พระพุทธศาสนากับป่ าไม้

           พระพุทธศาสนากับป่ าไม้ เป็ นการนาวิธีทางศาสนาโดยอาศัยหลักธรรมคาสอนเรื่ อง ความรู้จกบุญคุณ  ั
กตัญญูกตเวที และการเสี ยสละเพื่อส่วนรวมโดยรู้จกประมาณในการบริ โภค เป็ นต้น มาเป็ นหลักพัฒนาจิตใจ
                                                          ั
ให้เกิดความสานึกในความรักในธรรมชาติการสร้างอุทยานเป็ นที่พกเพื่อแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าและสาวก
                                                                      ั
ทั้งหลาย นอกจากนั้น อุทยานก็ดี ราชอุทยานก็ดี ส่วนป่ าของบุคคลต่าง ๆ ที่มีปรากฎในพระไตรปิ ฏกว่าได้
กลายเป็ นอารามบ้าง วิหารบ้าง มหาวิหารบ้าง ก็ดวยจิตสานึกเรื่ องบุญบาปหรื อคุณธรรมของท่านผูเ้ ป็ นเจ้าของ
                                                      ้
อุทยานเหล่านั้นได้กระทาเป็ นตัวอย่าง และได้กลายเป็ นธรรมเนียมการสร้างวัดป่ าในพระพุทธศาสนามาตราบ
เท่าทุกวันนี้
           พระพุทธศาสนามีปรัชญาและคาสอนที่เน้นความตระหนักและมีความเมตตาต่อชีวิตทั้งมวล แต่ที่ผาน          ่
มา ชีวิตสัตว์ พืชพรรณ ทรัพยากรทางธรรมชาติเป็ นต้นถูกทาลายลงอย่างรวดเร็ว อันเป็ นผลมาจากความโง่เขลา
                                                                                    ่
ความโลภ และการขาดความเคารพต่อโลก วิกฤติการณ์ทางสิ่ งแวดล้อมที่เราเผชิญอยูทุกวันนี้ตองการความ ้
ช่วยเหลือที่เร่ งด่วน แต่การมุ่งเน้นคุณค่าด้านจิตวิญญาณของมนุษย์มิได้หมายความว่าจะละเลยบทบาทของ
                                                ่ ั
วิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์ มีขอบเขตอยูกบสภาพของโลกในขณะที่พุทธศาสนาเป็ นแหล่งคุณค่าของมนุษย์
และทุกวันนี้ประชาชนจานวนมากรู้สึกว่านอกเสี ยจากปัจเจกชนและค่านิยมทางสังคมจะได้รับการกระตุนเมื่อ         ้
                                              ่
นั้นเราจึงจะเริ่ มแก้ปัญหาที่กาลังเผชิญอยูได้ในวิถีทางที่มีผลต่อชีวิตบนโลก ทั้งปัจจุบนและอนาคต
                                                                                      ั
           จากคาสอนของพระพุทธศาสนานี้เองที่เน้นสอนให้เราทาความดี ละเว้นความชัว ไม่เบียดเบียนสรรพ
                                                                                        ่
สิ่ งไม่ว่าจะมีชีวิตหรื อไม่มีชีวิตก็ตาม เพื่อความสงบสุข และความร่ มเย็นของทุก ๆคน นับตั้งแต่ในสมัย
พุทธกาลนานมา พระพุทธองค์ทรงวางนโยบายอนุรักษ์ชีวิตสัตว์โลกเอาไว้แล้ว โดยการกาหนดปฏิบติที่            ั
เรี ยกว่า "ศีล" ให้แก่ชาวโลกดังนั้นจะเห็นได้ว่า หากผูคนพยายามรักษาศีลข้อที่หนึ่งนี้เพิ่มมากขึ้น ปัญหาการ
                                                            ้
สูญพันธุ์ของสัตว์ป่าต่างๆจะลดลง ในป่ าจะมีสตว์อาศัยอยู่ และสัตว์ท้งหลายก็จะมีป่าให้อยู่ สัตว์กบป่ าไม้เป็ น
                                                    ั                    ั                        ั
สื่ อสัมพันธ์ซ่ ึ งกันและกัน ไม่ใช่ไปทาสัตว์ป่าให้กลายเป็ นสัตว์บาน นามาบังคับใส่กรงขังไว้ แล้วทาลายป่ า
                                                                  ้
ราบเรี ยบ สร้างเป็ นตึกสูง เป็ นห้องแถวอย่าทาให้สตว์ป่าไร้ป่าอยู่ ซึ่ งผิดธรรมชาติของมัน อย่าทาให้ป่าต้องร้าง
                                                        ั
สัตว์อยู่ ซึ่ งผิดธรรมชาติของป่ า และอย่าทาให้วงจรชีวิตของธรรมชาติ ที่สตว์กบป่ าต้องพึ่งพาอาศัยกัน นั้น
                                                                            ั ั
