Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
5,584 views
ภาษาถิ่นตะโหมด
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 48
2
/ 48
3
/ 48
4
/ 48
Most read
5
/ 48
6
/ 48
7
/ 48
8
/ 48
9
/ 48
10
/ 48
11
/ 48
12
/ 48
13
/ 48
14
/ 48
15
/ 48
16
/ 48
17
/ 48
18
/ 48
19
/ 48
20
/ 48
21
/ 48
22
/ 48
23
/ 48
24
/ 48
25
/ 48
26
/ 48
27
/ 48
28
/ 48
29
/ 48
30
/ 48
31
/ 48
32
/ 48
33
/ 48
34
/ 48
35
/ 48
36
/ 48
37
/ 48
38
/ 48
39
/ 48
40
/ 48
41
/ 48
42
/ 48
43
/ 48
44
/ 48
45
/ 48
46
/ 48
47
/ 48
48
/ 48
More Related Content
PDF
การสร้างคำ
by
รุจาภา วงศ์กาฬสินธุ์
PDF
คำบุพบท
by
Ku'kab Ratthakiat
PPTX
หน่วยที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของภาษา
by
Wilawun Wisanuvekin
PPTX
ทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
by
Similun_maya
PDF
คำกริยา
by
Ku'kab Ratthakiat
PDF
คำสรรพนาม
by
Ku'kab Ratthakiat
PDF
การร้อยเรียงประโยค ครูคุณานนต์
by
คุณานนต์ ทองกรด
PPTX
สมาส สนธิ 2 ครบ
by
Thanit Lawyer
การสร้างคำ
by
รุจาภา วงศ์กาฬสินธุ์
คำบุพบท
by
Ku'kab Ratthakiat
หน่วยที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของภาษา
by
Wilawun Wisanuvekin
ทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
by
Similun_maya
คำกริยา
by
Ku'kab Ratthakiat
คำสรรพนาม
by
Ku'kab Ratthakiat
การร้อยเรียงประโยค ครูคุณานนต์
by
คุณานนต์ ทองกรด
สมาส สนธิ 2 ครบ
by
Thanit Lawyer
What's hot
PDF
ธรรมชาติของภาษา
by
Ponpirun Homsuwan
DOCX
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้วิชาหลักภาษาไทย ม.5 โดยครูโสภิญญา
by
SophinyaDara
PDF
ใบงานเสียงในภาษาไทย
by
ssuser456899
PDF
ใบความรู้ องค์ประกอบของพยางค์และคำ
by
Piyarerk Bunkoson
PDF
ประโยคที่ซับซ้อน
by
พัน พัน
PDF
แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
by
sripayom
DOC
ใบความรู้ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยการสร้างคำ
by
ห้องเรียน ภาษาไทยออนไลน์
PDF
คำวิเศษณ์
by
Ku'kab Ratthakiat
PPT
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพูด 5
by
Yota Bhikkhu
PDF
ม1 กำหนดหน่วยการเรียนรู้
by
kruthirachetthapat
PDF
หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ
by
Jarinya Chaiyabin
PDF
Thai 1-3
by
Nongrak krunnoy
PPT
ระดับภาษา 2
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
PDF
แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
by
sripayom
PDF
แบบทดสอบเสียงในภาษา
by
Piyarerk Bunkoson
PDF
Communication skill
by
Chris Rowland
PDF
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
by
Dr.Krisada [Hua] RMUTT
PDF
การเขียนบันทึก
by
yahapop
PDF
เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนา
by
CC Nakhon Pathom Rajabhat University
PPTX
หน้าที่และบทบาท
by
ปฏิเวธ อินทร์โต
ธรรมชาติของภาษา
by
Ponpirun Homsuwan
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้วิชาหลักภาษาไทย ม.5 โดยครูโสภิญญา
by
SophinyaDara
ใบงานเสียงในภาษาไทย
by
ssuser456899
ใบความรู้ องค์ประกอบของพยางค์และคำ
by
Piyarerk Bunkoson
ประโยคที่ซับซ้อน
by
พัน พัน
แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
by
sripayom
ใบความรู้ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยการสร้างคำ
by
ห้องเรียน ภาษาไทยออนไลน์
คำวิเศษณ์
by
Ku'kab Ratthakiat
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพูด 5
by
Yota Bhikkhu
ม1 กำหนดหน่วยการเรียนรู้
by
kruthirachetthapat
หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ
by
Jarinya Chaiyabin
Thai 1-3
by
Nongrak krunnoy
ระดับภาษา 2
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
by
sripayom
แบบทดสอบเสียงในภาษา
by
Piyarerk Bunkoson
Communication skill
by
Chris Rowland
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
by
Dr.Krisada [Hua] RMUTT
การเขียนบันทึก
by
yahapop
เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนา
by
CC Nakhon Pathom Rajabhat University
หน้าที่และบทบาท
by
ปฏิเวธ อินทร์โต
Similar to ภาษาถิ่นตะโหมด
PDF
1 ธรรมชาติและพลังของภาษาไทย(5-34)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
PDF
ธรรมชาติของภาษา
by
kingkarn somchit
PDF
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาไทย
by
Aj.Mallika Phongphaew
PDF
ธรรมชาติของภาษา
by
wattanaka
PDF
ภาษาถิ่นและภาษาต่างประเทศ
by
KSPNKK
PDF
ธรรมชาติของภาษา
by
wattanaka
PDF
Week 2 of WS4T
by
Watcharapol Wiboolyasarin
PDF
ใบงานคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
by
ssuser456899
PDF
สรุปเนื้อหา ติว
by
Ruangrat Watthanasaowalak
PDF
ลักษณะภาษาไทย
by
kruthai40
PPT
ลักษณะภาษาไทย
by
pinyada
PPTX
Tha203 2
by
SasiwimolKongsuwan
PDF
ใบความรู้เรื่อง ธรรมชาติของภาษา
by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
PPT
ระดับของภาษา
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
DOC
ลักษณะภาษาไทย
by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
PDF
การสร้างคำ
by
รุจาภา วงศ์กาฬสินธุ์
PDF
9789740335610
by
CUPress
PPT
ธรรมชาติของภาษา
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
PPT
ความหมายของภาษา.ส
by
11nueng11
PPTX
สื่อครูมาณี ปี59
by
Manee Prakmanon
1 ธรรมชาติและพลังของภาษาไทย(5-34)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
ธรรมชาติของภาษา
by
kingkarn somchit
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาไทย
by
Aj.Mallika Phongphaew
ธรรมชาติของภาษา
by
wattanaka
ภาษาถิ่นและภาษาต่างประเทศ
by
KSPNKK
ธรรมชาติของภาษา
by
wattanaka
Week 2 of WS4T
by
Watcharapol Wiboolyasarin
ใบงานคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
by
ssuser456899
สรุปเนื้อหา ติว
by
Ruangrat Watthanasaowalak
ลักษณะภาษาไทย
by
kruthai40
ลักษณะภาษาไทย
by
pinyada
Tha203 2
by
SasiwimolKongsuwan
ใบความรู้เรื่อง ธรรมชาติของภาษา
by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
ระดับของภาษา
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
ลักษณะภาษาไทย
by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
การสร้างคำ
by
รุจาภา วงศ์กาฬสินธุ์
9789740335610
by
CUPress
ธรรมชาติของภาษา
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
ความหมายของภาษา.ส
by
11nueng11
สื่อครูมาณี ปี59
by
Manee Prakmanon
ภาษาถิ่นตะโหมด
1.
๑
ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ภาษาไทยถิ่นตะโหมด สุเทพ เรืองคล้ าย โรงเรี ยนประชาบารุง อาเภอตะโหมด จังหวัดพัทลง ุ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย
2.
๒ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
บทที่ ๑ ความหมาย ความสาคัญของภาษาไทยถิ่น ๑. ความหมายของภาษา ภาษา เป็ นคาที่มาจากภาษาสันสกฤต มาจากรากศัพท์เดิมว่า ภาษ เป็ นคากริ ยาแปลว่า พูด, กล่าว,บอก ภาษาบาลีเขียน ภาสา มาจาก ภาส (ความหมายเช่นเดียวกันกันภาษาสันสกฤต) ภาษา ความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้กาหนดไว้ดงนี้ ั “ภาษา น. เสี ยงหรื อกิริยาอาการที่ทาความเข้าใจกันได้, คาพูด, ถ้อยคาที่ใช้พดกัน” ๑ ู นอกจากนี้ยงมีผรู้ท่ีได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับภาษาได้นิยามศัพท์ของภาษาไว้ต่างๆ กันดังนี้ ั ู้ ๑.๑ “คาว่า ภาษา เป็ นคาสันสกฤต (บาลีเป็ นภาสา) มาจากรากเดิมว่า ภาษ แปลว่า กล่าว, พูด, ่ หรื อบอก เมื่อนามาใช้เป็ นคานามมีรูปเป็ นภาษาแปลตามรู ปศัพท์วา คาพูดหรื อถ้อยคา แปลเอาความว่า เครื่ องสื่ อความหมายระหว่างมนุ ษย์ให้สามารถกาหนดรู ้ความประสงค์ของกันและกันได้ โดยมีระเบียบ คาหรื อจังหวะเสี ยงเป็ นเครื่ องกาหนด” ๒ ๑.๒ “คาว่า ภาษา เป็ นคาสันสกฤต แปลตามรู ปศัพท์ หมายถึ งคาพูดหรื อถ้อยคา ภาษาเป็ น เครื่ องมือของมนุ ษย์ที่ใช้ในการสื่ อความหมายให้สามารถสื่ อสารติดต่อทาความเข้าใจกันโดยมีระเบียบ ของคาและเสี ยงเป็ นเครื่ องกาหนด” ๓ ๑.๓ “ภาษาคืออะไร ถ้าว่ากันตามคาชาวบ้าน ภาษาคือถ้อยคาที่ใช้พูดกันหรื อคาพูดนันเองถ้าจะ ่ ว่ากันเป็ นทางวิชาการสักหน่อย ภาษาคือเสี ยงหรื อกิริยาอาการที่ทาความเข้าใจกันได้” ๔ ๑.๔ “ภาษา เป็ นระบบการสื่ อสารที่มนุ ษย์ใช้ติดต่อกัน โดยธรรมชาติแล้วภาษาเป็ นเสี ยงเป็ น การพูด เป็ นสิ่ งที่ทาให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์โลกอื่นๆ ทั้งปวง” ๕ ๑ ราชบัณฑิตยสถาน . พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ . ๒๕๓๐ . หน้า ๖๑๖ - ๖๑๗. ๒ กาชัย ทองหล่อ . หลักภาษาไทย . ๒๕๔๐ . หน้า ๑ . ๓ บรรเทา กิตติศกดิ์ . หลักภาษาไทย . ๒๕๓๙. หน้า ๑ . ั ๔ เปลื้อง ณ นคร . ภาษาวรรณนา . ๒๕๔๐. หน้า ๑๑ . ๕ วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ . “ภาษาและอักษรไทย,” ใน สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน เล่ม ๑๘ . ๒๕๓๙. หน้า ๑๔๘.
3.
๓ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
่ จากนิยามศัพท์ของท่านต่างๆ สรุ ปได้วาภาษามีความหมายสองนัย คือ ก. ภาษาความหมายแคบ หมายถึง เสี ยงพูดหรื อถ้อยคา ข. ภาษาความหมายกว้ าง หมายถึง เสี ยงพูดหรื อถ้อยคาและยังหมายรวมถึง กิริยาอาการที่สื่อ ความเข้าใจกันได้ ภาษาตามความหมายนี้แบ่งออกเป็ น ๒ ประเภท คือ ๑). วัจนภาษา คือ ภาษาที่เป็ นถ้อยคา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ๒). อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่เป็ นถ้อยคา ไม่ใช่คาพูด ไม่ใช่ตวหนังสื อแต่เป็ นอย่างอื่นที่สื่อ ั ความหมายเข้าใจกันได้แก่ ท่าทาง การส่ ายศีรษะ การพยักหน้า การแสดงออกบนใบหน้า การใช้มือ และแขน การแสดงสัญลักษณ์และสัญญาณต่างๆ เช่น สัญญาณเสี ยงนกหวีด สัญญาณมือ สัญญาณไฟ จราจร สัญญาณธง รวมทั้งภาษามือของคนใบ้ก็จดเป็ นอวัจนภาษาเช่นกัน ั ๒. องค์ ประกอบของภาษา ภาษาโดยทัวไปทุกภาษามีองค์ประกอบที่สาคัญ ๔ ประการ คือ ่ ๒.๑ เสี ย ง เสี ยงเป็ นองค์ ป ระกอบที่ ส าคัญ ของภาษา เพราะว่ า ภาษาพู ด เกิ ด จากเสี ยง นักภาษาศาสตร์ ให้ความสาคัญของภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็ นเพียงสัญลักษณ์ ท่ีคิดขึ้น ใช้แ ทนเสี ย งพู ด ในภายหลัง เสี ย งในภาษาพู ด เกิ ดขึ้ น ก่ อ นแล้ว จึ ง มี ภ าษาเขี ย น เสี ย งในภาษาไทย ประกอบด้วยเสี ย งสระ เสี ย งพยัญชนะและเสี ย งวรรณยุ ก ต์ บางภาษาจะไม่ มี เ สี ย งวรรณยุก ต์เช่ น ภาษาอังกฤษ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษามลายู เป็ นต้น ๒.๒ พยางค์ และคา เกิดจากการเปล่งเสี ยงสระ เสี ยงพยัญชนะและเสี ยงวรรณยุกต์ออกมาอย่าง กระชันชิ ดเกือบจะพร้อมๆ กันแต่ละครั้งเป็ นพยางค์ พยางค์ท่ีมีความหมายเป็ นคา คาอาจมีพยางค์เดียว หรื อหลายพยางค์ก็ได้ ๒.๓ ประโยค คือการเรี ยงลาดับคาเป็ นกลุ่มคา เป็ นประโยค เพื่อสื่ อความหมายในลักษณะ ต่างๆ ตามโครงสร้างของภาษาอันมีระเบียบแบบแผนหรื อระบบไวยากรณ์ของแต่ละภาษา ่ ๒.๔ ความหมาย ภาษาเป็ นเครื่ องสื่ อความเข้าใจของมนุ ษย์ยอมต้องมีความหมาย ความหมาย ของภาษาแบ่งออกเป็ น ๒ ชนิด ๒.๔.๑ ความหมายเฉพาะคา เป็ นความหมายของคาคานั้นๆ ในภาษา ที่บญญัติไว้ใน ั พจนานุกรม ซึ่ งสามารถเข้าใจได้ตรงกัน เรี ยกว่าความหมายตามตัวหรื อความหมายนัยตรง เช่น - กล้ วย น. ชื่อไม้ลมลุกหลายชนิดในสกุล Musa วงศ์ Musaceae จัดแยกเป็ น ๒ จาพวกที่ ้ แตกหน่อเป็ นกอ ผลสุ กเนื้อนุ่ม กินได้ มีหลายชนิดและหลายพันธุ์ เช่น กล้วยน้ าว้า กล้วย ไข่ กล้วยหอม ๑ ๑ ราชบัณฑิตยสถาน . พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ . ๒๕๓๐ . หน้า ๕๘.
4.
