ภารกิจระดับ
 ครูผ้ ูช่วย
ห้ องเรี ยนที่ 1
ภารกิจที่ 1
ให้ ท่านวิเคราะห์ วิธีการจัดการเรียนรู้ของครู แต่ ละคนว่ าอยู่ใน
    กระบวนทัศน์ การออกแบบการสอนใดและมีพืนฐานมาจาก  ้
         ทฤษฎีการเรียนรู้ใดบ้ าง พร้ อมทังอธิบายเหตุผล
                                          ้
ครูบุญมี

เป็ นครูสอนวิชาภาษาไทย ในการสอนแต่ละชัวโมงครูจะใช้ วิธีการบรรยาย
                                             ่
ส่วนไหนที่สาคัญก็จะเน้ นย ้าให้ นกเรี ยนจดบันทึกและท่องซ ้าหลายครัง ทุกวัน
                                  ั                               ้
ครูจะให้ นกเรี ยนท่องคาศัพท์วนละ 5 คา พร้ อมทังคัดลายมือมาส่ง
              ั                 ั                ้
สื่อที่ครูใช้ ประจาคือ บทเรี ยนโปรแกรมและชุดการสอน
นอกจากนี ้เมื่อเรี ยนจบแต่ละบทครูบญมีก็จะทาการสอบเก็บคะแนนถ้ า
                                      ุ
นักเรี ยนสอบตกก็จะให้ สอบใหม่จนกว่าจะผ่านตามเกณฑ์
การจัดการเรียนรู้ของครูบุญมี
   •ครูใช้ วิธีการบรรยายความรู้ให้ นกเรี ยน  ั
   •ครูเน้ นย ้าให้ ผ้ เู รี ยนเรี ยนรู้แบบท่องจาและบันทึกคาศัพท์หลายๆครังโดยที่ผ้ เู รี ยน
                                                                         ้
   ไม่ได้ สร้ างองค์ความรู้ตางๆ ขึ ้นมาด้ วยตนเอง
                                    ่

                                       •ครูเป็ นผู้ถ่ายทอด บรรยายและปอนความรู้
                                                                            ้
เป็ นการจัดการเรี ยนรู้ ตามกระบวน ทังหมดให้ ผ้ เู รี ยน
                                         ้
     ทัศน์ ท่ เน้ นครู เป็ นศูนย์ กลาง
              ี                        •ผู้ เรี ยนมีหน้ าที่เพียงทาตามคาสังของครู
                                                                          ่
                                       เพื่อให้ เกิดกระบวนการเรี ยนรู้ตามที่ครูต้องการ

                                      •มุ้ งเน้ นให้ ผ้ เู รี ยนจดจาความรู้ได้ ในปริมาณมากที่สด
                                                                                              ุ
      มีพนฐานมาจาก
         ื้
                                      •บทบาทของผู้ เรี ยนคือเป็ นผู้รับสารสนเทศ
    ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม
                                      •บทบาทของครู คือเป็ นผู้นาเสนอข้ อมูลสารสนเทศ
ครูบุญช่ วย

เป็ นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ในการสอนแต่ละครังครูจะนาเข้ าสูบทเรี ยนโดยเชื่อมโยง
                                                    ้                ่
เนื ้อหาที่เรี ยนกับประสบการณ์เดิมของผู้เรี ยน เช่นการใช้ คาถาม การยกตัวอย่างเหตุการณ์
ในชีวิตประจาวัน ข่าวสารต่าง ๆเป็ นต้ น หลักจากนันครูจะแบ่งนักเรี ยนออกเป็ นกลุมแล้ ว
                                                      ้                                       ่
มอบสถานการณ์ปัญหาหรื อภารกิจการเรี ยนรู้ให้ ผ้ เู รี ยนทุก ๆ กลุม นอกจากนี ้ครูยงเตรี ยม
                                                                       ่                    ั
แหล่งการเรี ยนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือ วีดิทศน์ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้ อง ฯลฯเพื่อให้ ผ้ เู รี ยนค้ นหา
                                          ั
คาตอบ และร่ วมมือกันเรี ยนรู้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลงมือทดลองเพื่อ
ทดสอบแนวคิดของกลุม โดยมีครูเป็ นผู้ให้ คาแนะนา หากพบว่ามีผ้ เู รี ยนคนใดหรื อกลุมใด
                        ่                                                                       ่
เข้ าคลาดเคลื่อนครูก็จะเข้ าไปอธิบายและกระตุ้นให้ คิด หลังจากได้ คาตอบแล้ วทุกกลุมก็              ่
จะนาเสนอแนวคิดความ และร่ วมกับสรุปบทเรี ยนเป็ นความเข้ าใจของตนเอง
การจัดการเรียนรู้ของครู บุญช่ วย

•ครูสร้ างองค์ความรู้ใหม่โดยอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม
•ครูชี ้ให้ เห็นตัวอย่างชัดเจนจากสถานการณ์ในชีวิตประจาวัน ซึงเป็ น     ่
แหล่งเรี ยนรู้ที่สาคัญ
•นักเรี ยนได้ ลงมือปฏิบติการทดลองด้ วยตนเอง เพื่อให้ เห็นความรู้
                           ั
•นักเรี ยนได้ เรี ยนรู้โดยใช้ กระบวนการกลุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
                                             ่
•ครูเป็ นผู้กระตุ้นให้ นกเรี ยนเกิดการเรี ยนรู้ และเป็ นโค้ ชที่ให้ คาแนะนา
                         ั
แต่ไม่ใช่ผ้ ที่ถ่ายทอดความรู้ทงหมดให้ นกเรี ยน
              ู                  ั้        ั
•ครูให้ นกเรี ยนสรุปบทเรี ยนเป็ นความเข้ าใจของตนเอง
            ั
การจัดกระบวนการเรี ยนรู้ ตาม     เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนเป็ นผู้สร้ างความรู้ขึ ้นมาด้ วยตนเอง
          กระบวนทัศน์            รู้จกใช้ กระบวนการคิดเชื่อมโยงความรู้ พัฒนา
                                     ั
   ที่เน้ นผู้เรี ยนเป็ นสาคัญ   ความรู้ใหม่ขึ ้นมาได้ โดยอาศัยแหล่งเรี ยนรู้ตางๆ       ่



