วิชา ภาษาไทยเพื่อการ 
สื่อสารและการสืบค้น 
มหาวิทยาลัยราชภัฏ 
ศรีสะเกษ
ผู้สอน อาจารย์ธรงวิทย์ 
ทองเสี่ยน 
สาขาวิชาภาษาไทย 
คณะครุศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 
๐๘-๐-๑๕๗-๔๔๔๙ 
• 
•
บทที่ ๓ 
การสื่อสารด้วยการฟังถือเป็นสิ่ง 
สำาคัญอีกสิ่งหนึ่ง 
ของมนุษย์ เพราะการฟัง หมายถึง 
การสื่อสารด้วย 
วิธีการของเสียง ทั้งเสียงธรรมชาติ 
เสียงดัดแปลง 
รหัส ฯลฯ
แนวคิด 
๑. การฟังเป็นทักษะสำาคัญในการ 
รับรู้ข่าวสาร 
๒. การฟังเป็นทักษะในการรู้และ 
เลือกสรรข่าวสารที่มี 
คุณค่าสร้างสรรค์ 
๓. การฟังแตกต่างจากการได้ยิน 
เพราะการฟังเป็น 
กระบวนการรับสารด้วยกระบวนการ 
คิดวิเคราะห์
กระบวนการในการฟัง 
๑. การได้ยิน 
๒. การรับรู้ 
๓. การเข้าใจ 
๔. การพิจารณา 
๕. การนำาไปใช้
วัตถุประสงค์ในการฟัง 
๑. ฟังเพื่อความสนุกสนาน 
เพลิดเพลิน เช่น ฟังบทกวี 
บทเพลง ดนตรี นิทาน เรื่องสั้น บท 
ละคร นวนิยาย 
บทตลก (การฟังประเภทนี้เป็นอาหาร 
ทางใจ เป็น 
ความรู้สึกที่มนุษย์ต้องการเป็นขั้นพื้น 
ฐานในชีวิต) 
๒. ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ เพอื่ 
เข้าใจในทัศนคติซาบซึ้ง 
ในความรู้สึกของผู้พูด เช่น การฟังคำา 
บรรยาย ฟัง 
บทความทางวิชาการ ฟังสารคดี ฟัง
๓. ฟังเพื่อคิด เพื่อประเมินผลและ 
วิจารณ์ความคิด 
ของตนเองและผู้อื่น เช่น บทโฆษณา 
ทางวิทยุ โทรทัศน์ 
ภาพยนตร์ บทวิจารณ์เหตุการณ์ บท 
วิเคราะห์ข่าว (การ 
ฟังประเภทนี้ผู้ฟังต้องมีความรู้ในเรื่อง 
ที่ฟังพอสมควร ทำา 
ใจให้เป็นกลาง ฟังแล้วต้องคิด 
วิเคราะห์ด้วย)
การฟังอย่างมีวิจารณญาณ 
๑. ฟังด้วยความตั้งใจ จดบันทึก 
ติดตามเนื้อเรื่องที่ 
ฟัง ทำาความเข้าใจ จับประเด็นได้ 
และตีความสาร 
ถูกต้อง 
๒. พิจารณาว่าผู้พูดมีวิธีที่น่าสนใจ 
อย่างไร เช่น ใช้ 
ถ้อยคำา โวหารคมคาย สอดคล้องกับ 
เนื้อเรื่องอย่างไร 
๓. วิเคราะห์ วิจารณ์ แยกประเด็น 
ว่าอะไรจริงไม่จริง
มารยาทที่ผู้ฟังไม่ควรปฏิบัติ 
๑. พูดสอดบ่อยๆ 
๒. ด่วนตัดสินใจ 
๓. ช่วยเติมต่อให้จบประโยค 
๔. ไม่สนใจฟัง ตาเหม่อมอง ท่าทาง 
การฟังแย่ 
๕. เปลี่ยนหัวเรื่อง 
๖. จดหมดทุกอย่าง 
๗. ไม่แสดงอะไรตอบโต้ 
๘. ไม่อดทน 
๙. อารมณ์เสียง่าย
มารยาทที่ผู้ฟังควรปฏิบัติ 
๑. ให้เกียรติผู้พูดหรือประธานด้วย 
การลุกถาม 
๒. ให้เกียรติผู้พูดด้วยการปรบมือ 
๓. ควรรักษากิริยามารยาทและ 
ความเรียบร้อย 
๔. สำารวมกิริยาและความรู้สึก ไม่ 
แสดงอาการรุนแรง 
๕. หากมีข้อซักถาม ควรจดหรือจำา 
ไว้ แล้วค่อยถาม 
๖. มีความอดทนต่อความไม่สะดวก 
สบายทางกายและ
การฝึกการฟัง 
๑. ฝึกความสามารถในการ 
ได้ยิน 
๒. ฝึกจิตให้มั่นคง มีสมาธิ 
๓. ฝึกทั้งวัจนสารและอวัจนสาร
สาเหตุที่ทำาให้เกิดข้อบกพร่อง 
ในการฟัง 
๑. เกิดจากตัวผู้ฟัง เช่น ไม่มี 
สมาธิ ไม่สนใจฟัง 
หรือสภาพร่างกายไม่พร้อม ที่ 
สำาคัญมีทัศนคติไม่ดี 
ต่อผู้พูด 
๒. เกิดจากตัวผู้พูด เช่น พูดช้า 
หรือเร็วเกินไป 
หรือเนื้อหายากเกินไป
การฟังเป็นหัวใจประการแรก 
ของการศึกษา 
ถือเป็นการเสริมสร้างความรู้ 
อย่างกว้างขวาง 
นักฟังที่ดีย่อมได้ผลดีจากการ 
ฟัง ที่สำาคัญการ 
ฟังสามารถฝึกฝนและปรับปรุง 
ได้ การฟังที่ดี 
ต้องอาศัยเวลาในการศึกษา 
และการฟังมากจะ 
ช่วยให้เราเป็นพหูสูต
งานเดี่ยว 
1. ให้นักศึกษาฟังเพลงที่ชอบ ๑ 
เพลง พร้อมเขียนคำาอธิบายว่าเหตุใด 
ถึงชอบ 
2. ให้นักศึกษาฟังเพลง “ยังฮัก” 
พร้อมเขียนคำาอธิบาย
บทที่ ๔ 
การพูด
การพูด หมายถึง 
พฤติกรรมในการสื่อความ 
หมายของมนุษย์ เพื่อ 
ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด 
ของผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อ 
ให้เกิดความเข้าใจหรือสื่อ 
ความหมายตรงกัน และ 
เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 
ของการสื่อความหมายที่ผู้
องค์ประกอบของการพูด 
๑. ผู้พูด หมายถึง บุคคลที่ทำาหน้าที่ใน 
การสอื่สาร ต้อง 
แสดงออกซึ่งความสามารถหรือความ 
ต้องการของตนไปสผูู่้ฟัง 
โดยใช้เสียง ภาษา สีหน้า สายตา กิริยา 
ท่าทาง เพื่อ 
ประสิทธิภาพในการสื่อความหมาย 
๒. สารหรือเนื้อเรื่องทพีู่ด หมายถึง 
เนื้อหาสาระในการพูด 
เนื้อเรื่องจะต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน
๓. ผู้ฟัง หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนที่ 
เป็นผู้รับสาร ผู้พูดจะ 
ประสบความสำาเร็จในการพูดต้องรู้ว่าผู้ 
ฟังเป็นใคร มีอายุและ 
