กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน  อ . ภวัต โลเกศเสถียร
ความหมาย วัคซีน  สารที่สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างแอนตี้บอดี้ได้ในระดับที่ป้องกันโรค  (protective antibody)  และมีลิมโฟไซด์จำเพาะ
วัคซีน  (Vaccine) วัคซีนมีหลายชนิดแตกต่างกันตามวิธีการเตรียมและคุณสมบัติดังนี้ Inactivated  หรือ  Killed whole cells vaccine  เตรียมจาก  bacteria  หรือไวรัสที่ถูกทำลายด้วยความร้อน สารกัมมันตภาพรังสี สารเคมี เช่น ฟอร์มาลิน แต่ยังมีคุณสมบัติของแอนติเจนอยู่ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคไอกรน ตับอักเสบบี ได้สมองอักเสบ และพิษสุนัขบ้า
วัคซีน  (Vaccine) Live attenuated vaccine  เตรียมจากจุลชีพที่ยังมีชีวิตแต่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้โดยปรับสภาวะการเพาะเลี้ยงเซลล์ในหลอดทดลองหรือคัดเลือกสายพันธุ์ผ่าเหล่า เช่น วัคซีนป้องกันโรควัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ข้อดีคือ เป็นจุลชีพที่ยังมีชีวิตและไม่ออกฤทธิ์ ทำให้เพิ่มจำนวนในร่างกายได้คล้ายคลึงกับธรรมชาติทำให้ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานไม่ต้องกระตุ้นด้วยวัคซีนบ่อยนัก และให้วัคซีนน้อยกว่าชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามวัคซีนชนิดนี้อาจกลับให้เป็นโรคได้
วัคซีน  (Vaccine) Toxoid vaccine  เตรียมจากพิษของ bacteria  ที่บริสุทธิ์และหมดฤทธิ์โดยการใช้สารเคมีแต่ยังมีความเป็น  antigen  อยู่ เช่นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก Sub unit  หรือ  cell free vaccine  เตรียมจากส่วนประกอบจากตัวเชื้อ หรือพิษของเชื้อ
วัคซีน  (Vaccine) Recombinant vaccine ผลิตโดย  gene cloning technology  ตัดต่อยีนที่กำหนดและสร้างแอนติเจนให้เข้ากับพาหะ  Synthetic peptide vaccine  วัคซีนที่สังเคราะห์จากเปปไทด์ที่เป็นส่วนประกอบของแอนติเจนของเชื้อ มีขนาดเล็ก กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี Anti-idiotype vaccine
การสร้างภูมิคุ้มกันโรค  (Immunization) หมายถึง การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันหรือความต้านทานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือทำให้ความรุนแรงน้อยลงซึ่งทำได้  2   แบบ คือ Active Immunization  Passive Immunization
Active Immunization  การให้วัคซีนที่เตรียมมาจากเชื้อที่ทำให้เกิดโรคทั้งหมดหรือบางส่วนอาจเป็นเชื้อที่ตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลง ซึ่งทำหน้าที่เป็น  antigen  เข้าไปกระตุ้นร่างกายให้สร้าง  antibody  ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะ  active  ส่วนใหญ่อยู่ได้นานเป็นปีๆ หรืออาจอยู่ได้ตลอดไป
Active Immunization  การสร้างภูมิคุ้มกันเป็นหน้าที่ของเม็ดเลือดขาว  2  ชนิดคือ  B-lymphocytes  และ  T-lymphocytes  โดย  B  จะสร้าง  antibody  ซึ่งอยู่ในกระแสเลือด มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคครั้งต่อไป ส่วน  T  จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวที่จะมีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อที่ทำให้เกิดโรคโดยตรง จึงทำให้ผู้ป่วยหายจากโรค
Active Immunization  ลักษณะสำคัญของการตอบสนองของ  lymphocytes  ในการสร้างภูมิคุ้มกันคือ มีความจำเพาะ  (specificity)  หมายความว่าภูมิคุ้มกันทีเกิดขึ้นจะป้องกันหรือต้านทานได้เฉพาะเชื้อในส่วนของวัคซีนที่ทำหน้าที่เป็น  antigen  มากระตุ้น  B  และ  T lymphocyte   ให้สร้าง  antibody  และการต่อต้านของเม็ดเลือดขาวนั้น