                                 •บทบาทของนักเรี ยน คือ ลงมือปฏิบติการ
                                                                  ั
                                 ทดลอง สร้ างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และ
    มีพนฐานมาจากทฤษฏี
       ื้                        เชื่อมโยงความรู้จากประสบการณ์เดิมรวมถึง
       คอนสตรั คติวสต์
                   ิ             สถานการณ์ตาง ๆ ในชีวิต
                                             ่
                                 •บทบาทของครู เป็ นผู้อานวยความสะดวก ให้
                                 ความช่วยเหลือ ชี ้แนะแนวทางที่ถกแก่ผ้ เู รี ยน
                                                                ู
ครูบุญชู

สามารถสอนให้ นกเรี ยนจาคาศัพท์ภาษาอังกฤษได้ โดยไม่ลืมซึงครูมี
                  ั                                             ่
เทคนิคดังนี ้ การแต่งเป็ นบทเพลง การใช้ คาคล้ องจองการใช้ แผนภูมิ
รูปภาพประกอบเนื ้อหาที่ต้องการให้ ผ้ เู รี ยนเข้ าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบ เช่น แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และที่
น่าสนใจคือ การให้ ผ้ เู รี ยนจาคาศัพท์โดยใช้ การออกเสียงภาษาอังกฤษที่
เหมือนกับภาษาไทย เช่น pic กับ พริ ก และ bear กับ แบมือ พร้ อมมี
รูปประกอบซึงเป็ นการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมที่ผ้ เู รี ยนรู้จกมาช่วยใน
               ่                                              ั
การจดจาคาศัพท์
การจัดการเรียนรู้ของครูบุญชู

• ครูแต่งเพลงเพื่อให้ นกเรี ยนจาคาศัพท์จากเพลง
                                ั
• ครูเป็ นผู้ถ่ายทอดความรู้ทงหมดให้ ผ้ เู รี ยน เช่น แผนภูมิรูปภาพ
                                    ั้
ประกอบเนื ้อหา ใช้ เพลงช่วยในการจดจาคาศัพท์ เป็ นต้ น
• เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนเรี ยนรู้จากกระบวนการจา
                                เป็ น

              การจัดการเรี ยนรู้ ตามกระบวนทัศน์ ท่ ี
                     เน้ นครู เป็ นศูนย์ กลาง
•ผู้ เรี ยนมีความรู้เพิ่มขึ ้นทังปริ มาณและคุณภาพ สามารถ
                                                      ้
  มีพนฐานมาจาก
     ื้
                      จัดรวบรวมความรู้ให้ เป็ นระเบียบและนากลับมาใช้ ใหม่
ทฤษฏีพุทธิปัญญานิยม   ได้ ตามต้ องการ รวมถึงถ่ายโยงความรู้และทักษะเดิม
                      ไปสูบริ บทใหม่ได้ ดังจะเห็นได้ จาก
                             ่
                      •ครูแต่งคาศัพท์เป็ นเพลง ที่ง่ายต่อการจาได้ เป็ น
                      เวลานานเมื่อต้ องการใช้ ก็นากลับมาใช้ ได้
                      •ครูใช้ คาคล้ องจองและแผนภาพประกอบ เป็ นลักษณะ
                      การสร้ างภาพแทนสารสนเทศ และเป็ นการเชื่อมโยง
                      ความรู้เดิม ไปเปรี ยบเทียบเป็ นความรู้ใหม่ในบริ บทใหม่
                      จากเดิม เช่น คาศัพท์ pic กับ พริ ก และ bear กับ แบ
                      มือ เป็ นต้ น
                      •ครูใช้ รูปภาพแสดงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
                      เพื่อเป็ นการจัดระเบียบสารสนเทศให้ กบผู้เรี ยน
                                                                 ั
ภารกิจที่ 2
วิธีการจัดการเรียนรู้ของครูแต่ ละคน มีข้อดีและข้ อเด่ นอย่ างไร
ครูบุญมี

          ข้ อดี                  ข้ อเด่ น


• ใช้ สื่อประกอบการสอน  • เน้ นย ้าให้ จดบันทึกและ
  เช่นโปรแกรมและสื่อการ   ท่องจาหลาย ๆ ครังในส่วน
                                               ้
  สอน                     ที่สาคัญ
• มีการสอบเก็บคะแนน หาก • ท่องศัพท์วนละ 5 คา
                                        ั
  สอบไม่ผานสามารถสอบ • คัดลายมือ
            ่
  ใหม่จนกว่าจะผ่าน
ครูบุญช่ วย
                 ข้ อดี                                 ข้ อเด่ น
                                          • ใช้ การตังคาถาม ข่าวสารต่าง ๆ และ
                                                       ้
• นาเข้ าสูเ่ นื ้อหาโดยประสบการณ์เดิม      ประสบการณ์ในชีวิตประจาวัน มา
• ให้ นกเรี ยนได้ ลงมือแก้ ปัญหาและทา
       ั                                    ช่วยในการเชื่อมโยงเข้ าบทเรี ยน
  ภารกิจด้ วยตนเอง                        • ใช้ กิจกรรมกลุมในการเรี ยนการสอน
                                                             ่
• มีแหล่งเรี ยนรู้ที่เตรี ยมมากมาย เช่น • ครูเป็ นผู้แนะนา ชี ้แนวทางที่ถกให้ กบ
                                                                          ู    ั
  หนังสือ วีดิทศน์ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้ อง
                    ั                       ผู้เรี ยน อธิบายและกระตุ้นให้ คิด
  ฯลฯเพื่อให้ ผ้ เู รี ยนค้ นหาคาตอบ      • หลังเรี ยนมีการให้ สรุปความคิด
                                            ร่วมกันในกลุม  ่
                                          • มีการสรุปความคิดตามความเข้ าใจ
                                            ของนักเรี ยนแต่ละคน
ครูบุญชู


