้นสามารถสาธิตไดก็ไมควรอธิบายและไมควรใชเวลาในการสาธิตนานเกินไปควรใหผูรวม
กิจกรรมเขารวมกิจกรรมโดยเร็วที่สุด
 10. หากเกิดความผิดพลาดควรรีบแกไข หรือแกปญหาเฉพาะหนาทันทีและเริ่มกิจกรรมตอไปโดยเร็วหรือหา
กิจกรรมนั้นไมเปนที่ถูกใจของผูเขารวมกิจกรรมผูนํากิจกรรมอาจจะแกปญหาเฉพาะหนาโดยนํากิจกรรมอื่นมาจัดอ
แทนทันที
11. ผูนํากิจกรรมควรใชความเปนมิตรสนิทสนมและความเขาใจมากกวาการใชกฎ กติกา ไมควรใชวิธีการดุดา
ตําหนิ หรือวิธีการที่รุนแรง แตควรใชวิธีการจูงใจและชดเชยแทน
 12. ควรใหอิสระแกผูเลนไมควรอยูในกรอบวินัยจนเกินไป
 13. ผูนํากิจกรรมจะตองแสดงออกถึงความกระตือรือรนมีความเชื่อมั่นในตนเอง กลาทํากลาแสดง เอาใจใสแกผู
รวมกิจกรรมใหสมาชิกรวมกิจกรรมอยางถูกตองและทั่วถึง
 14. เลือกกิจกรรมที่สนุก ๆ และควรยุติกิจกรรมทันทีเมื่อทุกคนสนุกสนานจนถึงขีดสุดแลวหรือควรหยุดกอนที่ผู
รวมกิจกรรมจะเบื่อตอกิจกรรมนั้น ๆ
 15. ผูนํากิจกรรมตองตั้งใจสนใจและตอบคําถามผูรสมกิจกรรมตลอดเวลาตลอดจนการคํานึงถึงความปลอดภัย
 16. ควรเปดโอกาสใหผูรวมกิจกรรมเปนผูนํากิจกรรมบางและยอมรับฟงความคิดเห็นของผูเขารวมกิจกรรม
 17. มีการสรุปขอคิดหรือประโยชนที่ไดรับจากิจกรรม
 18. มีการประเมินผลและพัฒนาการจัดกิจกรรมใหดียิ่งขึ้น

คู่มือพระวิทยากร

  • 2.
    บทที่ ๑ บทบาทและเทคนิคการเปนวิทยากร ็ การเป็ นวิทยากรนันใคร ๆ ก็เป็ นได ้ แต่การเป็ นวิทยากรทีดคงไม่ง่ายอย่างทีคดกัน เพราะการทาหน ้าทีวทยากร ้ ่ ี ่ ิ ่ ิ ่ มีความจาเป็ นต ้องอาศัยการพูดหรือการสือสารเป็ นอย่างมาก ถ ้าไม่ได ้รับการฝึ กฝนอบรมเป็ นอย่างดีก็คงจะทา หน ้าทีวทยากรได ้ไม่สาเร็จหรือสาเร็จได ้ก็ไม่ดเปรียบไปแล ้วการพูดก็เหมือนการว่ายน้ า ถ ้ามัวแต่อานหรือท่องตารา ่ ิ ี ่ ่ ึ โดยไม่ลงน้ าหรือกระโดดลงน้ าเสียบ ้างก็ไม่อาจจะว่ายน้ าเป็ นได ้เลย ผู ้ทีศกษา หลักการ ทฤษฎี วิชาว่ายน้ าเพียงแต่ ่ ่ ึ อ่านตาราก็คงจะจมน้ าตายเมือต ้องลงสระเสมือนผู ้ทีศรัทธาวิชาการพูด เพียงแต่ศกษาทฤษฎีก็อาจตกม ้าตายเมือ ่ ขึนเวที ้ ดังนัน การเป็ นวิทยากรทีดและมีประสิทธิภาพนัน จะต ้องเป็ นผู ้มีความรู ้ความสามารถ ทักษะ เทคนิคต่าง ๆ ใน ้ ่ ี ้ ่ หลาย ๆ ด ้าน เช่นการพูด การสือสาร การจัดกิจกรรม ฯลฯ ตลอดจนจะต ้องเป็ นผู ้มีคณลักษณะทีจาเป็ นอีกมากมาย ุ ่ ่ ซึงจะได ้นาเสนอต่อไป วิทยกรคือใคร วิทยากร คือ ผู ้ทีทาหน ้าทีเป็ นตัวการสาคัญ ทีจะทาให ้ผู ้เข ้ารับการอบรม เกิดความรู ้ความเข ้าใจ เกิดทักษะ ่ ่ ่ เกิดทัศนคติทดเกียวกับเรืองทีอบรม จนกระทังผู ้เข ้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู ้และสามารถจุดประกายความคิด เกิด ี่ ี ่ ่ ่ ่ การเปลียนแปลงทัศนคติ หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรืองหรือวิชานัน ๆ ่ ่ ้ พิจารณาให ้ดีแล ้วจะเห็นได ้ว่าวิทยากรควรมีบทบาททีสาคัญหลายระการตามแผนภูมตอไปนี้ ่ ิ ่ วิทยากร (RESOURCE PERSON) ผู ้บรรยาย ผู ้ทาให ้เกิดการเรียนรู ้ (LECTURER) (INSTRUCTOR) ผู ้สอน ผู ้ฝึ ก (TEACHER) (TRAIINER) พีเลียง ่ ้ (MENTOR) เมือทราบความหมายและบทบาทของวิทยากรแล ้วก็ควรพิจารณาด ้วยว่าทาอย่างไรจึงจะเป็ นวิทยากรที่ดและมี ่ ี ประสิทธิภาพได ้กรณี นีมผู ้รู ้ได ้กล่าวถึงไว ้อย่างหลากหลายต่างกรรมต่างวาระกันอันอาจจะสรุปรวมเป็ นคุณสมบัต ิ ของวิทยากรทีดและมี ้ ี ่ ี ประสิทธืภาพได ้ดังนี้ ๑ คุณลักษณะทั่วไป ๑. มั่นใจในตนเอง เตรียมพร ้อม ซ ้อมดี มีสอและวิธการ ทีเหมาะสม ่ื ี ่ ๒. เป็ นคนช่างสังเกต คอยสังเกตพฤติกรรมทางกาย วาจา ตลอดจนกระบวนการกลุมของผู ้เข ้ารับการอบรม ่ ๓. มีความคิดริเริมสร ้างสรรค์ ่ ๔. แก ้ปั ญหาเฉพาะหน ้าเก่ง ่ ้ ้ ้ ้ ่ ๕. มีการวางแผนทีด ี ทังเนือหาและลาดับขันตอนการนาเสนอรวมทังสือและเครืองมือการสือสาร ่ ่ ั ๖. มีมนุษย์สมพันธ์ทดและประสานงานเก่ง ี่ ี ๗. มีบคลิกภาพทีด ี ุ ่ ๘. มีความเป็ นกัลยาณมิตร ยิมแย ้มแจ่มใส เป็ นกันเอง คอยช่วยเหลือด ้วยน้ าใจ มีความเมตตา ยอมรับในความ ้ แตกต่างระหว่างบุคคลและมีความเห็นใจของผู ้เข ้ารับากรอบรม ๙. เป็ นนักประชาธิปไตย มีความยืดหยุน รับฟั งความคิดเห็นของผู ้อืน ไม่สรุปตัดบทง่าย ๆ เมือมีผู ้เสนอความ ่ ่ ่ คิดเห็นทีแตกต่างออกไป ่ ๑๐.มีความจิรงใจในการถ่ายทอดความรู ้ ๑๑.ปฏิบัตตนต่อผู ้เข ้ารับการอบรมอย่างเสมอภาค ทัดเทียม วางตนเหมาะสมกับทุกคน ิ
  • 3.
    ๑๒.มีแบบฉบับลีลาทีเป็ นของตนเองยอมรับจุดเด่นและจุดด ้อยของตนและมึความภูมใจและเข ้าใจ ในบุคลิกภาพ ่ ิ ของตนเอง และใช ้ให ้เกิดประโยชน์ตอ การเป็ นวิทยากร ่ ๒. ต ้องรู ้จริง ๑. ต ้องเป็ นคนรอบรู ้ ศึกษาหาความรู ้อยูเสมอ ่ ๒. ต ้องรู ้รายละเอียดในเรืองนั นอย่างเพียงพอ ่ ้ ๓. ต ้องเข ้าใจเหตุผลของรายละเอียดนัน ้ ๔. ต ้องรู ้สมมติฐานหรือความเป็ นมาของสิงนัน่ ้ ิ่ ้ ๕. ต ้องสามารถประยุกต์สงนันให ้เห็นเป็ นจริงได ้ ๓. ถ่ายทอดเป็ น ึ ๑. มีเทคนิคต่าง ๆ เช่น การบรรยาย การนาอภิปราย การสัมมนา กรณีศกษา การจัดกิจกรรม ฯลฯ เพือทาให ้เกิด ่ ความรู ้ เข ้าใจง่าย ได ้สาระ ๒. พูดเป็ น คือ พูดแล ้วทาให ้ผู ้ฟั งเข ้าใจตามทีพูดได ้อย่างรวดเร็ว สามารถพูดเรืองยาก ซับซ ้อนให ้เข ้าใจง่าย ่ ่ ๓. ฟั งเป็ น คือ ตังใจฟั ง ฟั งให ้ตลอด ขณะทีฟังต ้องควบคุมอารมณ์ ขณะทีฟังอย่าคิดคาตอบทันที และเท่อฟั ง จง ้ ่ ่ ฟั ง เอาความหมายมากกว่าถ ้อยคา ๔. นาเสนอเป็ นประเด็นปละสรุปประเด็นให ้ชัดเจน ๕. มีอารมณ์ขน สร ้างบรรยากาศในการอบรมได ้อย่างเหมาะสม ั ่ ๖. มีประสิทธิภาพในการอบรม สามารถเชือมโยงทฤษฎีเข ้ากับการปฏิบตได ้ดี มองเห็นเป็ นรูปธรรม ั ิ ๗. ใช ้ภาษาพูดได ้ดี ใช ้ภาษาง่าย ๆ รู ้จักเลือกภาษาให ้ตรงกับเนือหาและตรงกับความต ้องการและพืนฐานความรู ้ ้ ้ ของผู ้ฟั ง ๔. มีหลักจิตวิทยาในการสอนผู ้ใหญ่ ๑. ความสนใจในการรับฟั งจะเกิดขึนจากการรับรู ้ถึงเรืองทีวทยากรจะพูดหรือบรรยาย ้ ่ ่ ิ ๒. มุงประโยชน์ในการรับฟั งเป็ นสาคัญ ่ ๓. จะตังใจแลเรียนรู ้ได ้ดี ถ ้าวิทยากรแยกเรืองทีสอนออกเป็ นประเด็น / ขันตอน ้ ่ ่ ้ ๔. จะเรียนรู ้ได ้ดีถ ้าได ้ฝึ กปฏิบัตไปด ้วยพร ้อม ๆ กับการรับฟั ง ิ ๕. จะเรียนรู ้ได ้ดียงขึน ถ ้าฝึ กแล ้วได ้ทราบผลของการปฏิบตอย่างรวดเร็ว ิ่ ้ ั ิ ๖. จะ เรียนรู ้ได ้ดีเมือมีการฝึ กหัดอยูเสมอ ่ ่ ๗. จะเรียนรู ้ได ้ดีเมือเปิ ดโอกาสให ้ใช ้เวลาในการทาความเข ้าใจ อย่าเร่งรัด เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการ ่ เรียนรู ้ต่างกัน ๕. มีจรรยาบรรณของวิทยากร ๑. เมือจะสอนต ้องมั่นใจว่ามีความรู ้จิรงในเรืองทีจะสอน ่ ่ ่ ๒. ต ้องมุงประโยชน์ของผู ้ฟั งเป็ นทีตง ่ ่ ั้ ่ ๓. ไม่ควรฉกฉวยโอกาสในการเป็ นวิทยากรเพือแสวงหาผลประโยชน์สวนตัว ่ ๕. ความประพฤติและการปฏิบตตนของวิทยากร ควรจะสอดคล ้องกับเรืองทีสอน ั ิ ่ ่ นอกจากนียังมีข ้อเสนอแนะทีสาคัญในการเป็ นวิทยากรทีควรเสนอไว ้เพิมเติมอีกด ้วยว่าวิทยากรทีดจะ ้ ่ ่ ่ ่ ี ๑. ต ้องมีกจกรรมมากกว่าการบรรยาย ิ ๒. ต ้องมีการเตรียมตัวทีด ี ่ ื่ ๓. ต ้องมีสอช่วยให ้เกิดการเรียนรู ้ได ้ดี ๔. ต ้องมีกจกรรมทีสอดคล ้องกับเนือหา เวลา และตรงเวลา ิ ่ ้ ๕. ต ้องให ้คนติดใจในการเรียนรู ้ มิใช่ตดใจในลีลาการแสดงเพราะวิทยากรไม่ใช่นักแสดง ิ ๖. ต ้องคานึงอยูตลอดเวลาว่าวิทยากรมีหน ้าทีไปทาให ้เขารู ้อย่าไปอวดความรู ้แก่เขาและวิทยากรไม่มหน ้าทีพูดให ้ ่ ่ ี ่ คนอืนงง ่ เทคนิคการเตรียมตัวเป็ นวิทยากรทีด ี ่ ่ ่ บางคนเชือว่าการเป็ นวิทยากรทีดเกิดจากพรสวรรค์แต่บางท่านก็เชือว่าเกิดจากพรแสวง จะโดยพรประเภทใดก็ ่ ี ่ ี ี ่ ตามวิทยากรทีดก็ควรจะรู ้จักเทคนิควิธการเตรียมตัว ซึงอาจกระทาได ้หลายวิธด ้วยกันกล่าวคือ ี ๑. การหาข ้อมูล โดยวิธตาง ๆ เช่น ี ่ ๑.๑ อ่านตาราหลาย ๆ ประเภท ๑.๒ ฟั งจากคนอืนเล่า หรือฟั งจากเทปวิทยุ ่ ๑.๓ ศึกษาจากวิดทัศน์ รายการโทรทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ี ๒. สะสมข ้อมูลต่าง ๆ โดยจัดเก็บเป็ นระบบหรือแบ่งเป็ นประเภทเช่น
  • 4.