Active Immunization  ลักษณะสำคัญของการตอบสนองของ  lymphocytes  ในการสร้างภูมิคุ้มกันคือ มีความทรงจำ  (memory)  หากเคยพบกับเชื้อในวัคซีนชนิดใดครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อถูกกระตุ้นครั้งที่  2  จะมีการตอบสนองได้เร็วกว่าครั้งแรก ถึงแม้ว่าห่างจากการกระตุ้นครั้งแรกเป็นเดือนๆ
Active Immunization  การให้วัคซีนส่วนใหญ่ต้องให้หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นและอยู่ได้นานพอที่จะป้องกันได้ในระยะยาวมีความทรงจำ  (memory)  หากเคยพบกับเชื้อในวัคซีนชนิดใดครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อถูกกระตุ้นครั้งที่  2  จะมีการตอบสนองได้เร็วกว่าครั้งแรก ถึงแม้ว่าห่างจากการกระตุ้นครั้งแรกเป็นเดือนๆ
Active Immunization  การตอบสนองของ  B-lymphocytes  ต่อวัคซีนครั้งแรกหรือ  Primary response  จะใช้เวลาในการสร้าง  antibody  ประมาณ  5-7  วัน หลังจากนั้น ระดับ  antibody  จะค่อยๆสูงขึ้นและขึ้นถึงระยะสูงสุดเป็นเวลา  1-2   สัปดาห์หลังการให้วัคซีน และคงอยู่ในระดับสูงในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งต่ำจนไม่สามารถตรวจพบในเวลา  2  สัปดาห์ต่อมา
Active Immunization  Secondary response  คือการตอบสนองของ  B-lymphocytes  ต่อจากวัคซีนเดิมเป็นครั้งที่  2   หรือ  3 4 5  เนื่องจาก  B lymphocytes  เคยพบเชื้อมาก่อนจะตอบสนองไวกว่าครั้งแรก ระดับ  antibody  จะสูงขึ้นภายใน  2-3  วัน ระดับจะสูงกว่าครั้งแรก และจะคงระดับได้นานกว่า
Active Immunization  ความสำคัญของการตอบสนองครั้งที่  2  ที่ดีจะเป็นแบบ  booster response  ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างการให้ช่วงที่  1  และ  2  จะต้องห่างกันอย่างน้อย  1   เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่  antibody  ช่วงที่  1  ต่ำลงจนไม่สามารถตรวจพบ และไม่รบกวนการสร้าง  antibody  เพราะ ถ้าหาก  antibody  ช่วงแรกยังสูงอยู่  antibody  ที่เหลือ นั้น จะไปจับกับ  antigen  ที่ให้เข้าไป ทำให้ไม่เกิดการกระตุ้นระหว่าง  B lymphocytes  กับ  antigen  ของวัคซีนที่ให้ไป
Passive Immunization  หมายถึงการให้  antibody  ซึ่งมีผลป้องกันทันทีที่เข้าไปในร่างกาย ซึ่งจะทำในกรณีที่ต้องการความเร่งด่วนของการรักษา  antibody  นี้จะอยู่ในร่างกายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ  3-4  สัปดาห์ ที่ใช้กันบ่อยคือ  gamma globulin  ในการป้องกันผู้สัมผัสโรคเช่น หัด ตับอักเสบ เอ บี และโรคพิษสุนัขบ้าเป็นต้น
สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค วัคซีน อายุของกลุ่มเป้าหมาย BCG  แรกเกิด HB แรกเกิด  2  เดือน   6  เดือน DTP 2  เดือน  4  เดือน  6  เดือน  18  เดือน  4-6  ปี  OPV 2  เดือน  4  เดือน  6  เดือน  18  เดือน  4-6  ปี dT 12-16  ปี หลังจากนั้นกระตุ้นทุก  10  ปี  หญิงมีครรภ์ถ้ายังไม่เคยฉีดวัคซีนในเด็กให้ฉีดตามกำหนด  0 1 6  เดือนและกระตุ้นทุก  10  ปี MMR 9-12  เดือน  ( ในกรณีไม่มี  MMR  ให้วัคซีนหัดแทน )  6-7  ปี JE 18  เดือน (  2  เข็มห่างกัน  4  สัปดาห์ )  และ 2  ปีครึ่ง  ( หนึ่งปีหลังเข็มที่  2  )
สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค BCG =  วัคซีนป้องกันวัณโรค DTP =  วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน OPV =  วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน HBV =  วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี Measles vaccine =  ป้องกันโรคหัด MMR =  วัคซีนป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน JE =  ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจอี dT =  ป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก
บาดทะยัก การให้วัคซีนบาดทะยักในหญิงมีครรภ์ หากไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนให้ฉีดเข็มแรกเมื่อมาฝากครรภ์ครั้งแรก และนัดฉีดครั้งต่อไปจนครบอย่างน้อย  3  เข็ม โดยมีระยะห่าง  0 1 6  เดือน จากนั้นกระตุ้นทุก  10  ปี  หากเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว  1  เข็ม ให้ฉีดอีก  2  เข็ม โดยมีระยะห่าง  0 6  เดือน หากได้มาแล้ว  2  เข็ม ให้ ฉีดเพิ่มอีก  1  เข็ม โดมีระยะห่างระหว่างเข็มที่  2  และ  3  อย่างน้อย  6  เดือนจากนั้นให้กระตุ้น ทุก  10  ปี  หากเคยได้รับวัคซีนมาก่อน  3  เข็ม และเข็มสุดท้ายนานกว่า  10  ปี ให้ฉีดซ้ำอีก 1  ครั้งและกระตุ้นทุก  10  ปี
บาดทะยัก การฉีดแผลบาดทะยักในกรณีที่บาดแผล  *  ได้แก่แผลฉีกขาดและปนเปื้อนเศษดิน ทราย หรือสิ่งสกปรก โดเฉพาะแผลลึกปากแผลเล็ก ** Tetanus Immunoglobulin (TIG)  ฉีดเข้าไป  250 unit จำนวน dose  ที่เคยรับมาก่อน แผลสะอาด แผลที่อาจปนเปื้อนเชื้อบาดทะยัก * dT TIG** dT TIG** น้อยกว่า  3  ครั้ง / - / / มากกว่า  3  ครั้ง ต้องฉีดกระตุ้นถ้าเข็มสุดท้ายได้เกิน  10  ปี ฉีดกระตุ้นหากเข็มสุดท้ายเกิน  5  ปี
พิษสุนัขบ้า การพิจารณาความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจากลักษณะการสัมผัสกับสัตว์ ระดับความเสี่ยงของการสัมผัสโรค ลักษณะการสัมผัส ระดับที่  1  การสัมผัสที่ไม่ติดโรค ถูกต้องตัวสัตว์ ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก ถูกเลีย สัมผัสน้ำลายหรือเลือดสัตว์ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก ระดับที่  2  การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรค ถูกงับเป็นรอยช้ำที่ผิวหนัง ไม่มีเลือดออกหรือเลือดออกซิบๆ ถูกข่วนที่ผิวหนังเป็นรอยถลอก  (abrasion)  มีเลือดออกซิบๆ ถูกเลีย โดยน้ำลายถูกผิวหนังที่มีแผลหรือรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน ระดับที่  3  การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรคสูง ถูกกัดโดยฟันสัตว์แทงทะลุผ่านผิวหนังแผลเดียวหรือหลายแผลและมีเลือดออก ถูกข่วน จนผิวหนังขาดและมีเลือดออก ถูกเลีย หรือน้ำลายสิ่งคัดหลั่ง ถูกเยื่อบุของตาปาก จมูก หรือแผลลึก แผลที่มีเลือดออก มีแผลที่ผิวหนัง และสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายสัตว์  กินอาหารปรุงสุกดิบจากสัตว์ที่เป็นโรค
สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า เคยฉีดวัคซีนล่วงหน้าครบชุดหรือเคยฉีดหลังสัมผัสโรค อย่างน้อย  3  ครั้ง  ไม่เคยฉีดวัคซีน หรือฉีดน้อยกว่า  3  ครั้ง
ไม่เคยฉีดวัคซีน หรือฉีดน้อยกว่า  3  ครั้ง  พิจารณาความเสี่ยง ระดับ  3 ระดับ  2 ไม้ต้องให้  RIG ให้  ERIG 40IU/kg  ฉีดรอบแผลให้มากที่สุด ที่เหลือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ฉีดวัคซีน  1  มล .  หรือ  0.5  มล . ( แล้วแต่ชนิดของวัคซีน๗ เข้ากล้ามเนื้อต้นแขน วันที่  0,3,7,14  และ  30