ต้องถูกทาลายสมดุล ในตัว ของมันเองไป อันเนื่องมาจากการฆ่าแกงทาร้ายสัตว์ การข่มเหงบังคับสัตว์อย่าง
ทารุ ณ ด้วยฝี มือของมนุษย์โปรดช่วยกันเอ็นดู ให้ความเมตตากรุ ณา และให้ประโยชน์แก่สตว์ท้งปวงบ้างเถิด
                                                                                          ั ั
อย่ารังแกกันเกินไปนักเลย



22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim
จากพุทธประวัติเราจะพบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับป่ าไม้หลายประการด้วยกันคือศากยวงศ์ของ
พระพุทธเจ้าจัดตั้งขึ้นโดยพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าโอกากราช ณ ป่ าไม้สก ใกล้ภูเขา    ั
                       ่
หิ มาลัย อันเป็ นที่อยูของกบิลดาบสมาก่อน ได้สร้างเมืองขึ้นในป่ าไม้สกให้ชื่อว่ากบิลพัสดุ์ โกลิยวงศ์
                                                                     ั
อันเป็ นราชวงศ์ของพระนางสิ ริมหามายา พระพุทธมารดา ก็มีความเป็ นมาเนื่องด้วยป่ าไม้กระเบา มีราช
ธานี ชื่อ กรุ งเทวทหะ เมื่อพระนางสิ ริมหามายาทรงพระครรภ์จวนประสูติพระโอรส พระนางได้เดินทาง
                                                                                ั ่
เพื่อไปประสูติพระโอรส ณ กรุ งเทวทหะ แต่เมื่อไปถึง ลุมพินีวน ซึ่ งเป็ นป่ าที่ต้ งอยูระหว่างกรุ ง
                                                               ั
กบิลพัสดุ์ และกรุ งเทวทหะ พระนางก็ประสูติพระโพธิสตว์ ณ ที่น้ น ในสมัยที่ทรงพระเยาว์ พระ
                                                           ั       ั
โพธิสตว์มกใช้เวลาส่วนหนึ่งเที่ยวจาริ กไปตามป่ าเชิงภูเขาหิ มาลัย จนสัตว์ป่ามีความคุนเคยเดินตาม
        ั ั                                                                           ้
พระองค์ไปเป็ นฝูง ด้วยความสนิทสนมคุนเคยเป็ นที่อศจรรย์ ตลอดระยะเวลาหกปี ที่พระโพธิสตว์ได้
                                        ้                ั                                       ั
                                                                          ่
เที่ยวศึกษาแสวงหาทางเพื่อความตรัสรู้เป็ นพระพุทธเจ้า ได้ประทับศึกษาอยูในป่ าต่าง ๆ แม้ในเวลาตรัส
รู้ก็ทรงเลือกเอาป่ าในตาบล อุรุเวลาเสนานิคมเป็ นที่บาเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ภายใต้ตน อัสสัตถพฤกษ์ แล้ว
                                                                                   ้
ประทับเสวยวิมุติสุข ณ ต้นไทร ต้นเกด ตามลาดับ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ พระธัมม
จักกัปวัตตนสูตร แก่ ปัญจวัคคีย ์ ก็ทรงแสดงที่ ป่ าอิสิปนมฤคทายวัน อันเป็ นสวนป่ า และทรงแสดงพระ
ธรรมเทศนาอีกเป็ นอันมาก ณ ป่ าอิสิปนมฤคทายวันแห่งนั้น จนเกิดพระอรหันต์ข้ ึนในโลกคราวแรก
ติดต่อกันถึงหกสิ บรู ป ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อนุบุพพิกถา และอริ ยสัจสี่ โปรดพระเจ้าพิมพิสาร
และบริ วาร จานวนรวมกัน ๑๒๐,๐๐๐ ท่าน ณ ลัฏฐิวน อันเป็ นป่ าเช่นเดียวกัน พระอารามแห่งแรกใน
                                                       ั
พระพุทธศาสนาคือ เวฬุวน คือป่ าไผ่ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายให้เป็ นที่ประทับของพระพุทธเจ้า และ
                           ั
พระสงฆ์ หลังจากที่พระองค์ได้ฟังธรรมเทศนาจนบรรลุมรรคผลเป็ นพระอริ ยบุคคลแล้ว พระอารามอีก
แห่งหนึ่งในกรุ งราชคฤห์คือ ชีวกัมพวัน เป็ นป่ าไม้มะม่วงที่หมอชีวกโกมารภัจถวายเป็ นพร
อาราม สาหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และที่ในกรุ งราชคฤห์น้ น ยังมีป่าที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า