การศึกษา และนับถือศาสนาใดด้วย 
๔. เครื่องมือในการสื่อความหมาย 
หมายถึง สงิ่ที่ช่วย 
ถ่ายทอดความคิดของผู้พูดไปสผูู่้ฟัง มีทั้ง 
วัจนภาษา และอวัจน 
ภาษา 
๕. สถานการณ์ในการพูด หมายถึง 
เวลา โอกาส สถานที่
ประเภทของการพูด 
๑. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ 
การพูดอย่างไม่ 
เป็นทางการ คือ การพูดในชีวิต 
ประจำาวันที่พูดจา 
ติดต่อกันในหมู่ญาติมิตร หรือ 
บุคคลทั่วไปที่พูดใน 
โอกาสที่ไม่เป็นพิธีการ มีผู้ฟังไม่ 
มากนัก ซึ่งการพูด 
อย่างไม่เป็นทางการ เช่น การ
๒. การพูดอย่างเป็นทางการ 
การพูดอย่างเป็นทางการ คือ 
การพูดที่มีแบบ 
แผนเป็นพิธีการ ต้องอาศัยความรู้ 
ความสามารถ 
ศิลปะในการพูด และบุคลิกภาพที่ 
ดีในการพูด เช่น 
การพูดในฐานะผู้ประกาศ การ 
พูดในฐานะพิธีกร 
การเล่าเรื่อง การกล่าวต้อนรับ
การเตรียมการพูด 
๑. การกำาหนดหัวข้อเรื่อง 
๒. การเตรียมเนื้อเรื่อง 
๓. การเตรียมตัวผู้พูด
มารยาทในการพูด 
๑. ก่อนที่จะพูดคิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า 
คำาพูดนี้จะก่อให้เกิด 
ผลอย่างไร 
๒. ใช้อารมณ์ในการพูด ในขณะที่โกรธ 
หรือไม่พอใจผใู้ด ควรงด 
ไว้ก่อนเพราะในขณะที่โกรธอาจเห็นผิดเป็น 
ชอบ 
๓. ไม่ควรกล่าววาจาเสียดแทงใจตน แม้ 
จะเป็นการหยอกล้อก็ 
ตาม จะทำาให้ผฟูั้งไม่สบายใจ 
๔. แม้ว่าความเห็นจะไม่ตรงกัน ก็ไม่ควร 
พูดก้าวร้าวหรือขัดคอ
๕. มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใช้ 
ถ้อยคำาสุภาเรียบร้อย และให้เหมาะ 
สมกับผู้ฟัง เช่น พูดกับผู้ใหญ่หรือ 
เจ้านาย ก็ใช้ถ้อยคำาให้ถูกต้อง 
๖. ไม่พูดอวดตน อวดภูมิ หรือข่ม 
ผู้ใดผู้หนึ่ง 
๗. ไม่ผูกขาดการพูดแต่เพียงคน 
เดียว ไม่ว่าการสนทนา การพูดใน 
กลุ่มเปิดโอกาสให้ผู้อื่นพูดบ้าง 
๘. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ 
อื่น ไม่หลงตนจนเกินไป
๑๐. ไม่พูดในเรื่องส่วนตัว นอกจาก 
จะมีผู้ถามถึง 
๑๑. ถ้าอยากพูดในขณะที่ผู้อื่นพูด 
ยังไม่จบ รอให้เขา 
จบเสียก่อน หรือถ้าเห็นว่าจะรอไม่ได้ 
ก็กล่าวคำาขอโทษ 
ก่อนจะพูด 
๑๒. ถ้านำาคำาของผู้อื่นมากล่าว ก็ 
ต้องบอกนามท่านผู้ 
นั้นเพื่อเป็นการแสดงคารวะ
สรุป การพูดเป็นการสื่อสารโดยใช้ 
ถ้อยคำา นำ้าเสียง เพอื่ให้ผฟูั้งเข้าใจ การ 
พูดจึงประกอบด้วยผู้พูด เรื่องที่จะพูด ผู้ 
ฟัง การพูด พูดเพอื่การถ่ายทอดความรู้ 
ความคิด ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความ 
เพลิดเพลินและโน้มน้าวใจ การพูดเป็น 
ศาสตร์และศิลป์ ผู้พูดต้องเตรียมพูดเป็น 
อย่างดีตามหลักการและวิธีการที่กล่าว 
มาแล้ว มีบุคลิกภาพที่ดีงาม ใช้ภาษาให้ 
ถูกต้อง วิเคราะห์ผู้ฟัง รู้กาลเทศะและ 
ฐานะของผู้ฟังว่าเป็นกลุ่มใดประกอบ 
อาชีพอะไร จุดมุ่งหมายของการพูดเพอื่ 
อะไร เมื่อตระหนักในสงิ่เหล่านี้แล้ว
งานกลุ่ม 
ให้นักศึกษาทุกสาขาทำารายงาน 
เรื่องการอ่านมาให้ละเอียด (อนุญาต 
ให้พิมพ์ส่งได้)
บทที่ ๕ 
การอ่าน
ประเภทของการอ่าน 
๑. การอ่านออกเสียง เป็นการอ่านให้ผู้ 
อื่นได้ยิน และรับรู้ใน 
ข้อความ 
๑.๑ อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน 
๑.๒ อ่านให้ถูกวรรค 
๑.๓ อ่านให้เหมือนเสียงพูดปกติ 
ทั่วไป 
๑.๔ ไม่อ่านตก หรือเติมพยัญชนะว่า 
เป็นอย่างนี้อย่างนั้น 
๑.๕ สำาเนียงต้องไม่แปร่งหรือเพยี้น
๑.๖ อ่านเน้นเสียงให้เหมือน 
เหตุการณ์จริงมากที่สุด 
รู้จักจังหวะ และการทอดเสียงเพื่อผ่อน 
ลมหายใจ 
๑.๗ กวาดสายตาไปก่อน 
ข้อความที่อ่านแต่ละตอน 
เพื่อให้อ่านได้ราบรื่นและไม่สะดุด 
ตะกุกตะกัก 
๑.๘ ต้องใช้ไหวพริบจับใจความ 
คิดตาม คล้อยตาม 
ให้รู้เรื่องราวได้ตลอด
๒. การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพื่อ 
จับใจความเรื่องราว 
อย่างรวดเร็ว 
๒.๑ การมีสมาธิในการอ่าน 
๒.๒ มีความรู้เรื่องนั้นอยแู่ล้ว จะช่วย 
ให้เข้าใจเนื้อเรื่อง 
นั้นได้ดี 
๒.๓ ทำาความเข้าใจเนื้อเรื่อง สำานวน 
ภาษา วิเคราะห์ 
ด้วยเหตุผล 
๒.๔ เลือกหนังสือที่ตรงกับความ 
เข้าใจ
พนื้ฐานการอ่านที่ดี 
๑. ภูมิหลังและประสบการณ์ เป็นพนื้ 
ฐานสำาคัญสำาหรับ 
การอ่าน เพื่อทำาให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้ 
อย่างแจ่มแจ้งและ 
ซาบซึ้งยิ่งขึ้น 
๒. ความรู้ทางภาษา ผู้อ่านที่มีความรู้ 
เรื่องราวได้อย่าง 
ลึกซึ้งนั้น เกิดจากพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ 
การใช้ภาษา ทำาให้
๓. ความรักการอ่าน ผู้ทรีั่กการอ่าน 