    ๒.๑ ประเภทเพลง ๒.๒ ประเภทคาขวัญคากลอน สุภาษิต คาคม คาพังเพย และคาปรพันธ์ตาง ๆ ่ ๒.๓ ประเภทคาผวน ๒.๔ ภาษาหักมุม (คิดสวนทางเพือให ้ผู ้ฟั งฮา) ่ ้ ๒.๕ ลูกเล่นเป็ นชุด หรือประเภทนิทานสัน ๆ ๒.๖ ประเภทเชาว์ เช่น คาถามอะไรเอ่ย ฯลฯ ๒.๗ ประเภทเกมหรือกิจกรรม ๓. ศึกษาข ้อมูลแต่ละประเภท พยายามจับประเด็นและหักมุมนาเข ้าในเรืองทีจะเสนอให ้ได ้ ่ ่ ๔. หัดเล่า ให ้เพือนหรือคนอืนฟั งในวงเล็ก ๆ ก่อนโดยคานึงถึง ่ ่ ๔.๑ การเริมเล่าให ้เด็กฟั งและขยายวงถึงผู ้ใหญ่ ่ ๔.๒ ต ้องพยายามหักมุมตอนท ้ายให ้ได ้ ๔.๓ ใช ้น้ าเสียงทีเหมาะสมในการเล่า ่ ๔.๔ ใช ้ลีลาหรือกิรยาท่าทางประกอบการเล่า ิ อย่างไรก็ดมผู ้เปรียบเทียบว่าการเป็ นนักพูดหรือวิทยากรทีดก็เหมือนกับเด ้กหัดขีจักรยานนั่นเอง โดย ี ี ่ ี ่ ยกตัวอย่างแสดงไว ้ให ้เห็นชัดเจนดังนี้ ๑. เด็กอยากได ้จักรยาน : อยากเป็ นวิทยากรมืออาชีพ ๒. หัดขีแล ้วมักจะล ้ม : ฝึ กพูดอาจจะไม่สาเร็จในบางครัง ่ ้ ๓. หัดขีให ้เป็ น : ฝึ กพูดให ้เป็ นวิธการ / หลักการ ่ ี ๔. ขีทกวันก็จะเกิดความชานาญ : ฝึ กหรือแสดงบ่อย ๆ จะชานาญ ่ ุ เทคนิคการสร ้างการจูงใจ / อารมณ์ขน ั วิทยากรสามารถเรียนรู ้ และสรรหาเทคนิควิธการต่าง ๆ มาใช ้ในการทาหน ้าทีวทยากร เพือให ้เกิดความสมบูรณ์ ี ่ ิ ่ ความมั่นใจ ตลอดจนมีบรรยากาศทีดในการฝึ กอบรม ทาให ้วิทยากรและผู ้เข ้ารับการอบรมมีความสุขในการร่วม ี กิจกรรมการฝึ กอบรม บรรลุจดประสงค์ท ี่ วางไว ้ด ้วยวิธการต่าง ๆ ดังนี้ เช่น ุ ี ๑. การสร ้างข ้อตกลงก่อนการบรรยาย เช่น ก่อนบรรยายอาจสร ้างข ้อตกลงเบืองต ้นดังนี้ ้ ข ้อตกลงเบืองต ้นก่อนบรรยาย ๓ ประการ ้ ขณะทีผู ้เข ้ารับการอบรมนั่งฟั งวิทยากรบรรยาย ถ ้าผู ้เข ้ารับการอบรมนั่งฟั งวิทยากรบรรยาย ถ ้าผู ้เข ้ารับการอบรม ่ ้ เกิดความซาบซึง (ง่วง) วิทยากรอนุญาตให ้แสดงพฤติกรรมได ้ใน ๓ กรณี ดังนี้ กรณีท ี่ ๑ ฟั งแล ้วใช่ กรณีผู ้เข ้ารับการอบรมง่วงนอนก็จะหลับตาลงเบา ๆ แล ้วพยักหน ้า (ฮา) กรณีท ี่ ๒ ฟั งแล ้วเห็นด ้วย กรณีผู ้เข ้ารับการอบรมง่วงนอนมากก็จะหลับตาพยักหน ้าก ้มลงลึก ๆ (ฮา) กรณีท ี่ ๓ ฟั งแล ้วเห็นด ้วยอย่างยิง กรณีทผู ้เข ้ารับการอบรมง่วงนอนมาก ๆ ก็จะหลับตาสับปะหงกโดยแหงนหน ้า ่ ี่ ขึนข ้างบน (ฮา) ้ ้ วิทยากร : ชีแนะต่อไปว่ากรณีท ี่ ๓ ขออย่างเดียวอย่ากรนเพราะจะทาให ้รบกวนสมาธิคนทีอยูข ้าง ๆ หรือระวังจะ ่ ่ ตกจากเก ้าอี้ (ฮา) คาถามจากผู ้บรรยาย ยกมืใครเข ้าใจ อขึน ้ ยกมือขึนใครไใม่เข ้าใจ ้ ยกมือขึนใครไม่ยกมือ ้ ๒. การเล่าเรืองโดยใช ้คากลอนช่วย เช่น ่ วิทยากร : เล่าว่า วันหนึงตีนได ้พูดกับตาว่า “ ตีน มีบญคุณกับตากมาก แล ้วก็ยกกลอน ตีนกับตา (ตีนซิแน่) เล่า ่ ุ ให ้ตาฟั งดังนี้ ตีนซิแน่ ตีนกับตา อยู่กนมา แสนผาสุก ั จะนั่งลุก ยืนเดิน เพลินหนักหนา มาวันหนึง ตีนทะลึง เอ่ยปรัชญา ่ ่ ว่ามีคณ แก่ตา เสียจริงจริง ุ ตีนช่วยพา ตาไป ทีตาง ๆ ่ ่ ตาจึงได ้ ชมนาง และสรรพสิง ่ เพราะฉะนัน ดวงตา จงประวิง ้ ่ ว่าตีนนี้ เป็ นสิงควรบูชา วิทยากร : หลังจากตาได ้ฟั งตีน ก็รู ้สึกหวันไส ้และโมโห ตา จึงพูดกับตีนว่า ทีจริงตาสาคัญกว่า ตีน โดยยกกลอน ่ ่ ตีนกับตา (ตาก็แน่) เล่าให ้ตีนฟั งดังนี้
  • 5.
    ตาก็แน่ ตาได ้ฟั งตีนคุยโม ้ ก็หมั่นไส ้ จึงร ้องบอก ออกไป ด ้วยโทสา ว่าทีตน เดินเหินได ้ ก็เพราะตา ่ ี ดูมรรคา เศษแก ้วหนาม ไม่ตาตีน เพราะฉะนัน ตาจึง สาคัญกว่า ้ ตีนไม่ควร จะมา คิดดูหมิน ่ สรุปว่า ตามีคา สูงกว่าตีน ่ ทัวธานินทร์ ตีนไปได ้ ก็เพราะตา ่ วิทยากร : หลังจากตีนได ้ฟั งตาพูดก็โกรธมาก ยกกลอน ตากับตีน (แต่ก็ตาย) แต่ก็ตาย ตีนได ้ฟั ง ให ้คลังแค ้น แสนจะโกรธ ่ เร่งกระโดด ออกไป ใกล ้หน ้าผา เพราะอวดดี คุยเบ่ง เก่งกว่าตา ดวงชีวา จะดับไป ไม่รู ้เลย ตาเห็นตีน ทาเก่ง เร่งกระโดด ก็พโรธ เร่งระงับ หลับตาเฉย ิ ตีนพาตา ถลาล ้ม ทังก ้มเงย ้ ตกผาเลย ตายห่า ทังตาตีน ้ ้ ่ ่ สุรปข ้อคิด การทางานนันจะเก่งคนเดียวไม่ได ้ จะต ้องร่วมมือกัน พึงพาอาศัยซึงกันและกัน มีความสามัคคี จึงจะทา ให ้งานสาเร็จ ๓. การนาเสนอเรืองใกล ้ตัวของผู ้เข ้ารับการอบรม)จีจุด) ่ ้ เช่น เสนอเรือง การนั่งอบรม ่ วิทยากร : เสนอแผ่นใสพร ้อมเปิ ดแผ่นใสเป็ นลาดับและถามสมาชิก นั่งตรงไหนดี เวลามา ดูดนตรี อบรม มาก่อน นั่งหน ้า นั่งหลัง มาช ้า นั่งหลัง นั่งกลาง มาหลัง (มีหวัง)ยืน นั่งหน ้า(ฮา…) วิทยการ สรุปในเชิงมุขตลก ดังนี้ มาก่อนเวลา มักจะ เป็ นคนมองโลกในแง่ร ้าย(กังวลไปหมด) มาตรงเวลา มักจะ เป็ นคนธรรมดา มาตามเวลา(หลังเวลา) มักจะ เป็ นคนมองโลกในแง่ด ี (ฮา) เหตุผลเพราะคิดว่าอะไรก็ได ้ สบาย ๆ วิทยากรมาก็พูดไปไม่เห็นจาเป็ นต ้องรอเราเลย (ฮา) ๔. ใช ้ข ้อความจากแผ่นใสนาเสนอนาเข ้าสูเรือง เช่น ่ ่ สามศรีพน ้อง : จะเลือกคนไหนดี ี่ ดารา พีสาวคนโต จบ ป.๔ สวยเข ้าชันไปวัดตอนเช ้า ๆ ได ้ การบ ้านการเรือนดีมาก ได ้รับมรดกทีดน ๑๐ ไร่ บ ้าน ๑ ่ ้ ่ ิ หลัง เงินสด ๑ ล ้านบาท ้ ั ดุจเดือน คนกลางจบ ปวช. สวยขันเทพีระดับจังหวัด นิสยจู ้จีจกจิก ได ้รับมรดกบ ้านพร ้อมทีดน ๕ ไร่ เงินสด ๒ ้ ุ ่ ิ ล ้านบาท ั ดุจดาว น ้องคนเล็ก จบปริญญาตรี สวยน ้อง ๆ ดารา นิสยเย่อหยิง ได ้รับมรดกรถยนต์ ๒ คัน เงินสด ๕ ล ้านบาท ่ ……………………………………………………………………………………………………… ข ้อมูลเพิมเติม ่ ดารา อายุ ๕๙ ปี ดุจเดือน อายุ ๕๘ ปี ดุจดาวอายุ ๕๗ ปี (ฮา…) วิธใช ้ วิทยากรนาเสนิแผ่นใส โดยปิ ดส่วนทีเป็ นข ้อมูลเพิมเติมไว ้ก่อนแล ้วสมมติวาสมาชิกเป็ นชายหนุ่มอายุ ๒๕ ปี ี ่ ่ ่ ต ้องการคูครองสักหนึงคน โดยวิทยากรกาหนดให ้สมาชิกหนึงคนในสามคนทีนาเสนอ แล ้วสอบถามสมาชิกพร ้อม ่ ่ ่ ่ ทังเหตุผลมในการเลือก และนาเสนอข ้อมูลเพิมเติม ้ ่
  • 6.
