ประวัติศาสตร์วฒนธรรมอีสาน
ประวตศาสตรวฒนธรรมอสาน
              ั
   จากหลักฐานโบราณคดีี
          ั     โ


            ศูนย์พฒนาการเรียนรูประวัติศาสตร์
                  ั            ้
    โรงเรยนสนมวทยาคาร อําเภอสนม จังหวัดสรินทร์
    โรงเรียนสนมวิทยาคาร อาเภอสนม จงหวดสุรนทร
ซากปรักหักพังของอาคาร
โบราณสถานเศษซาก
ชิ้นส่วนของโบราณวัตถุ
คืือหลักฐานโบราณคดีี
       ั    โ
ที่แสดงถึงการมีอยู่ของ
                   ู
ผูคนที่ผ่ามาแล้วในอดีต
     ้
   ั
อน ยาวไกลของแตละ
         ไ           ่
ท้องถิ่น
การใช้หลักฐานโบราณคดีในการศึกษา
       ประวัติศาสตร์ทองถิ่น
                     ้
         โบราณวตถุ การขุดคน
         โบราณวัตถ / การขดค้น
      โบราณสถาน / การขดแต่ง
                  การขุดแตง
            ศลาจารก
            ศิลาจารึก
         บันทึึกการเดิินทาง
           ั
   ลักษณะรูปแบบศิลปะโบราณวัตถุสถาน
                    โ
การใช้หลักฐานโบราณคดี
เพื่อการอธิบาย หรือเล่าเรื่องทางสังคมวัฒนธรรม
           - คติความเชื่ อ
           - คติทางศาสนา
           - ภูมิปัญญา การประดิษฐ์คิดค้น
           - วิถีชีวิต
           - ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน
           - ประเพณี พิธีกรรม ฯลฯ
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
ทีี่ประกอบด้วยเทืือกเขา ทุ่งราบ สายนํํ้ า แหลงเกลืื อ คืือปจจยสํําคญ ที่ีทาใ ้
            ้                                ่            ปั ั     ั      ํ ให้
ผูคนเข้ามาตังถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคอีสาน ตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
    ้         ้                                 ้
อดีตอีสาน
จากหลักฐานโบราณคดีแบ่งได้เป็ น 4 สมัยทางวัฒนธรรม
       ฐานโบราณคดี
วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์         ประมาณ 1,000 – 14,,000 ปี ที่ผ่านมา
                                                     14

วัฒนธรรมสมัยทวารวดี
วฒนธรรมสมยทวารวด          ประมาณพุทธศตวรรษท่ 12 - 16
                          ประมาณพทธศตวรรษที

วัฒนธรรมแบบเขมรในประเทศไทย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 - 18
  ั            ใ ป     ไ

วัฒนธรรมสมัยล้านช้าง - อยุธยา ตัง้ แต่พุทธศตวรรษ 19 เป็ นต้นมา
คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
           ในสังคมแบบนายพราน
นับตังแต่เมื่อประมาณ 15,000 ปี ที่ผ่านมา เป็ นช่วงเวลาที่ คนอีสาน
     ้ เมื           15,
ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีวิถีชีวิตแบบสังคมเร่ร่อน ยังชีพด้วยการ
                                    แบบสั
หาอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
         ในสังคมแบบเกษตรกรรม
จนถึงช่วงประมาณ 5,600 ปี ที่ผ่านมา คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใน
                                                นประวั
ภาคอีสานจึงเริ่มอย่ าศัยเป็ นหลักแหล่ง มวถชวตแบบสงคม
ภาคอสานจงเรมอยู
ภาคอสานจงเรมอยูอาศยเปนหลกแหลง มวถชวตแบบสังคม
    อี                                 มีวิถีชีวิตแบบสงคม
เกษตรกรรม รูจกทําการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หล่อโลหะ
             ้ ั
คนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
     คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการประกอบพิธีกรรม บวงสรวง
บูชาในอํานาจเหนื อธรรมชาติ มุ่งหวังในความอุดมสมบูรณ์ มีการ
กําหนดพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ เชอเรองจตวญญาณและโลกหลงความตาย
กาหนดพนทศกดสทธ เชื่อเรื่องจิตวิญญาณและโลกหลังความตาย
               ั
มีการอุทิศสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่คนตายในหลุมฝังศพ
วัฒนธรรมบ้านเชียง คือรากฐานวัฒนธรรม ของสังคม
เกษตรกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายเก่าที่สดในภาค
เกษตรกรรมสมยกอนประวตศาสตร ทมอายุเกาทสุดในภาค
อีสาน และเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้




                                   บริเิ วณเนิิ นดินแหล่งโ
                                                   ิ    ่ โบราณคดีบานเชีียง
                                                                  ี ้
                                             อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ความหลากหลาย
ของโบราณวัตถุ
ที่พบในหลมขดค้น
ทพบในหลุมขุดคน
ทางโบราณคดีซึ่งใน
อดีตคือพื้นที่ที่เป็ น
สุสานฝังศพ
      ฝั
โครงกระดู
        โครงกระดูกคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ทีี่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีี คืือหลักฐานสํําคัญทีีนํามา
     บจากการขุ ้ โ                     ั ฐานสํ ั
ใช้อธิบายเกี่ยวกับความเชื่ อ วถชวตของผูคนในอดต
ใชอธบายเกยวกบความเชอ วิถีชีวิตของผ้ นในอดีต
ใชอธิอธบายเกยวกบความเชอ
ภาชนะเครื่องปั้ นดินเผาที่มีพบในหลุมขุดค้นเป็ นจํานวนมากนันคือ
                                                  นวนมากนั้
ภาชนะที่ใส่อาหาร สิ่งของเครื่องใช้ แล้วนําไปวางอทิศใหผู ้
ภาชนะทใสอาหาร สงของเครองใช แลวนาไปวางอุทศใหผ้ตายใน ศให้ผู
                                                      ผ
หลุมฝังศพตามความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย
การฝังศพในไหของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
บริเวณลุ่มแม่นํ้ามูล-ชี ในช่วงประมาณ 2,000 ปี ที่ผ่านมา
คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน
รูจกการปลูกข้าว คืือการเริิ่มต้นพัฒนาเป็ นสังคมเมืือง
  ้ ั ป ้                      ้ ั    ป็ ั

