Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Weerachat Martluplao
1,371 views
การสอนแบบสืบเสาะ
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 10
2
/ 10
Most read
3
/ 10
4
/ 10
5
/ 10
6
/ 10
7
/ 10
8
/ 10
9
/ 10
10
/ 10
More Related Content
PDF
Cognitivism theory (2)
by
Ptato Ok
PDF
Cognitivism
by
Sathapron Wongchiranuwat
PPTX
ทฤษฎีการเรียนรู้
by
April1904
PPTX
ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning theory)
by
Maesinee Fuguro
PPTX
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
by
Naracha Nong
PPTX
ทฤษฎีการเรียนรู้
by
eubeve
PDF
Presentation 5
by
moohmed
PDF
Innovation
by
ศิริลักษณ์ ภิวัฒน์
Cognitivism theory (2)
by
Ptato Ok
Cognitivism
by
Sathapron Wongchiranuwat
ทฤษฎีการเรียนรู้
by
April1904
ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning theory)
by
Maesinee Fuguro
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
by
Naracha Nong
ทฤษฎีการเรียนรู้
by
eubeve
Presentation 5
by
moohmed
Innovation
by
ศิริลักษณ์ ภิวัฒน์
What's hot
PDF
ความหมาย ทฤษฎีด้านนวัตกรรมเพื่อการศึกษา
by
itedu355
PDF
ครูมือใหม่
by
ศิริลักษณ์ ภิวัฒน์
PDF
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบ 4 mat
by
Siriphan Kristiansen
PDF
Constructivismใหม่j
by
Benjarat Meechalat
PDF
ครูมือใหม่
by
Jo Smartscience II
PDF
ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
by
Nampeung Kero
PPTX
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง(Constructivism)
by
Mamoss CM
PPTX
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง constructivism
by
คน ขี้เล่า
PPTX
ทฤษฎีการเรียนรู้
by
Ratchada Rattanapitak
PPTX
รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
by
Mod DW
PDF
การเรียนรู้แบบร่วมมือ
by
Sukanya Burana
PDF
คอนสตรัคติวิสต์
by
Cholthicha JaNg
PDF
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญานิยมและการออกแบบการสอน
by
Nisachol Poljorhor
PPTX
ชุดสร้างความรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
by
Charuni Samat
PDF
ครูมือใหม่
by
FuangFah Tingmaha-in
PDF
ภารกิจครูมือใหม่
by
Phornpen Fuangfoo
PPT
ครูฝึกหัด
by
Piyatida Krunsuntia
PDF
ภารกิจครูมือใหม่
by
เค เอ อี ดับเบิ้ลยู'
PDF
instructional design
by
Chirayu Sakdacharuwong
PPTX
นวัตกรรมการศีกษาประเภททฤษฎีหรือแนวคิด11
by
Tum'Tim Chanjira
ความหมาย ทฤษฎีด้านนวัตกรรมเพื่อการศึกษา
by
itedu355
ครูมือใหม่
by
ศิริลักษณ์ ภิวัฒน์
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบ 4 mat
by
Siriphan Kristiansen
Constructivismใหม่j
by
Benjarat Meechalat
ครูมือใหม่
by
Jo Smartscience II
ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
by
Nampeung Kero
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง(Constructivism)
by
Mamoss CM
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตัวเอง constructivism
by
คน ขี้เล่า
ทฤษฎีการเรียนรู้
by
Ratchada Rattanapitak
รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
by
Mod DW
การเรียนรู้แบบร่วมมือ
by
Sukanya Burana
คอนสตรัคติวิสต์
by
Cholthicha JaNg
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญานิยมและการออกแบบการสอน
by
Nisachol Poljorhor
ชุดสร้างความรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
by
Charuni Samat
ครูมือใหม่
by
FuangFah Tingmaha-in
ภารกิจครูมือใหม่
by
Phornpen Fuangfoo
ครูฝึกหัด
by
Piyatida Krunsuntia
ภารกิจครูมือใหม่
by
เค เอ อี ดับเบิ้ลยู'
instructional design
by
Chirayu Sakdacharuwong
นวัตกรรมการศีกษาประเภททฤษฎีหรือแนวคิด11
by
Tum'Tim Chanjira
Viewers also liked
PPTX
นำเสนองานวิจัย บทที่ 1
by
ลัดดา ทองแสน
PPT
WHAT IS CONSTRUCTIVISM PPT
by
kmer8995
PDF
บทที่2 (เสร็จ)
by
Annop Phetchakhong
PDF
โครงการ โครงงานสำรวจและปฏิบัติการ การประหยัดพลังงาน โรงเรียนซับบอนวิทยาคม
by
Weerachat Martluplao
ODP
Psychology 102: Cognitive processes
by
James Neill
PPTX
Cognitive process
by
Jen Sapida
PDF
โครงงานสำรวจและปฏิบัติการ การประหยัดพลังงานแบบมีส่วนร่วม โรงเรียนซับบอนวิทยาคม
by
Weerachat Martluplao
นำเสนองานวิจัย บทที่ 1
by
ลัดดา ทองแสน
WHAT IS CONSTRUCTIVISM PPT
by
kmer8995
บทที่2 (เสร็จ)
by
Annop Phetchakhong
โครงการ โครงงานสำรวจและปฏิบัติการ การประหยัดพลังงาน โรงเรียนซับบอนวิทยาคม
by
Weerachat Martluplao
Psychology 102: Cognitive processes
by
James Neill
Cognitive process
by
Jen Sapida
โครงงานสำรวจและปฏิบัติการ การประหยัดพลังงานแบบมีส่วนร่วม โรงเรียนซับบอนวิทยาคม
by
Weerachat Martluplao
Similar to การสอนแบบสืบเสาะ
PDF
รายงานการสังเคราะห์รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
by
ศน. โมเมจ้า
PDF
Presentation 5
by
tyehh
PDF
Unit1
by
Tar Bt
PDF
งาน8และ construcionvism
by
พิมพ์ทอง โยธิโน
PDF
ครูมือใหม่
by
Pitsiri Lumphaopun
PDF
ภารกิจการเรียนรู้ระดับครูผู้ช่วย
by
Pamkritsaya3147
PDF
ครูมือใหม่
by
โอลีฟ กะ โกโก้
PDF
ทฤษฎีสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง
by
duenka
PDF
ครูผู้ช่วย ภารกิจ
by
She's Kukkik Kanokporn
PDF
การออกแบบการสอนระดับครูผู้ช่วย
by
MuBenny Nuamin
PDF
ภารกิจ ระดับครูผู้ช่วย
by
Aekapong Hemathulin
PDF
งานนำเสนอ อ อ ญญปารย 333
by
Chirinee Deeraksa
PDF
project
by
paewwaew
PDF
Slideshare
by
paewwaew
PDF
Slideshare
by
paewwaew
PDF
Slideshare
by
paewwaew
PPT
ภารกิจครูผู้ช่วย
by
Blade HurthurtHurt
PPT
ภารกิจครูผู้ช่วย
by
Blade HurthurtHurt
PDF
ภารกิจระดับครูผู้ช่วย
by
Beeby Bicky
PDF
ครูผู้ช่วย
by
Pitsiri Lumphaopun
รายงานการสังเคราะห์รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
by
ศน. โมเมจ้า
Presentation 5
by
tyehh
Unit1
by
Tar Bt
งาน8และ construcionvism
by
พิมพ์ทอง โยธิโน
ครูมือใหม่
by
Pitsiri Lumphaopun
ภารกิจการเรียนรู้ระดับครูผู้ช่วย
by
Pamkritsaya3147
ครูมือใหม่
by
โอลีฟ กะ โกโก้
ทฤษฎีสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง
by
duenka
ครูผู้ช่วย ภารกิจ
by
She's Kukkik Kanokporn
การออกแบบการสอนระดับครูผู้ช่วย
by
MuBenny Nuamin
ภารกิจ ระดับครูผู้ช่วย
by
Aekapong Hemathulin
งานนำเสนอ อ อ ญญปารย 333
by
Chirinee Deeraksa
project
by
paewwaew
Slideshare
by
paewwaew
Slideshare
by
paewwaew
Slideshare
