TOPICS


ระบบภูมิค้ ุมกัน
Immune system
4. IMMUNE SYSTEM
ร่ างกายเรามีกลไกปองกันการรุ กลาทาลายจากสิ่งแปลกปลอม 2 แบบ คือ
                       ้             ้
1. Nonspecific defense mechanisms กลไกการทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่ จาเพาะ
    1.1 First line of defense เป็ นกลไกการปองกันที่อยู่ภายนอกร่ างกาย เช่ น ผิวหนัง
                                           ้
    และmucous membrane ที่ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ท่ อปั สสาวะและสืบพันธุ์
    1.2 Second line of defense เป็ นกลไกการปองกันที่อยู่ภายในร่ างกาย เมื่อสิ่ง
                                             ้
     แปลกปลอมสามารถแทรกเข้ าสู่ภายในร่ างกายได้ เช่ น การเกิด phagocytosis โดย
     เม็ดเลือดขาว, การผลิต antimicrobial protein, inflammatory response
2. Specific defense mechanisms or third line of defense กลไกการทาลายสิ่ง
     แปลกปลอมแบบจาเพาะ ได้ แก่ การทางานของ lymphocytes และการผลิตantibody
     2.1 Humoral (antibody-mediated) immune response
     2.2 Cell-mediated immune response
The First Line of Defense
-เป็ นการปองกันการรุ กลาจากสิ่งแปลกปลอมโดยผิวหนังและ mucous membrane
          ้              ้
และยังมีการหลั่งสารออกมาช่ วยทาหน้ าที่อีกด้ วย เช่ น การหลั่งสารจากต่ อมเหงื่อ
และต่ อมไขมัน ซึ่งปกติมีค่า pH 3-5 ที่มีความเป็ นกรดสูงพอในการทาลาย
microorganism
-การชาระล้ างออกโดยนาลาย, นาตา และ mucous (มี lysozyme เป็ นส่ วนประกอบ)
                       ้        ้
-Lysozyme สามารถย่ อยผนังเซลล์ ของแบคทีเรี ยได้ หลายชนิด
-Gastric mucous ในกระเพาะมีความเป็ นกรดสูง สามารถทาลายแบคทีเรี ยได้ ดี
The Second Line of Defense
1. Phagocytosis by white blood cell
-เซลล์ ท่ ีสามารถทาหน้ าที่ phagocytosis ได้ มีหลายชนิด ดังนี ้
1. Neutrophils (60-70% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด) มีช่วงชีวตประมาณ 2-3 วัน มักจะ
                                               ้              ิ
สลายไปเมื่อทาลายสิ่งแปลกปลอม
2. Monocyte (5% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด) หลังจาก monocyte หลั่งสู่กระแสเลือด
                                          ้
ได้ 2-3 ชั่วโมง จะเคลื่อนเข้ าสู่เนือเยื่อ และพัฒนาเป็ นเซลล์ macrphage (“big-eater”)
                                    ้
มีช่วงชีวตค่ อนข้ างยาว
           ิ
3. Eosinophil (1.5% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด) ทาหน้ าที่ทาลายพยาธิขนาดใหญ่
                                            ้
4. Natural killer (NK) cell ทาหน้ าที่ทาลาย virus-infected body cell โดยไปจับที่เยื่อ
เซลล์ และทาให้ เซลล์ แตก
เป็ นอวัยวะที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม
เป็ นอวัยวะที่มีการเจริญ/พัฒนาของ leukocyte
The Second Line of Defense
2. Antimicrobial protein
-มีโปรตีนหลายชนิดทาหน้ าที่ปองกัน/ทาลายสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุ กร่ างกาย ซึ่ง
                                 ้
ทาลายสิ่งแปลกปลอมโดยตรงหรื อยับยังการสืบพันธุ์ ได้ แก่ lysozyme, complement
                                          ้
system, interferons
-complement system ทาหน้ าที่ย่อย microbes และเป็ น chemokines ต่ อ phagocytic
cells
-interferone เป็ นสารที่หลั่งจาก virus-infected cell ภายหลังจากที่เซลล์ (virus-
infected cell) แตกออก จากนันจะแพร่ ไปยังเซลล์ ข้างเคียง เพื่อยับยังการ infect
                               ้                                    ้
