ั้                                                        ่ ี ่            ่
1. ปร ัชญาวิทยาศาสตร์ดงเดิม ความรู ้วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความจริงหรือข ้อเท็จจริงทีมอยูหรือเป็ นอยู่ ซึงได ้
จากการตรวจสอบ          การค ้นคว ้าทดลองอย่างเป็ นระบบ       โดยใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ปร ัชญา
                                                      ่                                    ่
วิทยาศาสตร์แนวใหม่ ความรู ้วิทยาศาสตร์ เป็ นความรู ้ทีเกิดจากการสรรสร ้างของแต่ละบุคคล ซึงมีอทธิพลมาจาก
                                                                                             ิ
                                ่
ความรู ้หรือประสบการณ์เดิม และสิงแวดล ้อมหรือบริบทของสังคมของแต่ละคน

2. แนวคิดของเพียเจต์ (Piaget) เกียวก ับพ ัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด คือ การทีคนเรามีปะทะ
                                      ่                                                      ่
             ่                                                                       ่
สัมพันธ์กับสิงแวดล ้อมตังแต่แรกเกิด และการปะทะสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลกับสิงแวดล ้อมนี้มผลทาให ้
                        ้                                                                           ี
ระดับสติปัญญาและความคิด มีการพัฒนาขึนอย่างต่อเนืองอยูตลอดเวลากระบวนการทีเกียวข ้องกับการพัฒนาทาง
                                        ้         ่     ่                       ่ ่
สติปัญญาและความคิดมี 2 กระบวนการ คือ การปรับตัว (Adaptation) และการจัดระบบโครงสร ้าง (Organization)
                            ่ ุ             ่                                             ่
การปรับตัวเป็ นกระบวนการทีบคคลหาหนทางทีจะปรับสภาพความไม่สมดุลทางความคิดให ้เข ้ากับสิงแวดล ้อมทีอยู่  ่
                                  ั       ่
รอบ ๆ ตัว และเมือบุคคลมีปฏิสมพันธ์กับสิงแวดล ้อมรอบ ๆ ตัว โครงสร ้างทางสมองจะถูกจัดระบบให ้มีความ
                     ่
เหมาะสมกับสภาพแวดล ้อม มีรปแบบของความคิดเกิดขึน กระบวนการปรับตัวประกอบด ้วยกระบวนการทีสาคัญ 2
                                ู                   ้                                             ่
ประการคือ

                                                                           ์ ึ
              1) กระบวนการดูดซึม (Assimilation) หมายถึง กระบวนการทีอนทรียซมซาบประสบการณ์ใหม่เข ้า
                                                                     ่ ิ
  ่
สูประสบการณ์เดิมทีเหมือนหรือคล ้ายคลึงกัน
                  ่                           แล ้วสมองก็รวบรวมปรับเหตุการณ์ใหม่ให ้เข ้ากับโครงสร ้างของ
ความคิดอันเกิดจากการเรียนรู ้ทีมอยูเดิม
                               ่ ี ่

                    2)    กระบวนการปรับขยายโครงสร ้าง (Accomodation) เป็ นกระบวนการทีตอเนื่องมาจาก
                                                                                          ่ ่
                                      ่ ึ                                     ่
กระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากทีซมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข ้ามา และปรับเข ้าสูโครงสร ้างเดิมแล ้วถ ้าปรากฏ
ว่าประสบการณ์ใหม่ทได ้รับการซึมซาบเข ้ามาให ้เข ้ากับประสบการณ์เดิมได ้
                       ี่                                               สมองก็จะสร ้างโครงสร ้างใหม่ขนมา
                                                                                                     ึ้
เพือปรับให ้เข ้ากับประสบการณ์ใหม่นัน
   ่                                ้

                                                                 ่
3. ทฤษฎีการสร้างเสริมความรู ้ (Constructivism) เชือว่านั กเรียนทุกคนมีความรู ้ความเข ้าใจเกียวกับบางสิง    ่               ่
บางอย่างมาแล ้วไม่มากก็น ้อย        ก่อนทีครูจะจัดการเรียนการสอนให ้เน ้นว่าการเรียนรู ้เกิดขึนด ้วยตัวของผู ้เรียนรู ้เอง
                                          ่                                                   ้
และการเรียนรู ้เรืองใหม่จะมีพนฐานมาจากความรู ้เดิม ดังนัน ประสบการณ์เดิมของนั กเรียนจึงเป็ นปั จจัยสาคัญต่อ
                  ่             ื้                            ้
การเรียนรู ้เป็ นอย่างยิง กระบวนการเรียนรู ้ (Process of Leaning) ทีแท ้จริงของนั กเรียนไม่ได ้เกิดจากการบอกเล่า
                        ่                                                 ่
ของครู        หรือนั กเรียนเพียงแต่จดจาแนวคิดต่าง       ๆ       ทีมผู ้บอกให ้เท่านัน
                                                                   ่ ี              ้   แต่การเรียนรู ้วิทยาศาสตร์ตาม
ทฤษฎี Constructivism เป็ นกระบวนการทีนักเรียนจะต ้องสืบค ้นเสาะหา สารวจตรวจสอบ และค ้นคว ้าด ้วยวิธการ
                                             ่                                                                      ี
ต่างๆ จนทาให ้นั กเรียนเกิดความเข ้าใจและเกิดการรับรู ้ความรู ้นั นอย่างมีความหมาย จึงจะสามารถเป็ นองค์ความรู ้
                                                                       ้
ของนักเรียนเอง และเก็บเป็ นข ้อมูลไว ้ในสมองได ้อย่างยาวนาน สามารถนามาใช ้ได ้เมือมีสถานการณ์ใด ๆ มา
                                                                                            ่
เผชิญหน ้า ดังนั นการทีนักเรียนจะสร ้างองค์ความรู ้ได ้ ต ้องผ่านกระบวนการเรียนรู ้ทีหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิง
                    ้      ่                                                          ่                                  ่
กระบวนการสืบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Process)

                                       ื
4. ความหมายและแนวคิดเกียวก ับการสอนแบบสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Method)
                       ่

            การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้มีผู ้ให ้ความหมายและแนวคิดหลากหลาย ดังนี้

      อนั นต์ จันทร์กวี (2523) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นวิธการส่งเสริมให ้นั กเรียนรู ้จักคิดด ้วย
                                                                          ี
ตนเอง รู ้จักค ้นคว ้าหาเหตุผล และสามารถแก ้ปั ญหาได ้ โดยการนาเอาวิธการต่างๆ ของกระบวนการทาง
                                                                            ี
วิทยาศาสตร์ไปใช ้ นอกจากนี้ยงเป็ นการเรียนเพือพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด ้วย
                             ั               ่

                                                                                           ่ ่
          สุวัฒน์ นิยมค ้า (2531) กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นการสอนทีสงเสริมให ้นักเรียนเป็ นผู ้
ค ้นคว ้า หรือสืบเสาะหาความรู ้เกียวกับสิงใดสิงหนึงทีนักเรียนยังไม่เคยมีความรู ้ในสิงนั นมาก่อน โดยใช ้กระบวนการ
                                  ่      ่    ่   ่ ่                               ่ ้
ทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ
                        ่

         ดวงเดือน เทศวานิช (2535) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นรูปแบบการสอนทีเน ้นทักษะการ
                                                                                          ่
                                                           ่
คิดอย่างมีระบบ โดยคานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ซึงต ้องมีหลักฐานสนับสนุน วิธนเป็ นวิธทนักเรียน
                                                                                     ี ี้    ี ี่
พิจารณาเหตุผล      สามารถใช ้คาถามทีถกต ้องและคล่องแคล่วสามารถสร ้างและทดสอบสมมติฐานด ้วยการทดลอง
                                    ่ ู
                                               ่                       ี     ่ ่
และตีความจากการทดลองด ้วยตนเอง โดยไม่ขนอยูกับคาอธิบายของครู เป็ นวิธการทีชวยให ้นั กเรียนมีระบบวิธการ
                                            ึ้                                                    ี
แก ้ปั ญหาในทางวิทยาศาสตร์ด ้วยตนเอง

         สมจิต สวธนไพบูลย์ (2541) กล่าวว่า หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ผู ้เรียนจะต ้องเป็ นผู ้ค ้นคว ้าหา
ความรู ้ จะโดยทางตรงหรือทางอ ้อมก็ตาม ส่วนครูจะเป็ นผู ้อานวยความสะดวกแนะนาและให ้ความช่วยเหลือเท่าที่
จาเป็ น ประกอบด ้วยกระบวนการทีสาคัญ ได ้แก่ การสารวจ และการสร ้างองค์ความรู ้
                              ่
้
          มนมนั ส สุดสิน (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ไว ้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู ้เป็ นวิธการหนึงทีมงส่งเสริมให ้ผู ้เรียนรู ้จักค ้นคว ้าหาความรู ้ คิดและแก ้ปั ญหาได ้ด ้วยตนเองอย่างมีระบบของ
                ี     ่ ่ ุ่
การคิด ใช ้กระบวนการของการค ้นคว ้าหาความรู ้ ซึงประกอบด ้วยวิธการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง
                                                            ่                ี
วิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ครูมหน ้าทีจัดบรรยากาศ การสอนให ้เอือต่อการเรียนรู ้ คิดแก ้ปั ญหาโดย
                                                      ี       ่                          ้
ใช ้การทดลอง และอภิปรายซักถามเป็ นกิจกรรมหลักในการสอน

           ชลสีต ์ จันทาสี (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ไว ้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู ้เป็ นวิธการทีมงส่งเสริมให ้นั กเรียนรู ้จักค ้นคว ้าหาความรู ้ด ้วยตนเอง โดยใช ้กระบวนการแสวงหาความรู ้ ซึงครู
                ี    ่ ุ่                                                                                         ่
มีหน ้าทีเพียงเป็ นผู ้คอยให ้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมสภาพการณ์และกิจกรรมให ้เอือต่อกระบวนการทีฝึกให ้คิดหา
         ่                                                                                 ้            ่
เหตุผล สืบเสาะหาความรู ้ รวมทังการแก ้ปั ญหาให ้ได ้โดยใช ้คาถามและสือการเรียนการสอนต่าง ๆ เช่น ของจริง
                                    ้                                            ่
สถานการณ์ ให ้นั กเรียนลงมือปฏิบัตการสารวจ ค ้นหาด ้วยตนเอง บรรยากาศการเรียนการสอนให ้นั กเรียนมีอสระใน
                                        ิ                                                                      ิ
การซักถาม การอภิปรายและมีแรงเสริม อาจกล่าวได ้ว่าเป็ นการสอนให ้นั กเรียนคิดเป็ น ทาเป็ น และแก ้ปั ญหาได ้
นั่ นเอง

        กู๊ด (Good. 1973) ได ้ให ้ความหมายของการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู ้ว่าเป็ นเทคนิคหรือกลวิธอย่าง     ี
หนึงในการจัดให ้เกิดการเรียนรู ้เนื้อหาบางอย่างของวิชาวิทยาศาสตร์ โดยกระตุ ้นให ้นั กเรียนมีความอยากรู ้อยากเห็น
      ่
เสาะแสวงหาความรู ้โดยการถามคาถาม และพยายามค ้นหาคาตอบให ้พบด ้วยตนเอง นอกจากนี้ยังให ้ความหมาย
ของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้อีกอย่างหนึงว่าเป็ นวิธการเรียนโดยการแก ้ปั ญหาจากกิจกรรมทีจัดขึน
                                               ่        ี                                       ่  ้      และใช ้
    ี                                        ่
วิธการทางวิทยาศาสตร์ในการทากิจกรรม ซึงปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ทีนักเรียนเผชิญแต่ละครัง จะเป็ นตัวกระตุ ้นการ
                                                                  ่                        ้
                     ่ ่
คิดกับการสังเกตกับสิงทีสรุปพาดพิงอย่างชัดเจน ประดิษฐ์ คิดค ้น ตีความหมายภายใต ้สภาพแวดล ้อมทีเหมาะสม    ่
ทีสด การใช ้วิธการอย่างชาญฉลาดสามารถทดสอบได ้ และสรุปอย่างมีเหตุผล
   ่ ุ         ี

         ซันด์และโทรวบริดจ์ (Sun and Trowbridge. 1973) สรุปลักษณะของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ว่า
เป็ นการสอนทีผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง สร ้างมโนทัศน์ด ้วยตนเอง และเป็ นการพัฒนาความสามารถด ้านต่างๆ ของ
               ่
                                                                          ่
นั กเรียน เช่น ความสามารถทางวิธการ ทักษะทางสังคม ความคิดสร ้างสรรค์ ซึงต ้องให ้อิสระและให ้ผู ้เรียนมีโอกาส
                                    ี
คิด และเป็ นการเรียนทีเน ้นการทดลอง เพือให ้ผู ้เรียน ค ้นพบด ้วยตนเอง และการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู ้จะ
                           ่                ่
กาหนดเวลาสาหรับการเรียนรู ้

         ซานดรา เค เอเบล (Sandra K. Abell. 2002) ได ้กล่าวถึงความหมายของการสืบเสาะหาความรู ้
ตามที่ NSES และ AAAS นิยามไว ้ ดังนี้

        NSES (National Science Education Standards) ได ้ให ้ความหมายของการสืบเสาะหาความรู ้ว่าเป็ น
กิจกรรมทีหลากหลายเกียวกับการสังเกต การถามคาถาม การสารวจตรวจสอบจากเอกสารและแหล่งความรู ้อืน ๆ
          ่          ่                                                                        ่
การวางแผนการสารวจตรวจสอบ การทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพือเป็ นการยืนยันความรู ้ทีได ้ค ้นพบมาแล ้ว การใช ้
                                                       ่                   ่
เครืองมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข ้อมูล การนาเสนอผลงาน การอธิบายและการ
    ่
คาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลียนความคิดเห็นกันเกียวกับผลงานทีได ้
                              ่                ่            ่

