ภูมิคุ้มกันภูมิคุ้มกัน
การตอบสนองทางการตอบสนองทาง
ภูมิคุ้มกันภูมิคุ้มกัน
ImmunityImmunity
ภูมิต้านทาน ร่างกายการภูมิต้านทาน ร่างกายการ
กำาจัดสิ่งแปลกปลอมกำาจัดสิ่งแปลกปลอม
• ภูมิชีวิตภูมิชีวิต:: Immune SystemImmune System
คือระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมดคือระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมด
ของร่างกายที่ทำาหน้าที่คอยของร่างกายที่ทำาหน้าที่คอย
ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่งป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่ง
แปลกปลอมที่เป็นอันตรายเข้าแปลกปลอมที่เป็นอันตรายเข้า
มาทำาอันตรายต่อร่างกายหรือมาทำาอันตรายต่อร่างกายหรือ
เมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ระบบเมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ระบบ
ภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำาลายภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำาลาย
กำาจัดสิ่งแปลกปลอมให้หมดไปกำาจัดสิ่งแปลกปลอมให้หมดไป
3
หน้าที่โดยสังเขปของระบบอิมหน้าที่โดยสังเขปของระบบอิม
มูนร่างกายคือมูนร่างกายคือ
DefenseDefense ป้องกันและทำาลายป้องกันและทำาลาย
เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
HomeostasisHomeostasis คอยกำาจัดคอยกำาจัด
เซลปกติที่เสื่อมสภาพเช่นเม็ดเซลปกติที่เสื่อมสภาพเช่นเม็ด
เลือดที่มีอายุเลือดที่มีอายุ
มากแล้ว ออกจากระบบของมากแล้ว ออกจากระบบของ
ร่างกายร่างกาย
SurveillanceSurveillance คอยจับตาดูคอยจับตาดู
 เซลต่างๆที่จะ แปรสภาพผิดไป เซลต่างๆที่จะ แปรสภาพผิดไป
จากปกติ เช่น คอยดักทำาลายจากปกติ เช่น คอยดักทำาลาย
กลไกการป้องกันการติดเชื้อกลไกการป้องกันการติดเชื้อ
ของร่างกายของร่างกาย
11.. ผิวหนังผิวหนัง ((SkinSkin))
22.. เยื่อชุ่มเยื่อชุ่ม ((mucous membranesmucous membranes))
33.. ขบวนการกลืนทำาลายขบวนการกลืนทำาลาย ((PhagocytosisPhagocytosis))
44.. เซลล์ที่มีหน้าที่กลืนทำาลายตามอวัยวะต่างๆเซลล์ที่มีหน้าที่กลืนทำาลายตามอวัยวะต่างๆ
((Reticuloendothelial systemReticuloendothelial system))
55.. ส่วนประกอบทางเคมีของเนื้อเยื่อส่วนประกอบทางเคมีของเนื้อเยื่อ
66.. การเกิดการอักเสบการเกิดการอักเสบ ((InflammatoryInflammatory))
77.. การขับถ่ายการขับถ่าย ((ExcretionExcretion))
88.. การไอ และจามการไอ และจาม ((Cough reflexCough reflex))
ผิวหนัง
เชื้อจุลินทรีย์ผ่านทะลุผิวหนังเป็นไปได้ยาก
เพราะมีกลไกเช่น
 การลอกหลุดออกเป็นระยะๆ
 ความแห้ง
 ความเป็นกรด เนื่องจากกรดไขมัน ซึ่ง
เปลี่ยนแปลงไปตามอายุสัตว์
 มีเอนไซม์หลายชนิดเช่น ไลโซไซม์
(lysozyme) ย่อยทำาลายจุลินทรีย์
 มีจุลินทรีย์หลายชนิดที่ไม่ทำาอันตรายต่อ
ร่างกายแต่ป้องกันเชื้ออื่น 
• บริเวณผิวหนังของเยื่อชุ่มที่บุช่องต่างๆจะมีบริเวณผิวหนังของเยื่อชุ่มที่บุช่องต่างๆจะมี
เมือกเหนียวคอยดักจับจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกเมือกเหนียวคอยดักจับจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลก
ปลอมปลอม
• มีเอนไซม์จำาพวกไลโซโซม์และสารเคมีมีเอนไซม์จำาพวกไลโซโซม์และสารเคมี
• ที่นำ้าย่อยในกระเพาะจะมีความเป็นกรดสูงที่นำ้าย่อยในกระเพาะจะมีความเป็นกรดสูง
ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อที่จะทำาให้เกิดยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อที่จะทำาให้เกิด
โรคโรค
• เยื่อชุ่มที่บุช่องอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์เพศเมียเยื่อชุ่มที่บุช่องอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์เพศเมีย
พวกพวก LactobacilliLactobacilli จะทำาให้ผิวหน้าของเยื่อจะทำาให้ผิวหน้าของเยื่อ
ชุ่มมีสภาพเป็นกรดสูงชุ่มมีสภาพเป็นกรดสูง
• ที่เยื่อชุ่มอวัยวะต่างๆจะพบเซลล์แมคโคเฟจที่เยื่อชุ่มอวัยวะต่างๆจะพบเซลล์แมคโคเฟจ
((macrophagemacrophage)) ทำาหน้าที่จับกินสิ่งแปลกทำาหน้าที่จับกินสิ่งแปลก
ชุ่ม (mucous membranes)
ขบวนการกลืนทำาลายขบวนการกลืนทำาลาย
((PhagocytosisPhagocytosis))
• จุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมจะถูกกำาจัดโดยจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมจะถูกกำาจัดโดย
ขบวนการกลืนทำาลายขบวนการกลืนทำาลาย
• โดยเม็ดเลือดขาวชนิดหลายนิวเคลียสและชนิดโดยเม็ดเลือดขาวชนิดหลายนิวเคลียสและชนิด
ที่มีนิวเคลียสเดียวที่มีนิวเคลียสเดียว
– ซึ่งเมื่อมาถึงจะเคลื่อนตัวไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้นซึ่งเมื่อมาถึงจะเคลื่อนตัวไปหาสิ่งแปลกปลอมนั้น
((chemotaxischemotaxis))
– ประกบติดประกบติด ((attachmentattachment))
– กลืนกลืน ((ingestioningestion))
– การย่อยการย่อย ((intracellular digestionintracellular digestion))
– ปล่อยสิ่งแปลกปลอมที่ถูกทำาลายแล้วออกไปจากปล่อยสิ่งแปลกปลอมที่ถูกทำาลายแล้วออกไปจาก
เซลล์เซลล์ ((eliminationelimination))
เซลล์ที่มีหน้าที่กลืนทำาลายเซลล์ที่มีหน้าที่กลืนทำาลาย
ตามอวัยวะต่างๆตามอวัยวะต่างๆ
• ตามอวัยวะต่างๆมีเซลล์ที่ทำาหน้าที่กลืนตามอวัยวะต่างๆมีเซลล์ที่ทำาหน้าที่กลืน
ทำาลายเรียกว่า เซลล์แมคโคเฟจทำาลายเรียกว่า เซลล์แมคโคเฟจ
((macrophagemacrophage หรือหรือ histiocytehistiocyte))
• macrophagemacrophage ทำาหน้าที่จับกินจุลินทรีย์ทำาหน้าที่จับกินจุลินทรีย์
และสิ่งแปลกปลอมและสิ่งแปลกปลอม
• macrophagemacrophage ส่วนมากอยู่ตามอวัยวะส่วนมากอยู่ตามอวัยวะ
ต่างๆ แต่ก็มีบ้างที่กระจัดกระจายอยู่ตามต่างๆ แต่ก็มีบ้างที่กระจัดกระจายอยู่ตาม
ระบบไหลเวียนเลือดและนำ้าเหลืองระบบไหลเวียนเลือดและนำ้าเหลือง