                                เปลื อกเมล็ ดข้าวซึ่งเป็ น
                                เมล็ ดข้าวปลูกที่ติดอยู่
                                บนใบหอกเหลก
                                บนใบหอกเหล็ก
ภาชนะดนเผา
ภาชนะดินเผา
ที่มีลายเขียนสี
คือภาชนะที่ใช้ใน
พิธีกรรม ลวดลาย
เขยนสบนภาชนะ
เขียนสีบนภาชนะ
มีลกษณะเป็ นรูป
      ั
อวัยวะเพศชายเพศ
    ั
หญิ งซึ่งเป็ นสัญลักษณ์
   ญ
ที่มีความหมายถึง
ความอุดมสมบูรณ์
             ส
การหล่อโลหะ สําริด
       กําไลข้อมือ ข้อเท้า ที่หล่อจากสําริด




       กําไลข้อมือหล่อจากสําริดใส่ซอน
                                   ้
       หลายวงตลอดช่วงแขน
เครื่องมือ / อาวุธแบบต่างๆที่หล่อจากเหล็ ก
ร่องรอยผ้าไหมที่ติดอยู่บนเครื่องมือโลหะ
ความสําคัญของแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
    วัฒนธรรมบ้านเชีียง ทีี่พบในภาคอีีสาน
      ั       ้              ใ
     เป็ นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เป็ นสังคม
เกษตรกรรม ที่มีอายเก่าที่สดแห่งหนึ่ งในภมิภาคเอเชย
             ทมอายุเกาทสุดแหงหนงในภูมภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉี ยงใต้ ที่มีอายุุไม่นอยกว่า 5,600 ปี ที่ผ่านมา
                                ้       ,