เคยฉีดวัคซีนล่วงหน้าครบชุดหรือเคยฉีดหลังสัมผัสโรค อย่างน้อย  3  ครั้ง  ไม่ต้องให้  RIG พิจารณาว่าได้รับวัคซีนมาก่อนเกิน  6  เดือน ภายใน  6  เดือน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ  1  ครั้ง  เกิน  6  เดือน เข้ากล้ามเนื้อ  2  ครั้ง วันที่  0  และ  3
หลักการทั่วไปในการให้วัคซีน สามารถให้วัคซีนหลายชนิดในวันเดียวกันได้ แต่ต้องทำต่างตำแหน่ง เช่นฉีดแขนคนละข้าง หากฉีดข้างเดียวกัน ห่างอย่างน้อย  1  นิ้ว ห้ามนำวัคซีนต่างชนิดกันมาผสมรวมกัน วัคซีนที่ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์สามารถให้พร้อมกันได้หลายชนิดในวันเดียวกัน หากไม่ได้ให้พร้อมกันในวันเดียวกันควรห่างกันอย่างน้อย  1  เดือน สำหรับวัคซีนที่ต้องให้หลายครั้ง ให้วัคซีนห่างกว่ากำหนดไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันเกิดน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้ามหากฉีดเร็วกว่ากำหนดทำให้ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นน้อยลง ผู้ที่เจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับวัคซีนได้ แต่ผู้ที่มีไข้สูงควรเลื่อนไปก่อน
หลักการทั่วไปในการให้วัคซีน ควรให้วัคซีนตามขนาดที่แนะนำไว้เท่านั้น  ให้วัคซีนตามอายุที่แนะนำไว้ ผู้ที่ได้รับ  Immuglobulin plasma  หรือเลือดมาแล้วไม่เกิน  3  เดือน ไม่ควรรับวัคซีนไวรัสเชื้ออ่อนฤทธิ์  เพราะว่า  antibody  ชนิดใหม่ จะต้านเชื้อในวัคซีนไม่สร้างภูมิคุ้มกัน การแพ้วัคซีน อาจเป็นปฏิกิริยาเฉพาะที่  เช่นการบวม หรือ เป็นปฏิกิริยาทั่วร่างกาย เช่นลมพิษขึ้น หายใจลำบาก  วัคซีนไอกรนที่รวมกับ คอตีบ บาดทะยัก แบบ  DTwp  จะมีผลข้างเคียงมากกว่า  DTap  แต่ออกฤทธิ์เหมือนกัน

กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน

  • 1.
  • 2.
    ความหมาย วัคซีน สารที่สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างแอนตี้บอดี้ได้ในระดับที่ป้องกันโรค (protective antibody) และมีลิมโฟไซด์จำเพาะ
  • 3.
    วัคซีน (Vaccine)วัคซีนมีหลายชนิดแตกต่างกันตามวิธีการเตรียมและคุณสมบัติดังนี้ Inactivated หรือ Killed whole cells vaccine เตรียมจาก bacteria หรือไวรัสที่ถูกทำลายด้วยความร้อน สารกัมมันตภาพรังสี สารเคมี เช่น ฟอร์มาลิน แต่ยังมีคุณสมบัติของแอนติเจนอยู่ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคไอกรน ตับอักเสบบี ได้สมองอักเสบ และพิษสุนัขบ้า
  • 4.
    วัคซีน (Vaccine)Live attenuated vaccine เตรียมจากจุลชีพที่ยังมีชีวิตแต่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้โดยปรับสภาวะการเพาะเลี้ยงเซลล์ในหลอดทดลองหรือคัดเลือกสายพันธุ์ผ่าเหล่า เช่น วัคซีนป้องกันโรควัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ข้อดีคือ เป็นจุลชีพที่ยังมีชีวิตและไม่ออกฤทธิ์ ทำให้เพิ่มจำนวนในร่างกายได้คล้ายคลึงกับธรรมชาติทำให้ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานไม่ต้องกระตุ้นด้วยวัคซีนบ่อยนัก และให้วัคซีนน้อยกว่าชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามวัคซีนชนิดนี้อาจกลับให้เป็นโรคได้
  • 5.
    วัคซีน (Vaccine)Toxoid vaccine เตรียมจากพิษของ bacteria ที่บริสุทธิ์และหมดฤทธิ์โดยการใช้สารเคมีแต่ยังมีความเป็น antigen อยู่ เช่นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก Sub unit หรือ cell free vaccine เตรียมจากส่วนประกอบจากตัวเชื้อ หรือพิษของเชื้อ
  • 6.