                                                                 ั
อีกเป็ นอันมาก เช่น มัททกุจฉิ มฤคทายวัน ในแคว้นกาสี แคว้นโกศล อันเป็ นที่ต้งของพระอารามคือ
                                                                                 ั
พระเชตวัน บุพพาราม มีป่าเป็ นอันมาก นอกจากเชตวัน คือ ป่ าของเจ้าเชต ที่ท่านอนาถบิณทิกเศรษฐีซ้ื อ
เพื่อสร้างเป็ นพระอารามถวายพระพุทธเจ้าแล้วยังมีอนธวัน และนันทวัน ที่พระพุทธเจ้า และพระภิกษุ
                                                     ั
                                                                                     ่ ั
สงฆ์ ได้ไปพักอาศัยในป่ าเหล่านั้น ในแคว้นวัชชี และแคว้นสักกะ มีชื่อป่ ามหาวันอยูท้งสองแห่ง ที่
พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรเป็ นอันมากแก่พระภิกษุบาง เทวดาบ้าง พระราชา พราหมณ์ คฤหบดีบาง
                                                             ้                                      ้
ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับในป่ านั้น ตามปกติพระพุทธเจ้าจะเสด็จหลีกออกจากหมู่คณะ
                     ่
ไปประทับสงบอยูในป่ าระยะสั้น ๆ เจ็ดหรื อสิ บห้าวันทุกครั้งจะเสด็จเข้าไปประทับในป่ า เช่นคราวที่
                                                                       ่                 ่ ั
พระภิกษุทะเลาะกันที่เมืองโกสัมพี พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยูที่ป่า รักขิตวัน อยูกบช้างและลิงที่


22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim
เราเรี ยกพระพุทธรู ปปางนี้ว่าปางป่ าลิเลยกะ การอยูป่าเป็ นวัตรจัดเป็ นนิสย คือปัจจัยเครื่ องอาศัยชีวิตของ
                                                  ่                      ั
นักบวชในพระพุทธศาสนาและแม้นกบวชในลัทธิอื่นก็ถือแนวเดียวกัน พระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์
                                     ั
                                       ่
ในสมัยพุทธกาลล้วนแล้วแต่อาศัยอยูในป่ าเป็ นส่วนมาก ยิ่งท่านที่ตองการ เจริ ญกรรมฐาน หรื อที่ใช้คา
                                                                    ้
ว่าเจริ ญสมณธรรมด้วยแล้ว เสนาสนะป่ าเขา เงื้อมเขา ถ้ า เป็ นสถานที่ที่เกื้อกูลต่อการปฏิบติเจริ ญสมณ
                                                                                            ั
ธรรม พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริ ญป่ าไว้โดยนัยต่าง ๆ เป็ นอันมาก เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับ
ขันธปริ นิพพาน ก็ทรงปริ นิพพาน ณ สาลวโนทยาน คือ สวนป่ าสาละของกษัตริ ยมลละ แห่งเมืองกุสิ
                                                                                 ์ ั
นารา
          ป่ าไม้ในฐานะเป็ นที่ต้งแห่งบุญ ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้ารับสังตอบเทวดาที่มา
                                   ั                                                  ่
กราบทูลถามว่า "ชนเหล่าใด สร้างสวนดอกไม้ ผลไม้ ปลูกหมู่ไม้ สร้างสะพาน และให้โรงเป็ นทาน บ่อ
น้ าทั้งบ้านที่พกอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริ ญในกาลทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้น
                  ั
        ่
ตั้งอยูในธรรม สมบูรณ์ดวยศีล เป็ นผูไปสวรรค์"
                           ้              ้
          ป่ าไม้ในฐานะที่เป็ นสิ่ งที่ควรอนุรักษ์ ในพระพุทธศาสนา มีบทบัญญัติทางพระวินยที่ห้ามมิให้
