หัวข้อที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สามารถรู้เรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตได้ก็เพราะมีร่องรอยการกระทาของคนในอดีตทิ้ง
หลักฐานไว้จึงสามารถตีความจากร่องรอยเหล่านี้เพื่อจะรู้ว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีตบ้าง ร่องรอยของการกระทาของคนที่กล่าวมา
นี้เราเรียกว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์
หากเราลองมาคิดถึงชีวิตของเราในปัจจุบันนี้ว่าอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตจะสามารถรู้
เรื่องราวของการดาเนินชีวิตโดยทั่วไปของเราได้มากน้อยเพียงใด เราจะพบว่าผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตคงจะสามารถ
ศึกษาวิถีชีวิตของเราได้ไม่ยากเลยใน ๑๐๐ ปีข้างหน้า หนังสือพิมพ์ที่ออกในวันนี้ก็คงจะเหลืออยู่เป็นอันมากในห้องสมุด และ
อาจถูกถ่ายภาพเก็บไว้ สิ่งก่อสร้างจานวนมากที่เห็นอยู่ในปัจจุบันก็คงเหลืออยู่ สิ่งประดิษฐ์ของทุกวันนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไป
ใน ๑๐๐ ปีข้างหน้า แต่ก็ยังคงมีตัวอย่างของสิ่งประดิษฐ์ที่พัฒนาไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ หนังสือจานวนมากที่พิมพ์ขึ้นในวันนี้ก็
ยังคงมีเหลือเก็บไว้สาหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคต เครื่องใช้ไม้สอยจานวนมากก็ยังคงมีอยู่ให้ได้ศึกษา นอกจากนี้แล้วยัง
มีสิ่งอื่นอีกมากจากยุคสมัยของเราที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตจะสามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อรู้จักเราดีขึ้นได้
จากตัวอย่างข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราทาไว้ในปัจจุบันนี้จานวนมากมิได้สูญหายไป หมายความว่าการกระทาของเรา
นั้นทิ้งร่องรอยไว้อย่างถาวร แต่ถ้าเราต้องการที่จะรู้วิถีชีวิตของคนก่อนหน้าเราใน ๑๐๐ ปีก่อนหน้าเราขึ้นไปซึ่งเขาเองก็ต้อง
ดาเนินชีวิตไม่ต่างจากเราเช่นกัน เช่น เขาก็ต้องเพาะปลูก หรือล่าสัตว์ หรือต้องทาสงครามป้องกันตนเองหรือแย่งผลประโยชน์
ผู้อื่น ต้องจัดการปกครองสาหรับคุ้มกันความสงบของชุมชน ต้องสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อสนองความศรัทธาใน
ศาสนา และต้องทาสิ่งอื่นอีกหลายอย่างคล้ายกับที่เราต้องทาในปัจจุบัน จึงต้องเกิดการทิ้งร่องรอยไว้อย่างถาวรไม่น้อย สิ่งที่ทิ้ง
ไว้นี้คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของปัจจุบันที่เราต้องการศึกษา
อย่างไรก็ตามเรื่องหนึ่งที่เราควรตระหนักก็คือ ร่องรอยของการกระทาของมนุษย์หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์
เหล่านั้น เกิดขึ้นโดยผู้กระทาไม่ได้ตั้งใจจะสร้างหรือทิ้งไว้ให้แก่เราไว้ศึกษาในวิชาประวัติศาสตร์ไทย ๑ แต่ก็เกิดขึ้นมาเอง
เหมือนร่องรอยที่ผู้ร้ายทิ้งไว้ในการโจรกรรม หนังสือพิมพ์จาหน่ายได้เพราะมีจุดประสงค์จะให้ประโยชน์แก่ผู้ซื้อไว้อ่านเพื่อรู้
เรื่องราวในปัจจุบันไม่ใช่สาหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตต่อไป เป็นต้น ยิ่งในสมัยที่ผ่านมาแล้วคนส่วนใหญ่ในโลก
โดยเฉพาะในภูมิภาคของเราไม่ค่อยมีสานึกในประวัติศาสตร์อย่างปัจจุบัน จึงไม่มีหอสมุดแห่งชาติหรือพิพิธภัณฑ์ทาหน้าที่เก็บ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้แก่คนรุ่นหลัง การที่จะสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทิ้งไว้จึงไม่ปรากฏขึ้น แม้กระนั้นเหตุ
เพราะคนต้องทาสิ่งต่าง ๆ เพื่อดารงชีวิต ผลของการกระทาของเขาจึงปรากฏขึ้น และไม่ได้ลบเลือนไปจนหมดสิ้นด้วยกาลเวลา
เสียทีเดียว และเหลือเป็นร่องรอยหรือหลักฐานให้เราในปัจจุบันศึกษาได้อยู่นั่นเอง
ประเภทของหลักฐาน
โดยปกติมักจะมีการแบ่งประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่
๑ หลักฐานชั้นต้น (Primary source) อันได้แก่ หลักฐานที่บันทึกไว้โดยผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือ ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์
ด้วยตนเอง
๒ หลักฐานรอง (Secondary source) อันได้แก่ บันทึกของผู้ที่ได้รับทราบเหตุการณ์จากคาบอกเล่าของบุคคลอื่นมา
อีกทอดหนึ่ง หนังสือประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้นในภายหลัง โดยอาศัยการศึกษาจากหลักฐานชั้นต้น ก็ยังถือว่าเป็นหลักฐานรอง
การแบ่งประเภทของหลักฐานเป็นชั้นต้นและรอง มีประโยชน์ในการประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐาน หลักฐาน
ชั้นต้นมักได้รับน้าหนักความน่าเชื่อถือจากนักประวัติศาสตร์มาก เพราะได้มาจากผู้รู้เห็นใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง ในขณะที่หลัก
ฐานรองได้รับน้าหนักความน่าเชื่อถือน้อยลง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถือในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดนัก เพราะหลักฐานชั้นต้นก็อาจให้
ข้อเท็จจริงผิดพลาดได้ เช่น ผู้บันทึกไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงในเหตุการณ์ที่ตนบันทึก หรืออาจจะตั้งใจปกปิด บิดเบือนความ
จริงเพื่อประโยชน์ของตน หรือของคนที่ตนรักเคารพ เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม เอกสารชั้นรองที่บันทึกไว้โดยผู้ไม่มีส่วนได้เสีย
แม้ว่าห่างไกลจากเหตุการณ์แต่หากได้สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้แล้วก็อาจให้ความจริงที่ถูกต้องกว่าหลักฐานชั้นต้นก็ได้
เราควรสังเกตด้วยว่า เมื่อเราพูดถึงการแบ่งประเภทของหลักฐาน เราเน้นที่ประโยชน์ในการประเมินความน่าเชื่อถือ
เพราะฉะนั้นจึงควรเข้าใจความหมายของที่อยู่ภายในหลักฐานให้ดี เช่น ศิลาจารึกหลักหนึ่งของสมัยสุโขทัย บรรจุข้อความ
เกี่ยวกับการยกที่ดินและทาสให้แก่วัดแห่งหนึ่ง จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สุโขทัยอย่างไม่มีปัญหา แต่ควรเข้าใจด้วยว่า
หลักฐานนั้นไม่ใช่ตัวก้อนศิลา แต่ข้อความที่บรรจุอยู่ในก้อนศิลาจารึกนั้นต่างหากที่เป็นหลักฐาน ข้อความที่บรรจุอยู่นั้นขอเรียก
เป็นศัพท์ในที่นี้ว่า ข้อสนเทศ (Information) เมื่อกล่าวอย่างรัดกุมจริง ๆ แล้ว ข้อสนเทศนี้แหละคือหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ เช่น เจดีย์ทรงลังกาในเขตเมืองอโยธยา (ชื่อเมืองที่ตั้งอยู่ก่อนจะการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในท้องที่เดียวกัน) อาจ
ไม่มีข้อความใดจารึกไว้เลย แต่ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพราะรูปทรงของเจดีย์บอกให้เรารู้ว่า พุทธศาสนานิกายเถรวาท
ตามคติลังกาอาจได้แพร่มาถึงแถบเมืองอโยธยาก่อนหน้า พุทธศักราช ๑๘๙๓ (ปีที่การสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี) สิ่งที่
เจดีย์ทรงลังกาบอกนี้ คือ ข้อสนเทศซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดว่าหลักฐานใดน่าเชื่อถือ
หรือไม่ เราจึงหมายถึงข้อสนเทศที่ถูกบรรจุไว้ในศิลา กระดาษ เจดีย์ ผ้า ฝาผนัง หรือ ความทรงจาของคน เป็นต้น แต่มิได้
หมายถึงวัตถุหรือบุคคลที่ธารงข้อสนเทศนั้น ๆ ไว้ เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า หลักฐานทุกชิ้นเป็นทั้งหลักฐานชั้นต้นและ
หลักฐานรอง ขอให้เราลองอ่านข้อความต่อไปนี้ ซึ่งตัดตอนมาจากศิลาจารึกของพระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงเก่าในสมัย
รัชกาลที่ ๓ ซึ่งได้บันทึก
การซ่อมบูรณะวัดหน้าพระเมรุของท่านใน พุทธศักราช ๒๓๘๑
“...สร้างพระสรรเพชพิหาร เพียงพิมานไกรลาศ โอ้พาศพื้นแผ่นแท่นสิลาไว้พระปติมาหีนเทด งามวิเสตทังแห่ง ตาแหน่ง
เดิมอยู่วัดหน้าพระธาตุ พระคันทานุราชสิลา มาแต่เมืองลังกาก่อนโพ้น สาศนาเมืองโน่นร่อยหรอ นามาขอพระพิกษุสงฆ คือ
องค์พระอุบาลี ผู้เปนที่ราชาคณะ กับพระสังฆะชิโนรษ ไปอุปสมบทบรรพชา ชาวลังกาประเทษ เปนสงฆวิเสดสืบมา แต่ครั้งอยุทธ
ยาบูรีรมย์ ยังอุดมบริบูรณ์ ครั้นเสียศูนย์ช้านาน พระพีหารหักพัง วัดรกรังเปนป่า จิงอราธนามาไว้ ในวัดพระเมรุราช...”
ที่หน้าวัดพระเมรุจังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันนี้ มีวิหารซึ่งตั้งพระพุทธรูปศิลาห้อยพระบาท (ซึ่งโบราณนิยมเรียกว่า
พระคันธารราษฎร์) เป็นสกุลช่างทวารวดี และมีเหตุผลที่ทาให้นักประวัติศาสตร์ลงเนื้อเห็นว่า ต้องสร้างมาแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยา
เพราะโดยอายุแล้วศิลปะในสกุลช่างนี้ได้ยุติไปก่อนหน้าการตั้งกรุงศรีอยุธยา จารึกของพระยาไชยวิชิตนี้จึงมีข้อสนเทศที่อาจจัด
ได้ว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรองทั้งสองชนิดรวมกันอยู่ ข้อสนเทศที่ว่าท่านเป็นผู้บูรณะวัดหน้าพระเมรุ และได้ย้าย
พระพุทธรูปศิลาทวารวดีมาจากหน้าวัดพระธาตุถือเป็นเป็นหลักฐานชั้นต้น เพราะเจ้าของจารึกคือพระยาไชยวิชิต ได้เกี่ยวข้อง
โดยตรงทั้งทางการบูรณะวัด และการสั่งให้เคลื่อนย้ายพระพุทธรูปศิลาองค์นี้มาประดิษฐานยังวิหารของวัดหน้าพระเมรุ แต่
ข้อสนเทศที่ว่า พระพุทธรูปองค์นี้ถูกนามาจากลังกา เมื่อครั้งที่พระอุบาลีเดินทางไปตั้งคณะสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาสมัยกรุงศรีอยุธยา
นั้นถือเป็นเป็นหลักฐานรอง เพราะพระยาไชยวิชิตเองไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการส่งคณะสงฆ์ไปลังกาเพื่อสถาปนาสังฆวงศ์ในครั้งนั้น
เพราะท่านยังไม่ได้เกิด ความเข้าใจว่าพระอุบาลีนาพระพุทธรูปองค์นี้กลับมาจากลังกา ก็คงเกิดจากการสันนิษฐานของท่านเอง
หรือมีผู้บอกกล่าวแก่ท่านมาอีกทอดหนึ่ง (และดังที่รู้ได้แน่ในปัจจุบันนี้แล้วว่า ข้อสนเทศเรื่องนี้ผิดพลาด)
กรณีที่ยกเป็นตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่า การมีหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรองปะปนกันอยู่ในเอกสารชิ้นเดียวกัน หรือ
หลักฐานที่เขียนขึ้นร่วมสมัยกับเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ ก็ไม่จาเป็นต้องเป็นหลักฐานชั้นต้นเสมอไป เพราะผู้บันทึกอาจไม่ได้เกี่ยวข้อง
กับเหตุการณ์โดยตรง เพียงแต่ฟังผู้อื่นเล่าต่อกันมาอีกทอดหนึ่ง เช่นนี้ก็ต้องนับว่าเป็นหลักฐานรอง แต่ในทางตรงกันข้าม หากเรา
ต้องการจะรู้ว่า ข่าวลือเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ มีลักษณะอย่างไร หลักฐานชิ้นเดียวกันนี้ก็กลายเป็นหลักฐานชั้นต้น หนังสือ
ประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้นในภายหลัง เช่น พระราชนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพนั้น โดยทั่วไปก็มักจะจัดว่า
เป็นหลักฐานรอง เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ มิได้ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงแต่อย่างใดกับสงครามพม่าทุกครั้ง พระ
นิพนธ์ ไทยรบพม่า จึงเป็นหลักฐานรอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อสนเทศเกี่ยวกับสงครามระหว่างไทยและพม่าในพระราชนิพนธ์เล่ม
นี้ เป็นหลักฐานรอง อย่างไรก็ตามหากผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ต้องการหาข้อสนเทศเกี่ยวกับความนึกคิดของชนชั้นสูงไทย ในครึ่ง
แรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เกี่ยวกับพม่า หรือประวัติศาสตร์หรือการเมือง พระนิพนธ์ ไทยรบพม่า ก็อาจให้ข้อสนเทศเช่นนี้ได้
อยู่มาก ข้อสนเทศเช่นนี้ในไทยรบพม่า กลับเป็นหลักฐานชั้นต้น เพราะองค์พระนิพนธ์ทรงเป็นชนชั้นสูงที่สาคัญยิ่งองค์หนึ่งในสมัย
นั้น และทรงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อบุคคลที่อยู่รอบข้างไม่น้อย ด้วยเหตุดังนั้นจะเห็นได้ว่าเราไม่อาจกล่าวได้ว่า เอกสาร วัตถุ หรือ
จารึกอันใดเป็นหลักฐานชั้นต้น หรือ หลักฐานรอง การจะเป็นหลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานรอง ขึ้นอยู่กับว่า เรากาลังพูดถึง
ข้อสนเทศใดในเอกสาร วัตถุ หรือ จารึกนั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในภาษาปกติที่ไม่เคร่งครัดนัก เราก็ใช้คาว่า หลักฐาน ในความหมายถึงตัว วัตถุ บุคคล หรือเอกสาร เป็น
ต้น อยู่เหมือนกัน เช่นที่กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ในสมัยพระนารายณ์มีหลักฐานให้ศึกษาอยู่มาก เพราะมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา
และได้บันทึกเรื่องราวของสมัยนั้นไว้เป็นจานวนมาก และโดยนัยนี้ เมื่อเราพูดถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เราก็
หมายถึงวัตถุหรือเอกสารที่ทิ้งร่องรอยของอดีตที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทย
ในการบรรยายถึงหลักฐานเหล่านี้ การแบ่งประเภทออกเป็นหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรอง ก็ไม่สู้จะให้ประโยชน์นัก
เพราะเราไม่สนใจในเรื่องความน่าเชื่อถือของหลักฐานในตอนนี้ และดังที่กล่าวแล้ว หลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรอง ก็อาจให้
ข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนได้พอ ๆ กัน นอกจากนี้หลักฐานชิ้นเดียวกัน ก็อาจมีข้อความที่ถือว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรอง
ปะปนกันอยู่ในตัวเอง โดยเหตุนี้การแบ่งประเภทของหลักฐานในที่นี้จึงจัดแบ่งเป็น หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่
ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้เป็นดินแดนที่มีมนุษย์ได้เคยอาศัยอยู่นับแต่โบราณ การศึกษาค้นคว้าในปัจจุบัน
ยิ่งทาให้ต้องร่นอายุของมนุษย์รุ่นแรก ๆ ในประเทศไทยให้ถอยกลับไปในอดีตนานไกลยิ่งขึ้นไปอีก คนที่ได้เคยอาศัยอยู่ใน
ประเทศไทยนี้ได้ทิ้งเชื้อสายของตนไว้สืบทอดมาในหมู่ประชากรของประเทศขณะนี้ก็มาก ที่ได้อพยพทิ้งถิ่นฐานเพื่อเดินทางต่อไป
ยังดินแดนอื่นอีกก็มาก สภาพทางภูมิศาสตร์และสถานที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ในทาเลและเส้นทางการเดินทางของมนุษย์ตั้งแต่
โบราณ แม่น้าและสายน้าของระบบแม่น้าเจ้าพระยา อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้าใหญ่ถึงสองสายคือแม่น้าโขงและแม่น้าสาลวิน ซึ่งมีต้น
แม่น้าอยู่ไกลขึ้นไปทางเหนืออีก ส่วนระบบแม่น้าเจ้าพระยาเองก็มีแนวทางจากเหนือลงใต้ การเดินทางของมนุษย์ในสมัยโบราณ
ต้องอาศัยแม่น้าเป็นหลัก เพราะแม่น้าเป็นแหล่งอาหารและน้า การอพยพจึงมักกระทาตามแนวแม่น้า สภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้ทาให้
ประเทศไทยเป็นทางผ่านของการอพยพตามแนวเหนือใต้หลายครั้งหลายหน ในส่วนตอนล่างของประเทศก็ติดทะเลและเป็น
คาบสมุทร การเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลของคนโบราณ ทาให้ดินแดนแถบนี้มีคนต่างถิ่นมาตั้งภูมิลาเนาหรือมาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ขาด
นับว่าเป็นการเปิดรับการอยู่อาศัยของคนอย่างมาก คนที่ได้เคยอยู่อาศัยหรือแม้แต่อพยพเดินทางผ่านก็ได้ทิ้งร่องรอยของเขามาก
บ้างน้อยบ้างไว้ในแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
นอกจากการที่เป็นที่อยู่ของประชาชนหลายพวกแล้ว ประเทศไทยยังเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรและจักรวรรดิขนาด
ใหญ่มานับตั้งแต่โบราณ อารยธรรมอินเดียคงได้แพร่มาถึงบางส่วนของประเทศไทย นับตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ ส่วน
ราชอาณาจักรหรือหน่วยการปกครองที่ซับซ้อนกว่าระบบเผ่าพันธุ์ ก็คงจะได้เกิดขึ้นในบางส่วนของประเทศไทยไม่ช้าไปกว่า
ศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๑ จากนั้นก็มีราชอาณาจักรต่าง ๆ ตั้งขึ้น เจริญและเสื่อมลงในท้องที่ต่าง ๆ ของประเทศสืบเนื่องกันมาเรื่อย
ในบางครั้งท้องที่บางส่วนของประเทศ ก็อาจถูกอานาจของราชอาณาจักรในดินแดนที่เป็นประเทศอื่นเข้ามาครอบงาชั่วระยะเวลา
อันหนึ่ง ในบางครั้งราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ขยายอานาจเข้าไปครอบงาดินแดนที่อยู่ในประเทศอื่น ใน
ขณะเดียวกัน การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างดินแดนที่เป็นประเทศไทยและต่างประเทศก็ดาเนินไปอย่างไม่ขาดสาย นับตั้งแต่
ประเทศใกล้เคียงไปจนถึงประเทศที่ห่างไกล เช่น จีน หมู่เกาะริวกิว เกาหลี อินเดีย ลังกา อาหรับ และเปอร์เซีย การค้าขายและ
การติดต่อกันนี้ ทาให้วัฒนธรรมจากแหล่งอื่นหลั่งไหลเข้ามาในดินแดนที่เป็นประเทศไทย ในขณะที่วัฒนธรรมจากดินแดนที่เป็น
ประเทศไทยก็หลั่งไหลไปยังดินแดนอื่น โดยเฉพาะในหมู่ประเทศข้างเคียงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นักเดินทางชาติต่าง ๆ ตลอดจนรัฐบาลของชาติต่าง ๆ ที่ได้ติดต่อกับดินแดนประเทศไทยสมัยโบราณก็ได้ทิ้งหลักฐาน
เกี่ยวกับประเทศไทยไว้สืบมาจานวนไม่น้อย หลักฐานเหล่านี้แม้มิได้มีกาเนิดในประเทศไทย แต่ก็เป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ
ดินแดนในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ซึ่งควรทราบไว้เช่นกัน
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ในการศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษยชาติ ถือกันว่าเรื่องราวของมนุษย์ก่อนที่จะมีการจดบันทึกเป็นตัวอักษรนั้น เป็น
เรื่องก่อนประวัติศาสตร์ สมัยของประวัติศาสตร์จะเริ่มขึ้นเมื่อมีตัวอักษรใช้ การกล่าวเช่นนี้ไม่ควรทาให้เข้าใจว่า หลักฐานของ
ประวัติศาสตร์ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น เพราะการแบ่งยุคสมัยระหว่างวิชาก่อนประวัติศาสตร์ และวิชาประวัติศาสตร์นั้น
จาเป็นต้องทาในทางวิชาการ และจาเป็นต้องหาหลักการที่มีประโยชน์ในการแบ่ง จึงได้อาศัยหลักการข้อที่ว่า สังคมใดได้จดบันทึก
เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของสังคมนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของการแบ่งงานกันทาระหว่างนักก่อน
ประวัติศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ ในความจริงแล้ว วิชาก่อนประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์นั่นเอง เพราะวิชาก่อน
ประวัติศาสตร์ก็ต้องการศึกษาเพื่ออธิบายอดีตของสังคมมนุษย์ในมิติของเวลา เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ในยุค
สมัยของประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีหลักฐานอีกจานวนมากที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร การแบ่งหลักฐานเป็นสองประเภทนี้ ก็เพื่อ
ประโยชน์ในการจัดหมวดหมู่ของหลักฐาน เนื่องจากหลักฐานสองประเภทนี้ต้องการกลวิธีในการศึกษา และประเมินแตกต่างกัน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ถ้าแบ่งตามลักษณะเด่นของข้อสนเทศที่ให้ใน
หลักฐานแล้ว อาจกล่าวได้ว่า มีอยู่ ๑๓ ประเภท คือ
๑) จดหมายเหตุชาวต่างชาติ
๒) จดหมายเหตุชาวพื้นเมือง
๓) ตานาน
๔) พงศาวดารแบบพุทธศาสนา
๕) พระราชพงศาวดาร
๖) เอกสารราชการหรือเอกสารการปกครอง
๗) วรรณคดี
๘) บันทึก
๙) จดหมายส่วนตัว
๑๐) งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์
๑๑) จารึก
๑ จดหมายเหตุชาวต่างชาติ
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ดินแดนที่เป็นประเทศไทยนั้นเป็นเส้นทางผ่านของคนหลายพวกหลายวัฒนธรรม มาตั้งแต่ดึกดา
บรรพ์ วรรณคดีอินเดียทั้งในภาษาสันสกฤตและบาลี การจะเป็นเอกสารต่างชาติที่เก่าที่สุด ที่ได้อ้างถึงดินแดนแถบเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ มีนักภูมิศาสตร์ชาวกรีกเดินทางมาถึงอินเดีย ได้สอบสวนสภาพบ้านเมืองเลยมาทางตะวันออกของ
อินเดีย จนถึงเอเชียอาคเนย์จากพ่อค้าและนักเดินทาง ก็ได้เล่าเรื่องราวของดินแดนแถบที่มีประเทศไทยตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้บ้าง
เช่นกัน รายงานของนักภูมิศาสตร์กรีกที่มีชื่อมาก ได้แก่ รายงานของพโทเลมี ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๗๐๘ อีกไม่นานใน
ศตวรรษเดียวกันนี้ ทูตชาวจีนได้เดินทางมาถึงอาณาจักรฟูนัน และได้บันทึกรายงานเรื่องราวของอาณาจักรนี้ไว้ จากนี้เป็นต้นไป
จีนจะมีรายงานเกี่ยวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะสืบต่อมาอีกหลายร้อยปี นับว่าเป็นแหล่งข้อมูลทาง
ประวัติศาสตร์ที่สาคัญมาก ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา มีพ่อค้าและนักเดินทางอีกพวกหนึ่ง ปรากฏตัวในภูมิภาคแถบนี้
เพิ่มมากขึ้น ได้แก่พ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย พวกเหล่านี้ได้บันทึกรายงานเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ไว้สืบมาอีกหลาย
ร้อยปีเช่นกัน ส่วนชาวยุโรปตะวันตกเริ่มเดินทางผ่านเข้ามาในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แต่ยังประปรายไม่
มากนัก แต่นับตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๐๕๔ เมื่อโปรตุเกสยึดครองมะละกาได้ ชาวยุโรปตะวันตกก็เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ
ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น มีจดหมายเหตุที่ผลิตโดยชาวยุโรปตะวันตก เกี่ยวกับดินแดนแถบนี้จานวนมาก
จดหมายเหตุของชนชาติต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงนี้ ล้วนเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น แต่จดหมาย
เหตุเหล่านี้มีลักษณะสาคัญที่แตกต่างกัน ตามแต่ชาติที่เป็นผู้จดบันทึกและแตกต่างกันตามแต่ยุคสมัยที่จดบันทึกแม้ว่าเป็นจดหมาย
เหตุของชาติเดียวกันก็ตาม ในที่นี้จะพิจารณาจดหมายเหตุของแต่ละชาติ อาทิ
อินเดีย เท่าที่ได้ค้นพบและยอมรับกัน หลักฐานเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ไม่มีลักษณะเป็น
จดหมายเหตุแท้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีมากกว่า ดังที่ปรากฏในชาดกบางเรื่อง เกี่ยวกับการเดินทางของพ่อค้ามายังสุวรรณ
ภูมิ เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้เพียงแต่แสดงว่า การติดต่อระหว่างอินเดียและเอเชียอาคเนย์ได้มีมาเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น แม้ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและเอเชียอาคเนย์จะเข้มข้นขึ้นในระยะต่อมา แต่ก็ไม่ปรากฏการจดบันทึกเรื่องราวของเอเชีย
อาคเนย์ในเอกสารของอินเดีย ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์นั้นกระทาโดยพ่อค้า นักศึกษา นักบวช และครูบาอาจารย์ มากกว่าเป็น
การกระทาของรัฐ อาณาจักรโจฬะในอินเดียเคยมีความสัมพันธ์กับศรีวิชัย แต่ก็มีหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่น้อย เพียงแต่จารึก
๒ หลัก ที่กล่าวถึงการสร้างอารามของกษัตริย์ศรีวิชัยในนาลันทา และการยกกองทัพโจฬะมาตีศรีวิชัยในเวลาต่อมาเท่านั้น
กรีก การค้าของกรีก (หรือส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน) กับอินเดียได้มีมาเป็นเวลานานแล้ว มีพ่อค้าและนักเดินทาง
ชาวกรีกเดินเรือมาจนถึงฝั่งตะวันตกของอินเดีย อย่างน้อยก็นับแต่ต้น คริสตกาลเป็นต้นมา รายงานเกี่ยวกับดินแดนด้านบูรพา
ทิศ ที่พาดพิงมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล่มแรกเห็นจะได้แก่ Periplus of the Erythraean Sea ซึ่งรวบรวมขึ้นในราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๗ แต่ก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากนัก หนังสือจดหมายเหตุของพโทเลมี (Ptolemy's Geography) ซึ่งเขียนขึ้น
