กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยยินดีต้อนรับเข้าสู่ค่ายวิชาการ๓๑  มกราคม ๒๕๕๓ณ โรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม
ระดับของภาษาไทย      ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ต้องเปลี่ยนระดับภาษาให้เหมาะกับกาลเทศะและบุคคล เมื่อใช้ภาษาต่างเวลา ต่างสถานที่ และต่างฐานะบุคคลกัน ต้องเลือกสรรใช้ถ้อยคำต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ต้องการให้มีความหมายเดียวกัน ในการพูดหรือการเขียนทั่ว ๆ ไป สามารถแบ่งคำในภาษาไทยออกเป็น ๓ ระดับ ดังนี้     ๑.ภาษาแบบแผน      ๒.ภาษากึ่งแบบแผน      ๓.ภาษาปาก
ภาษาแบบแผน คือ ภาษาที่ยอมรับกันว่าเป็นภาษาที่ถูกต้องดีงาม และประณีต เป็นภาษาที่ใช้ในระดับพิธีการและระดับทางการ เป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนตำรา ในการติดต่อราชการ เป็นต้น ภาษากึ่งแบบแผน คือ ภาษาที่ใช้ในการสนทนาที่ต้องรักษามารยาท หรือสนทนาระหว่างผู้มีฐานะต่างกัน รวมทั้งภาษาเขียนที่ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะเป็นใครบ้าง เป็นภาษาที่ใช้ในระดับกึ่งทางการ หรือไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้พูดหรือเขียนในที่ชุมนุมชน เช่น การอภิปราย การพูดทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ การเขียนข่าวหรือบทความทั่วไป เป็นต้น    ภาษาปาก คือ ภาษาที่เป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน เป็นภาษาระดับกันเอง เช่น ภาษาที่ใช้พูดจาติดต่อกันในชีวิตประจำวัน ภาษาที่ใช้ในธุรกิจส่วนตัว ภาษาที่ใช้กับเพื่อนสนิท เป็นต้น
    การเลือกใช้คำทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนให้เหมาะสมกับระดับภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะแสดงว่าผู้ใช้ภาษาเป็นผู้มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาอย่างเหมาะสม   
ระดับของภาษาโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๕ ระดับ ดังนี้๑. ระดับพิธีการ คือภาษาที่ใช้ในพระราชพิธีหรือกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างเป็นพิธีการ ตัวอย่างเช่นภาษาที่ใช้ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร การกล่าวเปิดประชุม การกล่าวรายงานการจัดงานทางรัฐพิธี การกล่าวคำถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นต้นตัวอย่างภาษาระดับมาตรฐานราชการ    ขอพระบรมเดชานุภาพมหึมาแห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช     จงคุ้มครองประเทศชาติและประชาชาวไทยให้ผ่านพ้นสรรพอุปัทว์พิบัติ    ทั้งปวง อริราชศัตรูภาบนอกอย่าล่วงเข้าทำอันตรายได้ ศัตรูหมู่พาลภาย    ในให้วอดวายพ่ายแพ้ภัยตัว บันดาลความสุขความมั่นคงให้บังเกิดทั่ว    ภูมิมณฑล บันดาลความร่มเย็นแก่อเนกนิกรชนครบคามเขตขอบขัณฑสีมา"
๒. ระดับทางการ คือภาษาที่ใช้ในการบรรยาย การอภิปราย หรือการเขียนข้อความที่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ เช่น การอภิปรายในรัฐสภาการบรรยายพิเศษของวิทยากร ในการประชุมสัมมนา เป็นต้นตัวอย่างภาษาระดับมาตรฐานราชการในบทความวิชาการ"บทละครไทยเป็นอีกรูปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรมไทย บทละครของไทยเป็นวรรณกรรมที่ประพันธ์ขึ้นทั้งเพื่ออ่านและเพื่อแสดง รูปแบบที่นิยมกันมาแต่เดิมคือบทละครรำ ต่อมามีการปรับปรุงละครรำให้ทันสมัยขึ้นตามความนิยมแบบตะวันตก จึงมีรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง เป็นต้น ๓. ภาษาระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่เราใช้กันมากในชีวิตประจำวัน เช่นภาษาที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อย การบรรยายเนื้อหาวิชาในชั้นเรียน     ภาษาที่ปรากฏในข่าวและบทความในหนังสือพิมพ์ เป็นต้นตัวอย่างภาษาระดับกึ่งทางการในบทความแสดงความคิดเห็น"ฉะนั้นในช่วงเรียนอยู่ในระดับมัธยม ผู้ที่มีความขยันมุ่งมั่นจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้จะไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบกายทั้งสิ้น ยกเว้นสิ่งที่เขาคิดว่าจะสามารถทำให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ชีวิตนักเรียนมัธยมจึงมีแต่ติวติวและติว
