เอกสารประกอบการเร ี ย น
        กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
 รายวิชาประวัติศาสตร รหัสวิชา ส ๒๑๑๐๓ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑


              หนวยที่ ๒ เรื่อง




นางภัทรานิษฐ อิ่มศิล
ตำแหนง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
                                   โรงเรียนวังบอวิทยา
                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒
    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ก



                                            คำนำ
              ในปจจุบันสภาพการจัดการเรียนการสอน มุงเนนให
ผูเรียนไดศึกษาหาความรูดวยตนเองใหมากที่สุด เพื่อใหผูเรียน
มีนิสัย ใฝเรียน ใฝรู อยูเสมอ ดังนั้นการจัดทำเอกสารประกอบ
การเรียน เปนแนวทางหนึ่งที่สงเสริมใหผูเรียนคนควาหาคำตอบ
ดวยตนเอง
              เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาประวัติศาสตร
ส ๒๑๑๐๓ เรื่ อ ง วิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร ประกอบด ว ย
หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู แบบทดสอบ
กอนเรียน เนื้อหา กิจกรรม แบบฝก และแบบทดสอบหลังเรียน
พรอมเฉลย ซึ่งจะทำใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดวยตนเองและมี
ความเขาใจในเนื้อหาสาระไดเปนอยางดี อีกทั้งทำใหผูเรียนสะดวก
ต อ การศึ ก ษาหาความรู ไ ด ด ว ยตนเอง จึ ง นั บ ได ว า เป น เอกสาร
ประกอบการเรียนที่มีประโยชนตอการเรียนการสอนเปนอยางยิ่ง
              ขอขอบคุณเจาของตำราที่นำมาอางอิงไวในเอกสาร
และนายเชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ ศึกษานิเทศกเชี่ยวชาญ สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ ที่ใหคำปรึกษาจนเอกสาร
ฉบับนี้มีความชัดเจนและสมบูรณยิ่งขึ้น


                                ภัทรานิษฐ อิ่มศิล
ข
                                     สารบัญ
เรื่อง                                                                      หนา
หนา
คำนำ                                                                          ก
สารบัญ                                                                        ข
คำชี้แจง                                                                      ค
หนวยที่ ๒ วิธีการทางประวัติศาสตร                                            ๑
             แบบทดสอบกอนเรียน                                                ๓
             เฉลยคำตอบแบบทดสอบกอนเรียน                                       ๖
         ตอนที่ ๑ ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร                         ๗
            กิจกรรมที่ ๑                                                      ๑๒
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๑                                                ๑๓
         ตอนที่ ๒ วิธีการทางประวัติศาสตร                                     ๑๔
            กิจกรรมที่ ๒                                                      ๑๘
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๒                                                ๑๙
            กิจกรรมที่ ๓                                                      ๒๐
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๓                                                ๒๑
         ตอนที่ ๓ ลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐาน
                  ทางประวัติศาสตร                                           ๒๒
            กิจกรรมที่ ๔                                                     ๒๗
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๔                                               ๒๘
         ตอนที่ ๔ ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชในการศึกษา
                  ประวัติศาสตรทองถิ่น และประวัติศาสตรสุโขทัย               ๒๙
            กิจกรรมที่ ๕                                                      ๓๔
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๕                                                ๓๕
         ตอนที่ ๕ ตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย     ๓๖
            กิจกรรมที่ ๖                                                      ๔๐
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๖                                                ๔๑
            แบบทดสอบหลังเรียน                                                 ๔๒
            เฉลยคำตอบแบบทดสอบหลังเรียน                                        ๔๕
เอกสารอางอิง                                                                 ๔๖
ค




                คำชี้แจงสำหรับนักเรียน
             เอกสารประกอบการเรียนเลมนี้ นักเรียนสามารถศึกษา
และเรียนรูไดดวยตนเอง กอนที่จะศึกษาและเรียนรูใหนักเรียนอาน
คำชี้แจง ดังนี้
๑. ศึกษา หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู
      เพื่อใหทราบวา เมื่อจบบทเรียน นักเรียนสามารถเรียนรูอะไร
      ไดบาง
๒. ทำแบบทดสอบกอนเรียน จำนวน ๒๐ ขอแลวตรวจคำตอบ
      จากเฉลย
๓. ศึกษาเนื้อหา สาระ รายละเอียดในตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๕
๔. ทำกิจกรรมตามที่กำหนดใหดวยตนเอง ถาทำไมได หรือสงสัย
      ใหอานทบทวนเนื้อเรื่องใหม แลวตรวจคำตอบจากเฉลย
๕. ทำแบบทดสอบหลังเรียน แลวตรวจคำตอบจากเฉลย
๒
                                                               วิธีการทางประวัติศาสตร         1



               หนวยที่
                                                                  เวลา ๗ คาบ
                  วิธีการทางประวัติศาสตร
              หัวขอเรื่อง
         ๑. ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร
         ๒. วิธีการทางประวัติศาสตร
         ๓. ลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐานทางประวัติศาสตรไทย
         ๔. ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่นและ
            ประวัติศาสตรสุโขทัย
         ๕. ตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย


              ความนำ
          การศึกษาวิชาประวัติศาสตร หรือเรื่องราวในอดีตของมนุษยนั้น เปนกระบวนการไตสวน
ขอเท็จจริง เพื่ออธิบายและวิเคราะหเรื่องราวหรือเหตุการณที่เกิดขึ้นในอดีต โดยศึกษาสาเหตุและ
ปจจัยที่ทำใหเกิดเหตุการณนั้นๆ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดตอมา ดังนั้น เพื่อใหไดขอเท็จจริงเกี่ยวกับ
อดีตของมนุษยที่ถูกตองมากที่สุดและมีอคตินอยที่สุด นักประวัติศาสตรจึงใชวิธีการศึกษาที่เรียกวา
“วิธีการทางประวัติศาสตร”
          วิธีการทางประวัติศาสตร ประกอบดวยขั้นตอนตางๆ ๕ ขั้นตอน ไดแก การกำหนดปญหา
หรือเรื่องที่จะศึกษา การรวบรวมหลักฐาน การตรวจสอบและประเมินหลักฐาน การตีความหลักฐาน
และการเรียบเรียงและนำเสนอ
วิธีการทางประวัติศาสตร        2


           สาระสำคัญ
        วิธีการศึกษาประวัติศาสตรที่ทำใหทราบเรื่องราวของมนุษยในอดีตไดอยางถูกตอง นาเชื่อถือ
ตรงกับความจริงมากที่สุด เรียกวา วิธีการทางประวัติศาสตร โดยอาศัยจากหลักฐานที่เปนลายลักษณ
อักษรและหลักฐานที่ไมเปนลายลักษณอักษร เริ่มตั้งแตการกำหนดหัวเรื่อง การรวบรวมหลักฐาน
การประเมินคุณคาของหลักฐาน การตีความหลักฐานและการสังเคราะหขอมูล


           จุดประสงคการเรียนรู
         หลังจากศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมในหนวยนี้แลว ผูเรียนจะสามารถทำสิ่งตอไปนี้ได
         ๑. บอกความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตรได
         ๒. ระบุขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตรไดอยางถูกตอง
         ๓. อธิบายลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐานทางประวัติศาสตรไทยได
         ๔. อธิบายและตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชในการศึกษาประวัติศาสตร
             ทองถิ่น และประวัติศาสตรสุโขทัยได
         ๕. อธิบายตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัยได
วิธีการทางประวัติศาสตร           3




                                         ประจำหนวยที่ ๒
คำชี้แจง       ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ

คำสั่ง      จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน
            กระดาษคำตอบ
๑. ขั้นตอนใดของวิธีการทางประวัติศาสตร        ๔. การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร
   ที่มีความสำคัญที่สุดตอการเขียนผลงาน          จะมี ค วามถู ก ต อ งสมบู ร ณ ม าก เป น
   ทางประวัติศาสตรใหสมบูรณ                    เพราะเหตุใด
   ก. การรวบรวมหลักฐาน                           ก. รัฐบาลใหการสนับสนุน
   ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ                 ข. ประชาชนใหความสนใจ
   ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน                 ค. มีหลักฐานในการคนความาก
   ง. ทุกขั้นตอนมีความสำคัญเทาเทียมกัน          ง. นักประวัติศาสตรมีความสามารถ
๒. เพราะเหตุใดจึงตองใชวิธีการทางประวัติ-    ๕. ขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร
   ศาสตรในการศึกษาประวัติศาสตร                 คือขอใด
   ก. เพื่อจะไดเปนนักประวัติศาสตรที่มี        ก. การสันนิษฐาน
         ชื่อเสียง                               ข. การลงประชามติ
   ข. เพื่ อ เปรี ย บเที ย บผลการศึ ก ษาใน       ค. การรวบรวมขอมูล
         สาขาวิชาตางๆ                           ง. การกำหนดหัวเรื่อง
   ค. เพื่อคนหาความจริงจากหลักฐานทาง         ๖. การศึกษาประวัติศาสตรจากหลักฐาน
         ประวัติศาสตร                           ชั้นรองมีขอดีอยางไร
   ง. เพื่อหาจุดประสงคของผูสรางหลักฐาน        ก. ใหขอมูลที่เชื่อถือไดแนนอน
         ทางประวัติศาสตร                        ข. ไมตองนำมาวิเคราะหตีความ
๓. บุ ค คลใดมี คุ ณ ลั ก ษณะพื้ น ฐานของ         ค. เปนแนวทางในการศึกษาเบื้องตน
   นักประวัติศาสตรที่ดี                         ง. ไมตองเหนื่อยในการคนหาหลักฐาน
   ก. กลามีความเชื่อมั่นในตนเองสูง           ๗. เราควรใชวิธีการทางประวัติศาสตรใน
   ข. แกวมีนิสัยลำเอียง เขาขางแตคนที่        การศึกษาประวัติศาสตรตามขอใด
         ตนรัก                                   ก. เรื่องที่เราใหความสนใจ
   ค. เกงเชื่อที่คนอื่นพูดโดยไมไตรตรอง        ข. เรื่องที่ผูอื่นศึกษาไวแลว
         ใหดีกอน                               ค. เรื่องที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ
   ง. กองมีความละเอียดรอบคอบและ                 ง. เรื่ อ งที่ ท ำให เ กิ ด ความเสี ย หายแก
         เปดใจกวางรับฟงความเห็นทีแตกตาง
                                    ่                 บุคคลอื่น
วิธีการทางประวัติศาสตร          4
 ๘. การตรวจสอบหลักฐานวาเปนของจริง                        ๑๓. ความรูใหมทางประวัติศาสตรที่ผานการ
    หรือไมเปนขั้นตอนใดของวิธีการทาง                          ศึกษาคนควาตีความแลวเปลี่ยนแปลง
    ประวัติศาสตร                                              ไดหรือไม
    ก. การรวบรวมหลักฐาน                                        ก. ได ขึ้นอยูกับนักประวัติศาสตร
    ข. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา                             ข. ไมได เพราะจะทำใหคนสับสน
    ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน                              ค. ไมได เพราะผานการวเิ คราะหตความ
                                                                                                ี
    ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด                                มาแลวอยางดี
          หมวดหมูขอมูล                                       ง. ได ขึ้นอยูกับขอมูลหลักฐานที่อาจมี
 ๙. การพิจารณาความนาเชื่อถือของหลักฐาน                              การคนพบเพิ่มเติมในภายหลัง
    ควรดูจากสิ่งใด                                         ๑๔. ในการศึกษาประวัติศาสตรสมัยสุโขทัย
    ก. ขอมูลจากหลักฐาน
                                                               ควรศึกษาจากแหลงขอมูลใด
    ข. จำนวนหลักฐานที่พบ
                                                               ก. ตำนานมูลศาสนา
    ค. ความสมบูรณของหลักฐาน
                                                               ข. จดหมายเหตุลาลูแบร
    ง. ความนาเชื่อถือของผูสรางหลักฐาน
๑๐. การศึกษาเรื่องราวของมนุษยสมัยกอน                         ค. ศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช
    ประวัติศาสตรควรศึกษาจากหลักฐานใด                          ง. จดหมายเหตุฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต
    ก. ศิลาจารึก                                           ๑๕. ขอความในศิลาจารึกวา “...เจาเมืองบ
    ข. หลักฐานทางโบราณคดี                                      เอาจกอบในไพรลูทาง...” หมายความวา
    ค. พระราชพงศาวดาร                                          เจาเมืองไม เก็บภาษีผานทาง ขอความนี้
    ง. บันทึกของชาวตางชาติ                                    จัดอยูในขั้นตอนใด
๑๑. เพราะเหตุใดนักประวัติศาสตรจึงตีความ                       ก. การรวบรวมหลักฐาน
    ขอมูลจากหลักฐานชิ้นเดียวกันแตกตางกัน                     ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
    ก. มีความเชื่อตางกัน                                      ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน
    ข. มีความสนใจตางกัน                                       ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด
    ค. มีจุดประสงคที่ตางกัน                                        หมวดหมูขอมูล
    ง. มีความรูความสามารถตางกัน                          ๑๖. ในการนำตำนานมาใชเปนหลักฐานทาง
๑๒. หากนักเรียนพบความขัดแยงของขอมูล                          ประวัติศาสตร ผูศึกษาควรใชวิธีการใด
    จากหลั ก ฐานต า งประเภทกั น ควรทำ                         จึงจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือมากที่สุด
    อยางไร                                                    ก. นำมาใชกลาวอางไดเลย
    ก. ถือวาเปนขอมูลที่ไมนาเชื่อถือทั้งคู                ข. ควรนำหลั ก ฐานอื่ น มาใช ศึ ก ษา
    ข. ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐาน
                                                                     ประกอบ
          อื่นตอไป
    ค. ถื อ ว า ข อ มู ล ถู ก ต อ งแต ต า งกั น ที่       ค. ตำนานเป น เรื่ อ งอิ ท ธิ ป าฎิ ห าริ ย
          ความเห็นของผูสราง                                        นำมาใชเปนหลักฐานไมได
    ง. ตรวจสอบดูวาหลักฐานใดสรางกอน                          ง. ควรนำตำนานมาประชาพิ จ ารณ
          ยอมมีความนาเชื่อถือมากกวา                               เพื่อประเมินความนาเชื่อถือกอน
วิธีการทางประวัติศาสตร       5
๑๗. หลักฐานประเภทใดที่บันทึกเรื่องราวใน        ๑๙. หากผลการศึกษาประวัติศาสตรของเรา
    อดีตภายใตการอุปถัมภของราชสำนัก               มีความแตกตางกันจากขอมูลประวัติ-
    ก. พงศาวดาร                                    ศาสตรที่มีอยูเดิมจะตองทำอยางไร
    ข. ตำนาน                                       ก. แสดงขอมูลหลักฐานมาสนับสนุน
    ค. จดหมายเหตุ                                  ข. กลับไปศึกษาใหมอีกครั้งเพื่อความ
    ง. บันทึกของชาวตางชาติ                              แนใจ
๑๘. ขอใดคือปจจัยสำคัญที่ทำใหมีการบิดเบือน       ค. ปรับผลการศึกษาใหสอดคลองกับ
    ขอเท็จจริงทางประวัติศาสตร                          ขอมูลที่มีอยูเดิม
    ก. ขอมูลขัดแยงกัน                            ง. นำเสนอผลการศึกษาโดยไมสนใจ
    ข. อคติของผูศึกษา                                   ขอมูลที่มีอยูเดิม
    ค. ขอมูลไมสมบูรณ                        ๒๐. หลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร ข อ ใดอยู
    ง. ความยาวนานของเวลา                           ตางสมัยจากขออื่น
                                                   ก. วัดพระศรีสรรเพชญ
                                                   ข. จดหมายเหตุลาลูแบร
                                                   ค. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
                                                   ง. พระราชพงศาวดารกรุ ง เก า ฉบั บ
                                                         หลวงประเสริฐฯ
วิธีการทางประวัติศาสตร   6



      Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕÂ
       ประจำหนวยที่ ๒




                         ¹
ขอ    คำตอบ       ขอ                  คำตอบ
๑        ง         ๑๑                      ก
๒        ค         ๑๒                      ข
๓        ง         ๑๓                       ง
๔        ค         ๑๔                      ค
๕        ง         ๑๕                      ก
๖        ข         ๑๖                      ข
๗        ก         ๑๗                      ก
๘        ค         ๑๘                      ข
๙        ค         ๑๙                      ก
๑๐       ข         ๒๐                      ค
วิธีการทางประวัติศาสตร         7

                                                                µÍ¹·Õè                      ñ
 ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร
         ๑. ความหมายของประวัติศาสตร
          ประวัติศาสตร คือ การศึกษาเรื่องราวหรือประสบการณของมนุษยในอดีตจากหลักฐานที่มี
การจดบันทึกไวหรือจากหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร และหลักฐานประเภทคำบอกเลา เชน
ตำนาน นิทานพื้นบาน รวมไปถึงวัตถุประจักษพยานตางๆ โดยอาศัยหลักฐานดังกลาววิเคราะห
ตีความ เพื่อสรางเรื่องราวประวัติศาสตร เรื่องราวประสบการณของมนุษยครอบคลุมทุกเรื่องทุกดาน
ที่มนุษยไดทำ ไดคิด ไดสรางสรรค ทั้งที่เกี่ยวของกับการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ
วัฒนธรรม และเกี่ยวของกับคนทุกชนชั้น ทุกเพศวัย ทั้งนี้เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจเกี่ยวกับ
เรื่องราวหรือประสบการณของมนุษยไดถูกตอง ชัดเจนที่สุด
                                               ประวัติศาสตรของมนุษยเมื่อมีการบันทึกเปนลายลักษณ
                                     อักษรแลวเรียกวา “สมัยประวัติศาสตร” เริ่มตนเมื่อมนุษยรูจัก
                                     คิดคนตัวอักษรหรือตัวหนังสือขึ้นมาจดบันทึกเหตุการณตางๆ
                                     หรือเรื่องราวในชีวิตประจำวัน มนุษยเริ่มมีตัวหนังสือและจด
                                     บันทึกเมื่อราว ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ป ลวงมาแลว ที่เมโสโปเตเมีย
                                     (ปจจุบัน คือ ประเทศอิรัก) จากชวงเวลาดังกลาวจึงถือไดวา
                                     เปนการเริ่มสมัยประวัติศาสตรของมนุษยชาติ สำหรับชวงเวลา
                                     กอนหนานั้นเรียกวา “สมัยกอนประวัติศาสตร”
  อักษรยูนิฟอรมหรืออักษรลิ่ม
  ชาวสุเมเรียนประดิษฐขึ้นเมื่อราว
  ๓,๔๐๐ ปกอนคริสตศักราช


                                 ประวั ติ ศ าสตร มาจากคำว า History
                           ในภาษาอังกฤษ รากศัพทเดิมเปนภาษากรีก คือ
                           คื อ Historia แปลว า การค น คว า หรื อ วิ จั ย
   เดิมเปนชื่อหนังสือที่เฮโรโตตุส (Herodotus, ๔๘๔-๔๒๐ ปกอน ค.ศ.)
   แตงขึ้นคือ ประวัติศาสตรสงครามระหวางกรีกกับเปอรเชีย
          ดังนั้น ประวัติศาสตรจึงตองมีการคนควาและตรวจสอบหลักฐาน
   ขอมูลตางๆ อยางเปนระบบ โดยวิธีการทางประวัติศาสตร
วิธีการทางประวัติศาสตร       8
            ในการศึกษาเรื่องราว หรือประสบการณของมนุษยซึ่งมีมากมายนั้น นักประวัติศาสตร
ไมไดใชหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรเพียงอยางเดียว และหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรก็มี
ไมเพียงพอกับการศึกษาเรื่องราวของมนุษยดวย เพราะมนุษยไมไดจดบันทึกเรื่องราวทั้งหมดไว
อยางสมบูรณ หรือจดบันทึกไว เกิดการสูญหาย หรือถูกทำลายไปก็มี ดังนั้นนักประวัติศาสตรจึง
ตองใชหลักฐานดานอื่นๆมาประกอบการศึกษาประวัติศาสตรดวย เชน โบราณวัตถุ โบราณสถาน
ศิลปวัตถุ ภาพวาด เครื่องประดับ เครื่องแตงกาย นอกจากนี้ มนุษยยังตองการรูเรื่องราวของผูคน
ในสมัยกอนประวัติศาสตรดวย นักประวัติศาสตรจึงตองอาศัยพึ่งพาความรูจากนักโบราณคดี ซึ่งเปน
ผูศึกษาเรื่องราวของมนุษยกอนการคิดคนตัวหนังสือและจดบันทึกไว




                 การขุดคนแหลงโบราณคดีสมัยกอนประวัติศาสตร บริเวณบานหนองโน
                 อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี




          ปจจุบันนักประวัติศาสตรใชหลักฐานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น มากยิ่งกวาหลักฐานที่เปน
ลายลักษณอักษรหรือหลักฐานอื่นที่เคยใชมา หลักฐานอื่นๆ เชน ภาพถาย ภาพยนตร แถบวีดีทัศน
แผนวีดีทัศน แถบบันทึกเสียง เปนตน
วิธีการทางประวัติศาสตร                  9
         อยางไรก็ดีควรเขาใจวาความรูทางประวัติศาสตรที่นาเชื่อถือ ที่มีความถูกตอง ไมใชวาเพียง
ใชหลักฐานดังที่กลาวมา ในการเขียน การบันทึก ก็ถือวาเปนงานทางประวัติศาสตรดวย ที่สำคัญอีก
ประการหนึ่งของงานทางประวัติศาสตรที่ดี ก็คือ ตองใชวิธีการศึกษาที่เหมาะสม ที่เรียกวา “วิธีทาง
ประวัติศาสตร” ในการศึกษาคนควา เรียบเรียง และนำเสนอ

            ๒. ความสำคัญของประวัติศาสตร
         วิ ช าประวั ติ ศ าสตร มี ค วามสำคั ญ มาก และมี ค วามสำคั ญ มาเป น เวลานานแล ว ผู ไ ด รั บ
การยกยองใหเปนบิดาวิชาประวัติศาสตรของตะวันตก คือ “เฮโรโดตุส” (Herodotus ประมาณ ๔๘๔ –
๔๒๐ ป ก อ นคริ ส ต ศั ก ราช) เป น ชาวกรี ก ส ว นผู ไ ด รั บ ยกย อ งให เ ป น บิ ด าวิ ช าประวั ติ ศ าสตร ข อง
โลกตะวันออก คือ “ซือหมา เชียน” (Sima Qian ประมาณ ๑๔๕ – ๘๕ ปกอนคริสตศักราช)
เปนชาวจีน




        บิดาวิชาประวัติศาสตร                    บิดาวิชาประวัติศาสตร                                 บิดาวิชาประวัติศาสตร
           ของโลกตะวันตก                           ของโลกตะวันออก                                             ของไทย
        เฮโรโดตุส (ประมาณ ๔๘๔ –                   ซื่อหมา (ประมาณ ๑๔๕ –                            สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชา-
        ๔๒๐ ปกอนคริสตศักราช)                   ๘๕ ปกอนคริสตศักราช)                            นุภาพ (พ.ศ. ๒๔๐๕-๒๔๘๖)

    นั ก ประวั ติ ศ าสตร ช าวกรี ก เป น    นักประวัติศาสตรชาวจีน สมัย                           ทรงเป น พระราชโอรสองค
    ผู บั น ทึ ก สงครามระหว า งกรี ก       ราชวงศ ฮั่ น ตะวั น ตก ตรงกั บ                       ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็ จ
    กับเปอรเซีย ซึ่งไดรับการยกยอง         รั ช สมั ย จั ก รพรรดิ ฮั่ น อู ตี้ เป น            พระจอมเกลาเจาอยูหัว ประสูติแต
    วาเปนวรรณกรรมรูปแบบใหม                ผู ป ระพั น ธ ห นั ง สื อ “สื่ อ จี้ ” ซึ่ ง        เจาจอมมารดาชุม ทรงประกอบ
    เพราะมีการเรียงลำดับเรื่อง มี            แปลวา “บันทึกของนักประวัติ                           พระราชกรณียกิจตางๆ มากมาย
    การตั้งประเด็นปญหา ซึ่งกอให           ศาสตร ” โดยได บั น ทึ ก สภาพ                        ซึ่งลวนเปนประโยชนแกบานเมือง
    เกิดการเรียนรูเกี่ยวกับพฤติกรรม         การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม                            และทรงเปนบุ คคลแรกๆ ที่ให
    มนุ ษ ย และคำว า “Historic”            และประวัติศาสตรในระยะเวลา                            ความสนใจประวั ติ ศ าสตร ไ ทย
    ที่เขาใชในงานเขียนซึ่งกอนหนา          ๓,๐๐๐ ป ตั้งแตบรรพกาลถึง                            โ ด ย ไ ด ท ร ง พ ย า ย า ม ค น ห า
    นี้มีความหมายวา “วิจัย” เพียง           ราชวงศ ฮั่ น ตะวั น ตก นั บ เป น                    หลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร
    อย า งเดี ย วได ก ลายเป น คำใหม      หนังสือประวัติศาสตรรวมหลาย                           ต า งๆ เพื่ อ แต ง ตำราเผยแพร
    คือคำวา “ประวัติศาสตร”                 ยุคสมัยเลมแรกของจีน                                  ซึ่ ง เป น ประโยชน แ ก ก ารศึ ก ษา
                                                                                                   ประวัติศาสตรไทยมาก
วิธีการทางประวัติศาสตร         10
         ประวัติศาสตรมีความสำคัญ ดังนี้
           ๑. ประวัติศาสตรใหความรูเกี่ยวกับความเปนมาของมนุษยทุกเรื่องทั้งความสำเร็จ ลมเหลว
ความรวมมือ ความขัดแยง การสรางสรรค การทำลาย ฯลฯ ซึ่งจะเปนบทเรียน เปนตัวอยางที่ดี
ที่คนรุนปจจุบันจะไดนำมาปฏิบัติในเรื่องที่ดี หรือหลีกเลี่ยง ปองกัน ไมใหเรื่องที่ดีเกิดซ้ำขึ้นมาอีก
           ๒. ประวัติศาสตรเปนรากฐานความเจริญของมนุษยในปจจุบัน มนุษยใชเวลาหลายปนับ
แตมีการคิดคนตัวหนังสือ หรือหลายหมื่น หลายแสนป ในการสรางสมอารยธรรมจนทำใหเรามีชีวิต
ที่สบายในปจจุบัน ความเจริญทั้งหลายในปจจุบันและในอนาคตยอมเปนผลมาจากประวัติศาสตร
ดังนั้น วิชาประวัติศาสตรทำใหเราชื่นชมและเห็นความสำคัญในการรักษามรดกทางอารยธรรม
           ๓. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความเฉลียวฉลาด มีเหตุผล มีความคิดที่ดี เพราะประวัติ-
ศาสตรใหตัวอยางในบทเรียนที่ดีที่จะปฏิบัติตามหรือหลีกเลี่ยง และวิธีการทางประวัติศาสตรทำให
มนุ ษ ยมีวิธีการคิดอยางฉลาด เลือกเชื่อในเรื่องที่มีหลักฐานที่ดี ไมเชื่อเรื่องที่ไมมีหลักฐาน หรือ
หลักฐานไมดี
           ๔. ประวัติศาสตรใหบทเรียนทางจริยธรรม เพราะประวัติศาสตรแสดงใหเห็นผลการทำ
ความดี ทำความชั่ว ผูทำความดีจะไดรับการยกยอง สวนผูทำความชั่วจะถูกประณามสาปแชงไมวา
เวลาจะลวงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม
           ๕. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษาคนควา และเขียนงาน
ทางประวัติศาสตร โดยใชวิธีการทางประวัติศาสตร เมื่อคนควาและคัดลอกขอมูลจากหลักฐานใดๆ
ตองทำดวยความละเอียดรอบคอบวาคนควาจากหลักฐานที่สำคัญๆ ครบถวน และคัดลอกขอมูล
ถูกตองทั้งทางภาษาและศักราช เมื่อเขียนรายงานทางประวัติศาสตร ตองนำขอมูลมาเปรียบเทียบ
เรื่องใดเกิดกอน เรื่องใดเกิดทีหลัง แตละเรื่องมีความสัมพันธกันมากนอยเพียงใด คำอธิบายหรือ
การวิเคราะหของผูเขียน มีความถูกตองและเปนกลางเพียงใด
                ในการอานและศึกษาหนังสือตางๆ ทางประวัติศาสตรก็เปนเชนเดียวกัน การทำความ
เขาใจในเหตุการณตางๆ ก็จะทำใหผูอาน อานดวยความละเอียดรอบคอบ พิจารณาการวิเคราะหของ
ผูเขียนวามีเหตุผลและมีความถูกตองเพียงใด ดังนั้น วิชาประวัติศาสตรจึงทำใหผูศึกษา ผูเขียน
งานทางประวัติศาสตรเปนคนละเอียดรอบคอบ




    หลักฐานทางประวัติศาสตร มีทั้งหลักฐานชั้นตน
    หลักฐานชั้นรอง การศึกษาประวัติศาสตร ตองใช
    วิธีการทางประวัติศาสตรมาศึกษาวิเคราะหอยาง
    ละเอียดรอบคอบ เพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตองที่สุด
วิธีการทางประวัติศาสตร      11
         ๖. ประวัติศาสตรสอนใหเขาใจความแตกตางของอารยธรรม เพราะในประวัติศาสตรมี
ตัวอยางมากมายที่แสดงถึงความแตกตางของผูคนตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เชน ความแตกตางทาง
วัฒนธรรม ศาสนา ความแตกตางทางความคิดและการกระทำ ดังนั้น ผูศึกษาประวัติศาสตรจึงเปน
คนใจกวาง เขาใจและยอมรับความคิดที่ตางกัน ประวัติศาสตรจึงชวยใหผูคนในโลกอยูรวมกันอยาง
สันติสุข
              กลาวโดยสรุปวิธีการทางประวัติศาสตรมีความสำคัญ คือทำใหทราบเรื่องราว กิจกรรม
เหตุการณที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตรมีความนาเชื่อถือ มีความถูกตองเปนความจริง หรือใกลเคียง
ความเปนจริงมากที่สุด เพราะไดมีการศึกษาอยางเปนระบบ อยางมีขั้นตอน มีความระมัดระวัง
รอบคอบ ไมลำเอียง และเพื่อใหเกิดความนาเชื่อถือ
วิธีการทางประวัติศาสตร                                         12



                                                                                                                    กิจกรรมที่ ๑
คำสั่ง         ใหนักเรียนตอบคำถามตอไปนี้

 ๑. ประวัติศาสตร หมายถึงอะไร
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................