     เป็ นชุมชนสมัยก่่อนประวัติศาสตร์ท่ีมีความก้าวหน้า
      ป็          ั     ป ั          ์          ้    ้
ด้านโลหะกรรม และการปลกข้าวที่มีอายเก่าแก่ไม่นอยกว่า
ดานโลหะกรรม และการปลูกขาวทมอายุเกาแกไมนอยกวา      ้
แหล่งอารยธรรมแห่งอื่นๆของโลก หรืออาจจะเก่ามากกว่า
แหล่งภาพเขียนสีท่ีพบตามเทือกเขา ถํ้าและเพิงผาที่มีพบ
 ในบริเวณภาคอีสานมีอายุประมาณ 2,000 – 3,000 ปี ที่
ผ่านมาคือพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ผานมาคอพนทศกดสทธของคนสมยกอนประวตศาสตร
                 ั
ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
บนเพิงผาริมฝังแม่นํ้าโขงที่ผาแต้ม อ โขงเจียม จ.อุบลราชธาน
             ่
บนเพงผารมฝงแมนาโขงทผาแตม อ.โขงเจยม จ อบลราชธานี
เป็ นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีพ้ ืนที่เขียนภาพ
ยาวที่สดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้
       ุ
ภาพเขี ยนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนเพิงผา ถํ้า
มีีลกษณะเป็ นภาพสัญลักษณ์ท่ีใช้ในการสื่ือความหมาย
    ั      ป็      ั ั ์ ้
ภาพสัญลักษณ์รปมือ บนผนังถํ้าพระอานนท์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
             ู
กลองมโหระทึก กลองศักดิ์สิทธิ์ ทีมีพบในภาคอีสาน
 กลองมโหระทก กลองศกดสทธ ทมพบในภาคอสาน
สมัยก่อนประวัติสาสตร์ ในวัฒนธรรมดองซอน หล่อจากโลหะสําริด
แหล่งที่พบกลองมโหระทึก
 สมัยก่อนประวัติศาสตร์์
    ั     ป ั
   วฒนธรรมดองซอน
   วัฒนธรรมดองซอน
    ในประเทศไทย
ลายดาวกระจายเป็ นแฉกบนหน้ากลองมโหระทึก
คอเอกลกษณของกลองมโหระทกในวฒนธรรมดองซอน
คือเอกลักษณ์ของกลองมโหระทึกในวัฒนธรรมดองซอน
ลวดลายบนหน้ากลอง รวมทังรูปกบที่มีความหมายว่าเป็ นสัตว์ศกดิ์สิทธิ์
                      ้                                ั
  คือสัญลักษณ์ท่ีเกี่ยวกับนํ้า เสียงฟาร้อง และความอุดมสมบูรณ์
                                     ้
ลายบนหน้า
กลองมโหระทึึก
        โ
ที่เวียนซ้าย
ทเวยนซาย
ลายสลักที่เวียนไปทางซ้าย
ลายสลกทเวยนไปทางซาย
บนหน้ากลองมโหระทึก
เป็ นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความตาย ซึ่งอาจตีกลองมโหระทึกเพื่อส่งวิญญาณ
สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น
ชุมชนโบราณที่เป็ นสังคมเมืองในภาคอีสาน
    เริ่มรับวัฒนธรรมด้านการศาสนา
           สมัยทวารวดี
 ตังแต่เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 12- 16
   ้                            12-
คนอีสานสมัยทวารวดี
 เมื่อถึงประมาณพทธศตวรรษที่ 12 – 16 ผ้คนในภาคอสาน
 เมอถงประมาณพุทธศตวรรษท                  ผู นในภาคอีสาน
ได้พฒนาวิถีชีวิตไปสู่การเป็ นสังคมเมือง ในวัฒนธรรมแบบ
       ั
ทวารวดีี
เมืองโบราณสมัยทวารวดี มลกษณะผงเมองเปนคูน้าคนดน
เมองโบราณสมยทวารวด ั
เมองโบราณสมยทวารวด มีลกษณะผังเมืองเป็ นคนําคันดิน
      งโบราณสมั
ล้อมรอบเนิ นดินที่อยู่อาศัย
มีีการรับวัฒนธรรมและคติิความเชื่ื อทีี่เนืื่ องในศาสนาทีี่มี
         ั ั                                   ใ
แบบแผน มาจากอินเดีย โดยเฉพาะมีการนับถือพุทธ         ุ
ศาสนาเป็ นศาสนาหลักของชุมชน
วัฒนธรรมแบบทวารวดี
          ในบริเวณลุุ่มแม่มล-นํ้าชี
                           ู
   การเริ่มต้นประดิษฐานพุทธศาสนาในภาคอีสาน
บ้านเมืองในสังคมสมัยทวารวดีในลุุ่มแม่มล-นํ้าชี
                                      ู
  เมืองฟาแดดสงยาง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ ์ เมืองเสมา
        ้
  อ.สูงเนน จ.นครราชสมา บานชทวน อ เขื่องใน จ.อุบลราชธาน
  อ สงเนิ น จ นครราชสีมา บ้านชีทวน อ.เของใน จ อบลราชธานี
  บ้านตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร ฯลฯ
ลักษณะเด่นของผังเมืองในวัฒนธรรมสมัยทวารวดี คือ มีแนวคูนํ้าคัน
                                                      ู
ดินซ้อนสองชัน ซึ่งมีพบหลายแห่งทังในบริเวณแอ่งโคราช และแอ่ง
            ้                   ้
สกลนคร
ภาพวาดแผนผังเมืองเสมา อ.สูงเนิ น จ.นครราชสีมา
                         อ. ู       จ.
   ซึ่งเป็ นเมืองในสมัยทวารวดี ในลุ่มแม่นํ้ามูล
แนวคูนาคนดนของเมองโบราณสมยทวารวด
แนวคนําคันดนของเมองโบราณสมยทวารวด
แนวคน้าคนดินของเมืองโบราณสมัยทวารวดี
    นํ
     ที่มีพบหลายๆแห่งในภาคอีสาน
โบราณวัตถุสถานสมัยทวารวดีท่ีพบทังบริเวณภาคอีสาน
                                             ้
ส่่วนใหญ่่เป็ นสิ่ิงที่ีสร้างขึ้ ึ นใ ทธศาสนา นิิ กายเถรวาท เช่่น
     ใ                     ้ ในพุ
พระพมพดนเผา สถปเจดีย เสมาหิน
พระพิมพ์ดินเผา สถูปเจดย ์ เสมาหน
การประดิษฐานพระบรมสารีริกฐานไว้ภายในอุุโมงค์ใต้พ้ ืนดิน แล้วก่อพระเจดีย ์
           ฐ                 ฐ
ทับไว้ขางบนแบบที่พบที่เมืองจัมปาศรี ที่นาดูนนัน เป็ นพุทธประเพณี แบบดังเดิม
        ้                                     ้                       ้
ทเคยถอปฏบตมาตงแตสมยพุทธกาลในอนเดย ซึ่งเป็ นแดนเกิดพระพทธ
ที่เคยถือปฏิบติมาตังแต่สมัยพทธกาลในอินเดีย ซงเปนแดนเกดพระพุทธ
             ั     ้
ศาสนา และเจดียองค์นนมีความหมายว่าเป็ น “ พระมหาธาตุเจดี ย”
                 ์    ั้                                           ์
สถูปสําริดและผอบบรรจุ
 พระบรมสารีริกธาตที่นาดน
 พระบรมสารรกธาตุทนาดูน
ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทงสามั้
ชันที่ซอนอยู่ในสถูปสําริด โดยเฉพาะ
  ้ ้
ภายในผอบทองคําได้พบวัสดุเป็ นก้อน
แข็ งคล้ายรัตนชาติ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกัน
วาคอ พระบรมสารรกธาตุ
ว่าคือ “ พระบรมสารี ริกธาต ”
กลุ ใบเสมาศลาทรายสมยทวารวด สลกรูปสถูปเจดยจาลอง
กล่มใบเสมาศิลาทรายสมัยทวารวดี สลักรปสถปเจดียจาลอง
                                            ์ํ
          มีพบในหลายพื้นที่ในเขตภาคอีสาน
เสมาหินสมัยทวารวดีท่ีสลักเป็ นรูปสถูปเจดียทรงหม้อนํ้า
                                                  ์
  พบแถบจงหวดอุบลราชธาน                 ที่มีความหมายของการเป็ น
  พบแถบจังหวัดอบลราชธานี ยโสธร ทมความหมายของการเปน
ศิลาศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็ นสัญลักษณ์ของการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
เสมาหิินสมัยทวารวดีี สัญลักษณ์ของศิิลาศักดิ์ิสิทธิ์ิ
                   ั            ั ั ์              ั
เพื่อกําหนดเขตพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ ที่เป็ นเขตสังฆกรรมที่บริเวณ
เพอกาหนดเขตพนทศกดสทธ ทเปนเขตสงฆกรรมทบรเวณ
                      ั
พระธาตุก่องข้าวน้อย บ้านตาดทอง จ.ยโสธร
ภาพสลักบนเสมาหิน
แสดงเรื่องราวในพุทธ
ประวัั
ป ติ และชาดก
ตามการรับรูของ
           ู้
พุทธศาสนิ กชนในสังคม
สมยทวารวดีี ที่ีรบอิิทธิิพล
   ั             ั
มาจากอินเดีย
เสมาหินสมัยทวารวดี สัญลักษณ์ของศิลาศักดิ์สิทธิ์
ปั กรอบเพิงหินเพื่อกําหนดพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ ที่เป็ นเขตสังฆกรรม
ปกรอบเพงหนเพอกาหนดพนทศกดสทธ ทเปนเขตสงฆกรรม
                                 ั
แบบอรัญวาสี หรือวัดป่ า ที่ภูพระบาท อ.บ้านผื อ จ.อุดรธานี
ร่องรอยสถูปเจดียท่ีพบบริเวณเมืองโบราณ
                                 ์
เมองฟาแดดสงยางมลกษณะของการเปนพระมหาธาตุเจดย
เมืองฟาแดดสงยางมีลกษณะของการเป็ นพระมหาธาตเจดีย ์ และ
        ้                 ั
เป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนาแบบเถรวาท
             ั
มการตกแตงสถูปเจดยดวยรูปปูนปน และมการสรางพระพมพอุทศถวาย
มีการตกแต่งสถปเจดียดวยรปปนปั้ น และมีการสร้างพระพิมพ์อทิศถวาย
                      ์ ้
     เป็ นพุทธบูชา และเพื่ออานิ สงส์ในการสืบอายุพระพุทธศาสนา
กุลาวกชาดก
เตมยชาดก
เตมียชาดก
     ์                                               ภริฑตชาดก
                                                     ภูรฑตชาดก
                                                         ั