๔ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๒.๔.๒ ความหมายในกลุ่มคา ในประโยค เป็ นความหมายของคาในภาษา ที่ตองตีความ ทา ้ ความเข้าใจ การสื่ อสารโดยทัวไปต้องเรี ยงคาหลายๆ คาเข้าเป็ นประโยค ฉะนั้นความหมายลักษณะนี้ ่ เป็ นความหมายที่แท้จริ งของภาษา ความหมายในกลุ่มคา ในประโยคอาจจะมีความหมายนัยตรง ตาม ่ ั ลักษณะข้อ ๒.๔.๑ และอาจมีความหมายนัยประหวัดหรื อความหมายเชิ งอุปมา ขึ้นอยูกบบริ บทของคา นั้นๆ เช่น - “ลิงกินกล้วย” ทุกคามีความหมายนัยตรง เมื่อเข้าประโยคแล้วก็มีความหมายตรงตัว - “งานอย่างนี้ของกล้วยๆ” คาว่า “ กล้วย” ในประโยคนี้มีความหมายเชิงอุปมา หมายถึง ง่ายๆ ่ ่ นอกจากนี้คา คาเดียวกันเมื่ออยูในบริ บทที่ตางกันย่อมมีความหมายแตกต่างกันเช่น - “ก่อนรุ่ งเช้าได้ยนเสี ยงไก่ขัน” ิ - “แม่คดข้าวใส่ ขันไปตักบาตรทุกเช้า” - “เด็กคนนั้นพูดจาน่าขัน” - “นายช่างขันน็อตจนแน่น” จะเห็นว่าคาว่า “ขัน” ในประโยคทั้ง ๔ มีความหมายแตกต่างกันทุกประโยค ๓. ความหมายของภาษาถิ่น มีผให้ความหมายของภาษาถิ่นไว้ดงต่อไปนี้ ู้ ั ๓.๑ “ภาษาถิ่น น. ถ้อยคาที่ใช้พดกันในแต่ละท้องถิ่น” ๑ ู ๓.๒ “ภาษาถิ่น หมายถึง ภาษาย่อยของภาษาเดียวกันที่ใช้พูดแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ ที่ผพดภาษานั้นๆ อาศัยอยู” ๒ ู้ ู ่ ๓.๓ “ภาษาถิ่ น หมายถึ ง ภาษาที่ ใช้พูดจากันในท้องถิ่ นต่างๆ ซึ่ งมี ความแตกต่างกันไปตาม ท้องถิ่นที่ผพดภาษานั้นอาศัยอยู” ๓ ู้ ู ่ ๑ ทวีศกดิ์ ญาณประทีปและคณะ. พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. ๒๕๓๐ . ๒๕๓๐ . ั หน้า ๓๙๗. ๒ ฉันทัส ทองช่วย. ภาษาและอักษรถิ่น (เน้ นภาคใต้ ) . ๒๕๓๔ . หน้า ๑๑ . ๓ ประสิ ทธิ์ กาพย์กลอนและไพบูลย์ ดวงจันทร์ . ความรู้ เกียวกับภาษาไทย . ๒๕๓๔ . ่ หน้า ๑๕ .
5.
๕ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ประเทศไทยมีภาษาไทยมาตรฐานใช้พดกันในประเทศ ภาษาไทยมาตรฐาน หมายถึง ภาษาที่ใช้ ู เป็ นภาษาราชการ ภาษาที่ใช้ในการเรี ยนการสอนในโรงเรี ยน ภาษาที่ใช้ในโอกาสที่เป็ นทางการต่างๆ และภาษาที่สื่อมวลชนต่างๆ ใช้ ๑ เป็ นภาษาที่คนในกรุ งเทพฯ และจังหวัดในภาคกลางส่ วนใหญ่ใช้พูด กัน โดยทัวไปเรี ยกกันอย่างติดปากว่า ภาษากลาง ภาษาในภูมิภาคต่างๆ ย่อมเป็ นภาษาไทยถิ่ น เช่ น ่ เชียงใหม่ สุ พรรณบุรี โคราช ระยอง พัทลุง ซึ่ งเป็ นท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆของประเทศ ภาษาไทย ถิ่นเหล่านี้รวมอยูในภาษาไทย มีคาพืนฐาน ๒ ที่เหมือนกัน เป็ นภาษาไทยที่ววฒนาการมาจากลายสื อไท ่ ้ ิ ั ของพ่อขุนรามคาแหงมหาราชเหมือนกัน และเป็ นภาษาในตระกูลภาษาไท ๓ เช่นเดียวกัน ๔. คุณค่ าและความสาคัญของภาษาถิ่น ภาษาถิ่ นเป็ นภาษาที่คนในแต่ละท้องถิ่นใช้พูดกัน มีความสาคัญในฐานะเป็ นเครื่ องมือสื่ อสาร สั่งสอน สร้างสรรค์ สื บสานและแสดงเอกลักษณ์ของท้องถิ่ น ภาษาถิ่ นมีคุณค่าและความสาคัญดังจะ กล่าวต่อไปนี้ ๔.๑ ภาษาถิ่นเป็ นเครื่องมือสื่ อสารของคนในท้ องถิ่น ประเทศไทยมีภาษาไทยมาตรฐานเป็ น เครื่ องมือสื่ อสารที่ใช้ในระบบราชการ เป็ นภาษากลางที่ใช้ติดต่อกันของคนไทยทั้งประเทศ แต่คนใน ภูมิภาคต่างๆ มีภาษาไทยถิ่นของตนเองใช้พดกันในกลุ่มของตนเอง เพื่อแสดงความเป็ นกันเอง เพื่อสร้าง ู ความสนิ ทสนม เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อกัน เช่น คนใต้เมื่อเจอกัน ไม่วาพบปะกันที่ไหนหรื อภูมิภาคใด ่ ของประเทศหากไม่ ใช่ ใ นโอกาสที่ เป็ นพิ ธีก ารหรื อทางการ จะพูดจากันด้วยภาษาไทยถิ่ นใต้ หรื อที่ เรี ยกว่า แหลงใต้ ขณะเดียวกันคนเหนื อก็จะพูดกันด้วยภาษาเหนื อ หรื อ อู้คาเมือง เช่นเดียวกันกับคน อีสานก็จะ ว้ าวลาว กัน สาหรับภาษาที่คนต่างภูมิภาคใช้พูดกันเช่น คนเหนื อกับคนใต้หรื อคนอีสานก็ จะสนทนากันด้วยภาษาไทยมาตรฐานหรื อภาษากลาง ๑ วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. เรื่องเดียวกัน . หน้า ๑๕๑ . ๒ คาพื้นฐาน หมายถึง คาที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิตในสังคมแบบโบราณแต่ยงใช้กนอยูถึง ั ั ่ ปั จจุบน เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง หู ตา น้ า ฝน บ้าน กิน นัง นอน เดิน หนึ่ง สอง สาม หมู หมา ฯลฯ ั ่ ๓ ภาษาตระกูลไท หมายถึง ภาษาที่ใช้ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เช่นภาษาลาวใน ประเทศลาว ภาษาไทดา ไทแดง ไทขาว ไทนุง ไทโท้ ในประเทศเวียดนาม ภาษาไตเต้อหง ไทลื้อ ลุงโจว โปอาย วูมิง ในประเทศจีน ภาษาไทพาเก ไทคาตี่ ไทไอต้อน ไทอาหม ในประเทศอินเดีย ภาษาไทยในกลันตัน ประเทศมาเลเซียและภาษาไทอื่นๆ ที่มีวิวฒนาการมาด้วยกันและมีคาพื้นฐานที่ ั คล้ายคลึงกัน
6.
๖
ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๔.๒ ภาษาถิ่นเป็ นเครื่ องมือในการสั่ งสอนและควบคุมสั งคม สังคมต่างๆ มี กฎระเบียบของ สังคมที่เป็ นตัวควบคุมให้คนในสังคมอยูร่วมกันได้อย่างสงบสุ ข ในระดับประเทศมีกฎหมายที่ตราขึ้นมา ่ ใช้ควบคุ มสังคม ในระดับท้องถิ่ นแม้ว่าจะมีกฎหมายของรัฐบาลควบคุ มแล้ว ยังมีพวกสานวน ภาษิต และเพลงกล่อมเด็กซึ่ งเป็ นวรรณกรรมถิ่ นที่มีเนื้ อหาในการสั่งสอนและชี้ แนะแนวทางในการประพฤติ ปฏิบติตวของคนในสังคมสอดแทรกอยู่ ั ั อันเป็ นกลวิธีในการควบคุมสังคมในด้านคุณธรรมและ จริ ยธรรมซึ่งกฎหมายมิอาจควบคุมได้ทวถึง เช่น คาสอนที่ปรากฏในเพลงกล่อมเด็กต่อไปนี้ ั่ เพลงดาวจาย ดาวจายเหอ อีเถ้านันหมันง่าย ่ ไปคบกับชาย เท่เมียหมันยัง ทั้งแผ่นดินหนี้ หมึงเอาให้สิ้นอีบาหยัง ้ คบกับชายเมียยัง หม้ายหูอ้ ีฟังเอง เหอ เพลงตัดหัวหมึง ตัดหัวเหอ อย่าขั้วหม้าวโครมโครม ตัดหัวหมึงแลอ้ายตายโหง หาเมียกลางคืน ตัดหัวหมึงหม้ายหยัง ่ ตัดหัวหมึงหม้ายหยื้น หาเมียกลางคืน ตัดหัวหม้ายยื้นเหลย เพลงโลกสาวเร็ อนต็อก โลกสาวเหอ โลกสาวเร็ อนต็อก ขึ้นนังบนคร็ อก ่ นมยานโตงเตง หมันชาติข้ ีคร้าน ซ้อมสารก้าหม้ายเต็มเผล้ง นมยานโตงเตง โลกสาวชาวเร็ อนต็อก เฮอ ๑ ๑ เป็ นเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ควรอ่านออกเสี ยงด้วยภาษาใต้ ภาษาเขียนบางคาอาจถ่ายทอดเสี ยง ได้ไม่ตรงกับที่ออกเสี ยงจริ ง อธิ บายคาศัพท์ใต้ดงนี้ ั ดาวจาย – ดอกดาวกระจาย คร็ อก - ครก เท่ – ที่ ขั้วหม้าว - คัวข้าวเม่า ่ อีเถ้านัน – ผูหญิงคนนั้น ก้า - ก็ ่ ้ อีบาหยัง – อีตวการ ต็อก - ตก ้ ั หมัน – มัน หยัง - ยัง ่ ่ โลก – ลูก หม้าย - ไม่ ยัง – มี หยื้น – ยืน เผล้ง - ภาชนะดินเผา ่ ตัดหัว - เป็ นคาด่าใช้เรี ยกแทนนามหรื อบุคคลที่ หมึง – มึง เร็ อน - เรื อน ประพฤติตวไม่ดี ั
7.
๗ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๔.๓ ภาษาถิ่นเป็ นเครื่องมือในการสร้ างสรรค์ วรรณกรรมถิ่น วรรณกรรมถิ่ นที่ก่อเกิ ดขึ้น ในท้องถิ่น จากการจดจา เล่าขาน สื บต่อกันมาจากปากต่อปาก จากรุ่ นปู่ สู่ ลูกหลานล้วนสื บทอดกันด้วย ภาษาถิ่ น วรรณกรรมถิ่ นเหล่ านี้ มี มากหลากหลายชนิ ด เช่ น เพลงกล่ อมเด็ก เพลงประกอบการเล่ น สานวนภาษิต ปริ ศนาคาทาย นิทานพื้นบ้านและตานานพื้นเมือง เช่น - เพลงประกอบการเล่น จุมจี่จุมปุด ้ ้ จุมจี่จุมปุด ้ ้ จุมแม่สีพุด ้ เข้ากอชวา พุดซาเป็ นดอก หมากงอกเป็ นใบ ้ ่ พุงพิ่งอยูใน ว่ายน้ าท่อแท่ ท่อแท่ เหอ ฉีกใบตอง มาร้องผ้าแหก ฉีกดังแกร็ ก หอแหงอแง - เพลงกล่อมเด็ก งูสายพาน งูสายพานเหอ เลื้อยขึ้นรั้วคอก อ้ายเม่าหัวหงอก อวดตัวอี้เลี้ยงเมียสาว แลเหอแลดู อ้ายเฒ่าหัวงูมนทาบ่าว ั อวดตัวอี้เลี้ยงเมียสาว ทาบ่าวไม่คิดหงอก ๔.๔ ภาษาถิ่นช่ วยสื บสานวัฒนธรรมท้ องถิ่น แต่ละชุ มชนย่อมมีวฒนธรรมประจาถิ่ นของตน ั ภาษาถิ่ น เป็ นส่ ว นหนึ่ งของวัฒ นธรรม อี ก ทั่ง ภาษาถิ่ น ยัง สะท้อ นภาพชี วิ ต ความเป็ นอยู่ ค่ า นิ ย ม ขนบธรรมเนียมประเพณี ของท้องถิ่นในรู ปของสานวน ถ้อยคาต่างๆ เช่น - มาแต่ ตรัง หม้ ายหนังก้าโนรา ข้อความดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความแพร่ หลายของการแสดงหนังตะลุงและมโนราห์ในจังหวัด ตรั ง ศิ ล ปะการแสดงพื้ น บ้า นดัง กล่ า วได้รั บ ความนิ ย มจากชาวบ้า นอย่า งกว้า งขวางจนเข้า ถึ ง และ ่ ่ สอดแทรกอยูในวิถีชีวตของประชาชนแทบทุกคน จนชาวต่างถิ่นคาดหวังได้วา ใครก็ตามที่เป็ นชาวตรัง ิ ๑ นั้นถ้าเล่นหนังตะลุงไม่ได้ก็ตองรามโนราห์เป็ นอย่างใดอย่างหนึ่ง ้ - หนุมจีนตาหนาน นาตาลบ้ านแร่ กล้ วยแกกงหรา โนราท่ าแค ้ ชาวพัทลุงเมื่อกล่าวถึงข้อความนี้ก็ทราบโดยทัวกันว่า ที่บานตาหนาน (ตานาน) มีขนมจีนขึ้นชื่อ ่ ้ จะกิ นน้ าตาลก็ต้องไปที่ บ ้านแร่ ต้องการหามโนราห์ ไปเล่ นตามงาน ต้องที่ บา นท่ าแคเพราะเป็ นถิ่ น ้ มโนราห์ ส่ วนกงหรามี การปลูกกล้วยมากโดยเฉเพาะกล้วยน้ าว้าซึ่ งเป็ นวัตถุ ดิบในการผลิ ตกล้วยฉาบ สิ นค้าสาคัญของจังหวัดพัทลุงเป็ นของฝากติดไม้ติดมือของผูมาเยียมเยือนโดยเฉพาะกล้วยฉาบแม่แดง ้ ่ ๑ ฉันทัส ทองช่วย . เรื่องเดียวกัน .หน้า ๑๔ .
8.
๘ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๔.๕ ภาษาถิ่นแสดงเอกลักษณ์ ของท้ องถิ่น ภาษาถิ่ นบ่งบอกลักษณะเฉพาะของคนในท้องถิ่ น ได้เป็ นอย่างดี โดยเฉพาะสาเนี ยงพูดบ่งชี้ ได้อย่างชัดเจนว่าผูน้ นเป็ นคนท้องถิ่ นใด เช่ น คนสุ พรรณ ้ ั คนเมืองเพชร (เพชรบุรี) คนเมืองจัน (จันทรบุรี) คนสุ ราษฎร์ (สุ ราษฎร์ ธานี ) ต่างมีสาเนี ยงภาษาเป็ น ของตนเอง หรื อแม้แต่ในจังหวัดเดี ยวกันก็อาจมีภาษาถิ่ นย่อยเฉพาะลงไปอีก เช่ น สงขลามีสาเนี ยง ่ ภาษาสะกอม เมื่อพูดก็สามารถบอกได้วาเป็ นคนจากท้องถิ่นใด นอกจากนี้ยงมีถอยคาที่มกจะกล่าวถึงเอกลักษณ์ในการพูดของคนในแต่ละท้องถิ่น เช่น ั ้ ั - สงขลาห่ อนนครหมา คากล่าวนี้แสดงให้เห็นเอกลักษณ์การใช้ถอยคาของคนสงขลาและนครศรี ธรรมราชได้อย่าง ้ ชัดเจนดังตัวอย่างต่อไปนี้ สงขลา นครศรีฯ ความหมาย - ฉานหม้ายห่ อนทาพรรค์น้ น ั - ฉานหมาทาพรรค์น้ น ั - ฉันไม่ทาอย่างนั้น - ผมหม้ายห่อนโร้ - ผมหมาโร้ - ผมไม่ทราบ ชื่อบ้านนามเมืองก็เป็ นอีกลักษณะหนึ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ที่ปรากฏในถ้อยคาเช่น - เมืองลุงมีดอน นครมีท่า เมืองตรังมีนา สงขลามีบ่อ จากคากล่าวนี้ จะไปปรากฏที่ชื่อหมู่บาน ตาบล หรื ออาเภอของแต่ละจังหวัดที่มีคาขึ้นต้นตรง ้ ตามถ้อยดังกล่าว เช่น - จังหวัดนครศรี ธรรมราช ท่าหลา (ท่าศาลา) ท่าพญา ท่าหา - จังหวัดสงขลา บ่อแดง บ่อดาน บ่อป่ า บ่อเพลง บ่อตรุ บ่อปาบ - จังหวัดตรัง นาโยง นาโต๊ะหมิง นาข้าวเสี ย - จังหวัดพัทลุง ดอนหลา (ดอนศาลา)
9.
