ลักษณะ ศีรษะเป็นรูปอุษณีษ์ หรืออุณหิส หมายถึง ส่วนนูนบน
ศีรษะที่ดูคล้ายมุ่นมวยหรือสวมมงกุฎ” หรือพระเกตุมาลาและมีพระรัศมี
ที่เปล่งออกมาจากพระเศียรของพระพุทธรูป ทาเป็นตุ่มกลมคล้ายดอก
บัวตูม หรือชูสูงขึ้นคล้ายเปลวไฟ
พระเกตุมาลา
พระพุทธรูปรุ่นแรกที่สร้างขึ้นในแคว้นคันธารราษฎร์นั้น พระศก
มีลักษณะเป็นเส้นหยิกสวย (แบบคดกริช) ซึ่งคงเป็นไปตามลักษณะของ
เทวรูปในศาสนาเดิมของผู้สร้าง
พระเกศา
หรือ มงกุฎที่ประดับบนพระ
เศียรพระนั้นเห็นเป็นชั้น ๓ ชั้น หมายถึง
พระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ
รัตนะ ซึ่งเป็ นสรณะอันสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา (อันนี้หมายถึงมงกุฎ
ของพระพุทธรูปทรงเครื่อง
ศิราภรณ์
รูปวงที่เป็นลายกลมโค้งสะบัดเป็นเปลว
เพลิง ที่ปรากฏอยู่ตรงกลางพระนลาฏ (หน้าผาก)
ซึ่งมีลักษณะเป็นขนอ่อนละเอียดโค้งวงเป็ นเปลว
ไฟขึ้นไปอย่างงดงาม ลักษณะนี้มีอยู่ในร่างกาย
ของพระมหาบุรุษเท่านั้น
อุณาโลม
แสดงถึงรูปพระธรรมจักรของพระพุทธองค์ หมายถึง ความจริง
ของโลกและกฎธรรมะของโลกที่ต้องประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่มีวัน
สิ้นสุด ชีวิตหมุนเวียนแปรผันอยู่ในความทุกข์ ไม่แน่นอน ศูนย์เปล่า ไม่มี
ตัวตน
ลายในฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาท
ฐานที่รองรับองค์พระบางองค์มีภาพสัตว์ต่าง ๆ ประดับอยู่รอบ
ฐาน เช่น รูปหนุมาน รูปโค รูปสิงห์ รูปพญานาค รูปสัตว์ดึกดา
บรรพ์ ภาพสัตว์เหล่านี้เป็นธรรมาธิษฐานแสดงว่าพระพุทธองค์จะไปตก
อยู่แห่งหนตาบลใดก็ตาม ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสรรพชีวิตในโลก
ทั้งสิ้น แต่ภาพสัตว์บางภาพก็บ่งบอกถึงประวัติของสถานที่สร้างก็มี
เช่น พระบูชาแบบที่มีฐานเป็นหัวช้าง เป็นพระสร้างในสมัยล้านช้าง
ภาพสัตว์ประดับฐานองค์พระ
เรียกว่า ฐานบัวคว่าบัวหงาย
หมายถึง ดอกไม้แห่งความบริสุทธิ์ของโลก
เป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้า
บัวรอบฐานองค์พระ
ประติมากรรมโบราณบางองค์ เช่น พระ
สมัยเชียงแสน เจาะฐานเป็นช่องลายต่าง ๆ นับ
ได้ ๘ ช่อง หมายถึง อัฏฐบริขาร คือ เครื่องใช้สอย
ของบรรพชิต ๘ อย่าง
ฐาน ๘ เหลี่ยม
ที่คลุมพระวรกายอย่างบางแทบจะ
มองไม่เห็น หมายถึง จตุบริสุทธิศีล คือ
ปาฏิโมกขสังวร
อินทรียสังวร
อาชีวปาริสุทธิ
ปัจจัยปัจจเวกขณ์
ริ้วจีวร
เวียนขวาขมวดเป็นปมก้นหอย เตือนสติ
ว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลที่มีอยู่นั้นเป็นได้ทั้ง
ปัญหาโดยธรรมชาติ หรือเป็นเพราะ ตัวเราสร้าง
ขึ้น การแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ใช้ปัญญาทั้งของตน
และผู้เกี่ยวข้อง พยายามศึกษาวิเคราะห์ปัญหาแต่
ละปัญหา แก้ไขให้สาเร็จมีความถูกต้องตาม
หลักธรรม และเกิดความราบรื่นเรียบร้อยประดุจ
เส้นพระเกศาเวียนเป็นทักษิณาวรรต
เส้นพระเกศา
หมายถึง ปัญญาคุณ ทรงตรัสรู้เป็ นพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระองค์เองแล้วทรงสั่งสอน