ใบเสมาที่มีภาพสลักเล่าเรื่องในชาดก เพื่อสื่อความหมายถึงการสังสม
ใบเสมาทมภาพสลกเลาเรองในชาดก เพอสอความหมายถงการสงสม           ่
    และบําเพ็ญบุญบารมีที่นําไปสู่การเป็ นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วฒนธรรมเขมร
              วฒนธรรม ขมร
              วัฒนธรรมเขมร
แพร่่อิทธิิพลมาถึึงชุมชนโบราณในบริิเวณภาคอีีสาน
                        โ     ใ
ตลอดทงลุมแมนาโขง แมนามูล และแมนาชีตงแต่
ตลอดทังล่ แม่นํ้าโขง แม่นํ้ามล และแมนาชตงแต
           ้                    และแม่นํ้าชตงแต
                                            ั้
ประมาณพทธศตวรรษที14 โดยเฉพาะวั
ประมาณพทธศตวรรษที่14 – 18 โดยเฉพาะวัฒนธรรม
ประมาณพุทธศตวรรษท
              ธศตวรรษท        โดยเฉพาะวฒนธรรม
                                         วฒนธรรม
ที่เนื่ องในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนานิ กายมหายาน
         งในศาสนาฮิ ู ละพุุ
อีสานสมัยวัฒนรรมแบบเขมร
  เมื่อถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 – 18 อิทธิพลวัฒนธรรม
                       ุ
เขมรจากเมืองพระนคร แพร่เข้ามาสู่บริเวณภาคอีสาน
ตลอดทังลุ่มแม่นํ้าโ แม่น้ํามูล และแม่น้ําชี
          ้           โขง
   มีการสร้างเทวาลัยเพื่อการอทิศถวายเทพเจ้าตามคติใน
   มการสรางเทวาลยเพอการอุทศถวายเทพเจาตามคตใน
ศาสนาฮินดูู และการสร้างวัดในพุทธศาสนานิ กายมหายาน
                                    ุ
ให้เป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธ์ที่มีความหมายว่าเป็ นศูนย์กลาง
                ั
จักรวาล และเป็ นศูนย์กลางชุมชน และเป็ นพื้นที่แห่งการ
สรางบุญกรยา ที่นําไปส่ ารหลุดพน คอนพพาน หรอ
สร้างบญกิริยา ทนาไปสูการหลดพ้น คอนิ พพาน หรือโมกษะ
                                       คือนพพาน หรอโมกษะ
เขาพนมบาแค็็ง/ยโศธรคีีรี ภูเขาศักดิิ์สิทธิ์ิกลางเมืืองพระนคร
                 โ              ั
  ศูนยกลางจกรวาลแหงเมองยโศธรปุร ปร เทศกมพูชา
  ศนย์กลางจักรวาลแห่งเมืองยโศธรประ ประเทศกัมพชา
 ได้รบการบูชาว่า เป็ นวิมานพระศิวะที่ตงอยู่บนเขาพระสุเมรุ
     ั                                 ั้
ปราสาทบากอง เมืองหริหราลัย/เสียมเรียบ มีฐานเป็ นชัน
               เมองหรหราลย/เสยมเรยบ มฐานเปนชน         ้
  เป็ นสัญลักษณ์เขาพระสุเมรุ ที่เป็ นศูนย์กลางจักรวาล
แผนที่แสดงเส้นทางโบราณในการเดินทางจากเมืองพระนคร/
แผนทแสดงเสนทางโบราณในการเดนทางจากเมองพระนคร/
   กัมพูชา เข้ามายังประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง
ศิลาจารึกภาษาสันสกฤต
อายุราวพุทธสตวรรษที่
12-13 14-15 พบท อ.โขงเจยม จ.อุบลราชธาน บานดงเมองเตย
12 13 , 14 15 พบที่ อ โขงเจียม จ อบลราชธานี บ้านดงเมืองเตย  อ.คา
                                                            อ คํา
เขื่ อนแก้ว จ.ยโสธร และที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น มีพระนาม พระเจ้า
จิตรเสน / มเหนทรวรมัน อิทรวรมัน ยโศวรมัน หรรษวรมัน ทรงสร้างบุญ
กิริยาด้วยการสร้างเทวาลัยในศาสนาฮินดู และพระอารามในพุทธศาสนา
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14
                                             สมยพระเจาอนทรวรมน
                                             ส ั          จ้ ิ        ั
                                             วัฒนธรรมเขมรเข้าครอบครอง
                                             ถึงบริเวณลุ่มแม่นํ้ามูล แม่นํ้าชี
ปราสาทบ้านเมืองเตย อ.คําเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร      ึ ื ศั ป ื ิ
                                             ถงเมองศงขปุระคอบรเวณ
                                             อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร จนถึง
                                             ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัย
                                             พระเจ้าสุริยวรมันทีี่ 1 เทืือกเขา
                                                       ้          ั
                                             พนมรุงคือที่ตงต้นราชวงศ์
                                                    ุ้         ั้
                                             มหิธรปุระ โดยเรียกชื่อพื้นที่นน ั้
                                             ว่่า กษิิ ตีนทรคราม
        ปราสาทพนมรุง จ.บุรรมย์
                   ้      ีั
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-
17 สมัยพระเจ้าหิิรณยวรมัน
         ั       ้ ั          ั
  และพระเทวหรณยลกษม
  และพระเทวีหิรณยลักษมี
                   ั
      วัฒนธรรมเขมรเข้า
  ครอบครองถึงบริเวณลุ่ม
แมนามูล แมนาช คือที่ตงต้น
แม่นํ้ามล แม่นํ้าชี คอทตงตนั้
 ราชวงศ์ มหิธรประ ที่เมือง
 ราชวงศ มหธรปุระ ทเมอง
กษิ ตีนทรคาม เชื้อพระวงศ์ท่ี
สืบต่อมาคือ กษิ ตินทราทิตย์
 สุริยวรมันที่ี 2 ชัยวรมันทีี่7
           ั         ั   ั
แนวคิดสําคัญในการสร้างปราสาท
           ในวัฒนธรรมเขมร
1.   สร้างปราสาทบนฐานเตี้ยๆ/บนพื้นที่ราบ
     สรางปราสาทบนฐานเตยๆ/บนพนทราบ
     เพื่ออทิศถวายบรรพบุรษ บรรพสตร
     เพออุทศถวายบรรพบรษ บรรพสตรีุ
2.   สร้างปราสาทบนฐานสง/บนภเขา เพื่ออทิศ
                       ฐ ู             ู       ุ
     ถวายเทพเจ้า หรือพระพุทธเจ้า
3.   ขุดสระนํ้า “ บาราย ” ให้มีความหมายว่า
     เป็็ นแหล่งนํ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์์
ปราสาทพระวหาร เทวลัยพระศิวะบนเขาพระสเมร
ปราสาทพระวิหาร เทวลยพระศวะบนเขาพระสุเมรุ
ศาสนบรรพตศักดิ์สิทธิ์ บนแนวเทือกเขาพนมดงรัก
จักรวาลมณฑล / ปั ญจบรรพตแห่งเขาพระสุเมรุ
            ป.พระวิหาร / ภวาลัยบรรพต (บนเทือกเขาพนมดงรัก)
                             เหนื อ