by
paewwaew
ภารกิจครูผู้ช่วย
by
Blade HurthurtHurt
ภารกิจครูผู้ช่วย
by
Blade HurthurtHurt
ภารกิจระดับครูผู้ช่วย
by
Beeby Bicky
ครูผู้ช่วย
by
Pitsiri Lumphaopun
More from Weerachat Martluplao
PDF
ชุดข้อสอบแยกตามตัวชี้วัด หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
PDF
ประจุไฟฟ้า Electric charges
by
Weerachat Martluplao
PDF
trigonometry
by
Weerachat Martluplao
PDF
รางวัลเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ ม ปลาย
by
Weerachat Martluplao
PDF
Stem education and 21st century skills development
by
Weerachat Martluplao
PDF
แบบบันทึกความดีและรายงานผลการปฏิบัติงาน ประกอบการย้าย 57
by
Weerachat Martluplao
PDF
ข้อสอบโครงงาน ม 2
by
Weerachat Martluplao
PDF
Storyboard การออกแบบ application
by
Weerachat Martluplao
PDF
โครงงานสำรวจและปฏิบัติการ การประหยัดพลังงาน
by
Weerachat Martluplao
PDF
Stem workshop report
by
Weerachat Martluplao
PDF
งานนำเสนอ การวิจัย การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สพม.40
by
Weerachat Martluplao
PDF
หลักสูตรแกนกลาง สาระและตัวชี้วัดชั้นปี หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
PDF
โครงการครูพลังงาน 2556
by
Weerachat Martluplao
PDF
การจัดการความรู้ กับการใช้ Social media ในโรงเรียนซับบอนวิทยาคม
by
Weerachat Martluplao
PDF
พัฒนาการคิดด้วย
by
Weerachat Martluplao
PDF
การพัฒนาการคิดวิจารณญาณด้วย Social Media
by
Weerachat Martluplao
PDF
การออกข้อสอบวัดผล O net วิทย์ ม.ต้น
by
Weerachat Martluplao
PDF
รางวัลเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ ม ต้น
by
Weerachat Martluplao
PDF
โครงการสร้างสำนึกพลเมือง โรงเรียนโพนเมืองประชารัฐ
by
Weerachat Martluplao
PDF
Asean curriculum thai
by
Weerachat Martluplao
ชุดข้อสอบแยกตามตัวชี้วัด หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
ประจุไฟฟ้า Electric charges
by
Weerachat Martluplao
trigonometry
by
Weerachat Martluplao
รางวัลเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ ม ปลาย
by
Weerachat Martluplao
Stem education and 21st century skills development
by
Weerachat Martluplao
แบบบันทึกความดีและรายงานผลการปฏิบัติงาน ประกอบการย้าย 57
by
Weerachat Martluplao
ข้อสอบโครงงาน ม 2
by
Weerachat Martluplao
Storyboard การออกแบบ application
by
Weerachat Martluplao
โครงงานสำรวจและปฏิบัติการ การประหยัดพลังงาน
by
Weerachat Martluplao
Stem workshop report
by
Weerachat Martluplao
งานนำเสนอ การวิจัย การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สพม.40
by
Weerachat Martluplao
หลักสูตรแกนกลาง สาระและตัวชี้วัดชั้นปี หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
โครงการครูพลังงาน 2556
by
Weerachat Martluplao
การจัดการความรู้ กับการใช้ Social media ในโรงเรียนซับบอนวิทยาคม
by
Weerachat Martluplao
พัฒนาการคิดด้วย
by
Weerachat Martluplao
การพัฒนาการคิดวิจารณญาณด้วย Social Media
by
Weerachat Martluplao
การออกข้อสอบวัดผล O net วิทย์ ม.ต้น
by
Weerachat Martluplao
รางวัลเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ ม ต้น
by
Weerachat Martluplao
โครงการสร้างสำนึกพลเมือง โรงเรียนโพนเมืองประชารัฐ
by
Weerachat Martluplao
Asean curriculum thai
by
Weerachat Martluplao
การสอนแบบสืบเสาะ
1.
ั้
่ ี ่ ่ 1. ปร ัชญาวิทยาศาสตร์ดงเดิม ความรู ้วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความจริงหรือข ้อเท็จจริงทีมอยูหรือเป็ นอยู่ ซึงได ้ จากการตรวจสอบ การค ้นคว ้าทดลองอย่างเป็ นระบบ โดยใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ปร ัชญา ่ ่ วิทยาศาสตร์แนวใหม่ ความรู ้วิทยาศาสตร์ เป็ นความรู ้ทีเกิดจากการสรรสร ้างของแต่ละบุคคล ซึงมีอทธิพลมาจาก ิ ่ ความรู ้หรือประสบการณ์เดิม และสิงแวดล ้อมหรือบริบทของสังคมของแต่ละคน 2. แนวคิดของเพียเจต์ (Piaget) เกียวก ับพ ัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด คือ การทีคนเรามีปะทะ ่ ่ ่ ่ สัมพันธ์กับสิงแวดล ้อมตังแต่แรกเกิด และการปะทะสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลกับสิงแวดล ้อมนี้มผลทาให ้ ้ ี ระดับสติปัญญาและความคิด มีการพัฒนาขึนอย่างต่อเนืองอยูตลอดเวลากระบวนการทีเกียวข ้องกับการพัฒนาทาง ้ ่ ่ ่ ่ สติปัญญาและความคิดมี 2 กระบวนการ คือ การปรับตัว (Adaptation) และการจัดระบบโครงสร ้าง (Organization) ่ ุ ่ ่ การปรับตัวเป็ นกระบวนการทีบคคลหาหนทางทีจะปรับสภาพความไม่สมดุลทางความคิดให ้เข ้ากับสิงแวดล ้อมทีอยู่ ่ ั ่ รอบ ๆ ตัว และเมือบุคคลมีปฏิสมพันธ์กับสิงแวดล ้อมรอบ ๆ ตัว โครงสร ้างทางสมองจะถูกจัดระบบให ้มีความ ่ เหมาะสมกับสภาพแวดล ้อม มีรปแบบของความคิดเกิดขึน กระบวนการปรับตัวประกอบด ้วยกระบวนการทีสาคัญ 2 ู ้ ่ ประการคือ ์ ึ 1) กระบวนการดูดซึม (Assimilation) หมายถึง กระบวนการทีอนทรียซมซาบประสบการณ์ใหม่เข ้า ่ ิ ่ สูประสบการณ์เดิมทีเหมือนหรือคล ้ายคลึงกัน ่ แล ้วสมองก็รวบรวมปรับเหตุการณ์ใหม่ให ้เข ้ากับโครงสร ้างของ ความคิดอันเกิดจากการเรียนรู ้ทีมอยูเดิม ่ ี ่ 2) กระบวนการปรับขยายโครงสร ้าง (Accomodation) เป็ นกระบวนการทีตอเนื่องมาจาก ่ ่ ่ ึ ่ กระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากทีซมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข ้ามา และปรับเข ้าสูโครงสร ้างเดิมแล ้วถ ้าปรากฏ ว่าประสบการณ์ใหม่ทได ้รับการซึมซาบเข ้ามาให ้เข ้ากับประสบการณ์เดิมได ้ ี่ สมองก็จะสร ้างโครงสร ้างใหม่ขนมา ึ้ เพือปรับให ้เข ้ากับประสบการณ์ใหม่นัน ่ ้ ่ 3. ทฤษฎีการสร้างเสริมความรู ้ (Constructivism) เชือว่านั กเรียนทุกคนมีความรู ้ความเข ้าใจเกียวกับบางสิง ่ ่ บางอย่างมาแล ้วไม่มากก็น ้อย ก่อนทีครูจะจัดการเรียนการสอนให ้เน ้นว่าการเรียนรู ้เกิดขึนด ้วยตัวของผู ้เรียนรู ้เอง ่ ้ และการเรียนรู ้เรืองใหม่จะมีพนฐานมาจากความรู ้เดิม ดังนัน ประสบการณ์เดิมของนั กเรียนจึงเป็ นปั จจัยสาคัญต่อ ่ ื้ ้ การเรียนรู ้เป็ นอย่างยิง กระบวนการเรียนรู ้ (Process of Leaning) ทีแท ้จริงของนั กเรียนไม่ได ้เกิดจากการบอกเล่า ่ ่ ของครู หรือนั กเรียนเพียงแต่จดจาแนวคิดต่าง ๆ ทีมผู ้บอกให ้เท่านัน ่ ี ้ แต่การเรียนรู ้วิทยาศาสตร์ตาม ทฤษฎี Constructivism เป็ นกระบวนการทีนักเรียนจะต ้องสืบค ้นเสาะหา สารวจตรวจสอบ และค ้นคว ้าด ้วยวิธการ ่ ี ต่างๆ จนทาให ้นั กเรียนเกิดความเข ้าใจและเกิดการรับรู ้ความรู ้นั นอย่างมีความหมาย จึงจะสามารถเป็ นองค์ความรู ้ ้ ของนักเรียนเอง และเก็บเป็ นข ้อมูลไว ้ในสมองได ้อย่างยาวนาน สามารถนามาใช ้ได ้เมือมีสถานการณ์ใด ๆ มา ่ เผชิญหน ้า ดังนั นการทีนักเรียนจะสร ้างองค์ความรู ้ได ้ ต ้องผ่านกระบวนการเรียนรู ้ทีหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิง ้ ่ ่ ่ กระบวนการสืบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Process) ื 4. ความหมายและแนวคิดเกียวก ับการสอนแบบสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Method) ่ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้มีผู ้ให ้ความหมายและแนวคิดหลากหลาย ดังนี้ อนั นต์ จันทร์กวี (2523) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นวิธการส่งเสริมให ้นั กเรียนรู ้จักคิดด ้วย ี ตนเอง รู ้จักค ้นคว ้าหาเหตุผล และสามารถแก ้ปั ญหาได ้ โดยการนาเอาวิธการต่างๆ ของกระบวนการทาง ี วิทยาศาสตร์ไปใช ้ นอกจากนี้ยงเป็ นการเรียนเพือพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด ้วย ั ่ ่ ่ สุวัฒน์ นิยมค ้า (2531) กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นการสอนทีสงเสริมให ้นักเรียนเป็ นผู ้ ค ้นคว ้า หรือสืบเสาะหาความรู ้เกียวกับสิงใดสิงหนึงทีนักเรียนยังไม่เคยมีความรู ้ในสิงนั นมาก่อน โดยใช ้กระบวนการ ่ ่ ่ ่ ่ ่ ้ ทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ ่ ดวงเดือน เทศวานิช (2535) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นรูปแบบการสอนทีเน ้นทักษะการ ่ ่ คิดอย่างมีระบบ โดยคานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ซึงต ้องมีหลักฐานสนับสนุน วิธนเป็ นวิธทนักเรียน ี ี้ ี ี่ พิจารณาเหตุผล สามารถใช ้คาถามทีถกต ้องและคล่องแคล่วสามารถสร ้างและทดสอบสมมติฐานด ้วยการทดลอง ่ ู ่ ี ่ ่ และตีความจากการทดลองด ้วยตนเอง โดยไม่ขนอยูกับคาอธิบายของครู เป็ นวิธการทีชวยให ้นั กเรียนมีระบบวิธการ ึ้ ี แก ้ปั ญหาในทางวิทยาศาสตร์ด ้วยตนเอง สมจิต สวธนไพบูลย์ (2541) กล่าวว่า หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ผู ้เรียนจะต ้องเป็ นผู ้ค ้นคว ้าหา ความรู ้ จะโดยทางตรงหรือทางอ ้อมก็ตาม ส่วนครูจะเป็ นผู ้อานวยความสะดวกแนะนาและให ้ความช่วยเหลือเท่าที่ จาเป็ น ประกอบด ้วยกระบวนการทีสาคัญ ได ้แก่ การสารวจ และการสร ้างองค์ความรู ้ ่
2.
้
มนมนั ส สุดสิน (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ไว ้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู ้เป็ นวิธการหนึงทีมงส่งเสริมให ้ผู ้เรียนรู ้จักค ้นคว ้าหาความรู ้ คิดและแก ้ปั ญหาได ้ด ้วยตนเองอย่างมีระบบของ ี ่ ่ ุ่ การคิด ใช ้กระบวนการของการค ้นคว ้าหาความรู ้ ซึงประกอบด ้วยวิธการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง ่ ี วิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ครูมหน ้าทีจัดบรรยากาศ การสอนให ้เอือต่อการเรียนรู ้ คิดแก ้ปั ญหาโดย ี ่ ้ ใช ้การทดลอง และอภิปรายซักถามเป็ นกิจกรรมหลักในการสอน ชลสีต ์ จันทาสี (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ไว ้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู ้เป็ นวิธการทีมงส่งเสริมให ้นั กเรียนรู ้จักค ้นคว ้าหาความรู ้ด ้วยตนเอง โดยใช ้กระบวนการแสวงหาความรู ้ ซึงครู ี ่ ุ่ ่ มีหน ้าทีเพียงเป็ นผู ้คอยให ้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมสภาพการณ์และกิจกรรมให ้เอือต่อกระบวนการทีฝึกให ้คิดหา ่ ้ ่ เหตุผล สืบเสาะหาความรู ้ รวมทังการแก ้ปั ญหาให ้ได ้โดยใช ้คาถามและสือการเรียนการสอนต่าง ๆ เช่น ของจริง ้ ่ สถานการณ์ ให ้นั กเรียนลงมือปฏิบัตการสารวจ ค ้นหาด ้วยตนเอง บรรยากาศการเรียนการสอนให ้นั กเรียนมีอสระใน ิ ิ การซักถาม การอภิปรายและมีแรงเสริม อาจกล่าวได ้ว่าเป็ นการสอนให ้นั กเรียนคิดเป็ น ทาเป็ น และแก ้ปั ญหาได ้ นั่ นเอง กู๊ด (Good. 1973) ได ้ให ้ความหมายของการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู ้ว่าเป็ นเทคนิคหรือกลวิธอย่าง ี หนึงในการจัดให ้เกิดการเรียนรู ้เนื้อหาบางอย่างของวิชาวิทยาศาสตร์ โดยกระตุ ้นให ้นั กเรียนมีความอยากรู ้อยากเห็น ่ เสาะแสวงหาความรู ้โดยการถามคาถาม และพยายามค ้นหาคาตอบให ้พบด ้วยตนเอง นอกจากนี้ยังให ้ความหมาย ของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้อีกอย่างหนึงว่าเป็ นวิธการเรียนโดยการแก ้ปั ญหาจากกิจกรรมทีจัดขึน ่ ี ่ ้ และใช ้ ี ่ วิธการทางวิทยาศาสตร์ในการทากิจกรรม ซึงปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ทีนักเรียนเผชิญแต่ละครัง จะเป็ นตัวกระตุ ้นการ ่ ้ ่ ่ คิดกับการสังเกตกับสิงทีสรุปพาดพิงอย่างชัดเจน ประดิษฐ์ คิดค ้น ตีความหมายภายใต ้สภาพแวดล ้อมทีเหมาะสม ่ ทีสด การใช ้วิธการอย่างชาญฉลาดสามารถทดสอบได ้ และสรุปอย่างมีเหตุผล ่ ุ ี ซันด์และโทรวบริดจ์ (Sun and Trowbridge. 1973) สรุปลักษณะของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ว่า เป็ นการสอนทีผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง สร ้างมโนทัศน์ด ้วยตนเอง และเป็ นการพัฒนาความสามารถด ้านต่างๆ ของ ่ ่ นั กเรียน เช่น ความสามารถทางวิธการ ทักษะทางสังคม ความคิดสร ้างสรรค์ ซึงต ้องให ้อิสระและให ้ผู ้เรียนมีโอกาส ี คิด และเป็ นการเรียนทีเน ้นการทดลอง เพือให ้ผู ้เรียน ค ้นพบด ้วยตนเอง และการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู ้จะ ่ ่ กาหนดเวลาสาหรับการเรียนรู ้ ซานดรา เค เอเบล (Sandra K. Abell. 2002) ได ้กล่าวถึงความหมายของการสืบเสาะหาความรู ้ ตามที่ NSES และ AAAS นิยามไว ้ ดังนี้ NSES (National Science Education Standards) ได ้ให ้ความหมายของการสืบเสาะหาความรู ้ว่าเป็ น กิจกรรมทีหลากหลายเกียวกับการสังเกต การถามคาถาม การสารวจตรวจสอบจากเอกสารและแหล่งความรู ้อืน ๆ ่ ่ ่ การวางแผนการสารวจตรวจสอบ การทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพือเป็ นการยืนยันความรู ้ทีได ้ค ้นพบมาแล ้ว การใช ้ ่ ่ เครืองมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข ้อมูล การนาเสนอผลงาน การอธิบายและการ ่ คาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลียนความคิดเห็นกันเกียวกับผลงานทีได ้ ่ ่ ่ AAAS (American Association for the Advancement of Science) ได ้ให ้ความหมายการสืบเสาะหา ความรู ้ว่า เริมต ้นด ้วยคาถามเกียวกับธรรมชาติพร ้อมทังกระตุ ้นนั กเรียนให ้ตืนเต ้นสงสัยใคร่รู ้ให ้นั กเรียนตังใจรวบรวม ่ ่ ้ ่ ้ ข ้อมูลและหลักฐาน ครูเตรียมข ้อมูลเอกสารความรู ้ต่างๆ ทีมคนศึกษาค ้นคว ้ามาแล ้ว เพือให ้นักเรียนเชือมโยงกับ ่ ี ่ ่ ่ ้ ้ ความรู ้ใหม่ หรือเพือให ้มองเห็นภาพได ้ชัดเจนลึกซึงขึนให ้นั