 ๒. เพราะเหตุใดการศึกษาประวัติศาสตรจำเปนตองอาศัยความรูทางดานโบราณคดี
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................

 ๓. การศึกษาประวัติศาสตรมีความสำคัญอยางไร
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
     ............................................................................................................................................................................................
วิธีการทางประวัติศาสตร                                         13

                                                                  á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ñ
๑. ประวัติศาสตร หมายถึงอะไร
       ตอบ ประวัติศาสตร คือ การศึกษาเรื่องราวหรือประสบการณของมนุษยในอดีตจากหลักฐานที่มี
    ............................................................................................................................................................................................
       การจดบันทึกไวหรือจากหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร และหลักฐานประเภทคำบอกเลา เชน
    ............................................................................................................................................................................................
       ตำนาน นิทานพื้นบาน
    ............................................................................................................................................................................................

๒. เพราะเหตุใดการศึกษาประวัติศาสตรจำเปนตองอาศัยความรูทางดานโบราณคดี
       ตอบ เพราะในการศึกษาเรื่องราว หรือประสบการณของมนุษยซึ่งมีมากมายนั้น นักประวัติศาสตร
    ............................................................................................................................................................................................
       ไมไดใชหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรเพียงอยางเดียว และหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรก็มี
    ............................................................................................................................................................................................
       ไมเพียงพอกับการศึกษาเรื่องราวของมนุษยดวย เพราะมนุษยไมไดจดบันทึกเรื่องราวทั้งหมดไว
    ............................................................................................................................................................................................
       อยางสมบูรณ หรือจดบันทึกไว เกิดการสูญหาย หรือถูกทำลายไปก็มี ดังนั้นนักประวัติศาสตรจึง
    ............................................................................................................................................................................................
       ตองใชหลักฐานดานอื่นๆมาประกอบการศึกษาประวัติศาสตรดวย เชน โบราณวัตถุ โบราณสถาน
    ............................................................................................................................................................................................
       ศิลปวัตถุ ภาพวาด เครื่องประดับ เครื่องแตงกาย นอกจากนี้ มนุษยยังตองการรูเรื่องราวของผูคน
    ............................................................................................................................................................................................
       ในสมัยกอนประวัติศาสตรดวย นักประวัติศาสตรจึงตองอาศัยพึ่งพาความรูจากนักโบราณคดี ซึ่งเปน
    ............................................................................................................................................................................................
       ผูศึกษาเรื่องราวของมนุษยกอนการคิดคนตัวหนังสือและจดบันทึกไว
    ............................................................................................................................................................................................

๓. การศึกษาประวัติศาสตรมีความสำคัญอยางไร
       ตอบ ๑. ประวัติศาสตรใหความรูเกี่ยวกับความเปนมาของมนุษยทุกเรื่องทั้งความสำเร็จ
    ............................................................................................................................................................................................
                                ลมเหลว ความรวมมือ ความขัดแยง การสรางสรรค การทำลาย ฯลฯ
    ............................................................................................................................................................................................
                       ๒. ประวัติศาสตรเปนรากฐานความเจริญของมนุษยในปจจุบัน
    ............................................................................................................................................................................................
                      ๓. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความเฉลียวฉลาด มีเหตุผล มีความคิดที่ดี เพราะ
    ............................................................................................................................................................................................
                                ประวัติศาสตรใหตัวอยางในบทเรียนที่ดีที่จะปฏิบัติตามหรือหลีกเลี่ยง
    ............................................................................................................................................................................................
                      ๔. ประวัติศาสตรใหบทเรียนทางจริยธรรม เพราะประวัติศาสตรแสดงใหเห็นผลการ
    ............................................................................................................................................................................................
                                ทำความดี ทำความชั่ว
    ............................................................................................................................................................................................
                      ๕. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษาคนควา และ
    ............................................................................................................................................................................................
                                เขียนงานทางประวัติศาสตร โดยใชวิธีการทางประวัติศาสตร
    ............................................................................................................................................................................................
                      ๖. ประวัติศาสตรสอนใหเขาใจความแตกตางของอารยธรรม เพราะในประวัติศาสตร
    ............................................................................................................................................................................................
                                มีตัวอยางมากมายที่แสดงถึงความแตกตางของผูคนตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน
    ............................................................................................................................................................................................
วิธีการทางประวัติศาสตร             14

                                                                         µÍ¹·Õè                         ò
  ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร
          ๑. ความหมายและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร
           วิธีการทางประวัติศาสตร หมายถึง ขั้นตอน หรือวิธีการที่นักประวัติศาสตรหรือผูศึกษา
ทางดานประวัติศาสตรใชเพื่อศึกษา คนควา และเรียบเรียงเหตุการณทางประวัติศาสตรจากหลักฐาน
ตางๆ เพื่อใหไดขอมูลที่มีความถูกตองและชัดเจนมากที่สุด
           เนื่องจากมีหลักฐานทางประวัติศาสตรไมสมบูรณและมีไมมาก หลักฐานบางเรื่อง บางคน
มีความนาเชื่อถือ ถูกตอง ไมลำเอียง แตมีหลักฐานบางเรื่อง ไมนาเชื่อถือ ไมถูกตองลำเอียงหรือ
เป น ของปลอม ดั ง นั้ น การเลื อ กใช ห ลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร จึ ง ต อ งมี ก ารตรวจสอบ ประเมิ น
ความนาเชื่อถือ และวิเคราะหอยางละเอียดรอบคอบ เพื่อใหไดขอมูลที่นาเชื่อถือ ถูกตอง เมื่อมี
การเรียบเรียงขอมูลเพื่ออธิบายเหตุการณทางประวัติศาสตร นักประวัติศาสตรหรือผูศึกษาทางดาน
ประวัติศาสตร ก็จะตองเขียนดวยความเปนกลาง ไมลำเอียง ไมนำตนเองไปผูกพันกับเรื่องราวหรือ
เหตุการณทางประวัติศาสตร
           อี ก ทั้ ง จะต อ งเข า ใจสภาพการณ ต า งๆในอดี ต ว า มี ค วามแตกต า งกั บ ป จ จุ บั น คื อ ไม น ำ
สภาพการณปจจุบัน ความเจริญที่เปนอยูในปจจุบันไปประเมินตัดสินอดีต เพราะในอดีตยอมมี
สภาพการณ ต ลอดจนความเจริ ญ ไม เ หมื อ นกั บ ป จ จุ บั น ดั ง นั้ น วิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร จึ ง มี
ความสำคั ญ เพื่ อ ที่ จ ะทำให ไ ด เรื่ อ งราวทางประวั ติ ศ าสตร ที่ มี ค วามถู ก ต อ ง เที่ ย งตรง สมบู ร ณ
มีความนาเชื่อถือมากที่สุด
          ๒. ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร
         การศึกษาทางประวัติศาสตรของทุกชาติ จะมีขั้นตอนที่มีแบบแผนเดียวกัน คือ มีประเด็น
ที่จะศึกษาคนควา มีการรวบรวมหลักฐาน การประเมินคุณคาของหลักฐาน การเลือกสรรและจัด
ความสัมพันธของขอมูล หรือการวิเคราะห สังเคราะหขอมูล และการเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
         ๑. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา
         ๒. การรวบรวมหลักฐาน
         ๓. การประเมินคุณคาของหลักฐาน
         ๔. การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมูขอมูล
         ๕. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
วิธีการทางประวัติศาสตร    15


๑. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา
                เป น ขั้ น ตอนแรกของวิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร ซึ่ ง เป น เรื่ อ งที่
          นักประวัติศาสตรหรือผูสนใจทางประวัติศาสตรมีความสนใจ อยากรู
          สงสัย จึงตั้งประเด็นหรือหัวขอที่ตองการศึกษาขึ้นมา




๒. การรวบรวมหลักฐาน
            เปนขั้นตอนที่ ๒ ของวิธีการทางประวัติศาสตร โดยนักประวัติศาสตรหรือ
     ผูสนใจทางประวัติศาสตร ทำการรวบรวมหลักฐานตางๆ ทั้งหลักฐานชั้นตนและ
     หลักฐานชั้นรอง คือเอกสารหรือหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรูหรือสนใจ
            ในการรวบรวมหลักฐาน ควรเริ่มดวยการศึกษาหลักฐานชั้นรองที่เกี่ยวกับ
     เรื่องโดยตรงกอน เพื่อใหเขาใจและมีความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ตองการศึกษา และ
     รวบรวมความคิดของผูที่ศึกษาเรื่องดังกลาวมากอน แลวจึงไปคนควาจากหลักฐาน
     ชั้นตน ซึ่งจะทำใหไดรายละเอียดมากขึ้น และอาจมีแนวคิดเพิ่มเติมขึ้นจากที่มีผู
     ศึกษาไวแตเดิม แตถาไปเริ่มตนรวบรวมจากหลักฐานชั้นตนกอนโดยยังไมได
     ศึกษาหลักฐานชั้นรอง จะทำใหการศึกษาหลักฐานชั้นตนเขาใจไดยาก
            อนึ่ ง ในการรวบรวมหลั ก ฐาน ผู ศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร ที่ ดี ค วรรวบรวม
     หลักฐานจากหลายทางตามลักษณะและความสำคัญของประเด็นศึกษา คืออาจ
     มีการใชหลักฐานที่ไมใชลายลักษณ เชน หลักฐานทางโบราณคดี มานุษยวิทยา
     มาประกอบเพื่อใหไดเรื่องราวทางประวัติศาสตรที่ชัดเจนและสมบูรณ
วิธีการทางประวัติศาสตร          16

๓. การประเมินคุณคาของหลักฐาน
            เปนการประเมินความถูกตองและความสำคัญของหลักฐาน เพราะหลักฐาน
     บางอยางอาจเปนของปลอม หรือเลียนแบบของเกา หรือเขียนโดยบุคคลที่ไมเห็น
     เหตุการณโดยตรงแลวมาบันทึกไวเสมือนไดรูเห็นเหตุการณเอง หรือแมจะรูเห็น
     เหตุการณโดยตรง แตอาจมีความลำเอียงเขาขางฝายใดฝายหนึ่ง ไมวางตัวเปน
     กลาง การวิเคราะหหลักฐานแบงเปน ๒ วิธีดังนี้
            ๑) การประเมินภายนอก เปนการประเมินหลักฐานที่ปรากฏภายนอกวา
     เปนของแท ถูกตองตามยุคสมัยหรือไม เชน กระดาษที่บันทึกเปนของจริงหรือไม
     สมัยนั้นมีกระดาษแบบนี้ใชหรือยัง วัสดุที่ใชเขียนเปนของรวมสมัยหรือไม
            ๒) การประเมินภายใน เปนการประเมินหลักฐานวาถูกตองทั้งหมดหรือไม
     เชน การกลาวถึงตัวบุคล สถานที่ เหตุการณวาถูกตอง มีจริงอยูในยุคสมัยของ
     หลักฐานนั้นหรือไม หรือแมแตสำนวนภาษาวาในสมัยนั้นใชกันหรือยัง



๔. การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมูขอมูล
             เปนขั้นตอนตอจากที่ไดรวบรวมหลักฐาน และวิเคราะหความนาเชื่อถือ
     นั้นๆ แลว ขอมูล คือ เรื่องราวตางๆ ทางประวัติศาสตรที่ปรากฏในหลักฐาน
     ที่ ร วบรวมและวิ เ คราะห แ ล ว จากหลั ก ฐานที่ เชื่ อ ถื อ ได จ ากนั้ น จึ ง นำข อ มู ล มา
     วิเคราะห คือ แยกประเภท โดยเรียงเหตุการณตามลำดับเวลากอนหลัง และ
     ความสำคัญของขอมูล แลวทำการสังเคราะห คือจัดเหตุการณเรื่องราวเดียวกัน
     และเกี่ยวของสัมพันธกันไวดวยกันและศึกษาความตอเนื่อง การเปลี่ยนแปลง
     ของเหตุการณ ตลอดจนปจจัยตางๆที่มีความสำคัญตอเหตุการณ



๕. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
            เป น การเรี ย บเรี ย งข อ มู ล ที่ ไ ด ค น คว า วิ เ คราะห แ ละสั ง เคราะห ม าแล ว
     เพื่อนำเสนอขอมูลในลักษณะที่เปนคำตอบหรืออธิบายความอยากรู ขอสงสัย
     ตลอดจนความรูใหม ความคิดใหมที่ไดจากการศึกษาคนควานั้น ในรูปแบบ
     การเขียนรายงานอยางมีเหตุผล
วิธีการทางประวัติศาสตร              17
            กลาวโดยสรุปการศึกษาประวัติศาสตรดวยขั้นตอนหรือวิธีการทางประวัติศาสตร ดังที่กลาว
มานี้ ทำใหประวัติศาสตรเปนเรื่องราวของการสืบสวน คนควา วิเคราะหอยางมีหลักเกณฑ มีเหตุผล
มีหลักฐานอางอิงประกอบ ซึ่งคลายกับวิธีการทางวิทยาศาสตร อยางไรก็ดี วิธีการทางประวัติศาสตร
ทำได เ พี ย งการคิ ด ทบทวนในขั้ น ตอนต า งๆของวิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร เ ท า นั้ น แต ไ ม ส ามารถ
ทำให เ หตุ ก ารณ เ กิ ด ขึ้ น ได จ ริ ง อี ก เพราะเหตุ ก ารณ ท างประวั ติ ศ าสตร เ กิ ด ขึ้ น เพี ย งครั้ ง เดี ย ว
เทานั้น



                                    การศึกษาประวัติศาสตรจะใหประโยชน
                                    แกผูศึกษาหลายประการ ที่สำคัญมีดังนี้
        ๑. ช ว ยให มี ค วามรู ก ว า งขวาง เป น คนทั น สมั ย ทั น โลก จากการเรี ย นรู
   ประสบการณของมนุษยนอกเหนือจากประสบการณจริงของผูศึกษา
        ๒. ชวยพัฒนาบุคลิกภาพใหเปนคนมีนิสัย สติปญญา และความฉลาดอยาง
   รอบคอบ
        ๓. ชวยใหเปนคนมีเหตุผล สามารถเผชิญกับวิกฤตการณตางๆ ไดอยางสุขุม
   และสามารถแกไขไดอยางมีประสิทธิภาพ
        ๔. ชวยสรางความมีมนุษยสัมพันธ ความสามัคคี ตลอดจนยอมรับในคุณคา
   ของความเปนมนุษยและความสามารถของแตละบุคคล
วิธีการทางประวัติศาสตร   18



                                                      กิจกรรมที่ ๒
คำสั่ง       ใหนักเรียนนำหมายเลขขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตรในกรอบสี่เหลี่ยม
             ไปใสลงในชองวางใหสัมพันธกัน



 ๑.                                             ๒.
         การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา                 การรวบรวมหลักฐาน


 ๓.                                             ๔.   การวิเคราะห สังเคราะห
      การประเมินคุณคาของหลักฐาน                     และการจัดหมวดหมูขอมูล



                          ๕.
                                การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ



 ๑. การประเมินความถูกตองและความสำคัญของหลักฐาน
    กรอบที่ ..........................................
 ๒. การเลือกเรื่องหรือประเด็นที่ตนเองสนใจหรืออยากรู
    กรอบที่ ...........................................
 ๓. การนำเสนอความรูใหมที่ไดจากการศึกษาคนควาในรูปแบบการเขียนรายงานอยางมีเหตุผล
    กรอบที่ ...........................................
 ๔. การนำขอมูลมาวิเคราะหโดยเรียงเหตุการณตามลำดับเวลากอน – หลังและนำมาสังเคราะห
    โดยจัดเหตุการณที่เกี่ยวของกันไวดวยกัน
    กรอบที่ ...........................................
 ๕. การรวบรวมหลักฐานในหัวขอที่ตองการศึกษาทั้งหลักฐานชั้นตนและหลักฐานชั้นรอง
    กรอบที่ ...........................................
วิธีการทางประวัติศาสตร   19

                                             á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ò
๑. การประเมินความถูกตองและความสำคัญของหลักฐาน
                    กรอบที่ ๓
    กรอบที่ ..........................................
๒. การเลือกเรื่องหรือประเด็นที่ตนเองสนใจหรืออยากรู
                    กรอบที่ ๑
    กรอบที่ ...........................................
๓. การนำเสนอความรูใหมที่ไดจากการศึกษาคนควาในรูปแบบการเขียนรายงานอยางมีเหตุผล
                    กรอบที่ ๕
    กรอบที่ ...........................................
๔. การนำขอมูลมาวิเคราะหโดยเรียงเหตุการณตามลำดับเวลากอน – หลังและนำมาสังเคราะห
    โดยจัดเหตุการณที่เกี่ยวของกันไวดวยกัน
                    กรอบที่ ๔
    กรอบที่ ...........................................
๕. การรวบรวมหลักฐานในหัวขอที่ตองการศึกษาทั้งหลักฐานชั้นตนและหลักฐานชั้นรอง
                    กรอบที่ ๒
    กรอบที่ ...........................................
วิธีการทางประวัติศาสตร                      20



                                                                 กิจกรรมที่ ๓
คำสั่ง       ใหนักเรียนพิจารณาขอความดานซายมือ วาเปนขั้นตอนใดของวิธีการทาง
             ประวัติศาสตรแลวเติมคำตอบลงในชองวางดานขวามือ

         ผูศึกษาจะตองถามตนเองเกี่ยวกับประเด็น                           .................................
๑.       ปญหาที่ตองการศึกษา เชน ใคร อะไร ที่ไหน
         เมื่อไร ทำไม                                                     .................................



         ผู ศึ ก ษาต อ งพยายามค น หาและรวบรวม
         หลักฐานทางประวัติศาสตรที่เกี่ยวของกับ                          .................................
๒.
         เรื่องที่ตนตองการศึกษาใหมากที่สุดเทาที่จะ                     .................................
         หาได


         การพิจารณาลักษณะภายนอกของหลักฐาน
         แล ว ตั ด สิ น ว า เป น ของจริ ง หรื อ ของปลอม                .................................
๓.
         หรื อ การพิ จ ารณาข อ มู ล หรื อ เนื้ อ หาใน                    .................................
         หลักฐาน แลวตัดสินวาเชื่อถือไดหรือไม


         การทำความเขาใจวา หลักฐานนั้นมี                                 .................................
๔.       ความหมายวาอยางไร บอกขอเท็จจริง
         อะไรบาง                                                         .................................



         การนำเอาขอเท็จจริงตางๆ หรือที่ตีความ
๕.       ไดมาเรียบเรียงเขาดวยกันใหเปนเรื่องราวที่                    .................................
         ใกลเคียงกับความเปนจริงที่เกิดขึ้นในอดีต                        .................................
         ใหมากที่สุด


          การเผยแพร ค วามจริ ง ที่ ค น คว า ตี ค วามได                .................................
๖.        ไปสู ที่ อื่ น ด ว ยวิ ธี ก ารต า งๆ เช น บรรยาย
          อภิปราย เขียนรายงาน เขียนบทความ เปนตน                         .................................
วิธีการทางประวัติศาสตร                         21

                                        á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ó
     ผูศึกษาจะตองถามตนเองเกี่ยวกับประเด็น                              การกำหนดหัวเรื่อง
                                                                         .................................
๑.   ปญหาที่ตองการศึกษา เชน ใคร อะไร ที่ไหน
     เมื่อไร ทำไม                                                        ที่จะศึกษา
                                                                         .................................



     ผู ศึ ก ษาต อ งพยายามค น หาและรวบรวม                              การรวบรวม
     หลักฐานทางประวัติศาสตรที่เกี่ยวของกับ                             .................................
๒.
     เรื่องที่ตนตองการศึกษาใหมากที่สุดเทาที่จะ                         หลักฐาน
                                                                         .................................
     หาได


     การพิจารณาลักษณะภายนอกของหลักฐาน                                    การประเมินคุณคา
     แล ว ตั ด สิ น ว า เป น ของจริ ง หรื อ ของปลอม                   .................................
๓.
     หรื อ การพิ จ ารณาข อ มู ล หรื อ เนื้ อ หาใน                       ของหลักฐาน
                                                                         .................................
     หลักฐาน แลวตัดสินวาเชื่อถือไดหรือไม


     การทำความเขาใจวาหลักฐานนั้นมี                                การวิเคราะห สังเคราะห
                                                                   .............................................
๔.   ความหมายวาอยางไร บอกขอเท็จจริง
     อะไรบาง                                                       และการจัดหมวดหมูขอมูล
                                                                   ............................................



     การนำเอาขอเท็จจริงตางๆ หรือที่ตีความ
๕.   ไดมาเรียบเรียงเขาดวยกันใหเปนเรื่องราวที่                              การตีความ
                                                                         .................................
     ใกลเคียงกับความเปนจริงที่เกิดขึ้นในอดีต                           .................................
     ใหมากที่สุด


      การเผยแพร ค วามจริ ง ที่ ค น คว า ตี ค วามได                       การเรียบเรียง
                                                                         .................................
๖.    ไปสู ที่ อื่ น ด ว ยวิ ธี ก ารต า งๆ เช น บรรยาย
      อภิปราย เขียนรายงาน เขียนบทความ เปนตน                                หรือการนำเสนอ
                                                                         .................................
วิธีการทางประวัติศาสตร              22

                                                                            µÍ¹·Õè                           ó
    ลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐาน
                      ทางประวัติศาสตรไทย
           ๑. ลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร
               หลักฐานทางประวัติศาสตรไทยเปนลายลักษณอักษรโดยทั่วไปกลาวไดวาไมคอย
สมบูรณเพราะคนไทยไมคอยชอบจดบันทึก จึงทำใหมีหลักฐานทางประวัติศาสตรนอย นอกจากนี้
หลักฐานบางอยางยังถูกทำลายไปจากศึกสงคราม รวมทั้งการที่อากาศรอนชื้นทำใหหลักฐานเสียหาย
เร็ว การที่ในสมัยกอน (จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว พ.ศ.๒๓๖๗ -๒๓๗๔)
คนไทยยังจดคัดลอกขอมูลทางประวัติศาสตรทั้งหลายดวยลายมือ เพราะยังไมมีระบบการพิมพหรือ
การที่ถือวาวิชาประวัติศาสตรเรียนรูกันเฉพาะเจานายหรือคนระดับสูงเทานั้น ดวยสาเหตุทั้งหลาย
ประกอบกัน จึงทำใหการศึกษาประวัติศาสตรโดยเฉพาะในสมัยโบราณตองมีการสันนิษฐานกันมาก
           ๒. ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตรไทย
                      หลักฐานทางประวัติศาสตรไทย สามารถแบงเปนประเภทใหญๆ ได ๒ ประเภท คือ
หลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร กับหลักฐานที่ไมเปนลายลักษณอักษร ในที่นี้จะยกตัวอยางหลักฐาน
แตละประเภทใหเขาใจพอสังเขป ดังนี้
                      ๑) หลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร ประกอบดวย
                          (๑) ตำนาน เป น เรื่ อ งที่ เ ล า ต อ ๆ กั น มาด ว ย
วาจา ตอมาภายหลังจึงมีการจดบันทึกและพิมพเผยแพร ดังนั้น
เรื่ อ งที่ อ ยู ใ นตำนานอาจถู ก เปลี่ ย นแปลงจากเรื่ อ งเดิ ม ได เพราะ
การลืมความไมแมนยำในการจดจำ การแตงเติมเรื่อง การไมใช
ความสำคัญในเรื่องกาลเวลา จึงมีการกลาวถึงกาลเวลาอยางกวางๆ
เรื่องที่ปรากฏในตำนานมักกลาวถึงเรื่องในพระพุทธศาสนา เรื่องราว
ของบุคคล เรื่องราวของปูชนียสถาน เชน ตำนาน มูลศาสนา ตำนาน
จามเทวี ว งศ ตำนานพระแก ว มรกต ตำนานชิ น กาลมาลี ป กรณ
เปนตน ตำนานจึงสะทอนใหเห็นความเชื่อ ความศรัทธา คติชาวบาน
ฯลฯ ดังนั้น ตำนานจึงมีประโยชนในการศึกษาประวัติศาสตรไทย
อยูมาก แตก็ตองใชความระมัดระวังและตรวจสอบ ตำนานพญาคันคาก เปนตำนานแสดงความเชื่อของ
กับหลักฐานอื่นๆ ดวย เชน หลักฐานทางโบราณคดี ชาวอีีกรรมสำคัญชนสองฝกาลมาลีปกรณ ตเปนกตำนาน์
                                                                 ในพิธ
                                                                       สานและชุม
                                                                                   และชิน
                                                                                          งโขงเกี่ยวกับสั วศั ดิ์สิทธิ

เปนตน                                                          เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตรลานนา
วิธีการทางประวัติศาสตร                        23
                           (๒) จารึ ก ทำขึ้ น เพื่ อ ใช อ ธิ บ ายเรื่ อ งราว
เหตุ ก ารณ ที่ เ กิ ด ในสั ง คม โดยมี จุ ด มุ ง หมายอย า งใดอย า งหนึ่ ง
จารึกของไทยปรากฏในหลายลักษณะ เชน จารึกบนแทนศิลา
หรือแผนศิลา เรียกวา ศิลาจารึกจารึกลงบนแผนทอง เรียกวา
จารึกลานทอง จารึกลงบนแผนเงิน เรียกวา จารึกลานเงิน จารึก
หรือจารบนใบลาน เรียกวา หนังสือใบลาน
                     จารึกเปนหลักฐานทางประวัติศาสตรไทยที่มีความ
                                                                                      จารึกลานทอง พบที่วัดสองคบ
สำคัญมาก โดยเฉพาะในสมัยสุโขทัย จารึกที่คนพบในประเทศไทย                               อ.เมือง จ.ชัยนาท
มีประมาณ ๕๐๐ ชิ้น เปนเอกสารชั้นตนที่นาเชื่อถือเพราะเขียน                           อักษรขอม-อักษรไทย
                                                                                      สมัยอยุธยา พ.ศ.๑๙๕๑
ขึ้ น เพี ย งครั้ ง เดี ย ว ไม มี ก ารคั ด ลอก แก ไข ซึ่ ง มี ป ระโยชน ใ น
การสรางกรอบกำหนดเหตุการณตามวันเวลาสามารถใหขอมูลทาง
ดานสังคมและเศรษฐกิจไดเปนอยางดี และชวยใหศึกษาวัฒนธรรม
ทองถิ่นไดอยางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ศิลาจารึกที่สำคัญ เชน ศิลาจารึกสุโขทัย
หลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช จารึกวัดศรีชุม
หรือศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๒ ซึ่งถือเปนหลักฐานที่สำคัญที่
นักประวัติศาสตรใชเปนขอมูลในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย
อย า งไรก็ ต ามจารึ ก มี ข อ จำกั ด ทางด า นภาษาและการตี ค วาม
เพราะสำนวนภาษาในจารึ ก มี อ ายุ ห ลายร อ ยป ข อ ความใน
จารึก จึงอาจจะมีความแตกตางไปจากภาษาในปจจุบัน ทำให
นั ก ประวั ติ ศ าสตร อ าจตี ค วามผิ ด ได นอกจากนี้ ตั ว อั ก ษรของ
จารึกก็อาจไมชัดเจนทำใหอานยาก                                                    จารึกวัดศรีชุม หรือศิลาจารึกสุโขทัย
                                                                                   หลั ก ที่ ๒ เป น หลั ก ฐานที่ ส ำคั ญ
                                                                                   อี ก ชิ้ น หนึ่ ง พบที่ วั ด ศรี ชุ ม อ.เมื อ ง
                                                                                   จ.สุโขทัย