                                                  ป.วัดภู/
ป.พนมสันดัก/
  พนมสนดก/
  พนมสนดก                                         ลงคบรรพต
                                                   ึ
 พนมจิสอร์ ตก             เมืองยโศธรปุระ /    ออก
                            เมืองพระนคร             (เมืองจําปาสัก/ลาว)
                                                                   ลาว)
(ใ เมืองพระตะบอง,
 ใกล้ งพระตะบอง,        พนมบาแค็ง / ยโศ
        ศรีโสภณ )               ธรคีรี

                               ใต้
               ป.พนมกรอม/พนมบก (ใกล้กบตวลเลสาป)
                 พนมกรอม/            ั ตวลเลสาป)
องค์ศิวลึ งค์
รูปสญลกษณแทนองค
รปสัญลักษณ์แทนองค์
พระศิวะ/พระอิศวร
ตามคติในศาสนาฮินดู
หรอศาสนาพราหมณท่ี
  ื ศส            ์
ได้รบการสถาปนาเป็ น
    ั
ประธานประจําเทวาลัย
หรอปราสาทหนในลทธ
หรือปราสาทหินในลัทธิ
เทวราชาทุกแห่ง
ภููเขาในความหมายของ
        เขาพระสุเมรุ
        เขาพระสเมร
ที่เป็ นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล
ตามคติในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนา
ภููเขาในความหมายของ
  ศาสนบรรพตศักดิ์สิทธิ์
  ศาสนบรรพตศกดสทธ
ที่เป็ นสัญลักษณ์ของการเป็ นพื้ นที่ศกดิ์สิทธิ์
                                     ั
ซึ่งเป็ นศูนย์รวมอํานาจของเทพเจ้าตาม
ลัทธิเทวราชาคติในศาสนาฮินดู
แม่นํ้าในความหมายของ
      สายนํ้าศักดิ์สิทธิ์
      สายนาศกดสทธ
  คือชัยสินธุธาราที่ไหลมาจากสวรรค์
ในลักษณะของการเป็ นแม่นํ้าแห่งจักรวาล
สระนํ้ าที่มีความหมายถึงชัยสินธุธาราล้อมรอบปราสาทหินเมืองตํา
                                                           ่
ปราสาทวัดภู / เศรษฐปุระ / ลึงคบรรพต
สถาปนาขนโดยพระเจาเศรษฐวรมน แห่งอาณาจักรเจนละ
สถาปนาขึ้นโดยพระเจ้าเศรษฐวรมัน แหงอาณาจกรเจนละ
ปั จจุบนอยู่ในแขวงเมืองจําปาสัก สปป.ลาว
       ั
องค์ศิวลึ งค์ รูปสัญลักษณ์
   แทนองค์พระศิวะ /
         พระอศวร
         พระอิศวร
  ตามคติในศาสนาฮินดู หรือ
 ศาสนาพราหมณ์ ที่ได้รบการ
                      ั
  สถาปนาเปนประธานประจา
  สถาปนาเป็ นประธานประจํา
เทวาลัยในลัทธิเทวราชาทุกแห่ง
โบราณสถานดงเมืองเตย ที่ อ.คําเขื่ อนแก้ว จ.ยโสธร
เทวาลยศาสนาฮนดู ศูนยกลางจกรวาล ประจําเมืองศังขประ
เทวาลัยศาสนาฮินด ศนย์กลางจักรวาล ประจาเมองศงขปุระ
    แห่งอาณาจักรเจนละ อายุราวพุทธศตวรรษที่12 -13
ศลาจารก อาคารจาลองรูปกูฑ ศลาจาหลก
ศิลาจารึก อาคารจําลองรปกฑุ ศิลาจําหลัก
รูปกูฑ/บัญชร และส่วนยอดศิวลึงค์/รุทร
  ู ู ุ                           ุ
พบที่เทวาลัยบ้านดงเมืองเตย
ประติมากรรมรูปสิงห์ทวารบาล
   ที่เทวาลัยบ้านเมืองเตย
สญลกษณของผู ุ ้ ครองระหวาง
สัญลักษณ์ของผ้คมครองระหว่าง
แดนมนุษย์ กับต้นทางเข้าสู่แดน
 สวรรค์ คือป่ าหิมพานต์ และเขา
พระสเมรที่เป็ นศนย์กลางจักรวาล
พระสุเมรุทเปนศูนยกลางจกรวาล
ทับหลังสมัยก่อนเมืองพระนครแบบสมโบร์ไพรกุก / แบบถาราบริวตร    ั
    ิ ่ ป ั           ั ่ี ิ
เดมนาจะประดบเทวาลยทบรเวณภูหมาใน อ.โขงเจยม จ.อุบลราชธานี
                                  ใ โ ี                    ช
ซึ่งเป็ นเทวาลัยแบบเขมรในศาสนาฮินดูท่ีเก่าที่สดที่พบในประเทศไทย
                                              ุ
หอพระพิฆเณศ          หอพระอิศวร        หอพระนารายณ์

       ปราสาทบ้านเบญ และปราสาททองหลาง ท่ อ.เดชอดม
       ปราสาทบานเบญ                        ที อ.เดชอุดม
    มีความหมายว่าเป็ นเทวาลัยสถานศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู
ที่เป็ นศูนย์กลางจักรวาล และเป็ นหอสังเวยเทพเจ้าประจําเมือง
พระเจ้าชัยวรมันที่7
มหาราชองคสุดทายของรฐ
มหาราชองค์สดท้ายของรัฐ
กมพูชาโบราณ ผู รางปราสาท
กัมพชาโบราณ ผ้สร้างปราสาท
หินพิมาย และศาสนสถานอีก
หลายแห่งนัน พระองค์สืบเชื้อ
              ้
สายมาจากราชวงศ์มหิิธรปุระ
                        ์     ป
พระราชมารดาของพระองคคอ
พระราชมารดาของพระองค์คือ
พระเทวีชยราชจุุฑามณี เคยมี
            ั
ถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ที่เมืองวิมายะ หรือเมืองพิมาย มาก่อน
ศรีวเิ รนทราศรม