ของ virus ไปยังเซลล์ ข้างเคียง จึงสามารถยับยังเจริญของ virus ได้ (เนื่องจากไม่ มี
                                                 ้
host)
The Second Line of Defense
 3. The Inflammatory Response
 -บริเวณที่เป็ นแผลมีการขยายตัวของเส้ นเลือด มีเลือดมาเลียงมาก เกิดการบวมแดง
                                                            ้
 -มีการหลั่ง histamine จากเนือเยื่อ (นอกจากนียังหลั่งได้ จาก basophil &mast cell)
                              ้              ้
 ทาให้ permeability ของ capillary เพิ่ม




1.เซลล์ บาดแผลหลั่ง     2.capillary ขยายตัวและ     3.chemokines กระตุ้น       4.phagocytic cell กิน
chemical signal เช่ น   เพิ่ม permeability         ให้ phagocytic cell        pathogens & เศษเซลล์
histamine, PG           ของเหลวและblood            เคลื่อนไปยังเนือเยื่อที่
                                                                  ้           หลังจากนันบาดแผล
                                                                                       ้
                        clotting element เคลื่อน   ถูกทาลาย                   ปิ ด
                        ออกจากเส้ นเลือด
The Third Line of Defense
 -Lymphocytes เป็ นตัวการสาคัญในการทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบจาเพาะ
 -Lymphocytes มี 2 ชนิดคือ B lymphocyte (B cell; bursa of Fabricius or bone marrow)&T
 lymphocyte (T cell; thymus) ซึ่ง T หรื อ B cell แต่ ละเซลล์ จะจาเพาะกับ Ag แต่ ละตัว
 โดยมีขัน ตอนการคัดเลือกเพื่อเพิ่มจานวน lymphocyte ที่เฉพาะต่ อ Ag เรี ยก Clonal
         ้
 selection                                             1.Ag จับกับ Ag receptor บน B cell หนึ่งๆ


                                                        2.B cell ที่มี receptor ที่จาเพาะต่ อ
                                                        Agนันจะเพิ่มจานวนได้ เป็ น clone
                                                            ้
4.บางเซลล์ พฒนาไปเป็ น
              ั
long-lived memory cell ที่                                             3.บางเซลล์ พฒนาไปเป็ น
                                                                                     ั
จะทาให้ เกิดการ                                                        short-lived plasma cell
ตอบสนองอย่ างรวดเร็ว                                                   และหลั่ง Ab
เมื่อร่ างกายได้ รับ Ag เดิม
Immunological Memory
-ในการเพิ่มจานวนของ Lymphocytes ที่ถูกคัดเลือก หลังจากเผชิญกับ Ag เป็ นครั ง    ้
แรก ใช้ เวลานานประมาณ 10-17 วัน เรี ยกการตอบสนองในระยะแรกนีว่า primary้
immune response ได้ เซลล์ 2 ชนิดคือshort-lived effector cell (plasma cell(จาก B
cell)&effector T cell(จาก T cell)) และ long-lived memory cells
-ถ้ าร่ างกายมีการเผชิญกับ Ag เดิมอีก เป็ นครั งที่ 2 จะเกิดการตอบสนองเรี ยก
                                                   ้
secondary immune response ซึ่งจะใช้ เวลาในการตอบสนองสันลง เพียง 2-7 วัน
                                                               ้
-Lymphocytes แบ่ งออกเป็ น 2 ชนิด คือ B lymphocyte
และ T lymphocyte โดยทัง 2 เซลล์ เจริญมาจากเซลล์
                            ้
ตังต้ นชนิดเดียวกัน คือ Pluripotent stem cell ใน bone
   ้
marrow
-หลังจากได้ เป็ น lymphocyte stem cell ถ้ าเซลล์ ยังคง
เจริญต่ อไปใน bone marrow สุดท้ ายจะได้ B
lymphocyte
-แต่ ถ้า lymphocyte stem cell เคลื่อนไปและเกิด
maturation ที่ต่อมไทมัส (thymus gland) สุดท้ ายจะได้