เป็นนิสัย สามารถ 
แสวงหาหนังสือที่ดีอ่านได้เสมอ ช่วย 
เสริมสร้างให้ผู้อ่านมีความ 
เจริญงอกงาม และมีความก้าวหน้าใน 
ด้านการอ่าน
ระดับความเข้าใจในการอ่าน 
๑. อ่านออก เป็นการแปลสัญลักษณ์ 
ออกมาเป็นคำาพูดโดย 
ผสมเสียงเพื่อใช้ในการออกเสียงให้ตรง 
กับคำาพูด 
๒. อ่านได้ เป็นการใช้ความสามารถ 
ในการผสมผสาน 
ตัวอักษร ทำาให้เข้าใจความหมายในการ 
สื่อความโดยการอ่าน
๓.อ่านเป็น เป็นการสอื่ความหมาย 
ที่ถ่ายโยง 
ความคิด ความรู้จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน 
และผู้อ่านย่อมเข้าใจ 
ถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน 
๔.อ่านเป็นและนำาข้อคิดสาร 
ประโยชน์จากการอ่าน 
ไปพัฒนาแนวความคิด โดยผู้อ่านต้อง 
ใช้ความสามารถใน 
การแปลความ ถอดความให้เกิดความ
การอ่านจับใจความ 
๑.๑ ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน 
๑.๒ สำารวจหนังสือที่เลือก เพอื่ 
ทำาความรู้จักกับหนังสือ 
เช่น ชื่อหนังสือและผู้เขียน คำานำา และ 
สารบัญ 
๑.๓ ตั้งคำาถามกว้างๆ หลังจากที่อ่าน 
เรื่องจบลง
๒. การอ่านจับใจความสำาคัญ 
เป็นการอ่านต่อเนื่องจากการอ่าน 
จับใจความรวม คือ 
เป็นการอ่านที่ละเอียดมาก 
๓. ประโยชน์ของใจความสำาคัญ 
ทำาให้เกิดผลดีต่อการอ่านอย่าง 
แท้จริง ตลอดจนเข้าใจ 
เจตนาของการ ส่งสารได้ดี อันเป็นพื้น 
ฐานสำาคัญของการอ่าน
การอ่านเชิงวิเคราะห์ 
การอ่านเชิงวิเคราะห์ ผู้อ่านต้องรู้จัก 
องค์ประกอบ 
ของงานเขียนแต่ละชนิดแลต้องอ่านด้วย 
ความเอาใจใส่ 
เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นและ 
ทัศนะของผู้เขียน
การอ่านเพื่อวิเคราะห์ภาพพจน์ 
ภาพพจน์ คือ การใช้คำาที่มีศิลปะ 
ของผู้ประพันธ์ที่ 
ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกและความ 
คิดส่งไปยังผู้อ่าน 
หรือผู้ฟัง ทำาให้เกิดภาพในใจและ 
ซาบซึ้ง
การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ 
การอ่านแปลความ เป็นการอ่านที่ผู้ 
อ่านมุ่งทำาความเข้าใจ 
กับคำา หรือกับ เนื้อหาสาระของสาร มี ๒ 
ประเภท คือ 
๑. การรับรู้ความหมายของคำา คือ การ 
ที่เราทราบว่าคำาคำา 
นั้นมีความหมายว่าย่างไร 
๒. ภูมิหลังหรือประสบการณ์ คือ ภูมิ 
หลังหรือ
การอ่านตีความ 
การอ่านตีความ คือ การอ่านที่ต้อง 
พยายามเข้าใจถ้อยคำา 
หรือสัญลักษณ์ที่ปรากฏในข้อความ โดย 
พิจารณาข้อความที่ 
อ่านว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไร 
ขั้นตอนในการอ่านตีความ 
– ทำาความเข้าใจ ศัพท์ สำานวน ใน 
ข้อความเสียก่อน 
– จับใจความสำาคัญและถ่ายทอดออก
- จับเจตนาของผู้เขียนได้ 
- ตีความเนื้อหาได้ 
- จับนำ้าเสียงหรือท่าทีของผู้เขียน 
ได้ 
- อธิบาย ขยายความได้
การฝึกปฏิบัติการอ่านตีความ 
๑. การตีความเนื้อหา คือ การอ่านเพื่อ 
ค้นหาสาระสำาคัญ 
ของเนื้อความเป็นหลัก 
๒. การตีความด้วยนำ้าเสียง คือ การ 
ค้นหาถ้อยคำาอันเป็น 
ความรู้สึกนึกคิดของคนเขียนที่แฝงมากับ 
เนื้อหาสาระของงาน 
เขียนนั้นๆ
การสรุปความ 
การสรุปความ คือ การอ่านที่มงุ่จับสาระ 
สำาคัญของข้อความ 
หรือเรื่องราวที่อ่าน การอ่านในงานเขียน 
แต่ละประเภทมีเทคนิค 
การอ่าน 
๑. การอ่านสารคดีและบทความ ควร 
ปฏิบัติดังนี้ 
๑.๑ อ่านข้อความรอบที่หนึ่งอย่าง 
ผ่านๆ เพื่อจับใจความ 
ให้ได้ว่าอ่านเรื่องอะไร 
๑.๒ อ่านข้อความรอบที่สอง พยายาม
๑.๓ คิดหาคำาพูด หรือข้อความมา 
เขียนสรุปสาระของแต่ 
ละย่อหน้า 
๑.๔ นำาใจความสำาคัญของแต่ละ 
ย่อหน้ามารวมเป็น 
สาระสำาคัญของเรื่อง 
๒. การอ่านงานเขียนประเภทข่าว ควร 
จับสาระสำาคัญของ 
ข่าวว่า ใคร ทำาอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ 
และผลเป็นอย่างไร 
๓. การอ่านตำานาน นิทาน เรื่องสนั้ 
นวนิยาย เทคนิคการ
วิธีสรุปความตามลำาดับขั้น 
๑. ขั้นอ่าน อ่านข้อความอย่างน้อย ๒ 
รอบ เพอื่ให้ได้แนวคิด 
ที่สำาคัญ 
๒. ขั้นคิด คิดเป็นคำาถาม ว่าอะไรเป็น 
จุดสำาคัญของเรื่อง มี 
ความสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง 
๓. ขั้นเขียน เขียนจากข้อความสั้นๆที่ 
จดไว้ แล้วขัดเกลาร่าง 
ข้อความที่สรุปให้เป็นภาษาที่ดี
งานเดี่ยว 
ให้นักศึกษาวิเคราะห์ถ้อยคำาต่อไปนี้ พร้อม 
อธิบายอย่างละเอียด 
เธอจงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดของ 
เธอจะกลายเป็น 
ความประพฤติของเธอ 
เธอจงระวังความประพฤติของเธอ เพราะความ 
ประพฤติของเธอจะ 
กลายเป็นความเคยชินของเธอ 