    ข ้อคิด การตัดสินใจเลือกหรือการประเมินทีดต ้องอาศัยข ้อมูลทีถกต ้องครบถ ้วน เป็ นปั จจุบัน ทันสมัย ่ ี ่ ู ่ ความเชือ…จริงหรือไม่ เด็กอนุบาล เชือ พ่อแม่ ่ เด็กประถม ฯ เชือ ครู ่ เด็กมัธยม ฯ เชือ เพือน ่ ่ ปริญญาตรี เชือ ตารา ่ ปริญญาโท เชือ ตัวเอง ่ ปริญญาเอก (ดร.) ไม่เชือใครเลยแม ้แต่ตวเอง ่ ั ่ ชือ…หมอดู (ฮา) วิธใช ้ วิทยากร ทดสอบสมาชิก โดยใช ้กระดาษปิ ดข ้อความด ้านขวามือแล ้วเปิ ดสอบถามทีละรายการ ี เชิญอ่าน…ครับ ดืมนม ดีกว่าดืม เหล ้า ่ ่ ดืมแล ้วรืนรมย์เพราะดืมนมสองเต ้า ่ ่ ่ ดืมแล ้วงีเง่าเพราะดืมเหล ้าสองกลม ่ ่ ่ ดืมแล ้วระทมเพราะดืมนมผิดเต ้า ่ ่ รายการอาหารจานเด็ด อาหารจานหลัก เมียหลวง อาหารจานรอง  อนุภรรยา อาหารจานพิเศษ น ้องหนู (นอกบ ้าน) (ในตู ้กระจก) อาหารว่าง สาวใช ้ อาหารเสริม เลขา ฯ(ทีทางาน) ่ อาหารตา น ้องเมีย (ฮา…) วิธใช ้ วิทยากร ทดสอบสมาชิก โดยใช ้กระดาษปิ ดข ้อความด ้านขวามือแล ้วเปิ ดสอบถามทีละรายการ ี ทดสอบภาษาบาลี อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ (ตนแลเป็ นทีพงแห่งตน) ่ ึ่ ทินงฺมนงฺ จมนงฺ ทิกนงฺ ิ ุ (ทีควรนั่งก็ไม่นั่ง แต่มานั่งทีกจะนั่ง) ่ ่ ู โน มโขนงฺ แสงโสมงฺ สุข ี (ไม่มแม่โขงได ้ดืมแสงโสมก็ไม่มความสุขเหมือนกัน) ี ่ ี วิธใช ้ วิทยากร ทดสอบสมาชิก โดยใช ้กระดาษปิ ดข ้อความแล ้วเปิ ดสอบถามที ละรายการ ี สรุป การเป็ นวิทยากรทีดและมีประสิทธิภาพ เป็ นเรืองทีไม่ง่ายนั กแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปทีจะฝึ กหัดได ้ ขอเพียงให ้ท่าน ่ ี ่ ่ ่ สนใจทีจะเรียนรู ้เทคนิควิธการต่าง ๆ ทีหลากหลาย แล ้วทดลองนาไปประยุกต์ใช ้ ตามข ้อเสนอแนะ และตัวอย่างที่ ่ ี ่ ่ นาเสนอไว ้ในตอนต ้นของบทนี้ ท่านก็คงจะพัฒนาไปสูการเป็ นวิทยากรมืออาชีพได ้อย่างรวดเร็ว ส่วนผู ้ทีเป้ น ่ วิทยากรมืออาชีพอยูแล ้ว บทบาทและเทคนิคต่าง ๆ ทีนาเสนอเป็ นเสมือนเครืองเตือนใจและผงชูรสทีจะทาให ้เกิด ่ ่ ่ ่ ความเข ้มข ้นมากยิงขึนเพราะบางครังเรารู ้ทุกเรืองแต่พอถามเรืองเล็ก ๆ น ้อยกลับลืมหรือตอบไม่ได ้อาจตกม ้าตาย ่ ้ ้ ่ ่ ได ้เหมือนกัน …………………………………………..
  • 7.
    บทที่ ๒ วิทยากรกับการพูด การพูดเปนวิธีการสื่อสารที่สําคัญที่สุดของคนเรา และเปนทักษะที่จะเปนอยางยิ่งที่จะตองฝกฝนใหเกิดความ ชํานาญอยางตอเนื่องเพราะการพุดเปนศิลปและปจจัยที่จะสงผลใหบุคคลนั้นประสบผลสําเร็จในการสื่อสาร ตลอดจนการแสดงถึงความคิดหรือบอกในสิ่งที่ตนเองคิดเพื่อใหผูรับฟงเกิดความเขาใจและพึงพอใจในที่สุด วิทยากรเปนผูมีหนาที่และบทบาทสําคัญในการถายทอดความรู ความคิด ประสบการณตาง ๆ ใหผูเขารับการ อบรม เพราะฉะนั้นการพูดจึงเปนปจจัยหนึ่งที่มีความจําเปนอยางยิ่งสําหรับวิทยากร วึ่งวิทยากรจะตองศึกษา หลักการ แนวคิดและวิธีการ พัฒนาการพูดตลอดถึงการฝกหรือการสรางประสบการณใหกับตนเองใหมากจนเกิด ความชํานาญจะทําใหการปฏิบัติภารกิจในหนาที่ของวิทยากรเกิดความสมบูรณยิ่งขึ้น การพูดเปน “ศาสตร” ที่สามารถศึกษาได การพูดเปน “ศิลป” ที่สามารถฝกฝนได ฉะนั้นผูที่ทําหนาที่เปน  วิทยากรสามารถศึกษาหาความรูไดดวยวิธีการตาง ๆ เชน ศึกษาจากการอานหนังสือตํารารายการโทรทัศน โปรแกรมคอมพิวเตอร ฟงจากผูรู ผูเชี่ยวชาญ รายการวิทยุ วงสนทนา การประชุมสัมมนา การฝกอบรม ฯลฯ และ สามารถที่จะฝกพูดและหาโอกาสพูเพื่อเปนการฝกประสบการณใหเกิดความชํานาญ เพื่อพัฒนาไปสูความสามารถในการพูดที่ดี วิทยากรควรใหความสนใจกับหลักการและวิธีการตาง ๆ เกี่ยวกับการ พูด ซึ่งอาจจะสรุปเปนสาระสําคัญที่นาสนใจไดหลายประเด็นคือ บุคลิกภาพและคุณสมบัติที่ดีของนักพูด ขณะที่วิทยากรไปปรากฎกายตอหนาผูเขารับการอบรมนั้น ความสนใจของผูเขารับการฝกอบรมมิไดอยูที่คําพูด หรือ เนื้อหาที่วิทยากรกลาวถึงแตเพียงอยางเดียว บุคลิกภาพของวิทยากรก็เปนจุดสนใจอีกประการหนึ่งดวยควบคูไปกับ เนื้อหา สาระที่วิทยากรแสดงออกมาดวยการพูด ดังนั้นวิทยากรจึงควรเอาใจใสในเรื่องของบุคลิกภาพของวิทยากรดวย ใน เรื่องนี้อาจ พิจารณาถึงองคประกอบในดานบุคลิกภาพและคุณสมบัติไดจากตารางตอไปนี้ บุคลิกภาพ คุณสมบัติ ๑. รูปรางหนาตา ๑. ความเชื่อมนในตนเอง ๒. การแตงกาย ๒. ความกระตือรือรน / ตั้งใจ ๓. การปรากฏตัว ๓. ความรอบรู ๔. กิริยาทาทาง ๔. ความคิดริเริ่ม ๕. การสบสายตา ๕. ความจํา ๖. การใชน้ําเสียง ๖. ความจริงใจ ๗. การใชถอยคําภาษา ๗. ปฏิภาณไหวพริบ ๘. ความรับผิดชอบ ๙. อารมณขัน นอกจากคุณสมบัติ ๙ ประการในตารางขางตนแลว นักพูดหรือวิทยกรที่ดียังควรมีคุณสมบัติอีก ๕ ประการ คือ “ เปนนัก ฟง ยังศึกษา ทาวิจารณ งานริเริ่ม เติมความสุข “ ซึ่งขยายความใหสมบูรณไดวา ๑. เปนนักฟงที่ดี ๒. ศึกษาหาความรูอยูเสมอ ๓. ยอมรับฟงคําวิจารณ ๔. เปนตัวของตัวเอง ๕. มีความสุขในการถายทอดความรูใหผูอื่น ทฤษฎีการพูด ทฤษฎีการพูดมีอยูหลายทฤษฎีดวยกัน แตที่นาสนใจไดแก ทฤษฎี ๓ สบาย ของ รอ.ดร.จิตร จํานงค สุภาพ ซึ่งผูเสนอทฤษฎีไดใหขอสรุปของทฤษฎี ๓ สบาย (The Theory Of Three Pleasant Speech) หมายถึงการพูดที่ฟงสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ ฟงสบายหู ไดแกการพูดดวยวจีสุจริต รูจักการใชถอยคําภาษาที่ถูกตองรูจักใชเสียงและการพุด ที่มีจังหวะ ถูกตอง เหมาะสม
  • 8.
    ดูสบาย ไดแกบุคลิกภาพมาตรฐานเบื้องตน ศิลปการแสดงการพูดเบื้องตน การแสดงทาทางประกอบดี พาสบายใจ ไดแกการเลือกเรื่องดี การเตรียมการพูดที่ดี การจัดลําดับความคิด การสรางโครงเรื่องดี การพูดที่ฟงสบายหู ดูสบายตา และพาสบายใจนี้เจาของทฤษฎีไดเสนอไวดวยวาผูพูดจะจองพูดจากหัวใจทั้งสี่ หองคือ พูดจากใจ คือการแสดงออกมาจากความจริงใจไมเสแสรง มีความมั่นใจ แนใจในตัวผูฟง ที่ขึ้นใจ คือเขาใจเรื่องที่พูดแยางกระจางแจง ถูกตองไมโมเมยกเมฆหรือเดา ดวยความตั้งใจ คือมีความอยากจะพุดกระตือรือรน กระฉับกระเฉงไมเฉื่อยชา หรือแสดงอาการลักษณะเบื่อเซ็ง จนสุดใจ คือเปรียบเสมือนการสวมวิญญาณ ลงไปในคําพูดแตละคําอยางมีชีวิตชีวา มีความรูสึกเหมือนกับตัวเอง อยูในสถานการณนั้นจริง ๆ ผูเขียนเห็นดวยเปนอยางยิ่งวาที่สุดของการพูดทุกครั้ง ควรจะใชทฤษฎี ๓ สบาย ประกอบการพูดใหมากที่สุดและ ควรจะยึดบันได ๑๓ ขั้นที่นําไปสูความสําเร็จในการพูด ตามที่เจาของทฤษฎีเสนอแนะไวดังนี้คือ ๑. เตรียมใหพรอม ๒. ซักซอมใหดี ๓. ทาทีใหสงา ๔. หนาคาใหสุขุม ๕. ทักที่ประชุมไมวกวน ๖. เริ่มตนใหโนมนาว ๗. เรื่องราวกระชับ ๘. ตากจับที่ผูฟง ๙. เสียงดังใหพอดี ๑๐.อยาใหมีเออ อา ๑๑.ดูเวลาใหพอครบ ๑๒.สรุปจบใหจับใจ และ ๑๓.ยิ้มแยมแจมใสตลอดการพูด หลักการพัฒนาการพูด ๑. อานหนังสือ ไดฟงหรือพบประโยคหรือวลี คํากลอน คําขวัญ สําคัญ ๆ ที่ดีมีคุณคาจดไวเปนขอมูล ๒. จัดลําดับความคิดที่จะพุดใหสอดคลองกันหรือรอยรัดเหมือนเขียนเรียงความ ๓. พูดจากหัวใจที่จริงใจดวยความตั้งใจ ๔. วิเคราะหหรือหยั่งสถานการณการพูดการฟง ๕. กอนพูด เตรียมตัว เตรียมรางกายใหพรอม ๖. เตรีนมเครื่องชวยพูดใหพรอม ๗. ตองพูดใหไดเหมือนกับการเขียน ๘. ระลึกเสมอวาการพูดนั้นเปนทั้งศาสตรและศิลป ๙. กําหนดหรือลําดับเรื่องไวในใจและจําใหขึ้นใจ ขอพึงหลีกเลี่ยงในการพูด ๑. อยาออกตัว เชน วันนี้เตรียมมาไมพรอมพูดไมดี ๒. อยาขออภัย เชน การพูดอาจผิดพลาด ๓. อยาถอมตัว เชน ผมไมใชคนเกงมีประสิทธิภาพนอย ๔. อยาออมคอม เชน บรรยายไปเรื่อย ๆ ขาดจุดเดนที่นาสนใจ ถอยคําที่วิทยากรควรหลีกเลี่ยงในการขึ้นตนหรือลงทาย “ ขาพเจารูสึกยินดีและเปนเกียรติอยางยิ่งที่ไดมาพูดในวันนี้ ” “ เตรียมมาไมเต็มที่ ดังนั้นหากผิดพลาดไป ขอโทษ ” “ ผมพูดมาก็มากแลวจึงขอจบเพียงเทานี้ ” “ ขาพเจาไมมีอะไรจะกลาวอีกแลว จึงใครขอยุติไวเพียงแคนี้สวัสดีครับ “ “ ที่พูดมาทั้งหมดนั้น หวังวาคงเปนประโยชนแกทานไมมากก็นอย ขอบคุณมากครับ สวัสดี” “ ความคิดของดิฉันก็มีเพียงเทานี้แหละคะ ขอบคุณทานทั้งหลายที่อุตสาหฟงดิฉันพูดจนจบ” ขอแนะนําสําหรับวิทยากร เมื่อลงจากเวทีแลว สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ ๑. ควบคุมจิตใจใหสงบ ๒. อยารูสึกเสียดายถอยคําบางคําที่ลืมพูด ๓. ไมหลงระเริงคําสรรเสริญเยินยอ ๔. อดทนฟงคําวิจารณของผูอื่นอยางสนใจ ๕. บันทึกขอบกพรองเพื่อพิจารณาแกไขตอไป
  • 9.
