Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
chakaew4524
2,276 views
~$วข้อที่ ๗ กรุงศรีอยุธยา
กรุงศรีอยุธยา
Education
◦
Read more
4
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 26 times
1
/ 51
2
/ 51
3
/ 51
4
/ 51
5
/ 51
6
/ 51
7
/ 51
8
/ 51
9
/ 51
10
/ 51
11
/ 51
12
/ 51
13
/ 51
14
/ 51
15
/ 51
16
/ 51
17
/ 51
18
/ 51
19
/ 51
20
/ 51
21
/ 51
22
/ 51
23
/ 51
24
/ 51
25
/ 51
26
/ 51
27
/ 51
28
/ 51
29
/ 51
30
/ 51
31
/ 51
32
/ 51
33
/ 51
34
/ 51
35
/ 51
36
/ 51
37
/ 51
38
/ 51
39
/ 51
40
/ 51
41
/ 51
42
/ 51
43
/ 51
44
/ 51
45
/ 51
46
/ 51
47
/ 51
48
/ 51
49
/ 51
50
/ 51
51
/ 51
More Related Content
PPTX
Diagnóstico das alérgias
by
Carla Lorena Silva Ramos
PPTX
Let's go 1 unit 7
by
ปาริชาติ เภสัชชา
PDF
หัวข้อที่ ๖ อาณาจักรสุโขทัย
by
chakaew4524
PDF
daily routine
by
Nim Kotarak
PDF
คำควบกล้ำ
by
Aunop Nop
PDF
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ใหม่
by
Kat Suksrikong
DOC
เอกสารหมายเลข 6 ใบรับฝากขายสินค้า
by
Apichaya Savetvijit
PPT
บทที่ 10 ประกันภัยทางบกและขนส่ง
by
chakaew4524
Diagnóstico das alérgias
by
Carla Lorena Silva Ramos
Let's go 1 unit 7
by
ปาริชาติ เภสัชชา
หัวข้อที่ ๖ อาณาจักรสุโขทัย
by
chakaew4524
daily routine
by
Nim Kotarak
คำควบกล้ำ
by
Aunop Nop
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ใหม่
by
Kat Suksrikong
เอกสารหมายเลข 6 ใบรับฝากขายสินค้า
by
Apichaya Savetvijit
บทที่ 10 ประกันภัยทางบกและขนส่ง
by
chakaew4524
Viewers also liked
PDF
หัวข้อที่ ๕ ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยสุโขทัย
by
chakaew4524
PPTX
ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ม.3
by
Oae Butrawong Skr
PPT
บทที่ 5 วินาศภัย
by
chakaew4524
PDF
บทที่6การประกันอัคคีภัย
by
chakaew4524
PDF
บทที่5การประกันวินาศภัย
by
chakaew4524
PPT
Exim11การประกันภัยสินค้าระหว่างประเทศ
by
Wannarat Wattananimitkul
PDF
บทที่10ประกันภัยอุตสาหกรรมฯ
by
chakaew4524
PDF
บทที่9ประกันภัยเบ็ตเตล็ด
by
chakaew4524
PDF
บทที่4การประกันชีวิต
by
chakaew4524
PPT
บทที่ 7 ประกันภัยรถยนต์
by
chakaew4524
PPT
Exim12การศุลกากร
by
Wannarat Wattananimitkul
PDF
บทที่2ความเสี่ยงภัยและการจัดการความเสี่ยง
by
Rungnapa Rungnapa
PPT
บทที่ 8 การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
by
chakaew4524
PDF
บทที่3แนวความคิดพื้นฐาน
by
chakaew4524
PPT
บทที่ 6 การประกันอัคคีภัย
by
chakaew4524
PDF
หัวข้อที่ ๓ แหล่งกำเนิดของชนชาติไทย
by
chakaew4524
PPT
บทที่ 9 การประกันภัยเบ็ดเตล็ด
by
chakaew4524
PDF
การขนส่งและประกันภัย
by
onchuda
หัวข้อที่ ๕ ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยสุโขทัย
by
chakaew4524
ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ม.3
by
Oae Butrawong Skr
บทที่ 5 วินาศภัย
by
chakaew4524
บทที่6การประกันอัคคีภัย
by
chakaew4524
บทที่5การประกันวินาศภัย
by
chakaew4524
Exim11การประกันภัยสินค้าระหว่างประเทศ
by
Wannarat Wattananimitkul
บทที่10ประกันภัยอุตสาหกรรมฯ
by
chakaew4524
บทที่9ประกันภัยเบ็ตเตล็ด
by
chakaew4524
บทที่4การประกันชีวิต
by
chakaew4524
บทที่ 7 ประกันภัยรถยนต์
by
chakaew4524
Exim12การศุลกากร
by
Wannarat Wattananimitkul
บทที่2ความเสี่ยงภัยและการจัดการความเสี่ยง
by
Rungnapa Rungnapa
บทที่ 8 การประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
by
chakaew4524
บทที่3แนวความคิดพื้นฐาน
by
chakaew4524
บทที่ 6 การประกันอัคคีภัย
by
chakaew4524
หัวข้อที่ ๓ แหล่งกำเนิดของชนชาติไทย
by
chakaew4524
บทที่ 9 การประกันภัยเบ็ดเตล็ด
by
chakaew4524
การขนส่งและประกันภัย
by
onchuda
Similar to ~$วข้อที่ ๗ กรุงศรีอยุธยา
PDF
ความสัมพันธ์กับอาณาจักรต่างๆในสมัยสุโขทัย อยุธยา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ผลงานนักเรียนชั้นม.6/1 เรื่องการสถาปนา สมัยสุโขทัย อยุธยาและธนบุรี
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
อาณาจักรอยุธยา
by
ธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1
PDF
07อาณาจักรอยุธยา
by
JulPcc CR
PDF
การสถาปนา..
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
Key of 4 การสถาปนาอยุธยา-57
by
Pracha Wongsrida
PDF
07อาณาจักรอยุธยา
by
JulPcc CR
PDF
เล่มที่ 6 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
by
Choengchai Rattanachai
PDF
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยสุโขทัย อยุธยาและธนบุรี
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
DOC
พัฒนาการอาณาจักรอยุธยา
by
นายศักดิ์ชัย ชลวิทย์
PDF
กลุ่ม 1 การสถาปนา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
อาณาจักรอยุธยา
by
sangworn
PDF
07อาณาจักรอยุธยา
by
JulPcc CR
DOC
พัฒนาการอาณาจักรอยุธยา
by
นายศักดิ์ชัย ชลวิทย์
PPTX
ความเป็นมาของอาณาจักรอยุธยา
by
Bongkot Inprom
PDF
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
by
ธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1
DOC
81311
by
Ruangwet Sopaporn
PPT
อยุธยา
by
numtip
PDF
ความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ ป.5+583+55t2his p05 f06-4page
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
ความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ ป.5+583+55t2his p05 f06-1page
by
Prachoom Rangkasikorn
ความสัมพันธ์กับอาณาจักรต่างๆในสมัยสุโขทัย อยุธยา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ผลงานนักเรียนชั้นม.6/1 เรื่องการสถาปนา สมัยสุโขทัย อยุธยาและธนบุรี
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
อาณาจักรอยุธยา
by
ธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1
07อาณาจักรอยุธยา
by
JulPcc CR
การสถาปนา..
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
Key of 4 การสถาปนาอยุธยา-57
by
Pracha Wongsrida
07อาณาจักรอยุธยา
by
JulPcc CR
เล่มที่ 6 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
by
Choengchai Rattanachai
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยสุโขทัย อยุธยาและธนบุรี
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
พัฒนาการอาณาจักรอยุธยา
by
นายศักดิ์ชัย ชลวิทย์
กลุ่ม 1 การสถาปนา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
อาณาจักรอยุธยา
by
sangworn
07อาณาจักรอยุธยา
by
JulPcc CR
พัฒนาการอาณาจักรอยุธยา
by
นายศักดิ์ชัย ชลวิทย์
ความเป็นมาของอาณาจักรอยุธยา
by
Bongkot Inprom
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
by
ธรรมจาริกอุปถัมภ์ 1
81311
by
Ruangwet Sopaporn
อยุธยา
by
numtip
ความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ ป.5+583+55t2his p05 f06-4page
by
Prachoom Rangkasikorn
ความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ ป.5+583+55t2his p05 f06-1page
by
Prachoom Rangkasikorn
More from chakaew4524
PDF
บทที่8แ
by
chakaew4524
PDF
หัวข้อที่ ๔ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
by
chakaew4524
PDF
บทที่7การประกันภัยรถยนต์
by
chakaew4524
PDF
หัวข้อที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์
by
chakaew4524
PDF
หัวข้อที่ ๑ ความหมายของประวัติศาสตร์
by
chakaew4524
PPT
บทที่ 4 การประกันชีวิต
by
chakaew4524
PDF
บทที่7การประกันภัยรถยนต์
by
chakaew4524
บทที่8แ
by
chakaew4524
หัวข้อที่ ๔ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
by
chakaew4524
บทที่7การประกันภัยรถยนต์
by
chakaew4524
หัวข้อที่ ๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์
by
chakaew4524
หัวข้อที่ ๑ ความหมายของประวัติศาสตร์
by
chakaew4524
บทที่ 4 การประกันชีวิต
by
chakaew4524
บทที่7การประกันภัยรถยนต์
by
chakaew4524
~$วข้อที่ ๗ กรุงศรีอยุธยา
1.
หัวข้อที่ ๗ กรุงศรีอยุธยา ภูมิหลังของอาณาจักร สมเด็จพระรามาธิบดีที่
๑ ทรงสถาปนาอาณาจักรอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ หากพิจารณาจากปีที่ก่อตั้งจะเห็นได้ว่าอยุธยาเกิด หลังอาณาจักรไทยอื่น ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงระยะปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๑๙ คือ อาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. ๑๗๘๑) และอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. ๑๘๓๙) แต่อยุธยากลับเป็นอาณาจักรที่มีอานาจ มีความเจริญรุ่งเรือง และมีอายุยืนนานกว่าอาณาจักรไทยอื่นใด นอกจากนั้นอยุธยา ยังได้มอบมรดกทางด้านวัฒนธรรมมากมายไม่ว่าจะเป็น ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแก่อาณาจักรไทยในสมัยหลัง อย่างไรก็ตามก่อนที่จะศึกษาสภาพการเมืองการปกครองของสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เพื่อเป็นพื้นฐานความเข้าใจที่ดีขึ้น เราควรจะรู้ ว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๑๒) หรือที่เรียกกันในอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นใครและทรงครองเมืองใด ก่อนที่จะทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยา หรือมีปัจจัยอะไรที่เกื้อหนุนให้พระองค์ทรงสามารถสถาปนาอาณาจักรนี้ได้สาเร็จ และอาณาจักร อยุธยามีพื้นฐานที่ดีในด้านใดจึงสามารถพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองสร้างความเป็นปึกแผ่นได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์อานาจทาง การเมืองในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่างได้สาเร็จ การสถาปนากรุงศรีอยุธยา การศึกษาจนถึงขณะนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับกาเนิดของอาณาจักรอยุธยา และพระราชประวัติของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้ก่อตั้ง อาณาจักรนี้ยังเป็นเรื่องคลุมเครือ หาข้อยุติไม่ได้ และเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันอย่างมากในหมู่นักประวัติศาสตร์ หลักฐานเท่าที่มีอยู่ซึ่งมีข้อ ขัดแย้งกันอยู่มากซึ่งสามารถสรุปประเด็นที่เหมือนกันได้เพียงแต่ว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงประสูติในราว พ.ศ. ๑๘๕๗ ต่อมาทรง อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นสุพรรณบุรี ซึ่งในขณะนั้น (พุทธศตวรรษที่ ๑๙) เป็นแคว้นที่มีอานาจทางการทหาร และเป็นคู่แข่งทาง การเมืองของแคว้นละโว้ (แคว้นลพบุรี) พระองค์ทรงสร้างเมืองอยุธยาเมื่อ ปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ ๓๖ พรรษา ส่วนปัญหาที่ว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เสด็จมาจากเมืองไหนนั้น เดิมเคยเชื่อกันว่าพระองค์ทรงครองราชย์อยู่ที่ เมืองอู่ทองก่อนที่จะทรงอพยพมาสร้างเมืองใหม่ที่อยุธยา เนื่องจากเมืองอู่ทองเกิดกันดารน้า อหิวาตกโรคระบาด ผู้คนล้มตายไปเป็นจานวน มาก พระเจ้าอู่ทองจึงทรงพาไพร่พลอพยพมาก่อตั้งเมืองอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๓ แต่จาการขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดีใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ พบว่าเมืองอู่ทองได้สลายตัวกลายเป็นเมืองร้างประมาณ ๒๐๐ – ๓๐๐ ปีก่อนการก่อตั้งอยุธยา สมมุติฐานดังกล่าวจึงถูกล้มล้างไป และได้เกิดสมมุติฐานใหม่อีกหลายประการดังนี้ คือ ๑. พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาจากเมืองเพชรบุรี โดยอ้างหลักฐานจากคาให้การชาวกรุงเก่า และจดหมายเหตุลาลูแบร์ ๒. พระเจ้าอู่ทองทรงอพยพมาจากแถบเมืองสุพรรณบุรี และทรงเป็นพระราชบุตรเขยของเจ้าเมืองนี้ โดยอ้างหลักฐานคาว่า อู่ทอง – สุพรรณบุรี เป็นคาที่มีความหมายเหมือนกัน เป็นหลักฐานยืนยันว่าคงเป็นสถานที่แห่งเดียวกัน คือ แถบเมืองสุพรรณบุรี ๓. พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาจากเมืองกัมโพช โดยอ้างหลักฐานจากหนังสือเรื่องชินกาลมาลีปกรณ์ และพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม เมืองกัมโพชนี้นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงเมืองศูนย์กลางในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาที่เคยอยู่ใต้อิทธิพลของ เขมร คือ เมืองละโว้หรือลพบุรี ๔. พระเจ้าอู่ทองทรงมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่แถวอยุธยา แถบวัดพนัญเชิง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้า ต่อมาเกิดโรคอหิวาต์ระบาด จึง ทรงอพยพผู้คนข้ามฝากมาสร้างเมืองใหม่ทางฝั่งตรงข้ามและขนานนามเมืองที่ตั้งใหม่นี้ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” สมมุติฐานนี้อ้างอิง หลักฐานจากหลายแหล่งทั้งศิลาจารึก ตานาน พงศาวดาร รวมทั้งอ้างอิงหลักฐานทางด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ ด้วย เช่น วัดพ นัญเชิง วัดโสมณโกษ วัดกุฏีดาว วัดอโยธยา และพระพุทธรูปพระเจ้าพแนงเชิง (พระพุทธไตรรัตนนายก) โบราณสถานและโบราณวัตถุ เหล่านี้อยู่ทางฟากฝั่งตะวันออก และล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นก่อนการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา สมมุติฐานทั้งสี่ประการนี้ ข้อสามและข้อสี่เป็นสมมุติฐานที่ได้รับการเชื่อถือกันมาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากการที่สมเด็จพระ รามาธิบดีที่ ๑ ทรงแต่งตั้งให้พระราเมศวร พระราชโอรสเสด็จไปครองเมืองลพบุรีหลังการก่อตั้งอยุธยาแล้ว ประกอบกับการที่สมเด็จพระรา เมศวรเสด็จกลับมาประทับที่เมืองลพบุรี เมื่อทรงถูกขุนหลวงพะงั่วแย่งราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๓ ทาให้สมมุติฐานที่ว่า สมเด็จพระ รามาธิบดีที่ ๑ เสด็จมาจากเมืองลพบุรีน่าจะเป็นจริง กล่าวคือ พระองค์คงจะทรงเป็นพระราชโอรสของเจ้าผู้ครองแคว้นละโว้ซึ่งขณะนั้น (พุทธศตวรรษที่ ๑๙) เป็นอาณาจักรไทยในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างทางด้านตะวันออกที่ตั้งตนเป็นอิสระจากเขมร ต่อมาพระองค์ทรง อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแคว้นสาคัญของชาวไทยในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างทางด้านตะวันตก แคว้น
2.
๒ สุพรรณบุรีมีอานาจทางการทหาร และเป็นคู่แข่งทางการเมืองของแคว้นละโว้ จากพันธะทางด้านการแต่งงาน
ทาให้เกิดการเชื่อมโยงทาง การเมืองระหว่างแคว้นสาคัญทั้งสองในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่าง หลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ได้ทรงครองราชย์สมบัติที่ลพบุรีสืบต่อมา และได้ทรงย้ายมา สร้างเมืองใหม่ที่อยุธยาในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ การที่พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยสร้างศูนย์อานาจทางการเมืองแห่งใหม่ที่อยุธยานั้น คงเป็น เพราะว่าอยุธยามีทาเลที่เหมาะสมกว่าลพบุรีทั้งในด้านยุทธศาสตร์และในด้านทาเลการค้ากับต่างประเทศ อีกทั้งยังมีความอุดมสมบูรณ์ในด้าน การเกษตรจึงเหมาะที่จะเป็นศูนย์อานาจทางการเมืองแห่งใหม่ในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่าง ที่เชื่อมโยงแคว้นละโว้และสุพรรณบุรีเข้าด้วยกัน ส่วนปัจจัยที่เกื้อหนุนให้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสามารถก่อตั้งอาณาจักรอยุธยานั้น นอกจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ความ เจริญทางด้านวัฒนธรรม และกาลังทหารที่ได้จากแคว้นละโว้และแคว้นสุพรรณบุรีแล้ว คือ ปัจจัยทางด้านช่องว่างอานาจทางการเมือง ขณะนั้นอาณาจักรสุโขทัยซึ่งอยู่ทางเหนือและอาณาจักรเขมรซึ่งอยู่ทางตะวันออกกาลังเสื่อมอานาจลงมาก จึงเปิดโอกาสให้อยุธยาซึ่งอยู่ตรง กลางก่อตัวขึ้นได้ในช่องว่างแห่งอานาจนี้ พื้นฐานของอาณาจักรอยุธยา กรุงศรีอยุธยาที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงก่อตั้งในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ นั้น มีทาเลที่ตั้งที่ดีทั้งในด้านยุทธศาสตร์และในด้านการค้า กล่าวคือ ตัวเมืองอยุธยาอยู่ในบริเวณที่ลุ่ม มีแม่น้าล้อมรอบ ๓ ด้าน ได้แก่ แม่น้าลพบุรีทางด้านเหนือ แม่น้าเจ้าพระยาทางด้านตะวันตกและ ด้านใต้ ดังนั้นเพียงแต่ขุดลาคลองทางด้านตะวันออกเชื่อมแม่น้าเหล่านั้นอยุธยาก็กลายเป็นเมืองเกาะที่มีลาน้าล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน ลักษณะเช่นนี้นับเป็นปราการธรรมชาติอันมั่นคง ช่วยป้องกันการโจมตีของข้าศึกได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นการตั้งอยู่ในบริเวณที่ลุ่ม ทาให้ ช่วงระยะระหว่างเดือนกันยายน – ธันวาคมของทุกปี จะมีน้าหลากท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาเป็นบริเวณกว้าง เท่ากับเป็นการบังคับให้ฝ่ายข้าศึก มีโอกาสมาล้อมโจมตีกรุงศรีอยุธยาได้เพียงปีละ ๘ เดือนเท่านั้น และเมื่อล้อมอยู่ถึงหน้าน้าหลากแล้ว ก็จาต้องยกทัพกลับไปโดยปริยาย ทาเลที่ตั้งเช่นนี้ นอกจากจะให้ผลดีในด้านยุทธศาสตร์แล้ว ยังทาให้อยุธยาสามารถติดต่อค้าขายกับอาณาจักรที่อยู่ลึกเข้าไป เช่น สุโขทัย ได้สะดวก โดยอาศัยแม่น้าเจ้าพระยาและสาขา นอกจากนั้นการที่อยุธยาตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้าที่ลึกเข้าไปในผืนแผ่นดินแต่ก็ไม่ไกลจาก ปากน้าจนเกินไป ทาให้อยุธยาสามารถติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างประเทศได้อย่างสะดวก รวมทั้งสามารถทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการ ติดต่อค้าขายระหว่างพ่อค้าต่างชาติกับอาณาจักรที่อยู่ลึกเข้าไปหรือทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางติดต่อค้าขายระหว่างพ่อค้าจีน ญี่ปุ่น กับพวก พ่อค้าต่างชาติอื่น ๆ อยุธยาจึงเป็นศูนย์กลางการค้าที่สาคัญ นอกจากทาเลที่ตั้งที่เหมาะสมทั้งในด้านยุทธศาสตร์และในด้านการค้าแล้ว มีข้อน่าสังเกตว่า ตั้งแต่แรกก่อตั้งอาณาจักร อยุธยามี พื้นฐานที่ดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และด้านกาลังทหาร ซึ่งพื้นฐานที่ดีทั้ง ๓ ประการนี้มีส่วนอย่างมากในการช่วยเกื้อหนุนให้อยุธยา สามารถพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์อานาจทางการเมืองในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง ดังนี้ ๑. พื้นฐานทางเศรษฐกิจ การศึกษาหลักฐานทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์พบว่า บริเวณที่ตั้งของอยุธยาเป็นดินแดนที่เคยมีเมืองเก่าซึ่งเรียกกันว่าเมือ งอโยธยา ตั้งอยู่ทางฟากฝั่งตะวันออกแถบวัดพนัญเชิง เมืองอโยธยานี้สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาประมาณ ๒๐๐ ปี เคยเป็นชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น มีความอุดมสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ มีความเจริญรุ่งเรืองในการติดต่อค้าขายกับจีน โดยอโยธยาส่ง พริกไทย ไม้ฝาง ของป่าไปขายที่จีน และซื้อสินค้าพวกเครื่องเคลือบ แพร ไหม กลับมา อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะก่อนการก่อตั้งอยุธยา นั้น เมืองอโยธยาได้ซบเซาลงจนเกือบเป็นเมืองร้าง โดยไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แม้ว่าอโยธยาจะเสื่อม สลายไป แต่ก็ได้มอบมรดกทางเศรษฐกิจในด้านการติดต่อค้าขายกับจีนให้แก่อยุธยา ด้วยเหตุนี้อยุธยาจึงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีในด้านการค้าขายกับต่างประเทศ และยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรอีกด้วย เพราะอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง และพืชที่ปลูก กันมากก็คือ ข้าว ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ทาให้อยุธยาสามารถผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนได้เป็นจานวนมาก ซึ่งนับว่ามีความสาคัญมาก ต่ออยุธยา เพราะในสมัยก่อน กาลังคนเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง และเป็นพื้นฐานสาคัญอย่างหนึ่งในการสร้างและแผ่ขยายอาณาจักร ในคาให้การชาวกรุงเก่ากล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของอยุธยาว่า ที่ตั้งของอยุธยาซึ่งเรียกกันว่าหนองโสนนั้น “...ประกอบด้วยพรรณ มัจฉาชาติบริบูรณ์...” และในอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “…ในกรุงที่สร้างใหม่ในตาบลหนองโสนนั้น ปราศจากภัยพิบัติคือ ข้าวแพง และ อหิวาตกโรค เป็นต้น ฝูงชนพลเมืองรู้ทามาหากิน มีการกสิกรรมทาไร่นา ทาพาณิชยกรรมแลกเปลี่ยนค้าขาย ทาการช่างหัตถกรรม เป็น ต้นว่า จักสาน ทาหม้อไห ตุ่ม โอ่ง ใช้ใส่ข้าว ใส่น้ามากมูล ซื้อขายแก่กัน พวกราษฎรก็มีทรัพย์สินมั่งคั่ง เจริญสุขสมบูรณ์ขึ้นทุกที...”
3.
๓ ๒. พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรม อยุธยาได้รับมรดกทางด้านศิลปะ วิทยาการ
และศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ พราหมณ์และฮินดูจากลพบุรี ซึ่งเป็นดินแดน เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในตอนกลางของประเทศไทย ตามตานานกล่าวว่าเมืองละโว้หรือลพบุรีนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๐๐๒ และเชื่อกันว่าในสมัย อาณาจักรทวารวดี ละโว้เป็นเมืองหลวงทางด้านตะวันออกของอาณาจักร ในขณะที่นครปฐม อู่ทอง และสุพรรณบุรี ตามลาดับเป็นเมือง หลวงทางด้านตะวันตก นับตั้งแต่สมัยอาณาจักรทวารวดีเป็นต้นมาจนถึงสมัยที่อาณาจักรเขมรแผ่อานาจเข้ามาในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา ละโว้ มีบทบาทสาคัญในฐานะศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาพุทธ พราหมณ์ หรือ ฮินดู หลักฐานที่แสดงความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการนี้ มีทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ และเอกสารพวกตานานพงศาวดาร หลักฐาน จากเอกสารมี อาทิเช่น ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ พระนางจามเทวี เจ้าหญิงละโว้ซึ่งจะเสด็จขึ้นไปครองเมืองหริภุญไชย (เมืองลาพูน) ได้ทรงนาเอาพุทธ ศาสนา บัณฑิต หมอยา และช่างฝีมือจากละโว้ขึ้นไปด้วย ในปี พ.ศ. ๑๔๐๔ เจ้าชายญี่ปุ่น ผู้ทรงมีจิตศรัทธาในศาสนา ได้เสด็จแสวงหาคัมภีร์พุทธศาสนาระหว่างจีนและอินเดีย ได้ทรงแวะ มาค้นหาที่ละโว้ด้วย และสิ้นพระชนม์ที่นี่ นอกจากนั้นมีหลักฐานว่าปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พ่อขุนรามคาแหง พ่อขุนเม็งราย และ พระยางาเมืองเสด็จมาทรงศึกษาที่ละโว้ จากหลักฐานที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าละโว้หรือลพบุรีเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและได้ถ่ายทอดมรดกทาง วัฒนธรรมของตนไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ศาสนา และวิทยาการต่าง ๆ แก่อยุธยา พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมที่อยุธยาได้รับมรดกมานี้ เป็นปัจจัย สาคัญประการหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นปึกแผ่นแก่อาณาจักรต่อไป ๓. พื้นฐานทางด้านกาลังทหาร ตั้งแต่แรกก่อตั้งอาณาจักรอยุธยานับว่ามีพื้นฐานทางด้านกาลังทหารที่มั่นคงพอสมควรเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากแคว้น สุพรรณบุรี ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์อานาจทางการทหารในเขตลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างทางด้านตะวันตก ความเข้มแข็งในด้านกาลังทหาร ของแคว้นสุพรรณบุรี จะเห็นได้จากเหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้พระราเมศวรผู้ครองเมืองลพบุรี เสด็จไปตีนครธมเมืองหลวงของเขมร แต่พระราเมศวรกลับทรงพ่ายแพ้แก่กองทัพเขมร สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุน หลวงพะงั่ว เจ้าเมืองสุพรรณบุรี ทรงยกกองทัพเมืองสุพรรณไปช่วย ปรากฏว่าขุนหลวงพะงั่วทรงสามารถตีนครธมได้สาเร็จ เหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นว่าสุพรรณบุรีเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งในด้านกาลังทหาร จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในเขตที่ราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างทางด้าน ตะวันตก เป็นเมืองที่พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกมากนอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่มีความเจริญทางด้านการค้า เชื่อกันว่า เมื่อเมืองนครปฐมและเมืองอู่ทองซึ่งเป็นเมืองสาคัญของอาณาจักรทวารวดี ถูกทิ้งร้างไปเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สุพรรณบุรีได้เจริญ ขึ้นมาแทนที่เมืองทั้งสอง กลายเป็นศูนย์อานาจทางการค้าและการทหารในเขตลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างทางด้านตะวันตก และยังทาหน้าที่ เป็นเมืองหลวงทางด้านตะวันตกของอาณาจักรด้วย สุพรรณบุรีพยายามขยายอานาจทางการทหารของตนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากการที่ สุพรรณบุรียกกองทัพไปโจมตรีเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ได้กล่าวมาแล้วว่าพันธะจากการแต่งงานทาให้เกิดการเชื่อมโยงทางการเมืองระหว่างแคว้นสุพรรณบุรีและแคว้นละโว้ในปลายพุทธ ศตวรรษที่ ๑๙ และต่อมาสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ได้ทรงย้ายมาสร้างศูนย์อานาจทางการเมืองแห่งใหม่ที่อยุธยา ดังนั้น อาณาจักรอยุธยา จึงมีพื้นฐานทางด้านกาลังทหารที่มั่นคงพอสมควรตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะได้รับการสนับสนุนจากแคว้นสุพรรณบุรี การที่อยุธยามีพื้นฐานที่ดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และด้านกาลังทหารตั้งแต่แรกก่อตั้งอาณาจักร ทาให้อยุธยาสามารถสร้าง ความเป็นปึกแผ่น และแผ่ขยายอาณาจักรออกไปได้อย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้ว่าเพียงชั่วระยะเวลาประมาณ ๙๐ ปี หลังจากการก่อตั้ง อยุธยาสามารถทาลายศูนย์อานาจทางการเมืองที่สาคัญในขณะนั้นให้หมดอานาจไป ๒ อาณาจักร คือ อาณาจักรเขมร (พ.ศ. ๑๙๗๔) และ อาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. ๑๙๘๑) อีกทั้งยังได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์อานาจทางการเมืองของคนไทยในแถบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาทั้งตอนบนและ ตอนล่าง นับจากนั้นเป็นต้นมา (ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐) อยุธยาก็ได้ครองความเป็นผู้นาของโลกคนไทยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๓๑๐ จึงล่มสลาย ไปจากเสียกรุงแก่พม่า นับเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรอยุธยาที่มีอายุยืนนานถึง ๔๑๗ ปี (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐)
4.
๔ สภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมช่วง
พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๙๑ ลักษณะทางการเมืองการปกครอง ๑. ฐานะและอานาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ อาณาจักรอยุธยาปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยเช่นเดียวกับอาณาจักรสุโขทัย ในระบอบนี้ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นาสูงสุด ของอาณาจักร และทรงไว้ซึ่งพระราชอานาจอย่างเด็ดขาดแต่พระองค์เดียวในการปกครองทั้งในยามสงบและในยามสงคราม แม้ว่าสุโขทัย และอยุธยาจะใช้ระบอบการปกครองแบบเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในด้านคติหรือแนวคิดที่ใช้เป็นหลักในการกาหนดฐานะและอานาจ หน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ในสมัยสุโขทัยแนวคิดหลักที่ใช้ในการกาหนดคือคติที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประดุจบิดาของประชาชน” แต่ในสมัยอยุธยาใช้คติที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมิใช่มนุษย์ธรรมดา หากทรงเป็นองค์อวตารของพระเป็นเจ้า” แนวคิดแบบนี้เรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า เทวราชา โดยรับแนวคิดมาจากเขมร ซึ่งเขมรเองก็ได้รับจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง คติเรื่องเทวราชามีพื้นฐานมาจากลัทธิพราหมณ์โดยมี ความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อวตารของพระเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ซึ่งอาจจะเป็นพระศิวะหรือพระวิษณุองค์ใดองค์หนึ่ง ความ เชื่อนี้จะปรากฏในพิธีบรมราชาภิเษก ในพิธีนี้พราหมณ์ซึ่งถือกันว่าเป็นชนกลุ่มเดียวที่สามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้โดยตรงจะเป็นผู้สาธยาย มนต์อัญเชิญพระเป็นเจ้าให้เสด็จลงมาสถิตในองค์พระมหากษัตริย์ นอกจากนั้นในระหว่างประกอบพิธี พราหมณ์จะใช้คาพูดกับ พระมหากษัตริย์เหมือนดังเช่นพูดกับพระศิวะหรือพระวิษณุ และจะถวายสัญลักษณ์ของพระเป็นเจ้าแด่พระมหากษัตริย์ด้วย เช่น พระสังวาย์ธุรา พระแสงราชาวุธ และพระบรมนามาภิไธยที่มีคาว่า “ทิพยเทพาวตาร” ซึ่งแปลว่า “อวตารของพระเป็นเจ้าบนสวรรค์” สิ่งประกอบในพิธี บรมราชาภิเษกเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า องค์พระมหากษัตริย์ ได้ทรงกลายเป็นพระเป็นเจ้าแล้ว เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเป็นเทพเจ้า ก็ต้องมีการสร้างระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะและความ ยิ่งใหญ่ของพระองค์ สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาจึงมีลักษณะเฉพาะที่เป็นแบบแผนกว่าสมัยสุโขทัย กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมีอยู่หลาย ประการพอจะสรุปได้ดังนี้คือ ประการแรก มีกฎข้อบังคับว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงอยู่ในที่สูงเหนือผู้อื่นใดทั้งสิ้น การตั้งที่ประทับของพระมหากษัตริย์จึง ต้องอยู่เหนือคนอื่น ๆ จะอยู่ต่ากว่าหรือจะอยู่เสมอกันไม่ได้ กฎข้อบังคับนี้ต่อมาได้กลายเป็นขนบประเพณีทาให้ทุกคนต้องลดตนให้ต่าลงไป เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้า จาต้องทรงอยู่เหนือมนุษย์ทั้งปวง ประการที่สอง พระมหากษัตริย์จะต้องทรงแยกพระองค์ต่างหากออกจากมนุษย์คนอื่น เพราะเมื่อพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแล้ว จะ ทรงคลุกคลีกับคนธรรมดาสามัญไม่ได้ จะทาให้ขาดความเคารพ และทาให้เสื่อมในคติความเชื่อ กฎเกณฑ์ข้อนี้ทาให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใน ฐานะสูงส่งและลี้ลับ จนกระทั่งราษฎรธรรมดาไม่สามารถจะเข้าถึงได้อีกต่อไป ประการที่สาม ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คือ พระบรมมหาราชวังนั้น จะได้รับการสร้างขึ้นโดยเจตนาให้มีกฎเกณฑ์และมีพิธีการ เหมือนดั่งเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ โดยปกติในเทวสถานจะมีเทวทาส คือ ทาสหญิงของพระเป็นเจ้าอยู่เป็นจานวนมาก ทาหน้าที่ ปรนนิบัติรับใช้พระเป็นเจ้า ในพระบรมมหาราชวังก็จะมีนางสนมกานัลอยู่เป็นจานวนมากเพื่อปรนนิบัติรับใช้องค์พระมหากษัตริย์ นอกจากนั้นจะมีพราหมณ์ประจาราชสานักมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อบูชาพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงมีฐานะเป็นเทพเจ้า ประการที่สี่ มีการสร้างราชาศัพท์ขึ้นสาหรับใช้กับองค์พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ประการสุดท้าย การออกกฎข้อบังคับหรือข้อห้ามต่าง ๆ เกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ เช่น ห้ามจับต้ององค์พระมหากษัตริย์ ห้าม มองพระมหากษัตริย์ ห้ามถามอาการพระประชวร ห้ามเอ่ยพระนามจริง และ ห้ามขุนนางวิวาทชกตีกันในเขตพระราชฐาน เป็นต้น ผู้ทาผิด กฎข้อบังคับเหล่านี้จะได้รับโทษ กล่าวได้ว่า พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาทรงอยู่ในฐานะเทพเจ้าตามคติความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ใน สมัยนี้มีหลักการและแบบแผนที่แน่นอนในด้านพระราชอานาจ เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะสูงส่ง เป็นอวตารของพระเป็นเจ้า พระ ราชอานาจจึงมิได้เกิดจาก “สัญญาประชาคม” แต่ได้จากการที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ และทรงมีความสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ ในส่วนของ ภาระหน้าที่ พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่ในการทาสงครามป้องกันราชอาณาจักรให้พ้นจากภัยของอริราชศัตรู รักษาความสงบเรียบร้อยของ สังคม คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของอาณาประชาราษฎร์ ทานุบารุงส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประกอบพิธีต่าง ๆ สาหรับพระนคร แม้ว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาจะทรงได้รับคติเทวราชาจากเขมร แต่ความเป็นเทวราชาของพระองค์ก็มิได้มีลักษณะเด็ดขาด และสมบูรณ์เหมือนเช่นประเทศต้นเค้าคติความเชื่อ ดังจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์อยุธยาไม่เคยทรงเกณฑ์แรงงานคนไปสร้างปราสาทหิน ขนาดใหญ่เพื่อเก็บพระบรมศพดังเช่นที่กระทากันในอาณาจักรเขมรที่เป็นเช่นนี้เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ซึ่ง
5.
๕ เน้นว่าผู้ปกครองจะต้องยึดมั่นใน ทศพิธราชธรรม ราชจรรยานุวัตร
และจักรวรรดิวัตร เทวราชาของอยุธยาจึงมีลักษณะปานกลางกล่าวคือ ไม่เป็นเทพเจ้าที่สูงส่งมากอย่างเขมร แต่ในขณะเดียวกันก็มิได้เป็นคนธรรมดาอย่างสุโขทัย อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะนามาพิจารณาก็คือ เพราะเหตุใดอาณาจักรอยุธยาจึงรับคติเทวราชาจากเขมรมาเป็นหลักในการกาหนดฐานะ และอานาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเช่นนี้ เพราะตั้งแต่แรกก่อตั้ง อยุธยามีนโยบายที่จะแผ่ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง และทาลายศูนย์อานาจทางการเมืองอื่น ๆ เช่น อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรเขมร ดังนั้นอยุธยาจึงจาเป็นต้องสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ มีความศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง และมีอานาจเด็ดขาดน่าเกรงขาม เพื่อให้การปกครองดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้มีอานาจเด็ดขาดน่า เกรงขาม เพื่อให้การปกครองดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้อาณาจักรที่กาลังแผ่ขยายออกไปอย่างไพศาลดารงคงอยู่ได้ ปรากฎ ว่าอยุธยาประสบความสาเร็จในการเอาคติเทวราชามาใช้ สามารถสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีคุณลักษณะตามที่กล่าวมาข้างต้น สถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง และมีอานาจเด็ดขาดน่าเกรงขามนี้ได้มีส่วนอย่างมากในการช่วยสนับสนุนให้ อาณาจักรอยุธยาที่กว้างใหญ่ไพศาลสามารถดารงอยู่ได้หลายร้อยปี แม้เมื่อเผชิญกับคามผันผวนทางการเมือง เช่น การมีพระมหากษัตริย์ที่ อ่อนแอ การแย่งชิงราชสมบัติที่เกิดขึ้นหลายครั้ง และการสงครามที่ทากับพม่า เป็นต้น เดวิด เค วายอัตต์ ได้กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามคติเทวราชาไว้ตอนหนึ่งว่า “…ลัทธิพราหมณ์ทาให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่เปล่งรัศมีอันงดงาม มหัศจรรย์ เป็นสถาบันที่ ตั้งอยู่ในชั้นจักรวาล ซึ่งค้าจุนพระราชอานาจของพระมหากษัตริย์ในการปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ทั่วทุกสารทิศ…” ๒. การเมืองภายใน ได้กล่าวมาแล้วว่า อาณาจักรอยุธยาเกิดจากการรวมตัวทางการเมืองของลพบุรีและสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแคว้นสาคัญในแถบลุ่มแม่น้า เจ้าพระยาตอนล่าง ดังนั้นการเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาในช่วงต้น จึงเป็นการแย่งอานาจทางการเมืองระหว่างเจ้านายจากลพบุรีและ เจ้านายจากสุพรรณบุรี เป็นการเมืองซึ่งจากัดอยู่เฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูงอันเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๑๒) การแย่งชิงอานาจมิได้เกิดขึ้น เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่มีความสามารถมาก ได้ทรงประนีประนอมให้ กลุ่มการเมืองทั้งสองอยู่ร่วมกันได้ แต่เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว การแย่งอานาจทางการเมืองระหว่างเจ้านายลพบุรี หรือราชวงศ์อู่ทอง และเจ้านายสุพรรณบุรีหรือราชวงศ์สุพรรณภูมิ ก็ได้อุบัติขึ้น และได้ดาเนินอยู่นานประมาณ ๔๐ ปี (พ.ศ. ๑๙๑๓ – ๑๙๕๒) จึงได้ยุติลง โดยราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ครองอานาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ส่วนราชวงศ์อู่ทองนั้นหมดบทบาทไปจากการเมืองอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ พระราเมศวร พระราชโอรสซึ่งขณะนั้นครองเมืองลพบุรีได้เสด็จมา ครองราชย์สมบัติที่กรุงศรีอยุธยาสืบต่อมา แต่พระองค์ทรงครองราชย์ได้เพียงปีเดียว (พ.ศ. ๑๙๑๒ – ๑๙๑๓) ขุนหลวงพะงั่วซึ่งมีศักดิ์เป็นพระ ปิตุลา (ลุง) และครองเมืองสุพรรณบุรี ได้ยกกองทัพมาแย่งราชสมบัติจากสมเด็จพระราเมศวร ที่อยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๓ สมเด็จพระราเมศวร มิได้ทรงสู้รบ ทรงยอมแพ้แต่โดยดี และเสด็จกลับไปประทับที่ลพบุรีถิ่นเดิมของพระองค์ เมื่อขุนหลวงพะงั่วหรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงขึ้นครองราชย์ที่อยุธยาแล้วทางเมืองสุพรรณบุรีเจ้านายราชวงศ์สุพรรณภู มิได้ครองเมืองนี้สืบต่อมา ขุนหลวงพะงั่วครองราชย์สมบัติระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๑๓ – ๑๙๓๑ เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชโอรสซึ่งมี พระชนม์เพียง ๑๕ พรรษา ทรงพระนามว่า เจ้าทองลัน เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อได้เพียง ๗ วัน สมเด็จพระราเมศวรได้เสด็จยกกองทัพจาก ลพบุรีมาชิงราชสมบัติจากพระเจ้าทองลัน และโปรดให้สาเร็จโทษที่วัดโคกพระยา การแย่งอานาจทางการเมืองครั้งที่สองนี้เป็นการต่อสู้ ระหว่างลูกพี่ – ลูกน้อง และราชวงศ์อู่ทองก็ได้กลับขึ้นมามีอานาจที่อยุธยาอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างที่ราชวงศ์อู่ทองมีอานาจที่อยุธยานั้นที่เมือง สุพรรณบุรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เจ้านายราชวงศ์สุพรรณภูมิยังคงมีอานาจอยู่ และดาเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากฐาน ที่มั่นของตนเพื่อช่วงชิงอานาจคืนเช่นกัน หลังจากที่สมเด็จพระราเมศวร (พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๓๘) เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระรามราชา พระราชโอรส (พ.ศ. ๑๙๓๘ – ๑๙๕๒) ครองราชย์อยู่ที่อยุธยาได้ ๑๔ ปี ก็หมดอานาจและหมดบทบาทไปจากการเมืองอยุธยา กล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๑๙๕๒ สมเด็จพระรามราชาทรงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเจ้าเสนาบดีซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เจ้าเสนาบดีจึงหนีจากอยุธยาไปเชิญ พระอินทราชา เจ้าเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของขุนหลวงพะงั่ว (พระโอรสของพระอนุชาขุนหลวงพะงั่ว) เสด็จยกกองทัพลงมายึด กรุงศรีอยุธยาจากสมเด็จพระรามราชา และเนรเทศพระองค์ไปอยู่ที่ปท่าคูจาม ซึ่งปัจจุบันเราก็ยังไม่ทราบว่าคือสถานที่ใด นับจากปี พ.ศ. ๑๙๕๒ ปัญหาการแย่งชิงอานาจทางการเมืองระหว่างราชวงศ์อู่ทองและสุพรรณภูมิได้ยุติลง โดยราชวงศ์อู่ทองเป็น ฝ่ายพ่ายแพ้ และราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ครองอานาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาด มาจนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๑๑๒
6.
๖ เมื่อพิจารณาจากการแย่งชิงอานาจทางการเมืองระหว่างราชวงศ์ทั้งสองแล้ว กล่าวได้ว่าการจะได้อานาจทางการเมืองในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้น จะต้องอาศัยกาลังทหารเป็นพื้นฐานสาคัญ เห็นได้ว่า
ราชวงศ์สุพรรณภูมิซึ่งมีความเข้มแข็งทางการทหารจึงเป็นฝ่ายประสบชัยชนะในที่สุด อย่างไรก็ตาม นอกจากการต่อสู้โดยอาศัยกาลังทหารแล้ว ราชวงศ์อู่ทองและราชวงศ์สุพรรณภูมิยังต่อสู้โดยการแสวงหาการรับรอง ทางการทูตจากจีน ซึ่งเป็นมหาอานาจทางการเมืองในดินแดนแถบนี้ เช่น ในช่วงที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรง ครองราชย์โดยแย่งมาจากสมเด็จพระราเมศวรนั้น พระราชมารดาของสมเด็จพระราเมศวร (พระขนิษฐาของขุนหลวงพะงั่ว) ได้ส่งคณะทูตนา เครื่องบรรณาการไปถวายพระมเหสีของพระจักรพรรดิจีนถึง ๒ ครั้งในปี พ.ศ. ๑๙๑๖ และทูลฟ้องว่าพระราชโอรสถูกแย่งราชสมบัติแต่ก็ถูก ปฏิเสธไม่รับรองคณะทูตจากลพบุรี ในปีเดียวกันนั้น (พ.ศ. ๑๙๑๖) สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ได้ทรงส่งคณะทูตไปจีนถึง ๒ ครั้ง เช่นกัน และได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแน่นแฟ้นกว่าทางฝ่ายลพบุรี อย่างไรก็ตาม การที่จะได้มาซึ่งอานาจทางการเมืองใน อยุธยาจะต้องอาศัยกาลังทหารเป็นปัจจัยหลักที่สาคัญที่สุดส่วนการแสวงการรับรองทางการทูตจากจีนเป็นเพียงปัจจัยรองที่มาประกอบเท่านั้น ๓. การจัดรูปแบบการปกครอง หลักฐานต่าง ๆ เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับการจัดรูปแบบการปกครองของอาณาจักรอยุธยาในระยะเริ่มแรกมีอยู่ไม่มาก เราจึงไม่ ค่อยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดรูปแบบการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้น ทราบเพียงแต่ว่า ในระยะแรก การบริหารราชการส่วนกลาง คือ ในเขตเมืองหลวงและบริเวณโดยรอบเมืองหลวง มีกรมสาคัญอยู่ ๔ กรม คือ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งรวมเรียกว่า “จตุสดมภ์” แปลว่า “หลักทั้ง ๔” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า การจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางในลักษณะนี้คง จะได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะอาณาจักรอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย เช่น อาณาจักรพม่า อาณาจักรเขมร อาณาจักรชวา และอาณาจักรในมลายู ล้วนแต่จัดรูปแบบการปกครองส่วนกลางเป็น ๔ กรมสาคัญเช่นเดียวกับอาณาจักรอยุธยา ส่วนนักประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศให้เหตุผลว่า การที่อินเดียและอาณาจักรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จัดรูปแบบการ ปกครองส่วนกลางเป็น ๔ กรมใหญ่นั้น เพราะต้องการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางให้เป็นไปตามคติความเชื่อเกี่ยวกับระเบียบของ จักรวาล กล่าวคือ จักรวาลมีทิศสาคัญอยู่ ๔ ทิศ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก แต่ละทิศมียักษ์รักษาประจาอยู่รวม ทั้งหมด ๔ ตน เรียกว่า “โลกบาล” การจัดให้มีขุนนางสาคัญ ๔ คนก็เพื่อให้เป็นตัวแทนของโลกบาลทั้ง ๔ นั่นเอง เชื่อกันว่า หากจัด ระเบียบในโลกมนุษย์ให้สอดคล้องกับระเบียบของจักรวาลแล้ว อาณาจักรจะมีความเจริญรุ่งเรือง สาหรับขุนนางที่เป็นผู้บังคับบัญชากรมใหญ่ ทั้ง ๔ นี้ สันนิษฐานว่า เป็นพวกขุนนางที่มียศ “ขุน” ซึ่งเป็นยศสูงสุดของขุนนางในสมัยแรกก่อตั้งอาณาจักรอยุธยา ส่วนขอบเขตอานาจของ ขุนนางเหล่านี้จะมีมากแค่ไหนไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกอย่างแน่ชัด แต่เนื่องจากเป็นระยะเริ่มต้นของอาณาจักรอานาจที่มีอยู่จึงน่าจะมีในเขต เมืองหลวงและบริเวณโดยรอบเท่านั้น คงไม่ขยายออกไปเหมือนในช่วงสมัยหลังการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใน ด้านหน้าที่ความรับผิดชอบจตุสดมภ์มีอานาจหน้าที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ กรมเวียง เป็นพนักงานปกครองท้องที่ รักษาความสงบภายในเขตเมืองหลวงและบริเวณใกล้เคียง กรมวัง เป็นหัวหน้าในพระราชสานัก และดูแลรับผิดชอบเรื่องความยุติธรรมด้วย กรมคลัง เป็นพนักงานรับจ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ ที่ได้มากจากภาษีอากร กรมนา เป็นพนักงานตรวจตราการทาไร่นา ออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่นาแก่ชาวนา รวมทั้งมีหน้าที่เก็บหางข้าวขึ้น ฉางหลวงสาหรับเก็บไว้ใช้ในราชการ นอกจากกรมสาคัญทั้ง ๔ กรมนี้แล้ว ในเมืองหลวงจะมีกรมย่อยลดหลั่นกันลงมาอีก แต่ไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกไว้อย่างชัดว่ามีกรม ใดบ้าง ต่อมาจานวนกรมย่อยหรือกรมขนาดเล็กคงเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) ปรากฎว่ามีกรมขนาดเล็กอยู่หลายสิบกรม การบริหารราชการส่วนภูมิภาค อาณาจักรอยุธยาในสมัยต้น (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๙๑) มี เมืองอยุธยา ลพบุรีและสุพรรณบุรีเป็น เมืองสาคัญ ทางทิศใต้มีเมืองนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และอาจมีเมืองนครศรีธรรมราชไว้ในอาณาจักรด้วย ทางด้านตะวันตกจดเทือกเขาที่ กั้นแดนระหว่างตะนาวศรีกับไทย ทิศตะวันออกคงจะจดกับเขมร แถวดงพญาเย็น และลุ่มน้าบางปะกง ทางทิศเหนือถึงเมืองชัยนาท ติดกับ อาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ จนถึงสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา พ.ศ. ๑๙๖๗ – ๑๙๙๑) อยุธยาจึงสามารถครอบครองดินแดนที่เดิมเคยเป็นอาณาจักรสุโขทัยได้อย่างแท้จริง หัวเมืองที่อยู่ในอาณาบริเวณที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถ้าเป็นเมืองเล็กที่ไม่ค่อยมีความสาคัญ และอยู่ใกล้อยุธยา จะส่งขุนนางไปปกครอง และขึ้นตรงต่อเมืองหลวง แต่ถ้าเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสาคัญไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือด้านกาลังทหาร อยุธยาจะส่งเจ้านายชั้นสูงไป
7.
