More Related Content
PPTX
PDF
PPTX
ปรัชญาทั่วไป ตอน ปรัชญาอินเดีย PPSX
PDF
เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนา PPTX
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ PPTX
PDF
วรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน พร้อมแบบฝึกหัด What's hot
PPTX
PPTX
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสนา PPTX
อภิปรัชญา ความจริงของโลก และ มนุษย์ PDF
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ(อินเดีย) DOC
แบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน PPTX
PDF
PPTX
ปรัชญาเบื้องต้น บทที่ ๕ คุณวิทยา PPTX
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาขงจื๊อ PPTX
PDF
การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ PDF
PDF
PPT
PPT
PPTX
PDF
ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล PDF
PDF
1.2 ประวัติศาสตร์ (รวม) new PDF
Similar to ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2
PDF
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน1 PDF
รับจัดฟอร์แมต ตัวอย่างงานจัดหน้าของม.ราชภัฎจัทรเกษม PPT
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
03การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย PDF
03การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย PDF
เอกสารประกอบการเรียนเล่ม3 PDF
PDF
แนะนำจังหวัดฉะเชิงเทรา ฉบับพนมสารคาม PDF
รัฐโบราณในดินแดนไทยหสดฟหดสหฟดฟหสวฟสหดสฟหดว PPTX
ม4 การตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทย PPTX
PDF
PPT
ประเพณีและวัฒนธรรม 5 ภาค สีขาว More from teacherhistory
PDF
คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์ PDF
การพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ โครงงาน PDF
กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร11 PDF
สอนโครงงาน1 [โหมดความเข้ากันได้] PDF
PDF
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2
- 1.
- 2.
- 3.
การใช้หลักฐานโบราณคดีในการศึกษา
ประวัติศาสตร์ทองถิ่น
้
โบราณวตถุ การขุดคน
โบราณวัตถ / การขดค้น
โบราณสถาน / การขดแต่ง
การขุดแตง
ศลาจารก
ศิลาจารึก
บันทึึกการเดิินทาง
ั
ลักษณะรูปแบบศิลปะโบราณวัตถุสถาน
โ
- 4.
- 5.
- 6.
อดีตอีสาน
จากหลักฐานโบราณคดีแบ่งได้เป็ น 4สมัยทางวัฒนธรรม
ฐานโบราณคดี
วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 1,000 – 14,,000 ปี ที่ผ่านมา
14
วัฒนธรรมสมัยทวารวดี
วฒนธรรมสมยทวารวด ประมาณพุทธศตวรรษท่ 12 - 16
ประมาณพทธศตวรรษที
วัฒนธรรมแบบเขมรในประเทศไทย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 - 18
ั ใ ป ไ
วัฒนธรรมสมัยล้านช้าง - อยุธยา ตัง้ แต่พุทธศตวรรษ 19 เป็ นต้นมา
- 7.
คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ในสังคมแบบนายพราน
นับตังแต่เมื่อประมาณ 15,000 ปี ที่ผ่านมา เป็ นช่วงเวลาที่ คนอีสาน
้ เมื 15,
ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีวิถีชีวิตแบบสังคมเร่ร่อน ยังชีพด้วยการ
แบบสั
หาอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
- 8.
คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ในสังคมแบบเกษตรกรรม
จนถึงช่วงประมาณ 5,600 ปี ที่ผ่านมา คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใน
นประวั
ภาคอีสานจึงเริ่มอย่ าศัยเป็ นหลักแหล่ง มวถชวตแบบสงคม
ภาคอสานจงเรมอยู
ภาคอสานจงเรมอยูอาศยเปนหลกแหลง มวถชวตแบบสังคม
อี มีวิถีชีวิตแบบสงคม
เกษตรกรรม รูจกทําการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หล่อโลหะ
้ ั
- 9.
คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการประกอบพิธีกรรม บวงสรวง
บูชาในอํานาจเหนื อธรรมชาติ มุ่งหวังในความอุดมสมบูรณ์ มีการ
กําหนดพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ เชอเรองจตวญญาณและโลกหลงความตาย
กาหนดพนทศกดสทธ เชื่อเรื่องจิตวิญญาณและโลกหลังความตาย
ั
มีการอุทิศสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่คนตายในหลุมฝังศพ
- 10.
- 11.
- 12.
โครงกระดู
โครงกระดูกคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ทีี่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีี คืือหลักฐานสํําคัญทีีนํามา
บจากการขุ ้ โ ั ฐานสํ ั
ใช้อธิบายเกี่ยวกับความเชื่ อ วถชวตของผูคนในอดต
ใชอธบายเกยวกบความเชอ วิถีชีวิตของผ้ นในอดีต
ใชอธิอธบายเกยวกบความเชอ
- 13.
- 14.
- 15.
- 16.
- 17.
การหล่อโลหะ สําริด
กําไลข้อมือ ข้อเท้า ที่หล่อจากสําริด
กําไลข้อมือหล่อจากสําริดใส่ซอน
้
หลายวงตลอดช่วงแขน
- 18.
- 19.
- 20.
ความสําคัญของแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
วัฒนธรรมบ้านเชีียง ทีี่พบในภาคอีีสาน
ั ้ ใ
เป็ นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เป็ นสังคม
เกษตรกรรม ที่มีอายเก่าที่สดแห่งหนึ่ งในภมิภาคเอเชย
ทมอายุเกาทสุดแหงหนงในภูมภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉี ยงใต้ ที่มีอายุุไม่นอยกว่า 5,600 ปี ที่ผ่านมา
้ ,
เป็ นชุมชนสมัยก่่อนประวัติศาสตร์ท่ีมีความก้าวหน้า
ป็ ั ป ั ์ ้ ้
ด้านโลหะกรรม และการปลกข้าวที่มีอายเก่าแก่ไม่นอยกว่า
ดานโลหะกรรม และการปลูกขาวทมอายุเกาแกไมนอยกวา ้
แหล่งอารยธรรมแห่งอื่นๆของโลก หรืออาจจะเก่ามากกว่า
- 21.
- 22.
- 23.
- 24.
- 25.
- 26.
- 27.
- 28.
- 29.
- 30.
- 31.
- 32.
คนอีสานสมัยทวารวดี
เมื่อถึงประมาณพทธศตวรรษที่ 12– 16 ผ้คนในภาคอสาน
เมอถงประมาณพุทธศตวรรษท ผู นในภาคอีสาน
ได้พฒนาวิถีชีวิตไปสู่การเป็ นสังคมเมือง ในวัฒนธรรมแบบ
ั
ทวารวดีี
เมืองโบราณสมัยทวารวดี มลกษณะผงเมองเปนคูน้าคนดน
เมองโบราณสมยทวารวด ั
เมองโบราณสมยทวารวด มีลกษณะผังเมืองเป็ นคนําคันดิน
งโบราณสมั
ล้อมรอบเนิ นดินที่อยู่อาศัย
มีีการรับวัฒนธรรมและคติิความเชื่ื อทีี่เนืื่ องในศาสนาทีี่มี
ั ั ใ
แบบแผน มาจากอินเดีย โดยเฉพาะมีการนับถือพุทธ ุ
ศาสนาเป็ นศาสนาหลักของชุมชน
- 33.
วัฒนธรรมแบบทวารวดี
ในบริเวณลุุ่มแม่มล-นํ้าชี
ู
การเริ่มต้นประดิษฐานพุทธศาสนาในภาคอีสาน
บ้านเมืองในสังคมสมัยทวารวดีในลุุ่มแม่มล-นํ้าชี
ู
เมืองฟาแดดสงยาง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ ์ เมืองเสมา
้
อ.สูงเนน จ.นครราชสมา บานชทวน อ เขื่องใน จ.อุบลราชธาน
อ สงเนิ น จ นครราชสีมา บ้านชีทวน อ.เของใน จ อบลราชธานี
บ้านตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร ฯลฯ
- 34.