กเรียนอธิบายให ้ชัดเจน ไม่เน ้นความจาเกียวกับศัพท์ ่ ทางวิชาการ และใช ้กระบวนการกลุม ่ ั้ ื ด ังนนกระบวนการสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry process) เป็ นกระบวนการเรียนรู ้ทีให ้ผู ้เรียนสร ้างองค์ ่ ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัต ิ และใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ ่ ื 5. ระด ับของการสบเสาะหาความรู ้ (Level of inquiry) แบ่งเป็ น 4 ระดับ คือ ื 1) การสบเสาะหาความรูแบบยืนย ัน (Confirmed Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ ้ ่ ผู ้เรียนเป็ นผู ้ตรวจสอบความรู ้หรือแนวคิด เพือยืนยันความรู ้หรือ แนวคิดทีถกค ้นพบมาแล ้ว โดยครูเป็ นผู ้กาหนด ่ ่ ู ปั ญหาและคาตอบ หรือองค์ความรู ้ทีคาดหวังให ้ผู ้เรียนค ้นพบ และให ้ผู ้เรียนทากิจกรรมทีกาหนดในหนังสือหรือใบ ่ ่ งาน หรือตามทีครูบรรยายบอกกล่าว ่ ื 2) การสบเสาะหาความรูแบบนาทาง (Directed Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ ้ ่ ผู ้เรียนค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยครูเป็ นผู ้กาหนดปั ญหา และสาธิตหรืออธิบายการสารวจตรวจสอบ แล ้ว ให ้ผู ้เรียนปฏิบัตการสารวจตรวจสอบตามวิธการทีกาหนด ิ ี ่
3.
ื
ี้ 3) การสบเสาะหาความรูแบบชแนะแนวทาง (Guided Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ที่ ้ ้ ให ้ผู ้เรียนค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยผู ้เรียนเป็ นผู ้กาหนดปั ญหา และครูเป็ นผู ้ชีแนะแนวทางการสารวจ ตรวจสอบ รวมทังให ้คาปรึกษาหรือแนะนาให ้ผู ้เรียนปฏิบัตการสารวจตรวจสอบ ้ ิ ื 4) การสบเสาะหาความรูแบบเปิ ด (Open Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ผู ้เรียน ้ ่ ค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยให ้ผู ้เรียนมีอสระในการคิด เป็ นผู ้กาหนดปั ญหา ออกแบบ และปฏิบัตการ ิ ิ สารวจตรวจสอบด ้วยตนเอง ่ ็ ้ ้ ื 6. จิตวิทยาทีเปนพืนฐานของการเรียนรูแบบสบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร์ ้ 1) การเรียนรู ้วิทยาศาสตร์นันผู ้เรียนจะเรียนรู ้ได ้ดียงขึนต่อเมือผู ้เรียนได ้เกียวข ้องโดยตรงกับการ ้ ิ่ ้ ่ ่ ค ้นหาความรู ้นั น ๆ มากกว่าการบอกให ้ผู ้เรียนรู ้ ้ 2) การเรียนรู ้จะเกิดได ้ดีทสด เมือสถานการณ์แวดล ้อมในการเรียนรู ้นั นยั่วยุให ้ผู ้เรียนอยากเรียน ี่ ุ ่ ้ ี ่ ่ ไม่ใช่บบบังคับผู ้เรียน และครูต ้องจัดกิจกรรมทีจะนาไปสูความสาเร็จในการค ้นคว ้าทดลอง 3) วิธการนาเสนอของครู จะต ้องส่งเสริมให ้ผู ้เรียนรู ้จักคิด มีความคิดสร ้างสรรค์ ให ้โอกาสผู ้เรียนได ้ ี ใช ้ความคิดของตนเองมากทีสด ่ ุ ้ ิ ่ ่ ทังนี้กจกรรมทีจะให ้ผู ้เรียนทาการสารวจตรวจสอบจะต ้องเชือมโยงกับความรู ้เดิม และผู ้เรียนมีความรู ้และ ่ ่ ่ ทักษะเพียงพอทีจะแสวงหาความรู ้ใหม่ โดยกิจกรรมทีจัดควรเป็ นกิจกรรมนาไปสูการสารวจตรวจสอบ หรือแสวงหา ความรู ้ใหม่ 7. ื รูปแบบการสอนแบบว ัฏจ ักรการสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Cycle) นั กการศึกษาจากกลุม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได ้เสนอกระบวนการสืบเสาะหา ่ ่ ่ ่ ความรู ้ เพือให ้ผู ้เรียนสร ้างองค์ความรู ้ใหม่ โดยเชือมโยงสิงทีเรียนรู ้เข ้ากับประสบการณ์หรือความรู ้เดิม เป็ นความรู ้ ่ หรือแนวคิดของผู ้เรียนเอง เรียกรูปแบบการสอนนี้วา Inquiry cycle หรือ 5Es มีขนตอนดังนี้ (BSCS. 1997) ่ ั้ 1) การสร้างความสนใจ (Engage) ขันตอนนีเป็ นขันตอนแรกของกระบวนการเรียนรู ้ทีจะ ้ ้ ้ ่ ่ ี่ ้ ่ ่ นาเข ้าสูบทเรียน จุดประสงค์ทสาคัญของขันตอนนี้ คือ ทาให ้ผู ้เรียนสนใจ ใคร่รู ้ในกิจกรรมทีจะนาเข ้าสูบทเรียน ่ ั ่ ้ ่ ควรจะเชือมโยงประสบการณ์การเรียนรู ้เดิมกับปั จจุบน และควรเป็ นกิจกรรมทีคาดว่ากาลังจะเกิดขึน ซึงทาให ้ผู ้เรียน ่ ่ ่ สนใจจดจ่อทีจะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และเริมคิดเชือมโยงความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะกับประสบการณ์เดิม 2) การสารวจและค้นหา (Explore) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีทาให ้ผู ้เรียนมีประสบการณ์ ้ ้ ่ ร่วมกันในการสร ้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให ้เวลาและโอกาสแก่ผู ้เรียนใน ่ ่ การทากิจกรรมการสารวจและค ้นหาสิงทีผู ้เรียนต ้องการเรียนรู ้ตามความคิดเห็นผู ้เรียนแต่ละคน หลังจากนั นผู ้เรียน ้ แต่ละคนได ้อภิปรายแลกเปลียนความคิดเห็นเกียวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทั กษะในระหว่างทีผู ้เรียนทา ่ ่ ่ กิจกรรมสารวจและค ้นหา เป็ นโอกาสทีผู ้เรียนจะได ้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข ้อมูลเกียวกับความคิดรวบยอดของ ่ ่ ผู ้เรียนทียังไม่ถกต ้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให ้ผู ้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกียวกับความคิดเห็นของผู ้เรียน ่ ู ่ ครูควรระลึกอยูเสมอเกียวกับความสามารถของผู ้เรียนตามประเด็นปั ญหา ่ ่ ผลจากการทีผู ้เรียนมีใจจดจ่อในการทา ่ ่ กิจกรรม ผู ้เรียนควรจะสามารถเชือมโยงการสังเกต การจาแนกตัวแปร และคาถามเกียวกับเหตุการณ์นันได ้ ่ ้ 3) การอธิบาย (Explain) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีให ้ผู ้เรียนได ้พัฒนาความ สามารถในการ ้ ้ ่ อธิบายความคิดรวบยอดทีได ้จากการสารวจและค ้นหา ่ ครูควรให ้โอกาสแก่ผู ้เรียนได ้อภิปรายแลกเปลียนความ ่ คิดเห็นกันเกียวกับทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู ้ ่ การอธิบายนันต ้องการให ้ผู ้เรียนได ้ใช ้ข ้อสรุปร่วมกันในการ ้ ่ ่ ่ ้ เชือมโยงสิงทีเรียนรู ้ ในช่วงเวลาทีเหมาะสมนี้ครูควรชีแนะผู ้เรียนเกียวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่ ่ ่ อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยูเสมอว่ากิจกรรมเหล่านียังคงเน ้นผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง ่ ้ นั่ นคือ ผู ้เรียนได ้พัฒนา ี้ ความสามารถในการอธิบายด ้วยตัวผู ้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชแนะผ่านทางกิจกรรม เพือให ้ผู ้เรียนมีโอกาส ่ อย่างเต็มทีในการพัฒนาความรู ้ความเข ้าใจในความคิดรวบยอดให ้ชัดเจน ่ ในทีสดผู ้เรียนควรจะสามารถอธิบาย ่ ุ ่ ่ ่ ความคิดรวบยอดได ้อย่างเข ้าใจ โดยเชือมโยงประสบการณ์ ความรู ้เดิมและสิงทีเรียนรู ้เข ้าด ้วยกัน 4) การขยายความรู ้ (Elaborate) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีให ้ผู ้เรียนได ้ยืนยันและขยายหรือ ้ ้ ่ ่ ้ ่ ้ เพิมเติมความรู ้ความเข ้าใจในความคิดรวบยอดให ้กว ้างขวางและลึกซึงยิงขึน และยังเปิ ดโอกาสให ้ผู ้เรียนได ้ฝึ ก
4.