              ข้ อดี                           ข้ อเด่ น
• มีเทคนิคที่ช่วยให้ จาศัพท์ได้ ง่าย • แต่งเพลงคาศัพท์ ช่วยในการจา
• ใช้ แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ • ใช้ คาง่ายๆ มาเปรี ยบเทียบ
  ขององค์ประกอบต่าง ๆ                  คาศัพท์เพื่อช่วยในการจาและการ
• ใช้ คาคล้ องเสียงช่วยในการ ออก       ออกเสียง
  เสียงที่ง่ายขึ ้น
ภารกิจที่ 3
วิธีการจัดการเรียนรู้ของใครที่สอดคล้ องกับพระราชบัญญัติ
    การศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สุด เพราะเหตุใด
แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศตาม
     พระราชบัญญัตการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542
                  ิ

มุงเน้ นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรี ยนเป็ นสาคัญ โดยเฉพาะการสร้ าง
 ่
ความรู้และพัฒนากระบวนการคิด
ดังนัน การจัดการเรี ยนรู้ที่สอดคล้ องกับพระราชบัญญัติ การศึกษา
      ้
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สด คือ   ุ
             การจัดการเรี ยนรู้ ของครู บุญช่ วย ซึงมีกระบวนทัศน์ที่
                                                   ่
เน้ นผู้เรี ยนเป็ นสาคัญ เช่น
•ครูจะนาเข้ าสูบทเรี ยนโดยเชื่อมโยงเนื ้อหาที่เรี ยนกับประสบการณ์
                   ่
เดิมของผู้เรี ยน
•การทากิจกรรมกลุม      ่
•การสรุปความรู้ในชันเรี ยนด้ วยตนเอง
                         ้
•บทบาทของครูเป็ นเพียงผู้อานวยความสะดวกในชันเรี ยน ชี ้แนะ
                                                      ้
อธิบาย และกระตุ้นให้ ผ้ เู รี ยนเกิดการเรี ยนรู้
ห้ องเรี ยนที่ 2
สถานการณ์ ปัญหา
           ผมเป็ นครูสอนคณิตศาสตร์ มาหลายปี ขณะสอนนักเรี ยนจะได้ ยินคาถาม
  เสมอว่า "อาจารย์ (ครับ/ค่ะ)...เรี ยนเรื่ องนี ้ไปทาไม เอาไปใช้ ประโยชน์อะไรได้ บ้าง"
  ก็ได้ แต่ตอบคาถามว่านาไปใช้ ในการเรี ยนต่อชันสูง และนาไปประยุกต์ใช้ ในวิชา
                                                      ้
  วิทยาศาสตร์ ซึงบางเนื ้อหาก็มีโจทย์ปัญหาเป็ นแนวทางทาให้ พอรู้วาจะนาไปใช้
                    ่                                                    ่
  อะไรได้ บ้าง แต่บางเนื ้อหาก็จะได้ ยินเสียงบ่นพึมพาว่า "เรี ยนก็ยาก สูตรก็เยอะ
  ไม่ร้ ูจะเรี ยนไปทาไม ไม่เห็นได้ นาไปใช้ เลย" ในความเป็ นจริงดิฉนคิดว่าหลักสูตร
                                                                    ั
  วิชาคณิตศาสตร์ ของไทยน่าจะมีการ apply ให้ มากกว่านี ้ในแต่ละเรื่ องทัง้ ม.
  ต้ น และม.ปลาย ผู้เรี ยนจะได้ ร้ ูวาถ้ าเรี ยนแล้ วสามารถนาไปใช้ ได้ จริงไม่วาจะเรี ยน
                                     ่                                         ่
  ต่อสายสามัญหรื อสายอาชีพและเห็นความสาคัญของวิชานี ้มากขึ ้น
ภารกิจที่ 1
ให้ ท่านวิเคราะห์ ปัญหาที่เกิดขึนว่ าน่ าจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้ าง
                                ้
สาเหตุของปั ญหาที่มาจาก
                        ครูผ้ ูสอน
• 1. ครูผ้ สอนยังไม่สามารถจัดการเรี ยนการสอนให้ เด็กได้ เข้ าใจถึงเนื ้อหา
           ู
  ได้ ชดเจน ว่าเนื ้อหานี ้มีลกษณะเป็ นแบบไหน สามารถใช้ ได้ จริงอย่างไร
       ั                      ั
  และวิชาคณิตศาสตร์ สาคัญแค่ไหน ใกล้ ไกลกับตัวเองมากน้ อยเพียงใด