เธอจงระวังความเคยชินของเธอ เพราะความ 
เคยชินของเธอจะ 
กลายเป็นอุปนิสัยของเธอ 
เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ เพราะอุปนิสัยของเธอ 
จะกำาหนดชะตา
บทที่ ๖ 
การเขียนเพื่อการ 
สื่อสาร
ความหมายของการเขียน 
การเขียน หมายถึง ข้อความ 
ที่ผู้เขียนได้แสดงความรู้สึกนึกคิด 
ออกมาเป็นตัวหนังสือหรือ 
สัญลักษณ์ เพื่อสื่อความหมายให้ 
ผู้อ่านเข้าใจหรือสื่อสารได้ตาม 
ความมุ่งหมายของผู้เขียน
จุดประสงค์ของการเขียน 
๑. เพอื่อธิบาย เป็นการเขียนให้ผู้ 
อ่านทราบว่าอะไรเป็นอะไร เช่น การ 
อธิบาย คำาที่มักเขียนผิด อธิบายความ 
หมายของประชาธิปไตย อธิบายวิธีการ 
เพาะเห็ดฟาง อธิบายหลักเกณฑ์ หรือ 
ทฤษฎีต่างๆ 
๒. เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้อนื่ทราบ เช่น 
การเขียนเล่าเรื่องประวัติ เหตุการณ์ 
ประสบการณ์ต่างๆ เป็นต้น 
๓. เขียนเพอื่โฆษณาจูงใจ เช่น 
โฆษณาสินค้า โฆษณาหาเสียง โฆษณา
๔. เขียนเพื่อปลุกใจ การเขียน 
ประเภทนี้ อาจจะเป็นในรูปของเพลง 
บทความ เรียงความ สารคดีและบทละคร 
เช่น บทความและบทละครพูดใน 
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหูั่ว 
เป็นต้น 
๕. เพอื่สร้างจินตนาการ เช่น บท 
ร้อยกรอง เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร 
เป็นต้น 
๖. เพอื่ล้อเลียนและเสียดสี (Satire) 
งานเขียนประเภทนี้จะมีลักษณะการ 
ตำาหนิอย่างนุ่มนวล และมีการแทรก
๗. เพอื่แสดงความคิดเห็น และ 
แนะนำา เช่น การทำาบรรณนิทัศน์ 
บทความเสนอแนวคิดและทรรศนะต่างๆ 
งานเขียนที่แสดงข้อขัดแย้ง หรือแนะนำา 
แนวคิดใหม่ๆ 
๘. เพื่อวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์ข่าว 
วิเคราะห์บทความ วิเคราะห์เหตุการณ์ 
ต่างๆ 
๙. เพื่อวิจารณ์ เช่น วิจารณ์ 
วรรณคดีและวรรณกรรม วิจารณ์คอลัมน์ 
ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์รายวันและใน 
วารสาร วิจารณ์ภาพยนตร์ วิจารณ์บท
ประเภทของการเขียน 
การเขียนแบ่งออกเป็นประเภท 
ใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท คือการเขียนที่เป็น 
แบบแผน และการเขียนที่ไม่เป็น 
แบบแผน 
๑. การเขียนที่เป็นแบบแผน ที่กล่าว 
ถึง คือ 
๑.๑ การเขียนเรียงความ 
๑.๒ การเขียนบทความ 
๑.๓ การเขียนรายงานทาง 
วิชาการ 
๑.๔ การบันทึกเสนอผู้บังคับ 
บัญชา
๒. การเขียนที่ไม่เป็นแบบแผน 
๒.๑ การเขียนแนะนำาหนังสือ 
๒.๒ การเขียนวิจารณ์ 
วรรณกรรม 
๒.๓ การเขียนบทสนทนา 
๒.๔ การเขียนเรื่องสนั้ 
๒.๕ การเขียนบทละคร 
๒.๖ การเขียนสารคดี 
๒.๗ การเขียนร้อยกรองร่วม 
สมัย 
๒.๘ การเขียนกลอนเปล่า
ลักษณะของผู้เขียนที่ดี 
๑. มีเจตคติที่ดีต่องานเขียนทุกชนิด 
๒. มีความมั่นใจในความรู้ความ 
สามารถของตัวเอง 
๓. เป็นผู้มีประสบการณ์ในชีวิตสูง 
๔. มีอารมณ์มั่นคง และละเมียดละไม 
๕. มีความสามารถในการใช้ภาษา 
ได้ดี 
๖. เป็นผู้มองโลกในแง่ดี และมี 
คุณธรรม 
๗. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 
๘. มีความพร้อมและความต้องการที่
ลักษณะของงานเขียนที่ดี 
๑. ใช้ภาษาดี หมายถึง การใช้ 
ภาษาประณีต สละสลวย 
๒. มีความงาม หมายถึง งาน 
เขียนนั้นมีจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง ที่ 
เร้าความรู้สึกของผู้อ่านให้ติดตาม 
๓. มีความเที่ยงธรรม หมายถึง 
งานเขียนที่ปราศจากอคติใดๆ โดย 
มุ่งคุณธรรมและความถูกต้องเป็นที่ 
ตั้ง 
๔. นำาจุดมุ่งหมาย หมายถึง งาน
การแบ่งเวลาใในนกกาารเเขขีียนเเรรีียงคววาาม 
๑๑.. กกาารววาางโโคครงเเรรื่อื่อง ปรระะมมาาณ 
๑๑๕๕ นนาาททีี 
๒๒.. รร่่าาง ปรระะมมาาณ ๕๕๐๐ นนาาททีี 
๓๓.. ออ่า่านตรวจททาานแแกก้ไ้ไขขตตัวัวรร่่าาง 
ปรระะมมาาณ ๕๕ นนาาททีี 
๔๔.. ลอกตตัวัวรร่่าาง ปรระะมมาาณ ๔๔๕๕ 
ทีนาที๕ 
๕.. ออ่า่านตรวจททาานครรั้งั้งสสุุดทท้า้าย 
แแลละะขขีีดเเสส้น้นตต่า่างๆๆ ปรระะมมาาณ ๕๕ นนาาททีี
งานเดี่ยว 
ให้นักศึกษาเขียนจดหมายเล่าถึง 
ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชาภาษาไทยเพื่อ 
การสอื่สาร ตลอด ๘ สัปดาห์ที่ได้ร่วม 
เดินทางกันมา 
- ไม่ต้องเขียนเพื่อเอาใจผู้สอน 
- สามารถแนะนำา ท้วงติง หรือต่อว่า 
ได้ 
- สิ่งที่นักศึกษาเขียน ไม่เกี่ยวกับ 
คะแนนหรือเกรด 
- ให้นักศึกษาลงชื่อบ้านของ 
นักศึกษาในหน้าซองด้วย
อาจารย์ธรงวิทย์ ทอง 
เสี่ยน 
๑๕๘๘/๑๖ ถนนศรีสุมั 
งค์ ๑๒ 
ตำาบลเมืองใต้ อำาเภอ 
เมือง 
จังหวัดศรีสะเกษ 
๓๓๐๐๐

บทท 3-6 กศบป

  • 1.