                                                                                            ั
พระภิกษุกระทาการอะไรเป็ นการทาลายสภาพของป่ า และต้นไม้ เช่น พระภิกษุรูปใดตัดทาลายต้นไม้
ถ้าเป็ นต้นไม้มีเจ้าของหวงแหน ท่านปรับอาบัติในฐานอทินนาทานคือ การถือเอาสิ่ งของที่เจ้าของมิได้
ให้ ถ้าเป็ นการตัดกิ่งต้นไม้ของตนหรื อของวัด ท่านปรับอาบัติในข้อที่เป็ นการพรากภูติคามคือ หักราน
กิ่ง ใบ ดอกของต้นไม้ แม้แต่การทาลายต้นไม้ที่เป็ นเมล็ดที่ปลูกได้ แง่ง กิ่งของต้นไม้ ล้วนปรับเป็ น
อาบัติท้งสิ้ นและเพื่อเป็ นการอนุรักษ์สภาพของป่ า และต้นไม้ ได้มีบทบัญญัติทางพระวินย ห้าม
            ั                                                                             ั
พระภิกษุถ่ายปัสสาวะอุจจาระ บ้วนน้ าลายลงน้ า ในของสดเขียวทั้งเล็กและใหญ่ รวมถึงการทิ้งสิ่ ง
สกปรกลงในน้ า ในของสดของเขียวทั้งหลายอันเป็ นหลักปฏิบติที่ช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และ
                                                                ั
                                                                       ่                        ่
สภาพแวดล้อมได้เป็ นอย่างดี ความเชื่อในเรื่ องที่มีเทพารักษ์ สิ งสถิตอยูในป่ า ต้นไม้ ที่ปรากฏอยูใน
คัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงเป็ นประโยชน์และเอื้ออานวยที่สาคัญในการอนุรักษ์ป่า ต้นไม้ ยิ่งไปกว่านั้น
                                                 ่
พระวินยยังกาหนดให้พระภิกษุที่สร้างกุฏิอยูตามป่ า ไม่ให้ทาลายต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และแม้แต่
          ั
ได้รับอนุญาตก็ตดทาลายเองไม่ได้ และยังต้องระมัดระวังไม่ให้กุฏิพงลงมาทับต้นไม้ในป่ า ดังนั้นวันใน
                    ั                                                ั
พระพุทธศาสนา จึงเรี ยกว่า อาราม แปลว่าสถานที่ทาใจให้รื่นรมย์ โดยเน้นไปที่สวนไม้ดอกไม้ผล ไม้ที่
ให้ร่มเงา วัดหลักในพระพุทธศาสนาจึงมีคาลงท้ายว่า วัน ที่แปลว่าป่ า เช่น เวฬุวน เชตวัน ชีวกัมพ
                                                                                 ั
วัน และแม้แต่นิโครธาราม ก็เป็ นป่ าที่มีตนไทรขึ้นอยูเ่ ป็ นจานวนมาก
                                              ้




22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim
ไม่ว่าจะเป็ นสิ่ งมีชีวิตชนิดใจ เป็ นป่ าไม้ เป็ นสัตว์ป่า เป็ นธรรมชาติ เป็ นมนุษย์ ก็ตามล้วนต้อง
พึ่งพาอาศัยกันเป็ นวงจรของชีวิต จะขาดส่งใดสิ่ งหนึ่งไปไม่ได้ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราทาความดี
ละเว้นความชัว ไม่เบียดเบียนผูอื่น ไม่ทาให้ผอื่นเดือดร้อน ตามแนวทางของศีล 5 ซึ่ งสมเด็จพระอนุตร
                 ่                  ้                ู้
สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้เมื่อหลายพันหลายร้อยปี มาแล้ว เราจึงควรยึดถือเอามาเป็ นแนวทาง
ปฏิบติเป็ นแนวทางในการดาเนินชีวิต เพื่อโลกของเราจะได้น่าอยูมากขึ้น ด้วยเพราะสิ่ งมีชีวิตทุกชนิด
      ั                                                                    ่
ต่างก็พ่ ึงพาอาศัยกันด้วยดี ทาให้สามารถดารงเผ่าพันธุ์ อยูได้ ป่ าไม้ก็สามารถที่จะเป็ นปอดของโลก เป็ น
                                                                  ่
ผืนป่ าที่ให้ทรัพยากรแก้สรรพชีวิตได้อย่างยังยืนต่อไป
                                                   ่




22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim

พระพุทธศาสนากับป่าไม้

  • 1.