• ขบวนการนี้จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถ้ามีขบวนการนี้จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถ้ามี
แอนติบอดีจำาพวกออบโซนิน เช่น เดียวแอนติบอดีจำาพวกออบโซนิน เช่น เดียว
ส่วนประกอบทางเคมีของ
เนื้อเยื่อ
 เนื้อเยื่อของสัตว์บางจำาพวกจะมีความทนทานต่อการติด
เชื้อแบคทีเรียบางชนิด
 เนื่องจากส่วนประกอบทางเคมีของเนื้อเยื่อ (ไก่ไม่เป็น
Anthrax) เป็นต้น
การเกิดการอักเสบ
(INFLAMMATORY)
 เป็นการเคลื่อนย้ายของ phagocytic cell
(neutrophilic granulocyte และ
macrophage) มายังบริเวณที่มีสิ่งแปลก
ปลอม
 ซึ่งผลของการติดเชื้อจะทำาให้บริเวณนั้นมี
ลักษณะจำาเพาะคือ ปวด บวม แดง ร้อน
 เส้นเลือดฝอยจะมีการขยายตัวและพลาสมา
จะซึมออกมาและคั่งตามบริเวณที่มีการ
อักเสบ แล้วกลายเป็นเส้นไฟบริน (fibrin)
สานตัวเป็นตาข่ายดักจับจุลินทรีย์
 ต่อมามีเม็ดเลือดขาวจำาพวกที่มีหลาย
การขับถ่าย (EXCRETION)
 เมื่อปัสสาวะหรืออุจจาระก็จะทำาให้เกิดการขับเชื้อ
จุลินทรีย์ที่อยู่ตามท่อทางเดินปัสสาวะหรืออุจจาระ
ให้ออกนอกร่างกายได้
 เมื่อเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารร่างกาย
ก็จะทำาการขับออกทางอุจจาระซึ่งเป็นผลที่ทำาให้
เกิดอาการที่เรียกว่าท้องเสีย (Diarrhea)
การไอ และจาม
(COUGH REFLEX)
เป็นอีกกลไกหนึ่งในการกำาจัดสิ่ง
แปลกปลอมที่ระบบทางเดิน
หายใจบริเวณหลอดลม
ภูมิคุ้มกันโรค
(IMMUNITY)
 หมายถึง การที่ร่างกายมีความต้านทานต่อการติด
เชื้อหรือติดโรค
 ความต้านทานต่อการติดเชื้ออาจจะมีมากน้อยแตก
ต่างกันไป มีตั้งแต่ต้านทานโรคได้บ้างจนกระทั่ง
ต้านทานไม่ให้เกิดโรคเลยก็มี
ระบบภูมิคุ้มกัน (IMMUNE
SYSTEM)
 คือ ระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมดของร่างกายที่ทำา
หน้าที่คอยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่ง
แปลกปลอมที่เป็นอันตรายเข้ามาทำา
อันตรายต่อร่างกาย
 หรือเมื่อเชื้อโรคหลุดเข้ามาแล้ว ระบบ
ภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำาลายกำาจัดสิ่งแปลก
ปลอมให้หมดไปจากร่างกายโดยเร็วและมี
ประสิทธิภาพ
 ภูมิคุ้มกันโรคแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ
ภูมิคุ้มกันโรคที่สัตว์มีมาตั้งแต่กำาเนิด (innate
immunity)
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired
ภูมิคุ้มกันโรคที่สัตว์มีมาตั้งแต่กำาเนิด
(INNATE IMMUNITY)
 ภูมิคุ้มกันโรคเฉพาะชนิดของสัตว์ (species
immunity
 ภูมิคุ้มกันโรคเฉพาะพันธุ์ของสัตว์ (racial
immunity)
 ภูมิคุ้มกันโรคที่มีเฉพาะตัวสัตว์ (individual
immunity)
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (ACQUIRED
IMMUNITY)
 ภูมิคุ้มกันโรคที่สัตว์ได้รับโดยตรง (passive immunity)
 เช่น Colostrum, Antiserum, antitoxin
 ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นโดยการกระตุ้น (active
immunity)
 ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นโดยธรรมชาติ (active
acquire natural immunity) เช่น เป็นโรคแล้วหาย
 ภูมิคุ้มกันโรคให้แก่สัตว์โดยประดิษฐ์ขึ้นมา (active acquire
artificial immunity) เช่น วัคซีน
เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน
มีต้นกำาเนิดมาจากเซลล์ตั้งต้นที่เรียก
ว่า stem cells
สำาหรับเซลล์เม็ดเลือดขาวจะเจริญแบ่ง
ออกเป็น lymphoid และ myeloid
lymphoid จะเจริญเป็น lymphocyte ซึ่ง
จะพัฒนาต่อเป็น T-lymphocyte และ B-
lymphocyte
myeloid จะเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวชนิด
granulocyte และ monocyte หรือ
เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส ทำาหน้าที่เกี่ยว
กับการกำาจัดสิ่งแปลกปลอม แบ่งออกเป็น 2
พวก โดยดูจากแกรนูลในไซโตพลาสซึม
และลักษณะของนิวเคลียส ได้แก่
1. Agranulocyte เป็นพวกที่ไม่มีแก
รนูลชนิดพิเศษในไซโตพลาสซึม ได้แก่
lymphocyte และ monocyte
2. Granulocyte เป็นพวกที่มีแกรนูล
ชนิดพิเศษซึ่งจะติดสีย้อมต่างกันตามสภาพ
ความเป็นกรดและด่างได้แก่ neutrophil,
เม็ดเลือดขาว (Leukocytes)
ในไซโตพลาสซึมของเม็ดเลือดขาวทุกชนิดมีแก
รนูลธรรมดา จัดเป็นแกรนูลประเภท แอซูโรฟิล
(azurophil) ซึ่งติดสีแอเซอร์เป็นสีม่วงอ่อน
เป็นแกรนูลละเอียดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งพบว่า แก
รนูลชนิดนี้ คือ lysosome
Lymphocyte มีนิวเคลียสกลม แบ่งออก
เป็น B-Lymphocyte, T-Lymphocyte และ
Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)
Monocyte นิวเคลียสรูปไต ทำาหน้าที่ทำาลายสิ่ง
แปลกปลอม เมื่ออยู่ในเนื้อเยื่ออื่นๆจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น
แมโครเฟจ
Neutrophil มีนิวเคลียสมี 2-5 พู ซึ่งมีสาย
โครมาตินบางๆเชื่อมให้ติดกัน ภายในไซโต
พลาสซึมมีแกรนูลพิเศษขนาดเล็กมาก
neutrophil มีประมาณ 50-70 % ของเม็ด
เลือดขาวทั้งหมด
• สามารถเคลื่อนที่และยื่น
pseudopodium ไปหุ้มสิ่งแปลกปลอมได้
แต่ช้ากว่า neutrophil
Eosinophil
นิวเคลียสมี 2 พู
ภายในมีแกรนูลพิเศษที่
หยาบขนาดใหญ่ย้อม
ติดสีแดงเป็นจำานวน
มาก
Basophil นิวเคลียส
มีขนาดใหญ่รูปร่างไม่
แน่นอน แกรนูลพิเศษ
ขนาดใหญ่ย้อมติด
สีนำ้าเงิน และมักจะบัง
นิวเคลียสไว้เกือบ
ทั้งหมด
• ภายในแกรนูลมีสาร histamine และ
heparin ที่เซลล์สร้างขึ้นคล้ายกับที่พบใน
mast cell
• มีประมาณ 0.5-1 % ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด
แอนติเจน (ANTIGEN)
 หมายถึง สารที่เมื่อนำาเข้าสู่ร่างกายแล้วสามารถ
กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี และถ้านำา
แอนติบอดีที่เกิดขึ้นมารวมกับแอนติเจนจะเกิด
ปฏิกิริยาที่สามารถสังเกตได้
 แอนติเจนเป็นสารพวกโปรตีนหรือสารอื่นๆเช่น โปลี
แซคคาไรด์ ซึ่งแบคทีเรียหรือท็อกซินจากแบคทีเรีย
และไวรัสหลายชนิดก็มีคุณสมบัติเป็นแอนติเจนได้