ปราสาทหินพิมาย ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างเป็ นพระอาราม
ปราสาทหนพมาย ทพร เจาชยวรมนท สรางเปนพร อาราม
ในพุทธศาสนา นิ กายมหายาน อุทิศส่วนกุศลแด่พระราชมารดา
อโรคยศาล / อโรคยศาลา
   โ          โ
พื้นที่แห่งการประกอบบุญกิริยาที่ย่ิ งใหญ่
         ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
พระมหากษัตริยที่ได้รบการยกย่องให้เป็ นมหาราช
             ์      ั
  องค์สดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมรโบราณ
       ุ
จากจารกปราสาทตาพรหม
          จากจารึกปราสาทตาพรหม
พระเจ้าชัยวรมันที่7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน โดย
เชื่ือว่่าพระองค์คือ ”พระโพธิิสตว์” ที่ีจุติมาเป็ นพระมหากษัตริิย ์
                 ์       โ ั ์                 ป็           ั
ที่เป็ น “ ธรรมราชา” เพื่อมาช่วยสรรพสัตว์ ได้ขามสังสารวัฏ
ทเปน ธรรมราชา เพอมาชวยสรรพสตว ไดขามสงสารวฏ          ้
ให้พนทุกข์
       ้
ด้วยการสร้างบุญกิริยามหากุศลที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์คือโปรด
ให้สร้าง “ อโรคยศาลา ” ให้เป็ นพระอาราม และเปนสถานท่
ใหสราง                     ใหเปนพระอาราม และเป็ นสถานที
ในการรักษาโรค จํานวน 102 แห่ง ในทุกย่านชุมชน ทัวพระ      ่
ราชอาณาจักร และบ้านเมืองในขอบขัณฑสีมา
อโรคยศาลที่มีพบศิลาจารึกในประเทศไทย
    เช่น ปราสาทหินโคกปราสาท จ.บุรีรมย์
                                     ั
        ปราสาทตาเมียนโต๊จ จ.สุรินทร์
          ปราสาทกู่แก้ว จ.ขอนแก่่น
          ป           ้
สาระสําคัญจากจารึกอโรคยศาล
1. กลาวบูชาพระไภษชยคุรไวฑูรยประภาตถาคต
1 กล่าวบชาพระไภษัชยครไวฑรยประภาตถาคต
                            ุ
2. กล่าวถึงความสนพระทัยของพระเจ้าชัยวรมันที่7 ที่มีต่อ
   กลาวถงความสนพระทยของพระเจาชยวรมนท7 ทมตอ
     ความทุกข์ในโรคภัยไข้เจ็บของประชาชน ที่นําไปสู่การ
                          ่
     สร้างอโรคยศาลไปทัวขอบขัณฑสีมา
3. กล่่าวถึึงจํานวนเจ้าหน้าที่ีต่างๆ เช่่น แพทย์์ พยาบาล
               ํ      ้ ้
     ผู รุงยา ผู ายยา
     ผ้ปรงยา ผ้จ่ายยา ฯลฯ
 4. กล่าวถึงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่อโรคยศาล
อโรคยศาล ป กู่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็็ด
 โ       ปรางค์์    ั         ้
ปราสาทประธาน หรือสขตาลัย
                          หรอสุขตาลย
ที่หนหน้าไปทางทิศตะวันออก
    ั
อาคารบรรณาลัยหันหน้าไปทิศตะวันตก ภายในบริเวณอโรคยศาล
+
                                         บริเวณอาคารที่พกผูป่วย
                                                        ั ้                น


          1.อาคารสุขตาลัย
4.กําแพงแก้ว                                                      5.สระนํ้ า/บาราย



                       2.อาคารบรรณาลย
                       2 อาคารบรรณาลัย
                                                3.โคปุระ