๙
ภาษาไทยถิ่นตะโหมด บทที่ ๒ วิวฒนาการของภาษาไทยถิ่น ั ๑. ความเป็ นมาของภาษาไทยถิ่น ภาษาไทยถิ่นในแต่ภูมิภาคของประเทศเป็ นภาษาย่อยของภาษาไทย ภาษาไทยมีววฒนาการมา ิ ั ตั้งแต่โบราณ มีมาพร้อมๆ กับคนเผ่าไทย นักภาษาศาสตร์ ชาวสหรัฐอเมริ กา เจ มาร์ วิน บราวน์ (J. Marvin Brown) ได้ศึกษาประวัติความเป็ นมาของภาษาไทยถิ่ นต่างๆ สรุ ปได้ว่า ภาษาไทยมี วิวฒนาการมาจากภาษาไทยถิ่นที่ใช้พดกันในมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน ต่อมาได้วิวฒนาการเป็ น ั ู ั ภาษาไทยถิ่น ๓ สาขา คือ ๑.๑ สาขาเชี ยงแสน ภาษาไทยสาขาเชี ยงแสนได้วิวฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่ นต่างๆ ใน ั ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศ ดังแผนภูมิ ๑ แผนภูมิ ๑ วิวฒนาการของภาษาไทยสาขาเชียงแสน ั ชาน เชียงราย แพร่ เชียงแสน เชียงใหม่ น่าน ลาปาง เชียงใหม่ พวน อยุธยา อู่ทอง กรุ งเทพฯ ตามแผนภูมิ ๑ แสดงให้เห็นว่า ภาษาเชียงแสนได้ววฒนาการเป็ นภาษาถิ่นย่อย ๔ สาขา คือ ิั ๑). สาขาชาน ๒). สาขาเชี ยงใหม่ ได้วิวฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นอีก ๕ ถิ่น คือ เชี ยงราย แพร่ ั น่าน ลาปาง และเชียงใหม่ ๓). สาขาพวน ๔). สาขาอยุธยา ได้ววฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่น ๒ ถิ่น คือ อู่ทอง และกรุ งเทพฯ ิั
10.
๑๐ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๑.๒ สาขาล้านช้ าง ภาษาไทยสาขาล้านช้างได้ววฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นต่างๆ ในภาคอีสาน ิั ของประเทศไทย และภาษาลาว ดังแผนภูมิ ๒ แผนภูมิ ๒ วิวฒนาการของภาษาไทยสาขาล้านช้ าง ั หลวงพระบาง หลวงพระบาง แก่นท้าว ด่านซ้าย เลย ทุรคม เวียงจันทร์ เวียงจันทร์ หล่มสัก คอนสวรรค์ ชัยภูมิ ล้านช้าง เวียงจันทร์ หนองคาย ร้อยเอ็ด อุบล บัวใหญ่ โซะ,ลาว ขอนแก่น อุดร พนมไพร ศรี สะเกษ ท่าตูม สกลนคร ย้อ โคราช ตามแผนภูมิ ๒ แสดงให้เห็นว่า ภาษาล้านช้างวิวฒนาการเป็ นภาษาถิ่น ๓ สาขา คือ ั ๑). สาขาหลวงพระบาง วิวฒนาการเป็ นภาษาถิ่นย่อย ๔ ถิ่น คือ หลวงพระบาง ั แก่นท้าว ด่านซ้าย และเลย
11.
๑๑ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๒). สาขาเวียงจันทร์ วิวฒนาการเป็ นภาษาถิ่ น ๓ สาย คือ เวียงจันทร์ หนองคาย ั และโซะ,ลาว ใน ๓ สายนี้ สายเวียงจันทร์ ได้ววฒนาการเป็ นภาษาถิ่น ๕ ถิ่น คือ ิั ทุรคม เวียงจันทร์ หล่มสัก คอนสวรรค์ และชัยภูมิ สายโซะ,ลาว ได้วิวฒนาการเป็ นภาษาถิ่ น ๘ ถิ่ น คือ ร้ อยเอ็ด อุบล บัวใหญ่ ขอนแก่น อุดร ั พนมไพร ศรี สะเกษ และท่าตูม ๓). สาขาสกลนคร ได้ววฒนาการเป็ นภาษาถิ่น ๒ ถิ่น คือ ย้อ และโคราช ิั ๑.๓ สาขาสุ โขทัย ภาษาไทยสาขาสุ โขทัยได้ววฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นต่างๆ ในภาคใต้ของ ิั ประเทศไทย ดังแผนภูมิ ๓ (ดูหน้า ๑๑) ตามแผนภูมิ ๓ แสดงให้เห็นว่า ภาษาสุ โขทัยซึ่ งวิวฒนาการมาจากภาษายูนนานได้ววฒนาการ ั ิ ั เป็ นภาษาถิ่น ๒ สาขา คือ ๑). สาขานครศรีธรรมราช วิวฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่น ๒ สาย คือ สายไชยากับสาย ั นครศรี ธรรมราชซึ่ งแต่ละสายก็ได้แตกสาขาย่อยไปอีกคือ ก. สายไชยา วิวฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๓ ถิ่น คือ ชุ มพร เกาะสมุยและไชยา สาหรับ ั ภาษาไชยาได้ววฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๔ ถิ่น คือ ระนอง ไชยา ตะกัวป่ า และภูเก็ต ิั ่ ข. สายนครศรีธรรมราช ได้ฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๒ สาย คือ นครศรี ธรรมราชและ สงขลา แต่ละสายก็ได้แตกสาขาย่อยไปอีกคือ ภาษานครศรี ธรรมราช ได้ววฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ิั ๖ ถิ่น คือ กระบี่ นคร ทุ่งสง ตรัง ควนขนุน(พัทลุง)และหัวไทร ส่ วนภาษาสงขลาได้วิวฒนาการเป็ น ั ภาษาไทยถิ่นย่อย ๔ ถิ่น คือ สงขลา ระโนด ยะลา และสตูล ๒). สาขาตากใบ เป็ นภาษาถิ่นที่ได้วิวฒนาการมาจากภาษาสุ โขทัยโดยตรง เป็ นภาษา ั ถิ่นที่ใช้พูดกันในอาเภอตากใบ และอาเภอใกล้เคียงในจังหวัดนราธิ วาส บางอาเภอของจังหวัดปั ตตานี ตลอดไปถึงอาเภอตุมปัต อาเภอบาเจาะ และอาเภออื่นๆ ในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ๑ ๑ ฉันทัส ทองช่วย . ภาษาและอักษรถิ่น (เน้ นภาคใต้ ) . ๒๕๓๔ . หน้า ๒๓ - ๒๗.
12.
๑๒ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
แผนภูมิ ๓ วิวฒนาการของภาษาไทยสาขาสุ โขทัย ั ชุมพร ระนอง ไชยา ไชยา ไชยา ตะกัวป่ า ่ ภูเก็ต เกาะสมุย นครศรี ธรรมราช กระบี่ นครศรี ฯ ทุ่งสง นคร นคร ตรัง ควนขนุน (พัทลุง) สุ โขทัย นคร หัวไทร สงขลา ระโนด สงขลา ยะลา ยะลา สตูล ตากใบ
13.
๑๓ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๒. การแบ่
งกลุ่มภาษาไทยถิ่น ประเทศไทยมีภาษาไทยมาตรฐานเป็ นภาษาราชการ ใช้ติดต่อสื่ อสารระหว่างคนไทยทั้งชาติ ใน ท้องถิ่นภูมิภาคต่างๆ มีภาษาไทยถิ่ นใช้สื่อสารกัน นักภาษาศาสตร์ ได้แบ่งกลุ่มภาษาไทยถิ่ น โดยแบ่ง ตามสภาพภูมิศาสตร์ออกเป็ น ๔ กลุ่ม ดังนี้ ๒.๑ ภาษาไทยถิ่นเหนือ หมายถึง ภาษาย่อยของภาษาไทยที่พดกันในท้องที่ของจังหวัดต่างๆทาง ู ภาคเหนื อของประเทศไทย เช่ น เชี ยงใหม่ เชี ยงราย แพร่ น่ าน ลาพูน ลาปาง เป็ นต้น ซึ่ งภาษาไทยถิ่ น กลุ่มนี้ได้มีววฒนาการมาจากภาษาไทยสาขาเชียงแสน สายเชียงใหม่นนเอง ิั ั่ ๒.๒ ภาษาไทยถิ่นกลาง หมายถึ ง ภาษาย่อยของภาษาไทยที่พูดกันในท้องที่จงหวัดต่างๆ ใน ั ภาคกลางของประเทศไทย เช่ น กรุ งเทพฯ อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง ฯลฯ นอกจากนี้ รวมถึ ง ท้องที่ จงหวัดต่างๆ ในภาคตะวันตกและภาคตะวันออกด้วย เช่ น กาญจนบุ รี สุ พรรณบุ รี ชลบุ รีและ ั จันทบุ รี เป็ นต้น ซึ่ งภาษาไทยถิ่ นกลางมี วิ วฒ นาการมาจากภาษาไทยสาขาเชี ย งแสนเช่ นเดี ย วกับ ั ภาษาไทยถิ่นเหนือแต่คนละสาย คือภาษาไทยถิ่นกลางมาจากสายอยุธยา ๒.๓ ภาษาไทยถิ่นอีสาน หมายถึง ภาษาย่อยของภาษาไทยที่พูดกันในท้องที่จงหวัดต่างๆ ของ ั ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อของประเทศไทย เช่ น นครราชสี มา นครพนม ร้ อยเอ็ด สกลนคร ขอนแก่ น อุบลราชธานี และมหาสารคาม เป็ นต้น ภาษาไทยถิ่นอีสานมีววฒนาการมาจากภาษาไทยสาขาล้านช้าง ิั ๒.๔ ภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง ภาษาย่อยของภาษาไทยที่พูดกันในท้องที่ของจังหวัดต่างๆ ทาง ภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ ชุ มพร ระนอง สุ ราษฎร์ ธานี พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรั ง นครศรี ธรรมราช พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปั ตตานี และนราธิ วาส ซึ่ งภาษาไทยถิ่นใต้มีวิวฒนาการมาจากภาษาไทยสาขา ั สุ โขทัย ๑ การแบ่งภาษาไทยถิ่นเป็ น ๔ กลุ่มตามสภาพภูมิศาสตร์ น้ ี เป็ นการแบ่งอย่างหยาบๆ เพราะจริ งๆ แล้วในแต่ละภูมิภาค ยังแบ่งแยกย่อยออกเป็ นกลุ่มเล็กๆ ลงไปอีก แม้ในจังหวัดเดียวกันก็อาจแบ่งย่อยเป็ น กลุ่มๆ ได้อีกด้วย ซึ่ งรายละเอียดต้องอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจยของนักภาษาศาสตร์ ที่ได้ทาการวิจยมา ั ั จัดแบ่งตามลักษณะเฉพาะของกลุ่ม แต่ในที่น้ ีขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ ๓. การแบ่ งกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยถิ่นใต้มีนกภาษาศาสตร์ ชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทาการศึกษาวิจยแบ่งกลุ่มเอาดังนี้ ั ั ๑ ฉันทัส ทองช่วย . ภาษาและอักษรถิ่น (เน้ นภาคใต้ ) . ๒๕๓๔ . หน้า ๑๑ - ๑๒.
14.
๑๔ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๓.๑ การแบ่ งกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ ของบราวน์ เจ. มาร์วน บราวน์ (J.Marvin Brown) ได้แบ่งกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ไว้ดงนี้ ิ ั ก. กลุ่มนครศรีธรรมราช วิวฒนาการเป็ นภาษาไทยถิ่น ๒ สาย คือ ั ๑. สายไชยา แบ่งออกเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๓ ถิ่น คือ ๑.๑ ภาษาชุมพร ๑.๒ ภาษาเกาะสมุย ๑.๓ ภาษาไชยา สาหรับภาษาไชยาแบ่งออกเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๒ ถิ่น ๑.๓.๑ ภาษาระนอง ไชยา หลังสวน และสวี ๑.๓.๒ ภาษาตะกัวป่ า และภูเก็ต ่ ๒.สายนครศรีธรรมราช แบ่งออกเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๒ กลุ่มย่อย ๒.๑ ภาษานครศรี ธรรมราชแบ่งออกเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๓ ถิ่น คือ ๒.๑.๑ ภาษากระบี่ ๒.๑.๒ ภาษานครศรี ธรรมราช ทุ่งสง ตรัง ควนขนุน(พัทลุง) ๒.๑.๓ ภาษาหัวไทร ๒.๒ ภาษาสงขลาแบ่งออกเป็ นภาษาไทยถิ่นย่อย ๒ ถิ่น คือ ๒.๒.๑ ภาษาสงขลาและระโนด ๒.๒.๒ ภาษายะลาแบ่งย่อยไปอีกเป็ น ๒ ถิ่นคือ ๒.๒.๒.๑ ภาษายะลา ๒.๒.๒.๒ ภาษาสตูล ข. กลุ่มตากใบ เป็ นภาษาไทยถิ่นไต้ที่ได้วิวฒนาการมาจากภาษาสุ โขทัยโดยตรง เป็ นภาษาไทย ั ถิ่ นใต้ที่มีลกษณะสาเนี ยงพูดและลักษณะทางภาษาแตกต่างจากภาษาไทยถิ่ นใต้กลุ่มอื่นๆ ั อย่างชัดเชน ได้แก่ภาษาที่ใช้พดกันในท้องถิ่นต่างๆ ดังนี้ ู ๑.อาเภอตากใบ และบางตาบลในอาเภอเมือง สุ ไหงปาดี สุ ไหง-โกลก และอาเภอแว้ง ในจังหวัดนราธิวาส ๒.บางตาบลในอาเภอสายบุรี ยะหริ่ ง บะนาเระ และมายอของจังหวัดปั ตตานี ๓.บางตาบลในอาเภอตุมปัต บาเจาะ โกตาบารู ในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ๓.๒ การแบ่ งกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ ของดิเลอร์ แอนโทนี แวน นอสแตรนด์ ดิลเลอร์ (Anthony Van Nostrand Diller) ได้ศึกษาวิจยและแบ่งั ภาษาไทยถิ่นใต้ไว้ ๖ กลุ่มดังนี้
15.