• 2. ครูยงไม่มีเทคนิคการเชื่อมโยงเนื ้อหาบทเรี ยนให้ เด็กได้ เข้ าใจ
            ั
  เกี่ยวข้ องในชีวิตประจาวัน เช่น อาจจะแต่งในส่วนของเนื ้อหา เป็ นนิทาน
  ชีวิตประจาวัน เพื่อลดความน่าเบื่อในเนื ้อหา และจาทาให้ เด็กสามารถ
  จดจาได้ ขึ ้นใจ
• 3. ครูเพียงแค่สอนคณิตศาสตร์ ในเนื ้อหาเพียงอย่างเดียว เช่น สูตรที่
  ยากๆก็ให้ เด็กท่องจาเอง ครูน่าจะมีวิธีการ ทริคการจาได้ แม่นและนาน

• 4. ครูควรจะเปิ ดโอกาสเกิดข้ อสงสัย และถามคาถามแสดงความ
  คิดเห็น แล้ วครูสามารถให้ คาตอบที่ชดเจนกับเด็กได้ โดยเตรี ยมคาตอบ
                                     ั
  มาก่อน

• 5. ครูควรจะสนับสนุนนักเรี ยนด้ านวิชาการนี ้ สร้ างแรงจูงใจให้ เด็ก เกิด
  ความสนใจให้ มากกว่านี ้
สาเหตุของปัญหาทีมาจาก นักเรียน
                            ่


• 1.นักเรี ยน ยังไม่สามารถเข้ าใจในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์ ว่ามีเนื ้อหา
  การเรี ยนแบบใดบ้ าง



• 2.นักเรี ยนยังไม่ทราบผลการเรี ยนรู้ที่คาดหวังชัดเจน และจุดประสงค์
  ของการเรี ยนการสอนของวิชาคณิตศาสตร์
• 3.นักเรี ยนส่วนใหญ่ มักจะคิดว่า คณิตศาสตร์ ยาก มีสตรเยอะ
                                                     ู
  หลากหลายขันตอนการแสดงวิธีคิด เรี ยนแล้ วไม่เข้ าใจ หัวช้ า ไม่เร็ว
                ้
  ตัวเองไม่เก่ง



• 4.นักเรี ยนยังขาดทักษะกระบวนการคิด การเชื่อมโยง การให้ เหตุผล ใช้
  อารมณ์ความรู้สกตนตัดสิน กับปั ญหา
                  ึ
ภารกิจที่ 2

วิเคราะห์ หาทฤษฎีการเรียนรู้ และการออกแบบการสอน
               ที่สามารถแก้ ปัญหาได้
ทฤษฎีการเรี ยนรู้ ท่ สามารถนามาแก้ ไขปั ญหาได้
                     ี

1.ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ครูควรจะอธิบาย ชีแจงส่ วนที่เป็ นจุดประสงค์ การเรี ยน
                                                     ้
  และเนื ้อหาให้ ผ้ เู รี ยนได้ คิดตามว่า กาลังจะเรี ยนอะไร เด็กจะทายังไง เรี ยนแล้ ว
  อะไร สามารถใช้ ได้ จริง

2.ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม เมื่อครูสอนเนื ้อหา ก็ควรจะเชื่ อมโยงความรู้
  ประสบการณ์เดิมของนักเรี ยน มาใช้ ในการเรี ยนและการนาไปใช้ ได้ จริงกับ
  ชีวิตประจาวันของผู้เรี ยน

3.ทฤษฎีคอนสตรั คติวสต์ ครูควรจะเน้ นผู้เรี ยนเป็ นศูนย์ กลาง ให้ ผ้ เู รี ยนได้
                       ิ
  ปฏิบติ ทากิจกรรม แก้ ไขปั ญหาด้ วยตนเอง จะสามารถทาให้ เด็กเข้ าใจถึงเนื ้อหา
      ั
  และเกิดองค์ความรู้ที่ตอบสนองคาถามภายใต้ ข้อสงสัยของตนเองได้
การออกแบบการสอน


1. ครูผ้ ูสอนควรจะเตรียมแผนการสอน เป็ นอย่ างดี เช่ น
• เนื ้อหาสาระที่ครอบคลุมกับกลุมสาระรายวิชา ชี ้แจงผลการเรี ยนรู้ที่
                               ่
  คาดหวังให้ เด็กทราบ
• มีสื่อการสอนต่างๆ ที่สามารถ ทาให้ เด็กได้ เข้ าใจได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
  เช่น powerpoint วิดทศน์ เป็ นต้ น
                           ิ ั
2. ครูควรจะสร้ างบรรยากาศในชันเรียน ให้ น่าสนใจ เช่ น
                                         ้
• การสอนที่มีปฏิสมพันธ์กนระหว่างครูกบนักเรี ยน และนักเรี ยนกับ
                        ั      ั                ั
  นักเรียน
• มีกิจกรรมคลายเครี ยด ที่ตรงตามการบูรณาการการสอน ที่สอดแทรก
  เข้ ามาเกี่ยวข้ องกับเนื ้อหาได้
• เน้ นผู้เรี ยนได้ เกิดการเรียนรู้เอง ครูเป็ นเพียงผู้ให้ คาแนะนา ไปสูคาตอบ
                                                                      ่
  ในการแก้ ปัญหาต่างๆ
ภารกิจที่ 3

ออกแบบการจัดการเรียนรู้ท่ สามารถแก้ ปัญหาดังกล่ าวได้
                          ี
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ คาถามปลายเปิ ด

              สถานการณ์
                ปั ญหา

  นักเรี ยนจะเป็ นผู้แก้ ไขปั ญหาเอง โดย
  ปั ญหานันถูกสร้ างมาเพื่อให้ สามารถ
            ้                              ครูจะเป็ นผู้สงเกตการณ์ตางๆ
                                                         ั         ่
  แก้ ได้ หลากหลายวิธีการคิด เพื่อได้      คอยให้ คาปรึกษาแนะ
  คาตอบเพียงหนึ่งคาตอบ