          AAAS (American Association for the Advancement of Science) ได ้ให ้ความหมายการสืบเสาะหา
ความรู ้ว่า เริมต ้นด ้วยคาถามเกียวกับธรรมชาติพร ้อมทังกระตุ ้นนั กเรียนให ้ตืนเต ้นสงสัยใคร่รู ้ให ้นั กเรียนตังใจรวบรวม
               ่                 ่                    ้                       ่                                 ้
ข ้อมูลและหลักฐาน ครูเตรียมข ้อมูลเอกสารความรู ้ต่างๆ ทีมคนศึกษาค ้นคว ้ามาแล ้ว เพือให ้นักเรียนเชือมโยงกับ
                                                           ่ ี                               ่                      ่
                        ่                           ้ ้
ความรู ้ใหม่ หรือเพือให ้มองเห็นภาพได ้ชัดเจนลึกซึงขึนให ้นั กเรียนอธิบายให ้ชัดเจน ไม่เน ้นความจาเกียวกับศัพท์   ่
ทางวิชาการ และใช ้กระบวนการกลุม     ่

               ั้            ื
         ด ังนนกระบวนการสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry process) เป็ นกระบวนการเรียนรู ้ทีให ้ผู ้เรียนสร ้างองค์
                                                                                       ่
ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัต ิ และใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ
                                                                                             ่

                ื
5. ระด ับของการสบเสาะหาความรู ้ (Level of inquiry) แบ่งเป็ น 4 ระดับ คือ

                            ื
                    1) การสบเสาะหาความรูแบบยืนย ัน (Confirmed Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้
                                            ้                                                                ่
ผู ้เรียนเป็ นผู ้ตรวจสอบความรู ้หรือแนวคิด เพือยืนยันความรู ้หรือ แนวคิดทีถกค ้นพบมาแล ้ว โดยครูเป็ นผู ้กาหนด
                                               ่                           ่ ู
ปั ญหาและคาตอบ หรือองค์ความรู ้ทีคาดหวังให ้ผู ้เรียนค ้นพบ และให ้ผู ้เรียนทากิจกรรมทีกาหนดในหนังสือหรือใบ
                                        ่                                              ่
งาน หรือตามทีครูบรรยายบอกกล่าว
                     ่

                            ื
                   2) การสบเสาะหาความรูแบบนาทาง (Directed Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้
                                              ้                                                         ่
ผู ้เรียนค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยครูเป็ นผู ้กาหนดปั ญหา และสาธิตหรืออธิบายการสารวจตรวจสอบ แล ้ว
ให ้ผู ้เรียนปฏิบัตการสารวจตรวจสอบตามวิธการทีกาหนด
                   ิ                        ี     ่
ื                      ี้
                   3) การสบเสาะหาความรูแบบชแนะแนวทาง (Guided Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ที่
                                             ้
                                                                                                ้
ให ้ผู ้เรียนค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยผู ้เรียนเป็ นผู ้กาหนดปั ญหา และครูเป็ นผู ้ชีแนะแนวทางการสารวจ
ตรวจสอบ รวมทังให ้คาปรึกษาหรือแนะนาให ้ผู ้เรียนปฏิบัตการสารวจตรวจสอบ
                   ้                                          ิ

                            ื
              4) การสบเสาะหาความรูแบบเปิ ด (Open Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ผู ้เรียน
                                              ้                                                 ่
ค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยให ้ผู ้เรียนมีอสระในการคิด เป็ นผู ้กาหนดปั ญหา ออกแบบ และปฏิบัตการ
                                                    ิ                                                ิ
สารวจตรวจสอบด ้วยตนเอง

             ่ ็  ้                ้   ื
6. จิตวิทยาทีเปนพืนฐานของการเรียนรูแบบสบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร์
                                                    ้

                     1) การเรียนรู ้วิทยาศาสตร์นันผู ้เรียนจะเรียนรู ้ได ้ดียงขึนต่อเมือผู ้เรียนได ้เกียวข ้องโดยตรงกับการ
                                                    ้                        ิ่ ้      ่                ่
ค ้นหาความรู ้นั น ๆ มากกว่าการบอกให ้ผู ้เรียนรู ้
                 ้

                  2) การเรียนรู ้จะเกิดได ้ดีทสด เมือสถานการณ์แวดล ้อมในการเรียนรู ้นั นยั่วยุให ้ผู ้เรียนอยากเรียน
                                              ี่ ุ  ่                                  ้
       ี                                         ่     ่
ไม่ใช่บบบังคับผู ้เรียน และครูต ้องจัดกิจกรรมทีจะนาไปสูความสาเร็จในการค ้นคว ้าทดลอง

              3) วิธการนาเสนอของครู จะต ้องส่งเสริมให ้ผู ้เรียนรู ้จักคิด มีความคิดสร ้างสรรค์ ให ้โอกาสผู ้เรียนได ้
                    ี
ใช ้ความคิดของตนเองมากทีสด
                         ่ ุ

             ้   ิ      ่                                         ่
          ทังนี้กจกรรมทีจะให ้ผู ้เรียนทาการสารวจตรวจสอบจะต ้องเชือมโยงกับความรู ้เดิม และผู ้เรียนมีความรู ้และ
                   ่                                 ่                     ่
ทักษะเพียงพอทีจะแสวงหาความรู ้ใหม่ โดยกิจกรรมทีจัดควรเป็ นกิจกรรมนาไปสูการสารวจตรวจสอบ หรือแสวงหา
ความรู ้ใหม่

         7.                                  ื
                 รูปแบบการสอนแบบว ัฏจ ักรการสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Cycle)

          นั กการศึกษาจากกลุม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได ้เสนอกระบวนการสืบเสาะหา
                                  ่
                                                       ่      ่ ่
ความรู ้ เพือให ้ผู ้เรียนสร ้างองค์ความรู ้ใหม่ โดยเชือมโยงสิงทีเรียนรู ้เข ้ากับประสบการณ์หรือความรู ้เดิม เป็ นความรู ้
             ่
หรือแนวคิดของผู ้เรียนเอง เรียกรูปแบบการสอนนี้วา Inquiry cycle หรือ 5Es มีขนตอนดังนี้ (BSCS. 1997)
                                                         ่                            ั้

                  1) การสร้างความสนใจ (Engage) ขันตอนนีเป็ นขันตอนแรกของกระบวนการเรียนรู ้ทีจะ
                                                            ้       ้      ้                                ่
         ่                  ี่          ้                                                ่          ่
นาเข ้าสูบทเรียน จุดประสงค์ทสาคัญของขันตอนนี้ คือ ทาให ้ผู ้เรียนสนใจ ใคร่รู ้ในกิจกรรมทีจะนาเข ้าสูบทเรียน
           ่                                     ั                     ่                   ้  ่
ควรจะเชือมโยงประสบการณ์การเรียนรู ้เดิมกับปั จจุบน และควรเป็ นกิจกรรมทีคาดว่ากาลังจะเกิดขึน ซึงทาให ้ผู ้เรียน
              ่                                                   ่      ่
สนใจจดจ่อทีจะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และเริมคิดเชือมโยงความคิดรวบยอด กระบวนการ
หรือทักษะกับประสบการณ์เดิม

                      2)   การสารวจและค้นหา      (Explore) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีทาให ้ผู ้เรียนมีประสบการณ์
                                                                 ้          ้           ่
ร่วมกันในการสร ้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให ้เวลาและโอกาสแก่ผู ้เรียนใน
                                      ่ ่
การทากิจกรรมการสารวจและค ้นหาสิงทีผู ้เรียนต ้องการเรียนรู ้ตามความคิดเห็นผู ้เรียนแต่ละคน หลังจากนั นผู ้เรียน
                                                                                                       ้
แต่ละคนได ้อภิปรายแลกเปลียนความคิดเห็นเกียวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทั กษะในระหว่างทีผู ้เรียนทา
                               ่            ่                                                        ่
กิจกรรมสารวจและค ้นหา เป็ นโอกาสทีผู ้เรียนจะได ้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข ้อมูลเกียวกับความคิดรวบยอดของ
                                          ่                                           ่
ผู ้เรียนทียังไม่ถกต ้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให ้ผู ้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกียวกับความคิดเห็นของผู ้เรียน
           ่        ู                                                               ่
ครูควรระลึกอยูเสมอเกียวกับความสามารถของผู ้เรียนตามประเด็นปั ญหา
                  ่      ่                                              ผลจากการทีผู ้เรียนมีใจจดจ่อในการทา
                                                                                          ่
                                  ่
กิจกรรม ผู ้เรียนควรจะสามารถเชือมโยงการสังเกต การจาแนกตัวแปร และคาถามเกียวกับเหตุการณ์นันได ้
                                                                                  ่             ้

                 3) การอธิบาย (Explain) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีให ้ผู ้เรียนได ้พัฒนาความ สามารถในการ
                                                   ้            ้          ่
อธิบายความคิดรวบยอดทีได ้จากการสารวจและค ้นหา
                          ่                               ครูควรให ้โอกาสแก่ผู ้เรียนได ้อภิปรายแลกเปลียนความ  ่
คิดเห็นกันเกียวกับทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู ้
              ่                                        การอธิบายนันต ้องการให ้ผู ้เรียนได ้ใช ้ข ้อสรุปร่วมกันในการ
                                                                      ้
   ่       ่ ่                                       ้
เชือมโยงสิงทีเรียนรู ้ ในช่วงเวลาทีเหมาะสมนี้ครูควรชีแนะผู ้เรียนเกียวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่
                                   ่                                ่
อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยูเสมอว่ากิจกรรมเหล่านียังคงเน ้นผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง
                            ่                    ้                                     นั่ นคือ      ผู ้เรียนได ้พัฒนา
                                                                        ี้
ความสามารถในการอธิบายด ้วยตัวผู ้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชแนะผ่านทางกิจกรรม เพือให ้ผู ้เรียนมีโอกาส
                                                                                                 ่
อย่างเต็มทีในการพัฒนาความรู ้ความเข ้าใจในความคิดรวบยอดให ้ชัดเจน
            ่                                                                  ในทีสดผู ้เรียนควรจะสามารถอธิบาย
                                                                                   ่ ุ
                                      ่                                      ่ ่
ความคิดรวบยอดได ้อย่างเข ้าใจ โดยเชือมโยงประสบการณ์ ความรู ้เดิมและสิงทีเรียนรู ้เข ้าด ้วยกัน

                4)   การขยายความรู ้ (Elaborate) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีให ้ผู ้เรียนได ้ยืนยันและขยายหรือ
                                                         ้            ้  ่
   ่                                                            ้ ่ ้
เพิมเติมความรู ้ความเข ้าใจในความคิดรวบยอดให ้กว ้างขวางและลึกซึงยิงขึน และยังเปิ ดโอกาสให ้ผู ้เรียนได ้ฝึ ก
ทักษะและปฏิบัตตามทีผู ้เรียนต ้องการ ในกรณีทผู ้เรียนไม่เข ้าใจหรือยังสับสนอยูหรืออาจจะเข ้าใจเฉพาะข ้อสรุปที่
                    ิ ่                           ี่                               ่
ได ้จากการปฏิบตการสารวจและค ้นหาเท่านั น
                ั ิ                         ้        ควรให ้ประสบการณ์ใหม่ผู ้เรียนจะได ้พัฒนาความรู ้ความเข ้าใจใน
                                         ้ ่ ้                                               ้
ความคิดรวบยอดให ้กว ้างขวางและลึกซึงยิงขึน เป้ าหมายทีสาคัญของขันนี้ คือ ครูควรชีแนะให ้ผู ้เรียนได ้นาไป
                                                               ่        ้
ประยุกต์ใช ้ในชีวตประจาวัน จะทาให ้ผู ้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิมขึน
                  ิ                                                                         ่ ้

                 5)      การประเมินผล     (Evaluate) ขันตอนนีผู ้เรียนจะได ้รับข ้อมูลย ้อนกลับเกียวกับการอธิบาย
                                                       ้     ้                                    ่
ความรู ้ความเข ้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขันนี้ของรูปแบบการสอน ครูต ้องกระตุ ้นหรือส่งเสริมให ้
                                                         ้
ผู ้เรียนประเมินความรู ้ความเข ้าใจและความสามารถของตนเอง          และยังเปิ ดโอกาสให ้ครูได ้ประเมินความรู ้ความ
เข ้าใจและพัฒนาทักษะของผู ้เรียนด ้วย

          การนารูปแบบการสอนนี้ไปใช ้ สิงทีครูควรระลึกอยูเสมอในแต่ละขันตอนของรูปแบบการสอนนี้ คือ การ
                                       ่ ่              ่            ้
จัดเตรียมกิจกรรม ครูควรจัดเตรียมกิจกรรมให ้เหมาะสมกับความรู ้ความสามารถของผู ้เรียน เมือครูเตรียมกิจกรรม
                                                                                       ่
แล ้ว ครูควรพิจารณาตรวจสอบบทบาทของครูและผู ้เรียนในการปฏิบัตกจกรรมแต่ละขันตอนว่าสอดคล ้องกับรูปแบบ
                                                               ิ ิ         ้
การสอน 5Es หรือไม่จากตารางที่ 1-2 ต่อไปนี้ เพือครูจะได ้ปรับหรือพัฒนากิจกรรมให ้สอดคล ้องกับรูปแบบการ
                                                 ่
สอน

ตารางที่ 1 บทบาทของครูในการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es)




     ขั้นตอนการเรียนการสอน                                                            สิ่ งทีครู ควรทา
                                                                                             ่
                                                สอดคล้องกับ 5 Es                                                       ไม่ สอดคล้องกับ 5 Es
1.การสร้ างความสนใจ (Engage)   §    สร้างความสนใจ                                                        §    อธิ บายความคิดรวบยอด

                               §    สร้างความอยากรู้อยากเห็น                                             §    ให้คาจากัดความและคาตอบ

                               §    ตั้งคาถามกระตุนให้นกเรี ยนคิด
                                                  ้    ั                                                 §    สรุ ปประเด็นให้

                               §     ดึงเอาคาตอบที่ยงไม่ครอบคลุมสิ่ งที่นกเรี ยนรู้ หรื อความคิด
                                                    ั                    ั                               §    จัดคาตอบให้เป็ นหมวดหมู่
                                   เกียว กับความคิดรวบยอด หรื อเนื้อหาสาระ
                                      ่
                                                                                                         §    บรรยาย
2.การสารวจและค้นหา (Explore)   §    ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนทางานร่ วมกันในการสารวจตรวจสอบ
                                                  ั                                                      §    เตรี ยมคาตอบไว้ให้