๑๕ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๑. กลุ่ม A ได้แก่ ภาษาชุมพร ระนอง และสุ ราษฎร์ธานี ๒. กลุ่ม B ได้แก่ ภาษาเกาะสมุย ๓. กลุ่ม C ได้แก่ ภาษาพังงา กระบี่ ภูเก็ต และตรังบางส่ วน ๔. กลุ่ม D ได้แก่ ภาษานครศรี ธรรมราช ๕. กลุ่ม E ได้แก่ ภาษาพัทลุง สงขลา ตรังบางส่ วน และสตูลบางส่ วน ๖. กลุ่ม F ได้แก่ ภาษาสตูลบางส่ วน ยะลา ปั ตตานี และนราธิวาส ๓.๓ การแบ่ งกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ ของฉันทัส ทองช่ วย ดร.ฉันทัส ทองช่วย ได้แบ่งกลุ่มภาษาไทยถิ่นใต้ออกเป็ น ๓ กลุ่ม ดังต่อไปนี้ ๑. กลุ่มภาคใต้ ตอนเหนือและเขตพืนทีฝั่งทะเลตะวันตก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นต่างๆ ที่พด ้ ่ ู กันในจังหวัดประจวบคีรีขนธ์ตอนล่าง ชุมพร สุ ราษฎร์ ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต ั ๒. กลุ่มภาคใต้ ตอนกลางและเขตพืนทีฝ่ังทะเลตะวันออก ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นต่างๆ ที่พด ้ ่ ู กันในจังหวัดกระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรี ธรรมราช และสงขลาบางอาเภอ (ระโนด สทิงพระ กระแสสิ นธุ์ และสิ งหนคร) ๓. กลุ่มภาคใต้ ตอนใต้ – มาเลเซีย ได้แก่ภาษาไทยถิ่นต่างๆ ที่พดกันในเขตพื้นที่ ๕ ู จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สงขลาบางส่ วน (ยกเว้นระโนด สทิงพระ กระแสสิ นธุ์และสิ งหนคร) สตูล ยะลา ปั ตตานี และนราธิ วาส ตลอดไปจนถึงภาษาไทยถิ่นต่างๆ ที่พดกันในประเทศมาเลเซี ย ซึ่ งภาษาไทย ู ถิ่นใต้กลุ่มนี้แบ่งออกได้เป็ น ๒ กลุ่มย่อย อีกคือ ๓.๑ กลุ่ม ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทรบุรี และปะลิส ๓.๒ กลุ่มตากใบ – กลันตัน ๑ ๒ ฉันทัส ทองช่วย .ภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ . ๒๕๓๖ .หน้า ๑๐๗ - ๑๐๙
16.
๑๖ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
บทที่ ๓ ลักษณะภาษาไทยถิ่นพัทลุง ๑. ระบบเสี ยง ระบบเสี ยงของภาษาไทยถิ่นพัทลุง โดยรวมแล้วมีลกษณะคล้ายๆ กับภาษาไทยมาตรฐาน มีเสี ยง ั ที่สาคัญ ๓ ชนิด คือ เสี ยงสระ เสี ยงพยัญชนะ และเสี ยงวรรณยุกต์ ในรายละเอียดของเสี ยง ๓ ชนิดมี ลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้ ๑.๑ เสี ยงสระ ภาษาไทยถิ่ นพัทลุ งมีหน่วยเสี ยงสระ ๒๑ หน่วยเสี ยง แบ่งเป็ นสระเดี่ยว ๑๘ หน่วยเสี ยง และ หน่วยเสี ยงสระประสม ๓ หน่วยเสี ยง ๑.๑.๑ หน่ วยเสี ยงสระเดี่ยว มีท้ งหมด ๑๘ หน่ วยเสี ยง แบ่งเป็ นสระเสี ยงสั้น ๙ ั หน่วยเสี ยง และสระเสี ยงยาว ๙ หน่วยเสี ยง ตาราง ๑ แสดงหน่ วยเสี ยงสระเดี่ยวในภาษาไทยถิ่นพัทลุง ส่ วนของลิ้น หน้า กลาง หลัง ลักษณะริ มฝี ปาก รี ปกติ ห่อ ระดับของลิ้น สั้น ยาว สั้น ยาว สั้น ยาว สู ง อิ อี อึ อื อุ อู กลาง เอะ เอ เออะ เออ โอะ โอ ต่า แอะ แอ อะ อา เอาะ ออ จากตาราง ๑ สรุ ปได้ดงนี้ั ๑). หน่วยเสี ยงสระเดี่ยวเสี ยงสั้น ๙ หน่วยเสี ยง ดังตัวอย่างคาต่อไปนี้ - อิ /i/ “กิน” - เอะ /e/ “เด็น” (กระเด็น) - แอะ /ε/ “แจ็กแจ็ก” (มากมาย) - อึ /i/ “มึก” (ดื่ม) - เออะ // “เร็ อน” (เรื อน,บ้าน) - อะ /a / “ทะ” (พบ)
17.
๑๗ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
- อุ /u / “รุ น” (เข็น,ไสไป) - โอะ /o / “โสะ” (สุ ม) - เอาะ //נ “ต็อก” (ตก) ๒). หน่วยเสี ยงสระเดี่ยวเสี ยงยาว ๙ หน่วยเสี ยง ดังอย่างคาต่อไปนี้ - อี /i: / “ตี” - เอ /e:/ “เล” (ทะเล) - แอ /ε:/ “แหลง” (พูด) - อื /i:/ “ถือ” - เออ /:/ “เขอ” (ขื่อ) - อา /a :/ “พา” - อู /u :/ “หมู” - โอ /o :/ “โป” (ปู่ ) - ออ /“ /:נหมอ” ๑.๑.๒ หน่ วยเสี ยงสระประสม ภาษาไทยถิ่นพัทลุง มีหน่วยสระประสม ๓ หน่วยเสี ยง เป็ นสระเสี ยงยาวทั้งหมด คือ - เอีย /ia / “เสี ยง” - เอือ /ia / “เขือ” (มะเขือ) - อัว /ua / “ตัว” สาหรับหน่วยสระประสมเสี ยงสั้นไม่มีคาใช้ อาจมีบางคาที่ลกษณะคล้ายๆ กับสระประสมเสี ยง ั สั้น แต่จริ งๆ แล้วออกเสี ยงเป็ นสระประสมเสี ยงยาวตามด้วยเสี ยงพยัญชนะกักที่ช่องเส้นเสี ยง เช่น - เหลีย-ะ “กระแต” - เฉือ-ะ “เสี ยงไล่ไก่บางถิ่น” - ฉัว-ะ “เสี ยงไล่ไก่บางถิ่น” ๑.๒ เสี ยงพยัญชนะ เสี ยงพยัญชนะเกิดจากกระแสลมจากปอดผ่านเส้นเสี ยง ผ่านมาในช่องปากแล้วถูกสกัดกั้นชัวครู่่ ไว้ท้ งหมดหรื อเพียงบางส่ วนก่อนจะปล่อยให้ออกทางปาก หรื อทางจมูก ขณะที่กระแสลมผ่านเส้นเสี ยง ั ่ ้ ถ้าเส้นเสี ยงอยูในสภาพคลายตัวตามปกติจะเกิดพยัญชนะที่มีเสี ยงไม่กอง หากเส้นเสี ยงเกร็ งตัวมีการสั่น
18.
๑๘ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด สะบัดจะทาให้เกิดพยัญชนะเสี ยงก้อง
โดยมากเสี ยงพยัญชนะจะผ่านออกทางช่องปาก แต่มีพยัญชนะ บางเสี ยงผ่านออกมาทางช่องจมูก พยัญชนะพวกนี้เราเรี ยกว่า พยัญชนะนาสิ ก ๑.๒.๑ หน่ วยเสียงพยัญชนะเดี่ยว การวิเคราะห์ลกษณะหน่วยเสี ยงพยัญชนะภาษาไทยถิ่นพัทลุง สิ่ งที่ตองพิจารณาเพื่อการวิเคราะห์ ั ้ หน่วยเสี ยงพยัญชนะมีดงนี้ ั ก ประเภทเสี ยงพยัญชนะ ซึ่ งพิจารณาจากลักษณะการเปล่งเสี ยงของพยัญชนะแต่ละ เสี ยง มีดงนี้ ั ๑). เสี ยงกัก หรือเสี ยงระเบิด เกิดจากการที่ลมจากปอดถูกปิ ดกั้นไว้สนิ ทชัวขณะหนึ่ ง ณ ฐานที่ ่ ั เกิดเสี ยง ต่อจากนั้นจะปล่อยลมอย่างรวดเร็ วจากที่กกเสี ยงออกไปทันทีทางปาก ได้แก่ เสี ยง /ป/ /พ/ /ต/ /ท/ /บ/ /ด/ /ก/ /ค/ /อ/ (/p/ /ph/ /t/ /th/ /b/ /d/ /k/ /kh/ /?/) ่ ั ๒). เสี ยงเสี ยดแทรก เกิดจากการที่ลมผ่านอวัยวะในการเปล่งเสี ยงซึ่ งอยูใกล้กนมากๆ เหลือเพียง ช่องแคบๆ ลมต้องแทรกตัวออกไป ได้แก่ /ฟ/ /ซ/ /ฮ/ (/f/ /s/ /h/ ) ๓). เสี ยงกึ่งเสี ยดแทรก เกิดจากการที่ลมผ่านอวัยวะในการเปล่งเสี ยงซึ่ งปิ ดสนิ ทแล้วเปิ ดออก ช้าๆ ทาให้เสี ยงที่เกิดมีลกษณะเสี ยดแทรกผสม ได้แก่ /จ/ /ช/ ( /c/ /ch/ ) ั ๔). เสี ยงนาสิ ก เกิดจากการที่ลมถูกผันให้ออกทางช่องจมูกพร้อมกับทางช่องปาก โดยลดลิ้นไก่ และเพดานอ่อนลง ทาให้ช่องปากและช่องจมูกติดต่อถึงกัน ได้แก่ /ม/ /น/ /ง/ /ญ/ ( /m/ /n/ /n/ /n~/ ) ๕). เสี ยงข้ างลิน เกิดจากการที่ลมผ่านออกมาทางข้างลิ้น โดยที่ปลายลิ้นยกไปแตะที่ปุ่มเหงือก ้ ปล่อยให้ลมออกทางสองข้างลิ้น ได้แก่ /ล/ ( /l/) ๖). เสี ยงกระทบ เกิ ดจากการที่ลมผ่านอวัยวะในการเปล่งเสี ยงซึ่ งกระทบกันอย่างรวดเร็ วเพียง ครั้งเดียว โดยที่ปลายลิ้นกระดกขึ้นไปแตะที่ปุ่มเหงือก แล้วสะบัดลงอย่างรวดเร็ วเพียงครั้งเดียว ได้แก่ /ร/ (/r/ ) นักภาษาศาสตร์ บางท่านเรี ยกเสี ยงนี้วา เสียงรัว แต่ก็ผคดค้านว่าเสี ยงรัวนั้นต้องกระทบกันอย่าง ่ ู้ ั ๑ ต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่ งไม่มีในภาษาไทย ๗). เสี ยงเปิ ด มีวิธีออกเสี ยงคล้ายเสี ยงเสี ยงสระ คือ คาบเกี่ ยวกันอยูระหว่างพยัญชนะกับสระ ่ ่ ่ ภาษาไทยมาตรฐานเรี ยกนี้ วา เสี ยงกึ่งสระ เพราะขณะออกเสี ยงอวัยวะในการเปล่งเสี ยงอยูใกล้กนแต่ไม่ ั ั ใกล้กนมากลมผ่านได้สะดวก เช่นเดียวกับการออกเสี ยงสระ ได้แก่ /ย/ /ว/ ( /j/ /w/ ) แต่ในภาษาไทย ถิ่นใต้ถือว่าเป็ นเสี ยงเปิ ดได้แก่ /อย/ ( /?j/) ๑ เสนีย ์ วิลาวรรณ และคณะ. หลักภาษาไทย . ๒๕๔๒ .หน้า ๑๔.
19.
๑๙ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ข. ฐานทีเ่ กิดเสี ยง ได้แก่อวัยวะในช่องปากที่สกัดกั้นลมไว้ช้ วขณะหนึ่ง ก่อนจะปล่อย ั ให้ลมผ่านออกไปทางช่ องปากหรื อช่ องจมูก พยัญชนะจึงมีเสี ยงแตกต่างกันตามชนิ ดของอวัยวะที่เป็ น ฐานที่เกิดเสี ยง มี ๖ ฐาน ดังนี้ ๑). ริมฝี ปากทั้งสอง /p,ph,b,m,w/ ๒). ริมฝี ปากล่างกับฟันบน /f/ ๓). ฟัน – ปุ่ มเหงือก /t,th,d,s,n,/ ๔). เพดานแข็ง /c,ch,n~,l,r,?j,j/ ๕). เพดานอ่อน /k,kh,n/ ๖). ช่ องเส้ นเสี ยง /?,h/ ค. คุณสมบัติของหน่ วยเสี ยง หมายถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เส้นเสี ยงและปริ มาณ ลมขณะออกเสี ยงพยัญชนะ คือ ๑). เสี ยงก้ อง เกิดจากการที่ลมผ่านเส้นเสี ยงที่เกร็ งตัวชิ ดกัน แต่ไม่ถึงกับติดกันสนิ ทพอให้ลม ผ่านได้ โดยที่เสี ยงสั่นสะบัด ได้แก่ /b,d,r,l,w,j,m,n,n ~,n/ ๒). เสี ยงไม่ ก้อง เกิดจากการที่ลมผ่านเส้นเสี ยงที่หย่อนตัวห่ างกัน ลมผ่านได้สะดวก โดยที่เส้น เสี ยงไม่สั่นสะบัด ได้แก่ /p,ph,t,th,k,kh,?,c,ch,f,s,h,?j / ๓). เสี ยงหนัก คือพยัญชนะที่ขณะเปล่งเสี ยงมีกลุ่มลมออกมาปริ มาณมาก ได้แก่ /ph,th,kh,ch/ ๔). เสี ยงเบา คือพยัญชนะที่ขณะเปล่งเสี ยงมีกลุ่มลมออกมาปริ มาณน้อย ได้แก่ /p,t,k,c / จากผลการศึ ก ษาเสี ย งพยัญชนะภาษาไทยถิ่ นพัท ลุ ง ของ ดร.ฉันทัศ ทองช่ วย มี หน่ วยเสี ย ง พยัญชนะ ๒๑ หน่วยเสี ยง๑ แต่จากการศึกษาวิเคราะห์และสังเกตการใช้ภาษาของนักเรี ยนและชาวบ้าน ในตะโหมดของผูเ้ ขียนเองพบว่ามีเพิ่มอีก ๒ หน่วยเสี ยง คือ /ง/ (/n/) และ /ฟ,ฝ/ (/f/) ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ ทั้ง ๒๓ หน่วยเสี ยง ๑./p/ <ป> เช่น ปา ปี ๒./b/ <บ> เช่น บา บ้าน ๓./t/ <ต> เช่น ตา ตัน ๔./d/ <ด> เช่น ดี โดก (กระดูก) ๕./k/ <ก> เช่น ไก(ไก่) กัด ๑ ฉันทัศ ทองช่วย . ภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ . ๒๕๓๖ หน้า ๑๖๒ - ๑๖๔
20.
๒๐ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๖./?/ <อ> เช่น อี ไอ ๗./c/ <จ> เช่น จี(ย่าง) จัด ๘./?j/ <อย> เช่น ่ อยาง(ยางพารา) อยู(อยู) ๙./ph/ <พ> เช่น พี(อ้วน) พู(ลอย) ๑๐./th/ <ท> เช่น ทา ทา ๑๑./kh/ <ค> เช่น คา คาน ๑๒./ch/ <ช> เช่น ชันชี(ตกลง,สัญญา) เชียก (เชือก) ๑๓./s/ <ซ> เช่น ไซ เซ่อ (ซื้ อ) ๑๔./h/ <ห> เช่น หู หา ๑๕./m/ <ม> เช่น มี (รวย) มัน ๑๖./n/ <น> เช่น นา นาน ๑๗./n~/ <ญ> เช่น หญิง หญ้า ๑๘./l/ <ล> เช่น ลา ลุง ๑๙./r/ <ร> เช่น เรื อ รู ๒๐./j/ <ย> เช่น ยัก ยา ๒๑./w/ <ว> เช่น วัด วา ๒๒./f/ <ฟ> เช่น ฟื น ฟาง ๒๓./n/ <ง> เช่น งัว (วัว) งาม
21.