    วัคซีน (Vaccine)Recombinant vaccine ผลิตโดย gene cloning technology ตัดต่อยีนที่กำหนดและสร้างแอนติเจนให้เข้ากับพาหะ Synthetic peptide vaccine วัคซีนที่สังเคราะห์จากเปปไทด์ที่เป็นส่วนประกอบของแอนติเจนของเชื้อ มีขนาดเล็ก กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี Anti-idiotype vaccine
  • 7.
    การสร้างภูมิคุ้มกันโรค (Immunization)หมายถึง การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันหรือความต้านทานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือทำให้ความรุนแรงน้อยลงซึ่งทำได้ 2 แบบ คือ Active Immunization Passive Immunization
  • 8.
    Active Immunization การให้วัคซีนที่เตรียมมาจากเชื้อที่ทำให้เกิดโรคทั้งหมดหรือบางส่วนอาจเป็นเชื้อที่ตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลง ซึ่งทำหน้าที่เป็น antigen เข้าไปกระตุ้นร่างกายให้สร้าง antibody ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะ active ส่วนใหญ่อยู่ได้นานเป็นปีๆ หรืออาจอยู่ได้ตลอดไป
  • 9.
    Active Immunization การสร้างภูมิคุ้มกันเป็นหน้าที่ของเม็ดเลือดขาว 2 ชนิดคือ B-lymphocytes และ T-lymphocytes โดย B จะสร้าง antibody ซึ่งอยู่ในกระแสเลือด มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคครั้งต่อไป ส่วน T จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวที่จะมีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อที่ทำให้เกิดโรคโดยตรง จึงทำให้ผู้ป่วยหายจากโรค
  • 10.
    Active Immunization ลักษณะสำคัญของการตอบสนองของ lymphocytes ในการสร้างภูมิคุ้มกันคือ มีความจำเพาะ (specificity) หมายความว่าภูมิคุ้มกันทีเกิดขึ้นจะป้องกันหรือต้านทานได้เฉพาะเชื้อในส่วนของวัคซีนที่ทำหน้าที่เป็น antigen มากระตุ้น B และ T lymphocyte ให้สร้าง antibody และการต่อต้านของเม็ดเลือดขาวนั้น
  • 11.
    Active Immunization ลักษณะสำคัญของการตอบสนองของ lymphocytes ในการสร้างภูมิคุ้มกันคือ มีความทรงจำ (memory) หากเคยพบกับเชื้อในวัคซีนชนิดใดครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อถูกกระตุ้นครั้งที่ 2 จะมีการตอบสนองได้เร็วกว่าครั้งแรก ถึงแม้ว่าห่างจากการกระตุ้นครั้งแรกเป็นเดือนๆ
  • 12.
    Active Immunization การให้วัคซีนส่วนใหญ่ต้องให้หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นและอยู่ได้นานพอที่จะป้องกันได้ในระยะยาวมีความทรงจำ (memory) หากเคยพบกับเชื้อในวัคซีนชนิดใดครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อถูกกระตุ้นครั้งที่ 2 จะมีการตอบสนองได้เร็วกว่าครั้งแรก ถึงแม้ว่าห่างจากการกระตุ้นครั้งแรกเป็นเดือนๆ
  • 13.
    Active Immunization การตอบสนองของ B-lymphocytes ต่อวัคซีนครั้งแรกหรือ Primary response จะใช้เวลาในการสร้าง antibody ประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้น ระดับ antibody จะค่อยๆสูงขึ้นและขึ้นถึงระยะสูงสุดเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์หลังการให้วัคซีน และคงอยู่ในระดับสูงในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งต่ำจนไม่สามารถตรวจพบในเวลา 2 สัปดาห์ต่อมา
  • 14.
    Active Immunization Secondary response คือการตอบสนองของ B-lymphocytes ต่อจากวัคซีนเดิมเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 4 5 เนื่องจาก B lymphocytes เคยพบเชื้อมาก่อนจะตอบสนองไวกว่าครั้งแรก ระดับ antibody จะสูงขึ้นภายใน 2-3 วัน ระดับจะสูงกว่าครั้งแรก และจะคงระดับได้นานกว่า
  • 15.