๗ ปกครองซึ่งเมืองที่เจ้านายเป็นเจ้าเมือง เรียกกันว่าเมืองลูกหลวง หรือเมืองหลานหลวง
แล้วแต่ยศศักดิ์ของเจ้านายผู้ดารงตาแหน่งเจ้าเมือง เมืองลูกหลวงและเมืองหลานหลวงจะมีเมืองเล็ก ๆ เป็นเมืองบริวารมาขึ้นอยู่ด้วย เท่าที่ปรากฏในหลักฐานที่กล่าวถึงการส่งเจ้านายไปครองเมืองนั้น เมืองลูกหลวงในสมัยอยุธยาตอนต้นมี เมืองสุพรรณบุรี เมือง ลพบุรี เมืองแพรกศรีราชาหรือเมืองสรรค์ และเมืองชัยนาท ส่วนเมืองหลานหลวงได้แก่ เมืองอินทบุรี เจ้านายที่ไปครองเมืองเหล่านี้ เช่น ขุนหลวงพะงั่ว พระอินทราชา และเจ้าอ้ายพระยา ทรงครองเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรเคยทรงครองเมืองลพบุรี เจ้ายี่พระยาเคย ทรงครองเมืองแพรกศรีราชา เจ้าสามพระยาเคยทรงครองเมืองชัยนาทก่อนขึ้นเสวยราชย์ และสันนิษฐานว่าพระอินทราชาคงจะเคยทรงครอง เมืองอินทบุรีก่อนที่จะมาเป็นเจ้าเมืองสุพรรณบุรี เมืองลูกหลวงและเมืองหลานหลวงเหล่านี้จะมีอานาจในการปกครองตนเองค่อนข้างมากจนเกือบเป็นอิสระ ทั้งในการเก็บภาษีอากร การควบคุมกาลังไพร่พล การพิจารณาไต่สวน ตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นภายในเมือง และการตั้งตาแหน่งขุนนางชั้นผู้น้อยเพื่อช่วยบริหารราชการ การที่เมืองหลวงให้เมืองลูกหลวง และเมืองหลานหลวงปกครองตนเองเกือบจะเป็นเอกเทศนั้น ทาให้ความสัมพันธ์ทางการปกครองระหว่าง เมืองหลวงกับเมืองเหล่านี้ยังเป็นโครงสร้างทางการปกครองแบบหลวม ที่ก่อให้เกิดการแย่งชิงอานาจทางการเมืองขึ้นบ่อยครั้ง “… เพราะการที่พระมหากษัตริย์ทรงกระจายอานาจการปกครองให้แก่เจ้านายในพระราชวงศ์ไปปกครองเมืองลูกหลวงหลานหลวง อย่างกึ่งอิสระ โดยไม่สามารถควบคุมดูแลได้อย่างใกล้ชิดอย่างหนึ่ง และไว้วางพระราชหฤทัยเกินไปว่าเป็นเครือญาติเดียวกันอีกอย่างหนึ่ง ทา ให้คิดไปว่า คงจะไม่ทรยศ กบฎต่อ“พระคุณ” เป็นแน่ อันที่จริงการใช้ “พระคุณ” มากกว่า “พระเดช” ในลักษณะนี้ก็เป็นผลดีอยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นเพียงชั่วระยะหนึ่งที่พวกนั้นจะจงรักภักดีต่อพระองค์ ต่อเมื่อสิ้นรัชกาลผู้มีพระคุณแล้วนั่นแหละก็จะเกิดความวุ่นวายขึ้นเพราะจะต้องมี เจ้าผู้ครองนครเมืองลูกหลวงเมืองใดเมืองหนึ่งซึ่งเป็นรัชทายาทเสวยราชสมบัติต่อ บรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายที่เคยดารงตาแหน่งฐานะเท่าเทียม กันมาก่อน ก็สิ้นความจงรักภักดี เพราะบางคนก็คิดอยากเป็นใหญ่เป็นโต ปัญหาการเมืองข้อนี้ อาจลุล่วงไปด้วยดี หากพระมหากษัตริย์องค์ ใหม่ทรงเข้มแข็ง เด็ดขาด และมีฝีไม้ลายมือเป็นที่เชื่อถือกันมาก่อนเสวยราชย์ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดทรงอ่อนแอ เมืองลูกหลวง หลานหลวงทั้งหลายก็อาจจะกระด้างกระเดื่อง คิดแยกตัวเป็นอิสระ หรือเตรียมพร้อมที่จะช่วงชิงราชบัลลังก์…” ถัดจากเขตเมืองลูกหลวงเมืองหลานหลวงออกไป คือ หัวเมืองประเทศราช ซึ่งในสมัยอยุธยาตอนต้นน่าจะได้แก่ สุโขทัย นครศรีธรรมราช หัวเมืองเหล่านี้อยุธยาจะให้เจ้านายเชื้อสายเจ้าเมืองเดิมเป็นผู้ปกครองอย่างอิสระตามประเพณีการปกครองของแต่ละเมือง อยุธยาจะไม่เข้าแทรกแซงแต่ประการใด โดยหัวเมืองประเทศราชจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้อยุธยาตามเวลาที่กาหนดไว้ ๔. การควบคุมกาลังคน ในสมัยอยุธยา กาลังคนหรือแรงงานไพร่นับเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งอย่างหนึ่งของอาณาจักรทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ คาว่า “ไพร่” หมายถึง ราษฎรธรรมดาที่เป็นเสรีชน หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประชาชนทั่วไป คนส่วนใหญ่ของสังคมประมาณร้อยละ ๘๐ – ๙๐ จะเป็นไพร่ จากหลักฐานพบว่ากาลังคนมีความสาคัญอย่างมากต่อการเสริมสร้างและแผ่ขยายอาณาจักร ในด้านเศรษฐกิจกาลังคนเป็นบ่อเกิด ของผลผลิตซึ่งยังความมั่งคั่งสมบูรณ์ให้แก่รัฐ ในขณะเดียวกันกาลังคนก็เป็นพื้นฐานสาคัญประการหนึ่งของการสร้างอานาจทางการเมือง เป็น กองทัพในยามเกิดศึกสงคราม อีกทั้งยังเป็นแรงงานโยธาในการก่อสร้าง เช่น การสร้างป้อมปราการ กาแพงเมือง ขุดอ่างเก็บน้า คูเมือง สร้างถนนหนทาง และวัดวาอารามต่าง ๆ ดังนั้นแต่ละอาณาจักรจึงต้องสร้างวิธีการหรือระบบที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมกาลังคน เพื่อให้สามารถเกณฑ์แรงงานไพร่มาใช้ได้อย่างรวดเร็วในยามที่เกิดความต้องการ อาณาจักรอยุธยาในช่วงต้นจะมีการจัดระบบการควบคุมกาลังคนหรือแรงงานไพร่เป็นอย่างไรนั้น ไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกไว้อย่าง ละเอียด สันนิษฐานว่าคงจะมีวิธีการควบคุมอย่างง่าย ๆ โดยแบ่งบุคคลในสังคมออกเป็น ๒ พวก คือ พวกที่ควบคุมบังคับบัญชาไพร่ เรียกว่า มูลนาย ซึ่งได้แก่เจ้านายและขุนนาง ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมได้แก่ พวกไพร่หรือประชาชน ส่วนวิธีการควบคุมนั้น ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช ได้เสนอข้อคิดเห็นว่า คงจะมีการรวบรวมไพร่ให้รวมเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน ไพร่ในกลุ่มเหล่านี้เรียกว่า ลูกหมู่ แล้วมีเจ้าหมู่เป็นหัวหน้าคอยควบคุมดูแลหลาย ๆ หมู่รวมเป็นแขวง มีหัวแขวงเป็นหัวหน้า และเพื่อความ สะดวกในการเรียกเกณฑ์ไพร่พลจึงมีกฎข้อบังคับว่า ไพร่ต้องลงทะเบียนกับหัวหน้าของตนดังปรากฏในมาตรา ๑๐ ของกฎหมายลักษณะรับฟ้อง พ.ศ. ๑๘๙๙ ที่ระบุว่า “...ราษฎรมาร้องฟ้องด้วยคดีประการใด ๆ แลมิได้ตั้งสังกัดมูลนาย อย่าพึงรับไว้บังคับบัญชาโดยอันขาดทีเดียว ให้ส่งตัว หาสังกัดมูลนายมิได้นั้นแก่สัสดีเอาเป็นคนหลวง…”
8.
๘ นอกจากที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว เราไม่ทราบรายละเอียดอื่นที่เกี่ยวกับวิธีการควบคุมกาลังคนในสมัยอยุธยาตอนต้น ในด้านความ รับผิดชอบ
มูลนายมีหน้าที่ปกครองดูแลไพร่ในสังกัดของตนให้อยู่อย่างเรียบร้อย รวมทั้งควบคุมดูแลความประพฤติของไพร่ในบังคับ และ รับผิดชอบเกณฑ์ไพร่พลมาให้แก่รัฐ เมื่อรัฐมีความต้องการกาลังคนไปใช้ ลักษณะทางเศรษฐกิจ อยุธยามีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีตั้งแต่แรกก่อตั้งอาณาจักร และพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีนี้เป็นปัจจัยสาคัญที่ช่วยให้อยุธยาสามารถ พัฒนาความเจริญรุ่งเรือง และสร้างความเป็นปึกแผ่นได้อย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจของอาณาจักรอยุธยามีพื้นฐานอยู่ที่การเกษตรและการค้ากับ ต่างประเทศ ๑. การเกษตร อาณาจักรอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งมีอาณาบริเวณตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงอ่าวไทย ที่ราบลุ่ม แม่น้านี้เกิดจากการทับถมของโคลนตม เนื้อดินจึงมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นดินตะกอนที่มีทรายปนเพียงเล็กน้อย และสามารถเก็บกักน้าได้เป็น อย่างดี จึงเป็นดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวนาลุ่ม ความเหมาะสมทางสภาพภูมิศาสตร์ ทาให้อยุธยาเป็น แหล่งเพาะปลูกที่สาคัญแห่งหนึ่งในดินแดนแถบนี้ พืชสาคัญที่ปลูกกันมากในอาณาจักรอยุธยาจนกลายเป็นพืชหลัก คือ ข้าว รองลงมาได้แก่ พริกไทย ฝ้าย หมาก มะพร้าว เป็นต้น แม้ว่าสภาพภูมิศาสตร์จะเอื้ออานวยต่อการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก แต่การเกษตรของอยุธยาก็ยังเป็นการเกษตรแบบพอยังชีพ กล่าวคือ ใช้ เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลักใหญ่ หากสภาพดินฟ้าอากาศไม่อานวยอันเนื่องมาจากเกิดภาวะฝนแล้งหรือน้าท่วม ผลผลิตทางการเกษตรก็จะตกต่าจนนาไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร นอกจากนั้นยังมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพียงเพื่อการบริโภคภายใน อาณาจักรเท่านั้นมิได้ผลิตเพื่อขาย สินค้าทางการเกษตรที่อยุธยาส่งไปขายต่างประเทศน่าจะเป็นผลผลิตที่ไม่ได้บริโภคในอาณาจักร ในด้านรัฐบาลดูแลการเพาะปลูกของราษฎรเพียงแค่ออกกฎหมายคุ้มครองการทานาบางส่วน ดังปรากฏในกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ เช่น ให้เจ้าของช้าง ม้า โค กระบือ ระวังสัตว์เลี้ยงของตนให้ดี ไม่ให้ไปกินต้นข้าวในนาของผู้อื่น มิฉะนั้นจะถูกลงโทษ และ ห้ามมิให้ลักแอก ไถ และคราดของชาวนา เป็นต้น นอกจากนั้นรัฐบาลได้ส่งเสริมและให้สิทธิแก่ราษฎรในการบุกเบิกที่ดินแหล่งใหม่เพื่อใช้เพาะปลูก ดัง ปรากฏในกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จมาตราที่ ๔๕ ระบุว่า “...ถ้าผู้ใดก่นสร้างเลิกสร้างที่ไร่นาเรือกสวนนั้น ให้ไปบอกแก่เสนานายระวาง นายอากร ไปดูที่ไร่นาเรือกสวนที่ก่นสร้างนั้นให้รู้มาก แลน้อย ให้เสนานายระวางนายอากรเขียนโฉนด ให้ไว้แก่ผู้เลิกร้างก่นสร้างนั้น ให้รู้ว่าผู้นั้นอยู่บ้านนั้น ก่นสร้างเลิกร้างตาบลนั้นขึ้นในปีนั้น เท่านั้นไว้เป็นสาคัญ...” และ ปรากฏในมาตรา ๕๔ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “..อนึ่งที่นอกเมืองชารุดอยู่นานก็ดี และมันผู้หนึ่งล้อมเอาที่นั้นเป็นไร่ เป็นสวนมัน มันได้ปลูกต้นไม้สรรพอะยะมานีในที่นั้นไว้ ให้ ลดอากรไว้แก่มันปีหนึ่งพ้นกว่านั้นเป็นอากรหลวงแล..” ส่วนในด้านการชลประทานนั้นรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมแต่อย่างใด การขุดคลองที่เกิดขึ้นก็เพื่อสนองความต้องการทางด้านยุทธศาสตร์ การคมนาคม และการระบายน้าที่ท่วมตอนหน้าน้าเท่านั้น มิได้ขุดเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมโดยตรง แม้ว่ารัฐบาลในสมัยอยุธยาตอนต้นจะไม่ได้ส่งเสริมการเกษตรมากนัก แต่สภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและความอุดมสมบูรณ์ของ พื้นดิน ทาให้อยุธยาสามารถผลิตอาหารเลี้ยงดูผู้คนได้เป็นจานวนมาก ซึ่งนับเป็นรากฐานสาคัญอย่างหนึ่งของการเสริมสร้างและแผ่ขยาย อาณาจักร การเกษตรจึงเป็นพื้นฐานสาคัญของเศรษฐกิจอยุธยามาตลอดระยะเวลา ๔๑๗ ปี ๒. การค้ากับต่างประเทศ ทาเลที่ตั้งของอยุธยามีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมให้อาณาจักรอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า กล่าวคือ อยุธยาตั้งอยู่บนฝั่ง แม่น้าที่ลึกเข้าไปในผืนแผ่นดิน แต่ก็ไม่ไกลจากปากน้า (ทะเล) จนเกินไป ทาให้อยุธยาสามารถติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างประเทศได้อย่าง สะดวก รวมทั้งสามารถทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการติดต่อค้าขายระหว่างพ่อค้าต่างชาติกับอาณาจักรที่อยู่ลึกเข้าไป เช่น สุโขทัย ล้านนา หรือ เป็นการทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางติดต่อค้าขายระหว่างพ่อค้าจีน ญี่ปุ่น กับพวกพ่อค้าต่างชาติอื่น ๆ อยุธยาจึงเป็นศูนย์กลาง การค้าที่สาคัญและการค้ากับต่างประเทศนี้จึงเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาตลอดระยะเวลา ๔๑๗ ปี แต่การค้าในแต่ละช่วงก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลา ในสมัยอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๙๑) การค้ากับต่างประเทศที่มีอยู่เป็นการค้าสาเภากับจีน ญี่ปุ่น อาหรับ มลายู
9.
๙ อินเดีย ชวา และฟิลิปปินส์
โดยอยุธยาติดต่อค้าขายกับจีนมากที่สุดส่วนชาติอื่นนั้นมีเพียงเล็กน้อย การค้าสาเภาส่วนใหญ่ในสมัยนี้ ดาเนินการโดยพระมหากษัตริย์ เจ้านาย และขุนนาง มีการค้าของเอกชนที่ดาเนินการโดยพวกพ่อค้าชาวจีนบ้าง แต่ไม่ปรากฏการค้าสาเภา ของพ่อค้าชาวไทยที่เป็นสามัญชน ดังนั้นการค้ากับต่างประเทศในสมัยอยุธยาตอนต้นจึงเป็นการผูกขาดของชนชั้นสูง แต่ระดับของการผูกขาดยังไม่มากเพราะยังพบ การค้าเสรีอยู่บ้าง เช่น พ่อค้าต่างชาติยังสามารถติดต่อค้าขายกับราษฎรและพ่อค้าชาติอื่นที่อยู่ในอยุธยาได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านองค์กรของ รัฐบาล คือ พระคลังสินค้า เหมือนดังเช่นในสมัยหลัง ในด้านสินค้าที่ซื้อขายกันจากเอกสารและบันทึก สินค้าขาออกประกอบด้วย อาพัน ไม้กฤษณา ไม้แก่นดา ไม้ฝาง กระวาน กานพลู พริกไทย ทองคา เงิน พลอย ตะกั่ว งาข้าง นอระมาด หอระดาน ชะมด เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา ฝ้าย น้าตาล ข้าว ช้าง ม้า นกยูง และนกแก้วห้าสี ส่วนสินค้าขาเข้ามี แพรม้วน แพรดอก แพรโล่ ผ้าม้วน ผ้าลายทอง เครื่องถ้วยชาม เครื่องกระเบื้อง ดาบ หอก เกราะ ทองแดง กามะถัน พัด ฉากญี่ปุ่น เครื่องรัก และสารส้ม กล่าวโดยสรุป การค้ากับต่างประเทศนับเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา และเป็นแหล่งรายได้ สาคัญของรัฐ กล่าวคือ หากรัฐบาลเป็นผู้ประกอบการค้าเองก็จะได้ผลตอบแทนเป็นผลกาไรโดยตรง แต่ถ้าไม่ได้ค้าขายเองก็จะได้ภาษีซึ่ง เรียกเก็บจากสินค้าขาเข้าและสินค้าขาออก ๓. รายได้ของรัฐ สันนิษฐานว่าในสมัยอยุธยาตอนต้น รัฐบาลคงมีรายได้ประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๓.๑ จังกอบ คือ ค่าผ่านด่านขนอน ทางบกทางน้า เรียกเก็บจากสินค้าของราษฎร โดยเก็บชักส่วนสินค้าไว้ในอัตรา ๑๐ ชัก ๑ หรือ เก็บเป็นเงินตามอัตราขนาดยานพาหนะที่ขนสินค้าผ่านด่าน ๓.๒ อากร คือ การเก็บชักส่วนผลประโยชน์ที่ราษฎรได้จากการประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การค้าขายโดยตรง เช่น การทานา ทา สวน ทาไร่ ผู้ที่ทานาจะเสีย “หางข้าว” ให้แก่รัฐ และจะต้องนามาส่งเอง ส่วนการจับปลาในน้า และต้มกลั่นสุรา อัตราที่เก็บคงประมาณ ๑ ใน ๑๐ ของผลประโยชน์ที่ราษฎรทามาหาได้ ๓.๓ ส่วย คือ เครื่องราชบรรณาการที่ได้จากประเทศราช ๓.๔ ฤชา คือ เงินค่าธรรมเนียมที่รัฐเรียกเก็บจากราษฎรเฉพาะราย ในกิจการที่ทางราชการจัดทาให้ เช่น การออกโฉนดตราสาร หรือเงินปรับไหมที่ฝ่ายแพ้คดีจะต้องชดใช้ให้แก่ฝ่ายชนะ รัฐบาลจะเก็บไปครึ่งหนึ่งเป็นค่าฤชา ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เงินพินัยหลวง” ๓.๕ รายได้จากการค้ากับต่างประเทศ ได้แก่ ผลกาไร ภาษีสินค้าขาเข้า และภาษีสินค้าขาออก ลักษณะทางสังคม ลักษณะทางสังคมของสังคมอยุธยาประกอบด้วยชนชั้นต่าง ๆ ที่มีอานาจ สิทธิ และหน้าที่ที่แตกต่างกัน โดยประกอบด้วย ชนชั้น ๖ ชั้น ดังนี้ คือ ๑. พระมหากษัตริย์ ในทางการเมือง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของอาณาจักร ทรงเป็นเจ้าชีวิต คือ ทรงมีพระราชอานาจเหนือชีวิตของคนทุกคนใน สังคม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะสูงต่าเพียงใด และยังทรงเป็นที่รวมและที่มาแห่งอานาจ พระองค์ทรงปกครองอาณาจักรโดยมีเจ้านายและ ขุนนางเป็นผู้ช่วยในการบริหาร นอกจากนั้นยังทรงดารงตาแหน่งจอมทัพของราชอาณาจักร บังคับบัญชาทหารและทรงมีหน้าที่ในการป้องกัน ราชอาณาจักรให้พ้นภัยจากอริราชศัตรู และทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในอาณาจักรทาให้บางครั้งจึงเรียกพระองค์ว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” ในทางสังคม พระองค์ทรงเป็นจุดสูงสุดของสังคม ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาหลักที่ของสังคมอยุธยา รวทั้ง เป็นสายใยที่เชื่อมระหว่างชนชั้นปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองของสังคม ในแง่สถาบัน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักสาคัญในการปกครองอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยามีฐานะที่ แตกต่างจากสุโขทัยที่ผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองมีความใกล้ชิดกัน พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาทรงไม่สามารถจะดารงอยู่ในฐานะแบบ เดียวกับพระมหากษัตริย์สุโขทัย ทั้งนี้เพราะอยุธยาเป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่กว่าจึงต้องสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เข้มแข็งเป็นที่เกรงขาม ของประชาชน อยุธยาจึงรับคติเทวราชาแบบฮินดูจากเขมร พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเทพเจ้า และคติเทวราชา (ลัทธิเทวราช) ได้ สร้างให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอานาจอย่างมหาศาล
10.
๑๐ ๒. เจ้านาย กลุ่มเจ้านาย คือ
พระญาติรวมทั้งพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ เป็นชนชั้นที่มีการสืบทางสายเลือด พวกเจ้านาย เป็นชนชั้นที่ได้รับเกียรติยศและอภิสิทธิ์มาตั้งแต่กาเนิด แต่อานาจของเจ้านายแต่ละพระองค์จะไม่เท่าเทียมกัน จะมีอานาจมากหรือน้อยขึ้นอยู่ กับตาแหน่งงานทางราชการ กาลังคนในความควบคุม และความโปรดปรานที่พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อเจ้านายพระองค์นั้น ยศของพวกเจ้านายแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ สกุลยศ เป็นยศที่เจ้านายแต่ละพระองค์ได้รับตั้งแต่กาเนิด ในสมัยอยุธยาตอนต้น การแบ่งสกุลยศยังไม่มีกฏเกณฑ์มากนัก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าคงเรียกพวกเจ้านายว่า “เจ้า” เช่น เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่ เจ้าสามพระยา เป็นต้น ส่วนยศอีกประเภทหนึ่ง คือ อิสริยยศ เป็นยศที่ได้รับพระราชทานจากการได้รับราชการ แผ่นดินช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ โดยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอิสริยยศที่เจ้านายได้รับ พระราชทานจะขึ้นต้นด้วยคาว่า “พระ” เช่น พระราเมศวร และ พระบรมราชา ในสมัยอยุธยามี พระราเมศวร และพระบรมราชาอยู่หลาย พระองค์ เช่น พระราเมศวร พระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระราเมศวรผู้ซึ่งต่อมาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถ หรือ พระราเมศวร พระราชโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เป็นต้น ส่วนพระบรมราชานั้นมี พระบรมราชาขุนหลวงพะงั่ว และพระบรมราชาซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นต้น ส่วนเจ้านายฝ่ายชายที่ได้รับพระราชทานอิสริยยศ “พระ” จะได้รับพระราชทานเมื่อถูกส่งไปครองเมือง แม้ว่าตั้งแต่แต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรเป็นต้นมาจะเลิกประเพณีการส่งเจ้านายไปครองเมือง แต่อิสริยยศ “พระ” ก็ยังคงมีใช้กันอยู่มาจนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เช่น พระมหินทร เป็นต้น ๓ ขุนนาง ขุนนางเป็นอีกชนชั้นที่มีทั้งอานาจ อภิสิทธิ์และเกียรติยศ เป็นชนชั้นที่มีโอกาสเข้ารับราชการและใกล้ชิดศูนย์อานาจทางการเมือง มีส่วนร่วมในการช่วยพระมหากษัตริย์ปกครองอาณาจักร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นตัวจักรกลในการบริหารราชการ พวกขุนนางจึงมี อานาจและบทบาทในการเมืองอยุธยา ในทางสังคมขุนนางอยู่ในฐานะชนชั้นสูง ได้รับการยกย่องและมีข้าทาสบริวาร ส่วนในทางเศรษฐกิจ ขุนนางได้ประโยชน์จากพวกไพร่ที่อยู่ในความควบคุมในการเพิ่มพูนโภคทรัพย์ทั้งทางด้านการเกษตรและการค้า พวกขุนนางจึงมีฐานะมั่งคั่ง อย่างไรก็ตามแม้ตาแหน่งขุนนางไทยจะไม่มีการสืบสกุล เป็นเพียงตาแหน่งเฉพาะตัว เมื่อคนที่ดารงตาแหน่งขุนนางเดิมนั้นสิ้นสุดลง ก็จะมีคนใหม่มาดารงตาแหน่งแทน อย่างไรก็ตามเงื่อนไขนี้เป็นเพียงข้อกาหนดทางทฤษฎีเท่านั้นเพราะในทางปฏิบัติแล้ว พวกขุนนางมักจะ วนเวียนกันอยู่ในกลุ่มของตนเอง กล่าวคือ ใครที่เกิดมาในตระกูลขุนนางก็จะรับราชการเหมือนกับบรรพบุรุษ ไม่ค่อยมีชนชั้นอื่นอย่างพวกไพร่ เข้ามาเป็นขุนนาง เนื่องจากไม่มีโอกาสที่จะถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ซึ่งเป็นช่องทางแรกของการเป็นขุนนางโดยไต่เต้าจากขุนนางตาแหน่งเล็ก ไปจนถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ สังคมของพวกขุนนางจึงเป็นสังคมที่ค่อนข้างปิดและขุนนางก็มีวิธีรักษาอานาจและตาแหน่งให้สืบทอดจากคนรุ่น หนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้หลายวิธี คือ ๑ การถวายลูกชายให้เป็นมหาดเล็กซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่จะก้าวเข้าไปรับราชการ ๒ การถวายลูกสาวในตระกูลให้เป็นบาทบริจาริกาของพระมหากษัตริย์ ๓ การจัดให้มีการสมรสระหว่างบุตรธิดาของตระกูลขุนนางด้วยกัน เพื่อให้เป็นพวกเดียวกัน แต่ถ้าเป็นตระกูลขุนนางที่แก่งแย่ง อานาจกัน ก็จะให้แต่งงานกันเพื่อสืบความลับหรือเพื่อเป็นตัวประกันหรือเป็นการถ่วงดุลอานาจซึ่งกันและกันด้วย การได้มาซึ่งอานาจ อภิสิทธิ์ และเกียรติยศที่ขุนนางจึงได้มาเพราะตาแหน่งราชการ เมื่อออกจากตาแหน่ง ก็จะหมดทั้งอานาจ อภิสิทธิ์ และเกียรติยศ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีขุนนางคนใดต้องการจะออกจากตาแหน่ง โดยปกติใครเป็นขุนนางจะพยายามอยู่ในตาแหน่งต่อไป จนกว่าจะเสียชีวิต ขุนนางจะออกจากตาแหน่งก็ต่อเมื่อทาความผิดอย่างร้ายแรงจนพระมหากษัตริย์ทรงถอดออกจากตาแหน่ง แหล่งที่มาของอานาจขุนนาง คือ กาลังคนที่อยู่ในความควบคุม ซึ่งเรียกกันว่า “ไพร่” ขุนนางผู้ได้คุมไพร่เพราะได้รับมอบหมายจาก พระเจ้าแผ่นดิน ไพร่เป็นสมบัติของหลวงไม่ได้เป็นของขุนนาง แต่เนื่องจากขุนนางเป็นผู้ควบคุมไพร่ พวกไพร่จึงมีความเกรงกลัวและ ปฏิบัติตามความต้องการของขุนนาง เช่น เป็นแรงงานในการทาการเกษตรในที่ดินของขุนนาง รวมทั้งช่วยทางานโยธาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างบ้านให้ขุนนาง ขุดสระน้า ตลอดจนให้ข้าวของต่าง ๆ กับขุนนางเป็นของกานัล ๔. พระสงฆ์ คณะสงฆ์เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสาคัญต่อสังคมอยุธยา ทั้งในด้านการอบรมศิลปะวิทยาการ และการเข้ามาทาหน้าที่เป็น ตัวกลางเชื่อมระหว่างชนชั้นปกครอง (พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง) กับ พวกไพร่หรือสามัญชน คณะสงฆ์ประกอบด้วยสมาชิก ๒ พวก คือ พวกที่บวชตลอดชีวิต ซึ่งนับเป็นแกนหลักของคณะสงฆ์และมีบทบาทสาคัญ กับอีกพวก หนึ่งที่มาบวชอยู่ชั่วคราวซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มที่บวชเพื่อทดแทนบุญคุณแก่บุพการรี หรือพวกไพร่ที่หนีจากขุนนางหรือมูลนายที่กดขี่มาบวชเป็น
11.
๑๑ พระเพื่อให้พ้นจากภัยอันตราย ซึ่งพวกนี้นับเป็นส่วนต่อเติมที่ไม่คงที่ คณะสงฆ์จะเป็นกลุ่มมีสามารถติดต่อทั้งกับชนชั้นปกครองและชนชั้น ไพร่
ทาให้ได้ทราบความคิดเห็นและความต้องการของทั้งสองฝ่าย คณะสงฆ์จึงเข้ามาทาหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างชนชั้นทั้งสอง ชนชั้นพระสงฆ์เป็นกลุ่มคนในสังคมที่แตกต่างจากสามชนชั้นแรก แม้ว่าไม่ใช่ชนชั้นที่มีการสืบทอดทางสายเลือดแต่ก็มีฐานะที่สูงกว่า ราษฎรธรรมดา และกระจายไปอยู่ตามท้องถิ่นทั่วพระราชอาณาจักร จึงมีส่วนในการช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนในด้านต่าง ๆ ตลอดจน เป็นผู้อบรมศิลปวิทยาการ วัดจึงเป็นศูนย์กลางของประชาชนในชนบท และพระสงฆ์ก็มีฐานะเป็นผู้นาสังคมทางอ้อมที่สาคัญ ๕. ไพร่ ไพร่ คือ ราษฎรธรรมดาที่เป็นเสรีชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ประชาชนทั่วไปนั่นเอง คนส่วนใหญ่ในสังคมประมาณร้อยละ ๘๐ - ๙๐ จะเป็นไพร่ ชนชั้นไพร่ซึ่งมีจานวนคนอยู่มากนับเป็นพื้นฐานของสังคมอยุธยา และเป็นฐานอานาจที่สาคัญยิ่งของชนชั้นปกครองทั้งใน ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในด้านเศรษฐกิจ พวกไพร่นับเป็นแรงงานสาคัญในการผลิตพืชผลทางการเกษตร และการเก็บหาของ ป่าที่มีราคาเพื่อส่งไปขายต่างประเทศซึ่งเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอยุธยา ดังนั้นหากชนชั้นปกครองคนใดมีไพร่อยู่ในความควบคุมมากก็จะ มีฐานะมั่งคั่ง และเมื่อมีพลังทางเศรษฐกิจย่อมจะนามาซึ่งอานาจทางการเมือง กาลังคนหรือแรงงานไพร่จึงมีความสาคัญทาให้เกิดกาลังและ ดุลอานาจทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากว่า เมื่อมีการแย่งชิงราชสมบัติมักใช้วิธีการช่องสุมกาลังคนรวบรวมไว้เป็นฐานอานาจทางการเมือง ในทางสังคม ชนชั้นปกครองที่มีไพร่อยู่ในความควบคุมมากย่อมเป็นผู้มีหน้ามีตา ได้รับการยกย่อง และมีฐานะสูงในสังคม พวก ไพร่นอกจากจะมีความสาคัญต่อชนชั้นปกครองหรือมูลนายในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมแล้ว พวกไพร่ยังเป็นแรงงานโยธาในการ ก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งเป็นกองกาลังในยามศึกสงคราม ชนชั้นไพร่จึงมีความสาคัญและเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง ของอาณาจักรจนมีคากล่าวว่า “ท้าวพระยาครองเมืองได้ก็ด้วยไพร่” แม้ว่าพวกไพร่จะแบกรับภาระต่อสังคมไว้มากแต่กลับเป็นชนชั้นที่ไม่มี อภิสิทธิ์ ไม่มีอานาจ และไม่มีเกียรติยศเลย ส่วนผู้หญิงสามัญชนนั้นจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นไพร่ด้วย แต่ส่วนใหญ่จะไม่ถูกเกณฑ์มาใช้งาน นอกจากเวลาที่จาเป็น และงานที่ถูก เกณฑ์มาทามักจะหนักน้อยกว่างานที่ไพร่ชายต้องทา ๖. ทาส นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า สังคมไทยมีทาสมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในระยะเริ่มแรกคงเป็นทาสเชลยศึก การรบที่เกิดขึ้นฝ่าย ที่รบชนะก็จะเอาทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนมาเป็นทาสเรียกว่า “ทาสเชลยศึก”โดยทาสในสมัยอยุธยาสามารถแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น ๒ ประเภท คือ ๖.๑ ทาสที่สามารถซื้ออิสรภาพของตนเองคืนได้ เรียกว่า “ทาสสินไถ่” ทาสสินไถ่นี้แท้ที่จริงแล้วก็ คือ พวกไพร่ที่ยากจนที่ไปกู้เงิน จากพวกเจ้านายหรือขุนนางมาใช้จ่าย เมื่อไม่สามารถจะหาเงินไปคืนตามเวลาที่กาหนด ก็ต้องขายตนเอง หรือขายบุตร หรือภรรยาไปเป็น ทาสเมื่อมีเงินจึงไปไถ่ถอนอิสรภาพกลับคืนมา ทาสสินไถ่จึงอยู่ในฐานะไพร่บ้าง ทาสบ้าง แล้วแต่โอกาส กฎหมายในสมัยอยุธยาได้ให้สิทธิ ต่าง ๆ แก่ทาสประเภทนี้มากพอควร ๖.๒ ทาสที่ซื้ออิสรภาพของตนเองไม่ได้ ได้แก่ ทาสเชลยศึกและลูกเชลย ทาสพวกนี้ไม่มีสิทธิใด ๆ การปฏิรูปการปกครองสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) สาเหตุของการปฏิรูปการปกครอง ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการปกครองที่ใช้กันอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม การปฏิรูปการปกครองครั้งนี้มีความสาคัญต่อประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยเป็นอย่างมาก เพราะรูปแบบการปกครองที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ได้ใช้เป็นหลักในการปกครองอาณาจักร มาจนถึงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สาเหตุที่ทาให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองมีอยู่ ๒ ประการ คือ ๑. การปกครองหัวเมืองที่ใช้ระบบเมืองลูกหลวง เมืองหลานหลวงนั้นมีจุดอ่อนอยู่มาก เนื่องจากเจ้าผู้ครองเมืองเหล่านี้ซึ่งล้วน แล้วแต่เป็นเจ้านายชั้นสูง มีอานาจในการปกครองค่อนข้างอิสระจนเกือบจะเป็นเอกเทศ ส่วนกลางแทบจะไม่ได้เข้าไปควบคุมการบริหารงาน เลย เพราะความสัมพันธ์ทางเครือญาติทาให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัย จึงเปิดโอกาสให้เจ้าเมืองลูกหลวงเมืองหลานหลวงซ่อง สุมกาลังคนสร้างฐานอานาจทางการเมืองได้อย่างมาก จนสามารถคุกคามความปลอดภัยของราชบัลลังก์ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ทาง การเมืองที่เกิดขึ้นหลายครั้งก่อนการปฏิรูปการปกครอง เช่น ขุนหลวงพะงั่ว เจ้าเมืองสุพรรณบุรี แย่งชิงราชบัลลังก์จากสมเด็จพระราเมศวร ในปี พ.ศ. ๑๙๑๓ พระราเมศวร เจ้าเมืองลพบุรีแย่งราชสมบัติจากพระเจ้าทองลัน (พ.ศ. ๑๙๓๑) พระอินทราชา เจ้าเมืองสุพรรณบุรีแย่ง
12.
๑๒ อานาจทางการเมืองจากสมเด็จพระรามราชา(พ.ศ. ๑๙๕๒) และเจ้าอ้ายพระยา
แย่งชิงราชสมบัติกับเจ้ายี่พระยา หลังการสวรรคตของสมเด็จ พระอินทราธิราชในปี พ.ศ. ๑๙๖๗ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงปฏิรูประบบการปกครองให้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กว่าเดิม เพื่อให้อาณาจักรอยุธยามีความมั่นคงปลอดภัย สามารถควบคุมเมืองลูกหลวงเมืองหลานหลวงเหล่านี้ได้ ๒. ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อาณาเขตของอาณาจักรอยุธยาได้แผ่ขยายกว้างขวางกว่าเมื่อแรกก่อตั้งมาก เนื่องจากอยุธยา ประสบความสาเร็จในการรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอยุธยาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๙๘๑ ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จึงเกิดความจาเป็นที่จะต้องปรับปรุงระบบการปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สามารถควบคุมอาณาจักร สุโขทัยซึ่งเพิ่มจะรวมเข้ามานี้ไว้ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ไม่ให้สุโขทัยก่อปัญหาแยกตัวออกจากอยุธยา ซึ่งอาจจะทาให้สุโขทัยตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลของอาณาจักรล้านนา ซึ่งขณะนั้นเป็นคู่แข่งทางการเมืองของอาณาจักรอยุธยา และกาลังแผ่ขยายอานาจลงมาทางใต้ สาเหตุสาคัญทั้ง ๒ ประการนี้ทาให้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูประบบการปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วน แนวคิดต่าง ๆ ที่นามาใช้เป็นหลักในการปฏิรูปนั้นสันนิษฐานว่าคงจะนาเอาข้อดีทางการปกครองทั้งของอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรเขมรมาผสมผสานกัน ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถอยุธยาสามารถตีได้นครธม เมืองหลวงของอาณาจักรเขมรในปี พ.ศ. ๑๙๗๔ เป็นการโจมตีเมืองนี้เป็นครั้งที่ ๓ และประสบ ความสาเร็จในการผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยาในปี พ.ศ. ๑๙๘๑ เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้ง ๒ ครั้งนี้มีส่วน ทาให้อยุธยาได้รับแนวคิดทางการปกครองที่ดีบางประการจากอาณาจักรทั้งสองมาปรับปรุงรูปแบบการปกครองของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ลักษณะของการปฏิรูปการปกครอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงใช้หลัก ๓ ประการในการปฏิรูปการปกครอง หลักการข้อแรก คือ การขยายอานาจส่วนกลาง ออกควบคุมหัวเมืองต่าง ๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การดึงอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง หลักการข้อที่สอง คือ หลักการแบ่งแยกหน้าที่ หมายความว่า จะมีการแบ่งหน่วยงานราชการออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ กรมฝ่ายทหารและกรมฝ่ายพลเรือน รวมทั้งมีการแบ่งพลเมืองหรือไพร่ใน อาณาจักรออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ ไพร่ฝ่ายทหาร ไพร่ฝ่ายพลเรือน ส่วนหลักการข้อสุดท้าย คือ หลักการถ่วงดุลอานาจ หมายความว่า จะ แบ่งแยกอานาจของขุนนางออกเป็นสองฝ่าย แล้วให้ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันมิให้ขุนนางผู้ใหญ่รวมกาลังกันโค่นราชบัลลังก์ จาก หลัก ๓ ข้อนี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงจัดรูปแบบการปกครองใหม่ในปี พ.ศ. ๑๙๙๘ ดังต่อไป ๑. การปกครองส่วนกลาง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงปรับปรุงระบบจตุสดมภ์ในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยตั้งกรมใหญ่ขึ้นอีก ๒ กรม คือ กรมกลาโหม และกรมมหาดไทย กรมกลาโหมมีอัครมหาเสนาบดีตาแหน่ง “สมุหพระกลาโหม” เป็นผู้บังคับบัญชา กรมมหาดไทยมีอัครมหาเสนาบดี ตาแหน่ง “สมุหนายก” เป็นผู้บังคับบัญชา ตาแหน่งอัครมหาเสนาบดีทั้งสองตาแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่นี้มีอานาจเหนือเสนาบดีจตุสดมภ์ เวียง วัง คลัง นา และมีขอบเขตอานาจหน้าที่แตกต่างกันดังนี้ ๑.๑ สมุหพระกลาโหม เป็นหัวหน้าราชการฝ่ายทหาร และมีหน้าที่ตรวจตราว่าการฝ่ายทหารทั้งภายในเมืองราชธานีและหัวเมือง ซึ่งเท่ากับว่าเมืองหลวงหรือส่วนกลางได้แผ่อานาจออกควบคุมงานฝ่ายทหารทั่วทั้งราชอาณาจักรตามหลักการดึงอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง นอกจากนั้น สมุหพระกลาโหมยังมีหน้าที่ควบคุมไพร่พลที่สังกัดฝ่ายทหารในทุกหัวเมือง และควบคุมดูแลกรมที่เป็นกรมฝ่ายทหาร กรมย่อย เหล่านี้มีอาทิ กรมอาสาซ้าย กรมอาสาขวา กรมแขนทองขวา กรมแขนทองซ้าย กรมทวนทองขวา กรมทวนทองซ้าย เป็นต้น ผู้ที่ดารง ตาแหน่งสมุหพระกลมโหมจะได้รับพระราชทานยศและราชทินนามว่า “เจ้าพระยามหาเสนาบดีวิริยะภักดีบดินทร-สุรินทรฤาไชย” มักเรียกกัน สั้น ๆว่า “เจ้าพระยามหาเสนา” ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่ง คือ ตราพระคชสีห์ ถัดจากสมุหพระกลาโหมลงมาจะเป็น ตาแหน่งแม่ทัพใหญ่ซึ่งมีอยู่ ๒ ตาแหน่ง คือ ตาแหน่ง “เดโช” มียศและราชทินนามในทาเนียบขุนนาง ว่า “พระยาศรีราชเตโชชัย”(พระยาสี หราชเดโชชัย) ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ส่วนอีกตาแหน่งหนึ่ง คือ ตาแหน่ง “ท้ายน้า” มียศและราชทินนามว่า “พระยาศรีราชเดชชัยท้ายน้า” (พระยาท้ายน้า) ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่เช่นกัน ๑.๒ สมุหนายก เป็นหัวหน้าราชการฝ่ายพลเรือน ดูแลกิจการพลเรือนในหัวเมืองทุกเมือง ควบคุมไพร่พลที่สังกัดฝ่ายพลเรือน ทั่วทั้งราชอาณาจักร และรับผิดชอบควบคุมดูแลกรมต่างๆ ที่เป็นกรมฝ่ายพลเรือนทั้งกรมขนาดใหญ่และกรมขนาดเล็ก กรมใหญ่ที่สาคัญ คือ กรมจตุสดมภ์ เวียง วัง คลัง นา นอกจากนั้นก็มีกรมย่อย เช่น กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ กรมมหาดไทยฝ่ายพะลาพัง กรมมหาดไทย ตารวจภูธร และกรมมหาดไทยตารวจภูบาล เป็นต้น ตาแหน่งสมุหนายกมียศและราชทินนามในทาเนียบขุนนางว่า “เจ้าพระยาจักรศรีองค รักษสมุหนายก-อัครมหาเสนาธิบดี” มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “เจ้าพระยาจักรี” ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่ง คือ ตราพระราชสีห์
13.
๑๓ นอกจากควบคุมดูแลราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพบเรือนแล้ว สมุหพระกลาโหมและสมุหนายกยังเป็นประธานในคณะลูกขุนฝ่าย ทหารและฝ่ายพลเรือน ซึ่งมีหน้าที่ประชุมกันเพื่อปรึกษาวินิจฉัยข้อราชการก่อนจะนาขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินเพื่อทรงวินิจฉัยและ ดารัสสั่ง
การแบ่งงานราชการออกเป็นฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนนี้ เมื่อมาถึงสมัยอยุธยาตอนปลายได้เกิดมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ขอบข่ายอานาจหน้าที่ของอัครมหาเสนาบดีทั้งสองได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสมุหพระกลาโหมได้เข้าควบคุมดูแลกิจการทั้งทางด้านการทหารและ การพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายใต้ ส่วนสมุหนายกก็มีอานาจหน้าที่ทั้งทางด้านการทหารและการพลเรือนเช่นเดียวกับสมุหพระกลาโหม เพียงแต่ เปลี่ยนมาควบคุมหัวเมืองฝ่ายเหนือ ราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนจึงเริ่มปะปนกันอีก ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าอยุธยาต้องเผชิญภัยสงครามจนประชาชนไม่ว่า จะสังกัดอยู่ฝ่ายทหารหรือฝ่ายพลเรือนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารทุกคน ขุนนางผู้ใหญ่ทุกตาแหน่งจึงต้องทาหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานฝ่ายทหาร ด้วย ยังผลให้ไม่สามารถแยกงานฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกันได้ ส่วนกรมจตุสดมภ์นั้นมีการปรับปรุงขอบเขตอานาจหน้าที่ความ รับผิดชอบให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เหมาะกับสภาพบ้านเมืองที่ได้แผ่กว้างออกไปโดย กรมเวียง หรือที่เรียกกันในชื่อใหม่ว่า กรมนครบาล มีหน้าที่ในการปกครองท้องที่ ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดูแลรับผิดชอบการดับเพลิงในเขตเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียงราชธานี รวมทั้งพิจารณาตัดสินคดีความที่เป็นมหันตโทษ และควบคุมดูแลกรม เล็ก ๆ ที่ขึ้นกับกรมนครบาล เช่น กรมกองตระเวนขวา และกรมกองตระเวนซ้าย เป็นต้น เสนาบดีผู้บังคับบัญชากรมนครบาลได้รับ พระราชทานยศและราชทินนามว่า “พระยายมราชอินทราธิบดีศรีวิชัยบริรักษ์โลกากร” มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พระยายมราช” ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่ง คือ ตราพระยายมราชขี่สิงห์ กรมวัง หรือที่เรียกกันในชื่อใหม่ว่า ธรรมมาธิกรณ์ ดูแลรับผิดชอบงานทั้งหมดในพระราชสานัก ทั้งงานด้านธุรการและงานพระราชพิธี รวมทั้งมีหน้าที่ดูแลงานทางด้านยุติธรรมด้วย นอกจากนั้นกรมวังหรือธรรมาธิกรณ์ยังมีหน้าที่แต่งตั้งขุนนางตาแหน่งยุกระบัตรหรือยกกระบัตร ไปประจาตามหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร ยุกระบัตรมีหน้าที่คอยสอดส่องดูแลการปฏิบัติราชการของเจ้าเมือง เป็นสายสืบของพระเจ้าแผ่นดิน และคอยรายงานเรื่องราวมาให้ทราบ ส่วนกรมย่อยที่ขึ้นกับกรมวัง เช่น กรมชาวที่พระบรรทม กรมภูษามาลา กรมฉางข้าวบาตร กรมสวน หลวง กรมธรรมการ และกรมสังฆการี เป็นต้น เสนาบดีได้รับพระราชทานยศและราชทินนามว่า “พระยาธรรมาธิบดีศรีวิริยพงษวงษภักดีบ ดินทรเดโช-ชัยมไหสุริยาธิบดีศรีรัตนมนเทียรบาล” มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พระยาธรรมาธิบดี” ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่ง คือ ตราเทพยดาทรงพระโค กรมคลัง หรือที่เรียกกันในชื่อใหม่ว่า โกษาธิบดี มีหน้าที่เก็บ จ่าย และรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้จากภาษีอากร รับผิดชอบดูแลการค้า สาเภาของพระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่ออยุธยามีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกหลายชาติ กรมคลังหรือโกษาธิบดีก็มีหน้าที่เพิ่มขึ้นในด้านการดูแลรับรองคณะทูตจากต่างประเทศ และควบคุมดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในอยุธยา ส่วนกรมย่อยที่ขึ้นกับกรมคลัง ได้แก่ กรมพระคลังสินค้า กรมท่าซ้าย และกรมท่าขวา เป็นต้น เสนาบดีกรมคลังได้รับพระราชทานยศและราช ทินนามว่า “พระยาศรีธรรมราชเดชชาติอามาตยานุชิตพิพิธรัตนราช-โกษาธิบดี” มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พระยาศรีธรรมราช หรือ พระยาโกษาธิ บดี หรือ พระยาพระคลัง” ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่ง คือ ตราบัวแก้ว กรมนา หรือที่เรียกกันในชื่อใหม่ว่าเกษตราธิการ มีหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทานาของประชาชน เก็บหางข้าว อกโฉนดที่นา จัดซื้อข้าวขึ้นฉางหลวง และตัดสินคดีพิพาทเกี่ยวกับที่นา ผลิตผลในนา และโคกระบือ ส่วนกรมย่อยในสังกัด เช่น กรมฉาง เสนาบดีกรมนา ได้รับพระราชทานยศและราชทินนามว่า “พระยาพลเทพราชเสนาบดีศรีไชยนพรัตน์เกษตราธิบดี” มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พระยาพลเทพราช เสนา” ศักดิดา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่งมี ทั้งหมด ๙ ดวง ใช้ในโอกาสต่าง ๆ กัน กรมต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ผู้ที่บังคับบัญชาบริหารงานในกรมส่วนใหญ่จะเป็นพวกขุนนางจึงเรียกกรมพวกนี้ว่า “กรมขุนนาง” กรมขุน นางในสมัยอยุธยาไม่ว่าจะเป็นกรมขนาดเล็กหรือกรมขนาดใหญ่จะมีความสาคัญในฐานะที่เป็นหน่วยงานควบคุมกาลังคนหรือแรงงานไพร่ ซี่ง เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของอาณาจักร และราษฎรทุกคนที่มีอายุอยู่ในวัยตั้งแต่ประมาณ ๑๘ หรือ ๒๐ ปีขึ้นไปจะต้องมอบแรงงานให้แก่รัฐ เมื่อรัฐบาลเรียกเกณฑ์มาเพื่อทางานโยธาหรือเพื่อเป็นกองกาลังในยามศึกสงคราม ราษฎรพวกนี้ถูกเรียกว่า “ไพร่หลวง” ไพร่หลวงทุกคน จะต้องขึ้นสังกัดกับกรมขุนนางกรมใดกรมหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นกรมฝ่ายทหารหรือกรมฝ่ายพลเรือน ในกรมขุนนางแต่ละกรมจะมีการแบ่งไพร่ หลวงในกรมตนออกเป็นหมู่ ๆ แต่ละหมู่มีเจ้าหมู่เป็นผู้ควบคุมดูแล ขึ้นตรงต่อขุนนางผู้เป็นเจ้ากรม นอกจากนั้นในกรมต่าง ๆ จะมีขุนนาง ตาแหน่ง “สมุห์บัญชี” ทาหน้าที่เก็บรายชื่อและที่อยู่ของไพร่หลวงแต่ละคนในกรมของตนไว้ เราเรียกบัญชีรายชื่อนี้ว่า “บัญชีหางว่าว” สมุหบัญชีของกรมขุนนางทุกกรมจะต้องส่งบัญชีหางว่าวให้สมุหพระกลาโหมหรือสมุหนายก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นกรมฝ่ายทหารหรือกรมฝ่ายพล เรือน ส่วนหน่วยงานกลางซึ่งทาหน้าที่ประสานงานในเรื่องทะเบียนไพร่พลนี้ คือ กรมสุรัสวดี (กรมสัสดี) มีพระราชสุภาวดีเป็นเจ้ากรม
14.
