คานา
วัตถุประสงค์ของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
แนวทางการประเมินมูลค่าทางพื้นที่คุ้มครองโดยใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์ จะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้จัดการหรือหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองและชุมชนใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง หรือแนวกันชน เป็นการใช้วิธี
ประเมินมูลค่าและการวิเคราะห์การกาหนดรูปแบบว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มี
ความเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดภัยคุกคามในพื้นที่
คุ้มครอง เงินทุนหรือกองทุน ขณะเดียวกันก็เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงวิถีการดารงชีวิตของชุมชน
ท้องถิ่น การประเมินมูลค่าจะเกี่ยวข้องกับสภาพของพื้นที่คุ้มครอง ชุมชนในท้องถิ่นจะต้องให้ความสนใจ
เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ วิธีการสามารถนามาใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองและ
ชุมชนท้องถิ่น เพื่อการสร้างความร่วมมือซึ่งกันและกัน
วัตถุประสงค์ของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความ
หลากหลายทางชีวภาพ (CBD) โดยเฉพาะหลักการของ Ecosystem Approach ในการประชุม COP 5 และ
COP 10 กาหนดให้มีการพัฒนาเครื่องมือการประเมินกิจกรรมที่ดีที่สุดและแนวทางการใช้โดยเฉพาะเทคนิค
และอุปกรณ์ในการประเมินการใช้ประโยชน์จากค่าการบริการของระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครอง ในกรณีที่
พื้นที่คุ้มครองต้องการดาเนินการประเมินมูลค่า จะต้องให้เป็นไปตามวัฒนธรรม นวัตกรรมและกลไกของ
การเงิน เช่น PES เป็นต้น
แนวทางในการกาหนดผลทางเศรษฐกิจจากการบริการของระบบนิเวศและความหลากหลายทาง
ชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง จะต้องทาการศึกษาและร่วมมือกันค้นหา การบริการของระบบนิเวศ นโยบายการ
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือการจัดทาคู่มือแนว
ทางการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครองหรือแนวกันชน ชุมชนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชน หรือ
การกาหนดแนวทางที่จะต้องดาเนินงานในการป้องกันการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพที่จะให้เป็น
ประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น หรือเพื่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ
ฉะนั้นการพิจารณาเพื่อกาหนดเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จึงต้องพิจารณาในเรื่อง นโยบาย การ
ปฏิบัติทางนวัตกรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ ความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ และบทเรียนต่างๆจากแหล่งที่
ได้มีการศึกษาและรวบรวมไว้
- 1 -
แนวทางการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
(Economic Tools for Protected Area Management :
A Guideline for an Integrated Assessment)
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นโครงการประเมิน
ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ
1. การกาหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
2. คณะผู้ประเมินมีความรู้ความชานาญ
3. ความรู้ความเข้าใจของชุมชนท้องถิ่น
4. ความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
1. วัตถุประสงค์หลักและขอบเขตของการประเมิน
วัตถุประสงค์ของการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จะมีเป้ าประสงค์ที่ชัดเจน โดยทั่วไปแล้วจะมี
วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชน
ท้องถิ่น จะต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับโครงการของชุมชนที่ได้กาหนดเป้ าประสงค์
เพื่อต้องการให้มีการประเมินที่ถูกต้องและทางานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การกาหนดเป้ าประสงค์ที่ดีต้อง
มีการประชุมร่วมกัน และจะให้มีการปรับปรุงแก้ไขได้เพื่อให้ชุมชนมีความเข้าใจได้ง่าย สาหรับการกาหนด
วัตถุประสงค์เป้ าหมายที่ชัดเจน คือ (1) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อป้ องกันหรือการเพิ่ม
มูลค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือดูแลรักษาไว้มิให้มีภัยคุกคาม
เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ (2) เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของชีวิตมนุษย์การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง การ
อานวยผลประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศ เพื่อให้มีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์เป้ าหมายหลักที่
เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การดาเนินงานที่เริ่มต้น คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเข้าใจ
และร่วมมือกัน ซึ่งการดาเนินงานจะมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว การกาหนดให้มีเป้ าประสงค์หลักที่ชัดเจน
และมีหลักเกณฑ์ Smart Criteria (UNEP, 2009)
- 2 -
1. วัตถุประสงค์ที่กาหนดให้มีเป้าหมายโดยเฉพาะ
2. ตรวจวัดได้หรือมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
3. การยอมรับวัตถุประสงค์และเป้าหมายจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่ยอมรับได้
4. การกาหนดวัตถุประสงค์ให้มีประโยชน์อย่างแท้จริง
5. การกาหนดเวลาขึ้นอยู่กับความต้องการดาเนินงาน
ตัวอย่างการกาหนดวัตถุประสงค์
การกาหนดเพื่อการจัดการ กรณีที่
มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ เป้าหมายในระยะยาว
ลดการทาลายพื้นที่ป่าไม้
การป้องกันการบุกรุกยึดถือครอง
ที่ดินเพื่อการเกษตร การทาลาย
พื้นที่ต้นน้าลาธารเพื่อปลูก
ยางพารา
สร้างทางเลือกและการพัฒนา
ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น กาหนดให้มี
การ
ปลูกป่า เพื่อการอนุรักษ์มากกว่า
เพื่อผลทางเศรษฐกิจ กรณีแผ้วถาง
ป่าเพื่อปลูกยางพารา
การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่หายาก
หรือใกล้จะสูญพันธุ์, ให้ความ
ปลอดภัยแก่ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ เพื่อการอานวยน้าที่
สะอาด การป้องกันน้าท่วมและ
ควบคุมคุณภาพน้า
ฉะนั้น การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จะต้องทาให้มีความชัดเจน ทั้งในพื้นที่และรอบๆ พื้นที่
คุ้มครอง เช่น แนวกันชน ชุมชนท้องถิ่น ตามที่เราต้องการรักษาให้พื้นที่คุ้มครองคงอยู่ สาหรับบริเวณพื้นที่
ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง จะต้องคานึงถึง คือ
- การแก้ไขปัญหาจะต้องดาเนินการที่ไหน
- เราจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เฉพาะอะไรบ้าง สาหรับพื้นที่ที่ไหน
- พื้นที่ใดมีบทเรียนในการประเมินและประสบผลสาเร็จ
- พื้นที่ใดที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการร่วมมือกันเป็นอย่างดี
- 3 -
2. คณะผู้ดาเนินงานด้านการประเมินและคณะผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
กระบวนการตัดสินใจดาเนินงานด้านการประเมินมูลค่า ต้องได้รับการแนะนาพิจารณาจาก
ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องพิจารณาถึงผู้เกี่ยวข้อง เช่น หัวหน้า
พื้นที่คุ้มครอง สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง องค์กรภาคเอกชนหรือผู้มีอานาจในท้องถิ่น เป็นผู้มี
ความรู้ มีทักษะที่แตกต่างกัน ที่ต้องการให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งจะทาให้คณะกรรมการเหล่านี้จะมา
จากแหล่งวิชาการในหลายๆ ด้าน เช่น
- เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับสภาพท้องถิ่น
- เป็นผู้มีความสามารถในการประสานงานความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น
- เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาท้องถิ่น เช่น ป่าไม้พื้นที่ชุ่มน้า แหล่งน้า เป็นต้น
- เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐ-สังคมและกฎหมาย
- เป็นผู้มีส่วนร่วมในการวางแผนในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ
- เป็นผู้มีทักษะในการออกแบบและการดาเนินงานภาคสนาม
ในการปฏิบัติงานไม่จาเป็นว่าผู้เชี่ยวชาญทุกคนจะไปทางานด้วยกันทั้งหมดทุกคน แต่ที่ต้องการก็
เพื่อให้คาแนะนา ข้อเสนอแนะและเข้าใจโครงการ การดาเนินงานโดยหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง หรือองค์กร
ภาคเอกชนสามารถทางานภายในพื้นที่คุ้มครองไปด้วยกันได้ จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับนิเวศวิทยา เศรษฐ-
สังคมด้วยกันเป็นอย่างดี หรือสถาบันการวิจัยหรือองค์กรอื่นๆ จากภายนอกหน่วยงาน แต่สิ่งสาคัญที่สุด คือ
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น ซึ่งมีความรู้หรือปัญญาท้องถิ่น การมีเครือข่าย เช่น หัวหน้า
หมู่บ้าน
อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการภายหลังก็ได้ โดยเฉพาะการประชุมเชิง
ปฏิบัติการในการเสนอผลการศึกษาหรือผลประเมิน เช่น นักนิเวศวิทยา ช่วยวิเคราะห์ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
การให้ข้อแนะนา เพื่อทาให้ผลงานมีเป้ าหมายที่ชัดเจนและมีความถูกต้องมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ควร
เป็นผู้ที่ยอมรับจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง เป็นต้น
- 4 -
องค์ความรู้ ประเภทของผู้เชี่ยวชาญ บทบาท:ร่วมทีมที่ปรึกษา
,
มีส่วนร่วมให้ข้อมูล
สถานภาพ
1. การจัดการพื้นที่
คุ้มครอง
2. งานวิจัย
3. มหาวิทยาลัยใน
ท้องถิ่น
4. อาจารย์ทางด้าน
เศรษฐศาสตร์
มีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น
และนิเวศวิยา
รู้และเข้าใจนิเวศวิทยา
ผู้เชี่ยวชาญด้าน
เศรษฐศาสตร์
รู้และเข้าใจ
เกี่ยวกับเศรษฐ-สังคม
ท้องถิ่น
เป็นหัวหน้าทีม
ที่ปรึกษา/วิเคราะห์/ข้อมูล
ด้านนิเวศ
ผู้มีส่วนร่วมในฐานะด้าน
เศรษฐศาสตร์
ที่ปรึกษา/ร่วมดาเนินการ
ผู้ริเริ่มโครงการ
มีส่วนร่วม/
ประสานงาน
มีส่วนร่วม
3. ความรู้เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์สิทธิ และบทบาทเพื่อการ
คัดเลือกวิธีการประเมินด้านความรู้ใหม่ๆ และได้รับข้อมูลที่เป็นพื้นฐานด้านสังคม เศรษฐกิจ นโยบาย
การเมือง กฎหมาย วัฒนธรรม รวมถึงกระบวนการทางนิเวศวิทยา (ประเภทของระบบนิเวศที่สาคัญในพื้นที่
ชุมชนหรือพื้นที่คุ้มครอง) ข้อมูลที่สาคัญของพื้นที่โครงการ โดยเฉพาะประเพณีวัฒนธรรม หรือกฎหมายที่
เกี่ยวข้องกับสถานภาพของพื้นที่
รายละเอียดของโครงการจะรวบรวมข้อมูลด้านท้องถิ่น ประเภทและส่วนที่สาคัญ จะต้องมีเอกสารที่
เป็นข้อมูลเบื้องต้น และเป็นข้อมูลที่ทันสมัย สามารถที่จะค้นหาหรือประเมินได้ดีจากแหล่งต่างๆ โดยวิธีการ
จัดประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือจากที่ปรึกษาของโครงการ
ข้อมูลท้องถิ่นที่สาคัญ
ก. ความหลากหลายทางชีวภาพ
 ลักษณะที่สาคัญของพื้นที่คุ้มครอง (ระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์)
 มีกิจกรรมอะไรบ้างที่มีการดาเนินงาน เช่น ประเพณีในชุมชนท้องถิ่น
 มีภัยคุกคามอะไรบ้างที่มีผลต่อการจัดการ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
- 5 -
 นโยบายทางการเมืองในท้องถิ่นที่ได้สนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีอะไรบ้าง
 มีความสาคัญในระดับนานาชาติ ระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น
 มีการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ด้านการบริการของระบบนิเวศ หรือด้านอื่นๆ โดย
ใครที่
เข้ามาเกี่ยวข้อง
 กฎหมายที่สาคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีฉบับใดบ้าง
 นโยบายทางเศรษฐกิจ ด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ มีอะไรบ้าง เช่น (PES ,Tax
reduction หรือจะดาเนินการอื่นๆ หรืออุปกรณ์ในการเดินทาง)
ข. ข้อมูลด้านการเมือง กฎหมายและสถาบัน
 ใครเป็นผู้รับผิดชอบในระดับท้องถิ่น มีโปรแกรมดาเนินการอะไรบ้างที่ปฏิบัติตามนโยบายใหม่ๆ
 การสนับสนุนนโยบายที่มีความสาคัญในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ และการสนันสนุนการ
พัฒนา
และอนุรักษ์ตามวัตถุประสงค์
 มีความสาคัญอย่างไรในระดับท้องถิ่น หรือภูมิภาคตามเป้ าหมาย
 มีอิทธิพลจากผู้นาสถาบันในทางการเมืองหรือไม่ (โครงการธรรมดาหรือโครงการพิเศษ)
 ชุมชนท้องถิ่นมีปัญหาเกี่ยวข้องกับที่ดินหรือไม่
 มีปัญหาข้อขัดแย้งในทางนโยบายหรือกฎหมายหรือไม่
ค. ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
 ระดับการพัฒนาและโครงสร้าง
 การใช้ประโยชน์ในที่ดิน (รวมถึงผลกระทบ)
 แหล่งเงินรายได้
 การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
 การพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่
 การกระจายความอยู่ดินกินดีของประชาชน
- 6 -
 นโยบายการพัฒนา เศรษฐกิจในภูมิภาค (รวมถึงการกาหนดนโยบายที่มีผลกระทบต่อการอนุรักษ์
ความ
หลากหลายทางชีวภาพ)
ง. ข้อมูลด้านสังคมและวัฒนธรรม
 ลักษณะทางประเพณีวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่น (แนวโน้ม ภาษา โครงสร้าง ศาสนา
ประเพณี
ต่างๆ)
 การศึกษา (ระดับการศึกษา ระบบโรงเรียน การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม)
 สภาพของชุมชน (การมีส่วนร่วม ชุมชนดั้งเดิม )
 ความร่วมมือของชุมชน
4. การวิเคราะห์ความรู้ความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ความสาคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ จาเป็นต้องมีแนวทางการคัดเลือกผู้
มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้มีส่วนร่วมในกระบวนการ โดยพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่
ควรจะได้ทาแผนที่ที่ตั้งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีข้อมูลหรือหลักเกณฑ์ที่กาหนด เพื่อการคัดเลือกผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย
แนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือกลุ่มคน หรือ
หน่วยงานที่เป็นผู้ตัดสินใจ แนวคิดของผู้นาที่มีความเข้าใจถึงเป้าหมายในขอบเขตที่กาหนด
 ผู้มีอานาจในพื้นที่คุ้มครอง (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช)
 ฝ่ายปกครองผู้มีอานาจในท้องถิ่น (เช่น อาเภอ) หรือผู้แทนส่วนท้องถิ่นและภูมิภาคหรือระดับชาติ
(กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม)
 ผู้แทนชุมชนทั้งในและนอกพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งชุมชนดั้งเดิม
 ผู้แทนภาคธุรกิจที่ ตั้งอยู่ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง (เช่น ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว
ภาคอุตสาหกรรม)
 ผู้แทนองค์กรท้องถิ่น
- 7 -
 สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัย)
 กลุ่มคนหรือชมรมที่สนใจในพื้นที่คุ้มครอง
เพื่อให้เข้าใจถึงความสาคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องมีความ
สนใจและเกี่ยวข้อง รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่คุ้มครองมีการเก็บหาของ
ป่าหรือเก็บไม้ฟืน หรือล่าสัตว์ในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ของความหลากหลายทาง
ชีวภาพ
ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จาต้องปรากฏอยู่ในเป้ าหมายของการประเมินเพื่อ
การลดความขัดแย้ง โดยการเชิญผู้เกี่ยวข้องในเรื่องความขัดแย้งไปเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกัน
พิจารณาแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น หันมาให้ความร่วมมือและเป็นเพื่อนกัน ซึ่งจะทาให้ผลการประเมินมูลค่ามี
ผลสาเร็จในกระบวนการ การกาหนดแนวทางในการปฏิบัติในเรื่องเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการ
พื้นที่คุ้มครอง
ข้อพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการด้านความเต็มใจที่จะร่วมทางาน
ด้วยกันในสถานภาพของท้องถิ่น ความขัดแย้งหรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด จะต้องนามาประกอบการ
พิจารณาด้วย
การคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องแจ้งให้เขาเหล่านั้นได้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการประเมิน
คุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วจะต้องพิจารณาถึงการประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดย
การประชุมร่วมกัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เป้ าหมายจะต้องมีการสร้างเครือข่ายร่วมกัน โดยมีการติดต่อ
ประสานงานส่วนตัวหรือ การสัมภาษณ์ผู้นาท้องถิ่น หรือประชุมกลุ่มย่อย เพื่อให้เข้าใจถึงโครงการที่
เกี่ยวข้อง
เทคนิคในการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกประการหนึ่งคือ การวิเคราะห์ความคิดเห็นต่างๆ เช่น
ด้านสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้นาทางศาสนา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง หรือการมีพลังในการ
ทางานร่วมกับพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะการกาหนดกฎเกณฑ์ และการจัดระดับความสาคัญในกระบวนการ
- 8 -
หลักการพิจารณาถึงลาดับความสาคัญในการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
พื้นที่
คุ้มครอง
ผู้จัดการพื้นที่
คุ้มครอง
เกษตรกร
ท้องถิ่น
ชุมชน
ท้องถิ่น
ดั้งเดิม
กลุ่มผู้ดาเนินงานหลัก
ชลประทาน
องค์กร
การท่อง
เที่ยว
อุตสาหกรรม
องค์กร
ภาค
เอกชน
การท่องเที่ยวท้องถิ่น
กลุ่มที่ 1
ผู้มีอานาจในพื้นที่ สถาบันวิจัย
ภาคเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ
กลุ่มที่ 2
หน่วยงาน
สถาบัน
ภาครัฐ
มหาวิทยา
ลัย
ในท้องถิ่น
- 9 -
ตารางแสดงแนวทางการพิจารณาคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
มีความเกี่ยวข้องกับ
พื้นที่คุ้มครอง
อย่างไร
(ขัดแย้ง/ร่วมมือ)
มีความเกี่ยวข้องกับ
พื้นที่คุ้มครองด้านใด
มีความร่วมมือกับ
พื้นที่คุ้มครอง
อย่างไร
ระดับของความ
ร่วมมือ
สถานภาพของความ
ร่วมมือ
การติดต่อ
1.ผู้จัดการพื้นที่
คุ้มครอง
รับผิดชอบการ
บริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครอง
การแก้ไขปัญหา
ความขัดแย้ง ด้านการ
ยึดถือครอบครอง
ที่ดิน
ร่วมมือเป็นอย่างมาก ร่วมมือเป็นอย่างมาก หัวหน้า
2. องค์การบริหาร
ส่วนตาบล
เป็นกลาง-บางส่วนมี
ความขัดแย้งด้านการ
ยึดถือครอบครอง
ที่ดิน การลักลอบเก็บ
หาของป่า ล่าสัตว์ป่า
มีการประชุมร่วมกัน ร่วมมือเป็นอย่างมาก มีความสนใจ อบต.