ผู้อื่นให้รู้ตามได้ การดาเนินชีวิตให้ใช้ปัญญาเป็นแสง
สว่างส่องทางชีวิต ปัญหาทั้งหลาย ทั้งมวล ที่มีอยู่นั้น
ต้องใช้สติ และปัญญา พิจารณาวินิจฉัย ตัดสินชี้ขาด
แก้ไขปัญหาให้หมดไป ที่ว่าใช้สติ คือ มีความระลึก
รู้ตัวอยู่เสมอ มีความรับผิดชอบ ที่จะใช้ปัญญา เป็น
แสงสว่าง นาทางแก้ไขปัญหาให้ราบรื่นเรียบร้อย
พระเกตุมาลา
พระพักตร์เต็มไปด้วยความสงบร่มเย็น ทรง
อานาจไม่บึ้งตึง และพระสีหนุ งามประดุจคางราชสีห์
คือ พระหนุโค้ง เหมือนวงพระจันทร์ เตือนสติว่า การ
กระทาการสิ่งใดต้องอยู่ในกรอบของความถูกต้องดี
งาม ไม่ผิดระเบียบแบบแผนและกฎหมาย ต้องตั้งมั่น
อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา และตัดความขุ่นมัวในสิ่งไม่
ดีไม่งามไม่ถูกต้องออกไปเสีย ภายในต้องสงบนิ่งใส
สะอาด และอย่าหวังผลให้ได้ดังอุดมคติเกินไปชีวิต
จะได้มีความสงบสุข
พระเศียร
โลมาระหว่างคิ้ว เวียนขวาอย่างเข็มนาฬิกา
เตือนสติว่า ทาอะไร คิดอะไร ต้องมีความถูกต้อง เป็น
แบบอย่างที่ดี และเป็นไปตามทานองคลองธรรม สิ่งที่
กระทานอกจากมีความถูกต้องดีงาม ต้องมีความ
บริสุทธิ์ยุติธรรม ตั้งอยู่บนความเมตตา คือ ความรัก
ความกรุณา คือ ความสงสารและต้องเป็นไปโดยธรรม
เพื่อรักษาธรรม
พระอุณาโลม
หลุบต่าเล็กน้อย เตือนสติให้มีความ
สารวมระมัดระวังให้อยู่ในกรอบของความ
พอเหมาะพอดี ไม่หลงลืมตัว ไม่ประมาท ให้สารวจ
มองดูตัวเราเองบ้าง ต้องสารวจปัญหาที่เกิดขึ้น
จากตัวเราเองก่อน มีอะไรยังขาดตกบกพร่องอยู่ก็
แก้ไขปรับปรุงเสีย สารวมสติให้สงบนิ่ง รู้สึกตัวอยู่
เสมอ มีสมาธิ
พระเนตร
ยาวซ้อนเป็น ๒ ชั้น เตือนสติให้หูหนัก
อย่าเชื่อฟังแต่คนข้างเคียง โดยไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง
ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่
พระกรรณ
นูนเป็นสัน
เตือนสติให้หายใจด้วยจมูกของเราเอง คือ ช่วย
ตัวเองก่อน มีความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน
คือ พึ่งตนเองได้
พระนาสิก
หุบมีลักษณะยิ้ม, ลาพระศอ กลมงามเสมอ
ตลอด เตือนสติว่าให้ประพฤติชอบด้วยวาจา คือ วจี
สุจริต ได้แก่ เว้นจาก พูดเท็จ ส่อเสียด คาหยาบ เพ้อ
เจ้อ รู้จักสงบปากเพื่อความสงบสุขให้ตนเองและผู้อื่น
รู้จักประมาณการในการบริโภค คือ รู้ตัว รู้คิด ตรวจ
สิ่งที่จะผ่านลาคอลงไป เพื่อดารงชีวิตและสุขภาพ ไม่
ผิดศีลและเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน
พระโอษฐ์
พระกายตั้งตรงและพระสรีระบริบูรณ์
เตือนสติให้ระลึกรู้กาย สติ รู้เท่าทันในกายสังขารไม่
หลงมัวเมา รู้รักษาสุขภาพอนามัย บริหารกาย บริหาร
จิต ให้สุขภาพ สมบูรณ์ ทั้งกายและจิต
พระกาย
นิ้วทั้ง ๔ มีทั้งยาวเท่ากันและยาวไม่เท่ากัน
เตือนสติ ให้ปฏิบัติภารกิจทั้งหลายทั้งปวง ด้วยตัวของเรา
เอง อย่างมีความมั่นใจ รักในการทางานอย่างสม่าเสมอ
ด้วยความวิริยะอุตสาหะ นิ้วทั้ง ๔ เมื่อกามือแล้วจะยาว
เท่ากัน เตือนสติว่า งานทั้งหลายต้องเริ่มดาเนินการ จึงจะ
มีผลงานเกิดขึ้น ปฏิบัติเพื่อความเท่าเทียมกันกับผู้อื่น คือ