                               §    สังเกตและฟังการโต้ตอบกันระหว่างนักเรี ยนกับนักเรี ยน                 §    บอกหรื ออธิ บายวิธีการแก้ปัญหา

                               §    ซักถามเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบของนักเรี ยน                        §    จัดคาตอบให้เป็ นหมวดหมู่

                               §    ให้เวลานักเรี ยนในการคิดข้อสงสัยตลอดจนปั ญหาต่างๆ                    §    บอกนักเรี ยนเมื่อนักเรี ยนทาไม่ถูก

                               §    ทาหน้าที่ให้คาปรึ กษาแก่นกเรี ยน
                                                             ั                                           §    ให้ขอมูลหรื อข้อเท็จจริ งที่ใช้ในการแก้ปัญหา
                                                                                                                  ้

                                                                                                         §    นานักเรี ยนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน
3.การอธิบาย (Explain)          §     ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนอธิ บายความคิดรวบยอดหรื อแนวคิด หรื อ
                                                   ั                                                     §    ยอมรับคาอธิบายโดยไม่มีหลักฐานหรื อให้เหตุผล
                                   ให้คาจากัดความด้วยคาพูดของนักเรี ยนเอง                                    ประกอบ

                               §    ให้นกเรี ยนแสดงหลักฐาน ให้เหตุผลและอธิ บายให้กระจ่าง
                                        ั                                                                §    ไม่สนใจคาอธิ บายของนักเรี ยน

                               §      ให้นกเรี ยนอธิ บาย ให้คาจากัดความและชี้บอกส่ วนประกอบ
                                          ั                                                              §    แนะนานักเรี ยนโดยปราศจากการเชื่อมโยงแนวคิด
                                   ต่างๆ ในแผนภาพ                                                            หรื อความคิดรวบยอดหรื อทักษะ

                               §    ให้นกเรี ยนใช้ประสบการณ์เดิมของตนเป็ นพื้นฐานในการ
                                        ั
อธิ บายความคิดรวบยอดหรื อแนวคิด
4. การขยายความรู้              §    คาดหวังให้นกเรี ยนได้ใช้ประโยชน์จากการชี้บอกส่ วน
                                                    ั                                                    §     ให้คาตอบที่ชดเจน
                                                                                                                           ั
                                   ประกอบต่างๆ ในแผนภาพคาจากัดความและการอธิ บายสิ่ งที่
  (Elaborate)                      ได้เรี ยนรู้มาแล้ว                                                    §     บอกนักเรี ยนเมื่อนักเรี ยนทาไม่ถูก

                               §    ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนนาสิ่ งที่นกเรี ยนได้เรี ยนรู้ไปประยุกต์ใช้
                                                  ั                 ั                                    §     ใช้เวลามากในการบรรยาย
                                   หรื อขยายความรู้และทักษะในสถานการณ์ใหม่
                                                                                                         §     นานักเรี ยนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน
                               §     ให้นกเรี ยนอธิ บายอย่างหลาก หลาย
                                         ั
                                                                                                         §     อธิ บายวิธีการแก้ปัญหา
                               §     ให้นกเรี ยนอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานและ
                                          ั
                                   ถามคาถามนักเรี ยนว่าได้เรี ยนรู้อะไรบ้าง หรื อได้แนวคิ ดอะไร
                                   (ที่จะนากลวิธีจากการสารวจตรวจสอบครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้)
5. การประเมินผล                §     สังเกตนักเรี ยนในการนาความ คิดรวบยอดและทักษะใหม่ไป                  §     ทดสอบคานิยามศัพท์ และข้อเท็จ จริ ง
                                   ประยุกต์ใช้
  (Evaluate)                                                                                             §     ให้แนวคิดหรื อความคิดรอบยอดใหม่
                               §     ประเมินความรู้และทักษะของนักเรี ยน
                                                                                                         §     ทาให้คลุมเครื อ
                               §    หาหลักฐานที่แสดงว่านักเรี ยนได้เปลี่ยนความคิด หรื อ
                                   พฤติกรรม                                                              §     ส่ งเสริ มการอภิปรายที่ไม่เชื่อมโยงความคิดรวบ
                                                                                                              ยอดหรื อทักษะ
                               §    ให้นกเรี ยนประเมินตนเองเกียว กับการเรี ยนรู้และทักษะ
                                        ั                     ่
                                   กระบวน การกลุ่ม

                               §    ถามคาถามปลายเปิ ด เช่น ทาไมนักเรี ยนจึงคิดเช่นนั้น มี
                                   หลักฐานอะไรนักเรี ยนเรี ยนรู้อะไรเกียว กับสิ่ งนั้น และจะ
                                                                       ่
                                   อธิ บายสิ่ งนั้นอย่างไร

 ตารางที่ 2 บทบาทของน ักเรียนในการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es)




      ขั้นตอนการเรียนการสอน                                                            สิ่ งทีนักเรียนควรทา
                                                                                              ่
                                                     สอดคล้องกับ 5 Es                                                  ไม่ สอดคล้องกับ 5 Es
1.การสร้ างความสนใจ (Engage)   §     ถามคาถาม เช่น ทาไมสิ่ งนี้จึงเกิด ขึ้นฉันได้เรี ยนรู้อะไรบ้าง        §     ถามหาคาตอบที่ถูก
                                   เกียว กับสิ่ งนี้
                                      ่
                                                                                                          §     ตอบเฉพาะคาตอบที่ถก
                                                                                                                                 ู
                               §     แสดงความสนใจ
                                                                                                          §     ยืนยันคาตอบหรื อคาอธิ บาย

                                                                                                         §      มีวิธีการแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียว
2.การสารวจและค้นหา (Explore)   §     คิดอย่างอิสระแต่อยู่ในขอบเขตของกิจกรรม                              §      ให้คนอื่นคิดและสารวจตรวจสอบ

                               §     ทดสอบการคาดคะเนและสมมติ ฐาน                                         §     ทางานเพียงลาพังโดยมีปฏิสัมพันธ์กบผูอื่นน้อย
                                                                                                                                               ั ้
                                                                                                              มาก
                               §     คาดคะเนและตั้งสมมติฐานใหม่
                                                                                                         §      ปฏิบติอย่างสับสนไม่มีเป้ าหมายที่ชดเจน
                                                                                                                    ั                             ั
                               §     พยายามหาทางเลือกในการแก้ ปั ญหาและอภิปรายทางเลือก
                                   เหล่านั้นกับคนอื่น                                                    §      เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็ไม่คิดต่อ
§     บันทึกการสังเกตและให้ขอคิด เห็น
                                                          ้

                              §     ลงข้อสรุ ป
3. การอธิบาย                  §     อธิ บายการแก้ปัญหาหรื อคาตอบที่ซับซ้อน                 §    อธิ บายโดยไม่มีการเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม

  (Explain)                   §     ฟังคาอธิ บายของคนอื่นอย่างคิดวิเคราะห์                 §    ยกตัวอย่างที่ไม่เกียวข้องกัน
                                                                                                                   ่

                              §     ถามคาถามเกียวกับสิ่ งที่คนอื่นได้อธิบาย
                                               ่                                           §    ยอมรับคาอธิบายโดยไม่ให้เหตุผล

                              §     ฟังและพยายามทาความเข้าใจเกียวกับสิ่ งที่ครูอธิ บาย
                                                               ่                           §     ไม่สนใจคาอธิ บายของคนอื่นซึ่ งมีเหตุผลพอที่จะ
                                                                                               เชื่อถือได้
                              §     อ้างอิงกิจกรรมที่ได้ปฏิบติมาแล้ว
                                                            ั

                              §     ใช้ขอมูลที่ได้จากการบันทึก/สังเกตในการอธิ บาย
                                         ้
4. การขยายความรู้             §     นาการชี้บอกส่ วนประกอบต่างๆ ในแผนภาพ คาจากัดความ       §    ปฏิบติโดยไม่มีเป้ าหมายชัดเจน
                                                                                                    ั
                                  คา อธิ บายและทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่คล้าย
  (Elaborate)                     กับสถานการณ์เดิม                                         §    ไม่สนใจข้อมูลหรื อหลักฐานที่มีอยู่

                              §      ใช้ขอมูลเดิมในการถามคาถามกาหนดจุดประสงค์ในการแก้
                                         ้                                                 §    อธิ บายเหมือนกับที่ครู จดเตรี ยมไว้หรื อกาหนดให้
                                                                                                                        ั
                                  ปั ญหาตัดสิ นใจ และออกแบบการทดลอง

                              §     ลงข้อสรุ ปอย่างสมเหตุสมผลจากหลักฐานที่ปรากฏ

                              §     บันทึกการสังเกตและอธิบาย

                              §     ตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อน ๆ
5. การประเมินผล               §     ตอบคาถามปลายเปิ ด โดยใช้การสังเกต หลักฐานและ           §      ลงข้อสรุ ปโดยปราศจากหลักฐานหรื อคาอธิ บายที่
                                  คาอธิ บายที่ยอมรับมาแล้ว                                     เป็ นที่ยอมรับมาแล้ว
  (Evaluate)
                              §    แสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเกียวกับความคิดรวบยอด
                                                                 ่                         §    ตอบแต่เพียงว่าถูกหรื อผิดและอธิบายให้คาจากัด
                                  หรื อทักษะ                                                   ความ/ความจา

                              §     ประเมินความก้าวหน้าด้วยตนเอง                           §    ไม่สามารถอธิ บายเพื่อแสดงความเข้าใจด้วยคาพูด
                                                                                               ของตนเอง
                              §     ถามคาถามเพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป

      รูปแบบการสอนนี้สามารถสะท ้อนให ้เห็นว่า ผู ้เรียนได ้เรียนรู ้อะไร และผู ้เรียนได ้เรียนรู ้อะไร ดังนัน รูปแบบ
                                                                                                            ้
การสอนนี้เป็ นทังรูปแบบการเรียนรู ้ของผู ้เรียนและเป็ นรูปแบบการสอนของครู
                ้

                             ื
8. บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสบเสาะหาความรู ้

           อารี พันธ์มณี (2540) กล่าวว่า องค์ประกอบสาคัญในการทาให ้เกิดบรรยากาศการเรียนการสอน คือ
ครูผู ้สอนและผู ้เรียน ผู ้สอนและผู ้เรียนต่างมีบทบาทในการสร ้างบรรยากาศ ครูจะเป็ นผู ้ริเริมสร ้างบรรยากาศ ผู ้เรียน
                                                                                                ่
                                  ั
เป็ นผู ้ตอบสนอง และเติมสีสนให ้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให ้เป็ นไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน บรรยากาศการเรียน
การสอนทีเป็ นอิสระ ท ้าทาย ตืนเต ้น ปลอดภัยเป็ นประชาธิปไตย ผู ้สอนให ้ความอบอุนทังทางกายและจิตใจ สร ้าง
            ่                       ่                                                       ่ ้
ความรู ้สึกไว ้วางใจให ้กับผู ้เรียนผู ้เรียนได ้รับความเข ้าใจเป็ นมิตร เอืออาทร ห่วงใย ตลอดจนให ้ความดูแล ช่วยเหลือ
                                                                            ้
จะทาให ้ผู ้เรียนมีความกล ้าและอยากเรียนรู ้มากขึน บรรยากาศการเรียนการสอนทีมการยอมรับ มองเห็นคุณค่าในตัว
                                                         ้                              ่ ี
ผู ้เรียน ผู ้เรียนเป็ นบุคคลสาคัญ มีคณค่า และสามารถเรียนได ้ ผู ้สอนควรแสดงความรู ้สึกการยอมรับผู ้เรียนอย่าง
                                             ุ
                                                     ่ ่
จริงใจ กระตุ ้นผู ้เรียนให ้ยอมรับกันเองและเชือมันว่าสามารถทาได ้สาเร็จ

       มัสเซียลาส และค็อคซ์ (Massialas and Cox. 1968) ได ้กล่าวว่า ห ้องเรียนทีเป็ นแบบสืบเสาะหาความรู ้
                                                                               ่
ควรจะมีลักษณะดังนี้
1)      ห ้องเรียนต ้องเป็ นประชาธิปไตย เปิ ดโอกาสให ้นั กเรียนได ้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

         2)      ปั ญหาทีนามาอภิปรายน่าสนใจทีจะขบคิด
                         ่                   ่                  และสามารถตัดสินได ้         ครูมบทบาทเพียงกระตุ ้นให ้
                                                                                                ี
              กิจกรรมการเรียนการสอนดาเนินไปด ้วยดี

         3)      ทุกคนในห ้องเรียนต ้องให ้ความร่วมมือเป็ นอย่างดี

       จากการศึกษาค ้นคว ้าจากเอกสารและบทความต่างๆ       สรุปได ้ว่า             บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรู ้ทีเอือต่อการพัฒนากระบวนการคิด ควรมีลักษณะดังนี้
                ่ ้

         1. บรรยากาศภายในห ้องเรียน

               1.1 เป็ นบรรยากาศการโต ้ตอบกันระหว่างครูกับนั กเรียน และนักเรียนกับนั กเรียน อย่างสร ้างสรรค์
สมเหตุสมผล

            1.3 เป็ นบรรยากาศทีนักเรียนรู ้สึกอบอุนใจ ปลอดภัย ปราศจากการตาหนิ วิพากษ์ วิจารณ์ความคิด
                               ่                  ่
ไม่มการตัดสินว่าถูกหรือผิด
    ี

              1.4 บรรยากาศตืนเต ้น น่าสนใจ สนุกสนาน เพือให ้การเรียนรู ้เป็ นแบบสร ้างสรรค์และอิสระ
                            ่                          ่