ในราว พุทธศักราช ๗๐๘ ให้รายละเอียดและความกระจ่างอย่างมากเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งส่วนหนึ่งของ
ประเทศไทยในคาบสมุทรมลายูด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของงานของพโทเลมีก็คือ ฉบับที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แก้ไขปรับปรุง
โดยคนรุ่นหลัง และคงทาสาเร็จลงในประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จึงทาให้ไม่ทราบได้แน่ชัดว่า สิ่งที่กล่าวเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชีย
อาคเนย์นั้นหมายถึงสมัยใด นับจากศตวรรษที่ ๘ - ศตวรรษที่ ๑๘ ข้อบกพร่องอีกอย่างหนึ่งของจดหมายเหตุกรีก คือ ผู้บันทึก
มิได้เดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เองเป็นแต่ได้สอบสวนเรื่องราวของภูมิภาคนี้จากผู้อื่นอีกทีหนึ่งเท่านั้น
จีน จดหมายเหตุของจีนที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจานวนมาก และมีอยู่หลายประเภทด้วยกันดังนี้
๑ พระราชพงศาวดาร จีนเป็นชาติที่มีสานึกในประวัติศาสตร์อย่างสูง เป็นธรรมเนียมในประเทศที่เก่าแก่มากที่
จักรพรรดิในราชวงศ์ใหม่จะอุปถัมภ์ให้มีการเขียนพระราชพงศาวดารของราชวงศ์ที่เพิ่งล่วงไป โดยการรวบรวมเอกสารราชการเพื่อ
ลาดับเป็นเรื่องราวของราชวงศ์ที่ล่วงไปแล้วนั้น เพราะฉะนั้น พระราชพงศาวดารจีนจึงมีเรื่องราวของประเทศที่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับ
จีน ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับแต่โบราณมา ก็นิยมส่งทูตไปถวายบรรณาการแก่จักรพรรดิจีน จึงมีบันทึกวัน
เวลาที่คณะทูตเดินทางไปถึง เครื่องบรรณาการ พระราชสาสน์ และรับส่งของพระเจ้ากรุงจีน นอกจากนี้ยังมักมีคาอธิบาย
เกี่ยวกับประเทศเหล่านั้น ซึ่งเก็บมาจากรายงานของคณะทูตจีน ซึ่งเคยเดินทางมาถึงประเทศเหล่านี้ไว้อย่างย่อ ๆ อีกด้วย นับว่า
พระราชพงศาวดารจีนเป็นแหล่งที่มาของหลักฐานจานวนมากเกี่ยวกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ไทยนั้น เริ่มปรากฏในพระราชพงศาวดารจีนราชวงศ์หงวนเป็นต้นมา จนถึงราชวงศ์หมิงและชิง ในพระราชพงศาวดารรุ่นก่อนหน้านี้
ขึ้นไป ก็มีกล่าวถึงรัฐบางรัฐซึ่งรู้แน่ว่าอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นรัฐของประเทศไทยหรือไม่
๒ รายงานของคณะทูตจีน รายงานจานวนหนึ่งของคณะทูตจีนนั้นได้สูญหายไปแล้ว แต่เนื้อความถูกเก็บไว้ในพระราช
พงศาวดารซึ่งแต่งสมัยหลังลงมาบ้าง รายงานที่ยังมีฉบับเหลือต่อมาก็มีอีกจานวนหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่รายงานของ
โจวต้ากวน เกี่ยวกับประเทศกัมพูชา ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ รายงานของม้าต้วนเกี่ยวกับหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์ รวมทั้ง
กรุงศรีอยุธยาในศตวรรษที่ ๒๐ รายงานของเจาจูกัวะ ผู้ดูแลการค้าของรัฐบาลในเมืองท่าตอนใต้เมื่อศตวรรษที่ ๑๗ ก็มี
ประโยชน์อย่างมาก แม้ว่าผู้เขียนไม่เคยเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์เลยก็ตาม จดหมายเหตุจีนประเภทนี้ควรรวมเอารายงานการ
เดินทางของภิกษุจีน ซึ่งไปสืบพระศาสนาในอินเดียไว้ด้วย การเดินทางเพื่อจุดประสงค์นี้เริ่มตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ ๘ จนถึง
ศตวรรษที่ ๑๓ และการเดินทางของนักบวชจีนเหล่านี้ บางครั้งก็ผ่านเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จดหมายเหตุของหลวง
จีนที่มีชื่อมากในประวัติศาสตร์ของเอเชียอาคเนย์ คือ งานของหลวงจีนอี้จิง ซึ่งเดินทางไปอินเดียระหว่าง พุทธศักราช ๑๒๑๔
– ๑๒๓๘ โดยเส้นทางใต้ คือผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างทางได้สานักอยู่ที่ศรีวิชัยเพื่อศึกษา
พุทธศาสนาและภาษาสันสกฤตอยู่ระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นพยานให้เห็นถึงความสาคัญของศรีวิชัย ในฐานะศูนย์กลางการศึกษา
พุทธศาสนามหายานแห่งหนึ่งของโลกขณะนั้น
ญี่ปุ่นและริวกิว หมู่เกาะริวกิวหรือหมู่เกาะโอกินาวาในปัจจุบัน เคยเป็นประเทศอิสระส่งบรรณาการถวายจักรพรรดิจีน
และญี่ปุ่นในระบบบรรณาการ เช่นเดียวกับเกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ริวกิวได้มีการติดต่อ
ค้าขายกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อนญี่ปุ่น อาจจะเป็นเพราะสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใกล้กับภูมิภาคนี้กว่าญี่ปุ่น
โดยริวกิวจัดซื้อสินค้าจากจีนมาขาย และรับซื้อสินค้าจากภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดของจีนกลับไปขายจีนอีกทอดหนึ่ง
เอกสารการติดต่อระหว่างริวกิวและกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์ยังมีอยู่ ส่วนใหญ่เป็นพระราชสาสน์ของกษัตริย์ทั้งสองฝ่าย หรือ
ศุภอักษรของเสนาบดีทั้งสองฝ่าย ได้มีผู้ศึกษาและจัดพิมพ์ขึ้นแล้ว ส่วนหนึ่งของเอกสารนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เอกสารฉบับ
แรกลงศักราช พุทธศักราช ๑๙๖๘ และฉบับสุดท้าย พุทธศักราช ๒๐๒๔ นอกจากนี้ยังมีเอกสารการติดต่อระหว่างริวกิวและ
ปัตตานี ระหว่าง พุทธศักราช ๒๐๕๘ – ๒๐๘๖ อีกด้วย
การติดต่อเป็นทางการระหว่างไทยและญี่ปุ่น อาจจะเริ่มขึ้นพร้อมกันกับหมู่เกาะริวกิว (คือ ในช่วงที่ทศวรรษ ๑๙๒๐)
แต่นอกจากหลักฐานเกี่ยวกับการส่งทูตแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานอะไรเหลืออยู่อีก จนถึง พุทธศักราช ๒๑๓๕ จึงได้พบ “ใบเบิกคู่ร่อง” ที่
รัฐบาลญี่ปุ่นออกให้แก่เรือที่จะมาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ใบเบิกร่องของญี่ปุ่นเช่นนี้พบได้อีกไม่น้อย ทั้งที่ออกให้แก่พ่อค้าญี่ปุ่นเอง
และพ่อค้าต่างชาติเช่นชาวโปรตุเกส เพื่อให้ได้มาค้าขาย ณ กรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ในหนังสือประชุมสาสน์ที่ติดต่อกับ
ต่างประเทศของญี่ปุ่น (ไกวฮันทูโจ) ยังมีพระราชสาสน์และศุภอักษรของไทยกับญี่ปุ่นติดต่อกันอีกหลายฉบับ (ในกรณีของญี่ปุ่นเป็น
สาสน์ของโชกุน มิใช่จักรพรรดิ) การติดต่อค้าขายระหว่างไทยและญี่ปุ่นยังดาเนินอยู่ต่อมา แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นได้ปิดประเทศตนเอง
หลัง พุทธศักราช ๒๑๗๙ แล้วก็ตาม หลักฐานฝ่ายญี่ปุ่นกล่าวถึงเรือจากเมืองไทยไปถึงญี่ปุ่นเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ พุทธศักราช
๒๒๘๘ เรือไทยเหล่านี้เมื่อเข้าเทียบท่าที่เมืองนางาซากิแล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นก็จะสอบถามคาให้การจากลูกเรือ และนายเรือ (ส่วนใหญ่
เป็นจีน) เกี่ยวกับสภาพการค้าและอื่น ๆ ของเมืองไทย คาให้การของนายเรือลูกเรือเหล่านี้ ยังปรากฏอยู่และเป็นประโยชน์อย่าง
มากในการให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองไทยสมัยต่าง ๆ
นอกจากหลักฐานญี่ปุ่นเหล่านี้แล้ว ยังมีหลักฐานที่ญี่ปุ่นได้จากฮอลันดาอีกพวกหนึ่ง หลังการปิดประเทศใน พุทธศักราช
๒๑๗๙ แล้ว ประเทศตะวันตกที่ได้รับอนุญาตให้ค้าขายกับญี่ปุ่นได้เพียงประเทศเดียว คือ ฮอลันดา แม้ว่าญี่ปุ่นจะปิดประเทศ
ตนเอง แต่ก็เอาใจใส่คอยสอดส่องเรื่องราวของโลกโดยผ่านฮอลันดาเสมอ ธรรมเนียมการถามคาให้การนายเรือและลูกเรือ ก็ปฏิบัติ
ต่อเรือสินค้าของฮอลันดาเช่นกัน ในบรรดาเรือฮอลันดาเหล่านี้ บางลาได้แวะเข้าท่ากรุงศรีอยุธยาก่อนเดินทางไปถึงญี่ปุ่น คาให้การ
ของพวกฮอลันดาที่ญี่ปุ่นจดไว้จึงมีที่เกี่ยวพันมาถึงประเทศไทยอีกเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นในภาษาไทยที่ได้
ค้นคว้าจากเอกสารญี่ปุ่น มีงานของเซอร์เออเน็สต ซาเตา ซึ่งมีอยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๐
อาหรับ-เปอร์เซีย นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ เป็นต้นมา นักเดินเรือชาวอาหรับและเปอร์เซีย ได้เดินทางเลยจาก
อินเดีย เข้ามาค้าขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และในเวลาต่อมาก็ได้เดินทางไปค้าขาย ตลอดจนตั้งนิคมของตนเอง
ขึ้นในตอนใต้ของจีน มีจดหมายเหตุที่นักเดินเรือจากตะวันออกกลางเหล่านี้ได้จดบันทึกไว้ เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่น้อย อย่างไรก็ตามในระยะแรก จดหมายเหตุของพวกอาหรับ-เปอร์เซีย ยังมีลักษณะเป็นรายงานทางภูมิศาสตร์อยู่ แต่ทว่าใน
เวลาต่อมา นักเขียนได้นาเอางานเหล่านี้รวมทั้งคาล่าลือและเรื่องแต่ง ไปผสมปนเปกันเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับดินแดนอันไกลโพ้น เป็น
การบันเทิงใจของคนอ่านในจักรวรรดิอิสลาม จึงทาให้งานที่เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะหลัง มีลักษณะเป็น
นิทานนิยายมากขึ้น รายงานหลายฉบับด้วยกัน เขียนโดยคนที่ไม่เคยเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์เลย เพียงแต่อ่านรายงานเก่า
และฟังคาเล่าลือพร้อมกับแต่งเติมให้สนุกเท่านั้น จดหมายเหตุของอาหรับ-เปอร์เซียในระยะหลังจึงไม่ค่อยน่าเชื่อถือ อย่างไรก็
ตาม มีรายงานที่เขียนโดยคนที่ได้เดินทางมาถึงภูมิภาคนี้จริงๆ และไม่ถูกเสริมต่ออยู่บ้างเช่นกัน นับเป็นจดหมายเหตุที่มีคุณค่าทาง
ประวัติศาสตร์อย่างสูง ที่ควรทราบได้แก่ รายงานการเดินทางของอิบน์ บาตุตะ (Ibn Batuta) ใน พุทธศักราช ๑๘๘๘ –
๑๘๘๙ และรายงานของเลขานุการคณะทูตอิหร่าน ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาใน พุทธศักราช ๒๒๒๙ รัชกาลพระนารายณ์
โปรตุเกส ก่อนหน้าที่โปรตุเกสจะยึดครองมะละกาได้ มีชาวยุโรปตะวันตกได้เดินทางผ่านเข้ามายังภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้างแล้ว แต่ไม่สู้จะมีจานวนมากนัก นักผจญภัยและพ่อค้าเหล่านี้ได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของตนไว้
บ้างเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนในคาบสมุทรอิตาลี ที่มีชื่อเสียง เช่น ของมาร์โคโปโล ซึ่งได้เดินทางผ่านเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ไปสู่ยุโรปหลังจากกลับจากประเทศจีน นิโคโล คอนติ ซึ่งอาจเคยเดินทางไปถึงบางส่วนของแคว้นพะโค นอกจากนี้ก็มีนัก
เดินทางซึ่งอาจไม่เคยเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์เลย เพียงแต่ได้รับคาบอกเล่าจากผู้คนในเมืองท่าทางฝั่งตะวันออกของอินเดีย
เท่านั้น พวกนี้ก็เขียนจดหมายเหตุของตนไว้เช่นกัน
จดหมายเหตุที่ละเอียดและเที่ยงตรงขึ้นของชาวยุโรปตะวันตกเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ การที่พวกโปรตุเกสเข้ามาเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กับประชาชนในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ได้มะละกาแล้ว โปรตุเกสได้ส่งทูตและพ่อค้าออกไปติดต่อค้าขายกับ
ประเทศในทางตะวันออกอย่างกว้างขวาง มีจดหมายเหตุที่มีชื่อเสียงซึ่งเขียนขึ้นหลัง พุทธศักราช ๒๐๕๔ เมื่อโปรตุเกสยึดมะละกา
ได้แล้วอยู่สองฉบับ ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับหลายประเทศของภูมิภาคนี้ ในขณะนั้นรวมทั้งประเทศไทยด้วย จดหมายเหตุของโทเม
ปิเรส์ (Tomé Pires) และจดหมายเหตุ ของบรัช ดัลบูแคร์ก (Braz d’Albuquerque) ซึ่งเป็นหลานของอุปราชโปรตุเกสคน
แรกประจาภาคตะวันออก ในราวสมัยใกล้เคียงกันนี้ ยังมีจดหมายเหตุของพ่อค้าและข้าราชการโปรตุเกสในลักษณะเดียวกันนี้อีก
เช่นของ ดูอาร์เต บาร์โบซา (Duarte Barbosa) ซึ่งมีเนื้อความเกี่ยวกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ นัก
เดินทางชาวโปรตุเกสซึ่งชื่อ เฟอร์นันด์ เมนเดส ปินโต (Fernand Mendes Pinto) ได้เขียนจดหมายเหตุการเดินทางมายัง
ตะวันออกของเขา ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน และได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
สเปน เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางมหาสมุทรแปซิฟิก มิได้เข้ามาทางมหาสมุทรอินเดียเหมือนชาติ
ตะวันตกอื่น ๆ ความสัมพันธ์กับสเปนกับภูมิภาคนี้ ไม่กระจายอย่างกว้างขวาง แต่จากัดตัวอยู่ที่หมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นส่วนใหญ่
หลังจากไม่สามารถขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในหมู่เกาะเครื่องเทศได้แล้ว ความสนใจของสเปนก็ยิ่งจากัดลงที่ฟิลิปปินส์มากขึ้น
การค้าของฟิลิปปินส์ภายใต้สเปนก็ไม่ค่อยสัมพันธ์กับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน แต่ถูกผูกพันไว้กับการค้าของอาณานิคมสเปน
ในอเมริกาใต้และจีน กล่าวคือเป็นแหล่งกลางสาหรับการค้าของดินแดนทั้งสองนั้น อย่างไรก็ตาม ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒
สเปนได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองในกัมพูชา ซึ่งไม่บังเกิดผลอันใดเป็นการถาวรแก่สเปน แต่มีจดหมายเหตุเกี่ยวกับกัมพูชาและ
อยุธยาในภาษาสเปนอยู่บ้าง เกี่ยวด้วยการเมืองระหว่างประเทศและภายในกัมพูชา ในช่วงระยะเวลาที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยก
กองทัพไปปราบเมืองละแวกใน พุทธศักราช ๒๑๓๗
ฮอลันดา ชาติยุโรปตะวันตกที่ได้สัมพันธ์กับประเทศในเอเชียอาคเนย์อย่างกว้างขวางใกล้ชิด และมีเวลาสืบทอดกัน
ยาวนานมากที่สุดเห็นจะได้แก่ฮอลันดา บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ได้สถาปนาศูนย์กลางอานาจของตนเองในภูมิภาคนี้ที่
เกาะชวาในศตวรรษที่ ๒๒ การค้าของกระจายไปทั่วตะวันออก มีพ่อค้าและนักเดินทางชาวฮอลันดาได้เยี่ยมเยือนหรือทาธุรกิจใน
เกือบทุกประเทศของภูมิภาคนี้ และด้วยเหตุดังนั้นจดหมายเหตุของฮอลันดาเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้จึงมีจานวนมาก
ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย นอกจากรายงานของนายสถานีการค้าและพ่อค้าที่อยุธยาแล้ว ยังมีจดหมายเหตุเกี่ยวกับ
ประเทศไทยอีกหลายฉบับ ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง นายสถานีการค้าของฮอลันดาที่อยุธยาสองนายได้ผลิตจดหมายเหตุ
ไว้จานวนหนึ่ง คือ
นายสเฆาเตน (Joost Schouten) และนายเยเรเมียส ฟาน ฟลีท (Jeremias van Vliet) ในสมัยพระเพทราชา ยังมีจดหมาย
เหตุของ
ชาวฮอลันดาที่ได้แปลเป็นภาษาไทยแล้วอีกฉบับหนึ่ง คือ จดหมายเหตุของหมอแกมป์เฟอร์ นอกจากจดหมายเหตุชาวฮอลันดา
ที่ได้แปลแล้ว ยังมีจดหมายเหตุในภาษาฮอลันดาอีกจานวนมากที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งยังไม่ได้ถูกแปลออกเป็นภาษาไทย เป็น
ต้นว่า บันทึกรายวันของท่าเมืองปัตตาเวีย บันทึกนี้เป็นสิ่งที่พนักงานประจาท่าเมืองปัตตาเวียต้องการคาให้การของเรือที่แวะท่า
นั้น และจดบันทึกไว้เป็นรายวัน มีเรือของฮอลันดาที่ได้เดินทางมาค้าขายในกรุงศรีอยุธยากลับไป ก็ต้องรายงานไว้เช่นกัน นับว่ามี
ประโยชน์อย่างมากแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในช่วงร้อยปีสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ค่อยมีหลักฐาน
ต่างประเทศสาหรับตรวจสอบหลักฐานของไทยเองมากนัก
อังกฤษ อังกฤษเริ่มติดต่อกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบจะพร้อมกับฮอลันดา แต่ความสนใจของอังกฤษ
ต่อภูมิภาคนี้ลดลงเนื่องจากถูกกีดกันโดยฮอลันดา และการค้าของอังกฤษไม่ค่อยให้ผลกาไรดีนัก อย่างไรก็ตามมีนักเดินทางชาว
อังกฤษได้เดินทางสารวจภูมิภาคนี้ และได้เขียนจดหมายเหตุไว้จานวนไม่น้อย ตลอดเวลานับตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๒ ลงมา ทั้ง
อังกฤษยังมีสถานีการค้าอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ นายสถานีเหล่านี้บางคนก็ได้เขียนจดหมายเหตุเกี่ยวกับดินแดนที่สถานี
การค้าของตนตั้งอยู่เช่นกัน
ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย อังกฤษเริ่มติดต่อกับไทยหลังฮอลันดาไม่นานนัก แต่การค้าของอังกฤษในประเทศไทยไม่
สู้ก้าวหน้านัก เพราะประสบการขาดทุน ในขณะเดียวกันก็มีชาวอังกฤษที่ไม่ได้ทางานกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเข้า
มารับราชการกับไทย หรือมาค้าขายเป็นอิสระจากบริษัท ทั้งเจ้าพนักงานบริษัทและประชาชนอิสระเช่นนี้ ได้ทิ้งจดหมายเหตุที่มี
คุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้จานวนหนึ่ง เช่น จดหมายเหตุของนายยอร์ช ไวท์ เป็นต้น เอกสารการติดต่อระหว่างบริษัทและเจ้า
พนักงาน รวมทั้งพ่อค้าอิสระชาวอังกฤษที่เกี่ยวกับไทยในศตวรรษที่ ๒๒ นั้น หอสมุดวชิรญาณ (หรือหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน) ได้
จ้างคนคัดเลือกและคัดลอกจากหอเอกสารเมืองอังกฤษ ออกพิมพ์เป็นชุดไว้ในภาษาอังกฤษชื่อ “เอกสารบันทึกความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗” (Records of the Relations between Siam and Foreign
Countries in the ๑๗ the Century)
นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๒๔ เป็นต้นมา อังกฤษกลับมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย
อังกฤษมีความสาคัญเพิ่มขึ้นทั้งในทางการเมืองระหว่างประเทศและการค้า จดหมายเหตุที่ชาวอังกฤษเขียนเกี่ยวกับประเทศไทย
จึงทวีจานวนเพิ่มขึ้น และเป็นหลักฐานที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์มากขึ้นด้วย จดหมายเหตุของนายจอห์น ครอเฟิร์ด
ราชทูตอังกฤษซึ่งเข้ามาในประเทศไทย เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๖๔ เอกสารของนายเฮนรี เบอร์นี และ เซอร์จอห์น เบาริง ซึ่ง
เข้ามากรุงเทพฯ ใน พุทธศักราช ๒๓๙๘ เป็นจดหมายเหตุสาคัญที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเทศไทยในขณะนั้นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังมีจดหมายเหตุของบุคคลอื่น ๆ ในคณะทูตและพ่อค้าชาวอังกฤษอีกจานวนหนึ่ง เช่น จดหมายเหตุของนายพินเลย์สัน
ซึ่งเข้ามาพร้อมครอเฟิร์ด และจดหมายเหตุของนายนีลซึ่งเข้ามาเมืองไทยในปลายรัชกาลที่ ๓ เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเอกสารของ
รัฐบาลอังกฤษทั้งที่ลอนดอนและกัลกัตตาในอินเดีย ซึ่งมีเกี่ยวกับประเทศไทย ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๔ มาจนถึงสมัยหลังอีกจานวนมาก
ฝรั่งเศส ก่อนปลายศตวรรษที่ ๒๔ รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ค่อยมีบทบาทในเอเชียอาคเนย์มากนัก อย่างไรก็ตาม คณะ
บาทหลวงฝรั่งเศสได้มาตั้งกิจการดาเนินงานเผยแพร่ศาสนาในประเทศแถบนี้สืบเนื่องกันอยู่นาน ในกรณีของประเทศไทย ฝรั่งเศส
เคยมีบทบาทอย่างมากในศตวรรษที่ ๒๓ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มีจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศส บาทหลวง และพ่อค้า
ฝรั่งเศสเขียนเกี่ยวกับเมืองไทยในระยะนี้อยู่มาก ได้แก่ งานของซีโมน เดอ ลาลูแบร์ และของนิโคลาส์ แชร์แวส เอกสารของ
บาทหลวงและพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยสืบมาจนรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ได้แปลออกเป็นภาษาไทย และ
รวมอยู่ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร ในต้นรัตนโกสินทร์สังฆราชชาวฝรั่งเศสชื่อ ชังบัปติสต์ ปัลเลกัวซ์ ซึ่งได้พานักอยู่ใน
ประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ได้เขียนจดหมายเหตุ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ไว้ นับเป็นจดหมายเหตุที่เที่ยงตรงและทรงคุณค่าทาง
ประวัติศาสตร์อย่างมาก
ในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสยิ่งใกล้ชิดขึ้น ทั้งในเชิงเป็นอริและมิตร เอกสารรัฐบาล
ฝรั่งเศสที่เกี่ยวกับไทยจึงมีจานวนมาก จดหมายเหตุการณ์สารวจ เช่น ของ นายดูดาร์ต เดอ ลาเกร และ นายออกุสต์ ปาวี
ทาให้ได้รู้จักสภาพของไทยในเขตชนบทและในประเทศราชของไทยขณะนั้นดีขึ้นอย่างมาก
๒ จดหมายเหตุชาวพื้นเมือง
คาว่าจดหมายเหตุที่เคยใช้กันมามีความหมายค่อนข้างกว้างขวาง ถาวร บันทึกเหตุการณ์ที่ล่วงไปแล้วทั้งหมด คือ การ
บันทึกจดหมายเหตุ แต่เหตุการณ์ที่บันทึกไว้นั้นมักจะเป็นเหตุการณ์เพียงอันเดียว เช่น พระราชพิธีโสกันต์ หรือ แห่ช้างเผือก หรือ
มิฉะนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่กินระยะเวลาอันสั้น เช่นประสบการณ์ของคนในชั่วชีวิตเดียว หรือเพียงบางส่วนในชีวิตของผู้เขียน เช่น
จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป เป็นต้น ด้วยเหตุดังนั้น หนังสือพระราชพงศาวดารจึงไม่จัดเป็นจดหมายเหตุ ตานานพระแก้ว
มรกตก็ไม่จัดเป็นจดหมายเหตุ เพราะเป็นเรื่องที่ครอบคลุมระยะเวลายาวนาน อย่างไรก็ตาม มีการใช้คาว่าจดหมายเหตุกว้างขวาง
กว่านี้ คือหมายความถึงเอกสารเก่าทั้งหมด เช่น เอกสารรัฐบาลจาพวกท้องตรา ใบบอก และกฎหมาย ซึ่งเก็บรวบรวมอยู่ในแผนก
หนังสือตัวเขียนหอสมุดแห่งชาติ ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดจดหมายเหตุ หน่วยงานที่เก็บเอกสารเช่นนี้ก็เรียกว่า จดหมายเหตุแห่งชาติ ใน
ที่นี้ไม่ใช้คาว่าจดหมายเหตุในความหมายนี้ เพราะคลุมเครือและทาให้สับสน ในการกล่าวถึงจดหมายเหตุชาวพื้นเมือง
จาเป็นต้องจากัดลงให้เหลือแต่จดหมายเหตุไทย หรือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยเท่านั้น
ธรรมเนียมการบันทึกจดหมายเหตุ จะมีมาช้านานอย่างไรในประเทศไทยไม่ทราบได้ เนื่องจากหลักฐานจดหมายเหตุที่
เก่าแก่จริง ๆ ยังไม่อาจหาได้พบ แต่นับตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เป็นต้นมา ความจาเป็นของบ้านเมือง ในอันที่จะต้องรวบรวม
ขนบประเพณีและพระราชพิธีเก่า ไว้เป็นตารามีมากขึ้น จึงทาให้รัฐบาลต้องเป็นธุระสอบถาม รวบรวมความทรงจาของคนเกี่ยวกับ
เรื่องดังกล่าว บันทึกเก็บไว้ในรูปของจดหมายเหตุจานวนมาก เหตุฉะนั้นจดหมายเหตุของไทยในระยะ แรก ๆ จึงมีเนื้อความ
เกี่ยวกับสมัยปลายอยุธยาเป็นส่วนใหญ่ เช่น จดหมายเหตุขุนโขลน ซึ่งเกี่ยวกับธรรมเนียมการปกครอง และการจัดการเกี่ยวกับ
ท้องที่แถวพระพุทธบาท จดหมายเหตุเกี่ยวกับหนังราชสีห์ อันเป็นบันทึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสิงโตและหนังสิงโตตัว
หนึ่ง ซึ่งมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายไว้ในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์
ในต้นรัตนโกสินทร์เองก็ได้มีการจดบันทึกการพระราชพิธี ซึ่งได้จัดขึ้นโดยสอบสวนจากผู้รู้ครั้งกรุงเก่าได้มาก เมื่อจัดแล้วก็
จดบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุเพื่อใช้เป็นตาราในการจัดครั้งต่อไป เช่น จดหมายเหตุการณ์พระราชพิธีโสกันต์เจ้านาย จดหมายเหตุ
สมโภชช้างเผือก เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีจดหมายเหตุความทรงจาของบุคคล เช่น จดหมายเหตุความทรงจาของกรมหลวงนรินทร
เทวี หรือ ขัตติยราชปฏิพัทธ์ อันเป็นเรื่องความสัมพันธ์กันระหว่างสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยน
ทราบรมราชินี เมื่อก่อนจะทรงอุปภิเษกกัน เป็นต้น
หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า คาให้การ ก็มีลักษณะเป็นจดหมายเหตุอยู่เช่นกัน แม้แต่หนังสือคาให้การชาวกรุงเก่า