เหมือนกัน
คุณสมบัติของสารแอนติเจน
 มีความแปลกปลอม (foreigness)
 สารที่เป็นแอนติเจนได้ดีคือ โปรตีน รองลง
มาคือพวก โพลีแซคคาไรด์ ไขมัน และกรด
นิวคลิกอิค ตามลำาดับ
 มีขนาดที่ใหญ่ โดยสารที่มีขนาดใหญ่เป็น
แอนติเจนที่ดีกว่าสารขนาดเล็ก
 มีความสามารถ กระตุ้นให้เกิดการตอบ
สนองทางภูมิคุ้มกัน (immunogenicity)
เรียกว่าเป็น immunogen
 สามารถทำาปฏิกิริยากับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
แบบจำาเพาะ คือทำาปฏิกิริยากับ antibody
แอนติบอดี (ANTIBODY)
• หมายถึง สารที่เกิดขึ้นในร่างกาย อยู่ตามกระแส
เลือดและส่วนที่เป็นของเหลวในร่างกาย ซึ่งเกิด
ขึ้นโดยการกระตุ้นของแอนติเจนที่ถูกนำาเข้า
ร่างกายโดยวิธีการฉีดหรือวิธีอื่นๆ และเมื่อนำามา
ผสมกับแอนติเจนจะเกิดปฏิกิริยาที่สามารถ
สังเกตได้
• แอนติบอดีมีคุณสมบัติทางเคมีเป็นโปรตีน
(immunoglobulins) ซึ่งอวัยวะที่สำาคัญในการ
สร้างแอนติบอดีได้แก่ ต่อมนำ้าเหลือง ต่อม
ทอนซิล ม้าม ต่อมไธมัส เป็นต้น
การทำางานของแอนติบอดีการทำางานของแอนติบอดี
 ทำาลายจุลินทรีย์โดยตรง เคลือบเกาะทำาลายจุลินทรีย์โดยตรง เคลือบเกาะ
จุลินทรีย์ทำาให้มีประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ทำาให้มีประสิทธิภาพของ
กระบวนการกลืนทำาลายสูงขึ้นกระบวนการกลืนทำาลายสูงขึ้น
 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ที่ทำาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ที่ทำา
หน้าที่กลืนทำาลายตามอวัยวะต่าหน้าที่กลืนทำาลายตามอวัยวะต่า
 ช่วยให้จุลินทรีย์ไม่กระจัดกระจายทั่วไปช่วยให้จุลินทรีย์ไม่กระจัดกระจายทั่วไป
 ทำาให้คุณสมบัติของเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงทำาให้คุณสมบัติของเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลง
ไปไม่เหมาะต่อการขยายจำานวนจุลินทรีย์ไปไม่เหมาะต่อการขยายจำานวนจุลินทรีย์
แอนติซีรัมแอนติซีรัม ((AntiserumAntiserum))
 หมายถึง ซีรัมที่มีส่วนประกอบของของหมายถึง ซีรัมที่มีส่วนประกอบของของ
สารแอนติบอดีสารแอนติบอดี
 เตรียมโดยฉีดแอนติเจนให้สัตว์ครั้งละเตรียมโดยฉีดแอนติเจนให้สัตว์ครั้งละ
น้อยๆซำ้าหลายๆครั้ง เพื่อให้สัตว์ที่ถูกฉีดน้อยๆซำ้าหลายๆครั้ง เพื่อให้สัตว์ที่ถูกฉีด
แอนติเจนสร้างแอนติบอดีขึ้นในกระแสแอนติเจนสร้างแอนติบอดีขึ้นในกระแส
เลือดเลือด
 เมื่อแยกซีรัมที่มีแอนติบอดีออกมาฉีดให้เมื่อแยกซีรัมที่มีแอนติบอดีออกมาฉีดให้
กับสัตว์อื่น จะมีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้กับสัตว์อื่น จะมีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้
สัตว์มีการติดเชื้อชนิดเดียวกับแอนติเจนที่สัตว์มีการติดเชื้อชนิดเดียวกับแอนติเจนที่
ใช้ฉีดเข้าไปได้ใช้ฉีดเข้าไปได้
 คือแอนติซีรัมที่มีแอนติบอดีที่สามารถ
ทำาลายพิษของท็อกซิน
 ซึ่งมีวิธีการเตรียมเช่นเดียวกันกับแอนติ