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นที่พึ่งของ
ผู้อื่นได้
นิ้วพระหัตถ์
ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน นิ้วพระบาท
ยาวเท่ากัน เตือนสติให้ห่างไกลจากกิเลสและ
อบายมุขทั้งปวง ให้มีความถูกต้องในการก้าว
ย่าง ยึดมั่นในหลักธรรม ระเบียบแบบแผน
และกฎหมายของบ้านเมือง สามารถยืนบน
เท้าตนเอง คือ พึ่งตนเองได้
พระบาท
ลักษณะ เป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถก้าวเดิน
พระบาทซ้ายก้าวไปข้างหน้า ยกส้นพระบาทขวา พระกร
ขวาอยู่ในท่าไกว พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเสมอพระอุระ ป้ องไป
เบื้องหน้า
ความหมาย มีความหมายได้เป็น ๒ นัย คือ นัย
แรก เหมือนกับปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ และนัยที่สอง
หมายถึง พระพุทธองค์เสด็จจาริกสั่งสอนเผยแผ่พระ
ศาสนาแก่ประชาชนตามแว่นแคว้นต่างๆ
ปางลีลา
ลักษณะ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ
หงายพระหัตถ์ทั้งสองวางยู่บนพระเพลา พระ
หัตถ์ขวาซ้อนบนพระหัตถ์ซ้าย
ความหมาย พระพุทธองค์ประทับ
นั่งขัดสมาธิใต้ต้นมหาโพธิ์ ณ ตาบลพุทธคยา
ใกล้แม่น้าเนรัญชรา เพื่อพิจารณาวิธีหลุดพ้นจาก
ทุกข์ โดยตั้งพระทัยมั่นว่าจะไม่เสด็จลุขึ้น ตราบ
เท่าที่ยังไม่ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ปางสมาธิ
ลักษณะที่สาคัญ มีขมวดพระเกศา
ใหญ่ พระเกตุมาลาเป็นต่อมกลม พระพักตร์
กลมแป้ น พระโขนงเป็นเส้นโค้งนูนติดกันเป็น
รูปปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิกแบน พระ
โอษฐ์หนาแบะ
ศิลปะสมัยทวาราวดี
(พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖)
นิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์มากกว่า
พระพุทธรูป เนื่องจากสร้างตาม ลัทธิมหายาน
ในรุ่นแรกมีอิทธิพลของอินเดียปนอยู่มาก รุ่น
ต่อมาจึงมีศิลปะเขมรเข้ามาปนอยู่ด้วย
พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยมีลักษณะสาคัญ คือ
พระวรกาย อวบอ้วนได้ส่วนสัด พระโอษฐ์เล็ก
ได้สัดส่วน พระพักตร์คล้ายพระพุทธรูปเชียง
แสน
ศิลปะสมัยศรีวิชัย
(พุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๘)
พระพุทธรูปทรงเครื่องปางสมาธิ ประทับนั่งบน
ขนดนาค ๓ ชั้น มีเศียรนาค ๗ เศียร พระพักตร์สี่เหลี่ยม
ถมึงทึง พระเนตรเปิดโปน ทรงเทริดและกรองศอ อันเป็น
รูปแบบที่นิยมในศิลปะนครวัด พระเกตุมาลาทาเป็นต่อมพูน
บางองค์เป็นแบบฝาชีครอบ พระขนง(คิ้ว) ต่อกันเป็นรูปปีก
กา พระนาสิก(จมูก) พระกรรณ(หู) ยาวย้อยลงมาและมี
กุณฑลประดับด้วยเสมอ พระหนุ(คาง)เป็นร่อง พระโอษฐ์
แบะกว้าง ขมวดพระเกศา(ผม)เล็ก มีไรพระศกเป็นขอบนูน
เล็กๆอยู่เหนือพระนลาฏ(หน้าผาก) ครองจีวรห่มเฉียง ชาย
จีวรเหนือพระอังสา(บ่า) ซ้ายยาวลงมาจนถึงราวพระถัน(นม)
ปลายจีวรตรงขอบสบงเผยอเป็นสัน
ศิลปะสมัยลพบุรี
(พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๘)
พระวรกายโปร่ง เส้นรอบนอกโค้งงาม ได้