    Active Immunization ความสำคัญของการตอบสนองครั้งที่ 2 ที่ดีจะเป็นแบบ booster response ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างการให้ช่วงที่ 1 และ 2 จะต้องห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ antibody ช่วงที่ 1 ต่ำลงจนไม่สามารถตรวจพบ และไม่รบกวนการสร้าง antibody เพราะ ถ้าหาก antibody ช่วงแรกยังสูงอยู่ antibody ที่เหลือ นั้น จะไปจับกับ antigen ที่ให้เข้าไป ทำให้ไม่เกิดการกระตุ้นระหว่าง B lymphocytes กับ antigen ของวัคซีนที่ให้ไป
  • 16.
    Passive Immunization หมายถึงการให้ antibody ซึ่งมีผลป้องกันทันทีที่เข้าไปในร่างกาย ซึ่งจะทำในกรณีที่ต้องการความเร่งด่วนของการรักษา antibody นี้จะอยู่ในร่างกายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ที่ใช้กันบ่อยคือ gamma globulin ในการป้องกันผู้สัมผัสโรคเช่น หัด ตับอักเสบ เอ บี และโรคพิษสุนัขบ้าเป็นต้น
  • 17.
    สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค วัคซีน อายุของกลุ่มเป้าหมายBCG แรกเกิด HB แรกเกิด 2 เดือน 6 เดือน DTP 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 18 เดือน 4-6 ปี OPV 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 18 เดือน 4-6 ปี dT 12-16 ปี หลังจากนั้นกระตุ้นทุก 10 ปี หญิงมีครรภ์ถ้ายังไม่เคยฉีดวัคซีนในเด็กให้ฉีดตามกำหนด 0 1 6 เดือนและกระตุ้นทุก 10 ปี MMR 9-12 เดือน ( ในกรณีไม่มี MMR ให้วัคซีนหัดแทน ) 6-7 ปี JE 18 เดือน ( 2 เข็มห่างกัน 4 สัปดาห์ ) และ 2 ปีครึ่ง ( หนึ่งปีหลังเข็มที่ 2 )
  • 18.
    สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค BCG = วัคซีนป้องกันวัณโรค DTP = วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน OPV = วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทาน HBV = วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี Measles vaccine = ป้องกันโรคหัด MMR = วัคซีนป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน JE = ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจอี dT = ป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก
  • 19.
    บาดทะยัก การให้วัคซีนบาดทะยักในหญิงมีครรภ์ หากไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนให้ฉีดเข็มแรกเมื่อมาฝากครรภ์ครั้งแรกและนัดฉีดครั้งต่อไปจนครบอย่างน้อย 3 เข็ม โดยมีระยะห่าง 0 1 6 เดือน จากนั้นกระตุ้นทุก 10 ปี หากเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 เข็ม ให้ฉีดอีก 2 เข็ม โดยมีระยะห่าง 0 6 เดือน หากได้มาแล้ว 2 เข็ม ให้ ฉีดเพิ่มอีก 1 เข็ม โดมีระยะห่างระหว่างเข็มที่ 2 และ 3 อย่างน้อย 6 เดือนจากนั้นให้กระตุ้น ทุก 10 ปี หากเคยได้รับวัคซีนมาก่อน 3 เข็ม และเข็มสุดท้ายนานกว่า 10 ปี ให้ฉีดซ้ำอีก 1 ครั้งและกระตุ้นทุก 10 ปี
  • 20.
    บาดทะยัก การฉีดแผลบาดทะยักในกรณีที่บาดแผล * ได้แก่แผลฉีกขาดและปนเปื้อนเศษดิน ทราย หรือสิ่งสกปรก โดเฉพาะแผลลึกปากแผลเล็ก ** Tetanus Immunoglobulin (TIG) ฉีดเข้าไป 250 unit จำนวน dose ที่เคยรับมาก่อน แผลสะอาด แผลที่อาจปนเปื้อนเชื้อบาดทะยัก * dT TIG** dT TIG** น้อยกว่า 3 ครั้ง / - / / มากกว่า 3 ครั้ง ต้องฉีดกระตุ้นถ้าเข็มสุดท้ายได้เกิน 10 ปี ฉีดกระตุ้นหากเข็มสุดท้ายเกิน 5 ปี
  • 21.