              1.5 นั กเรียนสนใจ กระตือรือร ้น ให ้ความร่วมมือในการทากิจกรรม

                ั
         2. ปฏิสมพันธ์ระหว่างครูกับนั กเรียน

              2.1 ครูเป็ นกัลยาณมิตรกับนั กเรียน เป็ นกันเอง ให ้กาลังใจแก่นักเรียน

              2.2 ครูใจกว ้าง ให ้นั กเรียนโต ้แย ้งได ้ ยอมรับฟั งความคิดเห็นของนักเรียน

                                    ้
              2.3 ครูให ้คาปรึกษา ชีแนะ และช่วยเหลือนั กเรียน

                ั
         3. ปฏิสมพันธ์ระหว่างนั กเรียนกับนั กเรียน

              3.1 ร่วมมือร่วมใจในการทากิจกรรม ช่วยกันคิด ช่วยกันทางาน ถ ้อยทีถ ้อยอาศัย
                                                                             ่

              3.2 อภิปรายซักถามแลกเปลียนความคิดเห็นกันและโต ้แย ้งกันอย่างสร ้างสรรค์
                                      ่




                                      รูปแบบการจ ัดกระบวนการเรียนรูแบบว ัฎจ ักร
                                                                   ้

                              ื
                          การสบเสาะหาความรู ้ 5 ขนตอน เพือพ ัฒนากระบวนการคิดระด ับสูง
                                                 ั้      ่




          ผลการวิจัยทาให ้ได ้รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู ้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู ้ 5 ขันตอน เพือ
                                                                                                       ้            ่
                                    ่
พัฒนากระบวนการคิดระดับสูง ซึงเป็ นการจัดกระบวนการเรียนรู ้ทีเน ้นผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง ให ้โอกาสแก่ผู ้เรียนได ้
                                                                 ่
                                           ่          ่
ฝึ กคิด ฝึ กสังเกต ฝึ กถาม-ตอบ ฝึ กการสือสาร ฝึ กเชือมโยงบูรณาการฝึ กนาเสนอ ฝึ กวิเคราะห์วจารณ์ ฝึ กสร ้างองค์
                                                                                                 ิ
                                                               ้
ความรู ้ โดยมีครูเป็ นผู ้กากับ ควบคุม ดาเนินการให ้คาปรึกษา ชีแนะ ช่วยเหลือ ให ้กาลังใจ เป็ นผู ้กระตุ ้นส่งเสริมให ้
ผู ้เรียนคิด อยากรู ้อยากเห็น และสืบเสาะหาความรู ้จากการถามคาถาม และพยายามค ้นหาคาตอบหรือสร ้างองค์
ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเองผ่านกระบวนการคิดและปฏิบต ิ ใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ รวมทังครูรวม
                                                  ั                                            ่             ้    ่
แลกเปลียนเรียนรู ้กับผู ้เรียน
           ่                      และสร ้างบรรยากาศการสืบเสาะหาความรู ้ทีเอือให ้ผู ้เรียนคิดอย่างอิสระ
                                                                         ่ ้                                ขอบข่าย
รายละเอียดของรูปแบบปรากฏ ดังนี้
ขั้นตอน                              ลักษณะของกิจกรรม                             บทบาทของครู                              บทบาทของนักเรียน

                                                      หรือสถานการณ์
1. สร้ างความสนใจ                         1. เชื่อมโยงกับความรู้หรื อประสบการณ์      1. สร้างความสนใจ                          1. ตั้งคาถาม
                                          เดิม
(Engage) ครู จดกิจกรรมหรื อสร้าง
              ั                                                                      2. สร้างความอยากรู้อยากเห็น               2. ตอบคาถาม
สถานการณ์กระตุน ยัวยุ หรื อท้าทาย ทา
                 ้ ่                      2. แปลกใหม่นกเรี ยนไม่เคยพบมาก่อน
                                                      ั
ให้นกเรี ยนสนใจ สงสัย ใคร่ รู้ อยากรู้
    ั                                                                                3.ตั้งคาถาม กระตุนให้นกเรี ยนคิด
                                                                                                      ้    ั                   3.แสดงความคิดเห็น
อยากเห็น ขัดแย้ง หรื อเกิดปั ญหา และ      3. ยัวยุ ท้าทาย น่าสนใจ ใคร่ รู้
                                               ่
ทาให้นกเรี ยนต้องการศึกษา ค้นคว้า
       ั                                                                             4. ให้เวลานักเรี ยนคิดก่อนตอบคาถาม        4.กาหนดปั ญหาหรื อเรื่ องที่จะสารวจ
ทดลอง หรื อแก้ปัญหา (สารวจ                4. เปิ ดโอกาสให้มีแนวทางการ                หรื อไม่เร่ งเร้าในการตอบคาถาม            ตรวจสอบให้ชดเจน
                                                                                                                                           ั
ตรวจสอบ) ด้วยตัวของนักเรี ยนเอง           ตรวจสอบอย่างหลากหลาย
                                                                                     5. ดึงเอาคาตอบหรื อความ คิดที่ยงไม่
                                                                                                                    ั          5. แสดงความสนใจ
                                          5. นาไปสู่กระบวนการตรวจสอบด้วย             ชัดเจนไม่สมบูรณ์
                                          ตนเองนักเรี ยนเอง
                                                                                     6. เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนทาความ
                                                                                                      ั
                                                                                     กระจ่างในปั ญหาที่จะสารวจตรวจสอบ

                                                                                7. เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนเลือกหรื อ
                                                                                                  ั
                                                                                กาหนดปั ญหาที่จะสารวจตรวจสอบ
2. สารวจและค้นหา (Explore)                                                                    1. นักเรี ยนได้เรี ยนรู้วิธี   1.เปิ ดโอกาสให้            1. คิดอย่างอิสระ แต่
                                                                                              แสวงหาความรู้ดวย    ้          นักเรี ยนได้วิเคราะห์      อยู่ในขอบเขตของ
ครู จดกิจกรรมหรื อสถานการณ์ให้นกเรี ยนสารวจตรวจสอบปั ญหา หรื อประเด็นที่นกเรี ยนสนใจ
     ั                         ั                                         ั                    ตนเอง                          กระบวนการสารวจ             กิจกรรม
ใคร่ รู้                                                                                                                     ตรวจสอบ
                                                                                              2. นักเรี ยนทางานตาม                                      2. ตั้งสมมติฐาน
                                                                                              ความ คิดอย่างอิสระ             2. ซักถามเพื่อนาไปสู่
                                                                                                                             การสารวจตรวจสอบ            3. พิจารณาสมมติฐาน
                                                                                                    3. นักเรี ยน                                        ที่เป็ นไปได้โดยการ
                                                                                                    ตั้งสมมติฐานได้          3. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน
                                                                                                                                              ั         อภิปราย
                                                                                                    หลากหลาย                 ได้ทางานร่ วมกันใน
                                                                                                                             การสารวจตรวจสอบ            4. ระดมความคิดเห็น
                                                                                                    4. พิจารณาข้อมูลและ                                 ในการแก้ปัญหาใน
                                                                                                    ข้อเท็จ จริ งที่ปรากฏ    4. ให้เวลานักเรี ยนใน      การสารวจตรวจสอบ
                                                                                                    แล้วกาหนดสมมติฐาน        การคิดไตร่ ตรอง
                                                                                                    ที่เป็ นไปได้            ปั ญหา                     5. ตรวจสอบ
                                                                                                                                                        สมมติฐานอย่างเป็ น
                                                                                                    5. นักเรี ยนวางแผน       5. สังเกตการณ์ทางาน        ระบบ ขั้นตอนถูกต้อง
                                                                                                    แนวทางการสารวจ           ของนักเรี ยน
                                                                                                    ตรวจสอบ                                             6. บันทึกการสังเกต
                                                                                                                             6. ฟังการโต้ตอบกัน         หรื อผลการสารวจ
                                                                                                    6. นักเรี ยนวิเคราะห์    ของนักเรี ยน               ตรวจสอบ อย่างเป็ น
                                                                                                    อภิปรายเกียวกับ
                                                                                                                ่                                       ระบบ ละเอียด
                                                                                                    กระบวน การสารวจ          7. ทาหน้าที่ในการให้       รอบคอบ
                                                                                                    ตรวจสอบ                  คาปรึ กษา
                                                                                                                                                        7. กระตือรื อร้นมุ่งมัน
                                                                                                                                                                              ่
                                                                                                    7. นักเรี ยนได้ลงมือ     8. อานวยความสะดวก          ในการสารวจ
                                                                                                    ปฏิบติในการสารวจ
                                                                                                          ั                                             ตรวจสอบ
                                                                                                    ตรวจสอบ
3. อธิบายและลงข้ อสรุป (Explain) ครู จดกิจกรรมหรื อสถานการณ์ให้นกเรี ยนวิเคราะห์อธิ บาย
                                      ั                            ั                                       1. นักเรี ยนนาข้อมูลที่     1. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน
                                                                                                                                                        ั             1. อธิ บายการ
ความรู้ หรื ออภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่ งกันและกันเกียวกับสิ่งที่ได้เรี ยนรู้หรื อสิ่ งที่
                                                                 ่                                         ได้จากการสารวจ              ได้อธิ บายผลการ                แก้ปัญหาหรื อผลการ
ได้คนพบ เพื่อให้นกเรี ยนได้พฒนาความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่ได้อย่างชัดเจน
    ้              ั        ั                                                                              ตรวจสอบมานาเสนอ             สารวจตรวจสอบ และ               สารวจตรวจ สอบที่ได้
                                                                                                           ในลักษณะ                    แนวคิดด้วยคาพูดของ
                                                                                                                                       นักเรี ยนเอง                   2. อธิ บายผลการ
                                                                                                            1.1 วิเคราะห์ แปล                                         สารวจตรวจสอบ
                                                                                                           ผล                          2. ให้นกเรี ยนอธิ บาย
                                                                                                                                                 ั                    สอดคล้องกับข้อมูล
                                                                                                                                       โดยเชื่อมโยง
                                                                                                             1.2 สรุ ปผล               ประสบการณ์ความรู้              3. อธิ บายแบบ
                                                                                                                                       เดิม และสิ่ งที่ได้เรี ยนรู้   เชื่อมโยงสัมพันธ์และ
                                                                                                             1.3 อภิปราย               หรื อสิ่ งที่ได้คนพบเข้า
                                                                                                                                                        ้             มีเหตุผลหลัก การ
                                                                                                                                       ด้วยกัน                        หรื อหลักฐานประกอบ
                                                                                                           2. นักเรี ยนนาเสนอผล
                                                                                                           งานในรู ปแบบต่างๆ           3. ให้นกเรี ยนอธิ บาย
                                                                                                                                              ั                       4. ฟังการอธิ บายของ
                                                                                                           เช่น รู ปวาด ตาราง          โดยมีเหตุผล หลักการ            ผูอื่น แล้วคิด วิเคราะห์
                                                                                                                                                                        ้
                                                                                                           แผนผัง                      หรื อหลักฐานประกอบ
                                                                                                                                                                      5.อภิปรายซักถาม
                                                                                                           3. มีการอภิปราย             4.ให้ความสนใจกับคา             เกียวกับสิ่ งที่เพื่อน
                                                                                                                                                                         ่
                                                                                                           ซักถามแลกเปลี่ยน            อธิ บายของนักเรี ยน            อธิ บาย
                                                                                                           ความคิดเห็นเกียวกับ
                                                                                                                         ่
                                                                                                           ผลงานของนักเรี ยน           5. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน
                                                                                                                                                        ั
                                                                                                                                       สรุ ปองค์ความรู้ที่ได้
                                                                                                           4. มีการพิสูจน์             อย่างถูกต้อง ชัดเจน
                                                                                                           ตรวจสอบให้แน่ใจ             สมเหตุสมผล
                                                                                                           (ทาซ้ าหรื อมีเอก สาร
                                                                                                           อ้างอิง หรื อหลักฐาน
                                                                                                           ชัดเจน)
                 ขั้นตอน                                   ลักษณะของกิจกรรม                                  บทบาทของครู                                      บทบาทของนักเรียน

                                                             หรือสถานการณ์
4. ขยายความรู้ (Elaborate) ครู จด  ั            1. ให้นกเรี ยนเชื่อมโยงความรู้เดิมไปสู่
                                                       ั                                        1. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนอธิ บายอย่างละเอียด
                                                                                                                 ั                               1. ใช้ขอมูลจากการสารวจตรวจสอบไป
                                                                                                                                                        ้
กิจกรรมหรื อสถานการณ์ที่ให้นกเรี ยนได้
                                 ั              ความรู้ใหม่                                     ชัดเจน สมบูรณ์ และอภิปรายแสดง                    อธิ บายหรื อทักษะ จากการสารวจ
ขยายเพิ่ม เติม หรื อเติมเต็มองค์ความรู้                                                         ความคิด เห็นเพิ่มเติม หรื อเติมเต็มหรื อ         ตรวจสอบไปใช้ในสถาน การณ์ใหม่ที่
ใหม่ให้กว้างขวางสมบูรณ์ กระจ่างและ              2. ให้นกเรี ยนได้อธิ บายและร่ วมอภิปราย
                                                        ั                                       ขยายแนวความ คิด และทักษะจากการ                   คล้ายกับสถานการณ์เดิม
ลึก ซึ้ งยิ่งขึ้น                               แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมหรื อเติมเต็ม           สารวจตรวจสอบ
                                                เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่สมบูรณ์กรจ่าง                                                           2. นาข้อมูลจากการสารวจตรวจสอบไป
                                                หรื อลึกซึ้ งขึ้นหรื อขยายกรอบความรู้           2. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนเชื่อมโยงความรู้จาก
                                                                                                                 ั                               สร้างความรู้ใหม่
                                                ความคิดให้กว้างขึ้น                             การสารวจตรวจสอบกับความรู้อื่น ๆ
                                                                                                                                                 3. นาความรู้ใหม่เชื่อมโยงกับความรู้เดิม
                                                3. ให้นกเรี ยนศึกษาค้นคว้า หรื อทดลอง
                                                         ั                                      3. ร่ วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม          เพื่ออธิ บาย หรื อนาไปใช้ในชีวิต
                                                เพิ่มขึ้น                                       หรื อเติมเต็ม หรื อขยายกรอบความรู้               ประจาวัน
                                                                                                ความคิด
                                                4. ให้นกเรี ยนนาความรู้ที่ได้ไป
                                                       ั
                                                ประยุกต์ใช้ในเรื่ องอื่น ๆ หรื อสถานการณ์
                                                ใหม่
5. ประเมินผล (Evaluate)ครู จดกิจกรรม
                                ั               มีการตรวจสอบความถูก ต้อง ความ                   1. ถามคาถามเพื่อนาไป สู่การประเมิน               1. วิเคราะห์กระบวนการสร้างองค์ความรู้
หรื อสถานการณ์ที่เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยน
                                  ั             ชัดเจน ความสมบูรณ์ของกระบวนการ                                                                   ของตนเอง
วิเคราะห์ วิจารณ์ หรื อ อภิปรายซักถาม           และองค์ความรู้ที่ได้โดย                         2. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนประเมิน
                                                                                                                 ั
แลก เปลี่ยนองค์ความรู้ซ่ ึ งกันและกันใน                                                         กระบวนการและผลงานด้วยตนเอง                       2. ถามคาถามที่เกียวข้องจากการสังเกต
                                                                                                                                                                  ่
เชิงเปรี ยบ เทียบ ประเมิน ปรับปรุ ง             1. วิเคราะห์แลกเปลี่ยนเรี ยน รู้ซ่ ึ งกันและ                                                     หลักฐานและคาอธิ บายเพื่อความเข้าใจที่
เพิ่มเติม หรื อทบทวนใหม่ ทั้ง   กัน                                        3. ให้นกเรี ยนวิเคราะห์สิ่งที่ควรปรับปรุ ง
                                                                                  ั                                     ถูกต้อง ชัดเจน สมบูรณ์ และอาจนาไปสู่
กระบวนการและองค์ความรู้                                                    แก้ไขในการสารวจตรวจสอบ ทั้ง                  การสารวจตรวจสอบใหม่
                                2. วิจารณ์ หรื ออภิปรายเพื่อเปรี ยบเทียบ   กระบวนการและองค์ความรู้ที่ได้
                                ประเมิน ปรับ ปรุ ง หรื อเพิ่มเติมทั้ง                                                   3. ประเมินกระบวนการและองค์ความรู้
                                กระบวนการและองค์ความรู้                                                                 ของตน เอง