    วิชา ภาษาไทยเพื่อการ สื่อสารและการสืบค้น มหาวิทยาลัยราชภัฏ ศรีสะเกษ
  • 2.
    ผู้สอน อาจารย์ธรงวิทย์ ทองเสี่ยน สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ๐๘-๐-๑๕๗-๔๔๔๙ • •
  • 3.
    บทที่ ๓ การสื่อสารด้วยการฟังถือเป็นสิ่ง สำาคัญอีกสิ่งหนึ่ง ของมนุษย์ เพราะการฟัง หมายถึง การสื่อสารด้วย วิธีการของเสียง ทั้งเสียงธรรมชาติ เสียงดัดแปลง รหัส ฯลฯ
  • 4.
    แนวคิด ๑. การฟังเป็นทักษะสำาคัญในการ รับรู้ข่าวสาร ๒. การฟังเป็นทักษะในการรู้และ เลือกสรรข่าวสารที่มี คุณค่าสร้างสรรค์ ๓. การฟังแตกต่างจากการได้ยิน เพราะการฟังเป็น กระบวนการรับสารด้วยกระบวนการ คิดวิเคราะห์
  • 5.
    กระบวนการในการฟัง ๑. การได้ยิน ๒. การรับรู้ ๓. การเข้าใจ ๔. การพิจารณา ๕. การนำาไปใช้
  • 6.
    วัตถุประสงค์ในการฟัง ๑. ฟังเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เช่น ฟังบทกวี บทเพลง ดนตรี นิทาน เรื่องสั้น บท ละคร นวนิยาย บทตลก (การฟังประเภทนี้เป็นอาหาร ทางใจ เป็น ความรู้สึกที่มนุษย์ต้องการเป็นขั้นพื้น ฐานในชีวิต) ๒. ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ เพอื่ เข้าใจในทัศนคติซาบซึ้ง ในความรู้สึกของผู้พูด เช่น การฟังคำา บรรยาย ฟัง บทความทางวิชาการ ฟังสารคดี ฟัง
  • 7.
    ๓. ฟังเพื่อคิด เพื่อประเมินผลและ วิจารณ์ความคิด ของตนเองและผู้อื่น เช่น บทโฆษณา ทางวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ บทวิจารณ์เหตุการณ์ บท วิเคราะห์ข่าว (การ ฟังประเภทนี้ผู้ฟังต้องมีความรู้ในเรื่อง ที่ฟังพอสมควร ทำา ใจให้เป็นกลาง ฟังแล้วต้องคิด วิเคราะห์ด้วย)
  • 8.
    การฟังอย่างมีวิจารณญาณ ๑. ฟังด้วยความตั้งใจจดบันทึก ติดตามเนื้อเรื่องที่ ฟัง ทำาความเข้าใจ จับประเด็นได้ และตีความสาร ถูกต้อง ๒. พิจารณาว่าผู้พูดมีวิธีที่น่าสนใจ อย่างไร เช่น ใช้ ถ้อยคำา โวหารคมคาย สอดคล้องกับ เนื้อเรื่องอย่างไร ๓. วิเคราะห์ วิจารณ์ แยกประเด็น ว่าอะไรจริงไม่จริง
  • 9.
    มารยาทที่ผู้ฟังไม่ควรปฏิบัติ ๑. พูดสอดบ่อยๆ ๒. ด่วนตัดสินใจ ๓. ช่วยเติมต่อให้จบประโยค ๔. ไม่สนใจฟัง ตาเหม่อมอง ท่าทาง การฟังแย่ ๕. เปลี่ยนหัวเรื่อง ๖. จดหมดทุกอย่าง ๗. ไม่แสดงอะไรตอบโต้ ๘. ไม่อดทน ๙. อารมณ์เสียง่าย
  • 10.
    มารยาทที่ผู้ฟังควรปฏิบัติ ๑. ให้เกียรติผู้พูดหรือประธานด้วย การลุกถาม ๒. ให้เกียรติผู้พูดด้วยการปรบมือ ๓. ควรรักษากิริยามารยาทและ ความเรียบร้อย ๔. สำารวมกิริยาและความรู้สึก ไม่ แสดงอาการรุนแรง ๕. หากมีข้อซักถาม ควรจดหรือจำา ไว้ แล้วค่อยถาม ๖. มีความอดทนต่อความไม่สะดวก สบายทางกายและ
  • 11.
    การฝึกการฟัง ๑. ฝึกความสามารถในการ ได้ยิน ๒. ฝึกจิตให้มั่นคง มีสมาธิ ๓. ฝึกทั้งวัจนสารและอวัจนสาร
  • 12.
    สาเหตุที่ทำาให้เกิดข้อบกพร่อง ในการฟัง ๑.เกิดจากตัวผู้ฟัง เช่น ไม่มี สมาธิ ไม่สนใจฟัง หรือสภาพร่างกายไม่พร้อม ที่ สำาคัญมีทัศนคติไม่ดี ต่อผู้พูด ๒. เกิดจากตัวผู้พูด เช่น พูดช้า หรือเร็วเกินไป หรือเนื้อหายากเกินไป
  • 13.
    การฟังเป็นหัวใจประการแรก ของการศึกษา ถือเป็นการเสริมสร้างความรู้ อย่างกว้างขวาง นักฟังที่ดีย่อมได้ผลดีจากการ ฟัง ที่สำาคัญการ ฟังสามารถฝึกฝนและปรับปรุง ได้ การฟังที่ดี ต้องอาศัยเวลาในการศึกษา และการฟังมากจะ ช่วยให้เราเป็นพหูสูต
  • 14.
    งานเดี่ยว 1. ให้นักศึกษาฟังเพลงที่ชอบ๑ เพลง พร้อมเขียนคำาอธิบายว่าเหตุใด ถึงชอบ 2. ให้นักศึกษาฟังเพลง “ยังฮัก” พร้อมเขียนคำาอธิบาย
  • 16.
  • 17.
    การพูด หมายถึง พฤติกรรมในการสื่อความ หมายของมนุษย์ เพื่อ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ของผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อ ให้เกิดความเข้าใจหรือสื่อ ความหมายตรงกัน และ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของการสื่อความหมายที่ผู้
  • 18.