ทักษะและปฏิบัตตามทีผู ้เรียนต ้องการ
ในกรณีทผู ้เรียนไม่เข ้าใจหรือยังสับสนอยูหรืออาจจะเข ้าใจเฉพาะข ้อสรุปที่ ิ ่ ี่ ่ ได ้จากการปฏิบตการสารวจและค ้นหาเท่านั น ั ิ ้ ควรให ้ประสบการณ์ใหม่ผู ้เรียนจะได ้พัฒนาความรู ้ความเข ้าใจใน ้ ่ ้ ้ ความคิดรวบยอดให ้กว ้างขวางและลึกซึงยิงขึน เป้ าหมายทีสาคัญของขันนี้ คือ ครูควรชีแนะให ้ผู ้เรียนได ้นาไป ่ ้ ประยุกต์ใช ้ในชีวตประจาวัน จะทาให ้ผู ้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิมขึน ิ ่ ้ 5) การประเมินผล (Evaluate) ขันตอนนีผู ้เรียนจะได ้รับข ้อมูลย ้อนกลับเกียวกับการอธิบาย ้ ้ ่ ความรู ้ความเข ้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขันนี้ของรูปแบบการสอน ครูต ้องกระตุ ้นหรือส่งเสริมให ้ ้ ผู ้เรียนประเมินความรู ้ความเข ้าใจและความสามารถของตนเอง และยังเปิ ดโอกาสให ้ครูได ้ประเมินความรู ้ความ เข ้าใจและพัฒนาทักษะของผู ้เรียนด ้วย การนารูปแบบการสอนนี้ไปใช ้ สิงทีครูควรระลึกอยูเสมอในแต่ละขันตอนของรูปแบบการสอนนี้ คือ การ ่ ่ ่ ้ จัดเตรียมกิจกรรม ครูควรจัดเตรียมกิจกรรมให ้เหมาะสมกับความรู ้ความสามารถของผู ้เรียน เมือครูเตรียมกิจกรรม ่ แล ้ว ครูควรพิจารณาตรวจสอบบทบาทของครูและผู ้เรียนในการปฏิบัตกจกรรมแต่ละขันตอนว่าสอดคล ้องกับรูปแบบ ิ ิ ้ การสอน 5Es หรือไม่จากตารางที่ 1-2 ต่อไปนี้ เพือครูจะได ้ปรับหรือพัฒนากิจกรรมให ้สอดคล ้องกับรูปแบบการ ่ สอน ตารางที่ 1 บทบาทของครูในการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es) ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่ งทีครู ควรทา ่ สอดคล้องกับ 5 Es ไม่ สอดคล้องกับ 5 Es 1.การสร้ างความสนใจ (Engage) § สร้างความสนใจ § อธิ บายความคิดรวบยอด § สร้างความอยากรู้อยากเห็น § ให้คาจากัดความและคาตอบ § ตั้งคาถามกระตุนให้นกเรี ยนคิด ้ ั § สรุ ปประเด็นให้ § ดึงเอาคาตอบที่ยงไม่ครอบคลุมสิ่ งที่นกเรี ยนรู้ หรื อความคิด ั ั § จัดคาตอบให้เป็ นหมวดหมู่ เกียว กับความคิดรวบยอด หรื อเนื้อหาสาระ ่ § บรรยาย 2.การสารวจและค้นหา (Explore) § ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนทางานร่ วมกันในการสารวจตรวจสอบ ั § เตรี ยมคาตอบไว้ให้ § สังเกตและฟังการโต้ตอบกันระหว่างนักเรี ยนกับนักเรี ยน § บอกหรื ออธิ บายวิธีการแก้ปัญหา § ซักถามเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบของนักเรี ยน § จัดคาตอบให้เป็ นหมวดหมู่ § ให้เวลานักเรี ยนในการคิดข้อสงสัยตลอดจนปั ญหาต่างๆ § บอกนักเรี ยนเมื่อนักเรี ยนทาไม่ถูก § ทาหน้าที่ให้คาปรึ กษาแก่นกเรี ยน ั § ให้ขอมูลหรื อข้อเท็จจริ งที่ใช้ในการแก้ปัญหา ้ § นานักเรี ยนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน 3.การอธิบาย (Explain) § ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนอธิ บายความคิดรวบยอดหรื อแนวคิด หรื อ ั § ยอมรับคาอธิบายโดยไม่มีหลักฐานหรื อให้เหตุผล ให้คาจากัดความด้วยคาพูดของนักเรี ยนเอง ประกอบ § ให้นกเรี ยนแสดงหลักฐาน ให้เหตุผลและอธิ บายให้กระจ่าง ั § ไม่สนใจคาอธิ บายของนักเรี ยน § ให้นกเรี ยนอธิ บาย ให้คาจากัดความและชี้บอกส่ วนประกอบ ั § แนะนานักเรี ยนโดยปราศจากการเชื่อมโยงแนวคิด ต่างๆ ในแผนภาพ หรื อความคิดรวบยอดหรื อทักษะ § ให้นกเรี ยนใช้ประสบการณ์เดิมของตนเป็ นพื้นฐานในการ ั
5.
อธิ บายความคิดรวบยอดหรื อแนวคิด 4.