                                3. เปรี ยบเทียบผลการสารวจตรวจสอบ
                                กับสมมติฐานที่กาหนดไว้




           นอกจากนีแล ้วยังมีบรรยากาศการเรียนการสอนก็เป็ นปั จจัยสาคัญทีเอือให ้ผู ้เรียนอยากสืบเสาะหาความรู ้
                      ้                                                        ้
ครูผู ้สอนและผู ้เรียนต่างมีบทบาทในการสร ้างบรรยากาศ ครูจะเป็ นผู ้ริเริมสร ้างบรรยากาศ ผู ้เรียนเป็ นผู ้ตอบสนอง
                                                                        ่
             ั
และเพิมสีสนให ้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให ้เป็ นไปในรูปแบบต่างๆ
         ่




ทีมา: เอกสารการอบรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ 5 ขันตอน สาขาชีววิทยา สสวท.
  ่                                               ้

http://www.physics.science.cmu.ac.th/teacherworkshop/ 2552/whatis.htm

การสอนแบบสืบเสาะ

  • 1.
    ั้ ่ ี ่ ่ 1. ปร ัชญาวิทยาศาสตร์ดงเดิม ความรู ้วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความจริงหรือข ้อเท็จจริงทีมอยูหรือเป็ นอยู่ ซึงได ้ จากการตรวจสอบ การค ้นคว ้าทดลองอย่างเป็ นระบบ โดยใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ปร ัชญา ่ ่ วิทยาศาสตร์แนวใหม่ ความรู ้วิทยาศาสตร์ เป็ นความรู ้ทีเกิดจากการสรรสร ้างของแต่ละบุคคล ซึงมีอทธิพลมาจาก ิ ่ ความรู ้หรือประสบการณ์เดิม และสิงแวดล ้อมหรือบริบทของสังคมของแต่ละคน 2. แนวคิดของเพียเจต์ (Piaget) เกียวก ับพ ัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด คือ การทีคนเรามีปะทะ ่ ่ ่ ่ สัมพันธ์กับสิงแวดล ้อมตังแต่แรกเกิด และการปะทะสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลกับสิงแวดล ้อมนี้มผลทาให ้ ้ ี ระดับสติปัญญาและความคิด มีการพัฒนาขึนอย่างต่อเนืองอยูตลอดเวลากระบวนการทีเกียวข ้องกับการพัฒนาทาง ้ ่ ่ ่ ่ สติปัญญาและความคิดมี 2 กระบวนการ คือ การปรับตัว (Adaptation) และการจัดระบบโครงสร ้าง (Organization) ่ ุ ่ ่ การปรับตัวเป็ นกระบวนการทีบคคลหาหนทางทีจะปรับสภาพความไม่สมดุลทางความคิดให ้เข ้ากับสิงแวดล ้อมทีอยู่ ่ ั ่ รอบ ๆ ตัว และเมือบุคคลมีปฏิสมพันธ์กับสิงแวดล ้อมรอบ ๆ ตัว โครงสร ้างทางสมองจะถูกจัดระบบให ้มีความ ่ เหมาะสมกับสภาพแวดล ้อม มีรปแบบของความคิดเกิดขึน กระบวนการปรับตัวประกอบด ้วยกระบวนการทีสาคัญ 2 ู ้ ่ ประการคือ ์ ึ 1) กระบวนการดูดซึม (Assimilation) หมายถึง กระบวนการทีอนทรียซมซาบประสบการณ์ใหม่เข ้า ่ ิ ่ สูประสบการณ์เดิมทีเหมือนหรือคล ้ายคลึงกัน ่ แล ้วสมองก็รวบรวมปรับเหตุการณ์ใหม่ให ้เข ้ากับโครงสร ้างของ ความคิดอันเกิดจากการเรียนรู ้ทีมอยูเดิม ่ ี ่ 2) กระบวนการปรับขยายโครงสร ้าง (Accomodation) เป็ นกระบวนการทีตอเนื่องมาจาก ่ ่ ่ ึ ่ กระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากทีซมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข ้ามา และปรับเข ้าสูโครงสร ้างเดิมแล ้วถ ้าปรากฏ ว่าประสบการณ์ใหม่ทได ้รับการซึมซาบเข ้ามาให ้เข ้ากับประสบการณ์เดิมได ้ ี่ สมองก็จะสร ้างโครงสร ้างใหม่ขนมา ึ้ เพือปรับให ้เข ้ากับประสบการณ์ใหม่นัน ่ ้ ่ 3. ทฤษฎีการสร้างเสริมความรู ้ (Constructivism) เชือว่านั กเรียนทุกคนมีความรู ้ความเข ้าใจเกียวกับบางสิง ่ ่ บางอย่างมาแล ้วไม่มากก็น ้อย ก่อนทีครูจะจัดการเรียนการสอนให ้เน ้นว่าการเรียนรู ้เกิดขึนด ้วยตัวของผู ้เรียนรู ้เอง ่ ้ และการเรียนรู ้เรืองใหม่จะมีพนฐานมาจากความรู ้เดิม ดังนัน ประสบการณ์เดิมของนั กเรียนจึงเป็ นปั จจัยสาคัญต่อ ่ ื้ ้ การเรียนรู ้เป็ นอย่างยิง กระบวนการเรียนรู ้ (Process of Leaning) ทีแท ้จริงของนั กเรียนไม่ได ้เกิดจากการบอกเล่า ่ ่ ของครู หรือนั กเรียนเพียงแต่จดจาแนวคิดต่าง ๆ ทีมผู ้บอกให ้เท่านัน ่ ี ้ แต่การเรียนรู ้วิทยาศาสตร์ตาม ทฤษฎี Constructivism เป็ นกระบวนการทีนักเรียนจะต ้องสืบค ้นเสาะหา สารวจตรวจสอบ และค ้นคว ้าด ้วยวิธการ ่ ี ต่างๆ จนทาให ้นั กเรียนเกิดความเข ้าใจและเกิดการรับรู ้ความรู ้นั นอย่างมีความหมาย จึงจะสามารถเป็ นองค์ความรู ้ ้ ของนักเรียนเอง และเก็บเป็ นข ้อมูลไว ้ในสมองได ้อย่างยาวนาน สามารถนามาใช ้ได ้เมือมีสถานการณ์ใด ๆ มา ่ เผชิญหน ้า ดังนั นการทีนักเรียนจะสร ้างองค์ความรู ้ได ้ ต ้องผ่านกระบวนการเรียนรู ้ทีหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิง ้ ่ ่ ่ กระบวนการสืบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Process) ื 4. ความหมายและแนวคิดเกียวก ับการสอนแบบสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Method) ่ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้มีผู ้ให ้ความหมายและแนวคิดหลากหลาย ดังนี้ อนั นต์ จันทร์กวี (2523) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นวิธการส่งเสริมให ้นั กเรียนรู ้จักคิดด ้วย ี ตนเอง รู ้จักค ้นคว ้าหาเหตุผล และสามารถแก ้ปั ญหาได ้ โดยการนาเอาวิธการต่างๆ ของกระบวนการทาง ี วิทยาศาสตร์ไปใช ้ นอกจากนี้ยงเป็ นการเรียนเพือพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด ้วย ั ่ ่ ่ สุวัฒน์ นิยมค ้า (2531) กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นการสอนทีสงเสริมให ้นักเรียนเป็ นผู ้ ค ้นคว ้า หรือสืบเสาะหาความรู ้เกียวกับสิงใดสิงหนึงทีนักเรียนยังไม่เคยมีความรู ้ในสิงนั นมาก่อน โดยใช ้กระบวนการ ่ ่ ่ ่ ่ ่ ้ ทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ ่ ดวงเดือน เทศวานิช (2535) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้เป็ นรูปแบบการสอนทีเน ้นทักษะการ ่ ่ คิดอย่างมีระบบ โดยคานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ซึงต ้องมีหลักฐานสนับสนุน วิธนเป็ นวิธทนักเรียน ี ี้ ี ี่ พิจารณาเหตุผล สามารถใช ้คาถามทีถกต ้องและคล่องแคล่วสามารถสร ้างและทดสอบสมมติฐานด ้วยการทดลอง ่ ู ่ ี ่ ่ และตีความจากการทดลองด ้วยตนเอง โดยไม่ขนอยูกับคาอธิบายของครู เป็ นวิธการทีชวยให ้นั กเรียนมีระบบวิธการ ึ้ ี แก ้ปั ญหาในทางวิทยาศาสตร์ด ้วยตนเอง สมจิต สวธนไพบูลย์ (2541) กล่าวว่า หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ผู ้เรียนจะต ้องเป็ นผู ้ค ้นคว ้าหา ความรู ้ จะโดยทางตรงหรือทางอ ้อมก็ตาม ส่วนครูจะเป็ นผู ้อานวยความสะดวกแนะนาและให ้ความช่วยเหลือเท่าที่ จาเป็ น ประกอบด ้วยกระบวนการทีสาคัญ ได ้แก่ การสารวจ และการสร ้างองค์ความรู ้ ่
  • 2.
    มนมนั ส สุดสิน (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ไว ้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู ้เป็ นวิธการหนึงทีมงส่งเสริมให ้ผู ้เรียนรู ้จักค ้นคว ้าหาความรู ้ คิดและแก ้ปั ญหาได ้ด ้วยตนเองอย่างมีระบบของ ี ่ ่ ุ่ การคิด ใช ้กระบวนการของการค ้นคว ้าหาความรู ้ ซึงประกอบด ้วยวิธการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง ่ ี วิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ครูมหน ้าทีจัดบรรยากาศ การสอนให ้เอือต่อการเรียนรู ้ คิดแก ้ปั ญหาโดย ี ่ ้ ใช ้การทดลอง และอภิปรายซักถามเป็ นกิจกรรมหลักในการสอน ชลสีต ์ จันทาสี (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ไว ้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู ้เป็ นวิธการทีมงส่งเสริมให ้นั กเรียนรู ้จักค ้นคว ้าหาความรู ้ด ้วยตนเอง โดยใช ้กระบวนการแสวงหาความรู ้ ซึงครู ี ่ ุ่ ่ มีหน ้าทีเพียงเป็ นผู ้คอยให ้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมสภาพการณ์และกิจกรรมให ้เอือต่อกระบวนการทีฝึกให ้คิดหา ่ ้ ่ เหตุผล สืบเสาะหาความรู ้ รวมทังการแก ้ปั ญหาให ้ได ้โดยใช ้คาถามและสือการเรียนการสอนต่าง ๆ เช่น ของจริง ้ ่ สถานการณ์ ให ้นั กเรียนลงมือปฏิบัตการสารวจ ค ้นหาด ้วยตนเอง บรรยากาศการเรียนการสอนให ้นั กเรียนมีอสระใน ิ ิ การซักถาม การอภิปรายและมีแรงเสริม อาจกล่าวได ้ว่าเป็ นการสอนให ้นั กเรียนคิดเป็ น ทาเป็ น และแก ้ปั ญหาได ้ นั่ นเอง กู๊ด (Good. 1973) ได ้ให ้ความหมายของการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู ้ว่าเป็ นเทคนิคหรือกลวิธอย่าง ี หนึงในการจัดให ้เกิดการเรียนรู ้เนื้อหาบางอย่างของวิชาวิทยาศาสตร์ โดยกระตุ ้นให ้นั กเรียนมีความอยากรู ้อยากเห็น ่ เสาะแสวงหาความรู ้โดยการถามคาถาม และพยายามค ้นหาคาตอบให ้พบด ้วยตนเอง นอกจากนี้ยังให ้ความหมาย ของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้อีกอย่างหนึงว่าเป็ นวิธการเรียนโดยการแก ้ปั ญหาจากกิจกรรมทีจัดขึน ่ ี ่ ้ และใช ้ ี ่ วิธการทางวิทยาศาสตร์ในการทากิจกรรม ซึงปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ทีนักเรียนเผชิญแต่ละครัง จะเป็ นตัวกระตุ ้นการ ่ ้ ่ ่ คิดกับการสังเกตกับสิงทีสรุปพาดพิงอย่างชัดเจน ประดิษฐ์ คิดค ้น ตีความหมายภายใต ้สภาพแวดล ้อมทีเหมาะสม ่ ทีสด การใช ้วิธการอย่างชาญฉลาดสามารถทดสอบได ้ และสรุปอย่างมีเหตุผล ่ ุ ี ซันด์และโทรวบริดจ์ (Sun and Trowbridge. 