                                               หนังสือใบลาน เปนเอกสารโบราณที่ใชบันทึกพระธรรม
                                        คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา และบันทึกเรื่องราวตางๆ ในอดีต
                                        คนไทยโบราณนิยมเรียกวา “คัมภีรใบลาน” เพราะสวนใหญ
                                        จะจดจารพระธรรมและบทสวดมนตตางๆ รวมทั้งเรื่องราว
                                        เกี่ยวกับพุทธประวัติ
          หนังสือใบลาน ทำจากใบของตนลาน ซึ่งมีลักษณะคลายตนตาล กอนจะนำมาจาร
   เปนเอกสารนั้น ตองผานกรรมวิธีหลายขั้นตอน เชน ทำใบลานใหเรียบไมโคงงอหรือบิดไป
   บิดมา เปนตน เสนอักษรในหนังสือใบลานสวนมากเปนเสนจาร เสนชุบหมึก และเสนทอง
   ก็มีบางแตเปนสวนนอย อุปกรณที่มักใชคูกับคัมภีรใบลาน คือ กากะเยีย มีไวสำหรับใชเปน
   ที่วางคัมภีรใบลาน เพื่อใชอานและแปลหนังสือใบลานโดยเฉพาะ
วิธีการทางประวัติศาสตร             24
                        (๓) พงศาวดาร เปนการบันทึกเรื่องราวใน
อดีตภายใตการอุปถัมภของราชสำนัก เนื้อหาในพงศาวดารจะเนน
เหตุ ก ารณ เ กี่ ย วกั บ อาณาจั ก รและกษั ต ริ ย ที่ ป กครองอาณา
จั ก รนั้ น ๆ พงศาวดารที่ มี อ ยู ใ นป จ จุ บั น มี เ นื้ อ หา ๓ ประเภท
ใหญๆ คือ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร
จนถึงตนรัชกาลที่ ๕ พงศาวดารทองถิ่นและประเทศเพื่อนบาน
อย า งไรก็ ต าม แม ว า พงศาวดารจะไม ใ ห ค วามสำคั ญ เกี่ ย วกั บ
สามัญชนทั่วไปและบางเรื่องยังเกี่ยวกับเรื่องไมปกติ แตก็เปน
หลักฐานที่มีประโยชนและทรงคุณคามากในการศึกษาประวัติศาสตร
โดยเฉพาะสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทรจนถึง
ตนรัชกาลที่ ๕                                                                 พระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ
                                                                               เปนพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา

                    (๔) บันทึกของชาวตางชาติ ชาวตางชาติที่เดินทางเขามาในดินแดนประเทศไทย
สมัยตางๆ มีทั้งเปนนักการทูต พอคา นักเผชิญโชค ไดบันทึกเรื่องราวตางๆ ทั้งที่เกี่ยวกับประวัติ-
ศาสตร ภูมิศาสตร วัฒนธรรม การดำรงชีวิต เปนตน ทำใหเราไดทราบเหตุการณทางประวัติศาสตรไทย
มากขึ้นกวาเดิม บันทึกที่สำคัญของชาวตางชาติในสมัยอยุธยา เชน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ
ฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต พอคาชาวฮอลันดาที่มาประจำที่กรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระเจาปราสาททอง
จดหมายเหตุลาลูแบร โดย ซิมองค เดอ ลา ลูแบร ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เขามาเจริญสัมพันธไมตรีกับ
ไทยในสมั ย สมเด็ จ พระนารายณ ม หาราช ในสมั ย รั ต นโกสิ น ทร มี บั น ทึ ก ของชาวต า งชาติ ม ากขึ้ น
เชน เลาเรื่องกรุงสยาม ของสังฆราชปาลเลอกัวซ ผูเผยแพรศาสนาคริสตในเมืองไทยเปนเวลานาน
อยางไรก็ตาม เนื่องจากชาวตางชาติมีพื้นฐานทางความคิด วัฒนธรรมที่แตกตางจากคนไทย จึงอาจ
ทำใหการเขาใจผิดในวัฒนธรรมของไทยในบางเรื่อง เพราะฉะนั้นในการศึกษาจึงตองระมัดระวังใน
ประเด็นเหลานี้




 ภาพวาดลาลูแบร หัวหนาคณะทูตฝรั่งเศส       แผนที่กรุงศรีอยุธยาในจดหมายเหตุลาลูแบร ฉบับภาษาอังกฤษ พิมพที่ประเทศ
 ที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรี-   อังกฤษ เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๖ ซึ่งตรงกับตนสมัยสมเด็จพระเพทราชา
 อยุธยา เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๐
วิธีการทางประวัติศาสตร         25
                    (๕) จดหมายเหตุ เป น หลั ก ฐานทาง
ประวั ติ ศ าสตร ป ระเภทพงศาวดาร แต แ ตกต า งกั น ตรงที่
จดหมายเหตุเปนการบันทึกรวมสมัย บอกเกี่ยวกับวัน เวลา
ที่มีเหตุการณเกิดขึ้นมีลักษณะเดนเรื่องการใหรายละเอียด
และความถูกตองในเรื่องเวลา พรอมทั้งแทรกความคิดเห็น
ของผูบันทึกลงไปดวย จดหมายเหตุแบงออกเปนหลายประการ
ไดแก จดหมายเหตุของหลวง จดหมายเหตุโหร จดหมายเหตุ
ของบุคคล และเอกสารคำใหการของรัฐหรือฝายปกครอง
                          (๖) เ อ ก ส า ร ท า ง ร า ช ก า ร เ ป น
เอกสารที่ เ กี่ ย วกั บ การบริ ห ารราชการและการปกครอง
                                                                   หนังสือจดหมายเหตุบางกอกกรีคอรเดอร
ที่ รั ฐ บาลมี ต อ ข า ราชการทั้ ง ส ว นกลางและส ว นภู มิ ภ าค เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรที่ใชศึกษา
เช น รายงานการตรวจสอบราชการรายงานความคิ ด เห็ น                   สภาพสังคมและความเปนอยูของคนไดเปน
                                                                   อยางดี
เพื่อกราบบังคมทูล รายงานการประชุม เปนตน กอนสมัย
รัตนโกสินทรเอกสารทางราชการสวนใหญไดเสียหายชำรุดไปมาก ประกอบกับในสมัยโบราณยังไมมี
ระบบจัดการเอกสารราชการจนกระทั่งไดมีการตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕
จึงไดเริ่มจัดเก็บเอกสารอยางเปนระบบ โดยเก็บไวที่หอจดหมายเหตุแหงชาติ เปนแหลงสำคัญ


                                                                  ๒) หลั ก ฐานที่ ไ ม เ ป น ลายลั ก ษณ อั ก ษร
                                                       หลั ก ฐานที่ ไ ม เ ป น ลายลั ก ษณ อั ก ษรมี ห ลายประเภท
                                                       ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ เชน แนวพระราชวังเกา
                                                       แนวเมืองเกา แหลงโบราณคดีตางๆ เจดีย ปรางค โบสถ
                                                       วิหาร ผลงานศิลปะ เครื่องแตงกาย เครื่องมือ เครื่องใช
                                                       เป น ต น สามารถนำมาใช ป ระกอบการศึ ก ษาประวั ติ
                                                       ศาสตรในสมัยตางๆ ไดเปนอยางดี เพื่อจะไดเขาใจวิถี
                                                       ชีวิตของคนไทยได ดีขึ้น
 หอจดหมายเหตุแหงชาติ ตั้งอยูในบริเวณหอสมุดแหงชาติ
 เปนสถานที่เก็บรักษาเอกสารทางราชการ ประวัติศาสตร
 และศิลปวัฒนธรรมของชาติ

               อาจกลาวไดวา หลักฐานทั้งสองประเภทสามารถใชเปนขอมูลไดทั้งหลักฐานชั้นตน
และหลักฐานชั้นรอง ซึ่งในการศึกษาคนควาหลักฐานจะตองมีการตรวจสอบและประเมินความนา
เชื่อถือของหลักฐานนั้นๆ เสียกอน เพื่อไมใหขอมูลคลาดเคลื่อนและบิดเบือนไปจากความเปนจริงได
วิธีการทางประวัติศาสตร               26

                                        แหลงรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร
                                                                     หลักฐานทางประวัติศาสตรแตละประเภท
                                                            ที่นักเรียนกำลังศึกษาอยููนี้ หากมีความประสงค
                                                            จะไปสื บ ค น สามารถค น คว า จากแหล ง ที่ ม าได
                                                            หลายแหล ง ด ว ยกั น เช น จากหนั ง สืื อ และสื่ อ
                                                            สิ่งพิมพตางๆ หรือเอกสารแนะนำโบราณสถาน
                                                            สมุดไทย คัมภีรใบลาน สำเนาจารึก ซึ่งถาเปน
                                                            ของทางราชการจะเก็บรักษาไวที่หอสมุดแหงชาติ
                                                            ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาค สวนศิลาจารึ ก
                                                            เก็บรักษาไวที่หอสมุดวชิรญาณ
                                                                     ทั้ ง นี้ ห ลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร ที่ เ ป น
ศาลาสำราญมุขมาตย พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร หลั ก ฐานชั้ น ต น ถ า เป น โบราณสถานสามารถ
    ไปสำรวจได จ ากที่ ตั้ ง ของโบราณสถานนั้ น ๆ ถ า เป น โบราณวั ต ถุ ส ว นใหญ จ ะเก็ บ รั ก ษาไว ที่
    พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ ที่ ตั้ ง อยู ใ นจั ง หวั ด ต า งๆ เช น พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ พ ระนคร
    จังหวัดกรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ เจาสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ อูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถาน
    แห ง ชาติ รามคำแหง จั ง หวั ด สุ โ ขทั ย พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ
    เชียงใหม จังหวัดเชียงใหม พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ นครศรี-
    ธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เปนตน ซึ่งหลักฐาน
    ทางประวัติศาสตรสวนใหญที่เก็บไวจะเปนหลักฐานทีี่
    พบอยูในพื้นที่ที่อยูใกลเคียงกับที่ตั้งพิพิธภัณฑนั้นๆ
    ซึ่งจะชวยทำใหทราบขอมูลที่จัดเปนหลักฐานทาง
    ประวั ติ ศ าสตร เ ผยแพร ผ า นทางเว็ บ ไซต ช ว ย
    ทำให เ กิ ด ความสะดวกแก ก ารศึ ก ษาค น คว า
    มากขึ้น ตัวอยางเชน
             http://www.4sac.or.th/jaruk2008/
    เผยแพรขอมูลจารึกหลักสำคัญๆ ของไทย มี
    คำอาน คำแปล และขอมูลที่มีการแกไขลาสุด
    จัดทำโดยศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร
                                                                ลวดลายศิลปกรรมไทยบนหนาบันพระที่นั่งพุทไธสวรรย

                                                                    http://www.finearts.go.th เว็บไซตข อง
                                                             กรมศิ ล ปากร มีี ข อ มู ล เกี่ ย วกั บ หลั ก ฐานทาง
                                                             ประวัติศาสตรหลายดาน เชน เอกสาร จดหมายเหตุ
                                                             แหล ง โบราณคดี มี link ไปยั ง เว็ บ ไซต อื่ น ๆ ที่
                                                             ใหขอมูลเกี่ยวของ เชน พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ
                                                             ตางๆ เปนตน
                                                                    http://www.sukhothai.go.th ให ข อ มู ล
                                                             สังเขปพรอมภาพประกอบเกี่ยวกับโบราณสถาน
                                                             ตางๆ ในอุทยานประวัติศาสตรสุโขทัย
  พระที่นั่งพุทไธสวรรย พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร
วิธีการทางประวัติศาสตร                                      27



                                                                     กิจกรรมที่ ๔
คำสั่ง        ใหนักเรียนอานขอความเกี่ยวกับลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร
              ตอไปนี้ แลวทำเครื่องหมาย  ลงในชองนั้น




                                                                                        บันทึกของชาวตางชาติ



                                                                                                                            เอกสารทางราชการ
                                                                                                               จดหมายเหตุ
                  ลักษณะของหลักฐาน




                                                                             พงศาวดาร
                                                             ตำนาน

                                                                     จารึก
 ๑. ผูบันทึกมีทั้งนักการทูต พอคา นักเผชิญโชคที่เดิน
    ทางเขามาในดินแดนประเทศไทยสมัยตางๆ
 ๒. บันทึกรวมสมัยที่บอกเกี่ยวกับวันเวลาที่มีเหตุการณ
    เกิดขึ้น
 ๓. หลักฐานชั้นตนที่นาเชื่อถือ แตมีขอจำกัดทางดาน
    ภาษาและการตีความ
 ๔. ราชสำนักใหการอุปถัมภ เนื้อหาจะเกี่ยวกับอาณาจักร
    และกษัตริยที่ปกครอง
 ๕. เรื่องที่เลาตอกันมาดวยวาจา ภายหลังมีการจดบันทึก
    และพิมพเผยแพร
 ๖. การนำหลักฐานไปใชตองระมัดระวัง เพราะผูบันทึก
    มีวัฒนธรรม ความคิดที่แตกตางจากคนไทย
 ๗. จารลงบนวั ส ดุ ห ลายประเภท เช น แท น ศิ ล าหรื อ
    แผนศิลา แผนทอง แผนเงิน ใบลาน เปนตน
 ๘. หลักฐานที่ใหคุณคามากในการศึกษาประวัติศาสตร
    โดยเฉพาะสมั ย อยุ ธ ยาและรั ต นโกสิ น ทร จ นถึ ง ต น
    รัชกาลที่ ๕
 ๙. หลักฐานที่มีลักษณะเดนในเรื่องการใหรายละเอียด
    และความถูกตองในเรื่องเวลา มีการแทรกความคิด
    เห็นของผูบันทึกลงไปดวย
๑๐. หลั ก ฐานที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การบริ ห ารราชการและ
    การปกครองที่รัฐมีตอขาราชการทั้งสวนกลางและ
    สวนภูมิภาค
วิธีการทางประวัติศาสตร                                     28

                                       á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ô




                                                                                        บันทึกของชาวตางชาติ



                                                                                                                            เอกสารทางราชการ
                                                                                                               จดหมายเหตุ
                  ลักษณะของหลักฐาน




                                                                             พงศาวดาร
                                                             ตำนาน

                                                                     จารึก
 ๑. ผูบันทึกมีทั้งนักการทูต พอคา นักเผชิญโชคที่เดิน
    ทางเขามาในดินแดนประเทศไทยสมัยตางๆ
 ๒. บันทึกรวมสมัยที่บอกเกี่ยวกับวันเวลาที่มีเหตุการณ
    เกิดขึ้น
 ๓. หลักฐานชั้นตนที่นาเชื่อถือ แตมีขอจำกัดทางดาน
    ภาษาและการตีความ
 ๔. ราชสำนักใหการอุปถัมภ เนื้อหาจะเกี่ยวกับอาณาจักร
    และกษัตริยที่ปกครอง
 ๕. เรื่องที่เลาตอกันมาดวยวาจา ภายหลังตอมามีการ
    จดบันทึกและพิมพเผยแพร
 ๖. การนำหลักฐานไปใชตองระมัดระวัง เพราะผูบันทึก
    มีวัฒนธรรม ความคิดที่แตกตางจากคนไทย
 ๗. จารลงบนวั ส ดุ ห ลายประเภท เช น แท น ศิ ล าหรื อ
    แผนศิลา แผนทอง แผนเงิน ใบลาน เปนตน
 ๘. หลักฐานที่ใหคุณคามากในการศึกษาประวัติศาสตร
    โดยเฉพาะสมั ย อยุ ธ ยาและรั ต นโกสิ น ทร จ นถึ ง ต น
    รัชกาลที่ ๕
 ๙. หลักฐานที่มีลักษณะเดนในเรื่องการใหรายละเอียด
    และความถู ก ต อ งในเรื่ อ งเวลา มี ก ารแทรกความคิ ด
    เห็นของผูบันทึกลงไปดวย
๑๐. หลั ก ฐานที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การบริ ห ารราชการและ
    การปกครองที่รัฐมีตอขาราชการทั้งสวนกลางและ
    สวนภูมิภาค
วิธีการทางประวัติศาสตร               29

                                                                             µÍ¹·Õè                            ô
               ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตร
                 ไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่น
                              และประวัติศาสตรสุโขทัย
           ผืนแผนดินไทยมีประวัติศาสตรมายาวนานนับพันป มีหลายพื้นที่ หรือหลายบริเวณเกี่ยวของ
กับประวัติศาสตรชาติในสมัยตางๆ แตไมวาจะเกี่ยวของกับสมัยใด ทุกทองถิ่นก็มีประวัติศาสตร
ของตน เชน ทองถิ่นของตนตั้งขึ้นเมื่อใด ใครมีความสำคัญในการกอตั้ง บุคคลสำคัญในทองถิ่นมี
ใครบาง ลักษณะสำคัญของทองถิ่นในดานตางๆ ซึ่งประเด็นตางๆ ดังที่กลาวมา นักเรียนสามารถนำ
วิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร ไ ปใช ใ นการศึ ก ษาได ตั ว อย า งที่ ก ล า วต อ ไปนี้ จ ะใช ข อ มู ล จากหลั ก ฐาน
สมั ย สุ โขทั ย ดั ง นั้ น ข อ มู ล อาจใช ไ ด ทั้ ง ในประวั ติ ศ าสตร ท อ งถิ่ น และประวั ติ ศ าสตร แ ห ง ชาติ คื อ
ประวัติศาสตรสุโขทัย
           ๑. ประวัติศาสตรทองถิ่น
                 ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยมีการกลาวถึงเรื่องราวของทองถิ่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะศิลาจารึก
สมัยสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกสมัยพอขุนรามคำแหง นักเรียนสามารถเริ่มตนหาความรูเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตรในทองถิ่นของตน หรือที่สนใจจากศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑
                 ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๑ มีความสำคัญมาก เพราะสรางมากกวา ๗๐๐ ปแลว
ข อ ความที่ ป รากฏในศิ ล าจารึ ก ให ค วามรู ใ นหลายด า น ทั้ ง ที่ เ กี่ ย วกั บ ประวั ติ ศ าสตร ท อ งถิ่ น และ
ประวัติศาสตรสุโขทัยศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักนี้ องคกร การศึกษา วิทยาสาสตร และวัฒนธรรม
แหงสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ยกยองใหเปน “เอกสารความทรงจำแหงโลก” (Memory
of the world) เมื่อ พ.ศ ๒๕๔๖
                 ในศิลาจารึกสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช มีชื่อเมืองตางๆ หลายเมืองเชน เมืองศรีสัชนาลัย
เมืองตาก เมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองนครศรีธรรมราช เมืองคณฑี เปนตน หลายเมืองมีชื่อ
เหมือนเดิมในปจจุบัน และยังมีความสำคัญอยู แตบางเมืองลดความสำคัญและเปนเมืองรางหาไมพบ
เชน เมืองสระหลวง นักประวัติศาสตรลงความคิดเห็นวาเปนเมืองแฝดกับเมืองสองแคว สระหลวง
สองแคว คือ เมืองพิษณุโลก เมืองคณฑี คือ บานโคน ใน
อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
            เมื่อนักเรียนเลือกและตั้งประเด็นศึกษาประวัติศาสตร
ทองถิ่นของตนที่สนใจ ก็ทำการรวบรวมหลักฐานขอมูลจาก
แหล ง ต า งๆ เช น ประชุ มจารึ กภาคที่ ๑ จารึ ก กรุง สุ โขทั ย
หนังสือประวัติศาสตรจังหวัด เว็บไซตตางๆ แลวนำมาวิเคราะห หนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑ จารึกกรุงสุโขทัย
เรียบเรียงเปนประวัติทองถิ่นที่ตอเนื่องมาถึงปจจุบันได                และหนังสือประวัติศาสตรปตตานี หลักฐานที่สามารถ
                                                                         ใชในการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่นได
วิธีการทางประวัติศาสตร                    30



  ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตรไทย
  ที่มีอยูในทองถิ่นในสมัยกอนประวัติศาสตร : ประวัติศาสตรวัฒนธรรมบานเชียง
      การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา อาจตั้งประเด็นศึกษาวา “ชุมชนโบราณบานเชียงสมัยกอน
ประวัติศาสตรผูคนมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยางไร” ซึ่งบานเชียงเปนชื่อของหมูบาน อยูที่อำเภอ
หนองหาน จังหวัดอุดรธานี เปนชุมชนโบราณสมัยกอนประวัติศาสตรที่สำคัญของประเทศไทยชุมชนหนึ่ง
         การรวบรวมหลักฐาน โดยพิจารณาขอมูลจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบที่บานเชียง เชน
โครงกระดูกมนุษย เครื่องมือหิน เครื่องมือโลหะ ภาชนะดินเผา เครื่องประดับตางๆ ซึ่งปจจุบันมีการ
จัดแสดงหลักฐานเหลานี้ตามพิพิธภัณฑตางๆ นอกจากนั้น ยังรวบรวมจากเอกสารรายงานการขุดคน
ทางโบราณคดีที่เผยแพรตอสาธารณชน ผลงานการวิจัยบานเชียงของนักประวัติศาสตร หนังสือตางๆ
ที่ใหขอมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตรบานเชียง เปนตน
       การประเมินคุณคาหลักฐาน จากหลักฐานที่รวบรวมมา ใหคัดกรองเลือกหลักฐานที่เกี่ยวของ
กับบานเชียงโดยตรง หลักฐานบางชิ้นไมมีแหลงที่มา ไมมีการอางอิง ผูเรียบเรียงไมมีประสบการณตรง
ในการศึกษาประวัติศาสตรตองกรองเอาออก ถาขอมูลเปนเรื่องผานมาแลวหลายป หรือขัดแยงกันก็
ตองตรวจสอบทานจนกวาจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือ และดวยเหตุที่ชุมชนโบราณบานเชียงเปนชุมชนสมัย
กอนประวัติศาสตร ดังนั้นหลักฐานทางโบราณคดีที่พบอยูในหลุมขุดคนที่บานเชียง จึงเปนหลักฐาน
ชั้นตนที่เราควรใหความเชื่อถือที่สุด
                                      การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมูขอมูล โดยนำ
                                หลักฐานทั้งหมดมา ตีความ เชน ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช
                                เศษเมล็ดขาวที่พบในชั้นดินแตละชั้นที่มีวิวัฒนาการตางกัน ใหขอมูล
                                อะไรแก เ ราบ า ง ทั้ ง นี้ ค วรตรวจสอบทานกั บ หลั ก ฐานชั้ น รองที่ นั ก
                                ประวัติศาสตรไดทำการวิเคราะหมาแลวดวยวา มีความเหมือนหรือ
                                แตกตางจากที่เราวิเคราะหอยางไร หรือที่เราตีความไปอยางนั้นมี
                                หลักฐานชั้นรองอะไรบางที่สนับสนุน
                                        การเรียบเรียง หรือการนำเสนอ ขอมูลที่เราตีความใหนำมา
                                เรียบเรียงตอกันเขาอยางเปนเหตุเปนผล รวมทั้งมีการอางอิงแหลง
                                ที่ ม าของข อ มู ล ด ว ย ตั ว อย า งเช น สรุ ป อย า งสั ง เขปได ว า ชุ ม ชนที่
                                บ า นเชี ย งผู ค นมี วิ ถี ชี วิ ต แบบวั ฒ นธรรมเกษตรกรรมที่ อ าศั ย อยู กั น
                                                              อยางตอเนื่อง เนื่องจากมีรองรอยของวิวัฒนา
                                                              การของเครื่องมือเครื่องใชในชั้นดินแตละระดับ
                                                              จากระดับพื้นฐานที่เปนเครื่องมือเครื่องใชงายๆ
                                                              จนสามารถพั ฒ นานำสำริ ด และเหล็ ก มาใช ไ ด
                                                              ถือวาเปนชุมชนที่มีความเจริญกาวหนากวาชุมชน
                                                              อื่นในยุคเดียวกัน และจากรองรอยของชุมชนพอ
                                                              จะบอกไดวา ชาวบานเชียงรูจักทำการเพาะปลูก
                                                              ขาวและเลี้ยงสัตวดวย

ที่มา : http://thailandexhibition.com/Event-76/
Event-76-Detail.php?id=293
วิธีการทางประวัติศาสตร      31
         ๒. ประวัติศาสตรสุโขทัย
               ประวัติศาสตรสุโขทัยมีเรื่องราวที่สำคัญและนาสนใจหลายเรื่อง ที่นำมาเปนตัวอยาง คือ
ใครเปนพันธมิตรของเจาผูครองอาณาจักรไทย ๓ อาณาจักร ซึ่งเปนที่มาของพระบรมราชานุสาวรีย
สามกษัตริยที่จังหวัดเชียงใหม
               การรวบรวมหลักฐานขอมูลในเรื่องนี้ควรเริ่มตนที่หนังสือประวัติศาสตรสุโขทัย ความสัมพันธ
ไทยกับจีนสมัยสุโขทัย ชินกาลมาลีปกรณ ประวัติศาสตรของจีนในราชวงศหยวน ชีวประวัติของ
กุบไลขาน
               เมื่อรวบรวมขอมูลไดแลว นักเรียนก็นำขอมูลมาจัดเปนประเด็นตางๆ เชน ทำไมกษัตริย
ทั้ง ๓ พระองค มาทำสัญญาเปนพันธมิตร เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๐ นโยบายของกุบไลขานเกี่ยวของกับเรื่อง
นี้อยางไร ลักษณะความสัมพันธทางการทูตของจีนกับสุโขทัยเปนอยางไร สุดทายจึงวิเคราะหและ
เรียบเรียง
               นักเรียนจะไดความรูวา สามกษัตริยคือ พอขุนรามคำแหงมหาราชแหงสุโขทัย พระยา
มังรายแหงลานนา พระยางำเมืองแหงพะเยา เปนพระสหายกัน ในเวลานั้นกุบไลขานผูนำพวก
มองโกลสามารถพิชิตและยึดครองจีนได จากนั้นจึงขยายอำนาจไปยังอาณาจักรตางๆ เชน ญี่ปุน
ปยุ (ในพมา) มีการสงทูตไปยังอาณาจักรตางๆ เรียกรองใหยอมออนนอมโดยการถวายบรรณาการ
(จิ้มกอง) ถาไมยอมก็จะถูกโจมตีดวยกำลังทหาร กษัตริยทั้ง ๓ พระองค จึงมาทำสัญญาเพื่อชวยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ถาถูกกองทัพมองโกลโจมตี เหตุการณดังกลาวขางตน แสดงใหเห็นถึงความสามัคคี
ของคนไทยไดเปนอยางดี




                     พระบรมราชานุสาวรียสามกษัตริย อันไดแก พระยางำเมือง (ซาย)
                     พระยามังราย (กลาง) และพอขุนรามคำแหงมหาราช (ขวา)
                     ประดิษฐาน ณ บริเวณหนาศาลากลาง จังหวัดเชียงใหม
                     ที่มา : http://comingthailand.com/chiangmai/threeking-statue.html
วิธีการทางประวัติศาสตร               32



        ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชศึกษา
        เรื่องราวทางประวัติศาสตรไทย : เหตุการณสำคัญสมัยสุโขทัย

       การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา อาจตั้งประเด็นวา “พอขุนรามคำแหงมหาราชครองราชยชวงระยะ
เวลาใด” เหตุผลที่ศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากตำราทางประวัติศาสตรระบุศักราชการครองราชยไวแตกตาง
กัน กอใหเกิดความสับสน เชน พ.ศ. ๑๘๒๐ – ๑๘๖๐ บาง พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๑ หรือ พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๓
แลวเราควรยึดถือชวงปใดเปนหลัก
      การรวบรวมหลักฐาน หลักฐานที่นำมาใชในการศึกษาเรื่องนี้ เปนหลักฐานประเภทลายลักษณ
อักษร ตัวอยาง เชน ขอมูลจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา,
ราชาธิราช, สารนิพนธ ประเสริฐ ณ นคร, หนังสือจดหมายเหตุจีน เปนตน
      การประเมินคุณคาหลักฐาน จากหลักฐานทั้งหมด ขอมูลจากศิลาจารึกนาเชื่อถือที่สุดเพราะ
เปนหลักฐานชั้นตน สวนเลมอื่นๆ เปนหลักฐานชั้นรอง ทั้งนี้หลักฐานชั้นรองบางเลม เชน หนังสือราชา
ธิราช ที่ทางไทยแปลและเรียบเรียงหนังสือเลมนี้มาจากพงศาวดารมอญอีกทีหนึ่งจำเปนตองตรวจสอบ
หลักฐานอื่นๆ ประกอบ เพราะขอมูลบางสวนยังไมมีที่มาที่แนนอน