จังหวะ พระพักตร์รูปไข่ยาวสมส่วน ยิ้มพองาม
พระขนงโก่ง รับกับ พระนาสิกที่งุ้มเล็กน้อย พระ
โอษฐ์แย้มอิ่ม ดูสารวม มีเมตตา พระเกตุมาลา รูป
เปลวเพลิง พระสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีปลาย
คล้ายเขี้ยวตะขาบ พระศกแบบก้นหอย ไม่มีไรพระ
ศก พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก
ศิลปะสมัยสุโขทัย
(พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๐)
มี ๓ ลักษณะ พระพุทธรูปโดยส่วนรวมมีพุทธลักษณะคล้าย
พระพุทธรูปอินเดียสมัยราชวงปาละ มีพระวรกายอวบอ้วน พระพักตร์
กลมคล้ายผลมะตูม พระขนงโก่ง พระนาสิกโค้งงุ้ม พระโอษฐ์แคบเล็ก
พระหนุเป็นปม พระรัศมีเหนือเกตุมาลาเป็นต่อมกลม ไม่นิยมทาไรพระ
ศก พระศกขมวดใหญ่ พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้น ตรงปลายมีลักษณะ
เป็นชายธงม้วนเข้าหากัน เรียกว่า เขี้ยวตะขาบ ส่วนใหญ่นั่งขัดสมาธิ
เพชรปางมารวิชัย ฐานที่รององค์พระทาเป็นกลีบบัวประดับ มี ทั้งบัวคว่า
บัวหงาย และทาเป็นฐานเขียงไม่มีบัวรองรับ
ศิลปะสมัยล้านนา หรือ สมัยเชียงแสน
(พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๓)
ศิลปะสมัยล้านนา หรือ สมัยเชียงแสน
เชียงแสนสิงห์หนึ่ง เชียงแสนสิงห์สาม เชียงแสนสิงห์สอง
ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
ที่วิหารลายคา วัดพระสิงค์
จ.เชียงใหม่
ที่หอพระพุทธสิหิงค์
จ. นครศรีธรรมราช
ศิลปะสมัยอู่ทอง
(พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙)
พระวรกายดูสง่า พระพักตร์ขรึม ดูเป็นรูปเหลี่ยม คิ้วต่อกันไม่
โก่งอย่างสุโขทัยหรือเชียงแสน พระศกนิยมทา เป็นแบบหนามขนุน มีไร
พระศก สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาทาเป็น
ทรงแบบฝาชี รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี แต่ยุคต่อมาเป็น แบบเปลวเพลิง
ตามแบบศิลปะสุโขทัย
ศิลปะสมัยอู่ทอง
(พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙)
อู่ทองรุ่นที่ ๑ อู่ทองรุ่นที่ ๒ อู่ทองรุ่นที่ ๓
อิทธิพลทวาราวดี และเขมร อิทธิพลเขมร อิทธิพลสุโขทัย
ศิลปะสมัยอยุธยา
(พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔)
ลักษณะทั่วไปจะเป็น การผสมผสานศิลปะแบบอื่น
ๆ มีพระวรกายคล้ายกับพระพุทธรูปอู่ทอง พระพักตร์ยาว
แบบสุโขทัย พระเกตุมาลาเป็นหยักแหลมสูงรูปเปลวเพลิง
พระขนงโก่งแบบสุโขทัย สังฆาฏิใหญ่ปลายตัดตรง หรือสอง
แฉกแต่ไม่ เป็นเขี้ยวตะขาบ แบบเชียงแสน หรือสุโขทัย ตอน
หลังนิยมสร้างพระพุทธ รูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช
ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์
(พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน)
การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความงาม และวิธีการของ
ศิลปะอยุธยาทั้งสิ้น ต่อมา
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงเริ่มมีการก่อสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่เป็นจานวน