ผู้เรี ยนจะเกิดกระบวนการคิดที่หลากหลาย       นักเรี ยนเข้ าใจเกิดความเข้ าใจว่ า
แล้ วสามารถนามาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนใน         เนือหาการเรี ยนสอดคล้ องกับการ
                                                ้
ชันเรี ยน
   ้                                         นาไปใช้ ได้ ในชีวตประจาวัน
                                                               ิ
สมาชิกในกลุ่ม
• นางสาวจุฬาลักษณ์ ทิพวัน              543050014-9
• นางสาวรุจราภรณ์ บัวคา
           ิ                       543050361-8
• นางสาวสุภตรา สอนสนาม
             ิ                         543050370-7

นักศึกษาปริญญาตรีชันปี ที่ 2 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ศึกษา
                   ้
คณะศึกษาศาสตร์

ภารกิจระดับครูผู้ช่วย

  • 1.
  • 2.
  • 3.
    ภารกิจที่ 1 ให้ ท่านวิเคราะห์วิธีการจัดการเรียนรู้ของครู แต่ ละคนว่ าอยู่ใน กระบวนทัศน์ การออกแบบการสอนใดและมีพืนฐานมาจาก ้ ทฤษฎีการเรียนรู้ใดบ้ าง พร้ อมทังอธิบายเหตุผล ้
  • 4.
    ครูบุญมี เป็ นครูสอนวิชาภาษาไทย ในการสอนแต่ละชัวโมงครูจะใช้วิธีการบรรยาย ่ ส่วนไหนที่สาคัญก็จะเน้ นย ้าให้ นกเรี ยนจดบันทึกและท่องซ ้าหลายครัง ทุกวัน ั ้ ครูจะให้ นกเรี ยนท่องคาศัพท์วนละ 5 คา พร้ อมทังคัดลายมือมาส่ง ั ั ้ สื่อที่ครูใช้ ประจาคือ บทเรี ยนโปรแกรมและชุดการสอน นอกจากนี ้เมื่อเรี ยนจบแต่ละบทครูบญมีก็จะทาการสอบเก็บคะแนนถ้ า ุ นักเรี ยนสอบตกก็จะให้ สอบใหม่จนกว่าจะผ่านตามเกณฑ์
  • 5.
    การจัดการเรียนรู้ของครูบุญมี •ครูใช้ วิธีการบรรยายความรู้ให้ นกเรี ยน ั •ครูเน้ นย ้าให้ ผ้ เู รี ยนเรี ยนรู้แบบท่องจาและบันทึกคาศัพท์หลายๆครังโดยที่ผ้ เู รี ยน ้ ไม่ได้ สร้ างองค์ความรู้ตางๆ ขึ ้นมาด้ วยตนเอง ่ •ครูเป็ นผู้ถ่ายทอด บรรยายและปอนความรู้ ้ เป็ นการจัดการเรี ยนรู้ ตามกระบวน ทังหมดให้ ผ้ เู รี ยน ้ ทัศน์ ท่ เน้ นครู เป็ นศูนย์ กลาง ี •ผู้ เรี ยนมีหน้ าที่เพียงทาตามคาสังของครู ่ เพื่อให้ เกิดกระบวนการเรี ยนรู้ตามที่ครูต้องการ •มุ้ งเน้ นให้ ผ้ เู รี ยนจดจาความรู้ได้ ในปริมาณมากที่สด ุ มีพนฐานมาจาก ื้ •บทบาทของผู้ เรี ยนคือเป็ นผู้รับสารสนเทศ ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม •บทบาทของครู คือเป็ นผู้นาเสนอข้ อมูลสารสนเทศ
  • 6.
    ครูบุญช่ วย เป็ นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในการสอนแต่ละครังครูจะนาเข้ าสูบทเรี ยนโดยเชื่อมโยง ้ ่ เนื ้อหาที่เรี ยนกับประสบการณ์เดิมของผู้เรี ยน เช่นการใช้ คาถาม การยกตัวอย่างเหตุการณ์ ในชีวิตประจาวัน ข่าวสารต่าง ๆเป็ นต้ น หลักจากนันครูจะแบ่งนักเรี ยนออกเป็ นกลุมแล้ ว ้ ่ มอบสถานการณ์ปัญหาหรื อภารกิจการเรี ยนรู้ให้ ผ้ เู รี ยนทุก ๆ กลุม นอกจากนี ้ครูยงเตรี ยม ่ ั แหล่งการเรี ยนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือ วีดิทศน์ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้ อง ฯลฯเพื่อให้ ผ้ เู รี ยนค้ นหา ั คาตอบ และร่ วมมือกันเรี ยนรู้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลงมือทดลองเพื่อ ทดสอบแนวคิดของกลุม โดยมีครูเป็ นผู้ให้ คาแนะนา หากพบว่ามีผ้ เู รี ยนคนใดหรื อกลุมใด ่ ่ เข้ าคลาดเคลื่อนครูก็จะเข้ าไปอธิบายและกระตุ้นให้ คิด หลังจากได้ คาตอบแล้ วทุกกลุมก็ ่ จะนาเสนอแนวคิดความ และร่ วมกับสรุปบทเรี ยนเป็ นความเข้ าใจของตนเอง
  • 7.