    พิษสุนัขบ้า การพิจารณาความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจากลักษณะการสัมผัสกับสัตว์ ระดับความเสี่ยงของการสัมผัสโรคลักษณะการสัมผัส ระดับที่ 1 การสัมผัสที่ไม่ติดโรค ถูกต้องตัวสัตว์ ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก ถูกเลีย สัมผัสน้ำลายหรือเลือดสัตว์ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก ระดับที่ 2 การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรค ถูกงับเป็นรอยช้ำที่ผิวหนัง ไม่มีเลือดออกหรือเลือดออกซิบๆ ถูกข่วนที่ผิวหนังเป็นรอยถลอก (abrasion) มีเลือดออกซิบๆ ถูกเลีย โดยน้ำลายถูกผิวหนังที่มีแผลหรือรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน ระดับที่ 3 การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรคสูง ถูกกัดโดยฟันสัตว์แทงทะลุผ่านผิวหนังแผลเดียวหรือหลายแผลและมีเลือดออก ถูกข่วน จนผิวหนังขาดและมีเลือดออก ถูกเลีย หรือน้ำลายสิ่งคัดหลั่ง ถูกเยื่อบุของตาปาก จมูก หรือแผลลึก แผลที่มีเลือดออก มีแผลที่ผิวหนัง และสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายสัตว์ กินอาหารปรุงสุกดิบจากสัตว์ที่เป็นโรค
  • 22.
  • 23.
    ไม่เคยฉีดวัคซีน หรือฉีดน้อยกว่า 3 ครั้ง พิจารณาความเสี่ยง ระดับ 3 ระดับ 2 ไม้ต้องให้ RIG ให้ ERIG 40IU/kg ฉีดรอบแผลให้มากที่สุด ที่เหลือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ฉีดวัคซีน 1 มล . หรือ 0.5 มล . ( แล้วแต่ชนิดของวัคซีน๗ เข้ากล้ามเนื้อต้นแขน วันที่ 0,3,7,14 และ 30
  • 24.
    เคยฉีดวัคซีนล่วงหน้าครบชุดหรือเคยฉีดหลังสัมผัสโรค อย่างน้อย 3 ครั้ง ไม่ต้องให้ RIG พิจารณาว่าได้รับวัคซีนมาก่อนเกิน 6 เดือน ภายใน 6 เดือน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง เกิน 6 เดือน เข้ากล้ามเนื้อ 2 ครั้ง วันที่ 0 และ 3
  • 25.
    หลักการทั่วไปในการให้วัคซีน สามารถให้วัคซีนหลายชนิดในวันเดียวกันได้ แต่ต้องทำต่างตำแหน่งเช่นฉีดแขนคนละข้าง หากฉีดข้างเดียวกัน ห่างอย่างน้อย 1 นิ้ว ห้ามนำวัคซีนต่างชนิดกันมาผสมรวมกัน วัคซีนที่ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์สามารถให้พร้อมกันได้หลายชนิดในวันเดียวกัน หากไม่ได้ให้พร้อมกันในวันเดียวกันควรห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน สำหรับวัคซีนที่ต้องให้หลายครั้ง ให้วัคซีนห่างกว่ากำหนดไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันเกิดน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้ามหากฉีดเร็วกว่ากำหนดทำให้ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นน้อยลง ผู้ที่เจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับวัคซีนได้ แต่ผู้ที่มีไข้สูงควรเลื่อนไปก่อน
  • 26.
    หลักการทั่วไปในการให้วัคซีน ควรให้วัคซีนตามขนาดที่แนะนำไว้เท่านั้น ให้วัคซีนตามอายุที่แนะนำไว้ ผู้ที่ได้รับ Immuglobulin plasma หรือเลือดมาแล้วไม่เกิน 3 เดือน ไม่ควรรับวัคซีนไวรัสเชื้ออ่อนฤทธิ์ เพราะว่า antibody ชนิดใหม่ จะต้านเชื้อในวัคซีนไม่สร้างภูมิคุ้มกัน การแพ้วัคซีน อาจเป็นปฏิกิริยาเฉพาะที่ เช่นการบวม หรือ เป็นปฏิกิริยาทั่วร่างกาย เช่นลมพิษขึ้น หายใจลำบาก วัคซีนไอกรนที่รวมกับ คอตีบ บาดทะยัก แบบ DTwp จะมีผลข้างเคียงมากกว่า DTap แต่ออกฤทธิ์เหมือนกัน