    สรุป การพูดเปนทั้งศาสตรและศิลป มนุษยเกือบทุกคนพูดไดตั้งแตวัยเด็กและมีการพัฒนาการใชภาษาเพื่อการ สื่อสารมาโดยตลอด แตมิไดหมายความวามนุษยทุกคนจะพูดเปน จึงมีคําพังเพยที่วา “ คารมเปนตอรูปหลอเปน รอง ” การเปนวิทยากรที่ดีตองประกอบดวยบุคลิกภาพและคุณสมบัติหลายประการ รวมถึงการใชพลังทั้งหมด ประสานกัน ระหวางกายกับจิต ปฏิภาณไหวพริบ ถายทอดออกสูผูฟงโดยใช พลังจิต ภาษาพูด ภาษาทาทาง ที่ ไดรับการเตรียมการ ฝกฝนมาอยางดียอมจะกอใหเกิดการประสบความสําเร็จสูง พูดดี มีสาระ นาศรัทธา คิดใหรอบคอบ ชอบดวยใจความ งดงามดวยถอยคํา จดจําดวยสาระ เสริมทักษะดวยคารม ประสมดวยตัวอยาง กระจางดวยเหตุผล แยบยลดวยกลวิธี มีมนุษยสัมพันธ พูดจบแลวนั้นประทับใจ (สุนีย สินธุเดชะ)
  • 10.
    บทที่ ๓ วิทยากรกับการฝกอบรม ปจจุบันสภาพเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว ทําใหพัฒนาการดานตาง ๆ ของ ประเทศรุดหนาพรอมทั้งเกิดปญหาที่เนื่องมาจากการพัฒนาที่สลับซับซอนเพิ่มเติมขึ้นคูขนานกันไป การเตรียมทรัพยากร มนุษยใหพรอมที่จะรับมือกับปญหาตาง ๆ อยางรูเทาทันจึงตกเปนภาระหนาที่ของการจัดการศึกษาอยางปฏิเสธไมได นอกจากการรับการศึกษาจากหลักสูตรปกติของสถาบันการศึกษาตาง ๆ แลว การจัดการฝกอบรมก็เปนอีกวิถีทางหนึ่งของ การจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ดวยเหตุนี้วิทยากรที่ดีจึงควรใสใจกับกระบวนการฝกอบรมทั้งระบบ ทั้งนี้เพื่อใหสามารถ นําความรูความเขาใจไปใชไดอยางถูกตองเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ การฝกอบรมที่จะสงผลใหบุคลากรที่รับการฝกอบรมเปนผูที่มีความรูความเขาใจตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไป ในทางที่ดีเปนบุคลากรที่มีคุณภาพนั้น ยอมขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการทั้งในดานบุคคล องคการและกระบวนการการ ฝกอบรมซึ่งจะไดกลาวถึงเปนลําดับดังนี้ การฝกอบรมหมายถึงอะไร การฝกอบรม หมายถึง กระบวนการในการที่จะทําใหผูเขารับการอบรม เกิดความรู ความเขาใจ เกิดความชํานาญ และ เกิดทัศนคติที่เหมาะสม เกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งผูเขารับการอบรมเกิดการเรียนรูและสามารถเปลี่ยนแปลงความคิด หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงคของการฝกอบรมอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของคน การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤตืกรรมของคนจากจุดหนึ่งที่เรายังไมพอใจไปยังจุดที่เราพอใจนั้น ควรปฏิบัติดังนี้ 1.ใหความรู (Knowledge) 2.ใหเกิดความเขาใจ (Understand) 3.ใหเกิดทักษะโดยการใหลงมือปฏิบัติจริง (Skill) 4.ใหเกิดทัศนคติ (Attitude) การฝกอบรม คือการทําใหผูเขารับการอบรมเกิดการเรียนรูและปฏิบัติไดจริงมิใชเพียงทําใหไดรับความรูเทานั้น การทําใหเกิดการเรียนรู คือ กระบวนการจัดการเรียนการอน (Instrution) ไมใชเพียงแตการสอน (Teaching) หรือ การ บรรยาย (Lecture) เทานั้น วิทยากรคือผืที่ทําใหเกิดการเรียนรู ดังนั้นการเรียนรูจึงเกิดจากิจกรรมของวิทยากรรวมกับกิจกรรมของผูเขารับการ ฝกอบรมภายใตสถานการณที่วิทยากรเปนผูกําหนดและอํานวยการใหเปนไปโดยยึดผูเขารับการฝกอบรมเปนศูนยกลาง หลักสําคัญที่ทําใหเกิดการเรียนรู มี 2 ประการคือ 1.วิทยากรเปนผูกระตุนและอํานวยความสะดวกในการเรียนรูของผูเขารับการอบรม 2.ผูเขารับการอบรมตองทํากิจกรรมเพื่อใหเกิดการเรียนรูดวยตนเอ บทบาทผูจัดการฝกอบรม ในการจัดการฝกอบรมแตละครั้ง บุคลาการที่มีหนาที่ในการจัดฝกอบรมแบงออกไดเปนหลายประเภท บุคลาการเหลานี้ มีบทบาทหนาที่แตกตางกันไปตามภารกิจแตก็ลวนมีความสําคัญตอการจัดการฝกอบรมทั้งสิ้น อาทิ เชน ผูบริหารองคการ เปนผูที่มีบทบาทสําคัญในการใหการสนับสนุนดานงบประมาณ เวลา ใหคําปรึกษา แนะนํา จัด บุคลากรใหรับผิดชอบงานไดอยางเหมาะสม เห็นคุณคา และความสําคัญของการฝกอบรม
  • 11.
    ผูบริหารการฝกอบรม เปนผูรับผิดชอบในการฝกอบรมจะตองมีความรู ความสามารถหลายดานเชน การวางแผน กําหนดโครงการ และการบริหารงบประมาณไดอยางเหมาะสม ตลอดจนเขาใจนวัตกรรมการฝกอบรม เปนตน นอกจากนั้น ผูบริหารงานฝกอบรมเปนบุคคลสําคัย จึงจําเปนตองพัฒนาตนเองและมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ คือ 1.มีความรูความสามารถในการฝกอบรม มีความคิดริเริ่มและคิดกวางไกล 2.เปนนักประสานงานที่ดีสามารถทํางานกับทุกคนได 3.เปนนักวางแผนและนักปฏิบัติที่ดี 4.ศึกษาและมีความเขาใจปรัชญา จิตวิทยาการฝกอบรมจิตวิทยาผูใหญ 5.มีมนุษยสัมพันธดี ยิ้มแย็มแจมใส มีความเปนกัลยาณมิตรกับทุกคน 6.มีความสามารถในการแกปยหาไดดี 7.เปนผูกระตุนที่ดีเพื่อใหผูเขารับการอบรมตื่นตัวและมีความกระตือรือรน 8.เปนผูคิดคํานึงถึงการใหมากกวาการรับ และคํานึงถึงผลประโยชนสวนรวมมากกวาประโยชนสวนตน 9.มีบุคลิกภาพและการแตงกายที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองและพูดมีศิลปะ 10.เปนผูใหความรวมมือ สงเสริม สนับสนุน เสนอแนะใหวิทยากรปฏิบัติงานตามบทบาทและภารกิจไดอยางเต็มที่ วิทยากร มีความสําคัญอยางมากในเวทีการฝกอบรม เปนผูมีความรูความสามารถในการถายทอด มีเทคนิคในการจัดสื่อ เครื่องมือตลอดจนการนําเสนอที่เหมาะสมกับเวลาและผูเขารับการฝกอบรม ผูเขารับการอบรม มีสวนสําคัญในการทําใหการอบรมสําเร็จถามีความสมัครใจ เต็มใจ กระตือรือรน และใหความรวมมือ ในการปฏิบัติกิจกรรม ตลอดจนการนําความรูไปพัฒนางาน จะเห็นไดวาวิทยากรเปนสื่อกลางที่มีบทบาทสําคัญมาก ในการทําใหผูเขารับการอบรมเกิดความรู ความเขาใจ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งเกิดการเรียนรูและเป,ยนแปลงความคิดหรือพฤติกรรมตามที่ ตองการ บทบาทและหนาที่สําคัญของวิทยากร ในการจัดการฝกอบรม ผูที่มีบทบาทสําคัญที่สุด ที่จะกอใหเกิดการเรียนรูหรือชวยใหการจัดการฝกอบรมเกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากนอยเพียงใด ก็คือวิทยากรการฝกอบรม วึ่งบทบาทและหนาที่ที่สําคัญของวิทยากรมีอยู 6 ประการใหญ ๆ ดวยกัน คือ 1. จัดเตรียมหลักสูตรการฝกอบรม กําหนดเปาหมาย ปรัชญาของการฝกอบรม และกําหนดรายละเอียดของเนื้อหาในการ ดําเนินการฝกอบรม 2. จัดเตรียมโปรแกรมการฝกอบรม ศึกษาหาขอมูลเกี่ยวกับผุเขารับการฝกอบรมและนําขอมูลเหลานั้นมาใชใหเกิด ประโยชน ในการเตรียมโปรแกรมการฝกอบรมจะเปนไปอยางละเอียดและรอบคอบ รวมทั้งจัดเตรียมทีมงานใหมีความ พรอมในการที่จะเปนวิทยากรฝกอบรม 3. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณและเครื่องมือที่จําเปนจะตองใช เพื่อชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝกอบรม เชน วีดีโอ โปรเจคเตอร เครื่องฉายภาพทึบแสง แผนใสสี สไลด ฯลฯ 4. ประสานงานในเรื่องการจัดเตรียมงาน เตรียมพรอมทุกดานที่เกี่ยวของกับกระบวนการในการจัดฝกอบรม เพื่อความ
  • 12.
    สะดวกและราบรื่นในการดําเนินการตามโครงการ เชน สถานที่อาหาร ระบบไฟฟา แสง สี เสียง ฯลฯ 5. รวมปรึกษาหารือทีมงาน เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรมการฝกอบรมใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ชวยใหสมาชิกผูเขา รับการฝกอบรมไดรับความรูความเขาใจ บรรลุผลตามจุดมุงหมายที่ตั้งเอาไวซึ่งวิทยากรจะตองดําเนินการดังตอไปนี้ 5.1 สรางบรรยากาศการเรียนรู วิทยากรการฝกอบรม จะตองเปนผูที่สรางบรรยากาศเพื่อจูงใจ สงเสริม และเรงเราให สมาชิกเกิดความสนใจที่จะเรียนรู รวมทั้งจัดประสบการณการเรียนรูหลายรูปแบบที่จะชวยใหผูเขารับการอบรมเกิดความ เขาใจเนื้อหาที่เรียนมากยิ่งขึ้น 5.2 วิทยากรจะตองเปนผูที่ถายทอดขอมูล ความรู ความคิด ประสบการณ ใหผูเขารับการฝกอบรมในฐานะนักวิชาการ เพื่อสรางความรูความเขาใจที่ถูกตองใหผูเขารับการฝกอบรมและวิทยากรจะตองมีทัสนคติที่ดีตอผูเขารับการฝกอบรมดวย 5.3 วิทยากรจะตองทําตัวเปนตนแบบ เปนแมพิมพหรือเปนแบบอยางที่ดีแกผูเขารับการฝกอบรม สิ่งใดที่วิทยากรตองการ ใหผูเขารับการฝกอบรมประพฤติปฏิบัติ วิทยากรควรประพฤติปฏิบัติใหเปนแบบอยางดวย เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ในเชิง วิชาการ 5.4 วิทยากรจะตองทําหนาที่เปนคตัวกลาง เชื่อมโยงและประสานความคิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อความหมายใน การสรางความเชาใจใหกับผูเขารับการฝกอบรมไดเขาใจถูกตองตรงกัน พรอมทั้งคอยชี้แนะและแกปญหากลุมในบาง โอกาส เพราะกระบวนการการเรียนรูโดยอาศัยวิธีการเรียนจากกิจกรรมกลุมสัมพันธเปนไปในลักษระที่กลุมจะตองแสดง ความคิดและทํางานรวมกันเปนทีม 6. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในการฝกอบรม วิทยากรจะตองทําหนาที่ประเมินผลการฝกอบรมวาบรรลุเปาหมายมากนอย เพียงใด และแจงผลการประเมินใหกับผูเขารับการฝกอบรมไดทราบดวย จากที่กลาวมาแลวจะเห็นไดวา วิทยากรเปนหัวใจสําคัญที่จะชวยใหการฝกอบรมสัมฤทธิผลหรือลมเหลว เพราะบทบาท ในกระบวนการเรียนการสอนอยูที่วิทยากร ทุกคนเปนวิทยากรได แตจะเปนวิทยากรที่ดีหรือไมเพียงใดขึ้นอยูกับการพัฒนา ตนเองใหมีความรู ความสามารถ ทักษะ บุคลิกภาพ และคุณลักษณะดังตอไปนี้ 1. วิทยากรจะตองเปนผูมีบุคคลิกที่ดี เปนที่นาเชื่อถือ และเปนกันเองกับผูเขารับการฝกอบรม เพื่อสรางบรรยากาศแหง ความสมานฉันทและจูงใจผูเขารับการฝกอบรม 2. วิทยากรจะตองมีทัศนคติที่ดีตอผูเขารับการฝกอบรมทุกคน 3. วิทยากรจะตองมีทักษะในการฟงและการสั่ง ทั้งในรูปของถอยคําสํานวนภาษาและการจับใจความสําคัญ คือสามารถ รับฟงคนอื่นไดอยางเขาใจแจมแจง และจะตองเคารพในความคิดเห็นของผูอื่น 4. วิทยากรจะตองไวตอการรับความรูสึกสามารถ อานใจสังเกตความตองการของผูอื่นและการวิเคราะหสถานการณและ ถูกตอง 5. วิทยากรจะตองใจกวาง กลาที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเอง 6. วิทยากรจะตองเปนผูที่มีความสนใจผูอื่น ไมใชเรียกรองใหผูอื่นมาสนใจวิทยากร 7. วิทยากรจะตองเปนนักมนุษยสัมพันธ อานใจเขาใจเราไมยกตนขมทานหรือแสดงอํานาจ 8. วิทยากรจะตองไมวิพากษวิจารณ หรือแปลพฤติกรรมของผูอื่นโดยไมจําเปน 9. วิทยากรจะตองไมเอาปญหาของตนเองมาเปนจุดสรางความสนใจใหกับผูอื่นจนกระทั่งลืมความตองการหรือ วัตถุประสงคของกลุม 10. วิทยากรจะตองมีเทคนิควิธีการรอบดาน เพื่อชวยใหผูรับการอบรมสนใจและเกิดความรู
  • 13.