    การจัดการเรียนรู้ของครู บุญช่ วย •ครูสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม •ครูชี ้ให้ เห็นตัวอย่างชัดเจนจากสถานการณ์ในชีวิตประจาวัน ซึงเป็ น ่ แหล่งเรี ยนรู้ที่สาคัญ •นักเรี ยนได้ ลงมือปฏิบติการทดลองด้ วยตนเอง เพื่อให้ เห็นความรู้ ั •นักเรี ยนได้ เรี ยนรู้โดยใช้ กระบวนการกลุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ่ •ครูเป็ นผู้กระตุ้นให้ นกเรี ยนเกิดการเรี ยนรู้ และเป็ นโค้ ชที่ให้ คาแนะนา ั แต่ไม่ใช่ผ้ ที่ถ่ายทอดความรู้ทงหมดให้ นกเรี ยน ู ั้ ั •ครูให้ นกเรี ยนสรุปบทเรี ยนเป็ นความเข้ าใจของตนเอง ั
  • 8.
    การจัดกระบวนการเรี ยนรู้ ตาม เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนเป็ นผู้สร้ างความรู้ขึ ้นมาด้ วยตนเอง กระบวนทัศน์ รู้จกใช้ กระบวนการคิดเชื่อมโยงความรู้ พัฒนา ั ที่เน้ นผู้เรี ยนเป็ นสาคัญ ความรู้ใหม่ขึ ้นมาได้ โดยอาศัยแหล่งเรี ยนรู้ตางๆ ่ •บทบาทของนักเรี ยน คือ ลงมือปฏิบติการ ั ทดลอง สร้ างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และ มีพนฐานมาจากทฤษฏี ื้ เชื่อมโยงความรู้จากประสบการณ์เดิมรวมถึง คอนสตรั คติวสต์ ิ สถานการณ์ตาง ๆ ในชีวิต ่ •บทบาทของครู เป็ นผู้อานวยความสะดวก ให้ ความช่วยเหลือ ชี ้แนะแนวทางที่ถกแก่ผ้ เู รี ยน ู
  • 9.
    ครูบุญชู สามารถสอนให้ นกเรี ยนจาคาศัพท์ภาษาอังกฤษได้โดยไม่ลืมซึงครูมี ั ่ เทคนิคดังนี ้ การแต่งเป็ นบทเพลง การใช้ คาคล้ องจองการใช้ แผนภูมิ รูปภาพประกอบเนื ้อหาที่ต้องการให้ ผ้ เู รี ยนเข้ าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบ เช่น แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และที่ น่าสนใจคือ การให้ ผ้ เู รี ยนจาคาศัพท์โดยใช้ การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ เหมือนกับภาษาไทย เช่น pic กับ พริ ก และ bear กับ แบมือ พร้ อมมี รูปประกอบซึงเป็ นการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมที่ผ้ เู รี ยนรู้จกมาช่วยใน ่ ั การจดจาคาศัพท์
  • 10.
    การจัดการเรียนรู้ของครูบุญชู • ครูแต่งเพลงเพื่อให้ นกเรียนจาคาศัพท์จากเพลง ั • ครูเป็ นผู้ถ่ายทอดความรู้ทงหมดให้ ผ้ เู รี ยน เช่น แผนภูมิรูปภาพ ั้ ประกอบเนื ้อหา ใช้ เพลงช่วยในการจดจาคาศัพท์ เป็ นต้ น • เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนเรี ยนรู้จากกระบวนการจา เป็ น การจัดการเรี ยนรู้ ตามกระบวนทัศน์ ท่ ี เน้ นครู เป็ นศูนย์ กลาง
  • 11.
    •ผู้ เรี ยนมีความรู้เพิ่มขึ้นทังปริ มาณและคุณภาพ สามารถ ้ มีพนฐานมาจาก ื้ จัดรวบรวมความรู้ให้ เป็ นระเบียบและนากลับมาใช้ ใหม่ ทฤษฏีพุทธิปัญญานิยม ได้ ตามต้ องการ รวมถึงถ่ายโยงความรู้และทักษะเดิม ไปสูบริ บทใหม่ได้ ดังจะเห็นได้ จาก ่ •ครูแต่งคาศัพท์เป็ นเพลง ที่ง่ายต่อการจาได้ เป็ น เวลานานเมื่อต้ องการใช้ ก็นากลับมาใช้ ได้ •ครูใช้ คาคล้ องจองและแผนภาพประกอบ เป็ นลักษณะ การสร้ างภาพแทนสารสนเทศ และเป็ นการเชื่อมโยง ความรู้เดิม ไปเปรี ยบเทียบเป็ นความรู้ใหม่ในบริ บทใหม่ จากเดิม เช่น คาศัพท์ pic กับ พริ ก และ bear กับ แบ มือ เป็ นต้ น •ครูใช้ รูปภาพแสดงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เพื่อเป็ นการจัดระเบียบสารสนเทศให้ กบผู้เรี ยน ั
  • 12.
  • 13.
    ครูบุญมี ข้ อดี ข้ อเด่ น • ใช้ สื่อประกอบการสอน • เน้ นย ้าให้ จดบันทึกและ เช่นโปรแกรมและสื่อการ ท่องจาหลาย ๆ ครังในส่วน ้ สอน ที่สาคัญ • มีการสอบเก็บคะแนน หาก • ท่องศัพท์วนละ 5 คา ั สอบไม่ผานสามารถสอบ • คัดลายมือ ่ ใหม่จนกว่าจะผ่าน
  • 14.