- 35.
- 36.
- 37.
- 38.
- 39.
- 40.
- 41.
- 42.
- 43.
- 44.
- 45.
ร่องรอยสถูปเจดียท่ีพบบริเวณเมืองโบราณ
์
เมองฟาแดดสงยางมลกษณะของการเปนพระมหาธาตุเจดย
เมืองฟาแดดสงยางมีลกษณะของการเป็ นพระมหาธาตเจดีย ์ และ
้ ั
เป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนาแบบเถรวาท
ั
- 46.
- 47.
กุลาวกชาดก
เตมยชาดก
เตมียชาดก
์ ภริฑตชาดก
ภูรฑตชาดก
ั
ใบเสมาที่มีภาพสลักเล่าเรื่องในชาดก เพื่อสื่อความหมายถึงการสังสม
ใบเสมาทมภาพสลกเลาเรองในชาดก เพอสอความหมายถงการสงสม ่
และบําเพ็ญบุญบารมีที่นําไปสู่การเป็ นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
- 48.
วฒนธรรมเขมร
วฒนธรรม ขมร
วัฒนธรรมเขมร
แพร่่อิทธิิพลมาถึึงชุมชนโบราณในบริิเวณภาคอีีสาน
โ ใ
ตลอดทงลุมแมนาโขง แมนามูล และแมนาชีตงแต่
ตลอดทังล่ แม่นํ้าโขง แม่นํ้ามล และแมนาชตงแต
้ และแม่นํ้าชตงแต
ั้
ประมาณพทธศตวรรษที14 โดยเฉพาะวั
ประมาณพทธศตวรรษที่14 – 18 โดยเฉพาะวัฒนธรรม
ประมาณพุทธศตวรรษท
ธศตวรรษท โดยเฉพาะวฒนธรรม
วฒนธรรม
ที่เนื่ องในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนานิ กายมหายาน
งในศาสนาฮิ ู ละพุุ
- 49.
อีสานสมัยวัฒนรรมแบบเขมร
เมื่อถึงประมาณพุทธศตวรรษที่14 – 18 อิทธิพลวัฒนธรรม
ุ
เขมรจากเมืองพระนคร แพร่เข้ามาสู่บริเวณภาคอีสาน
ตลอดทังลุ่มแม่นํ้าโ แม่น้ํามูล และแม่น้ําชี
้ โขง
มีการสร้างเทวาลัยเพื่อการอทิศถวายเทพเจ้าตามคติใน
มการสรางเทวาลยเพอการอุทศถวายเทพเจาตามคตใน
ศาสนาฮินดูู และการสร้างวัดในพุทธศาสนานิ กายมหายาน
ุ
ให้เป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธ์ที่มีความหมายว่าเป็ นศูนย์กลาง
ั
จักรวาล และเป็ นศูนย์กลางชุมชน และเป็ นพื้นที่แห่งการ
สรางบุญกรยา ที่นําไปส่ ารหลุดพน คอนพพาน หรอ
สร้างบญกิริยา ทนาไปสูการหลดพ้น คอนิ พพาน หรือโมกษะ
คือนพพาน หรอโมกษะ
- 50.
- 51.
- 52.
- 53.
ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต
อายุราวพุทธสตวรรษที่
12-13 14-15 พบทอ.โขงเจยม จ.อุบลราชธาน บานดงเมองเตย
12 13 , 14 15 พบที่ อ โขงเจียม จ อบลราชธานี บ้านดงเมืองเตย อ.คา
อ คํา
เขื่ อนแก้ว จ.ยโสธร และที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น มีพระนาม พระเจ้า
จิตรเสน / มเหนทรวรมัน อิทรวรมัน ยโศวรมัน หรรษวรมัน ทรงสร้างบุญ
กิริยาด้วยการสร้างเทวาลัยในศาสนาฮินดู และพระอารามในพุทธศาสนา
- 54.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14
สมยพระเจาอนทรวรมน
ส ั จ้ ิ ั
วัฒนธรรมเขมรเข้าครอบครอง
ถึงบริเวณลุ่มแม่นํ้ามูล แม่นํ้าชี
ปราสาทบ้านเมืองเตย อ.คําเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ึ ื ศั ป ื ิ
ถงเมองศงขปุระคอบรเวณ
อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร จนถึง
ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัย
พระเจ้าสุริยวรมันทีี่ 1 เทืือกเขา
้ ั
พนมรุงคือที่ตงต้นราชวงศ์
ุ้ ั้
มหิธรปุระ โดยเรียกชื่อพื้นที่นน ั้
ว่่า กษิิ ตีนทรคราม
ปราสาทพนมรุง จ.บุรรมย์
้ ีั
- 55.
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-
17 สมัยพระเจ้าหิิรณยวรมัน
ั ้ ั ั
และพระเทวหรณยลกษม
และพระเทวีหิรณยลักษมี
ั
วัฒนธรรมเขมรเข้า
ครอบครองถึงบริเวณลุ่ม
แมนามูล แมนาช คือที่ตงต้น
แม่นํ้ามล แม่นํ้าชี คอทตงตนั้
ราชวงศ์ มหิธรประ ที่เมือง
ราชวงศ มหธรปุระ ทเมอง
กษิ ตีนทรคาม เชื้อพระวงศ์ท่ี
สืบต่อมาคือ กษิ ตินทราทิตย์
สุริยวรมันที่ี 2 ชัยวรมันทีี่7
ั ั ั
- 56.
แนวคิดสําคัญในการสร้างปราสาท
ในวัฒนธรรมเขมร
1. สร้างปราสาทบนฐานเตี้ยๆ/บนพื้นที่ราบ
สรางปราสาทบนฐานเตยๆ/บนพนทราบ
เพื่ออทิศถวายบรรพบุรษ บรรพสตร
เพออุทศถวายบรรพบรษ บรรพสตรีุ
2. สร้างปราสาทบนฐานสง/บนภเขา เพื่ออทิศ
ฐ ู ู ุ
ถวายเทพเจ้า หรือพระพุทธเจ้า
3. ขุดสระนํ้า “ บาราย ” ให้มีความหมายว่า
เป็็ นแหล่งนํ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์์
- 57.
- 58.
จักรวาลมณฑล / ปัญจบรรพตแห่งเขาพระสุเมรุ
ป.พระวิหาร / ภวาลัยบรรพต (บนเทือกเขาพนมดงรัก)
เหนื อ
ป.วัดภู/
ป.พนมสันดัก/
พนมสนดก/
พนมสนดก ลงคบรรพต
ึ
พนมจิสอร์ ตก เมืองยโศธรปุระ / ออก
เมืองพระนคร (เมืองจําปาสัก/ลาว)
ลาว)
(ใ เมืองพระตะบอง,
ใกล้ งพระตะบอง, พนมบาแค็ง / ยโศ
ศรีโสภณ ) ธรคีรี
ใต้
ป.พนมกรอม/พนมบก (ใกล้กบตวลเลสาป)
พนมกรอม/ ั ตวลเลสาป)
- 59.
- 60.
ภููเขาในความหมายของ
เขาพระสุเมรุ
เขาพระสเมร
ที่เป็ นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล
ตามคติในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนา
- 61.
- 62.
แม่นํ้าในความหมายของ
สายนํ้าศักดิ์สิทธิ์
สายนาศกดสทธ
คือชัยสินธุธาราที่ไหลมาจากสวรรค์
ในลักษณะของการเป็ นแม่นํ้าแห่งจักรวาล
- 63.
- 64.