๑๔ พระราชสุภาวดีจึงเป็นสมุห์บัญชีใหญ่ที่รับผิดชอบดูแลบัญชีไพร่พลทั่วทั้งราชอาณาจักร สันนิษฐานว่า กรมสุรัสวดีคงตั้งขึ้นใน สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่
๒ (พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒) และขึ้นโดยตรงต่อองค์พระมหากษัตริย์ ๒. การปกครองหัวเมือง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงจัดการการปกครองหัวเมืองในรูปแบบใหม่ ดังนี้ ๒.๑ หัวเมืองชั้นใน พระองค์ทรงลดฐานะเมืองลูกหลวงและเมืองหลานหลวงในสมัยอยุธยาตอนต้นลงมาเป็นเมืองชั้นจัตวา อยู่ภายใต้การปกครองของราชธานี กล่าวคือ ทางส่วนกลางจะส่งขุนนางไปดูแลและให้ขึ้นโดยตรงต่อเมืองหลวง ขุนนางที่ดูแลหัวเมืองชั้นในนี้ เรียกว่า “ผู้รั้ง” ไม่เรียกว่าเจ้าเมือง เพราะมีอานาจน้อยกว่าเจ้าเมือง เขตที่จัดเป็นหัวเมืองชั้นในนั้นมีอาณาบริเวณดังนี้ ทิศเหนือจดเมือง ชัยนาท ทิศตะวันออกจดเมืองปราจีนบุรี ทิศตะวันตกจดเมืองสุพรรณบุรี และทิศใต้จดเมืองกุยบุรี อยู่ในระยะการเดินทางจากราชธานี ประมาณ ๒ วัน ๒.๒ หัวเมืองชั้นนอก อยู่ถัดจากเขตหัวเมืองชั้นในออกไป โดยหัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานครนี้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงผนวกหัวเมืองประเทศราชในสมัยอยุธยาตอนต้น เช่น พิษณุโลกนครศรีธรรมราช เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา โดยให้อยู่ใน ฐานะหัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองชั้นนอกเหล่านี้จะแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี ตามขนาดและความสาคัญของเมือง หัวเมือง ชั้นนอกที่สาคัญที่สุด คือ เมืองพิษณุโลก รองลงมา คือ เมืองนครศรีธรรมราช หัวเมืองพระยามหานครอื่น ๆ เช่น เมืองศรีสัชนาลัย เมือง สุโขทัย และเมืองกาแพงเพชร หัวเมืองชั้นนอกเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นหัวเมืองชั้นเอก ชั้นโท หรือชั้นตรี จะมีเมืองบริวารมาขึ้นอยู่กับตนด้วย ในด้านการปกครอง ทางส่วนกลางจะส่งเจ้านายหรือขุนนางจากอยุธยาไปปกครอง หรือบางครั้งก็ให้เจ้านายเชื้อสายของเจ้าเมืองเดิม เป็นผู้ปกครองต่อไป ลักษณะการปกครองจะจาลองรูปกรอบการปกครองในราชธานีไปใช้ กล่าวคือ จะมีตาแหน่ง “ขุนพล” ซึ่งทาหน้าที่ คล้ายสมุหพระกลาโหม นอกจากนั้นจะมีตาแหน่งหลวงมหาดไทย หลวงเมือง หลวงวัง หลวงคลัง หลวงนา และหลวงสัสดี รวมทั้งมีการ แบ่งประชาชนหรือไพร่ในหัวเมืองเป็นฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนด้วย หัวเมืองชั้นนอกหรือหัวเมืองพระยามหานครจะมีอานาจอิสระในการปกครองภายในเมืองของตนมากพอสมควร แต่ต้องอยู่ในความ ควบคุมของราชธานี รวมทั้งต้องใช้ระเบียบแบบแผนและกฎหมายของส่วนกลางด้วย ทางราชธานีจะส่งขุนนางจากส่วนกลางตาแหน่ง ยุกระ บัตร หรือ ยกกระบัตร ไปสอดส่องดูแลการปฏิบัติราชการของเจ้าเมือง นอกจากนั้นยกกระบัตรยังมีหน้าที่สอดส่องการพิจารณาตัดสินคดีใน หัวเมืองด้วย ถ้าเห็นว่าพิพากษาตัดสินคดีผิด ยกกระบัตรมีสิทธิทักท้วง รวมทั้งมีสิทธิพิจารณาคาอุทธรณ์ของราษฎรด้วย ๒.๓ หัวเมืองประเทศราช เช่น ปัตตานี เป็นต้น อยุธยาไม่ได้เข้าไปควบคุมปกครอง ยังคงให้เจ้านายเชื้อสายเจ้าเมืองเดิมเป็น ผู้ปกครองอย่างอิสระตามประเพณีการปกครองของแต่ละเมือง หัวเมืองประเทศราชจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้อยุธยาตามเวลาที่ กาหนดไว้ ๓. ระบบศักดินา นอกจากทางปฏิรูปการปกครองส่วนกลางและการปกครองหัวเมืองแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงจัดระเบียบระบบศักดินา ด้วย การที่พระองค์ทรงวางระเบียบระบบศักดินานั้นจะด้วยทรงมีประราชประสงค์ประการใด ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกไว้ ดังนั้นเรื่องระบบ ศักดินาจึงเป็นแนวคิดหนึ่งที่นักวิชาการได้ศึกษาค้นคว้าและตีความจากหลักฐานข้างเคียงอื่น ๆ เท่าที่มีอยู่ เรื่องระบบศักดินาจึงเป็นเรื่องที่ยังไม่ มีข้อสรุปที่แน่นอนแต่เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า ระบบศักดินาน่าจะเป็นระบบในสังคมอยุธยาที่มีขึ้นเพื่อกาหนดหน้าที่ ขอบข่ายความรับผิดชอบ สิทธิ แหล่งอานาจ และฐานะของชนทุกชั้นในสังคมอยุธยา ตั้งแต่เจ้านาย ขุนนาง พระสงฆ์ ไพร่และทาส ไม่ใช่อานาจในการครอบครองที่ นา เช่น การที่พระมหาอุปราชมีศักดินา ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ พระอนุชาธิราชศักดินา ๒๐,๐๐๐ ไร่ พระเจ้าลูกเธอศักดินา ๑๕,๐๐๐ ไร่ เจ้าพระยามหาเสนา(สมุหพระกลาโหม) ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ เจ้าพระยาจักรี (สมุหนายก) ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ พระราชสุภาวดี (เจ้ากรม สุรัสวดี) ศักดินา ๕,๐๐๐ ไร่ ขุนนางชั้นผู้น้อยมีศักดินาระหว่าง ๕๐ – ๔๐๐ ไร่ พระภิกษุรู้ธรรม เสมอนา ๖๐๐ ไร่ พระภิกษุไม่รู้ธรรม เสมอ นา ๔๐๐ ไร่ พระครูรู้ธรรม เสมอนา ๒,๔๐๐ ไร่ พระครู่ไม่รู้ธรรม เสมอนา ๑,๐๐๐ ไร่ ไพร่ศักดินา ๑๐ – ๒๕ ไร่ และทาสศักดินา ๕ ไร่ เป็นต้น การที่นามาตรวัดที่ดิน (ไร่) มาเป็นเครื่องกาหนดอานาจหน้าที่ สิทธิ และฐานะของคนในสังคมนั้น อาจเพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ของสังคมอยุธยาอยู่ที่การเกษตร จึงมีความผูกพันกับที่ดินเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเมื่อจะคิดระบบขึ้นมาเพื่อกาหนดอานาจหน้าที่ สิทธิ และ ฐานะของคนในสังคม จึงเอามาตราวัดที่ดินมาเป็นเครื่องกาหนด โดยที่มิได้มีการครอบครองที่ดินจริง ๆ และเรียกระบบที่คิดขึ้นว่า “ศักดินา” แยกตามคาศัพท์ “ศักดิ์” แปลว่า อานาจ “นา” หมายถึงที่ดินที่ใช้ทาการเพาะปลูก ศักดินา จึงมีความหมายว่า นาแห่งอานาจ หรือ นา
15.
๑๕ แห่งศักดิ์ เพื่อให้เห็นแตกต่างจากนาที่เป็นเนื้อที่ดินสาหรับปลูกข้าว หรือประกอบการกสิกรรมอย่างอื่น การกาหนดให้ชนชั้นต่าง
ๆ ในสังคมมีศักดินาประจาตน จะเริ่มกระทากันตั้งแต่เมื่อไรยังไม่มีหลักฐานใดระบุเวลาที่แน่ชัดไว้ สันนิษฐานว่าอาจจะเริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แต่คงเป็นระบบที่มีการจัดระเบียบอย่างง่าย ๆ แล้วมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ได้ทรงวางระเบียบ กฎเกณฑ์ และเสริมสร้างระบบศักดินาให้มั่นคงด้วยการออก กฎหมายเกี่ยวกับศักดินาที่เรียกกันว่า “พระอัยการตาแหน่งนาพลเรือนนาทหารหัวเมือง” ในปี พ.ศ. ๑๙๙๘ การกาหนดศักดินาของบุคคลต่าง ๆ ในแต่ละชนชั้น จะกาหนดจากยศ ตาแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบในงานราชการ หรือกาหนดจากงานอาชีพ หากบุคคลนั้นมิได้เป็น เจ้านายหรือขุนนาง เช่น ขุนนางที่มียศสูง มีตาแหน่งสาคัญ และงานในความรับผิดชอบมีความสาคัญมาก ขุนนางผู้นั้นก็จะมีศักดินาสูง ส่วนผู้ที่มิได้รับราชการแผ่นดิน ก็จะมีศักดินาตามความสาคัญของอาชีพ เช่น พระสงฆ์มีศักดินาระหว่าง ๔๐๐ – ๒,๔๐๐ ไร่ คนกวาดสาเภา ศักดินา ๒๕ ไร่ ไพร่ศักดินา ๑๐ – ๒๕ ไร่ ยาจก วณิพก ทาส และลูกทาส ศักดินา ๕ ไร่ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นศักดินาของผู้ใด ก็จะรู้อานาจหน้าที่และฐานะในสังคมของบุคคลนั้นได้ทันที สันนิษฐานว่า การที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปรับปรุงวางระเบียบระบบศักดินานั้น คงเป็นเพราะพระองค์ทรงมีความมุ่งหมาย ที่จะใช้ศักดินาเป็นเครื่องมือในการจัดวางระเบียบหลักปฏิบัติระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม เช่น การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ การไปแก้ต่างคดี ความในศาล รวมทั้งการดาเนินคดีและการลงโทษ ที่เรียกว่าปรับไหมตามศักดิ์ ซึ่งจะมีการระบุว่าการทาความผิดชนิดเดียวกัน ผู้มีศักดินาสูง ต่าต่างกัน จะได้รับโทษต่างกันตามศักดิ์และฐานะของแต่ละบุคคล หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้บัญญัติขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อประสิทธิภาพใน การปกครองและความเรียบร้อยของสังคม พลโทดาเนิร เลขะกุล ได้กล่าวสรุปความสาคัญของระบบศักดินาในสังคมอยุธยาไว้ว่า “...ในสมัยโบราณนั้น บรรดาศักดิ์ พระ หลวง ขุน ไม่สาคัญเท่ากับศักดินา เพราะการบังคับบัญชา การให้บาเหน็จความดีความชอบ การ ปรับไหมในโรงศาล และการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ย่อมวัดเทียบด้วยจานวนศักดินา...เป็นการสะดวกต่อการพิจารณามาก…” ปัจจุบันได้มีผู้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างจากการตีความนี้ โดยเสนอแนวคิดใหม่ว่า ระบบศักดินา คือ อานาจในการครอบครอง ที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการผลิตและเป็นแหล่งที่มาของความมั่งคั่ง ระบบศักดินาเป็นระบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการขูดรีดระหว่างชนชั้น โดยที่ ชนชั้นสูงนอกจากจะได้ครอบครองที่ดินแล้ ยังได้ผลประโยชน์จากภาษีอากรต่าง ๆ ค่าเช่าที่นา ดอกเบี้ย และการผูกขาดภาษี ระบบศักดินา ยังมีอิทธิพลและผลสะท้อนต่อการเมือง สังคม และวัฒนธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม แนวความคิดใหม่ที่เสนอมานี้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าใด เพราะการตีความมีข้อขัดแย้งกับหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏในกฎหมายสมัยอยุธยาอยู่หลายประการ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาค้นคว้าเรื่องระบบ ศักดินาจึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้ในปัจจุบัน ผลของการปฏิรูปต่อการเมืองการปกครอง การปฏิรูปการปกครอง และลักษณะของการปฏิรูปการปกครองทั้งในส่วนกลางและหัวเมือง รวมทั้งการจัดระบบศักดินาในสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ก่อให้เกิดผลต่อระบบการเมืองการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้นอย่างน้อย ๒ ประการ คือ ทาให้การปกครอง ส่วนกลางมีอานาจเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และ ระบบขุนนางมีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น ๑. การดึงอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง การปฏิรูปการปกครองทั้งในส่วนกลางและหัวเมืองที่ได้บรรยายมาจะเห็นได้ว่า รูปแบบการปกครองที่จัดขึ้นใหม่มีลักษณะผิดแผกไป จากเดิม กล่าวคือ ก่อนการปฏิรูปการปกครอง หัวเมืองมีอานาจค่อนข้างอิสระ แต่หลังการปฏิรูปการปกครองมีการดึงอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง หัวเมืองถูกลดอานาจให้น้อยลงกว่าเดิมจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า รัฐบาลมีมาตรการหรือเครื่องมืออะไรบ้างในการทาให้หัวเมืองทั้งหลาย ยอมรับการถูกควบคุมลดอานาจให้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้การดึงอานาจเข้าสู่ศูนย์กลางประสบความสาเร็จมากพอควร กล่าวได้ว่าส่วนกลางได้ใช้ เครื่องมือหรือมาตรการถึง ๔ ประการ คือ การใช้กาลังทางทหาร การคุมอานาจทางเศรษฐกิจ การตั้งตาแหน่งยุกระบัตร หรือยกกระบัตร และการออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรมของเจ้าเมือง ๑.๑ การใช้กาลังทางทหาร นับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาได้แผ่ขยายอานาจทางการทหารของตนอยู่ตลอดเวลา เพื่อครองความ เป็นผู้นาทางการเมืองในแถบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกาลังทหารของอยุธยา นับว่ามีความเข้มแข็งมาก ดังจะเห็นได้ว่าในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระ บรมไตรโลกนาถนั้น ในปี พ.ศ. ๑๙๗๔ อยุธยาสามารถตีนครธมเมืองหลวงของเขมรแตกเป็นครั้งที่ ๓ ทาให้เขมรไม่สามารถตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ นครธมได้อีกต่อไปต้องย้ายเมืองหลวงหนีการรุกรานของอยุธยาไปหลายเมือง จนในที่สุดได้มาตั้งเมืองหลวงใหม่อยู่ที่เมืองละแวก เมื่อประมาณ ปลายรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๐๓๔ – ๒๐๗๒)
16.
๑๖ ๑.๒ การคุมอานาจทางเศรษฐกิจของหัวเมือง ความมั่งคั่งนับเป็นฐานสาคัญประการหนึ่งในการสร้างอานาจทางการเมือง
อยุธยาจึง พยายามคุมอานาจทางเศรษฐกิจของหัวเมืองไม่ให้มีมากจนเกินไป และพยายามดึงความมั่งคั่งของหัวเมืองทั้งมวลมาไว้ที่ราชธานี ด้วยการ ควบคุม การเกณฑ์ส่วยจากหัวเมือง โดยที่ส่วยสิ่งของเหล่านี้มักเป็นสินค้าที่พ่อค้าต่างประเทศต้องการซื้อ นอกจากนั้น การที่อยุธยามีทาเลที่ตั้งที่เหมาะสมกับการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศทาให้อยุธยาสามารถควบคุมการติดต่อค้าขายกับ ต่างประเทศของหัวเมืองไว้ภายใต้อานาจของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อค้าขายกับจีน ซึ่งเป็นการค้าที่จะนาผลกาไรอย่างมากมาให้แก่ ผู้ประกอบการ การควบคุมที่อยุธยากระทาต่อหัวเมืองจะอยู่ในลักษณะที่ว่าอยุธยาจะทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางและหัวเมืองที่ต้องการ ค้าขายกับต่างประเทศต้องขายผ่านอยุธยา การคุมทางเศรษฐกิจในรูปแบบเช่นนี้เป็นมาตรการสาคัญในการช่วยลดอานาจของหัวเมืองให้ น้อยลงกว่าเดิม และเอื้อต่อการดึงอานาจมาไว้ที่ศูนย์กลางหรือราชธานี ๑.๓ การตั้งตาแหน่งยุกระบัตรหรือยกกระบัตร ยุกระบัตรหรือยกกระบัตรเป็นขุนนางที่ส่วนกลางส่งไปประจาตามหัวเมืองต่าง ๆ ทุก เมือง เพื่อสอดส่งการปฏิบัติราชการของเจ้าเมือง คอยรายงานพฤติกรรมมาให้ราชธานีทราบ ตลอดจนสอดส่องดูแลการตัดสินคดีความ ในหัวเมืองว่าเป็นไปอย่างยุติธรรมหรือไม่ ยุกระบัตรมีอานาจอิสระไม่ขึ้นต่อเจ้าเมือง แต่สังกัดกับกรมวังหรือพระยาธรรมาธิบดีในราชธานี นอกจากนี้ยังมีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าเมืองต้องให้ยุกระบัตรทราบงานราชการทุกอย่างของตน การตั้งตาแหน่งยุกระบัตรจึงเป็นอีกมาตรการที่ ส่วนกลางใช้ควบคุมให้หัวเมืองยอมรับอานาจของราชธานี ไม่กล้าตั้งตนเป็นอิสระแข่งอานาจกับเมืองหลวง อานาจทั้งมวลจึงรวมศูนย์มาอยู่ที่ ราชธานี ในกฎหมายตราสามดวงลักษณะอาญาหลวง มาตรา ๑๓๙ ได้กล่าวถึง การแต่งตั้งยุกระบัตรไว้ตอนหนึ่งว่า “…ถ้าจะตั้งยุกระบัตร ให้ตั้งผู้มีตระกูลอันเป็นราชการ รู้ขนบธรรมเนียมในเมืองหลวงออกไป แลผู้เป็นยุกระบัตร อย่าให้มีใจโลภหลง... จงมีใจกรุณาแก่ราษฎร คอยดูผิดแลขอบแห่งเจ้าเมือง...” และในอีกตอนหนึ่งได้ระบุว่า “…ถ้าพระเป็นเจ้าอยู่หัวตรัสสั่งเจ้าเมืองประการใด ให้ยุกระบัตรรู้ด้วย อนึ่งเมื่อเจ้าเมืองจะไปราชการสงครามไซร้ ให้ยุกระบัตรไปด้วยเจ้าเมือง อนึ่งเจ้าเมืองใช้คนไปนอกด่านนอกทางไปราชการอันใด เจ้าเมืองจะ ให้ไปค้าขายประเทศใดใดก็ดี....ให้ยุกระบัตรรู้ด้วยเจ้าเมืองหนึ่งผู้เป็นยุกระบัตรจะไปถวายบังคมแก่สมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวเมื่อใด ๆ ก็ดี อย่าให้เจ้าเมืองห้าม…” นอกจากนั้น ยุกระบัตรจะต้องเข้ามาดื่มน้าพิพัฒนสัตยาถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นประจาทุกปี ๑.๔ การออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรมของเจ้าเมือง นอกจากมาตรการทั้ง ๓ ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีการออกกฎหมาย ควบคุมพฤติกรรมของพวกเจ้าเมืองไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้พวกเจ้าเมืองมีโอกาสตั้งตนเป็นอิสระ และเพื่อควบคุมให้เจ้าเมืองยอมรับ อานาจของส่วนกลาง เช่น กฎมณเฑียรบาล มาตรา ๗๗ ได้ระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าเมืองคบค้าไปมาหาสู่กัน หากละเมิดข้อห้ามจะถูกลงโทษถึง ตาย ดังนี้ “…อนึ่งหัวเมืองหนึ่งกัน เจ้าเมืองหนึ่งกันไปหาเมืองหนึ่ง โทษถึงตาย...” นอกจากนั้น หากพระมหากษัตริย์ทรงมิได้มีพระราช โองการให้เจ้าเมืองมาเข้าเฝ้า เจ้าเมืองจะออกจากเมืองของตนมายังเมืองหลวงไม่ได้โดยเด็ดขาด ถ้าละเมิดข้อห้ามจะถูกลงโทษอย่างหนัก (กฎมณเทียรบาล มาตรา ๙๗) ๒. การสร้างระบบขุนนาง ก่อนการปฏิรูปการปกครอง เจ้านายและขุนนางเป็นผู้ช่วยพระมหากษัตริย์ในการบริหารราชการ และพวกเจ้านายจะมีอานาจ มากกว่าพวกขุนนาง ดังจะเห็นได้ว่าเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองลูกหลวง เมืองหลานหลวง และมีอานาจ ค่อนข้างอิสระในการปกครองหัวเมืองของตน อย่างไรก็ตาม รูปแบบการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้นมีลักษณะเป็นแบบง่าย ๆ และยังไม่มี การจัดระเบียบระบบขุนนางแต่อย่างใด การปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ก่อให้เกิดการจัดตั้งระบบขุนนาง มีการจัดระเบียบเกี่ยวกับตาแหน่งขุน นางในกรมต่าง ๆ ทั้งกรมขนาดใหญ่และกรมขนาดเล็ก ดังปรากฏในพระอัยการตาแหน่งนาพลเรือน นาทหารหัวเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ บัญญัติขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๙๙๘ นอกจากจัดตั้งระบบขุนนางแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังได้ทรงลดอานาจของพวกเจ้านายให้น้อยลงกว่าเดิม โดยทรงลดฐานะ เมืองลูกหลวง เมืองหลานหลวงลงมาเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา ภายใต้อานาจของราชธานี หัวเมืองชั้นในเหล่านี้มีขุนนางเป็นผู้ปกครอง เรียกว่า ผู้ รั้ง ส่วนการส่งเจ้านายไปครองเมืองนั้นยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าช่วงสมัยก่อนการปฏิรูปการปกครอง และจะส่งไปเป็นเจ้าเมืองเฉพาะหัว เมืองชั้นนอกที่อยู่ห่างไกลจากราชธานี โดยทางส่วนกลางจะเข้าไปควบคุมในระดับหนึ่ง การที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงลดอานาจของ พวกเจ้านายให้น้อยลงกว่าเดิมนั้น เพราะพวกเจ้านายสืบเชื้อสายความเป็นเทวราชจากพระมหากษัตริย์ ทาให้พวกเจ้านายสามารถใช้จุดเด่น ข้อนี้เป็นทางหนึ่งในการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ และซ่องสุมผู้คนแย่งชิงราชสมบัติได้ง่าย เหตุการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ได้เกิดขึ้นหลายครั้งก่อน การปฏิรูปการปกครอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการไม่ให้เจ้านายมีอานาจมากเกินไปจนเป็นภัยต่อราชบัลลังก์
17.
๑๗ เมื่อพระองค์ทรงลดอานาจของพวกเจ้านายแล้ว ก็ได้ทรงมอบอานาจการปกครองนั้นให้แก่พวกขุนนาง ด้วยเหตุนี้รูปแบบการ ปกครองที่พระองค์ทรงปฏิรูปจัดขึ้นใหม่จึงใช้ระบบขุนนางเป็นเครื่องมือในการบริหาร
การปฏิรูปการปกครองจึงก่อให้เกิดการสร้างระบบขุน นาง อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็มิได้ทรงไว้วางพระราชหฤทัยพวกขุนนางมากนัก ได้มีการออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรม ของพวกขุนนางไว้อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามมิให้ขุนนางศักดินาตั้งแต่ ๘๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ไร่ ติดต่อคบหากับพระราชบุตรพระราชนัดดา และ ยังได้ห้ามไม่ให้ขุนนางศักดินาตั้งแต่ ๑,๖๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ไร่ ไปมาหาสู่กันถึงบ้านพัก หรือเจรจากันในที่สงัดหรือนั่งในศาลาลูกขุน แล้วกระซิบ เจรจากันสองต่อสอง หากฝ่าฝืนข้อห้ามเหล่านี้จะถูกลงโทษถึงตาย การมีข้อห้ามเช่นนี้เพราะเกรงว่าพวกขุนนางจะรวมกันคิดร้ายแย่งพระราช อานาจจากองค์พระมหากษัตริย์ นอกจากนั้นในกฎหมายลักษณะอาญาหลวงมาตรา ๘๓ ได้ระบุว่า หากผู้ใดทราบว่ามีผู้คิดแผนร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ จะต้อง รีบนาความขึ้นกราบบังคมทูลทันที หากละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฎข้อนี้ จะได้รับการลงโทษอย่างหนัก กฎหมายลักษณะอาญาหลวงมาตรา ๘๓ จึงก่อให้เกิดระบบสอดแนมกันเองในหมู่ขุนนาง อย่างไรก็ตาม ระบบขุนนางที่ได้รับการสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยังไม่มีการจาแนกความรู้ความชานาญเฉพาะทาง เหมือนระบบข้าราชการในปัจจุบันที่มีการเน้นความรู้ความชานาญเฉพาะสาขาวิชา ความรู้ที่จาเป็นสาหรับพวกขุนนางในสมัยอยุธยา คือ ความรู้เกี่ยวกับขนมธรรมเนียมประเพณี จารีตการปกครองที่ใช้สืบต่อกันมา ซึ่งความรู้เหล่านี้พวกขุนนางได้รับการฝึกอบรมจากบรรพบุรุษใน ตระกูลตลอดจนเรียนรู้จากประสบการณ์ในการทางาน แม้ว่าตาแหน่งขุนนางของอยุธยาจะไม่มีการสืบสกุลเป็นเพียงตาแหน่งเฉพาะตัว แต่ผู้ที่ จะเข้ามาอยู่ในระบบขุนนางได้ ส่วนใหญ่มีเพียงบุตรหลานของขุนนางเท่านั้น ระบบขุนนางในลักษณะเช่นนี้ ได้เป็นเครื่องมือในการบริหาร ราชการแผ่นดินมาจนถึงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็น ระบบข้าราชการแบบสมัยใหม่ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กล่าวโดยสรุป การปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกได้สร้างความเป็นปึกแผ่นและความเป็นระเบียบแก่ระบบการ ปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้น ยังผลให้อาณาจักรอยุธยาสามารถอยู่ยั่งยืนนานต่อมาอีกหลายร้อยปี แม้เมื่อต้องเผชิญกับความผันผวนทาง การเมืองหลายครั้ง เช่น การทาสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านการแย่งชิงอานาจทางการเมืองในหมู่ชนชั้นปกครอง (เจ้านายและขุนนาง) อย่างไรก็ตาม เจ้านายบางพระองค์ที่ถูกลดอานาจให้น้อยลงกว่าเดิมได้ต่อต้านการปฏิรูปการปกครองครั้งนี้ เช่น ในปี พ.ศ. ๒๐๐๓ พระยายุ ทธิษฐิระ หรือพระยาเปลียง เจ้านายเชื้อพระวงศ์สุโขทัย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากอยุธยาให้เป็นเจ้าเมืองศรีสัชนาลัย ได้ก่อกบฏต่ออยุธยาโดยไป ฝักใฝ่กับพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา พระยายุทธิษฐิระได้พาไพร่พลศรีสัชนาลัยไปอยู่ที่เชียงใหม่ และในปีต่อมา (พ.ศ. ๒๐๐๔) ได้ ชักนาพระเจ้าติโลกราชเสด็จยกกองทัพลงมาตีเมืองพิษณุโลกและเมืองกาแพงเพชรแต่ตีไม่ได้ การสงครามระหว่างล้านนาและอยุธยามิได้ยุติ เพียงแค่นี้ ได้ยืดเยื้อต่อมาอีกหลายปี จนในปีพ.ศ. ๒๐๐๖ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต้องทรงอพยพเมืองหลวงมาอยู่ที่พิษณุโลกชั่วคราวเพื่อ ทาศึกกับล้านนา อยุธยาและล้านนาได้สู้รบกันอย่างยืดเยื้อเป็นเวลานานสิบกว่าปี จึงยุติการรบได้ในปี พ.ศ. ๒๐๑๗ แม้ว่าการปฏิรูปการปกครองครั้งนี้จะถูกต่อต้านบ้าง แต่ในที่สุดก็ประสบผลสาเร็จ สามารถจัดการปกครองตามรูปแบบที่ได้ปรับปรุง ขึ้นใหม่ ศรีศักร วัลลิโภดม ได้สรุปผลของการปฏิรูปการปกครองสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไว้ว่า “ผลของการปฏิรูปการปกครองการบริหารราชการแผ่นดินการออกกฎหมายและการกาหนดศักดินาในรัชกาลของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทาให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นราชอาณาจักรที่มีระเบียบแบบแผนในการปกครองเป็นปึกแผ่น อานาจในการปกครอง ถูกรวมมาไว้ที่องค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งประทับอยู่ ณ เมืองหลวง คือ พระนครศรีอยุธยา เป็นรูปแบบที่เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ สมบูรณ์แบบที่สุดในระบบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมหลังการปฏิรูปการปกครอง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หลังสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมาจนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ นั้นเศรษฐกิจของอยุธยายังคงขึ้นอยู่ กับการเกษตรและการค้ากับต่างประเทศ เศรษฐกิจอยุธยายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนการปฏิรูปการปกครองไปมากนัก อย่างไรก็ ตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือการที่อยุธยาเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับประเทศตะวันตก นอกเหนือไปจากการค้ากับจีน ญี่ปุ่น อาหรับ มลายู อินเดีย ชวา และฟิลิปปินส์ ซึ่งได้มีการติดต่อค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว นอกจากการค้ากับต่างประเทศที่เริ่มมีคู่ค้ากลุ่มใหม่แล้ว การปฏิรูปการปกครองที่ช่วยทาให้อยุธยาสามารถควบคุมหัวเมืองได้รัดกุม และดีขึ้นกว่าเดิม จึงสามารถเกณฑ์ส่วยสิ่งของจากบรรดาหัวเมืองได้เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยที่ส่วยสิ่งของเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น
18.
๑๘ สินค้าที่พ่อค้าต่างชาติต้องการซื้อ เช่น ดีบุก
หนังสัตว์ งาช้าง พริกไทย เครื่องเทศ ไม้ฝาง และไม้หอมต่าง ๆ เมื่อเกณฑ์ส่วยได้มากก็ส่งผล ให้ปริมาณสินค้า และการค้ากับต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย ประเทศตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยานั้น โปรตุเกสเป็นตะวันตกชาติแรกที่ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีทางด้าน การค้ากับอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๐๕๔ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๕๙ อยุธยาและโปรตุเกสได้ลงนามใน สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้า นับเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่อยุธยาทากับประเทศตะวันตก ตามสนธิสัญญาฉบับนี้นอกจาก การค้าแล้วโปรตุเกสจะต้องจัดหาปืนและกระสุนดินดามาขายให้แก่อยุธยาเมื่อใดก็ตามที่อยุธยามีความต้องการจะซื้อ รวมทั้งจะอานวยความ สะดวกให้แก่เรืออยุธยาที่จะไปค้าขายที่มะละกาของโปรตุเกสด้วย ส่วนทางฝ่ายอยุธยานั้นสัญญาว่าจะให้ความสะดวกให้แก่เรือโปรตุเกสที่มา ค้าขาย การอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือน และเผยแพร่ศาสนาคริสต์ได้โดยเสรีในอาณาจักรอยุธยา นอกจากนี้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ได้ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โปรตุเกสตั้งสถานีการค้าได้ที่ นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด นอกเหนือจากที่กรุงศรีอยุธยาด้วย การค้ากับต่างประเทศนี้จะเจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. ๒๐๙๑ – ๒๑๑๑) ทาให้มีการตรากฎหมาย หลายฉบับที่เกี่ยวกับการค้า เพื่อจัดวางระเบียบการค้าขายและการจัดเก็บภาษีอากรให้รัดกุมดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเริ่มมีการจัดระบบผูกขาด ทางการค้า กล่าวคือ ได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับสินค้าต้องห้าม ซึ่งเป็นสินค้าที่รัฐบาลโดยพระคลังในฐานะผู้ดาเนินการให้แก่รัฐจะเป็นผู้ ผูกขาดซื้อขายแต่ผู้เดียว พ่อค้าชาติใดที่จะขายสินค้าต้องห้ามก็ต้องขายให้แก่พระคลัง หรือถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อจากพระคลังเช่นกัน สินค้า ต้องห้ามเหล่านี้มีทั้งที่เป็นสินค้าเข้าและสินค้าออก โดยสินค้าเข้า ได้แก่ ปืนไฟ กระสุนดินดา และกามะถัน ส่วนสินค้าออก ได้แก่ กฤษณา นอระมาด งาช้าง ไม้จันทน์ ไม้หอม และไม้ฝาง การผูกขาดทางการค้าซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดินี้เมื่อถึงอยุธยาตอนปลาย การผูกขาดจะเริ่มทวีมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลจะเข้าไปผูกขาดแม้กระทั่งสินค้าธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจาวัน เช่น ถ้วยชาม ผ้าแดง และมีการ จัดตั้งหน่วยงานทางการค้าของรัฐบาลที่เรียกว่า “พระคลังสินค้า” ในสมัยพระเจ้าปราสาททองรับผิดชอบดาเนินการค้าผูกขาดของรัฐบาล การขยายตัวทางการค้าทาให้อยุธยาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นศูนย์การค้าที่สาคัญในดินแดนแถบนี้ และยังทาหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง ในการติดต่อขายระหว่าง จีน ญี่ปุ่นกับพ่อค้าชาติอื่น ๆ นอกจากนั้นการค้าต่างประเทศยังสร้างความมั่งคั่งร่ารวยให้แก่พระมหากษัตริย์ เจ้านาย และขุนนาง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้า อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลได้พึ่งรายได้จากการค้ากับต่างประเทศมากกว่าในช่วงก่อนการปฏิรูป การปกครอง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือเมื่อการค้ากับต่างประเทศไม่ดีเศรษฐกิจของอยุธยาก็จะพลอยตกต่าไปด้วยเช่น เมื่อความรุ่งเรืองทาง การค้ากับต่างประเทศได้เสื่อมลงในช่วงที่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ รัฐบาลต้องขาดรายได้จนต้องฟื้นฟูการค้ากับต่างประเทศ ขึ้นมาใหม่ การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีก และเจริญถึงขีดสูงสุดในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘ – ๒๑๕๓) การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังการปฏิรูปการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สาคัญ ๒ ประการ คือ การปรับปรุงจัดระเบียบระบบไพร่ และการทา สงครามกับพม่า ๑ การจัดระเบียบระบบไพร่ หลังการปฏิรูปการปกครอง ได้มีการปรับปรุงจัดระเบียบระบบไพร่ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ไม่มี หลักฐานที่บอกรายละเอียดการจัดระเบียบระบบไพร่ครั้งนี้เหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบันจึงไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับระบบไพร่ในสมัยอยุธยา ตอนต้นมากนัก ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์บันทึกการปรับปรุงจัดระเบียบระบบไพร่ครั้งนี้ไว้ว่า “ศักราช ๘๘๐ ขาลศก (พ.ศ. ๒๐๖๑) แรกทาตาราพิชัยสงครามแลแรกทาสารบาญชี พระราชสัมฤทธิทุกเมือง” ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาก็ เขียนไว้อย่างสังเขปเช่นกันว่า “...สมเด็จพระรามาธิบดีแรกให้ทาตาราพิชัยสงคราม และแรกทาสารบัญชี พระราชพิธีทุกเมือง...” สันนิษฐานว่าในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ คงจะมีการสารวจสามะโนครัวทั่วอาณาจักรอยุธยาเพื่อตรวจสอบจัดทาบัญชีไพร่ พลให้ถูกต้อง การสารวจครั้งนี้อาจเป็นการสารวจสามะโนครัวครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรอยุธยา นอกจากนั้นคงจะมีการจัดตั้ง กรม สุรัสวดี หรือ กรมสัสดี เพื่อให้กรมนี้เป็นหน่วยงานกลางประสานงานกับกรมต่าง ๆ ในราชธานีและบรรดาหัวเมืองทั่วทั้งราชอาณาจักรในเรื่อง ทะเบียนไพร่พล กรมสุรัสวดี จึงเป็นนายทะเบียนใหญ่รับผิดชอบดูแลบัญชีไพร่พลทั้งหมด กรมสุรัสวดีมี พระราชสุภาวดี เป็นเจ้ากรม และ จะขึ้นโดยตรงต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชสุภาวดีมีศักดินา ๕,๐๐๐ ไร่ ตราประจาตาแหน่ง คือ ตราพระสุภาวดีถือสมุดยืนบนแท่น การที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรดให้มีการสารวจสามะโนครัวทาบัญชีไพร่พลนั้นคงเป็นเพราะว่าในสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อยุธยาและล้านนาได้ทาสงครามกันนานถึง ๑๐ กว่าปี ไพร่พลของอยุธยาคงจะล้มตายไปเป็นจานวนไม่น้อย และ บัญชีไพร่พลก็คงจะยุ่งเหยิงกระจัดกระจายไป พระองค์จึงทรงจัดการปรับปรุงระบบไพร่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อความมั่นคงของ
19.
๑๙ อาณาจักรซึ่งได้แผ่ไพศาลออกไปมาก ระเบียบที่พระองค์ทรงปรับปรุงขึ้นมาใหม่นี้คงจะใช้เป็นหลักในการควบคุมระบบไพร่ต่อมาอีกนับร้อยปี จึงได้มีการปรับปรุงใหม่อีกครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ นอกจากสารวจสามะโนครัวแล้ว มีหลักฐานว่าในปี
พ.ศ. ๒๐๗๐ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ได้ทรงออกกฎหมายระบุให้พวกไพร่ อาศัยอยู่ในภูมิลาเนาเดิมของตน และอยู่คงที่ในกรมหรือหน่วยงานที่ตนสังกัดห้ามโยกย้ายไปไหน หมายความว่าถ้าเป็นไพร่ที่สังกัดกับกรม ต่าง ๆ ในราชธานี ลูกหลานของไพร่คนนี้จะต้องสังกัดกับกรมนั้น ๆ ที่กรุงศรีอยุธยาตลอดไป ในทานองเดียวกันถ้าเป็นไพร่ที่สังกัดกับ หน่วยงานราชการในเมืองนครศรีธรรมราช ไพร่คนนั้นและลูกหลานจะต้องสังกัดหน่วยงานนั้น ๆ ในเมืองนครศรีธรรมราชตลอดไป ถ้าละเมิด ข้อห้ามนี้จะถูกลงโทษ แสดงว่าอยุธยาเริ่มควบคุมไพร่พลอย่างเคร่งครัดมาก การที่ลิดรอนเสรีภาพของพวกไพร่ในเรื่องการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย นั้น เพราะรัฐบาลต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเกณฑ์คนไปใช้งานต่าง ๆ ในด้านประเภทของไพร่ นอกจากจะแบ่งเป็นไพร่ฝ่ายพลเรือนและไพร่ฝ่ายทหารแล้ว สันนิษฐานว่าทั้งไพร่ฝ่ายพลเรือนและไพร่ฝ่าย ทหารคงจะแบ่งย่อยออกเป็นอีก ๒ ประเภท คือ ๑.๑ ไพร่หลวง เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์ พระองค์จะทรงปกครองและควบคุมไพร่หลวงโดยผ่านทางขุนนาง กล่าวคือ จะทรงให้ ไพร่หลวงสังกัดกับกรมขุนนางต่าง ๆ และขุนนางผู้เป็นเจ้ากรมจะเป็นผู้ดูแลควบคุมไพร่หลวงที่สังกัดกับกรมของตน ไพร่หลวงถือว่าเป็นสมบัติ ของหลวงไม่ใช่ไพร่ของขุนนาง ขุนนางเพียงแต่ได้รับมอบหมายจากพระมหากษัตริย์ให้เป็นผู้ควบคุมดูแทนเท่านั้น ไพร่หลวงจะถูกเกณฑ์ แรงงานมาทางานโยธาต่าง ๆ ให้แก่รัฐ เช่น ขุดคลอง สร้างกาแพงเมือง ป้อมปราการ สร้างถนนหนทาง และวัดวาอาราม หรือมิฉะนั้นก็ถูก เกณฑ์เป็นกองกาลังในยามศึกสงคราม สันนิษฐานว่าไพร่หลวงจะถูกนามาใช้งานเมื่ออยู่ในวัยฉกรรจ์แล้ว คงจะมีอายุประมาณ ๑๘ หรือ ๒๐ ปี และผู้หญิงสามัญชนจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นไพร่ด้วย แต่ส่วนใหญ่จะไม่ถูกเกณฑ์มาใช้งานนอกจากจาเป็นจริง ๆ ในปีหนึ่งไพร่หลวง จะต้องมอบแรงงานให้แก่รัฐกี่เดือนนั้นในสมัยอยุธยาตอนต้นไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกไว้ส่วนในสมัยอยุธยาตอนปลายไพร่หลวงจะต้องทางานให้รัฐ ปีละ ๖ เดือน โดยไพร่หลวงจะผลัดเวรกันมาทางานเดือนเว้นเดือน เรียกว่า เข้าเดือนออกเดือน ๑.๒ ไพร่สม เป็นไพร่ส่วนตัวของพวกมูลนาย คือ เจ้านายและขุนนาง โดยพระมหากษัตริย์จะพระราชทานไพร่สมแก่พวกมูลนายตาม ศักดินา เพื่อให้รับใช้ทางานส่วนตัวของเจ้าขุนมูลนายนั้น ๆ และเพื่อเป็นเกียรติยศแสดงถึงฐานะในสังคมด้วย ไพร่สมเป็นสมบัติส่วนตัวของ มูลนายแต่ละคน เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมก็จะเป็นมรดกตกทอดมาถึงลูกหลาน ๒ การทาสงครามกับพม่า หลังการปฏิรูปการปกครอง อยุธยานับเป็นอาณาจักรที่มีความมั่นคง มีความเป็นปึกแผ่นทางการปกครอง และมีกาลังทหารที่ เข้มแข็ง จึงพร้อมที่จะแผ่ขยายอานาจออกไปยังดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การเข้าครอบครอง เมืองท่าการค้าที่ มะริด ตะนาวศรี ทางชายฝั่งตะวันตกด้านทะเลอันดามัน การเข้าครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางด้านการค้าขาย แต่ในบางครั้งอยุธยาก็ทาสงครามเพียงเพื่อแผ่พระเกียรติภูมิของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของ อาณาจักร อาทิ การแผ่อานาจเข้าไปในดินแดนมอญทางด้านตะวันตก และอาณาจักรล้านนาทางด้านเหนือ การขยายอาณาเขตออกไปใน ดินแดนดังกล่าวทาให้อยุธยาต้องเผชิญกับพม่า ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณาจักรที่มีความเข้มแข็งทัดเทียมกับอาณาจักรอยุธยา และกาลังแผ่อานาจ เข้ามาในดินแดนมอญและอาณาจักรล้านนาเช่นกัน การแย่งชิงอานาจระหว่างอยุธยาและพม่าในดินแดนมอญก่อให้เกิดสงครามเมืองเชียง กรานเมื่อ พ.ศ. ๒๐๘๑ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๐๘๙) สันนิษฐานว่าเมืองเชียงกรานหรือเมืองเชียงไกรนี้ คงอยู่ใกล้ ๆ เมืองเมาะตะมะ สงครามเมืองเชียงกรานเป็นสงครามระหว่างอยุธยาและพม่าที่อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากสงครามเมืองเชียงกราน อยุธยาและพม่าได้ทาสงครามอีกหลายครั้ง สงครามสาคัญ คือ สงคราม พ.ศ. ๒๐๙๑ ในสมัย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สงครามครั้งนี้ต้องสูญเสียวีรสตรี คือ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย สงคราม พ.ศ. ๒๑๐๖ หรือ สงครามช้างเผือก ซึ่ง เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเช่นกัน และ สงคราม พ.ศ. ๒๑๑๑-๒๑๑๒ หรือ สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ในแผ่นดิน สมเด็จพระมหินทราธิราช (พ.ศ. ๒๑๑๑-๒๑๑๒) การเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ ทาให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิซึ่งมีอานาจปกครองอยุธยาเป็นเวลานานเกือบ ๑๘๐ ปี (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ผู้ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๑๔๑๓-๑๙๓๑ (๑๘ ปี) และ จากปี พ.ศ.๑๙๕๒ เป็นต้นมาราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ปกครองอยุธยามาจนถึงปี พ.ศ.๒๑๑๒ ) ต้องหมดอานาจไป และราชวงศ์ใหม่ที่ขึ้นมาครอง อานาจแทนคือ ราชวงศ์สุโขทัย ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์นี้ คือ สมเด็จพระมหาธรรมราชา(พ.ศ. ๒๑๑๒-๒๑๓๓) ซึ่งเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ สุโขทัย และเป็นพระราชบุตรเขยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ อยุธยาเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่ ๑๕ ปี ก็สามารถประกาศอิสรภาพได้ในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ หลังจากนั้นกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัยได้ฟื้นฟูอานาจทางการเมืองและอานาจทางเศรษฐกิจของอยุธยาให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิมอีกครั้ง
20.