1973) สรุปลักษณะของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ว่า เป็ นการสอนทีผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง สร ้างมโนทัศน์ด ้วยตนเอง และเป็ นการพัฒนาความสามารถด ้านต่างๆ ของ ่ ่ นั กเรียน เช่น ความสามารถทางวิธการ ทักษะทางสังคม ความคิดสร ้างสรรค์ ซึงต ้องให ้อิสระและให ้ผู ้เรียนมีโอกาส ี คิด และเป็ นการเรียนทีเน ้นการทดลอง เพือให ้ผู ้เรียน ค ้นพบด ้วยตนเอง และการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู ้จะ ่ ่ กาหนดเวลาสาหรับการเรียนรู ้ ซานดรา เค เอเบล (Sandra K. Abell. 2002) ได ้กล่าวถึงความหมายของการสืบเสาะหาความรู ้ ตามที่ NSES และ AAAS นิยามไว ้ ดังนี้ NSES (National Science Education Standards) ได ้ให ้ความหมายของการสืบเสาะหาความรู ้ว่าเป็ น กิจกรรมทีหลากหลายเกียวกับการสังเกต การถามคาถาม การสารวจตรวจสอบจากเอกสารและแหล่งความรู ้อืน ๆ ่ ่ ่ การวางแผนการสารวจตรวจสอบ การทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพือเป็ นการยืนยันความรู ้ทีได ้ค ้นพบมาแล ้ว การใช ้ ่ ่ เครืองมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข ้อมูล การนาเสนอผลงาน การอธิบายและการ ่ คาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลียนความคิดเห็นกันเกียวกับผลงานทีได ้ ่ ่ ่ AAAS (American Association for the Advancement of Science) ได ้ให ้ความหมายการสืบเสาะหา ความรู ้ว่า เริมต ้นด ้วยคาถามเกียวกับธรรมชาติพร ้อมทังกระตุ ้นนั กเรียนให ้ตืนเต ้นสงสัยใคร่รู ้ให ้นั กเรียนตังใจรวบรวม ่ ่ ้ ่ ้ ข ้อมูลและหลักฐาน ครูเตรียมข ้อมูลเอกสารความรู ้ต่างๆ ทีมคนศึกษาค ้นคว ้ามาแล ้ว เพือให ้นักเรียนเชือมโยงกับ ่ ี ่ ่ ่ ้ ้ ความรู ้ใหม่ หรือเพือให ้มองเห็นภาพได ้ชัดเจนลึกซึงขึนให ้นั กเรียนอธิบายให ้ชัดเจน ไม่เน ้นความจาเกียวกับศัพท์ ่ ทางวิชาการ และใช ้กระบวนการกลุม ่ ั้ ื ด ังนนกระบวนการสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry process) เป็ นกระบวนการเรียนรู ้ทีให ้ผู ้เรียนสร ้างองค์ ่ ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัต ิ และใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ ่ ื 5. ระด ับของการสบเสาะหาความรู ้ (Level of inquiry) แบ่งเป็ น 4 ระดับ คือ ื 1) การสบเสาะหาความรูแบบยืนย ัน (Confirmed Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ ้ ่ ผู ้เรียนเป็ นผู ้ตรวจสอบความรู ้หรือแนวคิด เพือยืนยันความรู ้หรือ แนวคิดทีถกค ้นพบมาแล ้ว โดยครูเป็ นผู ้กาหนด ่ ่ ู ปั ญหาและคาตอบ หรือองค์ความรู ้ทีคาดหวังให ้ผู ้เรียนค ้นพบ และให ้ผู ้เรียนทากิจกรรมทีกาหนดในหนังสือหรือใบ ่ ่ งาน หรือตามทีครูบรรยายบอกกล่าว ่ ื 2) การสบเสาะหาความรูแบบนาทาง (Directed Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ ้ ่ ผู ้เรียนค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยครูเป็ นผู ้กาหนดปั ญหา และสาธิตหรืออธิบายการสารวจตรวจสอบ แล ้ว ให ้ผู ้เรียนปฏิบัตการสารวจตรวจสอบตามวิธการทีกาหนด ิ ี ่
  • 3.
    ี้ 3) การสบเสาะหาความรูแบบชแนะแนวทาง (Guided Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ที่ ้ ้ ให ้ผู ้เรียนค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยผู ้เรียนเป็ นผู ้กาหนดปั ญหา และครูเป็ นผู ้ชีแนะแนวทางการสารวจ ตรวจสอบ รวมทังให ้คาปรึกษาหรือแนะนาให ้ผู ้เรียนปฏิบัตการสารวจตรวจสอบ ้ ิ ื 4) การสบเสาะหาความรูแบบเปิ ด (Open Inquiry) เป็ นการสืบเสาะหาความรู ้ทีให ้ผู ้เรียน ้ ่ ค ้นพบองค์ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเอง โดยให ้ผู ้เรียนมีอสระในการคิด เป็ นผู ้กาหนดปั ญหา ออกแบบ และปฏิบัตการ ิ ิ สารวจตรวจสอบด ้วยตนเอง ่ ็ ้ ้ ื 6. จิตวิทยาทีเปนพืนฐานของการเรียนรูแบบสบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร์ ้ 1) การเรียนรู ้วิทยาศาสตร์นันผู ้เรียนจะเรียนรู ้ได ้ดียงขึนต่อเมือผู ้เรียนได ้เกียวข ้องโดยตรงกับการ ้ ิ่ ้ ่ ่ ค ้นหาความรู ้นั น ๆ มากกว่าการบอกให ้ผู ้เรียนรู ้ ้ 2) การเรียนรู ้จะเกิดได ้ดีทสด เมือสถานการณ์แวดล ้อมในการเรียนรู ้นั นยั่วยุให ้ผู ้เรียนอยากเรียน ี่ ุ ่ ้ ี ่ ่ ไม่ใช่บบบังคับผู ้เรียน และครูต ้องจัดกิจกรรมทีจะนาไปสูความสาเร็จในการค ้นคว ้าทดลอง 3) วิธการนาเสนอของครู จะต ้องส่งเสริมให ้ผู ้เรียนรู ้จักคิด มีความคิดสร ้างสรรค์ ให ้โอกาสผู ้เรียนได ้ ี ใช ้ความคิดของตนเองมากทีสด ่ ุ ้ ิ ่ ่ ทังนี้กจกรรมทีจะให ้ผู ้เรียนทาการสารวจตรวจสอบจะต ้องเชือมโยงกับความรู ้เดิม และผู ้เรียนมีความรู ้และ ่ ่ ่ ทักษะเพียงพอทีจะแสวงหาความรู ้ใหม่ โดยกิจกรรมทีจัดควรเป็ นกิจกรรมนาไปสูการสารวจตรวจสอบ หรือแสวงหา ความรู ้ใหม่ 7. ื รูปแบบการสอนแบบว ัฏจ ักรการสบเสาะหาความรู ้ (Inquiry Cycle) นั กการศึกษาจากกลุม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได ้เสนอกระบวนการสืบเสาะหา ่ ่ ่ ่ ความรู ้ เพือให ้ผู ้เรียนสร ้างองค์ความรู ้ใหม่ โดยเชือมโยงสิงทีเรียนรู ้เข ้ากับประสบการณ์หรือความรู ้เดิม เป็ นความรู ้ ่ หรือแนวคิดของผู ้เรียนเอง เรียกรูปแบบการสอนนี้วา Inquiry cycle หรือ 5Es มีขนตอนดังนี้ (BSCS. 1997) ่ ั้ 1) การสร้างความสนใจ (Engage) ขันตอนนีเป็ นขันตอนแรกของกระบวนการเรียนรู ้ทีจะ ้ ้ ้ ่ ่ ี่ ้ ่ ่ นาเข ้าสูบทเรียน จุดประสงค์ทสาคัญของขันตอนนี้ คือ ทาให ้ผู ้เรียนสนใจ ใคร่รู ้ในกิจกรรมทีจะนาเข ้าสูบทเรียน ่ ั ่ ้ ่ ควรจะเชือมโยงประสบการณ์การเรียนรู ้เดิมกับปั จจุบน และควรเป็ นกิจกรรมทีคาดว่ากาลังจะเกิดขึน ซึงทาให ้ผู ้เรียน ่ ่ ่ สนใจจดจ่อทีจะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และเริมคิดเชือมโยงความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะกับประสบการณ์เดิม 2) การสารวจและค้นหา (Explore) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีทาให ้ผู ้เรียนมีประสบการณ์ ้ ้ ่ ร่วมกันในการสร ้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให ้เวลาและโอกาสแก่ผู ้เรียนใน ่ ่ การทากิจกรรมการสารวจและค ้นหาสิงทีผู ้เรียนต ้องการเรียนรู ้ตามความคิดเห็นผู ้เรียนแต่ละคน หลังจากนั นผู ้เรียน ้ แต่ละคนได ้อภิปรายแลกเปลียนความคิดเห็นเกียวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทั กษะในระหว่างทีผู ้เรียนทา ่ ่ ่ กิจกรรมสารวจและค ้นหา เป็ นโอกาสทีผู ้เรียนจะได ้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข ้อมูลเกียวกับความคิดรวบยอดของ ่ ่ ผู ้เรียนทียังไม่ถกต ้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให ้ผู ้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกียวกับความคิดเห็นของผู ้เรียน ่ ู ่ ครูควรระลึกอยูเสมอเกียวกับความสามารถของผู ้เรียนตามประเด็นปั ญหา ่ ่ ผลจากการทีผู ้เรียนมีใจจดจ่อในการทา ่ ่ กิจกรรม ผู ้เรียนควรจะสามารถเชือมโยงการสังเกต การจาแนกตัวแปร และคาถามเกียวกับเหตุการณ์นันได ้ ่ ้ 3) การอธิบาย (Explain) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีให ้ผู ้เรียนได ้พัฒนาความ สามารถในการ ้ ้ ่ อธิบายความคิดรวบยอดทีได ้จากการสารวจและค ้นหา ่ ครูควรให ้โอกาสแก่ผู ้เรียนได ้อภิปรายแลกเปลียนความ ่ คิดเห็นกันเกียวกับทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู ้ ่ การอธิบายนันต ้องการให ้ผู ้เรียนได ้ใช ้ข ้อสรุปร่วมกันในการ ้ ่ ่ ่ ้ เชือมโยงสิงทีเรียนรู ้ ในช่วงเวลาทีเหมาะสมนี้ครูควรชีแนะผู ้เรียนเกียวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่ ่ ่ อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยูเสมอว่ากิจกรรมเหล่านียังคงเน ้นผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง ่ ้ นั่ นคือ ผู ้เรียนได ้พัฒนา ี้ ความสามารถในการอธิบายด ้วยตัวผู ้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชแนะผ่านทางกิจกรรม เพือให ้ผู ้เรียนมีโอกาส ่ อย่างเต็มทีในการพัฒนาความรู ้ความเข ้าใจในความคิดรวบยอดให ้ชัดเจน ่ ในทีสดผู ้เรียนควรจะสามารถอธิบาย ่ ุ ่ ่ ่ ความคิดรวบยอดได ้อย่างเข ้าใจ โดยเชือมโยงประสบการณ์ ความรู ้เดิมและสิงทีเรียนรู ้เข ้าด ้วยกัน 4) การขยายความรู ้ (Elaborate) ขันตอนนี้เป็ นขันตอนทีให ้ผู ้เรียนได ้ยืนยันและขยายหรือ ้ ้ ่ ่ ้ ่ ้ เพิมเติมความรู ้ความเข ้าใจในความคิดรวบยอดให ้กว ้างขวางและลึกซึงยิงขึน และยังเปิ ดโอกาสให ้ผู ้เรียนได ้ฝึ ก
  • 4.