    พระพุทธศาสนากับป่ าไม้ พระพุทธศาสนากับป่ าไม้ เป็ นการนาวิธีทางศาสนาโดยอาศัยหลักธรรมคาสอนเรื่ อง ความรู้จกบุญคุณ ั กตัญญูกตเวที และการเสี ยสละเพื่อส่วนรวมโดยรู้จกประมาณในการบริ โภค เป็ นต้น มาเป็ นหลักพัฒนาจิตใจ ั ให้เกิดความสานึกในความรักในธรรมชาติการสร้างอุทยานเป็ นที่พกเพื่อแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าและสาวก ั ทั้งหลาย นอกจากนั้น อุทยานก็ดี ราชอุทยานก็ดี ส่วนป่ าของบุคคลต่าง ๆ ที่มีปรากฎในพระไตรปิ ฏกว่าได้ กลายเป็ นอารามบ้าง วิหารบ้าง มหาวิหารบ้าง ก็ดวยจิตสานึกเรื่ องบุญบาปหรื อคุณธรรมของท่านผูเ้ ป็ นเจ้าของ ้ อุทยานเหล่านั้นได้กระทาเป็ นตัวอย่าง และได้กลายเป็ นธรรมเนียมการสร้างวัดป่ าในพระพุทธศาสนามาตราบ เท่าทุกวันนี้ พระพุทธศาสนามีปรัชญาและคาสอนที่เน้นความตระหนักและมีความเมตตาต่อชีวิตทั้งมวล แต่ที่ผาน ่ มา ชีวิตสัตว์ พืชพรรณ ทรัพยากรทางธรรมชาติเป็ นต้นถูกทาลายลงอย่างรวดเร็ว อันเป็ นผลมาจากความโง่เขลา ่ ความโลภ และการขาดความเคารพต่อโลก วิกฤติการณ์ทางสิ่ งแวดล้อมที่เราเผชิญอยูทุกวันนี้ตองการความ ้ ช่วยเหลือที่เร่ งด่วน แต่การมุ่งเน้นคุณค่าด้านจิตวิญญาณของมนุษย์มิได้หมายความว่าจะละเลยบทบาทของ ่ ั วิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์ มีขอบเขตอยูกบสภาพของโลกในขณะที่พุทธศาสนาเป็ นแหล่งคุณค่าของมนุษย์ และทุกวันนี้ประชาชนจานวนมากรู้สึกว่านอกเสี ยจากปัจเจกชนและค่านิยมทางสังคมจะได้รับการกระตุนเมื่อ ้ ่ นั้นเราจึงจะเริ่ มแก้ปัญหาที่กาลังเผชิญอยูได้ในวิถีทางที่มีผลต่อชีวิตบนโลก ทั้งปัจจุบนและอนาคต ั จากคาสอนของพระพุทธศาสนานี้เองที่เน้นสอนให้เราทาความดี ละเว้นความชัว ไม่เบียดเบียนสรรพ ่ สิ่ งไม่ว่าจะมีชีวิตหรื อไม่มีชีวิตก็ตาม เพื่อความสงบสุข และความร่ มเย็นของทุก ๆคน นับตั้งแต่ในสมัย พุทธกาลนานมา พระพุทธองค์ทรงวางนโยบายอนุรักษ์ชีวิตสัตว์โลกเอาไว้แล้ว โดยการกาหนดปฏิบติที่ ั เรี ยกว่า "ศีล" ให้แก่ชาวโลกดังนั้นจะเห็นได้ว่า หากผูคนพยายามรักษาศีลข้อที่หนึ่งนี้เพิ่มมากขึ้น ปัญหาการ ้ สูญพันธุ์ของสัตว์ป่าต่างๆจะลดลง ในป่ าจะมีสตว์อาศัยอยู่ และสัตว์ท้งหลายก็จะมีป่าให้อยู่ สัตว์กบป่ าไม้เป็ น ั ั ั สื่ อสัมพันธ์ซ่ ึ งกันและกัน ไม่ใช่ไปทาสัตว์ป่าให้กลายเป็ นสัตว์บาน นามาบังคับใส่กรงขังไว้ แล้วทาลายป่ า ้ ราบเรี ยบ สร้างเป็ นตึกสูง เป็ นห้องแถวอย่าทาให้สตว์ป่าไร้ป่าอยู่ ซึ่ งผิดธรรมชาติของมัน อย่าทาให้ป่าต้องร้าง ั สัตว์อยู่ ซึ่ งผิดธรรมชาติของป่ า และอย่าทาให้วงจรชีวิตของธรรมชาติ ที่สตว์กบป่ าต้องพึ่งพาอาศัยกัน นั้น ั ั ต้องถูกทาลายสมดุล ในตัว ของมันเองไป อันเนื่องมาจากการฆ่าแกงทาร้ายสัตว์ การข่มเหงบังคับสัตว์อย่าง ทารุ ณ ด้วยฝี มือของมนุษย์โปรดช่วยกันเอ็นดู ให้ความเมตตากรุ ณา และให้ประโยชน์แก่สตว์ท้งปวงบ้างเถิด ั ั อย่ารังแกกันเกินไปนักเลย 22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim
  • 2.
    จากพุทธประวัติเราจะพบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับป่ าไม้หลายประการด้วยกันคือศากยวงศ์ของ พระพุทธเจ้าจัดตั้งขึ้นโดยพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าโอกากราชณ ป่ าไม้สก ใกล้ภูเขา ั ่ หิ มาลัย อันเป็ นที่อยูของกบิลดาบสมาก่อน ได้สร้างเมืองขึ้นในป่ าไม้สกให้ชื่อว่ากบิลพัสดุ์ โกลิยวงศ์ ั อันเป็ นราชวงศ์ของพระนางสิ ริมหามายา พระพุทธมารดา ก็มีความเป็ นมาเนื่องด้วยป่ าไม้กระเบา มีราช ธานี ชื่อ กรุ งเทวทหะ เมื่อพระนางสิ ริมหามายาทรงพระครรภ์จวนประสูติพระโอรส พระนางได้เดินทาง ั ่ เพื่อไปประสูติพระโอรส ณ กรุ งเทวทหะ แต่เมื่อไปถึง ลุมพินีวน ซึ่ งเป็ นป่ าที่ต้ งอยูระหว่างกรุ ง ั กบิลพัสดุ์ และกรุ งเทวทหะ พระนางก็ประสูติพระโพธิสตว์ ณ ที่น้ น ในสมัยที่ทรงพระเยาว์ พระ ั ั โพธิสตว์มกใช้เวลาส่วนหนึ่งเที่ยวจาริ กไปตามป่ าเชิงภูเขาหิ มาลัย จนสัตว์ป่ามีความคุนเคยเดินตาม ั ั ้ พระองค์ไปเป็ นฝูง ด้วยความสนิทสนมคุนเคยเป็ นที่อศจรรย์ ตลอดระยะเวลาหกปี ที่พระโพธิสตว์ได้ ้ ั ั ่ เที่ยวศึกษาแสวงหาทางเพื่อความตรัสรู้เป็ นพระพุทธเจ้า ได้ประทับศึกษาอยูในป่ าต่าง ๆ แม้ในเวลาตรัส รู้ก็ทรงเลือกเอาป่ าในตาบล อุรุเวลาเสนานิคมเป็ นที่บาเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ภายใต้ตน อัสสัตถพฤกษ์ แล้ว ้ ประทับเสวยวิมุติสุข ณ ต้นไทร ต้นเกด ตามลาดับ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ พระธัมม จักกัปวัตตนสูตร แก่ ปัญจวัคคีย ์ ก็ทรงแสดงที่ ป่ าอิสิปนมฤคทายวัน อันเป็ นสวนป่ า และทรงแสดงพระ ธรรมเทศนาอีกเป็ นอันมาก ณ ป่ าอิสิปนมฤคทายวันแห่งนั้น จนเกิดพระอรหันต์ข้ ึนในโลกคราวแรก ติดต่อกันถึงหกสิ บรู ป ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อนุบุพพิกถา และอริ ยสัจสี่ โปรดพระเจ้าพิมพิสาร และบริ วาร จานวนรวมกัน ๑๒๐,๐๐๐ ท่าน ณ ลัฏฐิวน อันเป็ นป่ าเช่นเดียวกัน พระอารามแห่งแรกใน ั พระพุทธศาสนาคือ เวฬุวน คือป่ าไผ่ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายให้เป็ นที่ประทับของพระพุทธเจ้า และ ั พระสงฆ์ หลังจากที่พระองค์ได้ฟังธรรมเทศนาจนบรรลุมรรคผลเป็ นพระอริ ยบุคคลแล้ว พระอารามอีก แห่งหนึ่งในกรุ งราชคฤห์คือ ชีวกัมพวัน เป็ นป่ าไม้มะม่วงที่หมอชีวกโกมารภัจถวายเป็ นพร อาราม สาหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และที่ในกรุ งราชคฤห์น้ น ยังมีป่าที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ั อีกเป็ นอันมาก เช่น