                                                                   การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมู
                                                           ขอมูล นำหลักฐานที่รวบรวมมาไดนำมาตีความ เชน
                                                           ที่แตละเลมอางอิง พ.ศ. แตกตางกัน เกิดจากอะไร
                                                           แตละเลมใชขอมูลอะไรเปนแหลงอางอิง ขอความ
                                                           ในศิลาจารึกตอนใดที่เปนประโยชนไดบาง และขอ
                                                           ความตอนนั้นสามารถแปลความไดวาอยางไร
                                                                     การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ นำขอมูล
                                                           ที่ตีความมาไดสังเคราะหหรือเรียบเรียงออกมาได
                                                           ดังนี้ แตเดิมนั้นหนังสือจำนวนมากอางอิงวาชวง
                                                           ป ที่ ค รองราชย ข องพ อ ขุ น รามคำแหงมหาราช
                                                           อยู ใ นช ว ง พ.ศ. ๑๘๒๐–๑๘๖๐ โดยใช ข อ มู ล ที่
                                                           สมเด็ จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุ ภ าพทรง
                                                           สันนิษฐานไวในหนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับ
                                                           พระราชหั ต ถเลขา ซึ่ ง ระบุ ไ ว ดั ง นี้ ว า “...น า จะ
                                                           ประมาณวาพระเจาขุนรามคำแหงเสวยราชสมบัติ
                                                           เมื่อราวปฉลู จุลศักราช ๖๓๙ พ.ศ. ๑๘๒๐ คือ กอน
                                                           มะกะโทได เ มื อ งเมาะตะมะ ๔ ป เ ป น อย า งต่ ำ ...”
                                                           และ “...ถาเอาหลักนี้เปนขอยุติ ควรลงเนื้อเห็นวา
                                                           พระเจ า ขุ น รามคำแหงสวรรคตเมื่ อ ราวป ม ะเส็ ง
                                                           จุลศักราช พ.ศ. ๑๘๖๐ อยูในราชสมบัติประมาณ
                                                           ๔๐ ป...” เนื่องจากมีขอจำกัดทางดานหลักฐานใน
                                                           ขณะนั้น ตามหลักฐานนี้จึงนาจะยังไมควรถือเปน
เมืองเกาสุโขทัย                                           ขอยุติ
ที่มา : http://www.thai2trip.com/trip/detail.php?id=2293
วิธีการทางประวัติศาสตร                  33

             เมื่อไปสืบคนจากศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ สวนที่พอขุนรามคำแหงทรงใหจารึกประวัติของ
   พระองคไว แตในศิลาจารึกระบุไวแตเพียงวา “...พี่กูตาย จึงไดเมืองแกกูทั้งกลม...” ซึ่งไมไดระบุศักราช
   ไว
             อยางไรก็ตาม ในศิลาจารึกมีขอความตอนหนึ่งวา “...๑๒๑๔ ศก ปมะโรง พอขุนรามคำแหง
   เจ า เมื อ งศรี สั ช นาลั ย สุ โ ขทั ย นี้ ปลู ก ไม ต าลนี้ ได สิ บ สี่ เ ข า ...” ซึ่ ง ธรรมเนี ย มการปลู ก ต น ตาลนี้
   นักประวัติศาสตรบางทานลงความเห็นวานาจะเปนธรรมเนียมเดียวกับกษัตริยไทอาหม โดยกษัตริย
   ไทอาหมจะปลูกตนไทร เรียกวา ตนอายุพร เปนคติวา การครองราชยจะไดอยูยืนยงเหมือนตนไทร




                                      ที่มา : http://sukhothaisongs.blogspot.com/

           ทางลังกาเองก็ถือวาตนไทรและตนตาลเปนไมศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นปครองราชยจึงนาจะใชปที่ทรง
   ปลูกตนตาล คือ พ.ศ. ๑๘๒๒ เปนหลัก ซึ่งวิเคราะหดูแลว พอยึดถือนำมาใชเปนหลักเกณฑได
           สวนปสุดทายของรัชกาล ในจดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศหยวน ไดบันทึกไววา “พ.ศ. ๑๘๔๒
   พระเจากรุงจีนพระราชทานฮูเสือใหรัชทายาทของสยาม และรัชทายาทกราบทูลวา เมื่อพระราชบิดา
   ยังอยูในราชสมบัติราชสำนักเคยให...” ขอความนี้บงบอกถึงวา ในปนั้นสุโขทัยไดเปลี่ยนกษัตริยจาก
   พอขุนรามคำแหงมหาราชมาเปนพระยาเลอไท ผูเปนพระราชโอรสแลว ดังนั้นปสวรรคตของพอขุนราม
   คำแหงมหาราช จึงนาจะเปน พ.ศ. ๑๘๔๑
           ดังนั้น ชวงปครองราชยของพอขุนรามคำแหงมหาราช จึงควรใชป พ.ศ. ๑๘๒๒–๑๘๔๑ เนื่องจาก
   มีขอมูลที่นำมาสนับสนุนขอสันนิษฐานสมเหตุสมผลมากกวา




         กล า วโดยสรุ ป หากผู ศึ ก ษาต อ งการศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร ไ ทยสมั ย ใดสมั ย หนึ่ ง ก็ ค วร
เริ่ ม จากการกำหนดหั ว เรื่ อ ง จากนั้ น รวบรวมหลั ก ฐานต า งๆ ทั้ ง หลั ก ฐานชั้ น ต น และหลั ก ฐาน
ชั้ น รองขั้นตอไป คือ การนำหลักฐานเหลานั้นมาประเมินความนาเชื่อถือแลวนำหลักฐานนั้นมา
ตีความขอมูล ขั้นตอนสุดทาย คือ การสังเคราะหขอมูล เปนการนำขอมูลทั้งหมดมาเรียบเรียง
เปนเรื่องและเมื่อผูศึกษาใชวิธีการทางประวัติศาสตรตามขั้นตอนตางๆ ไดอยางถูกตอง เปนระบบ
ก็สามารถไดรับความรูที่ถูกตองและนำไปใชศึกษาคนควาวิชาอื่นๆ ได
วิธีการทางประวัติศาสตร                                   34



                                                          กิจกรรมที่ ๕
คำสั่ง ใหนักเรีทึกลงในกรอบที่กำหนดให าสตรสุโขทัการณสำคัญสมัยสุโขทัย” ารทางประวัติศาสตร
       แลวบัน
                ยนศึกษาเกี่ยวกับประวัติศ
                                         “หัวขอเหตุ
                                                     ยที่กำหนดให โดยใชวิธีก


                                                       .............................................................
                ขั้นที่ ๑                              .............................................................
๑.
            การกำหนดหัวเรื่อง                          .............................................................
                                                       .............................................................


                                                       .............................................................
                                                       .............................................................
๒.              ขั้นที่ ๒
           การรวบรวมหลักฐาน                            .............................................................
                                                       .............................................................


                                                       .............................................................
                 ขั้นที่ ๓                             .............................................................
๓.           การประเมินคุณคา                          .............................................................
               ของหลักฐาน
                                                       .............................................................


                                                       .............................................................
                  ขั้นที่ ๔                            .............................................................
๔.
            การตีความหลักฐาน                           .............................................................
                                                       .............................................................


                                                       .............................................................
                ขั้นที่ ๕                              .............................................................
๕.
            การกำหนดหัวเรื่อง                          .............................................................
                                                       .............................................................
วิธีการทางประวัติศาสตร                                   35

                         á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè õ
                                        พอขุนรามคำแหงมหาราช
                               .............................................................
                                        ครองราชยชวงระยะเวลาใด
                               .............................................................
๑.       ขั้นที่ ๑
     การกำหนดหัวเรื่อง         .............................................................
                               .............................................................


                                  ขอมูลจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ ,
                               .............................................................
                                  หนังสือพระราชพงศาวดาร
                               .............................................................
๒.        ขั้นที่ ๒
                                  ฉบับพระราชหัตถเลขา, ราชาธิราช,
                               .............................................................
     การรวบรวมหลักฐาน
                                  หนังสือจดหมายจีน
                               .............................................................

                               จากหลักฐานทั้งหมด ขอมูลจากศิลา
                               .............................................................
          ขั้นที่ ๓            จารึกนาเชื่อถือที่สุดเพราะเปนหลักฐาน
                               .............................................................
๓.    การประเมินคุณคา         ชั้นตน สวนเลมอื่นๆ เปนหลักฐาน
                               .............................................................
        ของหลักฐาน             ชั้นรอง
                               .............................................................

                               นำหลักฐานที่รวบรวมมาไดนำมาตีความ
                                .............................................................
                               เชน ที่แตละเลมอางอิง พ.ศ. แตกตาง
                                .............................................................
๔.         ขั้นที่ ๔
     การตีความหลักฐาน          กันนั้น เกิดจากอะไร
                                .............................................................
                               .............................................................


                                ชวงปครองราชยของพอขุนรามคำแหง
                               .............................................................
                                มหาราช จึงควรใชชวงป พ.ศ. ๑๘๒๒
                               .............................................................
๕.       ขั้นที่ ๕
     การกำหนดหัวเรื่อง          – ๑๘๔๑ เนื่องจากมีขอมูลที่นำมา
                               .............................................................
                                สนับสนุนขอสันนิษฐานสมเหตุสมผล
                               .............................................................
วิธีการทางประวัติศาสตร                 36


                                                                            µÍ¹·Õè                             õ
       ตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษา
                       ประวัติศาสตรสุโขทัย
         หลักฐานทางประวัติศาสตรไทยที่ไดกลาวมาเปนภาพรวมในตอนตนนั้น เราสามารถเลือกนำ
มาใชในการศึกษาประวัติศาสตรได ในที่นี้ขอยกตัวอยางหลักฐานที่นำมาใชในการศึกษาประวัติศาสตรไทย
สมัยสุโขทัย พอเปนสังเขป ดังนี้
          ๑. หลักฐานชั้นตน
                 หลักฐานชั้นตนที่เราสามารถเลือกนำมาใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัยได เชน
                 ๑) ศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช เริ่มแรกสรางขึ้น
เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ โดยพอขุนรามคำแหงมหาราชทรงใหชางแกะสลักและจารขอความลงไปในเนื้อหิน
เพื่อบันทึกเรื่องราวในรัชสมัยของพระองคไว แตภายหลังเขาใจวานาจะเปนกษัตริยสุโขทัยองคตอๆ
มา ไดจารึกเพิ่มขึ้นจนครบทั้ง ๕ ดาน ตัวอยางขอความที่ปรากฏอยูในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดาน ที่ ๑
คัดเอามาเฉพาะบางตอน
                                                    “พ อ กู ชื่ อ ศรี อิ น ทราทิ ต ย แม กู ชื่ อ นางเสื อ ง พี่ กู ชื่ อ
                                            บานเมือง ตูพี่นองทองเดียวกัน หาคน ผูชายสาม ผูญีงโสง
                                            พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก
                                                    เมื่อกูขึ้นใหญไดสิบเกาเขา ขุนสามชนเจาเมืองฉอด
                                            มาทเมืองตาก พอกูไปรบ ขุนสามชนหัวซาย ขุนสามชนขับมา
                                            หัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเขา ไพรฟาหนาใสพอกู หนีญญาย
                                            พายจแจน กูบหนี กูขี่ชางเบกพล กูขับกอนพอกู กูตอชางดวย
                                            ขุนสามชน ตนกูพุงชางขุนสามชน ตัวชื่อมาสเมือง แพ ขุน
                                            สามชนพายหนี พอกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพุง
                                            ชางขุนสามชน...
                                                    ...เมื่ อ ชั่ ว พ อ ขุ น รามคำแหง เมื อ งสุ โ ขทั ย นี้ ดี
                                            ในน้ ำ มี ป ลา ในนามี ข า ว เจ า เมื อ งบ เ อาจกอบในไพร
ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึก
                                            ลูทางเพื่อนจูงวัวไปคาขี่มาไปขาย ใครจักใครคาชาง คา
พอขุนรามคำแหงมหาราชเปนหลักฐานชั้นตน      ใครจักใครคามา คา ใครจักใครคาเงือนคาทองคา...”
สำคัญที่ใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย
วิธีการทางประวัติศาสตร                37
         ความสำคัญของศิลาจารึกหลักที่ ๑ เปนหลักฐานที่ใหขอมูลของอาณาจักรสุโขทัยหลายๆ
ดาน ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตความเปนอยู
ของผูคน และเนื่องจากเปนหลักฐานที่สรางขึ้นรวมกับสมัยสุโขทัย ดังนั้นจึงเปนหลักฐานชิ้นสำคัญที่
ผูศึกษาประวัติศาสตรจะตองใชในการศึกษาและอางอิง
                ๒) เจดียทรงดอกบัวตูม หรือเจดียทรงพุมขาวบิณฑ เปน
โบราณสถานในวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ลักษณะเปนเจดียสี่เหลี่ยมทรง
ซอนกันขึ้นไป ๓ ชั้น องคเจดียเปนรูปสี่เหลี่ยมยอมุม ปลายยอดทำเปน
รูปทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุมขาวบิณฑ แกนทำดวยศิลาแลงแลวฉาบ
ปูนทับ ประดิษฐานเปนเจดียองคประธาน รอบองคเจดียประธานมี
เจดียทิศรวม ๘ องค นับเปนเจดียที่มีลักษณะเดนที่สุดในกลุมเจดีย
ทรงดอกบัวตูมในสมัยสุโขทัยดวยกัน
                    ผลจากการศึกษาหลักฐานทางดานโบราณสถานที่
เปนเจดียดังกลาว อาจวิเคราะหไดวานาจะสรางขึ้นในสมัยหลัง
พอขุนรามคำแหงมหาราช เพราะมิไดมีการกลาวถึงวัดมหาธาตุ
ซึ่งเปนวัดสำคัญในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดานที่ ๑ ดังนั้นจึงนา
จะสรางในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) อันเปน
ยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองที่สุดในสมัยสุโขทัย ลักษณะของทรงเจดียแสดงใหเห็นวา ไดรับ
อิทธิพลมาจากเจดียทรงปรางคของขอมประยุกตเขากับเจดียทรงกลมแบบลังกา โดยชางสุโขทัยได
นับมาปรับปรุงเสริมสรางแนวคิดของตนเขาไป จนมีความสวยงามจนเปนเอกลักษณเฉพาะของ
เจดียแบบสุโขทัยแท

         ๒. หลักฐานชั้นรอง
            หลักฐานชั้นรองที่เกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัยก็มีอยูไมนอย ซึ่งสวนใหญจะเปนผลงาน
การศึกษาของนักวิชาการที่มีการเขียนเรียบเรียงอยางเปนระบบ ซึ่งเราสามารถนำขอมูลมาใชใน
การศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัยได ตัวอยางเชน
               ๑) สารนิพนธ ประเสริฐ ณ นคร ศาสตราจารย
ดร. ประเสริฐ ณ นคร เปนบุคคลอีกทานที่มีผลงานการศึกษาคนควา
เกี่ยวกับประวัติศาสตรไทยอยูเปนจำนวนมาก ในหนังสือเลมนี้มีบทความ
เกี่ยวกับการศึกษาคนควาประวัติศาสตรสุโขทัยของทานอยูหลายเรื่อง
อาทิ ประวัติศาสตรสุโขทัยจากจารึก การชำระประวัติศาสตรสุโขทัย
หลักการสอบคนเมืองสมัยสุโขทัย เปนตน                             หนังสือสารนิพนธ ประเสริฐ ณ นคร
                                                                    ในเลมจะมีขอมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร
                                                                    สุโขทัยหลายเรื่อง
วิธีการทางประวัติศาสตร           38

    ตัวอยางขอมูลที่อยูในหนังสือเลมนี้

           “...จารึกหลักที่ ๔๕ เปนเรื่องคำสัตยสาบานระหวางกษัตริยสุโขทัย
           และเจาเมืองนาน เมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๕ มีขอความกลาวลำดับบรรพบุรุษ
           ของราชวงศพระรวงไวดังตอไปนี้
                     “ปูขุนจิต ขุนจอด ปูพระยาศรีอินทราทิตย ปูพระยาบาน
           ปูพระยารามราช (ราคำแหง) ปูไสสงคราม ปูพระยาเลอไท ปูพระยา
           งั่วนำถม ปูพระยามหาธรรมราชา พองำเมือง พอเลอไท”




                 ถานับวาปูพระยาเปนกษัตริยทุกพระองคแลว ราชวงศพระรวงจะประกอบดวย
                       ๑. พอขุนศรีอินทราทิตย (เริ่มเสวยราชย พ.ศ.๑๗๙๒ สวรรคตปใดไมปรากฏ)
                       ๒. พอขุนบานเมือง (พ.ศ.? - ๑๘๒๒)
                       ๓. พอขุนรามราช (รามคำแหง) (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๑)
                       ๔. พระยาเลอไทย (พ.ศ. ๑๘๔๑ – ประมาณ พ.ศ. ๑๘๖๖)
                       ๕. พระยางั่วนำถม (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๖๖ – ๑๘๙๐)
                       ๖. พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ลิไทย (พ.ศ. ๑๘๙๐ – ๑๙๑๑)
                       ๗. พระมหาธรรมราชาที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๑๑ ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๙๔๒)
                       ๘. พระมหาธรรมราชาที่ ๓ ไสลือไทย (พ.ศ. ๑๙๔๓ – ๑๙๖๒)
                       ๙. พระมหาธรรมราชาที่ ๔ บรมปาล (พ.ศ. ๑๙๖๒ ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๙๘๑)


           จากการศึกษาของ ศ.ดร.ประเสริฐ สรุปวา สุโขทัยมีกษัตริยปกครองรวม ๙ พระองค และ
ถาเราพิจารณาจากขอมูลจะเห็นวา การสืบทอดพระราชอำนาจจะเปนไปในหมูเชื้อพระองคเดียวกัน
ซึ่งขอมูลนี้สามารถนำไปใชในการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะการเมืองการปกครองของสุโขทัยได
               ๒) สุโขทัยเมืองพระรวง เปนหนังสือที่จัดทำโดยกรมศิลปากร มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตรสุโขทัยพรอมภาพประกอบ เนื้อหาไมลึกมากนัก สามารถอานทำความเขาใจไดงาย
ตัวอยางขอมูลเชน
                   “…สมัยนี้อาจนับเปนยุคทองของศิลปกรรมของสุโขทัย ซึ่งแสดงออกในรูปแบบของ
ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุตางๆ
                   พระศรี ศ ากยมุ นี เป น พระพุ ท ธรู ป หล อ สำริ ด ขนาดใหญ ได รั บ การสร า งขึ้ น เพื่ อ
ประดิษฐานอยูในวิหารหลวงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย ซึ่งปจจุบันไดมีการยายมาเปน
พระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวนาราม กรุงเทพมหานคร
วิธีการทางประวัติศาสตร                 39
                    พระศรีศากยมุนี เปนตัวอยางแบบแผนทางศิลปกรรมสุโขทัย ที่มีความเปนตัวของ
ตัวเองและมีชื่อเสียงเปนที่รูจักกันทั่วไป รวมทั้งเปนเครื่องแสดงเทคนิควิทยาขั้นสูงในการสรางซึ่งปรากฏ
ใหเห็นเปนแบบฉบับในสมัยของพระธรรมราชาลิไทยนี้”
          ขอมูลจากหนังสือเลมนี้เราสามารถนำไปใชอางอิงได และเปนหลักฐานชั้นรองที่ชวยใหเรา
เห็นภาพรวมของอาณาจักรสุโขทัยไดดีในระดับหนึ่ง
          จากที่กลาวมาแลวทั้งหมด เราจะเห็นไดวาในการศึกษาประวัติศาสตรเราจำเปนตองมีวิธี
การที่เปนระบบเพื่อใชเปนแนวทางในการศึกษา ซึ่งเรียกวา “วิธีการทางประวัติศาสตร” และในการใช
ขอมูลจำเปนตองใชขอมูลทั้งหลักฐานชั้นตนและหลักฐานชั้นรองที่ผานการตรวจสอบความนาเชื่อถือ
มาประกอบกัน ก็จะทำใหเราสามารถทราบเรื่องราวทางประวัติศาสตรที่ตองการได และวิธีการทาง
ประวัติศาสตรนี้เราก็สามารถนำไปประยุกตใชในการดำเนินชีวิตไดดวยเชนกัน

            กลาวโดยสรุป การศึกษาประวัติศาสตร นอกจากจะเกี่ยวของกับเรื่องราว เวลาและหลักฐาน
แล ว เพื่ อ ให ไ ด ค วามรู ที่ ถู ก ต อ ง ตรงกั บ ความเป น จริ ง มากที่ สุ ด ต อ งมี วิ ธี ก ารศึ ก ษา ซึ่ ง เรี ย กว า
“วิธีการทางประวัติศาสตร” ซึ่งมีอยู ๕ ขั้นตอนดวยกัน คือเริ่มจากการตั้งประเด็นศึกษาที่นาสนใจ
การรวบรวมขอมูลตางๆ การวิเคราะห และการประเมินคุณคาของหลักฐาน การเลือกสรรและจัด
ความสัมพันธของขอมูล และการวิเคราะหขอมูล การสังเคราะหขอมูล ซึ่งก็คือนำขอมูลมาเรียบเรียง
เปน องคความรู ซึงเปนขันตอนสุดทายทีมความสำคัญมาก และเปนขั้นตอนทีมความละเอียดรอบคอบ
                        ่      ้                   ่ี                                          ่ี
ในการใชหลักฐานประกอบความคิดอยางมีเหตุผลและแสดงออกอยางชาญฉลาด สามารถนำไปใชใน
การศึกษาคนควาวิชาอื่นๆ ได และถาใชเปนนิสัยจะทำใหเปนคนที่มีความคิด เหตุผลมีความนาเชื่อถือ
ซึ่งจะเปนประโยชนในการดำรงชีวิตตอไป
วิธีการทางประวัติศาสตร                                     40



                                                                        กิจกรรมที่ ๖
คำสั่ง    ใหนักเรียนดูภาพหลักฐานทางประวัติศาสตร แลวตอบคำถามตามประเด็น
          ที่กำหนด


                                      ๑. ประเภทของหลักฐาน
                                          หลักฐานชั้นตน
                                          หลักฐานขั้นรอง
                                      ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน
                                          นาเชื่อถือ        ไมนาเชื่อถือ
                                      ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร
                                         ...........................................................................................
                                         ...........................................................................................
                                         ...........................................................................................
            เจดียทรงดอกบัวตูม           ...........................................................................................
         หรือเจดียทรงพุมขาวบิณฑ      ...........................................................................................




                                      ๑. ประเภทของหลักฐาน
                                          หลักฐานชั้นตน
                                          หลักฐานขั้นรอง
                                      ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน
                                          นาเชื่อถือ        ไมนาเชื่อถือ
                                      ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร
                                         ...........................................................................................
                                         ...........................................................................................
                                         ...........................................................................................
                                         ...........................................................................................
             ศิลาจารึกสุโขทัย
                 หลักที่ ๑               ...........................................................................................
วิธีการทางประวัติศาสตร                                     41

                             á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ö

                              ๑. ประเภทของหลักฐาน
                                   หลักฐานชั้นตน
                                   หลักฐานขั้นรอง
                              ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน
                                   นาเชื่อถือ                               ไมนาเชื่อถือ
                              ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร
                                 เปนโบราณสถานในวัดมหาธาตุ เปนเจดียที่มี
                                  ...........................................................................................
                                 ลักษณะเดนที่สุดในกลุมเจดียทรงดอกบัวตูมใน
                                  ...........................................................................................
                                 สมัยสุโขทัยดวยกัน ลักษณะของเจดียแสดงให
                                  ...........................................................................................
   เจดียทรงดอกบัวตูม
                                 เห็นวาไดรับอิทธิพลมาจากเจดียทรงปรางคของ
                                  ...........................................................................................
หรือเจดียทรงพุมขาวบิณฑ       ขอมประยุกตเขากับเจดียทรงกลมแบบลังกา
                                  ...........................................................................................




                              ๑. ประเภทของหลักฐาน
                                  หลักฐานชั้นตน
                                  หลักฐานขั้นรอง
                              ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน
                                  นาเชื่อถือ                               ไมนาเชื่อถือ
                              ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร
                                 เปนหลักฐานที่ใหขอมูลของอาณาจักรสุโขทัย
                                 ...........................................................................................
                                 หลายๆ ดาน ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ
                                 ...........................................................................................
                                 สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิต
                                 ...........................................................................................
                                 ความเปนอยูของผูคน
                                 ...........................................................................................
    ศิลาจารึกสุโขทัย
        หลักที่ ๑                    ...........................................................................................
วิธีการทางประวัติศาสตร         42




                                              ประจำหนวยที่ ๒
คำชี้แจง         ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ

คำสั่ง       จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน
             กระดาษคำตอบ
๑. การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร               ๕. ขั้นตอนใดของวิธีการทางประวัติศาสตร
   จะมี ค วามถู ก ต อ งสมบู ร ณ ม ากเป น           ที่ มี ค วามสำคั ญ ที่ สุ ด ต อ การเขี ย นผล
   เพราะเหตุใด                                        งานทางประวัติศาสตรใหสมบูรณ
   ก. รัฐบาลใหการสนับสนุน                            ก. การรวบรวมหลักฐาน
   ข. ประชาชนใหความสนใจ                              ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
   ค. มีหลักฐานในการคนความาก
                                                      ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน
   ง. นักประวัติศาสตรมีความสามารถ
๒. เราควรใชวิธีการทางประวัติศาสตรใน                 ง. ทุกขั้นตอนมีความสำคัญเทาเทียมกัน
   การศึกษาประวัติศาสตรตามขอใด                   ๖. การศึกษาเรื่องราวของมนุษยสมัยกอน
   ก. เรื่องที่เราใหความสนใจ                         ประวัติศาสตรควรศึกษาจากหลักฐาน
   ข. เรื่องที่ผูอื่นศึกษาไวแลว                    ใด
   ค. เรื่องที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ                    ก. ศิลาจารึก
   ง. เรื่ อ งที่ ท ำให เ กิ ด ความเสี ย หายแก      ข. หลักฐานทางโบราณคดี
        บุคคลอื่น                                     ค. พระราชพงศาวดาร
๓. การศึกษาประวัติศาสตรจากหลักฐาน                    ง. บันทึกของชาวตางชาติ
   ชั้นรองมีขอดีอยางไร                           ๗. เพราะเหตุใดจึงตองใชวิธีการทางประวัติ
   ก. ใหขอมูลที่เชื่อถือไดแนนอน
                                                      ศาสตรในการศึกษาประวัติศาสตร
   ข. ไมตองนำมาวิเคราะหตีความ
   ค. เปนแนวทางในการศึกษาเบื้องตน                   ก. เพื่อจะไดเปนนักประวัติศาสตรที่มี
   ง. ไมตองเหนื่อยในการคนหาหลักฐาน                         ชื่อเสียง
๔. การพิจารณาความนาเชื่อถือของหลักฐาน                ข. เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาใน
   ควรดูจากสิ่งใด                                             สาขาวิชาตางๆ
   ก. ขอมูลจากหลักฐาน                                ค. เพื่อคนหาความจริงจากหลักฐาน
   ข. จำนวนหลักฐานที่พบ                                       ทางประวัติศาสตร
   ค. ความสมบูรณของหลักฐาน                           ง. เพื่อหาจุดประสงคของผูสราง
   ง. ความนาเชื่อถือของผูสรางหลักฐาน                       หลักฐานทางประวัติศาสตร
วิธีการทางประวัติศาสตร          43
 ๘. ขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร        ๑๒. หากผลการศึกษาประวัติศาสตรของเรา
    คือขอใด                                        มีความแตกตางกันจากขอมูลประวัติ-
    ก. การสันนิษฐาน                                 ศาสตรที่มีอยูเดิมจะตองทำอยางไร
    ข. การลงประชามติ                                ก. แสดงขอมูลหลักฐานมาสนับสนุน
    ค. การรวบรวมขอมูล                              ข. กลับไปศึกษาใหมอีกครั้งเพื่อความ
    ง. การกำหนดหัวเรื่อง                                  แนใจ
 ๙. บุคคลใดมีคุณลักษณะพื้นฐานของนัก                 ค. ปรับผลการศึกษาใหสอดคลองกับขอ
    ประวัติศาสตรที่ดี                                    มูลที่มีอยูเดิม
    ก. กลามีความเชื่อมั่นในตนเองสูง                ง. นำเสนอผลการศึกษาโดยไมสนใจ
    ข. แกวมีนิสัยลำเอียง เขาขางแตคนที่                ขอมูลที่มีอยูเดิม
          ตนรัก                                 ๑๓. หลักฐานทางประวัติศาสตรขอใดอยูตาง
                                                    สมัยจากขออื่น
    ค. เกงเชื่อที่คนอื่นพูดโดยไมไตรตรอง
                                                    ก. วัดพระศรีสรรเพชญ
          ใหดีกอน
                                                    ข. จดหมายเหตุลาลูแบร
    ง. กองมีความละเอียดรอบคอบและ
                                                    ค. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
          เปดใจกวางรับฟงความเห็นที่แตกตาง
                                                    ง. พระราชพงศาวดารกรุ ง เก า ฉบั บ
๑๐. การตรวจสอบหลักฐานวาเปนของจริง
                                                          หลวงประเสริฐฯ
    หรือไมเปนขั้นตอนใดของวิธีการทาง           ๑๔. เพราะเหตุใดนักประวัติศาสตรจึงตีความ
    ประวัติศาสตร                                   ขอมูลจากหลักฐานชิ้นเดียวกันแตกตาง
    ก. การรวบรวมหลักฐาน                             กัน
    ข. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา                  ก. มีความเชื่อตางกัน
    ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน                   ข. มีความสนใจตางกัน
    ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด               ค. มีจุดประสงคที่ตางกัน
          หมวดหมูขอมูล                            ง. มีความรูความสามารถตางกัน
๑๑. ขอความในศิลาจารึกวา “...เจาเมืองบ       ๑๕. ความรู ใ หม ท างประวั ติ ศ าสตร ที่ ผ า น
    เอาจกอบในไพรลูทาง...” หมายความวา             การศึกษาคนควาตีความแลวเปลี่ยนแปลง
    เจาเมืองไมเก็บภาษีผานทาง ขอความนี้          ไดหรือไม
    จัดอยูในขั้นตอนใด                              ก. ได ขึ้นอยูกับนักประวัติศาสตร
    ก. การรวบรวมหลักฐาน                             ข. ไมได เพราะจะทำใหคนสับสน
    ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ                   ค. ไมได เพราะผานการวิเคราะหตีความ
    ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน                         มาแลวอยางดี
    ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด               ง. ได ขึ้นอยูกับขอมูลหลักฐานที่อาจมี
          หมวดหมูขอมูล                                  การคนพบเพิ่มเติมในภายหลัง
วิธีการทางประวัติศาสตร         44
๑๖. ขอใดคือปจจัยสำคัญที่ทำใหมีการบิด                     ๑๙. ในการนำตำนานมาใช เ ป น หลั ก ฐาน
    เบือนขอเท็จจริงทางประวัติศาสตร                            ทางประวัติศาสตร ผูศึกษาควรใชวิธีการ
    ก. ขอมูลขัดแยงกัน                                         ใดจึงจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือมากที่สุด
    ข. อคติของผูศึกษา                                          ก. นำมาใชกลาวอางไดเลย
    ค. ขอมูลไมสมบูรณ                                         ข. ควรนำหลั ก ฐานอื่ น มาใช ศึ ก ษา
    ง. ความยาวนานของเวลา                                             ประกอบ
๑๗. หากนักเรียนพบความขัดแยงของขอมูล                           ค. ตำนานเป น เรื่ อ งอิ ท ธิ ป าฏิ ห าริ ย
    จากหลั ก ฐานต า งประเภทกั น ควรทำ                               นำมาใชเปนหลักฐานไมได
    อยางไร                                                     ง. ควรนำตำนานมาประชาพิ จ ารณ
    ก. ถือวาเปนขอมูลที่ไมนาเชื่อถือทั้งคู                      เพื่อประเมินความนาเชื่อถือกอน
    ข. ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐาน                         ๒๐. หลักฐานประเภทใดที่บันทึกเรื่องราวใน
         อื่นตอไป                                              อดีตภายใตการอุปถัมภของราชสำนัก
    ค. ถื อ ว า ข อ มู ล ถู ก ต อ ง แต ต า งกั น ที่       ก. พงศาวดาร
         ความเห็นของผูสราง                                    ข. ตำนาน
    ง. ตรวจสอบดูวาหลักฐานใดสรางกอน                           ค. จดหมายเหตุ
         ยอมมีความนาเชื่อถือมากกวา                           ง. บันทึกของชาวตางชาติ
๑๘. ในการศึกษาประวัติศาสตรสมัยสุโขทัย
    ควรศึกษาจากแหลงขอมูลใด
    ก. ตำนานมูลศาสนา
    ข. จดหมายเหตุลาลูแบร
    ค. ศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช
    ง. จดหมายเหตุฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต
วิธีการทางประวัติศาสตร   45



      Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕÂ
       ประจำหนวยที่ ๒




                        ¹
ขอ    คำตอบ      ขอ                  คำตอบ
๑        ค        ๑๑                      ก
๒        ก        ๑๒                      ก
๓        ข        ๑๓                      ค
๔        ค        ๑๔                      ก
๕        ง        ๑๕                       ง
๖        ข        ๑๖                      ข
๗        ค        ๑๗                      ข
๘        ง        ๑๘                      ค
๙        ง        ๑๙                      ข
๑๐       ค        ๒๐                      ก
วิธีการทางประวัติศาสตร      46




                         บรรณานุกรม
ณรงค พวงพิศ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษร
           เจริญทัศน, ๒๕๕๒.
ไพฑู ร ย มี กุ ศ ล และคณะ. หนั ง สื อ เรี ย นประวั ติ ศ าสตร ม.๑. กรุ ง เทพฯ :
           วัฒนาพานิช, ๒๕๕๒.
           .แบบฝกหัดพัฒนาการเรียนรูประวัติศาสตร ม.๑. พิมพครั้งที่ ๑.
           กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๔๙.
วงเดือน นาราสัจจ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ :
           พัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.), ๒๕๕๒.
วรรัตน วรรณเลิศลักษณ และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ
      : อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๑.
วีณา เอี่ยมประไพ และคณะ. สัมฤทธิ์มาตรฐานประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ
      : อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๐.