มาก และมีรูปแบบเฉพาะที่จัดได้ว่าเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ คือพระ
พักตร์สงบนิ่งคล้ายกับหุ่นละคร พระโอษฐ์เล็ก ปลายตวัดขึ้นเล็กน้อย
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ มากขึ้นโดยเฉพาะชาติ
ตะวันตก ทาให้ลักษณะศิลปะตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย
ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์
(พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน)
การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความ
งาม และวิธีการของศิลปะอยุธยาทั้งสิ้น ต่อมา
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงเริ่มมีการก่อสร้างพระพุทธรูป
ขึ้นใหม่เป็นจานวนมาก และมีรูปแบบเฉพาะที่จัดได้
ว่าเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ คือพระพักตร์สงบนิ่ง
คล้ายกับหุ่นละคร พระโอษฐ์เล็ก ปลายตวัดขึ้น
เล็กน้อย
ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์
(พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน)
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ
มากขึ้นโดยเฉพาะชาติตะวันตก ทาให้ลักษณะศิลปะ
ตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย และมีอิทธิพลต่อ
ศิลปะไทย
ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์
(พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน)
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้มีการนาเอาแบบอย่าง ของ
ศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทาให้ศิลปะไทยแบบ
ประเพณี ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิม มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นศิลปะ
ไทยแบบร่วมสมัยในที่สุด ลักษณะของพระพุทธรูปเน้นความเหมือน
จริงมากขึ้น เช่น พระศรีศากยทศพลญาณ ฯ เป็นพระพุทธรูปปางลีลา
โดยการผสมผสานความงามแบบสุโขทัยเข้ากับความเหมือนจริง เกิด
เป็นศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์
พระศรีศากยะทศพลญาณ
ลักษณะของศิลปะไทย
๑.เขียนสีแบน ไม่คานึงถึงแสงและเงา นิยมตัดเส้นให้เห็นชัดเจน
และเส้นที่ใช้ จะแสดงความรู้สึกเคลื่อนไหวนุ่มนวล
๒.เขียนตัวพระ-นาง เป็นแบบละคร มีลีลาท่าทางเหมือนกัน
แตกต่างกันด้วยสีร่างกายและเครื่องประดับ
๓.เขียนแบบตานกมอง โดยมองจากที่สูงลงสู่ล่าง จะเห็นเป็ นรูป
เรื่องราวได้ตลอดภาพ
ลักษณะของศิลปะไทย
๔.เขียนติดต่อกันเป็นตอน ๆ สามารถดูจากซ้ายไปขวาหรือล่าง
และบนได้ทั่วภาพ โดยขั้นภาพเป็นส่วนๆด้วยโขดหิน ต้นไม้ กาแพงเมือง
และเส้นสินเทาหรือ คชกริด เป็นต้น
๕.เขียนประดับตกแต่งด้วยลวดลายไทย มีสีทองสร้างภาพให้เด่น
เกิดบรรยากาศ สุขสว่างและมีคุณค่ามากขึ้น
การจัดวางภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง
๑. ผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระประธานเหนือขอบประตู
เขียนภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ
๒. ผนังหุ้มกลองด้านหลังพระประธาน นิยมเขียนภาพไตรภูมิ
แต่บางแห่งเขียนภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ เปิดโลกทั้งสามให้เห็น
๓. ผนังด้านข้างเหนือขอบหน้าต่างทั้งสองข้องหรือบนคอสอง
นิยมเขียนภาพเทพชุมนุม โดยเขียนเป็นรูปเทพหรือเทวดานั่งประณมมือ
เรียงเป็นแถว แต่มีบางแห่งเขียนเป็นภาพพระพุทธรูปประทับนั่งเรียงเป็นแถว
การจัดวางภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง
๔. ผนังห้องระหว่างช่องหน้าต่าง เรียกว่า “ห้องพื้นผนัง” นิยมเขียน
ภาพเป็นเรื่องที่จบในห้องเดียวกัน แล้วแต่ว่าช่างจะเลือกเขียนจากเรื่องใด ถ้า
เขียนภาพเรื่องพุทธประวัติ ก็จะจัดแบ่งเป็นตอนๆในแต่ละห้อง หรือเลือกเขียน
เรื่อง “ทศชาติชาดก” ก็จะแบ่งเขียนเป็นห้องละหนึ่งพระชาติ และยังอาจเขียน
เป็นตอนๆจากเรื่องขนาดยาว เช่น พระเวสสันดรชาดก ก็จะแบ่งเขียนเป็นห้องๆ
ละ ๑ กัณฑ์ถึง ๒ กัณฑ์ ก็มี
๕. บานประตู – บานหน้าต่าง นิยมเขียนภาพทวารบาล และอาจมี
ลวดลายประกอบ เช่น ลายพันธุ์พฤกษา
แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม
มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของ
จักรวาล ความหลุดพ้นจากกิเลส
แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม
ในเรื่องของจักรวาลนั้น ตามคติของทางอินเดียถือว่ามีขอบเขตเป็นรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เรียกว่า “มณฑล” และตรงกลางของจักรวาลจะมีเขาพระสุเมรุเป็นแกน
โดยเหตุนี้การสร้างพระสถูปเจดีย์หรือพระวิหารที่เป็นมณฑป ประดิษฐานรูปเคารพทั้ง
ของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จะตั้งอยู่บนฐานสีเหลี่ยมจัตุรัสเสมอ
แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม
การที่ผังเป็นรูปกากบาทก็เนื่องจากการสร้างซุ้มประตูทั้ง
๔ ทิศ ส่วนการมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามักได้แก่ผังของโบสถ์
และวิหาร เพื่อให้มีพื้นที่กว้างขึ้นในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ
บรรดาอาคารต่างๆที่มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม
หรือทรงกลม ถ้ามองในแนวตั้งแล้วจะเป็นรูปสามเหลี่ยม เพื่อ
แสดงให้เห็นว่าตรงจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมคือจุดที่เป็นเขาพระ
สุเมรุ ซึ่งหมายถึงจุดของความหลุดพ้นถึงนิพพาน ต่าลงมาเป็น
ระดับอรูปภูมิ รูปภูมิ และกามภูมิ ตามลาดับ
แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม
พระสถูปเจดีย์บางแห่งสร้างขึ้นเป็นกลุ่มบนฐานสี่เหลี่ยมเดียวกัน
ส่วนมากประกอบด้วยเจดีย์ห้าองค์ อาจมีความหมายถึงพระพุทธเจ้าห้า
พระองค์ในภัทรกัป คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสปะ พระสมณโค
ดม และพระศรีอารยเมตไตรย หรือมิฉะนั้นก็เป็นรูปแบบอย่างย่อของ
จักรวาลในสมัยโบราณที่ประกอบด้วยภูมิสามคือ ไตรภูมิ และยอดเจดีย์ทั้ง
๔ นั้นหมายถึง อรูปภูมิ ซึ่งเป็นภูมิสูงสุดในจักรวาล ล้อมรอบเจดีย์องค์กลาง
๑ องค์ ซึ่งเป็นแดนของนิพาน
แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม
ส่วนสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความหลุดพ้น จากกิเลสทั้งปวงที่มี
ความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมนั้นก็คือ ดอกบัว ตามคติของพระพุทธศาสนา
เชื่อว่า ดอกบัวนั้นถึงแม้จะเกิดขึ้นอยู่ในโคลนตมก็ตาม แต่ความสกปรกนั้นหา
ได้แปดเปื้อนดอกบัวไม่ ดุจดวงจิตที่ใสสะอาดหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงของ
พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นลักษณะของดอกบัวจึงเข้ามามีอิทธิพลต่อรูปแบบ
ทางพุทธศิลป์ เป็นอย่างมากทั้งในทางตรงและทางอ้อม เช่น การสร้าง
พระพุทธรูปไว้บนฐานดอกบัวบานและการสร้างฐานอุโบสถหรือสถูปเจดีย์บน
ฐานดอกบัวเช่นเดียวกัน
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
จักรวาลที่เราอยู่กว้างใหญ่ไพศาลนั้นเป็ นแบบแนวนอน
(Horizontal) แบนๆ มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า เขา
พระสุเมรุถูกล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดร (Cosmic Ocean) สลับกับภูเขา
ทั้ง ๗ ที่มุมของจักรวาลทั้ง ๔ จะมีทวีป ๔ ทวีป ความสาคัญจะอยู่ที่จุด
ศูนย์กลาง หรือการรวมศูนย์
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
อุตรกุรุทวีปทวีป
ปุพพวิเทหทวีป
ชมพูทวีป
อมรโคยานทวีป
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
แผนผัง :
วัดไชยวัฒนาราม จ.อยุธยา
สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา
ยุคปลายรัชกาลสมเด็จพระ
เจ้าปราสาททอง
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
แผนผัง :
บุโรบุดโด
ประเทศอินโดนีเซีย
ศูนย์กลางจักรวาล
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
พระเมรุมาศ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ร.5
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
๑.พระอุโบสถ ๒.กาแพงแก้ว ๓.พระวิหารทิศตะวันออก ๔.พระวิหารทิศใต้
๕.พระวิหารทิศตะวันตก ๖.พระวิหารทิศเหนือ ๗.พระปรางค์
๘.พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ๙.พระเจดีย์ราย ๑๐.พระระเบียง
แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู
'นครวัด' สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย แต่
ต่อมาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้เปลี่ยนให้เป็นวัดในศาสนาพุทธ
นิกายมหายาน ที่อินโดนีเซียก็มีเช่นกัน
มีความหมายถึง ช่อที่ยื่นขึ้นไปบนท้องฟ้ า เป็นนัย แห่งการบูชาพระ
รัตนตรัยและปวงเทพเจ้าบนสวรรค์ชั้นฟ้ าประการหนึ่ง นอกจากนี้ช่อฟ้ า ยัง
เป็นเครื่องสูงที่อยู่สูงสุดในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยมีรูปลักษณะคล้าย
สัตว์ปีกจาพวกนก ครุฑ คือมีจะงอยปากตรงส่วนกลาง ส่วนปลายทาเป็นรูป
เรียวโค้งปลายสะบัด
ช่อฟ้ า
คือ องค์ประกอบรวม ชุดหนึ่งที่ใช้
ประดับปิดท้ายขอบหลังคาด้านสกัดของ
อาคาร คือในส่วนของหน้าบัน นับว่า เป็น