ปราสาทวัดภู / เศรษฐปุระ/ ลึงคบรรพต
สถาปนาขนโดยพระเจาเศรษฐวรมน แห่งอาณาจักรเจนละ
สถาปนาขึ้นโดยพระเจ้าเศรษฐวรมัน แหงอาณาจกรเจนละ
ปั จจุบนอยู่ในแขวงเมืองจําปาสัก สปป.ลาว
ั
- 65.
องค์ศิวลึ งค์ รูปสัญลักษณ์
แทนองค์พระศิวะ /
พระอศวร
พระอิศวร
ตามคติในศาสนาฮินดู หรือ
ศาสนาพราหมณ์ ที่ได้รบการ
ั
สถาปนาเปนประธานประจา
สถาปนาเป็ นประธานประจํา
เทวาลัยในลัทธิเทวราชาทุกแห่ง
- 66.
โบราณสถานดงเมืองเตย ที่ อ.คําเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร
เทวาลยศาสนาฮนดู ศูนยกลางจกรวาล ประจําเมืองศังขประ
เทวาลัยศาสนาฮินด ศนย์กลางจักรวาล ประจาเมองศงขปุระ
แห่งอาณาจักรเจนละ อายุราวพุทธศตวรรษที่12 -13
- 67.
- 68.
ประติมากรรมรูปสิงห์ทวารบาล
ที่เทวาลัยบ้านเมืองเตย
สญลกษณของผู ุ ้ ครองระหวาง
สัญลักษณ์ของผ้คมครองระหว่าง
แดนมนุษย์ กับต้นทางเข้าสู่แดน
สวรรค์ คือป่ าหิมพานต์ และเขา
พระสเมรที่เป็ นศนย์กลางจักรวาล
พระสุเมรุทเปนศูนยกลางจกรวาล
- 69.
- 70.
หอพระพิฆเณศ หอพระอิศวร หอพระนารายณ์
ปราสาทบ้านเบญ และปราสาททองหลาง ท่ อ.เดชอดม
ปราสาทบานเบญ ที อ.เดชอุดม
มีความหมายว่าเป็ นเทวาลัยสถานศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู
ที่เป็ นศูนย์กลางจักรวาล และเป็ นหอสังเวยเทพเจ้าประจําเมือง
- 71.
- 72.
- 73.
อโรคยศาล / อโรคยศาลา
โ โ
พื้นที่แห่งการประกอบบุญกิริยาที่ย่ิ งใหญ่
ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
พระมหากษัตริยที่ได้รบการยกย่องให้เป็ นมหาราช
์ ั
องค์สดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมรโบราณ
ุ
- 74.
จากจารกปราสาทตาพรหม
จากจารึกปราสาทตาพรหม
พระเจ้าชัยวรมันที่7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน โดย
เชื่ือว่่าพระองค์คือ ”พระโพธิิสตว์” ที่ีจุติมาเป็ นพระมหากษัตริิย ์
์ โ ั ์ ป็ ั
ที่เป็ น “ ธรรมราชา” เพื่อมาช่วยสรรพสัตว์ ได้ขามสังสารวัฏ
ทเปน ธรรมราชา เพอมาชวยสรรพสตว ไดขามสงสารวฏ ้
ให้พนทุกข์
้
ด้วยการสร้างบุญกิริยามหากุศลที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์คือโปรด
ให้สร้าง “ อโรคยศาลา ” ให้เป็ นพระอาราม และเปนสถานท่
ใหสราง ใหเปนพระอาราม และเป็ นสถานที
ในการรักษาโรค จํานวน 102 แห่ง ในทุกย่านชุมชน ทัวพระ ่
ราชอาณาจักร และบ้านเมืองในขอบขัณฑสีมา
- 75.
- 76.
- 77.
- 78.
- 79.
- 80.