    องค์ประกอบของการพูด ๑. ผู้พูดหมายถึง บุคคลที่ทำาหน้าที่ใน การสอื่สาร ต้อง แสดงออกซึ่งความสามารถหรือความ ต้องการของตนไปสผูู่้ฟัง โดยใช้เสียง ภาษา สีหน้า สายตา กิริยา ท่าทาง เพื่อ ประสิทธิภาพในการสื่อความหมาย ๒. สารหรือเนื้อเรื่องทพีู่ด หมายถึง เนื้อหาสาระในการพูด เนื้อเรื่องจะต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน
  • 19.
    ๓. ผู้ฟัง หมายถึงบุคคลหรือกลุ่มคนที่ เป็นผู้รับสาร ผู้พูดจะ ประสบความสำาเร็จในการพูดต้องรู้ว่าผู้ ฟังเป็นใคร มีอายุและ การศึกษา และนับถือศาสนาใดด้วย ๔. เครื่องมือในการสื่อความหมาย หมายถึง สงิ่ที่ช่วย ถ่ายทอดความคิดของผู้พูดไปสผูู่้ฟัง มีทั้ง วัจนภาษา และอวัจน ภาษา ๕. สถานการณ์ในการพูด หมายถึง เวลา โอกาส สถานที่
  • 20.
    ประเภทของการพูด ๑. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ การพูดอย่างไม่ เป็นทางการ คือ การพูดในชีวิต ประจำาวันที่พูดจา ติดต่อกันในหมู่ญาติมิตร หรือ บุคคลทั่วไปที่พูดใน โอกาสที่ไม่เป็นพิธีการ มีผู้ฟังไม่ มากนัก ซึ่งการพูด อย่างไม่เป็นทางการ เช่น การ
  • 21.
    ๒. การพูดอย่างเป็นทางการ การพูดอย่างเป็นทางการคือ การพูดที่มีแบบ แผนเป็นพิธีการ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ศิลปะในการพูด และบุคลิกภาพที่ ดีในการพูด เช่น การพูดในฐานะผู้ประกาศ การ พูดในฐานะพิธีกร การเล่าเรื่อง การกล่าวต้อนรับ
  • 22.
    การเตรียมการพูด ๑. การกำาหนดหัวข้อเรื่อง ๒. การเตรียมเนื้อเรื่อง ๓. การเตรียมตัวผู้พูด
  • 23.
    มารยาทในการพูด ๑. ก่อนที่จะพูดคิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า คำาพูดนี้จะก่อให้เกิด ผลอย่างไร ๒. ใช้อารมณ์ในการพูด ในขณะที่โกรธ หรือไม่พอใจผใู้ด ควรงด ไว้ก่อนเพราะในขณะที่โกรธอาจเห็นผิดเป็น ชอบ ๓. ไม่ควรกล่าววาจาเสียดแทงใจตน แม้ จะเป็นการหยอกล้อก็ ตาม จะทำาให้ผฟูั้งไม่สบายใจ ๔. แม้ว่าความเห็นจะไม่ตรงกัน ก็ไม่ควร พูดก้าวร้าวหรือขัดคอ
  • 24.
    ๕. มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใช้ ถ้อยคำาสุภาเรียบร้อย และให้เหมาะ สมกับผู้ฟัง เช่น พูดกับผู้ใหญ่หรือ เจ้านาย ก็ใช้ถ้อยคำาให้ถูกต้อง ๖. ไม่พูดอวดตน อวดภูมิ หรือข่ม ผู้ใดผู้หนึ่ง ๗. ไม่ผูกขาดการพูดแต่เพียงคน เดียว ไม่ว่าการสนทนา การพูดใน กลุ่มเปิดโอกาสให้ผู้อื่นพูดบ้าง ๘. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ อื่น ไม่หลงตนจนเกินไป
  • 25.
    ๑๐. ไม่พูดในเรื่องส่วนตัว นอกจาก จะมีผู้ถามถึง ๑๑. ถ้าอยากพูดในขณะที่ผู้อื่นพูด ยังไม่จบ รอให้เขา จบเสียก่อน หรือถ้าเห็นว่าจะรอไม่ได้ ก็กล่าวคำาขอโทษ ก่อนจะพูด ๑๒. ถ้านำาคำาของผู้อื่นมากล่าว ก็ ต้องบอกนามท่านผู้ นั้นเพื่อเป็นการแสดงคารวะ
  • 26.
    สรุป การพูดเป็นการสื่อสารโดยใช้ ถ้อยคำานำ้าเสียง เพอื่ให้ผฟูั้งเข้าใจ การ พูดจึงประกอบด้วยผู้พูด เรื่องที่จะพูด ผู้ ฟัง การพูด พูดเพอื่การถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความ เพลิดเพลินและโน้มน้าวใจ การพูดเป็น ศาสตร์และศิลป์ ผู้พูดต้องเตรียมพูดเป็น อย่างดีตามหลักการและวิธีการที่กล่าว มาแล้ว มีบุคลิกภาพที่ดีงาม ใช้ภาษาให้ ถูกต้อง วิเคราะห์ผู้ฟัง รู้กาลเทศะและ ฐานะของผู้ฟังว่าเป็นกลุ่มใดประกอบ อาชีพอะไร จุดมุ่งหมายของการพูดเพอื่ อะไร เมื่อตระหนักในสงิ่เหล่านี้แล้ว
  • 27.
  • 29.
  • 30.
    ประเภทของการอ่าน ๑. การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านให้ผู้ อื่นได้ยิน และรับรู้ใน ข้อความ ๑.๑ อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน ๑.๒ อ่านให้ถูกวรรค ๑.๓ อ่านให้เหมือนเสียงพูดปกติ ทั่วไป ๑.๔ ไม่อ่านตก หรือเติมพยัญชนะว่า เป็นอย่างนี้อย่างนั้น ๑.๕ สำาเนียงต้องไม่แปร่งหรือเพยี้น
  • 31.
    ๑.๖ อ่านเน้นเสียงให้เหมือน เหตุการณ์จริงมากที่สุด รู้จักจังหวะ และการทอดเสียงเพื่อผ่อน ลมหายใจ ๑.๗ กวาดสายตาไปก่อน ข้อความที่อ่านแต่ละตอน เพื่อให้อ่านได้ราบรื่นและไม่สะดุด ตะกุกตะกัก ๑.๘ ต้องใช้ไหวพริบจับใจความ คิดตาม คล้อยตาม ให้รู้เรื่องราวได้ตลอด
  • 32.
    ๒. การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพื่อ จับใจความเรื่องราว อย่างรวดเร็ว ๒.๑ การมีสมาธิในการอ่าน ๒.๒ มีความรู้เรื่องนั้นอยแู่ล้ว จะช่วย ให้เข้าใจเนื้อเรื่อง นั้นได้ดี ๒.๓ ทำาความเข้าใจเนื้อเรื่อง สำานวน ภาษา วิเคราะห์ ด้วยเหตุผล ๒.๔ เลือกหนังสือที่ตรงกับความ เข้าใจ
  • 33.