๒๑ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
หรื อจะแสดงในรู ปของตารางแสดงหน่วยเสี ยงพยัญชนะดังตารางที่ ๒ ดังนี้ ตาราง ๒ แสดงหน่ วยเสี ยงพยัญชนะเดี่ยวในภาษาไทยถิ่นพัทลุง ฐานที่เกิดเสี ยง ริ มฝี ปาก ริ มฝี ปาก ฟัน-ปุ่ ม เพดาน เพดาน ช่องเส้น ประเภทและ ล่างกับ เหงือก แข็ง อ่อน เสี ยง คุณสมบัติของเสี ยง ฟันบน ระเบิด ้ ไม่กอง เบา /p/ ป /t/ ต /k/ ก /?/ อ หนัก /ph/ พ /th/ ท /kh/ ค ก้อง เบา /b/ บ /d/ ด หนัก กึ่งเสี ยดแทรก ไม่กอง เบา ้ /c/ จ หนัก /ch/ ช เสี ยดแทรก ไม่กอง ้ /f/ ฟ /s/ ซ /h/ ห นาสิ ก ก้อง /m/ ม /n/ น /n~ / ญ /n/ ง ข้างลิ้น ก้อง /l/ ล รัว ก้อง /r/ ร เสี ยงเปิ ด ไม่กอง ้ /?j/ อย ก้อง /w/ ว /j/ ย
22.
๒ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๒ ๑.๒.๒. พยัญชนะประสม พยัญชนะประสมในภาษาไทยถิ่นพัทลุง เกิดจากพยัญชนะเดี่ยว ๒ หน่วยเสี ยงเรี ยงกันโดยไม่มี สระคันกลาง มีท้ งหมด ๑๔ แบบ ดังตาราง ๓ ต่อไปนี้ ่ ั ตาราง ๓ แสดงพยัญชนะประสมในภาษาไทยถิ่นพัทลุง เสี ยงที่ ๒ ล /l/ ร /r/ ว /w/ เสี ยงที่ ๑ ป /p/ ปล [pl] ปร [pr] - พ , ผ /ph/ พล , ผล [phl] พร , ผร [phr] - บ /b/ บล [bl] - - ก /k/ กล [kl] กร [kr] กว [kw] ค , ข /kh/ คล , ข ล [khl] คร , ขร [khr] คว , ขว [khw] ม /m/ มล [ml] มร [mr] - ต /t/ - ตร [tr] ่ จากตาราง ๔ สรุ ปได้วาเสี ยงพยัญชนะประสมมี ๑๔ แบบ ดังนี้ ๑. [pl] <ปล> เช่น เปลว (ป่ าช้า) ปลี (หัวปลี) ๒. [pr] <ปร> เช่น ปราง (มะปราง) เปรี้ ยว ๓. [phl] <พล , ผล> เช่น พลัด (ฝนพลัด หมายถึงฝนจากลมมรสุ มจากฝั่งทะเลอันดามัน เผลอ ๔. [phr] <พร , ผร> เช่น โพรก (ตอโพรก พรุ่ งนี้ ) ผรู ด (แล่นผรู ดมาแล้ว วิงมาอย่างทันทีทนใด) ่ ั ผรี ด (ไปเล่นผรี ดหว่าไป ไปเล่นกระดานลื่นกันดีกว่า) ๕. [bl] <บล> เช่น เบล่อ (เลว ไม่ดี) เบล่น (ลื่น) ๖. [kl] <กล> เช่น กลอน กลิ้ง ๗. [kr] <กร> เช่น กราม กรอย ๘. [kw] <กว> เช่น กวัก แกวก ๙. [khl] <คล , ขล> เช่น คล่าว เคลียว (บิดให้เป็ นเกลียว) ขลิง (หวายชนิดหนึ่ง) ขล้ง (มัว หลงลืม สับสน) ่ ๑๐.[khr] <คร ,ขร> เช่น ครก คราว (แมวคราว หมายถึงแมวตัวผู)้ ่ ขร็ อบ (ตะขบ) ขรั้ว (ยุงเหยิง)
23.
๒๓ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๑๑. [khw] <คว , ขว> เช่น ควัน ควาย ขวิด ขวาน ๑๒. [ml] <มล> เช่น เมละ (ดอกมะลิ) เมลือง (เป็ นมันเลื่อมแวววาว) มล้าง (ผลาญ ตัด ทาลาย เช่น ไม้ไผ่กอชายทางกูมล้างเสี ยหว่าไว้ให้หนาม แทงตีนแด็กไซร้แรง) ๑๓. [mr] <มร> เช่น มรน (คารน) เมร่ อ (เลว ไม่ดี) ๑๔. [tr] <ตร> เช่น ตรัน (ค้ า , ยัน , ต้าน) ตรอม (ตอมไก กรงขังไก่) ตรา (เก็บข้าวเป็ นรวงภาชนะ เช่น กระสอบ โดยไม่มดเป็ นเรี ยง) ั ๑.๓ เสี ยงวรรณยุกต์ ระบบเสี ยงวรรณยุกต์ภาษาไทยถิ่นพัทลุง มีลกษณะแตกต่างที่สังเกตได้ชดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับ ั ั ภาษาไทยมาตรฐาน ซึ่ งเป็ นลักษณะเด่นของภาษาไทยถิ่ นใต้ในจังหวัดอื่ นๆ ด้วย ไม่เฉพาะแต่พทลุ ง ั ระบบเสี ยงวรรณยุกต์ของภาษาไทยถิ่นใต้มีดวยกัน ๓ กลุ่ม คือ ๕ หน่วยเสี ยง ๖ หน่วยเสี ยง และ ้ ๗ หน่วยเสี ยง โดยส่ วนมากเป็ นแบบ ๖ หน่วยเสี ยงและ ๗ หน่วยเสี ยง มีภาษาย่อยบางถิ่นเท่านั้นที่มี ๕ หน่ ว ยเสี ย ง เช่ น บางถิ่ น ย่อยของจัง หวัด ชุ ม พร และสตู ล ส าหรั บ ระบบเสี ย งวรรณยุ ก ต์ข อง ภาษาไทยถิ่นพัทลุง อยูในกลุ่มแบบ ๗ หน่วยเสี ยง ่ การศึกษาวิเคราะห์ระบบเสี ยงวรรณยุกต์ ใช้กล่องทดสอบเสี ยงวรรณยุกต์ เป็ นเครื่ องมือในการ หาจานวนหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ มีลกษณะดังนี้ ั ตาราง ๔ ลักษณะกล่ องทดสอบเสี ยงวรรณยุกต์ A B C DL DS
24.
๒๔ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ั กล่องทดสอบเสี ยงวรรณยุกต์น้ ี แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเสี ยงวรรณยุกต์กบพยัญชนะต้นของ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑. แนวตั้ง แถว A พยางค์เป็ นหรื อคาเป็ น ไม่มีรูปวรรณยุกต์กากับ เช่น ขา ปี อาย คา แถว B พยางค์เป็ นหรื อคาเป็ น มีรูปวรรณยุกต์เอกกากับ เช่น ข่า ปี่ อ่าน ค่า แถว C พยางค์เป็ นหรื อคาเป็ น มีรูปวรรณยุกต์โทกากับ เช่น ข้า ป้ า อ้าง ค้า แถว DL พยางค์ตายหรื อคาตายเสี ยงยาว เช่น ขาด ปาด อาบ คาด แถว DS พยางค์ตายหรื อคาตายเสี ยงสั้น เช่น ขัด ปั ด อับ คัด ๒. แนวนอน แถว 1 พยางค์หรื อคาที่มีพยัญชนะต้นเป็ นอักษรสู งหรื ออักษรต่าที่มี ห นา เช่น สา ห่า ข้า หมาด หนัก แถว 2 พยางค์หรื อคาที่มีพยัญชนะต้นเป็ นอักษรกลางต่อไปนี้ ป ต ก จ เช่น กา ป่ า ก้าน จาก กัด แถว 3 พยางค์หรื อคาที่มีพยัญชนะต้นเป็ นอักษรกลางต่อไปนี้ อ บ ด เช่น บาน ด่าง อ้าง ดาบ บัด แถว 4 พยางค์หรื อคาที่มีพยัญชนะต้นเป็ นอักษรต่า เช่น คา ล่า ม้า ราก ชก กล่องทดสอบเสี ยงวรรณยุกต์มีช่อง ๒๐ ช่ อง ใช้บรรจุคาที่มีเงื่ อนไขต่างกัน ๒๐ คา รายการ คาที่ใช้ในการทดสอบ นักภาษาศาสตร์แนะนาให้เตรี ยมคาไว้ ๓ ชุด ทั้งหมด ๖๐ คา ดังต่อไปนี้ ชุ ดที่ ๑ ชุ ดที่ ๒ ชุ ดที่ ๓ ๑. ขา ๑๑. อาย ๒๑. หา ๓๑.บาง ๔๑. หวาน ๕๑. ดี ๒. ข่า ๑๒. อ่าน ๒๒. ห่า ๓๒. บ่าง ๔๒. หว่าน ๕๒.ด่า ๓. ข้า ๑๓. อ้าง ๒๓. ห้า ๓๓. บ้าน ๔๓. หว้า ๕๓.ด้าน ๔. ขาด ๑๔. อาบ ๒๔. หาด ๓๔. บอด ๔๔. หวาด ๕๔.ดาบ ๕. ขัด ๑๕. อับ ๒๕. หัด ๓๕. บด ๔๕. หวัด ๕๕.ดับ ๖. ปี ๑๖. คา ๒๖. ตอ ๓๖. ทอ ๔๖. กอ ๕๖.พอ ๗. ปี่ ๑๗. ด่า ๒๗. ต่อ ๓๗. ท่อ ๔๗. ก่อ ๕๗.พ่อ ๘. ป้ า ๑๘. ค้า ๒๘. ต้อ ๓๘. ท้อ ๔๘. ก้อน ๕๘.แพ้ ๙. ปาด ๑๙. คาด ๒๙. ตาก ๓๙. ทาก ๔๙. กาบ ๕๙.พาด ๑๐. ปัด ๒๐. คัด ๓๐.ตัก ๔๐. ทัก ๕๐. กับ ๖๐.พัด
25.
๒๕ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ตาราง ๕ แสดงรายการคาที่ใช้ ทดสอบเสี ยงวรรณยุกต์ A B C DL DS ขา ข่ า ข้ า ขาด ขัด ปี ป่ า ปา ้ ปาด ปัด อาย อ่าน อ้าง อาบ อับ คา ค่ า ค้ า คาด คัด วิธีใช้ กล่ องทดสอบเสี ยงวรรณยุกต์ ๑. นารายการคาที่เตรี ยมไว้ไปให้ผบอกภาษาออกเสี ยงตามสาเนียงพูดในภาษาไทยถิ่นของตน ู้ ๒. พิจารณาวิเคราะห์เสี ยงวรรณยุกต์ของคาในกล่องทดสอบเสี ยงทุกคา ทุกช่อง ทั้งในแนวนอน และแนวตั้งว่าคาใดมีเสี ยงวรรณยุกต์เหมือนกันหรื อต่างกันบ้าง คาที่มีเสี ยงวรรณยุกต์เหมือนกันถื อว่า เป็ นที่ มีหน่ วยเสี ยงวรรณยุกต์เดี ยวกัน ส่ วนคาที่ เสี ยงวรรณยุกต์ต่างกัน ก็ถือว่าเป็ นคาที่ มีหน่ วยเสี ย ง วรรณยุกต์ต่างกัน สาหรับเสี ยงวรรณยุกต์ของคาตาย ทั้งคาตายเสี ยงยาว (DL) และคาตายเสี ยงสั้น (DS) ่ ให้นบเป็ นเพียงเสี ยงวรรณยุกต์ยอยของหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ของคาเป็ นในช่อง A B หรื อ C เท่านั้น ั ๓. ลากเส้นหนาๆ ลงในกล่องทดสอบเพื่อแยกเสี ยงวรรณยุกต์ของคาที่แตกต่างกันออกเป็ นคน ละหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ ๔. นับจานวนหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ซ่ ึ งจะมีจานวนเท่ากับจานวนช่องที่ถูกแบ่งออกไปในกล่อง ทดสอบเสี ยง (เสี ยงวรรณยุกต์ของคาตายให้เป็ นไปตามเงื่อนไขข้อที่ ๒ ) จากการศึกษาวิเคราะห์ของนักภาษาศาสตร์ ได้ขอสรุ ปว่าภาษาไทยถิ่นพัทลุงมีเสี ยงวรรณยุกต์ ๗ ้ หน่วยเสี ยงดังตาราง ต่อไปนี้
26.
๒๖ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ตาราง ๖ แสดงรายการคาและระบบการแยกเสี ยงวรรณยุกต์ ภาษาไทยถิ่นพัทลุง A B C DL DS ขา /1/ ข่ า ข้ า /2/ /2/ ขาด /1/ ขัด ปี ป่ า ปา ้ ปาด ปัด /3/ /4/ /3/ อาย อ่าน อ้าง อาบ อับ /5/ คา /6/ ค่ า /7/ ค้ า /6/ คาด /7/ คัด จากตาราง แสดงระบบเสี ยงวรรณยุกต์ภาษาไทยถิ่นพัทลุงมี ๗ หน่วยเสี ยง ดังต่อไปนี้ /1/ หน่วยเสี ยงนี้มี ๒ เสี ยงย่อย คือ สู ง – ระดับ (ตกตอนท้าย) เช่น เวลาออกเสี ยง ขา , ข่า , หวาน , หว่าน , สี , สี่ เป็ นต้น สู ง – ระดับ จะเกิดกับคาตายเสี ยงสั้นที่มีตวสะกดแม่ กด กบ กก เช่น เวลาออกเสี ยง ั ขัด , หัด , สัตว์ , ผลัก , หวิบ , หยิบ เป็ นต้น /2/ หน่วยเสี ยงนี้มี ๒ เสี ยงย่อย คือ สู ง – เลือนลง ต้นเสี ยงจะเกิดในระดับสู งแล้วระดับเสี ยงจะค่อยๆ เปลี่ยนระดับลดลง ่ จากจุดเริ่ มต้นเล็กน้อย เช่น เวลาออกเสี ยง ข้า , ห้าม , ส้อม , หน้า , หว้า เป็ นต้น สู ง – ตก ต้นเสี ยงจะเกิดในระดับสู งแล้วระดับเสี ยงจะตกลงทันที เกิดกับคาตายเสี ยงยาว ที่มีตวสะกดแม่ กก กด กบ เช่น เวลาออกเสี ยง ขาด , หมอก , สาด , ถีบ เป็ นต้น ั /3/ หน่วยเสี ยงนี้มี ๒ เสี ยงย่อย คือ ่ กลาง – ขึน – ตก ต้นเสี ยงอยูในระดับกลางแล้วเสี ยงจะเปลี่ยนระดับสู งขึ้น จากนั้นปลาย ้ เสี ยงจะเปลี่ยนระดับตกลง เช่นเวลาออกเสี ยง ปี , อาย , ป่ า , อ่าน , ดู , การ เป็ นต้น
27.
๒๗ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
กลาง - ขึน จะเกิดกับคาตายเสี ยงสั้นที่มีตวสะกดแม่ กด กบ กก เช่น เวลาออกเสี ยง ้ ั ปัด , อับ , ดิบ , บก , กัด เป็ นต้น /4/ ่ กลาง - ระดับ ต้นเสี ยงจะอยูในระดับกลางคงที่ไปตลอดจนถึงท้ายพยางค์ ตอนท้ายอาจ ตกลงเล็กน้อย เช่น เวลาออกเสี ยง ป้ า , ก้าน , บ้าน , กราบ , บาด เป็ นต้น /5/ ่ ่ กลาง – เลือนลง ต้นเสี ยงอยูในระดับกลางแล้วระดับเสี ยงจะค่อยๆ ลดลง จะเกิดกับคาที่ มีอกษรต่าเป็ นพยัญชนะต้นและไม่มีรูปวรรณยุกต์กากับ เช่น เวลาออกเสี ยง คา , มือ , ั นาน , พราน , ทอน เป็ นต้น /6/ ่ ต่า – ระดับ ต้นเสี ยงอยูในระดับต่าและระดับคงที่ตลอด เช่น เวลาออกเสี ยง ค่า , เท่า , ชัง , คาบ , มาก เป็ นต้น ่ /7/ หน่วยเสี ยงนี้มี ๒ เสี ยงย่อย คือ ่ ต่า – เลือนลง ต้นเสี ยงอยูในระดับต่าแล้วระดับเสี ยงจะค่อยๆ ลดลง เช่น เวลาออกเสี ยง ่ ท้า , ม้า , ช้าง , ล้าน , ชี้ ,ชู้ เป็ นต้น ต่า – ตก ต้นเสี ยงอยู่ในระดับต่าแล้วระดับเสี ยงจะตกลงทันที เช่น เวลาออกเสี ยง คัด มัด , วัด , พับ , รบ , ลับ เป็ นต้น ๑ ข้ อสั งเกต ๑. หน่วยเสี ยง /1/ และ /2/ จะเกิดกับคาที่มีอกษรสู ง หรื ออักษรต่าที่มี ห นาเป็ นพยัญชนะต้น ั ่ เท่านั้น ซึ่ งระดับของต้นเสี ยงจะอยูในระดับสู ง ๒. หน่วยเสี ยง /3/ และ /4/ จะเกิดกับคาที่มีอกษรกลางเป็ นพยัญชนะต้นเท่านั้นซึ่ งระดับของต้น ั ่ เสี ยงจะอยูในระดับกลาง ๓. หน่วยเสี ยง /5/ , /6/ และ /7/ จะเกิดกับคาที่มีอกษรต่าเป็ นพยัญชนะต้นเท่านั้นซึ่ งระดับของ ั ่ ่ ต้นเสี ยงจะอยูในระดับต่า ยกเว้น หน่วยเสี ยง /5/ เท่านั้นที่อยูในระดับกลาง แต่ปลายเสี ยงก็จะเลื่อนลงใน ระดับต่าเช่นกัน ระบบเสี ยงวรรณยุกต์ในภาษาไทยถิ่นพัทลุงทั้ง ๗ หน่วยเสี ยง มีระดับเสี ยงที่แตกต่างกันแสดง รายละเอียดของเสี ยงดังตารางที่ ๗ แสดงระดับหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ในภาษาไทยถิ่นพัทลุง ๑ ฉันทัส ทองช่วย. ภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ . ๒๕๓๖. หน้า ๑๖๑ - ๑๖๒
28.
๒๘ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ตาราง ๗ แสดงระดับหน่ วยเสี ยงวรรณยุกต์ ในภาษาไทยถิ่นพัทลุง A B C DL DS /1/ /2/ /1/ /3/ /4/ /3/ /5/ /6/ /7/ /6/ /7/ ๒. การประสมอักษร การประสมอักษรในภาษาไทยถิ่นพัทลุงไม่ค่อยมีอะไรที่แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน รู ปแบบ ของพยางค์จะเหมือนกัน คือ ๒.๑ พยางค์ เปิ ด ประกอบด้วย หน่วยเสี ยง ๓ หน่วยเสี ยง คือ หน่วยเสี ยงพยัญชนะต้น หน่วย เสี ยงสระ และหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ (พยางค์เปิ ดจะไม่มีเสี ยงพยัญชนะท้ายหรื อตัวสะกด) เช่น มี เข สู แล โต ตา เถ เป็ นต้น ๒.๒ พยางค์ ปิด ประกอบด้วย หน่วยเสี ยงพยัญชนะต้น หน่วยเสี ยงสระ หน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ และเสี ยงพยัญชนะท้ายหรื อตัวสะกด เช่น กิน นัง หมอน สับ มัด เลื่อน กางเกง เป็ นต้น ่ ๓. โครงสร้ างคา โครงสร้ างของคาในภาษาไทยถิ่ นพัทลุงส่ วนใหญ่มีลกษณะเช่นเดี ยวกับภาษาไทยมาตรฐาน มี ั ลักษณะดังนี้ ๓.๑ ค าพยางค์ เดียว เป็ นคาที่ มี ใ ช้ม ากในภาษาไทยเพราะภาษาไทยอยู่ในกลุ่ ม ภาษาค าโดด ่ ภาษาไทยถิ่นก็มีลกษณะเช่นเดียวกันมีคาพยางค์เดียวอยูมากโดยเฉพาะคาพื้นฐานคาที่ใช้ในชี วิตประจาวัน ั
29.
๒๙ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ทัวไปมักเป็ นคาพยางค์เดี
ยว เช่น นัง นอน กิน ขี้ เยี่ยว หลบ ไป ปะ ทะ พบ พ่อ แม่ พี่ น้อง หมู ่ ่ หมา กา ไก่ ช้าง ม้า งัว ควายเป็ นต้น (คามูลพยางค์เดียว) ๓.๒ คาหลายพยางค์ ลักษณะคาหลายพยางค์ที่ปรากฏในภาษาไทยถิ่ นพัทลุ ง มีท้ งที่ เหมือน ั หรื อคล้ายกับภาษาไทยมาตรฐาน และที่แตกต่างกันซึ่ งจะเป็ นคาที่ใช้เฉพาะถิ่นเช่น หวันมุงมิง โพล้เพล้ (เวลาใกล้ค่า) หวันช่าย หวันเย็น ตอโพรก (พรุ่ งนี้ ) เพหลาด (กลางอ่อนกลางแก่ ใช้ทาอะไรไม่ได้) จัด หวัด (ค่อยช่วยเหลือบริ การอานวยความสะดวก) กางหลาง (เกเร) เป็ นต้น ๔. การสร้ างคา การสร้างคาในภาษาไทยถิ่นพัทลุง มีลกษณะที่ไม่แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐานมากนัก ส่ วน ั ใหญ่จะคล้ายคลึงกัน แต่มีบางส่ วนที่น่าสนใจแสดงลักษณะเฉพาะถิ่น การสร้างคาใช้ ๓ วิธีคือ การซ้ า คา การซ้อนคา และการประสมคา ๔.๑ การซ้าคา การซ้ าคาเป็ นการนาคาคาเดียวกันมากล่าวซ้ า เพื่อจุดมุ่งหมายให้เกิดความหมาย แตกต่างไปจากเดิม ซึ่ งความหมายใหม่อาจคล้ายความหมายเดิมแต่อาจมีความหมายในเชิ งยิ่งขึ้นหรื อลด น้อยลง โดยซ้ าคาในลักษณะต่างๆ ดังนี้ ๔.๑.๑ ซ้ าคาวิเศษให้มีความหมายยิงขึ้นหรื อลดลง เช่น ่ - เเขบแขบเดินเข้ามังทีหา “เร่ งรี บเดินหน่อยซิ ” ่ - เขียนหนังสื อให้หมัน สวยสวยเข้าต๊ะพอใหญ่อี่ได้เป็ นนายกับเขามัง “เขียนหนังสื อให้สวย ่ หน่อยโตขึ้นจะได้เป็ นใหญ่เป็ นโต” - โลกคลักในนานี้ยงแตร็กแตร็ก (หรื อออกเสี ยงเป็ นแจ็กแจ็ก) “ลูกปลาเล็กในนานี้มีมากมาย” ั - น้ าใหลแตร็นแตร็น “น้ าใหลน้อย” ๔.๑.๒ ซ้ าคาลักษณนามให้มีความหมาย “แต่ละ…” เช่น - โลกหมูน้ ีตัวตัวพี “ลูกหมูน้ ีแต่ละตัวอ้วน” - แด็กโหมนั้นคนคนเถ “ เด็กเหล่านั้นแต่ละคนอยูนิ่ง” (เถ มีความหมายกว้างแต่ส่วนมากจะ ่ ไปในทางไม่ ดี เช่ น ทาลายข้าวของ ขี ดเขี ย นให้เกิ ดความเสี ยหาย ลัก ขโมย เป็ นต้น มี ที่ ความหมายในทางดี อยู่บางในสานวนว่า คนมือไม่เถปลูกไม้ก้าไม่ได้ผล หมายถึ ง คนขี้ ้ เกียจทาอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล เถในสานวนนี้หมายถึงขยัน) - กล้วยหวีน้ ีหนวยหนวย “กล้วยหวีน้ ีแต่ละลูกโต หรื ออาจจะเล็กก็ได้” ๔.๒ การซ้ อนคา โดยการนาคาที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรื อเหมือนกันมาซ้อนกัน ซึ่ งคา เหล่านี้สามารถใช้ได้ตามลาพัง เช่น - อย่าไปก่อนต้าคร่ าวถ้ า ฉานมัง “อย่าพึงไปรอคอยฉันด้วย” ่ - โหมปรานหมันขี้ลกคบไม่ได้ “วงศ์วานเผ่าพงศ์มนขี้ขโมยคบไม่ได้” ั ั
30.
๓๐ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
- คนมากันกองลุยวันนี้ “วันนี้คนมากันมากมาย” ๔.๓ การประสมคา การประสมคาเป็ นการนาคาตั้งแต่ ๒ คา ขึ้นไปมารวมกันเพื่อสร้างคา ใหม่ที่มีความหมายใหม่ ลักษณะโดยทัวไปภาษาไทยถิ่นพัทลุงก็คล้ายคลึงกับภาษาไทยมาตรฐาน แต่มี ่ บางคาที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ั ๔.๓.๑ คาประสมที่เรี ยงลาดับสับที่กบภาษาไทยมาตรฐาน เช่น ภาษาไทยถิ่นพัทลุง ภาษาไทยมาตรฐาน - ตาหลวง หลวงตา - ดังข้าว ข้าวตัง - โลกหลวน แท้งลูก - ออกเลือด เลือกไหล ๔.๓.๒ คาประสมที่แตกต่างกับภาษาไทยมาตรฐาน เช่น - อ้ายบ่าว พี่ชาย เด็กผูชาย ้ - อ้ายนุย ้ เด็กผูชายตัวเล็กๆ ้ - อีสาว พี่สาว เด็กผูหญิง ้ - อีนุย ้ เด็กผูหญิงตัวเล็กๆ ้ - อ้ายคอ เพื่อนเกลอ - แม่ขน ั ขันใบใหญ่ - โลกผ้า ผ้าเช็ดหน้า - พุงใหญ่ ตั้งครรภ์ - พุงลัน ่ ท้องร้อง - ขี้เมฆ ก้อนเมฆ - ขี้มิน ้ ขมิน้ - หัวนา คันนา - หัวส้น ส้นเท้า - โต๊ะตา , โต๊ะยาย พ่อตา , แม่ยาย - โลกลม,ลีงลม กังหันเล็กๆ - ทาเฒ่า อวดดี , เสื อก , แก่แดด - ทาแดก ทาประชดแดกดัน - รถถีบ จักรยาน - ไขลงฝัก ไส้เลื่อน
31.
๓๑ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
บทที่ ๔ ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยถิ่นตะโหมด ที่น่าสนใจและแตกต่ างจากภาษาไทยมาตรฐาน ๑. ระบบเสี ยงวรรณยุกต์ ระบบเสี ยงวรรณยุกต์มีลกษณะที่แตกต่างอย่างชัดเจนที่ สุดระหว่างภาษาไทยถิ่ นกับภาษาไทย ั มาตรฐาน ภาษาไทยถิ่ น ตะโหมด มี ร ะบบเสี ย งวรรณยุ ก ต์ถึ ง ๗ หน่ วยเสี ย ง ในขณะที่ ภาษาไทย มาตรฐานมีแค่ ๕ หน่วยเสี ยง คาภาษาไทยถิ่นบางคาไม่สามารถเขียนถ่ายทอดเสี ยงได้ตรงตามที่ออก ่ เสี ยง ด้วยอักษรแทนเสี ยงที่ใช้อยูในภาษาไทยมาตรฐาน (อักษรไทย รู ปพยัญชนะไทย รู ปสระ และรู ป วรรณยุกต์) เนื่ องจากความแตกต่างในเรื่ องจานวนหน่วยเสี ยงวรรณยุกต์ท่ีมีไม่เท่ากัน และระดับเสี ยง วรรณยุกต์ก็ไม่ตรงกันด้วย ตาราง ๘ เปรี ยบเทียบระบบเสี ยงวรรณยุกต์ ภาษาไทยถิ่นตะโหมดกับภาษาไทยมาตรฐาน รายการ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ภาษาไทยมาตรฐาน ๑.จานวนหน่วยเสี ยง ๗ ๕ ๒.ระดับเสี ยง /1/ สู ง – ระดับ (ตกตอนท้าย) /1/ ต่า – ขึ้น (จัตวา) สู ง – ระดับ /2/ สู ง – เลื่อนลง /2/ ต่า – ระดับ (เอก) สู ง – ตก /3/ กลาง – ขึ้น – ตก /3/ กลาง – ระดับ (สามัญ) กลาง – ขึ้น /4/ กลาง – ระดับ /4/ สู ง – ตก (โท) /5/ กลาง – เลื่อนลง /5/ สู ง – ระดับ (ตรี ) /6/ ต่า – ระดับ /7/ ต่า – เลื่อนลง ต่า - ตก
32.
๓๒ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ตาราง ๙ เปรียบเทียบเสี ยงวรรณยุกต์ ของคาพืนฐาน ๒๐ คา ้ ของภาษาไทยถิ่นตะโหมดกับภาษาไทยมาตรฐาน คา เสี ยงวรรณยุกต์ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ภาษาไทยมาตรฐาน ๑. ขา สู ง – ระดับ ต่า – ขึ้น ๒. ข่า สู ง – ระดับ ต่า – ระดับ ๓. ข้า สู ง – เลื่อนลง สู ง – ตก ๔. ขาด สู ง – ตก ต่า – ระดับ ๕. ขัด สู ง – ระดับ ต่า – ระดับ ๖. ปี กลาง – ขึ้น – ตก กลาง – ระดับ ๗. ปี่ กลาง – ขึ้น – ตก ต่า – ระดับ ๘. ป้ า กลาง – ระดับ สู ง – ตก ๙. ปาด กลาง – ระดับ ต่า – ระดับ ๑๐. ปัด กลาง – ขึ้น ต่า – ระดับ ๑๑. อาย กลาง – ขึ้น – ตก กลาง – ระดับ ๑๒. อ่าน กลาง – ขึ้น – ตก ต่า – ระดับ ๑๓. อ้าง กลาง – ระดับ สู ง – ตก ๑๔. อาบ กลาง – ระดับ ต่า – ระดับ ๑๕. อับ กลาง – ขึ้น ต่า – ระดับ ๑๖. คา กลาง – เลื่อนลง กลาง – ระดับ ๑๗. ค่า ต่า – ระดับ สู ง – ตก ๑๘. ค้า ต่า – เลื่อนลง สู ง – ระดับ ๑๙. คาด ต่า – ระดับ สู ง – ตก ๒๐. คัด ต่า – ตก สู ง - ระดับ จากตารางแสดงว่าเสี ยงวรรณยุกต์ภาษาไทยถิ่นตะโหมดแตกต่างจากเสี ยงวรรณยุกต์ของ ภาษาไทยมาตรฐานทุกเสี ยง ๑ ๑ ตารางดัดแปลงจาก ฉันทัส ทองช่วย. ภาษาและอักษรถิ่น(เน้ นภาคใต้ ). ๒๕๓๔. หน้า ๗๖
33.
๓๓ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๒. ระบบเสี
ยงพยัญชนะ ๒.๑ เสี ยงพยัญชนะเดี่ยวภาษาไทยถิ่นตะโหมดทีไม่ มีในภาษาไทยมาตรฐาน ่ ระบบเสี ยงพยัญชนะภาษาไทยถิ่นพัทลุงมี ๒๓ หน่วยเสี ยง แตกต่างกับภาษาไทยมาตรฐาน ๒ หน่วยเสี ยง คือ ๒.๑.๑ / ?j / <อย> เป็ นเสี ยงเปิ ด (คล้ายเสี ยงกึ่งสระ) เกิดที่ช่องเส้นเสี ยงและเพดานแข็ง ้ ไม่กอง เช่น - อยาง “ยางพารา” - อยา “ยา” - อยอง “พานรองขันน้ า พานใส่ หมาก พลู” - อย้าง “ย่าง” - อยู “อยู”่ ๒.๑.๒ / n~/ <ญ> เป็ นเสี ยงนาสิ ก เกิดที่เพดานแข็ง เป็ นเสี ยงก้อง ขณะออกเสี ยกระแส ลมจะผ่านทางช่องจมูก เช่น - ญา “อย่า” - หญอด “แคระ แกร็ น” - หญ็อง ่ “ลักษณะเชือกพันกันยุงจนเป็ นกระจุก” ๒.๒ เสี ยงพยัญชนะประสมภาษาไทยถิ่นตะโหมดทีไม่ มีในภาษาไทยมาตรฐาน ่ ๒.๒.๑ [bl] <บล> เช่น - เบล่อ “เลวไม่ดี เสื อก” - เบล่น “ลื่น” ๒.๒.๒ [ml] <มล> เช่น - เมละ “ดอกมะลิ” - เมลื่อย “เมื่อย” - หมลึง “ผักตาลึง” - เมลือง “เมือก” ๒.๒.๓ [mr] <มร> เช่น - ไหมร “กาไร” - หมรับ “สารับ” - มรน “คารน”
34.
๓๔ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๒.๓ เสี ยงพยัญชนะท้ายพยางค์ ภาษาไทยถิ่นตะโหมดบางคาใช้ ไม่ ตรงกับภาษาไทยมาตรฐาน เช่น ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ภาษามาตรฐาน - เหยก เขย่ง - โลกเดือย มะเดื่อ - แขวบ แฝด ๒.๔ เสี ยงพยัญชนะต้ นภาษาไทยถิ่นตะดหมดบางคาใช้ ออกเสี ยงไม่ ตรงกับภาษาไทยมาตรฐาน เช่น ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ภาษามาตรฐาน - ป่ อ พ่อ - ตี้ ที่ - ใช ใจ - โบ๋ , โม่ โง่ - งัว วัว - โด้ โน้น - ฮม งม - ชิง (ชิงหมี) จริ ง (ที่จริ ง) - ถุ่น ฝุ่ น - ขน ฝน - ควัน ฟัน - ขวี ฝี - หวัก กวัก - โอย ,โรย โปรย
35.
๓๕ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๓. ระบบเสี
ยงสระ การออกเสี ยงสระในภาษาไทยถิ่นตะโหมดบางคาที่แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน ซึ่ งเป็ น ลักษณะการกลายเสี ยง ดังตารางต่อไปนี้ สระที่กลายเสี ยง ตัวอย่างคา ความหมาย ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๑.อิ กลายเป็ น อี ลิง ลีง ลิง - อุ จิ่ม จุม ้ น้ าจิ่ม - เอะ มะลิ เมละ ดอกมะลิ - แอะ มิด แม็ด มิด ๒.อะ กลายเป็ น อา ไร่ ร่ าย ไร่ ๓.อู กลายเป็ น โอ ลูก โลก ลูก ๔.เอือ กลายเป็ น เอีย เชือก เชียก เชือก - เออะ เรื อน เร็ อน เรื อน - เออ เมื่อ เม่อ เมื่อ ๕.อี กลายเป็ น เอ สี่ เส สี่ ๖.อุ กลายเป็ น โอ อุม้ โอ้ม อุม ้ - เอาะ ชุบ ช็อบ ชุบ - อึ หยุด อยึด หยุด - อู ทะลุ ลู่ ทะลุ ๗.เอ กลายเป็ น แอ เล่ม แหล้ม เล่ม ๘.โอะ กลายเป็ น เอาะ กบ ก็อบ กบ - เออะ ตน เต็อน ตน - อุ มะยม โลกยุม มะยม ๙.เอะ กลายเป็ น แอะ เจ็บ แจ็บ เจ็บ - อิ เหม็น หมิน เหม็น ๑๐.อัว กลายเป็ น อุ ยวง ยุม ยวง - โอ ผวย โพ่ย ผวย
36.
๓๖ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
สระที่กลายเสี ยง ตัวอย่างคา ความหมาย ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๑๑.อือ กลายเป็ น อี ยืม อยีม ยืม - เออ ซื้ อ เซ้อ ซื้ อ ๑๒.เอีย กลายเป็ น อิ เหยียว่ ยิว ่ เหยียว่ - เอือ เปลี่ยน เปลือน เปลี่ยน ๔. ความหมายของคา ความหมายของคาต่างๆ ในภาษาไทยถิ่นตะโหมดส่ วนใหญ่จะเหมือนกันกับภาษาไทยมาตรฐาน แต่มีบางคาที่ใช้แตกต่างกัน บางคาก็ไม่อาจหาคาในภาษาไทยมาตรฐานมาเทียบเคียงให้ตรงตัวได้ ซึ่ งใน ที่น้ ีขอกล่าวเฉพาะที่โดดเด่นและน่าสนใจดังนี้ ๔.๑ คานามที่ใช้เรี ยกเครื อญาติ เช่น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ปู่ โป ตา พ่อแก่ ยาย แม่แก่ ลูก โลก พ่อตา , แม่ยาย โต๊ะตา , โต๊ะยาย (กรณี ที่คนอื่นพูดถึง) ๔.๒ คานาหน้านาม มีลกษณะที่โดดเด่น คือผูใหญ่หรื ออาวุโสกว่าจะใช้คาว่า อี เรี ยกนาหน้าชื่อ ั ้ เด็กผูชาย หรื อผูชายที่อายุนอยกว่า แสดงถึงความรักความเอ็นดู และถือว่าเป็ นคาที่สุภาพไม่หยาบคาย เช่น ้ ้ ้ อีเก่งมาเม่อใดแล้ว ่ อีโดมอยูหม้าย อีดามพ์หลบต่อใดเล่า นอกจากนี้ยงมีคาอื่นๆ อีก เช่น ั ต็อน นาหน้าชื่อพระภิกษุ เณร ่ นาหน้าผูชายที่ผานการอุปสมบทมาแล้ว (ผูที่อายุมากกว่าใช้เรี ยก ้ ้ ้ ้ ่ ผูที่อายุนอยกว่า) พ่อตา แม่ยายใช้เรี ยกลูกเขยที่ผานการบวชพระมาแล้ว
37.
๓๗ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๔.๓ คานามบอกลักษณะ เช่น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด - มะม่วง ๓ ผล หน่วย - พระสงฆ์ ๕ รู ป องค์ - ขลุ่ย ๒ เลา อัน - เลื่อย ๔ ปื้ น สาย - ยาง ๑๐ แผ่น ผืน - ข้าว ๕ เมล็ด แม็ด - นา ๓ แปลง ลวด - เงิน ๕๐ สตางค์ โขก ฯลฯ ๔.๔ คาสรรพนาม มีลกษณะที่น่าสนใจ คือ ใช้คาว่า คุณ แทนบุคคลที่ใกล้ชิด เช่น ั พ่อ แม่ เป็ นต้น ซึ่ งลักษณะเช่นนี้จะต่างจากภาษาถิ่นใต้อื่นๆ ที่ใช้คาว่า พ่อ แม่ หรื อบางถิ่นใช้คาว่า ตัว นอกจากนี้ยงมีคาอื่นๆ อีก เช่น ั - คาที่สามีใช้เรี ยกภรรยา เช่น แม่หมัน แม่อีสาว โหมเร็ อนเรา โหมเท่เร็ อน แม่อี (อ้าย) …และตามด้วยชื่อลูกคนใดคนหนึ่ง ส่ วนมากจะเป็ นลูกคนสุ ดท้อง - คาที่ภรรยาใช้เรี ยกสามี เช่น พ่อหมัน พ่อไอ้นุย หลวง….(ตามด้วยชื่อสามี) ้ พ่ออี (อ้าย) …และตามด้วยชื่อลูกคนใดคนหนึ่ง ส่ วนมากจะเป็ นลูกคนสุ ดท้อง - คาใช้แทนสิ่ งของทัวๆไป เช่น ไอ้หนั้น ไอ้หนู ้ ไอ้หนี้ ่ - คาบุรุษสรรพนาม เช่น หมึง กู้ สู เรา ฉาน เอ็ง ๔.๕ คาลงท้าย เช่น ช่าน เหอ เอ้อ ไซ้ หวา เหวอ แหล้ะ ฯลฯ ๔.๖ คานาม ที่ใช้ไม่เหมือนกัน กับภาษาไทยมตารฐาน เช่น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด - เหยียว่ ยิว ่ - กะละมัง โคม - ชะมด มูสัง , สังแหยว - เสื อดา ค้างคูด - กระแตะ เหลียะ - เข็มขัด สายเอว - สร้อยคอ สายคอ
38.
๓๘ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด - ไฟฉาย ไฟแขบ - เม่น อีแกะ - กะลามะพร้าว พร็ อกพร้าว - มะละกอ ลอกอ - ฟักทอง น้ าเต้าทอง - แตงกวา แตงเบา - แตงโม แตงจีน - มันสาปะหลัง มันเภา ,มันเทศ - ถัวลิสง ่ ถัวใต้ดิน ่ - กระท่อม หนา - ภาพยนตร์ หนังฉาย - กะปิ เคยกุง ้ - พริ กขี้หนู ดีปรี - นาฬิกา นากา - ถังตักน้ า หมาตักน้ า - รองเท้า เกือก - ปุ๋ ย ไม้ยา - ฝรั่ง (ผลไม้) ชุมโพ่ - ชมพู่ ชุมโพ่แก้ว ,น้ าดอกไม้ - ละมุด สหวา (สะหวา) - กล้วยหอม กล้วยไร - งูจงอาง ฮูบอง ,บองหลา - งูสิง ฮูฉุนซุน - งูกะปะ ฮูปะ - เครื่ องยนต์ เครื่ องไฟ , เครื่ องฉุด - ทุเรี ยนแขก เรี ยนน้ า ,เรี ยนเทศ , เรี ยนเบา - ว่าวจุฬา ว่าวหลา - ข้าวโพด คง - ไฮโล กร็ อกแกร็ ก
39.
๓๙ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๔.๗ คาอื่นๆ ที่ใช้ไม่เหมือนกัน กับภาษาไทยมตารฐาน เช่น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นตะโหมด - สัญญา,ตกลง ชันชี - ผ่า หวะ - เคยตัว ได - ถางให้เตียน,ตัดทาลาย มล้าง - ฝนให้เป็ นชิ้นเล็กๆ ตรู๋ - สาลัก หมลัก - กระมัง สาว่า - อวดเก่ง ก็องแก็ง - เร่ งรี บ กุบกับ , รกรัก - ส่ งเสี ยงดัง เบ่,ฉาว - การร่ วมประเวณี ฉะหน่อย (ไม่ถือว่าเป็ นคาที่หยาบคาย) - ขยัน , ลาบาก ราเอย็น - ป่ าละเมาะ ป่ าโป๊ ะ - ลาห้วย , สายน้ า โหล๊ะ - หากบ โหล๊ะก็อบ - ปลูกข้าวไร่ หน่ าร่ าย - เผ่าไร่ ปรนร่ าย - สับปะรด ย่านหนัด , มะลิ - ทิศเหนือ หมละตีน , ปละตีน - ทิศใต้ หมละหัวนอน , ปละหัวนอน - สกปรก สกมก , สักมก , หลุหละ - พูด แหลง - คด แคว็ด - นุ่งผ้าโจกกระเบนสั้นถึงต้นขา ปั้ นเตียว - เกเร พาโล , กางหลาง - ซึมเศร้า ห็อง - ไม่สวย ,ไม่งาม , ไม่ดี โหมล๊ะ - น้อย ,นิดเดียว หีด , เต็ด
40.
๔๐ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๔.๘ คาที่ใช้เฉพาะถิ่น ไม่มีคาในภาษาไทยมาตรฐานเทียบเคียง เช่น - จัดหวัด ค่อยช่วยเหลือ อานวยความสะดวก ให้บริ การ - เพหลาด กลางอ่อน กลางแก่ ใช้ทาอะไรไม่ได้ ไม่ได้ความ - เถ ่ ทาให้เกิดความเสี ยหาย อยูไม่นิ่ง ทาลายข้าวของ ลักเล็กขโมยน้อย ประพฤติเสี ยหายเรื่ องชูสาว ้ - สกแส็ก วางตัวไม่เหมาะสม ทาอะไรที่ไม่ได้เรื่ องไม่เป็ น ชิ้นเป็ นอัน ชักช้า - จังกาบ พูดมาก พูดเสี ยงดัง พูดจาโอ้อวด - ทาหนวน พูดเล่นสานวน หยอกล้อคนอื่น - หลกแหล็ก ไม่จริ งจัง ไม่เป็ นงานเป็ นการ เชื่ อถือไม่ได้ - ไร ชักช้า หลงลืม เรื่ อยเปื่ อย ไม่รีบร้อน - ชุ่น หลงลืมตัวไม่ได้สติ ทาอะไรมัวไปหมด่ - หล็องฉ็อง ่ สับสน วุนวาย - ขล็ก (ลูกโป) เขย่า - หมลา การเอากิ่งไม้กองสุ่ มลงไปในแหล่งน้ าให้ปลาเข้ามา ่ อยูแล้วล้อมจับเอาที่หลัง
41.
๔๑ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
บทที่ ๕ ภาษาถิ่นกับคติชาวบ้ านตะโหมด ๑. ความหมายของคติชาวบ้ าน คติชาวบ้าน มาจาคาว่า คติ ซึ่ งแปลว่า แบบอย่าง , วิธี , แนวทาง กับคาว่า ชาวบ้ าน ซึ่ ง หมายถึ ง คนพื้นบ้านในท้องถิ่ นทัวไป (ในที่น้ ี จะหมายถึ ง ชาวบ้านในท้องถิ่ นตะโหมด จังหวัดพัทลุ ง ่ และพื้นที่ใกล้เคียง) ฉะนั้นคาว่า คติชาวบ้ าน หมายถึง แบบอย่างหรื อแนวทางในการประพฤติปฏิบติที่ ั สื บต่อเล่าขานกันมาหลายชัวอายุคน ในรู ปของค่านิ ยม ความเชื่ อ ประเพณี นิ ทาน ตานาน เพลงพื้นบ้าน ่ ส านวนภาษิ ต ปริ ศ นาค าทาย ศิ ล ปะ สถาปั ต ยกรรม ตลอดจนการเล่ น ของเด็ ก หากพิ จ ารณาจาก ความหมายนี้ จะเห็นว่าคติชาวบ้านเป็ นส่ วนหนึ่ งของวัฒนธรรม โดยที่ภาษาเป็ นเครื่ องมือในการอนุ รักษ์ และสื บทอดวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันภาษาก็เป็ นส่ วนหนึ่งของวัฒนธรรมเช่นกัน ั ภาษาถิ่นเป็ นส่ วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่มีความสัมพันธ์กบคติชาวบ้านเพราะชาวบ้านใช้ ภาษาถิ่ นในการสื บทอดคติชาวบ้าน ลักษณะของคติชาวบ้านเป็ นเรื่ องที่เล่าสื บต่อปากคากันมา จากคน รุ่ นหนึ่งมาสู่ คนอีกรุ่ นหนึ่ง ส่ วนมากเป็ นการถ่ายทอดด้วยความทรงจา และรับปฏิบติต่อๆ กันมามากกว่า ั การบันทึ กหรื อจารึ กไว้เป็ นลายลักษณ์ อกษร และไม่ทราบว่าใครเป็ นคนแต่งหรื อแต่งขึ้ นเมื่อใด เช่ น ั เพลงพื้นบ้าน บทกล่อมเด็ก ความเชื่อ และนิทานต่างๆ เป็ นต้น คติชาวบ้านมีหลากหลายชนิดแต่ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับภาษาถิ่นมีดงนี้ สานวนภาษิต ั เพลงพื้นบ้าน ปริ ศนาคาทาย นิทานและตานาน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๒. สานวนภาษิต สานวน ภาษิต ความจริ งแล้ว ๒ คานี้จะแยกจากกัน ความหมายก็ไม่เหมือนกัน สานวน พจนานุ กรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า “ถ้อยคาที่เรี ยบเรี ยง” ภาษิต พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า “คากล่าว, ตามศัพท์เป็ นคา กลางๆ ใช้ท้ งทางดีทางชัว แต่โดยความหมายแล้วประสงค์คากล่าวที่ถือว่าเป็ นคติ” แต่ในที่น้ ี จะใช้คา ๒ ั ่ ค านี้ ร่ว มกัน โดยให้หมายถึ ง ถ้ อ ยค าที่เ รี ยบเรี ยงขึ้น เพื่อใช้ ในการสื่ อ สารซึ่ งให้ แ ง่ คิ ด คติ หรื อซ่ อ น ความหมายในเชิงติชมและเปรียบเทียบ
42.