T cell
-จากนัน lymphocytes ทังสองชนิดจะเคลื่อนไปอยู่ท่ ี
        ้                 ้
lymphoid tissue เช่ น tonsil, lymph node, spleen
-Lymphocyte ที่มี receptor ที่จาเพาะกับโมเลกุล(Ag)ใน
ร่ างกาย จะกลายสภาพเป็ น non-functional หรื อเกิด
apoptosis จึงทาให้ ไม่ มีการทาลายเซลล์ ในร่ างกายของ
ตัวเองโดยระบบภูมค้ ุมกัน (self-tolerance)
                     ิ
Major Histocompatibility Complex(MHC) and T Cell
-MHC เป็ นสาร glycoprotein
-ในคนเรี ยก Human leukocyte
 antigens (HLA)
-แบ่ งเป็ น class I MHC molecules
 และ class II MHC molecule
-Class I MHC พบใน nucleated
 cell เกือบทุกชนิด จะไปกระตุ้น
 Cytotoxic T cell (cell-mediated
 immune response)
-Class II MHC พบในเซลล์ บางชนิดเช่ น macrophage, B cell, activated T cell
และเซลล์ ใน thymus จะไปกระตุ้น Helper T cell (cell-mediated and humoral
immune response)
Humoral and cell-mediated immune response
บทบาทของ Helper T cell และ CD4




1.Antigen presenting        2.activated TH     3.activated TH   4.cytokine กระตุ้น
cell (APC) กิน              จับกับ MHC-        แบ่ งตัวเพิ่ม    TH, B cell & TC cell
แบคทีเรียและขนส่ ง          antigen complex    จานวน และ
ชินส่ วนของแบคทีเรีย
   ้                        โดยมี CD4          หลั่ง cytokine
มาที่ผิวเซลล์ ผ่าน class    interleukin-1 มา
II MHC                      ช่ วย
บทบาทของ Cytotoxic T cell และ CD8




1.Infected cell (cancer cell)   2.Activated TCหลั่ง         3.นาและอิออนเคลื่อนเข้ า
                                                               ้
ขนส่ งชินส่ วนของAg มาที่
        ้                       perforin ทาให้ เกิดรูท่ ี   เซลล์ เซลล์ บวม และแตก
ผิวเซลล์ ผ่าน class I MHC       เยื่อเซลล์ ของ infected
activated TCจับกับ MHC-         cell
antigen complex โดยมี
CD8 &interleukin-2 มาช่ วย
โครงสร้ างและหน้ าที่ของAb




-Epitope or antigenic determinant เป็ นส่ วนของ Ag ที่ Ab เข้ าไปจับ (Ab จะใช้ ส่วน
antigen binding site ในการจับ)
-แบคทีเรี ยตัวหนึ่ง ๆ อาจมี epitope สาหรั บจับกับ Ab ได้ ถง 4 ล้ านโมเลกุล
                                                           ึ
-Ab เป็ น globular serum protein เรี ยก immunoglobulins (Igs) ประกอบด้ วย
polypeptide 4 สาย; 2 สายเป็ น heavy chain และอีก 2 สายเป็ น light chain
-constant region ของ heavy chain จะจาเพาะกับชนิดของ Ig (ใช้ จาแนกชนิดของ Ig)
-variable region ของทัง light & heavy chain จะจาเพาะกับ epitope หนึ่ง ๆ
                       ้
-Immunoglobulin (Ig) มีทังหมด 5 ชนิด
                               ้
1. Ig M (pentamer) เป็ น Ig ที่พบเป็ นชนิดแรก
เมื่อ expose กับ Ag พบครั งแรกในปลาฉลาม
                             ้
และปลากระดูกแข็ง ดังนัน IgM จึงจัดเป็ น Ig ที่
                           ้
เก่ าแก่ ท่ ีสุดตามสายวิวัฒนาการ
2. Ig G (monomer) พบมากในกระแสเลือด
ทาลายแบกทีเรี ย, ไวรั ส และtoxin
3. Ig A (dimer) พบใน mucousและ colostrum
ปองกันการจับของไวรั สและแบกทีเรี ยต่ อ
 ้
epithelial surface
4. Ig D (monomer) พบมากที่ผิวของ B cell คาด
ว่ าช่ วยกระตุ้นการเปลี่ยนจาก B cell ไปเป็ น
plasma cell & memory B cell
5. Ig E (monomer) จับอยู่ท่ ี mast cell&basophil
เมื่อถูกกระตุ้นโดย Ag ทาให้ เกิดการหลั่ง
histamine หรื อสารที่ก่อให้ เกิดอาการแพ้
การกาจัด Ag ของ Ab




                                             คล้ าย agglutination
Opsonization: the bound Ab                   เพียงแต่ เป็ น soluble Ag
enhance macrophage
attachment to, and thus
phagocytosis of, the microbes
The Classical Complement Pathway
-การเกิด lysis เซลล์ Ag โดย complement มี 2 วิธี
1.Classical pathway (ดังรูป) มีAbไปจับกับpathogen’s membrane จากนัน complement
                                                                   ้
ไปจับกับ Ab เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็ นลาดับขันทาให้ เกิดรู บนเยื่อเซลล์ มีการ
                                              ้
เคลื่อนของอิออนและนาเข้ าสู่เซลล์ เซลล์ เกิดการบวมและแตก
                         ้
2.Alternative pathway เกิดโดย complement ไปจับกับ substrate ที่อยู่บนแบคทีเรี ย,
ยีสต์ , ไวรั ส และโปรโตซัวได้ โดยตรง
Active and Passive Immunity
Active immunity: การที่เราได้ รับเชือ เข้ า
                                       ้
ไป แล้ วร่ างกายสร้ าง Ab มาทาลาย
ขณะเดียวกันก็เก็บ memory cell ไว้ โดย
เชือที่ได้ รับเข้ าไปอาจเป็ นเชือโรคใน
    ้                           ้
ธรรมชาติ (infection) หรื อโดยการฉีดเชือ     ้
ที่อ่อนกาลังแต่ ยังมี epitope เข้ าร่ างกาย
(vaccination)
Passive immunity: ร่ างกายได้ รับ Ab ของ
เชือนันโดยตรง ซึ่ง Ab ที่ได้ จะคงอยู่ใน
      ้ ้
ร่ างกายเป็ นระยะเวลาสัน ๆ เช่ น Ab ต่ อ
                           ้
พิษงู, พิษสุนัขบ้ า
ระบบภูมิค้ ุมกันและการเกิดโรค
1. Blood group and blood transfusion
-ABO blood group จาแนกตาม Ag ที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง ซึ่งคนที่มีเลือดหมู่ A
จะมี Ab หมู่ b เป็ นต้ น
-แต่ เนื่องจาก blood group antigen เป็ น polysachharide จึงทาให้ เกิดการตอบสนอง
ของระบบภูมค้ ุมกันแบบ T-independent response เช่ นเมื่อแม่ เลือดหมู่ O ตังครรภ์
              ิ                                                             ้
ลูกเลือดหมู่ A (Ab-b)เมื่ อคลอดลูก เลือดจากลูกที่ไหลเข้ าสู่แม่ สามารถกระตุ้นการ
สร้ าง Ab-b ได้ แต่ ลักษณะนีจะไม่ เป็ นอันตรายต่ อการตังครรภ์ ลูกคนต่ อมา (เลือด
                               ้                          ้
หมู่ B) เพราะ Ab ที่สร้ างเป็ น IgM ที่ไม่ สามารถแพร่ ผ่านรกได้
-แต่ ในกรณีของหมู่เลือด Rh (แม่ Rh- ลูกRh+) จะเป็ นอันตรายต่ อการตังครรภ์ ลูกคน
                                                                       ้
ต่ อมาเพราะ Ab ที่สร้ างเป็ น IgG ที่สามารถแพร่ ผ่านรกได้
               แม่      A (Ab-b)              แม่          ลูก
                O                             O (Ab-b)     B
2. ภูมิแพ้ (allergy)
-ภูมแพ้ เป็ นสภาวะ hypersensitive ของ
       ิ
ร่ างกายต่ อ environmental Ag (allergens)
มีขันตอนดังนี ้
     ้
1. เมื่อร่ างกายเผชิญกับ allergen ในครั งแรก
                                          ้
B cell เปลี่ยนเป็ น plasma cell และหลั่ง IgE
2. บางส่ วนของ IgE เข้ าจับกับ Mast cell
(โดยใช้ ส่วนหางจับ)
3. เมื่อร่ างกายได้ รับ allergen อีกครั ง
                                        ้
allergen จะจับกับ IgE ที่อยู่บน Mast cell จึง
ไปกระตุ้นให้ mast cell หลั่งสาร เช่ น
histamine (ทาให้ เกิด dilation และเพิ่ม
permeability ของเส้ นเลือด) เกิดอาการแพ้
เช่ น จาม, คัดจมูก, นาตาไหล
                         ้
3. Acquired immunodeficiency syndrome (AIDS)
 -เกิดจากไวรั ส human immunodeficiency
 virus (HIV) เข้ าไปทาลายระบบภูมค้ ุมกัน
                                ิ
ชีววิทยาเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน Immune system

ชีววิทยาเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน Immune system

  • 1.
  • 2.
    4. IMMUNE SYSTEM ร่างกายเรามีกลไกปองกันการรุ กลาทาลายจากสิ่งแปลกปลอม 2 แบบ คือ ้ ้ 1. Nonspecific defense mechanisms กลไกการทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่ จาเพาะ 1.1 First line of defense เป็ นกลไกการปองกันที่อยู่ภายนอกร่ างกาย เช่ น ผิวหนัง ้ และmucous membrane ที่ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ท่ อปั สสาวะและสืบพันธุ์ 1.2 Second line of defense เป็ นกลไกการปองกันที่อยู่ภายในร่ างกาย เมื่อสิ่ง ้ แปลกปลอมสามารถแทรกเข้ าสู่ภายในร่ างกายได้ เช่ น การเกิด phagocytosis โดย เม็ดเลือดขาว, การผลิต antimicrobial protein, inflammatory response 2. Specific defense mechanisms or third line of defense กลไกการทาลายสิ่ง แปลกปลอมแบบจาเพาะ ได้ แก่ การทางานของ lymphocytes และการผลิตantibody 2.1 Humoral (antibody-mediated) immune response 2.2 Cell-mediated immune response
  • 3.
    The First Lineof Defense -เป็ นการปองกันการรุ กลาจากสิ่งแปลกปลอมโดยผิวหนังและ mucous membrane ้ ้ และยังมีการหลั่งสารออกมาช่ วยทาหน้ าที่อีกด้ วย เช่ น การหลั่งสารจากต่ อมเหงื่อ และต่ อมไขมัน ซึ่งปกติมีค่า pH 3-5 ที่มีความเป็ นกรดสูงพอในการทาลาย microorganism -การชาระล้ างออกโดยนาลาย, นาตา และ mucous (มี lysozyme เป็ นส่ วนประกอบ) ้ ้ -Lysozyme สามารถย่ อยผนังเซลล์ ของแบคทีเรี ยได้ หลายชนิด -Gastric mucous ในกระเพาะมีความเป็ นกรดสูง สามารถทาลายแบคทีเรี ยได้ ดี
  • 4.
    The Second Lineof Defense 1. Phagocytosis by white blood cell -เซลล์ ท่ ีสามารถทาหน้ าที่ phagocytosis ได้ มีหลายชนิด ดังนี ้ 1. Neutrophils (60-70% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด) มีช่วงชีวตประมาณ 2-3 วัน มักจะ ้ ิ สลายไปเมื่อทาลายสิ่งแปลกปลอม 2. Monocyte (5% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด) หลังจาก monocyte หลั่งสู่กระแสเลือด ้ ได้ 2-3 ชั่วโมง จะเคลื่อนเข้ าสู่เนือเยื่อ และพัฒนาเป็ นเซลล์ macrphage (“big-eater”) ้ มีช่วงชีวตค่ อนข้ างยาว ิ 3. Eosinophil (1.5% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด) ทาหน้ าที่ทาลายพยาธิขนาดใหญ่ ้ 4. Natural killer (NK) cell ทาหน้ าที่ทาลาย virus-infected body cell โดยไปจับที่เยื่อ เซลล์ และทาให้ เซลล์ แตก
  • 5.
  • 6.
    The Second Lineof Defense 2. Antimicrobial protein -มีโปรตีนหลายชนิดทาหน้ าที่ปองกัน/ทาลายสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุ กร่ างกาย ซึ่ง ้ ทาลายสิ่งแปลกปลอมโดยตรงหรื อยับยังการสืบพันธุ์ ได้ แก่ lysozyme, complement ้ system, interferons -complement system ทาหน้ าที่ย่อย microbes และเป็ น chemokines ต่ อ phagocytic cells -interferone เป็ นสารที่หลั่งจาก virus-infected cell ภายหลังจากที่เซลล์ (virus- infected cell) แตกออก จากนันจะแพร่ ไปยังเซลล์ ข้างเคียง เพื่อยับยังการ infect ้ ้ ของ virus ไปยังเซลล์ ข้างเคียง จึงสามารถยับยังเจริญของ virus ได้ (เนื่องจากไม่ มี ้ host)
  • 7.