                   ภาพวาดแผนผังบริเวณอโรคยศาล
               ที่สร้างตามคติพุทธศาสนา นิ กายมหายาน
พระไภษัชยคุรไวฑูรย
            ุ
ประภาตถาคตพุทธเจ้า
ตามคติพทธศาสนานิ กาย
         ุ
มหายาน คือพระพุทธเจ้าผู ้
เป็ นแพทย์ ทําหน้าที่รกษา
เปนแพทย ทาหนาทรกษา    ั
โรคภัยไข้เจ็บให้แก่สรรพ
สัตว์ทงหลาย ทรงถือผอบ
      ั้
โอสถหรืือสมุนไพรเพื่ือใ ใน
โ             ไ         ใช้้
การรกษาโรค
การรักษาโรค
พระโพธสตว
พระโพธิสตว์
         ั
วัชรปาณี ทรงครุฑ
               ุ
พบภายในอาคารบรรณาลัย
ของอโรคยศาล กู่แก้วอาจมี
ความหมายถงพุทธเทพแหง
ความหมายถึงพทธเทพแห่ง
แสงสว่างหรือผูให้กาเนิ ด
              ้ ํ
ชีวิต
ประติมากรรมศิลาทรายรูปพระยมทรงกระบือชื่อทุณพี
          เทพเจาแหงความตาย หรือลมปราณ
          เทพเจ้าแห่งความตาย หรอลมปราณ
ส่วนใหญ่พบภายในอาคารบรรณาลัยของอโรคยศาลกู่แก้ว
การประดิษฐานประติมากรรมรูปพระไวโรจนพุทธเจ้า สัญลักษณ์
ของแสงสว่่างและการเกิด กับรูปพระยมสัญลักษณ์แห่่งความตาย
                         ั          ั ั ์
   ไว้ค่กนในบรรณาลัยแห่งอโรคยศาล คือสัญลักษณ์ของ
        ู ั
    พลังสมดุลย์แห่งจักรวาลระหว่างการเกิด กับความตาย
โบราณสถานแบบเขมร
ในภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อของประเทศไทย
     ที่สร้างขึ้ นตามคติอโรคยศาล
ปราสาทนางรํา อ.ประทาย จ.นครราชสีมา
ปราสาทตาเหมืือนโต๊จ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์์
ป                  โ ๊          ั
ปราสาทสระกาแพงนอย อ.เมือง จ.ศรสะเกษ
ปราสาทสระกําแพงน้อย อ.เมอง จ.ศรีสะเกษ
กู่พนนา อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
    ั
ปรางค์กู่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด
                ฯลฯ
ปราสาทตาเมอน
ปราสาทตาเมือน /ธรรมศาลา สร้างตามแนวพระราชดําริ
                            สรางตามแนวพระราชดาร
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติพุทธศาสนา นิ กายมหายาน
วัฒนธรรมแบบล้านช้าง
         วฒนธรรมแบบลานชาง
                        ้ ่           ่
 แพร่อิทธิพลครอบคลุมทังฝังซ้ายและฝังขวาลุ่มแม่น้ําโขง
          ตังแต่ราวพุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา
            ้                         ป็ ้
โดยมี
โ ีพุทธศาสนานิิ กายเถรวาท แบบลังกา เป็ นศาสนา
                             แบบลัั ป็ นศาสนา
  หลักของชมชน
  หลกของชุมชน
อสานสมยวฒนรรมลานชางและอยุธยา
อีสานสมัยวัฒนรรมล้านช้างและอยธยา
        นับตังแต่่พุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา พุทธศาสนา
            ั ั้                     ป็ ้
นิ กายเถรวาทจากลังกา ที่มีลกษณะเป็ นศาสนาของมหาชน
นกายเถรวาทจากลงกา ทมลกษณะเปนศาสนาของมหาชน
                                ั
ก็ได้รบการยอมรับอย่างแพร่หลายในราชอาณาจักรล้านช้าง
        ั
รวมทังในภาคอีสาน โดยมีการสร้างอานิ สงส์ดวยการสร้าง
          ้                                      ้ ยการสร้
พระมหาธาตุเจดย
พระมหาธาตเจดี
พระมหาธาตเจดีย ์
     มหาธาตุ
              ความหมายของพระมหาธาตุเจดีย ์ ตามคติพทธ   ุ
    ศาสนาเถรวาทแบบลังกา คือเจดียจุฬามณี ที่อยู่บนสวรรค์
                                         ์
    ชันดาวดึงส์ คือพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบญ พื้นที่แห่ง
      ้                    ั                        ญ
                                                    ุ
    การข้ามสังสารวัฏ และการหลุดพ้น
คติการสร้างพระมหาธาตุุเจดีย ์
    ให้เป็ นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์
    ใหเปนศาสนสถานศกดสทธ
เปนศูนยกลางของบานของเมอง
เป็ นศนย์กลางของบ้านของเมือง
เป็ นความเชื่อตามคติในพทธศาสนา นิ กายเถรวาท
เปนความเชอตามคตในพุทธศาสนา นกายเถรวาท
         ที่มีตนแบบมาจากลังกา และให้อิทธิพลแก่
               ้
 พุทธศาสนิ กชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้
    ตังแต่่ราวพุทธศตวรรษที่ี 19 เป็ นต้นมา และเป็ น
      ั้                         ป็ ้          ป็
     ความเชื่อที่ได้รบการยอมรับมาจนถึงปั จจบัน
     ความเชอทไดรบการยอมรบมาจนถงปจจุบ
                     ั
การสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคติในพุทธศาสนา
                                   ุ
นิ กายเถรวาท แบบลังกา ที่สําคัญมี 4 ประการ
1. การสร้างสถปเจดียท่ีประดิษฐาน
                 ู       ์     ฐ
   พระบรมสารีริกธาตุ และรวมถึงสถูปเจดีย ์
   ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์
2. การสร้างรอยพระพุทธบาท
            ้
3. การบชาต้นศรีมหาโพธิ์
   การบูชาตนศรมหาโพธ
4. การสร้างพระพุุทธรูปเป็ นพุุทธบูชา
                       ู          ู
การปรับเปลี่ ยนเทวาลัยในศาสนาฮินด
การปรบเปลยนเทวาลยในศาสนาฮนดู
   ที่เคยสร้างไว้ในวัฒนธรรมเขมร
   ทเคยสรางไวในวฒนธรรมเขมร
   และสถปเจดียโบราณที่ถกทงราง
   และสถูปเจดยโบราณทถูกทิ้งร้าง
                  ์
  ใหเปนสถูปเจดยในพุทธศาสนาในลกษณะของพระ
  ให้เป็ นสถปเจดียในพทธศาสนาในลักษณะของพระ
                  ์
  มหาธาตุเจดียท่ีเป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์ท่ีเป็ นศูนย์กลาง
                ์             ั
ชุมชน เช่น :- พระธาตุพนม พระธาตุเชิงชุม พระ
              ธาตุพนขัน พระธาตุญาคู
                     ั
ในดินแดนแห่งราชอาณาจักรล้านช้าง
   รวมทังบริเวณภาคอีสานตอนบน
          ้
    เป็ นดินแดนแห่งพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์
                           ั
ด้วยเป็ นที่ตงพระมหาธาตุเจดียอยู่ในหลายพื้นที่
             ั้              ์
แผนที่แสดงตําแหน่ งที่ตงองค์เจดียพระธาตุพนม
                                           ั้         ์
ในบริเวณที่แม่นํ้าสามสาย คือ แม่นํ้าโขง ลํานํ้ากํา และลํานํ้าเซบังไฟไหลมาบรรจบกันที่
                                                 ่               ้ ไฟไหลมาบรรจบกั
                          อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
                             เภอธาตุ
                                จ.นครพนม
                                                       ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  ประเทศไทย