ซีรัม เช่น การเตรียมแอนติท็อกซินของ
โรคบาดทะยัก
แอนติท็อกซิน (Antitoxin)
•หมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ได้มาจากจุลินทรีย์
หรือ สารละลายของ จุลินทรีย์ซึ่งอาจมี
ชีวิตอยู่หรือตายแล้ว
•เมื่อฉีดหรือนำาเข้าสู่ร่างกายสัตว์สามารถ
กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ต่อต้าน
จุลินทรีย์ชนิดเดียวกันกับที่ฉีดเข้าไป
วัคซีน (Vaccines)
วัคซีนเชื้อเป็น (LIVE VACCINE)
 หมายถึง วัคซีนที่ทำาจากเชื้อโรคที่ทำาให้อ่อนฤทธิ์
ลง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไม่ทำาให้เกิดโรค แต่มีความ
สามารถในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
- วัคซีนเชื้อเป็นชนิดที่เชื้อหมดความรุนแรง
แล้ว
- วัตซีนที่เชื้อยังคงความรุนแรงอยู่
วัคซีนเชื้อตาย (KILLED
VACCINE)
 หมายถึง วัคซีนที่ทำาจากเชื้อโรคที่ถูกฆ่าให้ตาย
แล้วหรือทำาจากสารพิษ แต่สามารถกระตุ้นระบบ
ภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีได้
- วัคซีนที่ทำาจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น วัคซีนที่ใช้ป้องกัน
โรคแอนแทรกซ์
- วัคซีนที่ทำาจากไวรัส เช่น วัคซีน
สำาหรับป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- วัคซีนประเภททอกซอยด์ (Toxoid )
เช่น วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก
ทอกซอยด์ หมายถึง สารพิษของเชื้อ
แบคทีเรียที่ทำาให้หมดพิษแล้ว โดยใช้ความ
ร้อนหรือสารเคมี สามารถนำาไปกระตุ้น
การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
ความสามารถในการตอบสนองของระบบ
ภูมิคุ้มกันต่อสิ่งแปลกปลอมขึ้นกับปัจจัย
บางอย่างดังต่อไปนี้
1. ปัจจัยด้านพันธุกรรม
2. ปัจจัยด้านอายุ
3. ปัจจัยด้านเมทาบอลิซึมในร่างกาย
4. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
5. ปัจจัยด้านกายวิภาคของสัตว์
6. ปัจจัยด้านจุลชีพประจำาถิ่น (normal flora)
7. ปัจจัยด้านสรีรวิทยาที่มีอยู่ในร่างกาย
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน
(IMMUNE RESPONSE)
1. การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบไม่
จำาเพาะเจาะจง
(Non specific immune response)
2. การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบ
จำาเพาะเจาะจง
(Specific immune response)
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบไม่จำาเพาะการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบไม่จำาเพาะ
เจาะจงเจาะจง
((Non specific immune responseNon specific immune response))
• เครื่องกีดขวางธรรมชาติเครื่องกีดขวางธรรมชาติ ((barrierbarrier))
ได้แก่ กลไกการป้องกันโรคต่างๆได้แก่ กลไกการป้องกันโรคต่างๆ
• การอักเสบการอักเสบ ((inflammatory responseinflammatory response))
• จุลินทรีย์ประจำาถิ่นจุลินทรีย์ประจำาถิ่น ((normal floranormal flora))