ซึ่งเป็นการให้การของชาวกรุงไทยที่ถูกพม่าจับเป็นเชลย ก็มีส่วนหนึ่งเป็นจดหมายเหตุ ได้แก่ ธรรมเนียมการปกครอง กฎหมาย
และการพระศาสนาในอยุธยา เป็นต้น
พระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในสมัยโบราณนั้น เป็นภาระหน้าที่ของเจ้าพนักงานเก็บไว้ในหอศาสตราคม เอกสารจากหอ
ศาสตราคมครั้งอยุธยาได้สูญหายไปหมดแล้ว เฉพาะที่เหลืออยู่เป็นของกรุงรัตนโกสินทร์และกินระยะเวลาอันสั้น ก็เรียกว่าจดหมาย
เหตุหอศาสตราคม ลักษณะการจดบันทึกเหตุการณ์สาคัญโดยบุคคลเช่นนี้ บางทีก็เรียกจดหมายเหตุเช่นกัน ดังเช่น จดหมายเหตุจ
มื่นเก่งศิลป์ซึ่งเป็นโหร จดบันทึกเหตุการณ์สาคัญเป็นสถิติสาหรับวิชาโหราศาสตร์ของตน จดหมายเหตุประเภทนี้มีลักษณะคาบ
เกี่ยวกับบันทึกซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า
นอกจากจดหมายเหตุซึ่งเป็นภาษาไทยแล้ว ยังมีจดหมายเหตุในภาษาอื่น ๆ ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเกี่ยวข้อง
กับประเทศไทยอยู่เหมือนกัน เช่น จดหมายเหตุในภาษาลาว เขมร ไทยลานนา มลายู มอญ พม่า เป็นต้น แต่การศึกษาในด้านนี้ยัง
มีน้อยและไม่มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยอยู่เสมอ
๓ ตานาน
ได้แก่เรื่องราวหรือประวัติความเป็นมาของเมือง ปูชนียสถาน บุคคลสาคัญ ปูชนียวัตถุที่สืบตกทอดกันมา ทั้งโดยการ
จดจาบอกเล่า และรวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยหนึ่งก่อนที่คาว่าประวัติศาสตร์จะใช้กันอย่างแพร่หลายใน
ภาษาไทย นักประวัติศาสตร์ใช้คาว่า “พงศาวดาร” แทนงานประวัติศาสตร์ทางการเมือง แต่งานที่ไม่เป็นประวัติศาสตร์การเมืองก็
ไม่อาจใช้คาว่าพงศาวดารได้ จึงเลี่ยงไปใช้คาว่าตานานแทน เหตุฉะนั้น จะมีงานที่เขียนในรุ่นหลังพวกหนึ่งซึ่งเรียกว่าตานาน เช่น
“ตานานพุทธเจดีย์สยาม” “ตานานวังหน้า” หรือ “ตานานการเลิกบ่อนเบี้ยและเลิกหวย” งานเหล่านี้มีลักษณะไม่เหมือนตานาน
ตามความหมายแบบเก่า แท้ที่จริงคืองานประวัติศาสตร์นิพนธ์ตามปกติ
ด้วยเหตุผลที่ตานานทั้งหลาย มักจะเริ่มต้นด้วยการจดจาบอกเล่ากันมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีผู้รวบรวมเขียนขึ้นไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษร ตานานจึงดูดซึมเอานิทาน นิยาย คติชาวบ้านและข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ในเรื่อง
เดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ของตานานกลายเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของตานานไป การรวบรวมตานานเขียนขึ้นนั้นบางครั้งก็มิได้ตั้ง
ชื่อว่าตานาน แต่เนื่องจากลักษณะเด่นของตานานก็ยังคงอยู่ คือ การผสมปนเปอย่างมากกับความเชื่อคติชาวบ้าน และนิทาน นิยาย
แม้ว่าไม่เกี่ยวกับประวัติของสถานที่หรือปูชนียวัตถุสถานใด ๆ ก็ยังจัดว่าเป็นงานตานานอยู่นั่นเอง เช่น พงศาวดารเหนือ เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่า ตานานเป็นหลักฐานที่เก่าแก่มากที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย เพียงแต่ว่าตานานถูกรวบรวมเขียนขึ้นช้า
นานภายหลังจากที่บอกเล่าจดจากันมาหลายชั่วคน จึงทาให้รูปลักษณะของตานานที่เราสามารถพบได้ในปัจจุบันผันแปรไปอย่าง
มากแล้ว แม้กระนั้นตานานก็ให้อิทธิพลแก่งานเขียนทางประวัติศาสตร์ชนิดอื่น ๆ อย่างสูง เพราะเนื้อหาในตานานจะถูกนักเขียน
ประวัติศาสตร์ลอกเลียนไปในงานของตน
เมืองสาคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ จะมีตานานของเมือง ตัวอย่างเช่น ในลานนาไทยมีตานานสาคัญ ๆ
อยู่มาก เช่น ตานานพิงควงศ์ เป็นเรื่องราวของเชียงใหม่ ตานานเมืองหริภุญไชย เป็นเรื่องของเมืองลาพูน ตานานหิรัญนครและ
ตานานสิงหนวัติกุมาร เป็นเรื่องของการตั้งถิ่นฐานของคนไทยในบริเวณลุ่มน้ากก นอกจากนี้ยังมีตานานเกี่ยวกับปูชนียวัตถุสถานที่
สาคัญของพุทธศาสนาอีกด้วย เช่น ตานานพระธาตุช่อแฮ ตานานพระธาตุจอมทอง ตานานพระแก้วมรกต (ซึ่งมีผู้แต่งเป็นภาษา
บาลีชื่อ รัตนพิมพวงศ์) เป็นต้น
ลักษณะเช่นนี้ก็เกิดในภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเช่นกัน นิทานเรื่องพระร่วง คือ
ตานานเกี่ยวกับบุคคลสาคัญเช่นเดียวกับสิงหนวัติกุมารของภาคเหนือ นิทานหรือประวัติศาสตร์ของเมืองต่าง ๆ ในพงศาวดารเหนือ
คือตานานที่เกี่ยวกับเมืองในท้องที่ภาคกลางของประเทศ ในท้องที่ต่าง ๆ เกือบทุกแห่งของประเทศ ยังมีตานานของสถานที่ใน
ละแวกต่าง ๆ ซึ่งชาวบ้านเล่าสืบกันมา โดยยังไม่มีใครจดขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอีกมาก พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราชใน
ตอนต้น และนิทานเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเฮืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีลักษณะเป็นตานานเช่นกัน
ตานานต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์แฝงอยู่ เพราะมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงเป็น
พื้นฐาน แต่การที่มีเรื่องราวพิสดารผิดแผกไปจากความจริงนั้น เป็นเพราะเหตุหลายประการ เช่น การเพิ่มเติมเสริมแต่งให้เหมาะสม
กับศรัทธาความเชื่อของคนตามกาลสมัย การพยายามอธิบายหรือเล่าเรื่องใหม่ โดยอาศัยพื้นฐานของเรื่องเดิมเป็นส่วนประกอบ
สาคัญ ตัวอย่างเช่น เรื่องพระร่วง พระลือ ซึ่งเป็นบุคคลสาคัญที่เป็นจริงในประวัติศาสตร์ จะถูกนามาประกอบกับตานานมากมาย
หลายเรื่อง นอกจากนี้ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ตานานมักจะเริ่มด้วยการบอกเล่าจดจามาก่อนทั้งสิ้น ทาให้มีการดัดแปลงเสริมแต่งได้
ง่าย
เนื่องจากตานานส่วนใหญ่มีเรื่องที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ ไม่น่าเป็นไปได้ เช่น การเสด็จมาปรากฏของพระพุทธองค์เพื่อทรง
พยากรณ์ในบริเวณต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้ และความคลาดเคลื่อนของกาลเวลา ทาให้คนส่วนมากเห็นว่า ตานานเป็นเรื่องเหลวไหล
ไม่น่าเชื่อถือ ตานานจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกละเลย หรือประเมินคุณค่าต่าในหมู่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลัง แต่ที่จริง
แล้ว ตานานถูกใช้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ตลอดมา เพราะก่อนที่จะมีการเรียบเรียงพระราชพงศาวดารขึ้นอย่างเป็นทางการนั้น
การเรียนรู้และรักษาประวัติความเป็นมาของเรื่องต่าง ๆ ที่ทากันในลักษณะตานานเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้หลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ประเภทอื่นได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตานานมีเค้าความจริงอยู่เสมอ ในปัจจุบันความสนใจใช้ตานานเป็นหลักฐาน
ประวัติศาสตร์ได้เพิ่มมากขึ้น แต่การใช้ตานานเป็นหลักฐานนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่อาจนามาใช้อย่างตรงไปตรงมาทันที
เหมือนเอกสารหลักฐานประเภทอื่น ผู้ใช้จะต้องทาความเข้าใจกับความหมายและวิธีการของการเขียนตานาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์
แตกต่างกันไปตามลักษณะของตานานนั้น ๆ เช่น ตานานที่เกี่ยวกับศาสนา ผู้เรียบเรียงต้องการจะให้น้าหนักความสาคัญของความ
ต่อเนื่อง ระหว่างพุทธศาสนาในไทยกับอินเดียหรือลังกา จึงมักจะมีการดัดแปลงชื่อของตาบลสถานที่และกาลเวลาให้เหมาะสมกับ
วัตถุประสงค์ดังกล่าว เป็นต้นว่านาเอาเรื่องพุทธพยากรณ์เข้ามา เป็นต้น
งานศึกษาตานานที่น่าสนใจได้แก่ “พงศาวดารโยนก” ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ที่ได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อ
พุทธศักราช ๒๔๔๙ ผู้เรียบเรียงได้รวบรวมตานานต่าง ๆ ที่เป็นต้นฉบับอักษรพื้นเมืองภาคเหนือมาเรียบเรียงขึ้นใหม่ ให้เป็นเรื่อง
ต่อเนื่องกัน โดยสอบสวนเทียบเคียงกับหลักฐานเอกสารอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเวลานั้น เช่น พระราชพงศาวดารพม่ารามัญ ไทยใหญ่
ลานช้าง จีน ไทย เขมร และเอกสารภาษาอังกฤษ ทาให้เกิดผลงานใหม่ที่ผู้เรียบเรียงใช้ชื่อว่า “ตานานโยนก” นับเป็นเอกสาร
หลักฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากชิ้นหนึ่ง
๔ พงศาวดารแบบพุทธศาสนา
ความนิยมของเหล่ากุลบุตรที่จะได้ไปบวชเรียนในลังกาทวีป ทาให้ประเพณีนิยมแบบลังกาบางอย่าง ที่นอกเหนือจากพุทธ
ศาสนาหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยผ่านพระภิกษุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และ ๒๒ เป็นต้นมา ได้เกิดความนิยมเขียน
ประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารที่ลอกเลียนจารีตของการเขียนพงศาวดารลังกาขึ้นในประเทศไทยบ้าง ศูนย์กลางสาคัญของกลุ่มภิกษุ
ที่นิยมเขียนพงศาวดารทานองนี้อยู่ที่เชียงใหม่ อันเป็นนครหลวงของอาณาจักรลานนาไทย และกระจายออกไปจนถึงเมืองอื่น ๆ ใน
ลานนาด้วยกันเอง ตลอดจนถึงเชียงตุงและเชียงรุ้งในสิบสองปันนา เป็นต้น
จารีตของการเขียนพงศาวดารแบบลังกานั้นก็คือ การอาศัยประวัติของพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของเรื่องราว โดยการ
ย้อนกลับไปกล่าวตั้งแต่สมัยพุทธกัปแรก บางครั้งก็ย้อนไปเล่าตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระองค์แรกใน ๒๕ พระองค์ที่จะมาตรัสในโลกนี้
บางครั้งก็ย้อนไปเล่าตั้งแต่องค์แรกใน ๕ พระองค์สุดท้ายที่จะมาตรัสในโลกนี้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเล่าถึงการสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์
ซึ่งจะมาตรัสเป็นพระสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้าในสมัยของเรานี้ ถัดจากนั้นก็บรรยายพุทธประวัติอย่างสั้น ๆ แล้วก็ดาเนินความ
เกี่ยวกับว่าพุทธศาสนาได้ขยายไปยังดินแดนของตนอย่างไร ได้มีกษัตริย์พระองค์ใดบ้างทั้งในอินเดียและที่อื่น ๆ ซึ่งได้เป็นองค์เอก
อัครศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า พระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย และพระเจ้าทุฏฐคามินีแห่งลังกา เป็นต้น เนื้อหาของ
พงศาวดารประเภทนี้ก็คือ เรื่องราวของวงศ์ขององค์ศาสนูปถัมภกและพระศาสนาในดินแดนถิ่นประเทศของตน
การเขียนพงศาวดารประเภทนี้ในประเทศไทย ระยะแรกก็เริ่มเขียนกันเป็นภาษาไทยก่อน โดยอาศัยข้อมูลจาก
พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาต่าง ๆ ผสมกับตานานนิทานพื้นบ้านที่จดจาบอกเล่าสืบกันมาแต่โบราณ เป็นต้นว่าหนังสือมูล
ศาสนา ซึ่งคงจะเขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากนั้นก็มีพระภิกษุที่ชานาญในภาษาบาลี เขียนพงศาวดารแบบเดียวกันนี้
แต่เขียนเป็นภาษาบาลี เพื่อให้สอดคล้องกับ มหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ซึ่งเขียนในภาษาบาลีเช่นกัน จึงเกิดหนังสือเช่น ชินกาลมาลี
ปกรณ์ (แปลโดยอรรถว่า เรื่องราวแห่งกาลเวลาของพระพุทธศาสนาอันร้อยกรองไว้ประหนึ่งพวงดอกไม้) ซึ่งก็มีลักษณะดังที่ได้
กล่าวแล้วคือ เล่าความย้อนกลับไปตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรก จนถึงเมื่อพระพุทธศาสนาได้ขยายเข้ามาสู่ลานนาไทยสืบมาจนถึง
สมัยที่เขียน ความนิยมที่จะเอาตานานและเรื่องเล่าต่าง ๆ เขียนขึ้นไว้เป็นภาษาบาลีก็แพร่หลาย มีหนังสือประวัติศาสตร์ในภาษา
บาลีเช่นนี้เกิดขึ้นจานวนมาก เช่น จามเทวีวงศ์ อันเป็นประวัติของนางจามเทวี เจ้าแผ่นดินลาพูนหรือหริภุญไชย และเชื้อสายของ
พระนางสิงหิงคนิทาน อันเป็นประวัติของพระพุทธสิหิงค์ รัตนพิมพวงศ์ ประวัติของพระแก้วมรกต เป็นต้น
คุณค่าของหนังสือพงศาวดารประเภทนี้ก็คือ ได้รวบรวมเอาตานานหรือนิทานที่จดจาบอกเล่ามาเขียนขึ้นไว้เป็นลาย
ลักษณ์อักษร ก่อนหน้าการรวบรวมรุ่นหลัง ๆ เป็นเวลานาน ทาให้ตานานนิทานเหล่านั้นยุติไม่ผันแปรต่อไป นอกจากนี้การกล่าวถึง
ประวัติพุทธศาสนาในดินแดนลานนาไทย ก็ทาให้ได้รู้ประวัติศาสตร์ทั้งของลานนาไทยเอง และดินแดนใกล้เคียง เช่น สุโขทัย
อยุธยา และพม่าอีกด้วย นับว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นสองที่ทรงคุณค่าอย่างมาก
๕ พระราชพงศาวดาร
ในราวสมัยเดียวกับที่เชียงใหม่กาลังเฟื่องฟูอยู่ด้วยการเขียนพงศาวดารแบบลังกาเป็นภาษาบาลีอยู่นั้น ที่อยุธยาก็ได้
พัฒนาการนิพนธ์ประวัติศาสตร์อีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งแทนที่จะใช้พระพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของท้องเรื่อง กลับใช้เรื่องราวของ
กษัตริย์ที่ครองราชย์บัลลังก์อยุธยาเป็นแกนกลาง และเรียกงานนิพนธ์เช่นนี้ว่า พระราชพงศาวดาร อันมีความหมายว่า เรื่องราวของ
องค์พระเป็นเจ้าผู้อวตารสืบวงศ์ลงมา
พระราชพงศาวดารฉบับเก่าที่สุดคงได้สูญหายไปแล้ว เหลืออยู่เพียงชิ้นส่วนเป็นฉบับปลีกไม่กี่หน้าเก็บรักษาอยู่ในหอสมุด
แห่งชาติปัจจุบันพระราชพงศาวดารฉบับที่ค่อนข้างสมบูรณ์เท่าที่เหลือมาถึงปัจจุบันที่เก่าที่สุด คือ พระราชพงศาวดารฉบับหลวง
ประเสริฐ ซึ่งเขียนขึ้นในรัชสมัยพระนารายณ์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ พระราชพงศาวดารฉบับนี้เป็นความสังเขป คือ ไม่ให้
รายละเอียดของเหตุการณ์มากนัก เป็นเพียงกล่าวถึงอย่างย่อโดยเรียงลาดับศักราชลงมาเท่านั้น ถือกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า
เป็นพระราชพงศาวดารที่มีข้อมูลแม่นยาที่สุด
ธรรมเนียมการนิพนธ์พระราชพงศาวดารยังถือปฏิบัติต่อกันมาเรื่อย ๆ โดยอาศัยการชาระพระราชพงศาวดารเก่าที่มีอยู่
ซึ่งหมายถึงการดัดแปลงแก้ไขและการแต่งเติมเรื่องราวต่อมาจนถึงใกล้สมัยที่มีการชาระ จึงมีพระราชพงศาวดารฉบับต่าง ๆ ใน
ปัจจุบันนี้หลายฉบับ เนื้อความส่วนใหญ่ตรงกัน และมักจะใช้ถ้อยคาตรงกันอยู่มากด้วย เพราะคัดลอกกันมานั่นเอง พระราช
พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันหลังจากฉบับหลวงประเสริฐแล้วก็มี พระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม พระ
ราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์ (หรือบางครั้งเรียกว่าฉบับ หมอบรัดเล หรือฉบับพิมพ์สองเล่ม) พระราชพงศาวดารสังเขปฉบับ
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ชื่อฉบับเหล่านี้ล้วนตั้งขึ้นในภายหลังเพื่อหมายรู้
ได้เท่านั้น โดยอาศัยลักษณะเฉพาะของต้นฉบับ หรือชื่อของผู้ที่ได้ค้นพบและมอบให้แก่หอสมุด เช่น ฉบับหลวงประเสริฐ ที่เรียก
เช่นนี้เพราะผู้พบคือหลวงประเสริฐอักษรนิติ ฉบับพระราชหัตถเลขามีชื่อเช่นนี้ก็เพราะมีลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ที่ริมหน้ากระดาษ เพราะทรงตรวจแก้พระราชพงศาวดาร เป็นต้น ส่วนฉบับพระพนรัตน์นั้น ได้ชื่อเช่นนี้
เพราะบัดนี้รู้ได้แน่แล้วว่าพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน เป็นผู้แต่งชาระในสมัยรัชกาลที่ ๑
พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีมีอยู่ ๔ ฉบับ ได้แก่ ฉบับพันจันทนุมาศ ซึ่งมีข้อความตรงกันกับฉบับบริติชมิวเซียม ฉบับ
ของ
กองวิชาการ กระทรวงธรรมการ ซึ่งได้แก้ไขฉบับพันจันทนุมาศไปบ้าง และฉบับที่เป็นส่วนหนึ่งของฉบับพระราชหัตถเลขา
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์สอบสวนเอกสารเก่า
เพื่อเขียนพระราชพงศาวดารขึ้นชุดหนึ่ง จึงเกิดพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น มีอยู่สี่รัชกาลแรก เรียกกันว่า พระราช
พงศาวดาร ฉบับ
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์
พระราชพงศาวดาร เป็นหลักฐานค่อนข้างสาคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ แม้ว่ามีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่ก็ให้
ประโยชน์อย่างมากแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ได้อาศัยพระราชพงศาวดารเป็นพื้นฐานของ
เรื่องราวของตนยิ่งกว่าหลักฐานอื่นใด
๖ เอกสารราชการหรือเอกสารการปกครอง
ส่วนใหญ่ของเอกสารการปกครองในประวัติศาสตร์ไทยได้สูญหายไปแล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเสียกรุงศรีอยุธยาก็
เป็นได้ แต่ที่สาคัญเกิดจากการไม่มีธรรมเนียมหรือระบบการเก็บเอกสารราชการมาตั้งแต่โบราณ จนการตั้งกระทรวงทบวงกรม
ขึ้นตามแบบปัจจุบันในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเริ่มมีการเก็บเอกสารราชการอย่างมีระบบ เอกสารการปกครองหรือเอกสารของรัฐบาล
ในสมัยก่อนหน้านี้จึงกระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ อย่างมาก
ในสมัยที่หอสมุดแห่งชาติถือกาเนิดขึ้นในนามของหอพระสมุดวชิรญาณ สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ซึ่งทรง
เป็นนายกสภาหอพระสมุด ได้ทรงเอาพระทัยใส่ในการเก็บรวบรวมเอกสารการปกครองของเก่าเท่าที่จะหาได้ตามหน่วยราชการ
หรือตกเป็นสมบัติของเอกชน เก็บไว้เป็นแผนกหนึ่งในหอพระสมุด เอกสารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเอกสารการปกครองในรัฐบาล
นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ลงมา ส่วนเอกสารในสมัยอยุธยาและธนบุรีนั้นมีอยู่น้อยชิ้น ปัจจุบันนี้เอกสารเหล่านี้มี
จานวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหอสมุดแห่งชาติได้รับเพิ่มเติมจากส่วนราชการบางแห่ง และอยู่ในความดูแลของแผนกหนังสือตัวเขียน
เอกสารการปกครองเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วย
๑ ใบบอก ได้แก่ รายงานของข้าราชการส่วนภูมิภาค หรือข้าหลวงต่างพระเนตร ซึ่งถูกส่งไปกระทากิจเฉพาะอย่างใด
อย่างหนึ่งแก่รัฐบาลหรือเจ้านายบางพระองค์ ใบบอกเหล่านี้มักจะเป็นต้นฉบับที่แท้จริง เขียนอยู่ในกระดาษสา (กระดาษบางและ
เบาที่ใช้ที่ใช้ทาว่าว) ซึ่งส่งมายังรัฐบาลกลางจริง และนี่คือเหตุผลที่ยังเหลือตกทอดมาได้ ใบบอกเหล่านี้มีจานวนมาก แม้ว่าสูญ
หายไปก็จานวนมากกว่ามากก็ตาม เป็นเรื่องราวบอกให้กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินบ้าง กราบทูลแก่เจ้านายบางพระองค์บ้าง เกี่ยว
ด้วยเรื่องต่าง ๆ กว้างขวาง นับตั้งแต่เรื่องปกติในการปกครอง เช่น ส่งส่วย ส่งสิ่งที่เกณฑ์ รายงานน้าฝนต้นข้าว บอกส่งโจรผู้ร้าย
หรือ คดีความ ตลอดจนเรื่องใหญ่ ๆ เช่น บอกเกี่ยวกับการรบทัพจับศึก เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น
๒ สารตราศุภอักษร สารตรา คือ หนังสือของเสนาบดีจากส่วนกลางมีไปยังเจ้าเมือง ศุภอักษร คือ หนังสือของ
เสนาบดีมีไปยังเจ้าประเทศราช หรือหนังสือของเจ้าประเทศราชมีมายังเสนาบดี กล่าวโดยสรุปคือคาสั่งจากรัฐบาลกลางนั่นเอง
เอกสารประเภทนี้ที่มีเหลือเก็บอยู่ในแผนกหนังสือตัวเขียนมักไม่เป็นเอกสารตัวจริง เนื่องจากตัวจริงก็ย่อมต้องส่งไปยังส่วนภูมิภาค
แล้ว แต่เป็นฉบับร่าง โดยในสมุดแบบเก่า สมุดเหล่านี้มักทาด้วยกระดาษสีดาจึงมักเรียกว่าสมุดดา แต่บางครั้งก็ใช้กระดาษขาว
เช่นกัน จึงเรียกสมุดขาวก็มี ร่างของหนังสือเหล่านี้บางทีก็จะพบรอยแก้ไขตัดทอนข้อความ และมักจะมีคารับรองของปลัดกรมว่าได้
ตรวจแก้เป็นที่พอใจแล้ว เสมียนก็จะคัดลอกข้อความลงในกระดาษสาเพื่อให้เสนาบดี หรือเจ้ากรมได้ลงตราประทับตามตาแหน่ง
และส่งออกไป เพราะฉะนั้น แม้จะมิใช่เอกสารตัวจริง แต่ก็เห็นได้ว่าไม่น่าจะคลาดเคลื่อนจากเอกสารตัวจริงนัก
๓ บัญชีทูลเกล้า เอกสารเหล่านี้มักจะอยู่ในรูปของสมุดดาเช่นกัน เป็นรายงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางทาขึ้นเป็น
บัญชีสรุปรายปีเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เพื่อทูลเกล้าถวายให้พระเจ้าแผ่นดินได้ทอดพระเนตร บัญชีเหล่านี้มีอยู่หลายชนิด เช่น บัญชี
ปืนใหญ่ บัญชีเลิกไพร่กรมกองต่าง ๆ บัญชีภาษี บัญชีการใช้จ่าย บัญชีเกี่ยวกับการค้ากับเมืองจีน หรือเมืองอื่น ๆ ตลอดจนบัญชี
หนังสือในหอหลวง เป็นต้น
๔ บันทึก มีเอกสารอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจานวนน้อยกว่าที่กล่าว ๓ ประเภทนั้น ได้แก่ บันทึกที่ผู้บังคับบัญชาตามคาสั่ง
ให้บันทึก หรือเป็นบันทึกพระบรมราชโองการ เป็นต้น การบันทึกเหล่านี้เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องราชการเป็นส่วนใหญ่ บันทึกบางฉบับ
ได้พิมพ์แล้ว และเป็นที่รู้จักกันดี เช่น “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” อันเป็นบันทึกของหลวงอุดมสมบัติ เกี่ยวด้วยการประชุม
เสนาบดีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงระยะเวลาที่ผู้บังคับบัญชาของหลวงอุดมสมบัติไม่อยู่ในพระนคร
เพราะต้องนาทัพไปปราบหัวเมืองมลายู หรือบันทึกพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเอง เมื่อใกล้จะเสด็จ
สวรรคตได้โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในจดบันทึกพระบรมราชโองการออกมายังเสนาบดีและเจ้านายที่สาคัญ ทรง
พระราชดาริด้วยผู้ที่จะควรขึ้นครองราชย์สมบัติต่อไป บันทึกนี้ก็ได้รวมพิมพ์อยู่ใน “จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต” เป็นต้น
๕ คาให้การ มีเอกสารอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีจานวนไม่มากเช่นกัน ได้แก่ คาให้การต่าง ๆ อันได้แก่ คาให้การของคดีซึ่ง
กราบบังคมทูลขึ้นไปเพื่อทรงพระราชวินิจฉัยหรือโปรดให้ข้าราชการวินิจฉัย นอกจากนี้ก็มีคาให้การของข้าศึกที่จับมาจากสงคราม
หรือของพ่อค้าเอกชนที่ได้เดินทางไปในที่แปลก ๆ เช่น บาหลี หรือในประเทศซึ่งไม่ค่อยจะรู้ความเป็นไป เช่น เวียดนาม
เอกสารเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าอย่างสูงในประวัติศาสตร์ไทย ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อสนเทศที่สาคัญเกี่ยวกับประเทศเพื่อน
บ้านด้วย เนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์ในเชิงต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศข้างเคียงอยู่มาก บางส่วนของเอกสารการปกครองเหล่านี้ ได้
ถูกตีพิมพ์ขึ้นแล้ว เช่น จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ ซึ่งได้พิมพ์เอกสารเหล่านี้รวบรวมเป็นรายปี แต่ก็ยังไม่ครบ นอกจากนี้ก็มี
“จดหมายเหตุเกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชกาลที่ ๓” ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร ซึ่งก็มีเอกสารตัวจริงเก็บอยู่ใน
แผนกหนังสือตัวเขียนหอสมุดแห่งชาติเช่นกัน
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อได้ทรงจัดการบริหารของรัฐบาลกลางให้เป็นแบบใหม่ขึ้นบ้างแล้ว เอกสารการปกครองก็ทวี
จานวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยเหตุที่มีการเก็บเอกสารดีขึ้น และที่สาคัญก็คือการบริหารแบบใหม่นี้ต้องการเอกสาร หรือการ
เขียนมากกว่าวิธีบริหารแบบเก่าเป็นอันมาก เอกสารการปกครองเหล่านี้มีเก็บไว้ใน “หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เอกสารเหล่านี้มี
ลักษณะคล้ายกับที่กล่าวแล้ว เพราะเป็นเอกสารการปกครองเช่นเดียวกัน กล่าวคือเป็นการติดต่อกันระหว่างรัฐบาลและข้าราชการ
ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ยังมีลายพระราชหัตถเลขาของพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทาน
พระราชมติในเรื่องต่าง ๆ อีกด้วย และมีรายงานของข้าราชการในเรื่องต่าง ๆ ละเอียดขึ้น เช่น รายงานการตรวจราชการ รายงาน
ความคิดเห็นเพื่อกราบบังคมทูล เป็นต้น เป็นต้น