    ครูบุญช่ วย ข้ อดี ข้ อเด่ น • ใช้ การตังคาถาม ข่าวสารต่าง ๆ และ ้ • นาเข้ าสูเ่ นื ้อหาโดยประสบการณ์เดิม ประสบการณ์ในชีวิตประจาวัน มา • ให้ นกเรี ยนได้ ลงมือแก้ ปัญหาและทา ั ช่วยในการเชื่อมโยงเข้ าบทเรี ยน ภารกิจด้ วยตนเอง • ใช้ กิจกรรมกลุมในการเรี ยนการสอน ่ • มีแหล่งเรี ยนรู้ที่เตรี ยมมากมาย เช่น • ครูเป็ นผู้แนะนา ชี ้แนวทางที่ถกให้ กบ ู ั หนังสือ วีดิทศน์ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้ อง ั ผู้เรี ยน อธิบายและกระตุ้นให้ คิด ฯลฯเพื่อให้ ผ้ เู รี ยนค้ นหาคาตอบ • หลังเรี ยนมีการให้ สรุปความคิด ร่วมกันในกลุม ่ • มีการสรุปความคิดตามความเข้ าใจ ของนักเรี ยนแต่ละคน
  • 15.
    ครูบุญชู ข้ อดี ข้ อเด่ น • มีเทคนิคที่ช่วยให้ จาศัพท์ได้ ง่าย • แต่งเพลงคาศัพท์ ช่วยในการจา • ใช้ แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ • ใช้ คาง่ายๆ มาเปรี ยบเทียบ ขององค์ประกอบต่าง ๆ คาศัพท์เพื่อช่วยในการจาและการ • ใช้ คาคล้ องเสียงช่วยในการ ออก ออกเสียง เสียงที่ง่ายขึ ้น
  • 16.
    ภารกิจที่ 3 วิธีการจัดการเรียนรู้ของใครที่สอดคล้ องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สุด เพราะเหตุใด
  • 17.
    แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศตาม พระราชบัญญัตการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 ิ มุงเน้ นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรี ยนเป็ นสาคัญ โดยเฉพาะการสร้ าง ่ ความรู้และพัฒนากระบวนการคิด
  • 18.
    ดังนัน การจัดการเรี ยนรู้ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษา ้ แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สด คือ ุ การจัดการเรี ยนรู้ ของครู บุญช่ วย ซึงมีกระบวนทัศน์ที่ ่ เน้ นผู้เรี ยนเป็ นสาคัญ เช่น •ครูจะนาเข้ าสูบทเรี ยนโดยเชื่อมโยงเนื ้อหาที่เรี ยนกับประสบการณ์ ่ เดิมของผู้เรี ยน •การทากิจกรรมกลุม ่ •การสรุปความรู้ในชันเรี ยนด้ วยตนเอง ้ •บทบาทของครูเป็ นเพียงผู้อานวยความสะดวกในชันเรี ยน ชี ้แนะ ้ อธิบาย และกระตุ้นให้ ผ้ เู รี ยนเกิดการเรี ยนรู้
  • 19.
    ห้ องเรี ยนที่2 สถานการณ์ ปัญหา ผมเป็ นครูสอนคณิตศาสตร์ มาหลายปี ขณะสอนนักเรี ยนจะได้ ยินคาถาม เสมอว่า "อาจารย์ (ครับ/ค่ะ)...เรี ยนเรื่ องนี ้ไปทาไม เอาไปใช้ ประโยชน์อะไรได้ บ้าง" ก็ได้ แต่ตอบคาถามว่านาไปใช้ ในการเรี ยนต่อชันสูง และนาไปประยุกต์ใช้ ในวิชา ้ วิทยาศาสตร์ ซึงบางเนื ้อหาก็มีโจทย์ปัญหาเป็ นแนวทางทาให้ พอรู้วาจะนาไปใช้ ่ ่ อะไรได้ บ้าง แต่บางเนื ้อหาก็จะได้ ยินเสียงบ่นพึมพาว่า "เรี ยนก็ยาก สูตรก็เยอะ ไม่ร้ ูจะเรี ยนไปทาไม ไม่เห็นได้ นาไปใช้ เลย" ในความเป็ นจริงดิฉนคิดว่าหลักสูตร ั วิชาคณิตศาสตร์ ของไทยน่าจะมีการ apply ให้ มากกว่านี ้ในแต่ละเรื่ องทัง้ ม. ต้ น และม.ปลาย ผู้เรี ยนจะได้ ร้ ูวาถ้ าเรี ยนแล้ วสามารถนาไปใช้ ได้ จริงไม่วาจะเรี ยน ่ ่ ต่อสายสามัญหรื อสายอาชีพและเห็นความสาคัญของวิชานี ้มากขึ ้น
  • 20.
    ภารกิจที่ 1 ให้ ท่านวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึนว่ าน่ าจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้ าง ้
  • 21.
    สาเหตุของปั ญหาที่มาจาก ครูผ้ ูสอน • 1. ครูผ้ สอนยังไม่สามารถจัดการเรี ยนการสอนให้ เด็กได้ เข้ าใจถึงเนื ้อหา ู ได้ ชดเจน ว่าเนื ้อหานี ้มีลกษณะเป็ นแบบไหน สามารถใช้ ได้ จริงอย่างไร ั ั และวิชาคณิตศาสตร์ สาคัญแค่ไหน ใกล้ ไกลกับตัวเองมากน้ อยเพียงใด • 2. ครูยงไม่มีเทคนิคการเชื่อมโยงเนื ้อหาบทเรี ยนให้ เด็กได้ เข้ าใจ ั เกี่ยวข้ องในชีวิตประจาวัน เช่น อาจจะแต่งในส่วนของเนื ้อหา เป็ นนิทาน ชีวิตประจาวัน เพื่อลดความน่าเบื่อในเนื ้อหา และจาทาให้ เด็กสามารถ จดจาได้ ขึ ้นใจ
  • 22.