                                      พระธาตุพนม

                     ่
           ลํานํ้ ากํา




                         จ.มุกดาหาร
การปรับเทวาลัยให้เป็ น
หอพระ และปรับให้เป็ น
พระมหาธาตุเจดย
พระมหาธาตเจดีย ์
พระธาตุพนขัน
        ั
ผอบบรรจุใส่กระดูกคนตาย ที่พุทธศาสนิ กชนในสังคมไทย-ลาว นําไป
ฝงไวรอบๆกาแพงอโรคยศาล หรอปราสาทแบบเขมร ด้วยเชื่อว่า
ฝังไว้รอบๆกําแพงอโรคยศาล หรือปราสาทแบบเขมร ดวยเชอวา
วิญญาณบรรพบุรษจะได้พกพิงอยู่ในพุทธสถานที่ศกดิ์สิทธิ์
               ุ      ั                     ั
การสร้าง“ตํานาน”ผ่านโบราณวัตถุสถาน เพื่อ
                              ุ
    อธิบายความเป็ นมาของบรรพชน
ผูคนในท้องถิ่นที่ “มีชีวิต”อยู่ในช่วงระยะเวลาที่ยอนไปไม่ไกล ได้สร้าง
  ้                                               ้
     ตํานานเล่าเรื่องโบราณสถานที่ถกทิ้ งร้างอยู่ในแต่ละท้องถิ่นให้มี
                                       ู
    ความสัมพันธ์เข้ากับคนในท้องถิ่น เพื่อแสดงถึงการมีอย่ของผ้คนที่
    ความสมพนธเขากบคนในทองถน เพอแสดงถงการมอยู องผู นท
 เป็ นบรรพบุรษ ว่าเป็ นกลุ่มคนที่มีวฒนธรรม และมีประวัติศาสตร์การ
              ุ                      ั
          ตังถิ่นฐานมาแล้วในอดีตที่ยอนไปได้อย่างยาวนาน
            ้                            ้
พระธาตุภเู พ็ก จ.สกลนคร


                                                                                พระธาตุนารายณ์์เจงเวง
                                                                                     จ.สกลนคร


พระธาตุพนม จ.นครพนม




                                                                                 พระธาตุเชิงชุม     จ.
                                                              พระพุทธบาทบวบกั          สกลนคร
              พระธาตุขามแก่น   จ.   พระธาตุบงพวน
                                            ั        จ.
                                                                 จ.อุดรธานี
                    ขอนแก่น              หนองคาย
“ เมืองจัมปาศรี ” เมืองในวัฒนธรรมเขมร-ลาว
ชื่อเมืองจัมปาศรีในตํานาน มีโครงเรื่องหลักอธิบายถึงกลุ่มราชวงศ์
ชนเผ่าลาวจากเมืองจําปาศักดิ์ ที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรเขมร
ชนเผาลาวจากเมองจาปาศกด ทสบเชอสายมาจากอาณาจกรเขมร
โบราณ พากันมาสร้างเมือง ชื่อ “นครจัมปาศรี” อยู่ท่ีบริเวณท้อง
ทุ่งริมทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์
ภาพวาดลายเส้นเจดียพระธาตุพนม
                  ์
 แสดงการสรางซอนทบหลายครง
  ส     ส้ ้ ั             ั้



1.ปราสาท-เทวาลัย
   ศาสนาฮินดู




2. อูบมุง-หอพระ      3.พระมหาธาตุเจดีย ์
พระธาตุพนม
ทิพยปัทม                           (กอนบูรณะ)
                                   (ก่อนบรณะ)
  (ดวงปลี / บัวเหลี่ยม)    ลายดอกไม้ทรงกลมประดับบน
                          สวนยอดเจดย ์ มความหมายถง
                            ่              ี ี            ึ
                          “ดอกมณฑารพ” ดอกไม้
                          ศักดิิ์สิทธิิ์จากสวรรค์ร่วงโปรยลง
                              ั                    ์ โป
                          มาเพื่อถวายเป็ นพุทธบูชา พระ
      ดอกมณฑารพ           อุรงคธาตุ
                                ั
                                ส่วนยอดเจดียเ์ ป็ นรูปดวงปลี
            พุทธวิมาน     หรือดอกบัวเหลี่ยม คือรูป
                          สัญลักษณ์ของ”ทิพยปั ทม”
                          หรือดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับ
                          ขององค์อนาคตพทธเจ้าที่จะลง
                                               ุ
                          มาตรัสรูในกาลข้างหน้า
                                     ้
พระธาตุพนม
    พระมหาธาตเจดียท่ีประดิษฐาน
    พระมหาธาตุเจดยทประดษฐาน์
     พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็ น
               พระอุรงคธาตุ
                       ั
 และเป็ นพื้นที่ศกดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบญ
 และเปนพนทศกดสทธแหงการแสวงบุญ
                 ั
ของมหาชนมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
ฉัตราวลี
                                พระธาตุพนม
                           (บูรณะ พ.ศ.2483- 2484)
                     ได้้ ี
                     ไ มการสร้้ างยอดเจดีย์ครอบยอดเจดีย์
                                         ี            ี
ลายพุ ขาวบณฑ
ลายพ่มขาวบณฑ
      ข้าวบิณฑ์
         วบิ         องค์ เดิม และเปลียนยอดเจดีย์ทรงดวง
                                       ่
                     ปลี ให้ เป็ นยอดฉัตรทีเ่ รียกว่ า “ฉัตรา
                     วลี”ตามคตินิยมแบบไทย ซึ่งเป็ น
                     สั ญลักษณ์ ของการเป็ น ธรรมิกราชา
                     สวนลายดอกมณฑารพ ไดเปลยนใหเปน
                     ส่ วนลายดอกมณฑารพ ได้ เปลียนให้ เป็ น่
                     ลายทรงพุ่มข้ าวบิณฑ์ ซึ่งเป็ นลวดลายที่
                     มีทมาจากเจดีย์ ทรงพุ่มข้้ าวบิิณฑ์ ทีี่
                        ี ี่        ี
                     ได้ รับการยกย่ องว่ าเป็ นเจดีย์ทความงาม
                                                       ี่
                     เป็ นยอดของศิลปะไทยสมัยสุ โขทัย
การสร้างความทรงจําใหม่
เกี่ยวกับโบราณวัตถุสถานของผูคนในปั จจุบน
                            ้          ั
มีการจัดงานประเพณี พิธีกรรมในบริเวณแหล่งโ
                           ใ            โบราณสถาน
อย่างหลากหลายเพื่อให้ชาวบ้านประกอบบญกิริยา ทงทาบุญบรจาค
อยางหลากหลายเพอใหชาวบานประกอบบุญกรยา ทังทําบญบริจาค
                                              ้
    ทาน เสี่ยงโชคปล่อยนก ปล่อยปลาเพื่อสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ
มีการจัดแสดงแสง – เสียง เล่าเรื่องประวัติโบราณสถาน
       ในลักษณะของมหรสพเพื่อความบันเทิงใจ
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2

ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอีสาน2