บทที่ 2
                                  เอกสารและงานวิจยที่เกียวข้ อง
                                                 ั ่

        การวิจยครั้งนี้ผวจยได้ศึกษาปั ญหาจากการสังเกตการใช้ภาษาของครู และนักเรี ยน การใช้
              ั         ู้ ิ ั
ประสบการณ์ของผูวจย และการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้องเพื่อนามาประกอบการศึกษา
                ้ิั                                     ั
ดังนี้
             1. หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
             2. การเรี ยนรู้แบบโครงงาน
             3. การเรี ยนรู้โดยใช้ผงความคิด
                                    ั
             4. งานวิจยที่เกี่ยวข้อง
                            ั


หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืนฐานและกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
                              ้
            กรมวิชาการ (2544: 1-2) ได้ให้เหตุผลในการจัดทาหลักสู ตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไว้วา ความ  ่
เจริ ญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่างๆ ของโลกยุคโลกาภิวฒน์ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ
                                                                ั
เศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงมีความจาเป็ นที่จะต้องปรับปรุ งหลักสู ตรการศึกษาของ
ชาติซ่ ึงถือเป็ นกลไกสาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพื่อสร้างคนไทยให้เป็ นคนดี มี
ปั ญญา มีความสุ ข มีศกยภาพ พร้อมที่จะแข่งขันและร่ วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก ประกอบกับ
                           ั
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กาหนดให้การศึกษาเป็ นกระบวนการเรี ยนรู ้เพื่อความเจริ ญ
งอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู ้ การฝึ ก การอบรม การสื บสานทางวัฒนธรรม การ
สร้างสรรค์ ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู ้อนเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมแห่ง
                                                                  ั
การเรี ยนรู ้ และปั จจัยเกื้อหนุ นให้บุคคลเกิดการเรี ยนรู ้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็ น
มนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ งร่ างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู ้และคุณธรรม มีจริ ยธรรมและวัฒนธรรมในการ
                     ั
ดารงชีวิต สามารถอยูร่วมกับผูอื่นได้อย่างมีความสุ ขและสานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544:
                         ่          ้
คานา)
ได้กล่าวถึง แนวทางการจัดการศึกษาว่าในกระบวนการจัดการศึกษานับว่าการปฏิรูปการเรี ยนรู ้น้ นถือว่า       ั
ผูเ้ รี ยนสาคัญที่สุดสามารถเรี ยนรู้และพัฒนาตนเองได้เป็ นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา
            กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็ นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผเู ้ รี ยน
มีความรู้ ความเข้าใจ มีทกษะพื้นฐานที่จาเป็ นต่อการดารงชีวต และรู ้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถ
                              ั                                     ิ
นาความรู ้เกี่ยวกับการดารงชี วต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทางานอย่างมีความคิด
                                  ิ
สร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทางาน และมี
เจตคติที่ดีต่อการทางาน สามารถดารงชีวิตอยูในสังคมได้อย่างพอเพียง
                                                 ่                                      และมีความสุ ข
กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มุงพัฒนาผูเ้ รี ยนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู ้
                                                            ่
ความสามารถ มีทกษะในการทางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่างมี
                  ั
ประสิ ทธิ ภาพ โดยมีสาระสาคัญ ดังนี้
           การดารงชีวตและครอบครัว เป็ นสาระเกี่ยวกับการทางานในชีวตประจาวัน ช่วยเหลือตนเอง
                          ิ                                                ิ
ครอบครัว และสังคมได้ในสภาพเศรษฐกิจที่พอเพียง ไม่ทาลายสิ่ งแวดล้อม เน้นการปฏิบติจริ งจนเกิดความ
                                                                                   ั
มันใจและภูมิใจในผลสาเร็ จของงาน เพื่อให้คนพบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง
  ่                                         ้
           การออกแบบและเทคโนโลยี เป็ นสาระการเรี ยนรู ้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของมนุษย์
                                       ั
อย่างสร้างสรรค์ โดยนาความรู ้มาใช้กบกระบวนการเทคโนโลยี สร้างสิ่ งของ เครื่ องใช้ วิธีการ หรื อเพิ่ม
ประสิ ทธิภาพในการดารงชีวิต
           เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร เป็ นสาระเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การติดต่อสื่ อสาร การค้นหาข้อมูล การใช้ขอมูลและสารสนเทศ การแก้ปัญหาหรื อการสร้างงาน คุณค่า
                                              ้
และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร
           การอาชีพ เป็ นสาระที่เกี่ยวข้องกับทักษะที่จาเป็ นต่ออาชี พ เห็นความสาคัญของคุณธรรม
จริ ยธรรม และเจตคติที่ดีต่ออาชีพ ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เห็นคุณค่าของอาชีพสุ จริ ต และเห็น
แนวทางในการประกอบอาชีพ


       สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
         สาระที่ 1 การดารงชีวตและครอบครัว
                                   ิ
         มาตรฐาน ง1.1 เข้าใจการทางาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทกษะกระบวนการทางาน ทักษะ
                                                                ั
การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทางานร่ วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้
มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทางาน มีจิตสานึก ในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ
สิ่ งแวดล้อมเพื่อการดารงชีวตและครอบครัว
                                ิ
           สาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี
           มาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจเทคโนโลยีและกระบวนการเทคโนโลยี ออกแบบและสร้าง
สิ่ งของเครื่ องใช้ หรื อวิธีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยีอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ เลือกใช้
เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อชีวิต สังคม สิ่ งแวดล้อม และมีส่วนร่ วม ในการจัดการเทคโนโลยี
ที่ยงยืน
     ั่
           สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร
           มาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการ
สื บค้นข้อมูล การเรี ยนรู ้ การสื่ อสาร การแก้ปัญหา การทางาน และอาชีพอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
 ประสิ ทธิผล และมีคุณธรรม
สาระที่ 4 การอาชีพ
        มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทกษะที่จาเป็ น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชีพ
                                 ั
ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชี พ มีคุณธรรม และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ

การจัดการเรียนรู้ แบบโครงงาน

             การเรี ยนรู้แบบโครงงานเป็ นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรื อการค้นคว้าหาคาตอบในสิ่ งที่
ผูเ้ รี ยนอยากรู ้หรื อสงสัยด้วยวิธีการต่างๆ เป็ นวิธีการเรี ยนรู้ที่ผเู้ รี ยนได้เลือกศึกษาตามความสนใจของตนเอง
หรื อของกลุ่ม เป็ นการตัดสิ นใจร่ วมกัน จนได้ชิ้นงานที่สามารถนาผลการศึกษาไปใช้ได้ในชีวตจริ ง         ิ
             การเรี ยนรู้แบบโครงงาน เป็ นการเรี ยนรู ้ที่ใช้เทคนิคหลากหลายรู ปแบบนามาผสมผสานกัน ได้แก่
กระบวนการกลุ่ม การฝึ กคิด การแก้ปัญหา การเน้นกระบวนการ การสอนแบบปริ ศนาความคิด และการ
สอนแบบร่ วมกันคิด ทั้งนี้มุ่งหวังให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้เรื่ องใดเรื่ องหนึ่งจากความสนใจอยากรู ้อยากเรี ยนของ
ผูเ้ รี ยนเอง โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผูเ้ รี ยนจะเป็ นผูลงมือปฏิบติกิจกรรมต่างๆ เพื่อ
                                                                                       ้       ั
ค้นหาคาตอบด้วยตนเอง เป็ นการเรี ยนรู ้ที่มุ่งเน้นให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู ้
เบื้องต้น ผูเ้ รี ยนสามารถสรุ ปความรู้ได้ดวยตนเอง ซึ่งความรู้ที่ผเู้ รี ยนได้มาไม่จาเป็ นต้องตรงกับตารา แต่
                                             ้
ผูสอนจะสนับสนุนให้ผเู ้ รี ยนศึกษาค้นคว้าเพิมเติมจากแหล่งการเรี ยนรู ้และปรับปรุ งความรู ้ท่ีได้ให้สมบูรณ์
    ้                                              ่
             การเรี ยนรู้แบบโครงงาน เป็ นการเรี ยนรู้ที่เชื่อมโยงหลักการพัฒนาการคิดของบลูม
(Bloom) ทั้ง 6 ขั้น และยังเป็ นกระบวนการเรี ยนรู ้ที่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญในทุกขั้นตอนของการเรี ยนรู ้ ตั้งแต่
การวางแผนการเรี ยนรู้ การออกแบบการเรี ยนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน
โดยผูสอนมีบทบาทเป็ นผูจดการเรี ยนรู้ แนวคิด 6 ขั้นของบลูม คือ
          ้                    ้ั
             1. ความรู้ความจา (Knowledge)
             2. ความเข้าใจ (Comprehension)
             3. การนาไปใช้ (Application)
             4. การวิเคราะห์ (Analysis)
             5. การสังเคราะห์ (Synthesis)
             6. การประเมินค่า (Evaluation)
กระบวนการของกิจกรรมการเรี ยนรู้ แบบโครงงาน
             กระบวนการแบ่งเป็ น 3 ระยะใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
             ระยะที่ 1 การเริ่มต้ นโครงงาน
             เป็ นระยะที่ผสอนต้องสังเกต/สร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในตัวผูเ้ รี ยนจากนั้นตกลงร่ วมกัน เลือก
                          ู้
เรื่ องที่ตองการศึกษาอย่างละเอียด ผูสอนสร้างความสนใจให้เกิดกับผูเ้ รี ยนซึ่ งมีหลายวิธี โดยอาจศึกษาเรื่ อง
           ้                           ้
จากการบอกเล่าของผูใหญ่หรื อผูรู้ จากประสบการณ์ของผูเ้ รี ยน/ผูสอน จากเอกสารสิ่ งพิมพ์ หรื อสื่ อต่างๆ
                                ้         ้                                ้
จากการเล่นของผูเ้ รี ยน จากความคิดที่เกิดขึ้น จากวัตถุสิ่งของที่ผสอนนามาในห้องเรี ยน หรื อจากตัวอย่าง
                                                                        ู้
โครงงานที่ผอื่นทาไว้แล้ว เป็ นต้น เมื่อเกิดความสนใจแล้วก็จะถึงการกาหนดหัวข้อโครงงาน โดยนาเรื่ องที่
                  ู้
ผูเ้ รี ยนสนใจมาอภิปรายร่ วมกัน แล้วกาหนดเรื่ องนั้นเป็ นหัวข้อโครงงาน ทั้งนี้จะต้องคานึงว่าการกาหนด
หัวข้อโครงงานนั้นจะกระทาหลังจากการตรวจสอบสมมติฐานเสร็ จสิ้ นแล้ว
             ระยะที่ 2 ขั้นพัฒนาโครงงาน
              เป็ นขั้นที่ผเู ้ รี ยนกาหนดหัวข้อคาถาม หรื อประเด็นปั ญหา ที่ผเู้ รี ยนสนใจอยากรู้ แล้ว
ตั้งสมมติฐานมาตอบคาถามเหล่านั้น ทดสอบสมมติฐานด้วยการลงมือปฏิบติ จนค้นพบคาตอบด้วยตนเอง ั
ตามขั้นตอนดังนี้
             1. ผูเ้ รี ยนกาหนดปั ญหาที่จะศึกษา
             2. ผูเ้ รี ยนตั้งสมมติฐานเบื้องต้น
             3. ผูเ้ รี ยนตรวจสอบสมมติฐานเบื้องต้น
             4. สรุ ปข้อความรู้จากผลการตรวจสอบสมมติฐาน
             ในกรณี ที่ผลการตรวจสอบไม่เป็ นไปตามสมมติฐาน ผูสอนควรให้กาลังใจผูเ้ รี ยนเพื่อให้ผเู ้ รี ยนไป
                                                                      ้
แสวงหาความรู ้เพิ่มเติม สิ่ งที่ไม่ควรกระทาคือการตาหนิหรื อกล่าวโทษ ผูสอนควรกระตุนให้ผเู้ รี ยนมี
                                                                                    ้          ้
กาลังใจจนสามารถตั้งสมมติฐานใหม่ได้ ในกรณี ที่ผลการตรวจสอบเป็ นไปตามสมมติฐาน ให้ผเู้ รี ยนสรุ ป
องค์ความรู ้จากการค้นพบด้วยการลงมือปฏิบติของผูเ้ รี ยนเองเมื่อได้องค์ความรู ้ใหม่แล้ว ผูเ้ รี ยนจะนาองค์
                                                    ั
ความรู ้น้ นไปใช้ในการทากิจกรรมตามความสนใจต่อไปได้ ผูเ้ รี ยนอาจใช้ความรู ้ที่คนพบเป็ นพื้นฐานของ
           ั                                                                               ้
การกาหนดประเด็น ปั ญหาขึ้นมาใหม่เพื่อ
กาหนดเป็ นโครงงานย่อย ศึกษารายละเอียดในเรื่ องนั้นต่อไปอีก
               ระยะที่ 3 ขั้นสรุ ป
               เป็ นระยะสุ ดท้ายของโครงงานที่ผเู้ รี ยนค้นพบคาตอบของปัญหาแล้ว และได้แสดงให้
ผูสอนเห็นว่าได้สิ้นสุ ดความสนใจในหัวข้อโครงงานเดิม และเริ่ มหันเหความสนใจไปสู่ เรื่ องใหม่ ระยะนี้
    ้
เป็ นระยะที่ผสอนและผูเ้ รี ยนจะได้แบ่งปั นประสบการณ์การทางานและแสดงให้เห็นถึงความสาเร็ จของการ
                   ู้
ทางานตลอดโครงงานแก่คนอื่นๆ มีกิจกรรมที่ผสอนให้ผเู ้ รี ยนดาเนินการในขั้นตอนนี้ ดังนี้
                                                      ู้
               1. ผูเ้ รี ยนเขียนรายงานเป็ นรู ปแบบงานวิจยเล็กๆ
                                                           ั
               2. ผูเ้ รี ยนนาเสนอผลงาน (แสดงเป็ นแผงโครงงาน) ให้ผสนใจรับรู้ สรุ ปและนาไปใช้ใน
                                                                             ู้
ชีวตประจาวัน
      ิ
ขั้นตอนการจัดการเรี ยนรู้
              ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรี ยนรู ้แบบโครงงานมีดงนี้       ั
              1. ขั้นนาเสนอ หมายถึง ขั้นที่ผสอนให้ผเู ้ รี ยนศึกษาใบความรู ้ กาหนดสถานการณ์ ศึกษา
                                                   ู้
สถานการณ์ เกม รู ปภาพ หรื อการใช้เทคนิคการตั้งคาถามเกี่ยวกับสาระการเรี ยนรู ้ที่กาหนดในแผนการ
จัดการเรี ยนรู ้แต่ละแผน เช่น สาระการเรี ยนรู ้ตามหลักสู ตรและสาระการเรี ยนรู ้ที่เป็ นขั้นตอนของโครงงาน
เพื่อใช้เป็ นแนวทางในการวางแผนการเรี ยนรู้
             2. ขั้นวางแผน หมายถึง ขั้นที่ผเู ้ รี ยนร่ วมกันวางแผน โดยการระดมความคิด อภิปรายหารื อ
ข้อสรุ ปของกลุ่มเพื่อใช้เป็ นแนวทางในการปฏิบติ          ั
             3. ขั้นปฏิบติ หมายถึง ขั้นที่ผเู ้ รี ยนปฏิบติกิจกรรมเขียนสรุ ปรายงานผลที่เกิดขึ้นจากการ
                         ั                                ั
วางแผนร่ วมกัน
             4. ขั้นประเมินผล หมายถึง ขั้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริ ง โดยให้บรรลุ
จุดประสงค์การเรี ยนรู ้ที่กาหนดไว้ในแผนการจัดการเรี ยนรู ้ โดยมีครู ผูเ้ รี ยนและเพื่อนร่ วมกันประเมิน

          แนวทางการจัดการเรี ยนรู้
          การจัดการเรี ยนรู้แบบโครงงาน มี 2 แนวทาง ดังนี้

          1. การจัดกิจกรรมตามความสนใจ

                                                                                              ่
           เป็ นการจัดกิจกรรมที่ให้ผเู ้ รี ยนเลือกศึกษาโครงงานจากสิ่ งที่สนใจอยากรู ้ท่ีมีอยูใน
ชีวตประจาวัน สิ่ งแวดล้อมในสังคม หรื อจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ยงต้องการคาตอบ ข้อสรุ ป ซึ่ งอาจจะอยู่
   ิ                                                              ั
นอกเหนือจากสาระการเรี ยนรู้ในบทเรี ยนของหลักสู ตร มีข้ นตอนดังต่อไปนี้
                                                           ั
          1) ตรวจสอบ วิเคราะห์ พิจารณา รวบรวมความสนใจแก่ผเู ้ รี ยน
          2) กาหนดประเด็นปั ญหา/หัวข้อเรื่ อง
          3) กาหนดวัตถุประสงค์
          4) ตั้งสมมติฐาน
          5) กาหนดวิธีการศึกษาและแหล่งความรู ้
          6) กาหนดเค้าโครงของโครงงาน
          7) ตรวจสอบสมมติฐาน
         8) สรุ ปผลการศึกษาและการนาไปใช้
         9) เขียนรายงานเชิงวิจยง่ายๆ
                               ั
        10) จัดแสดงผลงาน
2. การจัดกิจกรรมตามสาระการเรี ยนรู้
           เป็ นการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้โดยยึดเนื้อหาสาระตามที่หลักสู ตรกาหนด ผูเ้ รี ยนเลือกทา
โครงงานตามสาระการเรี ยนรู ้ จากหน่วยเนื้ อหาที่เรี ยนในชั้นเรี ยน นามาเป็ นหัวข้อโครงงาน
มีข้ นตอนที่ผสอนดาเนิ นการดังต่อไปนี้
     ั         ู้
           1) เริ่ มจากศึกษาเอกสารหลักสู ตร คู่มือครู
           2) วิเคราะห์หลักสู ตร
           3) วิเคราะห์คาอธิ บายรายวิชา เพื่อแยกเนื้อหา จุดประสงค์ และกิจกรรมให้เด่นชัด
           4) จัดทากาหนดการสอน
           5) เขียนแผนการจัดการเรี ยนรู้
           6) ผลิตสื่ อ จัดหาแหล่งการเรี ยนรู ้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
           7) จัดกิจกรรมการเรี ยนรู้ ดังนี้
                7.1) แจ้งจุดประสงค์ เนื้อหาของหลักสู ตรให้ผเู ้ รี ยนทราบ
                7.2) กระตุนความสนใจของผูเ้ รี ยนในขอบเขตของเนื้อหาและจุดประสงค์ในหลักสู ตร
                               ้
               7.3) จัดกลุ่มผูเ้ รี ยนตามความสนใจ
               7.4) ผูสอนใช้คาถามเพื่อกระตุนให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมในการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ เช่น
                         ้                              ้
                  ♦ ทาไมผูเ้ รี ยนจึงสนใจอยากเรี ยนเรื่ องนี้ (แนวคิด/แรงดลใจ)
                  ♦ ผูเ้ รี ยนสนใจเกี่ยวกับอะไรบ้าง (กาหนดเนื้อหา)
                  ♦ ผูเ้ รี ยนอยากเรี ยนรู ้เรื่ องนี้ เพื่ออะไร (กาหนดจุด ประสงค์)
                  ♦ ผูเ้ รี ยนจะทาอย่างไรจึงจะเรี ยนรู ้ได้ในเรื่ องนี้ (กาหนดวิธีศึกษา/กิจกรรม)
                  ♦ ผูเ้ รี ยนจะใช้เครื่ องมืออะไรบ้างในการศึกษาครั้งนี้ (กาหนดสื่ ออุปกรณ์)
                  ♦ ผูเ้ รี ยนจะไปศึกษาที่ใดบ้าง (กาหนดแหล่งความรู ้ แหล่งข้อมูล)
                  ♦ ผลที่ผเู ้ รี ยนคาดว่าจะได้รับคืออะไรบ้าง (สรุ ปความรู้/สมมติฐาน)
                                                           ่
                  ♦ ผูเ้ รี ยนจะทาอย่างไรจึงจะรู ้วาผลงานของผูเ้ รี ยนดีหรื อไม่ดีอย่างไร จะให้ใครเป็ นผูประเมิน
                                                                                                         ้
(กาหนดการวัดและประเมินผล)
                  ♦ ผูเ้ รี ยนจะเผยแพร่ ผลงานให้ผอื่นรู ้ได้อย่างไร (นาเสนอผลงาน รายงาน)
                                                             ู้
              7.5) ผูเ้ รี ยนแต่ละกลุ่มศึกษาตามที่ตกลงกันไว้ (จากคาถามที่ผสอนซักถาม) ภายใต้กรอบเวลา
                                                                                  ู้
ในแต่ละครั้ง ถ้ายังไม่สาเร็ จให้ศึกษาต่อในคาบต่อไป
             7.6) ผูเ้ รี ยนทุกคนต้องสรุ ปองค์ความรู้ได้ดวยการเรี ยนของผูเ้ รี ยนและสามารถนาเสนอความรู้ที่
                                                                   ้
ได้แก่เพื่อนๆ และผูสอนได้  ้
            7.7) ผูเ้ รี ยนเขียนรายงานเชิงวิจยแบบง่ายๆ และแสดงแผงโครงงาน
                                                    ั
8) ผูสอนจัดแหล่งความรู ้เพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยงขึ้น
              ้                                    ิ่
       9) ผูสอนเขียนบันทึกผลการเรี ยนรู้
            ้
       บทบาทของครู ทปรึ กษา
                         ี่
       1. ใช้วธีการต่างๆที่จะกระตุนให้นกเรี ยนคิดหัวข้อเรื่ องโครงงาน
               ิ                  ้     ั
       2. จัดหาสิ่ งอานวยความสะดวก วัสดุอุปกรณ์ในการทางาน
       3. ติดตามการทางานอย่างใกล้ชิด เด็กประถมควรคานึงถึงความปลอดภัยเป็ นสิ่ งสาคัญ
       4. ให้กาลังใจในกรณี ที่ลมเหลว ควรแก้ปัญหาต่อไป
                               ้
       5. ชี้แนะแหล่ขอมูล แหล่งความรู ้ ผูรู้ เอกสารต่างๆในการศึกษาค้นคว้า
                       ้                  ้
       6. ประเมินผลงาน ส่ งผลงานเข้าประกวด จัดเวทีให้แสดงความรู ้ ความสามารถ
        การเสนอผลงานโครงงาน
       ให้นกเรี ยนผูทาโครงงานได้เสนอผลงาน เป็ นการเผยแพร่ ผลงาน กิจกรรมนี้จะส่ งเสริ มให้นกเรี ยน
            ั       ้                                                                     ั
มีความกล้าแสดงออก เชื่ อมันในผลงาน ตอบข้อซักถาม การเสนอผลงานมีหลายลักษณะ คือ
                          ่
        1. บรรยายประกอบแผ่นใส/ สไลด์
        2. บรรยายประกอบแผงโครงงาน
        3. จัดนิทรรศการ
          การเขียนรายงานโครงงาน
          การเรี ยนรายงานโครงงาน เป็ นการเสนอผลงานที่นกเรี ยนได้ศึกษาค้นคว้ามาโดยตลอดจนงาน
                                                            ั
เสร็ จสมบูรณ์ หัวข้อในการเขียนโครงงาน มีดงนี้
                                          ั
          1. ชื่อโครงงาน
          2. ชื่อผูจดทาโครงงาน /
                   ้ั                  โรงเรี ยน / พ.ศ. ที่จดทา
                                                              ั
          3. ชื่อครู ที่ปรึ กษา
          4. บทคัดย่อ(บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ประกอบด้วย เรื่ อง / วัตถุประสงค์ / วิธีการศึกษา / สรุ ปผล)
          5. กิตติกรรมประกาศ (แสดงความขอบคุณบุคคล หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ)
          6. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
          7. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
          8. สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า
          9. วิธีการดาเนินการ
        10. ผลการศึกษาค้นคว้า
        11. สรุ ปผล
        12. ประโยชน์ ข้อเสนอแนะ
        13. เอกสารอ้างอิง
ประเภทของโครงงาน

         โครงงานโดยทัวไปแบ่งเป็ นประเภทใหญ่ ๆ ๔ ประเภท ได้แก่
                     ่

         • โครงงานสารวจหรือรวบรวมข้ อมูล ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสารวจ
                                                           ั
และเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่ องที่กาลังศึกษา หรื องานที่กาลังทา โดยมีระบบในการจาแนกและนาเสนอ
เพื่อความชัดเจน วิธีการใช้อาจเป็ นการสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การสารวจจากสภาพจริ ง เพื่อนามา
พัฒนาปรับปรุ งหรื อส่ งเสริ มเพื่อให้ได้ผลดียงขึ้นเช่น ศึกษาเรื่ องเล่าในท้องถิ่น
                                             ิ่

          • โครงงานประเภทศึกษาค้ นคว้า ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหา
                                                      ั
ความรู้ ตรวจสอบข้อเท็จจริ ง พิสูจน์ทฤษฎีหรื อเรื่ องเล่าต่างๆ จากการศึกษาค้นคว้าทั้งจากแหล่งวิทยาการ
ต่างๆ เช่น ห้องสุ ด สถาบันการศึกษา แหล่งเรี ยนรู ้ประเภทเอกสาร เช่น ตารา รายงานการค้นคว้าทางวิชาการ
หรื อเอกสารทางวิชาการและตัวบุคคล ได้แก่ผที่มีความรู ้ในเรื่ องนั้นโดยตรง ซึ่ งเป็ นแหล่งที่มีอางอิงข้อมูล
                                               ู้                                             ้
ชัดเจนและเชื่อถือได้ ผลที่ได้จากการค้นคว้าอาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน แต่เมื่อปรับปรุ งแก้ไขวิธีการที่ถูกต้อง
จากผูสอนแล้ว ก็สามารถเป็ นแม่แบบแม่บทในการเรี ยนหรื อการศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาความรู ้ดวยตนเอง
      ้                                                                                            ้
ในระดับชั้นที่สูงขึ้นหรื อนาใช้ในชีวตจริ งได้ เช่น ศึกษาประวัติบุคคลสาคัญ
                                    ิ

          • โครงงานทดลอง ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็ นไปได้ซ่ ึง
                                       ั
การทดลองอาจมีหลายขั้นตอนเพื่อให้ได้ขอมูลมาประกอบการตัดสิ นใจในเบ้องต้นแล้วจึงมีการศึกษา
                                         ้
ค้นคว้าต่อไป เช่น แต่งคาประพันธ์ร้อยกรอง โดยคิดกาหนดฉันท์

           • โครงงานสิ่ งประดิษฐ์ ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ จะได้รับการส่ งเสริ มให้สร้างสรรค์
                                                 ั
สิ่ งประดิษฐ์หรื อพัฒนาชิ้นงานโดยสิ่ งที่ผจดทาโครงงาจะได้รับคือส่ งเสริ มความคิดสร้างสรรค์โดยการ
                                            ู้ ั
สังเกต วิเคราะห์กลวิธีในการจัดการต่างๆ แล้วพัฒนาหรื อสร้างชิ้นงานขึ้นใหม่เพื่อสนองความต้องการของ
                                        ่
สังคมตามความรู ้ความสามารถที่มีอยูหรื อที่ได้รับจากบทเรี ยน เช่น การเขียน หลักภาษา

การเรียนรู้ โดยใช้ ผงความคิด
                    ั
            ความหมายของเทคนิคผังความคิด (Mind Mapping)
            เทคนิคผังความคิด (Mind Mapping Technique) เป็ นเทคนิคที่พฒนาขึ้นโดย Buzan
                                                                       ั
ในปี ค.ศ. 1970 ซึ่ งเขาได้อธิ บายว่าในสมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทในสมองกว่าสิ บล้านเซลล์
และแต่ละเซลล์ความเชื่อมโยงกันด้วยส่ วนที่เรี ยกว่า Dendrite ที่ยนออกไปรอบทิศทางเพื่อรับข้อมูลจาก
                                                                ื่
เซลล์ประสาทเซลล์อื่น ๆ และ Axon ที่ใช้ในการส่ งข้อมูลไปยังเซลล์ประสาทเซลล์อื่น ๆ ทั้ง Dendrite
                                 ่
และ Axon จะมีการโยงใยกันอยูในสมองอย่างไม่มีที่สิ้นสุ ดซึ่ งการทางานในสมองมนุ ษย์ดงกล่าวนี้ Buzan
                                                                                    ั
                                                                               ่
เรี ยกว่า การคิดรอบทิศทาง (Rediant Thinking) เป็ นโครงสร้างและกระบวนการที่อยูภายในสมอง
คุณลักษณะสาคัญของผังความคิด
          Buzan (อ้างในสุ วทย์ มูลคา, 2547) ได้สรุ ปคุณลักษณะเฉพาะของผังความคิดไว้ 4
                                ิ
ลักษณะดังนี้
          1. ประเด็นที่สนใจถูกสร้างขึ้นภายในภาพตรงกลาง
                                           ่
          2. หัวข้อหลักของประเด็นอยูรอบภาพกลางทุกทิศทาง เปรี ยบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้
          3. กิ่งก้านประกอบด้วยภาพ หรื อคาสาคัญที่เขียนบนเส้นที่โยงใยกัน ส่ วนคาอื่น ๆ ที่มี
ความสาคัญรองลงมาจะถูกเขียนในกิ่งก้านที่แตกออกตามลาดับต่อ ๆ ไป
          4. กิ่งก้านจะถูกเชื่อมโยงกันในลักษณะที่แตกต่างกันตามตาแหน่ง และความสาคัญ
          สาระสาคัญของผังความคิด
          1. การเริ่ ม ในการเริ่ มสร้างผังความคิดต้องอาศัยการเริ่ มจากคาหรื อมโนทัศน์ที่จะเป็ น
ประเด็นหลักของการทาผังความคิด
          2. การใช้ ผังความคิดจะใช้ 3 องค์ประกอบย่อยดังนี้
               2.1 สาคัญเป็ นคาที่จะแสดงถึงสิ่ งซึ่ งต้องการเชื่ อมโยงหรื อเกี่ยวข้องกับคาหรื อ
มโนทัศน์ที่เป็ นประเด็นหลักโดยคาสาคัญไม่จากัดจะเป็ นคาที่มีความเป็ นนามธรรมหรื อรู ปแบบมากเท่าใด
               2.2 การเชื่อมโยง ในการทาแผนผังความคิดต้องแสดงถึงความเชื่อมโยงของคา
                   ่
สาคัญที่ปรากฏอยูบนผัง เพื่อจะทาให้ความคิดมีความต่อเนื่องและคาสาคัญมีความหมายมากขึ้น
โดยการเชื่ อมโยงนั้นสามารถใช้วธีการได้หลายวิธี เช่น การแสดงด้วยลักษณะของเส้น ลูกศร
                                     ิ
แบบต่าง ๆ หรื อใช้รหัสก็ได้
               2.3 การเน้นความสาคัญ เป็ นการทาให้ผทาผังความคิด สามารถลาดับความคิดให้
                                                           ู้
เป็ นระบบ รู ้ถึงความสาคัญมากน้อย หรื อลาดับก่อนหลังได้ โดยวิธีการนี้สามารถทาได้หลายวิธีเช่นกัน
เช่น การใช้ขนาดของตัวอักษร สี ต่าง ๆ กัน หรื ออาจใช้ตวหนังสื อที่มีมิติแตกต่างกัน
                                                              ั
          3. การเขียน การทาผังความคิดต้องมีการเขียนในลักษณะแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์
ของผูสร้าง ซึ่ งไม่มีเพียงตัวหนังสื อหรื อคาเท่านั้น ควรต้องมีภาพประกอบ หรื อ สัญลักษณ์ต่าง ๆ
      ้
เพื่อทาให้เกิดความหมายมากยิงขึ้น   ่
          ขั้นตอนในการสร้ างผังความคิด
               ขั้นที่ 1 เริ่ มด้วยสัญลักษณ์ หรื อรู ปภาพลงบนกระดาษ
               ขั้นที่ 2 ระบุคาสาคัญหลัก
               ขั้นที่ 3 เชื่อมโยง คาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาสาคัญหลักด้วยเส้นโยงจากคาสาคัญหลักตรง
กลางออกไปทุกทิศทุกทาง
               ขั้นที่ 4 เขียนคาที่ตองการ 1 คาต่อ 1 เส้น และแต่ละเส้นควรเกี่ยวข้องกับเส้นอื่น ๆ ด้วย
                                       ้
               ขั้นที่ 5 ขยายคาสาคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่เป็ นไปได้
               ขั้นที่ 6 ใช้สี รู ปภาพ ลักษณะของเส้น เป็ นการระบุถึงลักษณะความเชื่อมโยง
การเน้นหรื อลาดับ
          การนาผังความคิดมาใช้ ในงานต่ าง ๆ
                                                                     ่
          Buzan (อ้างใน ธัญญา ผลอนันต์, 2541:55-56) ได้เสนอไว้วา ผังความคิดนั้น
สามารถนามาใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้มากมาย ดังนี้
           1. การจดบันทึก การจดบันทึกโดยทัวไป คนส่ วนใหญ่มกใช้การจดบันทึกแบบตาม
                                                 ่                 ั
แนวนอน หรื อแนวตั้งทางเดียวตามส่ วนของภาษานั้น ๆ ทาให้ไม่ได้ประโยชน์จากการจดบันทึกอย่างเต็มที่
เนื่องจากไม่เห็นถึงจุดสาคัญ และความสัมพันธ์ของเนื้อหาอย่างชัดเจน แต่หากเปลี่ยนรู ปแบบการจดบันทึก
เป็ นแบบแผนที่ความคิด จะทาให้ผจดบันทึกเห็นถึงจุดสาคัญและความเชื่ อมโยงของเนื้อหา มีความเป็ น
                                  ู้
อิสระ จนเกิดความเข้าใจเนื้ อหานั้น ๆ มากขึ้น
           2. การตัดสิ นใจ ในการตัดสิ นใจทาสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ง โดยปกติมกจะไม่สามารถเห็นถึง
                                                                         ั
ผลดีหรื อผลเสี ยได้ชดเจน ทาให้การตัดสิ นใจในบางครั้งเกิดความผิดพลาด เกิดผลเสี ยมากมายกับตนเอง
                     ั
และส่ วนร่ วมได้ แต่ถาใช้ผงความคิดประกอบการตัดสิ นใจผิดพลาดมีนอยลงด้วย
                       ้ ั                                             ้
           3. การเสนอผลงาน การเสนอผลงานที่ทาโดยทัวไป บางครั้งทาให้ผที่รับสาร
                                                           ่                   ู้
ไม่เข้าใจไม่เห็นภาพรวมหรื อองค์ประกอบของสิ่ งที่กาลังแสดง รวมไปถึงความเชื่อมโยงขององค์ประกอบ
ย่อยอีกด้วย แต่ถาใช้ผงความคิดในการเสนอผลงาน จะทาให้เห็นภาพรวมของสิ่ งที่ตองการแสดงรวมทั้ง
                  ้ ั                                                             ้
การเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และมีการเน้นความสาคัญ ทาให้การเสนอผลงานเกิดประสิ ทธิ ภาพมาก
ยิงขึ้น
  ่
           4. การแก้ปัญหา เมื่อบุคคลพบกับปั ญหาแล้วไม่สามารถแก้ไขปั ญหาได้ เป็ นเพราะไม่
ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริ ง และไม่สามารถคิดกระบวนการที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ แต่ถาใช้ผงความคิดในการ
                                                                                    ้ ั
แก้ปัญหา ก็จะทาให้ผแก้ปัญหาสามารถรู ้ถึงสาเหตุที่แท้จริ งง่ายขึ้น และยังเชื่อมโยงสาเหตุกบปั ญหาได้ง่าย
                        ู้                                                              ั
ขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างทางเลือกที่หลากหลายและยังสามารถลาดับวิธีการแก้ปัญหาได้สะดวก
           5. การวางแผน การวางแผนที่ตองอาศัยการวิเคราะห์ถึงปั จจัยที่เกี่ยวข้องกับงานต่าง ๆ
                                           ้
ที่จะดาเนินการ เช่น จุดประสงค์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง สถานที่ เวลาที่เหมาะสม เป็ นต้น เพราะฉะนั้นหากใช้
ผังความคิดในการวางแผนก็จะให้วเิ คราะห์ปัจจัยดังกล่าวได้ง่ายและครบถ้วนทาให้การวางแผนเกิด
ประสิ ทธิ ภาพมากยิงขึ้น
                   ่
            McClain (1986) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนาเทคนิ คผังความคิดมาใช้ในการอธิ บายโครงสร้างของ
เนื้อหาวิชาก่อนทาการสอน ซึ่ งทาการศึกษากับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย พบว่า
เทคนิคผังความคิดช่วยให้นกเรี ยนเข้าใจในมโนทัศน์ได้ดีข้ ึน รวมทั้งยังพบว่า มีส่วนช่วยในการจัดบรรยาย
                           ั
พัฒนาคุณภาพในการระดมสมองของนักศึกษา ทาให้การจดบันทึกชัดเจนและนักศึกษามี
                                                                           ่
ความคิดที่เป็ นอิสระมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความเข้าใจได้ดวย ถือได้วาเป็ นการพัฒนาความคิด
                                                             ้
สร้างสรรค์ของแต่ละบุคคลได้ดีอีกด้วย
่
             จากที่กล่าวมาจึงอาจสรุ ปได้วาการนาผังความคิดสามารถนามาใช้เป็ นพื้นฐานในการศึกษาเรื่ อง
ใดเรื่ องหนึ่งที่เราสนใจ หรื อนาไปแก้ปัญหาให้สาเร็ จได้อย่างมีระบบ
             สุ วทย์ มูลคา (2547:21-39) ใช้แสดงการเชื่ อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่ องใดเรื่ องหนึ่งระหว่าง
                  ิ
ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กน ระหว่างความคิดหลัก
                                                                 ั
ความคิดรอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กนพัฒนาขึ้น โดย โทนี่ บูซาน (Tony Busan)
                                                  ั




                                   แผนภาพที่ 1 ลักษณะการเขียนผังความคิด
             เทคนิคการคิดคือ นาประเด็นใหญ่ ๆ มาเป็ นหลัก การนาไปใช้
             1. ใช้ระดมพลังสมอง
             2. ใช้นาเสนอข้อมูล
             3. ใช้จดระบบความคิดและช่วยความจา
                       ั
             4. ใช้วเิ คราะห์เนื้อหาหรื องานต่าง ๆ
             5. ใช้สรุ ปหรื อสร้างองค์ความรู้
             ขั้นตอนการสร้ าง Mind Mapping
             1. เริ่ มเขียนหรื อวาดมโนทัศน์หลักหรื อหัวข้อเรื่ องตางกึ่งกลางหน้ากระดาษซึ่ งควรใช้
กระดาษชนิดไม่มีเส้นและวางแนวนอน (ภาพที่วาดควรเป็ นภาพสี )
                                                       ั
             2. เขียนหรื อวาดมโนทัศน์รองที่สัมพันธ์กบมโนทัศน์หลักหรื อหัวข้อเรื่ องกระจาย
ออกไปรอบ ๆ มโนทัศน์หลัก
                                          ่              ั
             3. เขียนหรื อวาดมโนทัศน์ยอยที่สัมพันธ์กบมโนทัศน์รองแตกออกไปเรื่ อย ๆ โดยเขียน
                                                                                     ั
ข้อความไว้บนเส้นแต่ละเส้น เส้นที่ใช้อาจเป็ นเส้นตรงหรื อเส้นโค้งก็ได้ แต่เส้นที่ใช้กบมโนทัศน์รองจะ
                                 ่
เป็ นเส้นที่ใหญ่กว่ามโนทัศน์ยอยซึ่ งเปรี ยบเสมือนรากไม้ที่แตกออกจากต้นไม้
             4. ควรใช้ภาพหรื อสัญลักษณ์สื่อความหมายที่เป็ นตัวแทนความคิดให้มากที่สุด
5. เขียนหรื อพิมพ์คาด้วยตัวบรรจงขนาดใหญ่ คาที่นามาเขียนควรเป็ นสาคัญ
(Key Word) บนเส้นและเส้นต้องเชื่อมโยงกัน
           6. เขียนคาเหนือเส้นและแต่ละเส้นต้องเชื่ อมต่อกับเส้นอื่น ๆ (กรณี ที่เขียนเป็ นภาพ
สี เส้นของมโนทัศน์รองและย่อยแต่ละมโนทัศน์ควรเป็ นสี เดียวกันตลอด)
           7. ระบายสี ให้ทว Mind Map
                           ั่
           8. ขณะที่เขียน Mind Map ควรปล่อยการคิดอย่างอิสระมากที่สุดขณะทา

งานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง
               ่
            จากงานวิจยที่เกี่ยวข้องที่ผวจยสามารถนามาเป็ นแนวทางในการวิจย คือ
                              ั             ู้ ิ ั                          ั
            วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545 : 59) กล่าวว่า โครงงานเป็ นวิธีการจัดการเรี ยนรู ้รูปแบบหนึ่งที่
ส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้ดวยตนเองจากการลงมือปฏิบติ ใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ หรื อค้นคว้าหา
                                   ้                        ั
คาตอบในสิ่ งที่ผเู ้ รี ยนอยากรู ้หรื อสงสัยด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างหลากหลาย
            สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545: 15) ได้กล่าวถึง การจัดการเรี ยนการสอน
แบบโครงงาน คือ การจัดประสบการณ์ในการปฏิบติงานให้แก่นกเรี ยน เหมือนกับการทางานในชีวิตจริ ง
                                                          ั           ั
ให้นกเรี ยนมีประสบการณ์ตรงได้เรี ยนรู ้วธีแก้ปัญหา รู ้จกการทางานอย่างมีระบบ รู ้จกการวางแผนในการ
      ั                                            ิ          ั                    ั
ทางาน ฝึ กการคิดวิเคราะห์ และเกิดการเรี ยนรู ้ดวยตนเอง้
            ดุษิต พรหมชนะ (2546) ได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับการใช้กระบวนการสร้างแผนผังความคิดเพื่อ
ส่ งเสริ มความสามารถในการคิดและสร้างองค์ความรู ้ของนักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3
โรงเรี ยนปริ นส์ รอยแยลส์วทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างจานวน 52 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง
                                     ิ
แบบเจาะจง วิเคราะห์ขอมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าสถิติ T-test ผลของ
                                 ้
การใช้แผนการสอน พบว่านักเรี ยนมีความรู ้ในเนื้อหาหลังเรี ยนสู งกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสาคัญทางสถิติที่
                                                                                         ั
                                               ่
ระดับ .01 ความสามารถในการคิดอยูในระดับดี และความคิดเห็นของนักเรี ยนพบว่า นักเรี ยนเห็นด้วยว่า
การสร้างผังความคิดทาให้นกเรี ยนมีความรู ้ความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น
                                       ั
            ศิริพร พูแสงทองชัย (2546) ได้ทาวิจยเรื่ องผลการใช้เทคนิคผังความคิดที่มีต่อความคิด
                            ่                           ั
สร้างสรรค์ของนักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลการวิจยพบว่า ั
            1. หลังจากการทดลองใช้เทคนิคผังความคิดเพื่อส่ งเสริ มความคิดสร้างสรรค์นกเรี ยน  ั
มีความคิดสร้างสรรค์โดยเฉลี่ยสู งขึ้นทุกด้าน
            2. หลังจากการทดลองใช้เทคนิคผังความคิดเพื่อส่ งเสริ มความคิดสร้างสรรค์ท้ ง        ั
12 แผน นักเรี ยนมีความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองสู งกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนยสาคัญทางสถิติที่
                                                                                     ั
ระดับ .001
่
             ชาตรี เกิดธรรม (2547: 5) กล่าวถึงความหมายของโครงงานไว้วา โครงงาน (Project)
เป็ นการจัดการเรี ยนรู้แบบหนึ่งที่ทาให้ผเู้ รี ยนได้เรี ยนรู้ดวยตนเอง ได้ปฏิบติจริ งในลักษณะของการศึกษา
                                                                ้            ั
สารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ด้วยตนเอง โดยมีครู เป็ นผูคอยกระตุนแนะนาและให้คาปรึ กษา
                                                                          ้        ้
อย่างใกล้ชิด ในการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ โครงงาน หมายถึง กระบวนการทางานที่ผเู ้ รี ยนทาด้วยตนเอง
ตามจุดประสงค์ที่กาหนดแล้วเสนอผลงานต่อผูสอน         ้
             พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2551: 25) กล่าวถึงการทาโครงงานว่า หมายถึง การศึกษาเพื่อค้นพบ
ความรู ้ใหม่ สิ่ งประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่ ด้วยตัวของนักเรี ยนเอง โดยใช้วธีการทางวิทยาศาสตร์ มีครู
                                                                                     ิ
อาจารย์และผูเ้ ชี่ยวชาญเป็ นผูให้คาปรึ กษา ความรู ้ใหม่ สิ่ งประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่น้ น ทั้งนักเรี ยน
                               ้                                                              ั
และครู ไม่เคยรู ้หรื อมีประสบการณ์มาก่อน (Unknown by All)
            ชาร์ด (Chard, 2001 อ้างถึงใน ปิ ยาพร ถาวรเศรษฐ, 2546: 22) กล่าวว่าโครงงานเป็ นวิธีการที่
ผูสอนจะแนะให้นกเรี ยนได้ศึกษาอย่างลึกในเรื่ องที่เขาสนใจ การสอนแบบนี้จะไม่มีรูปแบบ มันค่อนข้าง
   ้                    ั
ซับซ้อน แต่มนมีลกษณะพิเศษในเรื่ องปฏิสัมพันธ์ระหว่างผูสอนกับผูเ้ รี ยนเมื่อครู นาการสอนแบบนี้มาใช้
                 ั ั                                                ้
อย่างประสบความสาเร็ จ นักเรี ยนจะมีแรงจูงใจ มีความรู ้สึกว่า
ได้มีส่วนร่ วมกับกิจกรรมด้านการเรี ยนของเขาเอง และผลงานที่มีคุณภาพสู ง
             ไฮนซ์ (Haines, 1989: 1;อ้างถึงใน สุ เมธตา งามชัด, 2548: 6) ได้ให้ความหมายของโครงงาน
สอดคล้องกับดิวอี้ ว่าเป็ นวิธีการสอนที่ประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายมุ่งเน้นหัวข้อ เรื่ องที่นกเรี ยน
                                                                                                ั
สนใจมากกว่าตัวภาษา โดยเปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนเลือกเนื้ อหา วิธีการศึกษาค้นคว้า การแบ่งงาน ตลอดจน
                                                ั
รู ปแบบชิ้นงานอันเป็ นผลผลิตสุ ดท้ายของกระบวนการที่นกเรี ยนได้ทาข้อตกลงกันไว้ นอกจากนี้การสอน
                                                                  ั
แบบนี้ยงเปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนได้ใช้ความรู ้ ภาษาและทักษะที่เรี ยนมาแล้วมาปรับใช้ในการดาเนินงาน
          ั                ั
เป็ นการนาภาษามาใช้ในชีวตจริ ง
                             ิ
            ลาดวน นิรัติศยวานิช (2546) ทาการศึกษาเรื่ อง การจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้นทักษะการจัดการกลุ่ม
สาระการเรี ยนรู ้การงานอาชี พและเทคโนโลยี งานประดิษฐ์ ช่วงชั้นที่ 2 ประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรี ยน
อนุบาลลาพูน มีวตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้นทักษะการจัดการ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้
                      ั
การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานประดิษฐ์ ช่วงชั้นที่ 2 ประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรี ยนอนุบาลลาพูน
ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 จานวน 49 คน และ
ครู ผสอนจานวน 5 คน เครื่ องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับปั ญหาการ
     ู้
จัดการเรี ยนรู ้กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี หลักสู ตรและแผนการจัดการเรี ยนรู ้ แบบ
ประเมินผลการเรี ยนรู้ วิเคราะห์ขอมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่ วนเบี่ยงเบน
                                      ้
มาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักเรี ยนทุกกลุ่มมีผลการเรี ยนรู ้ดานความรู ้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะการ
                                                                        ้
จัดการทางานอยูในระดับดีมาก ส่ วนพฤติกรรมการทางานของกลุ่มทั้ง 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนการ
                    ่
        ั                                                             ่
ปฏิบติงาน การปรับปรุ งและการประเมินผล นักเรี ยนเห็นว่าอยูในระดับดีมาก และครู ผสอนเห็นว่า   ู้
นักเรี ยนมีพฤติกรรมการทางานกลุ่มทั้ง 4 ขั้นตอน อยูในระดับมากสาหรับด้านผลงานนั้นทั้งนักเรี ยนและ
                                                              ่
่
ครู ผสอนเห็นว่า ผลงานอยูในเกณฑ์ดีมาก ส่ วนเจตคติของนักเรี ยนต่อการเรี ยน โดยเน้นทักษะการจัดการ
         ู้
                              ั              ่
นั้น ก่อให้เกิดลักษณะนิสยด้านต่าง ๆ อยูในระดับมาก รวมทั้งเห็นว่าควรส่ งเสริ มให้นกเรี ยนมีพฤติกรรม
                                                                                         ั
                    ่
การจัดการอยูในระดับมากที่สุดทุกขั้นตอน
               รุ่ งนภา สรรค์สวาสดิ์ (2550) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการทาโครงงาน
เรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัว สาหรับนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ด้วยวิธีการจัดการเรี ยนรู้แบบ
โครงงาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสามารถในการทาโครงงานเรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัวของ
นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 เปรี ยบเทียบผลการเรี ยนรู ้เรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัวก่อนและหลังที่
ได้รับการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงาน และศึกษาความคิดเห็นของนักเรี ยนที่มีต่อการจัดการเรี ยนรู ้แบบ
โครงงาน กลุ่มตัวอย่างเป็ นนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 จานวน 38 คน เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจย        ั
ได้แก่ แผนการจัดการเรี ยนรู ้เรื่ อง การดารงชีวิตและครอบครัว ด้วยวิธีการจัดการเรี ยนรู้แบบโครงงาน
แบบทดสอบวัดผลการเรี ยนรู้ เรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัว และแบบสอบถามความคิดเห็นนักเรี ยนที่มี
ต่อการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงาน ผลการวิจยพบว่า นักเรี ยนมีความสามารถในการทาโครงงานอยูใน
                                                  ั                                                 ่
                                                       ่
ระดับพอใช้ ความสามารถในการตั้งชื่ อโครงงานอยูในระดับสู ง และการสรุ ปผลการศึกษาอยูในระดับต่า     ่
ผลการเรี ยนรู ้ก่อนและหลังการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงาน แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
                                                                                 ั
.05 ความคิดเห็นของนักเรี ยนที่มีต่อการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงานโดยภาพรวมอยูในระดับเห็นด้วยมาก
                                                                                    ่
               จากการศึกษาผลงานวิจยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว สรุ ปได้วา การจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้นทักษะการ
                                       ั                           ่
จัดการ กิจกรรมการสอนแบบโครงงาน การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ผงความคิดและการจัดการเรี ยนรู ้ที่ยด
                                                                     ั                                ึ
ผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ เป็ นการส่ งเสริ มให้นกเรี ยนมีทกษะการจัดการ ทั้งการวางแผน การปฏิบติงาน การ
                                           ั         ั                                        ั
ปรับปรุ งและการประเมินผล อันจะส่ งผลต่อการพัฒนาการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
2542 ดังนั้น ผลงานการศึกษานี้จึงสามารถใช้เป็ นแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้น
ทักษะการจัดการแบบ P A O R วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 กลุ่มสาระการ
เรี ยนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรี ยนสตรี ราชินูทิศ อาเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ได้

project

  • 1.
    บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยที่เกียวข้ อง ั ่ การวิจยครั้งนี้ผวจยได้ศึกษาปั ญหาจากการสังเกตการใช้ภาษาของครู และนักเรี ยน การใช้ ั ู้ ิ ั ประสบการณ์ของผูวจย และการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้องเพื่อนามาประกอบการศึกษา ้ิั ั ดังนี้ 1. หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี 2. การเรี ยนรู้แบบโครงงาน 3. การเรี ยนรู้โดยใช้ผงความคิด ั 4. งานวิจยที่เกี่ยวข้อง ั หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืนฐานและกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ้ กรมวิชาการ (2544: 1-2) ได้ให้เหตุผลในการจัดทาหลักสู ตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไว้วา ความ ่ เจริ ญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่างๆ ของโลกยุคโลกาภิวฒน์ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ ั เศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงมีความจาเป็ นที่จะต้องปรับปรุ งหลักสู ตรการศึกษาของ ชาติซ่ ึงถือเป็ นกลไกสาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพื่อสร้างคนไทยให้เป็ นคนดี มี ปั ญญา มีความสุ ข มีศกยภาพ พร้อมที่จะแข่งขันและร่ วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก ประกอบกับ ั พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กาหนดให้การศึกษาเป็ นกระบวนการเรี ยนรู ้เพื่อความเจริ ญ งอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู ้ การฝึ ก การอบรม การสื บสานทางวัฒนธรรม การ สร้างสรรค์ ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู ้อนเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมแห่ง ั การเรี ยนรู ้ และปั จจัยเกื้อหนุ นให้บุคคลเกิดการเรี ยนรู ้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็ น มนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ งร่ างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู ้และคุณธรรม มีจริ ยธรรมและวัฒนธรรมในการ ั ดารงชีวิต สามารถอยูร่วมกับผูอื่นได้อย่างมีความสุ ขและสานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544: ่ ้ คานา) ได้กล่าวถึง แนวทางการจัดการศึกษาว่าในกระบวนการจัดการศึกษานับว่าการปฏิรูปการเรี ยนรู ้น้ นถือว่า ั ผูเ้ รี ยนสาคัญที่สุดสามารถเรี ยนรู้และพัฒนาตนเองได้เป็ นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็ นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผเู ้ รี ยน มีความรู้ ความเข้าใจ มีทกษะพื้นฐานที่จาเป็ นต่อการดารงชีวต และรู ้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถ ั ิ นาความรู ้เกี่ยวกับการดารงชี วต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทางานอย่างมีความคิด ิ สร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทางาน และมี เจตคติที่ดีต่อการทางาน สามารถดารงชีวิตอยูในสังคมได้อย่างพอเพียง ่ และมีความสุ ข
  • 2.
    กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมุงพัฒนาผูเ้ รี ยนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู ้ ่ ความสามารถ มีทกษะในการทางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่างมี ั ประสิ ทธิ ภาพ โดยมีสาระสาคัญ ดังนี้  การดารงชีวตและครอบครัว เป็ นสาระเกี่ยวกับการทางานในชีวตประจาวัน ช่วยเหลือตนเอง ิ ิ ครอบครัว และสังคมได้ในสภาพเศรษฐกิจที่พอเพียง ไม่ทาลายสิ่ งแวดล้อม เน้นการปฏิบติจริ งจนเกิดความ ั มันใจและภูมิใจในผลสาเร็ จของงาน เพื่อให้คนพบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง ่ ้  การออกแบบและเทคโนโลยี เป็ นสาระการเรี ยนรู ้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ ั อย่างสร้างสรรค์ โดยนาความรู ้มาใช้กบกระบวนการเทคโนโลยี สร้างสิ่ งของ เครื่ องใช้ วิธีการ หรื อเพิ่ม ประสิ ทธิภาพในการดารงชีวิต  เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร เป็ นสาระเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดต่อสื่ อสาร การค้นหาข้อมูล การใช้ขอมูลและสารสนเทศ การแก้ปัญหาหรื อการสร้างงาน คุณค่า ้ และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร  การอาชีพ เป็ นสาระที่เกี่ยวข้องกับทักษะที่จาเป็ นต่ออาชี พ เห็นความสาคัญของคุณธรรม จริ ยธรรม และเจตคติที่ดีต่ออาชีพ ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เห็นคุณค่าของอาชีพสุ จริ ต และเห็น แนวทางในการประกอบอาชีพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การดารงชีวตและครอบครัว ิ มาตรฐาน ง1.1 เข้าใจการทางาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทกษะกระบวนการทางาน ทักษะ ั การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทางานร่ วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทางาน มีจิตสานึก ในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ สิ่ งแวดล้อมเพื่อการดารงชีวตและครอบครัว ิ สาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี มาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจเทคโนโลยีและกระบวนการเทคโนโลยี ออกแบบและสร้าง สิ่ งของเครื่ องใช้ หรื อวิธีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยีอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ เลือกใช้ เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อชีวิต สังคม สิ่ งแวดล้อม และมีส่วนร่ วม ในการจัดการเทคโนโลยี ที่ยงยืน ั่ สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร มาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการ สื บค้นข้อมูล การเรี ยนรู ้ การสื่ อสาร การแก้ปัญหา การทางาน และอาชีพอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ประสิ ทธิผล และมีคุณธรรม
  • 3.
    สาระที่ 4 การอาชีพ มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทกษะที่จาเป็ น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชีพ ั ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชี พ มีคุณธรรม และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ การจัดการเรียนรู้ แบบโครงงาน การเรี ยนรู้แบบโครงงานเป็ นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรื อการค้นคว้าหาคาตอบในสิ่ งที่ ผูเ้ รี ยนอยากรู ้หรื อสงสัยด้วยวิธีการต่างๆ เป็ นวิธีการเรี ยนรู้ที่ผเู้ รี ยนได้เลือกศึกษาตามความสนใจของตนเอง หรื อของกลุ่ม เป็ นการตัดสิ นใจร่ วมกัน จนได้ชิ้นงานที่สามารถนาผลการศึกษาไปใช้ได้ในชีวตจริ ง ิ การเรี ยนรู้แบบโครงงาน เป็ นการเรี ยนรู ้ที่ใช้เทคนิคหลากหลายรู ปแบบนามาผสมผสานกัน ได้แก่ กระบวนการกลุ่ม การฝึ กคิด การแก้ปัญหา การเน้นกระบวนการ การสอนแบบปริ ศนาความคิด และการ สอนแบบร่ วมกันคิด ทั้งนี้มุ่งหวังให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้เรื่ องใดเรื่ องหนึ่งจากความสนใจอยากรู ้อยากเรี ยนของ ผูเ้ รี ยนเอง โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผูเ้ รี ยนจะเป็ นผูลงมือปฏิบติกิจกรรมต่างๆ เพื่อ ้ ั ค้นหาคาตอบด้วยตนเอง เป็ นการเรี ยนรู ้ที่มุ่งเน้นให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู ้ เบื้องต้น ผูเ้ รี ยนสามารถสรุ ปความรู้ได้ดวยตนเอง ซึ่งความรู้ที่ผเู้ รี ยนได้มาไม่จาเป็ นต้องตรงกับตารา แต่ ้ ผูสอนจะสนับสนุนให้ผเู ้ รี ยนศึกษาค้นคว้าเพิมเติมจากแหล่งการเรี ยนรู ้และปรับปรุ งความรู ้ท่ีได้ให้สมบูรณ์ ้ ่ การเรี ยนรู้แบบโครงงาน เป็ นการเรี ยนรู้ที่เชื่อมโยงหลักการพัฒนาการคิดของบลูม (Bloom) ทั้ง 6 ขั้น และยังเป็ นกระบวนการเรี ยนรู ้ที่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญในทุกขั้นตอนของการเรี ยนรู ้ ตั้งแต่ การวางแผนการเรี ยนรู้ การออกแบบการเรี ยนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน โดยผูสอนมีบทบาทเป็ นผูจดการเรี ยนรู้ แนวคิด 6 ขั้นของบลูม คือ ้ ้ั 1. ความรู้ความจา (Knowledge) 2. ความเข้าใจ (Comprehension) 3. การนาไปใช้ (Application) 4. การวิเคราะห์ (Analysis) 5. การสังเคราะห์ (Synthesis) 6. การประเมินค่า (Evaluation) กระบวนการของกิจกรรมการเรี ยนรู้ แบบโครงงาน กระบวนการแบ่งเป็ น 3 ระยะใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ระยะที่ 1 การเริ่มต้ นโครงงาน เป็ นระยะที่ผสอนต้องสังเกต/สร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในตัวผูเ้ รี ยนจากนั้นตกลงร่ วมกัน เลือก ู้ เรื่ องที่ตองการศึกษาอย่างละเอียด ผูสอนสร้างความสนใจให้เกิดกับผูเ้ รี ยนซึ่ งมีหลายวิธี โดยอาจศึกษาเรื่ อง ้ ้
  • 4.
    จากการบอกเล่าของผูใหญ่หรื อผูรู้ จากประสบการณ์ของผูเ้รี ยน/ผูสอน จากเอกสารสิ่ งพิมพ์ หรื อสื่ อต่างๆ ้ ้ ้ จากการเล่นของผูเ้ รี ยน จากความคิดที่เกิดขึ้น จากวัตถุสิ่งของที่ผสอนนามาในห้องเรี ยน หรื อจากตัวอย่าง ู้ โครงงานที่ผอื่นทาไว้แล้ว เป็ นต้น เมื่อเกิดความสนใจแล้วก็จะถึงการกาหนดหัวข้อโครงงาน โดยนาเรื่ องที่ ู้ ผูเ้ รี ยนสนใจมาอภิปรายร่ วมกัน แล้วกาหนดเรื่ องนั้นเป็ นหัวข้อโครงงาน ทั้งนี้จะต้องคานึงว่าการกาหนด หัวข้อโครงงานนั้นจะกระทาหลังจากการตรวจสอบสมมติฐานเสร็ จสิ้ นแล้ว ระยะที่ 2 ขั้นพัฒนาโครงงาน เป็ นขั้นที่ผเู ้ รี ยนกาหนดหัวข้อคาถาม หรื อประเด็นปั ญหา ที่ผเู้ รี ยนสนใจอยากรู้ แล้ว ตั้งสมมติฐานมาตอบคาถามเหล่านั้น ทดสอบสมมติฐานด้วยการลงมือปฏิบติ จนค้นพบคาตอบด้วยตนเอง ั ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ผูเ้ รี ยนกาหนดปั ญหาที่จะศึกษา 2. ผูเ้ รี ยนตั้งสมมติฐานเบื้องต้น 3. ผูเ้ รี ยนตรวจสอบสมมติฐานเบื้องต้น 4. สรุ ปข้อความรู้จากผลการตรวจสอบสมมติฐาน ในกรณี ที่ผลการตรวจสอบไม่เป็ นไปตามสมมติฐาน ผูสอนควรให้กาลังใจผูเ้ รี ยนเพื่อให้ผเู ้ รี ยนไป ้ แสวงหาความรู ้เพิ่มเติม สิ่ งที่ไม่ควรกระทาคือการตาหนิหรื อกล่าวโทษ ผูสอนควรกระตุนให้ผเู้ รี ยนมี ้ ้ กาลังใจจนสามารถตั้งสมมติฐานใหม่ได้ ในกรณี ที่ผลการตรวจสอบเป็ นไปตามสมมติฐาน ให้ผเู้ รี ยนสรุ ป องค์ความรู ้จากการค้นพบด้วยการลงมือปฏิบติของผูเ้ รี ยนเองเมื่อได้องค์ความรู ้ใหม่แล้ว ผูเ้ รี ยนจะนาองค์ ั ความรู ้น้ นไปใช้ในการทากิจกรรมตามความสนใจต่อไปได้ ผูเ้ รี ยนอาจใช้ความรู ้ที่คนพบเป็ นพื้นฐานของ ั ้ การกาหนดประเด็น ปั ญหาขึ้นมาใหม่เพื่อ กาหนดเป็ นโครงงานย่อย ศึกษารายละเอียดในเรื่ องนั้นต่อไปอีก ระยะที่ 3 ขั้นสรุ ป เป็ นระยะสุ ดท้ายของโครงงานที่ผเู้ รี ยนค้นพบคาตอบของปัญหาแล้ว และได้แสดงให้ ผูสอนเห็นว่าได้สิ้นสุ ดความสนใจในหัวข้อโครงงานเดิม และเริ่ มหันเหความสนใจไปสู่ เรื่ องใหม่ ระยะนี้ ้ เป็ นระยะที่ผสอนและผูเ้ รี ยนจะได้แบ่งปั นประสบการณ์การทางานและแสดงให้เห็นถึงความสาเร็ จของการ ู้ ทางานตลอดโครงงานแก่คนอื่นๆ มีกิจกรรมที่ผสอนให้ผเู ้ รี ยนดาเนินการในขั้นตอนนี้ ดังนี้ ู้ 1. ผูเ้ รี ยนเขียนรายงานเป็ นรู ปแบบงานวิจยเล็กๆ ั 2. ผูเ้ รี ยนนาเสนอผลงาน (แสดงเป็ นแผงโครงงาน) ให้ผสนใจรับรู้ สรุ ปและนาไปใช้ใน ู้ ชีวตประจาวัน ิ
  • 5.
    ขั้นตอนการจัดการเรี ยนรู้ ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรี ยนรู ้แบบโครงงานมีดงนี้ ั 1. ขั้นนาเสนอ หมายถึง ขั้นที่ผสอนให้ผเู ้ รี ยนศึกษาใบความรู ้ กาหนดสถานการณ์ ศึกษา ู้ สถานการณ์ เกม รู ปภาพ หรื อการใช้เทคนิคการตั้งคาถามเกี่ยวกับสาระการเรี ยนรู ้ที่กาหนดในแผนการ จัดการเรี ยนรู ้แต่ละแผน เช่น สาระการเรี ยนรู ้ตามหลักสู ตรและสาระการเรี ยนรู ้ที่เป็ นขั้นตอนของโครงงาน เพื่อใช้เป็ นแนวทางในการวางแผนการเรี ยนรู้ 2. ขั้นวางแผน หมายถึง ขั้นที่ผเู ้ รี ยนร่ วมกันวางแผน โดยการระดมความคิด อภิปรายหารื อ ข้อสรุ ปของกลุ่มเพื่อใช้เป็ นแนวทางในการปฏิบติ ั 3. ขั้นปฏิบติ หมายถึง ขั้นที่ผเู ้ รี ยนปฏิบติกิจกรรมเขียนสรุ ปรายงานผลที่เกิดขึ้นจากการ ั ั วางแผนร่ วมกัน 4. ขั้นประเมินผล หมายถึง ขั้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริ ง โดยให้บรรลุ จุดประสงค์การเรี ยนรู ้ที่กาหนดไว้ในแผนการจัดการเรี ยนรู ้ โดยมีครู ผูเ้ รี ยนและเพื่อนร่ วมกันประเมิน แนวทางการจัดการเรี ยนรู้ การจัดการเรี ยนรู้แบบโครงงาน มี 2 แนวทาง ดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมตามความสนใจ ่ เป็ นการจัดกิจกรรมที่ให้ผเู ้ รี ยนเลือกศึกษาโครงงานจากสิ่ งที่สนใจอยากรู ้ท่ีมีอยูใน ชีวตประจาวัน สิ่ งแวดล้อมในสังคม หรื อจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ยงต้องการคาตอบ ข้อสรุ ป ซึ่ งอาจจะอยู่ ิ ั นอกเหนือจากสาระการเรี ยนรู้ในบทเรี ยนของหลักสู ตร มีข้ นตอนดังต่อไปนี้ ั 1) ตรวจสอบ วิเคราะห์ พิจารณา รวบรวมความสนใจแก่ผเู ้ รี ยน 2) กาหนดประเด็นปั ญหา/หัวข้อเรื่ อง 3) กาหนดวัตถุประสงค์ 4) ตั้งสมมติฐาน 5) กาหนดวิธีการศึกษาและแหล่งความรู ้ 6) กาหนดเค้าโครงของโครงงาน 7) ตรวจสอบสมมติฐาน 8) สรุ ปผลการศึกษาและการนาไปใช้ 9) เขียนรายงานเชิงวิจยง่ายๆ ั 10) จัดแสดงผลงาน
  • 6.
    2. การจัดกิจกรรมตามสาระการเรี ยนรู้ เป็ นการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้โดยยึดเนื้อหาสาระตามที่หลักสู ตรกาหนด ผูเ้ รี ยนเลือกทา โครงงานตามสาระการเรี ยนรู ้ จากหน่วยเนื้ อหาที่เรี ยนในชั้นเรี ยน นามาเป็ นหัวข้อโครงงาน มีข้ นตอนที่ผสอนดาเนิ นการดังต่อไปนี้ ั ู้ 1) เริ่ มจากศึกษาเอกสารหลักสู ตร คู่มือครู 2) วิเคราะห์หลักสู ตร 3) วิเคราะห์คาอธิ บายรายวิชา เพื่อแยกเนื้อหา จุดประสงค์ และกิจกรรมให้เด่นชัด 4) จัดทากาหนดการสอน 5) เขียนแผนการจัดการเรี ยนรู้ 6) ผลิตสื่ อ จัดหาแหล่งการเรี ยนรู ้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น 7) จัดกิจกรรมการเรี ยนรู้ ดังนี้ 7.1) แจ้งจุดประสงค์ เนื้อหาของหลักสู ตรให้ผเู ้ รี ยนทราบ 7.2) กระตุนความสนใจของผูเ้ รี ยนในขอบเขตของเนื้อหาและจุดประสงค์ในหลักสู ตร ้ 7.3) จัดกลุ่มผูเ้ รี ยนตามความสนใจ 7.4) ผูสอนใช้คาถามเพื่อกระตุนให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมในการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ เช่น ้ ้ ♦ ทาไมผูเ้ รี ยนจึงสนใจอยากเรี ยนเรื่ องนี้ (แนวคิด/แรงดลใจ) ♦ ผูเ้ รี ยนสนใจเกี่ยวกับอะไรบ้าง (กาหนดเนื้อหา) ♦ ผูเ้ รี ยนอยากเรี ยนรู ้เรื่ องนี้ เพื่ออะไร (กาหนดจุด ประสงค์) ♦ ผูเ้ รี ยนจะทาอย่างไรจึงจะเรี ยนรู ้ได้ในเรื่ องนี้ (กาหนดวิธีศึกษา/กิจกรรม) ♦ ผูเ้ รี ยนจะใช้เครื่ องมืออะไรบ้างในการศึกษาครั้งนี้ (กาหนดสื่ ออุปกรณ์) ♦ ผูเ้ รี ยนจะไปศึกษาที่ใดบ้าง (กาหนดแหล่งความรู ้ แหล่งข้อมูล) ♦ ผลที่ผเู ้ รี ยนคาดว่าจะได้รับคืออะไรบ้าง (สรุ ปความรู้/สมมติฐาน) ่ ♦ ผูเ้ รี ยนจะทาอย่างไรจึงจะรู ้วาผลงานของผูเ้ รี ยนดีหรื อไม่ดีอย่างไร จะให้ใครเป็ นผูประเมิน ้ (กาหนดการวัดและประเมินผล) ♦ ผูเ้ รี ยนจะเผยแพร่ ผลงานให้ผอื่นรู ้ได้อย่างไร (นาเสนอผลงาน รายงาน) ู้ 7.5) ผูเ้ รี ยนแต่ละกลุ่มศึกษาตามที่ตกลงกันไว้ (จากคาถามที่ผสอนซักถาม) ภายใต้กรอบเวลา ู้ ในแต่ละครั้ง ถ้ายังไม่สาเร็ จให้ศึกษาต่อในคาบต่อไป 7.6) ผูเ้ รี ยนทุกคนต้องสรุ ปองค์ความรู้ได้ดวยการเรี ยนของผูเ้ รี ยนและสามารถนาเสนอความรู้ที่ ้ ได้แก่เพื่อนๆ และผูสอนได้ ้ 7.7) ผูเ้ รี ยนเขียนรายงานเชิงวิจยแบบง่ายๆ และแสดงแผงโครงงาน ั
  • 7.
    8) ผูสอนจัดแหล่งความรู ้เพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยงขึ้น ้ ิ่ 9) ผูสอนเขียนบันทึกผลการเรี ยนรู้ ้ บทบาทของครู ทปรึ กษา ี่ 1. ใช้วธีการต่างๆที่จะกระตุนให้นกเรี ยนคิดหัวข้อเรื่ องโครงงาน ิ ้ ั 2. จัดหาสิ่ งอานวยความสะดวก วัสดุอุปกรณ์ในการทางาน 3. ติดตามการทางานอย่างใกล้ชิด เด็กประถมควรคานึงถึงความปลอดภัยเป็ นสิ่ งสาคัญ 4. ให้กาลังใจในกรณี ที่ลมเหลว ควรแก้ปัญหาต่อไป ้ 5. ชี้แนะแหล่ขอมูล แหล่งความรู ้ ผูรู้ เอกสารต่างๆในการศึกษาค้นคว้า ้ ้ 6. ประเมินผลงาน ส่ งผลงานเข้าประกวด จัดเวทีให้แสดงความรู ้ ความสามารถ การเสนอผลงานโครงงาน ให้นกเรี ยนผูทาโครงงานได้เสนอผลงาน เป็ นการเผยแพร่ ผลงาน กิจกรรมนี้จะส่ งเสริ มให้นกเรี ยน ั ้ ั มีความกล้าแสดงออก เชื่ อมันในผลงาน ตอบข้อซักถาม การเสนอผลงานมีหลายลักษณะ คือ ่ 1. บรรยายประกอบแผ่นใส/ สไลด์ 2. บรรยายประกอบแผงโครงงาน 3. จัดนิทรรศการ การเขียนรายงานโครงงาน การเรี ยนรายงานโครงงาน เป็ นการเสนอผลงานที่นกเรี ยนได้ศึกษาค้นคว้ามาโดยตลอดจนงาน ั เสร็ จสมบูรณ์ หัวข้อในการเขียนโครงงาน มีดงนี้ ั 1. ชื่อโครงงาน 2. ชื่อผูจดทาโครงงาน / ้ั โรงเรี ยน / พ.ศ. ที่จดทา ั 3. ชื่อครู ที่ปรึ กษา 4. บทคัดย่อ(บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ประกอบด้วย เรื่ อง / วัตถุประสงค์ / วิธีการศึกษา / สรุ ปผล) 5. กิตติกรรมประกาศ (แสดงความขอบคุณบุคคล หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ) 6. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน 7. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 8. สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า 9. วิธีการดาเนินการ 10. ผลการศึกษาค้นคว้า 11. สรุ ปผล 12. ประโยชน์ ข้อเสนอแนะ 13. เอกสารอ้างอิง
  • 8.
    ประเภทของโครงงาน โครงงานโดยทัวไปแบ่งเป็ นประเภทใหญ่ ๆ ๔ ประเภท ได้แก่ ่ • โครงงานสารวจหรือรวบรวมข้ อมูล ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสารวจ ั และเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่ องที่กาลังศึกษา หรื องานที่กาลังทา โดยมีระบบในการจาแนกและนาเสนอ เพื่อความชัดเจน วิธีการใช้อาจเป็ นการสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การสารวจจากสภาพจริ ง เพื่อนามา พัฒนาปรับปรุ งหรื อส่ งเสริ มเพื่อให้ได้ผลดียงขึ้นเช่น ศึกษาเรื่ องเล่าในท้องถิ่น ิ่ • โครงงานประเภทศึกษาค้ นคว้า ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหา ั ความรู้ ตรวจสอบข้อเท็จจริ ง พิสูจน์ทฤษฎีหรื อเรื่ องเล่าต่างๆ จากการศึกษาค้นคว้าทั้งจากแหล่งวิทยาการ ต่างๆ เช่น ห้องสุ ด สถาบันการศึกษา แหล่งเรี ยนรู ้ประเภทเอกสาร เช่น ตารา รายงานการค้นคว้าทางวิชาการ หรื อเอกสารทางวิชาการและตัวบุคคล ได้แก่ผที่มีความรู ้ในเรื่ องนั้นโดยตรง ซึ่ งเป็ นแหล่งที่มีอางอิงข้อมูล ู้ ้ ชัดเจนและเชื่อถือได้ ผลที่ได้จากการค้นคว้าอาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน แต่เมื่อปรับปรุ งแก้ไขวิธีการที่ถูกต้อง จากผูสอนแล้ว ก็สามารถเป็ นแม่แบบแม่บทในการเรี ยนหรื อการศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาความรู ้ดวยตนเอง ้ ้ ในระดับชั้นที่สูงขึ้นหรื อนาใช้ในชีวตจริ งได้ เช่น ศึกษาประวัติบุคคลสาคัญ ิ • โครงงานทดลอง ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็ นไปได้ซ่ ึง ั การทดลองอาจมีหลายขั้นตอนเพื่อให้ได้ขอมูลมาประกอบการตัดสิ นใจในเบ้องต้นแล้วจึงมีการศึกษา ้ ค้นคว้าต่อไป เช่น แต่งคาประพันธ์ร้อยกรอง โดยคิดกาหนดฉันท์ • โครงงานสิ่ งประดิษฐ์ ผูเ้ รี ยนที่จดทาโครงงานประเภทนี้ จะได้รับการส่ งเสริ มให้สร้างสรรค์ ั สิ่ งประดิษฐ์หรื อพัฒนาชิ้นงานโดยสิ่ งที่ผจดทาโครงงาจะได้รับคือส่ งเสริ มความคิดสร้างสรรค์โดยการ ู้ ั สังเกต วิเคราะห์กลวิธีในการจัดการต่างๆ แล้วพัฒนาหรื อสร้างชิ้นงานขึ้นใหม่เพื่อสนองความต้องการของ ่ สังคมตามความรู ้ความสามารถที่มีอยูหรื อที่ได้รับจากบทเรี ยน เช่น การเขียน หลักภาษา การเรียนรู้ โดยใช้ ผงความคิด ั ความหมายของเทคนิคผังความคิด (Mind Mapping) เทคนิคผังความคิด (Mind Mapping Technique) เป็ นเทคนิคที่พฒนาขึ้นโดย Buzan ั ในปี ค.ศ. 1970 ซึ่ งเขาได้อธิ บายว่าในสมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทในสมองกว่าสิ บล้านเซลล์ และแต่ละเซลล์ความเชื่อมโยงกันด้วยส่ วนที่เรี ยกว่า Dendrite ที่ยนออกไปรอบทิศทางเพื่อรับข้อมูลจาก ื่ เซลล์ประสาทเซลล์อื่น ๆ และ Axon ที่ใช้ในการส่ งข้อมูลไปยังเซลล์ประสาทเซลล์อื่น ๆ ทั้ง Dendrite ่ และ Axon จะมีการโยงใยกันอยูในสมองอย่างไม่มีที่สิ้นสุ ดซึ่ งการทางานในสมองมนุ ษย์ดงกล่าวนี้ Buzan ั ่ เรี ยกว่า การคิดรอบทิศทาง (Rediant Thinking) เป็ นโครงสร้างและกระบวนการที่อยูภายในสมอง
  • 9.
    คุณลักษณะสาคัญของผังความคิด Buzan (อ้างในสุ วทย์ มูลคา, 2547) ได้สรุ ปคุณลักษณะเฉพาะของผังความคิดไว้ 4 ิ ลักษณะดังนี้ 1. ประเด็นที่สนใจถูกสร้างขึ้นภายในภาพตรงกลาง ่ 2. หัวข้อหลักของประเด็นอยูรอบภาพกลางทุกทิศทาง เปรี ยบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ 3. กิ่งก้านประกอบด้วยภาพ หรื อคาสาคัญที่เขียนบนเส้นที่โยงใยกัน ส่ วนคาอื่น ๆ ที่มี ความสาคัญรองลงมาจะถูกเขียนในกิ่งก้านที่แตกออกตามลาดับต่อ ๆ ไป 4. กิ่งก้านจะถูกเชื่อมโยงกันในลักษณะที่แตกต่างกันตามตาแหน่ง และความสาคัญ สาระสาคัญของผังความคิด 1. การเริ่ ม ในการเริ่ มสร้างผังความคิดต้องอาศัยการเริ่ มจากคาหรื อมโนทัศน์ที่จะเป็ น ประเด็นหลักของการทาผังความคิด 2. การใช้ ผังความคิดจะใช้ 3 องค์ประกอบย่อยดังนี้ 2.1 สาคัญเป็ นคาที่จะแสดงถึงสิ่ งซึ่ งต้องการเชื่ อมโยงหรื อเกี่ยวข้องกับคาหรื อ มโนทัศน์ที่เป็ นประเด็นหลักโดยคาสาคัญไม่จากัดจะเป็ นคาที่มีความเป็ นนามธรรมหรื อรู ปแบบมากเท่าใด 2.2 การเชื่อมโยง ในการทาแผนผังความคิดต้องแสดงถึงความเชื่อมโยงของคา ่ สาคัญที่ปรากฏอยูบนผัง เพื่อจะทาให้ความคิดมีความต่อเนื่องและคาสาคัญมีความหมายมากขึ้น โดยการเชื่ อมโยงนั้นสามารถใช้วธีการได้หลายวิธี เช่น การแสดงด้วยลักษณะของเส้น ลูกศร ิ แบบต่าง ๆ หรื อใช้รหัสก็ได้ 2.3 การเน้นความสาคัญ เป็ นการทาให้ผทาผังความคิด สามารถลาดับความคิดให้ ู้ เป็ นระบบ รู ้ถึงความสาคัญมากน้อย หรื อลาดับก่อนหลังได้ โดยวิธีการนี้สามารถทาได้หลายวิธีเช่นกัน เช่น การใช้ขนาดของตัวอักษร สี ต่าง ๆ กัน หรื ออาจใช้ตวหนังสื อที่มีมิติแตกต่างกัน ั 3. การเขียน การทาผังความคิดต้องมีการเขียนในลักษณะแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ ของผูสร้าง ซึ่ งไม่มีเพียงตัวหนังสื อหรื อคาเท่านั้น ควรต้องมีภาพประกอบ หรื อ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ้ เพื่อทาให้เกิดความหมายมากยิงขึ้น ่ ขั้นตอนในการสร้ างผังความคิด ขั้นที่ 1 เริ่ มด้วยสัญลักษณ์ หรื อรู ปภาพลงบนกระดาษ ขั้นที่ 2 ระบุคาสาคัญหลัก ขั้นที่ 3 เชื่อมโยง คาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาสาคัญหลักด้วยเส้นโยงจากคาสาคัญหลักตรง กลางออกไปทุกทิศทุกทาง ขั้นที่ 4 เขียนคาที่ตองการ 1 คาต่อ 1 เส้น และแต่ละเส้นควรเกี่ยวข้องกับเส้นอื่น ๆ ด้วย ้ ขั้นที่ 5 ขยายคาสาคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่เป็ นไปได้ ขั้นที่ 6 ใช้สี รู ปภาพ ลักษณะของเส้น เป็ นการระบุถึงลักษณะความเชื่อมโยง
  • 10.
    การเน้นหรื อลาดับ การนาผังความคิดมาใช้ ในงานต่ าง ๆ ่ Buzan (อ้างใน ธัญญา ผลอนันต์, 2541:55-56) ได้เสนอไว้วา ผังความคิดนั้น สามารถนามาใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้มากมาย ดังนี้ 1. การจดบันทึก การจดบันทึกโดยทัวไป คนส่ วนใหญ่มกใช้การจดบันทึกแบบตาม ่ ั แนวนอน หรื อแนวตั้งทางเดียวตามส่ วนของภาษานั้น ๆ ทาให้ไม่ได้ประโยชน์จากการจดบันทึกอย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่เห็นถึงจุดสาคัญ และความสัมพันธ์ของเนื้อหาอย่างชัดเจน แต่หากเปลี่ยนรู ปแบบการจดบันทึก เป็ นแบบแผนที่ความคิด จะทาให้ผจดบันทึกเห็นถึงจุดสาคัญและความเชื่ อมโยงของเนื้อหา มีความเป็ น ู้ อิสระ จนเกิดความเข้าใจเนื้ อหานั้น ๆ มากขึ้น 2. การตัดสิ นใจ ในการตัดสิ นใจทาสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ง โดยปกติมกจะไม่สามารถเห็นถึง ั ผลดีหรื อผลเสี ยได้ชดเจน ทาให้การตัดสิ นใจในบางครั้งเกิดความผิดพลาด เกิดผลเสี ยมากมายกับตนเอง ั และส่ วนร่ วมได้ แต่ถาใช้ผงความคิดประกอบการตัดสิ นใจผิดพลาดมีนอยลงด้วย ้ ั ้ 3. การเสนอผลงาน การเสนอผลงานที่ทาโดยทัวไป บางครั้งทาให้ผที่รับสาร ่ ู้ ไม่เข้าใจไม่เห็นภาพรวมหรื อองค์ประกอบของสิ่ งที่กาลังแสดง รวมไปถึงความเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ย่อยอีกด้วย แต่ถาใช้ผงความคิดในการเสนอผลงาน จะทาให้เห็นภาพรวมของสิ่ งที่ตองการแสดงรวมทั้ง ้ ั ้ การเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และมีการเน้นความสาคัญ ทาให้การเสนอผลงานเกิดประสิ ทธิ ภาพมาก ยิงขึ้น ่ 4. การแก้ปัญหา เมื่อบุคคลพบกับปั ญหาแล้วไม่สามารถแก้ไขปั ญหาได้ เป็ นเพราะไม่ ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริ ง และไม่สามารถคิดกระบวนการที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ แต่ถาใช้ผงความคิดในการ ้ ั แก้ปัญหา ก็จะทาให้ผแก้ปัญหาสามารถรู ้ถึงสาเหตุที่แท้จริ งง่ายขึ้น และยังเชื่อมโยงสาเหตุกบปั ญหาได้ง่าย ู้ ั ขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างทางเลือกที่หลากหลายและยังสามารถลาดับวิธีการแก้ปัญหาได้สะดวก 5. การวางแผน การวางแผนที่ตองอาศัยการวิเคราะห์ถึงปั จจัยที่เกี่ยวข้องกับงานต่าง ๆ ้ ที่จะดาเนินการ เช่น จุดประสงค์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง สถานที่ เวลาที่เหมาะสม เป็ นต้น เพราะฉะนั้นหากใช้ ผังความคิดในการวางแผนก็จะให้วเิ คราะห์ปัจจัยดังกล่าวได้ง่ายและครบถ้วนทาให้การวางแผนเกิด ประสิ ทธิ ภาพมากยิงขึ้น ่ McClain (1986) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนาเทคนิ คผังความคิดมาใช้ในการอธิ บายโครงสร้างของ เนื้อหาวิชาก่อนทาการสอน ซึ่ งทาการศึกษากับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย พบว่า เทคนิคผังความคิดช่วยให้นกเรี ยนเข้าใจในมโนทัศน์ได้ดีข้ ึน รวมทั้งยังพบว่า มีส่วนช่วยในการจัดบรรยาย ั พัฒนาคุณภาพในการระดมสมองของนักศึกษา ทาให้การจดบันทึกชัดเจนและนักศึกษามี ่ ความคิดที่เป็ นอิสระมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความเข้าใจได้ดวย ถือได้วาเป็ นการพัฒนาความคิด ้ สร้างสรรค์ของแต่ละบุคคลได้ดีอีกด้วย
  • 11.
    จากที่กล่าวมาจึงอาจสรุ ปได้วาการนาผังความคิดสามารถนามาใช้เป็ นพื้นฐานในการศึกษาเรื่ อง ใดเรื่ องหนึ่งที่เราสนใจ หรื อนาไปแก้ปัญหาให้สาเร็ จได้อย่างมีระบบ สุ วทย์ มูลคา (2547:21-39) ใช้แสดงการเชื่ อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่ องใดเรื่ องหนึ่งระหว่าง ิ ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กน ระหว่างความคิดหลัก ั ความคิดรอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กนพัฒนาขึ้น โดย โทนี่ บูซาน (Tony Busan) ั แผนภาพที่ 1 ลักษณะการเขียนผังความคิด เทคนิคการคิดคือ นาประเด็นใหญ่ ๆ มาเป็ นหลัก การนาไปใช้ 1. ใช้ระดมพลังสมอง 2. ใช้นาเสนอข้อมูล 3. ใช้จดระบบความคิดและช่วยความจา ั 4. ใช้วเิ คราะห์เนื้อหาหรื องานต่าง ๆ 5. ใช้สรุ ปหรื อสร้างองค์ความรู้ ขั้นตอนการสร้ าง Mind Mapping 1. เริ่ มเขียนหรื อวาดมโนทัศน์หลักหรื อหัวข้อเรื่ องตางกึ่งกลางหน้ากระดาษซึ่ งควรใช้ กระดาษชนิดไม่มีเส้นและวางแนวนอน (ภาพที่วาดควรเป็ นภาพสี ) ั 2. เขียนหรื อวาดมโนทัศน์รองที่สัมพันธ์กบมโนทัศน์หลักหรื อหัวข้อเรื่ องกระจาย ออกไปรอบ ๆ มโนทัศน์หลัก ่ ั 3. เขียนหรื อวาดมโนทัศน์ยอยที่สัมพันธ์กบมโนทัศน์รองแตกออกไปเรื่ อย ๆ โดยเขียน ั ข้อความไว้บนเส้นแต่ละเส้น เส้นที่ใช้อาจเป็ นเส้นตรงหรื อเส้นโค้งก็ได้ แต่เส้นที่ใช้กบมโนทัศน์รองจะ ่ เป็ นเส้นที่ใหญ่กว่ามโนทัศน์ยอยซึ่ งเปรี ยบเสมือนรากไม้ที่แตกออกจากต้นไม้ 4. ควรใช้ภาพหรื อสัญลักษณ์สื่อความหมายที่เป็ นตัวแทนความคิดให้มากที่สุด
  • 12.