    11. วิทยากรจะตองรูจักนําความคิดเห็นของผูอื่นมาใชใหเปนประโยชน 12. วิทยากรจะตองมีความสามารถในการวิเคราะหเชื่อมโยงความคิดและสรุปความคิดเห็นตาง ๆ ไดดี 13. วิทยากรจะตองเปนผูที่มีปฏิภาณไหวพริบดีเยี่ยม แกปญหาเฉพาะหนาอยางเหมาะสม ขั้นตอนของการดําเนินการฝกอบรม ในการฝกอบรมแตละครั้ง แมวาวิทยากรจะมีบทบาทเฉพาะในบางชวงเวลาของการฝกอบรมตามที่ไดพรรณนามาแลว ขางตนก็ตามแตเพื่อใหเกิดประโยชนแกผูที่สนใจศึกษาเรื่องการจัดการฝกอบรมมากยิ่งขึ้น สมควรที่จะนําแผนของการ ดําเนินการฝกอบรม 3 ขั้นตอนคือ การดําเนินงานกอนการฝกอบรม การดําเนินการระหวางการฝกอบรม การดําเนินงาน หลังการฝกอบรม มานําเสนอไวดวยดังนี้ แผนดําเนินการฝกอบรม การดําเนินงาน ผูรับผิดชอบ/กําหนดเวลา การดําเนินการกอนการฝกอบรม 1. ติดตอวิทยากรเปนการภายใน พรอมทั้งแจงรานละเอียดเกี่ยวกับการฝกอบรมที่วิทยากรควรทราบ เชน หัวขอวิชานั้น ๆ จํานวนและคุณสมบัติของผูเขารับการอบรม วันและเวลาสําหรับหัวขอนั้น ๆ เปนตน นอกจากนั้นจะตองสอบถามวิทยากร เกี่ยว กับการจัดรถรับ-สง ดารจัดหองฝกอบรมอุปกรณที่จะใช และ เอกสารประกอบสําหรับหัวขอนั้น ๆ 2. ติตดอสอบถามสถานที่ดูงานหรือทัศนศึกษาเปนการภายในพรอมทั้งแจงวัตถุประสงค ขอบเขตของการดูงาน ตลอดจน จํานวนผูเขาชม วัน เวลาของการดูงาน 3. จัดพิมพหลักสูตรและโครงการฝกอบรม 4. คัดเลือกผูเขารับการฝกอบรม และจัดทําบัญชีรายชื่อผูเขา รับการฝกอบรมสําหรับ - วิทยากร ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูเขารับการฝกอบรมที่วิทยากรควรทราบ เชน ชื่อ อายุ ตําแหนง หนวยงานตนสังกัด วุฒิ ประสบการณการทํางาน เปนตน ผูเขารับการอบรม ซึ่งมีรายละเอียดในเรื่อง ชื่อ ตําแหนง ν หนวยงานตนสังกัด ลงชื่อประจําวัน ν 5. จัดเตรียมเงินที่จะใชจายในโครงการฝกอบรม 6. จัดเตรียมเอกสารพื้นฐานและเอกสารประกอบการฝกอบรม 7. จัดเตรียมประวัติวิทยากรในโครงการ 8. จัดเตรียมแบบประเมินผลและสังเกตการณของแตละรายวิชาและของโครงการโดยสวนรวม 9. การจัดเตรียมสถานที(เชน โตะ เกาอี้ แจกันดอกไม เปนตน) โสตทัศนูปกรณ (เชน เครื่องฉายภาพขามศีรษะ แผนใส ที่ ่ เขียนแผนใส กระดานดํา เปนตน) และอุปกรณอื่น ๆ (เชน ตะกรา เอกสาร กรรไกร ที่เจาะกระดาษ ที่เย็บกระดาษ สกอต เทป ตะกราใสผง เปนตน) เพื่อใชในการฝกอบรม 10. ติดตอประสานงานกับหนวยงานที่เกี่ยวของ เพื่อขอความชวยเหลือในเรื่อง
  • 14.
    -การจัดและการใชสถานที่ในการฝกอบรม -การจัดรถรับ-สงวิทยากร และรับ-สงผูเขารับการอบรมไปดุงาน -การจัดสถานที่จอดรถสําหรับวิทยากร -โสตทัศนูปกรณที่ใชในการฝกอบรม -การจัดเลี้ยงเครื่องดื่มในพิธีเปด-ปดและระหวางฝกอบรม -การจัดพิมพเอกสาร ฯลฯ 11. จัดทํากําหนดการพิะเปดการฝกอบรม 12. ทําหนังสือเชิญวิทยากร และหนังสือขออนุญาตจากผูบังคับบัยชาของวิทยากร พรอมทั้ง รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร การฝกอบรม รายชื่อผูเขารับการอบรม แบบประเมินผลการอบรมโดยวิทยากร 13. ทําหนังสือถึงหนวยงาน เพื่อขออนุญาตเขาดูงานในหนวยงานนั้น 14. เตรียมรางคํากลาวรายงาน คํากลาวในพิธีการเปดการฝกอบรม 15. ทําหนังสือเชิญหัวหนาหนวยงานเปนผูกลาวรายงานในพิธีการเปดการฝกอบรม(ควรสงลวงหนาประมาณ 1 สัปดาห) 16. ทําหนังสือเชิญผูมีเกียรติมารวมในพิะเปดการฝกอบรมพรอมทั้งแนบกําหนดการพิธีเปด 17. จัดปายตาง ๆ คือ -ปายวิทยากร(ตั้งโตะ) -ปายชื่อผูเขารับการฝกอบรม(ตั้งโตะ ติดเสื้อ) -ปายลงทะเบียน -ปายบอกทางมายังหองฝกอบรม 18. เตรียมแฟมสําหรับผูเขารับการฝกอบรม ประกอบดวย -กําหนดการพิธีเปดการฝกอบรม -รายละเอียดโครงการ -เอกสารพื้นฐาน -กระดาษจดบันทึก -รายชื่อผูเขารับการอบรม 19. เตรียมแฟมลงทะเบียน แฟมเซ็นชื่อ 20. เตรียมวุฒิบัตร 21. เตรียมการทั่วไปสําหรับวันเปดการฝกอบรม -สถานที่ ไดแก โตะหมูบุชา โตะ เกาอี้ ไมโครโฟน ดอกไม ธูปเทียน -ตอนรับประธาน ผูมีเกียรติ ผูเขารับการฝกอบรม -รับลงทะเบียน -การเลี้ยงน้ําชา -เตรียมสําเนารางคํากลาวรายงาน และคํากลาวในพิธีเปดการฝกอบรม
  • 15.
    -สงรางคํากลาวถึงประธานและผูกลาวรายงานกอนวันพิธีเปด 1 วัน 22.เรียนตเอนประธานและผูกลาวรายงานกอนวันพิธีเปด การดําเนินการระหวางฝกอบรม 1. จัดเตรียมแฟมเซ็นชื่อประจําวัน 2. จัดเตรียมเอกสารที่จะแจกแตละวันและกระดาษบันทึก 3. จัดเตรียมสถานที(จัดโตะ เปลี่ยนปายชื่อวิทยากร เปลี่ยนปายชื่อผูเขารับการฝกอบรม) โสตทัศนูปกรณ(เครื่องขยาย ่ เสียง เครื่องฉายภาพขามศีรษะแผนใส ที่เขียนแผนใสฯลฯ) 4. เตือนวิทยากรกอนการบรรยายลวงหนา 1 สัปดาห 5. เตรียมเครื่องดื่มสําหรับวิทยากรและผูเขารับการฝกอบรม 6. เตรียมรถรับ-สงวิทยากรหรือสถานที่จอดรถสําหรับวิทยากร 7. เตรียมวิทยากรแทนหรือจัดกิจกรรมทดแทน ในกรณีวิทยากรไมมา 8. ตอนรับ อํานวยความสะดวก สงวิทยากร 9. แนะนําและขอบคุณวิทยากร 10. จัดเตรียมเงินสมนาคุณวิทยากร 11. อํานวยความสะดวกใหแกผูเขารับการฝกอบรม 12. สังเกตุการฝกอบรมตลอดระยะเวลาการฝกอบรมตลอดจนดูแลเวลาใหเปนไปตามกําหนดการ 13. แจกแบบประเมินผล รวบรวมผลจากการประเมิน เพื่อทําการวิเคราะหและปรับปรุงแกไข 14. จัดทํากําหนดการพิธีปดการฝกอบรม 15. จัดเตรียมวุฒิบัตร และเสนอเซ็นลวงหนา 16. รางคํากลาวรายงานและคํากลาวปดการฝกอบรม 17. ทําหนังสือเชิญประธานปกการฝกอบรม และแจกวุมิบัตรพรอมทั้งแนบคํากลาวปดการฝกอบรม และกําหนดการพิธีปด การฝกอบรม 18. ทําหนังสือเชิญวิทยากรและผูมีเกียรติในพิธีปดการฝกอบรมพรอมทั้งแนบกําหนดการพิธีปดการฝกอบรม 19. ทําหนังสือขอบคุณวิทยากรและหนวยงานที่ใหการอนุเคราะหชวยเหลือตาง ๆ 20. ทําหนังสือสงตัวผูเขารับการฝกอบรมกลับคืนตนสังกัด 21. เตรียมการทั่วไป สําหรับวันปดการฝกอบรม(กิจกรรมสวนใหญจะคลายคลึงกับวันเปดการฝกอบรม) 22. จัดเตรียมแบบทดสอบหลังการฝกอบรม แบบประเมินผลโครงการ และใหผูรับการฝกอบรมประเมินผลในวันสุดทาย ของการฝกอบรม ระยะหลังการฝกอบรม 1.สงหนังสือขอบคุณวิทยากรและหนวยงานที่เกี่ยวของ 2.สงหนังสือสงตัวผูเขารับการฝกอบรมกลับคืนตนสังกัด 3.รวบรวมและวิเคราะหผลการฝกอบรม 4.รายงานผลการฝกอบรมตอฝายบริหาร
  • 16.