3. บริษัท สนับสนุนการ
อนุรักษ์(CSR)ช่วย
สร้างสิ่งอานวยความ
สะดวก
ยังไม่มีความสนใจ ชื่อผู้เกี่ยวข้อง
- 10 -
ตารางแสดงแนวทางการพิจารณาคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ต่อ)
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
มีความเกี่ยวข้องกับ
พื้นที่คุ้มครอง
อย่างไร
(ขัดแย้ง/ร่วมมือ)
มีความเกี่ยวข้องกับ
พื้นที่คุ้มครองด้านใด
มีความร่วมมือกับ
พื้นที่คุ้มครอง
อย่างไร
ระดับของความ
ร่วมมือ
สถานภาพของความ
ร่วมมือ
การติดต่อ
4. การท่องเที่ยว ความสนใจในด้าน
การท่องเที่ยวเชิง
นิเวศ
มีการประชุมร่วมกัน ร่วมดาเนินการ มีความสนใจ ชื่อผู้เกี่ยวข้อง
5.มูลนิธิ
(ภาคเอกชน)
การวิจัยกิจกรรมใน
พื้นที่
มีการประชุมร่วมกัน ร่วมดาเนินการ มีความสนใจ ผู้อานวยการ
- 11 -
กราฟแสดงแนวทางการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในการประสานงานครั้งแรกจะมีการศึกษาถึงผู้มีอานาจในการตัดสินใจและสนับสนุนงานพื้นที่
คุ้มครอง มีการประชุมร่วมกันโดยการนาข้อมูลและภาษาท้องถิ่นมาใช้ จะเป็นการสร้างความเข้าใจในพื้นที่
ศึกษาได้มากขึ้น
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การติดต่อประสานงานเป็นส่วนที่สาคัญของโครงการที่จะต้องค้นหาวิธีการ
นาโครงการเข้าไปสู่พื้นที่เป้ าหมาย หลักการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง (Ecosystem Services)
มีอะไรบ้างที่จะต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจ มีความเห็นที่จะช่วยกันป้ องกันและการ
จัดการจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ซึ่งบางครั้งก็เป็นการยากที่จะต้องมีการสร้างความรู้ความ
เข้าใจให้ได้โดยเฉพาะการชี้แจงให้เห็นถึงสถานภาพและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในเรื่องของการ
บริการของระบบนิเวศน์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติการบริการ ประโยชน์และการดารงชีวิต จะต้องอธิบาย
ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจให้ได้ แล้วจะนาไปสู่แนวคิดการประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการ
พื้นที่คุ้มครอง ว่ามีความเหมาะสมในท้องถิ่นได้หรือไม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับชุมชนในท้องถิ่น
เพื่อนาไปสู่การตัดสินใจในทางเลือกที่ดีกว่า ว่าจะพัฒนาท้องถิ่นของตนเองอย่างไร และร่วมมือกันจัดการ
พื้นที่คุ้มครองของตนเองอย่างไร เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มา
วิเคราะห์ผลได้ผลเสียที่เกิดขึ้น
มีส่วนร่วมอย่างมาก
ปาน
กลาง
ต่า สนใจ สนใจอย่างมาก
ทางานร่วมกัน
ได้
มีความพึงพอใจ
การติดตามดูความสนใจ มีความสนใจ
ทางานร่วมกันได้
- 12 -
ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) สาหรับชุมชน
ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ
1. เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้บันทึกหรือจัดทาเป็น
เอกสารรายงานที่ใช้เป็นหลักฐานได้
2. รายละเอียดของการบริการของระบบนิเวศในท้องถิ่น มีการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและ
เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร
3. ความเหมาะสมของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อันที่จะนาไปใช้ประเมินต่อไป
ในขั้นตอนที่ 2 ของการประเมินมูลค่า การที่จะนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้จะต้องค้นหา
ความเข้าใจว่าชุมชนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศอย่างไร เพื่อต้องการให้ระบบนิเวศ
มีการบริการตลอดไป โดยวิธีการสนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อการดารงชีวิตของชุมชนในท้องที่นั้นๆ
ในขั้นตอนแรกจะเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์ว่าโอกาสของชุมชนท้องถิ่นมีการใช้
ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้เข้าประชุมเข้าใจในเรื่อง:
 การสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ แนวคิดในกระบวนการ
การมีส่วนร่วมในโครงการและการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติ
 เพื่อสร้างความตระหนักและเข้าใจในการบริการของระบบนิเวศทั้งในและนอกพื้นที่
คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน และชุมชนท้องถิ่น
 เรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการวิเคราะห์ “โอกาสการบริการของระบบนิเวศ” เป็น
กลไกในการสร้างคาถามในการประเมินมูลค่าที่จะเกิดขึ้นว่า (1) ชุมชนท้องถิ่นมีความ
เกี่ยวข้องกับการบริการของระบบนิเวศ (2) ความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศ
(3) ประชาชนมีส่วนรับผลประโยชน์หรือทาลายระบบนิเวศอย่างไร และ (4) มีกิจกรรม
อะไรบ้างที่จะช่วยในเรื่องของการบริการของระบบนิเวศให้ดีขึ้น
ในกรณีที่มีการประชุมกลุ่มย่อย หรือพบปะกันในกลุ่มเล็กๆ ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็เพื่อให้
เกิดมีความร่วมมือซึ่งกันและกัน หรือมีการแก้ไขปัญหาระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกัน
- 13 -
ความสาคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
 การประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมประชุมมีความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์และบทบาทของ
ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการดารงชีวิตของมนุษย์ทฤษฎีการบริการของระบบนิเวศ การ
จาแนกเรื่องของการใช้ประโยชน์ และนโยบาย ประชาชนมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
มีความรู้เพียงใด เพื่อนาไปพิจารณาให้การศึกษาหรือกาหนดกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
 เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสาคัญจะช่วยให้ทีมผู้ประเมินถอดบทเรียนจากการประชุมเชิง
ปฏิบัติการ
 รายงานผลการประชุมจะเป็นการช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจถึงกรอบการทางาน
การกาหนดกรอบการบริการของระบบนิเวศ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ การ
แก้ไขโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ทีมผู้ดาเนินการประเมินจะเข้าใจวิธีการทางานและการกาหนด
แนวทางซึ่งแนวทางการดาเนินงานพิจารณาได้ดังนี้
- 14 -
การบริการของระบบนิเวศมีอะไรบ้าง
อานวยผลประโยชน์ บริการหลัก
ของการบริการของระบบนิเวศ
ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จาก
การบริการของระบบนิเวศ
ระดับการบริการของระบบนิเวศอยู่ใน
ระดับที่มีผลกระทบมากน้อยเพียงใด
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องกับการบริการของระบบนิเวศอย่างไร
มีระบบนิเวศอะไรบ้าง
การอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชีวภาพเพื่อการบริการของ
ระบบนิเวศ
ผลประโยชน์ที่ได้รับจาก
การบริการของระบบนิเวศ
การลดลงของการบริการ
ของระบบนิเวศและภัย
คุกคามที่เกิดขึ้น
มีนวัตกรรมอะไรบ้างที่
ได้รับจากการบริการของ
ระบบนิเวศ
การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีความเหมาะสมหรือไม่
- การให้บริการของระบบ
นิเวศ
- ค่าชดเชยสีเขียว
- การอนุรักษ์
- การสนับสนุน
- ผลประโยชน์ที่ได้รับ
เป็นตัวเงิน
ผู้จ่าย (ผู้ใช้)
- ค่าธรรมเนียม
- เงินสนับสนุน
การชดเชยจากภัยคุกคาม
- การใช้กฎหมายบังคับ
- การเก็บภาษี
การเปลี่ยนแปลงการใช้
บริการของระบบนิเวศ
และความหลากหลาย
ทางชีวภาพ
- การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- การลงทุน
การแสดงความเชื่อมโยงระหว่างการบริการของระบบนิเวศกับเครื่องมือประเมินทางเศรษฐศาสตร์
- 15 -
1. การวิเคราะห์ความต้องการและบทบาทการบริการของระบบนิเวศ
เริ่มต้นด้วยความจาเป็นต้องวิเคราะห์โอกาสการบริการของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นว่า เป็น
บริการที่เกิดโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในขั้นตอนที่ 1 การประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือการประสานงานจะประกอบด้วย
 ปัญหาที่เกี่ยวกับน้า อันเนื่องมาจากภัยพิบัติ (เช่น น้าท่วม ความแห้งแล้ง)
 ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้
ประโยชน์ที่ดิน
 การทาลายทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป (การจับปลา การทาไม้การเก็บหา
ของป่า เป็นต้น)
 ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า หรือการสูญเสียถิ่นที่อาศัย
 เกิดมลพิษในระบบนิเวศ (เช่น น้าเสีย) ที่สัมพันธ์กับการดารงชีวิตของมนุษย์
 การพังทลายของดิน
 ความยากจนของชุมชนท้องถิ่น
ดังนั้น ความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศที่เกิดจากธรรมชาติทั้งในและนอกหรือรอบๆ
พื้นที่คุ้มครอง ควรจะได้มีการประเมิน จากการประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการมีส่วน
ร่วม จะเป็นส่วนสาคัญของเป้ าหมาย ผู้เชี่ยวชาญจะให้คาแนะนาในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับภูมิปัญญา
ของท้องถิ่น เรื่องการบริการของระบบนิเวศมีการแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะการอานวย
ผลประโยชน์ให้แก่ชุมชน ความเข้าใจของชุมชนท้องถิ่นและการมีส่วนรับรู้ได้ทุกคน พร้อมกับการจัดระดับ
ความสาคัญ
เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องการบริการของระบบนิเวศให้แก่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องเข้าใจถึงหลักการ
ซื้อ-ขายการบริการของระบบนิเวศ เช่น อาหารเกษตร ซึ่งจะไปลดความหลากหลายทางชีวภาพ การเก็บกัก
คาร์บอน การอานวยน้าที่สะอาด และสิ่งบริการอื่นๆ
รูปแบบของการบริการของระบบนิเวศ สามารถแบ่งแยกได้ดังนี้
1. บริการด้านการเป็นแหล่งผลิต (Provisioning Services) คือ การให้บริการวัตถุดิบ หรือพลังงาน
จากระบบนิเวศในการผลิต เช่น อาหาร น้า แร่ธาตุ ทรัพยากรป่าไม้พืชพันธุ์ และสัตว์ป่าต่างๆ
1.1 อาหาร ระบบนิเวศจะอานวยสถานภาพในการเจริญเติบโตของอาหาร พืชเพาะปลูก
หรือผลิตภัณฑ์อาหารทางการเกษตรที่อานวยอาหารให้แก่มนุษย์อาหารที่ได้จากป่าที่มีจานวนมากและ
ประเมินมูลค่าไม้เช่น พืชผัก ผลไม้เป็นต้น
1.2 วัตถุดิบ ระบบนิเวศจะอานวยความหลากหลายของวัตถุต่าง ๆ เพื่อการก่อสร้างหรือ
เชื้อเพลิง น้ามัน เครื่องใช้ที่เกิดจากพืชป่า หรือพืชเกษตร เช่น ไม้เส้นใย สิ่งทอ เยื่อไม้เป็นต้น
1.3 น้าสะอาด ระบบนิเวศอานวยบทบาทของวัฏจักรของน้า ทาให้น้าไหลและสะอาด
ตลอดปี ความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืชและป่าไม้ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้าในท้องถิ่น
- 16 -
1.4 ทรัพยากรทางเภสัชกรรม ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ จะมีชนิดพันธุ์
พืชที่นามาใช้ทายา หรืออานวยวัตถุดิบสาหรับเภสัชกรรม ทุกๆ ระบบนิเวศจะเป็นแหล่งรวบรวมของยา
รักษาโรค หรือเภสัชกรรมต่างๆ
2. บริการด้านควบคุมกลไกของระบบ (Regulating Services) คือ การบริการของระบบนิเวศที่ได้
ปรากฏ หรือกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การควบคุมสภาพอากาศ การป้ องกันการพังทลายของดิน การ
ป้องกันน้าท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง และการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
2.1 การควบคุมสภาพภูมิอากาศ (Local climate and air quality regulation) ต้นไม้ในระบบ
นิเวศให้ร่มเงา ช่วยให้ฝนตกที่สามารถอานวยน้าให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและภูมิภาค ต้นไม้หรือพืชอื่นๆ ที่มี
บทบาทในการควบคุมคุณภาพของภูมิอากาศ โดยการลดมลพิษทางอากาศ
2.2 ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon sequestration and storage) ระบบนิเวศ
ช่วยควบคุมภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือละอองลอยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือการดูดซับก๊าซเรือน
กระจกหรือละอองจากชั้นบรรยากาศ มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิ ปริมาณน้าฝน และปัจจัยทางภูมิอากาศ
2.3 การควบคุมภัยธรรมชาติ (Moderation of extreme weather events) เป็นเหตุการณ์หรือ
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น รวมทั้งน้าท่วม สึนามิ การพังทลายของดิน ระบบนิเวศมีความสามารถในการบรรเทา
ความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่างๆ ช่วยควบคุมความรุนแรงของภัยธรรมชาติ
2.4 การกรองน้าและการบาบัดน้าเสีย (Waste-water treatment) ของระบบนิเวศ เช่น พื้นที่
ชุ่มน้าเป็นส่วนช่วยให้ทั้งพืชและสัตว์ป่าปราศจากมลพิษน้าเสีย เป็นการกาจัดมลพิษทางน้าด้วยการดักจับ
โลหะ และอินทรีย์สาร
2.5 การควบคุมการพังทลายของดิน (Erosion preservation and maintenance of soil
fertility) การพังทลายของดินเป็นปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้กระบวนการของดินลดคุณภาพลงจนกลายเป็น
ทะเลทราย การปลูกพืชควบคุมตามริมฝั่งแม่น้า ชนิดพันธุ์จะเป็นพวกหญ้า ต้นไม้ที่มีรากยึดต้น ช่วยป้ องกัน
การถูกกันเซาะจากน้า ต้นไม้ตามภูเขาสูงชันช่วยป้องกันดินถล่มได้
2.6 การถ่ายละอองเรณู (Pollination) แมลงและลมช่วยในการถ่ายละอองเรณูพืชและพันธุ์
ไม้เพื่อการพัฒนาของต้นไม้ให้ผลผลิต เมล็ดพืชซึ่งเป็นการบริการของระบบนิเวศ
2.7 การควบคุมศัตรูพืช (Biological control) ระบบนิเวศมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของ
แมลงศัตรูพืช เชื้อโรคที่จะเกิดขึ้นกับพืช ปศุสัตว์และมนุษย์สัตว์ผู้ล่าจากระบบนิเวศ เช่น ค้างคาว คางคก งู
ที่ช่วยกาจัดแมลงศัตรูพืช
3. บริการด้านการเกื้อหนุน (Supporting services) เป็นกระบวนการทางธรรมชาติการบริการของ
ระบบนิเวศที่สนับสนุนการดารงอยู่ของบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นต้น
การทาให้เกิดวัฏจักรทางอาหาร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วัยอ่อน
3.1 เป็นถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์ (Habitat for species) ถิ่นที่อาศัยของพืชและสัตว์ที่
ต้องการดารงชีวิต มีความต้องการน้า อาหาร ที่คุ้มกันภัย ระบบนิเวศแต่ละพื้นที่จะประกอบด้วยชนิดของ
- 17 -
ท้องถิ่นที่อาศัยที่เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่อพยพ รวมถึงนก ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แมลง ที่ขึ้นอยู่กับ
ระบบนิเวศที่แตกต่างกัน
3.2 เป็นแล่งที่อยู่ของพันธุกรรม (Maintenance of genetic diversity) เป็นลักษณะพันธุกรรม
ที่ใช้เพาะพันธุ์สัตว์ปรับปรุงพันธุ์พืชที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความต้านทานของชนิดพันธุ์
4. บริการด้านวัฒนธรรม (Cultural services) คือ ประโยชน์ทางนามธรรมที่ดารงคุณค่าทางสังคม
และวัฒนธรรม เช่น ประเพณี การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางจิตใจ ความเพลิดเพลินจากความงดงามของ
ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ
4.1 การพักผ่อนหย่อนใจและคุณค่าทางจิตใจ (Recreation and mental and physical health)
เป็นบทบาทของพื้นที่สีเขียวที่อานวยประโยชน์ทางจิตใจ เช่น การเดินป่า การปีนเขา เป็นต้น
4.2 การท่องเที่ยว (Tourism) ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทาหน้าที่เป็น
บทบาทที่สาคัญต่อการจัดการการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ
การศึกษาธรรมชาติ
4.3 คุณธรรมและจริยธรรม (Spiritual experience and sense of place) เป็นคุณค่าทางจิตใจ
ศาสนา ความงาม การคงอยู่หรือคุ้มค่าอื่นๆ ที่มนุษย์ได้จากระบบนิเวศ ภูมิประเทศและเผ่าพันธุ์
การบริการของระบบนิเวศ
การพัฒนา เป้ าหมาย
ตัวอย่างผู้ได้รับ
ผลประโยชน์
การลดลงของการ
บริการของระบบ
นิเวศ
ความเสียหาย
1. การระบายน้า
ออกจากพื้นที่ชุ่ม
น้า
เพิ่มผลผลิตและ
พื้นที่การเกษตร
ชาวนา/ผู้บริโภค ทาให้น้าในพื้นที่ชุ่ม
น้าลดลงและเกิด
มลพิษ
ทาให้ชุมชน
ท้องถิ่นได้รับ
ผลกระทบจากการ
ใช้น้า
2. การใช้ปุ๋ ยเพื่อ
การเกษตร
เพิ่มผลผลิต ชาวนา/ผู้บริโภค ปลาและการ
ท่องเที่ยว ได้รับ
ผลกระทบจากการ
ใช้ประโยชน์
กระทบกับการ
ประมง การ
ท่องเที่ยว
3. การเปลี่ยนแปลง
สภาพป่าไม้เป็น
พื้นที่การเกษตร
การนาไม้ออกมา
ใช้ประโยชน์การ
เพาะเลี้ยงปศุสัตว์
และวัสดุเชื้อเพลิง
ผู้ทาไม้/ชาวนา/
ผู้บริโภค
อากาศเปลี่ยนแปลง,
การเปลี่ยนแปลงน้า
เกิดขึ้น, การพังทลาย
ของดิน การสูญเสีย
ทางวัฒนธรรม
ชุมชนท้องถิ่นและ
ชุมชนอื่นๆ ได้รับ
ผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงของ
ภูมิอากาศ
- 18 -
การพัฒนา เป้ าหมาย
ตัวอย่างผู้ได้รับ
ผลประโยชน์
การลดลงของการ
บริการของระบบ
นิเวศ
ความเสียหาย
4. การพัฒนา
ชายฝั่งทะเล
ต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก
การประเมินมูลค่า
เศรษฐกิจท้องถิ่น
ดีขึ้น/การพัฒนา
ของรัฐ
เกิดภัยพิบัติ การ
เสื่อมสภาพของป่า
ชายเลน ปัญหาการ
ประมง
ชุมชนท้องถิ่น การ
ประมง
อุตสาหกรรม การ
กัดเซาะชายฝั่ง
5. การพัฒนา
ชุมชน เพื่อทดแทน
พื้นที่ป่าไม้
การเกษตรหรือ
พื้นที่ชุ่มน้า
ต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก
การประเมินมูลค่า
เศรษฐกิจท้องถิ่น
ดีขึ้น/การพัฒนา
ของรัฐ
การบริการของ
ระบบนิเวศ โดยการ
นาผลประโยชน์
ออกมาใช้
ชุมชนท้องถิ่น
สูญเสียพื้นที่
ธรรมชาติ
6. การใช้ประโยชน์
จากเชื้อเพลิง
ลดการใช้พลังงาน
จากต่างประเทศ
ชาวนา,รัฐบาล
ผู้ใช้พลังงาน
การใช้พืชพันธุ์บาง
ชนิด เป็นเชื้อเพลิง
ทดแทนเกิดขึ้น
ราคาผลผลิตสูงขึ้น
ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น
การปศุสัตว์
7.การใช้น้าบริเวณ
พื้นที่ต้นน้าเพิ่มขึ้น
การอนุรักษ์พื้นที่
ต้นน้า
บุคคลที่อาศัยอยู่
ในพื้นที่ต้นน้า
ภาคอุตสาหกรรม
ต่างๆ
พื้นที่ปลายน้า ผู้ที่อาศัยอยู่พื้นที่
ปลายน้า,
อุตสาหกรรมต่างๆ
2. การสร้างความเข้าใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริการของระบบนิเวศ และมีความสัมพันธ์กัน
อย่างไร
ขั้นตอนต่อไปคือ การวิเคราะห์โอกาสของการบริการของระบบนิเวศ มีความจาเป็นที่ต้องประเมิน
ถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศ ซึ่งบางส่วนได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1
การวิเคราะห์นี้จึงแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน
1. การให้บริการของระบบนิเวศ (ES providers) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การ
จัดการระบบนิเวศ เพื่อให้บริการด้านเป็นแหล่งผลิต ธรรมชาติมิได้เป็นตัวการหลักในการรักษาพื้นที่แต่
ประชาชนเป็นตัวกาหนดกิจกรรมที่สาคัญในการปกป้ องแหล่งผลิต ความสามารถของการบริการของระบบ
นิเวศ จะขึ้นอยู่กับคุณภาพและการจัดการมิให้มีการลดลงของการบริการ
- 19 -
2. การบริการของระบบนิเวศด้านการให้ผลประโยชน์ (ES beneficiaries) การใช้บริการของระบบ
นิเวศมีหลายๆ ด้านทั้งทางตรงและทางอ้อมขึ้นอยู่กับการดารงชีวิต และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่น
เช่น ชุมชนท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์จากน้าที่สะอาด การเก็บหาของป่า การป้ องกันการพังทลายของดิน
หรือการรักษาภูมิทัศน์ที่สวยงามที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น บริเวณพื้นที่ที่ชุมชนจะได้รับคือ ช่วยป้ องกันน้าท่วม
บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับน้าที่สะอาดและเพียงพอ โดยเฉพาะในระดับนานาชาติจะเป็นมรดกทาง
วัฒนธรรม การเก็บกักคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่สาคัญ
3. การบริการของระบบนิเวศด้านการลดลง (ES degraders) เป็นการทาลายระบบนิเวศหรือมี
ผลกระทบกับแหล่งผลิต จาเป็นต้องคานึงถึงภัยคุกคามต่างๆต่อการบริการของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลง
การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตร เป็นภัยคุกคามด้านแหล่งผลิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการ
ผลิตที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการเกษตร การใช้ทรัพยากรที่มากเกินไป การทาเหมืองแร่ การทาไม้หรือการ
ประมง
3. โอกาสในการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริการของระบบนิเวศกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องมีความเข้าใจร่วมกัน
รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์โอกาสการบริการของระบบนิเวศ กรอบการทางานตาม
โอกาสจะประกอบด้วย 4 ประเภท แต่มี 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตามหลักของ
เศรษฐศาสตร์ คือหลักของ (1) ผู้ที่ได้รับการบริการ (2) ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นผู้จ่ายเงิน (3) ผู้ที่ทาให้เกิด
ความเสียหายที่จะต้องจ่าย ส่วนประเภทที่ 4 จะเป็นนวัตกรรมที่ทาให้เกิดผลประโยชน์จากการบริการของ
ระบบนิเวศ ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้
3.1 ผู้ที่ได้รับการบริการ (Steward Earns Principle) ผู้ได้รับการบริการจากการอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ การบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิต จะถูกนามา
กาหนดราคาขึ้นไม่ว่าจะเป็นคุณค่าหรือตัวเงิน เช่น ค่าบริการจัดการพื้นที่คุ้มครองของชุมชนในพื้นที่ รวมทั้ง
ชุมชนนอกพื้นที่คุ้มครอง หรือการประเมินค่าจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือการป้ องกันระบบนิเวศ (เช่น การ
ป้องกันไฟป่าในเขตชุมชน การประเมินแหล่งผลิตของปลา เป็นต้น)
การอนุรักษ์ระบบนิเวศต้องการให้ประชาชนเข้าไปจัดการตามกิจกรรมในพื้นที่ดิน เพื่อ
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งเรียกว่า “Opportunity cost” ซึ่งเป็นค่าของเงินที่ได้รับจากกิจกรรม การทาไม้
การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชเชิงเดียว การทาเหมืองแร่ เพื่อที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการ
คงไว้ซึ่งการบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิต เจ้าของที่ดินจาเป็นต้องมีกิจกรรมที่ให้ได้รับผลประโยชน์
ในที่ดินอย่างน้อยที่สุด ส่วนที่ได้รับน้อยที่สุดจากพื้นที่การเกษตร การเลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกพืช หรือการ
อนุรักษ์ดินและน้า มีตัวชี้วัดคือให้มีการคงไว้ซึ่งระบบนิเวศ
ผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นตัวเงินนี้ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ได้จากการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ
ผลประโยชน์อื่นๆ จากการบริการของระบบนิเวศ โดยเฉพาะเรื่องน้า ประชาชนที่อยู่ปลายน้าจะได้รับ
ผลประโยชน์ซึ่งอาจจะมีกาไรน้อยกว่าภาคการเกษตรในพื้นที่ต้นน้าที่เป็นผู้ควบคุมกลไกของระบบ เช่น
- 20 -
ควบคุมการพังทลายของดิน ทาให้น้าในลาน้าไหลเป็นปกติ ป้ องกันการเกิดน้าท่วมและความแห้งแล้ง
ชาวนาจะดาเนินการตัดสินใจในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนเอง โอกาสของค่าใช้จ่ายในการบริการ
ของระบบนิเวศจะน้อยลง ความสนใจในหลายๆ กิจกรรม เช่น ชาวนาไม่มีความยินดีหรือไม่พอใจในการ
จ่ายเงิน หากไม่มีการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก ส่วนการใช้ประโยชน์จากที่ดินกับการใช้ประโยชน์
ความหลากหลายทางชีวภาพจะมีการใช้ประโยชน์อย่างเป็นมิตรกัน
ในกรณีที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอนุรักษ์(ผ่านกระบวนการจัดการโดยตรง) เป็นค่าใช้จ่ายงบประมาณ
หรือรางวัลสาหรับการบริการของระบบนิเวศที่ทาให้เกิดหรือคงไว้ซึ่งแหล่งผลิต หลักการของเศรษฐศาสตร์
สามารถจะนามาอธิบายได้จากผู้รับการบริการซึ่งจะมีหลักการในกิจกรรมการอนุรักษ์ รวมทั้งการดาเนินงาน
เกี่ยวกับ PES ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้การบริการของระบบนิเวศ การอนุรักษ์และการเป็นหนี้ต่อธรรมชาติ
3.2 ด้านการให้ได้รับผลประโยชน์จากค่าใช้จ่าย (Beneficiary Pays Principle)
จากตัวอย่างเรื่องน้า ผลประโยชน์ที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีการจัดการน้าให้ไหลเป็นปกติ
มีน้าที่สะอาดใช้จากแหล่งต้นน้าลาธารซึ่งขึ้นอยู่กับกิจกรรมการปลูกพืชของชาวนา และค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับ
การจัดการพื้นที่ต้นน้าเป็นผู้อานวยการผลิต บริษัทจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ ในบางพื้นที่ที่มีโรงแรมขนาด
ใหญ่ต้องการใช้น้ามาก ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจานวนมากที่เข้าไปใช้ประโยชน์ แต่ไม่สามารถจะนารายได้จาก
นักท่องเที่ยวไปใช้เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้ บริษัทผู้ผลิตยามีกาไรจากการผลิตยาด้าน bio-
prospecting ส่วนใหญ่จะมาจากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การค้นพบตัวยาใหม่ที่ใช้เป็น
สินค้าที่ขึ้นอยู่กับทรัพยากรชีวภาพ แต่ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนตัวเงินหรือกองทุน เพื่ออนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง
เปรียบเสมือนผู้ขับเรือและพานักท่องเที่ยวไปดาน้าดูปะการังในพื้นที่คุ้มครองแต่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อเป็น
กองทุนอนุรักษ์ให้พื้นที่คุ้มครอง
ในโอกาสที่จะนาการบริการของระบบนิเวศมาใช้ให้เกิดประโยชน์บางส่วนในบางโอกาสสามารถที่
จะให้เป็นผลต่อเศรษฐกิจได้ แต่มิได้มีการจ่ายเพื่อการบริการ ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดเป็นแหล่งผลิต การ
ได้รับผลประโยชน์จากค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อนาไปสู่การจัดการค่า
แทนคุณระบบนิเวศ ภาษีหรือค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมหรือการสนับสนุนจากแรงงาน
3.3 ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหายที่จะต้องจ่าย (Polluter Pays Principle) ผู้ที่ทาให้การบริการของระบบ
นิเวศเสื่อมโทรมหรือกาหนดกิจกรรมที่ทาให้เกิดภัยคุกคาม
มีคาถามว่า กรณีที่มีผู้ทาให้การบริการของระบบนิเวศเสียหายจะเป็นเหตุให้มีการทาลายความ
หลากหลายทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ ตามหลักทางเศรษฐศาสตร์แล้วภัยเหล่านี้จะเรียกว่า
ปัจจัยภายนอก เนื่องจากมีผู้ทาให้เกิดความเสียหาย ทาให้การบริการของระบบนิเวศเสื่อมโทรม ผู้นั้นควร
จะต้องมีการชดใช้ความเสียหาย กลไกการลงโทษหรือมีการชดใช้ความเสียหายที่ยุติธรรม เช่น การทาให้น้า
ในแม่น้าเสียหรือมีมลพิษ กระทบกับการดารงชีวิตของปลาหรือไม่สามารถใช้ดื่มได้ควรจะได้รับโทษ บริษัท
ดูดทรายตามแม่น้าเป็นเหตุให้เกิดการพังทลายของดิน เป็นผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหายและควรจะได้มีการ
ชดใช้ความเสียหาย
- 21 -
การชดใช้ความเสียหายจะต้องมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ หรือมีกฎหมายใช้บังคับ และการกาหนด
ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นระดับชาติหรือภูมิภาค อย่างไรก็ดีความเสียหายจากภายนอกที่เกิดขึ้นกับการบริการของ
ระบบนิเวศ ยังเป็นการทาให้ช่องว่างของโอกาสที่จะทาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
ในการประเมินมูลค่า เช่น การปรับหรือสิ่งชดเชย รวมทั้งการจ้างเพื่อโครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ
การตลาดและโครงการงบประมาณสีเขียว ที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศและการอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ทัศนียภาพหรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ยังไม่ทราบถึงขอบเขตที่ต้องการ การพักผ่อน
หย่อนใจหรือคุณค่าทางจิตใจ ควรจะได้นามาพิจารณาว่า การจัดการพื้นที่และมีความสาคัญต่อการเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยว จะทาให้เกิดรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมสาหรับชุมชน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ผลที่
ได้รับ คือ ทาให้ระบบนิเวศสมบูรณ์มากขึ้นและสามารถใช้บริการได้ และอานวยผลประโยชน์ให้แก่ชุมชน
ท้องถิ่น เช่น แหล่งผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น งานฝีมือ อาหารในท้องถิ่นที่เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว คนใน
ชนบท ตลอดจนการส่งออก หลายๆ กรณีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ขยายตัวไปสู่ตลาดหรือ
แหล่งอื่นๆ หรือผู้บริโภคกลุ่มอื่น ในทางนวัตกรรมต้องจัดหาตลาดสาหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ จะต้องพิจารณาถึงประเพณีการทาการเกษตร
(เช่น วนเกษตร) ที่มีการป้ องกันความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้มีการบริการที่ดี
ขึ้น ถึงแม้ว่าไม่มีการใช้บริการของระบบนิเวศ การเข้าถึงการตลาดและการบริโภค ผลผลิตของระบบนิเวศ
ในบางกรณีที่ระบบธรรมชาติเป็นฐานของการผลิต เงินรายได้ที่จะนาไปช่วยในการอนุรักษ์และการจัดการ
ระบบนิเวศหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะทาให้มีรายได้เกิดขึ้นเพื่อการอนุรักษ์ เช่น ค่าใช้จ่ายจาก
นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมปางช้าง การดูเต่าทะเล หรือการศึกษา ค้นคว้าวิจัยด้านสัตว์ป่า
การดูดซับคาร์บอนหรือการกักเก็บคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เป็นความสาคัญของการบริการของระบบ
นิเวศ เป็นการแก้ไขความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เช่น REDD+
ที่
ต้องการให้มีการจัดการป่าไม้เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์
ความสาคัญทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อผู้ดาเนินการธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือสนับสนุนการ
บริการของระบบนิเวศ โดยเฉพาะการเป็นตัวแทนในชุมชนท้องถิ่นปราศจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและ
ธุรกิจด้านนี้จะทาให้เป็นที่ชัดเจนว่า หลักทางเศรษฐศาสตร์และเงินงบประมาณเป็นบทบาทที่สาคัญ
3.4 การเลือกเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
ความสาคัญและความเหมาะสมของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ จะถูกนามาวิเคราะห์และทดสอบใน
ขั้นที่ 3 และ 4 ต่อไปเพื่อให้มีความเข้าใจที่ง่ายขึ้น พิจารณาจากตารางดังต่อไปนี้:
- 22 -
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มีการทางานอย่างไร
1. ผู้ที่ได้รับการบริการ
1. ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES)
2. การลดภาษีหรือการชดเชย
3. การได้รับการบริการหรือการชดเชย
4. REDD+
และค่าใช้จ่ายในการเก็บกักคาร์บอนและ
การประกัน
5. การเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศรายปี
- ชาวนาหรือเจ้าของที่ดินได้รับการสนับสนุน
(เงินสด เงินเชื่อ หรือกู้ยืม) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการ
จัดการที่ดินเพื่อให้เกิดการบริการของระบบนิเวศ
PES จึงถูกนามาใช้เพื่อเพิ่มแหล่งผลิตน้า และ
ควบคุมกลไกของระบบการบริการ การควบคุมการ
เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพ
- รัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนด้านเศรษฐกิจ เช่น
การลดภาษี เพื่อการสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์
ให้แก่ สมาคมที่ทางานด้านการอนุรักษ์การเรียกเก็บ
ค่าชดเชย เพื่อการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมหรือการ
สนับสนุนการบริการของระบบนิเวศ
- เฉพาะบริเวณพื้นที่ดินที่ถูกนามาใช้เพื่อการอนุรักษ์
เจ้าของที่ดินควรได้รับเงินรางวัลจากกิจกรรม
สนับสนุนการอนุรักษ์การชดใช้เงินจากการที่ทาให้
เกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไปทาลายระบบ
นิเวศ (เช่น การเกษตร การเลี้ยงปศุสัตว์)
- REDD+
เป็นกลไกระดับนานาชาติที่สนับสนุนให้มี
กิจกรรมที่ทาให้พื้นที่ป่าไม้ดูดซับคาร์บอนโดยตรง
ในระดับท้องถิ่นและร่วมกับโครงการอื่นๆ การ
ชดเชยเงินประกัน หรือการทาลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
การอนุรักษ์
- การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงิน การกระจาย
รายได้เนื่องมาจากหลักเกณฑ์การอนุรักษ์และการ
ชดเชยค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์และให้ผลประโยชน์
แก่ผู้ที่อยู่นอกพื้นที่คุ้มครอง
- 23 -
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มีการทางานอย่างไร
2. ผู้ได้รับผลประโยชน์
6. ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES)
7. กองทุนอนุรักษ์(CF)
8. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
9. ภาษี
10. เงินสนับสนุน
- ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบริการของระบบ
นิเวศที่อานวยผลเป็นแหล่งผลิต โดยมีการใช้จ่ายเงิน
เพื่อซื้อบริการ หรือเพื่อเป็นกองทุน
- เป็นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของระบบ
นิเวศ (เช่น ผู้สนใจอนุรักษ์ธรรมชาติ ผู้ใช้น้า) จัดตั้ง
กองทุนเพื่อการอนุรักษ์(CF) เพื่อป้องกันรักษาป่าไม้
- ผู้มีอานาจตามกฎหมายออกกฎระเบียบการเก็บเงิน
รายได้เพื่อใช้ในการบริการของทรัพยากรเป็น
ค่าธรรมเนียมการใช้น้า ค่าสัมปทานเหมืองแร่
ค่าธรรมเนียมเข้าไปใช้พื้นที่คุ้มครอง
- เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเพื่อการใช้บริการของ
ระบบนิเวศ ที่คิดเป็นตัวเงินเพื่อการอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อม
- บริษัทห้างร้าน ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบริการ
ของระบบนิเวศ การจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการ
อนุรักษ์ในโครงการการบริการของระบบนิเวศ
3.ค่าใช้จ่ายจากผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหาย
11. ค่าปรับ (ผู้ที่ทาเกิดความเสียหาย)
12. ภาษี/ค่าธรรมเนียม
13. ข้อผูกมัดในสัญญา-ข้อตกลงในสัญญา
14. การทาข้อตกลง
- ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจะต้อง
จ่ายค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
- เงินรายได้นาไปใช้เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่
เสื่อมสภาพต้องหลีกเลี่ยงการทาให้สิ่งแวดล้อม
เสื่อมสภาพ
- รัฐบาลต้องการให้บริษัทมีหลักประกันที่จะต้องจ่าย
มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม
- หากมีระเบียบข้อบังคับ บริษัทหรือห้างร้านจะต้อง
เจรจากับภาครัฐ หรืออาสาสมัครองค์กรภาคเอกชน
ให้ลดการทาลายสิ่งแวดล้อม หรือมีการใช้เกิน
ปริมาณในการอานวยผลของทรัพยากร หรือเกิดจาก
การสั่งการของรัฐ หากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตาม
- 24 -
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มีการทางานอย่างไร
15. ค่าชดเชย/ธนาคาร ถิ่นที่อาศัย
16. การประมูลงาน/การอนุญาต
- ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหาย (จากภาคอุตสาหกรรม
หรือการพัฒนาโครงการ) จะต้องจ่ายค่าชดเชยจาก
ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
โดยพิจารณาจากผลการประเมินที่ได้มาว่ามีความ
เสียหายมากน้อยพียงใด
- การประมูลงานบางโครงการ จะต้องใช้ทรัพยากร
หรือทาให้เกิดมลพิษเกินกว่าที่กาหนด ผู้ได้รับ
อนุญาตผู้ใช้ทรัพยากรหรือผู้ที่ทาให้เกิดมลพิษ
จะต้องจัดหาทรัพยากรมาทดแทนหรือแลกเปลี่ยน
หรือแก้ไขปัญหาผ่านกลไกการตลาด
4.การใช้กลไกการตลาดหรือการเงิน
17. ใบรับรอง
18. ผลิตผลด้านนิเวศ
19. การอนุญาตของรัฐ
- ใบรับรองผลผลิต เพื่อรับรองให้ผู้บริโภคทราบถึง
มาตรฐานตามรูปแบบที่กาหนด ว่ามีการรับรองความ
ปลอดภัย (เช่น เนื้อไม้ปลา หรือพืชเกษตร)
ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินตามมาตรฐานผลผลิต
- ผลผลิตจากธรรมชาติที่เป็นของชุมชนท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม หรือใช้ทักษะในการพัฒนา
จะเป็นที่ต้องการของตลาดในการอนุรักษ์และ
ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร
- การอนุญาตของภาครัฐ (เช่น เภสัชกรรม) จะต้องมี
สิทธิในการพิจารณาเพื่อธุรกิจทางการค้า ที่นาเอา
ความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้เช่น พันธุกรรม
บริษัทควรที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพื่อธุรกิจทางการค้า
ธนาคารพาณิชย์จะให้บริการสินเชื่อเพื่อลงทุนหรือ
รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
- 25 -
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มีการทางานอย่างไร
20. กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
21. การกู้ยืม
- การท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เป็นส่วนสาคัญที่ทาให้
เกิดรายได้สู่ชุมชน
- การให้ยืมเพื่อการนาไปใช้ในการลงทุน เพื่อ
ป้องกันการเกิดความเสียหายของความหลากหลาย
ทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ
22. การลงทุน - การลงทุนในหลาย ๆ กิจกรรมจะต้องมีต้นทุนเพื่อ
ธุรกิจ เป็นกองทุนเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากการ
บริการของระบบนิเวศที่เป็นธุรกิจ
5.อื่น ๆ
23. การฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการ
การศึกษา
การศึกษาสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ได้รับข้อมูลและ
สามารถนาไปใช้ปฏิบัติงานได้พฤติกรรมของระบบ
นิเวศและการบริการจะทาให้มีความคิดเห็นเกิดขึ้น
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ได้รับ
ผลประโยชน์
- 26 -
เครื่องมือการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ
มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและความสาคัญ
ของการบริการของระบบนิเวศ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสัมพันธ์กับ
การบริการของระบบนิเวศอย่างไร
โอกาสที่จะเกิดจากการบริการของระบบ
นิเวศ
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทใดที่
เหมาะสม
รายละเอียด
 การลดลงของระบบนิเวศป่าไม้
และความหลากหลายทาง
ชีวภาพผ่านกระบวนการ
- การเปลี่ยนแปลงประเพณี ทา
การเกษตรจากวนเกษตร เป็น
ปลูกพืชผักเชิงเดี่ยว
- การลดลงของป่าไม้จากการใช้
มากเกินไป การเกิดไฟป่า
 ความยากจนและการมีภาระ
หนี้สินของชุมชน
ความสาคัญของการบริการของระบบ
นิเวศ
 กฎเกณฑ์การบริการเรื่องน้า
 การป้องกันดินพังทลาย
 กฎเกณฑ์เรื่องภูมิอากาศ
 การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
การบริการของระบบนิเวศ
ชุมชนชาวบ้านผู้
- จัดการป่าชุมชน
- ปลูกพืชแบบวนเกษตร
การได้รับประโยชน์จากการบริการของ
ระบบนิเวศ
 ชาวบ้านได้รับอาหาร น้า การ
ป้องกันดินพังทลาย ยารักษาโรค
ของป่า
 ชุมชนปลายน้า มีการปลูกไร่ชา
(การใช้น้า การควบคุม
ภูมิอากาศ)
 การท่องเที่ยว (การพักผ่อน
หย่อนใจ การศึกษา)
 การอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชีวภาพ การดูดซับก๊าซ
คาร์บอน พืชเภสัชกรรม
การได้รับการบริการ
 การจัดการป่าชุมชนใช้เวลานาน
(ต้นทุน)
 วนเกษตร (ได้รับผลประโยชน์
น้อยกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว)
ผู้ที่จะต้องจ่ายเงิน
 เจ้าของไร่ชาปลายน้า
 การท่องเที่ยว
 กรมป่าไม้
ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหาย
 ชาวนาใช้ประโยชน์ที่ดินไม่
ถูกต้อง นักธุรกิจด้านป่าไม้
ต้องการที่ดินและก่อสร้าง
การได้รับประโยชน์ด้านการเงิน
 ประโยชน์จากการท่องเที่ยวและ
การศึกษา
 ความสนใจในระดับชาติ:
การดาเนินงานด้านสินเชื่อ
 ธนาคารจะทาข้อตกลงกับ
ชาวบ้านในการปล่อยสินเชื่อ ถ้า
มีการทาสัญญาว่าจะนาไปใช้
เพื่อการอนุรักษ์(ป่าชุมชน,วน
เกษตร)
- กิจกรรม CSR
- รูปแบบของการบริการสินเชื่อ
- ตลาดขายผลผลิตอาจจะเป็น
ผลพลอยได้โดยมีหนังสือ
รับรอง
- 27 -
เครื่องมือการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ(ต่อ)
มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและความสาคัญ
ของการบริการของระบบนิเวศ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสัมพันธ์กับ
การบริการของระบบนิเวศอย่างไร
โอกาสที่จะเกิดจากการบริการของระบบ
นิเวศ
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทใดที่
เหมาะสม
 ถิ่นที่อาศัยเพื่อความหลากหลาย
 ของป่า
 กรมป่าไม้ ในระดับความหลากหลายทางชีวภาพ
ท้องถิ่น (สุขภาพและอนุรักษ์)
- 28 -
ขั้นที่ 3 ความต้องการเพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สามารถดาเนินการได้
ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ
1. ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย/หลักในการใช้เครื่องมือและการเข้าร่วม
ในโครงการ
2. มีความจาเป็นต้องวิเคราะห์ในส่วนที่สาคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญและการนาผลงานไปเผยแพร่
3. การนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ไปใช้ในอนาคต
1. ผู้ดาเนินการหลักและบทบาทของการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาจัดดาเนินการให้ชัดเจนเพื่อจะนาไป
ปฏิบัติงานได้ ประการแรกที่จะต้องวิเคราะห์คือ ผู้ดาเนินการหลักเป็นส่วนประกอบของวิธีการจัดการและ
บทบาทหน้าที่รับผิดชอบความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ดาเนินการหลักและสถานภาพ ที่มีความต้องการทาตาม
ขั้นตอนว่า ผู้ที่มีบทบาทดาเนินการจะเชื่อมต่อและตกลงร่วมกันได้อย่างไร
เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความยาก-ง่ายต่อการเชื่อมต่อระหว่างผู้มีบทบาทในการมีส่วนร่วม เพื่อจะ
อธิบายรายละเอียดสถานภาพและบทบาท โดยเฉพาะในกรอบของการบริการของระบบนิเวศและการปฏิบัติ
- ผู้มีบทบาทได้รับการบริการของระบบนิเวศมีค่าตอบแทนเพียงพอหรือไม่
- ผู้มีบทบาทได้รับประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตใช่
หรือไม่
- ผู้มีบทบาทไปทาลายหรือทาให้เกิดภัยคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพและการให้บริการของ
ระบบนิเวศไม่เกี่ยวข้องกับการชดเชยใช่หรือไม่
- บทบาทอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องที่ผู้รับทาหน้าที่ในปัจจุบัน
จะทราบได้อย่างไรว่า บทบาทในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีอะไรบ้างเกี่ยวกับเทคนิค
ใหม่ๆ เพื่อจะได้นาไปใช้ทางานให้มีผลสาเร็จตามเป้ าหมาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเริ่มต้นต้อง
คิดถึงเรื่องผู้มีบทบาทหลักในการสนับสนุนการมีส่วนร่วม
- จะต้องได้รับค่าจ้างหรือการให้ความร่วมมือ
- ควรจะได้รับรางวัลจากกิจกรรมการอนุรักษ์หรือไม่
- ควรจะเป็นกลางหรือสนับสนุนการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่
- มีการเชื่อมโยงกันอย่างไร
บทบาทที่สาคัญหรือองค์ประกอบควรจะเป็นกลางในการดาเนินงานระหว่างผู้ที่ให้บริการและผู้
ได้รับผลประโยชน์ หน่วยงานที่เกี่ยวกับงบประมาณจะพิจารณาให้ดาเนินการด้านการเงิน องค์กรนานาชาติ
ที่เกี่ยวข้องจะช่วยในการสร้างความเข้มแข็งและนาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ สามารถที่จะสรุปในเรื่องนี้ได้ว่า ผู้ที่
มีบทบาทหลักในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ต้องเข้าใจและเป้าหมายความต้องการ ผู้มีบทบาทหลักใน
การใช้เครื่องมือ คือ หลัก 3 ประการ ที่ประกอบด้วย ความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitudes) และการ
ปฏิบัติ (Practices) หรือเรียกว่า KAP
- 29 -
ผู้ดาเนินการหลัก สถานภาพของ
ผู้ดาเนินการหลัก
ในการปัจจุบัน
- การใช้บริการของ
ระบบนิเวศ
- ผู้ได้รับการ
บริการของระบบ
นิเวศ
- ผู้ที่ทาให้การ
บริการของระบบ
นิเวศเสื่อมคุณภาพ
- อื่น ๆ
บทบาทของ
ผู้ดาเนินการด้าน
เครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์
- มีกิจกรรม
อะไรบ้าง
- พฤติกรรมหรือ
ความต้องการที่จะ
ให้ประเมิน
ผลสาเร็จ
ทัศนคติของ
ผู้ดาเนินการหลัก
ในการขับเคลื่อน
โครงการ
ความรู้เฉพาะหรือ
ข้อมูลที่
ผู้ดาเนินการหลัก
ต้องการ
รูปแบบของ KAP ในการสร้างความเข้าใจแผนยุทธศาสตร์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจะให้มี
ความคิดเกี่ยวกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จะต้องมีวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ รูปแบบของ KAP จะช่วย
ให้เกิดแนวคิดในการกาหนดแผนยุทธศาสตร์ เพื่อกาหนดวัตถุประสงค์ให้สู่เป้ าหมายของการดาเนินงาน
เช่น พฤติกรรมของผู้ดาเนินการที่มีความต้องการเข้าร่วมในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์หรือเทคนิค
ใหม่ๆ
1. ความรู้ (Knowledge) มีความรู้ หรือมีข้อมูลอะไรบ้าง ที่
ผู้ดาเนินการต้องการใช้
ตัวอย่างที่ 1 ความเชื่อถือและการ
เข้าถึงข้อมูลของความสัมพันธ์
ระหว่างผลกระทบที่เกิดขึ้น
ระหว่างการปฏิบัติงานในฟาร์ม
ชาวนามีความรู้เกี่ยวกับแรงจูงใจ
ในการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นสิ่ง
สาคัญ
ตัวอย่างที่ 2 มูลเหตุของ
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริการ
ของระบบนิเวศ จาต้องมีความ
เข้าใจและยอมรับได้
องค์ประกอบและความเป็นไปได้
ในการใช้เครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินมูลค่า
- 30 -
2. ทัศนคติ (Attitudes) มีทัศนคติอะไรบ้าง ที่ผู้ดาเนินการ
การสนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจใน
การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
เพื่อการประเมินมูลค่า
ตัวอย่างที่ 1 เกษตรกรจาเป็นต้องมี
ทัศนคติในการปลูกพืชแบบวน
เกษตรและเข้าใจกับเครื่องมือ
ใหม่ๆทางเศรษฐศาสตร์จะถูก
ออกแบบและดาเนินการ มีการ
ปรับปรุงให้สามารถดาเนินการได้
เช่น การเข้าเป็นสมาชิกฟรีโดยไม่
ต้องเสียค่าธรรมเนียม
ตัวอย่างที่ 2 สภาท้องถิ่น
จาเป็นต้องมีความเข้าใจที่มี
ความสัมพันธ์กันกับชุมชนที่ดี
เพื่อนาไปใช้ในการรับสิทธิหรือ
ผลกาไรหรือผลประโยชน์ของ
สมาชิกชุมชน
3.การปฏิบัติ (Practices) มีกิจกรรมอะไรบ้างหรือ
พฤติกรรมที่ต้องการจากผู้
ดาเนินงาน เพื่อการเข้าถึง
องค์ประกอบของเครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์เพื่อการประเมิน
มูลค่า
ตัวอย่างที่ 1 กลุ่มของชาวนาที่
จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานตาม
เป้าหมายของการเกษตรคือ การ
เปลี่ยนแปลงจากการปลูกพืช
เชิงเดี่ยวไปเป็นวนเกษตร
ตัวอย่างที่ 2 สภาชุมชนจะต้อง
ยอมรับและสนับสนุนกิจกรรมใน
กิจกรรมใหม่ๆ เพื่อการปฏิบัติใน
พื้นที่ชุมชนและแสดงพฤติกรรม
จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมี
กิจกรรมการประเมินและการ
บังคับใช้กฎหมาย
- 31 -
2. ผู้ดาเนินการหลักในคณะกรรมการ: (1) การบริการข้อมูลที่จาเป็น
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ดาเนินงานเกี่ยวกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จาเป็นต้องเข้าใจถึง
ปัญหาที่เกิดขึ้นและยอมรับโดยทั่วไปว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เหมาะสมกับความสามารถของตนเองที่
ได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์ เช่น การแสดงคุณค่าการบริการของระบบนิเวศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีบทบาทที่สาคัญ
ในการเฝ้ าระวังและการยอมรับความต้องการ กรณีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแต่มีความ
จาเป็นต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
การวิเคราะห์กรณีการศึกษาที่ถูกเลือกมาอยู่บนพื้นฐานความต้องการ กระบวนการและเป้ าหมายที่มี
ประโยชน์ในด้าน :
 บริการด้านชีว-กายภาพ ระหว่างผู้ที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศกับการสูญเสียการ
บริการด้านแหล่งผลิต เช่น การเกษตรเชิงเดี่ยว มักจะเกิดจากปัญหาน้าท่วม ความแห้งแล้ง การลดลง
ของพื้นที่ป่าที่ทาให้ภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลง
 มีการพิจารณาว่าการบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิตมีการเปลี่ยนแปลง จะมีผลกระทบกับการ
ดารงชีวิต หรือคุณค่าทางเศรษฐกิจ ความเสียหาย ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วน
เสีย
 มีความเข้าใจถึงวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน เช่น กิจกรรมการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน การให้