๒๐ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลังการปฏิรูปการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สาคัญ ๒
ประการ คือ การขึ้นมามีอานาจของชนชั้นขุนนาง และ การรับวิทยาการจากตะวันตก ๑ การขึ้นมามีอานาจของชนชั้นขุนนาง จากการที่รูปแบบการปกครองที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปขึ้นใหม่นั้นใช้ขุนนางเป็นเครื่องมือในการบริหาร ด้วยเหตุนี้ หลังการปฏิรูปการปกครอง ชนชั้นขุนนางจึงมีอานาจทางการเมืองเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่หลังการปฏิรูปการปกครองมา จนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ แม้ว่าชนชั้นขุนนางจะมีอานาจทางการเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังมิได้มีอานาจถึงขีดสูงสุด ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓-๒๑๔๘) ได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือได้ยกเลิกการส่ง เจ้านายบางพระองค์ไปปกครองหัวเมืองชั้นนอก เช่น เมืองพิษณุโลก และให้บรรดาเจ้านายประทับในเมืองหลวง และให้พวกขุนนางเป็น ผู้รับผิดชอบปกครองหัวเมืองทั้งหมดแทน การปรับปรุงการปกครองครั้งนี้ทาให้อานาจของชนชั้นเจ้านายลดน้อยลงยิ่งกว่าเดิม ส่วนอานาจ ของชนชั้นขุนนางซึ่งจะมีเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่หลังการปฏิรูปการปกครองได้ทวีมากยิ่งขึ้นถึงขีดสูงสุด จนขุนนางผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสามารถตั้งตนเป็น พระมหากษัตริย์ได้ในปี พ.ศ. ๒๑๗๒ ขุนนางผู้นั้น คือ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ผู้ซึ่งได้แย่งชิงราชสมบัติจากพระอาทิตย์วงศ์ เยาวกษัตริย์ แห่งราชวงศ์สุโขทัย แล้วตั้งตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๒-๒๑๙๙) กล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลาสี่ร้อยปีเศษของประวัติศาสตร์อยุธยา ปัญหาการเมืองข้อหนึ่งที่อยุธยาประสบอยู่ตลอดเวลาคือ การ ถ่วงดุลอานาจชนชั้นเจ้านายและชนชั้นขุนนางให้อยู่ในดุลที่เหมาะสม ให้เจ้านายและขุนนางคานอานาจกันเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นภัยต่อราช บัลลังก์ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทาได้ยากยิ่ง ในสมัยอยุธยาตอนต้น ก่อนการปฏิรูปการปกครองเจ้านายผู้ครองเมืองลูกหลวงเมืองหลานหลวงมีอานาจ ทางการเมืองมาก ก็ได้ก่อปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติทุกครั้งที่โอกาสอานวยให้ เมื่อแก้ปัญหาด้วยการลดอานาจของเจ้านายลง ชนชั้นขุน นางก็มีอานาจเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อไม่มีมาตรการการควบคุมอานาจที่ดีก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นขุนนางเข้ามาแย่งชิงราชสมบัติได้เช่นกัน ๒. การรับวิทยาการจากตะวันตก หลังการปฏิรูปการปกครอง ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรตุเกสได้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีทางด้านการค้ากับอยุธยา ในปี พ.ศ. ๒๐๕๔ การเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตกทาให้อยุธยาได้รับวิทยาการสมัยใหม่หลายด้าน อาทิ การสงครามจากโปรตุเกส เช่น การทา ปืนใหญ่ การหล่อกระสุนดินดา และการสร้างป้อมแบบใหม่ นอกจากนั้นยังมีการจ้างทหารโปรตุเกสเข้ามาเป็นทหารอาสาในกองทัพอยุธยา ด้วย อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า อยุธยาสนใจที่จะรับวิทยาการจากตะวันตกเฉพาะในด้านการสงครามเท่านั้น ไม่สนใจวิทยาการทางด้าน อื่น ๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์เรื่องโลกกลม เรื่องระบบสุริยจักรวาล ความรู้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น การมีอาวุธที่ทันสมัยทาให้ อยุธยามีอานาจทางด้านการทหารมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะแผ่ขยายอานาจทางการเมืองออกไปในดินแดนอื่นที่อยู่ห่างไกลจากอยุธยา เช่น การ ยกกองทัพไปโจมตีมะละกาในแหลมมลายู เป็นต้น สภาพการณ์ที่เป็นผลจากสงครามและปัญหาการเมืองภายใน ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๑๑๒ นั้น อยุธยามีสงครามเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๙๑ เป็นต้นมา และหลัง การเสียกรุงครั้งนี้ก็ยังมีสงครามเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๑๔๗ สงครามจึงสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง รวมระยะเวลาที่เกิดภาวะ สงครามนานถึง ๕๗ ปี และสงครามเหล่านี้ไม่ใช่สงครามระหว่างอยุธยากับพม่าเท่านั้น แต่เป็นสงครามระหว่างศูนย์อานาจหลายศูนย์ ได้แก่ พม่า มอญ ล้านนาพิษณุโลก อยุธยา ล้านช้าง และปัตตานี โดยที่มีการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรกันระหว่างศูนย์อานาจบางศูนย์เพื่อต่อสู้กับ ฝ่ายตรงข้าม และมีการเกณฑ์กาลังคนจากศูนย์อานาจที่อ่อนแอกว่าหรือจากศูนย์อานาจที่แต่ละฝ่ายสามารถยึดครองได้ ตลอดจนจากดินแดนที่ ขึ้นกับศูนย์อานาจเหล่านั้นมาเป็นกาลังคนในการทาสงคราม ดังเช่น เมื่อพม่าได้พิษณุโลกเป็นพันธมิตรและสามารถยึดครองล้านนากับหัวเมือง มอญได้แล้ว จึงส่งกองทัพจากดินแดนเหล่านี้มาทาสงครามกับอยุธยา ส่วนกองทัพจากปัตตานีซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยายกกาลัง มาช่วยในระยะแรกของสงคราม แต่ในเวลาต่อมาหันมาพยายามทาการเพื่อจะยึดราชบัลลังก์อยุธยาเสียเอง จะเห็นได้ว่าดินแดนที่อยู่ใน ราชอาณาจักรอยุธยา โดยเฉพาะหัวเมืองเหนือ หัวเมืองตะวันตก และหัวเมืองในภาคกลางที่เป็นสนามรบที่สาคัญเพราะตั้งอยู่ท่ามกลางศูนย์ อานาจต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น และผู้คนจากแถบนี้ก็ถูกเกณฑ์ทั้งแรงงานและสิ่งของเพื่อการทาสงคราม จึงกล่าวได้ว่า สงครามในช่วงนี้มี ผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออาณาจักรอยุธยาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเฉพาะผลในระยะสั้น อันมีความสัมพันธ์กับ การเมืองการปกครองในระยะเดียวกันและในเวลาต่อมา
21.
๒๑ การรุกรานจากภายนอก อยุธยาเผชิญกับการรุกรานจากสองอาณาจักรคือ พม่าและเขมรซึ่งทาให้ต้องสูญเสียกาลังคนอันเป็นพื้นฐานของอานาจและ ผลประโยชน์ไปเป็นจานวนมาก สงครามทวีความรุนแรงขึ้น
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๐๖ เมื่อพม่าได้พิษณุโลกและเมืองฝ่ายเหนือเป็นกาลังและยก พลลงมายังกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. ๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยาก็พ่ายแพ้แก่พม่า มูลนายและไพร่จานวนมากถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ภายใน กรุงศรีอยุธยากษัตริย์พม่าโปรดเกล้า ฯ ให้อพยพไพร่ชายหญิงจากที่อื่นจานวนราวหนึ่งหมื่นคนเข้ามาอยู่แทนคนที่ถูกกวาดต้อนไป ส่วนใน เมืองชั้นตรีและชั้นจัตวาที่รายรอบกรุงศรีอยุธยานอกจากไพร่จะถูกจับเป็นเชลยแล้วยัง“หนีออกอยู่ดงห้วยต้อนไม่ได้เป็นอันมาก” เมื่อสมเด็จ พระมหาธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์ก็ทรงต้องประสบปัญหา “หมู่ทหาร...หมู่พลเรืองทั่งปวง...กระจัดพลัดพราย” นอกจากจะสูญเสียกาลังคนไปในสงคราม และกาลังคนที่เหลือหนีกระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ แล้ว อยุธยายังสูญเสียกาลังคนแก่ เขมรไปอีกหลายครั้ง พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ระบุถึงการรุกรานจากเขมรและการสูญเสียกาลังคนแก่เขมร ดังนี้ พ.ศ. ๒๑๑๓ “...ได้รบพุ่งกัน...” พ.ศ. ๒๑๑๘ “พญาละแวกยกทัพเรือมายังพระนครศรีอยุธยา...ได้รบพุ่งกัน...จับเอาคน ณ เมืองปากใต้ไปครั้งนั้นมาก” พ.ศ. ๒๑๒๑ “พญาละแวกแต่งทัพให้มาเอาเมืองเพชรบุรีมิได้เมือง” พ.ศ. ๒๑๒๔ “พญาละแวกยกพลมาเอาเมืองเพชรบุรี ครั้งนั้นเสียเมืองเพชรบุรีแก่พญาละแวก” พ.ศ. ๒๑๒๕ “พญาละแวกแต่งทัพให้มาจับคนปลายด่านตะวันออก” พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศให้รายละเอียดเกี่ยวกับกาลังคนที่ถูกกวาดต้อนไปเขมรว่าได้แก่ ขุนหมื่น กรมการ และไพร่ชายหญิงจานวนมากจากเมืองจันทบูรณ์ ระยอง ฉะเชิงเทรา นาเริ่ง ธนบุรี สุพรรณบุรี นครชัยศรี สาครบุรี ราชบุรี เพชรบุรี แสดงให้เห็นว่าอาณาบริเวณที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากการรุกรานของเขมรนั้นเป็นอาณาบริเวณที่กว้างขวางมาก และใน ระยะหลังเสียกรุงใหม่ ๆ อยุธยาคงอ่อนแออย่างยิ่งจนไม่สามารถต้านทานการรุกรานดังกล่าวได้ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๑๒๗ อยุธยาจึงเริ่มต้านทานการรุกรานจากเขมรอย่างได้ผล เนื่องจากได้กาลังคนจากหัวเมืองเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก สวรรคโลก สุโขทัย กาแพงเพชร พิจิตร และเมืองเล็กเมืองน้อยในแถบนั้นลงมาอยู่ในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อทดแทน กาลังคนที่สูญเสียไปในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๒๗-๒๑๒๙ อยุธยาสามารถโจมตีทัพพม่าที่ยกมายังกรุงศรีอยุธยาจน แตกพ่ายหนีไป ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศก็ทรงได้ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถี และในช่วงเวลาดังกล่าวอยุธยาได้เปลี่ยน บทบาทมาเป็นฝ่ายรุกด้วย โดยในปี พ.ศ. ๒๑๒๙-๒๑๓๖ สมเด็จพระนเรศเสด็จไปตีเขมร พ.ศ. ๒๑๓๗-๒๑๓๘ เสด็จไปตีพม่า พ.ศ. ๒๑๔๒ เสด็จไปตีพม่าอีกครั้ง และเมื่อถึงพ.ศ. ๒๑๔๖ อยุธยาก็ได้เขมรกลับมาเป็นเมืองประเทศราช ในช่วงที่เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกนี้อยุธยาเริ่มได้ กาลังคนจากต่างแดนเข้ามาอยู่ในอาณาจักรเพิ่มขึ้น ดังเช่น เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศเสด็จไปตีเขมรพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ รายงานว่า “ครั้งนั้นได้ช้างม้าคนมาก” ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์กล่าวว่า ได้เชลย เขมรถึงสามหมื่นเศษ และต่อมาเมื่อทาสงครามกับทัพพม่าก็ได้เชลยพม่า มอญ เชียงใหม่ และไทยใหญ่ อีกหมื่นเศษ ปัญหาการเมืองภายใน นอกจากอยุธยาจะประสบกับความสูญเสียอันเนื่องมาจากสงครามกับพม่าและเขมรแล้ว ปัญหาการเมืองภายในก็นาความสูญเสีย อย่างมากมาสู่อยุธยาด้วย เช่น ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิระหว่างที่พม่าถอนทัพกลับไป พระศรีศิลป์ได้ก่อการกบฏโดยอาศัยความ ช่วยเหลือจากพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว และขุนนางระดับสูงฝ่ายทหารซึ่งต้องโทษอยู่ เช่น พระยาเดโช พระยาท้ายน้า พระยาพิชัยรณฤทธิ หมื่นภักดีศวร หมื่นภัยนรินทร์ ปรากฏว่า “…ฝ่ายพระราเมศวร พระมหินทราธิราช กับเสนาบดี พร้อมกันเข้ารบพระศรีศิลป์จนถึงตะลุมบอน ล้มตายเป็นอันมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย...” และฝ่ายกบฏถูกฆ่าตายทั้งหมด ปลายปี พ.ศ. ๒๑๐๖ ขณะที่พม่ายกทัพกลับมาล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น พระยาศรีสุลต่านผู้ครองปัตตานี ซึ่งยกกาลังมาช่วยราชการ สงครามก็ได้ก่อการกบฏยกกาลังพลเข้าไปในพระราชวัง นาเอาช้างเผือกมาขี่ยืนอยู่ ณ ท้องสนาม เมื่อเกิดรบกันขึ้นก็มีคนตายไปจานวนมาก หรือ ความขัดแย้งและการต่อสู้แย่งชิงอานาจระหว่างพระมหินทราธิราชกับพระมหาธรรมราชาแห่งพิษณุโลก ก่อให้เกิดความสูญเสียดังปรากฏ ว่าเมื่อพระมหินทราธิราชยกทัพไปตีพิษณุโลกนั้น “เสียเรือและผู้คนตายเป็นอันมาก” ต่อมาในปลายปี พ.ศ. ๒๑๑๑ กรุงศรีอยุธยาก็เสียพระเจ้าลูกเธอซึ่งเข้มแข็งในการศึกไปอีก ดังความในพระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่า “เดือน ๑๒ พระเจ้าหงสายกพลมา...สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าทรงประชวรนฤพาน และครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระมหินทราธิราชตรัสมิได้นาพาการเศิก แต่พระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์นั้นตรัสเอาพระทัยใส่และเสด็จไป
22.
๒๒ บัญชาการที่จะรักษาพระนครทุกวัน ครั้นสมเด็จพระมหินทราธิราชตรัสรู้ว่าพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์เสด็จไปบัญชาการเศิกทุกวันดังนั้น ก็มิไว้พระทัยก็ให้เอาพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์นั้นไปฆ่าเสีย ณ
วัดพระราม” หลังจากพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์ถูกปลงพระชนม์ ประมาณหนึ่งเดือนกรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่า เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาและพระมหาธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ปัญหาการเมืองภายในยังคงรุนแรง พ.ศ. ๒๑๑๓ พระเพ็ชรรัตน์ซึ่งต้องพระราชอาญาต้องออกจากราชการได้ก่อการกบฏซ่องสุมผู้คนอยู่นอกกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ทรงหวั่น เกรงภัยจากพระเพ็ชรรัตน์ แม้ไม่พบหลักฐานว่าเหตุการนี้สิ้นสุดลงอย่างไร แต่ก็กล่าวได้ว่าปัญหาการเมืองภายในมีส่วนทาให้อาณาจักร แตกแยกและอ่อนแอมากขึ้น สภาพเศรษฐกิจภายหลังการเสียกรุง การปลูกข้าวอันเป็นรากฐานของเศรษฐกิจอยุธยาต้องชงักจากความปั่นป่วนของสังคมอันเนื่องจากสงครามยืดเยื้อที่กินอาณาบริเวณ กว้างขวางทาให้ประชาชนไม่สามารถปลูกข้าวได้ตามปกติ ยิ่งกว่านั้นยังมีปัญหาน้ามากหรือน้อยเกินไปที่ทาให้นาข้าวเสียหาย พระราช พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ รายงานถึงปัญหาทางธรรมชาติในช่วงดังกล่าวดังนี้ พ.ศ. ๒๑๐๖ “เมืองพิษณุโลกข้าวแพง...อนึ่งคนทั้งปวงเกิดเป็นทรพิษตายกันมาก” พ.ศ. ๒๑๐๗ “น้า ณ กรุงพระนครศรีอยุธยานั้นน้อยนัก” พ.ศ. ๒๑๑๓ “น้า ณ กรุงพระนครศรีอยุธยามาก” พ.ศ. ๒๑๑๔ “น้าน้อย” พ.ศ. ๒๑๑๕ “น้าน้อยนัก” พ.ศ. ๒๑๑๖ “น้าน้อยเป็นมัธยม” พ.ศ. ๒๑๑๗ “น้ามากนัก” พ.ศ. ๒๑๑๘ “น้า ณ กรุงพระนครศรีอยุธยาน้อย” หลังจากปี พ.ศ. ๒๑๑๘ ไม่มีรายงานเรื่องน้าอีก เข้าใจว่าคงไม่เกิดปัญหาภัยธรรมชาติจึงไม่มีรายงานเรื่องนี้ จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. ๒๑๓๒ จึงเกิดปัญหาข้าวแพงอีกครั้งหนึ่ง ในด้านการค้า ช่วงที่สงครามดาเนินอยู่นั้นการค้าของอยุธยาได้รับความกระทบกระเทือนมากเพราะ สาเภาจีนที่เข้ามาค้าขายต้อง กลับไปเนื่องจากสงคราม แม้ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรการค้าก็ยังมีจากัดมากภาวะสงครามซึ่งการปลูกข้าวไม่ได้ผลดังที่กล่าวมานี้ คนใน สังคมอยุธยาต้องประสบกับความเดือนร้อนอย่างหนัก เพราะอดอยากขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไพร่ที่ถูกเกณฑ์ไปในการสงคราม ซึ่งต้องหาอาหารบริโภคเอง ดังเช่นใน พ.ศ. ๒๑๔๒ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรระบุว่า “ตั้งอยู่ที่นั้นสองเดือน ขาดอาหารพ้นกาลังไพร่พลทั้งปวง ตายด้วยอดอาหารเป็นอันมาก” ส่วนฉบับสมเด็จพระพนรัตน์บรรยายว่า “…ตรัสให้พลทหารยกเข้าปีนกาแพงปล้นเอาเมืองตองอู...แลพล ทหารป่วยเจ็บมาก...ตรัสให้แต่งไปลาดทุกตาบลทั่วจังหวัดเมืองตองอูจนถึงแดนเมืองอังวะ แลได้เสบียงเป็นอันน้อยนัก ข้าวแพงเป็นทนานละ สิบสลึงบ้าง สามบาทบ้าง ไพร่พลทั้งหลายมิได้อยู่เป็นมั่วมูลในทัพหลวง...ก็จ่ายยกออกไปลาดหากินทุกตาบล อนึ่งไพร่หลวงทั้งหลายขัดเสบียง ล้มตายก็มากนัก…” หลังจากเสด็จกลับจากพม่าพระเอกาทศรถเสด็จยกทัพต่อไปยังล้านนาเพื่อระงับเหตุซึ่งพระยาน่าน พระยาฝาง และท้าว พระยาใหญ่น้อยทั้งปวงอันขึ้นแก่พระเจ้าเชียงใหม่ชวนกันคิดร้ายและจะรบพระเจ้าเชียงใหม่ก็ปรากฏว่า “…เมื่อทัพหลวงเสด็จแรมทัพอยู่ใน ตาบลท่าหวดนั้นข้าวแพงนัก…” สาหรับชนชั้นมูลนายนั้น ในช่วงที่การปลูกข้าวไม่ได้ผล และการค้าต่างประเทศไม่อาจดาเนินไปได้ตามปกติ ก็คงประสบปัญหาทาง เศรษฐกิจไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังการเสียกรุง เมืองท่าส่งออกสินค้าสาคัญหลายเมืองเป็นกบฏ เช่น ปัตตานี เพชรบุรี หรือ ทะวาย มะริด ตะนาวศรีก็ตกเป็นของพม่า และแม้อยุธยาได้เมืองท่าสาคัญเหล่านี้กลับคืนมา พระยาศรีไสยณรงค์ซึ่งถูกส่งออกไปจาก กรุงศรีอยุธยาเพื่อรั้งเมืองตะนาวศรีก็ยังก่อการกบฏอีก จนพระเอกาทศรถต้องเสด็จยกทัพจากราชธานีพร้อมด้วยทัพจากเมืองอื่นอีกหกเมือง ไปปราบ ดังนั้น รายได้จากการค้าของราชสานักคงตกต่าลงมาก ส่วนรายได้จากการเก็บภาษีในราชอาณาจักรก็คงลดลงมากเช่นกัน เพราะ นอกจากแรงงานที่ทาการผลิตจะลดน้อยลงจากการสูญเสียกาลังคนแล้ว ปัญหาไร้ประสิทธิภาพของระบบไพร่ในระยะหลังเสียกรุงยังเป็น อุปสรรคต่อการเก็บภาษีด้วยเพราะมูลนายอาศัยกลไกของระบบไพร่ในการเก็บภาษี กล่าวได้ว่าในระยะสงครามเสียกรุงครั้งแรกนี้เศรษฐกิจ ของอยุธยาอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนกระทั่งถึงรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘-๒๑๖๓) เศรษฐกิจจึงฟื้นตัวขึ้น
23.
๒๓ การเมืองและการปกครองภายหลังเสียกรุง เมื่อกษัตริย์พม่าได้กรุงศรีอยุธยาแล้วทรงสถาปนาพระมหาธรรมราชาเป็นเจ้าประเทศราชครองกรุงศรีอยุธยา ระยะนี้โครงสร้าง ทางการปกครองของอยุธยายังคงเดิม กล่าวคือยังคงอาศัยระบบไพร่เป็นหลักในการปกครอง
จะเห็นได้ว่าการบริหารราชการเพื่อประโยชน์ใน การเกณฑ์แรงงาน การเก็บภาษี การรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดจนการบริหารงานตุลาการ อย่างไรก็ตามมีความเปลี่ยนแปลงภายใน ระบบไพร่ที่เกิดขึ้น คือ ในชนชั้นมูลนายมีการแต่งตั้งมูลนายใหม่จานวนมากเพื่อทดแทนมูลนายเก่าที่หมดอานาจ เสียชีวิต หรือถูกจับเป็น เชลย ขุนนางระดับขุนและหลวงได้รับการเลื่อนขั้นเป็นพระและพระยา ส่วนในชนชั้นไพร่มีการกวาดต้อนไพร่จากที่อื่นเข้ามาอยู่ในกรุงศรี อยุธยา และในเวลาต่อมาก็มีการกวาดต้อนชาวเมืองเหนือมาอยู่ในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาเพื่อทดแทนแรงงานที่สูญเสียไป แม้ว่ามูลนายใหม่กับไพร่อพยพจะยังคงมีความสัมพันธ์ทางสังคมในกรอบของระบบไพร่เช่นเดียวกับในระยะก่อนเสียกรุง แต่เข้าใจว่า ลักษณะของความสัมพันธ์คงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มีการควบคุมบังคับบัญชากันเป็นลาดับชั้นอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการ ฟื้นฟูอาณาจักรขึ้นใหม่และประสิทธิภาพในการทาสงคราม นอกจากนี้สายสัมพันธ์ระหว่างมูลนายระดับสูงรุ่นใหม่กับมูลนายระดับล่างและไพร่ก็ เป็นสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใหม่ มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการมากกว่าจะมีรากฐานอยู่บนความจงรักภักดีส่วนตัว ลักษณะเช่นนี้ มีผลต่อการเมืองของอยุธยา เพราะเปิดโอกาสให้พระมหากษัตริย์สามารถรวมศูนย์ความจงรักภักดีมาไว้ที่พระองค์ ยิ่งกว่านั้นมูลนายระดับสูงรุ่น ใหม่เหล่านี้ยังไม่ได้สั่งสมอานาจ ความมั่นคง และกาลังคนต่อเนื่องมาหลายชั่วคนดังมูลนายรุ่นเก่า และมีบรรดาศักดิ์ อานาจ ความมั่งคั่งขึ้นมา ได้ด้วยการสถาปนา และอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ในช่วงเสียกรุงนั่นเอง จึงย่อมพร้อมที่จะยอมรับพระราชอานาจ สาหรับมูลนายรุ่นเก่ามี จานวนน้อยเท่านั้นที่จะมีอานาจสืบต่อมาจนถึงช่วงหลังเสียกรุงครั้งนี้ ที่สาคัญ ได้แก่ พระยาพิชัยและพระยาสวรรคโลกซึ่งมีอานาจมากมา ตั้งแต่ช่วงก่อนเสียกรุงเนื่องจากเคยมีส่วนสาคัญในการช่วยเหลือพระมหาจักรพรรดิ (เมื่อครั้งทรงดารงพระยศเป็นพระเทียรราชา) และ พระมหาธรรมราชา(เมื่อครั้งทรงเป็นขุนพิเรนทรเทพ) ในการยึดอานาจจากขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ กับพระยาศรีใสยณรงค์ ซึ่งได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี เพราะความดีความชอบในการสงคราม ปรากฏว่าในเวลาต่อมาขุนนางทั้งสาม เป็นกบฏ แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเสด็จยกทัพไปปราบพระยาพิชัยและพระยาสวรรคโลกสาเร็จใน พ.ศ. ๒๑๑๗ และปราบพระยาตะนาวศรี สาเร็จใน พ.ศ. ๒๑๒๙ ต่อแต่นี้ไปก็ไม่ปรากฏว่ามีขุนนางส่วนกลางและหัวเมืองใดเข้มแข็งพอที่จะท้าทายพระราชอานาจ เว้นแต่หัวเมืองมอญ เช่น เมาะตะมะ ละเคิ่ง พะสิน และเมืองขลิก ซึ่งถูกพม่าบีบบังคับให้ขึ้นต่อพม่า ในสภาพการณ์เช่นนี้สมเด็จพระนเรศ (พ.ศ. ๒๑๓๓-๒๑๔๘) และสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘-๒๑๖๓) จึงทรงมีพระราชอานาจสูงยิ่ง ตั้งแต่ช่วงก่อนครองราชย์จนกระทั่งเสด็จสวรรคต เอกสารจีนกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าหลังจากสงครามยุทธหัตถีแล้ว อาณาจักรอยุธยา “มีอานาจมาก แต่ครั้งนั้น...ตั้งแต่นั้นต่อไป...ยกกองทัพไป เที่ยวทาสงครามทุก ๆ ปี จนมีอานาจแผ่ไพศาลไปตลอดถึงประเทศใกล้เคียง” การปกครองตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนเรศจนถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. ๒๑๒๓-๒๒๓๑) การปกครองในรัชกาลสมเด็จพระนเรศ รัชกาลสมเด็จพระนเรศเป็นช่วงเวลาของการต่อต้านการรุกรานของพม่าและเขมรควบคู่ไปกับการฟื้นฟูอาณาจักรให้มีความมั่นคงขึ้น สถานการณ์อันคับขันในช่วงนี้ทาให้สมเด็จพระนเรศทรงดาเนินนโยบายการปกครองโดยเน้นระเบียบวินัยที่เข้มงวด ใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรง เช่นครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๖ “…ครั้งนั้นทรงพระโกรธแก่มอญ ให้เอามอญเผาเสียประมาณร้อย...” พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต บันทึกว่า “รัชสมัยของพระองค์เป็นสมัยที่ปกครองแบบทหารและเข้มงวดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสยาม” ในหัวเมืองเหนือสมเด็จพระนเรศทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ที่เคยเป็นเมืองสาคัญมาก่อน เพื่อ รวบรวมผู้คนที่แต่ฉานซ่านเซ็นอยู่ในแถบนั้นให้กลับเขามาทามาหากิน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า “ให้พระยาชัยบูรณ์เป็นเจ้าพระยาสุรศรีครองเมืองพิษณุโลก ให้พระศรีเสาวราชไปรักษาเมืองสุโขทัย ให้พระองค์ไปรักษาเมืองพิชัย ให้ หลวงจ่าไปรักษาเมืองสวรรคโลก บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงก็ให้เจ้าเมืองกรมการ แต่งไปเรียกร้องรวบรวมไพร่พลซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นอยู่ ป่าดงนั้นทุกหัวเมือง” ส่วนล้านนานั้นทรงขยายอานาจเข้าไปแทนพม่าและทรงควบคุมโดยส่งขุนนางมาปกครองแล้วนาเจ้านายล้านนามาเป็นตัวประกันที่ กรุงศรีอยุธยา ในหัวเมืองภาคใต้สมเด็จพระนเรศและพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มา ทรงพยายามแผ่ขยายอานาจออกไปควบคุมและดึง ผลประโยชน์มาสู่ส่วนกลางมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในระยะก่อนเสียกรุงนั้นเมื่อมีเหตุจาเป็นเกิดขึ้นพระมหากษัตริย์ทรงเรียกเกณฑ์กาลังพลและ สิ่งของจากหัวเมืองเหนือเสมอ แต่หลังจากเสียกรุงครั้งแรกแล้วมีการเรียกเกณฑ์จากหัวเมืองทางใต้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ หัวเมืองทางเหนือยังอยู่ในสภาพทรุดโทรม สมเด็จพระนเรศทรงพยายามควบคุมขุนนางท้องถิ่นโดยอาศัยวัดและพระสงฆ์ นอกเหนือจากการใช้
24.
๒๔ อานาจโดยตรง ทั้งนี้โดยการมีพระราชโองการให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชห้ามกรมการเมืองเก็บเงินภาษีจากข้าพระซึ่งเท่ากับเป็นการสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับวัดและพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นาในท้องถิ่นและลดรายได้ของขุนนางท้องถิ่น การปรับปรุงการปกครองในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ เมื่อพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.
๒๑๔๘ นั้น อาณาจักรอยุธยามีความปลอดภัยจากสงครามแล้ว พระองค์จึงทรงเริ่ม ดาเนินการจัดระเบียบการปกครองและควบคุมสังคมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทรงฟื้นฟูและปรับปรุงทางด้านกฎหมาย ระบบภาษีอากร และพุทธศาสนา ดังมีความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศว่า “ทรงพระกรุณาตั้งพระราชกาหนดกฎหมายพระอัยการและส่วยสัดพัฒนากรขนอนตลาด และพระกัลปนาถวายเป็น นิตยภัตรแก่สังคารามคามวาสีอรัญวาสีบริบูรณ์” ในด้านกฎหมายซึ่งเป็นหลักสาคัญในการปกครองนั้น กฎหมายสาคัญที่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีขึ้นเป็น กฎหมายเกี่ยวกับระบบไพร่ ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒ กล่าวว่า ระบบไพร่เกิดขึ้นอย่างมั่นคงในรัชกาลนี้และเป็น ระบบไพร่ขนาดใหญ่ที่รวมเอามูลนายและไพร่ในหัวเมืองเข้ามาอยู่ภายในระบบนี้อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกดังความว่า “พระองค์ทรงจาแนกบุคคลที่เกิดและผู้เข้ามาตั้งรกรากในแผ่นดินออกภายใต้หัวหน้า (ภาษาไทยเรียกว่านาย) ผลก็คือทาให้เกิดระบบ ข้าทาสอย่างมั่นคงตั้งแต่นั้นมาไม่มีบุคคลใดที่เกิดมาแล้วจะมีอิสระ ไม่ต้องอยู่ใต้อานาจนาย ไม่ว่านายจะสั่งอะไรก็ต้องทาตามหรือมิฉะนั้นจะต้อง นาสิ่งของมาชดใช้แทน” “ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ประชาชนในแผ่นดินและเมืองขึ้นทั้งหลายของสยามส่งรายชื่อทาสของตนจากนั้นพระองค์ให้มีการสารวจ จานวนข้าทาสในเมืองและประเทศในบังคับบัญชา (ยกเว้นรัฐปัตตานีซึ่งเจ้าผู้ปกครองไม่ปรารถนาจะทาตาม) หากผู้ใดมีทาสมากกว่าที่แจ้งไว้ แล้ว ทาสที่ไม่ได้แจ้งจะต้องถวายแก่พระเจ้าแผ่นดิน ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีข้าทาสมากหลายซึ่งเป็นส่วนใหญ่ที่ช่วยให้ประเทศสยามรุ่งมี ชื่อเสียงขจรไกล” พระราชอานาจที่แผ่ขยายออกไปกว้างขวางและมั่นคงขึ้น เปิดโอกาสให้ทรงดึงไพร่ส่วนตัว (ไพร่สม) ของมูลนายในหัวเมืองหรือขุนนาง ท้องถิ่นมาเป็นไพร่หลวงมากขึ้น เป็นการดึงผลประโยชน์จากแรงงานเกณฑ์ และส่วยจากไพร่เหล่านี้มาสู่ส่วนกลาง เป็นที่น่าสังเกตว่าการตรา พระไอยการตาแหน่งนาพลเรือน นายทหาร และนาหัวเมืองในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้นเน้นระเบียบการบังคับบัญชาในระดับมูล นาย แต่ในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถเน้นอานาจรัฐเหนือตัวไพร่โดยตรง มูลนายมีลักษณะเป็นข้าราชการอย่างแท้จริงทาการบังคับบัญชา ไพร่หลวงซึ่งเป็นไพร่ที่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ ส่วนในด้านภาษีอากรทรงปรับปรุงการเก็บอากรค่าสวนโดย “พระองค์ทรงให้นับผลไม้ทุกต้นในราชอาณาจักร และทรงเก็บภาษีต้นไม้แต่ละต้นเหล่านั้น...ทุก ๆ ปี...ซึ่งเก็บได้ทั่วประเทศแล้วก็ นับเป็นเงินจานวนไม่น้อย นอกจากนี้ยังทรงรื่อฟื้นภาษีมรดกเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลง...หนึ่งในสามของสมบัติจะต้องตกเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน” ส่วนความพยายามที่จะปกครองหัวเมืองภาคใต้ให้มั่นคงแน่นแฟ้นขึ้นเห็นได้ชัดเจนในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรศ ทรงแต่งตั้งเจ้า เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองพัทลุง ตลอดจนขุนนางตาแหน่งสาคัญในเมืองทั้งสองขึ้นใหม่ เช่น ตาแหน่งขุนคชราชา หัวพันส่วย ซึ่งทา หน้าที่เก็บส่วยหลวงในเมืองทั้งสองกับเมืองอื่นในภาคใต้ที่ขึ้นต่อเมืองทั้งสองเพื่อรวบรวมส่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา นอกจากจะใช้อานาจทางการปกครองโดยตรงในภาคใต้แล้ว สมเด็จพระเอกาทศรถยังคงอาศัยสถาบันพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์ใน การควบคุมหัวเมืองแถบนี้ ในเวลานั้นในเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองที่ขึ้นต่อเมืองทั้งสองมีวัดอยู่ทั้งสิ้น ๒๙๐ วัด สะท้อนว่าวัด และพระสงฆ์มีบทบาทและมีอิทธิพลอย่างสูงในสังคม สมเด็จพระเอกาทศรถจึงพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับวัดและพระสงฆ์ในแถบนี้ โดยทรงประกันผลประโยชน์ให้ กล่าวคือ ทรงกาหนดให้ขุนนางในท้องถิ่นที่เคยนากาลังพลของวัด เงินส่วย และอากรค่านา ซึ่งเก็บจากที่ดิน ของวัดให้นากลับมาคือให้แก่วัด นอกจากนี้ยังทรงอุทิศค่าส่วยหลวงเป็นข้าพระอันเป็นกาลังพลของวัดอีกด้วย แม้แต่อานาจในด้านการศาลก็ ทรงห้ามเจ้าเมือง ปลัดเจ้าเมืองและกรมการเมือง มิให้รับพิจารณาคดีความต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะ ๔ วาโดยรอบวัด แต่ให้วัดมีอานาจ พิจารณาตัดสินคดีเอง เข้าใจว่าการที่ทรงดาเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ นอกจากจะเป็นเพราะทรงเป็นพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วยังคงมีพระราชประสงค์จะให้สถาบันพุทธศาสนาเป็นสื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหัวเมืองกับราชธานี และให้สถาบันสงฆ์ช่วยคาน อานาจขุนนางในหัวเมืองภาคใต้ด้วย สมเด็จพระเอกาทศรถยังทรงหวังจะให้พระสงฆ์ในหัวเมืองภาคใต้ช่วยป้องกันอาณาจักร ทรงมีพระราชโองการว่า ถ้าหากมีข้าศึกมา รุกรานหัวเมืองแถบนี้หรือมีราชการสงครามใด ๆ ขอให้พระสงฆ์ช่วยรวบรวมกาลังพลมาช่วยรบ เห็นได้ว่าสมเด็จพระเอกาทศรถทรง ดาเนินการปรับปรุงการปกครองที่สาคัญ ๆ หลายประการทาให้อาณาจักรอยุธยาซึ่งระส่าระสายในช่วงสงครามกลายเป็นอาณาจักรที่มั่นคงสิ่งที่ ทรงฟื้นฟูและปรับปรุงจะเป็นรากฐานของระบบบริหารราชการขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
25.
๒๕ การปฏิรูประบบบริหารราชการ เมื่ออาณาจักรอยุธยามีความมั่นคงขึ้นและพระราชอานาจของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแผ่ออกไปหัวเมืองกว้างขวางขึ้นแล้ว การปฎิรูประบบบริหารราชการเพื่อให้ส่วนกลางสามารถควบคุมดูแลหัวเมืองได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นจึงถูกเริ่มดาเนินการ การปฏิรูปที่สาคัญมากอีก ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การปกครองอยุธยา ได้แก่
การขยายอานาจของอัครมหาเสนาบดี คือ สมุหนายก และสมุหพระกลาโหม กับเจ้าพระ คลังในส่วนกลางให้มีอานาจบังคับบัญชาหัวเมืองโดยตรง แต่เดิมในหัวเมืองชั้นนอกนั้นเจ้าเมืองและกรมการเมืองมีอานาจปกครองเป็นอิสระ อย่างมาก ส่วนกลางเพียงแต่งตั้งตาแหน่งยกกระบัตรออกไปดูแลและตรวจสอบการบริหารราชการให้เป็นไปตามนโยบานของส่วนกลาง โดย ที่ยกกระบัตรหาได้มีอานาจบังคับบัญชาเจ้าเมืองและกรมกลางซึ่งเป็นขุนนางท้องถิ่นไม่ หลังเสียกรุงครั้งแรกและเมื่อกรุงศรีอยุธยาสามารถ ควบคุมหัวเมืองได้มากขึ้นแล้ว จึงเปิดโอกาสให้ราชการส่วนกลางขยายอานาจออกไปบังคับบัญชาหัวเมืองโดยตรงทั่วทั้งอาณาจักรเป็นครั้งแรก ไม่พบหลักฐานที่จะช่วยให้ทราบว่าการปฏิรูประบบบริหารราชการเช่นนี้เกิดขึ้นในรัชกาลใด หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งแสดงถึงอานาจการ ควบคุมบังคับบัญชาของเหล่าเสนาบดีส่วนกลางเหนือหัวเมือง ได้แก่ “พระธรรมนูญ” ว่าด้วยการใช้ตราประทับประจาตาแหน่ง พ.ศ ๒๑๗๘ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ ๒๑๗๓-๒๑๙๘) “พระธรรมนูญ” นี้แสดงให้เห็นว่าสมุหนายกมีอานาจบังคับบัญชาหัวเมือง ฝ่ายเหนือ เช่น พิษณุโลก สวรรคโลก สุโขทัย กาแพงเพชร พิชัย นครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท อินทรบุรี พรหมบุรี สิงห์บุรี สรรค์บุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครชัยศรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบูรณ์ นครราชสีมา เป็นต้น ส่วน สมุหพระกลาโหม มีอานาจบังคับบัญชา หัวเมืองฝ่ายใต้ เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ไชยา ชุมพร เพชรบุรี เมืองกุย เมืองปราณ ตะนาวศรี มะริด ทวาย ถลาง ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า เป็นต้น เจ้าพระยาคลังมีอานาจบังคับบัญชาหัวเมืองชายทะเล เช่น จันทบุรี ตราด ระยอง นนทบุรี สมุทรปราการ สาครบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ “พระธรรมนูญ” ยังแสดงให้เห็นถึงการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทางด้านอื่นๆ อย่างกว้างขวางที่สาคัญ ได้แก่ การวางระเบียบเกี่ยวกับการศาลให้ชัดเจนว่าคดีความเรื่องใดต้องฟ้องร้องต่อศาลใด และการ กาหนดขอบเขตอานาจหน้าที่ของข้าราชการระดับสูงในส่วนกลาง เช่น สมุหนายกมีอานาจหน้าที่ในการพิจารณาอรรถคดีในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ที่มีผู้อุทธรณ์ว่า ตระลาการมิเป็นธรรม และมีหน้าที่สนองพระบรมราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไปรั้งเมือง หรือครองเมืองฝ่ายเหนือ และมีหน้าที่แต่งตั้งปลัด รองปลัด กรมการ และนายอากรขนอน (เจ้าพนักงานเก็บภาษี) ในหัวเมืองทั้งปวงที่ขึ้นกับมหาดไทย สมุหพระกลาโหมมีอานาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการข่มเหงแย่งชิงทรัพย์สิน มีหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการให้ข้าราชการผู้มี ความชอบไปรั้งเมืองหรือครองเมืองทางฝ่ายใต้ที่ขึ้นกับสมุหพระกลาโหม รวมทั้งมีหน้าที่แต่งตั้งปลัด รองปลัด กรมการ และนายอากร นายขนอน ในหัวเมืองเหล่านั้น เจ้าพระยาพระคลังมีหน้าที่รับสนองพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไปรั้งเมืองหรือครองเมืองที่ขึ้น ต่อเจ้าพระยาพระคลัง แต่งตั้งปลัด รองปลัด กรมการและนายอากรนายขนอนในหัวเมืองนั้นๆ รับผิดชอบคดีความที่เกี่ยวกับภาษีอากรต่างๆ และรับผิดชอบคดีความที่เกี่ยวกับภาษีอากรต่างๆ และรับผิดชอบคดีความเกี่ยวกับชาวต่างชาติ พระยายมราชฯ แห่งกรมเมืองหรือกรมเวียง มีอานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งขุนจ่าเมือง หมื่นรอง จ่าเมืองในหัวเมืองทั้งปวง รับผิดชอบคดีความเกี่ยวกับโจรที่มีโทษถึงตาย คดีข้าหนีเจ้า และ เก็บส่วยจากไพร่ส่วยในหัวเมืองเล็กทั้งปวง พระยาธรรมนาฯ แห่งกรมวังมีหน้าที่เกี่ยวกับคดีความซึ่งเกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ และ วัดต่าง ๆ คดีความเกี่ยวกับพระราชทรัพย์ คดีความที่ราษฎรฟ้องร้องศาลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ตั้งขุนยกกระบัตรในหัวเมืองโท ตรี จัตวา และหัวเมืองเล็ก ตั้งขุนสุพมาตรา รองสุพมาตรา ขุนวัง รองวังในเมืองต่าง ๆ พระยาพลเทพแห่งกรมนามีอานาจหน้าที่ในการไป จ่ายนาซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานให้ผู้ใดผู้หนึ่งรวมทั้งที่กัลปนา มีอานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานในกรมนาที่มีหน้าที่รับผิดชอบ การวิดน้าเข้านาหรือขุดคลองส่งน้า รับผิดชอบการแผ้วถางป่า การเก็บอากรค่านา(หางข้าว) พระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีฯ มีหน้าที่แจ้ง ให้กรมการเมืองต่าง ๆ ทราบเกี่ยวกับการแต่งตั้งพระสงฆ์ให้ดารงดาแหน่งในวัดต่าง ๆ หรือดารงสมณศักดิ์ และรับผิดชอบคดีความที่เกี่ยวข้อง กับพระภิกษุ พระยาศรีราชเดโชชัยมีอานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งขุนพลประจาหัวเมืองฝ่ายขวา พระยาท้ายน้ามีอานาจหน้าที่แต่งตั้ง ขุนพลประจาหัวเมืองฝ่ายซ้าย ทั้งเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี และหัวเมืองเล็ก พระศรีภูริปรีชามีหน้าที่เกี่ยวกับงานอาลักษณ์ พระยาราชภักดีฯ รับผิดชอบเกี่ยวกับการตั้งนายอากรสุรา บ่อนบี้ย สมภักษร ขนอน ตลาด อากรน้าตาล เรือจ้าง และเร่งเงินติดค้างจาก นายอากรในหัวเมือง พระยาศรีพิพัฒน์ รับผิดชอบเกี่ยวกับการค้าของพระคลังสินค้า พระราชสุภาวดี รับผิดชอบเกี่ยวกับบัญชีไพร่ทั่ว ราชอาณาจักร แต่งตั้งสัสดีประจาหัวเมืองต่าง ๆ พระศรีสุเรนทราธิบดีมีหน้าที่นาพระราชโองการไปมอบหัวเมืองใหญ่และมีตราไปมอบเมือง โท เมืองตรี และเมืองเล็ก
26.
๒๖ เท่าที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าอานาจของส่วนกลางขยายไปถึงหัวเมืองกว้างขวางและลึกซึ้งขึ้นมาก ระบบราชการของหัวเมืองซึ่งเคย เป็นอิสระอย่างมากได้ถูกรวมเป็นอันเดียวกันกับระบบราชการของส่วนกลางเกิดเป็นระบบราชการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนและมีเอกภาพ มากกว่าในระยะก่อนเสียกรุงเป็นอันมาก ระบบราชการนี้จะทาหน้าที่สืบต่อมาถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์
และหลังจากนั้นด้วย โดยมีการ ปรับปรุงในรายละเอียดหลังจากรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์แล้ว การเมืองระยะหลังเสียกรุงครั้งแรกจนถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ปัจจัยทางการปกครองและเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเมืองระยะหลังเสียกรุงครั้งแรกถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ การเมืองในระยะหลังเสียกรุงครั้งแรกถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มีปฏิสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางการปกครองและเศรษฐกิจ อย่างลึกซึ้ง ปัจจัยทางการปกครองและเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเมืองในช่วงนี้อาจสรุปได้เป็นสองประการที่สาคัญ คือ การขยายตัวของระบบ ราชการที่ทาให้ขุนนางฝ่ายปกครองเข้มแข็งขึ้นและการค้ากับญี่ปุ่นและชาติตะวันตกซึ่งทาให้ชาวต่างชาติเหล่านี้เข้ามามีบทบาทางการเมืองสูง ๑. การขยายตัวของระบบราชการ หลังจากที่อาณาจักรอยุธยาฟื้นตัวจากสงครามเสียกรุงครั้งแรกก็สามารถสร้างระบบราชการขนาดใหญ่และรวมศูนย์อานาจมากขึ้น มี ผลทาให้ขุนนางและพลังอานาจของขุนนางฝ่ายปกครองโดยเฉพาะขุนนางระดับสูงในส่วนกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในด้านหนึ่งของขุนนาง เหล่านี้มีความสาคัญต่อการที่พระมหากษัตริย์จะทรงปกครองอาณาจักรได้เข้มแข็งและมั่นคงขึ้น หากปราศจากระบบราชการขนาดใหญ่และขุน นางในระบบราชการนี้ซึ่งมีการบังคับบัญชาเป็นลาดับชั้นลงไปจนกระทั่งถึงไพร่ทั้งปวงแล้ว การบริหารราชการโดยส่วนกลางย่อมไม่สามารถ ดาเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่งการที่มีขุนนางจานวนมากขึ้นและอานาจการบังคับบัญชาขุนนางทั้งในส่วนกลางและหัว เมืองตกอยู่ในมือของขุนนางระดับสูงสุดสามตาแหน่ง คือ สมุหนายก สมุหพระกลาโหม และพระยาพระคลัง ทาให้ขุนนางทั้งสามมีอานาจ สูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว เพราะสามารถใช้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนทั้งที่อยู่ในราชธานีและหัวเมืองเป็นฐานอานาจทางเศรษฐกิจและ การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ขุนนางทั้งสามตาแหน่งได้บังคับบัญชาหัวเมืองทาให้มีส่วนในการจัดสรรและแบ่งปันผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจที่มาจากหัวเมืองมากขึ้น รวมทั้งมีโอกาสในการทาการค้ามากขึ้นเพราะได้บังคับบัญชาหัวเมืองที่เป็นแหล่งผลิตหรือเป็นเมืองท่า โดยตรง ดังนั้น ขุนนางจึงกลายเป็นผู้มีอานาจและบทบาททางการเมืองสูงจนบางครั้งเป็นอันตรายต่อพระราชอานาจ* ๒. การค้ากับญี่ปุ่นและชาติตะวันตก ในระยะก่อนเสียกรุง พ่อค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในอยุธยามีพ่อค้าจีน และมุสลิม ( เช่น อินเดีย อิหร่าน อาหรับ เตอร์ก) และมีพ่อค้าตะวันตกเพียงชาติเดียว คือ โปรตุเกส แต่ช่วงหลังเสียกรุงมีชาวต่างชาติเข้ามาอีกหลายชาติ ที่สาคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส ลักษณะพิเศษบางประการของชาวต่างชาติเหล่านี้ทาให้เข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างมากในช่วงหลังเสียกรุง จนกระทั่งสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ดังนี้ * ภายหลังการปฏิรูปการปกครองในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ระบบราชการของอาณาจักรอยุธยาก็ขยายตัวและเข้มแข็งขึ้น แม้จะยัง ไม่สามารถกลืนระบบราชการเล็กๆ ของศูนย์อานาจต่างๆ ที่ค่อนข้างเป็นอิสระให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับระบบราชการของอยุธยา อย่างแท้จริงก็ตาม แต่ขุนนางเริ่มเป็นกลุ่มที่มีสถานภาพสูงและมีบทบาททางการเมือง อย่างไรก็ตามในระยะก่อนเสียกรุงศรีครั้งแรก เนื่องจากระบบราชการยังไม่ใหญ่โตและมีเอกภาพมากพอ ทาให้ฐานอานาจของขุนนางยังอ่อนแอจึงไม่ประสบความสาเร็จในการต่อสู้เพื่อ อานาจและถูกปราบปรามลงทุกครั้ง ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่าใน พ.ศ ๒๐๖๗ รัชกาล สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ “ในเดือน ๗ นั้น คนทอดบัตรสนเท่ห์ ครั้งนั้นให้ฆ่าขุนนางเสียมาก พ.ศ ๒๐๘๑ รัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช “เมื่อเสด็จมาแต่เมืองกาแพงเพชรนั้นว่าพระยานารายณ์คิดเป็นขบถ และให้กุมพระยานารายณ์นั้นฆ่าเสียในเมืองกาแพงเพชร” ต่อมาในปี ๒๐๙๑ เมื่อพวกขุนนาง เช่น ขุนอินทราเทพ หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หา และขุนพิเรนทรเทพ คิดจะโค่นล้มขุนวรวงศาธิราชก็ไม่กล้า ดาเนินการตามลาพัง ต้องไปอัญเชิญพระเฑียรราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ให้เป็นผู้นา อันทาให้พระเฑียรราชาได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ และในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดินี้เมื่อขุนนางระดับสูง คือ พระยาสีหราชเดโชและขุนนางอื่นๆ ร่วมมือกับพระศรี ศิลป์และพระสังฆราช วัดป่าแก้ว จะชิงราชสมบัติก็ทาการไม่สาเร็จ พวกขุนนางต้องถูกประหารชีวิตเป็นจานวนมาก จนกระทั่งหลังเสียกรุง ครั้งแรกขุนนางจึงสร้างฐานอานาจได้เข้มแข็งขึ้น และมีส่วนสาคัญในการจัดสรรและแย่งชิงอานาจ ขุนนางบางคนถึงกับสามารถยึดครองราชย์ บัลลังก์ได้สาเร็จ คือ พระยากลาโหมสุริยวงศ์ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และพระเพทราชาขุนนางกรมช้างซึ่งขึ้นมาเป็น สมเด็จพระเพทราชา
27.