เอกสารประกอบการเรียนเล่ม2

  • 1.
    เอกสารประกอบการเร ี ยน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาประวัติศาสตร รหัสวิชา ส ๒๑๑๐๓ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑ หนวยที่ ๒ เรื่อง นางภัทรานิษฐ อิ่มศิล ตำแหนง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนวังบอวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  • 2.
    คำนำ ในปจจุบันสภาพการจัดการเรียนการสอน มุงเนนให ผูเรียนไดศึกษาหาความรูดวยตนเองใหมากที่สุด เพื่อใหผูเรียน มีนิสัย ใฝเรียน ใฝรู อยูเสมอ ดังนั้นการจัดทำเอกสารประกอบ การเรียน เปนแนวทางหนึ่งที่สงเสริมใหผูเรียนคนควาหาคำตอบ ดวยตนเอง เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาประวัติศาสตร ส ๒๑๑๐๓ เรื่ อ ง วิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร ประกอบด ว ย หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู แบบทดสอบ กอนเรียน เนื้อหา กิจกรรม แบบฝก และแบบทดสอบหลังเรียน พรอมเฉลย ซึ่งจะทำใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดวยตนเองและมี ความเขาใจในเนื้อหาสาระไดเปนอยางดี อีกทั้งทำใหผูเรียนสะดวก ต อ การศึ ก ษาหาความรู ไ ด ด ว ยตนเอง จึ ง นั บ ได ว า เป น เอกสาร ประกอบการเรียนที่มีประโยชนตอการเรียนการสอนเปนอยางยิ่ง ขอขอบคุณเจาของตำราที่นำมาอางอิงไวในเอกสาร และนายเชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ ศึกษานิเทศกเชี่ยวชาญ สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ ที่ใหคำปรึกษาจนเอกสาร ฉบับนี้มีความชัดเจนและสมบูรณยิ่งขึ้น ภัทรานิษฐ อิ่มศิล
  • 3.
    สารบัญ เรื่อง หนา หนา คำนำ ก สารบัญ ข คำชี้แจง ค หนวยที่ ๒ วิธีการทางประวัติศาสตร ๑ แบบทดสอบกอนเรียน ๓ เฉลยคำตอบแบบทดสอบกอนเรียน ๖ ตอนที่ ๑ ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร ๗ กิจกรรมที่ ๑ ๑๒ แนวตอบกิจกรรมที่ ๑ ๑๓ ตอนที่ ๒ วิธีการทางประวัติศาสตร ๑๔ กิจกรรมที่ ๒ ๑๘ แนวตอบกิจกรรมที่ ๒ ๑๙ กิจกรรมที่ ๓ ๒๐ แนวตอบกิจกรรมที่ ๓ ๒๑ ตอนที่ ๓ ลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐาน ทางประวัติศาสตร ๒๒ กิจกรรมที่ ๔ ๒๗ แนวตอบกิจกรรมที่ ๔ ๒๘ ตอนที่ ๔ ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชในการศึกษา ประวัติศาสตรทองถิ่น และประวัติศาสตรสุโขทัย ๒๙ กิจกรรมที่ ๕ ๓๔ แนวตอบกิจกรรมที่ ๕ ๓๕ ตอนที่ ๕ ตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย ๓๖ กิจกรรมที่ ๖ ๔๐ แนวตอบกิจกรรมที่ ๖ ๔๑ แบบทดสอบหลังเรียน ๔๒ เฉลยคำตอบแบบทดสอบหลังเรียน ๔๕ เอกสารอางอิง ๔๖
  • 4.
    คำชี้แจงสำหรับนักเรียน เอกสารประกอบการเรียนเลมนี้ นักเรียนสามารถศึกษา และเรียนรูไดดวยตนเอง กอนที่จะศึกษาและเรียนรูใหนักเรียนอาน คำชี้แจง ดังนี้ ๑. ศึกษา หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู เพื่อใหทราบวา เมื่อจบบทเรียน นักเรียนสามารถเรียนรูอะไร ไดบาง ๒. ทำแบบทดสอบกอนเรียน จำนวน ๒๐ ขอแลวตรวจคำตอบ จากเฉลย ๓. ศึกษาเนื้อหา สาระ รายละเอียดในตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๕ ๔. ทำกิจกรรมตามที่กำหนดใหดวยตนเอง ถาทำไมได หรือสงสัย ใหอานทบทวนเนื้อเรื่องใหม แลวตรวจคำตอบจากเฉลย ๕. ทำแบบทดสอบหลังเรียน แลวตรวจคำตอบจากเฉลย
  • 5.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 1 หนวยที่ เวลา ๗ คาบ วิธีการทางประวัติศาสตร หัวขอเรื่อง ๑. ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร ๒. วิธีการทางประวัติศาสตร ๓. ลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐานทางประวัติศาสตรไทย ๔. ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่นและ ประวัติศาสตรสุโขทัย ๕. ตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย ความนำ การศึกษาวิชาประวัติศาสตร หรือเรื่องราวในอดีตของมนุษยนั้น เปนกระบวนการไตสวน ขอเท็จจริง เพื่ออธิบายและวิเคราะหเรื่องราวหรือเหตุการณที่เกิดขึ้นในอดีต โดยศึกษาสาเหตุและ ปจจัยที่ทำใหเกิดเหตุการณนั้นๆ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดตอมา ดังนั้น เพื่อใหไดขอเท็จจริงเกี่ยวกับ อดีตของมนุษยที่ถูกตองมากที่สุดและมีอคตินอยที่สุด นักประวัติศาสตรจึงใชวิธีการศึกษาที่เรียกวา “วิธีการทางประวัติศาสตร” วิธีการทางประวัติศาสตร ประกอบดวยขั้นตอนตางๆ ๕ ขั้นตอน ไดแก การกำหนดปญหา หรือเรื่องที่จะศึกษา การรวบรวมหลักฐาน การตรวจสอบและประเมินหลักฐาน การตีความหลักฐาน และการเรียบเรียงและนำเสนอ
  • 6.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 2 สาระสำคัญ วิธีการศึกษาประวัติศาสตรที่ทำใหทราบเรื่องราวของมนุษยในอดีตไดอยางถูกตอง นาเชื่อถือ ตรงกับความจริงมากที่สุด เรียกวา วิธีการทางประวัติศาสตร โดยอาศัยจากหลักฐานที่เปนลายลักษณ อักษรและหลักฐานที่ไมเปนลายลักษณอักษร เริ่มตั้งแตการกำหนดหัวเรื่อง การรวบรวมหลักฐาน การประเมินคุณคาของหลักฐาน การตีความหลักฐานและการสังเคราะหขอมูล จุดประสงคการเรียนรู หลังจากศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมในหนวยนี้แลว ผูเรียนจะสามารถทำสิ่งตอไปนี้ได ๑. บอกความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตรได ๒. ระบุขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตรไดอยางถูกตอง ๓. อธิบายลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐานทางประวัติศาสตรไทยได ๔. อธิบายและตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชในการศึกษาประวัติศาสตร ทองถิ่น และประวัติศาสตรสุโขทัยได ๕. อธิบายตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัยได
  • 7.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 3 ประจำหนวยที่ ๒ คำชี้แจง ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน กระดาษคำตอบ ๑. ขั้นตอนใดของวิธีการทางประวัติศาสตร ๔. การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร ที่มีความสำคัญที่สุดตอการเขียนผลงาน จะมี ค วามถู ก ต อ งสมบู ร ณ ม าก เป น ทางประวัติศาสตรใหสมบูรณ เพราะเหตุใด ก. การรวบรวมหลักฐาน ก. รัฐบาลใหการสนับสนุน ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ข. ประชาชนใหความสนใจ ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน ค. มีหลักฐานในการคนความาก ง. ทุกขั้นตอนมีความสำคัญเทาเทียมกัน ง. นักประวัติศาสตรมีความสามารถ ๒. เพราะเหตุใดจึงตองใชวิธีการทางประวัติ- ๕. ขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร ศาสตรในการศึกษาประวัติศาสตร คือขอใด ก. เพื่อจะไดเปนนักประวัติศาสตรที่มี ก. การสันนิษฐาน ชื่อเสียง ข. การลงประชามติ ข. เพื่ อ เปรี ย บเที ย บผลการศึ ก ษาใน ค. การรวบรวมขอมูล สาขาวิชาตางๆ ง. การกำหนดหัวเรื่อง ค. เพื่อคนหาความจริงจากหลักฐานทาง ๖. การศึกษาประวัติศาสตรจากหลักฐาน ประวัติศาสตร ชั้นรองมีขอดีอยางไร ง. เพื่อหาจุดประสงคของผูสรางหลักฐาน ก. ใหขอมูลที่เชื่อถือไดแนนอน ทางประวัติศาสตร ข. ไมตองนำมาวิเคราะหตีความ ๓. บุ ค คลใดมี คุ ณ ลั ก ษณะพื้ น ฐานของ ค. เปนแนวทางในการศึกษาเบื้องตน นักประวัติศาสตรที่ดี ง. ไมตองเหนื่อยในการคนหาหลักฐาน ก. กลามีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ๗. เราควรใชวิธีการทางประวัติศาสตรใน ข. แกวมีนิสัยลำเอียง เขาขางแตคนที่ การศึกษาประวัติศาสตรตามขอใด ตนรัก ก. เรื่องที่เราใหความสนใจ ค. เกงเชื่อที่คนอื่นพูดโดยไมไตรตรอง ข. เรื่องที่ผูอื่นศึกษาไวแลว ใหดีกอน ค. เรื่องที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ ง. กองมีความละเอียดรอบคอบและ ง. เรื่ อ งที่ ท ำให เ กิ ด ความเสี ย หายแก เปดใจกวางรับฟงความเห็นทีแตกตาง ่ บุคคลอื่น
  • 8.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 4 ๘. การตรวจสอบหลักฐานวาเปนของจริง ๑๓. ความรูใหมทางประวัติศาสตรที่ผานการ หรือไมเปนขั้นตอนใดของวิธีการทาง ศึกษาคนควาตีความแลวเปลี่ยนแปลง ประวัติศาสตร ไดหรือไม ก. การรวบรวมหลักฐาน ก. ได ขึ้นอยูกับนักประวัติศาสตร ข. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา ข. ไมได เพราะจะทำใหคนสับสน ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน ค. ไมได เพราะผานการวเิ คราะหตความ   ี ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด มาแลวอยางดี หมวดหมูขอมูล ง. ได ขึ้นอยูกับขอมูลหลักฐานที่อาจมี ๙. การพิจารณาความนาเชื่อถือของหลักฐาน การคนพบเพิ่มเติมในภายหลัง ควรดูจากสิ่งใด ๑๔. ในการศึกษาประวัติศาสตรสมัยสุโขทัย ก. ขอมูลจากหลักฐาน ควรศึกษาจากแหลงขอมูลใด ข. จำนวนหลักฐานที่พบ ก. ตำนานมูลศาสนา ค. ความสมบูรณของหลักฐาน ข. จดหมายเหตุลาลูแบร ง. ความนาเชื่อถือของผูสรางหลักฐาน ๑๐. การศึกษาเรื่องราวของมนุษยสมัยกอน ค. ศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช ประวัติศาสตรควรศึกษาจากหลักฐานใด ง. จดหมายเหตุฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต ก. ศิลาจารึก ๑๕. ขอความในศิลาจารึกวา “...เจาเมืองบ ข. หลักฐานทางโบราณคดี เอาจกอบในไพรลูทาง...” หมายความวา ค. พระราชพงศาวดาร เจาเมืองไม เก็บภาษีผานทาง ขอความนี้ ง. บันทึกของชาวตางชาติ จัดอยูในขั้นตอนใด ๑๑. เพราะเหตุใดนักประวัติศาสตรจึงตีความ ก. การรวบรวมหลักฐาน ขอมูลจากหลักฐานชิ้นเดียวกันแตกตางกัน ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ก. มีความเชื่อตางกัน ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน ข. มีความสนใจตางกัน ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด ค. มีจุดประสงคที่ตางกัน หมวดหมูขอมูล ง. มีความรูความสามารถตางกัน ๑๖. ในการนำตำนานมาใชเปนหลักฐานทาง ๑๒. หากนักเรียนพบความขัดแยงของขอมูล ประวัติศาสตร ผูศึกษาควรใชวิธีการใด จากหลั ก ฐานต า งประเภทกั น ควรทำ จึงจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือมากที่สุด อยางไร ก. นำมาใชกลาวอางไดเลย ก. ถือวาเปนขอมูลที่ไมนาเชื่อถือทั้งคู ข. ควรนำหลั ก ฐานอื่ น มาใช ศึ ก ษา ข. ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐาน ประกอบ อื่นตอไป ค. ถื อ ว า ข อ มู ล ถู ก ต อ งแต ต า งกั น ที่ ค. ตำนานเป น เรื่ อ งอิ ท ธิ ป าฎิ ห าริ ย ความเห็นของผูสราง นำมาใชเปนหลักฐานไมได ง. ตรวจสอบดูวาหลักฐานใดสรางกอน ง. ควรนำตำนานมาประชาพิ จ ารณ ยอมมีความนาเชื่อถือมากกวา เพื่อประเมินความนาเชื่อถือกอน
  • 9.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 5 ๑๗. หลักฐานประเภทใดที่บันทึกเรื่องราวใน ๑๙. หากผลการศึกษาประวัติศาสตรของเรา อดีตภายใตการอุปถัมภของราชสำนัก มีความแตกตางกันจากขอมูลประวัติ- ก. พงศาวดาร ศาสตรที่มีอยูเดิมจะตองทำอยางไร ข. ตำนาน ก. แสดงขอมูลหลักฐานมาสนับสนุน ค. จดหมายเหตุ ข. กลับไปศึกษาใหมอีกครั้งเพื่อความ ง. บันทึกของชาวตางชาติ แนใจ ๑๘. ขอใดคือปจจัยสำคัญที่ทำใหมีการบิดเบือน ค. ปรับผลการศึกษาใหสอดคลองกับ ขอเท็จจริงทางประวัติศาสตร ขอมูลที่มีอยูเดิม ก. ขอมูลขัดแยงกัน ง. นำเสนอผลการศึกษาโดยไมสนใจ ข. อคติของผูศึกษา ขอมูลที่มีอยูเดิม ค. ขอมูลไมสมบูรณ ๒๐. หลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร ข อ ใดอยู ง. ความยาวนานของเวลา ตางสมัยจากขออื่น ก. วัดพระศรีสรรเพชญ ข. จดหมายเหตุลาลูแบร ค. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ง. พระราชพงศาวดารกรุ ง เก า ฉบั บ หลวงประเสริฐฯ
  • 10.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 6 Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ ประจำหนวยที่ ๒ ¹ ขอ คำตอบ ขอ คำตอบ ๑ ง ๑๑ ก ๒ ค ๑๒ ข ๓ ง ๑๓ ง ๔ ค ๑๔ ค ๕ ง ๑๕ ก ๖ ข ๑๖ ข ๗ ก ๑๗ ก ๘ ค ๑๘ ข ๙ ค ๑๙ ก ๑๐ ข ๒๐ ค
  • 11.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 7 µÍ¹·Õè ñ ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร ๑. ความหมายของประวัติศาสตร ประวัติศาสตร คือ การศึกษาเรื่องราวหรือประสบการณของมนุษยในอดีตจากหลักฐานที่มี การจดบันทึกไวหรือจากหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร และหลักฐานประเภทคำบอกเลา เชน ตำนาน นิทานพื้นบาน รวมไปถึงวัตถุประจักษพยานตางๆ โดยอาศัยหลักฐานดังกลาววิเคราะห ตีความ เพื่อสรางเรื่องราวประวัติศาสตร เรื่องราวประสบการณของมนุษยครอบคลุมทุกเรื่องทุกดาน ที่มนุษยไดทำ ไดคิด ไดสรางสรรค ทั้งที่เกี่ยวของกับการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม และเกี่ยวของกับคนทุกชนชั้น ทุกเพศวัย ทั้งนี้เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจเกี่ยวกับ เรื่องราวหรือประสบการณของมนุษยไดถูกตอง ชัดเจนที่สุด ประวัติศาสตรของมนุษยเมื่อมีการบันทึกเปนลายลักษณ อักษรแลวเรียกวา “สมัยประวัติศาสตร” เริ่มตนเมื่อมนุษยรูจัก คิดคนตัวอักษรหรือตัวหนังสือขึ้นมาจดบันทึกเหตุการณตางๆ หรือเรื่องราวในชีวิตประจำวัน มนุษยเริ่มมีตัวหนังสือและจด บันทึกเมื่อราว ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ป ลวงมาแลว ที่เมโสโปเตเมีย (ปจจุบัน คือ ประเทศอิรัก) จากชวงเวลาดังกลาวจึงถือไดวา เปนการเริ่มสมัยประวัติศาสตรของมนุษยชาติ สำหรับชวงเวลา กอนหนานั้นเรียกวา “สมัยกอนประวัติศาสตร” อักษรยูนิฟอรมหรืออักษรลิ่ม ชาวสุเมเรียนประดิษฐขึ้นเมื่อราว ๓,๔๐๐ ปกอนคริสตศักราช ประวั ติ ศ าสตร มาจากคำว า History ในภาษาอังกฤษ รากศัพทเดิมเปนภาษากรีก คือ คื อ Historia แปลว า การค น คว า หรื อ วิ จั ย เดิมเปนชื่อหนังสือที่เฮโรโตตุส (Herodotus, ๔๘๔-๔๒๐ ปกอน ค.ศ.) แตงขึ้นคือ ประวัติศาสตรสงครามระหวางกรีกกับเปอรเชีย ดังนั้น ประวัติศาสตรจึงตองมีการคนควาและตรวจสอบหลักฐาน ขอมูลตางๆ อยางเปนระบบ โดยวิธีการทางประวัติศาสตร
  • 12.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 8 ในการศึกษาเรื่องราว หรือประสบการณของมนุษยซึ่งมีมากมายนั้น นักประวัติศาสตร ไมไดใชหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรเพียงอยางเดียว และหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรก็มี ไมเพียงพอกับการศึกษาเรื่องราวของมนุษยดวย เพราะมนุษยไมไดจดบันทึกเรื่องราวทั้งหมดไว อยางสมบูรณ หรือจดบันทึกไว เกิดการสูญหาย หรือถูกทำลายไปก็มี ดังนั้นนักประวัติศาสตรจึง ตองใชหลักฐานดานอื่นๆมาประกอบการศึกษาประวัติศาสตรดวย เชน โบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปวัตถุ ภาพวาด เครื่องประดับ เครื่องแตงกาย นอกจากนี้ มนุษยยังตองการรูเรื่องราวของผูคน ในสมัยกอนประวัติศาสตรดวย นักประวัติศาสตรจึงตองอาศัยพึ่งพาความรูจากนักโบราณคดี ซึ่งเปน ผูศึกษาเรื่องราวของมนุษยกอนการคิดคนตัวหนังสือและจดบันทึกไว การขุดคนแหลงโบราณคดีสมัยกอนประวัติศาสตร บริเวณบานหนองโน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ปจจุบันนักประวัติศาสตรใชหลักฐานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น มากยิ่งกวาหลักฐานที่เปน ลายลักษณอักษรหรือหลักฐานอื่นที่เคยใชมา หลักฐานอื่นๆ เชน ภาพถาย ภาพยนตร แถบวีดีทัศน แผนวีดีทัศน แถบบันทึกเสียง เปนตน
  • 13.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 9 อยางไรก็ดีควรเขาใจวาความรูทางประวัติศาสตรที่นาเชื่อถือ ที่มีความถูกตอง ไมใชวาเพียง ใชหลักฐานดังที่กลาวมา ในการเขียน การบันทึก ก็ถือวาเปนงานทางประวัติศาสตรดวย ที่สำคัญอีก ประการหนึ่งของงานทางประวัติศาสตรที่ดี ก็คือ ตองใชวิธีการศึกษาที่เหมาะสม ที่เรียกวา “วิธีทาง ประวัติศาสตร” ในการศึกษาคนควา เรียบเรียง และนำเสนอ ๒. ความสำคัญของประวัติศาสตร วิ ช าประวั ติ ศ าสตร มี ค วามสำคั ญ มาก และมี ค วามสำคั ญ มาเป น เวลานานแล ว ผู ไ ด รั บ การยกยองใหเปนบิดาวิชาประวัติศาสตรของตะวันตก คือ “เฮโรโดตุส” (Herodotus ประมาณ ๔๘๔ – ๔๒๐ ป ก อ นคริ ส ต ศั ก ราช) เป น ชาวกรี ก ส ว นผู ไ ด รั บ ยกย อ งให เ ป น บิ ด าวิ ช าประวั ติ ศ าสตร ข อง โลกตะวันออก คือ “ซือหมา เชียน” (Sima Qian ประมาณ ๑๔๕ – ๘๕ ปกอนคริสตศักราช) เปนชาวจีน บิดาวิชาประวัติศาสตร บิดาวิชาประวัติศาสตร บิดาวิชาประวัติศาสตร ของโลกตะวันตก ของโลกตะวันออก ของไทย เฮโรโดตุส (ประมาณ ๔๘๔ – ซื่อหมา (ประมาณ ๑๔๕ – สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชา- ๔๒๐ ปกอนคริสตศักราช) ๘๕ ปกอนคริสตศักราช) นุภาพ (พ.ศ. ๒๔๐๕-๒๔๘๖) นั ก ประวั ติ ศ าสตร ช าวกรี ก เป น นักประวัติศาสตรชาวจีน สมัย ทรงเป น พระราชโอรสองค ผู บั น ทึ ก สงครามระหว า งกรี ก ราชวงศ ฮั่ น ตะวั น ตก ตรงกั บ ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็ จ กับเปอรเซีย ซึ่งไดรับการยกยอง รั ช สมั ย จั ก รพรรดิ ฮั่ น อู ตี้ เป น พระจอมเกลาเจาอยูหัว ประสูติแต วาเปนวรรณกรรมรูปแบบใหม ผู ป ระพั น ธ ห นั ง สื อ “สื่ อ จี้ ” ซึ่ ง เจาจอมมารดาชุม ทรงประกอบ เพราะมีการเรียงลำดับเรื่อง มี แปลวา “บันทึกของนักประวัติ พระราชกรณียกิจตางๆ มากมาย การตั้งประเด็นปญหา ซึ่งกอให ศาสตร ” โดยได บั น ทึ ก สภาพ ซึ่งลวนเปนประโยชนแกบานเมือง เกิดการเรียนรูเกี่ยวกับพฤติกรรม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และทรงเปนบุ คคลแรกๆ ที่ให มนุ ษ ย และคำว า “Historic” และประวัติศาสตรในระยะเวลา ความสนใจประวั ติ ศ าสตร ไ ทย ที่เขาใชในงานเขียนซึ่งกอนหนา ๓,๐๐๐ ป ตั้งแตบรรพกาลถึง โ ด ย ไ ด ท ร ง พ ย า ย า ม ค น ห า นี้มีความหมายวา “วิจัย” เพียง ราชวงศ ฮั่ น ตะวั น ตก นั บ เป น หลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร อย า งเดี ย วได ก ลายเป น คำใหม หนังสือประวัติศาสตรรวมหลาย ต า งๆ เพื่ อ แต ง ตำราเผยแพร คือคำวา “ประวัติศาสตร” ยุคสมัยเลมแรกของจีน ซึ่ ง เป น ประโยชน แ ก ก ารศึ ก ษา ประวัติศาสตรไทยมาก
  • 14.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 10 ประวัติศาสตรมีความสำคัญ ดังนี้ ๑. ประวัติศาสตรใหความรูเกี่ยวกับความเปนมาของมนุษยทุกเรื่องทั้งความสำเร็จ ลมเหลว ความรวมมือ ความขัดแยง การสรางสรรค การทำลาย ฯลฯ ซึ่งจะเปนบทเรียน เปนตัวอยางที่ดี ที่คนรุนปจจุบันจะไดนำมาปฏิบัติในเรื่องที่ดี หรือหลีกเลี่ยง ปองกัน ไมใหเรื่องที่ดีเกิดซ้ำขึ้นมาอีก ๒. ประวัติศาสตรเปนรากฐานความเจริญของมนุษยในปจจุบัน มนุษยใชเวลาหลายปนับ แตมีการคิดคนตัวหนังสือ หรือหลายหมื่น หลายแสนป ในการสรางสมอารยธรรมจนทำใหเรามีชีวิต ที่สบายในปจจุบัน ความเจริญทั้งหลายในปจจุบันและในอนาคตยอมเปนผลมาจากประวัติศาสตร ดังนั้น วิชาประวัติศาสตรทำใหเราชื่นชมและเห็นความสำคัญในการรักษามรดกทางอารยธรรม ๓. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความเฉลียวฉลาด มีเหตุผล มีความคิดที่ดี เพราะประวัติ- ศาสตรใหตัวอยางในบทเรียนที่ดีที่จะปฏิบัติตามหรือหลีกเลี่ยง และวิธีการทางประวัติศาสตรทำให มนุ ษ ยมีวิธีการคิดอยางฉลาด เลือกเชื่อในเรื่องที่มีหลักฐานที่ดี ไมเชื่อเรื่องที่ไมมีหลักฐาน หรือ หลักฐานไมดี ๔. ประวัติศาสตรใหบทเรียนทางจริยธรรม เพราะประวัติศาสตรแสดงใหเห็นผลการทำ ความดี ทำความชั่ว ผูทำความดีจะไดรับการยกยอง สวนผูทำความชั่วจะถูกประณามสาปแชงไมวา เวลาจะลวงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม ๕. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษาคนควา และเขียนงาน ทางประวัติศาสตร โดยใชวิธีการทางประวัติศาสตร เมื่อคนควาและคัดลอกขอมูลจากหลักฐานใดๆ ตองทำดวยความละเอียดรอบคอบวาคนควาจากหลักฐานที่สำคัญๆ ครบถวน และคัดลอกขอมูล ถูกตองทั้งทางภาษาและศักราช เมื่อเขียนรายงานทางประวัติศาสตร ตองนำขอมูลมาเปรียบเทียบ เรื่องใดเกิดกอน เรื่องใดเกิดทีหลัง แตละเรื่องมีความสัมพันธกันมากนอยเพียงใด คำอธิบายหรือ การวิเคราะหของผูเขียน มีความถูกตองและเปนกลางเพียงใด ในการอานและศึกษาหนังสือตางๆ ทางประวัติศาสตรก็เปนเชนเดียวกัน การทำความ เขาใจในเหตุการณตางๆ ก็จะทำใหผูอาน อานดวยความละเอียดรอบคอบ พิจารณาการวิเคราะหของ ผูเขียนวามีเหตุผลและมีความถูกตองเพียงใด ดังนั้น วิชาประวัติศาสตรจึงทำใหผูศึกษา ผูเขียน งานทางประวัติศาสตรเปนคนละเอียดรอบคอบ หลักฐานทางประวัติศาสตร มีทั้งหลักฐานชั้นตน หลักฐานชั้นรอง การศึกษาประวัติศาสตร ตองใช วิธีการทางประวัติศาสตรมาศึกษาวิเคราะหอยาง ละเอียดรอบคอบ เพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตองที่สุด
  • 15.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 11 ๖. ประวัติศาสตรสอนใหเขาใจความแตกตางของอารยธรรม เพราะในประวัติศาสตรมี ตัวอยางมากมายที่แสดงถึงความแตกตางของผูคนตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เชน ความแตกตางทาง วัฒนธรรม ศาสนา ความแตกตางทางความคิดและการกระทำ ดังนั้น ผูศึกษาประวัติศาสตรจึงเปน คนใจกวาง เขาใจและยอมรับความคิดที่ตางกัน ประวัติศาสตรจึงชวยใหผูคนในโลกอยูรวมกันอยาง สันติสุข กลาวโดยสรุปวิธีการทางประวัติศาสตรมีความสำคัญ คือทำใหทราบเรื่องราว กิจกรรม เหตุการณที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตรมีความนาเชื่อถือ มีความถูกตองเปนความจริง หรือใกลเคียง ความเปนจริงมากที่สุด เพราะไดมีการศึกษาอยางเปนระบบ อยางมีขั้นตอน มีความระมัดระวัง รอบคอบ ไมลำเอียง และเพื่อใหเกิดความนาเชื่อถือ
  • 16.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 12 กิจกรรมที่ ๑ คำสั่ง ใหนักเรียนตอบคำถามตอไปนี้ ๑. ประวัติศาสตร หมายถึงอะไร ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ๒. เพราะเหตุใดการศึกษาประวัติศาสตรจำเปนตองอาศัยความรูทางดานโบราณคดี ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ๓. การศึกษาประวัติศาสตรมีความสำคัญอยางไร ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................
  • 17.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 13 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ñ ๑. ประวัติศาสตร หมายถึงอะไร ตอบ ประวัติศาสตร คือ การศึกษาเรื่องราวหรือประสบการณของมนุษยในอดีตจากหลักฐานที่มี ............................................................................................................................................................................................ การจดบันทึกไวหรือจากหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร และหลักฐานประเภทคำบอกเลา เชน ............................................................................................................................................................................................ ตำนาน นิทานพื้นบาน ............................................................................................................................................................................................ ๒. เพราะเหตุใดการศึกษาประวัติศาสตรจำเปนตองอาศัยความรูทางดานโบราณคดี ตอบ เพราะในการศึกษาเรื่องราว หรือประสบการณของมนุษยซึ่งมีมากมายนั้น นักประวัติศาสตร ............................................................................................................................................................................................ ไมไดใชหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรเพียงอยางเดียว และหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรก็มี ............................................................................................................................................................................................ ไมเพียงพอกับการศึกษาเรื่องราวของมนุษยดวย เพราะมนุษยไมไดจดบันทึกเรื่องราวทั้งหมดไว ............................................................................................................................................................................................ อยางสมบูรณ หรือจดบันทึกไว เกิดการสูญหาย หรือถูกทำลายไปก็มี ดังนั้นนักประวัติศาสตรจึง ............................................................................................................................................................................................ ตองใชหลักฐานดานอื่นๆมาประกอบการศึกษาประวัติศาสตรดวย เชน โบราณวัตถุ โบราณสถาน ............................................................................................................................................................................................ ศิลปวัตถุ ภาพวาด เครื่องประดับ เครื่องแตงกาย นอกจากนี้ มนุษยยังตองการรูเรื่องราวของผูคน ............................................................................................................................................................................................ ในสมัยกอนประวัติศาสตรดวย นักประวัติศาสตรจึงตองอาศัยพึ่งพาความรูจากนักโบราณคดี ซึ่งเปน ............................................................................................................................................................................................ ผูศึกษาเรื่องราวของมนุษยกอนการคิดคนตัวหนังสือและจดบันทึกไว ............................................................................................................................................................................................ ๓. การศึกษาประวัติศาสตรมีความสำคัญอยางไร ตอบ ๑. ประวัติศาสตรใหความรูเกี่ยวกับความเปนมาของมนุษยทุกเรื่องทั้งความสำเร็จ ............................................................................................................................................................................................ ลมเหลว ความรวมมือ ความขัดแยง การสรางสรรค การทำลาย ฯลฯ ............................................................................................................................................................................................ ๒. ประวัติศาสตรเปนรากฐานความเจริญของมนุษยในปจจุบัน ............................................................................................................................................................................................ ๓. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความเฉลียวฉลาด มีเหตุผล มีความคิดที่ดี เพราะ ............................................................................................................................................................................................ ประวัติศาสตรใหตัวอยางในบทเรียนที่ดีที่จะปฏิบัติตามหรือหลีกเลี่ยง ............................................................................................................................................................................................ ๔. ประวัติศาสตรใหบทเรียนทางจริยธรรม เพราะประวัติศาสตรแสดงใหเห็นผลการ ............................................................................................................................................................................................ ทำความดี ทำความชั่ว ............................................................................................................................................................................................ ๕. ประวัติศาสตรทำใหมนุษยมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษาคนควา และ ............................................................................................................................................................................................ เขียนงานทางประวัติศาสตร โดยใชวิธีการทางประวัติศาสตร ............................................................................................................................................................................................ ๖. ประวัติศาสตรสอนใหเขาใจความแตกตางของอารยธรรม เพราะในประวัติศาสตร ............................................................................................................................................................................................ มีตัวอยางมากมายที่แสดงถึงความแตกตางของผูคนตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ............................................................................................................................................................................................
  • 18.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 14 µÍ¹·Õè ò ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร ๑. ความหมายและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร วิธีการทางประวัติศาสตร หมายถึง ขั้นตอน หรือวิธีการที่นักประวัติศาสตรหรือผูศึกษา ทางดานประวัติศาสตรใชเพื่อศึกษา คนควา และเรียบเรียงเหตุการณทางประวัติศาสตรจากหลักฐาน ตางๆ เพื่อใหไดขอมูลที่มีความถูกตองและชัดเจนมากที่สุด เนื่องจากมีหลักฐานทางประวัติศาสตรไมสมบูรณและมีไมมาก หลักฐานบางเรื่อง บางคน มีความนาเชื่อถือ ถูกตอง ไมลำเอียง แตมีหลักฐานบางเรื่อง ไมนาเชื่อถือ ไมถูกตองลำเอียงหรือ เป น ของปลอม ดั ง นั้ น การเลื อ กใช ห ลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร จึ ง ต อ งมี ก ารตรวจสอบ ประเมิ น ความนาเชื่อถือ และวิเคราะหอยางละเอียดรอบคอบ เพื่อใหไดขอมูลที่นาเชื่อถือ ถูกตอง เมื่อมี การเรียบเรียงขอมูลเพื่ออธิบายเหตุการณทางประวัติศาสตร นักประวัติศาสตรหรือผูศึกษาทางดาน ประวัติศาสตร ก็จะตองเขียนดวยความเปนกลาง ไมลำเอียง ไมนำตนเองไปผูกพันกับเรื่องราวหรือ เหตุการณทางประวัติศาสตร อี ก ทั้ ง จะต อ งเข า ใจสภาพการณ ต า งๆในอดี ต ว า มี ค วามแตกต า งกั บ ป จ จุ บั น คื อ ไม น ำ สภาพการณปจจุบัน ความเจริญที่เปนอยูในปจจุบันไปประเมินตัดสินอดีต เพราะในอดีตยอมมี สภาพการณ ต ลอดจนความเจริ ญ ไม เ หมื อ นกั บ ป จ จุ บั น ดั ง นั้ น วิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร จึ ง มี ความสำคั ญ เพื่ อ ที่ จ ะทำให ไ ด เรื่ อ งราวทางประวั ติ ศ าสตร ที่ มี ค วามถู ก ต อ ง เที่ ย งตรง สมบู ร ณ มีความนาเชื่อถือมากที่สุด ๒. ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร การศึกษาทางประวัติศาสตรของทุกชาติ จะมีขั้นตอนที่มีแบบแผนเดียวกัน คือ มีประเด็น ที่จะศึกษาคนควา มีการรวบรวมหลักฐาน การประเมินคุณคาของหลักฐาน การเลือกสรรและจัด ความสัมพันธของขอมูล หรือการวิเคราะห สังเคราะหขอมูล และการเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ๑. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา ๒. การรวบรวมหลักฐาน ๓. การประเมินคุณคาของหลักฐาน ๔. การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมูขอมูล ๕. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