๔๒ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
สานวนภาษิตของท้องถิ่นตะโหมดเป็ นสานวนภาษิตที่คนในตะโหมดใช้พดจาเพื่อสื่ อความหมาย ู โดยทัวไป ลักษณะถ้อยคาที่ใช้จะมีความหมายเฉพาะ ต้องอาศัยการตีความเพื่อที่จะได้รู้ความหมายที่แฝง ่ อยู่ สานวนภาษิตของท้องถิ่นตะโหมดมีลกษณะคล้ายๆ กับคนไทยโดยทัวไป แต่ในที่น้ ี จะขอตัวอย่างที่ ั ่ เด่นๆ ที่ไม่ค่อยเหมือนกับถิ่นอื่นดังต่อไปนี้ สานวนภาษิต ความหมาย - บอกพลู,แจกพลู การบอกงานแต่งงานโดยการใช้ใบพลูแทนการ์ ดแต่ง โดยจะใช้ก นในหมู่ เครื อญาติ พี่ น้องหรื อเพื่ อนบ้า น ั เท่านั้น ถ้าเป็ นบุคคลอื่นๆ ที่ห่างออกไปก็ใช้การ์ ด - หย็อดเหมือนพร้าววัวท็อก ใช้เป็ นสานวนเปรี ยบเทียบว่ากล่าวคนที่ทาอะไรก็ ้ (แกร็ นเหมือนต้นมะพร้าวที่ถูกวัวกิน) ไม่เจริ ญเติบโต หรื อไม่กาวหน้า - ห็องเหมือนน็อกโถกหมายับ เป็ นสานวนเปรี ยบเทียบว่าซึ มเศร้า ไม่ร่าเริ ง มักใช้ (ซึ มเหมือนนกถูกหมากัด) เปรี ยบเทียบคนที่ถูกต่อว่าอย่างรุ นแรงแล้วรู้สึก ั อับอายจนมีอาการซึ มเศร้า หรื อใช้กบคนป่ วยก็ได้ - เหยียบหัวแม่ตีนกา พูดจี้ใจดา - ตดไม่ทนหายหมิน ั ชัวเวลาประเดี๋ยวเดียว ่ - ฉิ้งฉาย เลิกแล้วต่อกัน - กินเหนียว งานแต่งงาน - ทาแดก ทาประชด - ขวัดด็องเปล่า (ฝัดกระด้งเปล่า) ล้มเหลวทาอะไรก็ไม่เป็ นผล - เสี ยงดังหน้าแดงแรงไม่ออก ่ ใช้วากล่าวคนที่เวลาทางานที่ตองออกแรงร่ วมกัน ้ มักออกเสี ยงพูดมากแต่ไม่ค่อยออกแรงเอาเปรี ยบคน อื่นๆ - ออกปาก ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น - เรื อพุกเอาแหล็กโคน หวังเอาสมบัติ ทรัพย์สิน หรื อความกว้างขวางของ (เรื อผุเอาตะปู) ญาติพี่นองฝ่ ายคู่ครองมากกว่าที่จะดูที่หน้าตา ้ - เอาไข่แยงล่อง หาเรื่ องใส่ ตว ั - ทางานหน้าเหล้า ทาเฒ่าหน้าหม้อ เห็นแก่กิน ทางานเมื่อเห็นว่าจะได้กิน หรื ออาจจะ เปรี ยบเทียบกับคนที่ทางานเพื่อหวังสิ่ งตอบแทน - ปี นเฒ่า ตีเสมอผูใหญ่้ - คายแก้ว เมาแล้วอาเจียน
43.
๔๓ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
สานวนภาษิต ความหมาย - หลับนก นังหลับ ่ - เข้าหม้อ ใช้เปรี ยบเทียบคนที่เคยมีความรู้แล้วหลงลืมไปหมด - กินข้าววัดนอนหลาห่มผ้าผี คนจรจัดไม่มีหวนอนปลายเท้า คนขาดความรับผิด ั ชอบ - ขี้หมิ้นไม่ทนหล่นจากหัว ั ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ านม - โอ้มไก่เหมีย (อุมไก่ตวเมีย) ้ ั ไม่สู้คน ไม่หาเรื่ องใคร - ตามใจปากยากถึงวาน เห็นแก่กินลาบากตอนถ่าย - นายควนหนุน รู้มากเรื่ องอะไรรู้หมด - ได้พลอยกินน้ าแกง พึ่งพาอาศัยได้ - สี แก้วพลอยรุ่ ง พลอยพูดพลอยร่ วมในเหตุการณ์ดวยโดยที่ตวเองไม่ ้ ั ได้มีความสาคัญอะไรเลย - จืดเหมือนหืนยัก จืดชื้นไม่มีรสชาดใด - กินยอน,กินยอ,บ้ายอ ทาตามคายุยงของคนอื่น - บ่นเป็ นผีปันมัน ขี้บ่น พูดมาก - หดหาง เจียมเนื้อเจียมตัว - ดักช้างได้ไร ดักไซได้หอย ได้ไม่สมกับความตั้งใจ - ทั้งกินทั้งขอ คดหอหลับเร็ อน โลภมากอยากได้ของผูอื่น ้ - ผีแห้งกับโลงพุก,ผีตายโหงกับโลงไม้ยาง คนไม่ดีมารวมกัน มักทาอะไรที่เลวๆ ด้วยกัน - โถกม็อบ , โถกโจ ถูกคุณไสย - แบกกลองให้เพื่อนตี ตรันวานหมีให้เพื่อนเล่น ทาเพื่อผลประโยชน์ของผูอื่นโดยตนไม่ได้ ้ ผลประโยชน์อะไร แถมบางครั้งอาจเป็ นอันตรายด้วย - ชาติไก่เถา ไม่สู้คน - นาดอน เมียเด็ก ทาอะไรไม่ได้ดงใจ ควบคุมไม่ได้ ั - ขันนอกเปาะ สู ้นอกบ่อน - ฉีกขากลวมเปรว กันท่าผูอื่นโดยที่ตนก็ไม่ได้ประโยชน์ ้ - เข้าไต้เข้าไฟ ช่วงเวลาเย็นใกล้ค่า - แม่ไกรังทัง ส่ งเสี ยงโวยน่าราคาญ
44.
๔๔ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด ๓. เพลงพืนบ้
าน ้ เพลงพื้นบ้านในตะโหมดมี ๒ ประเภท คือ ๓.๑ เพลงกล่อมเด็ก ๓.๒ เพลงประกอบการเล่น ๓.๑ เพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กมีชื่อเรี ยกหลายอย่าง เช่น เพลงชาน้อง เพลงช้าน้อง เพลงกล่อมลูก เพลงฮาเห่ อ แต่ที่นิยมเรี ยกมากคือ เพลงร้องเรื อ เป็ นบทเพลงที่ร้องเพื่อกล่อมให้เด็กนอนหลับ ซึ่ งสมัยก่อนจะนิ ยม ร้ องประกอบการไกวเปลขณะที่ให้เด็กนอน เด็กจะเกิ ดความเพลิ ดเพลิ นจนหลับในที่สุด ลักษณะของ เพลงกล่อมเด็ก เป็ นเพลงสั้นๆ มีสัมผัสคล้องจอง จาได้ง่าย ถ่ายทอดโดยการจาต่อๆ กันมาจากปากต่อ ปาก ไม่ทราบว่าใครเป็ นคนแต่ง อาศัยการร้องและฟั งต่อๆ กันไปเป็ นทอดๆ และแพร่ หลายกันทัวไปใน ่ ท้องถิ่น เพลงกล่อมเด็กอาจจะไม่มีชื่อเพลงที่ชดเจน แต่จะใช้วรรคแรกของแต่ละเพลงเป็ นชื่ อเรี ยกเพลง ั นั้นๆ ซึ่ งแต่ละเพลงอาจจะมีเนื้ อร้ องผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ เนื่ องจากการจากันมาอาจจะไม่ ตรงกัน และบางคนนามาร้องโดยปรับเปลี่ยนเนื้อร้องตามใจตน ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กในตะโหมด ดอกเมละหอม ดอกเมละหอมเหอ น้องเก็บใส่ ออม ยิงแห้งยิงหอม ่ ่ ถนอมใจชาย ไม่เห็นสักวัน น้องกลันใจตาย ไม่เห็นสักฮาย ใจชายเวเปลเหอ เฮ้อ นกขุม้ นกขุมเหอนกขุม ้ ้ ถอยหลังเข้าซุ่ม อย่าทุ่มโลกเสี ย พ่อไม่รักโลก พ่อรักแต่เมีย อย่าทุ่มโลกเสี ย พ่อไปหาเมีย เมียพ่อเออสาว เหอ ไปป่ า ไปเขาไปป่ า ตัดหวายมาเสเส้น โผกเปลเวเล่น เวนอกเวใน เปลหนึ่งรับแขก เปลหนึ่งรับไทย เวนอกเวใน สองเปลน้องเวเล่น เหอ
45.
๔๕ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
สาวสาว สาวสาวเหอ ตักน้ าบ่อวัด พี่เณรยิกซัด โถกป้ าสี พดที่ยงผัว ั ั ดีดีร้ายร้าย โถกเอาแม่หม้ายพอยังชัว่ โถกป้ าสี พดที่ยงผัว ั ั หน้าหัวหักทีเดียว เหอ นางโนรา นางโนราเหอ คือนางโนรา อาบน้ าในสระ เจ็ดคนพี่นอง ้ นายพรานแลเห็น ซาบซาบมองมอง เจ็ดคนพี่นอง ้ คล้องเอาคนสุ ดท้ายเพื่อน หมายิกแลน เรี ยกหมาเหอ เรี ยกมาโดยโดย กินข้าวหมาโหย หมาไปยิกแลน แลนขึ้นต้นโหนด หมามันโหยนเอาคอแหน หมาไปยิกแลน คอแหนใต้โคนโหนด ไปเหนือ ไปเหนือเหอ ซื้ อโลกเขือโลกลา โผกรักชาวลาปา ทาสิ่ งทุกข์สิ่งแค้น โผกรักชาวท่าออก น้องบอกได้กินน้ าผึ้งแว่น ทาสิ่ งทุกข์สิ่งแค้น ทาให้นองแค้นใจ เหอ ้ หุงข้าว หุงข้าวเหอ หุงข้าว หุงข้าวไปวัด ั ชันชีกบหลวง สึ กต้าต้นเหอ สี กาไม่ลวง ั ชันชีกบหลวง สี กาไม่ลวงต้น ช้างเ..ด ช้างเ..ดเหอ อีเหม็ดรังทัง รังเองก้ายัง ชิงรังของท่าน ชิงเชียกชาววัว ชิงผัวชาวบ้าน ชิงรังของท่าน ชาวบ้านหมันรุ มด่าเหอ
46.
๔๖ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
งูสายพาน งูสายพายเหอ ยานขึ้นรั้วนอก อ้ายเฒ่าหัวหงอก อวดตัวอี้เลี้ยงเมียสาว แลเหอแลดู อ้ายเฒ่าหัวงูหมันทาบ่าว อวดตัวอี้เลี้ยงเมียสาว ทาบ่าวไม่คิดหงอก ต้นปริ ง ต้นปริ งเหอ คือต้นปริ งกิ่งห้อย โผกรักกับพี่บ่าวน้อย ไม่ได้เหมือนความชันชี เอาคนเอินมาทาผัว ตัดหัวเสี ยก่อนต่อเรี ยกพี่ ไม่ได้เหมือนความชันชี เท่านี้นองแค้นใจ ้ ผักฉีด ผักฉีดเหอ แพย่านต้นผักฉี ด เท่านุยเท่าหี ด ้ กวนพ่อกวนแม่จะเอาผัว เดี่ยวก่อนอี้สาวเหอ ให้บ่าวหมันหลบแต่แลวัว กวนแม่กวนพ่ออี้เอาผัว ดอกบัวไม่ทนบานเหอ ั บ้านนี้ บ้านนี้เหอ มีตนลอกอ ้ อีเฒ่าหมันสอพลอ หมันยอโลกสาวว่าดี โลกสาวหมันเล่นชู ้ คนเฒ่าไม่รู้เหลยที หมันยอโลกสาวว่าดี ไม่บดสี ช่วบ้าน ั โลกสาว โลกสาวเหอ โลกสาวชาวเร็ อนตก หัวนมเท่าครก อกเท่าเชอบาย ั ถ้าได้กบพี่ ขี่เล่านต่างควาย อกเท่าเชอบาย ขี่เล่นต่างควยถึก โลกสาว โลกสาวเหอ โลกสาวชาวบ้านนี้ ตัวดาปู้ ปี้ ไม่…สักเหม็ด ่ ยังอยูหีดหนึ่ง ไว้ทาเหยือเบ็ด ่ ไม่…สักเหม็ด ลูกสาวชาวบ้านนี้
47.
๔๗ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
๓.๒ เพลงประกอบการเล่น เพลงประกอบการเล่น เป็ นเพลงที่ใช้ประกอบการเล่นเพื่อความสนุ กสนาน ส่ วนใหญ่เป็ นการ เล่นของเด็ก ซึ่ งอาจใช้ประกอบท่าทางหรื อจังหวะในการเล่น นอกจากนี้ อาจใช้ในตอนเริ่ มเล่นเพื่อแบ่ง ฝ่ ายหรื อผูเ้ ริ่ มกิจกรรมกรเล่น ตัวอย่างเพลงประกอบการเล่นของตะโหมด การเล่นจุมจี้จุมปุด (จ้ าจี้มะเขือเปาะ) ้ ้ จุมจี้จุมปุด ้ ้ จุมแม่สีพุด ้ เข้ากอชวา พุดซาเป็ นดอก หมากวอกเป็ นใบ ้ ่ ่ พุงพิงอยูใน ว่ายน้ าท่อแทะ ท่อแทะเหอ ฉีกใบตอง มาร้องผ้าแหก ฉีกดังแกร็ ก หอแหงอแง การเล่นเก้ช้ ีโพ (ซ่อนหา) เก้ช้ ีโพ ่ โก้ยานหนัด ตัดย่านแหนง เดือนแจ้ง แจ้ง มาเล่นเก้ช้ ีโพ การเล่นขวิดโหยง ขวิดโหยง โก่งโค่งล้างขี้ ขวิดไม่ดี ขี้ฉูดเข้าหน้า การเล่นโยเย โยกเยก น้ าท่วมเมฆ น้ าท่วมหัวนา หมามาไม่ได้ นังร้องไห้ ่ สองคนแม่โลก นกเขาเดินดิน (ใช้ร้องเล่นทัวไป) ่ วันนี้วนเสาร์ นกเขาเดินดิน ั ไปขุดขี้หมิ้น ที่ไร่ เถ้าแกะ ตะแหละ แตะ แตะ เถ้าแกะโมงหมิน การเล่นมดหน่อย (ใช้เล่นเพื่อหาว่าใครเป็ นคนตด) อีล็อดตอ็ดต้อย มดหน่อยไต่ร้ ัว ใครยิมใครหัว ้ คนนั้นแหละตด การเล่นเวเปล (ไกวชิงช้า) โหยนพล็อง แป๊ ะหลังก็อง แล่นเข้ากอเตย ่ อยูไม่ได้ ทาไต้ทาเคย ชาวบ่อเตย มีเคยบางบาง ชาวบ่อยาง งอกหางยาวรี
48.
๔๘ ภาษาไทยถิ่นตะโหมด
หัวแดงแกงกบ (ใช้ร้องเล่นทัวไป) ่ หัวแดงแกงกบ ใสเครื่ องไม่ครบ โถกตบพลัดเร็ อน
Download