๒๗ ๒.๑ ญี่ปุ่น พ่อค้าญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายในราชอาณาจักรอยุธยามาตั้งแต่ต้นสมัยอยุธยา
แต่จานวนพ่อค้าชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งชุมชนใน กรุงศรีอยุธยาเพิ่มจานวนขึ้นมากในช่วงหลังเสียกรุงครั้งแรก เพราะการค้าของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขายตัว ชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีทั้ง ซามูไร และพ่อค้า ในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถมีชาวญี่ปุ่นในอยุธยาประมาณ ๑,๐๐๐ คน ชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีทั้งความสามารถในการรบ และการค้า และมีบทบาททางการเมืองอย่างสูงในระหว่างรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ๒.๒ ฮอลันดา บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาเข้ามาตั้งสถานีการค้าในกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๑๔๘ บริษัทของฮอลันดา สามารถแสวงหาผลกาไรจากการเดินเรือค้าขายระหว่างเมืองท่าในโลกตะวันออก โดยเฉพาะระหว่างญี่ปุ่น กรุงศรีอยุธยา เมืองท่าทางภาคใต้ แหลมมลายู และชวา การค้าของฮอลันดาในอาณาจักรอยุธยาดาเนินไปอย่างต่อเนื่องที่สุดเมื่อเทียบกับชาติตะวันตกอื่นๆ โดยทาการค้า สืบเนื่องไปจนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ และผลประโยชน์ของฮอลันดาในราชอาณาจักรอยุธยาก็มีมากกว่าพ่อค้าต่างชาติคนอื่นๆ ในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอลันดาต้องการของป่าเพื่อส่งไปขายที่ญี่ปุ่น ต้องการข้าวไปเลี้ยงพลเมืองในมะละกา และชวา และนาเครื่องเทศและผ้า จากมะละกามาขายที่อยุธยา ด้วยเหตุนี้ฮอลันดาจึงเกี่ยวข้องกับการเมืองในอาณาจักรอยุธยาตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ กระทั่งต้น รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ๒.๓ อังกฤษ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเข้ามาตั้งสถานีการค้าที่ปัตตานี ซึ่งเป็นเมืองประเทศราช ของอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๑๕๕ และพยายามทาการค้าในกรุงศรีอยุธยาด้วยเพราะอังกฤษต้องการสินค้าจากจีนและญี่ปุ่นที่มีขายในกรุงศรีอยุธยาจานวนมาก แต่ การค้าของบริษัทอังกฤษในอาณาจักรอยุธยาไม่ประสบความสาเร็จเพราะมีอุปสรรคจากการที่มีพวกพ่อค้าอิสระชาวอังกฤษในอาณาจักรอยุธยา เข้ามาลักลอบค้าขายแข่งกับบริษัทอินเดียตะวันออกซึ่งได้รับสิทธิผูกขาดการค้าในอยุธยา โดยเฉพาะกรณี คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีก ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ก็ร่วมมือแสวงหาผลประโยชน์กับพ่อค้าเอกชนอังกฤษที่ลักลอบค้าขาย และยังถูกฮอลันดาที่บทบาทมากกว่ากีด กัน อังกฤษจึงถอนตัวออกไปแล้วกลับมาใหม่หลายครั้งซึ่งเมื่อบริษัทอังกฤษไม่มีผลประโยชน์ในกรุงศรีอยุธยามากนักเช่นนี้ อังกฤษจึงมี บทบาททางการเมืองในกรุงศรีอยุธยาน้อยมาก ๒.๔ ฝรั่งเศส เรือสินค้าของฝรั่งเศสมาถึงอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๒๒๓ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ แม้จะเข้ามาในชั่วเวลาอันสั้น แต่ ปัญหาการเมืองภายในของอยุธยาก็เปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างมากในช่วงรัชกาลนี้* ชาวฝรั่งเศสและชาวตะวันตก ที่เข้ามาในราชอาณาจักรอยุธยาแต่ละพวกจะกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่เข้มแข็ง เพราะนอกจากจะมีความมั่นคงจากการค้าแล้ว ยังมีความ เข้มแข็งด้านการทหารเป็นพิเศษ เช่น ชาวญี่ปุ่นนั้นส่วนหนึ่งเป็นซามูไร มีความสามารถและความคล่องตัวในการรบสูง กองทหารญี่ปุ่นมีบทบาท ในสงครามยุทธหัตถี และในสงครามอื่นๆ อีกหลายครั้ง เช่น สงครามกับล้านช้าง เชียงใหม่ เชียงแสน จาปาศักดิ์ นครศรีธรรมราช ไชยา ตานี พัทลุง สงขลา ส่วนบริษัทการค้าของชาติตะวันตกก็มีกองกาลังรบที่เข้มแข็งเพื่อคุ้มครองการค้าทางทะเลของตนทั้งในการต่อสู้กับโจร สลัด ในการต่อสู้กับคู่แข่งทางการค้า และในการข่มขู่ตลอดจนการต่อรองกับผู้ปกครองดินแดนที่เข้าไปค้าขาย เนื่องจากมีการฝึกฝน มียุทธวิธี และมีอาวุธดีกว่ากองทัพไพร่ที่มาจากการเกณฑ์แรงงานหรือการ “เข้าเดือน” ของราชอาณาจักรอยุธยาและมีความคล่องตัวสูงกว่า กองกาลัง ต่างชาติเหล่านี้มีความสาคัญในการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในส่วนกลาง ในหัวเมืองและในสงครามกับอาณาจักรอื่น พระมหากษัตริย์อยุธยาในช่วงนี้ใช้ประโยชน์จากกองกาลังต่างชาติมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในรูปของการนากองกาลังต่างชาติมา เป็นทหารอาสาสมัครและทหารรักษาพระองค์ นอกจากจะเป็นเพราะชาวต่างชาติมีคุณสมบัติพิเศษดังกล่าวแล้ว ยังเนื่องมาจากเหตุผลสาคัญ อีกประการหนึ่ง คือ ชาวต่างชาติไม่มีฐานอานาจที่ฝังลึกในประเทศนี้ ฐานะตาแหน่งในราชการก็ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสมบูรณ์ กองอาสาไม่ได้รับอนุญาตให้ได้คุมไพร่พลที่เป็นชาวพื้นเมือง โอกาสที่จะขยายอิทธิพลลงในหมู่ชาวพื้นเมืองถึงขนาดที่จะใช้เป็นกาลังทาง การเมืองจึงทาได้ยาก “อย่างไรก็ตาม กองอาสาต่างชาตินี้อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้เหมือนกัน เนืองจากความคล่องตัวของหน่วย ฉะนั้นถ้าใน กลุ่มต่างชาติใดมีจานวนมากเกินไปและมีความกลมเกลียวสูง ก็อาจปฏิบัติทางการเมืองเป็นอิสระจากพระราชประสงค์ได้” ดังนั้นการขยายตัวของระบบราชการและการเข้ามาของญี่ปุ่นกับชาติตะวันตกดังกล่าวมานี้จึงยังผลให้การเมืองของอยุธยา เปลี่ยนโฉมหน้าไป กล่าวคือ นับตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นมา ขุนนางชาวต่างชาติจะเข้ามามีบทบาทสาคัญในการจัดสรรอานาจและการต่อสู้ ทางการเมืองร่วมกับชนชั้นนาทางการเมืองระดับสูงที่ครองอานาจมาแต่เดิม คือ พระมหากษัตริย์และเจ้านาย * แต่เดิมเคยเชื่อว่าความขัดแย้งกับฮอลันดา ทาให้สมเด็จพระนารายณ์พยายามดึงฝรั่งเศสเข้ามาคานอานาจฮอลันดา แต่ผลการศึกษา ประวัติศาสตร์ในระยะหลังแสดงให้เห็นว่าเหตุที่พระนารายณ์ดึงฝรั่งเศสเข้ามานั้นเป็นเพราะความขัดแย้งหรือปัญหาการเมืองภายในอยุธยาเอง
28.
๒๘ การเมืองในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถถึงรัชกาลพระอาทิตยวงศ์ การเมืองในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้กล่าวมาแล้วว่าสถานการณ์ภายในราชอาณาจักร โดยเฉพาะการสูญเสียอานาจของหัวเมืองและการเข้ามาแทนที่มูลนายหรือ ขุนนางรุ่นเก่าโดยมูลนายหรือขุนนางรุ่นใหม่ ทาให้พระมหากษัตริย์
คือ สมเด็จพระนเรศวรและในเวลาต่อมา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถมี อานาจสูงยิ่ง อย่างไรก็ตามในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถขุนนางก็เข้มแข็งเช่นกันเนื่องจากระบบราชกาลที่ใหญ่โตและมีเอกภาพนั้นได้ เกิดขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว ดังนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถจึงต้องทรงดาเนินกุศโลบายทางการเมืองในทางที่พยายามจากัดการขยายอานาจของขุน นางทั้งในส่วนกลางและหัวเมือง ในส่วนกลางพระองค์ทรงพยายามควบคุมอานาจของขุนนางฝ่ายปกครองด้วยวิธีการหลายอย่าง เช่น ทรง จากัดจานวนข้าทาสของขุนนาง ทรงกาหนดให้ขุนนางระดับสูง เช่น พระยาธรรมา พระยาพิษณุโลก พระยาพลเทพ พระยาคลัง ถวายเงินใน นามหน่วยงานของตนเพื่อสร้างหรือปฏิสังขรณ์สถานที่ต่างๆ และทรงใช้ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นหลายร้อยคนเป็นทหารรักษา พระองค์ ในหัวเมืองวิธีการสาคัญที่ทรงใช้ คือ ทรงอุปถัมถ์วัดและพระสงฆ์ในภาคใต้เพื่อถ่วงดุลอานาจเจ้าเมืองและกรมการเมืองดังที่ได้กล่าว มาแล้ว ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงหวั่นเกรงภัยจากพวกโปรตุเกศเนื่องจากพวกนี้ได้เข้ายึดเมืองสิเรียมซึ่งเป็น หัวเมืองมอญแห่งหนึ่ง ทาให้หัวเมืองมอญอื่นๆ อันได้แก่ มะริด ตะนาวศรี ซึ่งเป็นเมืองท่าสาคัญในเขตอิทธิพลของอยุธยาตกอยู่ในฐานะที่ไม่ ปลอดภัย สมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงเสนอให้ฮอลันดาเข้าไปตั้งสถานีการค้าที่เมืองมะริดเพื่อคานอานาจพวกโปรตุเกส แม้ว่าสมเด็จพระ เอกาทศรถยังทรงประสบความสาเร็จในการรักษาพระราชอานาจพระองค์ไว้ได้ตลอดรัชกาล อย่างไรก็ตามมหาดเล็กคนโปรดซึ่งเป็นขุนนาง สาคัญในราชสานัก คือ ออกญาพระนายไวย หาได้ยอมให้พระราชโอรสของพระองค์ คือ พระศรีเสาวภาคย์เสวยราชสมบัติโดยราบรื่นไม่ ออกญาพระนายไวยได้อาศัยทหารอาสาญี่ปุ่นราว ๔๐๐-๕๐๐ คน ทาการชิงราชสมบัติแต่ทาไม่สาเร็จเพราะสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ได้รับ ความช่วยเหลือจากฮอลันดา ออกญาพระนายไวยถูกประหารชีวิต ส่วนญี่ปุ่นกลุ่มนี้ต้องหนีออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามยังคงมีชุมชนชาว ญี่ปุ่นอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเนื่องจากการค้ากับญี่ปุ่นมีความสาคัญต่อรายได้ของราชสานักอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าญี่ปุ่นเป็นผู้ผูกขาดการ ส่งออกหนังกวาง ในเวลาต่อมาญี่ปุ่นยังคงมีบทบาทอย่างสูงในราชอาณาจักรอยุธยา กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าทรงธรรมแย่งชิงราชสมบัติจาก สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ได้สาเร็จและเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัตินั้น ชาวญี่ปุ่นจานวนหนึ่งซึ่งไม่พอใจทาการแย่งราชสมบัติของพระเจ้าทรง ธรรมได้ก่อการกบฎ แต่หลังจากปราบปราบญี่ปุ่นกลุ่มนี้ได้สาเร็จก็ยังทรงแต่งตั้งชาวญี่ปุ่นอีกหลายคนให้เป็นขุนนาง การเมืองในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมซึ่งก่อนได้ราชสมบัติทรงพระนามว่า พระศรีศิลป์ ทรงเป็นพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งของสมเด็จพระเอกา ทศรถ เมื่อพระศรีเสาวภาคย์เสด็จขึ้นครองราชย์พระศรีศิลป์ได้เสด็จออกผนวชและได้สมณฐานันดรเป็นพระพิมลธรรม และอาศัยความเป็น ภิกษุผู้มีความรู้สูงเป็นสื่อในการสร้างฐานอานาจ คือ ทาให้มีศิษย์โดยมากแม้แต่หมื่นศรีเสาวรักษ์หัวหน้ามหาดเล็กในราชสานักก็ถวายตัวเป็น บุตรบุญธรรม พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า “…คนทั้งหลายนับถือมาก จึงคิดกับกับหมื่นเสาวรักษ์และศิษย์โยมเป็นความลับ ซ่องสุมพรรคพวกได้มาก แล้วก็ปริวัตรออกเพลาพลบ ค่า ก็พากันไปซุ่มพล ณ ปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ….เข้าพระราชวังได้ก็ให้คุมเอาพระเจ้าแผ่นดิน…สาเร็จโทษ” พระศรีศิลป์ หรือ พระพิมลธรรมก็เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมและสถาปนาหมื่นศรีเสาวรักษ์เป็นพระมหาอุปราช อย่างไรก็ตามเพียง ๗ วันหลังจากนั้นหมื่นศรีเสาวรักษ์ก็ประชวรด้วยสาเหตุที่ไม่มีหลักฐานให้ทราบได้แน่ชัดและอีก ๓ วันต่อมาก็สิ้นพระชนม์ หลังจากที่พระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์ กลุ่มคนที่สร้างปัญหาทางการเมืองให้แก่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมในระยะเริ่มแรกที่เสด็จขึ้น ครองราชย์ คือ ชาวญี่ปุ่นซึ่งได้รวบรวมกาลังกันจานวนราว ๕๐๐ คน วางแผนการจะเข้าจับกุมตัวพระองค์ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเหล่านี้ไม่พอใจที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแย่งชิงราชสมบัติและปลงพระชนม์พระศรีเสาวภาคย์ แต่ปรากฎว่า ญี่ปุ่นทาการไม่สาเร็จ เพราะระหว่างเกิดเหตุพระสงฆ์วัดประดู่ทรงธรรม ๘ รูป ได้พาเสด็จสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมออกไป และพระมหา อามาตย์ก็คุมกาลังไล่รบญี่ปุ่นตายเป็นอันมาก ซึ่งทาให้พระมหาอามาตย์ได้เลื่อนเป็นสมุหพระกลาโหม อย่างไรก็ตามเนื่องจากในช่วงเวลานั้น การค้าระหว่างอยุธยากับต่างประเทศทาให้สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมยังคงต้องพึ่งพาชาวญี่ปุ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกบฎต่อไป โดยทรงแต่งตั้ง ชาวญี่ปุ่นเป็นขุนนางรวมทั้งเป็นเจ้าหน้าที่ประจาเมืองท่าต่างๆ เช่น ทวาย บางกอก โดยทรงยินยอมให้ชาวญี่ปุ่นสามารถหาผลประโยชน์โดย การตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางจากเรือทุกลาที่ผ่านทางชุมชนญี่ปุ่นก่อนเข้าเทียบท่าเรือที่กรุงศรีอยุธยา และการสูญเสียเมืองตะนาวศรีอันสะท้อนถึง การสูญเสียอิทธิพลทางการค้าในเมืองท่าแถบหัวเมืองมอญซึ่งมีการค้ากับพ่อค้ามุสลิมมากยิ่งทาให้สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมต้องให้ความสาคัญแก่ การค้ากับญี่ปุ่นมากขึ้น
29.
๒๙ เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงมีความจาเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นเพื่อประโยชน์ทางการค้าเช่นนี้ ทาให้พระองค์ทรง สนับสนุนชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งให้มีอานาจและดารงตาแหน่งราชการระดับสูง เพื่อให้ชุมชนญี่ปุ่นในอยุธยาเป็นพันธมิตรของพระองค์แทนที่จะเป็นศัตรู เหมือนช่วงต้นรัชกาล
ชาวญี่ปุ่นผู้นั้น คือ ยามาดา นางามาซา ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าชุมชนญี่ปุ่นหลังจากเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพียง ๙ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยามาดาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์อย่างรวดเร็วจาก ขุนไชยสุนทร เป็น หลวงไชยสุนทร ใน พ.ศ.๒๑๖๔ และเป็น ออกญา หรือ พระยาเสนาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่นใน พ.ศ.๒๑๖๗ เขาสามารถควบคุมการค้าของญี่ปุ่นในอยุธยาได้ทั้งหมด และเข้าหุ้นค้าขาย กับพ่อคัาญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าหนังกวางซึ่งเป็นสินค้าออกสาคัญของอยุธยา ออกญาเสนาภิมุขกลายเป็นผู้นาทางการเมืองที่สาคัญ มากคนหนึ่งจนถึงต้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ในเวลาเดียวกับที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงสนับสนุนและเป็นพันธมิตรกับชาวญี่ปุ่นซึ่งทาให้ออกญาเสนาภิมุขก้าวขึ้นมาเป็นผู้นา ทางการเมืองอย่างรวดเร็วนั้น ขุนนางไทยก็สร้างเสริมอานาจของตนอยู่เช่นกัน ได้แก่ สมุหพระกลาโหม พระยาศรีวรวงศ์ พระยากาแพง พระท้ายน้า หลวงธรรมไตรโลก เป็นต้น ขุนนางเหล่านี้ครอบครองกาลังคน และมีความมั่งคั่งมาก ในจดหมายเหตุวันวลิตกล่าวว่า “ออกญากลาโหมเป็น ๑ ใน ๖ ของขุนนางที่ร่ารวยที่สุดในประเทศ มีข้าทาสกว่า ๒,๐๐๐ คน ช้าง ๒๐ เชือก และม้างามๆ อีก เป็นจานวนมาก ออกพระท้ายน้า แม่ทัพม้าเป็นออกญาพระคลังมาก่อนเป็นเวลา ๕ ปีซึ่งในขณะที่ดารงตาแหน่งได้สะสมทรัพย์สินเงินทองไว้ มาก ส่วนออกหลวงธรรมไตรโลกเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีเป็นขุนนางสูงอายุ และได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากบรรดาขุนนาง” สาหรับพระยาศรีวรวงศ์นั้นมีอานาจเนื่องจากเป็นผู้ดูแลกิจการต่างๆในพระราชวัง* และออกญากาแพง**เป็นผู้มีชาติกาเนิดสูงและมั่ง คั่งจึงเป็นที่เคารพยาเกรงของคนทั้งปวง ขุนนางเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้นาทางการเมืองที่จะไม่ยอมเป็นเพียงผู้รับคาสั่งจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสรรอานาจโดยตรง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงรักษาพระราชอานาจไว้ได้เช่นเดียวกับพระราชบิดา เข้าใจว่าการที่ทรงเน้นบทบาทของพระองค์เองในการ ทานุบารุงพระศาสนา เช่น ทรงพระกรุณาให้สร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท แต่งมหาชาติคาหลวง ตลอดจนการสร้างพระอุโบสถ พระ วิหาร ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ และสร้างพระไตรปิฎก คงช่วยเสริมสร้างพระบารมีของพระองค์อย่างมาก อย่างไรก็ตามพระองค์ไม่ สามารถแก้ปัญหาการสืบราชสมบัติได้ ทันทีที่ทรงประชวรและเสด็จสวรรคต ขุนนางก็เข้ามามีบทบาทสาคัญในการกาหนดตัวผู้สืบราชสมบัติ เวลานั้นเจ้านายซึ่งอยู่ในข่ายจะได้ราชสมบัติประกอบด้วย พระเชษฐาธิราช และพระศรีศิลป์ ทั้งสองพระองค์ไม่มีฐานอานาจเพียงพอที่จะ เสด็จขึ้นครองราชย์บัลลังก์ด้วยพระองค์เอง ขุนนางซึ่งไม่สามารถจัดสรรอานาจเพื่อให้ได้กษัตริย์องค์ใหม่โดยสันติและแตกแยกเป็นสองฝ่าย โดยเลือกสนับสนุนเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในจานวน ๒ พระองค์นี้ กล่าวคือ พระยาศรีวรวงศ์ และออกญาเสนาภิมุข สนับสนุนพระ เชษฐาธิราช โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อทาการสาเร็จทั้งสองจะผลัดกันเป็นผู้สาเร็จราชการคนละปี และปีใดที่ไม่ได้อยู่ในตาแหน่งก็จะออกไปครอง เพชรบุรีเพื่อรอจนกว่าจะถึงวาระของตน ส่วนสมุหพระกลาโหม พระท้ายน้า หลวงธรรมไตรโลก พระศรีเสาวราช พระจุฬามนตรี สนับสนุนพระศรีศิลป์ ปรากฏว่าพระยาศรีวรวงศ์และออกญาเสนาภิมุขช่วยให้พระเชษฐาธิราชได้ครองราชสมบัติ พระศรี ศิลป์ต้องเสด็จไปผนวชภายหลังได้สึกออกมาและลอบเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยาไปยังเพชรบุรี พระสงฆ์ที่เมืองนี้ได้ช่วยเหลือพระศรีศิลป์ ซ่องสุมผู้คนในวัดไว้ได้เป็นกาลังคนถึง ๒๐,๐๐๐ คน และประกาศสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ ทางกรุงศรีอยุธยาจึงส่งพระยากาแพง และออกญาเสนาภิมุขนากองทัพรวมทั้งกองทหารอาสาญี่ปุ่นรวม ๗๐๐-๘๐๐ คน ไปปราบ ในที่สุดพระศรีศิลป์พร้อมด้วยผู้สนับสนุนก็ถูก ประหารชีวิต เมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระยาศรีวรวงศ์ได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นสมุหพระกลาโหม และน้องชายขึ้นดารง ตาแหน่งพระยาศรีวรวงศ์แทน พร้อมดาเนินการยึดทรัพย์สินขุนนางฝ่ายตรงข้ามมาเป็นของตนเองและพรรคพวก ส่วนออกญาเสนาภิมุข และพระยากาแพงนั้นไม่พบหลักฐานว่าได้รับผลตอบแทนเช่นใด อย่างไรก็ตามสมเด็จพระเชษฐาธิราชและพระราชมารดาเริ่มเคลื่อนไหว ติดต่อกับขุนนางบางคนเพื่อลดอานาจของสมุหพระกลาโหม ทาให้สมุหพระกลาโหมต้องเร่งหาทางกาจัดสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยในชั้นแรก ได้ขอความสนับสนุนจากกบุ่มขุนนาง ปรากฏว่าขุนนางส่วนใหญ่พากัน “สาบานว่าจะสนับสนุนออกญากลาโหมทุกประการ และลงมติว่า ออกญากลาโหมจะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของพระเจ้าแผ่นดิน(ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของออกญากลาโหม) และขุนนางแต่ละคนจะเกณฑ์ สมัครพรรคพวกและข้าทาสเข้าร่วมด้วย” ในขั้นต่อมาสมุหพระกลาโหมได้เข้าฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรมของพระยากาแพงพร้อมกับสัญญาว่า * เข้าใจว่าเหตุที่พระเจ้าทรงธรรมทรงไว้วางพระทัยพระยาศรีวรวงศ์ให้ดารงตาแหน่งสาคัญในพระราชวังเพราะ พระยาศรีวรวงศ์เป็นบุตรของพระยาศรีธรรมาธิราชซึ่งเป็นพี่ชายของพระราชมารดาของพระเจ้าทรงธรรม.(จดหมายเหตุวันวลิต) **ออกญากาแพงทาหน้าที่ทางด้านกลาโหมและกรมเมือง. (พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต)
30.
๓๐ เมื่อชิงราชสมบัติได้แล้วจะสถาปนาพระยากาแพงเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากนั้นก็ยกกาลังบุกเข้าไปในพระราชวังเมื่อทาการสาเร็จ สมุห พระกลาโหมร่วมกับออกญาเสนาภิมุขได้อัญเชิญพระอาทิตยวงศ์พระอนุชาของพระเชษฐาธิราชขึ้นครองราชสมบัติ
หลังจากได้เป็นผู้สาเร็จ ราชการแล้วสมุหพระกลาโหมจึงกาจัดพระยากาแพง พร้อมกันนั้นก็หาทางกาจัดออกญาเสนาภิมุขด้วย และเหตุที่ตระหนักในความเสียเปรียบ ของตนออกญาเสนาภิมุขต้องยอมถอนกาลังชาวญี่ปุ่นไปยังนครศรีธรรมราชและต่อมาไม่นานก็ถึงแก่กรรมด้วยยาพิษ เมื่อสิ้นขุนนางที่เคยมี อานาจเหล่านี้แล้ว การที่จะถอดพระอาทิตยวงศ์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ในที่สุดสมุหพระกลาโหมก็ก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ กล่าวได้ว่าการเถลิงอานาจของสมุหกลาโหมจนในที่สุดขึ้นครองราชย์สมบัตินั้น เป็นจุดสุดยอดของอานาจทางการเมืองของขุนนาง ฝ่ายปกครองในระบบข้าราชการที่ผุดขึ้นอย่างชัดเจนหลังสมัยพระนเรศวรเป็นต้นมา การเมืองในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์ การเมืองในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หลังจากได้ครองราชสมบัติแล้วสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพยายามดึงอานาจสู่พระองค์เองอย่างเต็มที่ พร้อมกับทรงคอยระวังมิ ให้เจ้านายและขุนนางทั้งในส่วนกลางและหัวเมืองก้าวขึ้นมาท้าทายพระราชอานาจ เพื่อจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ทรงดาเนินการดังนี้ ๑ การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในระยะแรกของการครองราชย์ หลังจากราชาภิเษกแล้วสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงตอบแทนผู้ให้ความช่วยเหลือพระองค์โดยปูนบาเหน็จทั้งเลื่อนยศและ พระราชทานทรัพย์สินให้ อย่างไรก็ตามการปูนบาเหน็จนี้มีขอบเขตจากัด ผู้สนับสนุนพระองค์ที่สาคัญคนหนึ่ง คือ พระยาพระคลังซึ่งเคยได้รับ คามั่นสัญญาว่าถ้าทาการสาเร็จจะได้เป็นอุปราชก็ได้รับตาแหน่งพระยาพิษณุโลก แม้แต่พระอนุชาซึ่งมีส่วนช่วยชิงราชสมบัติก็ไม่ได้เป็นอุปราช โดยทรงพระกรุณาตรัสว่า“น้องเราคนนี้มีน้าใจกักขฬะหยาบช้า มิได้มีหิริโอตตัปปะ จะให้เป็นอุปราชรักษาแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณมิได้ ให้เป็นแต่เจ้าชื่อ พระศรุธรรมราชาตั้งบ้านหลวงอยู่ริมวัดสุธาวาศ” เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสวรรคต พระศรีสุธรรมราชาได้ร่วมมือ กับสมเด็จพระนารายณ์ชิงราชสมบัติจากเจ้าฟ้าชัย ในเวลาต่อมา สาหรับโอรสที่เหลือของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมซึ่งเป็นผู้มีสิทธิธรรมในราชสมบัติ ในปีที่สามแห่งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก็โปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิตทั้งสองพระองค์ และต่อมาก็โปรดเกล้าฯ ให้ประหารพระอาทิตยวงศ์พร้อมด้วยขุนนางที่ถูกถอดออกจาก ราชการจานวนหนึ่งด้วยเหตุผลว่าก่อการกบฏ การขจัดอิทธิพลของชาวญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งสาคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แม้ว่าออกญาเสนาภิมุขจะถึงแก่อสัญกรรมตั้งแต่ รัชกาลสมเด็จพระอาทิตย์วงศ์แต่บุตรชาย คือ ขุนเสนาภิมุขได้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์นครศรีธรรมราช และเตรียมยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยาจานวนหนึ่งก็แสดงความต้องการที่จะไปสมทบกับขุนเสนาภิมุข ในคืนวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๑๗๕ พระเจ้าปราสาท ทองจึงส่งกองกาลังไปทาลายหมู่บ้านญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยา ชาวญี่ปุ่นจานวน ๔,๐๐๐ คน ถูกขับออกนอกประเทศ ส่วนที่นครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนเก่าได้ดาเนินจนทาให้ชาวญี่ปุ่นเกิดความแตกแยกและฆ่าฟันกันจนที่สุดต้องออกจากนครศรีธรรมราช แม้จะมี ชาวญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายในอยุธยาอีกแต่ก็มีจานวนน้อย และไม่มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างเด่นชัดแต่อย่างใด ๒. การป้องกันการขยายอานาจของขุนนาง การที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง คือ จุดสูงสุดของอานาจทางการเมืองของขุนนางในระบบข้าราชการที่ประสบความสาเร็จจากระบบ ราชการที่มีเอกภาพและเอื้อให้ขุนนางมีโอกาสที่จะเสริมสร้างอานาจของตน จึงทรงดาเนินการหลายประการเพื่อป้องกันการขยายอานาจของ ขุนนางระดับสูง ซึ่งมีทั้งการกาจัดขุนนางที่มีอิทธิพลสูงการกีดกันไม่ให้ขุนนางสามารถสะสมโภคทรัพย์ทางเศรษฐกิจอันจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ สาคัญอย่างหนึ่งในการสร้างเสริมอานาจทางการเมือง และการควบคุมขุนนางอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดกวดขัน การกาจัดขุนนางที่มีอิทธิพล พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิตหรือลงโทษขุนนางที่มีอานาจสูงหลายคน เช่น พระยาพระคลังซึ่ง ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกอันเป็นเมืองสาคัญที่สุดทางภาคเหนือถูกประหารชีวิตในปีที่ ๗ ของรัชกาล หลังจากที่ สามารถตีลาปางได้และเริ่มได้รับความนิยมในหมู่ขุนนางและประชาชน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต กล่าวว่า “ทรงสั่งประหารชีวิต ออกญาพิษณุโลกด้วยสาเหตุที่ทรงสร้างขึ้นเอง ถึงแม้ว่าออกญาพิษณุโลกเป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ให้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน” พระยายมราชซึ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาจักรีและเป็นผู้ที่ได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศถูกประหารชีวิตด้วยข้อหา กบฏ จดหมายเหตุวันวลิต กล่าวว่า “ออกญาจักรีได้จัดเลี้ยงอาหารค่าที่บ้านของตนแก่ออกญา ๓ คน ออกพระ ๓ คน และ ออกหลวง ๒ คน ทาให้ถูกกล่าวหา” ขุนนางฝ่ายปกครองระดับสูงอีกสองคน คือ พระยาธรรมมาและพระยายมราช ถูกตัดสินให้รับโทษหนัก ส่วนการประหารขุนนางครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ทรงทาพระศพพระราชธิดา ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารและหลักฐานต่างประเทศกล่าว
31.
๓๑ ตรงกันว่า “ได้ฆ่าฟันขุนนางเสียมากมาย” ในขณะที่ขุนนางเก่าที่มีอิทธิพลถูกกาจัดออกไปก็ย่อมมีการแต่งตั้งขุนนางใหม่ขึ้นมาทาหน้าที่แทน ขุนนางใหม่เหล่านี้ขาดอานาจซึ่ง สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ
ขาดการสั่งสมฐานอานาจและการมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับขุนนางคนอื่น จึงสะดวกแก่การที่พระมหากษัตริย์จะ ทรงควบคุมมากกว่า “…ขุนนางที่ยังเหลือรอดอยู่ก็ไม่สามารถเถลิงอานาจมากอย่างที่เคยเป็นมาอีกได้เพราะพระเจ้าปราสาททองทรงระวังที่จะ ทาให้สถานะของขุนนางไร้เสถียรภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พระองค์ทรงเปลี่ยนตัวขุนนางที่มียศศักดิ์สูงส่งของประเทศบ่อย ๆ จนไม่มีขุนนาง คนใดแน่ใจในตาแหน่งหน้าที่ของตน...” การกีดกันไม่ให้ขุนนางสั่งสมโภคทรัพย์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงทาการผูกขาดสินค้ามากชนิดขึ้น โดยเฉพาะของป่าที่ถูกส่ง มาจากหัวเมืองซึ่งกาลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดต่างประเทศ การผูกขาดการค้ามากขึ้นเช่นนี้นอกจากจะเป็นไปเพื่อเพิ่มพูน พระราชทรัพย์แล้วยังมีผลในทางจากัดโอกาสของขุนนางที่จะทาการค้าส่วนตัว นอกจากจะมีผลในทางลดแรงจูงใจที่จะสะสมโภคทรัพย์ของ ขุนนางแล้ว ยังทาให้บุตรของขุนนางผู้นั้นซึ่งอาจเป็นขุนนางอยู่เช่นกันไม่มีโอกาสที่จะรับมรดกมาเพิ่มพูนโภคทรัพย์ของตน โอกาสของขุนนาง จึงเป็นการสั่งสมโภคทรัพย์ภายใต้พระมหากรุณาธิคุณอย่างแท้จริงเท่านั้น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตชี้ให้เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองดึงเอามรดกของขุนนางมาเป็นของพระองค์มากกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในอดีต “...พระเจ้าแผ่นดินองค์ทรงพระนามว่าหน่อพุทธากูร ได้นาวิธีปฏิบัติที่ว่าเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลงจะต้องจ่ายทองหนักหนึ่งหมื่นบาทต่อ ที่ดินทุก ๆ สิบไร่และพระอนุชาธิราชพระราเมศวร ก็ได้ใช้วิธีที่ว่าเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลงหนึ่งในสามของสมบัติส่วนตัวจะต้องตกเป็นของพระเจ้า แผ่นดิน แต่พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงต้องการทุกสิ่งทุกอย่างถ้าหากขุนนางสิ้นชีวิตลง...ขุนนางจะลอบสังเกตซึ่งกันและกันว่าใครซ่อนสมบัติไว้ บ้าง หญิงหม้ายและเด็กกาพร้าจะแสดงความรู้สึกสานึกบุญคุณอย่างล้นพ้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงหยิบยื่นทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นของตนเองให้ บ้างเพียงเล็กน้อย...” ในด้านการควบคุมดูแลขุนนางอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดกวดขันนั้น “พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ปฏิบัติต่อขุนนางเยี่ยงทาส ขุนนางจะต้องเข้าเฝ้าทุกวัน และอนุญาตให้ไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกันตามบ้านหรือที่รโหฐานได้ แต่ไม่อนุญาตให้พูดกันเว้นแต่ในที่สาธารณะ” ด้านขุนนางส่วนภูมิภาคซึ่งเคยแสดงอานาจให้เห็นอยู่เช่นกัน พระองค์ทรงแก้ไขบังคับให้เจ้าเมืองต้องอยู่ประจาในกรุงศรีอยุธยา ไม่ สามารถใช้หัวเมืองของตนเพื่อสร้างฐานอานาจขึ้นคานกับกษัตริย์ได้ โดยวันวลิตรายงานว่า “บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหมด (โดยเฉพาะผู้ที่มี อานาจมากที่สุดและอยู่ในตาแหน่งราชราชการ) จึงต้องอยู่อย่างทาสในกรุงศรีอยุธยา” ๓. การขยายอานาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ การขยายอานาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด ในขณะ ที่ทรงจากัดและบั่นทอนอานาจของขุนนางด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ พระองค์ก็ทรงเพิ่มพูนโภคทรัพย์ของพระองค์เองอย่างจริงจัง นอกจากจะทรงผูกขาดการค้าโดยบังคับให้ต้องซื้อขายสินค้าเกือบทุกชนิดแก่พระคลังสินค้าแล้ว พระองค์ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีตัวแทนทา การค้าที่หงสาวดี อังวะ เชียงใหม่ ล้านช้าง ซึ่งในปีหนึ่งๆ ได้กาไรจานวนมาก เนื่องจากผลประโยชน์ทางการค้ามีความสาคัญต่อพระองค์ เช่นนี้ทาให้พระองค์ทรงพยายามครอบครองแหล่งผลิตสินค้าและเมืองท่า กล่าวคือทรงทาสงครามกับเชียงใหม่ ล้านช้างและกัมพูชา เพื่อ ครอบครองดินแดนที่อุดมด้วยของป่าและทรงทาสงครามกับพม่าเพื่อแย่งชิงหัวเมืองอันเป็นเมืองท่าสาคัญทางตะวันตก นอกจากนี้หัวเมือง ภาคใต้และเมืองประเทศราชซึ่งเป็นเมืองท่าสาคัญหลายเมืองพระองค์ก็ทรงพยายามอย่างมากในการควบคุม ทั้งนี้ด้วยอาศัยการทาความตกลง ร่วมมือกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะฮอลันดา โดยการควบคุมและบังคับเมืองเหล่านี้ ใน พ.ศ. ๒๑๗๓ ปัตตานีเป็นกบฏและยังโจมตีพัทลุง และนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงได้รับความช่วยเหลือจากฮอลันดาในการปราบปราม ต่อมาเมื่อชาวฮอลันดา ๒ คนถูก ฆ่าตายที่ภูเก็ตพระองค์ก็มีพระบรมราชโองการให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและเจ้าเมืองภูเก็ตเข้ายังกรุงศรีอยุธยา และในการสอบสวนถึงกับมี การทรมานเจ้าเมืองภูเก็ต เหตุการณ์เหล่านี้ทาให้หัวเมืองใหญ่ทางใต้และเมืองประเทศราชก่อการกบฏแบบปัตตานี เช่น ใน พ.ศ. ๒๑๗๖ นครศรีธรรมราชเป็นกบฏ ใน พ.ศ. ๒๑๗๗ ยะโฮร์เป็นกบฏ ใน พ.ศ. ๒๑๙๑ สงขลาเป็นกบฏ เข้าใจว่าในขณะที่เมืองท่าเหล่านี้มีการค้าของ ตนเอง อยุธยายังคงต้องอาศัยระบบราชการที่มีประสิทธิภาพดึงผลประโยชน์จากเมืองเหล่านี้มากขึ้นทาให้เมืองเหล่านี้ต้องการเป็นอิสระ อย่างไรก็ตามราชธานีสามารถปราบกบฏเหล่านี้ได้สาเร็จทุกครั้ง กล่าวได้ว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงประสบความสาเร็จในการรักษาและเพิ่มพูนพระราชอานาจ ในรัชกาลของพระองค์ทรง ควบคุมอานาจขุนนางได้สาเร็จและทรงจัดการกับปัญหาเกี่ยวกับหัวเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงปลายรัชกาลไม่ปรากกฎว่าเกิดปัญหาที่ กระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพทางการเมืองอีก อย่างไรก็ตามเนื่องจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมิได้ทรงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอานาจ
32.
๓๒ ทางการเมือง เพียงแต่ทรงดาเนินกุศโลบายเพื่อควบคุมอานาจของขุนนางและควบคุมหัวเมืองให้อยู่ภายใต้พระราชอานาจของพระองค์ ดังนั้น เมื่อสิ้นรัชกาลปัญหาในการจัดสรรอานาจและการแย่งชิงอานาจจึงเกิดขึ้นอีกในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าปราสาททองนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีเจ้านายองค์ใดอยู่ในฐานะที่มีสิทธิในราชสมบัติเหนือกว่าองค์อื่น เจ้านายที่แสดงความปรารถนาจะได้ราชสมบัติมี
เจ้าฟ้าไชยราชโอรสองค์ใหญ่ พระศรีสุธรรมราชาพระอนุชา พระนารายณ์ราชโอรสซึ่งเกิดแต่ พระมเหสีซึ่งเป็นราชธิดาของพระเจ้าทรงธรรม และพระไตรภูวนาทิตย์ราชโอรสที่เกิดแต่พระสนม คาให้การชาวกรุงเก่าสอดคล้องกับ พระราชพงศาวดารว่า เจ้าฟ้าไชยได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าปราสาททองและได้รับมอบพระราชสมบัติ แต่หลักฐานร่วมสมัย คือ รายงานของจากปัตตาเวียถึงบริษัทฮอลันดาในยุโรป ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๒๐๐ รายงานว่าเจ้าฟ้าไชย “...ได้ให้คนของพระองค์ถืออาวุธ ครบเข้าล้อมพระราชวังแล้วขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ…” เวลานั้นขุนนางซึ่งถูกบีบบังคับจากพระเจ้าปราสาททองมาเป็นเวลานาน ยังคงอยู่ใน ฐานะอ่อนแอ ผู้ที่ต่อต้านเจ้าฟ้าไชยอย่างได้ผลจึงได้แก่เจ้านาย ปรากฏว่าพระศรีสุธรรมราชาร่วมกับพระนารายณ์แย่งราชสมบัติได้สาเร็จ พระศรีสุธรรมราชาก็เสด็จขึ้นครองราชย์ แต่เพียงสองเดือนเศษต่อมาพระนารายณ์แย่งราชสมบัติได้สาเร็จ โดยอาศัยขุนนาง กองอาสาต่าง ๆ และชาวต่างชาติบุกเข้าจับพระศรีสุธรรมราชาไปสาเร็จโทษ ส่วนพระไตรภูวนาทิตย์ยอมเสด็จออกมาถวายบังคมพระนารายณ์ตั้งแต่แรกที่เกิด เหตุรบพุ่งกันขึ้น อย่างไรก็ตามพระไตรภูวนาทิตย์หาได้ยอมสวามิภักดิ์อย่างแม้จริงไม่ หากแต่อาศัยความสนับสนุนจากพระอนุชา คือ พระองค์ ทองและขุนนางฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่ทั้งขุนนางส่วนกลางและเจ้าเมือง เช่น สมุหพระกลาโหม พระยาพระคลัง พระยาพลเทพ พระยาพัทลุง พระยาสุโขทัย พระยาพิจิตร และเจ้าพระยามหาอุปราชซึ่งเป็นตาแหน่งข้าราชการสูงสุด เป็นต้น การก่อกบฏเกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระนารายณ์ เสวยราชย์ได้เพียงสองเดือน แม้ว่าการกบฏครั้งนี้ล้มเหลวซึ่งสะท้อนว่าขุนนางยังคงอ่อนแอ โดยสมเด็จพระนารายณ์อาศัยกองกาลังต่างชาติ ปราบกบฏได้สาเร็จ และนับเป็นโอกาสอันดีในการลิดรอนอานาจของขุนนางฝ่ายปกครองรุ่นเก่าเหล่านี้จนสิ้นเชิง การเมืองในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติและปราบกบฏพระไตรภูวนาทิตย์กับขุนนางฝ่ายตรงข้ามแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ซึ่งยังคงมีความ จาเป็นต้องใช้ระบบข้าราชการในการบริหารราชการแผ่นดินยังคงทรงระวังที่จะไม่ให้ขุนนางเหล่านี้ได้กุมอานาจไว้ในมือมากเกินไป และถ้าทาได้ ก็อาจปล่อยตาแหน่งบางตาแหน่งให้ว่างลงเสีย เช่น ตาแหน่งสมุหนายก หรือทรงให้ขุนนางตาแหน่งอื่นซึ่งทรงไว้วางพระทัยมารักษาราชการ แทน เช่น ตาแหน่งพระคลังซึ่งโปรดให้พระยาพระเสด็จเป็นผู้รักษาราชการ บาทหลวงเดอะแบสรายงานว่า โปรดให้พระยาธรรมมาเป็น พระยาพระคลังด้วย และแชร์แวสกล่าวว่า พระยาธรรมมาแห่งกรมวังผู้นี้มีอานาจสิทธิ์ขาดปกครองหัวเมืองทางฝั่งทะเลตั้งแต่เพชรบุรีไปจนจรด เขตประเทศเขมร แชร์แวสยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “…ออกพระซึ่งทุกวันนี้มีจานวนมากกว่าออกญาเป็นอันมากเพราะเหตุว่าอานาจหน้าที่นั้นด้อย กว่าออกญา และไม่อยู่ในสถานะจะสนับสนุนราชบัลลังก์ได้มากนัก เมื่อออกญาคนใดสิ้นไปแล้วจึงค่อยได้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งผู้อื่นขึ้นมาแทนที่ และทรงมอบราชกิจให้ออกพระทาเป็นอย่าง ๆ ไป” การที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระราชดาริที่ตัดทอนอานาจขุนนางที่ควบคุมไพร่ไว้จานวนมากลง ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงทาให้ที่ประชุมเสนาบดีหมดความสาคัญลง การประชุมที่มีความสาคัญอย่างแท้จริงในการบริหารราชการนั้นเป็นที่ประชุมซึ่งจัดขึ้นในตอน ดึกระหว่าง ๒๒.๐๐ – ๒.๐๐ น. ผู้เข้าประชุมนอกจากพระนารายณ์แล้วมีเพียง ๕ คน ซึ่งทรงไว้วางพระทัย ถึงแม้ว่าสมเด็จพระนารายณ์จะทรงระมัดระวังสักเพียงใดก็ตาม การต่อต้านพระองค์ก็ยังคงมีอยู่เสมอ บางครั้งก็มีความระแวงเกิดขึ้นว่ามีผู้ พยายามสนับสนุนให้พระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์แทน และยังมีหลักฐานแสดงว่ามีขุนนางหลายกลุ่มต่อต้านพระองค์ด้วยวิธีการหลายอย่าง ใน พ.ศ. ๒๒๒๙ เกิดการกบฏที่รุนแรงเรียกว่ากบฏมักกะสัน ซึ่งแม้ผู้กระทาการจะเป็นชาวมุสลิมแต่ก็มีหลักฐานกล่าวว่า การกบฏครั้งนี้เป็น “การ วางแผนลับทางการเมืองมีขุนนางไทยเข้าร่วมด้วย และพวกกบฏดาริจะยกอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์” แม้สมเด็จพระนารายณ์จะยังไม่ทรงเพลี่ยง พล้าทางการเมือง แต่ก็ทรงระแวงภัยเป็นอย่างมากถึงกับทรงย้ายที่บรรทมอยู่เสมอ และทุก ๆ ปีก็เสด็จไปประทับอยู่ที่ลพบุรีอันเป็นฐานที่มั่น ทางการเมืองของพระองค์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อไม่ทรงไว้วางพระทัยขุนนางไทย ทางออกที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเลือกก็คือการสนับสนุนชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ทรงเห็นว่าเป็น ประโยชน์เช่นเดียวกับที่พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ก่อนหน้านี้ได้ทรงทา ในระยะแรกทรงเลือกชาวอิหร่านแทน พวกอิหร่านนี้ทาประโยชน์ ทางการค้าแก่พระองค์อย่างมาก เพราะเป็นระยะที่การค้าระหว่างเมืองท่ามะริด ตะนาวศรี เพชรบุรี กับอินเดียเจริญมาก ชาวอิหร่านและ พ่อค้ามุสลิมอื่น ๆ มีบทบาทสูงในการค้าแถบนี้ ทรงแต่งตั้งชาวอิหร่านเป็นพระยาพระคลังต่อเนื่องกันถึง ๒ คน พระคลังชาวอิหร่านได้ อุดหนุนให้พวกมุสลิมเป็นเจ้าเมืองที่สาคัญโดยเฉพาะเมืองท่า เช่น ตะนาวศรี มะริด เพชรบุรี ปราณบุรี กุยบุรี บางกอก ตาแหน่งพระคลังนี้ นอกจากจะมีความสาคัญเกี่ยวกับการค้าอันเป็นรายได้ที่สาคัญ ยังเป็น
33.