  • 19.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 15 ๑. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา เป น ขั้ น ตอนแรกของวิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร ซึ่ ง เป น เรื่ อ งที่ นักประวัติศาสตรหรือผูสนใจทางประวัติศาสตรมีความสนใจ อยากรู สงสัย จึงตั้งประเด็นหรือหัวขอที่ตองการศึกษาขึ้นมา ๒. การรวบรวมหลักฐาน เปนขั้นตอนที่ ๒ ของวิธีการทางประวัติศาสตร โดยนักประวัติศาสตรหรือ ผูสนใจทางประวัติศาสตร ทำการรวบรวมหลักฐานตางๆ ทั้งหลักฐานชั้นตนและ หลักฐานชั้นรอง คือเอกสารหรือหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรูหรือสนใจ ในการรวบรวมหลักฐาน ควรเริ่มดวยการศึกษาหลักฐานชั้นรองที่เกี่ยวกับ เรื่องโดยตรงกอน เพื่อใหเขาใจและมีความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ตองการศึกษา และ รวบรวมความคิดของผูที่ศึกษาเรื่องดังกลาวมากอน แลวจึงไปคนควาจากหลักฐาน ชั้นตน ซึ่งจะทำใหไดรายละเอียดมากขึ้น และอาจมีแนวคิดเพิ่มเติมขึ้นจากที่มีผู ศึกษาไวแตเดิม แตถาไปเริ่มตนรวบรวมจากหลักฐานชั้นตนกอนโดยยังไมได ศึกษาหลักฐานชั้นรอง จะทำใหการศึกษาหลักฐานชั้นตนเขาใจไดยาก อนึ่ ง ในการรวบรวมหลั ก ฐาน ผู ศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร ที่ ดี ค วรรวบรวม หลักฐานจากหลายทางตามลักษณะและความสำคัญของประเด็นศึกษา คืออาจ มีการใชหลักฐานที่ไมใชลายลักษณ เชน หลักฐานทางโบราณคดี มานุษยวิทยา มาประกอบเพื่อใหไดเรื่องราวทางประวัติศาสตรที่ชัดเจนและสมบูรณ
  • 20.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 16 ๓. การประเมินคุณคาของหลักฐาน เปนการประเมินความถูกตองและความสำคัญของหลักฐาน เพราะหลักฐาน บางอยางอาจเปนของปลอม หรือเลียนแบบของเกา หรือเขียนโดยบุคคลที่ไมเห็น เหตุการณโดยตรงแลวมาบันทึกไวเสมือนไดรูเห็นเหตุการณเอง หรือแมจะรูเห็น เหตุการณโดยตรง แตอาจมีความลำเอียงเขาขางฝายใดฝายหนึ่ง ไมวางตัวเปน กลาง การวิเคราะหหลักฐานแบงเปน ๒ วิธีดังนี้ ๑) การประเมินภายนอก เปนการประเมินหลักฐานที่ปรากฏภายนอกวา เปนของแท ถูกตองตามยุคสมัยหรือไม เชน กระดาษที่บันทึกเปนของจริงหรือไม สมัยนั้นมีกระดาษแบบนี้ใชหรือยัง วัสดุที่ใชเขียนเปนของรวมสมัยหรือไม ๒) การประเมินภายใน เปนการประเมินหลักฐานวาถูกตองทั้งหมดหรือไม เชน การกลาวถึงตัวบุคล สถานที่ เหตุการณวาถูกตอง มีจริงอยูในยุคสมัยของ หลักฐานนั้นหรือไม หรือแมแตสำนวนภาษาวาในสมัยนั้นใชกันหรือยัง ๔. การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมูขอมูล เปนขั้นตอนตอจากที่ไดรวบรวมหลักฐาน และวิเคราะหความนาเชื่อถือ นั้นๆ แลว ขอมูล คือ เรื่องราวตางๆ ทางประวัติศาสตรที่ปรากฏในหลักฐาน ที่ ร วบรวมและวิ เ คราะห แ ล ว จากหลั ก ฐานที่ เชื่ อ ถื อ ได จ ากนั้ น จึ ง นำข อ มู ล มา วิเคราะห คือ แยกประเภท โดยเรียงเหตุการณตามลำดับเวลากอนหลัง และ ความสำคัญของขอมูล แลวทำการสังเคราะห คือจัดเหตุการณเรื่องราวเดียวกัน และเกี่ยวของสัมพันธกันไวดวยกันและศึกษาความตอเนื่อง การเปลี่ยนแปลง ของเหตุการณ ตลอดจนปจจัยตางๆที่มีความสำคัญตอเหตุการณ ๕. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ เป น การเรี ย บเรี ย งข อ มู ล ที่ ไ ด ค น คว า วิ เ คราะห แ ละสั ง เคราะห ม าแล ว เพื่อนำเสนอขอมูลในลักษณะที่เปนคำตอบหรืออธิบายความอยากรู ขอสงสัย ตลอดจนความรูใหม ความคิดใหมที่ไดจากการศึกษาคนควานั้น ในรูปแบบ การเขียนรายงานอยางมีเหตุผล
  • 21.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 17 กลาวโดยสรุปการศึกษาประวัติศาสตรดวยขั้นตอนหรือวิธีการทางประวัติศาสตร ดังที่กลาว มานี้ ทำใหประวัติศาสตรเปนเรื่องราวของการสืบสวน คนควา วิเคราะหอยางมีหลักเกณฑ มีเหตุผล มีหลักฐานอางอิงประกอบ ซึ่งคลายกับวิธีการทางวิทยาศาสตร อยางไรก็ดี วิธีการทางประวัติศาสตร ทำได เ พี ย งการคิ ด ทบทวนในขั้ น ตอนต า งๆของวิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร เ ท า นั้ น แต ไ ม ส ามารถ ทำให เ หตุ ก ารณ เ กิ ด ขึ้ น ได จ ริ ง อี ก เพราะเหตุ ก ารณ ท างประวั ติ ศ าสตร เ กิ ด ขึ้ น เพี ย งครั้ ง เดี ย ว เทานั้น การศึกษาประวัติศาสตรจะใหประโยชน แกผูศึกษาหลายประการ ที่สำคัญมีดังนี้ ๑. ช ว ยให มี ค วามรู ก ว า งขวาง เป น คนทั น สมั ย ทั น โลก จากการเรี ย นรู ประสบการณของมนุษยนอกเหนือจากประสบการณจริงของผูศึกษา ๒. ชวยพัฒนาบุคลิกภาพใหเปนคนมีนิสัย สติปญญา และความฉลาดอยาง รอบคอบ ๓. ชวยใหเปนคนมีเหตุผล สามารถเผชิญกับวิกฤตการณตางๆ ไดอยางสุขุม และสามารถแกไขไดอยางมีประสิทธิภาพ ๔. ชวยสรางความมีมนุษยสัมพันธ ความสามัคคี ตลอดจนยอมรับในคุณคา ของความเปนมนุษยและความสามารถของแตละบุคคล
  • 22.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 18 กิจกรรมที่ ๒ คำสั่ง ใหนักเรียนนำหมายเลขขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตรในกรอบสี่เหลี่ยม ไปใสลงในชองวางใหสัมพันธกัน ๑. ๒. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา การรวบรวมหลักฐาน ๓. ๔. การวิเคราะห สังเคราะห การประเมินคุณคาของหลักฐาน และการจัดหมวดหมูขอมูล ๕. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ๑. การประเมินความถูกตองและความสำคัญของหลักฐาน กรอบที่ .......................................... ๒. การเลือกเรื่องหรือประเด็นที่ตนเองสนใจหรืออยากรู กรอบที่ ........................................... ๓. การนำเสนอความรูใหมที่ไดจากการศึกษาคนควาในรูปแบบการเขียนรายงานอยางมีเหตุผล กรอบที่ ........................................... ๔. การนำขอมูลมาวิเคราะหโดยเรียงเหตุการณตามลำดับเวลากอน – หลังและนำมาสังเคราะห โดยจัดเหตุการณที่เกี่ยวของกันไวดวยกัน กรอบที่ ........................................... ๕. การรวบรวมหลักฐานในหัวขอที่ตองการศึกษาทั้งหลักฐานชั้นตนและหลักฐานชั้นรอง กรอบที่ ...........................................
  • 23.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 19 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ò ๑. การประเมินความถูกตองและความสำคัญของหลักฐาน กรอบที่ ๓ กรอบที่ .......................................... ๒. การเลือกเรื่องหรือประเด็นที่ตนเองสนใจหรืออยากรู กรอบที่ ๑ กรอบที่ ........................................... ๓. การนำเสนอความรูใหมที่ไดจากการศึกษาคนควาในรูปแบบการเขียนรายงานอยางมีเหตุผล กรอบที่ ๕ กรอบที่ ........................................... ๔. การนำขอมูลมาวิเคราะหโดยเรียงเหตุการณตามลำดับเวลากอน – หลังและนำมาสังเคราะห โดยจัดเหตุการณที่เกี่ยวของกันไวดวยกัน กรอบที่ ๔ กรอบที่ ........................................... ๕. การรวบรวมหลักฐานในหัวขอที่ตองการศึกษาทั้งหลักฐานชั้นตนและหลักฐานชั้นรอง กรอบที่ ๒ กรอบที่ ...........................................
  • 24.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 20 กิจกรรมที่ ๓ คำสั่ง ใหนักเรียนพิจารณาขอความดานซายมือ วาเปนขั้นตอนใดของวิธีการทาง ประวัติศาสตรแลวเติมคำตอบลงในชองวางดานขวามือ ผูศึกษาจะตองถามตนเองเกี่ยวกับประเด็น ................................. ๑. ปญหาที่ตองการศึกษา เชน ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม ................................. ผู ศึ ก ษาต อ งพยายามค น หาและรวบรวม หลักฐานทางประวัติศาสตรที่เกี่ยวของกับ ................................. ๒. เรื่องที่ตนตองการศึกษาใหมากที่สุดเทาที่จะ ................................. หาได การพิจารณาลักษณะภายนอกของหลักฐาน แล ว ตั ด สิ น ว า เป น ของจริ ง หรื อ ของปลอม ................................. ๓. หรื อ การพิ จ ารณาข อ มู ล หรื อ เนื้ อ หาใน ................................. หลักฐาน แลวตัดสินวาเชื่อถือไดหรือไม การทำความเขาใจวา หลักฐานนั้นมี ................................. ๔. ความหมายวาอยางไร บอกขอเท็จจริง อะไรบาง ................................. การนำเอาขอเท็จจริงตางๆ หรือที่ตีความ ๕. ไดมาเรียบเรียงเขาดวยกันใหเปนเรื่องราวที่ ................................. ใกลเคียงกับความเปนจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ................................. ใหมากที่สุด การเผยแพร ค วามจริ ง ที่ ค น คว า ตี ค วามได ................................. ๖. ไปสู ที่ อื่ น ด ว ยวิ ธี ก ารต า งๆ เช น บรรยาย อภิปราย เขียนรายงาน เขียนบทความ เปนตน .................................
  • 25.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 21 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ó ผูศึกษาจะตองถามตนเองเกี่ยวกับประเด็น การกำหนดหัวเรื่อง ................................. ๑. ปญหาที่ตองการศึกษา เชน ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม ที่จะศึกษา ................................. ผู ศึ ก ษาต อ งพยายามค น หาและรวบรวม การรวบรวม หลักฐานทางประวัติศาสตรที่เกี่ยวของกับ ................................. ๒. เรื่องที่ตนตองการศึกษาใหมากที่สุดเทาที่จะ หลักฐาน ................................. หาได การพิจารณาลักษณะภายนอกของหลักฐาน การประเมินคุณคา แล ว ตั ด สิ น ว า เป น ของจริ ง หรื อ ของปลอม ................................. ๓. หรื อ การพิ จ ารณาข อ มู ล หรื อ เนื้ อ หาใน ของหลักฐาน ................................. หลักฐาน แลวตัดสินวาเชื่อถือไดหรือไม การทำความเขาใจวาหลักฐานนั้นมี การวิเคราะห สังเคราะห ............................................. ๔. ความหมายวาอยางไร บอกขอเท็จจริง อะไรบาง และการจัดหมวดหมูขอมูล ............................................ การนำเอาขอเท็จจริงตางๆ หรือที่ตีความ ๕. ไดมาเรียบเรียงเขาดวยกันใหเปนเรื่องราวที่ การตีความ ................................. ใกลเคียงกับความเปนจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ................................. ใหมากที่สุด การเผยแพร ค วามจริ ง ที่ ค น คว า ตี ค วามได การเรียบเรียง ................................. ๖. ไปสู ที่ อื่ น ด ว ยวิ ธี ก ารต า งๆ เช น บรรยาย อภิปราย เขียนรายงาน เขียนบทความ เปนตน หรือการนำเสนอ .................................
  • 26.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 22 µÍ¹·Õè ó ลักษณะ ประเภท และแหลงที่มาของหลักฐาน ทางประวัติศาสตรไทย ๑. ลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร หลักฐานทางประวัติศาสตรไทยเปนลายลักษณอักษรโดยทั่วไปกลาวไดวาไมคอย สมบูรณเพราะคนไทยไมคอยชอบจดบันทึก จึงทำใหมีหลักฐานทางประวัติศาสตรนอย นอกจากนี้ หลักฐานบางอยางยังถูกทำลายไปจากศึกสงคราม รวมทั้งการที่อากาศรอนชื้นทำใหหลักฐานเสียหาย เร็ว การที่ในสมัยกอน (จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว พ.ศ.๒๓๖๗ -๒๓๗๔) คนไทยยังจดคัดลอกขอมูลทางประวัติศาสตรทั้งหลายดวยลายมือ เพราะยังไมมีระบบการพิมพหรือ การที่ถือวาวิชาประวัติศาสตรเรียนรูกันเฉพาะเจานายหรือคนระดับสูงเทานั้น ดวยสาเหตุทั้งหลาย ประกอบกัน จึงทำใหการศึกษาประวัติศาสตรโดยเฉพาะในสมัยโบราณตองมีการสันนิษฐานกันมาก ๒. ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตรไทย หลักฐานทางประวัติศาสตรไทย สามารถแบงเปนประเภทใหญๆ ได ๒ ประเภท คือ หลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร กับหลักฐานที่ไมเปนลายลักษณอักษร ในที่นี้จะยกตัวอยางหลักฐาน แตละประเภทใหเขาใจพอสังเขป ดังนี้ ๑) หลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร ประกอบดวย (๑) ตำนาน เป น เรื่ อ งที่ เ ล า ต อ ๆ กั น มาด ว ย วาจา ตอมาภายหลังจึงมีการจดบันทึกและพิมพเผยแพร ดังนั้น เรื่ อ งที่ อ ยู ใ นตำนานอาจถู ก เปลี่ ย นแปลงจากเรื่ อ งเดิ ม ได เพราะ การลืมความไมแมนยำในการจดจำ การแตงเติมเรื่อง การไมใช ความสำคัญในเรื่องกาลเวลา จึงมีการกลาวถึงกาลเวลาอยางกวางๆ เรื่องที่ปรากฏในตำนานมักกลาวถึงเรื่องในพระพุทธศาสนา เรื่องราว ของบุคคล เรื่องราวของปูชนียสถาน เชน ตำนาน มูลศาสนา ตำนาน จามเทวี ว งศ ตำนานพระแก ว มรกต ตำนานชิ น กาลมาลี ป กรณ เปนตน ตำนานจึงสะทอนใหเห็นความเชื่อ ความศรัทธา คติชาวบาน ฯลฯ ดังนั้น ตำนานจึงมีประโยชนในการศึกษาประวัติศาสตรไทย อยูมาก แตก็ตองใชความระมัดระวังและตรวจสอบ ตำนานพญาคันคาก เปนตำนานแสดงความเชื่อของ กับหลักฐานอื่นๆ ดวย เชน หลักฐานทางโบราณคดี ชาวอีีกรรมสำคัญชนสองฝกาลมาลีปกรณ ตเปนกตำนาน์ ในพิธ สานและชุม และชิน งโขงเกี่ยวกับสั วศั ดิ์สิทธิ เปนตน เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตรลานนา
  • 27.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 23 (๒) จารึ ก ทำขึ้ น เพื่ อ ใช อ ธิ บ ายเรื่ อ งราว เหตุ ก ารณ ที่ เ กิ ด ในสั ง คม โดยมี จุ ด มุ ง หมายอย า งใดอย า งหนึ่ ง จารึกของไทยปรากฏในหลายลักษณะ เชน จารึกบนแทนศิลา หรือแผนศิลา เรียกวา ศิลาจารึกจารึกลงบนแผนทอง เรียกวา จารึกลานทอง จารึกลงบนแผนเงิน เรียกวา จารึกลานเงิน จารึก หรือจารบนใบลาน เรียกวา หนังสือใบลาน จารึกเปนหลักฐานทางประวัติศาสตรไทยที่มีความ จารึกลานทอง พบที่วัดสองคบ สำคัญมาก โดยเฉพาะในสมัยสุโขทัย จารึกที่คนพบในประเทศไทย อ.เมือง จ.ชัยนาท มีประมาณ ๕๐๐ ชิ้น เปนเอกสารชั้นตนที่นาเชื่อถือเพราะเขียน อักษรขอม-อักษรไทย สมัยอยุธยา พ.ศ.๑๙๕๑ ขึ้ น เพี ย งครั้ ง เดี ย ว ไม มี ก ารคั ด ลอก แก ไข ซึ่ ง มี ป ระโยชน ใ น การสรางกรอบกำหนดเหตุการณตามวันเวลาสามารถใหขอมูลทาง ดานสังคมและเศรษฐกิจไดเปนอยางดี และชวยใหศึกษาวัฒนธรรม ทองถิ่นไดอยางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ศิลาจารึกที่สำคัญ เชน ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช จารึกวัดศรีชุม หรือศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๒ ซึ่งถือเปนหลักฐานที่สำคัญที่ นักประวัติศาสตรใชเปนขอมูลในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย อย า งไรก็ ต ามจารึ ก มี ข อ จำกั ด ทางด า นภาษาและการตี ค วาม เพราะสำนวนภาษาในจารึ ก มี อ ายุ ห ลายร อ ยป ข อ ความใน จารึก จึงอาจจะมีความแตกตางไปจากภาษาในปจจุบัน ทำให นั ก ประวั ติ ศ าสตร อ าจตี ค วามผิ ด ได นอกจากนี้ ตั ว อั ก ษรของ จารึกก็อาจไมชัดเจนทำใหอานยาก จารึกวัดศรีชุม หรือศิลาจารึกสุโขทัย หลั ก ที่ ๒ เป น หลั ก ฐานที่ ส ำคั ญ อี ก ชิ้ น หนึ่ ง พบที่ วั ด ศรี ชุ ม อ.เมื อ ง จ.สุโขทัย หนังสือใบลาน เปนเอกสารโบราณที่ใชบันทึกพระธรรม คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา และบันทึกเรื่องราวตางๆ ในอดีต คนไทยโบราณนิยมเรียกวา “คัมภีรใบลาน” เพราะสวนใหญ จะจดจารพระธรรมและบทสวดมนตตางๆ รวมทั้งเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธประวัติ หนังสือใบลาน ทำจากใบของตนลาน ซึ่งมีลักษณะคลายตนตาล กอนจะนำมาจาร เปนเอกสารนั้น ตองผานกรรมวิธีหลายขั้นตอน เชน ทำใบลานใหเรียบไมโคงงอหรือบิดไป บิดมา เปนตน เสนอักษรในหนังสือใบลานสวนมากเปนเสนจาร เสนชุบหมึก และเสนทอง ก็มีบางแตเปนสวนนอย อุปกรณที่มักใชคูกับคัมภีรใบลาน คือ กากะเยีย มีไวสำหรับใชเปน ที่วางคัมภีรใบลาน เพื่อใชอานและแปลหนังสือใบลานโดยเฉพาะ
  • 28.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 24 (๓) พงศาวดาร เปนการบันทึกเรื่องราวใน อดีตภายใตการอุปถัมภของราชสำนัก เนื้อหาในพงศาวดารจะเนน เหตุ ก ารณ เ กี่ ย วกั บ อาณาจั ก รและกษั ต ริ ย ที่ ป กครองอาณา จั ก รนั้ น ๆ พงศาวดารที่ มี อ ยู ใ นป จ จุ บั น มี เ นื้ อ หา ๓ ประเภท ใหญๆ คือ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร จนถึงตนรัชกาลที่ ๕ พงศาวดารทองถิ่นและประเทศเพื่อนบาน อย า งไรก็ ต าม แม ว า พงศาวดารจะไม ใ ห ค วามสำคั ญ เกี่ ย วกั บ สามัญชนทั่วไปและบางเรื่องยังเกี่ยวกับเรื่องไมปกติ แตก็เปน หลักฐานที่มีประโยชนและทรงคุณคามากในการศึกษาประวัติศาสตร โดยเฉพาะสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทรจนถึง ตนรัชกาลที่ ๕ พระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ เปนพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (๔) บันทึกของชาวตางชาติ ชาวตางชาติที่เดินทางเขามาในดินแดนประเทศไทย สมัยตางๆ มีทั้งเปนนักการทูต พอคา นักเผชิญโชค ไดบันทึกเรื่องราวตางๆ ทั้งที่เกี่ยวกับประวัติ- ศาสตร ภูมิศาสตร วัฒนธรรม การดำรงชีวิต เปนตน ทำใหเราไดทราบเหตุการณทางประวัติศาสตรไทย มากขึ้นกวาเดิม บันทึกที่สำคัญของชาวตางชาติในสมัยอยุธยา เชน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ ฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต พอคาชาวฮอลันดาที่มาประจำที่กรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระเจาปราสาททอง จดหมายเหตุลาลูแบร โดย ซิมองค เดอ ลา ลูแบร ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เขามาเจริญสัมพันธไมตรีกับ ไทยในสมั ย สมเด็ จ พระนารายณ ม หาราช ในสมั ย รั ต นโกสิ น ทร มี บั น ทึ ก ของชาวต า งชาติ ม ากขึ้ น เชน เลาเรื่องกรุงสยาม ของสังฆราชปาลเลอกัวซ ผูเผยแพรศาสนาคริสตในเมืองไทยเปนเวลานาน อยางไรก็ตาม เนื่องจากชาวตางชาติมีพื้นฐานทางความคิด วัฒนธรรมที่แตกตางจากคนไทย จึงอาจ ทำใหการเขาใจผิดในวัฒนธรรมของไทยในบางเรื่อง เพราะฉะนั้นในการศึกษาจึงตองระมัดระวังใน ประเด็นเหลานี้ ภาพวาดลาลูแบร หัวหนาคณะทูตฝรั่งเศส แผนที่กรุงศรีอยุธยาในจดหมายเหตุลาลูแบร ฉบับภาษาอังกฤษ พิมพที่ประเทศ ที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรี- อังกฤษ เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๖ ซึ่งตรงกับตนสมัยสมเด็จพระเพทราชา อยุธยา เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๐
  • 29.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 25 (๕) จดหมายเหตุ เป น หลั ก ฐานทาง ประวั ติ ศ าสตร ป ระเภทพงศาวดาร แต แ ตกต า งกั น ตรงที่ จดหมายเหตุเปนการบันทึกรวมสมัย บอกเกี่ยวกับวัน เวลา ที่มีเหตุการณเกิดขึ้นมีลักษณะเดนเรื่องการใหรายละเอียด และความถูกตองในเรื่องเวลา พรอมทั้งแทรกความคิดเห็น ของผูบันทึกลงไปดวย จดหมายเหตุแบงออกเปนหลายประการ ไดแก จดหมายเหตุของหลวง จดหมายเหตุโหร จดหมายเหตุ ของบุคคล และเอกสารคำใหการของรัฐหรือฝายปกครอง (๖) เ อ ก ส า ร ท า ง ร า ช ก า ร เ ป น เอกสารที่ เ กี่ ย วกั บ การบริ ห ารราชการและการปกครอง หนังสือจดหมายเหตุบางกอกกรีคอรเดอร ที่ รั ฐ บาลมี ต อ ข า ราชการทั้ ง ส ว นกลางและส ว นภู มิ ภ าค เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรที่ใชศึกษา เช น รายงานการตรวจสอบราชการรายงานความคิ ด เห็ น สภาพสังคมและความเปนอยูของคนไดเปน อยางดี เพื่อกราบบังคมทูล รายงานการประชุม เปนตน กอนสมัย รัตนโกสินทรเอกสารทางราชการสวนใหญไดเสียหายชำรุดไปมาก ประกอบกับในสมัยโบราณยังไมมี ระบบจัดการเอกสารราชการจนกระทั่งไดมีการตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงไดเริ่มจัดเก็บเอกสารอยางเปนระบบ โดยเก็บไวที่หอจดหมายเหตุแหงชาติ เปนแหลงสำคัญ ๒) หลั ก ฐานที่ ไ ม เ ป น ลายลั ก ษณ อั ก ษร หลั ก ฐานที่ ไ ม เ ป น ลายลั ก ษณ อั ก ษรมี ห ลายประเภท ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ เชน แนวพระราชวังเกา แนวเมืองเกา แหลงโบราณคดีตางๆ เจดีย ปรางค โบสถ วิหาร ผลงานศิลปะ เครื่องแตงกาย เครื่องมือ เครื่องใช เป น ต น สามารถนำมาใช ป ระกอบการศึ ก ษาประวั ติ ศาสตรในสมัยตางๆ ไดเปนอยางดี เพื่อจะไดเขาใจวิถี ชีวิตของคนไทยได ดีขึ้น หอจดหมายเหตุแหงชาติ ตั้งอยูในบริเวณหอสมุดแหงชาติ เปนสถานที่เก็บรักษาเอกสารทางราชการ ประวัติศาสตร และศิลปวัฒนธรรมของชาติ อาจกลาวไดวา หลักฐานทั้งสองประเภทสามารถใชเปนขอมูลไดทั้งหลักฐานชั้นตน และหลักฐานชั้นรอง ซึ่งในการศึกษาคนควาหลักฐานจะตองมีการตรวจสอบและประเมินความนา เชื่อถือของหลักฐานนั้นๆ เสียกอน เพื่อไมใหขอมูลคลาดเคลื่อนและบิดเบือนไปจากความเปนจริงได
  • 30.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 26 แหลงรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร หลักฐานทางประวัติศาสตรแตละประเภท ที่นักเรียนกำลังศึกษาอยููนี้ หากมีความประสงค จะไปสื บ ค น สามารถค น คว า จากแหล ง ที่ ม าได หลายแหล ง ด ว ยกั น เช น จากหนั ง สืื อ และสื่ อ สิ่งพิมพตางๆ หรือเอกสารแนะนำโบราณสถาน สมุดไทย คัมภีรใบลาน สำเนาจารึก ซึ่งถาเปน ของทางราชการจะเก็บรักษาไวที่หอสมุดแหงชาติ ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาค สวนศิลาจารึ ก เก็บรักษาไวที่หอสมุดวชิรญาณ ทั้ ง นี้ ห ลั ก ฐานทางประวั ติ ศ าสตร ที่ เ ป น ศาลาสำราญมุขมาตย พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร หลั ก ฐานชั้ น ต น ถ า เป น โบราณสถานสามารถ ไปสำรวจได จ ากที่ ตั้ ง ของโบราณสถานนั้ น ๆ ถ า เป น โบราณวั ต ถุ ส ว นใหญ จ ะเก็ บ รั ก ษาไว ที่ พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ ที่ ตั้ ง อยู ใ นจั ง หวั ด ต า งๆ เช น พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ พ ระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ เจาสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ อูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถาน แห ง ชาติ รามคำแหง จั ง หวั ด สุ โ ขทั ย พิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ เชียงใหม จังหวัดเชียงใหม พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ นครศรี- ธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เปนตน ซึ่งหลักฐาน ทางประวัติศาสตรสวนใหญที่เก็บไวจะเปนหลักฐานทีี่ พบอยูในพื้นที่ที่อยูใกลเคียงกับที่ตั้งพิพิธภัณฑนั้นๆ ซึ่งจะชวยทำใหทราบขอมูลที่จัดเปนหลักฐานทาง ประวั ติ ศ าสตร เ ผยแพร ผ า นทางเว็ บ ไซต ช ว ย ทำให เ กิ ด ความสะดวกแก ก ารศึ ก ษาค น คว า มากขึ้น ตัวอยางเชน http://www.4sac.or.th/jaruk2008/ เผยแพรขอมูลจารึกหลักสำคัญๆ ของไทย มี คำอาน คำแปล และขอมูลที่มีการแกไขลาสุด จัดทำโดยศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร ลวดลายศิลปกรรมไทยบนหนาบันพระที่นั่งพุทไธสวรรย http://www.finearts.go.th เว็บไซตข อง กรมศิ ล ปากร มีี ข อ มู ล เกี่ ย วกั บ หลั ก ฐานทาง ประวัติศาสตรหลายดาน เชน เอกสาร จดหมายเหตุ แหล ง โบราณคดี มี link ไปยั ง เว็ บ ไซต อื่ น ๆ ที่ ใหขอมูลเกี่ยวของ เชน พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ ตางๆ เปนตน http://www.sukhothai.go.th ให ข อ มู ล สังเขปพรอมภาพประกอบเกี่ยวกับโบราณสถาน ตางๆ ในอุทยานประวัติศาสตรสุโขทัย พระที่นั่งพุทไธสวรรย พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร
  • 31.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 27 กิจกรรมที่ ๔ คำสั่ง ใหนักเรียนอานขอความเกี่ยวกับลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร ตอไปนี้ แลวทำเครื่องหมาย  ลงในชองนั้น บันทึกของชาวตางชาติ เอกสารทางราชการ จดหมายเหตุ ลักษณะของหลักฐาน พงศาวดาร ตำนาน จารึก ๑. ผูบันทึกมีทั้งนักการทูต พอคา นักเผชิญโชคที่เดิน ทางเขามาในดินแดนประเทศไทยสมัยตางๆ ๒. บันทึกรวมสมัยที่บอกเกี่ยวกับวันเวลาที่มีเหตุการณ เกิดขึ้น ๓. หลักฐานชั้นตนที่นาเชื่อถือ แตมีขอจำกัดทางดาน ภาษาและการตีความ ๔. ราชสำนักใหการอุปถัมภ เนื้อหาจะเกี่ยวกับอาณาจักร และกษัตริยที่ปกครอง ๕. เรื่องที่เลาตอกันมาดวยวาจา ภายหลังมีการจดบันทึก และพิมพเผยแพร ๖. การนำหลักฐานไปใชตองระมัดระวัง เพราะผูบันทึก มีวัฒนธรรม ความคิดที่แตกตางจากคนไทย ๗. จารลงบนวั ส ดุ ห ลายประเภท เช น แท น ศิ ล าหรื อ แผนศิลา แผนทอง แผนเงิน ใบลาน เปนตน ๘. หลักฐานที่ใหคุณคามากในการศึกษาประวัติศาสตร โดยเฉพาะสมั ย อยุ ธ ยาและรั ต นโกสิ น ทร จ นถึ ง ต น รัชกาลที่ ๕ ๙. หลักฐานที่มีลักษณะเดนในเรื่องการใหรายละเอียด และความถูกตองในเรื่องเวลา มีการแทรกความคิด เห็นของผูบันทึกลงไปดวย ๑๐. หลั ก ฐานที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การบริ ห ารราชการและ การปกครองที่รัฐมีตอขาราชการทั้งสวนกลางและ สวนภูมิภาค
  • 32.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 28 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ô บันทึกของชาวตางชาติ เอกสารทางราชการ จดหมายเหตุ ลักษณะของหลักฐาน พงศาวดาร ตำนาน จารึก ๑. ผูบันทึกมีทั้งนักการทูต พอคา นักเผชิญโชคที่เดิน ทางเขามาในดินแดนประเทศไทยสมัยตางๆ ๒. บันทึกรวมสมัยที่บอกเกี่ยวกับวันเวลาที่มีเหตุการณ เกิดขึ้น ๓. หลักฐานชั้นตนที่นาเชื่อถือ แตมีขอจำกัดทางดาน ภาษาและการตีความ ๔. ราชสำนักใหการอุปถัมภ เนื้อหาจะเกี่ยวกับอาณาจักร และกษัตริยที่ปกครอง ๕. เรื่องที่เลาตอกันมาดวยวาจา ภายหลังตอมามีการ จดบันทึกและพิมพเผยแพร ๖. การนำหลักฐานไปใชตองระมัดระวัง เพราะผูบันทึก มีวัฒนธรรม ความคิดที่แตกตางจากคนไทย ๗. จารลงบนวั ส ดุ ห ลายประเภท เช น แท น ศิ ล าหรื อ แผนศิลา แผนทอง แผนเงิน ใบลาน เปนตน ๘. หลักฐานที่ใหคุณคามากในการศึกษาประวัติศาสตร โดยเฉพาะสมั ย อยุ ธ ยาและรั ต นโกสิ น ทร จ นถึ ง ต น รัชกาลที่ ๕ ๙. หลักฐานที่มีลักษณะเดนในเรื่องการใหรายละเอียด และความถู ก ต อ งในเรื่ อ งเวลา มี ก ารแทรกความคิ ด เห็นของผูบันทึกลงไปดวย ๑๐. หลั ก ฐานที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การบริ ห ารราชการและ การปกครองที่รัฐมีตอขาราชการทั้งสวนกลางและ สวนภูมิภาค
  • 33.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 29 µÍ¹·Õè ô ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตร ไปใชในการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่น และประวัติศาสตรสุโขทัย ผืนแผนดินไทยมีประวัติศาสตรมายาวนานนับพันป มีหลายพื้นที่ หรือหลายบริเวณเกี่ยวของ กับประวัติศาสตรชาติในสมัยตางๆ แตไมวาจะเกี่ยวของกับสมัยใด ทุกทองถิ่นก็มีประวัติศาสตร ของตน เชน ทองถิ่นของตนตั้งขึ้นเมื่อใด ใครมีความสำคัญในการกอตั้ง บุคคลสำคัญในทองถิ่นมี ใครบาง ลักษณะสำคัญของทองถิ่นในดานตางๆ ซึ่งประเด็นตางๆ ดังที่กลาวมา นักเรียนสามารถนำ วิ ธี ก ารทางประวั ติ ศ าสตร ไ ปใช ใ นการศึ ก ษาได ตั ว อย า งที่ ก ล า วต อ ไปนี้ จ ะใช ข อ มู ล จากหลั ก ฐาน สมั ย สุ โขทั ย ดั ง นั้ น ข อ มู ล อาจใช ไ ด ทั้ ง ในประวั ติ ศ าสตร ท อ งถิ่ น และประวั ติ ศ าสตร แ ห ง ชาติ คื อ ประวัติศาสตรสุโขทัย ๑. ประวัติศาสตรทองถิ่น ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยมีการกลาวถึงเรื่องราวของทองถิ่นหลายเรื่อง โดยเฉพาะศิลาจารึก สมัยสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกสมัยพอขุนรามคำแหง นักเรียนสามารถเริ่มตนหาความรูเกี่ยวกับ ประวัติศาสตรในทองถิ่นของตน หรือที่สนใจจากศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๑ มีความสำคัญมาก เพราะสรางมากกวา ๗๐๐ ปแลว ข อ ความที่ ป รากฏในศิ ล าจารึ ก ให ค วามรู ใ นหลายด า น ทั้ ง ที่ เ กี่ ย วกั บ ประวั ติ ศ าสตร ท อ งถิ่ น และ ประวัติศาสตรสุโขทัยศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักนี้ องคกร การศึกษา วิทยาสาสตร และวัฒนธรรม แหงสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ยกยองใหเปน “เอกสารความทรงจำแหงโลก” (Memory of the world) เมื่อ พ.ศ ๒๕๔๖ ในศิลาจารึกสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช มีชื่อเมืองตางๆ หลายเมืองเชน เมืองศรีสัชนาลัย เมืองตาก เมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองนครศรีธรรมราช เมืองคณฑี เปนตน หลายเมืองมีชื่อ เหมือนเดิมในปจจุบัน และยังมีความสำคัญอยู แตบางเมืองลดความสำคัญและเปนเมืองรางหาไมพบ เชน เมืองสระหลวง นักประวัติศาสตรลงความคิดเห็นวาเปนเมืองแฝดกับเมืองสองแคว สระหลวง สองแคว คือ เมืองพิษณุโลก เมืองคณฑี คือ บานโคน ใน อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อนักเรียนเลือกและตั้งประเด็นศึกษาประวัติศาสตร ทองถิ่นของตนที่สนใจ ก็ทำการรวบรวมหลักฐานขอมูลจาก แหล ง ต า งๆ เช น ประชุ มจารึ กภาคที่ ๑ จารึ ก กรุง สุ โขทั ย หนังสือประวัติศาสตรจังหวัด เว็บไซตตางๆ แลวนำมาวิเคราะห หนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑ จารึกกรุงสุโขทัย เรียบเรียงเปนประวัติทองถิ่นที่ตอเนื่องมาถึงปจจุบันได และหนังสือประวัติศาสตรปตตานี หลักฐานที่สามารถ ใชในการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่นได
  • 34.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 30 ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตรไทย ที่มีอยูในทองถิ่นในสมัยกอนประวัติศาสตร : ประวัติศาสตรวัฒนธรรมบานเชียง การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา อาจตั้งประเด็นศึกษาวา “ชุมชนโบราณบานเชียงสมัยกอน ประวัติศาสตรผูคนมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยางไร” ซึ่งบานเชียงเปนชื่อของหมูบาน อยูที่อำเภอ หนองหาน จังหวัดอุดรธานี เปนชุมชนโบราณสมัยกอนประวัติศาสตรที่สำคัญของประเทศไทยชุมชนหนึ่ง การรวบรวมหลักฐาน โดยพิจารณาขอมูลจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบที่บานเชียง เชน โครงกระดูกมนุษย เครื่องมือหิน เครื่องมือโลหะ ภาชนะดินเผา เครื่องประดับตางๆ ซึ่งปจจุบันมีการ จัดแสดงหลักฐานเหลานี้ตามพิพิธภัณฑตางๆ นอกจากนั้น ยังรวบรวมจากเอกสารรายงานการขุดคน ทางโบราณคดีที่เผยแพรตอสาธารณชน ผลงานการวิจัยบานเชียงของนักประวัติศาสตร หนังสือตางๆ ที่ใหขอมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตรบานเชียง เปนตน การประเมินคุณคาหลักฐาน จากหลักฐานที่รวบรวมมา ใหคัดกรองเลือกหลักฐานที่เกี่ยวของ กับบานเชียงโดยตรง หลักฐานบางชิ้นไมมีแหลงที่มา ไมมีการอางอิง ผูเรียบเรียงไมมีประสบการณตรง ในการศึกษาประวัติศาสตรตองกรองเอาออก ถาขอมูลเปนเรื่องผานมาแลวหลายป หรือขัดแยงกันก็ ตองตรวจสอบทานจนกวาจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือ และดวยเหตุที่ชุมชนโบราณบานเชียงเปนชุมชนสมัย กอนประวัติศาสตร ดังนั้นหลักฐานทางโบราณคดีที่พบอยูในหลุมขุดคนที่บานเชียง จึงเปนหลักฐาน ชั้นตนที่เราควรใหความเชื่อถือที่สุด การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมูขอมูล โดยนำ หลักฐานทั้งหมดมา ตีความ เชน ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช เศษเมล็ดขาวที่พบในชั้นดินแตละชั้นที่มีวิวัฒนาการตางกัน ใหขอมูล อะไรแก เ ราบ า ง ทั้ ง นี้ ค วรตรวจสอบทานกั บ หลั ก ฐานชั้ น รองที่ นั ก ประวัติศาสตรไดทำการวิเคราะหมาแลวดวยวา มีความเหมือนหรือ แตกตางจากที่เราวิเคราะหอยางไร หรือที่เราตีความไปอยางนั้นมี หลักฐานชั้นรองอะไรบางที่สนับสนุน การเรียบเรียง หรือการนำเสนอ ขอมูลที่เราตีความใหนำมา เรียบเรียงตอกันเขาอยางเปนเหตุเปนผล รวมทั้งมีการอางอิงแหลง ที่ ม าของข อ มู ล ด ว ย ตั ว อย า งเช น สรุ ป อย า งสั ง เขปได ว า ชุ ม ชนที่ บ า นเชี ย งผู ค นมี วิ ถี ชี วิ ต แบบวั ฒ นธรรมเกษตรกรรมที่ อ าศั ย อยู กั น อยางตอเนื่อง เนื่องจากมีรองรอยของวิวัฒนา การของเครื่องมือเครื่องใชในชั้นดินแตละระดับ จากระดับพื้นฐานที่เปนเครื่องมือเครื่องใชงายๆ จนสามารถพั ฒ นานำสำริ ด และเหล็ ก มาใช ไ ด ถือวาเปนชุมชนที่มีความเจริญกาวหนากวาชุมชน อื่นในยุคเดียวกัน และจากรองรอยของชุมชนพอ จะบอกไดวา ชาวบานเชียงรูจักทำการเพาะปลูก ขาวและเลี้ยงสัตวดวย ที่มา : http://thailandexhibition.com/Event-76/ Event-76-Detail.php?id=293