หลัง พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไปแล้ว เอกสารบางส่วนก็มีเก็บที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเช่นกัน เป็นต้นว่า เอกสารที่ส่งไป
จากกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่เอกสารการปกครองส่วนอื่น ๆ ยังกระจายอยู่ตามกระทรวงทบวงกรมอื่น ๆ อีกมาก อาจ
หวังได้ว่า ตามหัวเมืองซึ่งเคยเป็นที่รับเอกสารการปกครองจากส่วนกลาง ยังมีเอกสารเหล่านี้เหลืออยู่บ้างในบางเมือง อย่างไรก็ตาม
ยังไม่ได้มีการสารวจอย่างจริงจังในเรื่องนี้ เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่จาเป็นว่าจะต้องอยู่ในความครอบครองของทางราชการ อาจจะ
ตกค้างอยู่กับเอกชนเชื้อสายของเจ้าเมืองเก่าก็ได้ เพราะระบบการเก็บเอกสารราชการแพร่เข้ามาสู่ส่วนภูมิภาคช้ากว่าในกรุงเทพฯ
นอกจากเอกสารการปกครองที่เป็นของรัฐบาลแล้ว เอกสารธุรกิจและการปกครองของบริษัท หรือสหภาพแรงงาน
รัฐวิสาหกิจหรือองค์การเอกชน เช่น คณะเผยแพร่ศาสนา ก็ล้วนเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีประโยชน์เช่นกัน หากแต่ว่าใน
ประเทศไทย การเปิดโอกาสให้ใช้หลักฐานเหล่านี้ยังทาได้ไม่สะดวก และไม่ค่อยมีนักประวัติศาสตร์ที่พยายามใช้หลักฐานเหล่านี้นัก
๗ วรรณคดี
ส่วนใหญ่ของงานทางวรรณคดีได้พิมพ์ขึ้นแล้ว ยกเว้นแต่เพียงวรรณคดีสานวนท้องถิ่น ซึ่งได้รับความสนใจศึกษากันไม่
นานนี้ และเป็นผลให้ได้พิมพ์หนังสือวรรณคดีท้องถิ่นมากขึ้น เช่น มหาชาติเมืองเพชร คือเวสสันดรชาดกฉบับที่พบในเมืองเพชรบุรี
หรือเรื่องพระลัก-พระลามอันเป็นเรื่องรามเกียรติ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น วรรณคดีก็นับเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์
ในการศึกษาประวัติศาสตร์เช่นกัน เพราะมีเนื้อความที่ทาให้ผู้ศึกษา สามารถรู้ขนบธรรมเนียม ชีวิตความเป็นอยู่ และความรู้สึกนึก
คิดของคนในสมัยที่เขียนขึ้นได้
๘ บันทึก
หลักฐานประเภทที่เรียกว่าบันทึกนี้ มุ่งหมายเอาการบันทึกเหตุการณ์ของบุคคลเป็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวด้วยเรื่องราชการ
หรือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ในประเทศไทย นักเขียนไม่ได้รับการสนับสนุนให้แสดงตัวอย่างเปิดเผยในงานของตนมาแต่โบราณ
เพิ่งมาในระยะหลังที่นักเขียนจะนิยมแสดงตัวในงานของตนเอง ทาให้ธรรมเนียมการเขียนบันทึกส่วนตัวไม่เกิดขึ้นจนถึงสมัยหลัง
แม้กระนั้นก็ไม่ค่อยแพร่หลายนัก นักการเมืองหรือบุคคลสาคัญไม่ค่อยจะได้เขียนบันทึก หรือพิมพ์เผยแพร่บันทึกของตนมากนัก
ที่ได้พิมพ์ไปแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นประเภทบันทึกความทรงจามากกว่าบันทึกรายวัน แม้กระนั้นก็นับว่าเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์ใน
การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่น้อยเช่นกัน บันทึกที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีได้แก่ “ความทรงจา” อันเป็นพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จกรม
พระยาดารงราชานุภาพ “จดหมายเหตุความทรงจา” ของกรมหลวง
นรินทรเทวี “ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๒” ของ นายดิเรก ชัยนาม “บันทึกพระยาทรงสุรเดช” และ “งานใต้ดินของพันเอก
โยธี” ของ
พลเอกเนตร เขมะโยธิน เป็นต้น
นอกจากบันทึกที่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่ายังมีบันทึกของบุคคลสาคัญอื่น ๆ ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์อยู่อีก
ซึ่งทายาทของบุคคลนั้น ๆ อาจพิจารณาที่พิมพ์ได้อีกในภายหลัง ยิ่งกว่านี้ประเพณีการเขียนบันทึกเช่นนี้อาจจะแพร่หลายขึ้น และ
อาจมีบุคคลสาคัญเขียนบันทึกเช่นนี้กันมากขึ้นกว่าที่แล้วมาในอนาคตก็ได้
ควรเข้าใจด้วยว่า บันทึกของบุคคลที่มิได้มีบทบาทสาคัญทางการเมือง ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ดี เพราะทาให้
เห็นชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดของคนในสมัยต่าง ๆ ได้ด้วย บันทึกเช่นนี้บางเล่มก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเก่า ๆ เช่น หนังสือ
เรื่อง ฟื้นอดีต ของ พระยาอนุมานราชธน หรือ เมื่อวานนี้ กับ เด็กคลองบางหลวง ของกาญจนาคพันธ์ (ขุนวิจิตรมาตรา) เป็นต้น
๙ จดหมายส่วนตัว
จดหมายส่วนตัวของบุคคลที่มีบทบาทมากในประวัติศาสตร์ ก็เป็นหลักฐานที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษา
ประวัติศาสตร์ นอกจากจะทาให้รู้จักบุคคลนั้น ๆ ดีขึ้นแล้ว จดหมายส่วนตัวยังมักจะมีข้อสนเทศที่สาคัญอื่น ๆ เกี่ยวกับนโยบาย
หรือเบื้องหลังของเหตุการณ์ ซึ่งไม่ค่อยจะได้พบในเอกสารที่เป็นของสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยไม่ค่อยมีการเก็บ
จดหมายส่วนตัวกันอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ของจดหมายส่วนตัวก็คงสูญหายไปหมดแล้ว นอกจากพระราชหัตถเลขาของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา ซึ่งเหลือตกทอดมาบ้าง และได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นอยู่ไม่น้อยแล้ว
๑๐ งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์และวิทยานิพนธ์
แม้ว่าการนิพนธ์งานทางประวัติศาสตร์ ได้มีมาในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว แต่ในที่นี้ต้องการจากัดความหมายให้
แคบแต่เพียงงานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นวิชาการ เพราะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก งานนิพนธ์ประเภทนี้เริ่มใน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระเจ้าแผ่นดินเองได้ทรงพระราชนิพนธ์บทความทางประวัติศาสตร์ไว้จานวน
หนึ่ง เช่น เรื่องปฐมวงศ์ ตานานพระแก้วมรกต เป็นต้น เป็นต้น งานนิพนธ์ประเภทนี้ยิ่งเฟื่องฟูขึ้นในสมัยต่อมา จนอาจกล่าวได้ว่า
เข้ามาแทนที่การนิพนธ์งานทางประวัติศาสตร์แบบเก่า (เช่น พระราชพงศาวดาร ตานาน หรือพงศาวดารแบบพุทธศาสนาเสียหมด)
จนสิ้นเชิง แม้ว่างานนิพนธ์เหล่านี้มักเป็นหลักฐานรองเป็นส่วนใหญ่ (โดยเนื้อหาในหนังสือนั้น) แต่ก็มีคุณค่าอย่างมากในการศึกษา
ประวัติศาสตร์ เพราะช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจเรื่องราวได้รวดเร็ว เหมาะสาหรับการศึกษาชนิดที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วิชานี้
นอกจากนี้ยังช่วยขัดเกลาความคิดเห็นของผู้ศึกษาในเรื่องของเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์อีกด้วย จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการศึกษา
ประวัติศาสตร์ งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ของบุคคลที่ได้ผลิตผลงานอันทรงคุณค่ามี เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พระยาอนุมานราชธน อาจารย์ขจร สุขพานิช เป็น
ต้น
นอกจากงานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งได้เปิดสอนวิชาประวัติศาสตร์ถึงขั้น
บัณฑิตศึกษาก็มีผลงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ของนักศึกษา เพื่อเสนอเป็นวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์อีกด้วย งานวิจัยเหล่านี้
บางชิ้นก็มีคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างสูง และบางชิ้นก็ได้รบการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว
๑๑ จารึก
เป็นหลักฐานซึ่งมีลักษณะพิเศษของตนเอง และครอบงาประวัติศาสตร์ยุคก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ขึ้นไป โดยเนื้อหา
แล้วก็มีข้อสนเทศตรงกับหลักฐาน ๑๒ แบบข้างต้น แต่เนื่องจากมีลักษณะพิเศษของตนเองจึงจัดแยกออกไปเพราะถ้าไม่นับการ
อ้างถึงดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์ในวรรณคดีอินเดียและเอกสารจีนแล้ว หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุด ได้แก่
หลักฐานประเภทจารึก ทั้งนี้เพราะวัสดุที่ใช้จารึกมีความคงทนถาวร เช่น ศิลาลานเงิน ทองคาหรือทองแดง จึงไม่ถูกทาลายไปด้วย
กาลเวลาเหมือนหลักฐานหมวดอื่น ทั้งข้อความที่ถูกบันทึกไว้ก็จะคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ถูกดัดแปลงแก้ไขโดยคนรุ่นหลัง ซึ่งมักจะลอก
หลักฐานประเภทอื่นต่อ ๆ กันมาหลายทอด ฉะนั้น นักประวัติศาสตร์จึงให้ความสาคัญแก่หลักฐานประเภทจารึกมากกว่าหลักฐาน
อื่นบางประเภท ในประเทศไทยมีจารึกที่ได้พบและรวบรวมไว้แล้วเป็นจานวนมาก เป็นอักษรและภาษาต่าง ๆ บางชิ้นยังไม่สามารถ
ถ่ายทอดและแปลความได้ก็มี และยังมีการพบหลักฐานประเภทนี้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เนื่องจากในประเทศไทยยังมีการขุดค้นหลักฐาน
ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาน้อย เพราะขาดทุนทรัพย์และนักวิชาการมีจานวนจากัด การค้นพบ
ส่วนมากจึงเป็นไปโดยบังเอิญทาให้มีการกระจัดกระจายสูญหายไปมิใช่น้อย โดยเฉพาะกรณีของจารึกบนวัสดุมีค่าเช่นลานทอง หรือ
ศิลปวัตถุต่าง ๆ
ความนิยมที่จะจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงไว้ในวัสดุโดยเฉพาะศิลานั้น เป็นความนิยมที่แพร่หลายอย่างมากในอาณาจักร
โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเป็นไปได้ว่า เดิมประชาชนในภูมิภาคนี้หลายกลุ่ม ได้เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของศิลา ดังจะ
เห็นได้จากอนุสาวรีย์หินตั้ง ซึ่งพบได้ทั่วไปนับตั้งแต่ปลายสมัยหินใหม่ลงมา ในประเทศไทยได้พบจารึกปรากฏในรูปลักษณะต่าง ๆ
กัน เช่น หลักศิลาจารึก จารึกตามปูชนียสถาน ฐานพระพุทธรูปหรือรูปเคารพต่าง ๆ ศิลาหน้าศพ เหรียญ ลานเงินและลานทอง
(ทองคาหรือเงินที่แผ่บาง ๆ ในรูปของใบลาน) และเครื่องอุปโภคต่าง ๆ จารึกเหล่านี้เป็นของราชอาณาจักรต่าง ๆ ทั้งที่มีศูนย์กลาง
อยู่ในประเทศไทย และนอกประเทศไทย นับตั้งแต่ทวารวดี เจนละ กัมพูชา ศรีวิชัย ลพบุรีหรือละโว้ สุโขทัย ลานนาไทย อยุธยา
และรัตนโกสินทร์ เป็นต้น จารึกบางชิ้นก็เป็นของอาณาจักรที่ไม่ทราบแน่ว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ใด เช่น จารึกของราชอาณาจักรที่ชื่อ
ศรีจนาคะ จารึกบางชิ้นก็เป็นของราชอาณาจักรที่ยังไม่รู้จักแน่ในระยะก่อนหน้าพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดยประมาณ สิ่งที่ถูกจารึกไว้มี
หลายประเภท แต่หลังจากศตวรรษที่ ๒๐ ลงมา จะพบว่าเนื้อความในจารึกต่าง ๆ เริ่มลดประเภทลง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการ
สร้างหรือบารุง ศาสนสถานเท่านั้น เราอาจแบ่งประเภทของจารึกออกได้กว้าง ๆ ดังนี้
๑ จารึกที่มีลักษณะเป็นประกาศสาธารณะ เป็นจารึกที่รัฐบาลจัดทาขึ้นเพื่อประกาศข้อความที่ต้องการเผยแพร่ เช่น
จารึกสุโขทัยหลักที่ ๓๘ คือประกาศใช้กฎหมายของอยุธยาบางลักษณะ ในดินแดนที่เป็นอาณาจักรสุโขทัย จารึกเจดีย์ศรีสองรักษ์
ที่จังหวัดเลย ประกาศความเป็นมิตรระหว่างอาณาจักรอยุธยาและล้านช้าง เป็นต้น การประกาศเช่นนี้คงหวังผลให้ใช้บังคับทางการ
ปกครองหรือนโยบายของบ้านเมือง จารึกที่มุ่งประสงค์จะประกาศข้อความที่เป็นผลทางการปกครองหรือนโยบายเช่นนี้ บางครั้งก็
ไปปรากฏเพื่อการอื่นด้วย เช่น จารึกที่ฐานพระอิศวร เมืองกาแพงเพชร นอกจากมีข้อความเกี่ยวกับการสร้างเทวรูปนี้แล้ว ยังมี
ข้อความที่มีลักษณะเป็นข้อบัญญัติให้คนถือปฏิบัติปนอยู่ด้วย เช่น การห้ามมิให้ขายวัวแก่ชาวละว้า (เพื่อฆ่าเอาเนื้อขาย) และห้าม
เอาข้าวที่เก็บไว้บริโภคเป็นพันธุ์ข้าว เป็นต้น
๒ จารึกประกาศบุญที่ได้สร้างปูชนียสถาน หรือให้ทานแก่องค์การศาสนา จารึกประเภทนี้มีจานวนมากที่สุดในบรรดา
จารึกทั้งหมด จุดประสงค์สาคัญของการสร้างจารึกประเภทนี้มีอยู่หลายประเด็น นอกจากเพื่อประกาศการทาบุญของบุคคลแล้ว
ยังเป็นการบันทึกสิทธิของวัดหรือศาสนสถานเหนือวัตถุหรือผู้คนที่ได้ยกถวายไว้ด้วย นอกจากนี้การเล่าถึงการสร้างอย่างละเอียดใน
บางครั้งยังเป็นการประกาศสถานะของวัดหรือศาสนสถานนั้นด้วย เช่น ถ้าพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นสูงเป็นผู้สร้าง ก็เท่ากับ
ประกันสถานะอันสูงกว่าธรรมดาของศาสนสถานนั้น ๆ ข้อความในจารึกประเภทนี้ มักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผู้สร้างและ
เหตุการณ์สาคัญ ๆ ของบ้านเมืองรวมอยู่ด้วย ดังเช่นจารึกวัดป่ามะม่วงของพระเจ้าลิไท นอกจากจะกล่าวถึงการสร้างวัดและการ
บาเพ็ญศาสนกิจของพระองค์แล้ว ยังได้บรรยายถึงเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น การขึ้นครองราชย์สมบัติโดยการปราบดาภิเษกของ
พระองค์ด้วย จารึกที่เรียกกันว่าจารึกวัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
(ซึ่งสถานที่ตั้งเดิมอาจจะอยู่ไชยา สุราษฎร์ธานี) นอกจากกล่าวถึง การสร้างปราสาทสามหลังถวายพระโพธิสัตว์และพระพุทธองค์
ของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยแล้ว ยังได้กล่าวสรรเสริญบรมเดชานุภาพของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยอีกเป็นอันมาก จารึกประเภทนี้มี
รูปลักษณะต่าง ๆ เช่น หลักศิลาประดิษฐานไว้ ณ ปูชนียสถาน จารึกไว้กับส่วนของปูชนียสถานเอง เช่น บานและกรอบประตู ดัง
จารึกที่ปราสาทหินพิมาย หรือ จารึกบนแผ่นโลหะ เช่น ทอง เงิน ดีบุก ที่ฝังหรือเก็บไว้ในองค์พระสถูป เป็นต้น
๓ จารึกทางศาสนา จารึกประเภทนี้มีอยู่จานวนไม่น้อยเช่นกัน มักจะเป็นจารึกที่มีข้อความไม่มาก และมักจะเป็นการยก
เอาภาษิตในศาสนาหรือพุทธภาษิตซึ่งเป็นหัวใจพระศาสนาจารึกไว้ ภาษิตที่มีชื่อมากในพุทธศาสนาเป็นคากล่าวของพระอรหันต์
อัสสชิ สรุปคาสอนของพระพุทธองค์และเห็นกันว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเป็นคาถาสั้น ๆ ขึ้นต้นว่า “เย ธัมมา...” จึงมัก
นิยมเรียกว่า คาถาเย ธัมมา จารึกเช่นนี้พบได้มากในท้องที่ภาคกลางของประเทศไทย การยกคาถาจากคัมภีร์ทางศาสนาเช่นนี้
นิยมทากันสืบมาอีกนาน โดยยกพระคาถาขึ้นต้นในจารึกประเภทอื่น โดยเฉพาะจารึกประเภทประกาศบุญของผู้สร้าง ดังเช่นจารึก
ปราสาทหินพิมาย มุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ใหญ่ ซึ่งบันทึกการทาบุญของผู้สร้าง แต่ก็เริ่มต้นจารึกด้วยคาถาสรรเสริญ
พระพุทธคุณเป็นภาษาสันสกฤต จารึกวัดพระยืน จังหวัดลาพูน ก็ขึ้นต้นเนื้อความด้วยคาสวดสรรเสริญพระพุทธคุณภาษาบาลี
อย่างสั้น ๆ ว่า นโม ตสฺส ภควโต
๔ จารึกที่มีลักษณะเป็นสัญญาหรือการกระทาสัตย์ปฏิญาณระหว่างกัน จารึกประเภทนี้มีอยู่ไม่มากนัก แต่ก็อาจพบได้ทั้ง
ใน
ประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง เช่น จารึกที่มีชื่อมากหลังหนึ่งของกัมพูชา ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ พุทธศักราช ๑๕๕๔ ที่
ปราสาท
หินพิมานอากาศ เป็นคาสาบานของ “ตารวจ” ที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน พร้อมทั้งมีรายชื่อของ “ตารวจ” เหล่านี้ต่อท้าย
ด้วย จารึกของอาณาจักรศรีวิชัย ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับจารึกสาบานตนของกัมพูชา คือจารึกที่เรียกว่า ตะลากะ บาตู เป็นการ
สาบานของข้าราชการต่อกษัตริย์ศรีวิชัยอีกเช่นกัน ในประเทศไทยมีจารึกที่เป็นคาสาบานระหว่างประมุขของรัฐ คือ จารึกเจดีย์
น้อย วัดพระมหาธาตุ มีข้อความว่า ทั้งสองฝ่ายจะไม่กระทาการที่เป็นศัตรูกัน จารึกหลักที่ ๔๕ เป็นการทาสัตย์สาบานระหว่าง
ประมุขของแคว้นสุโขทัยและน่าน จารึกหลักที่ ๘๓ และ ๘๔ วัดพระธาตุลาพูน เป็นคาสัตย์ปฏิญาณของผู้ที่เข้าใจว่าเป็นกษัตริย์
สองพระองค์ซึ่งเป็นพระญาติกัน เป็นต้น
๕ จารึกเรื่องราวของบุคคล จารึกประเภทนี้ก็มีน้อยอีกเช่นกัน ส่วนใหญ่มักแทรกอยู่กับจารึกประเภทอื่น เล่าถึงบรรพ
บุรุษหรือกฤษฎาภินิหารของตนเอง ข้อความส่วนหนึ่งในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ซึ่งเรียกกันว่า จารึกพ่อขุนรามคาแหง ก็เป็นเรื่องราว
ของบุคคล จารึกวัดศรีชุม เป็นเรื่องราวของมหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทวีป ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องราวการก่อตั้ง
อาณาจักรสุโขทัย สมัยราชวงศ์พระร่วงรวมอยู่ด้วย จารึกวัดพระยืน จังหวัดลาพูน มีเรื่องราวของกษัตริย์ล้านนา และพระเถระซึ่ง
นาพุทธศาสนานิกายมหาวิหารจากสุโขทัยขึ้นไปยังล้านนา จารึกปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าสุ
ริยวรมันที่ ๒ และเชื้อสายของพระองค์
๖ จารึกที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องอุปโภคหรือวัสดุนั้น จารึกประเภทนี้ปรากฏอยู่ตามฐานพระพุทธรูปหรือรูปเคารพอื่น ๆ
ซึ่งมักจะบอกผู้สร้าง และ วัน เดือน ปี ที่สร้าง หรือมิฉะนั้นก็เป็นคาถาข้อธรรมอันสาคัญ ซึ่งจารึกไว้กับรูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทาง
ศาสนา เช่น ธรรมจักรมีจารึกคาถา เย ธมฺมา เป็นต้น หรือมิฉะนั้นก็จารึกไว้กับวัตถุมงคลต่าง ๆ เช่น จารึกบนแผ่นทองอาถรรพ์ซึ่ง
ขุดพบที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีเครื่องอุปโภคซึ่งมีจารึกอยู่ มักจะเป็นข้อความเกี่ยวกับการถวาย
เครื่องอุปโภคนั้น ๆ ไว้แก่ เทวรูปหรือเทวสถาน ดังเช่น จารึกบนวัตถุสัมฤทธิ์ซึ่งขุดพบที่เมืองพระรถ ดงศรีมหาโพธิ์ จังหวัด
ปราจีนบุรี ธรรมเนียมการจารึกบนเครื่องอุปโภคเช่นนี้ยังกระทาสืบมาในสมัยอยุธยา ดังที่ได้พบพานซึ่งมีจารึกภาษาขอม เป็น
เครื่องยศที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ข้าราชการ เป็นต้น จารึกบนเหรียญซึ่งขุดพบที่เมืองนครปฐม ทาให้เรารู้ว่าชื่อ ศรี
ทวารวดีเป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งในสมัยโบราณ เพราะมีคานี้ปรากฏอยู่บนเหรียญ
จารึกต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทยมีอยู่เป็นจานวนมาก ประมาณกันว่าไม่ต่ากว่า ๕๐๐ หลัก ได้นามาตีพิมพ์เผยแพร่โดย
กรมศิลปากร และคณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์แล้ว เพียงประมาณ ๓๐๐ หลักเท่านั้น การที่จารึกต่าง ๆ ยัง
ไม่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่นั้น มีเหตุผลหลายประการ เนื่องจากจารึกกระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งอยู่ในการครอบครอง
ของเอกชน การอ่านจารึกก็เป็นเรื่องยาก มีผู้เชี่ยวชาญน้อยคนที่อ่านได้ หนังสือชุด “ประชุมศิลาจารึก” เป็นหนังสือที่รวบรวมจารึก
ต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทย หรือเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ซึ่งนักอ่านจารึกได้ตีความภาษาและอักษรโบราณ พร้อมทั้งทาคาอธิบาย
ไว้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์
๒.๓ หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
หลักฐานประเภทนี้ได้แก่ หลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ นาฏกรรม และดนตรี และคาบอก
เล่า
๑ หลักฐานทางโบราณคดี
แม้ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศไทย ยังมิได้กระทาอย่างกว้างขวางละเอียดลออเพราะขาดทุนทรัพย์ แต่ก็ได้มี
การขุดค้นและขุดแต่งอย่างถูกหลักวิชามาไม่น้อย การขุดค้นเหล่านี้ได้ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีประโยชน์อย่างมาก เป็นต้นว่า
โครงกระดูกหรือหลุมฝังศพ กองขยะ เรือสินค้าที่จมอยู่ใต้อ่าวไทย เครื่องปั้นดินเผา ลูกปัด เมืองโบราณ ร่องรอยของการทาเหล็ก
เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้ซึ่งได้ผ่านการตีความของนักโบราณคดีตามหลักวิชาอย่างถูกต้องแล้ว ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
ประวัติศาสตร์อย่างยิ่งทั้งสิ้น เพราะช่วยเผยให้เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในสมัยที่ไม่ค่อยมีหลักฐานเป็นลาย
ลักษณ์อักษรกล่าวถึง หรือในประเด็นที่ไม่ค่อยมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรกล่าวถึง เป็นต้นว่า หลุมขยะเก่าในเมืองโบราณบาง
แห่ง บอกให้เรารู้ว่าคนในเมืองนั้น สมัยนั้นเสพอะไรเป็นอาหารกัน เครื่องปั้นดินเผา ทาให้เรารู้ถึงลักษณะและเส้นทางการ
ค้าขายในสมัยโบราณ
๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ
ประวัติศาสตร์ศิลปะซึ่งสนใจศึกษาสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และสิ่งแวดล้อมของสังคมที่ให้กาเนิด
ศิลปกรรมเหล่านั้น มีประโยชน์แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะจะช่วยกาหนดอายุของเมืองหรือ
อารยธรรมที่ไม่มีหลักฐานอื่นบอกไว้ นอกจากนี้การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะ ยังช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม
ซึ่งมีต่อกัน เป็นการเติมข้อมูลที่ขาดหายไปในหลักฐานประเภทอื่น การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะที่ดี ยังช่วยให้ความรู้ในด้านคติ
ความเชื่อถือด้านต่าง ๆ ของสังคมในอดีตได้อย่างดีอีกด้วย
๓ นาฏกรรมและดนตรี
นาฏกรรมและดนตรี มักเป็นศิลปะที่ได้รับสืบทอดจารีตมาแต่อดีต การศึกษาทั้งสองด้านนี้ โดยนักวิชาการที่มีความรู้
เกี่ยวกับนาฏกรรมและดนตรี จึงมีส่วนช่วยให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ ได้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม
เช่นเดียวกับโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ กล่าวคือ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์มักไม่ค่อยมีความรู้ในวิชานาฏกรรมและดนตรี
โดยตรง การใช้หลักฐานประเภทนี้จึงต้องอาศัยผลงานของนักวิชาการในแขนงดังกล่าวอีกทีหนึ่ง
๔ คาบอกเล่า
อันที่จริงหลักฐานลายลักษณ์อักษรทุกชนิดคือคาบอกเล่า แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ได้ถูกจดไว้เท่านั้น ความแตกต่างนี้
สาคัญ เพราะทาให้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งหลายยุติความเปลี่ยนแปลง ตายตัวในรูปที่ได้ถูกจดลงไว้เพียงเท่านั้น ส่วน
คาบอกเล่านั้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามผู้เล่าและกาลเวลา การใช้หลักฐานคาบอกเล่าจึงมีวิธีการที่ผิดแปลกไปจากหลักฐานอื่น ๆ
สังคมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีตเป็นสังคมที่ไม่ค่อยใช้หนังสือในการสื่อสารกันมากนัก (เช่นเดียวกับสังคมโบราณ
ทุกแห่ง) เพราะฉะนั้น หลักฐานจานวนไม่น้อยจึงอยู่ในรูปคาบอกเล่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของไทยโดยเฉพาะท้องถิ่นในระดับที่
เล็กกว่าเมืองก็ยังเป็นการจดจาบอกเล่ากันสืบมาโดยยังไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วน
ใหญ่ก็มักจะจดบันทึกไว้โดยคนชั้นสูงของสังคม เพราะเป็นกลุ่มเดียวที่อ่านออกเขียนได้ และเคยชินกับการใช้ตัวอักษรเพื่อสื่อสาร
เพราะฉะนั้น แม้แต่ประวัติศาสตร์ของระดับที่เหนือกว่าท้องถิ่น ก็ยังมีเรื่องราวของเหตุการณ์ที่มองจากสายตาของคนอีกชั้นหนึ่ง
ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่มีกล่าวในหลักฐานลายลักษณ์อักษรนักก็ได้ เรื่องราวของเหตุการณ์เหล่านี้ก็มีอยู่ในรูปของหลักฐานประเภทคา
บอกเล่านี้ไม่น้อย การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ก็จะต้องคานึงถึงหลักฐานประเภทนี้ด้วย
หัวข้อที่ ๒  หลักฐานทางประวัติศาสตร์

หัวข้อที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์

  • 1.