    • 3. ครูเพียงแค่สอนคณิตศาสตร์ในเนื ้อหาเพียงอย่างเดียว เช่น สูตรที่ ยากๆก็ให้ เด็กท่องจาเอง ครูน่าจะมีวิธีการ ทริคการจาได้ แม่นและนาน • 4. ครูควรจะเปิ ดโอกาสเกิดข้ อสงสัย และถามคาถามแสดงความ คิดเห็น แล้ วครูสามารถให้ คาตอบที่ชดเจนกับเด็กได้ โดยเตรี ยมคาตอบ ั มาก่อน • 5. ครูควรจะสนับสนุนนักเรี ยนด้ านวิชาการนี ้ สร้ างแรงจูงใจให้ เด็ก เกิด ความสนใจให้ มากกว่านี ้
  • 23.
    สาเหตุของปัญหาทีมาจาก นักเรียน ่ • 1.นักเรี ยน ยังไม่สามารถเข้ าใจในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์ ว่ามีเนื ้อหา การเรี ยนแบบใดบ้ าง • 2.นักเรี ยนยังไม่ทราบผลการเรี ยนรู้ที่คาดหวังชัดเจน และจุดประสงค์ ของการเรี ยนการสอนของวิชาคณิตศาสตร์
  • 24.
    • 3.นักเรี ยนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า คณิตศาสตร์ ยาก มีสตรเยอะ ู หลากหลายขันตอนการแสดงวิธีคิด เรี ยนแล้ วไม่เข้ าใจ หัวช้ า ไม่เร็ว ้ ตัวเองไม่เก่ง • 4.นักเรี ยนยังขาดทักษะกระบวนการคิด การเชื่อมโยง การให้ เหตุผล ใช้ อารมณ์ความรู้สกตนตัดสิน กับปั ญหา ึ
  • 25.
    ภารกิจที่ 2 วิเคราะห์ หาทฤษฎีการเรียนรู้และการออกแบบการสอน ที่สามารถแก้ ปัญหาได้
  • 26.
    ทฤษฎีการเรี ยนรู้ ท่สามารถนามาแก้ ไขปั ญหาได้ ี 1.ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ครูควรจะอธิบาย ชีแจงส่ วนที่เป็ นจุดประสงค์ การเรี ยน ้ และเนื ้อหาให้ ผ้ เู รี ยนได้ คิดตามว่า กาลังจะเรี ยนอะไร เด็กจะทายังไง เรี ยนแล้ ว อะไร สามารถใช้ ได้ จริง 2.ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม เมื่อครูสอนเนื ้อหา ก็ควรจะเชื่ อมโยงความรู้ ประสบการณ์เดิมของนักเรี ยน มาใช้ ในการเรี ยนและการนาไปใช้ ได้ จริงกับ ชีวิตประจาวันของผู้เรี ยน 3.ทฤษฎีคอนสตรั คติวสต์ ครูควรจะเน้ นผู้เรี ยนเป็ นศูนย์ กลาง ให้ ผ้ เู รี ยนได้ ิ ปฏิบติ ทากิจกรรม แก้ ไขปั ญหาด้ วยตนเอง จะสามารถทาให้ เด็กเข้ าใจถึงเนื ้อหา ั และเกิดองค์ความรู้ที่ตอบสนองคาถามภายใต้ ข้อสงสัยของตนเองได้
  • 27.
    การออกแบบการสอน 1. ครูผ้ ูสอนควรจะเตรียมแผนการสอนเป็ นอย่ างดี เช่ น • เนื ้อหาสาระที่ครอบคลุมกับกลุมสาระรายวิชา ชี ้แจงผลการเรี ยนรู้ที่ ่ คาดหวังให้ เด็กทราบ • มีสื่อการสอนต่างๆ ที่สามารถ ทาให้ เด็กได้ เข้ าใจได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น powerpoint วิดทศน์ เป็ นต้ น ิ ั
  • 28.
    2. ครูควรจะสร้ างบรรยากาศในชันเรียนให้ น่าสนใจ เช่ น ้ • การสอนที่มีปฏิสมพันธ์กนระหว่างครูกบนักเรี ยน และนักเรี ยนกับ ั ั ั นักเรียน • มีกิจกรรมคลายเครี ยด ที่ตรงตามการบูรณาการการสอน ที่สอดแทรก เข้ ามาเกี่ยวข้ องกับเนื ้อหาได้ • เน้ นผู้เรี ยนได้ เกิดการเรียนรู้เอง ครูเป็ นเพียงผู้ให้ คาแนะนา ไปสูคาตอบ ่ ในการแก้ ปัญหาต่างๆ
  • 29.
  • 30.
    การจัดการเรียนรู้โดยใช้ คาถามปลายเปิ ด สถานการณ์ ปั ญหา นักเรี ยนจะเป็ นผู้แก้ ไขปั ญหาเอง โดย ปั ญหานันถูกสร้ างมาเพื่อให้ สามารถ ้ ครูจะเป็ นผู้สงเกตการณ์ตางๆ ั ่ แก้ ได้ หลากหลายวิธีการคิด เพื่อได้ คอยให้ คาปรึกษาแนะ คาตอบเพียงหนึ่งคาตอบ ผู้เรี ยนจะเกิดกระบวนการคิดที่หลากหลาย นักเรี ยนเข้ าใจเกิดความเข้ าใจว่ า แล้ วสามารถนามาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนใน เนือหาการเรี ยนสอดคล้ องกับการ ้ ชันเรี ยน ้ นาไปใช้ ได้ ในชีวตประจาวัน ิ
  • 31.
    สมาชิกในกลุ่ม • นางสาวจุฬาลักษณ์ ทิพวัน 543050014-9 • นางสาวรุจราภรณ์ บัวคา ิ 543050361-8 • นางสาวสุภตรา สอนสนาม ิ 543050370-7 นักศึกษาปริญญาตรีชันปี ที่ 2 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ศึกษา ้ คณะศึกษาศาสตร์