  • 35.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 31 ๒. ประวัติศาสตรสุโขทัย ประวัติศาสตรสุโขทัยมีเรื่องราวที่สำคัญและนาสนใจหลายเรื่อง ที่นำมาเปนตัวอยาง คือ ใครเปนพันธมิตรของเจาผูครองอาณาจักรไทย ๓ อาณาจักร ซึ่งเปนที่มาของพระบรมราชานุสาวรีย สามกษัตริยที่จังหวัดเชียงใหม การรวบรวมหลักฐานขอมูลในเรื่องนี้ควรเริ่มตนที่หนังสือประวัติศาสตรสุโขทัย ความสัมพันธ ไทยกับจีนสมัยสุโขทัย ชินกาลมาลีปกรณ ประวัติศาสตรของจีนในราชวงศหยวน ชีวประวัติของ กุบไลขาน เมื่อรวบรวมขอมูลไดแลว นักเรียนก็นำขอมูลมาจัดเปนประเด็นตางๆ เชน ทำไมกษัตริย ทั้ง ๓ พระองค มาทำสัญญาเปนพันธมิตร เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๐ นโยบายของกุบไลขานเกี่ยวของกับเรื่อง นี้อยางไร ลักษณะความสัมพันธทางการทูตของจีนกับสุโขทัยเปนอยางไร สุดทายจึงวิเคราะหและ เรียบเรียง นักเรียนจะไดความรูวา สามกษัตริยคือ พอขุนรามคำแหงมหาราชแหงสุโขทัย พระยา มังรายแหงลานนา พระยางำเมืองแหงพะเยา เปนพระสหายกัน ในเวลานั้นกุบไลขานผูนำพวก มองโกลสามารถพิชิตและยึดครองจีนได จากนั้นจึงขยายอำนาจไปยังอาณาจักรตางๆ เชน ญี่ปุน ปยุ (ในพมา) มีการสงทูตไปยังอาณาจักรตางๆ เรียกรองใหยอมออนนอมโดยการถวายบรรณาการ (จิ้มกอง) ถาไมยอมก็จะถูกโจมตีดวยกำลังทหาร กษัตริยทั้ง ๓ พระองค จึงมาทำสัญญาเพื่อชวยเหลือ ซึ่งกันและกัน ถาถูกกองทัพมองโกลโจมตี เหตุการณดังกลาวขางตน แสดงใหเห็นถึงความสามัคคี ของคนไทยไดเปนอยางดี พระบรมราชานุสาวรียสามกษัตริย อันไดแก พระยางำเมือง (ซาย) พระยามังราย (กลาง) และพอขุนรามคำแหงมหาราช (ขวา) ประดิษฐาน ณ บริเวณหนาศาลากลาง จังหวัดเชียงใหม ที่มา : http://comingthailand.com/chiangmai/threeking-statue.html
  • 36.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 32 ตัวอยางการนำวิธีการทางประวัติศาสตรไปใชศึกษา เรื่องราวทางประวัติศาสตรไทย : เหตุการณสำคัญสมัยสุโขทัย การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา อาจตั้งประเด็นวา “พอขุนรามคำแหงมหาราชครองราชยชวงระยะ เวลาใด” เหตุผลที่ศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากตำราทางประวัติศาสตรระบุศักราชการครองราชยไวแตกตาง กัน กอใหเกิดความสับสน เชน พ.ศ. ๑๘๒๐ – ๑๘๖๐ บาง พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๑ หรือ พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๓ แลวเราควรยึดถือชวงปใดเปนหลัก การรวบรวมหลักฐาน หลักฐานที่นำมาใชในการศึกษาเรื่องนี้ เปนหลักฐานประเภทลายลักษณ อักษร ตัวอยาง เชน ขอมูลจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, ราชาธิราช, สารนิพนธ ประเสริฐ ณ นคร, หนังสือจดหมายเหตุจีน เปนตน การประเมินคุณคาหลักฐาน จากหลักฐานทั้งหมด ขอมูลจากศิลาจารึกนาเชื่อถือที่สุดเพราะ เปนหลักฐานชั้นตน สวนเลมอื่นๆ เปนหลักฐานชั้นรอง ทั้งนี้หลักฐานชั้นรองบางเลม เชน หนังสือราชา ธิราช ที่ทางไทยแปลและเรียบเรียงหนังสือเลมนี้มาจากพงศาวดารมอญอีกทีหนึ่งจำเปนตองตรวจสอบ หลักฐานอื่นๆ ประกอบ เพราะขอมูลบางสวนยังไมมีที่มาที่แนนอน การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมู ขอมูล นำหลักฐานที่รวบรวมมาไดนำมาตีความ เชน ที่แตละเลมอางอิง พ.ศ. แตกตางกัน เกิดจากอะไร แตละเลมใชขอมูลอะไรเปนแหลงอางอิง ขอความ ในศิลาจารึกตอนใดที่เปนประโยชนไดบาง และขอ ความตอนนั้นสามารถแปลความไดวาอยางไร การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ นำขอมูล ที่ตีความมาไดสังเคราะหหรือเรียบเรียงออกมาได ดังนี้ แตเดิมนั้นหนังสือจำนวนมากอางอิงวาชวง ป ที่ ค รองราชย ข องพ อ ขุ น รามคำแหงมหาราช อยู ใ นช ว ง พ.ศ. ๑๘๒๐–๑๘๖๐ โดยใช ข อ มู ล ที่ สมเด็ จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุ ภ าพทรง สันนิษฐานไวในหนังสือพระราชพงศาวดาร ฉบับ พระราชหั ต ถเลขา ซึ่ ง ระบุ ไ ว ดั ง นี้ ว า “...น า จะ ประมาณวาพระเจาขุนรามคำแหงเสวยราชสมบัติ เมื่อราวปฉลู จุลศักราช ๖๓๙ พ.ศ. ๑๘๒๐ คือ กอน มะกะโทได เ มื อ งเมาะตะมะ ๔ ป เ ป น อย า งต่ ำ ...” และ “...ถาเอาหลักนี้เปนขอยุติ ควรลงเนื้อเห็นวา พระเจ า ขุ น รามคำแหงสวรรคตเมื่ อ ราวป ม ะเส็ ง จุลศักราช พ.ศ. ๑๘๖๐ อยูในราชสมบัติประมาณ ๔๐ ป...” เนื่องจากมีขอจำกัดทางดานหลักฐานใน ขณะนั้น ตามหลักฐานนี้จึงนาจะยังไมควรถือเปน เมืองเกาสุโขทัย ขอยุติ ที่มา : http://www.thai2trip.com/trip/detail.php?id=2293
  • 37.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 33 เมื่อไปสืบคนจากศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ สวนที่พอขุนรามคำแหงทรงใหจารึกประวัติของ พระองคไว แตในศิลาจารึกระบุไวแตเพียงวา “...พี่กูตาย จึงไดเมืองแกกูทั้งกลม...” ซึ่งไมไดระบุศักราช ไว อยางไรก็ตาม ในศิลาจารึกมีขอความตอนหนึ่งวา “...๑๒๑๔ ศก ปมะโรง พอขุนรามคำแหง เจ า เมื อ งศรี สั ช นาลั ย สุ โ ขทั ย นี้ ปลู ก ไม ต าลนี้ ได สิ บ สี่ เ ข า ...” ซึ่ ง ธรรมเนี ย มการปลู ก ต น ตาลนี้ นักประวัติศาสตรบางทานลงความเห็นวานาจะเปนธรรมเนียมเดียวกับกษัตริยไทอาหม โดยกษัตริย ไทอาหมจะปลูกตนไทร เรียกวา ตนอายุพร เปนคติวา การครองราชยจะไดอยูยืนยงเหมือนตนไทร ที่มา : http://sukhothaisongs.blogspot.com/ ทางลังกาเองก็ถือวาตนไทรและตนตาลเปนไมศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นปครองราชยจึงนาจะใชปที่ทรง ปลูกตนตาล คือ พ.ศ. ๑๘๒๒ เปนหลัก ซึ่งวิเคราะหดูแลว พอยึดถือนำมาใชเปนหลักเกณฑได สวนปสุดทายของรัชกาล ในจดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศหยวน ไดบันทึกไววา “พ.ศ. ๑๘๔๒ พระเจากรุงจีนพระราชทานฮูเสือใหรัชทายาทของสยาม และรัชทายาทกราบทูลวา เมื่อพระราชบิดา ยังอยูในราชสมบัติราชสำนักเคยให...” ขอความนี้บงบอกถึงวา ในปนั้นสุโขทัยไดเปลี่ยนกษัตริยจาก พอขุนรามคำแหงมหาราชมาเปนพระยาเลอไท ผูเปนพระราชโอรสแลว ดังนั้นปสวรรคตของพอขุนราม คำแหงมหาราช จึงนาจะเปน พ.ศ. ๑๘๔๑ ดังนั้น ชวงปครองราชยของพอขุนรามคำแหงมหาราช จึงควรใชป พ.ศ. ๑๘๒๒–๑๘๔๑ เนื่องจาก มีขอมูลที่นำมาสนับสนุนขอสันนิษฐานสมเหตุสมผลมากกวา กล า วโดยสรุ ป หากผู ศึ ก ษาต อ งการศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร ไ ทยสมั ย ใดสมั ย หนึ่ ง ก็ ค วร เริ่ ม จากการกำหนดหั ว เรื่ อ ง จากนั้ น รวบรวมหลั ก ฐานต า งๆ ทั้ ง หลั ก ฐานชั้ น ต น และหลั ก ฐาน ชั้ น รองขั้นตอไป คือ การนำหลักฐานเหลานั้นมาประเมินความนาเชื่อถือแลวนำหลักฐานนั้นมา ตีความขอมูล ขั้นตอนสุดทาย คือ การสังเคราะหขอมูล เปนการนำขอมูลทั้งหมดมาเรียบเรียง เปนเรื่องและเมื่อผูศึกษาใชวิธีการทางประวัติศาสตรตามขั้นตอนตางๆ ไดอยางถูกตอง เปนระบบ ก็สามารถไดรับความรูที่ถูกตองและนำไปใชศึกษาคนควาวิชาอื่นๆ ได
  • 38.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 34 กิจกรรมที่ ๕ คำสั่ง ใหนักเรีทึกลงในกรอบที่กำหนดให าสตรสุโขทัการณสำคัญสมัยสุโขทัย” ารทางประวัติศาสตร แลวบัน ยนศึกษาเกี่ยวกับประวัติศ “หัวขอเหตุ ยที่กำหนดให โดยใชวิธีก ............................................................. ขั้นที่ ๑ ............................................................. ๑. การกำหนดหัวเรื่อง ............................................................. ............................................................. ............................................................. ............................................................. ๒. ขั้นที่ ๒ การรวบรวมหลักฐาน ............................................................. ............................................................. ............................................................. ขั้นที่ ๓ ............................................................. ๓. การประเมินคุณคา ............................................................. ของหลักฐาน ............................................................. ............................................................. ขั้นที่ ๔ ............................................................. ๔. การตีความหลักฐาน ............................................................. ............................................................. ............................................................. ขั้นที่ ๕ ............................................................. ๕. การกำหนดหัวเรื่อง ............................................................. .............................................................
  • 39.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 35 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè õ พอขุนรามคำแหงมหาราช ............................................................. ครองราชยชวงระยะเวลาใด ............................................................. ๑. ขั้นที่ ๑ การกำหนดหัวเรื่อง ............................................................. ............................................................. ขอมูลจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ , ............................................................. หนังสือพระราชพงศาวดาร ............................................................. ๒. ขั้นที่ ๒ ฉบับพระราชหัตถเลขา, ราชาธิราช, ............................................................. การรวบรวมหลักฐาน หนังสือจดหมายจีน ............................................................. จากหลักฐานทั้งหมด ขอมูลจากศิลา ............................................................. ขั้นที่ ๓ จารึกนาเชื่อถือที่สุดเพราะเปนหลักฐาน ............................................................. ๓. การประเมินคุณคา ชั้นตน สวนเลมอื่นๆ เปนหลักฐาน ............................................................. ของหลักฐาน ชั้นรอง ............................................................. นำหลักฐานที่รวบรวมมาไดนำมาตีความ ............................................................. เชน ที่แตละเลมอางอิง พ.ศ. แตกตาง ............................................................. ๔. ขั้นที่ ๔ การตีความหลักฐาน กันนั้น เกิดจากอะไร ............................................................. ............................................................. ชวงปครองราชยของพอขุนรามคำแหง ............................................................. มหาราช จึงควรใชชวงป พ.ศ. ๑๘๒๒ ............................................................. ๕. ขั้นที่ ๕ การกำหนดหัวเรื่อง – ๑๘๔๑ เนื่องจากมีขอมูลที่นำมา ............................................................. สนับสนุนขอสันนิษฐานสมเหตุสมผล .............................................................
  • 40.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 36 µÍ¹·Õè õ ตัวอยางการนำหลักฐานไปใชในการศึกษา ประวัติศาสตรสุโขทัย หลักฐานทางประวัติศาสตรไทยที่ไดกลาวมาเปนภาพรวมในตอนตนนั้น เราสามารถเลือกนำ มาใชในการศึกษาประวัติศาสตรได ในที่นี้ขอยกตัวอยางหลักฐานที่นำมาใชในการศึกษาประวัติศาสตรไทย สมัยสุโขทัย พอเปนสังเขป ดังนี้ ๑. หลักฐานชั้นตน หลักฐานชั้นตนที่เราสามารถเลือกนำมาใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัยได เชน ๑) ศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช เริ่มแรกสรางขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ โดยพอขุนรามคำแหงมหาราชทรงใหชางแกะสลักและจารขอความลงไปในเนื้อหิน เพื่อบันทึกเรื่องราวในรัชสมัยของพระองคไว แตภายหลังเขาใจวานาจะเปนกษัตริยสุโขทัยองคตอๆ มา ไดจารึกเพิ่มขึ้นจนครบทั้ง ๕ ดาน ตัวอยางขอความที่ปรากฏอยูในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดาน ที่ ๑ คัดเอามาเฉพาะบางตอน “พ อ กู ชื่ อ ศรี อิ น ทราทิ ต ย แม กู ชื่ อ นางเสื อ ง พี่ กู ชื่ อ บานเมือง ตูพี่นองทองเดียวกัน หาคน ผูชายสาม ผูญีงโสง พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญไดสิบเกาเขา ขุนสามชนเจาเมืองฉอด มาทเมืองตาก พอกูไปรบ ขุนสามชนหัวซาย ขุนสามชนขับมา หัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเขา ไพรฟาหนาใสพอกู หนีญญาย พายจแจน กูบหนี กูขี่ชางเบกพล กูขับกอนพอกู กูตอชางดวย ขุนสามชน ตนกูพุงชางขุนสามชน ตัวชื่อมาสเมือง แพ ขุน สามชนพายหนี พอกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพุง ชางขุนสามชน... ...เมื่ อ ชั่ ว พ อ ขุ น รามคำแหง เมื อ งสุ โ ขทั ย นี้ ดี ในน้ ำ มี ป ลา ในนามี ข า ว เจ า เมื อ งบ เ อาจกอบในไพร ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึก ลูทางเพื่อนจูงวัวไปคาขี่มาไปขาย ใครจักใครคาชาง คา พอขุนรามคำแหงมหาราชเปนหลักฐานชั้นตน ใครจักใครคามา คา ใครจักใครคาเงือนคาทองคา...” สำคัญที่ใชในการศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัย
  • 41.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 37 ความสำคัญของศิลาจารึกหลักที่ ๑ เปนหลักฐานที่ใหขอมูลของอาณาจักรสุโขทัยหลายๆ ดาน ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตความเปนอยู ของผูคน และเนื่องจากเปนหลักฐานที่สรางขึ้นรวมกับสมัยสุโขทัย ดังนั้นจึงเปนหลักฐานชิ้นสำคัญที่ ผูศึกษาประวัติศาสตรจะตองใชในการศึกษาและอางอิง ๒) เจดียทรงดอกบัวตูม หรือเจดียทรงพุมขาวบิณฑ เปน โบราณสถานในวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ลักษณะเปนเจดียสี่เหลี่ยมทรง ซอนกันขึ้นไป ๓ ชั้น องคเจดียเปนรูปสี่เหลี่ยมยอมุม ปลายยอดทำเปน รูปทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุมขาวบิณฑ แกนทำดวยศิลาแลงแลวฉาบ ปูนทับ ประดิษฐานเปนเจดียองคประธาน รอบองคเจดียประธานมี เจดียทิศรวม ๘ องค นับเปนเจดียที่มีลักษณะเดนที่สุดในกลุมเจดีย ทรงดอกบัวตูมในสมัยสุโขทัยดวยกัน ผลจากการศึกษาหลักฐานทางดานโบราณสถานที่ เปนเจดียดังกลาว อาจวิเคราะหไดวานาจะสรางขึ้นในสมัยหลัง พอขุนรามคำแหงมหาราช เพราะมิไดมีการกลาวถึงวัดมหาธาตุ ซึ่งเปนวัดสำคัญในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดานที่ ๑ ดังนั้นจึงนา จะสรางในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) อันเปน ยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองที่สุดในสมัยสุโขทัย ลักษณะของทรงเจดียแสดงใหเห็นวา ไดรับ อิทธิพลมาจากเจดียทรงปรางคของขอมประยุกตเขากับเจดียทรงกลมแบบลังกา โดยชางสุโขทัยได นับมาปรับปรุงเสริมสรางแนวคิดของตนเขาไป จนมีความสวยงามจนเปนเอกลักษณเฉพาะของ เจดียแบบสุโขทัยแท ๒. หลักฐานชั้นรอง หลักฐานชั้นรองที่เกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัยก็มีอยูไมนอย ซึ่งสวนใหญจะเปนผลงาน การศึกษาของนักวิชาการที่มีการเขียนเรียบเรียงอยางเปนระบบ ซึ่งเราสามารถนำขอมูลมาใชใน การศึกษาประวัติศาสตรสุโขทัยได ตัวอยางเชน ๑) สารนิพนธ ประเสริฐ ณ นคร ศาสตราจารย ดร. ประเสริฐ ณ นคร เปนบุคคลอีกทานที่มีผลงานการศึกษาคนควา เกี่ยวกับประวัติศาสตรไทยอยูเปนจำนวนมาก ในหนังสือเลมนี้มีบทความ เกี่ยวกับการศึกษาคนควาประวัติศาสตรสุโขทัยของทานอยูหลายเรื่อง อาทิ ประวัติศาสตรสุโขทัยจากจารึก การชำระประวัติศาสตรสุโขทัย หลักการสอบคนเมืองสมัยสุโขทัย เปนตน หนังสือสารนิพนธ ประเสริฐ ณ นคร ในเลมจะมีขอมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร สุโขทัยหลายเรื่อง
  • 42.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 38 ตัวอยางขอมูลที่อยูในหนังสือเลมนี้ “...จารึกหลักที่ ๔๕ เปนเรื่องคำสัตยสาบานระหวางกษัตริยสุโขทัย และเจาเมืองนาน เมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๕ มีขอความกลาวลำดับบรรพบุรุษ ของราชวงศพระรวงไวดังตอไปนี้ “ปูขุนจิต ขุนจอด ปูพระยาศรีอินทราทิตย ปูพระยาบาน ปูพระยารามราช (ราคำแหง) ปูไสสงคราม ปูพระยาเลอไท ปูพระยา งั่วนำถม ปูพระยามหาธรรมราชา พองำเมือง พอเลอไท” ถานับวาปูพระยาเปนกษัตริยทุกพระองคแลว ราชวงศพระรวงจะประกอบดวย ๑. พอขุนศรีอินทราทิตย (เริ่มเสวยราชย พ.ศ.๑๗๙๒ สวรรคตปใดไมปรากฏ) ๒. พอขุนบานเมือง (พ.ศ.? - ๑๘๒๒) ๓. พอขุนรามราช (รามคำแหง) (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๑) ๔. พระยาเลอไทย (พ.ศ. ๑๘๔๑ – ประมาณ พ.ศ. ๑๘๖๖) ๕. พระยางั่วนำถม (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๖๖ – ๑๘๙๐) ๖. พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ลิไทย (พ.ศ. ๑๘๙๐ – ๑๙๑๑) ๗. พระมหาธรรมราชาที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๑๑ ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๙๔๒) ๘. พระมหาธรรมราชาที่ ๓ ไสลือไทย (พ.ศ. ๑๙๔๓ – ๑๙๖๒) ๙. พระมหาธรรมราชาที่ ๔ บรมปาล (พ.ศ. ๑๙๖๒ ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๙๘๑) จากการศึกษาของ ศ.ดร.ประเสริฐ สรุปวา สุโขทัยมีกษัตริยปกครองรวม ๙ พระองค และ ถาเราพิจารณาจากขอมูลจะเห็นวา การสืบทอดพระราชอำนาจจะเปนไปในหมูเชื้อพระองคเดียวกัน ซึ่งขอมูลนี้สามารถนำไปใชในการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะการเมืองการปกครองของสุโขทัยได ๒) สุโขทัยเมืองพระรวง เปนหนังสือที่จัดทำโดยกรมศิลปากร มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประวัติศาสตรสุโขทัยพรอมภาพประกอบ เนื้อหาไมลึกมากนัก สามารถอานทำความเขาใจไดงาย ตัวอยางขอมูลเชน “…สมัยนี้อาจนับเปนยุคทองของศิลปกรรมของสุโขทัย ซึ่งแสดงออกในรูปแบบของ ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุตางๆ พระศรี ศ ากยมุ นี เป น พระพุ ท ธรู ป หล อ สำริ ด ขนาดใหญ ได รั บ การสร า งขึ้ น เพื่ อ ประดิษฐานอยูในวิหารหลวงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย ซึ่งปจจุบันไดมีการยายมาเปน พระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวนาราม กรุงเทพมหานคร
  • 43.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 39 พระศรีศากยมุนี เปนตัวอยางแบบแผนทางศิลปกรรมสุโขทัย ที่มีความเปนตัวของ ตัวเองและมีชื่อเสียงเปนที่รูจักกันทั่วไป รวมทั้งเปนเครื่องแสดงเทคนิควิทยาขั้นสูงในการสรางซึ่งปรากฏ ใหเห็นเปนแบบฉบับในสมัยของพระธรรมราชาลิไทยนี้” ขอมูลจากหนังสือเลมนี้เราสามารถนำไปใชอางอิงได และเปนหลักฐานชั้นรองที่ชวยใหเรา เห็นภาพรวมของอาณาจักรสุโขทัยไดดีในระดับหนึ่ง จากที่กลาวมาแลวทั้งหมด เราจะเห็นไดวาในการศึกษาประวัติศาสตรเราจำเปนตองมีวิธี การที่เปนระบบเพื่อใชเปนแนวทางในการศึกษา ซึ่งเรียกวา “วิธีการทางประวัติศาสตร” และในการใช ขอมูลจำเปนตองใชขอมูลทั้งหลักฐานชั้นตนและหลักฐานชั้นรองที่ผานการตรวจสอบความนาเชื่อถือ มาประกอบกัน ก็จะทำใหเราสามารถทราบเรื่องราวทางประวัติศาสตรที่ตองการได และวิธีการทาง ประวัติศาสตรนี้เราก็สามารถนำไปประยุกตใชในการดำเนินชีวิตไดดวยเชนกัน กลาวโดยสรุป การศึกษาประวัติศาสตร นอกจากจะเกี่ยวของกับเรื่องราว เวลาและหลักฐาน แล ว เพื่ อ ให ไ ด ค วามรู ที่ ถู ก ต อ ง ตรงกั บ ความเป น จริ ง มากที่ สุ ด ต อ งมี วิ ธี ก ารศึ ก ษา ซึ่ ง เรี ย กว า “วิธีการทางประวัติศาสตร” ซึ่งมีอยู ๕ ขั้นตอนดวยกัน คือเริ่มจากการตั้งประเด็นศึกษาที่นาสนใจ การรวบรวมขอมูลตางๆ การวิเคราะห และการประเมินคุณคาของหลักฐาน การเลือกสรรและจัด ความสัมพันธของขอมูล และการวิเคราะหขอมูล การสังเคราะหขอมูล ซึ่งก็คือนำขอมูลมาเรียบเรียง เปน องคความรู ซึงเปนขันตอนสุดทายทีมความสำคัญมาก และเปนขั้นตอนทีมความละเอียดรอบคอบ ่ ้ ่ี ่ี ในการใชหลักฐานประกอบความคิดอยางมีเหตุผลและแสดงออกอยางชาญฉลาด สามารถนำไปใชใน การศึกษาคนควาวิชาอื่นๆ ได และถาใชเปนนิสัยจะทำใหเปนคนที่มีความคิด เหตุผลมีความนาเชื่อถือ ซึ่งจะเปนประโยชนในการดำรงชีวิตตอไป
  • 44.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 40 กิจกรรมที่ ๖ คำสั่ง ใหนักเรียนดูภาพหลักฐานทางประวัติศาสตร แลวตอบคำถามตามประเด็น ที่กำหนด ๑. ประเภทของหลักฐาน  หลักฐานชั้นตน  หลักฐานขั้นรอง ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน  นาเชื่อถือ  ไมนาเชื่อถือ ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร ........................................................................................... ........................................................................................... ........................................................................................... เจดียทรงดอกบัวตูม ........................................................................................... หรือเจดียทรงพุมขาวบิณฑ ........................................................................................... ๑. ประเภทของหลักฐาน  หลักฐานชั้นตน  หลักฐานขั้นรอง ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน  นาเชื่อถือ  ไมนาเชื่อถือ ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร ........................................................................................... ........................................................................................... ........................................................................................... ........................................................................................... ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ ...........................................................................................
  • 45.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 41 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ö ๑. ประเภทของหลักฐาน  หลักฐานชั้นตน  หลักฐานขั้นรอง ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน  นาเชื่อถือ  ไมนาเชื่อถือ ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร เปนโบราณสถานในวัดมหาธาตุ เปนเจดียที่มี ........................................................................................... ลักษณะเดนที่สุดในกลุมเจดียทรงดอกบัวตูมใน ........................................................................................... สมัยสุโขทัยดวยกัน ลักษณะของเจดียแสดงให ........................................................................................... เจดียทรงดอกบัวตูม เห็นวาไดรับอิทธิพลมาจากเจดียทรงปรางคของ ........................................................................................... หรือเจดียทรงพุมขาวบิณฑ ขอมประยุกตเขากับเจดียทรงกลมแบบลังกา ........................................................................................... ๑. ประเภทของหลักฐาน  หลักฐานชั้นตน  หลักฐานขั้นรอง ๒. ความนาเชื่อถือของหลักฐาน  นาเชื่อถือ  ไมนาเชื่อถือ ๓. ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร เปนหลักฐานที่ใหขอมูลของอาณาจักรสุโขทัย ........................................................................................... หลายๆ ดาน ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ........................................................................................... สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิต ........................................................................................... ความเปนอยูของผูคน ........................................................................................... ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ ...........................................................................................
  • 46.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 42 ประจำหนวยที่ ๒ คำชี้แจง ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน กระดาษคำตอบ ๑. การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร ๕. ขั้นตอนใดของวิธีการทางประวัติศาสตร จะมี ค วามถู ก ต อ งสมบู ร ณ ม ากเป น ที่ มี ค วามสำคั ญ ที่ สุ ด ต อ การเขี ย นผล เพราะเหตุใด งานทางประวัติศาสตรใหสมบูรณ ก. รัฐบาลใหการสนับสนุน ก. การรวบรวมหลักฐาน ข. ประชาชนใหความสนใจ ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ค. มีหลักฐานในการคนความาก ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน ง. นักประวัติศาสตรมีความสามารถ ๒. เราควรใชวิธีการทางประวัติศาสตรใน ง. ทุกขั้นตอนมีความสำคัญเทาเทียมกัน การศึกษาประวัติศาสตรตามขอใด ๖. การศึกษาเรื่องราวของมนุษยสมัยกอน ก. เรื่องที่เราใหความสนใจ ประวัติศาสตรควรศึกษาจากหลักฐาน ข. เรื่องที่ผูอื่นศึกษาไวแลว ใด ค. เรื่องที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ ก. ศิลาจารึก ง. เรื่ อ งที่ ท ำให เ กิ ด ความเสี ย หายแก ข. หลักฐานทางโบราณคดี บุคคลอื่น ค. พระราชพงศาวดาร ๓. การศึกษาประวัติศาสตรจากหลักฐาน ง. บันทึกของชาวตางชาติ ชั้นรองมีขอดีอยางไร ๗. เพราะเหตุใดจึงตองใชวิธีการทางประวัติ ก. ใหขอมูลที่เชื่อถือไดแนนอน ศาสตรในการศึกษาประวัติศาสตร ข. ไมตองนำมาวิเคราะหตีความ ค. เปนแนวทางในการศึกษาเบื้องตน ก. เพื่อจะไดเปนนักประวัติศาสตรที่มี ง. ไมตองเหนื่อยในการคนหาหลักฐาน ชื่อเสียง ๔. การพิจารณาความนาเชื่อถือของหลักฐาน ข. เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาใน ควรดูจากสิ่งใด สาขาวิชาตางๆ ก. ขอมูลจากหลักฐาน ค. เพื่อคนหาความจริงจากหลักฐาน ข. จำนวนหลักฐานที่พบ ทางประวัติศาสตร ค. ความสมบูรณของหลักฐาน ง. เพื่อหาจุดประสงคของผูสราง ง. ความนาเชื่อถือของผูสรางหลักฐาน หลักฐานทางประวัติศาสตร
  • 47.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 43 ๘. ขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร ๑๒. หากผลการศึกษาประวัติศาสตรของเรา คือขอใด มีความแตกตางกันจากขอมูลประวัติ- ก. การสันนิษฐาน ศาสตรที่มีอยูเดิมจะตองทำอยางไร ข. การลงประชามติ ก. แสดงขอมูลหลักฐานมาสนับสนุน ค. การรวบรวมขอมูล ข. กลับไปศึกษาใหมอีกครั้งเพื่อความ ง. การกำหนดหัวเรื่อง แนใจ ๙. บุคคลใดมีคุณลักษณะพื้นฐานของนัก ค. ปรับผลการศึกษาใหสอดคลองกับขอ ประวัติศาสตรที่ดี มูลที่มีอยูเดิม ก. กลามีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ง. นำเสนอผลการศึกษาโดยไมสนใจ ข. แกวมีนิสัยลำเอียง เขาขางแตคนที่ ขอมูลที่มีอยูเดิม ตนรัก ๑๓. หลักฐานทางประวัติศาสตรขอใดอยูตาง สมัยจากขออื่น ค. เกงเชื่อที่คนอื่นพูดโดยไมไตรตรอง ก. วัดพระศรีสรรเพชญ ใหดีกอน ข. จดหมายเหตุลาลูแบร ง. กองมีความละเอียดรอบคอบและ ค. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เปดใจกวางรับฟงความเห็นที่แตกตาง ง. พระราชพงศาวดารกรุ ง เก า ฉบั บ ๑๐. การตรวจสอบหลักฐานวาเปนของจริง หลวงประเสริฐฯ หรือไมเปนขั้นตอนใดของวิธีการทาง ๑๔. เพราะเหตุใดนักประวัติศาสตรจึงตีความ ประวัติศาสตร ขอมูลจากหลักฐานชิ้นเดียวกันแตกตาง ก. การรวบรวมหลักฐาน กัน ข. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา ก. มีความเชื่อตางกัน ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน ข. มีความสนใจตางกัน ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด ค. มีจุดประสงคที่ตางกัน หมวดหมูขอมูล ง. มีความรูความสามารถตางกัน ๑๑. ขอความในศิลาจารึกวา “...เจาเมืองบ ๑๕. ความรู ใ หม ท างประวั ติ ศ าสตร ที่ ผ า น เอาจกอบในไพรลูทาง...” หมายความวา การศึกษาคนควาตีความแลวเปลี่ยนแปลง เจาเมืองไมเก็บภาษีผานทาง ขอความนี้ ไดหรือไม จัดอยูในขั้นตอนใด ก. ได ขึ้นอยูกับนักประวัติศาสตร ก. การรวบรวมหลักฐาน ข. ไมได เพราะจะทำใหคนสับสน ข. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ ค. ไมได เพราะผานการวิเคราะหตีความ ค. การประเมินคุณคาของหลักฐาน มาแลวอยางดี ง. การวิเคราะห สังเคราะห และจัด ง. ได ขึ้นอยูกับขอมูลหลักฐานที่อาจมี หมวดหมูขอมูล การคนพบเพิ่มเติมในภายหลัง
  • 48.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 44 ๑๖. ขอใดคือปจจัยสำคัญที่ทำใหมีการบิด ๑๙. ในการนำตำนานมาใช เ ป น หลั ก ฐาน เบือนขอเท็จจริงทางประวัติศาสตร ทางประวัติศาสตร ผูศึกษาควรใชวิธีการ ก. ขอมูลขัดแยงกัน ใดจึงจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือมากที่สุด ข. อคติของผูศึกษา ก. นำมาใชกลาวอางไดเลย ค. ขอมูลไมสมบูรณ ข. ควรนำหลั ก ฐานอื่ น มาใช ศึ ก ษา ง. ความยาวนานของเวลา ประกอบ ๑๗. หากนักเรียนพบความขัดแยงของขอมูล ค. ตำนานเป น เรื่ อ งอิ ท ธิ ป าฏิ ห าริ ย จากหลั ก ฐานต า งประเภทกั น ควรทำ นำมาใชเปนหลักฐานไมได อยางไร ง. ควรนำตำนานมาประชาพิ จ ารณ ก. ถือวาเปนขอมูลที่ไมนาเชื่อถือทั้งคู เพื่อประเมินความนาเชื่อถือกอน ข. ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐาน ๒๐. หลักฐานประเภทใดที่บันทึกเรื่องราวใน อื่นตอไป อดีตภายใตการอุปถัมภของราชสำนัก ค. ถื อ ว า ข อ มู ล ถู ก ต อ ง แต ต า งกั น ที่ ก. พงศาวดาร ความเห็นของผูสราง ข. ตำนาน ง. ตรวจสอบดูวาหลักฐานใดสรางกอน ค. จดหมายเหตุ ยอมมีความนาเชื่อถือมากกวา ง. บันทึกของชาวตางชาติ ๑๘. ในการศึกษาประวัติศาสตรสมัยสุโขทัย ควรศึกษาจากแหลงขอมูลใด ก. ตำนานมูลศาสนา ข. จดหมายเหตุลาลูแบร ค. ศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราช ง. จดหมายเหตุฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต
  • 49.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 45 Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ ประจำหนวยที่ ๒ ¹ ขอ คำตอบ ขอ คำตอบ ๑ ค ๑๑ ก ๒ ก ๑๒ ก ๓ ข ๑๓ ค ๔ ค ๑๔ ก ๕ ง ๑๕ ง ๖ ข ๑๖ ข ๗ ค ๑๗ ข ๘ ง ๑๘ ค ๙ ง ๑๙ ข ๑๐ ค ๒๐ ก
  • 50.
    วิธีการทางประวัติศาสตร 46 บรรณานุกรม ณรงค พวงพิศ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน, ๒๕๕๒. ไพฑู ร ย มี กุ ศ ล และคณะ. หนั ง สื อ เรี ย นประวั ติ ศ าสตร ม.๑. กรุ ง เทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๕๒. .แบบฝกหัดพัฒนาการเรียนรูประวัติศาสตร ม.๑. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๔๙. วงเดือน นาราสัจจ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.), ๒๕๕๒. วรรัตน วรรณเลิศลักษณ และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๑. วีณา เอี่ยมประไพ และคณะ. สัมฤทธิ์มาตรฐานประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๐.