    หัวข้อที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สามารถรู้เรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตได้ก็เพราะมีร่องรอยการกระทาของคนในอดีตทิ้ง หลักฐานไว้จึงสามารถตีความจากร่องรอยเหล่านี้เพื่อจะรู้ว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีตบ้างร่องรอยของการกระทาของคนที่กล่าวมา นี้เราเรียกว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หากเราลองมาคิดถึงชีวิตของเราในปัจจุบันนี้ว่าอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตจะสามารถรู้ เรื่องราวของการดาเนินชีวิตโดยทั่วไปของเราได้มากน้อยเพียงใด เราจะพบว่าผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตคงจะสามารถ ศึกษาวิถีชีวิตของเราได้ไม่ยากเลยใน ๑๐๐ ปีข้างหน้า หนังสือพิมพ์ที่ออกในวันนี้ก็คงจะเหลืออยู่เป็นอันมากในห้องสมุด และ อาจถูกถ่ายภาพเก็บไว้ สิ่งก่อสร้างจานวนมากที่เห็นอยู่ในปัจจุบันก็คงเหลืออยู่ สิ่งประดิษฐ์ของทุกวันนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ใน ๑๐๐ ปีข้างหน้า แต่ก็ยังคงมีตัวอย่างของสิ่งประดิษฐ์ที่พัฒนาไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ หนังสือจานวนมากที่พิมพ์ขึ้นในวันนี้ก็ ยังคงมีเหลือเก็บไว้สาหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคต เครื่องใช้ไม้สอยจานวนมากก็ยังคงมีอยู่ให้ได้ศึกษา นอกจากนี้แล้วยัง มีสิ่งอื่นอีกมากจากยุคสมัยของเราที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตจะสามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อรู้จักเราดีขึ้นได้ จากตัวอย่างข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราทาไว้ในปัจจุบันนี้จานวนมากมิได้สูญหายไป หมายความว่าการกระทาของเรา นั้นทิ้งร่องรอยไว้อย่างถาวร แต่ถ้าเราต้องการที่จะรู้วิถีชีวิตของคนก่อนหน้าเราใน ๑๐๐ ปีก่อนหน้าเราขึ้นไปซึ่งเขาเองก็ต้อง ดาเนินชีวิตไม่ต่างจากเราเช่นกัน เช่น เขาก็ต้องเพาะปลูก หรือล่าสัตว์ หรือต้องทาสงครามป้องกันตนเองหรือแย่งผลประโยชน์ ผู้อื่น ต้องจัดการปกครองสาหรับคุ้มกันความสงบของชุมชน ต้องสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อสนองความศรัทธาใน ศาสนา และต้องทาสิ่งอื่นอีกหลายอย่างคล้ายกับที่เราต้องทาในปัจจุบัน จึงต้องเกิดการทิ้งร่องรอยไว้อย่างถาวรไม่น้อย สิ่งที่ทิ้ง ไว้นี้คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของปัจจุบันที่เราต้องการศึกษา อย่างไรก็ตามเรื่องหนึ่งที่เราควรตระหนักก็คือ ร่องรอยของการกระทาของมนุษย์หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เหล่านั้น เกิดขึ้นโดยผู้กระทาไม่ได้ตั้งใจจะสร้างหรือทิ้งไว้ให้แก่เราไว้ศึกษาในวิชาประวัติศาสตร์ไทย ๑ แต่ก็เกิดขึ้นมาเอง เหมือนร่องรอยที่ผู้ร้ายทิ้งไว้ในการโจรกรรม หนังสือพิมพ์จาหน่ายได้เพราะมีจุดประสงค์จะให้ประโยชน์แก่ผู้ซื้อไว้อ่านเพื่อรู้ เรื่องราวในปัจจุบันไม่ใช่สาหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตต่อไป เป็นต้น ยิ่งในสมัยที่ผ่านมาแล้วคนส่วนใหญ่ในโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคของเราไม่ค่อยมีสานึกในประวัติศาสตร์อย่างปัจจุบัน จึงไม่มีหอสมุดแห่งชาติหรือพิพิธภัณฑ์ทาหน้าที่เก็บ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้แก่คนรุ่นหลัง การที่จะสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทิ้งไว้จึงไม่ปรากฏขึ้น แม้กระนั้นเหตุ เพราะคนต้องทาสิ่งต่าง ๆ เพื่อดารงชีวิต ผลของการกระทาของเขาจึงปรากฏขึ้น และไม่ได้ลบเลือนไปจนหมดสิ้นด้วยกาลเวลา เสียทีเดียว และเหลือเป็นร่องรอยหรือหลักฐานให้เราในปัจจุบันศึกษาได้อยู่นั่นเอง ประเภทของหลักฐาน โดยปกติมักจะมีการแบ่งประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑ หลักฐานชั้นต้น (Primary source) อันได้แก่ หลักฐานที่บันทึกไว้โดยผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือ ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ ด้วยตนเอง ๒ หลักฐานรอง (Secondary source) อันได้แก่ บันทึกของผู้ที่ได้รับทราบเหตุการณ์จากคาบอกเล่าของบุคคลอื่นมา อีกทอดหนึ่ง หนังสือประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้นในภายหลัง โดยอาศัยการศึกษาจากหลักฐานชั้นต้น ก็ยังถือว่าเป็นหลักฐานรอง การแบ่งประเภทของหลักฐานเป็นชั้นต้นและรอง มีประโยชน์ในการประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐาน หลักฐาน ชั้นต้นมักได้รับน้าหนักความน่าเชื่อถือจากนักประวัติศาสตร์มาก เพราะได้มาจากผู้รู้เห็นใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง ในขณะที่หลัก
  • 2.
    ฐานรองได้รับน้าหนักความน่าเชื่อถือน้อยลง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถือในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดนักเพราะหลักฐานชั้นต้นก็อาจให้ ข้อเท็จจริงผิดพลาดได้ เช่น ผู้บันทึกไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงในเหตุการณ์ที่ตนบันทึก หรืออาจจะตั้งใจปกปิด บิดเบือนความ จริงเพื่อประโยชน์ของตน หรือของคนที่ตนรักเคารพ เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม เอกสารชั้นรองที่บันทึกไว้โดยผู้ไม่มีส่วนได้เสีย แม้ว่าห่างไกลจากเหตุการณ์แต่หากได้สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้แล้วก็อาจให้ความจริงที่ถูกต้องกว่าหลักฐานชั้นต้นก็ได้ เราควรสังเกตด้วยว่า เมื่อเราพูดถึงการแบ่งประเภทของหลักฐาน เราเน้นที่ประโยชน์ในการประเมินความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นจึงควรเข้าใจความหมายของที่อยู่ภายในหลักฐานให้ดี เช่น ศิลาจารึกหลักหนึ่งของสมัยสุโขทัย บรรจุข้อความ เกี่ยวกับการยกที่ดินและทาสให้แก่วัดแห่งหนึ่ง จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สุโขทัยอย่างไม่มีปัญหา แต่ควรเข้าใจด้วยว่า หลักฐานนั้นไม่ใช่ตัวก้อนศิลา แต่ข้อความที่บรรจุอยู่ในก้อนศิลาจารึกนั้นต่างหากที่เป็นหลักฐาน ข้อความที่บรรจุอยู่นั้นขอเรียก เป็นศัพท์ในที่นี้ว่า ข้อสนเทศ (Information) เมื่อกล่าวอย่างรัดกุมจริง ๆ แล้ว ข้อสนเทศนี้แหละคือหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ เช่น เจดีย์ทรงลังกาในเขตเมืองอโยธยา (ชื่อเมืองที่ตั้งอยู่ก่อนจะการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในท้องที่เดียวกัน) อาจ ไม่มีข้อความใดจารึกไว้เลย แต่ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพราะรูปทรงของเจดีย์บอกให้เรารู้ว่า พุทธศาสนานิกายเถรวาท ตามคติลังกาอาจได้แพร่มาถึงแถบเมืองอโยธยาก่อนหน้า พุทธศักราช ๑๘๙๓ (ปีที่การสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี) สิ่งที่ เจดีย์ทรงลังกาบอกนี้ คือ ข้อสนเทศซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดว่าหลักฐานใดน่าเชื่อถือ หรือไม่ เราจึงหมายถึงข้อสนเทศที่ถูกบรรจุไว้ในศิลา กระดาษ เจดีย์ ผ้า ฝาผนัง หรือ ความทรงจาของคน เป็นต้น แต่มิได้ หมายถึงวัตถุหรือบุคคลที่ธารงข้อสนเทศนั้น ๆ ไว้ เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า หลักฐานทุกชิ้นเป็นทั้งหลักฐานชั้นต้นและ หลักฐานรอง ขอให้เราลองอ่านข้อความต่อไปนี้ ซึ่งตัดตอนมาจากศิลาจารึกของพระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงเก่าในสมัย รัชกาลที่ ๓ ซึ่งได้บันทึก การซ่อมบูรณะวัดหน้าพระเมรุของท่านใน พุทธศักราช ๒๓๘๑ “...สร้างพระสรรเพชพิหาร เพียงพิมานไกรลาศ โอ้พาศพื้นแผ่นแท่นสิลาไว้พระปติมาหีนเทด งามวิเสตทังแห่ง ตาแหน่ง เดิมอยู่วัดหน้าพระธาตุ พระคันทานุราชสิลา มาแต่เมืองลังกาก่อนโพ้น สาศนาเมืองโน่นร่อยหรอ นามาขอพระพิกษุสงฆ คือ องค์พระอุบาลี ผู้เปนที่ราชาคณะ กับพระสังฆะชิโนรษ ไปอุปสมบทบรรพชา ชาวลังกาประเทษ เปนสงฆวิเสดสืบมา แต่ครั้งอยุทธ ยาบูรีรมย์ ยังอุดมบริบูรณ์ ครั้นเสียศูนย์ช้านาน พระพีหารหักพัง วัดรกรังเปนป่า จิงอราธนามาไว้ ในวัดพระเมรุราช...” ที่หน้าวัดพระเมรุจังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันนี้ มีวิหารซึ่งตั้งพระพุทธรูปศิลาห้อยพระบาท (ซึ่งโบราณนิยมเรียกว่า พระคันธารราษฎร์) เป็นสกุลช่างทวารวดี และมีเหตุผลที่ทาให้นักประวัติศาสตร์ลงเนื้อเห็นว่า ต้องสร้างมาแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยา เพราะโดยอายุแล้วศิลปะในสกุลช่างนี้ได้ยุติไปก่อนหน้าการตั้งกรุงศรีอยุธยา จารึกของพระยาไชยวิชิตนี้จึงมีข้อสนเทศที่อาจจัด ได้ว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรองทั้งสองชนิดรวมกันอยู่ ข้อสนเทศที่ว่าท่านเป็นผู้บูรณะวัดหน้าพระเมรุ และได้ย้าย พระพุทธรูปศิลาทวารวดีมาจากหน้าวัดพระธาตุถือเป็นเป็นหลักฐานชั้นต้น เพราะเจ้าของจารึกคือพระยาไชยวิชิต ได้เกี่ยวข้อง โดยตรงทั้งทางการบูรณะวัด และการสั่งให้เคลื่อนย้ายพระพุทธรูปศิลาองค์นี้มาประดิษฐานยังวิหารของวัดหน้าพระเมรุ แต่ ข้อสนเทศที่ว่า พระพุทธรูปองค์นี้ถูกนามาจากลังกา เมื่อครั้งที่พระอุบาลีเดินทางไปตั้งคณะสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาสมัยกรุงศรีอยุธยา นั้นถือเป็นเป็นหลักฐานรอง เพราะพระยาไชยวิชิตเองไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการส่งคณะสงฆ์ไปลังกาเพื่อสถาปนาสังฆวงศ์ในครั้งนั้น เพราะท่านยังไม่ได้เกิด ความเข้าใจว่าพระอุบาลีนาพระพุทธรูปองค์นี้กลับมาจากลังกา ก็คงเกิดจากการสันนิษฐานของท่านเอง หรือมีผู้บอกกล่าวแก่ท่านมาอีกทอดหนึ่ง (และดังที่รู้ได้แน่ในปัจจุบันนี้แล้วว่า ข้อสนเทศเรื่องนี้ผิดพลาด) กรณีที่ยกเป็นตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่า การมีหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรองปะปนกันอยู่ในเอกสารชิ้นเดียวกัน หรือ หลักฐานที่เขียนขึ้นร่วมสมัยกับเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ ก็ไม่จาเป็นต้องเป็นหลักฐานชั้นต้นเสมอไป เพราะผู้บันทึกอาจไม่ได้เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์โดยตรง เพียงแต่ฟังผู้อื่นเล่าต่อกันมาอีกทอดหนึ่ง เช่นนี้ก็ต้องนับว่าเป็นหลักฐานรอง แต่ในทางตรงกันข้าม หากเรา
  • 3.
    ต้องการจะรู้ว่า ข่าวลือเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆมีลักษณะอย่างไร หลักฐานชิ้นเดียวกันนี้ก็กลายเป็นหลักฐานชั้นต้น หนังสือ ประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้นในภายหลัง เช่น พระราชนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพนั้น โดยทั่วไปก็มักจะจัดว่า เป็นหลักฐานรอง เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ มิได้ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงแต่อย่างใดกับสงครามพม่าทุกครั้ง พระ นิพนธ์ ไทยรบพม่า จึงเป็นหลักฐานรอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อสนเทศเกี่ยวกับสงครามระหว่างไทยและพม่าในพระราชนิพนธ์เล่ม นี้ เป็นหลักฐานรอง อย่างไรก็ตามหากผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ต้องการหาข้อสนเทศเกี่ยวกับความนึกคิดของชนชั้นสูงไทย ในครึ่ง แรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เกี่ยวกับพม่า หรือประวัติศาสตร์หรือการเมือง พระนิพนธ์ ไทยรบพม่า ก็อาจให้ข้อสนเทศเช่นนี้ได้ อยู่มาก ข้อสนเทศเช่นนี้ในไทยรบพม่า กลับเป็นหลักฐานชั้นต้น เพราะองค์พระนิพนธ์ทรงเป็นชนชั้นสูงที่สาคัญยิ่งองค์หนึ่งในสมัย นั้น และทรงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อบุคคลที่อยู่รอบข้างไม่น้อย ด้วยเหตุดังนั้นจะเห็นได้ว่าเราไม่อาจกล่าวได้ว่า เอกสาร วัตถุ หรือ จารึกอันใดเป็นหลักฐานชั้นต้น หรือ หลักฐานรอง การจะเป็นหลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานรอง ขึ้นอยู่กับว่า เรากาลังพูดถึง ข้อสนเทศใดในเอกสาร วัตถุ หรือ จารึกนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในภาษาปกติที่ไม่เคร่งครัดนัก เราก็ใช้คาว่า หลักฐาน ในความหมายถึงตัว วัตถุ บุคคล หรือเอกสาร เป็น ต้น อยู่เหมือนกัน เช่นที่กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ในสมัยพระนารายณ์มีหลักฐานให้ศึกษาอยู่มาก เพราะมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา และได้บันทึกเรื่องราวของสมัยนั้นไว้เป็นจานวนมาก และโดยนัยนี้ เมื่อเราพูดถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เราก็ หมายถึงวัตถุหรือเอกสารที่ทิ้งร่องรอยของอดีตที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทย ในการบรรยายถึงหลักฐานเหล่านี้ การแบ่งประเภทออกเป็นหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรอง ก็ไม่สู้จะให้ประโยชน์นัก เพราะเราไม่สนใจในเรื่องความน่าเชื่อถือของหลักฐานในตอนนี้ และดังที่กล่าวแล้ว หลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรอง ก็อาจให้ ข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนได้พอ ๆ กัน นอกจากนี้หลักฐานชิ้นเดียวกัน ก็อาจมีข้อความที่ถือว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานรอง ปะปนกันอยู่ในตัวเอง โดยเหตุนี้การแบ่งประเภทของหลักฐานในที่นี้จึงจัดแบ่งเป็น หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้เป็นดินแดนที่มีมนุษย์ได้เคยอาศัยอยู่นับแต่โบราณ การศึกษาค้นคว้าในปัจจุบัน ยิ่งทาให้ต้องร่นอายุของมนุษย์รุ่นแรก ๆ ในประเทศไทยให้ถอยกลับไปในอดีตนานไกลยิ่งขึ้นไปอีก คนที่ได้เคยอาศัยอยู่ใน ประเทศไทยนี้ได้ทิ้งเชื้อสายของตนไว้สืบทอดมาในหมู่ประชากรของประเทศขณะนี้ก็มาก ที่ได้อพยพทิ้งถิ่นฐานเพื่อเดินทางต่อไป ยังดินแดนอื่นอีกก็มาก สภาพทางภูมิศาสตร์และสถานที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ในทาเลและเส้นทางการเดินทางของมนุษย์ตั้งแต่ โบราณ แม่น้าและสายน้าของระบบแม่น้าเจ้าพระยา อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้าใหญ่ถึงสองสายคือแม่น้าโขงและแม่น้าสาลวิน ซึ่งมีต้น แม่น้าอยู่ไกลขึ้นไปทางเหนืออีก ส่วนระบบแม่น้าเจ้าพระยาเองก็มีแนวทางจากเหนือลงใต้ การเดินทางของมนุษย์ในสมัยโบราณ ต้องอาศัยแม่น้าเป็นหลัก เพราะแม่น้าเป็นแหล่งอาหารและน้า การอพยพจึงมักกระทาตามแนวแม่น้า สภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้ทาให้ ประเทศไทยเป็นทางผ่านของการอพยพตามแนวเหนือใต้หลายครั้งหลายหน ในส่วนตอนล่างของประเทศก็ติดทะเลและเป็น คาบสมุทร การเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลของคนโบราณ ทาให้ดินแดนแถบนี้มีคนต่างถิ่นมาตั้งภูมิลาเนาหรือมาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ขาด นับว่าเป็นการเปิดรับการอยู่อาศัยของคนอย่างมาก คนที่ได้เคยอยู่อาศัยหรือแม้แต่อพยพเดินทางผ่านก็ได้ทิ้งร่องรอยของเขามาก บ้างน้อยบ้างไว้ในแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นอกจากการที่เป็นที่อยู่ของประชาชนหลายพวกแล้ว ประเทศไทยยังเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรและจักรวรรดิขนาด ใหญ่มานับตั้งแต่โบราณ อารยธรรมอินเดียคงได้แพร่มาถึงบางส่วนของประเทศไทย นับตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ ส่วน ราชอาณาจักรหรือหน่วยการปกครองที่ซับซ้อนกว่าระบบเผ่าพันธุ์ ก็คงจะได้เกิดขึ้นในบางส่วนของประเทศไทยไม่ช้าไปกว่า ศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๑ จากนั้นก็มีราชอาณาจักรต่าง ๆ ตั้งขึ้น เจริญและเสื่อมลงในท้องที่ต่าง ๆ ของประเทศสืบเนื่องกันมาเรื่อย
  • 4.
    ในบางครั้งท้องที่บางส่วนของประเทศ ก็อาจถูกอานาจของราชอาณาจักรในดินแดนที่เป็นประเทศอื่นเข้ามาครอบงาชั่วระยะเวลา อันหนึ่ง ในบางครั้งราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ขยายอานาจเข้าไปครอบงาดินแดนที่อยู่ในประเทศอื่นใน ขณะเดียวกัน การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างดินแดนที่เป็นประเทศไทยและต่างประเทศก็ดาเนินไปอย่างไม่ขาดสาย นับตั้งแต่ ประเทศใกล้เคียงไปจนถึงประเทศที่ห่างไกล เช่น จีน หมู่เกาะริวกิว เกาหลี อินเดีย ลังกา อาหรับ และเปอร์เซีย การค้าขายและ การติดต่อกันนี้ ทาให้วัฒนธรรมจากแหล่งอื่นหลั่งไหลเข้ามาในดินแดนที่เป็นประเทศไทย ในขณะที่วัฒนธรรมจากดินแดนที่เป็น ประเทศไทยก็หลั่งไหลไปยังดินแดนอื่น โดยเฉพาะในหมู่ประเทศข้างเคียงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักเดินทางชาติต่าง ๆ ตลอดจนรัฐบาลของชาติต่าง ๆ ที่ได้ติดต่อกับดินแดนประเทศไทยสมัยโบราณก็ได้ทิ้งหลักฐาน เกี่ยวกับประเทศไทยไว้สืบมาจานวนไม่น้อย หลักฐานเหล่านี้แม้มิได้มีกาเนิดในประเทศไทย แต่ก็เป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ ดินแดนในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ซึ่งควรทราบไว้เช่นกัน หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในการศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษยชาติ ถือกันว่าเรื่องราวของมนุษย์ก่อนที่จะมีการจดบันทึกเป็นตัวอักษรนั้น เป็น เรื่องก่อนประวัติศาสตร์ สมัยของประวัติศาสตร์จะเริ่มขึ้นเมื่อมีตัวอักษรใช้ การกล่าวเช่นนี้ไม่ควรทาให้เข้าใจว่า หลักฐานของ ประวัติศาสตร์ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น เพราะการแบ่งยุคสมัยระหว่างวิชาก่อนประวัติศาสตร์ และวิชาประวัติศาสตร์นั้น จาเป็นต้องทาในทางวิชาการ และจาเป็นต้องหาหลักการที่มีประโยชน์ในการแบ่ง จึงได้อาศัยหลักการข้อที่ว่า สังคมใดได้จดบันทึก เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของสังคมนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของการแบ่งงานกันทาระหว่างนักก่อน ประวัติศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ ในความจริงแล้ว วิชาก่อนประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์นั่นเอง เพราะวิชาก่อน ประวัติศาสตร์ก็ต้องการศึกษาเพื่ออธิบายอดีตของสังคมมนุษย์ในมิติของเวลา เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ในยุค สมัยของประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีหลักฐานอีกจานวนมากที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร การแบ่งหลักฐานเป็นสองประเภทนี้ ก็เพื่อ ประโยชน์ในการจัดหมวดหมู่ของหลักฐาน เนื่องจากหลักฐานสองประเภทนี้ต้องการกลวิธีในการศึกษา และประเมินแตกต่างกัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ถ้าแบ่งตามลักษณะเด่นของข้อสนเทศที่ให้ใน หลักฐานแล้ว อาจกล่าวได้ว่า มีอยู่ ๑๓ ประเภท คือ ๑) จดหมายเหตุชาวต่างชาติ ๒) จดหมายเหตุชาวพื้นเมือง ๓) ตานาน ๔) พงศาวดารแบบพุทธศาสนา ๕) พระราชพงศาวดาร ๖) เอกสารราชการหรือเอกสารการปกครอง ๗) วรรณคดี ๘) บันทึก ๙) จดหมายส่วนตัว ๑๐) งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ ๑๑) จารึก ๑ จดหมายเหตุชาวต่างชาติ
  • 5.
    ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ดินแดนที่เป็นประเทศไทยนั้นเป็นเส้นทางผ่านของคนหลายพวกหลายวัฒนธรรม มาตั้งแต่ดึกดา บรรพ์วรรณคดีอินเดียทั้งในภาษาสันสกฤตและบาลี การจะเป็นเอกสารต่างชาติที่เก่าที่สุด ที่ได้อ้างถึงดินแดนแถบเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ มีนักภูมิศาสตร์ชาวกรีกเดินทางมาถึงอินเดีย ได้สอบสวนสภาพบ้านเมืองเลยมาทางตะวันออกของ อินเดีย จนถึงเอเชียอาคเนย์จากพ่อค้าและนักเดินทาง ก็ได้เล่าเรื่องราวของดินแดนแถบที่มีประเทศไทยตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้บ้าง เช่นกัน รายงานของนักภูมิศาสตร์กรีกที่มีชื่อมาก ได้แก่ รายงานของพโทเลมี ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๗๐๘ อีกไม่นานใน ศตวรรษเดียวกันนี้ ทูตชาวจีนได้เดินทางมาถึงอาณาจักรฟูนัน และได้บันทึกรายงานเรื่องราวของอาณาจักรนี้ไว้ จากนี้เป็นต้นไป จีนจะมีรายงานเกี่ยวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะสืบต่อมาอีกหลายร้อยปี นับว่าเป็นแหล่งข้อมูลทาง ประวัติศาสตร์ที่สาคัญมาก ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา มีพ่อค้าและนักเดินทางอีกพวกหนึ่ง ปรากฏตัวในภูมิภาคแถบนี้ เพิ่มมากขึ้น ได้แก่พ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย พวกเหล่านี้ได้บันทึกรายงานเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ไว้สืบมาอีกหลาย ร้อยปีเช่นกัน ส่วนชาวยุโรปตะวันตกเริ่มเดินทางผ่านเข้ามาในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แต่ยังประปรายไม่ มากนัก แต่นับตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๐๕๔ เมื่อโปรตุเกสยึดครองมะละกาได้ ชาวยุโรปตะวันตกก็เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น มีจดหมายเหตุที่ผลิตโดยชาวยุโรปตะวันตก เกี่ยวกับดินแดนแถบนี้จานวนมาก จดหมายเหตุของชนชาติต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงนี้ ล้วนเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น แต่จดหมาย เหตุเหล่านี้มีลักษณะสาคัญที่แตกต่างกัน ตามแต่ชาติที่เป็นผู้จดบันทึกและแตกต่างกันตามแต่ยุคสมัยที่จดบันทึกแม้ว่าเป็นจดหมาย เหตุของชาติเดียวกันก็ตาม ในที่นี้จะพิจารณาจดหมายเหตุของแต่ละชาติ อาทิ อินเดีย เท่าที่ได้ค้นพบและยอมรับกัน หลักฐานเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ไม่มีลักษณะเป็น จดหมายเหตุแท้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีมากกว่า ดังที่ปรากฏในชาดกบางเรื่อง เกี่ยวกับการเดินทางของพ่อค้ามายังสุวรรณ ภูมิ เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้เพียงแต่แสดงว่า การติดต่อระหว่างอินเดียและเอเชียอาคเนย์ได้มีมาเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น แม้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและเอเชียอาคเนย์จะเข้มข้นขึ้นในระยะต่อมา แต่ก็ไม่ปรากฏการจดบันทึกเรื่องราวของเอเชีย อาคเนย์ในเอกสารของอินเดีย ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์นั้นกระทาโดยพ่อค้า นักศึกษา นักบวช และครูบาอาจารย์ มากกว่าเป็น การกระทาของรัฐ อาณาจักรโจฬะในอินเดียเคยมีความสัมพันธ์กับศรีวิชัย แต่ก็มีหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่น้อย เพียงแต่จารึก ๒ หลัก ที่กล่าวถึงการสร้างอารามของกษัตริย์ศรีวิชัยในนาลันทา และการยกกองทัพโจฬะมาตีศรีวิชัยในเวลาต่อมาเท่านั้น กรีก การค้าของกรีก (หรือส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน) กับอินเดียได้มีมาเป็นเวลานานแล้ว มีพ่อค้าและนักเดินทาง ชาวกรีกเดินเรือมาจนถึงฝั่งตะวันตกของอินเดีย อย่างน้อยก็นับแต่ต้น คริสตกาลเป็นต้นมา รายงานเกี่ยวกับดินแดนด้านบูรพา ทิศ ที่พาดพิงมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล่มแรกเห็นจะได้แก่ Periplus of the Erythraean Sea ซึ่งรวบรวมขึ้นในราวพุทธ ศตวรรษที่ ๗ แต่ก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากนัก หนังสือจดหมายเหตุของพโทเลมี (Ptolemy's Geography) ซึ่งเขียนขึ้น ในราว พุทธศักราช ๗๐๘ ให้รายละเอียดและความกระจ่างอย่างมากเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งส่วนหนึ่งของ ประเทศไทยในคาบสมุทรมลายูด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของงานของพโทเลมีก็คือ ฉบับที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แก้ไขปรับปรุง โดยคนรุ่นหลัง และคงทาสาเร็จลงในประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จึงทาให้ไม่ทราบได้แน่ชัดว่า สิ่งที่กล่าวเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชีย อาคเนย์นั้นหมายถึงสมัยใด นับจากศตวรรษที่ ๘ - ศตวรรษที่ ๑๘ ข้อบกพร่องอีกอย่างหนึ่งของจดหมายเหตุกรีก คือ ผู้บันทึก มิได้เดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เองเป็นแต่ได้สอบสวนเรื่องราวของภูมิภาคนี้จากผู้อื่นอีกทีหนึ่งเท่านั้น จีน จดหมายเหตุของจีนที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจานวนมาก และมีอยู่หลายประเภทด้วยกันดังนี้ ๑ พระราชพงศาวดาร จีนเป็นชาติที่มีสานึกในประวัติศาสตร์อย่างสูง เป็นธรรมเนียมในประเทศที่เก่าแก่มากที่ จักรพรรดิในราชวงศ์ใหม่จะอุปถัมภ์ให้มีการเขียนพระราชพงศาวดารของราชวงศ์ที่เพิ่งล่วงไป โดยการรวบรวมเอกสารราชการเพื่อ ลาดับเป็นเรื่องราวของราชวงศ์ที่ล่วงไปแล้วนั้น เพราะฉะนั้น พระราชพงศาวดารจีนจึงมีเรื่องราวของประเทศที่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับ
  • 6.
    จีน ประเทศต่าง ๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับแต่โบราณมา ก็นิยมส่งทูตไปถวายบรรณาการแก่จักรพรรดิจีน จึงมีบันทึกวัน เวลาที่คณะทูตเดินทางไปถึง เครื่องบรรณาการ พระราชสาสน์ และรับส่งของพระเจ้ากรุงจีน นอกจากนี้ยังมักมีคาอธิบาย เกี่ยวกับประเทศเหล่านั้น ซึ่งเก็บมาจากรายงานของคณะทูตจีน ซึ่งเคยเดินทางมาถึงประเทศเหล่านี้ไว้อย่างย่อ ๆ อีกด้วย นับว่า พระราชพงศาวดารจีนเป็นแหล่งที่มาของหลักฐานจานวนมากเกี่ยวกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ไทยนั้น เริ่มปรากฏในพระราชพงศาวดารจีนราชวงศ์หงวนเป็นต้นมา จนถึงราชวงศ์หมิงและชิง ในพระราชพงศาวดารรุ่นก่อนหน้านี้ ขึ้นไป ก็มีกล่าวถึงรัฐบางรัฐซึ่งรู้แน่ว่าอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นรัฐของประเทศไทยหรือไม่ ๒ รายงานของคณะทูตจีน รายงานจานวนหนึ่งของคณะทูตจีนนั้นได้สูญหายไปแล้ว แต่เนื้อความถูกเก็บไว้ในพระราช พงศาวดารซึ่งแต่งสมัยหลังลงมาบ้าง รายงานที่ยังมีฉบับเหลือต่อมาก็มีอีกจานวนหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่รายงานของ โจวต้ากวน เกี่ยวกับประเทศกัมพูชา ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ รายงานของม้าต้วนเกี่ยวกับหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์ รวมทั้ง กรุงศรีอยุธยาในศตวรรษที่ ๒๐ รายงานของเจาจูกัวะ ผู้ดูแลการค้าของรัฐบาลในเมืองท่าตอนใต้เมื่อศตวรรษที่ ๑๗ ก็มี ประโยชน์อย่างมาก แม้ว่าผู้เขียนไม่เคยเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์เลยก็ตาม จดหมายเหตุจีนประเภทนี้ควรรวมเอารายงานการ เดินทางของภิกษุจีน ซึ่งไปสืบพระศาสนาในอินเดียไว้ด้วย การเดินทางเพื่อจุดประสงค์นี้เริ่มตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ ๘ จนถึง ศตวรรษที่ ๑๓ และการเดินทางของนักบวชจีนเหล่านี้ บางครั้งก็ผ่านเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จดหมายเหตุของหลวง จีนที่มีชื่อมากในประวัติศาสตร์ของเอเชียอาคเนย์ คือ งานของหลวงจีนอี้จิง ซึ่งเดินทางไปอินเดียระหว่าง พุทธศักราช ๑๒๑๔ – ๑๒๓๘ โดยเส้นทางใต้ คือผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างทางได้สานักอยู่ที่ศรีวิชัยเพื่อศึกษา พุทธศาสนาและภาษาสันสกฤตอยู่ระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นพยานให้เห็นถึงความสาคัญของศรีวิชัย ในฐานะศูนย์กลางการศึกษา พุทธศาสนามหายานแห่งหนึ่งของโลกขณะนั้น ญี่ปุ่นและริวกิว หมู่เกาะริวกิวหรือหมู่เกาะโอกินาวาในปัจจุบัน เคยเป็นประเทศอิสระส่งบรรณาการถวายจักรพรรดิจีน และญี่ปุ่นในระบบบรรณาการ เช่นเดียวกับเกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ริวกิวได้มีการติดต่อ ค้าขายกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อนญี่ปุ่น อาจจะเป็นเพราะสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใกล้กับภูมิภาคนี้กว่าญี่ปุ่น โดยริวกิวจัดซื้อสินค้าจากจีนมาขาย และรับซื้อสินค้าจากภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดของจีนกลับไปขายจีนอีกทอดหนึ่ง เอกสารการติดต่อระหว่างริวกิวและกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์ยังมีอยู่ ส่วนใหญ่เป็นพระราชสาสน์ของกษัตริย์ทั้งสองฝ่าย หรือ ศุภอักษรของเสนาบดีทั้งสองฝ่าย ได้มีผู้ศึกษาและจัดพิมพ์ขึ้นแล้ว ส่วนหนึ่งของเอกสารนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เอกสารฉบับ แรกลงศักราช พุทธศักราช ๑๙๖๘ และฉบับสุดท้าย พุทธศักราช ๒๐๒๔ นอกจากนี้ยังมีเอกสารการติดต่อระหว่างริวกิวและ ปัตตานี ระหว่าง พุทธศักราช ๒๐๕๘ – ๒๐๘๖ อีกด้วย การติดต่อเป็นทางการระหว่างไทยและญี่ปุ่น อาจจะเริ่มขึ้นพร้อมกันกับหมู่เกาะริวกิว (คือ ในช่วงที่ทศวรรษ ๑๙๒๐) แต่นอกจากหลักฐานเกี่ยวกับการส่งทูตแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานอะไรเหลืออยู่อีก จนถึง พุทธศักราช ๒๑๓๕ จึงได้พบ “ใบเบิกคู่ร่อง” ที่ รัฐบาลญี่ปุ่นออกให้แก่เรือที่จะมาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ใบเบิกร่องของญี่ปุ่นเช่นนี้พบได้อีกไม่น้อย ทั้งที่ออกให้แก่พ่อค้าญี่ปุ่นเอง และพ่อค้าต่างชาติเช่นชาวโปรตุเกส เพื่อให้ได้มาค้าขาย ณ กรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ในหนังสือประชุมสาสน์ที่ติดต่อกับ ต่างประเทศของญี่ปุ่น (ไกวฮันทูโจ) ยังมีพระราชสาสน์และศุภอักษรของไทยกับญี่ปุ่นติดต่อกันอีกหลายฉบับ (ในกรณีของญี่ปุ่นเป็น สาสน์ของโชกุน มิใช่จักรพรรดิ) การติดต่อค้าขายระหว่างไทยและญี่ปุ่นยังดาเนินอยู่ต่อมา แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นได้ปิดประเทศตนเอง หลัง พุทธศักราช ๒๑๗๙ แล้วก็ตาม หลักฐานฝ่ายญี่ปุ่นกล่าวถึงเรือจากเมืองไทยไปถึงญี่ปุ่นเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ พุทธศักราช ๒๒๘๘ เรือไทยเหล่านี้เมื่อเข้าเทียบท่าที่เมืองนางาซากิแล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นก็จะสอบถามคาให้การจากลูกเรือ และนายเรือ (ส่วนใหญ่ เป็นจีน) เกี่ยวกับสภาพการค้าและอื่น ๆ ของเมืองไทย คาให้การของนายเรือลูกเรือเหล่านี้ ยังปรากฏอยู่และเป็นประโยชน์อย่าง มากในการให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองไทยสมัยต่าง ๆ
  • 7.
    นอกจากหลักฐานญี่ปุ่นเหล่านี้แล้ว ยังมีหลักฐานที่ญี่ปุ่นได้จากฮอลันดาอีกพวกหนึ่ง หลังการปิดประเทศในพุทธศักราช ๒๑๗๙ แล้ว ประเทศตะวันตกที่ได้รับอนุญาตให้ค้าขายกับญี่ปุ่นได้เพียงประเทศเดียว คือ ฮอลันดา แม้ว่าญี่ปุ่นจะปิดประเทศ ตนเอง แต่ก็เอาใจใส่คอยสอดส่องเรื่องราวของโลกโดยผ่านฮอลันดาเสมอ ธรรมเนียมการถามคาให้การนายเรือและลูกเรือ ก็ปฏิบัติ ต่อเรือสินค้าของฮอลันดาเช่นกัน ในบรรดาเรือฮอลันดาเหล่านี้ บางลาได้แวะเข้าท่ากรุงศรีอยุธยาก่อนเดินทางไปถึงญี่ปุ่น คาให้การ ของพวกฮอลันดาที่ญี่ปุ่นจดไว้จึงมีที่เกี่ยวพันมาถึงประเทศไทยอีกเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นในภาษาไทยที่ได้ ค้นคว้าจากเอกสารญี่ปุ่น มีงานของเซอร์เออเน็สต ซาเตา ซึ่งมีอยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๐ อาหรับ-เปอร์เซีย นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ เป็นต้นมา นักเดินเรือชาวอาหรับและเปอร์เซีย ได้เดินทางเลยจาก อินเดีย เข้ามาค้าขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และในเวลาต่อมาก็ได้เดินทางไปค้าขาย ตลอดจนตั้งนิคมของตนเอง ขึ้นในตอนใต้ของจีน มีจดหมายเหตุที่นักเดินเรือจากตะวันออกกลางเหล่านี้ได้จดบันทึกไว้ เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่น้อย อย่างไรก็ตามในระยะแรก จดหมายเหตุของพวกอาหรับ-เปอร์เซีย ยังมีลักษณะเป็นรายงานทางภูมิศาสตร์อยู่ แต่ทว่าใน เวลาต่อมา นักเขียนได้นาเอางานเหล่านี้รวมทั้งคาล่าลือและเรื่องแต่ง ไปผสมปนเปกันเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับดินแดนอันไกลโพ้น เป็น การบันเทิงใจของคนอ่านในจักรวรรดิอิสลาม จึงทาให้งานที่เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะหลัง มีลักษณะเป็น นิทานนิยายมากขึ้น รายงานหลายฉบับด้วยกัน เขียนโดยคนที่ไม่เคยเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์เลย เพียงแต่อ่านรายงานเก่า และฟังคาเล่าลือพร้อมกับแต่งเติมให้สนุกเท่านั้น จดหมายเหตุของอาหรับ-เปอร์เซียในระยะหลังจึงไม่ค่อยน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ ตาม มีรายงานที่เขียนโดยคนที่ได้เดินทางมาถึงภูมิภาคนี้จริงๆ และไม่ถูกเสริมต่ออยู่บ้างเช่นกัน นับเป็นจดหมายเหตุที่มีคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์อย่างสูง ที่ควรทราบได้แก่ รายงานการเดินทางของอิบน์ บาตุตะ (Ibn Batuta) ใน พุทธศักราช ๑๘๘๘ – ๑๘๘๙ และรายงานของเลขานุการคณะทูตอิหร่าน ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาใน พุทธศักราช ๒๒๒๙ รัชกาลพระนารายณ์ โปรตุเกส ก่อนหน้าที่โปรตุเกสจะยึดครองมะละกาได้ มีชาวยุโรปตะวันตกได้เดินทางผ่านเข้ามายังภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้างแล้ว แต่ไม่สู้จะมีจานวนมากนัก นักผจญภัยและพ่อค้าเหล่านี้ได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของตนไว้ บ้างเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนในคาบสมุทรอิตาลี ที่มีชื่อเสียง เช่น ของมาร์โคโปโล ซึ่งได้เดินทางผ่านเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ไปสู่ยุโรปหลังจากกลับจากประเทศจีน นิโคโล คอนติ ซึ่งอาจเคยเดินทางไปถึงบางส่วนของแคว้นพะโค นอกจากนี้ก็มีนัก เดินทางซึ่งอาจไม่เคยเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์เลย เพียงแต่ได้รับคาบอกเล่าจากผู้คนในเมืองท่าทางฝั่งตะวันออกของอินเดีย เท่านั้น พวกนี้ก็เขียนจดหมายเหตุของตนไว้เช่นกัน จดหมายเหตุที่ละเอียดและเที่ยงตรงขึ้นของชาวยุโรปตะวันตกเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ การที่พวกโปรตุเกสเข้ามาเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับประชาชนในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ได้มะละกาแล้ว โปรตุเกสได้ส่งทูตและพ่อค้าออกไปติดต่อค้าขายกับ ประเทศในทางตะวันออกอย่างกว้างขวาง มีจดหมายเหตุที่มีชื่อเสียงซึ่งเขียนขึ้นหลัง พุทธศักราช ๒๐๕๔ เมื่อโปรตุเกสยึดมะละกา ได้แล้วอยู่สองฉบับ ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับหลายประเทศของภูมิภาคนี้ ในขณะนั้นรวมทั้งประเทศไทยด้วย จดหมายเหตุของโทเม ปิเรส์ (Tomé Pires) และจดหมายเหตุ ของบรัช ดัลบูแคร์ก (Braz d’Albuquerque) ซึ่งเป็นหลานของอุปราชโปรตุเกสคน แรกประจาภาคตะวันออก ในราวสมัยใกล้เคียงกันนี้ ยังมีจดหมายเหตุของพ่อค้าและข้าราชการโปรตุเกสในลักษณะเดียวกันนี้อีก เช่นของ ดูอาร์เต บาร์โบซา (Duarte Barbosa) ซึ่งมีเนื้อความเกี่ยวกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ นัก เดินทางชาวโปรตุเกสซึ่งชื่อ เฟอร์นันด์ เมนเดส ปินโต (Fernand Mendes Pinto) ได้เขียนจดหมายเหตุการเดินทางมายัง ตะวันออกของเขา ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน และได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว สเปน เข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางมหาสมุทรแปซิฟิก มิได้เข้ามาทางมหาสมุทรอินเดียเหมือนชาติ ตะวันตกอื่น ๆ ความสัมพันธ์กับสเปนกับภูมิภาคนี้ ไม่กระจายอย่างกว้างขวาง แต่จากัดตัวอยู่ที่หมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นส่วนใหญ่ หลังจากไม่สามารถขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในหมู่เกาะเครื่องเทศได้แล้ว ความสนใจของสเปนก็ยิ่งจากัดลงที่ฟิลิปปินส์มากขึ้น
  • 8.
    การค้าของฟิลิปปินส์ภายใต้สเปนก็ไม่ค่อยสัมพันธ์กับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน แต่ถูกผูกพันไว้กับการค้าของอาณานิคมสเปน ในอเมริกาใต้และจีน กล่าวคือเป็นแหล่งกลางสาหรับการค้าของดินแดนทั้งสองนั้นอย่างไรก็ตาม ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ สเปนได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองในกัมพูชา ซึ่งไม่บังเกิดผลอันใดเป็นการถาวรแก่สเปน แต่มีจดหมายเหตุเกี่ยวกับกัมพูชาและ อยุธยาในภาษาสเปนอยู่บ้าง เกี่ยวด้วยการเมืองระหว่างประเทศและภายในกัมพูชา ในช่วงระยะเวลาที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยก กองทัพไปปราบเมืองละแวกใน พุทธศักราช ๒๑๓๗ ฮอลันดา ชาติยุโรปตะวันตกที่ได้สัมพันธ์กับประเทศในเอเชียอาคเนย์อย่างกว้างขวางใกล้ชิด และมีเวลาสืบทอดกัน ยาวนานมากที่สุดเห็นจะได้แก่ฮอลันดา บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ได้สถาปนาศูนย์กลางอานาจของตนเองในภูมิภาคนี้ที่ เกาะชวาในศตวรรษที่ ๒๒ การค้าของกระจายไปทั่วตะวันออก มีพ่อค้าและนักเดินทางชาวฮอลันดาได้เยี่ยมเยือนหรือทาธุรกิจใน เกือบทุกประเทศของภูมิภาคนี้ และด้วยเหตุดังนั้นจดหมายเหตุของฮอลันดาเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้จึงมีจานวนมาก ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย นอกจากรายงานของนายสถานีการค้าและพ่อค้าที่อยุธยาแล้ว ยังมีจดหมายเหตุเกี่ยวกับ ประเทศไทยอีกหลายฉบับ ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง นายสถานีการค้าของฮอลันดาที่อยุธยาสองนายได้ผลิตจดหมายเหตุ ไว้จานวนหนึ่ง คือ นายสเฆาเตน (Joost Schouten) และนายเยเรเมียส ฟาน ฟลีท (Jeremias van Vliet) ในสมัยพระเพทราชา ยังมีจดหมาย เหตุของ ชาวฮอลันดาที่ได้แปลเป็นภาษาไทยแล้วอีกฉบับหนึ่ง คือ จดหมายเหตุของหมอแกมป์เฟอร์ นอกจากจดหมายเหตุชาวฮอลันดา ที่ได้แปลแล้ว ยังมีจดหมายเหตุในภาษาฮอลันดาอีกจานวนมากที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งยังไม่ได้ถูกแปลออกเป็นภาษาไทย เป็น ต้นว่า บันทึกรายวันของท่าเมืองปัตตาเวีย บันทึกนี้เป็นสิ่งที่พนักงานประจาท่าเมืองปัตตาเวียต้องการคาให้การของเรือที่แวะท่า นั้น และจดบันทึกไว้เป็นรายวัน มีเรือของฮอลันดาที่ได้เดินทางมาค้าขายในกรุงศรีอยุธยากลับไป ก็ต้องรายงานไว้เช่นกัน นับว่ามี ประโยชน์อย่างมากแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในช่วงร้อยปีสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ค่อยมีหลักฐาน ต่างประเทศสาหรับตรวจสอบหลักฐานของไทยเองมากนัก อังกฤษ อังกฤษเริ่มติดต่อกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบจะพร้อมกับฮอลันดา แต่ความสนใจของอังกฤษ ต่อภูมิภาคนี้ลดลงเนื่องจากถูกกีดกันโดยฮอลันดา และการค้าของอังกฤษไม่ค่อยให้ผลกาไรดีนัก อย่างไรก็ตามมีนักเดินทางชาว อังกฤษได้เดินทางสารวจภูมิภาคนี้ และได้เขียนจดหมายเหตุไว้จานวนไม่น้อย ตลอดเวลานับตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๒ ลงมา ทั้ง อังกฤษยังมีสถานีการค้าอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ นายสถานีเหล่านี้บางคนก็ได้เขียนจดหมายเหตุเกี่ยวกับดินแดนที่สถานี การค้าของตนตั้งอยู่เช่นกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย อังกฤษเริ่มติดต่อกับไทยหลังฮอลันดาไม่นานนัก แต่การค้าของอังกฤษในประเทศไทยไม่ สู้ก้าวหน้านัก เพราะประสบการขาดทุน ในขณะเดียวกันก็มีชาวอังกฤษที่ไม่ได้ทางานกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเข้า มารับราชการกับไทย หรือมาค้าขายเป็นอิสระจากบริษัท ทั้งเจ้าพนักงานบริษัทและประชาชนอิสระเช่นนี้ ได้ทิ้งจดหมายเหตุที่มี คุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้จานวนหนึ่ง เช่น จดหมายเหตุของนายยอร์ช ไวท์ เป็นต้น เอกสารการติดต่อระหว่างบริษัทและเจ้า พนักงาน รวมทั้งพ่อค้าอิสระชาวอังกฤษที่เกี่ยวกับไทยในศตวรรษที่ ๒๒ นั้น หอสมุดวชิรญาณ (หรือหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน) ได้ จ้างคนคัดเลือกและคัดลอกจากหอเอกสารเมืองอังกฤษ ออกพิมพ์เป็นชุดไว้ในภาษาอังกฤษชื่อ “เอกสารบันทึกความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗” (Records of the Relations between Siam and Foreign Countries in the ๑๗ the Century) นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๒๔ เป็นต้นมา อังกฤษกลับมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย อังกฤษมีความสาคัญเพิ่มขึ้นทั้งในทางการเมืองระหว่างประเทศและการค้า จดหมายเหตุที่ชาวอังกฤษเขียนเกี่ยวกับประเทศไทย
  • 9.
    จึงทวีจานวนเพิ่มขึ้น และเป็นหลักฐานที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์มากขึ้นด้วย จดหมายเหตุของนายจอห์นครอเฟิร์ด ราชทูตอังกฤษซึ่งเข้ามาในประเทศไทย เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๖๔ เอกสารของนายเฮนรี เบอร์นี และ เซอร์จอห์น เบาริง ซึ่ง เข้ามากรุงเทพฯ ใน พุทธศักราช ๒๓๙๘ เป็นจดหมายเหตุสาคัญที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเทศไทยในขณะนั้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีจดหมายเหตุของบุคคลอื่น ๆ ในคณะทูตและพ่อค้าชาวอังกฤษอีกจานวนหนึ่ง เช่น จดหมายเหตุของนายพินเลย์สัน ซึ่งเข้ามาพร้อมครอเฟิร์ด และจดหมายเหตุของนายนีลซึ่งเข้ามาเมืองไทยในปลายรัชกาลที่ ๓ เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเอกสารของ รัฐบาลอังกฤษทั้งที่ลอนดอนและกัลกัตตาในอินเดีย ซึ่งมีเกี่ยวกับประเทศไทย ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๔ มาจนถึงสมัยหลังอีกจานวนมาก ฝรั่งเศส ก่อนปลายศตวรรษที่ ๒๔ รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ค่อยมีบทบาทในเอเชียอาคเนย์มากนัก อย่างไรก็ตาม คณะ บาทหลวงฝรั่งเศสได้มาตั้งกิจการดาเนินงานเผยแพร่ศาสนาในประเทศแถบนี้สืบเนื่องกันอยู่นาน ในกรณีของประเทศไทย ฝรั่งเศส เคยมีบทบาทอย่างมากในศตวรรษที่ ๒๓ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มีจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศส บาทหลวง และพ่อค้า ฝรั่งเศสเขียนเกี่ยวกับเมืองไทยในระยะนี้อยู่มาก ได้แก่ งานของซีโมน เดอ ลาลูแบร์ และของนิโคลาส์ แชร์แวส เอกสารของ บาทหลวงและพ่อค้าฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยสืบมาจนรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ได้แปลออกเป็นภาษาไทย และ รวมอยู่ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร ในต้นรัตนโกสินทร์สังฆราชชาวฝรั่งเศสชื่อ ชังบัปติสต์ ปัลเลกัวซ์ ซึ่งได้พานักอยู่ใน ประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ได้เขียนจดหมายเหตุ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ไว้ นับเป็นจดหมายเหตุที่เที่ยงตรงและทรงคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์อย่างมาก ในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสยิ่งใกล้ชิดขึ้น ทั้งในเชิงเป็นอริและมิตร เอกสารรัฐบาล ฝรั่งเศสที่เกี่ยวกับไทยจึงมีจานวนมาก จดหมายเหตุการณ์สารวจ เช่น ของ นายดูดาร์ต เดอ ลาเกร และ นายออกุสต์ ปาวี ทาให้ได้รู้จักสภาพของไทยในเขตชนบทและในประเทศราชของไทยขณะนั้นดีขึ้นอย่างมาก ๒ จดหมายเหตุชาวพื้นเมือง คาว่าจดหมายเหตุที่เคยใช้กันมามีความหมายค่อนข้างกว้างขวาง ถาวร บันทึกเหตุการณ์ที่ล่วงไปแล้วทั้งหมด คือ การ บันทึกจดหมายเหตุ แต่เหตุการณ์ที่บันทึกไว้นั้นมักจะเป็นเหตุการณ์เพียงอันเดียว เช่น พระราชพิธีโสกันต์ หรือ แห่ช้างเผือก หรือ มิฉะนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่กินระยะเวลาอันสั้น เช่นประสบการณ์ของคนในชั่วชีวิตเดียว หรือเพียงบางส่วนในชีวิตของผู้เขียน เช่น จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป เป็นต้น ด้วยเหตุดังนั้น หนังสือพระราชพงศาวดารจึงไม่จัดเป็นจดหมายเหตุ ตานานพระแก้ว มรกตก็ไม่จัดเป็นจดหมายเหตุ เพราะเป็นเรื่องที่ครอบคลุมระยะเวลายาวนาน อย่างไรก็ตาม มีการใช้คาว่าจดหมายเหตุกว้างขวาง กว่านี้ คือหมายความถึงเอกสารเก่าทั้งหมด เช่น เอกสารรัฐบาลจาพวกท้องตรา ใบบอก และกฎหมาย ซึ่งเก็บรวบรวมอยู่ในแผนก หนังสือตัวเขียนหอสมุดแห่งชาติ ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดจดหมายเหตุ หน่วยงานที่เก็บเอกสารเช่นนี้ก็เรียกว่า จดหมายเหตุแห่งชาติ ใน ที่นี้ไม่ใช้คาว่าจดหมายเหตุในความหมายนี้ เพราะคลุมเครือและทาให้สับสน ในการกล่าวถึงจดหมายเหตุชาวพื้นเมือง จาเป็นต้องจากัดลงให้เหลือแต่จดหมายเหตุไทย หรือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยเท่านั้น ธรรมเนียมการบันทึกจดหมายเหตุ จะมีมาช้านานอย่างไรในประเทศไทยไม่ทราบได้ เนื่องจากหลักฐานจดหมายเหตุที่ เก่าแก่จริง ๆ ยังไม่อาจหาได้พบ แต่นับตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เป็นต้นมา ความจาเป็นของบ้านเมือง ในอันที่จะต้องรวบรวม ขนบประเพณีและพระราชพิธีเก่า ไว้เป็นตารามีมากขึ้น จึงทาให้รัฐบาลต้องเป็นธุระสอบถาม รวบรวมความทรงจาของคนเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าว บันทึกเก็บไว้ในรูปของจดหมายเหตุจานวนมาก เหตุฉะนั้นจดหมายเหตุของไทยในระยะ แรก ๆ จึงมีเนื้อความ เกี่ยวกับสมัยปลายอยุธยาเป็นส่วนใหญ่ เช่น จดหมายเหตุขุนโขลน ซึ่งเกี่ยวกับธรรมเนียมการปกครอง และการจัดการเกี่ยวกับ ท้องที่แถวพระพุทธบาท จดหมายเหตุเกี่ยวกับหนังราชสีห์ อันเป็นบันทึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสิงโตและหนังสิงโตตัว หนึ่ง ซึ่งมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายไว้ในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์
  • 10.