+
บริเวณอาคารที่พกผูป่วย
ั ้ น
1.อาคารสุขตาลัย
4.กําแพงแก้ว 5.สระนํ้ า/บาราย
2.อาคารบรรณาลย
2 อาคารบรรณาลัย
3.โคปุระ
ภาพวาดแผนผังบริเวณอโรคยศาล
ที่สร้างตามคติพุทธศาสนา นิ กายมหายาน
- 81.
พระไภษัชยคุรไวฑูรย
ุ
ประภาตถาคตพุทธเจ้า
ตามคติพทธศาสนานิ กาย
ุ
มหายาน คือพระพุทธเจ้าผู ้
เป็ นแพทย์ ทําหน้าที่รกษา
เปนแพทย ทาหนาทรกษา ั
โรคภัยไข้เจ็บให้แก่สรรพ
สัตว์ทงหลาย ทรงถือผอบ
ั้
โอสถหรืือสมุนไพรเพื่ือใ ใน
โ ไ ใช้้
การรกษาโรค
การรักษาโรค
- 82.
พระโพธสตว
พระโพธิสตว์
ั
วัชรปาณี ทรงครุฑ
ุ
พบภายในอาคารบรรณาลัย
ของอโรคยศาล กู่แก้วอาจมี
ความหมายถงพุทธเทพแหง
ความหมายถึงพทธเทพแห่ง
แสงสว่างหรือผูให้กาเนิ ด
้ ํ
ชีวิต
- 83.
- 84.
- 85.
โบราณสถานแบบเขมร
ในภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อของประเทศไทย
ที่สร้างขึ้ นตามคติอโรคยศาล
ปราสาทนางรํา อ.ประทาย จ.นครราชสีมา
ปราสาทตาเหมืือนโต๊จ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์์
ป โ ๊ ั
ปราสาทสระกาแพงนอย อ.เมือง จ.ศรสะเกษ
ปราสาทสระกําแพงน้อย อ.เมอง จ.ศรีสะเกษ
กู่พนนา อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
ั
ปรางค์กู่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด
ฯลฯ
- 86.
- 87.
วัฒนธรรมแบบล้านช้าง
วฒนธรรมแบบลานชาง
้ ่ ่
แพร่อิทธิพลครอบคลุมทังฝังซ้ายและฝังขวาลุ่มแม่น้ําโขง
ตังแต่ราวพุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา
้ ป็ ้
โดยมี
โ ีพุทธศาสนานิิ กายเถรวาท แบบลังกา เป็ นศาสนา
แบบลัั ป็ นศาสนา
หลักของชมชน
หลกของชุมชน
- 88.
อสานสมยวฒนรรมลานชางและอยุธยา
อีสานสมัยวัฒนรรมล้านช้างและอยธยา
นับตังแต่่พุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา พุทธศาสนา
ั ั้ ป็ ้
นิ กายเถรวาทจากลังกา ที่มีลกษณะเป็ นศาสนาของมหาชน
นกายเถรวาทจากลงกา ทมลกษณะเปนศาสนาของมหาชน
ั
ก็ได้รบการยอมรับอย่างแพร่หลายในราชอาณาจักรล้านช้าง
ั
รวมทังในภาคอีสาน โดยมีการสร้างอานิ สงส์ดวยการสร้าง
้ ้ ยการสร้
พระมหาธาตุเจดย
พระมหาธาตเจดี
พระมหาธาตเจดีย ์
มหาธาตุ
ความหมายของพระมหาธาตุเจดีย ์ ตามคติพทธ ุ
ศาสนาเถรวาทแบบลังกา คือเจดียจุฬามณี ที่อยู่บนสวรรค์
์
ชันดาวดึงส์ คือพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบญ พื้นที่แห่ง
้ ั ญ
ุ
การข้ามสังสารวัฏ และการหลุดพ้น
- 89.