การขยายความรู้ § คาดหวังให้นกเรี ยนได้ใช้ประโยชน์จากการชี้บอกส่ วน ั § ให้คาตอบที่ชดเจน ั ประกอบต่างๆ ในแผนภาพคาจากัดความและการอธิ บายสิ่ งที่ (Elaborate) ได้เรี ยนรู้มาแล้ว § บอกนักเรี ยนเมื่อนักเรี ยนทาไม่ถูก § ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนนาสิ่ งที่นกเรี ยนได้เรี ยนรู้ไปประยุกต์ใช้ ั ั § ใช้เวลามากในการบรรยาย หรื อขยายความรู้และทักษะในสถานการณ์ใหม่ § นานักเรี ยนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน § ให้นกเรี ยนอธิ บายอย่างหลาก หลาย ั § อธิ บายวิธีการแก้ปัญหา § ให้นกเรี ยนอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานและ ั ถามคาถามนักเรี ยนว่าได้เรี ยนรู้อะไรบ้าง หรื อได้แนวคิ ดอะไร (ที่จะนากลวิธีจากการสารวจตรวจสอบครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้) 5. การประเมินผล § สังเกตนักเรี ยนในการนาความ คิดรวบยอดและทักษะใหม่ไป § ทดสอบคานิยามศัพท์ และข้อเท็จ จริ ง ประยุกต์ใช้ (Evaluate) § ให้แนวคิดหรื อความคิดรอบยอดใหม่ § ประเมินความรู้และทักษะของนักเรี ยน § ทาให้คลุมเครื อ § หาหลักฐานที่แสดงว่านักเรี ยนได้เปลี่ยนความคิด หรื อ พฤติกรรม § ส่ งเสริ มการอภิปรายที่ไม่เชื่อมโยงความคิดรวบ ยอดหรื อทักษะ § ให้นกเรี ยนประเมินตนเองเกียว กับการเรี ยนรู้และทักษะ ั ่ กระบวน การกลุ่ม § ถามคาถามปลายเปิ ด เช่น ทาไมนักเรี ยนจึงคิดเช่นนั้น มี หลักฐานอะไรนักเรี ยนเรี ยนรู้อะไรเกียว กับสิ่ งนั้น และจะ ่ อธิ บายสิ่ งนั้นอย่างไร ตารางที่ 2 บทบาทของน ักเรียนในการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es) ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่ งทีนักเรียนควรทา ่ สอดคล้องกับ 5 Es ไม่ สอดคล้องกับ 5 Es 1.การสร้ างความสนใจ (Engage) § ถามคาถาม เช่น ทาไมสิ่ งนี้จึงเกิด ขึ้นฉันได้เรี ยนรู้อะไรบ้าง § ถามหาคาตอบที่ถูก เกียว กับสิ่ งนี้ ่ § ตอบเฉพาะคาตอบที่ถก ู § แสดงความสนใจ § ยืนยันคาตอบหรื อคาอธิ บาย § มีวิธีการแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียว 2.การสารวจและค้นหา (Explore) § คิดอย่างอิสระแต่อยู่ในขอบเขตของกิจกรรม § ให้คนอื่นคิดและสารวจตรวจสอบ § ทดสอบการคาดคะเนและสมมติ ฐาน § ทางานเพียงลาพังโดยมีปฏิสัมพันธ์กบผูอื่นน้อย ั ้ มาก § คาดคะเนและตั้งสมมติฐานใหม่ § ปฏิบติอย่างสับสนไม่มีเป้ าหมายที่ชดเจน ั ั § พยายามหาทางเลือกในการแก้ ปั ญหาและอภิปรายทางเลือก เหล่านั้นกับคนอื่น § เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็ไม่คิดต่อ
6.
§
บันทึกการสังเกตและให้ขอคิด เห็น ้ § ลงข้อสรุ ป 3. การอธิบาย § อธิ บายการแก้ปัญหาหรื อคาตอบที่ซับซ้อน § อธิ บายโดยไม่มีการเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม (Explain) § ฟังคาอธิ บายของคนอื่นอย่างคิดวิเคราะห์ § ยกตัวอย่างที่ไม่เกียวข้องกัน ่ § ถามคาถามเกียวกับสิ่ งที่คนอื่นได้อธิบาย ่ § ยอมรับคาอธิบายโดยไม่ให้เหตุผล § ฟังและพยายามทาความเข้าใจเกียวกับสิ่ งที่ครูอธิ บาย ่ § ไม่สนใจคาอธิ บายของคนอื่นซึ่ งมีเหตุผลพอที่จะ เชื่อถือได้ § อ้างอิงกิจกรรมที่ได้ปฏิบติมาแล้ว ั § ใช้ขอมูลที่ได้จากการบันทึก/สังเกตในการอธิ บาย ้ 4. การขยายความรู้ § นาการชี้บอกส่ วนประกอบต่างๆ ในแผนภาพ คาจากัดความ § ปฏิบติโดยไม่มีเป้ าหมายชัดเจน ั คา อธิ บายและทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่คล้าย (Elaborate) กับสถานการณ์เดิม § ไม่สนใจข้อมูลหรื อหลักฐานที่มีอยู่ § ใช้ขอมูลเดิมในการถามคาถามกาหนดจุดประสงค์ในการแก้ ้ § อธิ บายเหมือนกับที่ครู จดเตรี ยมไว้หรื อกาหนดให้ ั ปั ญหาตัดสิ นใจ และออกแบบการทดลอง § ลงข้อสรุ ปอย่างสมเหตุสมผลจากหลักฐานที่ปรากฏ § บันทึกการสังเกตและอธิบาย § ตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อน ๆ 5. การประเมินผล § ตอบคาถามปลายเปิ ด โดยใช้การสังเกต หลักฐานและ § ลงข้อสรุ ปโดยปราศจากหลักฐานหรื อคาอธิ บายที่ คาอธิ บายที่ยอมรับมาแล้ว เป็ นที่ยอมรับมาแล้ว (Evaluate) § แสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเกียวกับความคิดรวบยอด ่ § ตอบแต่เพียงว่าถูกหรื อผิดและอธิบายให้คาจากัด หรื อทักษะ ความ/ความจา § ประเมินความก้าวหน้าด้วยตนเอง § ไม่สามารถอธิ บายเพื่อแสดงความเข้าใจด้วยคาพูด ของตนเอง § ถามคาถามเพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป รูปแบบการสอนนี้สามารถสะท ้อนให ้เห็นว่า ผู ้เรียนได ้เรียนรู ้อะไร และผู ้เรียนได ้เรียนรู ้อะไร ดังนัน รูปแบบ ้ การสอนนี้เป็ นทังรูปแบบการเรียนรู ้ของผู ้เรียนและเป็ นรูปแบบการสอนของครู ้ ื 8. บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสบเสาะหาความรู ้ อารี พันธ์มณี (2540) กล่าวว่า องค์ประกอบสาคัญในการทาให ้เกิดบรรยากาศการเรียนการสอน คือ ครูผู ้สอนและผู ้เรียน ผู ้สอนและผู ้เรียนต่างมีบทบาทในการสร ้างบรรยากาศ ครูจะเป็ นผู ้ริเริมสร ้างบรรยากาศ ผู ้เรียน ่ ั เป็ นผู ้ตอบสนอง และเติมสีสนให ้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให ้เป็ นไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน บรรยากาศการเรียน การสอนทีเป็ นอิสระ ท ้าทาย ตืนเต ้น ปลอดภัยเป็ นประชาธิปไตย ผู ้สอนให ้ความอบอุนทังทางกายและจิตใจ สร ้าง ่ ่ ่ ้ ความรู ้สึกไว ้วางใจให ้กับผู ้เรียนผู ้เรียนได ้รับความเข ้าใจเป็ นมิตร เอืออาทร ห่วงใย ตลอดจนให ้ความดูแล ช่วยเหลือ ้ จะทาให ้ผู ้เรียนมีความกล ้าและอยากเรียนรู ้มากขึน บรรยากาศการเรียนการสอนทีมการยอมรับ มองเห็นคุณค่าในตัว ้ ่ ี ผู ้เรียน ผู ้เรียนเป็ นบุคคลสาคัญ มีคณค่า และสามารถเรียนได ้ ผู ้สอนควรแสดงความรู ้สึกการยอมรับผู ้เรียนอย่าง ุ ่ ่ จริงใจ กระตุ ้นผู ้เรียนให ้ยอมรับกันเองและเชือมันว่าสามารถทาได ้สาเร็จ มัสเซียลาส และค็อคซ์ (Massialas and Cox. 1968) ได ้กล่าวว่า ห ้องเรียนทีเป็ นแบบสืบเสาะหาความรู ้ ่ ควรจะมีลักษณะดังนี้
7.