    ในต้นรัตนโกสินทร์เองก็ได้มีการจดบันทึกการพระราชพิธี ซึ่งได้จัดขึ้นโดยสอบสวนจากผู้รู้ครั้งกรุงเก่าได้มาก เมื่อจัดแล้วก็ จดบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุเพื่อใช้เป็นตาราในการจัดครั้งต่อไปเช่น จดหมายเหตุการณ์พระราชพิธีโสกันต์เจ้านาย จดหมายเหตุ สมโภชช้างเผือก เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีจดหมายเหตุความทรงจาของบุคคล เช่น จดหมายเหตุความทรงจาของกรมหลวงนรินทร เทวี หรือ ขัตติยราชปฏิพัทธ์ อันเป็นเรื่องความสัมพันธ์กันระหว่างสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยน ทราบรมราชินี เมื่อก่อนจะทรงอุปภิเษกกัน เป็นต้น หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า คาให้การ ก็มีลักษณะเป็นจดหมายเหตุอยู่เช่นกัน แม้แต่หนังสือคาให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งเป็นการให้การของชาวกรุงไทยที่ถูกพม่าจับเป็นเชลย ก็มีส่วนหนึ่งเป็นจดหมายเหตุ ได้แก่ ธรรมเนียมการปกครอง กฎหมาย และการพระศาสนาในอยุธยา เป็นต้น พระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในสมัยโบราณนั้น เป็นภาระหน้าที่ของเจ้าพนักงานเก็บไว้ในหอศาสตราคม เอกสารจากหอ ศาสตราคมครั้งอยุธยาได้สูญหายไปหมดแล้ว เฉพาะที่เหลืออยู่เป็นของกรุงรัตนโกสินทร์และกินระยะเวลาอันสั้น ก็เรียกว่าจดหมาย เหตุหอศาสตราคม ลักษณะการจดบันทึกเหตุการณ์สาคัญโดยบุคคลเช่นนี้ บางทีก็เรียกจดหมายเหตุเช่นกัน ดังเช่น จดหมายเหตุจ มื่นเก่งศิลป์ซึ่งเป็นโหร จดบันทึกเหตุการณ์สาคัญเป็นสถิติสาหรับวิชาโหราศาสตร์ของตน จดหมายเหตุประเภทนี้มีลักษณะคาบ เกี่ยวกับบันทึกซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า นอกจากจดหมายเหตุซึ่งเป็นภาษาไทยแล้ว ยังมีจดหมายเหตุในภาษาอื่น ๆ ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเกี่ยวข้อง กับประเทศไทยอยู่เหมือนกัน เช่น จดหมายเหตุในภาษาลาว เขมร ไทยลานนา มลายู มอญ พม่า เป็นต้น แต่การศึกษาในด้านนี้ยัง มีน้อยและไม่มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยอยู่เสมอ ๓ ตานาน ได้แก่เรื่องราวหรือประวัติความเป็นมาของเมือง ปูชนียสถาน บุคคลสาคัญ ปูชนียวัตถุที่สืบตกทอดกันมา ทั้งโดยการ จดจาบอกเล่า และรวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยหนึ่งก่อนที่คาว่าประวัติศาสตร์จะใช้กันอย่างแพร่หลายใน ภาษาไทย นักประวัติศาสตร์ใช้คาว่า “พงศาวดาร” แทนงานประวัติศาสตร์ทางการเมือง แต่งานที่ไม่เป็นประวัติศาสตร์การเมืองก็ ไม่อาจใช้คาว่าพงศาวดารได้ จึงเลี่ยงไปใช้คาว่าตานานแทน เหตุฉะนั้น จะมีงานที่เขียนในรุ่นหลังพวกหนึ่งซึ่งเรียกว่าตานาน เช่น “ตานานพุทธเจดีย์สยาม” “ตานานวังหน้า” หรือ “ตานานการเลิกบ่อนเบี้ยและเลิกหวย” งานเหล่านี้มีลักษณะไม่เหมือนตานาน ตามความหมายแบบเก่า แท้ที่จริงคืองานประวัติศาสตร์นิพนธ์ตามปกติ ด้วยเหตุผลที่ตานานทั้งหลาย มักจะเริ่มต้นด้วยการจดจาบอกเล่ากันมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีผู้รวบรวมเขียนขึ้นไว้เป็น ลายลักษณ์อักษร ตานานจึงดูดซึมเอานิทาน นิยาย คติชาวบ้านและข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ในเรื่อง เดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ของตานานกลายเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของตานานไป การรวบรวมตานานเขียนขึ้นนั้นบางครั้งก็มิได้ตั้ง ชื่อว่าตานาน แต่เนื่องจากลักษณะเด่นของตานานก็ยังคงอยู่ คือ การผสมปนเปอย่างมากกับความเชื่อคติชาวบ้าน และนิทาน นิยาย แม้ว่าไม่เกี่ยวกับประวัติของสถานที่หรือปูชนียวัตถุสถานใด ๆ ก็ยังจัดว่าเป็นงานตานานอยู่นั่นเอง เช่น พงศาวดารเหนือ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า ตานานเป็นหลักฐานที่เก่าแก่มากที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย เพียงแต่ว่าตานานถูกรวบรวมเขียนขึ้นช้า นานภายหลังจากที่บอกเล่าจดจากันมาหลายชั่วคน จึงทาให้รูปลักษณะของตานานที่เราสามารถพบได้ในปัจจุบันผันแปรไปอย่าง มากแล้ว แม้กระนั้นตานานก็ให้อิทธิพลแก่งานเขียนทางประวัติศาสตร์ชนิดอื่น ๆ อย่างสูง เพราะเนื้อหาในตานานจะถูกนักเขียน ประวัติศาสตร์ลอกเลียนไปในงานของตน เมืองสาคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ จะมีตานานของเมือง ตัวอย่างเช่น ในลานนาไทยมีตานานสาคัญ ๆ อยู่มาก เช่น ตานานพิงควงศ์ เป็นเรื่องราวของเชียงใหม่ ตานานเมืองหริภุญไชย เป็นเรื่องของเมืองลาพูน ตานานหิรัญนครและ
  • 11.
    ตานานสิงหนวัติกุมาร เป็นเรื่องของการตั้งถิ่นฐานของคนไทยในบริเวณลุ่มน้ากก นอกจากนี้ยังมีตานานเกี่ยวกับปูชนียวัตถุสถานที่ สาคัญของพุทธศาสนาอีกด้วยเช่น ตานานพระธาตุช่อแฮ ตานานพระธาตุจอมทอง ตานานพระแก้วมรกต (ซึ่งมีผู้แต่งเป็นภาษา บาลีชื่อ รัตนพิมพวงศ์) เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ก็เกิดในภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเช่นกัน นิทานเรื่องพระร่วง คือ ตานานเกี่ยวกับบุคคลสาคัญเช่นเดียวกับสิงหนวัติกุมารของภาคเหนือ นิทานหรือประวัติศาสตร์ของเมืองต่าง ๆ ในพงศาวดารเหนือ คือตานานที่เกี่ยวกับเมืองในท้องที่ภาคกลางของประเทศ ในท้องที่ต่าง ๆ เกือบทุกแห่งของประเทศ ยังมีตานานของสถานที่ใน ละแวกต่าง ๆ ซึ่งชาวบ้านเล่าสืบกันมา โดยยังไม่มีใครจดขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอีกมาก พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราชใน ตอนต้น และนิทานเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเฮืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีลักษณะเป็นตานานเช่นกัน ตานานต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์แฝงอยู่ เพราะมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงเป็น พื้นฐาน แต่การที่มีเรื่องราวพิสดารผิดแผกไปจากความจริงนั้น เป็นเพราะเหตุหลายประการ เช่น การเพิ่มเติมเสริมแต่งให้เหมาะสม กับศรัทธาความเชื่อของคนตามกาลสมัย การพยายามอธิบายหรือเล่าเรื่องใหม่ โดยอาศัยพื้นฐานของเรื่องเดิมเป็นส่วนประกอบ สาคัญ ตัวอย่างเช่น เรื่องพระร่วง พระลือ ซึ่งเป็นบุคคลสาคัญที่เป็นจริงในประวัติศาสตร์ จะถูกนามาประกอบกับตานานมากมาย หลายเรื่อง นอกจากนี้ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ตานานมักจะเริ่มด้วยการบอกเล่าจดจามาก่อนทั้งสิ้น ทาให้มีการดัดแปลงเสริมแต่งได้ ง่าย เนื่องจากตานานส่วนใหญ่มีเรื่องที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ ไม่น่าเป็นไปได้ เช่น การเสด็จมาปรากฏของพระพุทธองค์เพื่อทรง พยากรณ์ในบริเวณต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้ และความคลาดเคลื่อนของกาลเวลา ทาให้คนส่วนมากเห็นว่า ตานานเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่น่าเชื่อถือ ตานานจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกละเลย หรือประเมินคุณค่าต่าในหมู่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลัง แต่ที่จริง แล้ว ตานานถูกใช้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ตลอดมา เพราะก่อนที่จะมีการเรียบเรียงพระราชพงศาวดารขึ้นอย่างเป็นทางการนั้น การเรียนรู้และรักษาประวัติความเป็นมาของเรื่องต่าง ๆ ที่ทากันในลักษณะตานานเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้หลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ประเภทอื่นได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตานานมีเค้าความจริงอยู่เสมอ ในปัจจุบันความสนใจใช้ตานานเป็นหลักฐาน ประวัติศาสตร์ได้เพิ่มมากขึ้น แต่การใช้ตานานเป็นหลักฐานนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่อาจนามาใช้อย่างตรงไปตรงมาทันที เหมือนเอกสารหลักฐานประเภทอื่น ผู้ใช้จะต้องทาความเข้าใจกับความหมายและวิธีการของการเขียนตานาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ แตกต่างกันไปตามลักษณะของตานานนั้น ๆ เช่น ตานานที่เกี่ยวกับศาสนา ผู้เรียบเรียงต้องการจะให้น้าหนักความสาคัญของความ ต่อเนื่อง ระหว่างพุทธศาสนาในไทยกับอินเดียหรือลังกา จึงมักจะมีการดัดแปลงชื่อของตาบลสถานที่และกาลเวลาให้เหมาะสมกับ วัตถุประสงค์ดังกล่าว เป็นต้นว่านาเอาเรื่องพุทธพยากรณ์เข้ามา เป็นต้น งานศึกษาตานานที่น่าสนใจได้แก่ “พงศาวดารโยนก” ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ที่ได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๔๙ ผู้เรียบเรียงได้รวบรวมตานานต่าง ๆ ที่เป็นต้นฉบับอักษรพื้นเมืองภาคเหนือมาเรียบเรียงขึ้นใหม่ ให้เป็นเรื่อง ต่อเนื่องกัน โดยสอบสวนเทียบเคียงกับหลักฐานเอกสารอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเวลานั้น เช่น พระราชพงศาวดารพม่ารามัญ ไทยใหญ่ ลานช้าง จีน ไทย เขมร และเอกสารภาษาอังกฤษ ทาให้เกิดผลงานใหม่ที่ผู้เรียบเรียงใช้ชื่อว่า “ตานานโยนก” นับเป็นเอกสาร หลักฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากชิ้นหนึ่ง ๔ พงศาวดารแบบพุทธศาสนา ความนิยมของเหล่ากุลบุตรที่จะได้ไปบวชเรียนในลังกาทวีป ทาให้ประเพณีนิยมแบบลังกาบางอย่าง ที่นอกเหนือจากพุทธ ศาสนาหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยผ่านพระภิกษุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และ ๒๒ เป็นต้นมา ได้เกิดความนิยมเขียน ประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารที่ลอกเลียนจารีตของการเขียนพงศาวดารลังกาขึ้นในประเทศไทยบ้าง ศูนย์กลางสาคัญของกลุ่มภิกษุ
  • 12.
    ที่นิยมเขียนพงศาวดารทานองนี้อยู่ที่เชียงใหม่ อันเป็นนครหลวงของอาณาจักรลานนาไทย และกระจายออกไปจนถึงเมืองอื่นๆ ใน ลานนาด้วยกันเอง ตลอดจนถึงเชียงตุงและเชียงรุ้งในสิบสองปันนา เป็นต้น จารีตของการเขียนพงศาวดารแบบลังกานั้นก็คือ การอาศัยประวัติของพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของเรื่องราว โดยการ ย้อนกลับไปกล่าวตั้งแต่สมัยพุทธกัปแรก บางครั้งก็ย้อนไปเล่าตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระองค์แรกใน ๒๕ พระองค์ที่จะมาตรัสในโลกนี้ บางครั้งก็ย้อนไปเล่าตั้งแต่องค์แรกใน ๕ พระองค์สุดท้ายที่จะมาตรัสในโลกนี้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเล่าถึงการสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะมาตรัสเป็นพระสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้าในสมัยของเรานี้ ถัดจากนั้นก็บรรยายพุทธประวัติอย่างสั้น ๆ แล้วก็ดาเนินความ เกี่ยวกับว่าพุทธศาสนาได้ขยายไปยังดินแดนของตนอย่างไร ได้มีกษัตริย์พระองค์ใดบ้างทั้งในอินเดียและที่อื่น ๆ ซึ่งได้เป็นองค์เอก อัครศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า พระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย และพระเจ้าทุฏฐคามินีแห่งลังกา เป็นต้น เนื้อหาของ พงศาวดารประเภทนี้ก็คือ เรื่องราวของวงศ์ขององค์ศาสนูปถัมภกและพระศาสนาในดินแดนถิ่นประเทศของตน การเขียนพงศาวดารประเภทนี้ในประเทศไทย ระยะแรกก็เริ่มเขียนกันเป็นภาษาไทยก่อน โดยอาศัยข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาต่าง ๆ ผสมกับตานานนิทานพื้นบ้านที่จดจาบอกเล่าสืบกันมาแต่โบราณ เป็นต้นว่าหนังสือมูล ศาสนา ซึ่งคงจะเขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากนั้นก็มีพระภิกษุที่ชานาญในภาษาบาลี เขียนพงศาวดารแบบเดียวกันนี้ แต่เขียนเป็นภาษาบาลี เพื่อให้สอดคล้องกับ มหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ซึ่งเขียนในภาษาบาลีเช่นกัน จึงเกิดหนังสือเช่น ชินกาลมาลี ปกรณ์ (แปลโดยอรรถว่า เรื่องราวแห่งกาลเวลาของพระพุทธศาสนาอันร้อยกรองไว้ประหนึ่งพวงดอกไม้) ซึ่งก็มีลักษณะดังที่ได้ กล่าวแล้วคือ เล่าความย้อนกลับไปตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรก จนถึงเมื่อพระพุทธศาสนาได้ขยายเข้ามาสู่ลานนาไทยสืบมาจนถึง สมัยที่เขียน ความนิยมที่จะเอาตานานและเรื่องเล่าต่าง ๆ เขียนขึ้นไว้เป็นภาษาบาลีก็แพร่หลาย มีหนังสือประวัติศาสตร์ในภาษา บาลีเช่นนี้เกิดขึ้นจานวนมาก เช่น จามเทวีวงศ์ อันเป็นประวัติของนางจามเทวี เจ้าแผ่นดินลาพูนหรือหริภุญไชย และเชื้อสายของ พระนางสิงหิงคนิทาน อันเป็นประวัติของพระพุทธสิหิงค์ รัตนพิมพวงศ์ ประวัติของพระแก้วมรกต เป็นต้น คุณค่าของหนังสือพงศาวดารประเภทนี้ก็คือ ได้รวบรวมเอาตานานหรือนิทานที่จดจาบอกเล่ามาเขียนขึ้นไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร ก่อนหน้าการรวบรวมรุ่นหลัง ๆ เป็นเวลานาน ทาให้ตานานนิทานเหล่านั้นยุติไม่ผันแปรต่อไป นอกจากนี้การกล่าวถึง ประวัติพุทธศาสนาในดินแดนลานนาไทย ก็ทาให้ได้รู้ประวัติศาสตร์ทั้งของลานนาไทยเอง และดินแดนใกล้เคียง เช่น สุโขทัย อยุธยา และพม่าอีกด้วย นับว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นสองที่ทรงคุณค่าอย่างมาก ๕ พระราชพงศาวดาร ในราวสมัยเดียวกับที่เชียงใหม่กาลังเฟื่องฟูอยู่ด้วยการเขียนพงศาวดารแบบลังกาเป็นภาษาบาลีอยู่นั้น ที่อยุธยาก็ได้ พัฒนาการนิพนธ์ประวัติศาสตร์อีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งแทนที่จะใช้พระพุทธศาสนาเป็นแกนกลางของท้องเรื่อง กลับใช้เรื่องราวของ กษัตริย์ที่ครองราชย์บัลลังก์อยุธยาเป็นแกนกลาง และเรียกงานนิพนธ์เช่นนี้ว่า พระราชพงศาวดาร อันมีความหมายว่า เรื่องราวของ องค์พระเป็นเจ้าผู้อวตารสืบวงศ์ลงมา พระราชพงศาวดารฉบับเก่าที่สุดคงได้สูญหายไปแล้ว เหลืออยู่เพียงชิ้นส่วนเป็นฉบับปลีกไม่กี่หน้าเก็บรักษาอยู่ในหอสมุด แห่งชาติปัจจุบันพระราชพงศาวดารฉบับที่ค่อนข้างสมบูรณ์เท่าที่เหลือมาถึงปัจจุบันที่เก่าที่สุด คือ พระราชพงศาวดารฉบับหลวง ประเสริฐ ซึ่งเขียนขึ้นในรัชสมัยพระนารายณ์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ พระราชพงศาวดารฉบับนี้เป็นความสังเขป คือ ไม่ให้ รายละเอียดของเหตุการณ์มากนัก เป็นเพียงกล่าวถึงอย่างย่อโดยเรียงลาดับศักราชลงมาเท่านั้น ถือกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า เป็นพระราชพงศาวดารที่มีข้อมูลแม่นยาที่สุด ธรรมเนียมการนิพนธ์พระราชพงศาวดารยังถือปฏิบัติต่อกันมาเรื่อย ๆ โดยอาศัยการชาระพระราชพงศาวดารเก่าที่มีอยู่ ซึ่งหมายถึงการดัดแปลงแก้ไขและการแต่งเติมเรื่องราวต่อมาจนถึงใกล้สมัยที่มีการชาระ จึงมีพระราชพงศาวดารฉบับต่าง ๆ ใน
  • 13.
    ปัจจุบันนี้หลายฉบับ เนื้อความส่วนใหญ่ตรงกัน และมักจะใช้ถ้อยคาตรงกันอยู่มากด้วยเพราะคัดลอกกันมานั่นเอง พระราช พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันหลังจากฉบับหลวงประเสริฐแล้วก็มี พระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม พระ ราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์ (หรือบางครั้งเรียกว่าฉบับ หมอบรัดเล หรือฉบับพิมพ์สองเล่ม) พระราชพงศาวดารสังเขปฉบับ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ชื่อฉบับเหล่านี้ล้วนตั้งขึ้นในภายหลังเพื่อหมายรู้ ได้เท่านั้น โดยอาศัยลักษณะเฉพาะของต้นฉบับ หรือชื่อของผู้ที่ได้ค้นพบและมอบให้แก่หอสมุด เช่น ฉบับหลวงประเสริฐ ที่เรียก เช่นนี้เพราะผู้พบคือหลวงประเสริฐอักษรนิติ ฉบับพระราชหัตถเลขามีชื่อเช่นนี้ก็เพราะมีลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ที่ริมหน้ากระดาษ เพราะทรงตรวจแก้พระราชพงศาวดาร เป็นต้น ส่วนฉบับพระพนรัตน์นั้น ได้ชื่อเช่นนี้ เพราะบัดนี้รู้ได้แน่แล้วว่าพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน เป็นผู้แต่งชาระในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีมีอยู่ ๔ ฉบับ ได้แก่ ฉบับพันจันทนุมาศ ซึ่งมีข้อความตรงกันกับฉบับบริติชมิวเซียม ฉบับ ของ กองวิชาการ กระทรวงธรรมการ ซึ่งได้แก้ไขฉบับพันจันทนุมาศไปบ้าง และฉบับที่เป็นส่วนหนึ่งของฉบับพระราชหัตถเลขา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์สอบสวนเอกสารเก่า เพื่อเขียนพระราชพงศาวดารขึ้นชุดหนึ่ง จึงเกิดพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น มีอยู่สี่รัชกาลแรก เรียกกันว่า พระราช พงศาวดาร ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พระราชพงศาวดาร เป็นหลักฐานค่อนข้างสาคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ แม้ว่ามีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่ก็ให้ ประโยชน์อย่างมากแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ได้อาศัยพระราชพงศาวดารเป็นพื้นฐานของ เรื่องราวของตนยิ่งกว่าหลักฐานอื่นใด ๖ เอกสารราชการหรือเอกสารการปกครอง ส่วนใหญ่ของเอกสารการปกครองในประวัติศาสตร์ไทยได้สูญหายไปแล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเสียกรุงศรีอยุธยาก็ เป็นได้ แต่ที่สาคัญเกิดจากการไม่มีธรรมเนียมหรือระบบการเก็บเอกสารราชการมาตั้งแต่โบราณ จนการตั้งกระทรวงทบวงกรม ขึ้นตามแบบปัจจุบันในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเริ่มมีการเก็บเอกสารราชการอย่างมีระบบ เอกสารการปกครองหรือเอกสารของรัฐบาล ในสมัยก่อนหน้านี้จึงกระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ อย่างมาก ในสมัยที่หอสมุดแห่งชาติถือกาเนิดขึ้นในนามของหอพระสมุดวชิรญาณ สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ซึ่งทรง เป็นนายกสภาหอพระสมุด ได้ทรงเอาพระทัยใส่ในการเก็บรวบรวมเอกสารการปกครองของเก่าเท่าที่จะหาได้ตามหน่วยราชการ หรือตกเป็นสมบัติของเอกชน เก็บไว้เป็นแผนกหนึ่งในหอพระสมุด เอกสารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเอกสารการปกครองในรัฐบาล นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ลงมา ส่วนเอกสารในสมัยอยุธยาและธนบุรีนั้นมีอยู่น้อยชิ้น ปัจจุบันนี้เอกสารเหล่านี้มี จานวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหอสมุดแห่งชาติได้รับเพิ่มเติมจากส่วนราชการบางแห่ง และอยู่ในความดูแลของแผนกหนังสือตัวเขียน เอกสารการปกครองเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ๑ ใบบอก ได้แก่ รายงานของข้าราชการส่วนภูมิภาค หรือข้าหลวงต่างพระเนตร ซึ่งถูกส่งไปกระทากิจเฉพาะอย่างใด อย่างหนึ่งแก่รัฐบาลหรือเจ้านายบางพระองค์ ใบบอกเหล่านี้มักจะเป็นต้นฉบับที่แท้จริง เขียนอยู่ในกระดาษสา (กระดาษบางและ เบาที่ใช้ที่ใช้ทาว่าว) ซึ่งส่งมายังรัฐบาลกลางจริง และนี่คือเหตุผลที่ยังเหลือตกทอดมาได้ ใบบอกเหล่านี้มีจานวนมาก แม้ว่าสูญ หายไปก็จานวนมากกว่ามากก็ตาม เป็นเรื่องราวบอกให้กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินบ้าง กราบทูลแก่เจ้านายบางพระองค์บ้าง เกี่ยว
  • 14.
    ด้วยเรื่องต่าง ๆ กว้างขวางนับตั้งแต่เรื่องปกติในการปกครอง เช่น ส่งส่วย ส่งสิ่งที่เกณฑ์ รายงานน้าฝนต้นข้าว บอกส่งโจรผู้ร้าย หรือ คดีความ ตลอดจนเรื่องใหญ่ ๆ เช่น บอกเกี่ยวกับการรบทัพจับศึก เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น ๒ สารตราศุภอักษร สารตรา คือ หนังสือของเสนาบดีจากส่วนกลางมีไปยังเจ้าเมือง ศุภอักษร คือ หนังสือของ เสนาบดีมีไปยังเจ้าประเทศราช หรือหนังสือของเจ้าประเทศราชมีมายังเสนาบดี กล่าวโดยสรุปคือคาสั่งจากรัฐบาลกลางนั่นเอง เอกสารประเภทนี้ที่มีเหลือเก็บอยู่ในแผนกหนังสือตัวเขียนมักไม่เป็นเอกสารตัวจริง เนื่องจากตัวจริงก็ย่อมต้องส่งไปยังส่วนภูมิภาค แล้ว แต่เป็นฉบับร่าง โดยในสมุดแบบเก่า สมุดเหล่านี้มักทาด้วยกระดาษสีดาจึงมักเรียกว่าสมุดดา แต่บางครั้งก็ใช้กระดาษขาว เช่นกัน จึงเรียกสมุดขาวก็มี ร่างของหนังสือเหล่านี้บางทีก็จะพบรอยแก้ไขตัดทอนข้อความ และมักจะมีคารับรองของปลัดกรมว่าได้ ตรวจแก้เป็นที่พอใจแล้ว เสมียนก็จะคัดลอกข้อความลงในกระดาษสาเพื่อให้เสนาบดี หรือเจ้ากรมได้ลงตราประทับตามตาแหน่ง และส่งออกไป เพราะฉะนั้น แม้จะมิใช่เอกสารตัวจริง แต่ก็เห็นได้ว่าไม่น่าจะคลาดเคลื่อนจากเอกสารตัวจริงนัก ๓ บัญชีทูลเกล้า เอกสารเหล่านี้มักจะอยู่ในรูปของสมุดดาเช่นกัน เป็นรายงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางทาขึ้นเป็น บัญชีสรุปรายปีเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เพื่อทูลเกล้าถวายให้พระเจ้าแผ่นดินได้ทอดพระเนตร บัญชีเหล่านี้มีอยู่หลายชนิด เช่น บัญชี ปืนใหญ่ บัญชีเลิกไพร่กรมกองต่าง ๆ บัญชีภาษี บัญชีการใช้จ่าย บัญชีเกี่ยวกับการค้ากับเมืองจีน หรือเมืองอื่น ๆ ตลอดจนบัญชี หนังสือในหอหลวง เป็นต้น ๔ บันทึก มีเอกสารอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจานวนน้อยกว่าที่กล่าว ๓ ประเภทนั้น ได้แก่ บันทึกที่ผู้บังคับบัญชาตามคาสั่ง ให้บันทึก หรือเป็นบันทึกพระบรมราชโองการ เป็นต้น การบันทึกเหล่านี้เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องราชการเป็นส่วนใหญ่ บันทึกบางฉบับ ได้พิมพ์แล้ว และเป็นที่รู้จักกันดี เช่น “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” อันเป็นบันทึกของหลวงอุดมสมบัติ เกี่ยวด้วยการประชุม เสนาบดีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงระยะเวลาที่ผู้บังคับบัญชาของหลวงอุดมสมบัติไม่อยู่ในพระนคร เพราะต้องนาทัพไปปราบหัวเมืองมลายู หรือบันทึกพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเอง เมื่อใกล้จะเสด็จ สวรรคตได้โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในจดบันทึกพระบรมราชโองการออกมายังเสนาบดีและเจ้านายที่สาคัญ ทรง พระราชดาริด้วยผู้ที่จะควรขึ้นครองราชย์สมบัติต่อไป บันทึกนี้ก็ได้รวมพิมพ์อยู่ใน “จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต” เป็นต้น ๕ คาให้การ มีเอกสารอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีจานวนไม่มากเช่นกัน ได้แก่ คาให้การต่าง ๆ อันได้แก่ คาให้การของคดีซึ่ง กราบบังคมทูลขึ้นไปเพื่อทรงพระราชวินิจฉัยหรือโปรดให้ข้าราชการวินิจฉัย นอกจากนี้ก็มีคาให้การของข้าศึกที่จับมาจากสงคราม หรือของพ่อค้าเอกชนที่ได้เดินทางไปในที่แปลก ๆ เช่น บาหลี หรือในประเทศซึ่งไม่ค่อยจะรู้ความเป็นไป เช่น เวียดนาม เอกสารเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าอย่างสูงในประวัติศาสตร์ไทย ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อสนเทศที่สาคัญเกี่ยวกับประเทศเพื่อน บ้านด้วย เนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์ในเชิงต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศข้างเคียงอยู่มาก บางส่วนของเอกสารการปกครองเหล่านี้ ได้ ถูกตีพิมพ์ขึ้นแล้ว เช่น จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ ซึ่งได้พิมพ์เอกสารเหล่านี้รวบรวมเป็นรายปี แต่ก็ยังไม่ครบ นอกจากนี้ก็มี “จดหมายเหตุเกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชกาลที่ ๓” ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร ซึ่งก็มีเอกสารตัวจริงเก็บอยู่ใน แผนกหนังสือตัวเขียนหอสมุดแห่งชาติเช่นกัน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อได้ทรงจัดการบริหารของรัฐบาลกลางให้เป็นแบบใหม่ขึ้นบ้างแล้ว เอกสารการปกครองก็ทวี จานวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยเหตุที่มีการเก็บเอกสารดีขึ้น และที่สาคัญก็คือการบริหารแบบใหม่นี้ต้องการเอกสาร หรือการ เขียนมากกว่าวิธีบริหารแบบเก่าเป็นอันมาก เอกสารการปกครองเหล่านี้มีเก็บไว้ใน “หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เอกสารเหล่านี้มี ลักษณะคล้ายกับที่กล่าวแล้ว เพราะเป็นเอกสารการปกครองเช่นเดียวกัน กล่าวคือเป็นการติดต่อกันระหว่างรัฐบาลและข้าราชการ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ยังมีลายพระราชหัตถเลขาของพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทาน
  • 15.