๓๓ ขุนนางผู้มีอานาจสูงสุดในการควบคุมดูแลประชาคมต่างชาติทั้งหมดในราชอาณาจักรที่ไม่ได้ถูกกลืนเข้ามาอยู่ในระบบไพร่ ซึ่ง ประชาคมต่างชาติเหล่านี้มีบทบาททางการเมืองที่สาคัญมากตั้งแต่ช่วงหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเป็นต้นมา ดังนั้น
จึงนับได้ว่าพระคลังเป็น เสาเอกเสาหนึ่งของพระราโชบายทางการเมืองของพระนารายณ์ในอันที่จะบั่นทอนอานาจของขุนนางไทยฝ่ายปกครอง โดย ลาลูแบร์ กล่าวถึง เรื่องนี้ว่า “นับตั้งแต่ต้นรัชกาลของกษัตริย์พระองค์นี้ตราบจนถึงเมื่อไม่นานมานี้เองที่กิจการและคดีที่สาคัญทั้งหมดของรัฐตกอยู่ในมือของพวก อิหร่านพวกนี้ ซึ่งเป็นบ่อเกิดอันแท้จริงของพระราชอานาจ ส่วนทหารองครักษ์และทหารประจาการที่ส่งออกไปประจาอยู่ตามเมืองป้อมใน เส้นทางการค้าระหว่างอยุธยากับมะริดทรงใช้ชาวต่างชาติหลายชาติ” นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้วิเคราะห์การใช้ชาวต่างชาติในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า “ชาวต่างชาติทั้งที่อยู่ในราชการและ ประชาคมของตนช่วยสร้างทั้งทรัพย์และอานาจให้แก่กษัตริย์ได้อย่างมาก ในแผนการเมืองเมืองทั้งหมดนี้ชาวอิหร่านถูกเลือกให้เป็นแกนกลาง ในการดาเนินงาน...แต่ในราวปี พ.ศ. ๒๒๒๓ สถานะที่ “มีประโยชน์” ของชาวอิหร่านนี้ก็หมดลง สาเหตุสาคัญก็คือ ความแตกร้าวภายในของ ประชาคมอิหร่านเอง ไม่มีหลักฐานที่บ่งชัดถึงสาเหตุของความแตกร้าว...เจ้าหน้าที่ในคณะทูตเปอร์เชียเล่าไว้แต่ว่าทหารจ้างชาวอิหร่านอพยพ จากอินเดียซึ่งถูกนาเข้ามาเป็นทหารรักษาพระองค์นั้นเกิดแตกคอกับประชาคมอิหร่านและกับอากามุฮัมมัดพระคลังในขณะนั้น พระเจ้าแผ่นดิน จึงพิโรธและลงโทษพระคลัง...ก่อนหน้าที่จะสรรหาประชาคมต่างด้าวอื่น ๆ ขึ้น มารับหน้าที่แทน...ย่อมหมายถึงความขลุกขลักของผู้นาซึ่งจะใช้ ประโยชน์จากประชาคมต่างด้าวเหล่านี้ในยามฉุกเฉินหรือเพื่อชิงไหวพริบกับขุนนางชาวพื้นเมืองฝ่ายปกครอง...สถานทางการเมืองของ พระนารายณ์จึงออกจะมีอันตรายอยู่ไม่น้อย เมืองสงขลาซึ่งก่อการกบฏมาแต่ต้นรัชกาลก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ซ้าร้ายในราวปี พ.ศ.๒๒๒๓ ยังมีทีท่าว่าจะเลวร้ายลงอีกเพราะบริษัทอังกฤษไปช่วยซ่อมสร้างป้อมปราการให้แก่เจ้าเมืองสงขลา ซึ่งเป็นกบฏต่อพระองค์...ความเคลื่อนไหว ของพวกขุนนางฝ่ายปกครองร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์เป็นอริกับพระองค์ก็มิได้ซบเซาลงนัก ในขณะเดียวกันจะหาผู้นาของประชาคมต่างด้าว ด้าวใดที่มีลักษณะพอเหมาะกับการใช้ประโยชน์ทางการเมือง พวกโปรตุเกสมีมากเกินไปและอยู่ในประเทศมานานเกินไปจนมีสายสัมพันธ์โยง ใยถึงข้าราชการฝ่ายปกครองอยู่ไม่น้อย พวกอินโดนีเซียไม่มีความชานาญพิเศษอะไรในการรบ ซ้าบางกลุ่มยังตกเป็นทาสหรือไพร่ในสังกัดของ ขุนนางฝ่ายปกครองไปเสียแล้วเช่นเดียวกับมอญและลาว พวกฮอลันดาจะมีประโยชน์อย่างมากถ้าไม่มีบริษัทหรือฐานกาลังอยู่ใกล้ประเทศ จนกระทั่งการต้องพึ่งพากษัตริย์ไทย พระนารายณ์ทรงแตกต่างจากพระราชบิดาในเรื่องของบริษัทฮอลันดากล่าวคือ ทรงระวังไม่ดึงบริษัท ฮอลันดาเข้ามาในการปราบหัวเมืองขึ้นที่กบฏ เช่น ปัตตานี ไทรบุรี สงขลา ในช่วงที่ดูจะน่ากลัวแก่สถานะทางการเมืองนี้เองที่ฟอลคอนและ ฝรั่งเศส เปิดโอกาสให้ทรงจัด “แนวร่วม” ใหม่ และดัดแปลงพระราโชบายทางการเมืองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แม้ว่ายังทรงรักษา หลักการในแนวทางเดิมไว้ด้วยก็ตาม” อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมามีความเป็นไปได้อย่างมากว่า การที่พระนารายณ์หันมาเลือกฟอลคอนและฝรั่งเศสเป็นแนวร่วมเป็น เพราะพวกอิหร่านเริ่มสร้างอิทธิพลสูงขึ้นมากจนกลับจะเป็นอันตรายต่อพระองค์ ดังปรากฏว่าราวปี พ.ศ. ๒๒๒๓ ผู้นาของประชาคมอิหร่านได้ แอบติดต่อกับพระอนุชาทาให้เกิดระแวงกันว่าพวกอิหร่านจะยกพระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์แทน สมเด็จพระนารายณ์คงจะทรงหาทางลด อิทธิพลของพวกนี้ พระคลังที่เป็นชาวอิหร่านคนแรกถูกถอดและถูกจาคุกด้วยเหตุผลว่าเป็นคนโหดร้าย และคนต่อมาก็ถูกลงโทษเช่นเดียวกัน เมื่อฟอลคอนและฝรั่งเศสก้าวขึ้นมามีอิทธิพลโดยอาศัยความสนับสนุนของพระนารายณ์นั้น พวก “แขก” ซึ่งหมายถึงอิหร่านด้วย ยังคงมี อานาจอยู่มากและพวกนี้เองที่สูญเสียผลประโยชน์มากที่สุด จดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศสสะท้อนสภาพการณ์ดังกล่าวนี้อย่างชัดเจน ดัง ในข้อความที่ว่า “การที่ทรงรับรองสังฆราชเช่นนี้กระทาให้ข้าราชการทั้งหลายพิศวงมากและกระทาให้ขุนนางชาติแขกซึ่งเป็นผู้มีอานาจมาก บ่นว่าการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงรับรองชาวต่างประเทศเช่นนี้เป็นเกียรติยศซึ่งชาวสยามเองไม่เคยได้รับเลย” หรือ “ข้าราชการตัวโปรดในเวลานี้ เป็นคนชาติกรีกชื่อ คอนซตันซ์ ข้าราชการผู้นี้มั่งมีด้วยความฉิบหายของพวกแขกมะหะหมัด เพราะพวกแขกต้องหาว่าฉ้อโกงและข้าราชการผู้นี้ ก็ได้ปรับเอาเงินเป็นจานวนมาก” ใน พ.ศ. ๒๒๓๐ บาทหลวงตาชาด์ก็ยังเห็นว่านอกเหนือจากชาติตะวันตกด้วยกัน คือ อังกฤษและฮอลันดาแล้ว แขกมัวร์ คือ ศัตรู คู่แข่งที่สาคัญของฝรั่งเศส นอกจากจะทรงขัดแย้งกับพันธมิตรเดิมที่มีความสามารถทางการค้าและทางทหาร คือ อิหร่านแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ยังทรงขัดแย้ง กับพระสงฆ์บางกลุ่ม ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองในการชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชาถึงกับมีการปิดวัดและสึกพระสงฆ์อีกด้วย ความสนพระทัยและความเอาอกเอาใจบาทหลวงคริสเตียนของพระองค์คงเพิ่มความตระหนกในหมู่พระสงฆ์และความเป็นอริกับพระองค์ย่อม รุนแรงขึ้น ด้วยความขัดแย้งกับพันธมิตรเดิมที่มีอิทธิพลเช่นนี้ ทาให้สมเด็จพระนารายณ์ต้องทรงยินยอมให้ฟอลคอนและฝรั่งเศสซึ่งเป็น พันธมิตรใหม่เสริมสร้างอิทธิพลทางการเมืองและสั่งสมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ฟอลคอนเริ่มบรรจุคนของตนเป็นขุนนางฝ่าย ปกครอง หลังจากปี พ.ศ. ๒๒๓๐ เจ้าเมืองมะริดเปลี่ยนมาเป็นชาวฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเจ้าเมืองภูเก็ต กองทหารฝรั่งเศสถูกส่งมาประจาที่เมือง
34.
๓๔ บางกอก นอกจากนี้ฟอลคอนยังมีแผนการจะขอชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ๖๐-๗๐
คน มาเป็นเจ้าเมืองของเมืองและเป็นผู้บัญชาการทหาร และ ดารงตาแหน่งอื่น ๆ ในระบบราชการ เขาเขียนจดหมายถึงบาทหลวงผู้หนึ่งว่า “…ในหลวงทรงมีรับสั่งให้กระผมแสวงหาทางนา คริสต์ศาสนิกชนที่มีความปรีชาสามารถเข้ารับราชการในตาแหน่งเจ้าเมืองตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้เข้ารับราชการเป็นทหาร ตารวจ รักษา พระบรมมหาราชวัง และบรรจุในตาแหน่งสาคัญอื่น ๆ ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือง โดยพระราชทานข้ออ้างแก่กระผมว่าในยามที่มีเรื่องยุ่ง ๆ กันอยู่เช่นนี้พระองค์ไม่อาจทรงไว้พระทัยไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์เองได้…” นอกจากสมเด็จพระนารายณ์ทรงหวังที่จะใช้พันธมิตรใหม่ของพระองค์แทนขุนนางไทยแล้ว ยังทรงหวังจะใช้ความร่วมมือนี้ในการ ควบคุมหัวเมืองภาคใต้เช่นเดียวกับพระราชบิดาอีกด้วย โดยในรัชสมัยพระนารายณ์หัวเมืองภาคใต้มีความสาคัญต่อผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจของพระนารายณ์มาก ดังที่ สารสิน วีระผล วิเคราะห์ไว้ว่า “...พระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระคลังสินค้าในเมืองต่าง ๆ เพื่อ รวบรวมสินค้าผูกขาด เช่น เก็บรวบรวมดีบุกจากภาคใต้เพื่อนากลับไปอยุธยาสาหรับเป็นสินค้าออก และรวบรวมสินค้าจากอินเดียด้วย ในปี พ.ศ. ๒๒๑๑ ทรงให้สิทธิ์บริษัทอังกฤษผูกขาดการซื้อดีบุกที่ชุมพร และไชยา แต่เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาในปี พ.ศ. ๒๒๒๘ สมเด็จพระนารายณ์ก็ ทรงอนุญาตให้ฝรั่งเศสผูกขาดการค้าดีบุกในเกาะถลางและดินแดนที่ขึ้นกับเกาะถลาง และยังเสนอยกเมืองสงขลาและดินแดนที่ขึ้นต่อเมืองนั้น ให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อสร้างป้อมปราการและดาเนินการต่าง ๆ ตามต้องการ…” พระบรมราโชบายทางการเมืองและเศรษฐกิจของสมเด็จพระนารายณ์กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของคนหลายกลุ่ม และนาความ ไม่พอใจมาสู่คนในวงกว้าง การกระทาเช่นนี้คงทาให้หัวเมืองภาคใต้ไม่พอใจอย่างมากนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ใช้ข้อมูลจากหลักฐานต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่า การผูกขาดการค้าที่เพิ่มพูนขึ้นอีกในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์คงทาให้ขุนนางและพ่อค้าเสียผลประโยชน์ไม่น้อย ยิ่งกว่านั้น ผลประโยชน์ทางการค้าจานวนมหาศาลยังตกไปอยู่ในมือของฟอลคอนซึ่งคงจะยิ่งเพิ่มความไม่พึงพอใจอย่างสูงในหมู่ขุนนางไทยและมุสลิม ใน ปี พ.ศ. ๒๒๒๕ มีรายงานว่าเขามีกิจการค้ามากกว่าพ่อค้าทุกคนในสยามรวมกัน ในระยะหลังแม้แต่พระราชธิดาของสมเด็จพระนารายณ์ก็ถูก ห้ามมิให้ทาการค้ากับต่างชาติซึ่งทาให้พระราชธิดาทรงขุ่นเคืองพระทัยในพระราชบิดาเป็นอันมาก หลังจากพระยาพระคลัง (เหล็ก) ถึงแก่ อสัญกรรมฟอลคอนแนะนาให้ทรงผูกขาดการค้ากับต่างประเทศโดยเด็ดขาด ผลของการที่ได้ผูกขาดการค้าโดยสิ้นเชิงนี้ คือ ความตกต่าของ การค้าของอยุธยา พ่อค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายเริ่มลดจานวนลง แม้แต่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาตั้งภูมิลาเนาเพื่อการค้าขายก็พากัน อพยพออกไปจากกรุงศรีอยุธยา เมืองท่าการค้าขนาดใหญ่ของอยุธยา เช่น ตะนาวศรีเริ่มทรุดโทรมลง ส่วนการค้าขนาดย่อมถึงกับยุติลง เนื่องจากขาดเงินหมุนเวียน เวเรต์ ได้พรรณนาสภาพเสื่อมโทรมทางการค้า เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ ในปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ ว่า “…ในเวลานี้จะหาคนที่มีเงินถึง ๕๐ เหรียญเกือบจะไม่ได้แล้ว…ในระหว่าง ๒ ปีมานี้ ไทยได้กดขี่ข่มเหงต่าง ๆ และได้ทาการขัดขวางต่อการค้า ขาย…จนพวกจีนและแขกมัวร์…ต้องกลับไปหมด ยังเหลือแต่พวกที่ไม่มีทุนรอนจะค้าขายได้เท่านั้น…” ส่วนบันทึกของลาลูแบร์กล่าวว่า “… การค้าภายในมีขนาดเล็กเสียจนไม่มีใครสามารถหากาไรเป็นชิ้นเป็นอันจากการค้าภายในได้...” เมื่อโอกาสที่จะแสวงหาประโยชน์จากการค้าลดลงเช่นนี้ขุนนางและพ่อค้าย่อมไม่พอใจอย่างมาก และการที่สมเด็จพระนารายณ์ จาเป็นต้องทรงพึ่งฟอลคอนโดยเฉพาะในการสร้างความเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ทาให้พระองค์ทรงบีบคั้นขุนนางเพื่อฟอลคอนอันทาให้พวก ขุนนางเดือดร้อน และไม่พอใจยิ่งขึ้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประหารขุนนางเพื่อป้องกันฟอลคอนจากความเป็นอริของขุนนางเหล่านั้น เมื่อ พระยาพระคลังได้กล่าวโทษฟอลคอน “...ในนามแห่งบรรดาหัวเมืองทั้งปวง...” แต่ผลที่ได้รับก็คือ ทั้งตนเองและปลัดทูลฉลองถูกประหารชีวิต ไม่แต่เพียงขุนนางฝ่ายปกครอง พระสงฆ์ และผู้นาในหัวเมืองเท่านั้นที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากพระบรมราโชบายทางการ เมืองและเศรษฐกิจของสมเด็จพระนารายณ์ ประชาชนก็ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างมากด้วยเช่นกัน รัชสมัยของพระนารายณ์เป็นรัช สมัยที่ประเทศต้องทาสงครามอยู่เกือบตลอดเวลาทั้งสงครามกับเพื่อนบ้าน และสงครามปราบกบฏ ประชาชนต้องถูกเกณฑ์ไปรบพร้อมทั้ง ต้องนาเสบียงและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ไปหรือมิฉะนั้นก็ต้องไปหาซื้อหาในระหว่างทาง ในยามปกติประชาชนเหล่านี้ก็มีปัญหาทาง เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยสาคัญหลายประการ เช่น การเก็บอากรค่านาเป็นเงินไร่ละ ๒๕ สตางค์ ทาให้ชาวนาซึ่งเคยเสียอากรในรูป ของข้าวเปลือกต้องประสบกับความเดือดร้อนเนื่องจากต้องขายข้าวเสียก่อนจึงจะมีเงินมาเสียอากรค่านา และการเก็บอากรค่านาโดยคานวณ จากที่ดินก็ทาให้ชาวนาต้องเสียเงินในจานวนที่แน่นอนตายตัว แม้ว่าบางปีการทานาไม่ได้ผล ซึ่งอาจทาให้ชาวนาต้องกู้เงินหรือขายตัวลงเป็นทาส เพื่อเอาเงินมาเสียอากร ชาวนาบางคนที่ขายตัวเป็นทาสในขณะที่ยังมีชื่ออยู่ในบัญชีไพร่ก็จะต้องมาทางานให้ทางราชการปีละ ๖ เดือน ซึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้นายทาสก็จะไม่เลี้ยงดูทาให้ยิ่งได้รับความลาบากมากยิ่งขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทางการค้าก็กระทบกระเทือนประชาชนในวงกว้าง นอกจากประชาชนจะถูกจากัดโอกาสในการค้าอย่างมากแล้ว ชนิดของสินค้าออกที่เปลี่ยนไปก็กระทบต่อประชาชน กล่าวคือ ในช่วงก่อนเสียกรุงนั้นกรุงศรีอยุธยามีบทบาทเด่นในฐานะศูนย์กลางการค้า นานาชาติแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนอกจากจะมีของป่าซึ่งเป็นผลิตผลภายในประเทศเป็นสินค้าออกแล้ว กรุงศรีอยุธยายัง
35.
๓๕ เป็นศูนย์รวมของสินค้าจากต่างประเทศ เช่น จีน
ญี่ปุ่น อินเดีย ตลอดจนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ล้านนา เขมร พม่า มะละกา แต่ ในช่วงหลังเสียกรุงครั้งแรกรูปแบบทางการค้าในภูมิภาคนี้ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงจากการที่บริษัทของชาติตะวันตกโดยเฉพาะฮอลันดาเข้ามาค้าขาย ในเอเชีย ขณะเดียวกันการค้าสาเภาของพ่อค้าจีนที่เดินทางค้าขายไปตามเมืองท่าต่าง ๆ ก็เพิ่มจานวนขึ้น พระคลังสินค้าของกษัตริย์อยุธยา จึงไม่สามารถแสวงหากาไรจากการค้าขายสินค้าจากต่างประเทศได้มากดังที่เคย เพราะเรือของต่างชาติตะวันตกเข้ามาทาหน้าที่กระจายสินค้า เหล่านี้แทน ดังนั้นกษัตริย์อยุธยาจึงหันมาเน้นการส่งสินค้าที่เกิดขึ้นภายในประเทศแทน คือ ของป่าชนิดต่าง ๆ และดีบุกเป็นสินค้าออกมาก ขึ้น จากความต้องการสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นมากนี้ทาให้ต้องหาวิธีเรียกเก็บมาจากประชาชนมากขึ้น นอกจากโดยอาศัยการผูกขาดการค้าอย่าง เข้มงวดแล้ว ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถแผ่ขยายออกไปยังหัวเมืองได้กว้างไกลขึ้นก็ทาให้การเก็บส่วยจากไพร่มีประสิทธิภาพ ขึ้นด้วย ดังนั้นประชาชนจึงได้รับความเดือนร้อนจากการที่ต้องส่งส่วยที่เป็นของป่าและแร่ธาตุที่ส่งเป็นสินค้าออกเหล่านี้มากขึ้น นอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ประชาชนยังต้องเผชิญกับความตระหนกในเรื่องทางศาสนาจากการที่สมเด็จ พระนารายณ์ทรงให้ความสนับสนุนแก่บาทหลวงเจซูอิต ในขณะที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สึกพระจานวนมากและมีการทาลายวัดด้วย ทั้งหมด นี้ทาให้ประชาชนจานวนมากต้องการความเปลี่ยนแปลง เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรใกล้สวรรคต คนหลายกลุ่มที่มีความไม่พอใจในสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานั้น ได้เข้ามามีส่วน ร่วมในการขับไล่ฟอลคอนและฝรั่งเศสโดยมีพระเพทราชาเป็นผู้นา พระเพทราชาเป็นขุนนางฝ่ายปกครองในกรมช้างซึ่งได้รับความไว้วาง พระทัย และความโปรดปราน เนื่องจากมารดาเป็นพระนมของพระนารายณ์ น้องสาวเป็นสนมเอก พระเพทราชาเองก็แสดงความกล้าหาญ ในการสงครามและเป็นที่นับถือของประชาชนจานวนมาก ฟอร์แบงผู้บัญชาการทหารฝรั่งเศส ณ ป้อมเมืองบางกอกกล่าวถึงพระเพทราชาว่า “...ข้าพเจ้ารู้จักท่านผู้นี้ดี ถึงแม้ว่าท่านมีอายุกลางคนแล้ว ก็ยังมีกาลังแข็งแรงว่องไวเหมือนเมื่อยังหนุ่มอยู่ มีสติปัญญารอบคอบและประพฤติ ตนถูกกาลเทศะ ท่านได้พระภิกษุสงฆ์เป็นพรรคพวก แล้วก็เกลี้ยกล่อมขุนนางอื่น…ยังได้เอาใจราษฎรด้วย…” นอกจากนี้พระเพทราชามีความสัมพันธ์อันดีกับพระภิกษุสงฆ์ บาทหลวงเดอะแบส รายงานว่า พระภิกษุร่วมมือกับพระเพทราชา ปลุกปั่นราษฎรให้ลุกฮือขึ้นเป็นกาลังสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหารนั้น และในวันต่อมาพวกพระก็ประกาศให้ราษฎรจับอาวุธขึ้นป้องกันกษัตริย์ และแผ่นดิน บาทหลวงเดอลิยอน กล่าวถึงสภาพการณ์ในช่วงนั้นว่า “...จากลพบุรีถึงอยุธยาหนาแน่นด้วยคนติดอาวุธ…พวกฝรั่งเศสถูกกล่าว โทษตาหนิอย่าเปิดเผยว่ากาลังวางแผนยึดครองประเทศ…” ก่อนที่สมเด็จพระนารายณ์จะสวรรคตร่วมสองเดือน พระเพทราชาก็สามารถยึด พระราชวัง ขจัดฟอลคอนตลอดจนเจ้าฟ้าอภัยทศพระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์ และพระปีย์ราชโอรสบุญธรรม ได้สาเร็จ เท่าที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า การเมืองในช่วงหลังเสียกรุงครั้งที่ ๑ จนถึงสิ้นรัชกาลพระนารายณ์ เป็นการเมืองที่ขุนนางมีบทบาท อย่างสูงในระบบการเมืองที่มีขนาดใหญ่โตซับซ้อน และมีเอกภาพมากกว่าเดิม มีการสร้างกลุ่มพันธมิตรทั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนางในส่วนกลางและหัวเมือง และชาวต่างชาติ เพื่อชัยชนะในการจัดสรรและการต่อสู้แย่งชิงอานาจ และเมื่อถึงปลายรัชกาลพระ นารายณ์ประชาชนก็เข้ามามีส่วนในการต่อสู้ทางการเมืองเนื่องจากความกดดันที่ได้รับทาให้พร้อมที่จะลุกฮือขึ้นเมื่อได้รับการปลุกระดมไม่ใช้ ฐานะของไพร่ที่ถูกเกณฑ์แรงานเช่นที่เคยเป็นมา ผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อเศรษฐกิจและสังคมระยะหลังเสียกรุงครั้งแรกถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ในช่วงหลังเสียกรุงจนถึงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ระบบเศรษฐกิจของอยุธยายังคงมีลักษณะไม่ต่างจากระยะก่อนหน้านี้ คือ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งส่วยและเกณฑ์แรงงานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมซึ่งเป็นชาวนาทาการผลิตแบบพอยังชีพแล้วนาผลผลิต ส่วนเกินเพื่อ “ส่งส่วย” ให้แก่รัฐ และนอกจากจะเสียภาษีในรูปของส่วยแล้ว ยังเสียภาษีในรูปของแรงงานโดยจะถูกเกณฑ์แรงงานในระบบไพร่ อย่างไรก็ตามมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในระบบเศรษฐกิจซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง คือ การ เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการค้า เมื่อเรือของบริษัทตะวันตกและจีนเข้ามาแย่งบทบาทการค้าสาเภาของอยุธยาโดยการนาสินค้าไปสู่ตลาด โดยตรง กษัตริย์อยุธยาซึ่งขยายอานาจได้กว้างขวางขึ้นโดยอาศัยระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ จึงดาเนินนโยบายทางการเมืองให้สามารถ ปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการหากาไรจากการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ โดยหันมาเน้นการส่งออกสินค้าที่มีแหล่งผลิตภายในประเทศแทนการค้า แบบเดิมซึ่งเป็นการค้าแบบส่งผ่าน(re-export) ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพซึ่งทาให้สามารถควบคุมมูลนายและไพร่ในหัวเมืองได้ดีขึ้นนั้น ทาให้การเก็บภาษีทั้งในรูปส่วยและแรงงานเกณฑ์มีประสิทธิภาพขึ้น พระคลังสินค้าจึงสามารถรวบรวมสินค้าป่าที่ได้มาจากส่วยและแรงงาน เกณฑ์มากพอที่จะตอบสนองนโยบายการค้าเช่นนี้ได้ นอกจากนั้นการลิดรอนอานาจของขุนนางและชุมชนต่างชาติที่เคยมีบทบาททางการค้า ก็มีส่วนทาให้พระมหากษัตริย์ทรงสามารถผูกขาดการค้าได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามจากการที่พระมหากษัตริย์ทรงร่วมมือกับชาติตะวันตกในการ บีบบังคับหัวเมือง โดยเฉพาะในภาคใต้และหัวเมืองมอญก็ทาให้การผูกขาดทั้งโดยพระคลังสินค้าและโดยบริษัทต่างชาติที่ได้รับมอบอานาจ
36.
๓๖ ผูกขาดสินค้าบางประเภท เช่น ดีบุก
หนังกวาง พริกไทย มีประสิทธิภาพขึ้นเช่นกัน และด้วยเหตุต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ย่อมจะมีผลทาให้ ผลประโยชน์จากหัวเมืองทั้งที่เป็นแหล่งผลิตและที่เป็นเมืองท่าถูกดึงเข้ามาสู่ส่วนกลางมากขึ้นกว่าในระยะก่อนเสียกรุง กล่าวโดยสรุป ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองทาให้ระบบการเก็บภาษีและการผูกขาดการค้าในอาณาจักรอยุธยามี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ทั้งของไพร่และมูลนาย และต่อความสัมพันธ์ทางสังคม จากการที่ระบบไพร่มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวขึ้น ทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างมูลนายและไพร่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน ไพร่จึงถูกควบคุมเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมจากระบบราชการที่มีประสิทธิภาพนี้ และด้วยเหตุนี้การเสียภาษีในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นไปโดยเข้มงวด ด้วย เข้าใจว่าอานาจรัฐเหนือไพร่ที่เพิ่มพูนขึ้นนี้คงทาให้ไพร่ส่วนใหญ่ทั้งในราชธานีและหัวเมืองได้รับความลาบากมากขึ้น นอกจากนี้ขุนนาง ซึ่งมีอานาจในระบบราชการมากขึ้นแต่ถูกกีดกันโอกาสในการค้าก็หันมาแสวงหาผลประโยชน์จากไพร่มากขึ้น ดังที่ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส กล่าวว่า “...รายได้สาคัญอันเกิดจากตาแหน่งหน้าที่ราชการนั้นอยู่ที่การฉ้อราษฎร์บังหลวง...ขุนนางเจ้ากรมทบวงการทั้งปวงก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย ร่วมใจกันในการปล้นราษฎร...” อย่างไรก็ตามลาลูแบร์ได้กล่าวถึงไพร่มั่งมี ซึ่งสามารถเสียเงินแทนการเข้าเวรไว้ด้วย เข้าใจว่าคงเป็นไพร่ส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ในเมืองและ สามารถขายผลิตผลให้แก่พระคลังสินค้า จึงมีเงินตราอยู่ในครอบครองมากพอที่จะเสียเงินแทนการเข้าเวร ชีวิตของขุนนางเองคงได้รับ ผลกระทบจากสภาพการเมืองการปกครองโดยตรงและรุนแรงยิ่งกว่าไพร่ ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางและพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป โดยมีช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากฐานะและอานาจที่สูงขึ้นของกษัตริย์ อย่างที่ วันวลิตกล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรว่า “...พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกที่ให้ขุนนางคลานเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์และหมอบก้มหน้าอยู่กับพื้น...” และ “...ขุนนางทั้งหลายรับ ราชการอยู่ด้วยความหวาดกลัวพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง...” ในด้านหนึ่งนั้นระบบราชการที่ขยายใหญ่โตและซับซ้อนขึ้นก็ทาให้ขุนนางได้ประโยชน์จากระบบไพร่มากขึ้น ดังที่ วันวลิตบรรยายถึง ปรากฎการณ์ในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถซึ่งระบบไพร่มั่นคงและมีระเบียบแบบแผนแน่นอนว่า “…ตั้งแต่นั้นมาไม่มีบุคคลใดที่เกิดมาแล้ว จะมีอิสระ…ไม่ต้องอยู่ใต้อานาจของนาย ไม่ว่านายจะสั่งอะไรก็ต้องทาตามหรือมิฉะนั้นจะต้องนาสิ่งของมาชดใช้แทน การกระทาเช่นนี้ทาให้ พวกขุนนางได้รับผลประโยชน์อย่างมากในขณะที่พวกสามัญชนและคนจนต้องแบกภาระไว้…” แต่อย่างไรก็ตามฐานะและอานาจของขุนนางก็ขึ้นกับพระมหากษัตริย์มากขึ้น ขุนนางขาดฐานอานาจทางเศรษฐกิจและสังคมของ ตนเอง เมื่อใดที่พระมหากษัตริย์สิ้นความโปรดปรานหรือให้ออกจากราชการ ฐานะและอานาจอันสูงของขุนนางก็หมดไป ดังที่ ลาลูแบร์ กล่าวถึงชนชั้นผู้ดีหรือขุนนางว่า “…พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภค เลกทาส ไพร่สม ที่ดิน ฯลฯ ให้ แต่เมื่อ ออกจากราชการต้องคืนกลับเป็นของหลวง…และมีฐานะและอานาจอยู่ก็ด้วยมีตาแหน่งหน้าที่ราชการอยู่ในปัจจุบัน...ถ้าต้องสูญเสียตาแหน่ง หน้าที่ราชการลงเมื่อไรแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยที่จะแสดงว่าตนนั้นผิดแผกไปจากสามัญชนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป…” เนื่องจาก พระมหากษัตริย์ทรงหวาดระแวงการทวีอานาจของขุนนางทาให้ชีวิตของขุนนางไร้เสถียรภาพและขาดอิสระอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัช สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์ โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเปลี่ยนตัวขุนนางตาแหน่งสูงของอยุธยาเสมอ จนไม่มีขุนนางคนใดแน่ใจในตาแหน่งหน้าที่ของตน พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปฏิบัติต่อขุนนางเยี่ยงทาสโดยขุนนางจะต้องเข้าเฝ้าทุกวัน และ อนุญาตให้ไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันตามบ้านหรือที่รโหฐานได้ แต่ไม่อนุญาตให้พูดกันเว้นแต่ในที่สาธารณะ ฟอร์แบงได้กราบทูลพระเจ้าหลุยส์ ถึงสถานะของขุนนางอยุธยาว่า “…การให้ศักดิ์ใหญ่ที่ทาให้เขามีหน้ามีตามากกว่าคนสามัญนั้นหาคุ้มครองให้เขาพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า แผ่นดินได้ไม่ มักจะถูกถอดออกจากบรรดาศักดิ์ได้ง่าย และต้องรับพระราชอาญาอย่างแสนสาหัสด้วย…” นอกจากตาแหน่งหน้าที่แล้ว เสถียรภาพของตระกูลยิ่งลดลงไปอีกเพราะเมื่อขุนนางถูกถอดจากตาแหน่งก็จะกลายเป็นสามัญชนไป ทันที สิทธิพิเศษที่เคยยกเว้นแก่ลูกหลานในฐานะของมูลนายก็สิ้นสุดไปด้วย ลาลูแบร์รายงานว่าได้พบหลานหรือแม้บางครั้งลูกของขุนนาง ชั้นผู้ใหญ่ปะปนอยู่ในหมู่ฝีพาย (หลวง) เสมอ การที่ชีวิตของขุนนางจะไร้เสถียรภาพแล้ว โอกาสที่ขุนนางจะได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นขุนนาง ระดับสูงก็เป็นไปได้ยาก ขุนนางชั้นสูงที่เคยมีอยู่มาแต่เดิมก็ร่อยหรอลงเนื่องจากต้องพระราชอาญาโดยทั้งแซร์แวสและลาลูแบร์กล่าวไว้ตรงกัน ว่า ขุนนางระดับพระยาในสมัยพระนารายณ์มีอยู่น้อยมาก การที่พระมหากษัตริย์ทรงกาจัดขุนนางผู้ที่ทรงหวาดระแวงอยู่เสมอคงทาให้ต้องมี การแต่งตั้งขุนนางใหม่ขึ้น ซึ่งหมายความว่ามีการเคลื่อนที่ทางสังคมสูงขึ้น แต่การเคลื่อนที่นี้คงเกิดขึ้นภายในชนชั้นขุนนางระดับล่างและ ระดับกลางมากกว่าระดับสูง นอกจากนี้พระมหากษัตริย์ในช่วงหลังเสียกรุงนี้ยังนิยมใช้คนต่างชาติเป็นขุนนางทุกระดับ ทาให้การเคลื่อนที่ ทางสังคมของขุนนางไทยมีข้อจากัดมากขึ้นไปด้วย อาจกล่าวได้ในท้ายที่สุดนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองตั้งแต่ช่วงหลังเสียกรุงจนถึงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ซึ่ง ทาให้บรรยากาศทางการเมืองตึงเครียดอยู่เสมอนี้ ทาให้ชีวิตทั้งไพร่และขุนนางลาบากมากขึ้น ขณะเดียวกันเจ้านายก็ไม่ได้รับการยกย่องให้
37.
๓๗ มีฐานะและอานาจสูงส่งเท่าใดนักโดยเฉพาะเจ้านายฝ่ายชาย ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ทรงสถาปนาเจ้านายสองพระองค์เป็นเจ้าทรงกรม ซึ่งมีอานาจบังคับบัญชากาลังไพร่โดยไม่ต้องขึ้นกับระบบราชการ คือ
กรมหลวงโยธาทิพ และกรมหลวงโยธาเทพ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเจ้านาย ฝ่ายในซึ่งไม่มีสิทธิในราชสมบัติ และแม้แต่พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงมีพระราชอานาจสูงขึ้นก็ทรงมีปัญหามากขึ้นในการรักษาพระราชอานาจนั้น ก่อนจะสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การปกครองและการเมืองหลายประการ โดยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กัน ความเปลี่ยนแปลงที่สาคัญซึ่งจะมีผลสืบเนื่องมาถึงสมัยปลายอยุธยา ได้แก่ การที่มีการขยายตัว ของกลุ่มขุนนางในระบบราชการที่ใหญ่โตและซับซ้อนหลังจากเสียกรุงครั้งแรกนั้น ขุนนางเหล่านี้ได้ขยายบทบาททางการเมืองของตนอย่างมาก แต่ถูกพระมหากษัตริย์จากัดโอกาสในการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการเลื่อนชั้นทางสังคมและการเมือง หลังจากสิ้นรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์แล้ว พวกขุนนางยังคงพยายามเสริมสร้างสถานภาพและบทบาทด้านต่างๆ ของตนให้สูงขึ้น แต่พระมหากษัตริย์ทรง เปลี่ยนแปลงวิธีในการจากัดการขยายอานาจของขุนนาง เนื่องจากบริษัทของชาติตะวันตกได้ถอนตัวออกไปจนเกือบหมดเหลือเพียงบริษัทของ ฮอลันดาซึ่งก็ลดบทบาททางการค้าลง พระมหากษัตริย์ในช่วงนี้จึงมิได้ทรงใช้วิธีดึงเอาพวกตะวันตกเข้ามาคานอานาจขุนนางไทยอีกต่อไป ชาวต่างชาติที่เข้ามามีอิทธิพลในช่วงนี้เปลี่ยนเป็นชาวจีนซึ่งมีอิทธิพลขึ้นมาด้วยเหตุที่มีบทบาททางการค้าสูงเป็นสาคัญ ไม่ใช่ด้วยเหตุที่ พระมหากษัตริย์ทรงดาเนินนโยบายดึงเอาชาวต่างชาติเข้ามาคานอานาจขุนนางไทยดังเช่นในระยะก่อนหน้านี้ วิธีการใหม่ที่พระมหากษัตริย์ ในช่วงนี้ทรงใช้เพื่อคานอานาจขุนนาง คือ การส่งเสริมให้เจ้านายมีฐานอานาจสถานภาพ และบทบาทสูงขึ้น ซึ่งวิธีการเช่นนี้ทาให้เจ้านายมี อานาจและอิทธิพลสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในช่วงปลายอยุธยาอย่างลึกซึ้ง ในระดับประชาชน ก่อนจะสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ประชากรในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างหนาแน่นขึ้น ผู้แทนบริษัทการค้า ของฮอลันดาบันทึกไว้ในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ว่า อาณาจักรอยุธยาอุดมไปด้วยประชาชน โดยเฉพาะแถบตอนล่างของอาณาจักรเต็มไปด้วย หมู่บ้านและเมือง เช่น กรุงศรีอยุธยา บางกอก ราชบุรี เพชรบุรี มะริด ตะนาวศรี แม้แต่บริเวณที่สูญเสียประชาชนไปมากในช่วงสงคราม เสียกรุงครั้งแรกก็ฟื้นตัวเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น ได้แก่ นครสวรรค์ กาแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก พิษณุโลก ในช่วงหลังจากปี พ.ศ. ๒๑๔๗ ไม่มีสงครามขนาดใหญ่เกิดขึ้น และไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับทุพภิกขภัยหรือโรคระบาดร้ายแรงจึงไม่มีปัญหาการสูญเสียกาลังคน จานวนมาก ๆ ตรงกันข้ามกลับเป็นโอกาสที่ประชากรสามารถเพิ่มพูนขึ้นตามธรรมชาติ ประชาชนซึ่งมีจานวนมากขึ้นและอยู่รวมกันหนาแน่น ในพื้นที่ลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างนี้มีบทบาททางการเมืองสูงในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ และนับแต่นี้ไปก็จะขยายบทบาททั้งทาง เศรษฐกิจและการเมืองเช่นเดียวกับพวกขุนนางและเจ้านาย นอกจากความเปลี่ยนแปลงที่ดาเนินสืบเนื่องมาแต่ช่วงหลังเสียกรุงครั้งแรกดังกล่าวมานี้แล้ว ในระยะปลายอยุธยายังมีความ เปลี่ยนแปลงที่สาคัญอีกประการหนึ่งซึ่งมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองอย่างมาก คือ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ การ ขยายตัวของการค้า การเปลี่ยนแปลงลักษณะของการค้า ชนิดของสินค้าออก การขยายตัวของกลุ่มผู้ประกอบการ และการขยายตัวของการ ผลิตเพื่อขาย ซึ่งทาให้เจ้านายขุนนาง และไพร่พยายามแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น จนนาไปสู่การละเมิดระเบียบแบบแผนของ ความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีมาแต่เดิม ความเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดปัญหาทั้งในด้านการปกครอง คือ ปัญหาในการจัดระเบียบและควบคุม สังคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทางพยายามแก้ไขด้วยวิธีการต่าง ๆ หลายประการ และ ปัญหาด้านการเมือง คือ ปัญหาในการจัดสรรและแย่งชิง อานาจ ซึ่งทาให้ความขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมืองดาเนินไปอย่างเข้มข้น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเพทราชาถึงสมัยอยุธยา พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๓๑๐ และผลกระทบต่อมูลนายและไพร่ หลังจากรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์แม้การค้ากับชาติตะวันตกจะเสื่อมโทรมลง แต่การค้าต่างประเทศกับประเทศจีนของอยุธยากลับ ขยายตัวมาก หลักฐานญี่ปุ่นซึ่งเขียนขึ้นในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ กล่าวว่า อยุธยาเป็นศูนย์รวมของเรือสินค้าชนิดต่าง ๆ และมั่งคั่งร่ารวย อย่างยิ่ง การค้าต่างประเทศของอยุธยาในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นการค้ากับจีน สาเหตุสาคัญที่ทาให้การค้าระหว่างอยุธยากับจีนขยายตัวขึ้นมาก คือ การที่เกิดปัญหาทุพภิกภัยขึ้นภายในประเทศจีน ทาให้มีความจาเป็นต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้าไปเลี้ยงประชากร ความต้องการข้าว มีมากจนจักรพรรดิจีนต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประเทศค้าขายตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๒๗ และได้ยอมลดหย่อนกฎเกณฑ์การค้าที่เข้มงวด ลง พร้อมกันนี้ยังยกเว้นภาษีสินค้าขาเข้าสาหรับข้าวและลดอัตราภาษีทั้งขาเข้าและขาออกแก่เรือสินค้าที่นาข้าวเข้ามาขายให้แก่จีน ยิ่งนา ข้าวเข้ามามากเพียงใดก็จะยิ่งได้รับการลดอัตราภาษีมากขึ้นเพียงนั้น ดังปรากฏในพระบรมราชโองการของจักรพรรดิจีนเมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๖ ว่า ถ้าบรรทุกข้าวมาขายหนึ่งหมื่นหาบขึ้นไปให้เสียภาษีสินค้าต่าง ๆ เพียงครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ ห้าพันหาบขึ้นไปแต่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นหาบให้ เสียภาษีร้อยละ ๗๐ ของอัตราปกติ ด้วยเหตุนี้แม้จะมีรายได้จากการค้าข้าวไม่มากเพราะข้าวเป็นสินค้าที่กินระวางสูง แต่การนาข้าวมาขาย
38.
๓๘ ให้จีนช่วยให้สามารถซื้อและขายสินค้าต่าง ๆ โดยเสียภาษีในอัตราต่าและยังทาให้ได้รับอภิสิทธิ์บางประการ
ดังนั้น การขยายตัวของการค้า ข้าวกับจีนจึงทาให้การค้าระหว่างอยุธยากับจีนขยายตัวขึ้นอย่างมาก นอกจากจะค้าขายกับจีนแล้วอยุธยายังค้าขายกับประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ญวน เขมร ชวา สุมาตรา ลังกา อินเดีย และการค้ากับ ชาติตะวันตกก็มิได้สิ้นสุดลงเสียทีเดียว จดหมายเหตุคณะทูตลังกาซึ่งเข้ามาเจริญพระราชไมตรีในปี พ.ศ. ๒๒๙๓ รายงานว่า อยุธยาเป็น ศูนย์กลางการค้าที่เป็นแหล่งรวมของสินค้าจากเอเชียใต้ เอเชียตะวันตก เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง นอกจากพ่อค้าจีน ชวา มะละกา ปัตตานี อังวะ เมาะตะมะ และพ่อค้ามัวร์ เช่น อิหร่านแล้ว ราชทูตลังกายังพบเห็นพ่อค้าชาวตะวันตกอีกหลายชาติ การขยายตัวของการค้าต่างประเทศ คงมีผลทาให้การค้าภายในขยายตัวตามไปด้วย แม้สินค้าป่าทีเคยได้จากส่วยก็คงมีปริมาณไม่ เพียงพอที่จะขายออกต่างประเทศ ดังปรากฏว่าพระคลังสินค้าต้องจัดซื้อฝางและสินค้าอื่นจากหัวเมืองเหนือและใต้เพื่อนามาขาย มีการขุด คลองลัดหลายคลองเพื่อความสะดวกในการขนส่งสินค้า เช่น คลองโคกขามในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ คลองมหาชัยและครองเกร็ดน้อยใน รัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ นอกจากจะมีการค้าขายสิ่งที่เป็นสินค้าออกแล้วยังมีสินค้าอีกหลายชนิดที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองตลาด ภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่ขายแก่คนที่อยู่ในเมืองทั้งที่เป็นพ่อค้าต่างชาติและชาวเมือง เกิดการผลิตส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ผลิตแบบพอยังชีพอีก ต่อไป เป็นต้นว่า ข้าว เชือก เครื่องเหล็ก เครื่องทองเหลือง เครื่องเงิน วัสดุก่อสร้าง เครื่องเรือน เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระบุง ตะกร้า แห รองเท้า สมุดดาสมุดขาว กระดาษข่อย เป็นต้น รวมทั้งสินค้าประเภทอาหาร และของใช้ในครัวเรือนอีกมากมาย การผลิตเพื่อขายที่ เกิดขึ้นนี้มิได้มีอยู่เฉพาะในแถบกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่มีอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ด้วย ดังปรากฎว่ามีเกวียนและเรือของชาวเมืองต่าง ๆ บรรทุก สินค้ามาขาย ณ กรุงศรีอยุธยาอยู่เป็นประจา เช่น ชาวเมืองพิษณุโลกนาน้าอ้อย ยาสูบ ขี้ผึ้ง น้าผึ้ง และสินค้าอื่น ๆ จากทางเหนือมาขาย ชาวเมืองนครราชสีมานาน้ารัก ขึ้ผึ้ง ผ้าต่าง ๆ ไหม ดีบุก เนื้อแผ่น และของป่าต่าง ๆ มาขาย ชาวเมืองอ่างทอง เมืองลพบุรี เมืองอินทร์ เมืองพรหม เมืองสิงห์ เมืองสรรค์ เมืองสุพรรณบุรี นาข้าวเปลือกมาขาย ชาวเมืองระแหงและเมืองเพชรบูรณ์นาเหล็ก ยาสูบ และของป่ามา ขายชาวบ้านยี่สาร บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี และบ้านอื่น ๆ แถบชายทะเลนากะปิ น้าปลา ปูเค็มและปลาต่าง ๆ มาขาย เป็นต้น นอกจากจะเป็นศูนย์รวมของสินค้าที่มีแหล่งผลิตภายในอาณาจักรแล้ว กรุงศรีอยุธยายังเป็นศูนย์รวมของสินค้าจากประเทศอื่น ๆ คาให้การของ “ชาวกรุงเก่า” ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปลายอยุธยาให้ภาพเรือและเกวียนของพ่อค้าชาวมอญ เขมร ชวา มลายู จีน มุสลิม และ ชาวตะวันตกนาสินค้าจากต่างแดนเข้ามาค้าขายอย่างคึกคัก คาให้การบรรยายการค้าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความรุ่งเรืองในสมัยที่ “บ้านเมืองยังดี” เช่น กล่าวถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศว่า “…พ่อค้าทั้งปวงมาตั้งร้านรวงค้าขายกัน ทั้งผ้าผ่อนแพรพรรณต่าง ๆ นานา ทั้ง เครื่องสิ่งของอันดี ๆ ครบครัน...” และกล่าวถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ว่า “…ทั้งเศรษฐีคหบดีและพ่อค้าพาณิชมาต่างประเทศ ซื้อง่าย ขายดี ทั้งสาเภาแขกและฝรั่งอังกฤษ จีน จาม อะมัมมนี และสุรัตพ่อค้ามาขาย จอดสาเภาเรียงรายอยู่ที่หน้าท่านั้นเป็นอันมากมายหนักหนา...” แม้แต่ชาวพม่าและมอญ ๓๐๐ คนเศษที่เจ้าเมืองเมาะตะมะพาอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในปี พ.ศ. ๒๒๘๕ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ก็หาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ามาสู่ระบบไพร่ไม่ แต่กลับ “ให้ค้าขาย” นอกจากนี้กฎหมายที่ตราขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๒๗๐ ก็กล่าวถึง ประชาชนจากต่างแดนที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาค้าขายในอาณาจักรอยุธยาดังความว่า “…ลาวพม่าไทใหญ่เขมนไปค้าขายทางบกทางเรือ...” ด้วยเหตุที่มีการค้ากว้างขวางขึ้นเช่นนี้ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงได้ทรงตราพระราชบัญญัติการใช้เครื่องชั่งตวงวัดและ พระราชบัญญัติเงินตรา นอกจากนี้ยังมีร่องรอยให้เห็นว่าการเริ่มต้นของกฎหมายพาณิชย์ที่แยกออกต่างหากจากกฎหมายทั่วไปได้เกิดขึ้นใน ปลายสมัยอยุธยานี้ ดังปรากฏอยู่ในพระอัยการเบ็ดเสร็จมาตรา ๔๘ ซึ่งบัญญัติให้ต้องทาสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าพยานเพื่อ ประมาณราคาสินค้าฝากขายและให้ระบุเรื่องการแบ่งปันกาไรไว้ด้วย กล่าวได้ว่าในปลายสมัยอยุธยาการค้ามิได้เสื่อมโทรมลง หากแต่ขยายตัวขึ้นและยังผลให้การผลิตเพื่อขายขยายตัวด้วย จากการ ขยายตัวของการผลิตและการค้าเช่นนี้ ทาให้มีคนจานวนมากขึ้นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้า และด้วยเหตุนี้ความเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจึงมีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงใน เชิงคุณภาพ คือ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา (money economy) ในสังคมไทย จากพระราชบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับ การค้าและการเงินดังกล่าวข้างต้นและจากการที่เริ่มมีการขอประมูลภาษีในเมืองต่าง ๆ เช่น ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และ กรุงศรีอยุธยา เป็นเงินจานวนมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้เกิดพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราขึ้นแล้ว ความเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวนี้มีผลกระทบทั้งต่อชนชั้นมูลนายและชนชั้นไพร่ ๑. ผลของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจต่อชนชั้นมูลนาย เมื่อการค้าขยายตัวและโอกาสในการค้ากับจีนเปิดกว้างขึ้นนั้น เจ้านายและขุนนางคงทาการค้ากันมากมีร่องรอยให้เห็นว่าการ ผูกขาดการค้าซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมากในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์นั้นได้ลดลงในช่วงปลายอยุธยานี้ และมีการค้าของ
39.