    พนื้ฐานการอ่านที่ดี ๑. ภูมิหลังและประสบการณ์เป็นพนื้ ฐานสำาคัญสำาหรับ การอ่าน เพื่อทำาให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้ อย่างแจ่มแจ้งและ ซาบซึ้งยิ่งขึ้น ๒. ความรู้ทางภาษา ผู้อ่านที่มีความรู้ เรื่องราวได้อย่าง ลึกซึ้งนั้น เกิดจากพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ การใช้ภาษา ทำาให้
  • 34.
    ๓. ความรักการอ่าน ผู้ทรีั่กการอ่าน เป็นนิสัย สามารถ แสวงหาหนังสือที่ดีอ่านได้เสมอ ช่วย เสริมสร้างให้ผู้อ่านมีความ เจริญงอกงาม และมีความก้าวหน้าใน ด้านการอ่าน
  • 35.
    ระดับความเข้าใจในการอ่าน ๑. อ่านออกเป็นการแปลสัญลักษณ์ ออกมาเป็นคำาพูดโดย ผสมเสียงเพื่อใช้ในการออกเสียงให้ตรง กับคำาพูด ๒. อ่านได้ เป็นการใช้ความสามารถ ในการผสมผสาน ตัวอักษร ทำาให้เข้าใจความหมายในการ สื่อความโดยการอ่าน
  • 36.
    ๓.อ่านเป็น เป็นการสอื่ความหมาย ที่ถ่ายโยง ความคิด ความรู้จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน และผู้อ่านย่อมเข้าใจ ถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน ๔.อ่านเป็นและนำาข้อคิดสาร ประโยชน์จากการอ่าน ไปพัฒนาแนวความคิด โดยผู้อ่านต้อง ใช้ความสามารถใน การแปลความ ถอดความให้เกิดความ
  • 37.
    การอ่านจับใจความ ๑.๑ ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน ๑.๒ สำารวจหนังสือที่เลือก เพอื่ ทำาความรู้จักกับหนังสือ เช่น ชื่อหนังสือและผู้เขียน คำานำา และ สารบัญ ๑.๓ ตั้งคำาถามกว้างๆ หลังจากที่อ่าน เรื่องจบลง
  • 38.
    ๒. การอ่านจับใจความสำาคัญ เป็นการอ่านต่อเนื่องจากการอ่าน จับใจความรวม คือ เป็นการอ่านที่ละเอียดมาก ๓. ประโยชน์ของใจความสำาคัญ ทำาให้เกิดผลดีต่อการอ่านอย่าง แท้จริง ตลอดจนเข้าใจ เจตนาของการ ส่งสารได้ดี อันเป็นพื้น ฐานสำาคัญของการอ่าน
  • 39.
    การอ่านเชิงวิเคราะห์ การอ่านเชิงวิเคราะห์ ผู้อ่านต้องรู้จัก องค์ประกอบ ของงานเขียนแต่ละชนิดแลต้องอ่านด้วย ความเอาใจใส่ เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นและ ทัศนะของผู้เขียน
  • 40.
    การอ่านเพื่อวิเคราะห์ภาพพจน์ ภาพพจน์ คือการใช้คำาที่มีศิลปะ ของผู้ประพันธ์ที่ ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกและความ คิดส่งไปยังผู้อ่าน หรือผู้ฟัง ทำาให้เกิดภาพในใจและ ซาบซึ้ง
  • 41.
    การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ การอ่านแปลความ เป็นการอ่านที่ผู้ อ่านมุ่งทำาความเข้าใจ กับคำา หรือกับ เนื้อหาสาระของสาร มี ๒ ประเภท คือ ๑. การรับรู้ความหมายของคำา คือ การ ที่เราทราบว่าคำาคำา นั้นมีความหมายว่าย่างไร ๒. ภูมิหลังหรือประสบการณ์ คือ ภูมิ หลังหรือ
  • 42.
    การอ่านตีความ การอ่านตีความ คือการอ่านที่ต้อง พยายามเข้าใจถ้อยคำา หรือสัญลักษณ์ที่ปรากฏในข้อความ โดย พิจารณาข้อความที่ อ่านว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไร ขั้นตอนในการอ่านตีความ – ทำาความเข้าใจ ศัพท์ สำานวน ใน ข้อความเสียก่อน – จับใจความสำาคัญและถ่ายทอดออก
  • 43.
    - จับเจตนาของผู้เขียนได้ -ตีความเนื้อหาได้ - จับนำ้าเสียงหรือท่าทีของผู้เขียน ได้ - อธิบาย ขยายความได้
  • 44.
    การฝึกปฏิบัติการอ่านตีความ ๑. การตีความเนื้อหาคือ การอ่านเพื่อ ค้นหาสาระสำาคัญ ของเนื้อความเป็นหลัก ๒. การตีความด้วยนำ้าเสียง คือ การ ค้นหาถ้อยคำาอันเป็น ความรู้สึกนึกคิดของคนเขียนที่แฝงมากับ เนื้อหาสาระของงาน เขียนนั้นๆ
  • 45.
    การสรุปความ การสรุปความ คือการอ่านที่มงุ่จับสาระ สำาคัญของข้อความ หรือเรื่องราวที่อ่าน การอ่านในงานเขียน แต่ละประเภทมีเทคนิค การอ่าน ๑. การอ่านสารคดีและบทความ ควร ปฏิบัติดังนี้ ๑.๑ อ่านข้อความรอบที่หนึ่งอย่าง ผ่านๆ เพื่อจับใจความ ให้ได้ว่าอ่านเรื่องอะไร ๑.๒ อ่านข้อความรอบที่สอง พยายาม
  • 46.
    ๑.๓ คิดหาคำาพูด หรือข้อความมา เขียนสรุปสาระของแต่ ละย่อหน้า ๑.๔ นำาใจความสำาคัญของแต่ละ ย่อหน้ามารวมเป็น สาระสำาคัญของเรื่อง ๒. การอ่านงานเขียนประเภทข่าว ควร จับสาระสำาคัญของ ข่าวว่า ใคร ทำาอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และผลเป็นอย่างไร ๓. การอ่านตำานาน นิทาน เรื่องสนั้ นวนิยาย เทคนิคการ
  • 47.
    วิธีสรุปความตามลำาดับขั้น ๑. ขั้นอ่านอ่านข้อความอย่างน้อย ๒ รอบ เพอื่ให้ได้แนวคิด ที่สำาคัญ ๒. ขั้นคิด คิดเป็นคำาถาม ว่าอะไรเป็น จุดสำาคัญของเรื่อง มี ความสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง ๓. ขั้นเขียน เขียนจากข้อความสั้นๆที่ จดไว้ แล้วขัดเกลาร่าง ข้อความที่สรุปให้เป็นภาษาที่ดี
  • 48.