    5.ติดตามผลการฝกอบรม 6.รวบรวมและวิเคราะหผลที่ไดจากการติดตาม และทํารายงานเสนอตอฝายบริหาร 7.จัดการเรื่องการเงิน โดยนําหลักฐานการจายเงินตาง ๆ ในโครงการมอบใหฝายการเงิน 8.เปนตัวกลางในการติดตอประสานงานระหวางผูรับการฝกอบรมตอไป 9.จัดทําเนียบรุนผูเขารับการฝกอบรม หมายเหตุ แผนการดําเนินการฝกอบรมนี้เสนอเปนเพียงตัวอยางหรือแนวทางเทานั้น ซึ่งผูดําเนินการฝกอบรมและผูที่ เกี่ยวของสามารถนําไปปรับมใชไดตามความเหมาะสม ประโยชนของการฝกอบรม ขอสรุปของการจัดการฝกอบรมอาจนําเสนอไดโดยประโยชนที่เกิดขึ้นในระดับตาง ๆ ทั้งตอบุคลากร หนวยงานและผูที่ เกี่ยวของอื่น ๆ ดังนี้ ประโยชนตอหนวยงาน 1. เพื่อเพิ่มรายไดและผลกําไรของหนวยงาน 2. เพื่อลดคาใชจายหรือเพิ่มประสิทธิภาพใหแกหนวยงาน 3. เพื่อชวยใหเจาหนาที่หรือพนักงาน สามารถขยายงานไดอยางตอเนื่องทั้งในแนวตั้งและแนวนอน 4. เพื่อปองกันปญหาโดยการเสริมสรางความรู ควงามเขาใจกับบุคลากรเพื่อหลีกเลี่ยงปญหาระหวางการปฏิบัติงานได 5. เปนกรรมวิธีที่กอใหเกิดความสามัคคีของบุคลากรที่ทํางานในหนวยงานเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณืซึ่ง กันและกันชวยใหเกิดความเขาใจกันมทากยิ่งขึ้น ประโยชนตอหัวหนางาน 1. ทําใหผลงานรวมของหนวยงานสูงสุดทั้งปริมาณและคุณภาพ 2. ลดคาใชจายในการตรวจสอบ การควบคุมและการทํางานแทนผูบังคับบัญชา 3. ทําใหผูบังคับบัญชาระดับสูงมีความไววางใจในความสามารถในการบริหารงาน ประโยชนตอผูเขารับการอบรม 1. เสริมสรางความรูใหม ๆ ที่ทันสมัยและสรางวิสัยทัศน 2. พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองและปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานใหเหมาะสมกับภารกิจที่ตองปฏิบัติ 3. สามารถปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมายไดทั้งในเชิงปริมาณและคุรภาพ 4. เสริมสรางขวัญกําลังใจและความเชื่อมั่นในตนเอง มีความพรอมในการปฏิบัติงานสูง 5. เกิดความมุมานะพยายามพัฒนางานเพื่อความกาวหนาในอนาคต(ตําแหนงงาน)
  • 17.
    บทที่ 4 วิทยากรกับสุภาษิตและคําประพันธ วิทยากรเปนผูที่มีบทบาทสําคัญในการฝกอบรมดั นั้นวิทยากรที่ดีจะตองเปนผที่มีความรู ความสามรถ ตลอดจนคุณลักษณะดานอื่น ๆ ที่เอื้ออํานวยตอการฝกอบรม กอใหเกิดความสําเร็จตามวัตถุประสงคของการฝกอบรม เชน มีความสามารถในการถายทอดใหเขาใจงาย ไดสาระ มีทักาะในการพูดจูงใจ ทําใหผูฟงรับรู ยอมรับ เชื่อถือ มีเทคนิคในการสรางอารมณขัน สามารถสรางบรรยากาศใน การอบรม ไดอยางเมาะสม เปนตน การสรางบรรยากาศในการฦึกอบรม เปนิสงสําคัญประการหนึ่งดังนั้น วิทยากรจึงควรฝกฝนและนําเทคนิคตาง ๆ ไปใช เชน เทคนิคการสรางคํานําหรือการนําเขาสูเรื่องที่จะใหการอบรม อาจใชวิธีอางประวัติความเปนมาของเรื่องม ที่จะพูด อางถึงตัวผูพูดและแนะนําตัวเองอยางสั้น ๆ มีอารมณขันแทรกเล็กนอยหรืออาจอางสุภาษิต คําพังเพย คํา กลอน หรือถอยคําที่กินใจสั้น ๆ ที่สะดุดใจหรือเขากับเรื่องเปนเราความสนใจความสนใจของผูฟง โดยยึดคติที่วา Well begun is half done หมายถึงการเริ่มตนที่ดีเทากับสําเร็จไปแลวครึ่งหนึ่ง ผูเขียนไดรวบรวม สุภาษิต คําพังเพย คําประพันธ ตั้งแตอดีตถึงปจจุบันทั้งในประเทศไทยและตางประเทศที่เปน ประโยชนสําหรับวิทยากรเพื่อนําไปประยุกตใชแทรกเนื้อหาหรือประกอบกิจกรรมการฝกอบรมเมื่อเริ่ม ระหวาง ดําเนินการ สรุปจบหรือเปนการย้ําเนนใหขอคิด คติเตือนใจรวมทั้งการเสริมสรางบรรยากาศการอบรม โดยจัดแบง ออกเปนหมวดหมู เพื่อความสะดวกในการคนหาและการนําไปใชไดสอดคลอง เหมาะสมกับเนื้อหา เวลา สถานที่ผู เขารับการอบรม ตอนที่ 1 ชีวิตและบุคคล ชีวิต/คน/คาของคน มงคลธรรม 9 ประการ 1. ถาทานทําตัวแขงกับสังคม ความพินาศลมจมจะตามมา 2. ถาทานทํางานเห็นแกหนา ทานจะพบปญหาเรื่อยไป 3. ถาทานทําตัวเหนแกได อยางหวังน้ําใจจากเพื่อนฝูง 4. ถาทานกลัวจนเกินไป ทานจะทําอะไรไมไดความ 5. ถาทานกลาจนเกินงาม ทานจะพบแตความเดือดรอน 6. ถาทานขาดความพอดี ทานจะเปนหนี้ตลอดกาล 7. ถาทานเห็นแกความสนุก ทานจะทุกขอยางมหาศาล 8. ถาทานขาดความยั้งคิด ทั้งชีวิตจะสิ้นความหมาย 9. ถาทานทําใจสงบ ทานจะพบชีวิตที่เยือกเย็น ลุมเจาพระยา เห็นสายธาราไหลลองχ เพียงแตมองหัวใจใหปวน น้ําไหลไปมักไมไหลทวน ชีวิตเราไมหวล ไมกลับทวนเหมือนกัน มนุษยใด มีความรู ความสามารถη ใชฉลาด สงบสุข หมดทุกขหนอ มีชีวิต ที่สมบูรณ ไมรั้งรอ ไมยอทอ ถากถาง ทางนิพพาน ชีวิตที่ ไมเปลือย เปนเชนนีη ้ ตามที่ได บอกกลาวขาน แถลงไข ชีวิตมี อาภารณื ประดับใจ แตงเติมไว ชีวิตใหม ไมเปลาเปลือย ชีวิตที่เปนมงคล ถาอยากเปนคนงาม อยาวูวามโกรธงายα ถาอยากเปนเปนคนสบาย อยาเบื่อหนายความเพียร ถาอยากเปนคนมั่งมี อยาเปนคนดีแตจาย ถาอยากเปนคนนําสมัย อยาทําลายวัฒนธรรม ถาอยากเปนคนมีเกียรติ อยาเหยียดหยามคนอื่น ถาอยากมีความรู อยาหลบหลูครูอาจารย ถาอยากหาความสําราญ อยาลางผลาญสมบัติ ถาอยากเปนคนมีอํานาจ อยาขาดความยุติธรรม ถาอยากเปนคนดัง อยาหวังความสงบ
  • 18.
    มงคลชีวิต อยานอนตื่นสาย อยาอายทํากินκ อยาหมิ่นเงินนอย อยาคอยวาสนา อยาเสวนาคนชั่วอยามั่วอบายมุข อยาชิงสุกกอนหาม อยาพลามกอนทํา อยาคอยแตประจบ อยาคบแตเศรษฐี อยาดีแตตัว อยาชั่วแตคนอื่น อยาฝนกฎระเบียบ อยาเอาเปรียบสังคม อยาชื่นชมคนผิด อยาคิดเอาแตได อยาใสรายคนดี อยากลาววจีมุสา อยานินทาพระเจา อยาขาดเขลาเมื่อมีทุกข อยาสุขจนลืมตัว อยาเกรงกลัวงานหนัก อยาพิทักษพาลชน อยาลืมตนเมื่อมั่งมี ชีวิตเราเปนอะไรไดทุกอยาง เปนครูเปนเรือจางชางแสนงาย∗ แตที่เปนไดยากลําบากกาย เปนคนที่มีความหมายกับทุกคน ชีวิตที่ไมเคยประสบการตอสู ยอมเปนชีวิตที่ออนแอ≅ บุคคลที่ไมเคยมีศัตรู จะเปนผูเขมแข็งไมได ตองการแบบไหน ถาตองการความสบาย ใหขวนขวายทําความดี, ถาตองการเปนเศรษฐี ใหมีการประหยัด ถาตองการสมบัติ ใหมีความกตัญู ถาตองการความรู ใหคบบัณฑิต ถาตองการมิตร ใหรูจักเสียสละ ถาตองการพละ ใหบริหารรางกาย ถาตองการเปนนาย ใหมีความยุติธรรม ถาตองการใหคนอุปถัมภ ใหรูจักออนนอมถอมตน ถาอยากใหงานมีผล ใหเปนคนมีความขยัน ถาอยากใหเรื่องสั้น ใหหยุดพูด งานที่สําเร็จราบรื่นไปโดยไมมีอุปสรรค− ยอมเปนงานที่ไมหนักแนนถาวร ชีวิตไมใชเทียนไตดับแลวจุดคืน− ดังนั้นการทํางานใหเปนเสมือนวันสุดทายของชีวิต เมื่อเจามามีอะไรมาดวยเลา เจาจะเอาแตสุขสนุกไฉน/ ก็เจามาตัวเปลาจะเอาอะไร เจาก็ไปตัวเปลาเหมือนเจามา มงคลชีวิต อยาลืมหลงจงอุตสาหรักษาศิริ ตามคติโบราณทานขานไขΑ แตเชาตรูสุริโยอโณทัย ตื่นนอนใหหามโทโสอยาโกะา ผินพักตรสูบูรพาทิศและทักษิณ เสกวารินดวยพระธรรมคาถา ที่นับถือคือประไตรสรณา ถวนสามคราจึ่งชําระสระพระพักตร แลวเอื้อนอรรถตรัสความทีดีกอน จะถาวรพูนเกิดประเสริฐศักดิ์ ดวยราคีทิชลอนรลักษณ อยูพระพักตรแตทิวาเวลากาล ยามกลางวันนั้นวาพระราศรี สถิตที่วรองคสรงสนาม พระอุระปลงสุคนธวิมลมาลย จะสําราญโรคาไมราคี ครั้นพลบค่ําคล้ําฟาสุธาวาส ฝายเบื้อบาทซายขวาเปนราศรี จงรดน้ําชําระซึ่งราคี หามสตรีอยาใหพาดบาทยุคล (สวัสดิรักษา) คนเราคลายกับหนังสือบางเลมดูหนาปกสวยงามดีแตเปดอานเนื้อเรื่องขางในไมมีสาระ หนังสือบางเลมปกไมนาดู ⁄ แตเนื้อเรื่องดีมีคติจับใจ (พ.เนตรรังษ) อํานาจวาสนาก็ด∞ ี
  • 19.
    ทรัพยสมบัติก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี ยอมดับและเสื่อมสูญตามกาลเวลา คูดีกวาโสด ในโลกนี้มีอะไรที่ไมคΓ ู ไดเห็นอยูทั่วถวนลวนเปนสอง ดวงจันทรนั้นยังมีอาทิตยครอง เดินพบพองกันบางคราวเมื่อเชาเย็น เห็นชัด ๆ อาทิตยคูจันทร ชายคูหญิง ดอกไมคูแมลง แมแตตัวเราแตละคนยังประกอบดวยชิ้นสวนที่เปนคูทั้งนั้น คิ้ว ก็ คู ผม จํานวนเสน ก็ เปนคู (ไมเชื่อก็ลองนับดู ฮา….) ตา มี สองตา เปนคู ปาก มีริมฝปากบน ริมฝปากลาง เปนคู ฟน มี 32 ซี่ เปน คู แขนมี 2 ขาง เปน คู ซี่โครง มี 2 ขาง เปน คู ขา มี 2 ขาง เปน คู เชนกัน แมแตอวัยวะบางอยางดูเหมือนจะมีอันเดียว แตถาดูใหดีจะพบวามีสวนประกอบที่เปนคูติดอยูดวย (ฮา) คือ….จมูก (อา) และปรบมือ มี 1 จมูก มี 2 รู (ฮา) LIFE Live andΖ learn จงมีชีวิต อ ยูและเพื่อเรียนรู While there is life there isΖ hope ตราบที่มีชีวิตอยู ตราบนั้นยอมมีความหวัง Life is but aΖ dream ชีวิตเปนเพียงความฝน Life has its ups andΖ downs ชีวิตมีขึ้นมีลง Live and letΖ life มีชีวิตแยูและอยูอยางมีชีวิต There is no wealth butΖ life ไมมีทรัพยสมบัติใดที่วิเศษเทาการมีชีวิต Health and money goΖ far สุขภาพและเงินทําใหชีวิตดําเนินดวยดี ลักษณะของคน คน 7 ประเภทที่ไมทําความเจริญ พวกวางเฉย พวกเอาแตสังคม พวกคนพาล พวกโง พวกขี้เหนียว พวกประสาท พวกเหลวไหลงมงาย เมื่อเกิดมามีอะไรมากับเจา⊥ จะมัวเมาโสภมากไปถึงไหน เมื่อเจาตายก็ไมไดอะไรไป เจาก็ไปตัวเปลาเหมือนเจามา ฉะนั้นตองลด โลภ โกรธ_ หลง เพราะทุกอยางลวน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนจะงามงามน้ําใจใชใบหนาα คนจะสวยสวยจรรยาใชตาหวาน คนจะแกแกความรูใชอยูนาน คนจะรวยรวยศีลทานใชบานโต
  • 20.