๓๙ เอกชนกว้างขวางขึ้นกล่าวคือ ในช่วงนี้คนจีนได้อพยพมายังอยุธยามากขึ้น คนจีนเหล่านี้นอกจากจะทาการค้าส่วนตัวแล้วยังร่วมมือกับ พระมหากษัตริย์
และมูลนายอื่น ๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปต่าง ๆ การเพิ่มจานวนของคนจีนช่วยให้พระมหากษัตริย์และ มูลนายมีผู้ชานาญการชาวจีน พอเพียงที่จะช่วยต่อเรือ เดินเรือ ตลอดจนชี้ช่องทางที่จะทากาไรในการค้ากับจีน นอกจากนั้นชาวจีนยังช่วย เป็นพ่อค้าคนกลางรวบรวมสินค้าออกในกรณีที่สิ่งของที่ได้จากส่วยมีไม่เพียงพอ และช่วยกระจายสินค้าเข้าไปสู่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ในปลายอยุธยาพวกขุนนางคงมีโอกาสทาการค้าได้มากขึ้นผิดกับช่วงกลางอยุธยาซึ่งขุนนางถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากนโยบายทาง การเมืองของพระมหากษัตริย์ที่เข้มงวดสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์ แต่ปัญหาการเมืองภายในที่เต็ม ไปด้วยความขัดแย้งในปลายอยุธยาจะทาให้พระมหากษัตริย์ไม่มีนโยบายผูกขาดการค้ามากดังเช่นในระยะก่อนหน้านั้น ทาให้สมุหพระกลาโหม สมุหนายก เจ้าพระยาพระคลัง และขุนนางอื่น ๆ ในกรมทั้งสามมีโอกาสทาการค้ามากขึ้น เพราะกรมใหญ่ทั้งสามได้บังคับบัญชาหัวเมือง ทาให้ ได้รับส่วนแบ่งจากส่วนที่ส่งมาจากหัวเมือง มีโอกาสควบคุมสินค้าที่ผลิตขึ้นในหัวเมือง และมีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์หรือได้รับผลประโยชน์ จากการค้าในเมืองท่าที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมุหพระกลาโหม และเจ้าพระยาพระคลัง ตลอดจนขุนนาง ระดับสูงในกรมทั้งสาม ซึ่งบังคับบัญชาเมืองท่าชายทะเล ย่อมจะมีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าต่างประเทศได้มากจากการขยายตัว ของการค้า และการขยายตัวของผู้ประกอบการค้ารายใหญ่ดังกล่าวข้างต้นมีผลทาให้ชนชั้นมูลนายขยายตัวและซับซ้อนขึ้น ชนชั้นมูลนายซึ่งขยายตัวจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ที่ใหญ่โตซับซ้อนหลังเสียกรุงครั้งแรก ได้ขยายตัวอีกครั้งโดยรวมเอาคหบดี ชาวจีนเข้ามาเพิ่มในโครงสร้างของตนมากขึ้น นอกจากจะถูกดึงเข้าสู่ระบบราชการมากขึ้นแล้วชาวจีนยังกลายเป็นสมาชิกของชนชั้นมูลนาย โดยวิธีอื่น เช่น ราชสานักได้จัดที่ให้ “เศรษฐีคหบดีทั้งปวง” ได้เข้าเฝ้าร่วมกับเจ้านายและขุนนางในเวลาที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกว่าราชการ พ่อค้าจีนบางคนไม่เป็นข้าราชการแต่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมูลนายระดับสูงจนได้รับอภิสิทธิ์ทางการค้า เช่น เจ๊สัวไซ่อู เจ๊สัวไล่อู เจ๊สัวซี เจ๊สัวไซ่ ซึ่งเป็นบุตรชายของหลวงศิริสมบัติ เจ้าท่าเปิดระวางสาเภาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้เป็นผู้ ลาเลียงสินค้าสาคัญ เช่น พริกไทย ข้าว และเกลือ ตลอดชายฝั่งอ่าวไทยลงไปทางใต้ และคนในตระกูลนี้มีบทบาททางเศรษฐกิจสืบมาจนถึง สมัยธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการสร้างสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างขุนนางไทยกับคหบดีชาวจีนและคหบดีเชื้อสายอื่นตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สายสัมพันธ์ระหว่างตระกูลขุนนางซึ่งเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรีกับคหบดีจีนและมอญ (* พระมารดาของพระภัสดาในกรมสมเด็จ พระศรีสุดารักษ์อันเป็นน้องร่วมมารดากับภรรยาของเจ้าพระยาชานาญบริรักษ์ (อู่) ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศนั้นได้สมรสกับมหาเศรษฐี ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อวงศ์ลงมาแต่มหาเสนาบดีเมืองปักกิ่ง(มล.ประมูลมาศ อิศรางกูร พระประวัติต้นราชสกุลวงศ์ที่สืบตรงจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระ ศรีสุดารักษ์ กรุงเทพฯ โรงพิมพ์มิตรไทย, ๒๕๑๙ หน้า ๒) พระอักษรสุนทรสาส์น พระชนกของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก อันเป็นบุตรของพระยาวรวงศาธิราชสมรสกับดาวเรืองธิดาคหบดีชาวจีน บุตรและธิดาของพระอักษรสุนทรสาส์น คือ นายทองด้วง ซึ่งต่อมาได้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีสมรสกับนากบุตรีมหาเศรษฐีตาบลอัมพ วา และพี่สาวชื่อแก้วซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุดารักษ์สมรถกับนายพานิชใหญ่ที่ชาวกรุงเก่าเรียกว่า เศรษฐีถนนตาลซึ่งสืบเชื้อ สายมาแต่มหาเสนาบดีเมืองปักกิ่ง (ร. ๔ ประถมวงศ์ ๑๐, ๒๔) สายสัมพันธ์ทางเครือญาติเช่นนี้ทาให้คนในตระกูลคหบดีต่างชาติกลายเป็น สมาชิกของชนชั้นมูลนายไป นอกจากชนชั้นมูลนายจะขยายตัวขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์ภายในชนชั้นมูลนายก็ซับซ้อนขึ้นด้วย ความสัมพันธ์ภายในดังกล่าว มีทั้งใน ระบบบริหารราชการแผ่นดิน และในทางเศรษฐกิจ ทาให้การจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมในชนชั้นมูลนายมีความซับซ้อนและยุ่งยากขึ้น และมีผลให้ความขัดแย้งในชนชั้นมูลนายสูง เมื่อกลุ่มมูลนายขยายตัวไปพร้อมกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวนั้น พบว่าความขัดแย้ง เกี่ยวกับผลประโยชน์ภายในชนชั้นมูลนายสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะการค้าทาให้เงินตรามีบทบาทสูงขึ้นเมื่อเงินเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สาคัญ นอกเหนือจากที่ดินและแรงงาน ทาให้พวกมูลนายมุ่งแสวงหาเงินด้วยวิธีการอันหลากหลาย ดังปรากฏในกฎหมายว่า “จเอาแต่เงินเปนอนา ประโยชน์เอง” จนเป็นการละเมิดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่ ซึ่งทาให้ความขัดแย้งภายในชนชั้นมูลนายและชนชั้นไพร่สูงขึ้นมาก กฎหมายสมัยปลายอยุธยาสะท้อนให้เห็นว่า มูลนายทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ขุนนาง หรือคนจีน ต่างพยายามขยายอิทธิพล และเพิ่มพูนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนจนเกินขอบเขตที่พระมหากษัตริย์จะทรงยอมรับได้ เรื่องที่เด่นชัดมาก คือ การแย่งชิงไพร่เพราะ ไพร่ยังคงเป็นที่มาที่สาคัญของโภคทรัพย์ทางเศรษฐกิจ มูลนายระดับต่าง ๆ พยายามดึงเอาไพร่หลวงไปเป็นไพร่สม หรือนาไพร่หลวงมาใช้งาน ส่วนตัว กฎหมายหลายฉบับที่ตราขึ้นในช่วงนี้สะท้อนให้เป็นว่าความขัดแย้งในการจัดสรรอานาจในการควบคุมและใช้ประโยชน์จากกาลังคนมี ความรุนแรงมาก นอกจากจะเบียดบังไพร่แล้วมูลนายบางคนยังนานักโทษมาทาการผลิตเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น นานักโทษมาทา ไร่นาและเลี้ยงสัตว์ของตน แม้แต่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็ทรง ลงโทษกรมหมื่นราชสิทธิ์กรรมซึ่งต้องโทษฐานกบฏให้ไปทาการต่อสาเภาแทนการประหารชีวิต นอกจากนี้ยังมีการติดสินบนอย่างกว้างขวาง
40.
๔๐ พระราชกาหนดเก่า พ.ศ. ๒๒๖๖
กล่าวถึงการที่ขุนนางระดับผู้บังคับบัญชาที่กินสินบนจากผู้ร้ายว่า “...เจ้ากระทรวงความทุกวันนี้เอาอามิศละ ความไว้ ลูกความล้มตายหนีหาย ความสาบสูญไปพ้นอายุความ ผู้กระทาผิดในแผ่นดินก็มิได้ตัว แลพิในซศึ่งจะเป็นหลวงก็สูญไปด้วย...” การขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจนเกินขอบเขตของเจ้านาย ขุนนาง และคนจีน ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ พระราชกาหนดเก่า พ.ศ. ๒๒๘๓ กล่าวถึงการกินสินบนในหมู่มูลนายทุกระดับ รวมทั้งอัครหาเสนาบดี คือ สมุหนายกและสมุหพระกลาโหม ตลอดจนเจ้านาย มีการซื้อตาแหน่งราชการกันอย่างกว้างขวางทั้งในราชธานีและหัวเมือง เมื่อได้ตาแหน่งแล้วก็ “เบียดเบียนอะนาประชา ราษฎรข่มเหงฉ้อประบัด เอาพัสดุทองเงินมาใช้ค่าสินบนและเลี้ยงบุตรภรรยา” การกินสินบนไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะในหมู่เจ้านายขุนนางในกรมกองต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่เจ้านายฝ่ายใน จดหมายของชาวฝรั่งเศสซึ่งเขียน ณ กรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๓๐๕ กล่าวว่า “…ในบัดนี้เจ้านายผู้หญิงทุกองค์ก็มีอานาจเท่ากับ พระเจ้าแผ่นดิน และข้าราชการก็ต้องเปลี่ยนกันอยู่เสมือ แต่ก่อน ๆ มาผู้ที่มีความผิดฐานเป็นกบฏฆ่าคนตาย และเอาไฟเผาบ้านเรือนต้องรับ พระราชอาญาถึงประหารชีวิต แต่มาบัดนี้ความโลภของเจ้านายผู้หญิงได้เปลี่ยนลงโทษความผิดชนิดนี้เพียงแต่ริบทรัพย์ และทรัพย์ที่ริบไว้นั้นก็ ตกเป็นสมบัติของเจ้านายผู้หญิงเหล่านี้ทั้งสิ้น…ฝ่ายพวกข้าราชการ…ถ้าผู้ใดเป็นถ้อยเป็นความแล้วข้าราชการเหล่านี้ก็คิดหาประโยชน์จากคู่ความ ให้ได้มากที่สุด…ถ้าห่างพระเนตรพระกรรณออกไปแล้วข้าราชการเหล่านี้ก็ลักขโมยอย่างไม่กลัวทีเดียว...” กฎหมายในปลายอยุธยาสะท้อนให้เห็นว่ามีการร่วมมือระหว่างขุนนางหรือเจ้านายกับคนจีน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ร่วมกัน และคนจีนมักจะให้สินบนขุนนางหรือเจ้านายเพื่อให้ช่วยเหลือในการต่าง ๆ อยู่เสมอ การเพิ่มจานวนของชาวจีนทาให้มูลนายมีลู่ทางที่ จะได้ประโยชน์จากการค้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มูลนายที่มีสาเภาส่วนตัวได้อาศัยชาวจีนช่วยดาเนินการค้าบางครั้งก็อาจเป็นหุ้นส่วนกัน หรือพ่อค้าจีนอาจแบ่งปันผลประโยชน์แก่มูลนายที่ช่วยอานายความสะดวกให้ขุนนางในกรมพระคลัง ซึ่งทาหน้าที่เกี่ยวข้องกับการค้าโดยตรง ร่วมมือแสวงหาผลประโยชน์จากการค้ากับพ่อค้าจีนมากกว่ามูลนายในกรมอื่น ๆ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เจ้าพระยาพระคลังให้ ความอุดหนุนแก่พ่อค้าจีนมากจนกระทั่งการค้าในอาณาจักรตกอยู่ในมือของชาวจีนและทาให้พ่อค้าไทยและมุสลิมไม่พอใจมาก ความพยายาม ที่จะขยายผลประโยชน์ของขุนนางและคนจีนนี้ บางครั้งกระทบต่อผลประโยชน์ของพระมหากษัตริย์มากจนพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ได้รับ พระราชอาญา เช่น การลงพระราชอาญา “เฆี่ยนและริบราชบาทเอาบุตรภรรยาเป็นโทษ” แก่จีนอะปันเต๊กผู้เป็นขุนวิเศษวานิช ซึ่งได้ “คิดอ่าน ฟ้องให้ทราบทูลพระกรุณาจะให้ยกผู้ทาภาษีเสมอปีละ ๒๙๐ ชั่ง แก่ขุนหมื่นรุทอักษร” ซึ่ง “ฟ้องให้กราบทูลพระกรุณาจะขอตั้งบ่อนเบี้ย ณ แขวงเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเมืองใกล้สวนบางช้างที่เป็นอากรสวนขึ้นเสมอปีละ ๓๒๗๐ ชั่ง” และแก่ นายเมืองซึ่ง “ฟ้องให้กราบทูลพระกรุณาจะเรียกภาษีปืนแก่ผู้ซื้อขายปืนเสมือปีละชั่ง…เป็นเงิน ๔๑๑ ชั่ง” ทรงเตือนว่าหากผู้ใดยังขืนประมูล “ผิดธรรมเนียม” เช่นนี้อีก “จะเอาตัวผู้คิดอ่านประมูลนั้นเปนโทษจงหนัก ให้ริบราชบาทเอาบุตรภรรยาทาษชายหญิงทรัพย์สิ่งสินให้สิ้นเชิง แล้วให้เอาตัวผู้ฟ้องประมูลนั้นเปนโทษถึงตาย และให้เอาตัวผู้ชักนาให้เอาความมาว่ากล่าวเป็นโทษจงหนัก” เห็นได้ว่าในช่วงปลายอยุธยานี้ ชนชั้นมูลนายมีความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงมาก ซึ่งมีผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้นขึ้น ดังจะได้กล่าวต่อไป ๒. ผลของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจต่อชนชั้นไพร่ ก่อนจะถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ หรือก่อนจะถึงช่วงปลายอยุธยา การขยายตัวของการค้ามิได้มีผลให้สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ของไพร่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทั้งนี้เพราะบทบาททางการค้าที่สาคัญของกรุงศรีอยุธยาในระยะนั้น คือ การเป็นพ่อค้าคนกลางส่งต่อสินค้า จากจีนและญี่ปุ่นให้แก่พ่อค้าและเมืองท่าอื่น ๆ สินค้าพื้นเมืองที่ส่งออกมากขึ้นในช่วงหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก ได้แก่ ของป่า อันเป็น สินค้าที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง และส่วนใหญ่มาจากการส่งส่วยของไพร่มิใช่ผลิตขึ้นเพื่อขายโดยตรง นอกจากนี้ระบบผูกขาดการค้าที่เพิ่มมากขึ้นก็ มีผลให้การค้าจากัดอยู่ในวงแคบ ตามปกติในการเข้าเวรรับราชการและการถูกห้ามมิให้เคลื่อนย้ายไปต่างถิ่นโดยมิได้รับอนุญาตก็ทาให้โอกาส ที่ไพร่จะค้าขายมีน้อยอยู่แล้ว เมื่อมีการผูกขาดสินค้ามากขึ้นก็ยิ่งตัดโอกาสที่ไพร่จะค้าขายให้น้อยลงยกเว้นแต่จะขายให้แก่พระคลังสินค้า อย่างไรก็ตามนับแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ไพร่ซึ่งอยู่รวมกันหนาแน่นในแถบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่างก็เริ่มได้รับผลกระทบจากการ ขยายตัวของการค้าบ้างแล้ว เพราะการขายข้าวออกต่างประเทศในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ข้าวเป็นสินค้าออกที่ขายให้แก่ ปัตตาเวีย มะละกา ฟอร์โมซา เขมร ญวน มะนิลา จีน ญี่ปุ่น เข้าใจว่าหางข้าวที่พระคลังสินค้ารวบรวมจากอากรค่านาและส่วยจากไพร่คงไม่เพียงพอแก่ความ ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ซึ่งเปลี่ยนการเก็บอากรค่านามาเก็บเป็นเงินตรา ทาให้ไพร่ได้ ขายข้าว ระยะนั้นข้าวมิใช่สินค้าต้องห้ามเว้นแต่ในปีที่เกิดสงครามหรือการทานาไม่ได้ผลด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง นอกจากจะขายข้าวแล้วการค้า ที่ขยายตัวคงเปิดโอกาสให้ไพร่ได้ขายสินค้าอื่น ๆ ด้วย แม้แต่ผลผลิตที่เป็นสินค้าต้องห้ามไพร่ก็คงขายให้แก่พระคลังสินค้าได้มากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ ไพร่จานวนหนึ่งได้กลายเป็น “คนมั่งมี” ในสังคมอยุธยา อย่างน้อยก็ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ดังที่ ซิมอง เดอ ลาลูเบอร์ ราชทูตฝรั่งเศส กล่าวถึงไพร่มั่งมี ซึ่งสามารถเสียเงินแทนการเข้าเวรกับราชการว่า “...การเข้าเดือนรับราชการ
41.
๔๑ อย่างว่านี้เปลี่ยนเป็นให้ส่งส่วยข้าวเข้าฉางหลวงแทนก็มี หรือไม่ก็ส่งส่วนไม้ฝาง…หรือไม่ก็ชาระเป็นเงินสด และการชาระเป็นเงินสดนี้แลคนมั่งมี ได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์เป็นเลกสเข้าเดือนออกเดือน...”
นับว่าไพร่มั่งมีนี้ได้กลายเป็นคนกลุ่มใหม่ในสังคม มีสถานะทางสังคมดีขึ้น เนื่องจากมีเงินกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างไพร่กับมูลนายโดยมีเงินตราเป็นตัวกาหนดสถานภาพทางสังคม เมื่อถึงปลายอยุธยา “ไพร่มั่งมี” น่าจะเพิ่มจานวนขึ้นเพราะการผลิตเพื่อขายและการค้าขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสินค้าออกที่สาคัญที่สุดในระยะนี้ คือ ข้าวซึ่ง ไพร่เป็นผู้ผลิตโดยตรง การขยายตัวของการค้าข้าวในปลายอยุธยาคงทาให้ไพร่ปลูกข้าวเพื่อขายมากขึ้น พระราชกาหนดเก่าใน พ.ศ. ๒๒๙๑ กล่าวว่าไพร่หลวงทานาขึ้นใหม่มาก และมีเรือบรรทุกข้าวสาร ข้าวเปลือกจากหัวเมืองมาจอดขายอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก นอกจาก จะขายข้าวแล้วการขยายตัวของการค้าในปลายอยุธยายังทาให้ไพร่มีโอกาสผลิตสินค้าหลากชนิดเพื่อขายดังเห็นจากย่านสินค้าและตลาดจานวน มากในกรุงศรีอยุธยา การขายแรงงานทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือก็คงขยายตัวในปลายอยุธยา เพราะในระยะนี้มีการเสียเงินและส่งส่วย แทนการเข้าเวรกันมาก ทาให้เกิดมีไพร่ที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือมารับจ้างทาราชการแทน ซึ่งมีผลให้ได้ครอบครองเงินตรา พระราชกาหนดเก่า พ.ศ. ๒๒๙๑ กล่าวว่าไพร่ที่เป็นแรงงานรับจ้างมีรายได้ราวปีละ ๔ ตาลึง ๒ บาทถึง ๗ ตาลึง ไพร่บางคนรับจ้างสร้างบ้านเรือนและตึกที่เป็น ห้างค้าขายของพ่อค้าต่างชาติ พระราชกาหนดเก่า พ.ศ. ๒๒๗๐ แสดงให้เห็นว่าในหัวเมืองก็มีการเช่าและจ้างอยู่เป็นปกติ ดังความว่า “ถ้า จะทาเรือนบุตรภรรยาญาติพี่น้องเจ้าเมืองนอกกว่าอย่างทาเนียม ให้เจ้าเมืองเช่าโคและเกวียนตัดไม้ และให้ค่าจ้างตามราษฎรเคยจ้าง” แรงงานรับจ้างอีกประเภทหนึ่งที่มีรายได้สูงกว่าแรงงานรับจ้างอื่น ๆ คือ ช่างฝีมือทางประณีตศิลป์ ในการสร้างบานประตูมุกพระอุโบสถวัด บรมพุทธาราม พระนครศรีอยุธยา ใน พ.ศ. ๒๒๙๕ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงจ้างช่างถึง ๒๐๐ คน ใช้เวลา ๖ เดือนเศษ พระราชทาน บาเหน็จแก่ไพร่เป็นเงิน ๓๐ ชั่งต่อบาน ใน พ.ศ. ๒๒๙๖ ทรงจ้างช่าง ๑๘๕ คน สร้างบานประตูมุกวัดพระพุทธไสยาสน์ป่าโมก ใช้เวลา ๒ เดือนเศษ พระราชทานบาเหน็จเป็นเงิน ๒๕ ชั่งต่อบาน และใน พ.ศ. ๒๒๙๙ ทรงจ้างช่างสร้างบานประตูมุกพระวิหารพระชินราช พิษณุโลก ใช้เวลา ๕ เดือนเศษ พระราชทานบาเหน็จเป็นเงิน ๒๖ ชั่งต่อบาน จะเห็นได้ว่าไพร่มีโอกาสครอบครองเงินตราจากการขายแรงงาน และการ จ้างไพร่ด้วยเงินตราเช่นนี้ก็สะท้อนให้เห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจเงินตราในปลายอยุธยาด้วย เมื่อไพร่ได้ขายสินค้าและขายแรงงาน ทาให้สามารถบริโภคสินค้าที่ขายกันในท้องตลาดทั้งที่ผลิตภายในอาณาจักรและที่มาจาก ต่างประเทศ พ่อค้าฮอลันดารายงานว่า ผ้าชนิดต่าง ๆ กระจก กระทะเหล็ก เครื่องเคลือบคุณภาพต่าขายได้ดีมาก จนถึงระยะใกล้เสียกรุง อังกฤษก็ยังนาเรือบรรทุกผ้าจานวนมากมาจาหน่าย ในช่วงปลายอยุธยาวิถีชีวิตของไพร่จึงเปลี่ยนแปลงไปกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะไพร่ใน แถบกรุงศรีอยุธยาจะถูกดึงเข้าสู่ระบบไพร่โดยอาศัยเงินตรา ซึ่งไพร่จานวนหนึ่งกลายเป็น “คนมั่งมี” และสามารถปลดเปลื้องพันธะของระบบ ไพร่โดยอาศัยเงินตราที่ตนครอบครอง อย่างไรก็ตามก็มีไพร่ที่ “ล้มละลาย” จานวนไม่น้อยที่ไม่สามารถฉกฉวยประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจ แบบใหม่ได้ เช่น ไพร่ที่ยังคงผลิตสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่า เป็นต้นว่า ข้าวหรือของป่าที่ยังคงเป็นสินค้าที่มีอุปาทานค่อนข้างสูงอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ไพร่ซึ่งมีเงินอยู่น้อยได้ถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเงินตรา ซึ่งน่าจะทาให้ไพร่จานวนมากยากจนลงกว่าเดิม อีกด้านหนึ่ง เราจะพบว่าในทางปฏิบัติความสัมพันธ์ระหว่างไพร่กับคนกลุ่มอื่นในสังคมได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว นั่นคือมี ความสัมพันธ์ทางการค้าเกิดขึ้น ตลาดก็ขยายตัวสาหรับสินค้าหลากชนิดและเพิ่มปริมาณมากขึ้น แต่ปรากฏว่าชนชั้นนายังคงพยายามรักษา ความสัมพันธ์แบบ “ศักดินา” คือ การคงระบบไพร่เอาไว้ตามแบบเดิม โดยมีระยะเวลาในการเกณฑ์แรงงานมิได้ลดหย่อนลงและยังคงใช้ระบบ การ “เข้าเดือนออกเดือน” ซึ่งทาให้ไพร่ไม่สามารถทางานส่วนตัวอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนี้เมื่อออกเวรไปแล้วก็มักจะถูกมูลนายเรียกตัวไปใช้ งานต่าง ๆ อยู่เสมอ ทาให้เวลาทามาหากินลดน้อยลงไปอีก ในระหว่างรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระปรากฏว่า ไพร่ในแถบเมืองนนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี และนครชัยศรี ถูกเกณฑ์แรงานหลายหมื่นคนเพื่อขุด คลองถึงสามคลอง คือ คลองโคกขาม คลองมหาชัย และคลองเกร็ดน้อย คลองเหล่านี้ขุดขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ในการคมนาคมขนส่งสินค้าเพื่อ ตอบสนองต่อการค้าที่ขยายตัว แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของการค้าในช่วงนี้ยิ่งทาให้ไพร่ถูกเกณฑ์แรงงานอย่างหนัก และสาหรับไพร่หลวงที่ ยอมเสียเงินแทนการเข้าเวรก็ต้องเสียเงินมากกว่าไพร่ส่วยราว ๒-๔ เท่า พันธะของระบบไพร่เช่นนี้ไม่เอื้อให้ไพร่หลวงเพิ่มพูนผลผลิตเพื่อขาย หรือพัฒนาเทคนิคการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้นหรือประดิษฐ์คิดค้นสินค้าใหม่ ๆ ขึ้นมา กล่าวได้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทาให้ไพร่ต้องการ อิสระมากขึ้น แต่พันธะของระบบไพร่กลับสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ไพร่จึงหนีออกจากระบบหรือละเมิดกฎเกณฑ์ของระบบไพร่ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น หนีเข้าป่าเพื่อเก็บของป่ามาขาย หนีไปเป็นทาสหรือเป็นไพร่สม หรือหนีไปเข้าสังกัดมูลนายที่มีอานาจและบารมีพอที่จะให้ความคุ้มครองแก่ตน ซึ่งมูลนายทั่วไปก็พยายามจะเบียดบังไพร่ไว้เป็นของตนอยู่แล้ว เพราะการขยายตัวของการส่งสินค้าที่มีแหล่งผลิตภายในประเทศออกไป จาหน่ายต่างประเทศ ทาให้ต้องการแรงงานไพร่เพื่อการผลิตเพิ่มขึ้น การ “หนี” ของไพร่เช่นนี้มิได้มีอยู่เฉพาะในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ เกิดขึ้นในหัวเมืองต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งทาให้พระมหากษัตริย์ทรงสูญเสียผลประโยชน์จากไพร่ไปมาก
42.
๔๒ อนึ่ง ปัญหาของระบบไพร่ที่ทาให้ไพร่หนีจากระบบดังกล่าวมานี้เป็นสิ่งที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศเองก็ทรงยอมรับและทรงตระหนักเป็น อย่างดีจึงได้ทรงเกลี้ยกล่อมว่า ถ้าไพร่ทั้งหลายกลับสู่ระบบจะทรงลดระยะเวลาเกณฑ์แรงงานลงจาก
๖ เดือนเหลือ ๔ เดือนต่อปี ดังความ ในพระราชกาหนดว่า “ต่อเมื่อใดไพร่ท้องหมู่มั่งคั่งขึ้นทุกหมู่ทุกกรมแล้ว จึงให้เป็นสามผลัดจะให้ทาราชการเดือนหนึ่งจะให้อยู่ทากินสองเดือน” แม้ว่าการลดระยะเวลาเกณฑ์แรงงานมิได้เกิดขึ้นจนกระทั่งสิ้นสมัยอยุธยา นอกเหนือจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ไพร่ยังพบกับความบีบคั้น หนักหน่วงจากมูลนายในปลายอยุธยาซึ่งพยายามจะครอบครองเงินตราให้มากที่สุด หรือมุ่ง “จะเอาแต่เงินเปนอนาประโยชน์เอง” เป็นต้นว่า “มูลนายข่มเหงเอาทรัพย์สิ่งของเงินทองราษฎรทั้งปวงให้ได้ความยากแค้นเคือง” “ผู้รักษาเมือง ผู้รั้ง กรมการมิได้เป็นใจเจ็บร้อนด้วยราชการ เห็นแก่อามิศสินบนนั้น อ้ายผู้ร้ายจึ่งได้ใจกาเริบทาร้ายแก่อะนาประชา ราษฎรไพร่พลเมืองลูกค้าพานิชมากชุมขึ้น” “แลบัดนี้ผู้ร้ายซึ่งปล้นสะดมก็กาเริบมากชุมขึ้นอีกนั้น เหตุด้วยกรมพระนครบาลเคลื่อนคลาทาให้อ้ยผู้ร้ายหนีไปได้บ้าง แลเอาออกใช้ สรอยทานาเลี้ยงกระบือเลี้ยงช้าง เห็นแก่อามิศสินบนปล่อยเสียบ้าง” “แลข้าเข้าต่างกรมถึงหนังสือปิดตราในกรมออกไปหัวเมืองกรรโชกเอาพัศดุเงินทอง” และเมื่อมีคดีความเกิดขึ้นมูลนายที่เป็นผู้พิพากษาตุลาการก็มักจะไม่ตัดสินคดีอย่างยุติธรรม มีการกินสินบนหรือล่อลวงให้โจทก์และจาเลยยอม ประนีประนอมกันแล้วผู้พิพากษาตุลาการก็เก็บเงินค่าฟ้องร้องต่าง ๆ จากโจทก์และจาเลยตามใจชอบ “ผู้รักษาเมืองผู้รั่งกรมการแลขุนแขวง หมื่นแขวง แลนายอาเพอทั้งปวงละหย่างทาเนียมแต่ก่อนเสียแลบังคับบันชาลงเอาเงินสินไหมพิในแก่ราษฎรแต่อาเพอใจเอง…ราษฎรจึ่งได้ความ เดือนร้อยยากแค้นฉิบหายเสียด้วย เหตุฉนี้ทุกบ้างทุกตาบลนั้น” จากการที่ทั้งมูลนายและไพร่ละเมิดระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์ของระบบไพร่หรือละเมิดระเบียบของความสัมพันธ์ทางสังคมอย่าง กว้างขวางดังกล่าวนี้ ทาให้สังคมในปลายอยุธยามีความปั่นป่วนอย่างสูงในทุกระดับ มีความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ในหมู่มูลนายมากขึ้น มีการใช้อานาจเบียดเบียนราษฎรทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ตลอดจนมีการซื้อขายตาแหน่งอย่างกว้างขวางในหมู่มูลนายระดับต่าง ๆ ทั้งในราชธานีและหัวเมือง ขณะเดียวกัน “อ้ายผู้ร้ายปล้นสะดมตีชิงสมณชีพราหมณ์อนาประชาราษฎรทุกตาบลมากชุมขึ้น” สังคมมีความ ปั่นป่วนและขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นที่ “คนมีชื่อคุมพวกเดิกวิวาดตีค่าฆ่าฟันกันเปนอันมาก…ทาจุลาจลในแผ่นดิน” แม้แต่ “กฎหมายก็ฟั่นเฟือนไป” เนื่องจากบรรดาเจ้านายพากันมีหมายรับสั่งให้กระทาการต่าง ๆ เหนือกฎหมายหรือพระราชโองการ และพระธรรมนูญอันเป็นระเบียบเกี่ยวกับ การสุศลก็ฟั่นเฟือนไปเพราะเจ้านายก้าวก่ายอานาจทางการศาลอย่างกว้างขวาง พระภิกษุรูปหนึ่งในปลายอยุธยาได้ “วิพากษ์วิจารณ์” สภาพของการละเมิดระเบียบแบบแผนของสังคมไว้โดยละเอียดในหนังสือที่ ท่านแต่งขึ้นดังความตอนหนึ่งว่า “…กลับกลายเกิดเสียดส่อฉ้อตระบัด…บ้างก็แตกไปเปนโจรผู้ร้าย ชาวบ้านชาวเมืองฉิบหายกระจัดกระจายไป มากนัก…ไม่มีที่พึ่งที่พานัก จะพึ่งท่านผู้มียศท่านก็ยิ่งกดไว้ให้ประดัง ๆ จะพึ่งท่านผู้มีศักดิท่านก็ยิ่งเอาหอกมาปักเอาอีก จะพึ่งท่านผู้มีปีกท่านก็ยิ่ง ฉีกเอาเนื้อกิน…ดุจไฟมาไหม้ทั้งแผ่นดิน ฝูงสัตว์ดิ้นระรัวทั่วไปทั้งพิภพ…ไม่พบที่ท่านจะเมตตา อาณาราษฎร์ทั้งหลายได้ความยากลาบากกายไป ทั่วหน้าอันว่าผู้รู้อต่ค้าขาย มิเข้าบาญชีผีตายนี้อย่าว่าใครได้ใตรแย่งดุจแร้งแลกา เหตุบมิรู้ภาษาที่จะมีร้องฟ้องเขาฉ้อตระบัดกินสินเงินสินทอง ครั้นว่าจะร้องฟ้องก็จะเสียของซ้าไป เขาลวงกินสินบน กู้หนี้ขายตนเอามาให้ เนื้อถ้อยร้อยความก็ไม่ได้ต้นทุนกาไรก็สิ้นเชิง อนึ่ง จะเรียกส่วยสาอากร ทั้งสมพักศรขนอนใจร้าย ฉ้อเอาสดๆ ไม่กลัวกาหนดกฏหมาย ใครร้องใครฟ้องคารมกล้า ทารุณวุ่นวาย อัน ว่าคนยากครั้นว่าจะเปนปากกลัวจะยากลาบากกาย สู้เสียสู้หาย กลัวถ้อยเกลียดความ…ทั้งนอกเมืองในเมืองฉิบหายตายเปลืองทุกทุกบุรี เกิด เข็ญเป็นหนักหนาทั่วทั้งธรณี บมิรู้ทีจะเอาตัวไปปากเนือปากใต้ ลาวกาวชาวฉไร ทั้งมอญแลไทยชาวทเล เป็นบ้านร้างบ้านเซทุกหมู่ทุกกรม…” เราอาจสรุปภาพความเป็นไปในปลายอยุธยาด้วยงานเขียนของพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ดังนี้ “…ในครั้นนั้นชาวเมืองและชาวชนบท ชาว คามนิคมทั้งหลาย มรเสนาบดีและอามาตย์ป็นต้น ก็ตั้งอยู่ในอะสัจจะธรรม มีสันดานเต็มไปด้วยการทุจริตข่มเหงเบียดเบียนซึ่งกันและกัน และ ย่ายีชาวชนบทนิคม ให้ได้ความเดือดร้อนชนชาวพระนครทั้งปวงเหล่านั้นมีความทุกข์มากทีโรคอุปัททวันตรายมาก และมากไปด้วยความโทมนัส คับแค้นใจ…แสดงให้เห็นว่ามหานครจะพินาศ…” ปัญหาทางการปกครองตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเพทราชาถึงสิ้นสมัยอยุธยา จากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่มีผลให้มูลนายและไพร่พากันละเมิดระเบียบแบบแผนของความสัมพันธ์ทางสังคมจนสังคม ปั่นป่วนไร้ระเบียบ ทาให้การปกครองของอยุธยาประสบปัญหา พระมหากษัตริย์ในปลายอยุธยา ทรงพยายามแก้ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการ ปกครอง เพื่อให้การจัดระเบียบและควบคุมสังคมให้มีประสิทธิภาพขึ้น ดังนี้ ๑. การแก้ปัญหาในระบบไพร่
43.
๔๓ เนื่องจากมูลนายและไพร่พากันละเมิดกฎเกณฑ์ของระบบไพร่หรือหนีจากระบบในลักษณะต่างๆ ทาให้ระบบไพร่ซึ่งเป็นแกนหลักของ ระบบการปกครองของอยุธยาอยู่ในสภาพสั่นคลอน พระมหากษัตริย์ในปลายอยุธยาจึงตรากฎหมายจานวนมากเพื่อแก้ปัญหาในระบบไพร่ ในปี
พ.ศ.๒๒๓๓ สมเด็จพระเพทราชาทรงมีพระราชโองการให้มูลนายประพฤติปฏิบัติตามพระราชกาหนดกฎหมายเกี่ยวกับระบบ ไพร่ที่มีมาแต่เดิม คือ ให้มูลนายจัดส่งบัญชีรายชื่อกาลังคนที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนให้แก่พระสัสดีซ้ายหรือขวาให้ถูกต้องและครบถ้วน และไพร่คนใดควรจะขึ้นสังกัดหมู่ใด กรมใดก็ให้พระสัสดีดาเนินการให้คงอยู่ในหมู่นั้นกรมนั้น อย่าให้หลีกหนีราชการของพระมหากษัตริย์ได้ นอกจากนั้นทรงห้ามว่า “อย่าให้เจ้าหมู่ฝ่ายการทหารพลเรือนเอาไพร่หลวงซึ่งท่านได้ใช้ราชการไปยื่นว่าเป็นบ่าวไพร่ข้าของตน แลอย่าให้เจ้าหมู่ ใช้ไพร่ทาการของตนดุจทาษ” ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พ.ศ. ๒๒๖๒ ทรงตรากฎหมายเพื่อวางระเบียบการใช้แรงงานไพร่เพื่อป้องกันมิให้มูลนายเอาไพร่มา ใช้งานส่วนตัว โดยกาหนดว่าถ้าเจ้าหมู่จะออกไปเอาไพร่ในเมืองใดมาใช้งานราชการจะต้องมีตราออกไปถึงกรมการตามพระธรรมนูญ และทรง ห้ามมิให้ข่มเหงไพร่เอาเงิน “ให้บังเกิดยากแค้นเคืองแก่ไพร่” พ.ศ. ๒๒๖๕ ทรงมีพระราชโองการให้มูลนายเร่งสืบสาวเอาไพร่ที่พ่อแม่อ้างว่า บวชเป็นเณรหรือเป็นภิกษุแต่ความจริงมิได้บวชโดยให้ “พิจารณาเอาตัวคืนมาให้คงหมู่จงได้” และเณรหรือภิกษุที่สึกออกมาแล้วก็ให้ขึ้นบัญชี เป็นไพร่ไว้เพื่อจะได้เกณฑ์แรงงานมาใช้ในราชการตามระเบียบ ต่อมาทรงแก้ปัญหามูลนายดึงเอาคนที่ควรเป็นไพร่หลวงไปเป็นไพร่ส่วนตัว โดยกาหนดว่าถ้าไพร่สมของมูลนายแต่งงานกับหญิงไพร่หลวง “เกิดลูกหญิงชายเท่าใดให้คงแก่เจ้าหมู่ไพร่หลวง” ไม่ให้มูลนายแบ่งปันเอาไป พ.ศ. ๒๒๖๗ สมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงผ่อนปรนแก่ไพร่ที่ยากจนจนต้องขายตัวเป็นทาส โดยที่ทรงเห็นว่าผู้อยู่ในฐานะเช่นนี้ต้อง ทาราชการหนึ่งเดือนและทางานรับใช้เจ้าเงินหนึ่งเดือนสลับกันไปทาให้ไม่มีเวลาทามาหากินเลี้ยวตัว ในที่สุดก็จะหนีไปทางราชการก็จะสูญเสีย ไพร่หลวง จึงทรงกาหนดให้มูลนายเอาตัวไว้ใช้ราชการเดือนหนึ่ง ให้เจ้าเงินใช้เดือนหนึ่ง และให้ทากินเป็นเสบียงเดือนหนึ่งสลับกันไป ใน ปลายรัชกาลทรงฟื้นฟูกฎหมายแบ่งปันลูกไพร่ว่าควรจะขึ้นกับหมู่หรือกรมของฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ เพื่อแก้ปัญหาการแย่งชิงกาลังคน ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศซึ่งปัญหาความขัดแย้งในระบบไพร่สูงขึ้นมากนั้น มีการตรากฎหมายเพิ่มขึ้นอีกหลายฉบับ ในปี พ.ศ. ๒๒๗๖ ทรงตรากฎหมายเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของมูลนายเกี่ยวกับไพร่ที่ตายหรือ หนี หรือ วิกลจริต โดยกาหนดให้ข้าราชการที่ เกี่ยวข้องดาเนินการสืบสวนและทาบัญชีไว้ให้ถูกต้อง และถ้าหากไพร่ไม่ได้ตาย หรือ หนี หรือวิ กลจริตจริง แต่เจ้าหมู่จาหน่ายออกจากบัญชี เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทางราชการจะปรับไหมจากเจ้ากรม ปลัดกรม สมุห์บัญชี และเจ้าหมู่เป็นสี่เท่า เป็นการป้องกันการเบียดบังไพร่ พ.ศ. ๒๒๘๓ ทรงตรากฎหมายเพื่อแก้ปัญหามูลนายที่ได้ตาแหน่งมาด้วยการให้สินบน “แล้วย่อมเบียดเบียนฉ้อประบัดไพร่ในหมู่… เอาแต่ภอประโยชน์แก่ตัว…ไพร่ท้องหมู่แลไพร่บ้านพลเมืองจึ่งร่วงโรย” ด้วยการกาหนดคุณสมบัติของผู้ที่สีสิทธิจะได้รับการแต่งตั้งเป็นมูลนาย ตาแหน่งต่าง ๆ ไว้และให้เจ้านายขุนนางถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในปี พ.ศ. ๒๒๘๕ ทรงพยายามรวบรวมไพร่ในแถบหัวเมืองเหนือที่หลบหนีกระจัดกระจายไปอยู่ยังที่ต่าง ๆ ให้กลับมาตั้งถิ่นฐาน ตามเดิม โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมุหนายกเกลี้ยกล่อมไพร่ในหัวเมืองวิเศษชัยชาญ สุพรรณบุรี นครชัยศรี อินทรบุรี พรหมบุรี สิงห์บุรี สรรค บุรี ชัยนาท มโนรมย์ อุทัยธานี และนครสวรรค์ พ.ศ.๒๒๘๗ ทรงวางระเบียบเกี่ยวกับการเกณฑ์แรงงานไพร่ที่อยู่ในระหว่างต้องคดีความเป็นการป้องกันมิให้มีการช่วยเหลือไพร่ที่ ต้องคดีให้พ้นจากการพิจารณาในศาล พ.ศ. ๒๒๙๑ ทรงตรากฎหมายเพื่อแก้ปัญหาไพร่หนีจากระบบในลักษณะต่าง ๆ เช่น การที่ไพร่หลวงต้องทางานหนักมากจนหนีจาก ระบบไปนั้นทรงมีพระบรมราชโองการห้ามนาไพร่และบุตรภรรยาไปใช้งานต่าง ๆ นอกเหนือจากการเข้าเดือนออกเดือน เว้นแต่จะมีราชการ พิเศษ เช่น “มีการศึก การที่จะเสด็จพระราชดาเนินล้อมช้างล้อมเสือ จึ่งให้วานใช้ราชการแต่ละครั้ง” ทรงห้ามไพร่ไปแอบแผงในหมู่อื่นหรือ กรมอื่นที่มิใช่หมู่หรือกรมของตนห้ามมูลนายเอาไพร่หลวงไปเป็นบ่าวหรือทาส ห้ามเอาลูกหลานไพร่หลวงไปถวายเป็นไพร่สมในกรมเจ้านาย และห้ามมูลนายเบียดบังไพร่ ให้จัดทาบัญชีไพร่หลวงให้ถูกต้อง ๒. การแก้ปัญหาด้านการศาล เนื่องจากมีการละเมิดระเบียบของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเบียดบังไพร่ การหนีจากระบบไพร่ การปล้นสะดม การกิน สินบน เป็นต้น ทาให้เกิดคดีความต่าง ๆ ขึ้นมากและในการพิจารณาพิพากษาคดีก็มีปัญหามาก เช่น ปัญหาการก้าวก่ายอานาจหน้าที่ของศาล โดยพวกเจ้านายและขุนนาง ปัญหาตุลาการกินสินบนเข้าข้างโจทก์หรือจาเลย เป็นต้น พระมหากษัตริย์ในปลายอยุธยา จึงทรงพยายามออก กฎหมายเพื่อให้มีการปฏิบัติตามระเบียบการด้านการศาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ใน พ.ศ. ๒๒๗๖ ทรงตรากฎหมายเพื่อแก้ปัญหาตุลาการเข้าข้างผู้มียศศักดิ์สูง ปัญหาตุลาการเห็นแก่สินบน ปัญหาผู้ต้องคดีอ้างตัว เป็นคนของเจ้านาย เป็นต้น โดยการวางระเบียบการซักถามโจทก์และจาเลย การสืบสวนหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน การปรับไหม
44.
๔๔ การมีผู้สอดแนมเพื่อสืบสาวดูว่าการพิจารณาคดีนั้นชอบธรรมหรือไม่ การแต่งตั้งตุลาการใหม่ในกรณีที่ลูกความทาหนังสือฟ้องร้องว่าตุลาการ คนเดิมไม่ยุติธรรมตลอดจนระเบียบการพิจารณาคดีในหัวเมือง โดยให้ยกกระบัตรคอย
“สอดแนมดูตระลาการซึ่งได้พิจารณาความนั้น” ใน พ.ศ. ๒๒๘๐ ทรงตรากฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการทาสานวนที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนซึ่งทาให้ตัดสินคดี “กลับแพ้เปนชะนะ กลับชนะเปนแพ้” โดย ทรงกาชับว่า “อย่าให้ตัดสานวนคาให้การข้อใจความเสีย ให้ตระลาการอ่านเสนอให้แจ้งจงทุกข้อ อย่าให้อั้นสานวรคาให้การเสีย” พ.ศ. ๒๒๘๓ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงมีพระบรมราชโองการ ให้การฟ้องศาลเป็นไปตามพระธรรมนูญซึ่งกาหนดว่าคดีความใดให้ ขึ้นศาลใดโดยเคร่งครัด โดยนาเนื้อความในพระธรรมนูญมาลงไว้ให้เห็นอย่างละเอียด ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มักจะไปเรียกสินบน จากคู่กรณีเป็นจานวนมากก่อนจะนาความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้ทรงตัดสินคดี รวมทั้งปัญหาที่ผู้มีคดีความมักไปฟ้องร้องต่อ เจ้านายทั้งฝ่ายหน้า ฝ่ายหลังและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอ แทนที่จะฟ้องร้องต่อศาลตามพระธรรมนูญ ๓. การฟื้นฟูระเบียบการบริหารราชการ เนื่องจากเจ้านายและขุนนางพยายามขยายบทบาทและอิทธิพลจนทาให้มีการสั่งการต่างๆนอกเหนืออานาจหน้าที่ของตน จน บางครั้งเป็นการ “ขัดขวางเหนือพระราชโองการให้เสียพระเดชเดชานุภาพ พระยศพระเกียรติล้นเกล้าล้นกระหม่อม” พ.ศ.๒๒๗๙ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศจึงทรงมีพระราชโองการให้ข้าราชการเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนของการปฏิบัติราชการ “…เจ้ากรมสั่งด้วยเนื้อความกิจราชการสิ่งใด ๆ ก็ดี แลจะเบิกผู้คนถ้อยความ…ให้มะหาดไทย กลาโหมตารวจในซ้ายขวาชาววังผู้อยู่เวร พิจารณาดูในเนื้อความนั้นควรสั่งไปจึงให้สั่งไป...” ถ้าเป็นเรื่องสาคัญและเร่งด่วน ให้จดชื่อผู้มาสั่งราชการนั้นไว้ “...แล้วจึงให้เอาเรื่อง เนื้อความซึ่งมาสั่งนั้นว่าแก่เจ้ากรมปลัดกรม ให้เอากราบทูลพระกรุณา แลทรงพระกรุณาสั่งเป็นประการใดจึ่งให้ทาตามรับสั่ง อย่าให้มหาดไทย กะลาโหมชาววังตารวจในนอกซ้ายขวาผู้อยู่เวรมักง่ายแต่อาเภอใจ ดุจหนึ่งเนื้อความนายอินมหาดเล็ก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมขุนอนุรักษ์ มนตรีกับนายอยู่ช่างทองกรมพระคลังมหาสมบัติคิดกันแอบอ้างรับสั่งไป…” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๒๘๓ ทรงเน้นให้ปฏิบัติตามระเบียบราชการอีก โดยมีพระบรมราชโองการว่า “…ข้าหลวงเจ้าต่างกรม…ย่อมทาล้าเหลือผิดด้วยพระราชกาหนดกฎหมายห้ามปรามเปนหลายครั้ง…” “...ต่อนี้สืบไปเมื่อหน้า อย่าให้มหาดเล็ก…ข้าเจ้าต่างกรมแลข้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอหลานเธอ แลข้าพระเจ้าลูกเธอหลานเธอหม่อม เจ้ากรมฝ่ายหน้าฝ่ายหลัง ถือตราในกรม ถือตรากรมใด ๆ ออกไปเบิกเนื้อความ แลพิจารณาเนื้อความ…แลพิจารณาส่วยษาอากอน ณ หัวเมือง เปนอันขาดทีเดียว ถ้าแลเนื้อความสิ่งใด ๆ ในกรมนั้น และจะให้มีตราออกไปพิจารณาว่ากล่าว ณะ หัวเมืองก็ให้กราบทูลพระกรุณาก่อน ถ้าทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประการใด ๆ ก็ให้สั่งเวรชาววังให้หมายบอกเนื้อความไปตามพนักงาน ให้มีตราออกไปถึงผู้รักษาเมืองแลผู้ รั้งกรมการ ณ หัวเมืองนั้นตามพระธรรมนูญใช้ตรา ให้แต่งข้าหลวงในกรมนั้นกากับไป แลให้ผู้รั้งกรมการเมืองว่ากล่าวตามข้อเนื้อความตาม กระทรวง…ข้าหลวงกรมใด ๆ มิได้ทาตามท้องตรารับสั่งนี้ แลลักลอบถือตราพระราชสีห์ แลตราพระคชสีห์ ตราโกษาธิบดี แลตรากรมใด ๆ ออกไปพิจารณาเนื้อความข้อใด ๆ อย่าเพ่อให้ผู้นั้นพิจารณาว่ากล่าวเนื้อความสืบไปให้ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการบอกเข้ามาให้แจ้งก่อน…” จะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ในปลายอยุธยาทรงพยายามอย่างมากที่จะแก้ปัญหาด้านการปกครอง ทั้งปัญหาในระบบไพร่ ปัญหาด้านการศาล และปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอานาจพอที่จะบังคับมูลนายและไพร่ให้ ปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ หรือ พระราชกาหนดกฎหมาย นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยให้มูลนายและไพร่พา กันละเมิดพระบรมราชโองการอย่างกว้างขวางแล้ว ยังทาให้ความขัดแย้งภายในชนชั้นมูลนายและระหว่างมูลนายกับไพร่สูงขึ้น ส่งผลให้ พระมหากษัตริย์ยังทรงประสบปัญหาทางการเมืองอื่น ๆ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อพระราชอานาจดังจะได้กล่าวต่อไป ๔. การปกครองหัวเมือง หลังจากสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ระบบการปกครองหัวเมืองของอยุธยายังคงเหมือนเดิม มีความเปลี่ยนแปลงเฉพาะใน ส่วนย่อยเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงที่สาคัญได้แก่ การที่อานาจในการบังคับบัญชาหัวเมืองในภาคใต้บางรัชกาลเปลี่ยนจากสมุหพระกลาโหม มาเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าในช่วงใดบ้างที่อานาจในการบังคับบัญชาหัวเมืองภาคใต้เปลี่ยนมาอยู่ในมือเจ้าพระยา พระคลัง เท่าที่พบหลักฐานนั้นปรากฏว่าสารตราที่ส่งจากกรุงศรีอยุธยาไปยังหัวเมืองภาคใต้ ใน พ.ศ. ๒๒๔๒ รัชกาลสมเด็จพระเพทราชานั้นใช้ ตราบัวแก้วอันเป็นตราประจาตาแหน่งของเจ้าพระยาพระคลัง แสดงว่าในช่วงเวลานั้นเจ้าพระยาพระคลังเป็นผู้บังคับบัญชาหัวเมืองภาคใต้ มี หลักฐานเกี่ยวกับอานาจบังคับบัญชาหัวเมืองภาคใต้อีกครั้งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ คือ กฎหมายที่ตราขึ้นใน พ.ศ. ๒๒๗๐ กล่าวถึงการ ใช้ตราพระคชสีห์อันเป็นตราประจาตาแหน่งสมุหพระกลาโหมในหนังสือราชการที่มีไปถึงหัวเมือง แสดงว่าในช่วงเวลาดังกล่าวสมุหพระกลาโหม กลับเป็นผู้บังคับบัญชาหัวเมืองภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเข้าใจว่าในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศซึ่งเจ้าพระยาพระคลังมี อานาจอย่างสูงในรัชกาลนี้นั้นหัวเมืองภาคใต้ก็กลับมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าพระยาพระคลัง แม้ไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับการสูญเสีย
45.
๔๕ อานาจในการบังคับบัญชาหัวเมืองภาคใต้ของสมุหพระกลาโหมในช่วงหลังนี้ แต่ราวปี พ.ศ.