    ทักษะและปฏิบัตตามทีผู ้เรียนต ้องการในกรณีทผู ้เรียนไม่เข ้าใจหรือยังสับสนอยูหรืออาจจะเข ้าใจเฉพาะข ้อสรุปที่ ิ ่ ี่ ่ ได ้จากการปฏิบตการสารวจและค ้นหาเท่านั น ั ิ ้ ควรให ้ประสบการณ์ใหม่ผู ้เรียนจะได ้พัฒนาความรู ้ความเข ้าใจใน ้ ่ ้ ้ ความคิดรวบยอดให ้กว ้างขวางและลึกซึงยิงขึน เป้ าหมายทีสาคัญของขันนี้ คือ ครูควรชีแนะให ้ผู ้เรียนได ้นาไป ่ ้ ประยุกต์ใช ้ในชีวตประจาวัน จะทาให ้ผู ้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิมขึน ิ ่ ้ 5) การประเมินผล (Evaluate) ขันตอนนีผู ้เรียนจะได ้รับข ้อมูลย ้อนกลับเกียวกับการอธิบาย ้ ้ ่ ความรู ้ความเข ้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขันนี้ของรูปแบบการสอน ครูต ้องกระตุ ้นหรือส่งเสริมให ้ ้ ผู ้เรียนประเมินความรู ้ความเข ้าใจและความสามารถของตนเอง และยังเปิ ดโอกาสให ้ครูได ้ประเมินความรู ้ความ เข ้าใจและพัฒนาทักษะของผู ้เรียนด ้วย การนารูปแบบการสอนนี้ไปใช ้ สิงทีครูควรระลึกอยูเสมอในแต่ละขันตอนของรูปแบบการสอนนี้ คือ การ ่ ่ ่ ้ จัดเตรียมกิจกรรม ครูควรจัดเตรียมกิจกรรมให ้เหมาะสมกับความรู ้ความสามารถของผู ้เรียน เมือครูเตรียมกิจกรรม ่ แล ้ว ครูควรพิจารณาตรวจสอบบทบาทของครูและผู ้เรียนในการปฏิบัตกจกรรมแต่ละขันตอนว่าสอดคล ้องกับรูปแบบ ิ ิ ้ การสอน 5Es หรือไม่จากตารางที่ 1-2 ต่อไปนี้ เพือครูจะได ้ปรับหรือพัฒนากิจกรรมให ้สอดคล ้องกับรูปแบบการ ่ สอน ตารางที่ 1 บทบาทของครูในการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es) ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่ งทีครู ควรทา ่ สอดคล้องกับ 5 Es ไม่ สอดคล้องกับ 5 Es 1.การสร้ างความสนใจ (Engage) § สร้างความสนใจ § อธิ บายความคิดรวบยอด § สร้างความอยากรู้อยากเห็น § ให้คาจากัดความและคาตอบ § ตั้งคาถามกระตุนให้นกเรี ยนคิด ้ ั § สรุ ปประเด็นให้ § ดึงเอาคาตอบที่ยงไม่ครอบคลุมสิ่ งที่นกเรี ยนรู้ หรื อความคิด ั ั § จัดคาตอบให้เป็ นหมวดหมู่ เกียว กับความคิดรวบยอด หรื อเนื้อหาสาระ ่ § บรรยาย 2.การสารวจและค้นหา (Explore) § ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนทางานร่ วมกันในการสารวจตรวจสอบ ั § เตรี ยมคาตอบไว้ให้ § สังเกตและฟังการโต้ตอบกันระหว่างนักเรี ยนกับนักเรี ยน § บอกหรื ออธิ บายวิธีการแก้ปัญหา § ซักถามเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบของนักเรี ยน § จัดคาตอบให้เป็ นหมวดหมู่ § ให้เวลานักเรี ยนในการคิดข้อสงสัยตลอดจนปั ญหาต่างๆ § บอกนักเรี ยนเมื่อนักเรี ยนทาไม่ถูก § ทาหน้าที่ให้คาปรึ กษาแก่นกเรี ยน ั § ให้ขอมูลหรื อข้อเท็จจริ งที่ใช้ในการแก้ปัญหา ้ § นานักเรี ยนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน 3.การอธิบาย (Explain) § ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนอธิ บายความคิดรวบยอดหรื อแนวคิด หรื อ ั § ยอมรับคาอธิบายโดยไม่มีหลักฐานหรื อให้เหตุผล ให้คาจากัดความด้วยคาพูดของนักเรี ยนเอง ประกอบ § ให้นกเรี ยนแสดงหลักฐาน ให้เหตุผลและอธิ บายให้กระจ่าง ั § ไม่สนใจคาอธิ บายของนักเรี ยน § ให้นกเรี ยนอธิ บาย ให้คาจากัดความและชี้บอกส่ วนประกอบ ั § แนะนานักเรี ยนโดยปราศจากการเชื่อมโยงแนวคิด ต่างๆ ในแผนภาพ หรื อความคิดรวบยอดหรื อทักษะ § ให้นกเรี ยนใช้ประสบการณ์เดิมของตนเป็ นพื้นฐานในการ ั
  • 5.
    อธิ บายความคิดรวบยอดหรื อแนวคิด 4.การขยายความรู้ § คาดหวังให้นกเรี ยนได้ใช้ประโยชน์จากการชี้บอกส่ วน ั § ให้คาตอบที่ชดเจน ั ประกอบต่างๆ ในแผนภาพคาจากัดความและการอธิ บายสิ่ งที่ (Elaborate) ได้เรี ยนรู้มาแล้ว § บอกนักเรี ยนเมื่อนักเรี ยนทาไม่ถูก § ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนนาสิ่ งที่นกเรี ยนได้เรี ยนรู้ไปประยุกต์ใช้ ั ั § ใช้เวลามากในการบรรยาย หรื อขยายความรู้และทักษะในสถานการณ์ใหม่ § นานักเรี ยนแก้ปัญหาทีละขั้นตอน § ให้นกเรี ยนอธิ บายอย่างหลาก หลาย ั § อธิ บายวิธีการแก้ปัญหา § ให้นกเรี ยนอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานและ ั ถามคาถามนักเรี ยนว่าได้เรี ยนรู้อะไรบ้าง หรื อได้แนวคิ ดอะไร (ที่จะนากลวิธีจากการสารวจตรวจสอบครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้) 5. การประเมินผล § สังเกตนักเรี ยนในการนาความ คิดรวบยอดและทักษะใหม่ไป § ทดสอบคานิยามศัพท์ และข้อเท็จ จริ ง ประยุกต์ใช้ (Evaluate) § ให้แนวคิดหรื อความคิดรอบยอดใหม่ § ประเมินความรู้และทักษะของนักเรี ยน § ทาให้คลุมเครื อ § หาหลักฐานที่แสดงว่านักเรี ยนได้เปลี่ยนความคิด หรื อ พฤติกรรม § ส่ งเสริ มการอภิปรายที่ไม่เชื่อมโยงความคิดรวบ ยอดหรื อทักษะ § ให้นกเรี ยนประเมินตนเองเกียว กับการเรี ยนรู้และทักษะ ั ่ กระบวน การกลุ่ม § ถามคาถามปลายเปิ ด เช่น ทาไมนักเรี ยนจึงคิดเช่นนั้น มี หลักฐานอะไรนักเรี ยนเรี ยนรู้อะไรเกียว กับสิ่ งนั้น และจะ ่ อธิ บายสิ่ งนั้นอย่างไร ตารางที่ 2 บทบาทของน ักเรียนในการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5 Es) ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่ งทีนักเรียนควรทา ่ สอดคล้องกับ 5 Es ไม่ สอดคล้องกับ 5 Es 1.การสร้ างความสนใจ (Engage) § ถามคาถาม เช่น ทาไมสิ่ งนี้จึงเกิด ขึ้นฉันได้เรี ยนรู้อะไรบ้าง § ถามหาคาตอบที่ถูก เกียว กับสิ่ งนี้ ่ § ตอบเฉพาะคาตอบที่ถก ู § แสดงความสนใจ § ยืนยันคาตอบหรื อคาอธิ บาย § มีวิธีการแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียว 2.การสารวจและค้นหา (Explore) § คิดอย่างอิสระแต่อยู่ในขอบเขตของกิจกรรม § ให้คนอื่นคิดและสารวจตรวจสอบ § ทดสอบการคาดคะเนและสมมติ ฐาน § ทางานเพียงลาพังโดยมีปฏิสัมพันธ์กบผูอื่นน้อย ั ้ มาก § คาดคะเนและตั้งสมมติฐานใหม่ § ปฏิบติอย่างสับสนไม่มีเป้ าหมายที่ชดเจน ั ั § พยายามหาทางเลือกในการแก้ ปั ญหาและอภิปรายทางเลือก เหล่านั้นกับคนอื่น § เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็ไม่คิดต่อ
  • 6.
    § บันทึกการสังเกตและให้ขอคิด เห็น ้ § ลงข้อสรุ ป 3. การอธิบาย § อธิ บายการแก้ปัญหาหรื อคาตอบที่ซับซ้อน § อธิ บายโดยไม่มีการเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม (Explain) § ฟังคาอธิ บายของคนอื่นอย่างคิดวิเคราะห์ § ยกตัวอย่างที่ไม่เกียวข้องกัน ่ § ถามคาถามเกียวกับสิ่ งที่คนอื่นได้อธิบาย ่ § ยอมรับคาอธิบายโดยไม่ให้เหตุผล § ฟังและพยายามทาความเข้าใจเกียวกับสิ่ งที่ครูอธิ บาย ่ § ไม่สนใจคาอธิ บายของคนอื่นซึ่ งมีเหตุผลพอที่จะ เชื่อถือได้ § อ้างอิงกิจกรรมที่ได้ปฏิบติมาแล้ว ั § ใช้ขอมูลที่ได้จากการบันทึก/สังเกตในการอธิ บาย ้ 4. การขยายความรู้ § นาการชี้บอกส่ วนประกอบต่างๆ ในแผนภาพ คาจากัดความ § ปฏิบติโดยไม่มีเป้ าหมายชัดเจน ั คา อธิ บายและทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่คล้าย (Elaborate) กับสถานการณ์เดิม § ไม่สนใจข้อมูลหรื อหลักฐานที่มีอยู่ § ใช้ขอมูลเดิมในการถามคาถามกาหนดจุดประสงค์ในการแก้ ้ § อธิ บายเหมือนกับที่ครู จดเตรี ยมไว้หรื อกาหนดให้ ั ปั ญหาตัดสิ นใจ และออกแบบการทดลอง § ลงข้อสรุ ปอย่างสมเหตุสมผลจากหลักฐานที่ปรากฏ § บันทึกการสังเกตและอธิบาย § ตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อน ๆ 5. การประเมินผล § ตอบคาถามปลายเปิ ด โดยใช้การสังเกต หลักฐานและ § ลงข้อสรุ ปโดยปราศจากหลักฐานหรื อคาอธิ บายที่ คาอธิ บายที่ยอมรับมาแล้ว เป็ นที่ยอมรับมาแล้ว (Evaluate) § แสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเกียวกับความคิดรวบยอด ่ § ตอบแต่เพียงว่าถูกหรื อผิดและอธิบายให้คาจากัด หรื อทักษะ ความ/ความจา § ประเมินความก้าวหน้าด้วยตนเอง § ไม่สามารถอธิ บายเพื่อแสดงความเข้าใจด้วยคาพูด ของตนเอง § ถามคาถามเพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป รูปแบบการสอนนี้สามารถสะท ้อนให ้เห็นว่า ผู ้เรียนได ้เรียนรู ้อะไร และผู ้เรียนได ้เรียนรู ้อะไร ดังนัน รูปแบบ ้ การสอนนี้เป็ นทังรูปแบบการเรียนรู ้ของผู ้เรียนและเป็ นรูปแบบการสอนของครู ้ ื 8. บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสบเสาะหาความรู ้ อารี พันธ์มณี (2540) กล่าวว่า องค์ประกอบสาคัญในการทาให ้เกิดบรรยากาศการเรียนการสอน คือ ครูผู ้สอนและผู ้เรียน ผู ้สอนและผู ้เรียนต่างมีบทบาทในการสร ้างบรรยากาศ ครูจะเป็ นผู ้ริเริมสร ้างบรรยากาศ ผู ้เรียน ่ ั เป็ นผู ้ตอบสนอง และเติมสีสนให ้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให ้เป็ นไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน บรรยากาศการเรียน การสอนทีเป็ นอิสระ ท ้าทาย ตืนเต ้น ปลอดภัยเป็ นประชาธิปไตย ผู ้สอนให ้ความอบอุนทังทางกายและจิตใจ สร ้าง ่ ่ ่ ้ ความรู ้สึกไว ้วางใจให ้กับผู ้เรียนผู ้เรียนได ้รับความเข ้าใจเป็ นมิตร เอืออาทร ห่วงใย ตลอดจนให ้ความดูแล ช่วยเหลือ ้ จะทาให ้ผู ้เรียนมีความกล ้าและอยากเรียนรู ้มากขึน บรรยากาศการเรียนการสอนทีมการยอมรับ มองเห็นคุณค่าในตัว ้ ่ ี ผู ้เรียน ผู ้เรียนเป็ นบุคคลสาคัญ มีคณค่า และสามารถเรียนได ้ ผู ้สอนควรแสดงความรู ้สึกการยอมรับผู ้เรียนอย่าง ุ ่ ่ จริงใจ กระตุ ้นผู ้เรียนให ้ยอมรับกันเองและเชือมันว่าสามารถทาได ้สาเร็จ มัสเซียลาส และค็อคซ์ (Massialas and Cox. 1968) ได ้กล่าวว่า ห ้องเรียนทีเป็ นแบบสืบเสาะหาความรู ้ ่ ควรจะมีลักษณะดังนี้
  • 7.