    ลักษณะ 6 ประเภท ไมรูไมชี้ลักษณะของคน ไมรับผิดชอบ ไมรูแลวชี้ ลักษณะของคน อวดตัว คนหลงตัว ไมรูแลวไมชี้ ลักษณะของคน ซื่อตรง คนรูตัว รูแลวไมชี้ ลักษณะของคน เห็นแกตัว คนใจดํา ชี้แลวไมรู ลักษณะของคน ขอไปที คนไมรูจริง รูแลวชี้ ลักษณะของคน บัณฑิตครู ผูประเสริฐ บุคคลที่ไมรูและไมรูวาตนไมรู เขาผูนั้นเปนคนโง β จงหลีกเขาไปใหพน บุคคลที่ไมรูและรูวาตนเองไมรู เขาผูนั้นเปนเด็ก จงวางใจในตัวเขา บุคคลที่รูและไมรูวาตนรู เขาผูนั้นังหลับอยู จงปลุกเขาขึ้น บุคคลที่รูและรูวาตนรู เขาผูนั้นเปนคนแลาด จงตามเขาไปเถิด ความเปนอยูของคน อยูอยางเทวดาδ อยูอยางธรรมดา อยูอยางแมงดา(ฮ) คนเกงที่เห็นแกตัว คือ คนชั่วทําลายสังคมε คนเกงที่อยูเฉย ๆ คือ ผูละเลยไมชวยสังคม คนเกงที่มุงทําดี คือ ผูสรางศักดิ์ศรีใหแกสังคม คุณสมบัติคนอารมณขัน มองโลกในแงดι ี มีความแหลมคม สะสมจดจํา นํามาดัดแปลง แสดงถูกกาล ในกระแสน้ําที่ไหลเชี่ยว κ ปลายอมจะวายทวนน้ําเสมอ ปลาที่ลอยตามน้ําก็มีแตปลาตาย มนุษยตองตอสูอุปสรรค เหมือนปลา ที่วายทวนน้ํา ผูที่ปลอยโชคชะตาไปตามเหตุการณ ก็เหมือนคนที่ตายแลว วาวจะลอยขึ้นสูงอยูได เพราะเหตุที่ตานลมκ ถาหมดลมวาวก็จะตกมนุษยเราจะขึ้นสูงอยูได ก็เพราะการตอสู อุปสรรค ชีวิต ที่ไมเคยประสบอุปสรรค จะหาทางกาวหนาไมไดเลยเปนอันขาด แลวสอนวาอยาไวใจมนุษยµ มันแสนสุดลึกล้ําเหลือกําหนด ถึงเถาวัลยพันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไมคดเหมือนหนึ่งในน้ําใจคน มหาสมุทรสุดลึกลน คณนาµ สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได เขาสูงอาจวัดวา กําหนด จิตมนุษยนี้ไซร ยากแท หยั่งถึง คนบางคนมีชีวิตอยุอยางคน คนบางคนมีชีวิตอยูคลายคน คนบางคนมีชีวิตอยูโดยไมรูวาตนเปนคน คุณคาของความเปนคนมิไดขึ้นอยูกับวาเขา′ มี อะไร หรือ ทํา อะไร แตขึ้นอยูกับวาเขาเปนคนอยางไร ขาพเจาเชื่อถือคนที่แบงปนความทุกขของขาพเจาในยามที่ขาพเจาตกระกําลําบาก≤ มากกวาคนที่ตองการ ความสุขกับขาพเจาในยามที่ขาพเจาราบรื่น การสํานึกผิดเปรียบเสมือนกระจกบานหนึ่งที่สามารถสะทอนใหเราเห็นถึงความผิดพลาดของตนเองอยางแจมชัด และทําใหเรามีโอกาสไดแกไขขอผิดพลาดƒ กรุปเลือดบอกลักษณะ O เปนคนลักษณะ เกิดมาเพื่อประสบผลสําเร็จ A เปนคนลักษณะ ชางคิด คิดอยางลึกซึ้ง B เปนคนลักษณะ มีความคิดริเริ่มสรางสรรค AB เปนคนลักษณะ เกิดมาเพื่อแกปญหา AIDSเปนคนลักษณะ เตรียมตัวตาย (ฮา) สิ่งที่เปน + จะดีทั้งนั้น ยกเวนเลือด + (ไมดี)_
  • 21.
    จําแนกขาราชการเลว 25 ประเภท 1.นั่งไมติดเกาอี้ 2. ออกทองที่เปนประจํา 3. งานไมทําเอาแตคุย 4. หนามุยตลอดวัน 5. ฟาดฟนผูรวมงาน 6. หยอยยานไมมานะ 7. เอาชนะระราน 8. ชอบซุกงานตลอด 9. บอนออดจูจี้ 10. หลบหนีผูคน 11. สนใจแตความชอบ 12. ไมชอบแบงงาน 13. ตั้งตัวแบงพวก 14. งานลวกปลอยปละ 15. คอยจังหวะคอรัปชั่น 16. ประพฤติพาลจอมกะลอน 17. หยอนยานศีลธรรม 18. ชอบนําเผดจการ 19. อภิบาลพวกพอง 20. พี่นองกาวกาย 21. ไมสบายตลอดป 22. เปนหนี้เกินตัว 23. ขาดตัวประสานงาน 24. วิทยาการลาหลัง 25. หวังแตกําลังใจ MAN Every man is best know to himself ทุกคนยอมรูจักตัวเอง In with a man; Simplicity a child ความฉลาดพบในผูใหญความไรเดียงสาพบในเด็ก Every man desires to live long;but no man would be old ทุกคนปรารถนาจะมีอายุยืนยาว แตไมมีใครอยากแก Youth is blunder; manhood a struggle;old age a regret วัยเด็กคือความผิดพลาด วัยกลางคนคือการตอสูดิ้นรน วัยชราคือการเสียใจ Masters should be sometimes blind and sometime deaf. ผูเปนนายควรทําตาบอด และหูหนวกบางบางครั้ง All thing fit not all persons ของทุกอยางไมเหมาะกับทุกคน Behind the famous man is the great woman เบื้องหลังชายที่มีชื่อเสียงคือผูหญิงที่ยิ่งใหญ ลักษณะผูบริหาร ผูบริหารที่ดีในทรรศนะของคนไทย ทรรศนะที1 “3 ค” ครองตน ครองคน ครองงาน ่ ทรรศนะที่ 2 “4 ภ” ภูมิรู ภูมิธรรม ภูมิฐาน ภูมิปญญา ทรรศนะที่ 3 “4 ท” ทันคน ทันงาน ทันเหตุการณ ทันสมัย ลักษณะผูบริหารที่พึงประสงค กาย วาจา ใจ ยืดหยุน ยกยอง เยือกเย็น เรียบรอย ระรื่น ราเริง สงเสริม สั่งสอน สงสาร จริงจัง จริงวาจา จริงใจ ลึกล้ํา หลักแหลม ลิงโลด ลักษณะผูบริหารที่ไมพึงประสงค กาย วาจา ใจ ยุงยาก ยุแหย เหยาะแหยะ รีรอ ระราน เรารอน สําสอน สอเสียด โศกเศรา จับจด จูจี้ จองจับ(ผิด) หลุกหลิก ลอลวง โลเล คุณลักษณะพิเศษของผูบริหาร จะตอง….. 1.เปนผูบุกเบิก 2.กาวใหทันโลก 3.เปนนักพัฒนา 4.เปนนักสู 5.สามารถสรางศรัทธา
  • 22.
    หลักธรรมในการครองใจคนไดแก สังคหวัตถุ 4 ทานโอบออมอารี ปยวาจา วจีไพเราะ อัตถจริยา สงเคราะหประชาชน สมานัตตตา วางตนใหพอดี ไมแขงดีแขงเดน การมอบหมายงาน↔ เกงคนเกงงานทานเกง จะมหแจวตองกระจายใหคนอื่น ทั้งใกลชิดติดตามถามจุดยืน คนจะชื่นชมทายยอดตลอดไป ผูบริหารที่ดีตองมี 4 นัก อยูในตัว ไดแก 1.นักบริหาร 2.นักวิชาการ 3.นักธุรกิจ 4.นักการเมือง ถาผูใดมีครบทั้ง 4 นัก จะเปนผูที่ประสบผลสําเร็จสูง ภาพนักบริหารไทย ทําการคาเกงแบบจีนβ ปกครองอะลุมอลวยแบบไทยβ มีระเบียบวินัยและขยันขันแข็งแบบญี่ปุนβ มีระบบมีเหตุผลแบบฝรั่งβ และ ตามตื้อหนี้เกงแบบคนแขกβ บทบาทผูบริหาร “มีทาง วางธง สรางทีม หาทุน” ผูบริหารที่ดี จะตอง….. ใจถึง จริงใจ จริงจังϖ เสียสละ มีสัจจะธรรมϖ การเปนนายที่ดี จะเปนนายที่ดีนี้เปนยาก พระคุณมากเสียวินัยงานไรผล พระเดชมากถูกดาวาเลวคน ลับหลังตนงานสะดุดและหยุดยั้ง คนและคนดันไปใหพอดี ประกอบมีเมตตาการุณขลัง มุทิตาอุเบกขาเพื่อจะยั้ง ตนไดตั้งในที่หมายเปนนายคน การครองตน/ครองคน/ครองงาน ตั้งใจจริง. อิงธรรมะ. ละผลประโยชน. โปรดวิชาการ. ทํางานมีระบบ. คบกับทุกฝาย. ขยายประชาธิปไตย. ทันสมัยเปนนิจ. คูชีวิตเปนสุข. ความเกงของผูบริหาร เกงคิด เกงคน เกงคน ปจจัยการบริหารที่สําคัญที่สุด คือ “คน” คนเหมือนกัน แต…คนไมมเหมือนกัน ลักษณะผูบริหาร งานก็สนคนก็สราง
  • 23.
    ลักษณะผูบริหาร ผูบริหารที่ดี “นายใช Οเพื่อนชม ลูกนองชอบ ผูบริหารที่เกือบดี “นายชอบ เพื่อนชม ลุกนองเฉย ผูบริหารที่ไมดี “นายไมชอบ เพื่อเฉย ลูกนองชัง ผูบริหารที่หา ดีไมได “นายเฉย เพื่อนชัง ลุกนองชั่ว ตัวก็ชุย พรหมวินาศ (ของผูบริหาร) หลงอํานาจ ฉอราษฎรบังหลวง หลอกลวงลุกนอง ยกยองคนเลว ผูบริหารคือผูนําการเปลี่ยนแปลง • ในคืนแรมไรดาวทุกราวฟา • แมนเรายืนหยัดกลาถือทวนราย • เราจักจุดแสงทองสองประกาย • บรรณาการทางทุกสายใหประชา • ใหสวางกระจางแจงทุกแหงหน • ดวยคงมั่นคงทนเยี่ยงหินผา • ใชฝุนผงปลิวไหวไรราคา • ผูบริหารตองกลานําเปลี่ยนแปลง ลักษณะผูบริหารที่ไมพึงประสงคη มาดประชัน กันทาลูกนอง ยกยองตน สนแตเรื่องอื่น ตื่นเจานาย ใฝสองขั้น ฉันทําเอง ไมเกรงใคร ภูมิของผูบริหารφ ภูมิรู ภูมิธรรม ภูมิปญญา ภูมิฐาน ภูมิศาสตร ภูมิหลัง ภูมิทัศน ภูมิตานทาน นรกภูมิ ผูบริหารที่ผูรวมงานและลุกนองไมชอบ♣ ชี้นิ้ว หิ้วอีหนู หูเบา เจาอารมณ งมงายอํานาจ อาฆาตลูกนอง จองจับผิด คิดเอาแตได ไมมอบงานลูกนอง ยกยองคนเลว ทับถมคนดี ตระหนี่เหนียวแนน ลักษณะขอแตกตางระหวางผูบริหารกับผูนําκ ผูบริหาร ผูนํา 1. มักรูไปทุกอยาง 1. มักยอมรับความผิดพลาด 2. มักติเตียน 2. มักใหคําแนะนํา 3. มักบอกวาอะไรตองทํา (ใหเสร็จ) 3. มักแสดงใหดูวาทําอยางไร (จึงจะเสร็จ) 4. มักพูดกอน (ฟง) 4. มักฟงกอน (พูด) 5. มักออกคําสั่ง 5. มักใหแนวทาง 6. มักเรียกรองความเคารพ
  • 24.