๒๒๘๙ เมื่อพบช้างเผือกในเมืองนครศรีธรรมราช นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมโกศหาได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้สมุหพระกลาโหมเป็นผู้ดาเนินการในการส่งช้างเผือกมายังกรุงศรีอยุธยาไม่ หากแต่ให้เจ้าพระยาพระคลังและสมุหนายกเป็นผู้ดาเนินการซึ่งแสดงว่าในช่วงนี้สมุหพระกลาโหมไม่ได้บังคับบัญชาหัวเมืองภาคใต้ มีความเป็นไปได้อย่างมากกว่าการที่ในช่วงปลายอยุธยานี้ เจ้าพระยาพระคลังมักจะได้บังคับบัญชาทั้งหัวเมืองชายทะเลตะวันออก หัวเมืองมอญ และหัวเมืองในภาคใต้ เนื่องจากหัวเมืองเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเมืองท่าการค้า การที่เจ้าพระยาพระคลังซึ่งรับผิดขอบในด้านการค้า โดยตรงได้บังคับบัญชาหัวเมืองเหล่านี้ย่อมจะอานายประโยชน์แก่การค้าของผู้ปกครองในส่วนกลางมากขึ้น หัวเมืองภาคใต้ในปลายอยุธยามี ความสาคัญต่อกรุงศรีอยุธยามากเป็นพิเศษเพราะเมืองท่าในแถบนี้มีบทบาทสูงในการค้ากับจีน โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ระยะทางที่ห่างไกลและปัญหาในการคมนาคมทาให้กรุงศรีอยุธยาประสบปัญหาในการควบคุมหัวเมืองเหล่านี้อยู่เสมอ และในทางปฏิบัติก็คง ควบคุมหัวเมืองเหล่านี้ได้ไม่แน่นแฟ้นนัก ดังปรากฎว่าพ่อค้าเอกชนจีนที่ค้าสาเภาระหว่างเมืองนครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานีกับจีน จะทาให้การค้าในเมืองจีนโดยมิได้อ้างตัวเป็นขุนนางแห่งกรุงศรีอยุธยาดังที่พ่อค้าเอกชนจีนทั่วไปนิยมอ้างกัน แสดงว่าพ่อค้าเหล่านี้ไม่ได้ทา การค้าภายใต้การควบคุมและพระบารมีของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เข้าใจว่าพ่อค้าเหล่านี้คงมีความร่วมมือทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับ เจ้าเมืองและกรมการในหัวเมืองสาคัญทั้งสามโดยตรง การแก้ปัญหาในการควบคุมหัวเมืองภาคใต้ ผู้ปกครองในส่วนกลางอาศัยทั้งสถาบันศาสนาและกองทัพ ใน พ.ศ. ๒๒๔๒ รัชกาล พระเพทราชาทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทาพระตาราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนาสาหรับวัดในเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองอื่น ๆ ที่ ขึ้นกับเมืองทั้งสองรวม ๒๙๐ วัด เพื่อแทนพระตาราฯ เดิมที่ทาขึ้นตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถซึ่งชารุดไป เป็นการประกันผลประโยชน์ แก่วัดและพระสงฆ์ในวัดเหล่านั้นทานองเดียวกับในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ นครศรีธรรมราชเป็นกบฏ ใน ปี พ.ศ. ๒๒๔๙ ทรงส่งกองทัพหลวงออกไปปราบ การแก้ปัญหาในการควบคุมหัวเมืองภาคใต้ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้แม้จะได้รับความสาเร็จ แต่ก็ไม่ทาให้ส่วนกลางสามารถควบคุมหัวเมืองภาคใต้ได้อย่างเต็มที่และถาวร เมื่อมีโอกาสหัวเมืองในภาคใต้ที่เข้มแข็งจะพยายามเป็นอิสระ จากอานาจของส่วนกลางให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้อยู่เสมอ การเมืองตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเพทราชาถึงสิ้นสมัยอยุธยา ในช่วงปลายอยุธยามีปัจจัยสาคัญหลายประการที่ยังผลให้ลักษณะการเมืองของอยุธยาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ ๑ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทาให้ชนชั้นมูลนายขยายตัวและซับซ้อนขึ้นดังกล่าวมาแล้วนั้นมีผลต่อการเมืองอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ ทาให้การจัดสรรอานาจมีปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นจนทาให้ความขัดแย้งในหมู่มูลนายสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจโดยตรงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกส่วนหนึ่งแสดงออกในรูปของความขัดแย้งและแย่งชิงอานาจทางการเมือง เพราะการ ครอบครองอานาจทางการเมืองจะเอื้อให้ได้ครอบครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งอันเกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและมีผลกระทบต่อการเมือง คือ การขยายตัวของ การค้ากับจีน ซึ่งทาให้ชาวจีนอพยพเข้ามายังกรุงศรีอยุธยามากขึ้น พระมหากษัตริย์ทรงจาเป็นต้องใช้ชาวจีนเพื่อดาเนินการค้าจึงทรงแต่งตั้งให้ ดารงตาแหน่งราชการระดับสูง เช่น ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งชาวจีนเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ทาให้ ชาวจีนมีบทบาทและอานาจทางการเมืองมากขึ้น ถึงกับรวมกลุ่มกันกระทาการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ดังจะได้กล่าวต่อไป ๒. การทวีอานาจของเจ้านาย การที่ขุนนางทวีอานาจมากขึ้นตั้งแต่หลังเสียกรุงครั้งแรก และแม้ว่าพระมหากษัตริย์หลายพระองค์จะทรงพยายามจากัดบทบาทและ อานาจของขุนนาง แต่ขุนนางอีกผู้หนึ่ง คือ พระเพทราชาก็ยังแย่งชิงราชสมบัติได้สาเร็จ ทาให้พระมหากษัตริย์ในช่วงปลายอยุธยาคงต้อง หาทางจากัดและต้านทานอานาจของขุนนาง ในช่วงนี้ชาวญี่ปุ่นและชาวตะวันตกลดจานวนและบทบาทลงไปมาก พระมหากษัตริย์ในช่วงนี้ ทรงใช้การส่งเสริมให้เจ้านายมีสถานภาพและอานาจสูงขึ้น โดยทรงสถาปนาเจ้านาย ได้แก่ พระอนุชา พระราชโอรสและพระราชนัดดา ขึ้น เป็นเจ้าทรงกรม เจ้านายที่ทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าทรงกรมจะทรงมี “กรม” ของพระองค์เอง โดยจะทรงมีที่ดิน กาลังคน (ไพร่สมและ ทาส) และขุนนางตาแหน่งต่าง ๆ ภายในกรม ซึ่งขึ้นตรงต่อเจ้านายพระองค์นั้น และเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของขุนนางในระบบราชการ กรมของเจ้านายที่ใหญ่ที่สุด คือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือ วังหน้า รองลงมา คือ กรมหลวง กรมขุน และกรมหมื่นตามลาดับ การ สถาปนาเจ้าทรงกรมเช่นนี้ทาให้เจ้านายมีฐานอานาจทางเศรษฐกิจและการเมืองอันมั่นคงของพระองค์เอง และหากทรงมีความสามารถในการ
46.
๔๖ เสริมสร้างและรักษาฐานอานาจนี้ไว้ก็จะทรงเป็นเจ้านายที่มีอานาจและบทบาททางการเมืองสูง ในปลายอยุธยาเจ้าทรงกรมหลายพระองค์ทรง กลายเป็นผู้นากลุ่มการเมืองและมีบทบาทอย่างสูงในการต่อสู้แย่งชิงอานาจ สาหรับขุนนางนั้นในช่วงปลายอยุธยามีบทบาททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่น้อย แม้ไม่พบหลักฐานว่ามีความพยายาม ของขุนนางที่จะขึ้นครองราชย์สมบัติดังเช่นในกรณีสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
และสมเด็จพระเพทราชาก็ตาม ขุนนางในช่วงนี้มีบทบาทเป็น ผู้สนับสนุนเจ้านายหรือมิฉะนั้นก็วางตัวเป็นกลางหรือเป็นอิสระ ทั้งนี้คงเป็นเพราะเจ้านายมีสภาพและอานาจสูงขึ้นจนมีสิทธิธรรมในราชสมบัติ เหนือกว่าขุนนางมาก และขุนนางเองก็ไม่ถูกบีบคั้นมากนัก มีโอกาสที่จะได้รับเกียรติยศและผลประโยชน์ในฐานะที่เป็นขุนนางนั่นเอง เช่น กรณีของเจ้าพระยาชานาญบริรักษ์ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เป็นต้น ๓. การขยายบทบาททางการเมืองของวัด พระสงฆ์ และประชาชน นับตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ วัด พระสงฆ์และประชาชนได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเด่นชัด และบทบาทของ พระสงฆ์กับประชาชนจะมีความสัมพันธ์กันอย่างมากด้วย เนื่องจากในช่วงปลายอยุธยาความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมกระทบต่อ ประชาชนกว้างขวางและลึกซึ้งกว่าเดิม โดยยังผลให้ประชาชนจานวนมากได้รับความเดือดร้อน ประชาชนเหล่านี้ย่อมปรารถนาให้ชีวิตและ สังคมของตนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและพร้อมจะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวเพื่อผลดังกล่าว ดังปรากฏว่าเมื่อมีผู้ตั้งตนเป็นผู้นาในการ เคลื่อนไหวทางการเมืองประชาชนก็พากันเข้าร่วมเป็นจานวนมาก เช่น เหตุการณ์ในหลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ หรือ กรณีกบฏธรรม เถียร (พ.ศ. ๒๒๓๗) ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เป็นต้น บทบาทและศักยภาพของประชาชนนี้ทาให้วัดและพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นาในชุมชน และได้รับความเลื่อมใสศรัทธาตลอดจนความจงรักภักดีอย่างสูงจากประชาชนกลายเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สาคัญ นอกจากบทบาทในฐานะผู้นาที่ใกล้ชิดกับประชาชนแล้ว วัดและพระสงฆ์ในช่วงปลายอยุธยายังมีบทบาทอื่นทั้งที่คล้ายคลึงและ แตกต่างจากในช่วงก่อนหน้านั้น เช่น วัดเป็นที่หลบภัยทางการเมืองของผู้ที่เพลี่ยงพล้าหรืออยู่ในฐานะที่เสียเปรียบทางการเมือง และพระสงฆ์ รับอาราธนาไปเกลี้ยกล่อมคู่ต่อสู้ทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ยอมจานนต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น ความขัดแย้งและการแย่งชิงอานาจทางการเมือง จากรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖) เมื่อได้ราชสมบัติแล้วสมเด็จพระเพทราชาซึ่งเลื่อนฐานะจากขุนนางมาเป็น กษัตริย์ ทรงสร้างสิทธิธรรมโดยอภิเษกพระราชธิดาของสมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมเหสีแล้วทรงสถาปนาพระญาติพระวงศ์ขึ้นเป็นเจ้านาย ระดับต่าง ๆ พร้อมทั้งทรงตอบแทนผู้ที่มีส่วนช่วยให้ได้ราชสมบัติที่สาคัญ ได้แก่ ขุนหลวงสรศักดิ์ได้เป็นเจ้าทรงกรมระดับสูงสุด คือ กรม พระราชวังบวรสถานมงคล นายช้างทรงบาศซึ่งเป็นขุนนางกรมช้างผู้หนึ่งที่ “ได้ร่วมคิดเอาราชสมบัติ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ไปอยู่ในวัง หลัง” และ เจ้าพระยาสุรสงครามได้รับพระราชทานเครื่องยศเสมอกับเจ้าทรงกรมทั้งสอง ในช่วงเวลาต่อมาสมเด็จพระเพทราชาทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิตนายช้าง ทรงบาศ และ เจ้าพระยาสุรสงคราม เข้าใจว่าพระองค์ ทรงเกรงว่าบุคคลทั้งสองจะมีอานาจมากจนอาจเป็นอันตรายต่อพระองค์จึงทรงกาจัดเสียแต่ต้นมือ หลังจากกาจัดศัตรูทางการเมืองในราช สานักแล้ว สมเด็จพระเพทราชาทรงเผชิญกับกบฏนอกราชสานักอีกหลายครั้ง เช่น ระหว่างปี พ.ศ. ๒๒๓๓-๒๒๓๔ ปัตตานีเป็นกบฏต้องส่ง กองทัพไปปราบสองครั้ง ต่อมาต้องส่งกองทัพใหญ่ไปปราบกบฏที่นครราชสีมา เนื่องจากเจ้าเมืองนครราชสีมาไม่ยอมรับพระราชอานาจของ พระเพทราชา โดยต้องใช้เวลากว่าสองปีจึงยึดได้เมืองและต้องสูญเสียกาลังคนไปเป็นจานวนมาก ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ตัวเจ้าเมืองเพราะสามารถ หนีไปสมทบกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นขุนนางส่วนกลางที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองเช่นกัน โดยต้องยกไป ปราบกบฏนครศรีธรรมราชอีกจึงกาจัดเจ้าเมืองทั้งสองลงได้ นอกจากกบฏหัวเมืองดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีกบฏครั้งใหญ่อีก ๒ ครั้ง ที่นาโดยผู้ที่มิได้อยู่ในระบบราชการ คือ ไม่ได้เป็นเจ้าเมือง หรือ เจ้าประเทศราช คือ กบฏธรรมเถียร (ราว พ.ศ. ๒๒๓๗) และกบฏบุญกว้าง (ราว พ.ศ. ๒๒๔๑) หัวหน้ากบฏทั้งสองสามารถชักชวน ประชาชนเข้าร่วมได้เป็นจานวนมาก โดยหัวหน้ากบฏธรรมเถียร คือ ธรรมเถียรซึ่งเคยเป็นข้าหลวงของเจ้าฟ้าอภัยทศ ซึ่งถูกพระเพทราชาและ ขุนหลวงสรศักดิ์กาจัดไปในระหว่างการแย่งชิงราชสมบัติ ธรรมเสถียรหนีไปบวชอยู่ระยะหนึ่งจึงสึกออกมาปลอมตัวเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ โดย ประกาศว่า ตนเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ พร้อมทั้งประกาศตัว “เป็นผู้มีบุญ” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา นอกจากนี้ยังเข้าหาชาวบ้านเพื่อขอความสนับสนุนปรากฏว่าประชาชนในแถบลุ่มแม่น้าป่าสัก ตลอดจนแถบเมืองสระบุรี นครนายก ลพบุรี ให้ความสนับสนุนอย่างกว้างขวาง “…บ้างก็อุดหนุนตกแต่งให้ทั้งเครื่องอุปโภคต่าง ๆ นานา…เมื่อยกทัพมากลางทางที่คนรู้ก็ไปเข้าด้วย ลางคน แต่มือเปล่าก็เข้ามาหา ลางคนก็ได้แต่พร้าวิ่งตามไป...”
47.
๔๗ กบฏธรรมเถียรมีจุดประสงค์ที่จะล้มอานาจสมเด็จพระเพทราชาแล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ ดังนั้นจึง “ขึ้นขี่ช้างกั้นเศวตฉัตร”
พร้อมทั้ง “แห่แหนมาด้วยอภิรุมชุมสายเป็นอันมาก” และเมื่อยึดตาหนักพระนครหลวงที่เมืองลพบุรีเป็นฐานที่มั่น ธรรมเถียรได้ขอความสนับสนุนจาก พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมากมาแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ คือ พระพรหม* วัดปากคลองช้าง โดยให้คนมานิมนต์ ปรากฏว่าพระพรหม ไม่ให้ความร่วมมือเพราะทราบว่าไม่ใช่เจ้าฟ้าอภัยทศ และยังบอกให้ผู้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนั้นถอนตัวออกมา “ผู้ซึ่งนิมนต์กลับไปบอกกัน ก็ แตกออกหนีเสียก็มาก” อย่างไรก็ตามกาลังของฝ่ายธรรมเถียร ก็ยังคงเข้มแข็งจนสามารถยกทัพมายังกรุงศรีอยุธยา กรมพระราชวังบวรสถาน มงคลต้องยกทัพออกไปต้านทาน และใช้ปืนใหญ่ระดมยิงจึงสามารถปราบกบฏลงได้ ผู้เข้าร่วมในการกบฏครั้งนี้บ้างก็ถูกฆ่าตาย บ้างก็ถูกจับได้ และบ้างก็แตกหนีเข้าป่า “จนบ้านแขวงเมืองสระบุรี เมืองลพบุรี แขวงขุนละคร ร้างเข้าเสียหลายตาบล” ราวสี่ปีหลังกบฏธรรมเถียรก็เกิด กบฏบุญกว้างขึ้นที่นครราชสีมา หัวหน้ากบฏชื่อบุญกว้างซึ่งประกาศตัวว่า “...มีความรู้วิชาการดี…ตั้งตัวว่าเป็นผู้มีบุญ…ไพร่พลเมืองและ กรมการทั้งหลายก็เกรงกลัวมัน…” สมเด็จพระเพทราชาต้องส่งกองทัพออกไปปราบโดยใช้เวลาถึง ๓ ปีจึงสาเร็จ ในระหว่างที่สมเด็จพระเพทราชาทรงประสบความยุ่งยากทางการเมืองด้วยเหตุที่คนในหัวเมืองหลายแห่งปฏิเสธพระราชอานาจอยู่ เสมอนั้น กรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็เริ่มท้าทายพระราชอานาจเช่นกัน โดยราวปี พ.ศ. ๒๒๓๘ กษัตริย์เวียงจันทร์ได้ถวายพระราชบุตรี แด่สมเด็จพระเพทราชา แต่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้มีพระบัณฑูรให้คนไปรับมาไว้ ณ พระราชวังบวรฯ โดยมิได้กราบทูลพระกรุณา หลังจากดาเนินการไปแล้วจึงได้ขอพระราชทานซึ่งสมเด็จพระเพทราชาจาต้องพระราชทานให้ ความขัดแย้งนี้ทาให้สมเด็จพระเพทราชาทรง พยายามเสริมสร้างพระบารมีของพระราชโอรสซึ่งเกิดแต่พระมเหสี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระนารายณ์ โดยทรงโปรดเกล้าให้จัดพระ ราบพิธีโสกันต์ ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท อย่างไรก็ตามกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็ยังทรงเป็นเจ้านายที่มีพระราชอานาจ เหนือกว่าและได้ขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากที่สมเด็จพระเพทราชาสวรรคต รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. ๒๒๔๖-๒๒๕๑) หรือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นครองราชย์หลังที่สมเด็จพระเพทราชา สวรรคต เมื่อได้ราชสมบัติแล้วทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิตเจ้านายและขุนนางหลายคนรวมทั้งพระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา เป็นการกาจัดผู้ที่อาจจะเป็นศัตรูทางการเมือง เนื่องจากทรงเป็นกรมพระราชวังบวรฯ อยู่นานถึง ๑๕ ปี จึงได้ราชสมบัติ ทาให้ทรงมีโอกาส สั่งสมฐานอานาจและพระบารมีมากจนมีฐานอานาจที่เข้มแข็ง แม้ว่าพระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชาจะทรงเป็นผู้ที่ผู้คนทั้งปวงนิยมยินดี รักใคร่มาก และทรงมีสิทธิธรรมทางการเมืองสูงกว่า เนื่องจากเป็นทั้งพระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชาและพระราชนัดดาของสมเด็จพระ นารายณ์ แต่สมเด็จพระเจ้าเสือก็ทรงกาจัดได้โดยง่าย จากการที่ทรงมีอานาจมากมาตั้งแต่ก่อนได้ราชสมบัติเป็นเวลานานและทรงกาจัดฝ่ายตรงกันข้ามได้สาเร็จตั้งแต่ต้นรัชกาลทาให้สมเด็จ พระเจ้าเสือทรงปราศจากศัตรูทางการเมืองที่เข้มแข็ง ผู้ที่อยู่ในฐานะจะท้าทายพระราชอานาจได้มีเพียงพระราชโอรสสองพระองค์ คือ เจ้าฟ้า เพชรซึ่งทรงสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และเจ้าฟ้าพร ปรากฏว่าทรงลงพระราชอาญาพระราชโอรสทั้งสองถึงขั้นจาขังอยู่ ระยะหนึ่งด้วยสาเหตุที่ไม่มีหลักฐานให้ทราบได้แน่ชัด สาหรับหัวเมืองนั้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือก็ไม่ปรากฏว่ามีกบฏครั้งใหญ่เกิดขึ้น เว้นแต่กรณีกบฏนครศรีธรรมราช ซึ่งสามารถปราบปรามลงได้ภายในระยะเวลาไม่นานนัก ทรงครองราชย์เพียงห้าปีก็เสด็จสวรรคต รัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ. ๒๒๕๑-๒๒๗๕) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (เจ้าฟ้าเพชร) เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ด้วยความราบรื่นภายหลังจากที่พระราชบิดาประชวรสวรรคต ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าพร พระอนุชาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระอัคร มเหสีเป็นกรมหลวงราชานุรักษ์ พระราชโอรสองค์ใหญ่เป็นเจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระเป็นช่วงเวลาที่การค้า ขยายตัวมากและความขัดแย้งภายในชนชั้นมูลนายอันเกิดจากความพยายามที่จะแสวงหาเงินตราจนเป็นการละเมิดระเบียบแบบแผนทางสังคม เริ่มปรากฏชัดเจน กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงเป็นผู้หนึ่งที่มีผลประโยชน์จากการค้าสาเภาและเห็นความสาคัญของการค้าสาเภามาก จนกระทั่งทรงส่งนักโทษฐานเป็นกบฏไปต่อสาเภา เมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระเสด็จไปทรงบัญชาการการคล้องช้างเพื่อส่งเป็นสินค้าออกกรม พระราชวังบวรสถานมงคลก็เสด็จไปด้วย ครั้งหนึ่งเวลาพลบค่าขณะเสด็จไปคล้องช้างนั้น ช้างกรมพระราชวังบวรสถานมงคลตามแทงท้ายช้าง พระที่นั่งทรงจนควาญพลัดตกช้างพระที่นั่ง แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในคราวนั้น แต่เข้าใจว่าความระแวงแคลงใจระหว่างสองฝ่าย คงทวีขึ้น และจากการที่การค้ากับจีนมีความสาคัญมากทาให้สมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงสานความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับชาวจีนจนถึงกับโปรด * ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ พระพรหมคงมีอิทธิพลและบทบาททางการเมืองสูงมากเห็นได้จากการที่สมเด็จพระนารายณ์ต้องโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางไปถามพระพรหมว่ามีความเห็นอย่างไรในการที่พระองค์มีพระราชโองการให้สึกพระสงฆ์ที่นินทาพระเจ้าแผ่นดิน และการที่พวก ฝรั่งเศสเข้ามามากและจะเข้ามาอีก พระพรหมคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าฟ้าอภัยทศในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์เมื่อเจ้าฟ้าอภัย ทศเสด็จขึ้นไปลพบุรีได้เข้านมัสการพระพรหมก่อน
48.
๔๘ เกล้าฯ แต่งตั้งชาวจีนเป็นเจ้าพระยาพระคลัง หลักฐานจีนแสดงให้เห็นว่าทรงควบคุมการค้าระหว่างอยุธยากับจีนได้เป็นอย่างดี
คือ คุมได้ทั้ง ผลประโยชน์จากการค้าและควบคุมการค้าของพ่อค้าเอกชนได้ด้วย ขณะเดียวกันพ่อค้าจีนกลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการค้าจนทาให้คน ไทยอื่น ๆ และพ่อค้ามุสลิมที่ทาการค้าต้องสูญเสียผลประโยชน์มาก เข้าใจว่าพ่อค้าจีนกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็คงมีความสัมพันธ์ที่ ไม่ดีต่อกัน ดังปรากฏว่าในภายหลัง เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้ราชสมบัติแล้วนั้น “จีนนายได้คบคิดกันเพลาค่ายกขึ้นมา จะเข้า ปล้นเอาพระราชวังหลวงประมาณ ๓๐๐ คน” ความขัดแย้งระหว่างสมเด็จพระเจ้าท้ายสระกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคลรุนแรงมากขึ้นในปลายรัชกาล ถึงกับพระบาเรอศักดิ์ และหมื่นไวยวรนาถกราบทูลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระและเจ้าฟ้าอภัยราชโอรสซึ่งมีบทบาททางการเมืองสูงกว่าโอรสองค์อื่น ขอให้หาทางกาจัดขุน นางในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสามคน คือ หลวงจ่าแสนยากร ขุนชานาญและนายชิดนุบาล โดยให้เหตุผลว่าหากไม่มีบุคคลทั้งสามนี้ แล้ว “การดาริสิ่งใดก็จะสะดวก” ในเวลาต่อมาบุคคลทั้งสามนี้จะมีส่วนสาคัญในการช่วยกรมพระราชวังบวรสถานมงคลชิงราชสมบัติ เข้าใจ ว่าในช่วงที่ความขัดแย้งทวีขึ้นนี้ทั้งสองฝ่ายคงพยายามสร้างกลุ่มพันธมิตรทั้งในหมู่ขุนนางส่วนกลาง ขุนนางหัวเมือง และพระสงฆ์ ขุนนางส่วนกลางที่เป็นขุนนางวังหลวงส่วนใหญ่คงสนับสนุนสมเด็จพระเจ้าท้ายสระและพระราชโอรส ดังปรากฏว่าเมื่อกรม พระราชวังบวรสถานมงคลได้ราชสมบัติแล้วได้ประหารขุนนางส่วนกลางจานวนมาก เช่น พระยาพิชิตราชา พระยายมราช พระยาราชาบริบาล อย่างไรก็ตามมีขุนนางส่วนกลางบางคนวางตนเป็นกลางเช่น พระยาราชสมคราม อย่างไรก็ตามสมเด็จพระเจ้าท้ายสระไม่ทรงไว้วางพระทัย ขุนนางมากนัก ใน พ.ศ. ๒๒๗๐ ทรงตรากฎมณเฑียรบาล ความว่า “ผู้ใดไปอยู่รักษาเมืองรั้งเมืองครองเมืองเอกโทตรีจัตวาปากใต้ฝ่ายเหนือ ทั้งปวง และไปราชการะพระราชสมครามก็ดี แลมิได้บอกสาระทุกข์ มิได้มีหนังสือให้หกแลมาเองนั้นมิชอบ จะให้ลงพระราชอาญาถึงสิ้นชีวิต” สาหรับพระสงฆ์นั้นก็คงมีบทบาทในการต่อสู้ทางการเมืองโดยอ้อม วัดมเหยงค์ซึ่งชารุดปรักหักพังอยู่นั้นสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรง พระกรุณา “สั่งอัครมหาเสนาธิบดีให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นแล้วให้ตั้งพระตาหนักริมวัด เสด็จพระราชดาเนินออกไปอยู่คราวละเดือนหนึ่งบ้าง ๒ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง ฝ่ายสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคลปฏิสังขรณ์วัดกุฏิดาว และตรัสสั่งให้ตั้งพระตาหนักริม วัดก็เสด็จออกไปอยู่คราวละเดือนหนึ่งบ้าง ๒ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง” ปี พ.ศ. ๒๒๗๐ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้ทรงผนวชที่วัดกุฎีดาวอยู่ระยะหนึ่ง ระยะนั้นสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงประชวร กรมพระราชวังบวรสถานมงคลอาจทรงไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองจึงเสด็จออกผนวช ระหว่างนั้นเจ้าฟ้าอภัยได้รับสั่งให้คนไปเอาช้าง ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมาไว้พระราชวังหลวงทั้งสามเชือก แล้วสั่งว่าช้างม้าซึ่งอยู่วังหน้านั้นอย่าให้ตะพุ่นจ่ายหญ้าให้ ในช่วง ดังกล่าวฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยคงจะเข้มแข็งกว่าจึงกล้าดาเนินการหักหาญเช่นนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงได้รับความ สนับสนุนจากวัดในหัวเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธบาทซึ่งมีข้าพระอยู่มาก เมื่อเกิดศึกกลางเมืองนายอาเภอพระพุทธบาทได้คุมไพร่ข้าพระ ร้อยคนยกกาลังมาช่วยกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อได้ราชสมบัติแล้วทรงถวายคนเป็นข้าพระที่พระทุทธบาทจานวนมาก ทาให้พระ พุทธบาทมีข้าพระถึง ๖๐๐ ครัว ทาหน้าที่ไถนาหลวงเอาข้าวขึ้นถวายพระสงฆ์ ดังคาให้การขุนโขลน เรื่องพระพุทธบาท เมื่อเสด็จพระเจ้าท้ายสระทรงประชวรหนักใกล้จะสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๒๗๕ เจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ราชโอรสองค์ใหญ่ซึ่งไม่ ปรารถนาจะแย่งราชสมบัติได้เสด็จออกผนวช ระหว่างนั้นกองกาลังของเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศร์พระอนุชาได้ปะทะกับกองกาลังฝ่าย กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เกิดเป็นสงครามกลางเมืองขึ้น ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมีกาลังคนน้อยกว่าถึงกับต้องปล่อยนักโทษ ๗๐๐ คน ออกมาช่วยรบ แต่ก็ยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบจนพระองค์คิดจะเสด็จหนี แต่ขุนชานาญชาญณรงค์ (อู่) ได้รับอาสาเป็นผู้นาทัพ จนกระทั่งได้ชัยชนะในที่สุดและขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑) เมื่อได้รับสมบัติแล้วมีการจัดสรรอานาจใหม่โดยขุนชานาญชาญณรงค์ (อู่) ซึ่งมี ส่วนสาคัญในการช่วยให้สมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้ราชสมบัติได้เป็นเจ้าพระยาชานาญบริรักษ์ ตาแหน่งเจ้าพระยาพระคลัง หลวงจ่าแสนยากร เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ ตาแหน่งสมุหนายก ส่วนพระยาราชสงครามซึ่งวางตัวเป็นกลางได้เป็นพระยาราชนายก ตาแหน่งสมุหพระกลาโหม นอกจากนี้ข้าหลวงเดิมทั้งปวงซึ่งมีความชอบนั้น ทรงพระกรุณาตั้งแต่งตามสมควรสิ้น ขณะเดียวกับที่มอบยศศักดิ์และอานาจแก่ขุนนาง สมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็เสริมสร้างฐานันดรศักดิ์และอานาจแก่เจ้านายจานวนมาก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าทรงกรม ซึ่งในรัชกาลก่อนมีเจ้าทรงกรมจานวนน้อย แต่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงสถาปนาเจ้าทรง กรมเพิ่มจานวนมาก เช่น กรมหลวงอภัยนุชิต กรมหลวงพิพิธมนตรี กรมขุนเสนาพิทักษ์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี กรมขุนพรนิมิต กรมหมื่น เทพพิพิธ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี การกระทาเช่นนี้นอกจากจะยังผลให้เจ้านายเข้มแข็งพอที่จะคาน อานาจขุนนางแล้วยังเป็นการป้องกันมิให้เจ้านายพระองค์ใดพระองค์ใดพระองค์หนึ่งมีอานาจมากเกินไป ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อพระราชอานาจ ของพระมหากษัตริย์เช่นกัน เห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศยังมิได้สถาปนาเจ้านายพระองค์ใดเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
49.
๔๙ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๒๘๔
เมื่อขุนนางจานวนหนึ่งสนับสนุนกรมขุนเสนาพิทักษ์ราชโอรสองค์ใหญ่ที่เกิดแต่พระอัครมเหสีให้ดารงตาแหน่งนี้โดยนา ความขึ้นกราบทูลให้ทรงแต่งตั้ง พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนเสนาพิทักษ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เปิดโอกาสให้ ขุนนางรุ่นใหม่ขยายอานาจได้กว้างขวาง อย่างไรก็ตามสมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงหวั่นเกรงว่าขุนนางจะก่อกบฏ ใน พ.ศ. ๒๒๗๖ ตอนต้น รัชกาลทรงมีพระบรมราชโองการห้ามขุนนางตั้งแต่เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น ไปมาหาสู่กัน ถ้าจะไปมาหาสู่กันก็ให้มีคนรู้เห็น ขุนนางที่มีอานาจสูงมากในรัชกาลนี้ ได้แก่ เจ้าพระยาชานาญบริรักษ์ เจ้าพระยาสุรสีห์ และพระยาราชนายก การกบฏมิได้เกิดจากการก่อ การของพวกขุนนาง เข้าใจว่าเป็นเพราะขุนนางได้รับอานาจและผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นจากช่วงกลางอยุธยา ประกอบกับนโยบายถ่วงดุล อานาจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย แต่กลุ่มที่ก่อกบฏได้แก่ คนจีน ซึ่งเคยมีอานาจและได้รับผลประโยชน์มากในช่วงรัชกาลสมเด็จพระเจ้า ท้ายสระ จากการที่เจ้าพระยาพระคลังซึ่งเป็นคนจีนหมดอานาจไปเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้ราชสมบัติคงทาให้คนจีนสูญเสียผลประโยชน์ มากจึงร่วมกันก่อกบฏขึ้น การกบฏครั้งนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายหรือขุนนางและถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่านโยบาย ถ่วงดุลอานาจระหว่างขุนนางกับเจ้านายจะได้ผล แต่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็ทรงประสบปัญหาที่ขุนนางและเจ้านายยังพยายามเพิ่มพูน อานาจและผลประโยชน์ของตนจนเกินขอบเขตที่พระองค์จะทรงยองรับได้ จนพระองค์ต้องทรงตรากฎหมายห้ามปรามหลายฉบับดังกล่าวแล้ว เจ้านายที่ปรารถนาจะได้รับราชสมบัติ เช่น กรมขุนเสนาพิทักษ์ จะเห็นได้ว่ากรมขุนเสนาพิทักษ์พยายามกาจัดกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ พระราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระซึ่งทรงผนวชอยู่ เพราะทรงมีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์อย่างสูง แม้ว่าการกระทาครั้งนี้ทาให้ กรมขุนเสนาพิทักษ์มีโทษถึงตายแต่ปรากฏว่า กรมหลวงอภัยนุชิตได้ทรงปกป้องไว้โดยให้เสด็จไปผนวชเพื่อหนีพระราชอาญา มีแต่พระองค์ เจ้าเทิดและพระองค์เจ้าชื่นซึ่งให้ความร่วมมือแก่กรมขุนเสนาพิทักษ์เท่านั้นที่ถูกประหาร สองปีหลังจากเหตุการณ์นี้ คือ ในปี พ.ศ. ๒๒๘๐ เมื่อกรมหลวงอภัยนุชิตใกล้จะสิ้นชีวิตได้กราบทูลพระกรุณาขออภัยโทษให้กรมขุนเสนาพิทักษ์จึงพ้นจากพระราชอาญาและลาผนวชได้ การทวีอานาจของขุนนางและเจ้านายกับการละเมิดระเบียบแบบแผนของสังคมที่เกิดขึ้นกว้างขวาง ทาให้สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ทรงพยายามฟื้นฟูระเบียบของสังคมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นใหญ่สูงสุด กฎหมายซึ่งมีความยาวมากเป็นพิเศษที่ทรงตราขึ้นใน พ.ศ. ๒๒๘๓ แสดงให้เห็นถึงความพยายามดังกล่าวโดยกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะกาหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะถวายตัวเป็นขุนนางเอาไว้อย่างเข้มงวดแล้ว ยังเน้นถึงสถานะอันสูงส่งของพระมหากษัตริย์ไว้ว่า พระราชโองการย่อมศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดจะละเมิดหรือกระทาการเหนือพระราชโองการมิได้ การ ใช้ราชาศัพท์ก็ให้ถูกต้องดังนี้ “…เจรจาว่าของหลวง…มิควรนักให้เจรจาข้างหน้าว่าล้นเกล้าล้นกระหม่อมจึงควร...” และ “...อนึ่งแผ่นดินเปน ใหญ่แต่สมเด็จพระมหากระษัตร ด้วยเหตุว่าพระมหากระษัตรเจ้านั้นเป็นสมมุติเทวดา จะให้ผู้ใหญ่เป็นผู้น้อย ผู้น้อยเปนผู้ใหญ่ก็ได้ ถ้าสมเด็จ พระมหากระษัตรมีพระราชโองการด้วยกิจสิ่งใด ๆ ก็ดีดุจดังขวานฟ้า…ถ้าจะมีพระราชโองการตรัสสั่งให้ห้ามสิ่งใดก็ขาดเปนสิทธิสิ่งนั้น...” นอกจากนี้ยังพยายามห้ามปรามเจ้านายตลอดจนขุนนางในกรมเจ้านายเหล่านั้นมิให้ใช้อานาจจนเกินขอบเขตโดยเฉพาะอานาจด้าน การศาลและการขู่กรรโชกเอาทรัพย์สินเงินทองจากราษฎร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๘๗ เมื่อราชทูตพม่าเดินทางมาเจริญพระราชไมตรีและอัคร มหาเสนาบดีให้ล่ามถามทูตว่า “เป็นไฉนจึงไม่ไหว้อัครมหาเสนาบดี” ราชทูตพม่าตอบว่า “ยังมิได้เฝ้ากราบถวายบังคมก่อนและจะไหว้อัคร มหาเสนาบดีก่อนนั้นไม่ได้” สมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็ได้ทรงสนับสนุนราชทูต “มีพระราชโองการว่าราชทูตว่านั้นขอบ ถึงขนบธรรมเนียม กรุงเทพมหานครแต่ก่อนนั้น ถ้ามีพระราชโองการสั่งมหาดเล็กให้ออกไปสั่งอัครมหาเสนาบดี อัครมหาเสนาบดีประณมนิ้วฟังจนสิ้นข้อราชการ จึงบ่ายหน้าเข้ามาต่อพระราชวัง กราบถวายบังคมแล้ว มหาดเล็กจึงนั่งลงไว้นบกันได้ แต่นี้สืบไปให้ทาตามอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนนั้น” แม้ความขัดแย้งทางการเมืองจะยังคงดารงอยู่ต่อมาแต่ก็ไม่เกิดเหตุรุนแรงใด ๆ ขึ้นอีกจนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๒๙๖ เจ้าพระยาชานาญ บริรักษ์ป่วยเป็นอัมพาตและถึงแก่อนิจกรรม อีกสองปีต่อมาขุนนางที่มีอานาจสูงอีกสองคน คือ สมุหนายกและสมุหพระกลาโหมก็ถึงแก่ อนิจกรรมเช่นกัน อิทธิพลของขุนนางจึงอ่อนลง กลุ่มการเมืองที่เข้มแข็งที่เหลืออยู่กลายเป็นกลุ่มของเจ้านายโดยมีขุนนางเป็นผู้สนับสนุน ในช่วงนี้เห็นได้ว่ากลุ่มการเมืองที่เข้มแข็งซึ่งแข่งขันอานาจกันอยู่ คือ กลุ่มของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และกลุ่มของกรมหมื่นสาม พระองค์ ได้แก่ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี ความบาดหมางระหว่างสมเด็จพระเจ้าบรมโกศกับกรม พระราชวังบวรสถานมงคล ถึงแม้จะคลี่คลายลงแต่ก็ไม่หมดสิ้นไป คงมีผลทาให้สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายกรม หมื่นมากกว่า ใน พ.ศ. ๒๒๙๗ เมื่อเสด็จขึ้นไปคล้องช้างที่ป่าที่เมืองลพบุรีร่วมกับกรมหมื่นจิตรสุนทรและกรมหมื่นสุนทรเทพ กรม พระราชวังบวรสถานมงคลไม่ได้เสด็จเข้ามาเฝ้าเป็นเวลาถึงสามปีเศษ ความขัดแย้งระหว่างกรมพระราชวังบวรสถานมงคลกับกรมหมื่นทั้งสามทวีความรุนแรงขึ้น จนกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรง ดาเนินการรุกทางการเมือง โดยให้คนไปเอาตัวเจ้ากรม ปลัดกรม นายเวรและปลัดเวรในกรมหมื่นทั้งสามมาลงอาญาโบยหลังคนละ ๑๕-๒๐ ที แล้วยังส่งคนไปด้อมมองอยู่แถวตาหนักของกรมหมื่นสุนทรเทพอีกด้วย กรมหมื่นสุนทรเทพจึงตอบโต้ด้วยการนาความเรื่องกรมพระราชวัง
50.
๕๐ บวรสถานมงคล เสด็จเข้ามาทาชู้ด้วยเจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาลถึงในพระราชวังหลวงเป็นหลายครั้ง
ขึ้นกราบบังคมทูลผลปรากฏว่ากรม พระราชวังบวรสถานมงคลถูกลวงให้เสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และถูกลงพระอาญาจนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๒๙๘ หลังจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมขุนเสนาพิทักษ์) สิ้นพระชนม์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรีพระอนุชาชั้นเจ้าฟ้าพระองค์รอง หาได้รับการสถาปนาให้ดารงตาแหน่งแทนเพราะขุนนาง คือ สมุหพระกลาโหมและเจ้าพระยาพระคลังพร้อมด้วยเจ้านายทรงกรมอีกพระองค์ หนึ่ง คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ สนับสนุนพระอนุชาชั้นเจ้าฟ้าพระองค์เล็ก คือ กรมขุนพรพินิต ทาให้กรมขุนพรพินิตได้เป็นกรมพระราชวังบวร สถานมงคลในปี พ.ศ. ๒๒๙๘ ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศประชวรใกล้จะสวรรคต การแย่งชิงอานาจจึงดาเนินไปอย่างเข้มข้น กรม พระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ใหม่ซึ่งดารงตาแหน่งมาได้เพียงสามปีทาให้ทรงมีเวลาน้อยเกินที่จะเสริมสร้างฐานอานาจ จึงต้องทรงพึ่งพา กรมขุนอนุรักษ์มนตรีและพระราชาคณะอีก ๕ รูปในการต่อสู้กับกรมหมื่นทั้งสามซึ่งได้นากาลังไพร่ในสังกัดเข้าปล้นคลังอาวุธ ในเวลาต่อมา กลุ่มพระราชาคณะได้เกลี้ยกล่อมให้กรมหมื่นทั้งสามซึ่งกาลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบให้เข้ามอบตัวและถูกสาเร็จโทษในที่สุด รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรและสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๐๑ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมขุนพรพินิต) ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกทรงเป็นกษัตริย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ระหว่างนั้นกรมขุนอนุรักษ์มนตรีพระเชษฐาก็เสด็จเข้าประทับในพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ซึ่ง หมายถึงการประกาศพระองค์เป็นกษัตริย์ด้วยเช่นกัน เพราะตามประเพณีนั้นเฉพาะผู้ที่ได้รับการราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์จึงจะเสด็จเข้า ประทับในพระมหาปราสาทได้ อีกหนึ่งเดือนต่อมาสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งมีฐานอานาจไม่เข้มแข็งพอต้องเสด็จออกผนวช กรมขุนอนุรักษ์ มนตรีหรือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ จึงทรงเข้าพิธีราชาภิเษกในเดือนกรกฎาคมนั้นเอง และเจ็ดวันต่อมากรมหมื่นเทพพิพิธก็เสด็จไปผนวชอีก พระองค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงเผชิญกับการต่อต้านของเจ้านายและขุนนางซึ่งมีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้นา โดยมีขุนนางหัวเมือง คือ พระยาเพชรบุรีเป็นผู้สนับสนุนเพื่อให้กรมหมื่นเทพพิพิธได้ราชสมบัติ แต่สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงทราบจึงให้จาคุกสมุหพระกลาโหม และพระยาเพชรบุรี และให้ส่งกรมหมื่นเทพพิพิธไปยังลังกา ขณะที่การเมืองภายในของอยุธยายังขาดเสถียรภาพอยู่นั้น กองทัพพม่าก็เริ่มเคลื่อนเข้าสู่อาณาจักรโดยได้ยึดเมืองมะริด ตะนาวศรี แล้วเดินทัพเข้ามาเมืองกุย เมืองปราณ เมืองเพชรบุรี และเมืองราชบุรี กองทัพพระยายมราชและพระยาธรรมาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๓๐๒ ได้ทราบข่าวว่าพวกพม่าได้ตีกองทัพไทย ซึ่งมีพลถึง ๑๕,๐๐๐ คน แตกกระจาย จากการสูญเสียครั้งนี้ทาให้ฐานกาลังของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์อ่อนแอลง สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจึงมีโอกาสกลับมามี อานาจอีก โดยทรงลาผนวชออกว่าราชการแผ่นดิน โดยโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยขุนนางที่ต้องโทษจาคุกอยู่ออกมาเพื่อช่วยต้านทานทัพพม่า เนื่องจากขุนนางที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงมอบหมายให้นากาลังออกต้านทานทัพพม่าเป็นผู้ที่ไม่ได้คุมกาลังคนในระบบราชการ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับระบบไพร่ก็ขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นกองทัพจึงอ่อนแอและพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่าอย่างรวดเร็ว โชคช่วยอยุธยา จากการที่กษัตริย์พม่าประชวรกองทัพพม่าจึงยกกลับไปก่อนที่จะเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา กระนั้นก็ตามสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็สูญเสียฐาน กาลังไปมากเพราะขุนนางชั้นสูงที่อยู่ฝ่ายพระองค์บ้างก็ถึงแก่กรรมในที่รบ บ้างก็แตกทัพกลับมา ในที่สุดพระองค์ก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อ อานาจของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์โดย “เสด็จขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเชษฐาธิราช ณ พระที่นั่งสุริยามรินทร์เนือง ๆ” ต่อมาก็เสด็จไปทรงผนวช อย่างไรก็ตามกาลังคนของอยุธยายังคงอ่อนแอมากเห็นได้จากเหตุพวกมอญจากเมาะตะมะซึ่งหนีทัพพม่าเข้ามาราวพันคนเศษยกกาลังเข้าตีเมือง นครนายก พระยาศรีราชเดโชนาพล ๒,๐๐๐ ไปปราบ แต่ก็แตกกลับมา จนต้องส่งกองทัพพระยาเพชรบุรีออกไปจึงปราบลงได้ พ.ศ. ๒๓๐๗ กองทัพพม่ายกเข้ามาอีกครั้งหนึ่งในขณะที่การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยายังคงมีความวุ่นวาย ก่อนหน้าที่พม่าจะ ยกทัพมากรมหมื่นเทพพิพิธได้ลอบเสด็จมาจากศรีลังกา แม้จะถูกคุมตัวอยู่ที่เมืองมะริดระยะหนึ่งแต่ก็สามารถเข้าไปตั้งมั่นอยู่ ณ เมือง ปราจีนบุรี โดยสามารถเกณฑ์ราษฎรเข้ามาอยู่ด้วยราวหมื่นคน และยังได้พระยารัตนาธิเบศร์ขุนนางจากส่วนกลางมาเป็นพวกด้วย การต้านทานทัพพม่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงได้กองทัพจากหัวเมืองเพียงสองเมือง คือ กองทัพจากนครราชสีมาซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาธรรมาเป็นแม่ทัพ กับกองทัพจากพิษณุโลก ส่วนนครศรีธรรมราชหาได้ส่งกองทัพมาช่วยไม่ โดยกองทัพจากพิษณุโลกก็ไม่ได้มาช่วย รักษาพระนครหากแต่ยกกลับไปป้องกันหัวเมืองของตน ส่วนกองทัพจากนครราชสีมาก็ยกกลับก่อนที่จะมาถึงอยุธยา ส่วนกองกาลังของกรม หมื่นเทพพิพิธที่ตั้งอยู่ที่เมืองปราจีนบุรีก็ถูกพม่าตีแตกจนกรมหมื่นเพพิพิธและพระยารัตนธิเบศร์ต้องหนีไปทางเมืองนครราชสีมา และต่อมา สามารถเข้ายึดเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นเมืองสาคัญที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไว้ ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็ถูกกองทัพพม่าปิดล้อม เกิด ความอดอยากขาดแคลนอาหาร และกรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่า
51.
๕๑ การสิ้นสุดของกรุงศรีอยุธยาศูนย์อานาจทางการเมืองที่ยาวนานที่สุดของไทย เป็นผลโดยตรงจากผลกระทบของการเมือง การ ปกครอง
เศรษฐกิจและสังคมจากการที่สมาชิกของชนชั้นนาไม่สามารถจัดสรรอานาจระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทาให้เกิดปัญหาใน การแบ่งสรรปัจจัยการผลิตและผลผลิตที่เกิดขึ้น โดยมีการแย่งชิงกาลังคนอันเป็นปัจจัยการผลิต และมีการขัดแย้งในเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากร ตลอดจนการกินสินบนอย่างกว้างขวาง ส่วนผลกระทบทางสังคมจะเห็นได้ว่า การแย่งชิงราชสมบัติและการกบฏซึ่งยังผลให้มีการทาลายล้างฝ่ายตรงข้ามจนทาให้เกิดการ เลื่อนชั้นทางสังคม และคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของชนชั้นมูลนายแต่มีเงินก็สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของชนชั้นมูลนายได้มากขึ้นเพราะมีการใช้ เงินตราซื้อตาแหน่งและอานาจ ทาให้มูลนายที่เห็นความสาคัญของเงินตราในฐานะที่เป็นปัจจัยสาหรับเสริมสร้างอานาจ จึงเกิดการสร้างสาย สัมพันธ์ทางเครือญาติกับคนต่างด้าวที่มีเงิน ทาให้คนต่างด้าวโดยเฉพาะคนจีนเข้ามาเป็นสมาชิกของชนชั้นมูลนายมากขึ้น สาหรับชนชั้นไพร่ นั้นจะเห็นได้ว่าในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ไพร่ประสบความล้มเหลวในการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่หลังจากรัชกาลนี้แล้วไพร่ซึ่งได้รับ ความกดดันในด้านต่าง ๆ จะใช้วิธีหนีกฎเกณฑ์ของระบบไพร่มากกว่าจะทาการต่อสู้โดยตรง การต่อสู้ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากการต่อสู้และแย่งชิงอานาจในราชสานักมาเป็นการระดมกาลังคนมาต่อสู้กันด้วยอาวุธ ทาให้ชีวิตของไพร่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและการแย่งชิงอานาจทางการเมืองในหมู่ชนชั้นนามากขึ้น โดยเฉพาะไพร่ในกรุงศรีอยุธยา และเมืองใกล้เคียง ซึ่งถูกเกณฑ์มาทาสงครามกลางเมือง นอกจากนี้ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองซึ่งทาให้พระมหากษัตริย์ไม่สามารถ ปรับระเบียบของสังคมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น ไม่สามารถลดระยะเวลาเกณฑ์แรงงานลง หรือ ไม่สามารถปรับปรุง การปกครองให้มีประสิทธิภาพ ก็ทาให้ไพร่เดือดร้อนและไม่ได้รับความคุ้มครองจากอานาจรัฐและต้องถูกเบียดเบียนจากผู้มีอานาจ อย่างไรก็ตามในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม พระมหากษัตริย์ตอนปลายอยุธยาพยายามที่จะฟื้นฟู ระเบียบของสังคมเดิมมากกว่าจะพยายามปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูประเบียบของสังคมเสียใหม่ แต่ความพยายามฟื้นฟูระเบียบของสังคมเดิม ก็ทาได้ไม่สาเร็จ ดังปรากกฎว่ามีการละเมิดระเบียบของสังคมอย่างกว้างขวางจนทาให้สังคมปั่นป่วน จนในที่สุดเมื่อเผชิญการรุกราน จากภายนอกโครงสร้างของสังคมที่เปราะบางนี้ก็ถูกทาลายลง ทาให้อยุธยาไม่สามารถต้านทานการรุกรานของพม่าและศูนย์กลาง ของอาณาจักรถูกทาลายลง
Download