    งานเดี่ยว ให้นักศึกษาวิเคราะห์ถ้อยคำาต่อไปนี้ พร้อม อธิบายอย่างละเอียด เธอจงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดของ เธอจะกลายเป็น ความประพฤติของเธอ เธอจงระวังความประพฤติของเธอ เพราะความ ประพฤติของเธอจะ กลายเป็นความเคยชินของเธอ เธอจงระวังความเคยชินของเธอ เพราะความ เคยชินของเธอจะ กลายเป็นอุปนิสัยของเธอ เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ เพราะอุปนิสัยของเธอ จะกำาหนดชะตา
  • 50.
  • 51.
    ความหมายของการเขียน การเขียน หมายถึงข้อความ ที่ผู้เขียนได้แสดงความรู้สึกนึกคิด ออกมาเป็นตัวหนังสือหรือ สัญลักษณ์ เพื่อสื่อความหมายให้ ผู้อ่านเข้าใจหรือสื่อสารได้ตาม ความมุ่งหมายของผู้เขียน
  • 52.
    จุดประสงค์ของการเขียน ๑. เพอื่อธิบายเป็นการเขียนให้ผู้ อ่านทราบว่าอะไรเป็นอะไร เช่น การ อธิบาย คำาที่มักเขียนผิด อธิบายความ หมายของประชาธิปไตย อธิบายวิธีการ เพาะเห็ดฟาง อธิบายหลักเกณฑ์ หรือ ทฤษฎีต่างๆ ๒. เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้อนื่ทราบ เช่น การเขียนเล่าเรื่องประวัติ เหตุการณ์ ประสบการณ์ต่างๆ เป็นต้น ๓. เขียนเพอื่โฆษณาจูงใจ เช่น โฆษณาสินค้า โฆษณาหาเสียง โฆษณา
  • 53.
    ๔. เขียนเพื่อปลุกใจ การเขียน ประเภทนี้ อาจจะเป็นในรูปของเพลง บทความ เรียงความ สารคดีและบทละคร เช่น บทความและบทละครพูดใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหูั่ว เป็นต้น ๕. เพอื่สร้างจินตนาการ เช่น บท ร้อยกรอง เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร เป็นต้น ๖. เพอื่ล้อเลียนและเสียดสี (Satire) งานเขียนประเภทนี้จะมีลักษณะการ ตำาหนิอย่างนุ่มนวล และมีการแทรก
  • 54.
    ๗. เพอื่แสดงความคิดเห็น และ แนะนำา เช่น การทำาบรรณนิทัศน์ บทความเสนอแนวคิดและทรรศนะต่างๆ งานเขียนที่แสดงข้อขัดแย้ง หรือแนะนำา แนวคิดใหม่ๆ ๘. เพื่อวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์บทความ วิเคราะห์เหตุการณ์ ต่างๆ ๙. เพื่อวิจารณ์ เช่น วิจารณ์ วรรณคดีและวรรณกรรม วิจารณ์คอลัมน์ ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์รายวันและใน วารสาร วิจารณ์ภาพยนตร์ วิจารณ์บท
  • 55.
    ประเภทของการเขียน การเขียนแบ่งออกเป็นประเภท ใหญ่ๆได้ ๒ ประเภท คือการเขียนที่เป็น แบบแผน และการเขียนที่ไม่เป็น แบบแผน ๑. การเขียนที่เป็นแบบแผน ที่กล่าว ถึง คือ ๑.๑ การเขียนเรียงความ ๑.๒ การเขียนบทความ ๑.๓ การเขียนรายงานทาง วิชาการ ๑.๔ การบันทึกเสนอผู้บังคับ บัญชา
  • 56.
    ๒. การเขียนที่ไม่เป็นแบบแผน ๒.๑การเขียนแนะนำาหนังสือ ๒.๒ การเขียนวิจารณ์ วรรณกรรม ๒.๓ การเขียนบทสนทนา ๒.๔ การเขียนเรื่องสนั้ ๒.๕ การเขียนบทละคร ๒.๖ การเขียนสารคดี ๒.๗ การเขียนร้อยกรองร่วม สมัย ๒.๘ การเขียนกลอนเปล่า
  • 57.
    ลักษณะของผู้เขียนที่ดี ๑. มีเจตคติที่ดีต่องานเขียนทุกชนิด ๒. มีความมั่นใจในความรู้ความ สามารถของตัวเอง ๓. เป็นผู้มีประสบการณ์ในชีวิตสูง ๔. มีอารมณ์มั่นคง และละเมียดละไม ๕. มีความสามารถในการใช้ภาษา ได้ดี ๖. เป็นผู้มองโลกในแง่ดี และมี คุณธรรม ๗. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ๘. มีความพร้อมและความต้องการที่
  • 58.
    ลักษณะของงานเขียนที่ดี ๑. ใช้ภาษาดีหมายถึง การใช้ ภาษาประณีต สละสลวย ๒. มีความงาม หมายถึง งาน เขียนนั้นมีจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง ที่ เร้าความรู้สึกของผู้อ่านให้ติดตาม ๓. มีความเที่ยงธรรม หมายถึง งานเขียนที่ปราศจากอคติใดๆ โดย มุ่งคุณธรรมและความถูกต้องเป็นที่ ตั้ง ๔. นำาจุดมุ่งหมาย หมายถึง งาน
  • 59.
    การแบ่งเวลาใในนกกาารเเขขีียนเเรรีียงคววาาม ๑๑.. กกาารววาางโโคครงเเรรื่อื่องปรระะมมาาณ ๑๑๕๕ นนาาททีี ๒๒.. รร่่าาง ปรระะมมาาณ ๕๕๐๐ นนาาททีี ๓๓.. ออ่า่านตรวจททาานแแกก้ไ้ไขขตตัวัวรร่่าาง ปรระะมมาาณ ๕๕ นนาาททีี ๔๔.. ลอกตตัวัวรร่่าาง ปรระะมมาาณ ๔๔๕๕ ทีนาที๕ ๕.. ออ่า่านตรวจททาานครรั้งั้งสสุุดทท้า้าย แแลละะขขีีดเเสส้น้นตต่า่างๆๆ ปรระะมมาาณ ๕๕ นนาาททีี
  • 60.
    งานเดี่ยว ให้นักศึกษาเขียนจดหมายเล่าถึง ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชาภาษาไทยเพื่อ การสอื่สาร ตลอด ๘ สัปดาห์ที่ได้ร่วม เดินทางกันมา - ไม่ต้องเขียนเพื่อเอาใจผู้สอน - สามารถแนะนำา ท้วงติง หรือต่อว่า ได้ - สิ่งที่นักศึกษาเขียน ไม่เกี่ยวกับ คะแนนหรือเกรด - ให้นักศึกษาลงชื่อบ้านของ นักศึกษาในหน้าซองด้วย
  • 61.
    อาจารย์ธรงวิทย์ ทอง เสี่ยน ๑๕๘๘/๑๖ ถนนศรีสุมั งค์ ๑๒ ตำาบลเมืองใต้ อำาเภอ เมือง จังหวัดศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