ส่วนที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งในเรื่อง
ของรูปแบบและประวัติความเป็ นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ทาให้ชุดเครื่อง
ลายองดูมีชีวิต ชีวามากขึ้นนั้นคือ ตัวลายอง
เครื่องลายอง
คือ ส่วนขององค์ประกอบสาคัญของเครื่องลายอง เป็นส่วนที่ใช้
ยึดช่อฟ้ า ใบระกา หางหงส์ โดยพาดอยู่บนหลัง ‘แป’ ทาหน้าที่ปิดเครื่อง
มุงหลังคาด้านสกัด มีลักษณะคล้ายลาตัวของนาค โดยมีหัวอยู่ที่ส่วนที่
เรียกว่า ‘หางหงส์’
ตัวลายอง
คือ ส่วนที่มีรูปทรงเป็นครีบที่มีลักษณะเรียว โค้ง และปลาย
แหลมคล้ายปลายมีด กลางครีบด้านหน้าถากเป็นสันนูน วางเรียงประดับ
ตกแต่งอยู่ระหว่างช่อฟ้ า และหางหงส์บนขอบสันบ่าด้านบนตลอดแนว
ของตัวลายอง ในส่วนของใบระกานี้พบว่า บางแห่งใช้กระหนกรูปทรง
ต่างๆ แทนครีบปลายแหลม
ใบระกา
คือ ส่วนประดับรูปทรงคล้ายหงส์ติดอยู่ปลายด้านล่างของ
เครื่องลายอง โดยมากมักทาเป็นรูปโครงของนาคสามเศียรซ้อนกัน แต่ยัง
พบว่าหางหงส์ของเครื่องลายองบางชุด ปรากฏการนานาคมาประกอบ
โดยทาเป็นเศียรนาคหนึ่งเศียรก็มี
หางหงส์
คือองค์ประกอบหนึ่งในเครื่องลายองของ
พระราชวังและสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนา
มีลักษณะเป็นแผ่นแบนเช่นเดียวกับหางหงส์ ทา
เป็นเศียรนาคซ้อนติดกันเป็นแผง หันหน้าออก
ทางด้านหน้าของมุข การหันหน้าในลักษณะเช่นนี้
คืออาการที่เรียกว่า “เบือน” เป็นที่มาของชื่อที่
เรียกกันว่า “นาคเบือน”
นาคเบือน
คือ ไม้ค้ารอบรับปีกนกของหลังคา
มีทั้งชนิดโค้งเป็นหัวพญานาค ปลายเป็น
กระหนกม้วนและชนิดตรงประดับลาย
คันทวย
(บะ-ราลี) คือ วัตถุที่ทาเป็นรูปหัวเม็ด กลึงเป็นลูกแก้ว ซ้อน
เป็นชั้นๆ มีด้ามปีกเป็นระยะ ที่สันหลังคา
บราลี
เป็นคาอธิบายลักษณะส่วนมุมของอาคาร เจดีย์ พระเมรุ
หรือสิ่งอื่นๆ ที่ทาให้มุมมีหยักเป็นเหลี่ยมออกมา แทนที่ตรงมุมจะมี
เพียงมุมเดียว กลับทาหักย่อลงทาให้เป็น ๓ มุม เพื่อเพิ่มความ
งดงามให้แก่สิ่งก่อสร้างนั้น การย่อมุมทาให้มุมหนึ่งเกิดเป็น ๓ มุม
อาคาร เจดีย์ หรือพระเมรุ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมมี ๔ มุม จึง
กลายเป็น ๑๒ มุม อาคาร เจดีย์ หรือสิ่งก่อสร้างใดมีลักษณะ
ดังกล่าวนี้จึงเรียกว่า ย่อมุมไม้สิบสอง
ย่อมุมไม้สิบสอง
คือ ซุ้มที่มีกรอบเป็ น
ลวดลาย จะเป็นลายกระจัง หรือ
ลายดอกไม้ก็ได้ ตัวอย่าง ได้แก่
ซุ้มเรือนแก้วพระพุทธชินราช
ซุ้มเรือนแก้ว
แต่เดิมหมายถึง วัชรอาสน์
คาว่า ชุกชี เป็ นภาษาเปอร์เซีย
แปลว่า ที่นั่ง ดังนั้นเมื่อมีการสร้าง
พระพุทธรูปจึงตั้งอยู่บนฐานชุกชี
ฐานชุกชี
นอกจากศรัทธาแล้ว
จินตนาการยังสาคัญกว่าอื่นใด
เพราะแม้แต่จักรวาลที่ไปไม่ถึง
ก็ยังไม่พ้นจินตนาการของมนุษย์
การสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ด้วยความศรัทธาแล้ว
มนุษย์ยังสามารถจินตนาการ
ได้แม้กระทั่งจักรวาลที่มองไม่เห็น
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

ปรัชญาธรรมและความงามจากพุทธศิลปะ