    พระราชมติในเรื่องต่าง ๆ อีกด้วยและมีรายงานของข้าราชการในเรื่องต่าง ๆ ละเอียดขึ้น เช่น รายงานการตรวจราชการ รายงาน ความคิดเห็นเพื่อกราบบังคมทูล เป็นต้น เป็นต้น หลัง พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไปแล้ว เอกสารบางส่วนก็มีเก็บที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเช่นกัน เป็นต้นว่า เอกสารที่ส่งไป จากกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่เอกสารการปกครองส่วนอื่น ๆ ยังกระจายอยู่ตามกระทรวงทบวงกรมอื่น ๆ อีกมาก อาจ หวังได้ว่า ตามหัวเมืองซึ่งเคยเป็นที่รับเอกสารการปกครองจากส่วนกลาง ยังมีเอกสารเหล่านี้เหลืออยู่บ้างในบางเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการสารวจอย่างจริงจังในเรื่องนี้ เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่จาเป็นว่าจะต้องอยู่ในความครอบครองของทางราชการ อาจจะ ตกค้างอยู่กับเอกชนเชื้อสายของเจ้าเมืองเก่าก็ได้ เพราะระบบการเก็บเอกสารราชการแพร่เข้ามาสู่ส่วนภูมิภาคช้ากว่าในกรุงเทพฯ นอกจากเอกสารการปกครองที่เป็นของรัฐบาลแล้ว เอกสารธุรกิจและการปกครองของบริษัท หรือสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจหรือองค์การเอกชน เช่น คณะเผยแพร่ศาสนา ก็ล้วนเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีประโยชน์เช่นกัน หากแต่ว่าใน ประเทศไทย การเปิดโอกาสให้ใช้หลักฐานเหล่านี้ยังทาได้ไม่สะดวก และไม่ค่อยมีนักประวัติศาสตร์ที่พยายามใช้หลักฐานเหล่านี้นัก ๗ วรรณคดี ส่วนใหญ่ของงานทางวรรณคดีได้พิมพ์ขึ้นแล้ว ยกเว้นแต่เพียงวรรณคดีสานวนท้องถิ่น ซึ่งได้รับความสนใจศึกษากันไม่ นานนี้ และเป็นผลให้ได้พิมพ์หนังสือวรรณคดีท้องถิ่นมากขึ้น เช่น มหาชาติเมืองเพชร คือเวสสันดรชาดกฉบับที่พบในเมืองเพชรบุรี หรือเรื่องพระลัก-พระลามอันเป็นเรื่องรามเกียรติ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น วรรณคดีก็นับเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์ ในการศึกษาประวัติศาสตร์เช่นกัน เพราะมีเนื้อความที่ทาให้ผู้ศึกษา สามารถรู้ขนบธรรมเนียม ชีวิตความเป็นอยู่ และความรู้สึกนึก คิดของคนในสมัยที่เขียนขึ้นได้ ๘ บันทึก หลักฐานประเภทที่เรียกว่าบันทึกนี้ มุ่งหมายเอาการบันทึกเหตุการณ์ของบุคคลเป็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวด้วยเรื่องราชการ หรือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ในประเทศไทย นักเขียนไม่ได้รับการสนับสนุนให้แสดงตัวอย่างเปิดเผยในงานของตนมาแต่โบราณ เพิ่งมาในระยะหลังที่นักเขียนจะนิยมแสดงตัวในงานของตนเอง ทาให้ธรรมเนียมการเขียนบันทึกส่วนตัวไม่เกิดขึ้นจนถึงสมัยหลัง แม้กระนั้นก็ไม่ค่อยแพร่หลายนัก นักการเมืองหรือบุคคลสาคัญไม่ค่อยจะได้เขียนบันทึก หรือพิมพ์เผยแพร่บันทึกของตนมากนัก ที่ได้พิมพ์ไปแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นประเภทบันทึกความทรงจามากกว่าบันทึกรายวัน แม้กระนั้นก็นับว่าเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์ใน การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่น้อยเช่นกัน บันทึกที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีได้แก่ “ความทรงจา” อันเป็นพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จกรม พระยาดารงราชานุภาพ “จดหมายเหตุความทรงจา” ของกรมหลวง นรินทรเทวี “ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๒” ของ นายดิเรก ชัยนาม “บันทึกพระยาทรงสุรเดช” และ “งานใต้ดินของพันเอก โยธี” ของ พลเอกเนตร เขมะโยธิน เป็นต้น นอกจากบันทึกที่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่ายังมีบันทึกของบุคคลสาคัญอื่น ๆ ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์อยู่อีก ซึ่งทายาทของบุคคลนั้น ๆ อาจพิจารณาที่พิมพ์ได้อีกในภายหลัง ยิ่งกว่านี้ประเพณีการเขียนบันทึกเช่นนี้อาจจะแพร่หลายขึ้น และ อาจมีบุคคลสาคัญเขียนบันทึกเช่นนี้กันมากขึ้นกว่าที่แล้วมาในอนาคตก็ได้ ควรเข้าใจด้วยว่า บันทึกของบุคคลที่มิได้มีบทบาทสาคัญทางการเมือง ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ดี เพราะทาให้ เห็นชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดของคนในสมัยต่าง ๆ ได้ด้วย บันทึกเช่นนี้บางเล่มก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเก่า ๆ เช่น หนังสือ เรื่อง ฟื้นอดีต ของ พระยาอนุมานราชธน หรือ เมื่อวานนี้ กับ เด็กคลองบางหลวง ของกาญจนาคพันธ์ (ขุนวิจิตรมาตรา) เป็นต้น
  • 16.
    ๙ จดหมายส่วนตัว จดหมายส่วนตัวของบุคคลที่มีบทบาทมากในประวัติศาสตร์ ก็เป็นหลักฐานที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษา ประวัติศาสตร์นอกจากจะทาให้รู้จักบุคคลนั้น ๆ ดีขึ้นแล้ว จดหมายส่วนตัวยังมักจะมีข้อสนเทศที่สาคัญอื่น ๆ เกี่ยวกับนโยบาย หรือเบื้องหลังของเหตุการณ์ ซึ่งไม่ค่อยจะได้พบในเอกสารที่เป็นของสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยไม่ค่อยมีการเก็บ จดหมายส่วนตัวกันอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ของจดหมายส่วนตัวก็คงสูญหายไปหมดแล้ว นอกจากพระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา ซึ่งเหลือตกทอดมาบ้าง และได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นอยู่ไม่น้อยแล้ว ๑๐ งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์และวิทยานิพนธ์ แม้ว่าการนิพนธ์งานทางประวัติศาสตร์ ได้มีมาในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว แต่ในที่นี้ต้องการจากัดความหมายให้ แคบแต่เพียงงานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นวิชาการ เพราะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก งานนิพนธ์ประเภทนี้เริ่มใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระเจ้าแผ่นดินเองได้ทรงพระราชนิพนธ์บทความทางประวัติศาสตร์ไว้จานวน หนึ่ง เช่น เรื่องปฐมวงศ์ ตานานพระแก้วมรกต เป็นต้น เป็นต้น งานนิพนธ์ประเภทนี้ยิ่งเฟื่องฟูขึ้นในสมัยต่อมา จนอาจกล่าวได้ว่า เข้ามาแทนที่การนิพนธ์งานทางประวัติศาสตร์แบบเก่า (เช่น พระราชพงศาวดาร ตานาน หรือพงศาวดารแบบพุทธศาสนาเสียหมด) จนสิ้นเชิง แม้ว่างานนิพนธ์เหล่านี้มักเป็นหลักฐานรองเป็นส่วนใหญ่ (โดยเนื้อหาในหนังสือนั้น) แต่ก็มีคุณค่าอย่างมากในการศึกษา ประวัติศาสตร์ เพราะช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจเรื่องราวได้รวดเร็ว เหมาะสาหรับการศึกษาชนิดที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วิชานี้ นอกจากนี้ยังช่วยขัดเกลาความคิดเห็นของผู้ศึกษาในเรื่องของเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์อีกด้วย จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการศึกษา ประวัติศาสตร์ งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ของบุคคลที่ได้ผลิตผลงานอันทรงคุณค่ามี เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พระยาอนุมานราชธน อาจารย์ขจร สุขพานิช เป็น ต้น นอกจากงานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งได้เปิดสอนวิชาประวัติศาสตร์ถึงขั้น บัณฑิตศึกษาก็มีผลงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ของนักศึกษา เพื่อเสนอเป็นวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์อีกด้วย งานวิจัยเหล่านี้ บางชิ้นก็มีคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างสูง และบางชิ้นก็ได้รบการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว ๑๑ จารึก เป็นหลักฐานซึ่งมีลักษณะพิเศษของตนเอง และครอบงาประวัติศาสตร์ยุคก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ขึ้นไป โดยเนื้อหา แล้วก็มีข้อสนเทศตรงกับหลักฐาน ๑๒ แบบข้างต้น แต่เนื่องจากมีลักษณะพิเศษของตนเองจึงจัดแยกออกไปเพราะถ้าไม่นับการ อ้างถึงดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์ในวรรณคดีอินเดียและเอกสารจีนแล้ว หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุด ได้แก่ หลักฐานประเภทจารึก ทั้งนี้เพราะวัสดุที่ใช้จารึกมีความคงทนถาวร เช่น ศิลาลานเงิน ทองคาหรือทองแดง จึงไม่ถูกทาลายไปด้วย กาลเวลาเหมือนหลักฐานหมวดอื่น ทั้งข้อความที่ถูกบันทึกไว้ก็จะคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ถูกดัดแปลงแก้ไขโดยคนรุ่นหลัง ซึ่งมักจะลอก หลักฐานประเภทอื่นต่อ ๆ กันมาหลายทอด ฉะนั้น นักประวัติศาสตร์จึงให้ความสาคัญแก่หลักฐานประเภทจารึกมากกว่าหลักฐาน อื่นบางประเภท ในประเทศไทยมีจารึกที่ได้พบและรวบรวมไว้แล้วเป็นจานวนมาก เป็นอักษรและภาษาต่าง ๆ บางชิ้นยังไม่สามารถ ถ่ายทอดและแปลความได้ก็มี และยังมีการพบหลักฐานประเภทนี้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เนื่องจากในประเทศไทยยังมีการขุดค้นหลักฐาน ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาน้อย เพราะขาดทุนทรัพย์และนักวิชาการมีจานวนจากัด การค้นพบ
  • 17.
    ส่วนมากจึงเป็นไปโดยบังเอิญทาให้มีการกระจัดกระจายสูญหายไปมิใช่น้อย โดยเฉพาะกรณีของจารึกบนวัสดุมีค่าเช่นลานทอง หรือ ศิลปวัตถุต่างๆ ความนิยมที่จะจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงไว้ในวัสดุโดยเฉพาะศิลานั้น เป็นความนิยมที่แพร่หลายอย่างมากในอาณาจักร โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเป็นไปได้ว่า เดิมประชาชนในภูมิภาคนี้หลายกลุ่ม ได้เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของศิลา ดังจะ เห็นได้จากอนุสาวรีย์หินตั้ง ซึ่งพบได้ทั่วไปนับตั้งแต่ปลายสมัยหินใหม่ลงมา ในประเทศไทยได้พบจารึกปรากฏในรูปลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น หลักศิลาจารึก จารึกตามปูชนียสถาน ฐานพระพุทธรูปหรือรูปเคารพต่าง ๆ ศิลาหน้าศพ เหรียญ ลานเงินและลานทอง (ทองคาหรือเงินที่แผ่บาง ๆ ในรูปของใบลาน) และเครื่องอุปโภคต่าง ๆ จารึกเหล่านี้เป็นของราชอาณาจักรต่าง ๆ ทั้งที่มีศูนย์กลาง อยู่ในประเทศไทย และนอกประเทศไทย นับตั้งแต่ทวารวดี เจนละ กัมพูชา ศรีวิชัย ลพบุรีหรือละโว้ สุโขทัย ลานนาไทย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ เป็นต้น จารึกบางชิ้นก็เป็นของอาณาจักรที่ไม่ทราบแน่ว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ใด เช่น จารึกของราชอาณาจักรที่ชื่อ ศรีจนาคะ จารึกบางชิ้นก็เป็นของราชอาณาจักรที่ยังไม่รู้จักแน่ในระยะก่อนหน้าพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดยประมาณ สิ่งที่ถูกจารึกไว้มี หลายประเภท แต่หลังจากศตวรรษที่ ๒๐ ลงมา จะพบว่าเนื้อความในจารึกต่าง ๆ เริ่มลดประเภทลง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการ สร้างหรือบารุง ศาสนสถานเท่านั้น เราอาจแบ่งประเภทของจารึกออกได้กว้าง ๆ ดังนี้ ๑ จารึกที่มีลักษณะเป็นประกาศสาธารณะ เป็นจารึกที่รัฐบาลจัดทาขึ้นเพื่อประกาศข้อความที่ต้องการเผยแพร่ เช่น จารึกสุโขทัยหลักที่ ๓๘ คือประกาศใช้กฎหมายของอยุธยาบางลักษณะ ในดินแดนที่เป็นอาณาจักรสุโขทัย จารึกเจดีย์ศรีสองรักษ์ ที่จังหวัดเลย ประกาศความเป็นมิตรระหว่างอาณาจักรอยุธยาและล้านช้าง เป็นต้น การประกาศเช่นนี้คงหวังผลให้ใช้บังคับทางการ ปกครองหรือนโยบายของบ้านเมือง จารึกที่มุ่งประสงค์จะประกาศข้อความที่เป็นผลทางการปกครองหรือนโยบายเช่นนี้ บางครั้งก็ ไปปรากฏเพื่อการอื่นด้วย เช่น จารึกที่ฐานพระอิศวร เมืองกาแพงเพชร นอกจากมีข้อความเกี่ยวกับการสร้างเทวรูปนี้แล้ว ยังมี ข้อความที่มีลักษณะเป็นข้อบัญญัติให้คนถือปฏิบัติปนอยู่ด้วย เช่น การห้ามมิให้ขายวัวแก่ชาวละว้า (เพื่อฆ่าเอาเนื้อขาย) และห้าม เอาข้าวที่เก็บไว้บริโภคเป็นพันธุ์ข้าว เป็นต้น ๒ จารึกประกาศบุญที่ได้สร้างปูชนียสถาน หรือให้ทานแก่องค์การศาสนา จารึกประเภทนี้มีจานวนมากที่สุดในบรรดา จารึกทั้งหมด จุดประสงค์สาคัญของการสร้างจารึกประเภทนี้มีอยู่หลายประเด็น นอกจากเพื่อประกาศการทาบุญของบุคคลแล้ว ยังเป็นการบันทึกสิทธิของวัดหรือศาสนสถานเหนือวัตถุหรือผู้คนที่ได้ยกถวายไว้ด้วย นอกจากนี้การเล่าถึงการสร้างอย่างละเอียดใน บางครั้งยังเป็นการประกาศสถานะของวัดหรือศาสนสถานนั้นด้วย เช่น ถ้าพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นสูงเป็นผู้สร้าง ก็เท่ากับ ประกันสถานะอันสูงกว่าธรรมดาของศาสนสถานนั้น ๆ ข้อความในจารึกประเภทนี้ มักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผู้สร้างและ เหตุการณ์สาคัญ ๆ ของบ้านเมืองรวมอยู่ด้วย ดังเช่นจารึกวัดป่ามะม่วงของพระเจ้าลิไท นอกจากจะกล่าวถึงการสร้างวัดและการ บาเพ็ญศาสนกิจของพระองค์แล้ว ยังได้บรรยายถึงเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น การขึ้นครองราชย์สมบัติโดยการปราบดาภิเษกของ พระองค์ด้วย จารึกที่เรียกกันว่าจารึกวัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช (ซึ่งสถานที่ตั้งเดิมอาจจะอยู่ไชยา สุราษฎร์ธานี) นอกจากกล่าวถึง การสร้างปราสาทสามหลังถวายพระโพธิสัตว์และพระพุทธองค์ ของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยแล้ว ยังได้กล่าวสรรเสริญบรมเดชานุภาพของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยอีกเป็นอันมาก จารึกประเภทนี้มี รูปลักษณะต่าง ๆ เช่น หลักศิลาประดิษฐานไว้ ณ ปูชนียสถาน จารึกไว้กับส่วนของปูชนียสถานเอง เช่น บานและกรอบประตู ดัง จารึกที่ปราสาทหินพิมาย หรือ จารึกบนแผ่นโลหะ เช่น ทอง เงิน ดีบุก ที่ฝังหรือเก็บไว้ในองค์พระสถูป เป็นต้น ๓ จารึกทางศาสนา จารึกประเภทนี้มีอยู่จานวนไม่น้อยเช่นกัน มักจะเป็นจารึกที่มีข้อความไม่มาก และมักจะเป็นการยก เอาภาษิตในศาสนาหรือพุทธภาษิตซึ่งเป็นหัวใจพระศาสนาจารึกไว้ ภาษิตที่มีชื่อมากในพุทธศาสนาเป็นคากล่าวของพระอรหันต์ อัสสชิ สรุปคาสอนของพระพุทธองค์และเห็นกันว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเป็นคาถาสั้น ๆ ขึ้นต้นว่า “เย ธัมมา...” จึงมัก นิยมเรียกว่า คาถาเย ธัมมา จารึกเช่นนี้พบได้มากในท้องที่ภาคกลางของประเทศไทย การยกคาถาจากคัมภีร์ทางศาสนาเช่นนี้
  • 18.
    นิยมทากันสืบมาอีกนาน โดยยกพระคาถาขึ้นต้นในจารึกประเภทอื่น โดยเฉพาะจารึกประเภทประกาศบุญของผู้สร้างดังเช่นจารึก ปราสาทหินพิมาย มุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ใหญ่ ซึ่งบันทึกการทาบุญของผู้สร้าง แต่ก็เริ่มต้นจารึกด้วยคาถาสรรเสริญ พระพุทธคุณเป็นภาษาสันสกฤต จารึกวัดพระยืน จังหวัดลาพูน ก็ขึ้นต้นเนื้อความด้วยคาสวดสรรเสริญพระพุทธคุณภาษาบาลี อย่างสั้น ๆ ว่า นโม ตสฺส ภควโต ๔ จารึกที่มีลักษณะเป็นสัญญาหรือการกระทาสัตย์ปฏิญาณระหว่างกัน จารึกประเภทนี้มีอยู่ไม่มากนัก แต่ก็อาจพบได้ทั้ง ใน ประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง เช่น จารึกที่มีชื่อมากหลังหนึ่งของกัมพูชา ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ พุทธศักราช ๑๕๕๔ ที่ ปราสาท หินพิมานอากาศ เป็นคาสาบานของ “ตารวจ” ที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน พร้อมทั้งมีรายชื่อของ “ตารวจ” เหล่านี้ต่อท้าย ด้วย จารึกของอาณาจักรศรีวิชัย ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับจารึกสาบานตนของกัมพูชา คือจารึกที่เรียกว่า ตะลากะ บาตู เป็นการ สาบานของข้าราชการต่อกษัตริย์ศรีวิชัยอีกเช่นกัน ในประเทศไทยมีจารึกที่เป็นคาสาบานระหว่างประมุขของรัฐ คือ จารึกเจดีย์ น้อย วัดพระมหาธาตุ มีข้อความว่า ทั้งสองฝ่ายจะไม่กระทาการที่เป็นศัตรูกัน จารึกหลักที่ ๔๕ เป็นการทาสัตย์สาบานระหว่าง ประมุขของแคว้นสุโขทัยและน่าน จารึกหลักที่ ๘๓ และ ๘๔ วัดพระธาตุลาพูน เป็นคาสัตย์ปฏิญาณของผู้ที่เข้าใจว่าเป็นกษัตริย์ สองพระองค์ซึ่งเป็นพระญาติกัน เป็นต้น ๕ จารึกเรื่องราวของบุคคล จารึกประเภทนี้ก็มีน้อยอีกเช่นกัน ส่วนใหญ่มักแทรกอยู่กับจารึกประเภทอื่น เล่าถึงบรรพ บุรุษหรือกฤษฎาภินิหารของตนเอง ข้อความส่วนหนึ่งในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ซึ่งเรียกกันว่า จารึกพ่อขุนรามคาแหง ก็เป็นเรื่องราว ของบุคคล จารึกวัดศรีชุม เป็นเรื่องราวของมหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทวีป ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องราวการก่อตั้ง อาณาจักรสุโขทัย สมัยราชวงศ์พระร่วงรวมอยู่ด้วย จารึกวัดพระยืน จังหวัดลาพูน มีเรื่องราวของกษัตริย์ล้านนา และพระเถระซึ่ง นาพุทธศาสนานิกายมหาวิหารจากสุโขทัยขึ้นไปยังล้านนา จารึกปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าสุ ริยวรมันที่ ๒ และเชื้อสายของพระองค์ ๖ จารึกที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องอุปโภคหรือวัสดุนั้น จารึกประเภทนี้ปรากฏอยู่ตามฐานพระพุทธรูปหรือรูปเคารพอื่น ๆ ซึ่งมักจะบอกผู้สร้าง และ วัน เดือน ปี ที่สร้าง หรือมิฉะนั้นก็เป็นคาถาข้อธรรมอันสาคัญ ซึ่งจารึกไว้กับรูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทาง ศาสนา เช่น ธรรมจักรมีจารึกคาถา เย ธมฺมา เป็นต้น หรือมิฉะนั้นก็จารึกไว้กับวัตถุมงคลต่าง ๆ เช่น จารึกบนแผ่นทองอาถรรพ์ซึ่ง ขุดพบที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีเครื่องอุปโภคซึ่งมีจารึกอยู่ มักจะเป็นข้อความเกี่ยวกับการถวาย เครื่องอุปโภคนั้น ๆ ไว้แก่ เทวรูปหรือเทวสถาน ดังเช่น จารึกบนวัตถุสัมฤทธิ์ซึ่งขุดพบที่เมืองพระรถ ดงศรีมหาโพธิ์ จังหวัด ปราจีนบุรี ธรรมเนียมการจารึกบนเครื่องอุปโภคเช่นนี้ยังกระทาสืบมาในสมัยอยุธยา ดังที่ได้พบพานซึ่งมีจารึกภาษาขอม เป็น เครื่องยศที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ข้าราชการ เป็นต้น จารึกบนเหรียญซึ่งขุดพบที่เมืองนครปฐม ทาให้เรารู้ว่าชื่อ ศรี ทวารวดีเป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งในสมัยโบราณ เพราะมีคานี้ปรากฏอยู่บนเหรียญ จารึกต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทยมีอยู่เป็นจานวนมาก ประมาณกันว่าไม่ต่ากว่า ๕๐๐ หลัก ได้นามาตีพิมพ์เผยแพร่โดย กรมศิลปากร และคณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์แล้ว เพียงประมาณ ๓๐๐ หลักเท่านั้น การที่จารึกต่าง ๆ ยัง ไม่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่นั้น มีเหตุผลหลายประการ เนื่องจากจารึกกระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งอยู่ในการครอบครอง ของเอกชน การอ่านจารึกก็เป็นเรื่องยาก มีผู้เชี่ยวชาญน้อยคนที่อ่านได้ หนังสือชุด “ประชุมศิลาจารึก” เป็นหนังสือที่รวบรวมจารึก ต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทย หรือเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ซึ่งนักอ่านจารึกได้ตีความภาษาและอักษรโบราณ พร้อมทั้งทาคาอธิบาย ไว้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์
  • 19.
    ๒.๓ หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานประเภทนี้ได้แก่ หลักฐานทางโบราณคดีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ นาฏกรรม และดนตรี และคาบอก เล่า ๑ หลักฐานทางโบราณคดี แม้ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศไทย ยังมิได้กระทาอย่างกว้างขวางละเอียดลออเพราะขาดทุนทรัพย์ แต่ก็ได้มี การขุดค้นและขุดแต่งอย่างถูกหลักวิชามาไม่น้อย การขุดค้นเหล่านี้ได้ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีประโยชน์อย่างมาก เป็นต้นว่า โครงกระดูกหรือหลุมฝังศพ กองขยะ เรือสินค้าที่จมอยู่ใต้อ่าวไทย เครื่องปั้นดินเผา ลูกปัด เมืองโบราณ ร่องรอยของการทาเหล็ก เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้ซึ่งได้ผ่านการตีความของนักโบราณคดีตามหลักวิชาอย่างถูกต้องแล้ว ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ประวัติศาสตร์อย่างยิ่งทั้งสิ้น เพราะช่วยเผยให้เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในสมัยที่ไม่ค่อยมีหลักฐานเป็นลาย ลักษณ์อักษรกล่าวถึง หรือในประเด็นที่ไม่ค่อยมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรกล่าวถึง เป็นต้นว่า หลุมขยะเก่าในเมืองโบราณบาง แห่ง บอกให้เรารู้ว่าคนในเมืองนั้น สมัยนั้นเสพอะไรเป็นอาหารกัน เครื่องปั้นดินเผา ทาให้เรารู้ถึงลักษณะและเส้นทางการ ค้าขายในสมัยโบราณ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์ศิลปะซึ่งสนใจศึกษาสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และสิ่งแวดล้อมของสังคมที่ให้กาเนิด ศิลปกรรมเหล่านั้น มีประโยชน์แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะจะช่วยกาหนดอายุของเมืองหรือ อารยธรรมที่ไม่มีหลักฐานอื่นบอกไว้ นอกจากนี้การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะ ยังช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งมีต่อกัน เป็นการเติมข้อมูลที่ขาดหายไปในหลักฐานประเภทอื่น การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะที่ดี ยังช่วยให้ความรู้ในด้านคติ ความเชื่อถือด้านต่าง ๆ ของสังคมในอดีตได้อย่างดีอีกด้วย ๓ นาฏกรรมและดนตรี นาฏกรรมและดนตรี มักเป็นศิลปะที่ได้รับสืบทอดจารีตมาแต่อดีต การศึกษาทั้งสองด้านนี้ โดยนักวิชาการที่มีความรู้ เกี่ยวกับนาฏกรรมและดนตรี จึงมีส่วนช่วยให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ ได้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ กล่าวคือ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์มักไม่ค่อยมีความรู้ในวิชานาฏกรรมและดนตรี โดยตรง การใช้หลักฐานประเภทนี้จึงต้องอาศัยผลงานของนักวิชาการในแขนงดังกล่าวอีกทีหนึ่ง ๔ คาบอกเล่า อันที่จริงหลักฐานลายลักษณ์อักษรทุกชนิดคือคาบอกเล่า แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ได้ถูกจดไว้เท่านั้น ความแตกต่างนี้ สาคัญ เพราะทาให้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งหลายยุติความเปลี่ยนแปลง ตายตัวในรูปที่ได้ถูกจดลงไว้เพียงเท่านั้น ส่วน คาบอกเล่านั้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามผู้เล่าและกาลเวลา การใช้หลักฐานคาบอกเล่าจึงมีวิธีการที่ผิดแปลกไปจากหลักฐานอื่น ๆ สังคมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีตเป็นสังคมที่ไม่ค่อยใช้หนังสือในการสื่อสารกันมากนัก (เช่นเดียวกับสังคมโบราณ ทุกแห่ง) เพราะฉะนั้น หลักฐานจานวนไม่น้อยจึงอยู่ในรูปคาบอกเล่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของไทยโดยเฉพาะท้องถิ่นในระดับที่ เล็กกว่าเมืองก็ยังเป็นการจดจาบอกเล่ากันสืบมาโดยยังไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วน ใหญ่ก็มักจะจดบันทึกไว้โดยคนชั้นสูงของสังคม เพราะเป็นกลุ่มเดียวที่อ่านออกเขียนได้ และเคยชินกับการใช้ตัวอักษรเพื่อสื่อสาร เพราะฉะนั้น แม้แต่ประวัติศาสตร์ของระดับที่เหนือกว่าท้องถิ่น ก็ยังมีเรื่องราวของเหตุการณ์ที่มองจากสายตาของคนอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่มีกล่าวในหลักฐานลายลักษณ์อักษรนักก็ได้ เรื่องราวของเหตุการณ์เหล่านี้ก็มีอยู่ในรูปของหลักฐานประเภทคา บอกเล่านี้ไม่น้อย การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ก็จะต้องคานึงถึงหลักฐานประเภทนี้ด้วย