    1) ห ้องเรียนต ้องเป็ นประชาธิปไตย เปิ ดโอกาสให ้นั กเรียนได ้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ 2) ปั ญหาทีนามาอภิปรายน่าสนใจทีจะขบคิด ่ ่ และสามารถตัดสินได ้ ครูมบทบาทเพียงกระตุ ้นให ้ ี กิจกรรมการเรียนการสอนดาเนินไปด ้วยดี 3) ทุกคนในห ้องเรียนต ้องให ้ความร่วมมือเป็ นอย่างดี จากการศึกษาค ้นคว ้าจากเอกสารและบทความต่างๆ สรุปได ้ว่า บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู ้ทีเอือต่อการพัฒนากระบวนการคิด ควรมีลักษณะดังนี้ ่ ้ 1. บรรยากาศภายในห ้องเรียน 1.1 เป็ นบรรยากาศการโต ้ตอบกันระหว่างครูกับนั กเรียน และนักเรียนกับนั กเรียน อย่างสร ้างสรรค์ สมเหตุสมผล 1.3 เป็ นบรรยากาศทีนักเรียนรู ้สึกอบอุนใจ ปลอดภัย ปราศจากการตาหนิ วิพากษ์ วิจารณ์ความคิด ่ ่ ไม่มการตัดสินว่าถูกหรือผิด ี 1.4 บรรยากาศตืนเต ้น น่าสนใจ สนุกสนาน เพือให ้การเรียนรู ้เป็ นแบบสร ้างสรรค์และอิสระ ่ ่ 1.5 นั กเรียนสนใจ กระตือรือร ้น ให ้ความร่วมมือในการทากิจกรรม ั 2. ปฏิสมพันธ์ระหว่างครูกับนั กเรียน 2.1 ครูเป็ นกัลยาณมิตรกับนั กเรียน เป็ นกันเอง ให ้กาลังใจแก่นักเรียน 2.2 ครูใจกว ้าง ให ้นั กเรียนโต ้แย ้งได ้ ยอมรับฟั งความคิดเห็นของนักเรียน ้ 2.3 ครูให ้คาปรึกษา ชีแนะ และช่วยเหลือนั กเรียน ั 3. ปฏิสมพันธ์ระหว่างนั กเรียนกับนั กเรียน 3.1 ร่วมมือร่วมใจในการทากิจกรรม ช่วยกันคิด ช่วยกันทางาน ถ ้อยทีถ ้อยอาศัย ่ 3.2 อภิปรายซักถามแลกเปลียนความคิดเห็นกันและโต ้แย ้งกันอย่างสร ้างสรรค์ ่ รูปแบบการจ ัดกระบวนการเรียนรูแบบว ัฎจ ักร ้ ื การสบเสาะหาความรู ้ 5 ขนตอน เพือพ ัฒนากระบวนการคิดระด ับสูง ั้ ่ ผลการวิจัยทาให ้ได ้รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู ้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู ้ 5 ขันตอน เพือ ้ ่ ่ พัฒนากระบวนการคิดระดับสูง ซึงเป็ นการจัดกระบวนการเรียนรู ้ทีเน ้นผู ้เรียนเป็ นศูนย์กลาง ให ้โอกาสแก่ผู ้เรียนได ้ ่ ่ ่ ฝึ กคิด ฝึ กสังเกต ฝึ กถาม-ตอบ ฝึ กการสือสาร ฝึ กเชือมโยงบูรณาการฝึ กนาเสนอ ฝึ กวิเคราะห์วจารณ์ ฝึ กสร ้างองค์ ิ ้ ความรู ้ โดยมีครูเป็ นผู ้กากับ ควบคุม ดาเนินการให ้คาปรึกษา ชีแนะ ช่วยเหลือ ให ้กาลังใจ เป็ นผู ้กระตุ ้นส่งเสริมให ้ ผู ้เรียนคิด อยากรู ้อยากเห็น และสืบเสาะหาความรู ้จากการถามคาถาม และพยายามค ้นหาคาตอบหรือสร ้างองค์ ความรู ้ใหม่ด ้วยตนเองผ่านกระบวนการคิดและปฏิบต ิ ใช ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครืองมือ รวมทังครูรวม ั ่ ้ ่ แลกเปลียนเรียนรู ้กับผู ้เรียน ่ และสร ้างบรรยากาศการสืบเสาะหาความรู ้ทีเอือให ้ผู ้เรียนคิดอย่างอิสระ ่ ้ ขอบข่าย รายละเอียดของรูปแบบปรากฏ ดังนี้
  • 8.
    ขั้นตอน ลักษณะของกิจกรรม บทบาทของครู บทบาทของนักเรียน หรือสถานการณ์ 1. สร้ างความสนใจ 1. เชื่อมโยงกับความรู้หรื อประสบการณ์ 1. สร้างความสนใจ 1. ตั้งคาถาม เดิม (Engage) ครู จดกิจกรรมหรื อสร้าง ั 2. สร้างความอยากรู้อยากเห็น 2. ตอบคาถาม สถานการณ์กระตุน ยัวยุ หรื อท้าทาย ทา ้ ่ 2. แปลกใหม่นกเรี ยนไม่เคยพบมาก่อน ั ให้นกเรี ยนสนใจ สงสัย ใคร่ รู้ อยากรู้ ั 3.ตั้งคาถาม กระตุนให้นกเรี ยนคิด ้ ั 3.แสดงความคิดเห็น อยากเห็น ขัดแย้ง หรื อเกิดปั ญหา และ 3. ยัวยุ ท้าทาย น่าสนใจ ใคร่ รู้ ่ ทาให้นกเรี ยนต้องการศึกษา ค้นคว้า ั 4. ให้เวลานักเรี ยนคิดก่อนตอบคาถาม 4.กาหนดปั ญหาหรื อเรื่ องที่จะสารวจ ทดลอง หรื อแก้ปัญหา (สารวจ 4. เปิ ดโอกาสให้มีแนวทางการ หรื อไม่เร่ งเร้าในการตอบคาถาม ตรวจสอบให้ชดเจน ั ตรวจสอบ) ด้วยตัวของนักเรี ยนเอง ตรวจสอบอย่างหลากหลาย 5. ดึงเอาคาตอบหรื อความ คิดที่ยงไม่ ั 5. แสดงความสนใจ 5. นาไปสู่กระบวนการตรวจสอบด้วย ชัดเจนไม่สมบูรณ์ ตนเองนักเรี ยนเอง 6. เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนทาความ ั กระจ่างในปั ญหาที่จะสารวจตรวจสอบ 7. เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนเลือกหรื อ ั กาหนดปั ญหาที่จะสารวจตรวจสอบ 2. สารวจและค้นหา (Explore) 1. นักเรี ยนได้เรี ยนรู้วิธี 1.เปิ ดโอกาสให้ 1. คิดอย่างอิสระ แต่ แสวงหาความรู้ดวย ้ นักเรี ยนได้วิเคราะห์ อยู่ในขอบเขตของ ครู จดกิจกรรมหรื อสถานการณ์ให้นกเรี ยนสารวจตรวจสอบปั ญหา หรื อประเด็นที่นกเรี ยนสนใจ ั ั ั ตนเอง กระบวนการสารวจ กิจกรรม ใคร่ รู้ ตรวจสอบ 2. นักเรี ยนทางานตาม 2. ตั้งสมมติฐาน ความ คิดอย่างอิสระ 2. ซักถามเพื่อนาไปสู่ การสารวจตรวจสอบ 3. พิจารณาสมมติฐาน 3. นักเรี ยน ที่เป็ นไปได้โดยการ ตั้งสมมติฐานได้ 3. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั อภิปราย หลากหลาย ได้ทางานร่ วมกันใน การสารวจตรวจสอบ 4. ระดมความคิดเห็น 4. พิจารณาข้อมูลและ ในการแก้ปัญหาใน ข้อเท็จ จริ งที่ปรากฏ 4. ให้เวลานักเรี ยนใน การสารวจตรวจสอบ แล้วกาหนดสมมติฐาน การคิดไตร่ ตรอง ที่เป็ นไปได้ ปั ญหา 5. ตรวจสอบ สมมติฐานอย่างเป็ น 5. นักเรี ยนวางแผน 5. สังเกตการณ์ทางาน ระบบ ขั้นตอนถูกต้อง แนวทางการสารวจ ของนักเรี ยน ตรวจสอบ 6. บันทึกการสังเกต 6. ฟังการโต้ตอบกัน หรื อผลการสารวจ 6. นักเรี ยนวิเคราะห์ ของนักเรี ยน ตรวจสอบ อย่างเป็ น อภิปรายเกียวกับ ่ ระบบ ละเอียด กระบวน การสารวจ 7. ทาหน้าที่ในการให้ รอบคอบ ตรวจสอบ คาปรึ กษา 7. กระตือรื อร้นมุ่งมัน ่ 7. นักเรี ยนได้ลงมือ 8. อานวยความสะดวก ในการสารวจ ปฏิบติในการสารวจ ั ตรวจสอบ ตรวจสอบ
  • 9.
    3. อธิบายและลงข้ อสรุป(Explain) ครู จดกิจกรรมหรื อสถานการณ์ให้นกเรี ยนวิเคราะห์อธิ บาย ั ั 1. นักเรี ยนนาข้อมูลที่ 1. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั 1. อธิ บายการ ความรู้ หรื ออภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่ งกันและกันเกียวกับสิ่งที่ได้เรี ยนรู้หรื อสิ่ งที่ ่ ได้จากการสารวจ ได้อธิ บายผลการ แก้ปัญหาหรื อผลการ ได้คนพบ เพื่อให้นกเรี ยนได้พฒนาความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่ได้อย่างชัดเจน ้ ั ั ตรวจสอบมานาเสนอ สารวจตรวจสอบ และ สารวจตรวจ สอบที่ได้ ในลักษณะ แนวคิดด้วยคาพูดของ นักเรี ยนเอง 2. อธิ บายผลการ 1.1 วิเคราะห์ แปล สารวจตรวจสอบ ผล 2. ให้นกเรี ยนอธิ บาย ั สอดคล้องกับข้อมูล โดยเชื่อมโยง 1.2 สรุ ปผล ประสบการณ์ความรู้ 3. อธิ บายแบบ เดิม และสิ่ งที่ได้เรี ยนรู้ เชื่อมโยงสัมพันธ์และ 1.3 อภิปราย หรื อสิ่ งที่ได้คนพบเข้า ้ มีเหตุผลหลัก การ ด้วยกัน หรื อหลักฐานประกอบ 2. นักเรี ยนนาเสนอผล งานในรู ปแบบต่างๆ 3. ให้นกเรี ยนอธิ บาย ั 4. ฟังการอธิ บายของ เช่น รู ปวาด ตาราง โดยมีเหตุผล หลักการ ผูอื่น แล้วคิด วิเคราะห์ ้ แผนผัง หรื อหลักฐานประกอบ 5.อภิปรายซักถาม 3. มีการอภิปราย 4.ให้ความสนใจกับคา เกียวกับสิ่ งที่เพื่อน ่ ซักถามแลกเปลี่ยน อธิ บายของนักเรี ยน อธิ บาย ความคิดเห็นเกียวกับ ่ ผลงานของนักเรี ยน 5. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั สรุ ปองค์ความรู้ที่ได้ 4. มีการพิสูจน์ อย่างถูกต้อง ชัดเจน ตรวจสอบให้แน่ใจ สมเหตุสมผล (ทาซ้ าหรื อมีเอก สาร อ้างอิง หรื อหลักฐาน ชัดเจน) ขั้นตอน ลักษณะของกิจกรรม บทบาทของครู บทบาทของนักเรียน หรือสถานการณ์ 4. ขยายความรู้ (Elaborate) ครู จด ั 1. ให้นกเรี ยนเชื่อมโยงความรู้เดิมไปสู่ ั 1. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนอธิ บายอย่างละเอียด ั 1. ใช้ขอมูลจากการสารวจตรวจสอบไป ้ กิจกรรมหรื อสถานการณ์ที่ให้นกเรี ยนได้ ั ความรู้ใหม่ ชัดเจน สมบูรณ์ และอภิปรายแสดง อธิ บายหรื อทักษะ จากการสารวจ ขยายเพิ่ม เติม หรื อเติมเต็มองค์ความรู้ ความคิด เห็นเพิ่มเติม หรื อเติมเต็มหรื อ ตรวจสอบไปใช้ในสถาน การณ์ใหม่ที่ ใหม่ให้กว้างขวางสมบูรณ์ กระจ่างและ 2. ให้นกเรี ยนได้อธิ บายและร่ วมอภิปราย ั ขยายแนวความ คิด และทักษะจากการ คล้ายกับสถานการณ์เดิม ลึก ซึ้ งยิ่งขึ้น แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมหรื อเติมเต็ม สารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่สมบูรณ์กรจ่าง 2. นาข้อมูลจากการสารวจตรวจสอบไป หรื อลึกซึ้ งขึ้นหรื อขยายกรอบความรู้ 2. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนเชื่อมโยงความรู้จาก ั สร้างความรู้ใหม่ ความคิดให้กว้างขึ้น การสารวจตรวจสอบกับความรู้อื่น ๆ 3. นาความรู้ใหม่เชื่อมโยงกับความรู้เดิม 3. ให้นกเรี ยนศึกษาค้นคว้า หรื อทดลอง ั 3. ร่ วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่ออธิ บาย หรื อนาไปใช้ในชีวิต เพิ่มขึ้น หรื อเติมเต็ม หรื อขยายกรอบความรู้ ประจาวัน ความคิด 4. ให้นกเรี ยนนาความรู้ที่ได้ไป ั ประยุกต์ใช้ในเรื่ องอื่น ๆ หรื อสถานการณ์ ใหม่ 5. ประเมินผล (Evaluate)ครู จดกิจกรรม ั มีการตรวจสอบความถูก ต้อง ความ 1. ถามคาถามเพื่อนาไป สู่การประเมิน 1. วิเคราะห์กระบวนการสร้างองค์ความรู้ หรื อสถานการณ์ที่เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยน ั ชัดเจน ความสมบูรณ์ของกระบวนการ ของตนเอง วิเคราะห์ วิจารณ์ หรื อ อภิปรายซักถาม และองค์ความรู้ที่ได้โดย 2. ส่ งเสริ มให้นกเรี ยนประเมิน ั แลก เปลี่ยนองค์ความรู้ซ่ ึ งกันและกันใน กระบวนการและผลงานด้วยตนเอง 2. ถามคาถามที่เกียวข้องจากการสังเกต ่ เชิงเปรี ยบ เทียบ ประเมิน ปรับปรุ ง 1. วิเคราะห์แลกเปลี่ยนเรี ยน รู้ซ่ ึ งกันและ หลักฐานและคาอธิ บายเพื่อความเข้าใจที่
  • 10.
    เพิ่มเติม หรื อทบทวนใหม่ทั้ง กัน 3. ให้นกเรี ยนวิเคราะห์สิ่งที่ควรปรับปรุ ง ั ถูกต้อง ชัดเจน สมบูรณ์ และอาจนาไปสู่ กระบวนการและองค์ความรู้ แก้ไขในการสารวจตรวจสอบ ทั้ง การสารวจตรวจสอบใหม่ 2. วิจารณ์ หรื ออภิปรายเพื่อเปรี ยบเทียบ กระบวนการและองค์ความรู้ที่ได้ ประเมิน ปรับ ปรุ ง หรื อเพิ่มเติมทั้ง 3. ประเมินกระบวนการและองค์ความรู้ กระบวนการและองค์ความรู้ ของตน เอง 3. เปรี ยบเทียบผลการสารวจตรวจสอบ กับสมมติฐานที่กาหนดไว้ นอกจากนีแล ้วยังมีบรรยากาศการเรียนการสอนก็เป็ นปั จจัยสาคัญทีเอือให ้ผู ้เรียนอยากสืบเสาะหาความรู ้ ้ ้ ครูผู ้สอนและผู ้เรียนต่างมีบทบาทในการสร ้างบรรยากาศ ครูจะเป็ นผู ้ริเริมสร ้างบรรยากาศ ผู ้เรียนเป็ นผู ้ตอบสนอง ่ ั และเพิมสีสนให ้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให ้เป็ นไปในรูปแบบต่างๆ ่ ทีมา: เอกสารการอบรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู ้ 5 ขันตอน สาขาชีววิทยา สสวท. ่ ้ http://www.physics.science.cmu.ac.th/teacherworkshop/ 2552/whatis.htm