   ๔. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้ในการสนทนาในกลุ่มเล็ก ๆที่มีประมาณ ๓-๔ คน ในโอกาสทั่วไปที่ไม่เป็นทางการ เช่นการสนทนาของผู้   ร่วมประชุมระหว่างการพักรับประทานอาหารว่าง การสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมงานในขณะพักรับประทานอาหารกลางวัน เรื่องที่สนทนาก็เป็นเรื่องทั่วไปไม่จำกัดเฉพาะวิชาการ๕. ภาษาระดับกันเอง เป็นการใช้ภาษาพูดคุยระหว่างคนคุ้นเคยและคนสนิท มักใช้ในวงจำกัดที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น การสนทนาภายในครอบครัว การสนทนากับเพื่อสนิท เป็นตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากในนวนิยาย"มึงจะไปไหน ไอ้มั่น...กูสั่งให้ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ กูอยากนั่งดูมัน       มองมันตายช้าๆเลือดไหลออกจนหมดตัว และหยุดหายใจในที่สุด ถึงจะสมกับ       ความแค้นของกู"
ตัวอย่างการเปรียบเทียบระดับภาษา      
การใช้ภาษาไม่ว่าระดับใดก็ตาม ต้องให้คนในกลุ่มสังคมนั้นสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ และควรคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะเป็นสำคัญ เพื่อให้กระบวนการสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะมิเช่นนั้นภาษาอาจทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการสื่อสารได้ เนื่องจากว่ามีความแตกต่างกันในการใช้ภาษา ซึ่งอาจเกิดจาก อายุและประสบการณ์อาชีพ การศึกษา ฐานะทางสังคม เพศ            จะเห็นได้ว่าในกระบวนการสื่อสารนั้น ต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือ ทั้ง วัจนภาษาและอวัจนภาษา เพื่อให้การสื่อสารประสบความสำเร็จ และการสื่อสารจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบของการสื่อสารที่เหมาะสม เพราะทุกองค์ประกอบต่างก็เอื้อต่อกระบวนการสื่อสารด้วยกันทั้งสิ้น
...สวัสดี...

ระดับของภาษา

  • 1.
  • 2.
    ระดับของภาษาไทย      ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ต้องเปลี่ยนระดับภาษาให้เหมาะกับกาลเทศะและบุคคลเมื่อใช้ภาษาต่างเวลา ต่างสถานที่ และต่างฐานะบุคคลกัน ต้องเลือกสรรใช้ถ้อยคำต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ต้องการให้มีความหมายเดียวกัน ในการพูดหรือการเขียนทั่ว ๆ ไป สามารถแบ่งคำในภาษาไทยออกเป็น ๓ ระดับ ดังนี้     ๑.ภาษาแบบแผน      ๒.ภาษากึ่งแบบแผน      ๓.ภาษาปาก
  • 3.
    ภาษาแบบแผน คือ ภาษาที่ยอมรับกันว่าเป็นภาษาที่ถูกต้องดีงามและประณีต เป็นภาษาที่ใช้ในระดับพิธีการและระดับทางการ เป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนตำรา ในการติดต่อราชการ เป็นต้น ภาษากึ่งแบบแผน คือ ภาษาที่ใช้ในการสนทนาที่ต้องรักษามารยาท หรือสนทนาระหว่างผู้มีฐานะต่างกัน รวมทั้งภาษาเขียนที่ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะเป็นใครบ้าง เป็นภาษาที่ใช้ในระดับกึ่งทางการ หรือไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้พูดหรือเขียนในที่ชุมนุมชน เช่น การอภิปราย การพูดทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ การเขียนข่าวหรือบทความทั่วไป เป็นต้น    ภาษาปาก คือ ภาษาที่เป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน เป็นภาษาระดับกันเอง เช่น ภาษาที่ใช้พูดจาติดต่อกันในชีวิตประจำวัน ภาษาที่ใช้ในธุรกิจส่วนตัว ภาษาที่ใช้กับเพื่อนสนิท เป็นต้น
  • 4.
  • 5.
    ระดับของภาษาโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๕ ระดับดังนี้๑. ระดับพิธีการ คือภาษาที่ใช้ในพระราชพิธีหรือกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างเป็นพิธีการ ตัวอย่างเช่นภาษาที่ใช้ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร การกล่าวเปิดประชุม การกล่าวรายงานการจัดงานทางรัฐพิธี การกล่าวคำถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นต้นตัวอย่างภาษาระดับมาตรฐานราชการ ขอพระบรมเดชานุภาพมหึมาแห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช จงคุ้มครองประเทศชาติและประชาชาวไทยให้ผ่านพ้นสรรพอุปัทว์พิบัติ ทั้งปวง อริราชศัตรูภาบนอกอย่าล่วงเข้าทำอันตรายได้ ศัตรูหมู่พาลภาย ในให้วอดวายพ่ายแพ้ภัยตัว บันดาลความสุขความมั่นคงให้บังเกิดทั่ว ภูมิมณฑล บันดาลความร่มเย็นแก่อเนกนิกรชนครบคามเขตขอบขัณฑสีมา"
  • 6.
    ๒. ระดับทางการ คือภาษาที่ใช้ในการบรรยายการอภิปราย หรือการเขียนข้อความที่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ เช่น การอภิปรายในรัฐสภาการบรรยายพิเศษของวิทยากร ในการประชุมสัมมนา เป็นต้นตัวอย่างภาษาระดับมาตรฐานราชการในบทความวิชาการ"บทละครไทยเป็นอีกรูปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรมไทย บทละครของไทยเป็นวรรณกรรมที่ประพันธ์ขึ้นทั้งเพื่ออ่านและเพื่อแสดง รูปแบบที่นิยมกันมาแต่เดิมคือบทละครรำ ต่อมามีการปรับปรุงละครรำให้ทันสมัยขึ้นตามความนิยมแบบตะวันตก จึงมีรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง เป็นต้น ๓. ภาษาระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่เราใช้กันมากในชีวิตประจำวัน เช่นภาษาที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อย การบรรยายเนื้อหาวิชาในชั้นเรียน ภาษาที่ปรากฏในข่าวและบทความในหนังสือพิมพ์ เป็นต้นตัวอย่างภาษาระดับกึ่งทางการในบทความแสดงความคิดเห็น"ฉะนั้นในช่วงเรียนอยู่ในระดับมัธยม ผู้ที่มีความขยันมุ่งมั่นจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้จะไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบกายทั้งสิ้น ยกเว้นสิ่งที่เขาคิดว่าจะสามารถทำให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ชีวิตนักเรียนมัธยมจึงมีแต่ติวติวและติว
  • 7.
    ๔. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้ในการสนทนาในกลุ่มเล็ก ๆที่มีประมาณ ๓-๔ คน ในโอกาสทั่วไปที่ไม่เป็นทางการ เช่นการสนทนาของผู้ ร่วมประชุมระหว่างการพักรับประทานอาหารว่าง การสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมงานในขณะพักรับประทานอาหารกลางวัน เรื่องที่สนทนาก็เป็นเรื่องทั่วไปไม่จำกัดเฉพาะวิชาการ๕. ภาษาระดับกันเอง เป็นการใช้ภาษาพูดคุยระหว่างคนคุ้นเคยและคนสนิท มักใช้ในวงจำกัดที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น การสนทนาภายในครอบครัว การสนทนากับเพื่อสนิท เป็นตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากในนวนิยาย"มึงจะไปไหน ไอ้มั่น...กูสั่งให้ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ กูอยากนั่งดูมัน มองมันตายช้าๆเลือดไหลออกจนหมดตัว และหยุดหายใจในที่สุด ถึงจะสมกับ ความแค้นของกู"
  • 8.
  • 9.
    การใช้ภาษาไม่ว่าระดับใดก็ตาม ต้องให้คนในกลุ่มสังคมนั้นสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ และควรคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะเป็นสำคัญเพื่อให้กระบวนการสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะมิเช่นนั้นภาษาอาจทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการสื่อสารได้ เนื่องจากว่ามีความแตกต่างกันในการใช้ภาษา ซึ่งอาจเกิดจาก อายุและประสบการณ์อาชีพ การศึกษา ฐานะทางสังคม เพศ จะเห็นได้ว่าในกระบวนการสื่อสารนั้น ต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือ ทั้ง วัจนภาษาและอวัจนภาษา เพื่อให้การสื่อสารประสบความสำเร็จ และการสื่อสารจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบของการสื่อสารที่เหมาะสม เพราะทุกองค์ประกอบต่างก็เอื้อต่อกระบวนการสื่อสารด้วยกันทั้งสิ้น
  • 10.