1)
ห ้องเรียนต ้องเป็ นประชาธิปไตย เปิ ดโอกาสให ้นั กเรียนได ้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ 2) ปั ญหาทีนามาอภิปรายน่าสนใจทีจะขบคิด ่ ่ และสามารถตัดสินได ้ ครูมบทบาทเพียงกระตุ ้นให ้ ี กิจกรรมการเรียนการสอนดาเนินไปด ้วยดี 3) ทุกคนในห ้องเรียนต ้องให ้ความร่วมมือเป็ นอย่างดี จากการศึกษาค ้นคว ้าจากเอกสารและบทความต่างๆ สรุปได ้ว่า บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู ้ทีเอือต่อการพัฒนากระบวนการคิด ควรมีลักษณะดังนี้ ่ ้ 1. บรรยากาศภายในห ้องเรียน 1.1 เป็ นบรรยากาศการโต ้ตอบกันระหว่างครูกับนั กเรียน และนักเรียนกับนั กเรียน อย่างสร ้างสรรค์ สมเหตุสมผล 1.3 เป็ นบรรยากาศทีนักเรียนรู ้สึกอบอุนใจ ปลอดภัย ปราศจากการตาหนิ วิพากษ์ วิจารณ์ความคิด ่ ่ ไม่มการตัดสินว่าถูกหรือผิด ี 1.4 บรรยากาศตืนเต ้น น่าสนใจ สนุกสนาน เพือให ้การเรียนรู ้เป็ นแบบสร ้างสรรค์และอิสระ ่ ่ 1.5 นั กเรียนสนใจ กระตือรือร ้น ให ้ความร่วมมือในการทากิจกรรม ั 2. ปฏิสมพันธ์ระหว่างครูกับนั กเรียน 2.1 ครูเป็ นกัลยาณมิตรกับนั กเรียน เป็ นกันเอง ให ้กาลังใจแก่นักเรียน 2.2 ครูใจกว ้าง ให ้นั กเรียนโต ้แย ้งได ้ ยอมรับฟั งความคิดเห็นของนักเรียน ้ 2.3 ครูให ้คาปรึกษา ชีแนะ และช่วยเหลือนั กเรียน ั 3. ปฏิสมพันธ์ระหว่างนั กเรียนกับนั กเรียน 3.1 ร่วมมือร่วมใจในการทากิจกรรม ช่วยกันคิด ช่วยกันทางาน ถ ้อยทีถ ้อยอาศัย ่ 3.2 อภิปรายซักถามแลกเปลียนความคิดเห็นกันและโต ้แย ้งกันอย่างสร ้างสรรค์ ่ รูปแบบการจ ัดกระบวนการเรียนรูแบบว ัฎจ ักร ้ ื การสบเสาะหาความรู ้ 5 ขนตอน เพือพ ัฒนากระบวนการคิดระด ับสูง ั้ ่ ผลการวิจัยทาให ้ได ้รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู ้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู ้ 5 ขันตอน เพือ ้ ่ ่ พัฒนากระบวนการคิดระดับสูง ซึงเป็ นการจัดกระบวนการเรียนรู ้ทีเน ้นผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง ให ้โอกาสแก่ผู ้เรียนได ้ ่ ่ ่ ฝึ กคิด ฝึ กสังเกต ฝึ กถาม-ตอบ ฝึ กการสือสาร ฝึ กเชือมโยงบูรณาการฝึ กนาเสนอ ฝึ กวิเคราะห์วจารณ์ ฝึ กสร ้างองค์ ิ ้ ความรู ้ โดยมีครูเป็ นผู ้กากับ ควบคุม ดาเนินการให ้คาปรึกษา ชีแนะ ช่วยเหลือ ให ้กาลังใจ เป็ นผู ้กระตุ ้นส่งเสริมให ้ ผู ้เรียนคิด อยากรู ้อยากเห็น และสืบเสาะหาความรู ้จากการถามคาถาม และพยายามค ้นหาคาตอบหรือสร ้างองค์ ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเองผ่านกระบวนการคิดและปฏิบต ิ ใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ รวมทังครูรวม ั ่ ้ ่ แลกเปลียนเรียนรู ้กับผู ้เรียน ่ และสร ้างบรรยากาศการสืบเสาะหาความรู ้ทีเอือให ้ผู ้เรียนคิดอย่างอิสระ ่ ้ ขอบข่าย รายละเอียดของรูปแบบปรากฏ ดังนี้
8.
ขั้นตอน
ลักษณะของกิจกรรม บทบาทของครู บทบาทของนักเรียน หรือสถานการณ์ 1. สร้ างความสนใจ 1. เชื่อมโยงกับความรู้หรื อประสบการณ์ 1. สร้างความสนใจ 1. ตั้งคาถาม เดิม (Engage) ครู จดกิจกรรมหรื อสร้าง ั 2. สร้างความอยากรู้อยากเห็น 2. ตอบคาถาม สถานการณ์กระตุน ยัวยุ หรื อท้าทาย ทา ้ ่ 2. แปลกใหม่นกเรี ยนไม่เคยพบมาก่อน ั ให้นกเรี ยนสนใจ สงสัย ใคร่ รู้ อยากรู้ ั 3.ตั้งคาถาม กระตุนให้นกเรี ยนคิด ้ ั 3.แสดงความคิดเห็น อยากเห็น ขัดแย้ง หรื อเกิดปั ญหา และ 3. ยัวยุ ท้าทาย น่าสนใจ ใคร่ รู้ ่ ทาให้นกเรี ยนต้องการศึกษา ค้นคว้า ั 4. ให้เวลานักเรี ยนคิดก่อนตอบคาถาม 4.กาหนดปั ญหาหรื อเรื่ องที่จะสารวจ ทดลอง หรื อแก้ปัญหา (สารวจ 4. เปิ ดโอกาสให้มีแนวทางการ หรื อไม่เร่ งเร้าในการตอบคาถาม ตรวจสอบให้ชดเจน ั ตรวจสอบ) ด้วยตัวของนักเรี ยนเอง ตรวจสอบอย่างหลากหลาย 5. ดึงเอาคาตอบหรื อความ คิดที่ยงไม่ ั 5. แสดงความสนใจ 5. นาไปสู่กระบวนการตรวจสอบด้วย ชัดเจนไม่สมบูรณ์ ตนเองนักเรี ยนเอง 6. เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนทาความ ั กระจ่างในปั ญหาที่จะสารวจตรวจสอบ 7. เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนเลือกหรื อ ั กาหนดปั ญหาที่จะสารวจตรวจสอบ 2. สารวจและค้นหา (Explore) 1. นักเรี ยนได้เรี ยนรู้วิธี 1.เปิ ดโอกาสให้ 1. คิดอย่างอิสระ แต่ แสวงหาความรู้ดวย ้ นักเรี ยนได้วิเคราะห์ อยู่ในขอบเขตของ ครู จดกิจกรรมหรื อสถานการณ์ให้นกเรี ยนสารวจตรวจสอบปั ญหา หรื อประเด็นที่นกเรี ยนสนใจ ั ั ั ตนเอง กระบวนการสารวจ กิจกรรม ใคร่ รู้ ตรวจสอบ 2. นักเรี ยนทางานตาม 2. ตั้งสมมติฐาน ความ คิดอย่างอิสระ 2. ซักถามเพื่อนาไปสู่ การสารวจตรวจสอบ 3. พิจารณาสมมติฐาน 3. นักเรี ยน ที่เป็ นไปได้โดยการ ตั้งสมมติฐานได้ 3. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั อภิปราย หลากหลาย ได้ทางานร่ วมกันใน การสารวจตรวจสอบ 4. ระดมความคิดเห็น 4. พิจารณาข้อมูลและ ในการแก้ปัญหาใน ข้อเท็จ จริ งที่ปรากฏ 4. ให้เวลานักเรี ยนใน การสารวจตรวจสอบ แล้วกาหนดสมมติฐาน การคิดไตร่ ตรอง ที่เป็ นไปได้ ปั ญหา 5. ตรวจสอบ สมมติฐานอย่างเป็ น 5. นักเรี ยนวางแผน 5. สังเกตการณ์ทางาน ระบบ ขั้นตอนถูกต้อง แนวทางการสารวจ ของนักเรี ยน ตรวจสอบ 6. บันทึกการสังเกต 6. ฟังการโต้ตอบกัน หรื อผลการสารวจ 6. นักเรี ยนวิเคราะห์ ของนักเรี ยน ตรวจสอบ อย่างเป็ น อภิปรายเกียวกับ ่ ระบบ ละเอียด กระบวน การสารวจ 7. ทาหน้าที่ในการให้ รอบคอบ ตรวจสอบ คาปรึ กษา 7. กระตือรื อร้นมุ่งมัน ่ 7. นักเรี ยนได้ลงมือ 8. อานวยความสะดวก ในการสารวจ ปฏิบติในการสารวจ ั ตรวจสอบ ตรวจสอบ
9.