เป็นแหล่งผลิตของการบริการของระบบนิเวศ
การประเมินมูลค่าที่มีความแตกต่างกัน ต้องการวิเคราะห์ผลทางด้านชีวภาพ และ เศรษฐกิจ-สังคม
มีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์ การ
เลือกและการวิเคราะห์เป็นวิธีการที่สาคัญ โดยเฉพาะทรัพยากรและเวลา ระดับการศึกษาความแตกต่างขึ้นอยู่
กับระยะเวลาของโครงการ:
 จะมีการยอมรับหรือไม่
 ระดับของปัญหาและประเภทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการ
 เป้าประสงค์ของการสร้างความตระหนักและกระบวนการพื้นฐานของการวิเคราะห์ตลอดจนการ
ออกแบบเครื่องมือ
 ข้อมูลพื้นฐานโดยทั่วๆ ไป
 ความต้องการใช้อุปกรณ์ รวมทั้งเงินงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญ
ในหลายๆ กรณีข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ เมื่อนามา
เปรียบเทียบกัน มีความแตกต่างกันในเรื่องของการจัดการหรือนโยบาย เช่น การเปรียบเทียบระหว่าง
นโยบายที่ดิน (การเพิ่มการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณป่าต้นน้า 10% เป็น 20% การปลูกพืชแบบวนเกษตรกับ
การปลูกพืชเชิงเดี่ยว) หรือการพัฒนาเชิงนโยบาย (การคงไว้กับการนาค่าชดเชยมาใช้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นโยบายและกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ระยะห่าง 100 เมตร จากริมฝั่งแม่น้าเพื่อลดมลพิษ
- 32 -
ทางน้า) การวิเคราะห์แนวเชื่อมทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับสังคม-เศรษฐกิจ จะได้นามาตัดสินใจว่า
กระบวนการของระบบนิเวศมีผลกับการจัดการแตกต่างกันอย่างไร และผลที่ได้จากการบริการของระบบ
นิเวศในแหล่งผลิต มีผลกระทบกับการดารงชีวิตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความแตกต่างกันอย่างไร
ความพยายามที่จะประเมินคุณค่าของการบริการของระบบนิเวศ จาต้องมีตัวชี้วัด (Indicators)
ทั้งชีวภาพสังคมและเศรษฐกิจ จาต้องเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน ในกรณีที่ข้อมูลที่จะนาไปใช้เป็นตัวชี้วัด
จะดาเนินการเป็นระบบระหว่างตัวชี้วัดโดยตรงกับตัวแทนตัวชี้วัดในการใช้ประโยชน์ ที่มีลักษณะสิทธิทาง
ชีวภาพสังคม-เศรษฐกิจ
ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่
ตัวอย่างที่ 1 ป่าพรุธาตุหลวง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
กรณีที่กาหนดเป็นนโยบายระดับท้องถิ่น ในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้า เพื่อประโยชน์ทางสังคม-
เศรษฐกิจ และการป้องกันน้าท่วม
ได้ใช้เวลาถึง 3 เดือนในการปฏิบัติงานภาคสนามและที่สานักงาน ทีมงานประกอบด้วย
นักเศรษฐศาสตร์ นักอุทกวิทยา และนักชีววิทยา/นิเวศวิทยา รวม 3 คน
ด้านเศรษฐกิจ
□ คุณค่าของระบบนิเวศ
□ ค่าใช้จ่ายในการจัดการคุณค่าที่ลดลง
ด้านสังคม/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
□ การทาแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
□ การวิเคราะห์ผลกระทบและการควบคุม
ด้านชีวภาพ
□ รูปแบบของอุทกวิทยา แผนการแก้ไขปัญหาน้า
ท่วมบ่อยๆ และอยู่ภายใต้ความแตกต่างของแผนการ
อื่น ๆ
□ การทบทวนเอกสาร,ผู้เชี่ยวชาญ
□ ที่ปรึกษา
□ การประชาสัมพันธ์
- 33 -
ตัวอย่างที่ 2 บริเวณต้นน้าลาธาร Tuul ประเทศมองโกเลีย
มีการวางแผนการจัดการเรื่องน้าและมีผู้จ่ายในโครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ ด้วยการลงทุนใน
แหล่งต้นน้าเพื่ออนาคตโดยคิดค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพของแหล่งน้า
การดาเนินงานลงทุ นสาหรับพื้นที่คุ้มครอง
ด้านเศรษฐกิจ
□ คุณค่าของระบบนิเวศ
□ ค่าใช้จ่ายในการจัดการคุณค่าที่ลดลง
ด้านสังคม/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
□ การทาแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์
ผลกระทบและการควบคุม การสารวจจานวน
ครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ด้านชีวภาพ
□ การใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนที่ดิน รูปแบบของ
ความแตกต่างของการใช้ประโยชน์
□ อุทกวิทยา น้าใต้ดิน การใช้ระบบนิเวศในส่วนที่
แตกต่างกัน
อื่นๆ
□ การทบทวนเอกสาร, ผู้เชี่ยวชาญ, ที่ปรึกษาและ
การประชาสัมพันธ์
ความจาเป็นเฉพาะในการวิเคราะห์
วัตถุประสงค์ของการ
วิเคราะห์หรือการศึกษา
คืออะไร
มีคาถามใดที่ต้องการ
นามาใช้และการ
วิเคราะห์หรือศึกษา
วิธีการใดและการนาเอา
ข้อมูลมาใช้
ใครจะเป็นผู้วิเคราะห์
1. การชักชวนให้
ประชาชนเฉพาะผู้ที่รับ
ประโยชน์ปลายน้า การ
ป้องกันไฟป่า การใช้
ประโยชน์ที่ดิน ในระบบ
นิเวศพื้นที่ต้นน้าที่มีผล
ต่อน้าท่วมและความแห้ง
การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้มี
ผลต่อการเกิดน้าท่วม
และความแห้งแล้ง
ผลประโยชน์จาก
กิจกรรม การใช้
ประโยชน์ที่ดินมี
อะไรบ้าง
วิธีการ.......ข้อมูลจาก..... มหาวิทยาลัย
- 34 -
วัตถุประสงค์ของการ
วิเคราะห์หรือการศึกษา
คืออะไร
มีคาถามใดที่ต้องการ
นามาใช้และการ
วิเคราะห์หรือศึกษา
วิธีการใดและการนาเอา
ข้อมูลมาใช้
ใครจะเป็นผู้วิเคราะห์
แล้ง
2. การออกแบบค่าแทน
คุณระบบนิเวศต้องมี
ความเข้าใจจานวนเงิน
เท่าไรที่จะกาหนดเป็น
คุณค่าของการอนุรักษ์
ต้นน้า
3. การออกแบบเพื่อ
สนับสนุนการใช้
ประโยชน์ที่ดินบริเวณ
แหล่งต้นน้า
การใช้ประโยชน์ของผู้ที่
อยู่ปลายน้า มีความพึง
พอใจในการจ่ายหรือ
ป้องกันน้าท่วม เขาจะมี
ความพึงพอใจในการจ่าย
เพื่อป้องกันความแห้ง
แล้ง
ทาอย่างไรที่จะต้องจ่าย
เกษตรกร ที่เข้ามามีส่วน
ร่วมในโครงการค่าแทน
คุณระบบนิเวศและผู้ซึ่ง
มีการใช้ประโยชน์ใน
กิจกรรมของที่ดิน
ศึกษาความพึงพอใจใน
การจ่าย, ข้อมูลที่ต้องการ
เพิ่มเติม
การพิจารณาค่าใช้จ่าย
แบบสอบถามเกี่ยวกับ
ความพึงพอใจในการมี
ส่วนร่วม
นักเศรษฐศาสตร์จาก
มหาวิทยาลัย
คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการบริการของระบบนิเวศที่นามาใช้มูลค่าทางเทคนิคที่ใช้เลือก คือ ผล
ที่จะได้รับความเชื่อถือ คุณค่าทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสภาพของปัญหา รูปแบบของการบริการของระบบ
นิเวศและวัฒนธรรมท้องถิ่นอาจจะเกี่ยวข้องกับนโยบายของท้องถิ่นหรือภูมิภาคอื่นๆ เป็นการยากที่จะได้
คาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญ ในการเลือกวิธีการที่เหมาะสม การเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับเหตุการณ์และ
เป้าประสงค์
การประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง คุณค่าทั้งหมดที่เป็นสิ่งดึงดูดใจด้านการอนุรักษ์
การจัดตั้งกองทุนเพื่อป้ องกันหรือแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ ความหวังที่จะนาไปสู่เป้ าหมาย
สรุปได้3 ประการ คือ
1. คุณค่าที่สามารถคานวณได้จากผลประโยชน์จากความหลากหลายที่ได้รับบริการ เช่น คุณค่าของ
ปะการัง คืออะไรที่เกิดขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่สนใจ
2. ความไม่แน่นอนของสภาวะทางเศรษฐกิจ ทั้งข้อมูล วิธีการที่จากัด และระดับความรู้ความเข้าใจ
ทางชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์
3. คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การวิเคราะห์ความแตกต่างของลักษณะต่างๆ จากการใช้
ประโยชน์ เช่น การใช้ประโยชน์ในที่ดิน มีนโยบายที่กาหนด คือ การเปลี่ยนแปลงคุณค่าที่เกิดขึ้นกับ
- 35 -
ทางเลือกที่แตกต่างกัน คาแนะนาอีกประการหนึ่งคือ ประเภทของโครงการ วิธีการประเมินคุณค่าทาง
เศรษฐศาสตร์ที่ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองว่า จานวนเงินที่ได้รับเท่าไร หรือพื้นที่คุ้มครองช่วย
ลดการไหลบ่าของน้า เพื่อป้องกันน้าท่วม เนื่องจากภูมิประเทศพื้นที่ต้นน้า จะเป็นคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์
นอกจากนี้การกล่าวถึงการเฝ้าระวังที่เป็นการยอมรับในเรื่องการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
และการบริการของระบบนิเวศ การตัดสินใจในการเลือกวิธีการ หรือคุณภาพของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มักจะมีคาถามเกิดขึ้นโดยพิจารณาถึง:
 เรามีความพึงพอใจในการบริการของระบบนิเวศนานเท่าไร (ขึ้นอยู่การผลิตมูลค่าทางการจัดการ
และโอกาส)
 เรามีความพึงพอใจในการได้รับผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศเท่าไร ภายใต้ค่าแทน
คุณระบบนิเวศ (PES)
 เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับการลดลงของระบบนิเวศและมีวิธีการชดเชยมากน้อยเท่าไร
 อะไรบ้างที่เป็นตลาดของแหล่งผลิตผลจากระบบนิเวศ
 มีค่าธรรมเนียมอะไรบ้างที่นักท่องเที่ยวเข้าใจและยินดีที่จะจ่าย
ในกรณี การวิเคราะห์คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการบริการของระบบนิเวศ เช่น แนวคิดในการ
พัฒนาแหล่งผลิตนิเวศ (เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ) หรือการพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพ ฉะนั้น เครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์จะต้องเป็นที่เข้าใจ ยอมรับและนาไปใช้ตามช่องทางที่กาหนด
3.การดาเนินการหลักของคณะกรรมการ: (2) การวิเคราะห์เพื่อทาให้เกิดความถูกต้อง
การรับรู้และมีข้อมูลเกี่ยวกับความสาคัญถึงคุณค่าของการบริการของระบบนิเวศเพียงพอที่จะให้
ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงานเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ คือ การที่ประชาชนมีความต้องการ
ในการกระทาที่ถูกต้อง จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าบทบาท และอุปสรรคในการทาหน้าที่ของผู้เข้ามามีส่วนร่วม
ในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ สนับสนุนให้ผู้ดาเนินการมีความเข้าใจและมีส่วนร่วม ต้องร่วมปรึกษากับผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียด้วยเหตุผลและแรงจูงใจ เราต้องการป้ องกันทรัพยากรอะไร สิ่งจูงใจคืออะไร อย่างน้อยจะ
กล่าวถึงคือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน ความปลอดภัยของเกษตรกร พื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ได้จากการ
ดาเนินงานของบริษัท การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันและแรงจูงใจทั้งหลาย
สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ และความแตกต่างทางระบบนิเวศ
 ค่าตอบแทนที่ได้รับจากแหล่งผลิตจากการบริการของระบบนิเวศ การให้บริการจะเป็นแรงจูงใจให้
จ่ายเป็นตัวเงินหรือค่าตอบแทนที่ทาให้เกิดผลิตผล โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการพิจารณาจ่าย
ค่าตอบแทน เช่น ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) การชดเชย สินเชื่อ ทรัพยากรธรรมชาติ จะนาไปสู่การ
วิเคราะห์ผลกระทบกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพหรือผลผลิตที่จะให้บริการ ระดับของ
ค่าตอบแทนจะขึ้นอยู่กับค่าชดเชยและค่าบริหารจัดการ บางครั้งมีความยากต่อการวิเคราะห์ไม่ว่าความ
เป็นไปได้หรือค่าชดเชยทั้งหมด ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินจะได้รับการบริการของระบบนิเวศ หากว่าการ
- 36 -
จัดการที่ดินในทางระบบนิเวศ การตัดสินใจเกี่ยวกับค่าตอบแทนจะต้องมีการพิจารณาและเจรจาร่วมกันจะ
ทาให้เกิดการบริการด้านแหล่งผลิต
 แรงกระตุ้นจากการใช้ประโยชน์ในการบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิต ผู้ที่ให้การยอมรับ
ค่าตอบแทนจากการบริการของระบบนิเวศด้านการผลิต กล่าวคือ การของร้องให้มีการจ่ายค่าตอบแทน
แทนที่จะรับเป็นของฟรี ข้อมูลความเชื่อถือจากผลประโยชน์ของการบริการของระบบนิเวศจะแสดงบทบาท
ที่สาคัญ ถ้าหากบริษัทต้องการใช้ประโยชน์ของการบริการของระบบนิเวศและทรัพยากรในภาพรวมของ
สาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชน ดังนั้นผลประโยชน์จะเกี่ยวข้องกับผลกาไรและความยินดีในการเจรจา
การเรียนรู้ กฎเกณฑ์ที่มีกิจกรรมในผลประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ใช้หรือผู้บริโภค
จะขึ้นอยู่กับการเก็บภาษี ผู้มีอานาจของภาครัฐจะกาหนดและใช้บังคับ กฎระเบียบต่างๆ การให้ความสาคัญ
ถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจ จะต้องอยู่ในกระบวนการเจรจา
 การทาให้ผู้ที่ทาลายการบริการของระบบนิเวศหยุดการกระทาหรือให้ชดใช้ความเสียหาย สาหรับผู้
ได้รับผลประโยชน์ สามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้มีส่วนร่วมจากผู้ที่ทาลายเข้ามาหาข้อตกลงเพื่อหยุดการกระทา
หรือให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยเฉพาะการทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพหรือ การบริการของระบบนิเวศ
เสียหาย และมีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าหากว่าผู้ทาลายไม่ตระหนัก
ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น วิธีการที่สามารถจะกระทาได้โดยการเจรจา การผูกมิตร หรือการชักชวนให้มี
ส่วนร่วม การชักชวนให้เป็นอาสาสมัครหรือเป็นที่ปรึกษา ประสบการณ์ข้อกาหนดเป็นความต้องการ หรือ
เข้มงวดในการกระทา การนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ตามความต้องการ เช่น การเก็บภาษี หรือความ
รับผิดชอบ โดยเฉพาะพลังของกิจกรรมในระดับภาครัฐ (ระดับชาติ หรือออกกฎหมาย)
 การเปิดโอกาสให้มีแรงกระตุ้นด้านการตลาดและการเงินให้เป็นตลาดสีเขียว จะมีโอกาสเกิดขึ้นบน
พื้นฐานของการผลิตหรือกิจกรรมของชุมชนท้องถิ่นที่รู้จักกันดี แต่โดยภาพรวมแล้วต้องการยกระดับ
กิจกรรมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป ชุมชนท้องถิ่นหรือบุคคลที่มีการร่วมลงทุน การเฝ้าระวัง
ตามคาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญ มีการรับรองผลผลิต การจัดหาแหล่งทุน ธนาคารจะบริการด้านการเงิน หรือ
องค์กรภาคเอกชนเข้ามาช่วยได้หรือให้ผู้ดาเนินการเข้ามาเกี่ยวข้อง
4. สถานภาพของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
มีอะไรบ้างที่ต้องการหรืออย่างน้อย ภาคส่วนที่มีการสนับสนุนในการปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์
 ความเป็นอิสระและมีความเชื่อว่า จะได้รับสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น การจัดการ การเป็นเจ้าของ
โดยมีคณะกรรมการจะเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- 37 -
 การฝึกอบรมหรือการเฝ้าระวังในกิจกรรม เพื่อให้เข้าใจถึงความสาคัญของโครงการและเข้ามามี
ส่วนร่วม
 ความเป็นเจ้าของโครงการ
 มีนักวิชาการจากสถาบันกฎหมาย บริษัทหรือสหกรณ์
 กิจกรรมการลงทุน
 มีกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ โดยเฉพาะสาหรับใช้ในโครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES)
ตัวอย่าง ประเทศคอสตาริก้า ได้กาหนดกฎหมายและนโยบายในการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ทางด้าน
การป่าไม้กาหนดให้มีนโยบายในการนาเอาค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) มาใช้ในกิจกรรมการอนุรักษ์
ประเทศอินโดนีเซีย กาหนดนโยบายให้เจ้าของที่ดินโดยเฉพาะเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมและร่วม
โครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ(PES)
- 38 -
ขั้นตอนที่ 4 การออกแบบรายละเอียดที่กาหนดและการทดสอบความเป็นไปได้ของเครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์
ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ :
1. ความเป็นไปได้ในการวิเคราะห์ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
2. การวิเคราะห์ต้นทุน-กาไร ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่มีการปฏิบัติเกิดขึ้นได้จริง
3. การประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความคาดหวังที่จะได้รับ
4. การพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสม
1. รายละเอียด ....................................................................................................................................
2. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้
การศึกษาวิจัยและนโยบายได้กาหนดไว้เป็นหลักเกณฑ์เพื่อการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการ
ประเมินสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการกาหนดเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการ ข้อสังเกตที่จะเกิดขึ้น คือ การกาหนด
หลักเกณฑ์ และแนวทางในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์:
 ประสิทธิภาพของกระบวนการของระบบนิเวศ นโยบายที่กาหนดมีความเหมาะสมในการสนับสนุน
การดาเนินงานของระบบนิเวศหรือไม่ กรอบของเวลา การกาหนดรูปแบบ เครื่องมือที่แตกต่างกันที่ใช้ใน
การประเมินโดยเฉพาะการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ประสิทธิภาพของการสนับสนุน ระยะเวลา
ที่เป็นช่วงยาวนาน รวมถึงความรู้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังว่าเหมาะสมกับการกาหนดเครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์ดังกล่าวหรือไม่ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผลลัพธ์ทาง
วิทยาศาสตร์
 สถานภาพทางเศรษฐกิจ การประเมินคุณค่าของการอนุรักษ์จะมีประโยชน์อะไรบ้าง ที่สามารถ
สนับสนุนการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายการลงทุนคุ้มค่าหรือไม่ที่จะรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
มีการสนับสนุนทางนวัตกรรมใหม่ๆ หรือไม่ และมีการทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพดีขึ้นหรือไม่
 การบริการและการลงทุน ความต้องการแหล่งทุนและการบริการเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง
(ข้อมูลด้านนี้มีน้อยมาก) ของรัฐ และกลุ่มผู้มีส่วนร่วมตามนโยบาย มีส่วนสนับสนุนด้านอุปกรณ์ได้หรือไม่
ในทางปฏิบัติ กระบวนการตัดสินใจในการใช้อุปกรณ์ของกลุ่มผู้มีส่วนร่วม
- 39 -
- ความสามารถของเครื่องมือหรือความต้องการทรัพยากรมีอะไรบ้าง
- อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่อการลงทุนและคงอยู่ในระยะยาว (งบประมาณ)
- ใครเป็นผู้สนับสนุนในทางปฏิบัติ
 สถานภาพของกฎหมาย เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ตามแนวทางที่กาหนดจะประกอบด้วยกรอบ
ของกฎหมาย (ในระดับชาติหรือระดับของนโยบาย) ผู้ที่มีอานาจตัดสินใจจากผู้มีอานาจตามกฎหมาย การ
กาหนดเครื่องมือ หรือดาเนินการโดยภาครัฐจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง
 การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจตามนโยบายของรัฐที่ดาเนินการ ต้องเป็นนโยบาย
ที่ยอมรับได้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน (ผู้ตัดสินใจทางการเมือง หรือผู้มีอานาจการบริการ เจ้าของ
บริษัท กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)
 การยอมรับของชุมชนท้องถิ่น การยอมรับในเรื่องของสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น นโยบายที่มี
เป้ าหมายในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การกาหนดกฎเกณฑ์ให้ร่วมอยู่ในกลุ่ม
สังคมที่ประกอบด้วยข้อตกลงร่วมกับภาครัฐหรือร่วมสนับสนุน ความสาคัญของการวางแผนในการใช้
ประโยชน์ที่ดิน ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน การเข้าถึงสิทธิในการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ที่ได้รับ
ค่าตอบแทนจากความหลากหลายทางชีวภาพ การบริการของระบบนิเวศ กรอบของเครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์
 ความเป็นธรรม ผลที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศมีความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทุกคน กลุ่มของประชาชนและคนรุ่นต่อๆ ไป
- การกระจายของพฤติกรรมในสังคม
- การยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- สิทธิของบุคคล
 ความยืดหยุ่น นโยบายเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีการยืดหยุ่นหรือไม่ มีอุปกรณ์พร้อมสาหรับใช้
ทางานได้หรือไม่ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล การนานวัตกรรม
ใหม่ๆ มาใช้
- 40 -
หลักเกณฑ์และการคาถามที่ต้องใช้ในกลไกงบประมาณการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง
หลักเกณฑ์ คาถามที่ต้องการใช้
1. งบประมาณทั้งหมด
2. การรอนุรักษ์แนวเชื่อมต่อ
3. กฎหมายและนโยบาย
- มีงบประมาณเพื่อใช้กับกิจกรรมของคณะกรรมการ
จัดการพื้นที่คุ้มครองหรือไม่
- มีการจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่ หรือใช้ใน
กิจกรรมชุมชนตามแนวกันชน
- ได้มีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อป้องกัน ขจัดภัย
คุกคาม หรือการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือไม่
- ปัญหางบประมาณ เศรษฐกิจและการอนุรักษ์มี
ผลกระทบกับการประเมินมูลค่าหรือไม่
- รายได้หรือรายจ่ายในการปรับปรุงการอนุรักษ์
ได้รับการสนับสนุนหรือไม่
- มีกฎหมายและนโยบายที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
หรือไม่
- ได้มีการจัดลาดับความสาคัญของนโยบายและการ
พัฒนาหรือไม่
4. ความรับผิดชอบของสถาบัน
5. กิจกรรมการดาเนินงาน
- ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง มีหน่วยงานหรือ
สถาบันรับผิดชอบหรือไม่ มีพนักงานเจ้าหน้าที่
เพียงพอหรือไม่
- มีแผนงานและเทคนิคการจัดการดีพอหรือไม่ เพื่อ
การพัฒนา การปฏิบัติและความคงอยู่
- ผู้มีส่วนร่วมมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน
- ผู้มีส่วนร่วมมีความพึงพอใจในการจ่ายหรือไม่
- การลงทุนเพื่อการพัฒนาสามารถปฏิบัติได้หรือไม่
- เงินลงทุนกับรายได้ที่ใช้ในการปฏิบัติงานเพียงพอ
หรือไม่
- ได้มีการพัฒนากิจกรรมในระหว่างการดาเนินงาน
โครงการหรือไม่
- เป็นโครงการที่ดาเนินการ เป็นโครงการเดี่ยวหรือ
ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกหรือไม่
- 41 -
หลักเกณฑ์ คาถามที่ต้องการใช้
6. การได้รับการสนับสนุน - ผู้จัดการพื้นที่คุ้มครอง ชุมชนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย มีความสนใจสนับสนุนโครงการหรือไม่
- มีโอกาสในการร่วมมือกับโครงการอื่น หรือองค์กร
อื่นหรือไม่ (เช่น การลงทุนร่วมกัน)
จากรายละเอียดดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของการวางแผนจัดการที่ดิน ความเป็นเจ้าของ
ที่ดิน การพิจารณาว่าใครเป็นผู้ใช้บริการ ผู้สนับสนุนการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพและการ
บริการของระบบนิเวศ กรอบการทางาน โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
การประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ในขั้นแรกจะเป็นการกาหนดบทบาทใน
การทดสอบความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ รายละเอียดของคาแนะนาในการจัดการ
ประชุมเชิงปฏิบัติการ กรอบวัตถุประสงค์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยจะต้องดาเนินการดังนี้
1. รายงานเรื่องการบริการของระบบนิเวศ เป็นเรื่องสาคัญของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ใน
การประเมินคุณค่า
2. เพื่อการคัดเลือกและทดสอบรูปแบบของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์การประเมินคุณค่า เช่น การ
แสดงออกของผู้เข้าร่วมประชุมและความต้องการ
3. การได้ผลลัพธ์จากโครงการและผลประโยชน์ทางสังคม
การประเมินคุณค่าต้องให้กระจายไปให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนว่าใครเป็นผู้ได้รับลประโยชน์
ใครเป็นผู้ไม่ได้ใช้หรือเป็นผู้ได้รับความเสียหาย (ได้จากการที่ทุกคนยอมรับหรือการเจรจา) ที่ปรากฏอยู่ตาม
คาถามที่เกิดขึ้นดังนี้
- ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
- จะมีผลกระทบกับกลไกที่เกิดขึ้นหรือไม่
ขั้นตอนการเลือกใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการพิจารณาตามแนวทางในระยะยาว
- การติดตามประเมินผลและการบังคับใช้
- การดาเนินงานด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
- 42 -
ศักยภาพของผู้ดาเนินโครงการที่จะต้องนามาพิจารณา
- การกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ากันได้ทุกคน
- สนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกับผู้ดาเนินการ
- ประสานงานกับผู้ประสานงานภายนอก
- ความปลอดภัยในรายละเอียดที่ยังไม่เกิดขึ้น
- ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES)
- รางวัลสาหรับกิจกรรมและผลลัพธ์ที่ได้
- ค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับกาไร และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน
- ระยะเวลาและการเปลี่ยนแปลง
- ความร่วมมือ
- การดาเนินงานด้านค่าใช้จ่าย
- 43 -
4. รูปแบบข้อเสนอของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
ขั้นตอนที่ 5 แผนการกาหนดรูปแบบและการปฏิบัติ
ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ
 แผนธุรกิจพื้นที่คุ้มครอง ใช้สาหรับการกาหนดรูปแบบและการปฏิบัติของเครื่องมือทาง
เศรษฐศาสตร์
1. การเตรียมแผนกิจกรรมเพื่อการปฏิบัติ
แผนการดาเนินงานในการปฏิบัติจะกาหนดเป็นขั้นตอนลาดับความสาคัญ และความรับผิดชอบของ
ผู้ดาเนินการ
แผนกิจกรรมควรจะได้รับความเห็นชอบเป็นข้อตกลงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง และเห็น
ด้วยกับแผนจัดการ
2. แนวทางการติดตามประเมินผลและข้อตกลงทางสัญญา
ระบบการติดตามประเมินผล ผู้ดาเนินโครงการต้องมีการรวบรวมองค์ความรู้ประกอบและ
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่โครงการจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความเชื่อถือ ผู้ได้รับ
ผลประโยชน์จากข้อตกลงในเรื่องของค่าแทนคุณระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน การจ่ายเงินเพื่อนาไปใช้เพื่อ
กิจกรรมการอนุรักษ์เพื่อได้มีการบริการของระบบนิเวศ ในกรณีจาต้องทราบถึงจานวนเงินที่จะต้องใช้ใน
โครงการ ตลอดจนการมีใบรับรองที่เกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
- 44 -
ภาคผนวกที่ 1
แนวทางในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
แผนการเตรียมงานการจัดประชุม ผู้ดาเนินโครงการจะต้องตั้งคาถามให้ตัวเองว่า:
1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบด้วยใครบ้าง ที่จะต้องเชิญเข้าประชุมเชิงปฏิบัติการ
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ที่มีความขัดแย้งกับ
พื้นที่คุ้มครอง หรือกลุ่มผู้ที่ให้ความร่วมมือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่คาดว่าจะพิจารณาให้เข้าร่วมประชุม
ประมาณ 20-30 คน จะมีความเหมาะสม ถ้าหากว่าจะเชิญผู้เข้าร่วมประชุมให้มากกว่านี้จะต้องพิจารณาถึงผู้
ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด และมีข้อพิจารณาหรือข้อคิดเห็นอื่นๆ ที่ต้องการ คือ (1) ระยะทางเดินทางผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียอยู่ไกลเดินทางลาบาก (2) ผู้มีความขัดแย้งกันอาจจะมีความเสี่ยง ควรจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มา
จากหลายๆ ระดับ (ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือผู้ที่มีปัญหาจากระดับท้องถิ่น) หากว่าเป็นระดับสูงเข้ามา
หลายคน มักจะไม่มีความคิดเห็นหรือให้ความเห็น
2. การประชุมจะเริ่มขึ้นได้เมื่อไร
กาหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการต้องให้เหมาะสมกับทีมงาน และสามารถเตรียมงานได้พร้อม
เพรียง ก่อนที่จะดาเนินการประชุม เวลาที่กาหนดควรให้ตรงกับความต้องการและความพร้อมกับผู้เข้าร่วม
ประชุม ระยะเวลาไม่ควรตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลเกษตร วันหยุดหรือวันหยุดราชการ หรือวันหยุดทาง
ศาสนา ซึ่งจะทาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความลาบากในการเข้าประชุม การเชิญควรส่งหนังสือเชิญให้
ทันเวลา เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ได้ทราบและวางแผนเข้าร่วมประชุม ควรกาหนดเวลาให้เหมาะสมกับ
วัฒนธรรมและความเชื่อถือ ผู้ที่มีตาแหน่งในทางบริหาร มักจะมีนัดไว้ก่อนแล้วจะได้ทราบล่วงหน้า ชุมชน
ท้องถิ่นมักจะไม่ถนัดในเรื่องของแผนงาน ควรจะให้ผู้อื่นที่เข้าใจได้เข้าร่วมประชุม
3. สถานที่ประชุม
สถานที่ประชุมควรพิจารณาถึงพื้นที่ที่เป็นกลาง ไม่เป็นสถานที่ของกลุ่มผู้ต่อต้าน มีความสะดวกใน
การเดินทาง ห้องประชุมควรกว้างขวางพอสาหรับผู้เข้าร่วมประชุมความพร้อมของอุปกรณ์และควรพิจารณา
ถึงที่พักด้วย
- 45 -
4. มีความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชุม
มีอะไรบ้างที่จะเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชุม บางกรณีผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียมีความสนใจที่จะศึกษาและไม่มีปัญหาในการเดินทางเข้าร่วมประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พักควรที่จะ
ได้มีการเบิกจ่าย ค่าอาหารหรือเบี้ยเลี้ยงจาต้องเบิกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมประชุม นายกเทศมนตรีหรือนายอาเภอจะ
มีอานาจหน้าที่แตกต่างกัน หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองหรือนักวิจัยควรจะได้มีส่วนที่เกี่ยวข้อง หนังสือหรือ
สถานที่ e-mail ควรได้บันทึกไว้เพื่อที่จะได้เชิญบุคคลที่ต้องการเข้าร่วมประชุม ควรมีพนักงานต้อนรับและ
ช่วยแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น
5. การประชุมเชิงปฏิบัติการควรจะนานเท่าไร
ข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ควรเป็นเวลา 1 วัน เพื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
กระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการ :
ถึงแม้ว่ากระบวนการประชุมได้กาหนดขึ้นตามวัตถุประสงค์ผู้จัดการประชุมควรมีประสบการณ์ใน
การจัด แนวทางที่กาหนดเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ออกแบบไว้พิจารณา ดังต่อไปนี้:
1. เพื่อที่จะให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย
ควรจะได้มีการแบ่งงานและความรับผิดชอบของผู้จัดประชุมและผู้ที่คอยช่วยเหลือคนอื่นๆ ผู้นาการ
ประชุมควรจะดาเนินการในกระบวนงานให้ได้ผลดี การอภิปรายกลุ่มหรือผู้รายงานผลงานควรมีลักษณะ
พิเศษ คือ มีทักษะในการจัดประชุม ต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดในหัวข้อที่ประชุม และทฤษฎีหรือ
รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง (อาจจะอ่านอย่างถูกต้องเข้าใจ) เพื่อที่จะทาให้ผู้เข้าร่วมประชุมเข้าใจในรายละเอียด
ทีมงานของผู้จัดการประชุมควรคิดถึงการปรับกระบวนการให้ทันตามเหตุการณ์ อาหารว่าง ควรกาหนดเวลา
ให้เหมาะสม เช่น การแจกจ่ายเอกสาร การพักระหว่างการประชุมควรจะได้ระมัดระวังในเรื่องเวลา มิให้ผู้
ดาเนินรายการออกนอกประเด็นจากผู้มีบทบาทในการควบคุม โดยเฉาะเป็นการให้ผู้เข้าร่วมประชุม
ดาเนินการกาหนดภาคปฏิบัติ
ควรที่จะให้บุคคลมีหน้าที่บริการจัดการด้านคาถาม-คาตอบ เช่น การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ การ
จองที่พัก ห้องพัก และอาหารว่าง เป็นต้น
- 46 -
การพิจารณาผู้ที่ทาหน้าที่ประธานการประชุม หรือผู้ทาหน้าที่ประธานเปิดการประชุมและปิดการ
ประชุม หรือพิธีสงฆ์ในระดับท้องถิ่นควรที่จะได้รับพิจารณาด้วย
2. มีวิธีการและอุปกรณ์อะไรบ้างที่ควรใช้ในการประชุม
ตามกระบวนการรูปแบบของการประชุมและภาคปฏิบัติ ที่ทีมงานผู้จัดการประชุมควรจะคานึงถึง
วิธีการ กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุม (การเสนอผลงาน การประชุมกลุ่มย่อย งานกลุ่มหรือเกมส์) จะต้องเตรียม
อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น คอมพิวเตอร์ กระดาษสี กระดาษโปสเตอร์ คาอธิบายของภาคปฏิบัติ ควรจะได้
แบ่งกลุ่มการทางาน ภาษาที่ใช้ก็ต้องพิจารณา ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ภาษาเดียวกันหรือไม่ มีภาษาท้องถิ่นหรือ
ชุมชนดั้งเดิมหรือชนเผ่าหรือไม่ ผู้จัดการประชุมควรจะได้มีล่ามอธิบายถึงภาษาชนเผ่า การรายงานของภาค
บรรยายควรจะให้ผู้รู้เข้าประชุมมีความเข้าใจได้ง่าย ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย โดยเฉพาะในเรื่องของบริการของ
ระบบนิเวศที่เป็นเรื่องทางวิชาการ การอธิบายจึงต้องให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและทราบโดยทั่วกัน เมื่อมีผู้เข้าร่วม
ประชุมซักถามอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะใช้วิธีการเขียนเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย/หรือการเขียนให้ชัดเจน
3. ผลของการประชุมควรเสนอให้ผู้เข้าประชุมหรือจะดาเนินอย่างไรต่อไป
มีความจาเป็นอย่างยิ่งหรือมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อผู้เข้าร่วมประชุมได้เข้าใจถึงผลการประชุมเชิง
ปฏิบัติการ โดยการสรุปผลการประชุมและส่งผลการประชุมให้ผู้เข้าร่วมการประชุมหลังจากเสร็จสิ้นการ
ประชุมแล้ว และจะมีกิจกรรมอะไรที่ต้องดาเนินการต่อไป มีอะไรที่จะเกิดขึ้นจากผลการประชุมเชิง
ปฏิบัติการ จะนาไปใช้ได้อย่างไร จะร่วมกันได้อย่างไร และเมื่อไรจะมีการประชุมร่วมกันอีก ผู้ดาเนินการ
จัดการประชุมจะต้องตอบคาถามเหล่านี้ก่อนปิดการประชุม การสรุปผลการประชุมจะต้องอธิบายได้ว่า การ
ประชุมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ จะต้องนาผลการประชุมครั้งนี้ไปวิเคราะห์และประเมินผลในเรื่องการ
ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ที่จะให้ชุมชนมีผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศ
ควรจะให้มีการเตรียมเอกสารแจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมนากลับไปอ่านที่บ้านหรือที่ทางาน หรือ
แจกจ่ายผลการประชุมถ้าสรุปได้ทัน หรือส่งไปยังผู้เข้าร่วมประชุมหลังจากการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว ควรจะ
มีภาพประกอบข้อมูลหรือแผ่นพับ หรือแผ่นปลิว ที่ระบุถึงวันและสถานที่ประชุมครั้งต่อไป เป็นการเตือน
ให้ทราบว่า แผนงานใดที่กาลังจะเกิดขึ้นและช่วยความจา
ส่วนประกอบของการประชุมเชิงปฏิบัติการ:
คานา: การแนะนาให้รู้จักกัน แนะนาโครงการและแนวคิดหลัก
- 47 -
การเริ่มเปิดการประชุมจะต้องแนะนาให้รู้จักกันในหมู่ของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้จัดประชุม ที่
สาคัญคือ ทีมงานจะต้องรู้จักผู้ที่เข้าร่วมประชุมและผู้เข้าร่วมประชุมต้องรู้จักกัน ซึ่งมีแนวทางตามขั้นตอน
ดังนี้
1. การแนะนาตัวเอง ทีมงานและผู้เข้าร่วมประชุม
2. การชี้แจงเป้ าประสงค์ของโครงการและเหตุผลในการทางานเพื่อต้องการให้ทราบว่า โครงการ
ต้องการทาอะไรโดยเฉพาะเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและการ
อนุรักษ์ ให้ระวังเรื่องการใช้ศัพท์ทางวิชาการที่มากเกินไป การยกตัวอย่างเป็นกรณีๆ ที่เกิดขึ้นในระดับ
ท้องถิ่นหรือภูมิภาค พร้อมคาอธิบายที่ชัดเจนต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า เราจะแก้ในปัญหาหรือช่วยเหลือ
อย่างไร แต่ต้องไม่คาดหวังว่าจะสาเร็จ ให้ระลึกเสมอว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการ เพื่อต้องการค้นหาว่าเราดาเนินการอย่างไร
3. อธิบายถึงวัตถุประสงค์และกระบวนการจัดการประชุมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุม สามารถที่จะ
เพิ่มเติมรายละเอียดอะไรบ้าง
4. การเปิดให้ซักถาม (Q and A) เป็นการเปิดอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมประชุมสร้างความเข้าใจใน
สถานภาพและบทบาทของโครงการและความไม่เข้าใจในระยะเริ่มแรกของการประชุม
ก. บทปฏิบัติ หรือแบบฝึกหัดที่ 1 การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ
เป้ าหมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทราบถึงการบริการของระบบนิเวศในท้องถิ่นของตนเอง เช่น
มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและได้รับผลประโยชน์ตามลาดับความสาคัญหรือสาคัญที่สุดของบริการของระบบ
นิเวศที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครอง มีการวิเคราะห์แหล่งที่มาและมีผลประโยชน์ที่ได้รับมีอะไรบ้าง คาถามควร
จะเป็น:
- การบริการของระบบนิเวศใดที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองหรือรอบๆ พื้นที่คุ้มครองที่เป็นที่อยู่อาศัย
ของตนเอง
- การบริการของระบบนิเวศมีความสาคัญกับใครบ้าง มีใครที่ได้รับผลประโยชน์
- การบริการของระบบนิเวศ เกิดขึ้น ณ ที่ใดและไปทิศทางใด
- การบริการของระบบนิเวศได้ให้ผลผลิตด้านการบริการแก่ชุมชนกลุ่มใด
- 48 -
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการให้พิจารณาถึงขนาดของกลุ่มผู้เข้าประชุม อาจจะต้องแบ่งออกเป็นกลุ่ม
ย่อย ผู้เข้าร่วมประชุมต้องรับได้รับกระดาษเพื่อเขียนรายละเอียดความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศ
หรือการใช้แผ่นกระดาษติดไว้ที่กระดาษตามช่องที่ต้องการ หรือเขียนในแผ่นกระดาษ เป็นการทดสอบความ
เข้าใจที่เกี่ยวกับการบริการของระบบนิเวศ ผู้ที่ทาหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมจะต้องอธิบายให้ชัดเจนได้ โดยการ
รวบรวมเป็นข้อๆ และเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายร่วมกันจากแนวความคิดของกลุ่ม
การปฏิบัตินี้จะเป็นการสร้างความร่วมมือกันเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านการบริการของระบบนิเวศใน
พื้นที่ทั้งหมด โดยแยกออกเป็นหัวข้อๆ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสาคัญว่าสิ่งใดสาคัญ
ที่สุด อาจจะใช้วิธีการให้คะแนนลาดับความสาคัญ หรือใช้กระดาษสีแปะตามหัวข้อต่างๆ ที่สรุปได้ใน
กระดาษที่กาหนด หรือใส่ในกล่องรับคะแนนเพื่อให้สามารถตรวจนับได้ง่าย
ข. บทปฏิบัติ หรือแบบฝึกหัดที่ 2 ความร่วมมือหรือความเข้าใจในข้อมูลท้องถิ่น
บทปฏิบัติการนี้ต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมวิเคราะห์ว่ารายละเอียดของการบริการของระบบนิเวศ
มีความสาคัญต่อชุมชนอย่างไร (ความขัดแย้ง,ปัญหา,การพัฒนา) ในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จะ
ใช้ได้ดีมากน้อยเพียงไร
ควรจะได้มีการสอบถามผู้เข้าร่วมประชุมว่า ปัญหาหัวข้อใด ที่สาคัญที่สุดที่เคยพบหรือเคยเกิดขึ้น
ในพื้นที่ในปัจจุบัน และข้อเสนอจากกลุ่มย่อย (1-10 คน) ต้องให้ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอผลที่สาคัญกลุ่มละ 3
ประเด็น และผู้จัดประชุมรวบรวมผลที่ได้
ค. บทปฏิบัติที่ 3 โอกาสทางเลือก
บทปฏิบัติการนี้จะเป็นกิจกรรมแสดงความคิดเห็นด้านการจัดการและนโยบาย เพื่อจะก่อให้เกิด
ผลประโยชน์มากที่สุด ควรที่จะมีคาถามว่า “เราควรจะได้รับประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศให้
เพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง” ด้านการแก้ไขปัญญาให้ที่ประชุมกลุ่มย่อยเสนอความคิดเห็นทางยุทธศาสตร์กลุ่มละ
3 ประเด็นเช่นกัน หรือจะใช้วิธีการเขียนในกระดาษหรืออภิปรายกลุ่มให้มี 5-7 กิจกรรมที่สนใจมากที่สุดที่
เกี่ยวกับการบริการด้านแหล่งผลผลิต ของการบริการของระบบนิเวศ และช่วยกันเสนอให้ได้ความคิดเห็นต่อ
ที่ประชุม
- 49 -
ภาคผนวกที่ 2
ลักษณะข้อกาหนดในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
เวลา รายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ
10 นาที
30-40 นาที
90 นาที
พิธีเปิดประชุม
การแนะนาตัวเองและ
ผู้เข้าร่วมประชุม
บทปฏิบัติที่ 1 การ
วิเคราะห์ความสาคัญ
ของการบริการของ
ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
กับชุมชนท้องถิ่น
- อธิบายเป้าประสงค์
- มีใครบ้างที่เข้าร่วม
โครงการ
- การบริการของ
ระบบนิเวศเกิดขึ้นที่
ไหน องค์ประกอบ
ธรรมชาติ ประโยชน์
ที่เกิดกับชุมชน
อย่างไร เกิดอย่างไร
ได้อะไร
- ผู้เข้าร่วมประชุมรู้จัก
กัน
- แนะนาโครงการ
- เข้าใจโครงการ
- ผู้เข้าประชุมเข้าใจ
ในธรรมชาติของพื้นที่
คุ้มครองทั้งภายใน
และภายนอก
-ความสาคัญของพื้นที่
คุ้มครอง การบริการ
ของระบบนิเวศ
- ให้ผู้จัดประชุม
แนะนาตัวเอง
- ผู้เข้าประชุมแนะนา
ตัวเอง
- แนะนาโครงการ
- เปิดถาม-ตอบหรือ
ซักถาม
- แบ่งกลุ่มย่อยกาหนด
หัวข้อให้อภิปราย เช่น
ระบบนิเวศ การใช้
ประโยชน์ที่ดิน
- การอภิปรายกลุ่ม
- การให้คะแนน
เสนอโครงการโดย
การฉายภาพขึ้นจอ
- กระดานดา
- กระดาษโปสเตอร์
- กระดาษสี
- ปากกา,ดินสอ
- ปากกาสี
- กาว,เทป
การให้ความสาคัญกับ
การประชุม
- ให้ที่ประชุมเข้าใจ
- ให้ผู้จัดโครงการใช้
ภาษาที่เข้าใจง่าย
- ปรับให้เข้ากับ
สถานการณ์
- 50 -
เวลา รายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ
90 นาที บทปฏิบัติที่ 2
ความเข้าใจในเรื่องที่ผู้
มีส่วนได้ส่วนเสีย มี
ความสัมพันธ์กับการ
บริการของระบบ
นิเวศอย่างไร
- มีความสาคัญและ
สัมพันธ์อย่างไร
- มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไร หรือเกิด
ปัญหาอะไรบ้าง
อธิบายความสัมพันธ์
ระหว่างประชาชนที่
ได้รับผลประโยชน์
จากธรรมชาติในพื้นที่
- ใครได้รับ
ผลประโยชน์
- ใครมีผลประโยชน์
และทางใด
- ใครทาลายธรรมชาติ
เข้าใจการเกิดการ
บริการขึ้น และไปที่
ไหน
- ความเข้าใจระหว่าง
ธรรมชาติท้องถิ่น
ปัญหาที่เกิดขึ้น มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างไร
- การอธิบายถึงการ
การอานวย
ผลประโยชน์ ใคร
ได้รับผลประโยชน์
ใครได้รับผลกระทบ
จากการบริการของ
ระบบนิเวศ
- ผู้มีส่วนร่วมมีความ
เข้าใจด้านกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องการบริการ
ของระบบนิเวศ
อย่างไร
หรือใช้กระดาษสี
- จัดลาดับความสาคัญ
- นาเสนอผลการ
ประชุมกลุ่ม
- อภิปรายกลุ่ม
- ในแต่ละการบริการ
ของระบบนิเวศใคร
ได้รับผลประโยชน์
ใครมีกาไร และใคร
ไม่ได้รับผลประโยชน์
- ความสัมพันธ์
ระหว่างกลุ่ม
ประชาชนกับการ
บริการของระบบ
นิเวศโดยการทา
แผนที่
กระดาษเปล่า ดินสอ
ดา/และแผนที่ของ
พื้นที่คุ้มครอง
ให้ระวังในการเจาะจง
พื้นที่เดียวที่มีปัญหา
ผู้เข้าประชุมมีความ
ซื่อสัตย์ต่อข้อมูล
อย่างไร
- 51 -
เวลา รายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ
60 นาที บทปฏิบัติที่ 3
การวิเคราะห์หา
แนวทางในการ
ปรับปรุงแก้ไข
-เราควรจะเพิ่ม
ผลประโยชน์จากการ
บริการของระบบ
นิเวศอย่างไร (โดย
การปรับปรุงแก้ไข)
- สนับสนุน
ผลประโยชน์
-มีความสาคัญในการ
ป้องกันพื้นที่
- มีการหยุดยั้งภัย
คุกคามได้อย่างไร
- ประชาชนมีส่วน
ร่วมในการดูแล
เพื่อให้ได้รับผล
- วิเคราะห์ถึงกิจกรรม
ที่จะดาเนินการได้และ
ยุทธศาสตร์การ
ปรับปรุงใน
สถานการณ์ท้องถิ่น
- ร่วมและให้
ความสาคัญผลการ
ประชุม
- ระดมความคิดเห็น
โดยใช้แนวคิดแต่ละ
คนโดยการอภิปราย
กลุ่ม
กระดาษเปล่า ปากกา
หรือดินสอ หรือ
ปากกาไวท์บอร์ด
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมี
โอกาสแสดงความพึง
พอใจในการแสดง
ความคิดเห็น
- 52 -
เวลา รายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ
30 นาที สรุปผล
ปิดการประชุม
ประโยชน์เพิ่มขึ้น
อย่างไร
สรุปผลการประชุม
การแจกจ่ายผลการ
ประชุม กาหนดการ
ประชุมครั้งต่อไป
หรือมีการประชุมกัน
อีกเมื่อไร
- สร้างความเข้าใจ
อย่างชัดเจนระหว่าง
ประชุมและนาไป
ปฏิบัติได้
- นาเสนอสรุปผลการ
ประชุม
- นาเสนอต่อที่ประชุม ให้ผู้เข้าร่วมประชุม
เข้าใจบทสรุปและ
อนุญาตให้มีคาถาม
จากที่ประชุม
- 53 -
เอกสารอ้างอิง
1. Julian Rode et. al (2013) Economic Tools for Protected Area Management : A Guideline for an
Integrated Assessment . (Draft version. ECO-BEST , South – East Asia.
2. UNEP (2009) Training Resource Manual : The Use of Economic instruments for Environmental and
Natural Resource Management. UNEP, Geneva

แนวทางการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์

  • 2.
    คานา วัตถุประสงค์ของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แนวทางการประเมินมูลค่าทางพื้นที่คุ้มครองโดยใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์ จะเป็นประโยชน์ต่อ ผู้จัดการหรือหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองและชุมชนใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง หรือแนวกันชนเป็นการใช้วิธี ประเมินมูลค่าและการวิเคราะห์การกาหนดรูปแบบว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มี ความเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดภัยคุกคามในพื้นที่ คุ้มครอง เงินทุนหรือกองทุน ขณะเดียวกันก็เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงวิถีการดารงชีวิตของชุมชน ท้องถิ่น การประเมินมูลค่าจะเกี่ยวข้องกับสภาพของพื้นที่คุ้มครอง ชุมชนในท้องถิ่นจะต้องให้ความสนใจ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ วิธีการสามารถนามาใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองและ ชุมชนท้องถิ่น เพื่อการสร้างความร่วมมือซึ่งกันและกัน วัตถุประสงค์ของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความ หลากหลายทางชีวภาพ (CBD) โดยเฉพาะหลักการของ Ecosystem Approach ในการประชุม COP 5 และ COP 10 กาหนดให้มีการพัฒนาเครื่องมือการประเมินกิจกรรมที่ดีที่สุดและแนวทางการใช้โดยเฉพาะเทคนิค และอุปกรณ์ในการประเมินการใช้ประโยชน์จากค่าการบริการของระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครอง ในกรณีที่ พื้นที่คุ้มครองต้องการดาเนินการประเมินมูลค่า จะต้องให้เป็นไปตามวัฒนธรรม นวัตกรรมและกลไกของ การเงิน เช่น PES เป็นต้น แนวทางในการกาหนดผลทางเศรษฐกิจจากการบริการของระบบนิเวศและความหลากหลายทาง ชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง จะต้องทาการศึกษาและร่วมมือกันค้นหา การบริการของระบบนิเวศ นโยบายการ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือการจัดทาคู่มือแนว ทางการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครองหรือแนวกันชน ชุมชนท้องถิ่น หรือองค์กรภาคเอกชน หรือ การกาหนดแนวทางที่จะต้องดาเนินงานในการป้องกันการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพที่จะให้เป็น ประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น หรือเพื่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ฉะนั้นการพิจารณาเพื่อกาหนดเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จึงต้องพิจารณาในเรื่อง นโยบาย การ ปฏิบัติทางนวัตกรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ ความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ และบทเรียนต่างๆจากแหล่งที่ ได้มีการศึกษาและรวบรวมไว้
  • 3.
    - 1 - แนวทางการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (EconomicTools for Protected Area Management : A Guideline for an Integrated Assessment) ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นโครงการประเมิน ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ 1. การกาหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2. คณะผู้ประเมินมีความรู้ความชานาญ 3. ความรู้ความเข้าใจของชุมชนท้องถิ่น 4. ความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 1. วัตถุประสงค์หลักและขอบเขตของการประเมิน วัตถุประสงค์ของการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จะมีเป้ าประสงค์ที่ชัดเจน โดยทั่วไปแล้วจะมี วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชน ท้องถิ่น จะต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับโครงการของชุมชนที่ได้กาหนดเป้ าประสงค์ เพื่อต้องการให้มีการประเมินที่ถูกต้องและทางานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การกาหนดเป้ าประสงค์ที่ดีต้อง มีการประชุมร่วมกัน และจะให้มีการปรับปรุงแก้ไขได้เพื่อให้ชุมชนมีความเข้าใจได้ง่าย สาหรับการกาหนด วัตถุประสงค์เป้ าหมายที่ชัดเจน คือ (1) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อป้ องกันหรือการเพิ่ม มูลค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือดูแลรักษาไว้มิให้มีภัยคุกคาม เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ (2) เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของชีวิตมนุษย์การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง การ อานวยผลประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศ เพื่อให้มีความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์เป้ าหมายหลักที่ เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การดาเนินงานที่เริ่มต้น คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเข้าใจ และร่วมมือกัน ซึ่งการดาเนินงานจะมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว การกาหนดให้มีเป้ าประสงค์หลักที่ชัดเจน และมีหลักเกณฑ์ Smart Criteria (UNEP, 2009)
  • 4.
    - 2 - 1.วัตถุประสงค์ที่กาหนดให้มีเป้าหมายโดยเฉพาะ 2. ตรวจวัดได้หรือมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน 3. การยอมรับวัตถุประสงค์และเป้าหมายจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่ยอมรับได้ 4. การกาหนดวัตถุประสงค์ให้มีประโยชน์อย่างแท้จริง 5. การกาหนดเวลาขึ้นอยู่กับความต้องการดาเนินงาน ตัวอย่างการกาหนดวัตถุประสงค์ การกาหนดเพื่อการจัดการ กรณีที่ มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผลประโยชน์ที่จะได้รับ เป้าหมายในระยะยาว ลดการทาลายพื้นที่ป่าไม้ การป้องกันการบุกรุกยึดถือครอง ที่ดินเพื่อการเกษตร การทาลาย พื้นที่ต้นน้าลาธารเพื่อปลูก ยางพารา สร้างทางเลือกและการพัฒนา ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น กาหนดให้มี การ ปลูกป่า เพื่อการอนุรักษ์มากกว่า เพื่อผลทางเศรษฐกิจ กรณีแผ้วถาง ป่าเพื่อปลูกยางพารา การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่หายาก หรือใกล้จะสูญพันธุ์, ให้ความ ปลอดภัยแก่ความหลากหลายทาง ชีวภาพ เพื่อการอานวยน้าที่ สะอาด การป้องกันน้าท่วมและ ควบคุมคุณภาพน้า ฉะนั้น การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จะต้องทาให้มีความชัดเจน ทั้งในพื้นที่และรอบๆ พื้นที่ คุ้มครอง เช่น แนวกันชน ชุมชนท้องถิ่น ตามที่เราต้องการรักษาให้พื้นที่คุ้มครองคงอยู่ สาหรับบริเวณพื้นที่ ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง จะต้องคานึงถึง คือ - การแก้ไขปัญหาจะต้องดาเนินการที่ไหน - เราจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เฉพาะอะไรบ้าง สาหรับพื้นที่ที่ไหน - พื้นที่ใดมีบทเรียนในการประเมินและประสบผลสาเร็จ - พื้นที่ใดที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการร่วมมือกันเป็นอย่างดี
  • 5.
    - 3 - 2.คณะผู้ดาเนินงานด้านการประเมินและคณะผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง กระบวนการตัดสินใจดาเนินงานด้านการประเมินมูลค่า ต้องได้รับการแนะนาพิจารณาจาก ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องพิจารณาถึงผู้เกี่ยวข้อง เช่น หัวหน้า พื้นที่คุ้มครอง สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง องค์กรภาคเอกชนหรือผู้มีอานาจในท้องถิ่น เป็นผู้มี ความรู้ มีทักษะที่แตกต่างกัน ที่ต้องการให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งจะทาให้คณะกรรมการเหล่านี้จะมา จากแหล่งวิชาการในหลายๆ ด้าน เช่น - เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับสภาพท้องถิ่น - เป็นผู้มีความสามารถในการประสานงานความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น - เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาท้องถิ่น เช่น ป่าไม้พื้นที่ชุ่มน้า แหล่งน้า เป็นต้น - เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐ-สังคมและกฎหมาย - เป็นผู้มีส่วนร่วมในการวางแผนในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง - เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ - เป็นผู้มีทักษะในการออกแบบและการดาเนินงานภาคสนาม ในการปฏิบัติงานไม่จาเป็นว่าผู้เชี่ยวชาญทุกคนจะไปทางานด้วยกันทั้งหมดทุกคน แต่ที่ต้องการก็ เพื่อให้คาแนะนา ข้อเสนอแนะและเข้าใจโครงการ การดาเนินงานโดยหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง หรือองค์กร ภาคเอกชนสามารถทางานภายในพื้นที่คุ้มครองไปด้วยกันได้ จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับนิเวศวิทยา เศรษฐ- สังคมด้วยกันเป็นอย่างดี หรือสถาบันการวิจัยหรือองค์กรอื่นๆ จากภายนอกหน่วยงาน แต่สิ่งสาคัญที่สุด คือ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น ซึ่งมีความรู้หรือปัญญาท้องถิ่น การมีเครือข่าย เช่น หัวหน้า หมู่บ้าน อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการภายหลังก็ได้ โดยเฉพาะการประชุมเชิง ปฏิบัติการในการเสนอผลการศึกษาหรือผลประเมิน เช่น นักนิเวศวิทยา ช่วยวิเคราะห์ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม การให้ข้อแนะนา เพื่อทาให้ผลงานมีเป้ าหมายที่ชัดเจนและมีความถูกต้องมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ควร เป็นผู้ที่ยอมรับจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง เป็นต้น
  • 6.