    5. เขียนหรื อพิมพ์คาด้วยตัวบรรจงขนาดใหญ่คาที่นามาเขียนควรเป็ นสาคัญ (Key Word) บนเส้นและเส้นต้องเชื่อมโยงกัน 6. เขียนคาเหนือเส้นและแต่ละเส้นต้องเชื่ อมต่อกับเส้นอื่น ๆ (กรณี ที่เขียนเป็ นภาพ สี เส้นของมโนทัศน์รองและย่อยแต่ละมโนทัศน์ควรเป็ นสี เดียวกันตลอด) 7. ระบายสี ให้ทว Mind Map ั่ 8. ขณะที่เขียน Mind Map ควรปล่อยการคิดอย่างอิสระมากที่สุดขณะทา งานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง ่ จากงานวิจยที่เกี่ยวข้องที่ผวจยสามารถนามาเป็ นแนวทางในการวิจย คือ ั ู้ ิ ั ั วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545 : 59) กล่าวว่า โครงงานเป็ นวิธีการจัดการเรี ยนรู ้รูปแบบหนึ่งที่ ส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้ดวยตนเองจากการลงมือปฏิบติ ใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ หรื อค้นคว้าหา ้ ั คาตอบในสิ่ งที่ผเู ้ รี ยนอยากรู ้หรื อสงสัยด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างหลากหลาย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545: 15) ได้กล่าวถึง การจัดการเรี ยนการสอน แบบโครงงาน คือ การจัดประสบการณ์ในการปฏิบติงานให้แก่นกเรี ยน เหมือนกับการทางานในชีวิตจริ ง ั ั ให้นกเรี ยนมีประสบการณ์ตรงได้เรี ยนรู ้วธีแก้ปัญหา รู ้จกการทางานอย่างมีระบบ รู ้จกการวางแผนในการ ั ิ ั ั ทางาน ฝึ กการคิดวิเคราะห์ และเกิดการเรี ยนรู ้ดวยตนเอง้ ดุษิต พรหมชนะ (2546) ได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับการใช้กระบวนการสร้างแผนผังความคิดเพื่อ ส่ งเสริ มความสามารถในการคิดและสร้างองค์ความรู ้ของนักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรี ยนปริ นส์ รอยแยลส์วทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างจานวน 52 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง ิ แบบเจาะจง วิเคราะห์ขอมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าสถิติ T-test ผลของ ้ การใช้แผนการสอน พบว่านักเรี ยนมีความรู ้ในเนื้อหาหลังเรี ยนสู งกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสาคัญทางสถิติที่ ั ่ ระดับ .01 ความสามารถในการคิดอยูในระดับดี และความคิดเห็นของนักเรี ยนพบว่า นักเรี ยนเห็นด้วยว่า การสร้างผังความคิดทาให้นกเรี ยนมีความรู ้ความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น ั ศิริพร พูแสงทองชัย (2546) ได้ทาวิจยเรื่ องผลการใช้เทคนิคผังความคิดที่มีต่อความคิด ่ ั สร้างสรรค์ของนักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลการวิจยพบว่า ั 1. หลังจากการทดลองใช้เทคนิคผังความคิดเพื่อส่ งเสริ มความคิดสร้างสรรค์นกเรี ยน ั มีความคิดสร้างสรรค์โดยเฉลี่ยสู งขึ้นทุกด้าน 2. หลังจากการทดลองใช้เทคนิคผังความคิดเพื่อส่ งเสริ มความคิดสร้างสรรค์ท้ ง ั 12 แผน นักเรี ยนมีความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองสู งกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนยสาคัญทางสถิติที่ ั ระดับ .001
  • 13.
    ชาตรี เกิดธรรม (2547: 5) กล่าวถึงความหมายของโครงงานไว้วา โครงงาน (Project) เป็ นการจัดการเรี ยนรู้แบบหนึ่งที่ทาให้ผเู้ รี ยนได้เรี ยนรู้ดวยตนเอง ได้ปฏิบติจริ งในลักษณะของการศึกษา ้ ั สารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ด้วยตนเอง โดยมีครู เป็ นผูคอยกระตุนแนะนาและให้คาปรึ กษา ้ ้ อย่างใกล้ชิด ในการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ โครงงาน หมายถึง กระบวนการทางานที่ผเู ้ รี ยนทาด้วยตนเอง ตามจุดประสงค์ที่กาหนดแล้วเสนอผลงานต่อผูสอน ้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2551: 25) กล่าวถึงการทาโครงงานว่า หมายถึง การศึกษาเพื่อค้นพบ ความรู ้ใหม่ สิ่ งประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่ ด้วยตัวของนักเรี ยนเอง โดยใช้วธีการทางวิทยาศาสตร์ มีครู ิ อาจารย์และผูเ้ ชี่ยวชาญเป็ นผูให้คาปรึ กษา ความรู ้ใหม่ สิ่ งประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่น้ น ทั้งนักเรี ยน ้ ั และครู ไม่เคยรู ้หรื อมีประสบการณ์มาก่อน (Unknown by All) ชาร์ด (Chard, 2001 อ้างถึงใน ปิ ยาพร ถาวรเศรษฐ, 2546: 22) กล่าวว่าโครงงานเป็ นวิธีการที่ ผูสอนจะแนะให้นกเรี ยนได้ศึกษาอย่างลึกในเรื่ องที่เขาสนใจ การสอนแบบนี้จะไม่มีรูปแบบ มันค่อนข้าง ้ ั ซับซ้อน แต่มนมีลกษณะพิเศษในเรื่ องปฏิสัมพันธ์ระหว่างผูสอนกับผูเ้ รี ยนเมื่อครู นาการสอนแบบนี้มาใช้ ั ั ้ อย่างประสบความสาเร็ จ นักเรี ยนจะมีแรงจูงใจ มีความรู ้สึกว่า ได้มีส่วนร่ วมกับกิจกรรมด้านการเรี ยนของเขาเอง และผลงานที่มีคุณภาพสู ง ไฮนซ์ (Haines, 1989: 1;อ้างถึงใน สุ เมธตา งามชัด, 2548: 6) ได้ให้ความหมายของโครงงาน สอดคล้องกับดิวอี้ ว่าเป็ นวิธีการสอนที่ประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายมุ่งเน้นหัวข้อ เรื่ องที่นกเรี ยน ั สนใจมากกว่าตัวภาษา โดยเปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนเลือกเนื้ อหา วิธีการศึกษาค้นคว้า การแบ่งงาน ตลอดจน ั รู ปแบบชิ้นงานอันเป็ นผลผลิตสุ ดท้ายของกระบวนการที่นกเรี ยนได้ทาข้อตกลงกันไว้ นอกจากนี้การสอน ั แบบนี้ยงเปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนได้ใช้ความรู ้ ภาษาและทักษะที่เรี ยนมาแล้วมาปรับใช้ในการดาเนินงาน ั ั เป็ นการนาภาษามาใช้ในชีวตจริ ง ิ ลาดวน นิรัติศยวานิช (2546) ทาการศึกษาเรื่ อง การจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้นทักษะการจัดการกลุ่ม สาระการเรี ยนรู ้การงานอาชี พและเทคโนโลยี งานประดิษฐ์ ช่วงชั้นที่ 2 ประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรี ยน อนุบาลลาพูน มีวตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้นทักษะการจัดการ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ั การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานประดิษฐ์ ช่วงชั้นที่ 2 ประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรี ยนอนุบาลลาพูน ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 จานวน 49 คน และ ครู ผสอนจานวน 5 คน เครื่ องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับปั ญหาการ ู้ จัดการเรี ยนรู ้กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี หลักสู ตรและแผนการจัดการเรี ยนรู ้ แบบ ประเมินผลการเรี ยนรู้ วิเคราะห์ขอมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่ วนเบี่ยงเบน ้ มาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักเรี ยนทุกกลุ่มมีผลการเรี ยนรู ้ดานความรู ้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะการ ้ จัดการทางานอยูในระดับดีมาก ส่ วนพฤติกรรมการทางานของกลุ่มทั้ง 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนการ ่ ั ่ ปฏิบติงาน การปรับปรุ งและการประเมินผล นักเรี ยนเห็นว่าอยูในระดับดีมาก และครู ผสอนเห็นว่า ู้ นักเรี ยนมีพฤติกรรมการทางานกลุ่มทั้ง 4 ขั้นตอน อยูในระดับมากสาหรับด้านผลงานนั้นทั้งนักเรี ยนและ ่
  • 14.
    ่ ครู ผสอนเห็นว่า ผลงานอยูในเกณฑ์ดีมากส่ วนเจตคติของนักเรี ยนต่อการเรี ยน โดยเน้นทักษะการจัดการ ู้ ั ่ นั้น ก่อให้เกิดลักษณะนิสยด้านต่าง ๆ อยูในระดับมาก รวมทั้งเห็นว่าควรส่ งเสริ มให้นกเรี ยนมีพฤติกรรม ั ่ การจัดการอยูในระดับมากที่สุดทุกขั้นตอน รุ่ งนภา สรรค์สวาสดิ์ (2550) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการทาโครงงาน เรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัว สาหรับนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ด้วยวิธีการจัดการเรี ยนรู้แบบ โครงงาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสามารถในการทาโครงงานเรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัวของ นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 เปรี ยบเทียบผลการเรี ยนรู ้เรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัวก่อนและหลังที่ ได้รับการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงาน และศึกษาความคิดเห็นของนักเรี ยนที่มีต่อการจัดการเรี ยนรู ้แบบ โครงงาน กลุ่มตัวอย่างเป็ นนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 จานวน 38 คน เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจย ั ได้แก่ แผนการจัดการเรี ยนรู ้เรื่ อง การดารงชีวิตและครอบครัว ด้วยวิธีการจัดการเรี ยนรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบวัดผลการเรี ยนรู้ เรื่ องการดารงชีวิตและครอบครัว และแบบสอบถามความคิดเห็นนักเรี ยนที่มี ต่อการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงาน ผลการวิจยพบว่า นักเรี ยนมีความสามารถในการทาโครงงานอยูใน ั ่ ่ ระดับพอใช้ ความสามารถในการตั้งชื่ อโครงงานอยูในระดับสู ง และการสรุ ปผลการศึกษาอยูในระดับต่า ่ ผลการเรี ยนรู ้ก่อนและหลังการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงาน แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิติที่ระดับ ั .05 ความคิดเห็นของนักเรี ยนที่มีต่อการจัดการเรี ยนรู ้แบบโครงงานโดยภาพรวมอยูในระดับเห็นด้วยมาก ่ จากการศึกษาผลงานวิจยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว สรุ ปได้วา การจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้นทักษะการ ั ่ จัดการ กิจกรรมการสอนแบบโครงงาน การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ผงความคิดและการจัดการเรี ยนรู ้ที่ยด ั ึ ผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ เป็ นการส่ งเสริ มให้นกเรี ยนมีทกษะการจัดการ ทั้งการวางแผน การปฏิบติงาน การ ั ั ั ปรับปรุ งและการประเมินผล อันจะส่ งผลต่อการพัฒนาการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 ดังนั้น ผลงานการศึกษานี้จึงสามารถใช้เป็ นแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรี ยนรู ้โดยเน้น ทักษะการจัดการแบบ P A O R วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 กลุ่มสาระการ เรี ยนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรี ยนสตรี ราชินูทิศ อาเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ได้