    The Second Lineof Defense 3. The Inflammatory Response -บริเวณที่เป็ นแผลมีการขยายตัวของเส้ นเลือด มีเลือดมาเลียงมาก เกิดการบวมแดง ้ -มีการหลั่ง histamine จากเนือเยื่อ (นอกจากนียังหลั่งได้ จาก basophil &mast cell) ้ ้ ทาให้ permeability ของ capillary เพิ่ม 1.เซลล์ บาดแผลหลั่ง 2.capillary ขยายตัวและ 3.chemokines กระตุ้น 4.phagocytic cell กิน chemical signal เช่ น เพิ่ม permeability ให้ phagocytic cell pathogens & เศษเซลล์ histamine, PG ของเหลวและblood เคลื่อนไปยังเนือเยื่อที่ ้ หลังจากนันบาดแผล ้ clotting element เคลื่อน ถูกทาลาย ปิ ด ออกจากเส้ นเลือด
  • 8.
    The Third Lineof Defense -Lymphocytes เป็ นตัวการสาคัญในการทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบจาเพาะ -Lymphocytes มี 2 ชนิดคือ B lymphocyte (B cell; bursa of Fabricius or bone marrow)&T lymphocyte (T cell; thymus) ซึ่ง T หรื อ B cell แต่ ละเซลล์ จะจาเพาะกับ Ag แต่ ละตัว โดยมีขัน ตอนการคัดเลือกเพื่อเพิ่มจานวน lymphocyte ที่เฉพาะต่ อ Ag เรี ยก Clonal ้ selection 1.Ag จับกับ Ag receptor บน B cell หนึ่งๆ 2.B cell ที่มี receptor ที่จาเพาะต่ อ Agนันจะเพิ่มจานวนได้ เป็ น clone ้ 4.บางเซลล์ พฒนาไปเป็ น ั long-lived memory cell ที่ 3.บางเซลล์ พฒนาไปเป็ น ั จะทาให้ เกิดการ short-lived plasma cell ตอบสนองอย่ างรวดเร็ว และหลั่ง Ab เมื่อร่ างกายได้ รับ Ag เดิม
  • 9.
    Immunological Memory -ในการเพิ่มจานวนของ Lymphocytesที่ถูกคัดเลือก หลังจากเผชิญกับ Ag เป็ นครั ง ้ แรก ใช้ เวลานานประมาณ 10-17 วัน เรี ยกการตอบสนองในระยะแรกนีว่า primary้ immune response ได้ เซลล์ 2 ชนิดคือshort-lived effector cell (plasma cell(จาก B cell)&effector T cell(จาก T cell)) และ long-lived memory cells -ถ้ าร่ างกายมีการเผชิญกับ Ag เดิมอีก เป็ นครั งที่ 2 จะเกิดการตอบสนองเรี ยก ้ secondary immune response ซึ่งจะใช้ เวลาในการตอบสนองสันลง เพียง 2-7 วัน ้
  • 10.
    -Lymphocytes แบ่ งออกเป็น 2 ชนิด คือ B lymphocyte และ T lymphocyte โดยทัง 2 เซลล์ เจริญมาจากเซลล์ ้ ตังต้ นชนิดเดียวกัน คือ Pluripotent stem cell ใน bone ้ marrow -หลังจากได้ เป็ น lymphocyte stem cell ถ้ าเซลล์ ยังคง เจริญต่ อไปใน bone marrow สุดท้ ายจะได้ B lymphocyte -แต่ ถ้า lymphocyte stem cell เคลื่อนไปและเกิด maturation ที่ต่อมไทมัส (thymus gland) สุดท้ ายจะได้ T cell -จากนัน lymphocytes ทังสองชนิดจะเคลื่อนไปอยู่ท่ ี ้ ้ lymphoid tissue เช่ น tonsil, lymph node, spleen -Lymphocyte ที่มี receptor ที่จาเพาะกับโมเลกุล(Ag)ใน ร่ างกาย จะกลายสภาพเป็ น non-functional หรื อเกิด apoptosis จึงทาให้ ไม่ มีการทาลายเซลล์ ในร่ างกายของ ตัวเองโดยระบบภูมค้ ุมกัน (self-tolerance) ิ
  • 11.
    Major Histocompatibility Complex(MHC)and T Cell -MHC เป็ นสาร glycoprotein -ในคนเรี ยก Human leukocyte antigens (HLA) -แบ่ งเป็ น class I MHC molecules และ class II MHC molecule -Class I MHC พบใน nucleated cell เกือบทุกชนิด จะไปกระตุ้น Cytotoxic T cell (cell-mediated immune response) -Class II MHC พบในเซลล์ บางชนิดเช่ น macrophage, B cell, activated T cell และเซลล์ ใน thymus จะไปกระตุ้น Helper T cell (cell-mediated and humoral immune response)
  • 12.
  • 13.
    บทบาทของ Helper Tcell และ CD4 1.Antigen presenting 2.activated TH 3.activated TH 4.cytokine กระตุ้น cell (APC) กิน จับกับ MHC- แบ่ งตัวเพิ่ม TH, B cell & TC cell แบคทีเรียและขนส่ ง antigen complex จานวน และ ชินส่ วนของแบคทีเรีย ้ โดยมี CD4 หลั่ง cytokine มาที่ผิวเซลล์ ผ่าน class interleukin-1 มา II MHC ช่ วย
  • 14.
    บทบาทของ Cytotoxic Tcell และ CD8 1.Infected cell (cancer cell) 2.Activated TCหลั่ง 3.นาและอิออนเคลื่อนเข้ า ้ ขนส่ งชินส่ วนของAg มาที่ ้ perforin ทาให้ เกิดรูท่ ี เซลล์ เซลล์ บวม และแตก ผิวเซลล์ ผ่าน class I MHC เยื่อเซลล์ ของ infected activated TCจับกับ MHC- cell antigen complex โดยมี CD8 &interleukin-2 มาช่ วย
  • 15.
    โครงสร้ างและหน้ าที่ของAb -Epitopeor antigenic determinant เป็ นส่ วนของ Ag ที่ Ab เข้ าไปจับ (Ab จะใช้ ส่วน antigen binding site ในการจับ) -แบคทีเรี ยตัวหนึ่ง ๆ อาจมี epitope สาหรั บจับกับ Ab ได้ ถง 4 ล้ านโมเลกุล ึ
  • 16.
    -Ab เป็ นglobular serum protein เรี ยก immunoglobulins (Igs) ประกอบด้ วย polypeptide 4 สาย; 2 สายเป็ น heavy chain และอีก 2 สายเป็ น light chain -constant region ของ heavy chain จะจาเพาะกับชนิดของ Ig (ใช้ จาแนกชนิดของ Ig) -variable region ของทัง light & heavy chain จะจาเพาะกับ epitope หนึ่ง ๆ ้
  • 17.
    -Immunoglobulin (Ig) มีทังหมด5 ชนิด ้ 1. Ig M (pentamer) เป็ น Ig ที่พบเป็ นชนิดแรก เมื่อ expose กับ Ag พบครั งแรกในปลาฉลาม ้ และปลากระดูกแข็ง ดังนัน IgM จึงจัดเป็ น Ig ที่ ้ เก่ าแก่ ท่ ีสุดตามสายวิวัฒนาการ 2. Ig G (monomer) พบมากในกระแสเลือด ทาลายแบกทีเรี ย, ไวรั ส และtoxin 3. Ig A (dimer) พบใน mucousและ colostrum ปองกันการจับของไวรั สและแบกทีเรี ยต่ อ ้ epithelial surface 4. Ig D (monomer) พบมากที่ผิวของ B cell คาด ว่ าช่ วยกระตุ้นการเปลี่ยนจาก B cell ไปเป็ น plasma cell & memory B cell 5. Ig E (monomer) จับอยู่ท่ ี mast cell&basophil เมื่อถูกกระตุ้นโดย Ag ทาให้ เกิดการหลั่ง histamine หรื อสารที่ก่อให้ เกิดอาการแพ้
  • 18.
    การกาจัด Ag ของAb คล้ าย agglutination Opsonization: the bound Ab เพียงแต่ เป็ น soluble Ag enhance macrophage attachment to, and thus phagocytosis of, the microbes
  • 19.
    The Classical ComplementPathway -การเกิด lysis เซลล์ Ag โดย complement มี 2 วิธี 1.Classical pathway (ดังรูป) มีAbไปจับกับpathogen’s membrane จากนัน complement ้ ไปจับกับ Ab เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็ นลาดับขันทาให้ เกิดรู บนเยื่อเซลล์ มีการ ้ เคลื่อนของอิออนและนาเข้ าสู่เซลล์ เซลล์ เกิดการบวมและแตก ้ 2.Alternative pathway เกิดโดย complement ไปจับกับ substrate ที่อยู่บนแบคทีเรี ย, ยีสต์ , ไวรั ส และโปรโตซัวได้ โดยตรง
  • 20.
    Active and PassiveImmunity Active immunity: การที่เราได้ รับเชือ เข้ า ้ ไป แล้ วร่ างกายสร้ าง Ab มาทาลาย ขณะเดียวกันก็เก็บ memory cell ไว้ โดย เชือที่ได้ รับเข้ าไปอาจเป็ นเชือโรคใน ้ ้ ธรรมชาติ (infection) หรื อโดยการฉีดเชือ ้ ที่อ่อนกาลังแต่ ยังมี epitope เข้ าร่ างกาย (vaccination) Passive immunity: ร่ างกายได้ รับ Ab ของ เชือนันโดยตรง ซึ่ง Ab ที่ได้ จะคงอยู่ใน ้ ้ ร่ างกายเป็ นระยะเวลาสัน ๆ เช่ น Ab ต่ อ ้ พิษงู, พิษสุนัขบ้ า
  • 21.
    ระบบภูมิค้ ุมกันและการเกิดโรค 1. Bloodgroup and blood transfusion -ABO blood group จาแนกตาม Ag ที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง ซึ่งคนที่มีเลือดหมู่ A จะมี Ab หมู่ b เป็ นต้ น -แต่ เนื่องจาก blood group antigen เป็ น polysachharide จึงทาให้ เกิดการตอบสนอง ของระบบภูมค้ ุมกันแบบ T-independent response เช่ นเมื่อแม่ เลือดหมู่ O ตังครรภ์ ิ ้ ลูกเลือดหมู่ A (Ab-b)เมื่ อคลอดลูก เลือดจากลูกที่ไหลเข้ าสู่แม่ สามารถกระตุ้นการ สร้ าง Ab-b ได้ แต่ ลักษณะนีจะไม่ เป็ นอันตรายต่ อการตังครรภ์ ลูกคนต่ อมา (เลือด ้ ้ หมู่ B) เพราะ Ab ที่สร้ างเป็ น IgM ที่ไม่ สามารถแพร่ ผ่านรกได้ -แต่ ในกรณีของหมู่เลือด Rh (แม่ Rh- ลูกRh+) จะเป็ นอันตรายต่ อการตังครรภ์ ลูกคน ้ ต่ อมาเพราะ Ab ที่สร้ างเป็ น IgG ที่สามารถแพร่ ผ่านรกได้ แม่ A (Ab-b) แม่ ลูก O O (Ab-b) B
  • 22.
    2. ภูมิแพ้ (allergy) -ภูมแพ้เป็ นสภาวะ hypersensitive ของ ิ ร่ างกายต่ อ environmental Ag (allergens) มีขันตอนดังนี ้ ้ 1. เมื่อร่ างกายเผชิญกับ allergen ในครั งแรก ้ B cell เปลี่ยนเป็ น plasma cell และหลั่ง IgE 2. บางส่ วนของ IgE เข้ าจับกับ Mast cell (โดยใช้ ส่วนหางจับ) 3. เมื่อร่ างกายได้ รับ allergen อีกครั ง ้ allergen จะจับกับ IgE ที่อยู่บน Mast cell จึง ไปกระตุ้นให้ mast cell หลั่งสาร เช่ น histamine (ทาให้ เกิด dilation และเพิ่ม permeability ของเส้ นเลือด) เกิดอาการแพ้ เช่ น จาม, คัดจมูก, นาตาไหล ้
  • 23.
    3. Acquired immunodeficiencysyndrome (AIDS) -เกิดจากไวรั ส human immunodeficiency virus (HIV) เข้ าไปทาลายระบบภูมค้ ุมกัน ิ