3. อธิบายและลงข้ อสรุป
(Explain) ครู จดกิจกรรมหรื อสถานการณ์ให้นกเรี ยนวิเคราะห์อธิ บาย ั ั 1. นักเรี ยนนาข้อมูลที่ 1. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั 1. อธิ บายการ ความรู้ หรื ออภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่ งกันและกันเกียวกับสิ่งที่ได้เรี ยนรู้หรื อสิ่ งที่ ่ ได้จากการสารวจ ได้อธิ บายผลการ แก้ปัญหาหรื อผลการ ได้คนพบ เพื่อให้นกเรี ยนได้พฒนาความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่ได้อย่างชัดเจน ้ ั ั ตรวจสอบมานาเสนอ สารวจตรวจสอบ และ สารวจตรวจ สอบที่ได้ ในลักษณะ แนวคิดด้วยคาพูดของ นักเรี ยนเอง 2. อธิ บายผลการ 1.1 วิเคราะห์ แปล สารวจตรวจสอบ ผล 2. ให้นกเรี ยนอธิ บาย ั สอดคล้องกับข้อมูล โดยเชื่อมโยง 1.2 สรุ ปผล ประสบการณ์ความรู้ 3. อธิ บายแบบ เดิม และสิ่ งที่ได้เรี ยนรู้ เชื่อมโยงสัมพันธ์และ 1.3 อภิปราย หรื อสิ่ งที่ได้คนพบเข้า ้ มีเหตุผลหลัก การ ด้วยกัน หรื อหลักฐานประกอบ 2. นักเรี ยนนาเสนอผล งานในรู ปแบบต่างๆ 3. ให้นกเรี ยนอธิ บาย ั 4. ฟังการอธิ บายของ เช่น รู ปวาด ตาราง โดยมีเหตุผล หลักการ ผูอื่น แล้วคิด วิเคราะห์ ้ แผนผัง หรื อหลักฐานประกอบ 5.อภิปรายซักถาม 3. มีการอภิปราย 4.ให้ความสนใจกับคา เกียวกับสิ่ งที่เพื่อน ่ ซักถามแลกเปลี่ยน อธิ บายของนักเรี ยน อธิ บาย ความคิดเห็นเกียวกับ ่ ผลงานของนักเรี ยน 5. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั สรุ ปองค์ความรู้ที่ได้ 4. มีการพิสูจน์ อย่างถูกต้อง ชัดเจน ตรวจสอบให้แน่ใจ สมเหตุสมผล (ทาซ้ าหรื อมีเอก สาร อ้างอิง หรื อหลักฐาน ชัดเจน) ขั้นตอน ลักษณะของกิจกรรม บทบาทของครู บทบาทของนักเรียน หรือสถานการณ์ 4. ขยายความรู้ (Elaborate) ครู จด ั 1. ให้นกเรี ยนเชื่อมโยงความรู้เดิมไปสู่ ั 1. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนอธิ บายอย่างละเอียด ั 1. ใช้ขอมูลจากการสารวจตรวจสอบไป ้ กิจกรรมหรื อสถานการณ์ที่ให้นกเรี ยนได้ ั ความรู้ใหม่ ชัดเจน สมบูรณ์ และอภิปรายแสดง อธิ บายหรื อทักษะ จากการสารวจ ขยายเพิ่ม เติม หรื อเติมเต็มองค์ความรู้ ความคิด เห็นเพิ่มเติม หรื อเติมเต็มหรื อ ตรวจสอบไปใช้ในสถาน การณ์ใหม่ที่ ใหม่ให้กว้างขวางสมบูรณ์ กระจ่างและ 2. ให้นกเรี ยนได้อธิ บายและร่ วมอภิปราย ั ขยายแนวความ คิด และทักษะจากการ คล้ายกับสถานการณ์เดิม ลึก ซึ้ งยิ่งขึ้น แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมหรื อเติมเต็ม สารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่สมบูรณ์กรจ่าง 2. นาข้อมูลจากการสารวจตรวจสอบไป หรื อลึกซึ้ งขึ้นหรื อขยายกรอบความรู้ 2. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนเชื่อมโยงความรู้จาก ั สร้างความรู้ใหม่ ความคิดให้กว้างขึ้น การสารวจตรวจสอบกับความรู้อื่น ๆ 3. นาความรู้ใหม่เชื่อมโยงกับความรู้เดิม 3. ให้นกเรี ยนศึกษาค้นคว้า หรื อทดลอง ั 3. ร่ วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่ออธิ บาย หรื อนาไปใช้ในชีวิต เพิ่มขึ้น หรื อเติมเต็ม หรื อขยายกรอบความรู้ ประจาวัน ความคิด 4. ให้นกเรี ยนนาความรู้ที่ได้ไป ั ประยุกต์ใช้ในเรื่ องอื่น ๆ หรื อสถานการณ์ ใหม่ 5. ประเมินผล (Evaluate)ครู จดกิจกรรม ั มีการตรวจสอบความถูก ต้อง ความ 1. ถามคาถามเพื่อนาไป สู่การประเมิน 1. วิเคราะห์กระบวนการสร้างองค์ความรู้ หรื อสถานการณ์ที่เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยน ั ชัดเจน ความสมบูรณ์ของกระบวนการ ของตนเอง วิเคราะห์ วิจารณ์ หรื อ อภิปรายซักถาม และองค์ความรู้ที่ได้โดย 2. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนประเมิน ั แลก เปลี่ยนองค์ความรู้ซ่ ึ งกันและกันใน กระบวนการและผลงานด้วยตนเอง 2. ถามคาถามที่เกียวข้องจากการสังเกต ่ เชิงเปรี ยบ เทียบ ประเมิน ปรับปรุ ง 1. วิเคราะห์แลกเปลี่ยนเรี ยน รู้ซ่ ึ งกันและ หลักฐานและคาอธิ บายเพื่อความเข้าใจที่
10.
เพิ่มเติม หรื อทบทวนใหม่
ทั้ง กัน 3. ให้นกเรี ยนวิเคราะห์สิ่งที่ควรปรับปรุ ง ั ถูกต้อง ชัดเจน สมบูรณ์ และอาจนาไปสู่ กระบวนการและองค์ความรู้ แก้ไขในการสารวจตรวจสอบ ทั้ง การสารวจตรวจสอบใหม่ 2. วิจารณ์ หรื ออภิปรายเพื่อเปรี ยบเทียบ กระบวนการและองค์ความรู้ที่ได้ ประเมิน ปรับ ปรุ ง หรื อเพิ่มเติมทั้ง 3. ประเมินกระบวนการและองค์ความรู้ กระบวนการและองค์ความรู้ ของตน เอง 3. เปรี ยบเทียบผลการสารวจตรวจสอบ กับสมมติฐานที่กาหนดไว้ นอกจากนีแล ้วยังมีบรรยากาศการเรียนการสอนก็เป็ นปั จจัยสาคัญทีเอือให ้ผู ้เรียนอยากสืบเสาะหาความรู ้ ้ ้ ครูผู ้สอนและผู ้เรียนต่างมีบทบาทในการสร ้างบรรยากาศ ครูจะเป็ นผู ้ริเริมสร ้างบรรยากาศ ผู ้เรียนเป็ นผู ้ตอบสนอง ่ ั และเพิมสีสนให ้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให ้เป็ นไปในรูปแบบต่างๆ ่ ทีมา: เอกสารการอบรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ 5 ขันตอน สาขาชีววิทยา สสวท. ่ ้ http://www.physics.science.cmu.ac.th/teacherworkshop/ 2552/whatis.htm
Download