    (จากลูกนอง) 6. การไดมาและคูควรตอความเคารพ (จากลูกนอง) 7. มักปกครองดวยกฎหมาย 7. มักแสดงความมีมนุษยธรรม ความแตกตางระหวางผูบริหารกับผูนํา ประเด็น ผูบริหาร ผูนํา 1. การใชอํานาจ - ใชอํานาจไดอยางเปนทางการตามตําแหนงที่มี - อิทธิพลสวนตัว 2. การกําหนดเปาหมาย - ถือเปาหมายขององคการเปนสําคัญ - คํานึงถึงเปาหมายสวนตัวของคนในองคการดวย 3. ทัศนะตอองคการ - มีสํานึกวาเปนอันหนึ่งอันเดียวกับองคการ ปกปองระเบียบขอบังคับขององคการ - แยกตัวเอง ออกจากองคการมีความพยายามเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 4. การทําหนาที่ - ยึดขั้นตอนตามระเบียบขององคการควบคุมวิธีการมาก - เปดโอกาสใหมีความคิดริเริ่ม การ ควบคุมเนนที่ผลงาน ไมเนนวิธีการ 5. บุคลิกภาพ - ดําเนินการเพื่อใหองคกรอยูรอด - หาโอกาสที่จะทําใหองคการเกิดประโยชนสูงสุด 6. ความสัมพันธกับคนอื่น - มีความสัมพันธตามฐานะตําแนง - ใชความสัมพันธสวนตัว 7.การวางตัว - วางตัวตามสายบังคับบัญชาอยูแตในหองทํางาน - วางตัวตามสบายเปนกันเองกับผูใตบังคับบัญชา บุคลิกของผูบริหาร หรือ ผูจัดการ 1. Walk Around (เดินเยี่ยม) 2. Sit in Front (ไปไหนนั่งแถวหนา) 3. Eye Contact (พูดกับใครมองหนาตากับเขา) 4. Smile Big (ยิ้มแยมแจมใส) 5. Speak Out (พูดใหคนฟงรูเรื่อง) ผูบริหารระดับสูง :λ ขึ้นที่สูงยอมตองลมแรงและหนาว ↔ลักษณะผูนํา↔ ผูนําที่ดี จงเสียสละและสรางศรัทธา จงนําพาใหถูกตอง จงทําตัวอยางใหเห็น จงทําใหดีและเดนในคุณธรรม กลานําปวงชน อุทิศตนอยางฉลาด ผูนําที่ดี ยิ้มแยม เยือกเย็น ยืดหยุน ยืนหยัด ยกยอง ผูนําที่ดี หนายิ้ม นิ่มนวล ชวนงาน สานความคิด กิจยุติธรรม นํานโยบาย งายเขาหา กลาตัดสินใจ หลัก 4 ก ภาษาอังกฤษ การเปนหัวหนาที่ประสบผลสําเร็จ ก. ที่ 1 กูด(GOOD) คือ การเปนคนดี ก. ที่ 2 ไกด(GUIDE) คือ เปนที่พึ่งแนะนําสั่งสอนได ก. ที่ 3 กีฟ(GIVE) คือ มีการใหอยางเหมาะสม ก. ที่ 4 การด(GUARD) คือ ปกปองคุมครองตามควร คุณสมบัติผูนํา มีจิตสํานึกในเปาหมายงาน (SENSE OF PURPOSE AND DIRECTION) มีความเปนเพื่อน (FRIENDLINESS) มีความกระตือรือรน (ENTHUSIASM) มีความซื่อสัตย (INTEGRITY) มีความฉลาดรอบรู (INTELLIGENCE) มีความจริงจัง (INGENUITY) มีความคิดสรางสรรค (INITIATIVE) มีความศรัทธา เชื่อมั่น (FAITH) มีเทคนิคในการทํางาน (TECHNICAL) มีทักษะในการถายทอด (TEACHING SKILL) มีความรัก (LOVE)
  • 25.
    มีประสบการณ (EXPERIENCE) มีความแข็งแกรงทั้งกาย/ใจ (PHYSICALAND MENTAL ENERGY) มีความเสียสละ (SACRIFICE) ลักษณะออมชอม (HARMONIZE) การจูงใจ (PERSUASIVENESS) มีความกลาหาญ (COURAGE) มีความแนบเนียน (TACT) มีความเปนธรรม (JUSTICE) มีความอดทน (ENDURANCE) ไมเห็นแกตัว (UNSELFISHNESS) มีความตื่นตัว (ALERTNESS) มีความเห็นอกเห็นใจผูอื่น (HUMANITY) มีการถอมตน (HUMILITY) มีการควบคุมตนเอง (SELF CONTROL) มีสังคมดี (SOCLAL ABILITY) ผูนําที่เลว หนางอ รอนาน งานมาก ปากเสีย เมียคุม กลุมหนี้ ขี้ยา อารมณรอน
  • 26.
    บทที่ 5 วิทยากรกับกิจกรรม การพัฒนาศักยภาพบุคคล แตเดิมมาวิทยากรมีบทบาทและหนาที่เปนเสมือนตัวกลางที่คอยเชื่อมโยงและประสานความคิด ความเขาใจ ระหวางเนื้อหาสาระที่ตองการจะบรรยายกับผูเขารับการฝกอบรมใหมีความสอดคลองตองกันเปนอันหนึ่งอันเดียว รวมทั้งคอยชี้แนะและแกปยหาตาง ๆ ใหแกผูรับการฝกอบรมอีกดวย ทั้งนี้เพื่อใหบรรลุตามวัตถุประสงคืของการ ฝกอบรมที่กําหนดไว ที่เปนเชนนี้ก็เพราะวาการบรรยายหรือการฝกอบรมในหวงระยะเวลาที่ผานมาจะถือเอาเนื้อหา ความรูของเรื่องที่จะบรรยายหรือฝกอบรมเปนหลัก จึงจําเปนตองเชิญวิทยากรที่มีความรูในเนื้อหาของเรื่องดังกลาว มาเปนผูถายทอดความรู ดังนั้นการฝกอบรมในสมัยที่ผานมาวิทยาการจึงมีฐานะเปนศูนยกลางของการฝกอบรม อยางแทจริง แตในปจจุบันนี้เนื้อหาสาระอาจเกิดขึ้นไดหลายทางอาจจะไมจําเปนจะตองไดรับการถายทอดโดยตรง จากวิทยากรก็ได วิทยากรจึงตองปรับวิธีในการถายทอดความรูจากที่ตนเปนศูนยกลางมาเปนการใหผูเขารับการ ฝกอบรมเปนศูนยกลางโดยใหไดมีโอกาสฝกปฏิบัติจริงและมีสวนรวมในการฝกอบรมผานกิจกรรมฝกอบรมตางๆ เปนระยะ ๆ ตามความเหมาะสม การมีสวนรวมในการฝกอบรมโดยลักษณะดังกลาวจะชวยใหผูเขารับการฝกอบรมมี ความสนุกสนาน มีความสุขกับการเรียนรูและผูกพันกับการฝกอบรมเปนอยางดี แตในการเตรียมเนื้อหาและกิจกรรม ที่เหมาะสมสอดคลองกับการฝกอบรมจะเปนภารกิจของวิทยากร ดังนั้นวิทยากรจึงตองเอาใจใสในกิจกรรมการ พัฒนาศักยภาพบุคคลดวยอยางหลีกเลี่ยงไมได กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพ เปนกิจกรรมประเภทหนึ่งที่วิทยากรควรจะนําไปใชในการฝกอบรม เพราะเปน กิจกรรมที่จะชวยผอนคลายความเครียดทั้งดานรางกายและจิตใจ รวมทั้งสามารถจะปลุกฝงและสรางเสริมจิตใจของ ผูเขารับการฝกอบรมใหยอมรับใน กฏ กติกา มารยาท ของสวนรวม เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินตลอดจนได ขอคิดตาง ๆ อีกดวย ประโยชนของกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคล ไดแก 1. เปนกิจกรรมที่สรางความเราใจเพื่อนําเขาสูการฝกอบรมหรือเปนลักษณะจองการเตรียมความพรอมกอนที่จะเขา เนื้อหาของการฝกอบรม 2. ทําใหเกิดควงามสนุกสนาน ตื่นเตน เพลิดเพลิน และเปรการผอนคลายความตึงเครียด 3. ชวยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้อตนใหเปนไปอยางถุกตองและมีประสิทธิภาพ 4. สงเสริมใหเกิดการเรียนรูรวมกับผูอื่นและสามารถปรับตัวเขากับผูอื่นไดเปนอยางดี 5. สงเสริมสมรรถภาพทางกาย กอใหเกิดความแข็งแรง สมบูรณ 6. ขวยสรางเสริมบรรยากาศที่ดีในการฝกอบรม ประชุม สัมมนา 7. กอใหเกิดมิตรภาพที่ดีและสรางความประทับใจในหมูคณะ 8. ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดี 9. ฝกการเคารพตอ กฎ กติกา 10. ทําใหเกิดการเรียนรูในเรื่องของกระบวนการกลุม 11. เสริมสรางลักษณะนิสัยของบุคคลใหเกิดความกระตือรือรน 12. ใหขอคิดหรือแนวคิดตาง ๆ ที่สามารถโยงไปสูเรื่องอื่น ๆ เทคนิคการเปนผูนํากิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคล ผูนํากิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคล เปนบุคคลที่โนมนาวหรือชักชวนใหเขารวมกิจกรรมมีความสนุกสนานใน การรวมกิจกรรม ดังนั้นผูนํากิจกรรมจะตองเปนผูมีบุคลิกเฉพาะตนและมีความสามารถในการถายทอดความรูใหกับ สมาชิกและรูจักเทคนิคในการเปนผูนํากิจกรรม จึงจะทําใหการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคลในแตละครั้งประสบ ความสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี ซึ่งเทคนิคที่ผูนํากิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคลควรปฏิบัติมีดังนี้ 1. จะตองเรียนรูและมีความรูเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคคลในลักษณะกิจกรรมที่หลากหลาย 2. การคัดเลือกกิจกรรมตองคํานึงถึงความเหมาะสมตามอายุความสามารถและขนาดของรางกายของผูรวมกิจกรรม 3. มีการวางแผนและดําเนินการตามแผนที่วางไว 4. จัดเตรียมอุปกรณและสถานที่ใหพรอม 5. สรางบรรยากาศใหมีความสนุกสนานไมเครงเครียดหรือเอาจริงเอาจังจนเกินไป 6. ผูนํากิจกรรมควรอยูในตําแหนงที่เหมาะสม ผูเขารวมกิจกรรมสามารถมองเห็นและไดยินเสียงชัดเจน 7. ควรจัดใหผูรวมกิจกรรมอยูในกลุมหรือรูปแถวที่ตองการกอนอธิบายหรือสาธิตการเลนกิจกรรม 8. ในกรณีที่จัดกิจกรรมโดยแบงเปฌนกลุมควรมีสัญลักษณที่สังเกตไดงายเชนมีแถบสีหรือเสื้อทีม 9. ในกรณีที่กิจกรรมนั้นสามารถสาธิตไดก็ไมควรอธิบายและไมควรใชเวลาในการสาธิตนานเกินไปควรใหผูรวม กิจกรรมเขารวมกิจกรรมโดยเร็วที่สุด 10. หากเกิดความผิดพลาดควรรีบแกไข หรือแกปญหาเฉพาะหนาทันทีและเริ่มกิจกรรมตอไปโดยเร็วหรือหา กิจกรรมนั้นไมเปนที่ถูกใจของผูเขารวมกิจกรรมผูนํากิจกรรมอาจจะแกปญหาเฉพาะหนาโดยนํากิจกรรมอื่นมาจัดอ แทนทันที
  • 27.
    11. ผูนํากิจกรรมควรใชความเปนมิตรสนิทสนมและความเขาใจมากกวาการใชกฎ กติกาไมควรใชวิธีการดุดา ตําหนิ หรือวิธีการที่รุนแรง แตควรใชวิธีการจูงใจและชดเชยแทน 12. ควรใหอิสระแกผูเลนไมควรอยูในกรอบวินัยจนเกินไป 13. ผูนํากิจกรรมจะตองแสดงออกถึงความกระตือรือรนมีความเชื่อมั่นในตนเอง กลาทํากลาแสดง เอาใจใสแกผู รวมกิจกรรมใหสมาชิกรวมกิจกรรมอยางถูกตองและทั่วถึง 14. เลือกกิจกรรมที่สนุก ๆ และควรยุติกิจกรรมทันทีเมื่อทุกคนสนุกสนานจนถึงขีดสุดแลวหรือควรหยุดกอนที่ผู รวมกิจกรรมจะเบื่อตอกิจกรรมนั้น ๆ 15. ผูนํากิจกรรมตองตั้งใจสนใจและตอบคําถามผูรสมกิจกรรมตลอดเวลาตลอดจนการคํานึงถึงความปลอดภัย 16. ควรเปดโอกาสใหผูรวมกิจกรรมเปนผูนํากิจกรรมบางและยอมรับฟงความคิดเห็นของผูเขารวมกิจกรรม 17. มีการสรุปขอคิดหรือประโยชนที่ไดรับจากิจกรรม 18. มีการประเมินผลและพัฒนาการจัดกิจกรรมใหดียิ่งขึ้น