มัททกุจฉิ มฤคทายวัน ในแคว้นกาสี แคว้นโกศล อันเป็ นที่ต้งของพระอารามคือ ั พระเชตวัน บุพพาราม มีป่าเป็ นอันมาก นอกจากเชตวัน คือ ป่ าของเจ้าเชต ที่ท่านอนาถบิณทิกเศรษฐีซ้ื อ เพื่อสร้างเป็ นพระอารามถวายพระพุทธเจ้าแล้วยังมีอนธวัน และนันทวัน ที่พระพุทธเจ้า และพระภิกษุ ั ่ ั สงฆ์ ได้ไปพักอาศัยในป่ าเหล่านั้น ในแคว้นวัชชี และแคว้นสักกะ มีชื่อป่ ามหาวันอยูท้งสองแห่ง ที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรเป็ นอันมากแก่พระภิกษุบาง เทวดาบ้าง พระราชา พราหมณ์ คฤหบดีบาง ้ ้ ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับในป่ านั้น ตามปกติพระพุทธเจ้าจะเสด็จหลีกออกจากหมู่คณะ ่ ไปประทับสงบอยูในป่ าระยะสั้น ๆ เจ็ดหรื อสิ บห้าวันทุกครั้งจะเสด็จเข้าไปประทับในป่ า เช่นคราวที่ ่ ่ ั พระภิกษุทะเลาะกันที่เมืองโกสัมพี พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยูที่ป่า รักขิตวัน อยูกบช้างและลิงที่ 22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim
  • 3.
    เราเรี ยกพระพุทธรู ปปางนี้ว่าปางป่าลิเลยกะ การอยูป่าเป็ นวัตรจัดเป็ นนิสย คือปัจจัยเครื่ องอาศัยชีวิตของ ่ ั นักบวชในพระพุทธศาสนาและแม้นกบวชในลัทธิอื่นก็ถือแนวเดียวกัน พระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ ั ่ ในสมัยพุทธกาลล้วนแล้วแต่อาศัยอยูในป่ าเป็ นส่วนมาก ยิ่งท่านที่ตองการ เจริ ญกรรมฐาน หรื อที่ใช้คา ้ ว่าเจริ ญสมณธรรมด้วยแล้ว เสนาสนะป่ าเขา เงื้อมเขา ถ้ า เป็ นสถานที่ที่เกื้อกูลต่อการปฏิบติเจริ ญสมณ ั ธรรม พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริ ญป่ าไว้โดยนัยต่าง ๆ เป็ นอันมาก เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับ ขันธปริ นิพพาน ก็ทรงปริ นิพพาน ณ สาลวโนทยาน คือ สวนป่ าสาละของกษัตริ ยมลละ แห่งเมืองกุสิ ์ ั นารา ป่ าไม้ในฐานะเป็ นที่ต้งแห่งบุญ ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้ารับสังตอบเทวดาที่มา ั ่ กราบทูลถามว่า "ชนเหล่าใด สร้างสวนดอกไม้ ผลไม้ ปลูกหมู่ไม้ สร้างสะพาน และให้โรงเป็ นทาน บ่อ น้ าทั้งบ้านที่พกอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริ ญในกาลทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้น ั ่ ตั้งอยูในธรรม สมบูรณ์ดวยศีล เป็ นผูไปสวรรค์" ้ ้ ป่ าไม้ในฐานะที่เป็ นสิ่ งที่ควรอนุรักษ์ ในพระพุทธศาสนา มีบทบัญญัติทางพระวินยที่ห้ามมิให้ ั พระภิกษุกระทาการอะไรเป็ นการทาลายสภาพของป่ า และต้นไม้ เช่น พระภิกษุรูปใดตัดทาลายต้นไม้ ถ้าเป็ นต้นไม้มีเจ้าของหวงแหน ท่านปรับอาบัติในฐานอทินนาทานคือ การถือเอาสิ่ งของที่เจ้าของมิได้ ให้ ถ้าเป็ นการตัดกิ่งต้นไม้ของตนหรื อของวัด ท่านปรับอาบัติในข้อที่เป็ นการพรากภูติคามคือ หักราน กิ่ง ใบ ดอกของต้นไม้ แม้แต่การทาลายต้นไม้ที่เป็ นเมล็ดที่ปลูกได้ แง่ง กิ่งของต้นไม้ ล้วนปรับเป็ น อาบัติท้งสิ้ นและเพื่อเป็ นการอนุรักษ์สภาพของป่ า และต้นไม้ ได้มีบทบัญญัติทางพระวินย ห้าม ั ั พระภิกษุถ่ายปัสสาวะอุจจาระ บ้วนน้ าลายลงน้ า ในของสดเขียวทั้งเล็กและใหญ่ รวมถึงการทิ้งสิ่ ง สกปรกลงในน้ า ในของสดของเขียวทั้งหลายอันเป็ นหลักปฏิบติที่ช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และ ั ่ ่ สภาพแวดล้อมได้เป็ นอย่างดี ความเชื่อในเรื่ องที่มีเทพารักษ์ สิ งสถิตอยูในป่ า ต้นไม้ ที่ปรากฏอยูใน คัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงเป็ นประโยชน์และเอื้ออานวยที่สาคัญในการอนุรักษ์ป่า ต้นไม้ ยิ่งไปกว่านั้น ่ พระวินยยังกาหนดให้พระภิกษุที่สร้างกุฏิอยูตามป่ า ไม่ให้ทาลายต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และแม้แต่ ั ได้รับอนุญาตก็ตดทาลายเองไม่ได้ และยังต้องระมัดระวังไม่ให้กุฏิพงลงมาทับต้นไม้ในป่ า ดังนั้นวันใน ั ั พระพุทธศาสนา จึงเรี ยกว่า อาราม แปลว่าสถานที่ทาใจให้รื่นรมย์ โดยเน้นไปที่สวนไม้ดอกไม้ผล ไม้ที่ ให้ร่มเงา วัดหลักในพระพุทธศาสนาจึงมีคาลงท้ายว่า วัน ที่แปลว่าป่ า เช่น เวฬุวน เชตวัน ชีวกัมพ ั วัน และแม้แต่นิโครธาราม ก็เป็ นป่ าที่มีตนไทรขึ้นอยูเ่ ป็ นจานวนมาก ้ 22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim
  • 4.
    ไม่ว่าจะเป็ นสิ่ งมีชีวิตชนิดใจเป็ นป่ าไม้ เป็ นสัตว์ป่า เป็ นธรรมชาติ เป็ นมนุษย์ ก็ตามล้วนต้อง พึ่งพาอาศัยกันเป็ นวงจรของชีวิต จะขาดส่งใดสิ่ งหนึ่งไปไม่ได้ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราทาความดี ละเว้นความชัว ไม่เบียดเบียนผูอื่น ไม่ทาให้ผอื่นเดือดร้อน ตามแนวทางของศีล 5 ซึ่ งสมเด็จพระอนุตร ่ ้ ู้ สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้เมื่อหลายพันหลายร้อยปี มาแล้ว เราจึงควรยึดถือเอามาเป็ นแนวทาง ปฏิบติเป็ นแนวทางในการดาเนินชีวิต เพื่อโลกของเราจะได้น่าอยูมากขึ้น ด้วยเพราะสิ่ งมีชีวิตทุกชนิด ั ่ ต่างก็พ่ ึงพาอาศัยกันด้วยดี ทาให้สามารถดารงเผ่าพันธุ์ อยูได้ ป่ าไม้ก็สามารถที่จะเป็ นปอดของโลก เป็ น ่ ผืนป่ าที่ให้ทรัพยากรแก้สรรพชีวิตได้อย่างยังยืนต่อไป ่ 22/07/55 21:36:17 น. Credit by S.Nimtim