คติการสร้างพระมหาธาตุุเจดีย ์
ให้เป็ นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์
ใหเปนศาสนสถานศกดสทธ
เปนศูนยกลางของบานของเมอง
เป็ นศนย์กลางของบ้านของเมือง
เป็ นความเชื่อตามคติในพทธศาสนา นิ กายเถรวาท
เปนความเชอตามคตในพุทธศาสนา นกายเถรวาท
ที่มีตนแบบมาจากลังกา และให้อิทธิพลแก่
้
พุทธศาสนิ กชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้
ตังแต่่ราวพุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา และเป็ น
ั้ ป็ ้ ป็
ความเชื่อที่ได้รบการยอมรับมาจนถึงปั จจบัน
ความเชอทไดรบการยอมรบมาจนถงปจจุบ
ั
- 90.
การสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคติในพุทธศาสนา
ุ
นิ กายเถรวาท แบบลังกา ที่สําคัญมี 4 ประการ
1. การสร้างสถปเจดียท่ีประดิษฐาน
ู ์ ฐ
พระบรมสารีริกธาตุ และรวมถึงสถูปเจดีย ์
ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์
2. การสร้างรอยพระพุทธบาท
้
3. การบชาต้นศรีมหาโพธิ์
การบูชาตนศรมหาโพธ
4. การสร้างพระพุุทธรูปเป็ นพุุทธบูชา
ู ู
- 91.
การปรับเปลี่ ยนเทวาลัยในศาสนาฮินด
การปรบเปลยนเทวาลยในศาสนาฮนดู
ที่เคยสร้างไว้ในวัฒนธรรมเขมร
ทเคยสรางไวในวฒนธรรมเขมร
และสถปเจดียโบราณที่ถกทงราง
และสถูปเจดยโบราณทถูกทิ้งร้าง
์
ใหเปนสถูปเจดยในพุทธศาสนาในลกษณะของพระ
ให้เป็ นสถปเจดียในพทธศาสนาในลักษณะของพระ
์
มหาธาตุเจดียท่ีเป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ท่ีเป็ นศูนย์กลาง
์ ั
ชุมชน เช่น :- พระธาตุพนม พระธาตุเชิงชุม พระ
ธาตุพนขัน พระธาตุญาคู
ั
- 92.
- 93.
แผนที่แสดงตําแหน่ งที่ตงองค์เจดียพระธาตุพนม
ั้ ์
ในบริเวณที่แม่นํ้าสามสาย คือ แม่นํ้าโขง ลํานํ้ากํา และลํานํ้าเซบังไฟไหลมาบรรจบกันที่
่ ้ ไฟไหลมาบรรจบกั
อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
เภอธาตุ
จ.นครพนม
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ประเทศไทย
พระธาตุพนม
่
ลํานํ้ ากํา
จ.มุกดาหาร
- 94.
- 95.
- 96.
การสร้าง“ตํานาน”ผ่านโบราณวัตถุสถาน เพื่อ
ุ
อธิบายความเป็ นมาของบรรพชน
ผูคนในท้องถิ่นที่ “มีชีวิต”อยู่ในช่วงระยะเวลาที่ยอนไปไม่ไกล ได้สร้าง
้ ้
ตํานานเล่าเรื่องโบราณสถานที่ถกทิ้ งร้างอยู่ในแต่ละท้องถิ่นให้มี
ู
ความสัมพันธ์เข้ากับคนในท้องถิ่น เพื่อแสดงถึงการมีอย่ของผ้คนที่
ความสมพนธเขากบคนในทองถน เพอแสดงถงการมอยู องผู นท
เป็ นบรรพบุรษ ว่าเป็ นกลุ่มคนที่มีวฒนธรรม และมีประวัติศาสตร์การ
ุ ั
ตังถิ่นฐานมาแล้วในอดีตที่ยอนไปได้อย่างยาวนาน
้ ้
- 97.
พระธาตุภเู พ็ก จ.สกลนคร
พระธาตุนารายณ์์เจงเวง
จ.สกลนคร
พระธาตุพนม จ.นครพนม
พระธาตุเชิงชุม จ.