•
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบ
จำาเพาะเจาะจง
(SPECIFIC IMMUNE RESPONSE)
 เกิดขึ้นเมื่อร่ายกายไม่สามารถใช้วิธี Non-specific
immune response กำาจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกไปได้
 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
 Cell-mediated immune response
 Humoral immune response
CELL-MEDIATED
IMMUNE RESPONSE
 คือการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันโดยอาศัยเซลล์ทำา
หน้าที่
 โดย T-lymphocyte จะเข้าไปทำาลายแอนติเจน
โดยตรง หรือโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า
lymphokine ออกมากระตุ้นเซลล์ macrophage
และเซลล์อื่นที่ทำาให้เกิดการอักเสบ
 การเกิดภูมิแพ้แบบช้า (delayed type
hypersensitivity)
 การปฏิเสธการเปลี่ยนอวัยวะ (graft rejection)
 Natural Killer Cell จะฆ่าทำาลายเซลล์มะเร็ง เซลล์
แปลกปลอม
SUBPOPULATION ของ T-LYMPHOCYTE
 helper T
cell 
ทำาหน้าที่ช่วยกระตุ้น B-lymphocyte ในการ
สร้างแอนติบอดี
และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันชนิดผ่าน
เซลล์
 suppres
sor T
cell
 ทำาหน้าที่ควบคุมการทำางานของ B
lymphocyte และ T lymphocyte
ไม่ให้ทำางานมากเกินไป
  killer T
cell 
(cytotoxic
T-cell)
 ทำาหน้าที่ฆ่าเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ติดเชื้อ
 T
lympho
หลั่ง lymphokines เพื่อใช้ในระบบ cell
mediated immunity
HUMORAL IMMUNE RESPONSE
 คือการตอบสนองโดยแอนติบอดี (antibody) เรียกว่า
อิมมูโนโกลบูลิน Immunoglobulin (Ig) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน
5 ชนิดคือ IgG, IgA, IgM, IgD และ IgE
 ซึ่งเซลล์ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้คือ B-Lymphocyte และ
plasma cell
 โดย ถ้า B-Lymphocyte ถูกกระตุ้นโดยเชื้อโรคหรือสิ่ง
แปลกปลอม จะแบ่งเซลล์ได้ plasma cell และ memory
cell
IMMUNOGLOBULIN (IG)
IgG เป็นอิมมูโนโกลบูลินที่มีมากที่สุดในซีรัม ทำาหน้าที่
ต่อสู้กับ bacteria / virus / toxinเ ป็นส่วนใหญ่
IgA - เป็นอิมมูโนโกลบูลินหรือแอนติบอดีที่พบในซีรั่ม
และในสารคัดหลั่งต่างๆ
ของร่างกาย
- ช่วยป้องกันการติดเชื้อในบริเวณเยื่อเมือก
(mucosal surface) ของระบบทางเดิน
อาหาร/ระบบทางเดินหายใจ
IgM เป็นสารอิมมูโนโกลบูลินตัวเรกที่สร้างขึ้นเมื่อพบกับ
แอนติเจน เป็นสารอิมมูโนโกลบูลินที่มีความจำาเพาะ
พิเศษต่อ lipopolysaccharide ของแบคทีเรียชนิด
แกรมลบ
IgD พบที่ผิวของ B-lymphocyte ทำาหน้าที่เป็นตัวรับ
อ้างอิง
202.143.142.35/~bb303/ภูมิคุ้มกัน.ppt
web.yru.ac.th/~dolah/notes/FOODSC/404741028.ppt
mt.nmc.ac.th/th/admin/document/att_news/IALFFK.ppt
pirun.ku.ac.th/~fvetpmh/Immunology.ppt

Ppt immunity ชีววิทยา ม.5