พระพุทธบาทบวบกั สกลนคร
พระธาตุขามแก่น จ. พระธาตุบงพวน
ั จ.
จ.อุดรธานี
ขอนแก่น หนองคาย
- 98.
“ เมืองจัมปาศรี ”เมืองในวัฒนธรรมเขมร-ลาว
ชื่อเมืองจัมปาศรีในตํานาน มีโครงเรื่องหลักอธิบายถึงกลุ่มราชวงศ์
ชนเผ่าลาวจากเมืองจําปาศักดิ์ ที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรเขมร
ชนเผาลาวจากเมองจาปาศกด ทสบเชอสายมาจากอาณาจกรเขมร
โบราณ พากันมาสร้างเมือง ชื่อ “นครจัมปาศรี” อยู่ท่ีบริเวณท้อง
ทุ่งริมทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์
- 99.
- 100.
พระธาตุพนม
ทิพยปัทม (กอนบูรณะ)
(ก่อนบรณะ)
(ดวงปลี / บัวเหลี่ยม) ลายดอกไม้ทรงกลมประดับบน
สวนยอดเจดย ์ มความหมายถง
่ ี ี ึ
“ดอกมณฑารพ” ดอกไม้
ศักดิิ์สิทธิิ์จากสวรรค์ร่วงโปรยลง
ั ์ โป
มาเพื่อถวายเป็ นพุทธบูชา พระ
ดอกมณฑารพ อุรงคธาตุ
ั
ส่วนยอดเจดียเ์ ป็ นรูปดวงปลี
พุทธวิมาน หรือดอกบัวเหลี่ยม คือรูป
สัญลักษณ์ของ”ทิพยปั ทม”
หรือดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับ
ขององค์อนาคตพทธเจ้าที่จะลง
ุ
มาตรัสรูในกาลข้างหน้า
้
- 101.
พระธาตุพนม
พระมหาธาตเจดียท่ีประดิษฐาน
พระมหาธาตุเจดยทประดษฐาน์
พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็ น
พระอุรงคธาตุ
ั
และเป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบญ
และเปนพนทศกดสทธแหงการแสวงบุญ
ั
ของมหาชนมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
- 102.
ฉัตราวลี
พระธาตุพนม
(บูรณะ พ.ศ.2483- 2484)
ได้้ ี
ไ มการสร้้ างยอดเจดีย์ครอบยอดเจดีย์
ี ี
ลายพุ ขาวบณฑ
ลายพ่มขาวบณฑ
ข้าวบิณฑ์
วบิ องค์ เดิม และเปลียนยอดเจดีย์ทรงดวง
่
ปลี ให้ เป็ นยอดฉัตรทีเ่ รียกว่ า “ฉัตรา
วลี”ตามคตินิยมแบบไทย ซึ่งเป็ น
สั ญลักษณ์ ของการเป็ น ธรรมิกราชา
สวนลายดอกมณฑารพ ไดเปลยนใหเปน
ส่ วนลายดอกมณฑารพ ได้ เปลียนให้ เป็ น่
ลายทรงพุ่มข้ าวบิณฑ์ ซึ่งเป็ นลวดลายที่
มีทมาจากเจดีย์ ทรงพุ่มข้้ าวบิิณฑ์ ทีี่
ี ี่ ี
ได้ รับการยกย่ องว่ าเป็ นเจดีย์ทความงาม
ี่
เป็ นยอดของศิลปะไทยสมัยสุ โขทัย
- 103.
- 104.
มีการจัดงานประเพณี พิธีกรรมในบริเวณแหล่งโ
ใ โบราณสถาน
อย่างหลากหลายเพื่อให้ชาวบ้านประกอบบญกิริยา ทงทาบุญบรจาค
อยางหลากหลายเพอใหชาวบานประกอบบุญกรยา ทังทําบญบริจาค
้
ทาน เสี่ยงโชคปล่อยนก ปล่อยปลาเพื่อสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ
- 105.