    - 4 - องค์ความรู้ประเภทของผู้เชี่ยวชาญ บทบาท:ร่วมทีมที่ปรึกษา , มีส่วนร่วมให้ข้อมูล สถานภาพ 1. การจัดการพื้นที่ คุ้มครอง 2. งานวิจัย 3. มหาวิทยาลัยใน ท้องถิ่น 4. อาจารย์ทางด้าน เศรษฐศาสตร์ มีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น และนิเวศวิยา รู้และเข้าใจนิเวศวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้าน เศรษฐศาสตร์ รู้และเข้าใจ เกี่ยวกับเศรษฐ-สังคม ท้องถิ่น เป็นหัวหน้าทีม ที่ปรึกษา/วิเคราะห์/ข้อมูล ด้านนิเวศ ผู้มีส่วนร่วมในฐานะด้าน เศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษา/ร่วมดาเนินการ ผู้ริเริ่มโครงการ มีส่วนร่วม/ ประสานงาน มีส่วนร่วม 3. ความรู้เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์สิทธิ และบทบาทเพื่อการ คัดเลือกวิธีการประเมินด้านความรู้ใหม่ๆ และได้รับข้อมูลที่เป็นพื้นฐานด้านสังคม เศรษฐกิจ นโยบาย การเมือง กฎหมาย วัฒนธรรม รวมถึงกระบวนการทางนิเวศวิทยา (ประเภทของระบบนิเวศที่สาคัญในพื้นที่ ชุมชนหรือพื้นที่คุ้มครอง) ข้อมูลที่สาคัญของพื้นที่โครงการ โดยเฉพาะประเพณีวัฒนธรรม หรือกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับสถานภาพของพื้นที่ รายละเอียดของโครงการจะรวบรวมข้อมูลด้านท้องถิ่น ประเภทและส่วนที่สาคัญ จะต้องมีเอกสารที่ เป็นข้อมูลเบื้องต้น และเป็นข้อมูลที่ทันสมัย สามารถที่จะค้นหาหรือประเมินได้ดีจากแหล่งต่างๆ โดยวิธีการ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือจากที่ปรึกษาของโครงการ ข้อมูลท้องถิ่นที่สาคัญ ก. ความหลากหลายทางชีวภาพ  ลักษณะที่สาคัญของพื้นที่คุ้มครอง (ระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์)  มีกิจกรรมอะไรบ้างที่มีการดาเนินงาน เช่น ประเพณีในชุมชนท้องถิ่น  มีภัยคุกคามอะไรบ้างที่มีผลต่อการจัดการ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • 7.
    - 5 - นโยบายทางการเมืองในท้องถิ่นที่ได้สนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีอะไรบ้าง  มีความสาคัญในระดับนานาชาติ ระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น  มีการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ด้านการบริการของระบบนิเวศ หรือด้านอื่นๆ โดย ใครที่ เข้ามาเกี่ยวข้อง  กฎหมายที่สาคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีฉบับใดบ้าง  นโยบายทางเศรษฐกิจ ด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ มีอะไรบ้าง เช่น (PES ,Tax reduction หรือจะดาเนินการอื่นๆ หรืออุปกรณ์ในการเดินทาง) ข. ข้อมูลด้านการเมือง กฎหมายและสถาบัน  ใครเป็นผู้รับผิดชอบในระดับท้องถิ่น มีโปรแกรมดาเนินการอะไรบ้างที่ปฏิบัติตามนโยบายใหม่ๆ  การสนับสนุนนโยบายที่มีความสาคัญในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ และการสนันสนุนการ พัฒนา และอนุรักษ์ตามวัตถุประสงค์  มีความสาคัญอย่างไรในระดับท้องถิ่น หรือภูมิภาคตามเป้ าหมาย  มีอิทธิพลจากผู้นาสถาบันในทางการเมืองหรือไม่ (โครงการธรรมดาหรือโครงการพิเศษ)  ชุมชนท้องถิ่นมีปัญหาเกี่ยวข้องกับที่ดินหรือไม่  มีปัญหาข้อขัดแย้งในทางนโยบายหรือกฎหมายหรือไม่ ค. ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ  ระดับการพัฒนาและโครงสร้าง  การใช้ประโยชน์ในที่ดิน (รวมถึงผลกระทบ)  แหล่งเงินรายได้  การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน  การพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่  การกระจายความอยู่ดินกินดีของประชาชน
  • 8.
    - 6 - นโยบายการพัฒนา เศรษฐกิจในภูมิภาค (รวมถึงการกาหนดนโยบายที่มีผลกระทบต่อการอนุรักษ์ ความ หลากหลายทางชีวภาพ) ง. ข้อมูลด้านสังคมและวัฒนธรรม  ลักษณะทางประเพณีวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่น (แนวโน้ม ภาษา โครงสร้าง ศาสนา ประเพณี ต่างๆ)  การศึกษา (ระดับการศึกษา ระบบโรงเรียน การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม)  สภาพของชุมชน (การมีส่วนร่วม ชุมชนดั้งเดิม )  ความร่วมมือของชุมชน 4. การวิเคราะห์ความรู้ความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความสาคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ จาเป็นต้องมีแนวทางการคัดเลือกผู้ มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้มีส่วนร่วมในกระบวนการ โดยพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ ควรจะได้ทาแผนที่ที่ตั้งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีข้อมูลหรือหลักเกณฑ์ที่กาหนด เพื่อการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย แนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือกลุ่มคน หรือ หน่วยงานที่เป็นผู้ตัดสินใจ แนวคิดของผู้นาที่มีความเข้าใจถึงเป้าหมายในขอบเขตที่กาหนด  ผู้มีอานาจในพื้นที่คุ้มครอง (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช)  ฝ่ายปกครองผู้มีอานาจในท้องถิ่น (เช่น อาเภอ) หรือผู้แทนส่วนท้องถิ่นและภูมิภาคหรือระดับชาติ (กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม)  ผู้แทนชุมชนทั้งในและนอกพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งชุมชนดั้งเดิม  ผู้แทนภาคธุรกิจที่ ตั้งอยู่ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง (เช่น ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม)  ผู้แทนองค์กรท้องถิ่น
  • 9.
    - 7 - สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัย)  กลุ่มคนหรือชมรมที่สนใจในพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้เข้าใจถึงความสาคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องมีความ สนใจและเกี่ยวข้อง รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่คุ้มครองมีการเก็บหาของ ป่าหรือเก็บไม้ฟืน หรือล่าสัตว์ในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ของความหลากหลายทาง ชีวภาพ ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จาต้องปรากฏอยู่ในเป้ าหมายของการประเมินเพื่อ การลดความขัดแย้ง โดยการเชิญผู้เกี่ยวข้องในเรื่องความขัดแย้งไปเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกัน พิจารณาแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น หันมาให้ความร่วมมือและเป็นเพื่อนกัน ซึ่งจะทาให้ผลการประเมินมูลค่ามี ผลสาเร็จในกระบวนการ การกาหนดแนวทางในการปฏิบัติในเรื่องเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการ พื้นที่คุ้มครอง ข้อพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการด้านความเต็มใจที่จะร่วมทางาน ด้วยกันในสถานภาพของท้องถิ่น ความขัดแย้งหรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด จะต้องนามาประกอบการ พิจารณาด้วย การคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องแจ้งให้เขาเหล่านั้นได้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการประเมิน คุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วจะต้องพิจารณาถึงการประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดย การประชุมร่วมกัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เป้ าหมายจะต้องมีการสร้างเครือข่ายร่วมกัน โดยมีการติดต่อ ประสานงานส่วนตัวหรือ การสัมภาษณ์ผู้นาท้องถิ่น หรือประชุมกลุ่มย่อย เพื่อให้เข้าใจถึงโครงการที่ เกี่ยวข้อง เทคนิคในการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกประการหนึ่งคือ การวิเคราะห์ความคิดเห็นต่างๆ เช่น ด้านสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้นาทางศาสนา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง หรือการมีพลังในการ ทางานร่วมกับพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะการกาหนดกฎเกณฑ์ และการจัดระดับความสาคัญในกระบวนการ
  • 10.
    - 8 - หลักการพิจารณาถึงลาดับความสาคัญในการคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พื้นที่ คุ้มครอง ผู้จัดการพื้นที่ คุ้มครอง เกษตรกร ท้องถิ่น ชุมชน ท้องถิ่น ดั้งเดิม กลุ่มผู้ดาเนินงานหลัก ชลประทาน องค์กร การท่อง เที่ยว อุตสาหกรรม องค์กร ภาค เอกชน การท่องเที่ยวท้องถิ่น กลุ่มที่1 ผู้มีอานาจในพื้นที่ สถาบันวิจัย ภาคเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ กลุ่มที่ 2 หน่วยงาน สถาบัน ภาครัฐ มหาวิทยา ลัย ในท้องถิ่น
  • 11.
    - 9 - ตารางแสดงแนวทางการพิจารณาคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความเกี่ยวข้องกับ พื้นที่คุ้มครอง อย่างไร (ขัดแย้ง/ร่วมมือ) มีความเกี่ยวข้องกับ พื้นที่คุ้มครองด้านใด มีความร่วมมือกับ พื้นที่คุ้มครอง อย่างไร ระดับของความ ร่วมมือ สถานภาพของความ ร่วมมือ การติดต่อ 1.ผู้จัดการพื้นที่ คุ้มครอง รับผิดชอบการ บริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครอง การแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งด้านการ ยึดถือครอบครอง ที่ดิน ร่วมมือเป็นอย่างมาก ร่วมมือเป็นอย่างมาก หัวหน้า 2. องค์การบริหาร ส่วนตาบล เป็นกลาง-บางส่วนมี ความขัดแย้งด้านการ ยึดถือครอบครอง ที่ดิน การลักลอบเก็บ หาของป่า ล่าสัตว์ป่า มีการประชุมร่วมกัน ร่วมมือเป็นอย่างมาก มีความสนใจ อบต. 3. บริษัท สนับสนุนการ อนุรักษ์(CSR)ช่วย สร้างสิ่งอานวยความ สะดวก ยังไม่มีความสนใจ ชื่อผู้เกี่ยวข้อง
  • 12.
    - 10 - ตารางแสดงแนวทางการพิจารณาคัดเลือกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(ต่อ) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความเกี่ยวข้องกับ พื้นที่คุ้มครอง อย่างไร (ขัดแย้ง/ร่วมมือ) มีความเกี่ยวข้องกับ พื้นที่คุ้มครองด้านใด มีความร่วมมือกับ พื้นที่คุ้มครอง อย่างไร ระดับของความ ร่วมมือ สถานภาพของความ ร่วมมือ การติดต่อ 4. การท่องเที่ยว ความสนใจในด้าน การท่องเที่ยวเชิง นิเวศ มีการประชุมร่วมกัน ร่วมดาเนินการ มีความสนใจ ชื่อผู้เกี่ยวข้อง 5.มูลนิธิ (ภาคเอกชน) การวิจัยกิจกรรมใน พื้นที่ มีการประชุมร่วมกัน ร่วมดาเนินการ มีความสนใจ ผู้อานวยการ
  • 13.
    - 11 - กราฟแสดงแนวทางการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการประสานงานครั้งแรกจะมีการศึกษาถึงผู้มีอานาจในการตัดสินใจและสนับสนุนงานพื้นที่ คุ้มครองมีการประชุมร่วมกันโดยการนาข้อมูลและภาษาท้องถิ่นมาใช้ จะเป็นการสร้างความเข้าใจในพื้นที่ ศึกษาได้มากขึ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การติดต่อประสานงานเป็นส่วนที่สาคัญของโครงการที่จะต้องค้นหาวิธีการ นาโครงการเข้าไปสู่พื้นที่เป้ าหมาย หลักการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง (Ecosystem Services) มีอะไรบ้างที่จะต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจ มีความเห็นที่จะช่วยกันป้ องกันและการ จัดการจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ซึ่งบางครั้งก็เป็นการยากที่จะต้องมีการสร้างความรู้ความ เข้าใจให้ได้โดยเฉพาะการชี้แจงให้เห็นถึงสถานภาพและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในเรื่องของการ บริการของระบบนิเวศน์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติการบริการ ประโยชน์และการดารงชีวิต จะต้องอธิบาย ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจให้ได้ แล้วจะนาไปสู่แนวคิดการประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการ พื้นที่คุ้มครอง ว่ามีความเหมาะสมในท้องถิ่นได้หรือไม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่อนาไปสู่การตัดสินใจในทางเลือกที่ดีกว่า ว่าจะพัฒนาท้องถิ่นของตนเองอย่างไร และร่วมมือกันจัดการ พื้นที่คุ้มครองของตนเองอย่างไร เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มา วิเคราะห์ผลได้ผลเสียที่เกิดขึ้น มีส่วนร่วมอย่างมาก ปาน กลาง ต่า สนใจ สนใจอย่างมาก ทางานร่วมกัน ได้ มีความพึงพอใจ การติดตามดูความสนใจ มีความสนใจ ทางานร่วมกันได้
  • 14.
    - 12 - ขั้นที่2 การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) สาหรับชุมชน ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ 1. เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้บันทึกหรือจัดทาเป็น เอกสารรายงานที่ใช้เป็นหลักฐานได้ 2. รายละเอียดของการบริการของระบบนิเวศในท้องถิ่น มีการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและ เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร 3. ความเหมาะสมของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อันที่จะนาไปใช้ประเมินต่อไป ในขั้นตอนที่ 2 ของการประเมินมูลค่า การที่จะนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้จะต้องค้นหา ความเข้าใจว่าชุมชนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศอย่างไร เพื่อต้องการให้ระบบนิเวศ มีการบริการตลอดไป โดยวิธีการสนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อการดารงชีวิตของชุมชนในท้องที่นั้นๆ ในขั้นตอนแรกจะเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์ว่าโอกาสของชุมชนท้องถิ่นมีการใช้ ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้เข้าประชุมเข้าใจในเรื่อง:  การสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ แนวคิดในกระบวนการ การมีส่วนร่วมในโครงการและการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติ  เพื่อสร้างความตระหนักและเข้าใจในการบริการของระบบนิเวศทั้งในและนอกพื้นที่ คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน และชุมชนท้องถิ่น  เรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการวิเคราะห์ “โอกาสการบริการของระบบนิเวศ” เป็น กลไกในการสร้างคาถามในการประเมินมูลค่าที่จะเกิดขึ้นว่า (1) ชุมชนท้องถิ่นมีความ เกี่ยวข้องกับการบริการของระบบนิเวศ (2) ความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศ (3) ประชาชนมีส่วนรับผลประโยชน์หรือทาลายระบบนิเวศอย่างไร และ (4) มีกิจกรรม อะไรบ้างที่จะช่วยในเรื่องของการบริการของระบบนิเวศให้ดีขึ้น ในกรณีที่มีการประชุมกลุ่มย่อย หรือพบปะกันในกลุ่มเล็กๆ ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็เพื่อให้ เกิดมีความร่วมมือซึ่งกันและกัน หรือมีการแก้ไขปัญหาระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกัน
  • 15.
    - 13 - ความสาคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมประชุมมีความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์และบทบาทของ ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการดารงชีวิตของมนุษย์ทฤษฎีการบริการของระบบนิเวศ การ จาแนกเรื่องของการใช้ประโยชน์ และนโยบาย ประชาชนมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน มีความรู้เพียงใด เพื่อนาไปพิจารณาให้การศึกษาหรือกาหนดกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสาคัญจะช่วยให้ทีมผู้ประเมินถอดบทเรียนจากการประชุมเชิง ปฏิบัติการ  รายงานผลการประชุมจะเป็นการช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจถึงกรอบการทางาน การกาหนดกรอบการบริการของระบบนิเวศ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ การ แก้ไขโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ทีมผู้ดาเนินการประเมินจะเข้าใจวิธีการทางานและการกาหนด แนวทางซึ่งแนวทางการดาเนินงานพิจารณาได้ดังนี้
  • 16.
    - 14 - การบริการของระบบนิเวศมีอะไรบ้าง อานวยผลประโยชน์บริการหลัก ของการบริการของระบบนิเวศ ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จาก การบริการของระบบนิเวศ ระดับการบริการของระบบนิเวศอยู่ใน ระดับที่มีผลกระทบมากน้อยเพียงใด ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องกับการบริการของระบบนิเวศอย่างไร มีระบบนิเวศอะไรบ้าง การอนุรักษ์ความหลากหลาย ทางชีวภาพเพื่อการบริการของ ระบบนิเวศ ผลประโยชน์ที่ได้รับจาก การบริการของระบบนิเวศ การลดลงของการบริการ ของระบบนิเวศและภัย คุกคามที่เกิดขึ้น มีนวัตกรรมอะไรบ้างที่ ได้รับจากการบริการของ ระบบนิเวศ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีความเหมาะสมหรือไม่ - การให้บริการของระบบ นิเวศ - ค่าชดเชยสีเขียว - การอนุรักษ์ - การสนับสนุน - ผลประโยชน์ที่ได้รับ เป็นตัวเงิน ผู้จ่าย (ผู้ใช้) - ค่าธรรมเนียม - เงินสนับสนุน การชดเชยจากภัยคุกคาม - การใช้กฎหมายบังคับ - การเก็บภาษี การเปลี่ยนแปลงการใช้ บริการของระบบนิเวศ และความหลากหลาย ทางชีวภาพ - การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ - การลงทุน การแสดงความเชื่อมโยงระหว่างการบริการของระบบนิเวศกับเครื่องมือประเมินทางเศรษฐศาสตร์
  • 17.
    - 15 - 1.การวิเคราะห์ความต้องการและบทบาทการบริการของระบบนิเวศ เริ่มต้นด้วยความจาเป็นต้องวิเคราะห์โอกาสการบริการของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นว่า เป็น บริการที่เกิดโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในขั้นตอนที่ 1 การประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือการประสานงานจะประกอบด้วย  ปัญหาที่เกี่ยวกับน้า อันเนื่องมาจากภัยพิบัติ (เช่น น้าท่วม ความแห้งแล้ง)  ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ ประโยชน์ที่ดิน  การทาลายทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป (การจับปลา การทาไม้การเก็บหา ของป่า เป็นต้น)  ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า หรือการสูญเสียถิ่นที่อาศัย  เกิดมลพิษในระบบนิเวศ (เช่น น้าเสีย) ที่สัมพันธ์กับการดารงชีวิตของมนุษย์  การพังทลายของดิน  ความยากจนของชุมชนท้องถิ่น ดังนั้น ความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศที่เกิดจากธรรมชาติทั้งในและนอกหรือรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ควรจะได้มีการประเมิน จากการประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการมีส่วน ร่วม จะเป็นส่วนสาคัญของเป้ าหมาย ผู้เชี่ยวชาญจะให้คาแนะนาในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับภูมิปัญญา ของท้องถิ่น เรื่องการบริการของระบบนิเวศมีการแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะการอานวย ผลประโยชน์ให้แก่ชุมชน ความเข้าใจของชุมชนท้องถิ่นและการมีส่วนรับรู้ได้ทุกคน พร้อมกับการจัดระดับ ความสาคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องการบริการของระบบนิเวศให้แก่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องเข้าใจถึงหลักการ ซื้อ-ขายการบริการของระบบนิเวศ เช่น อาหารเกษตร ซึ่งจะไปลดความหลากหลายทางชีวภาพ การเก็บกัก คาร์บอน การอานวยน้าที่สะอาด และสิ่งบริการอื่นๆ รูปแบบของการบริการของระบบนิเวศ สามารถแบ่งแยกได้ดังนี้ 1. บริการด้านการเป็นแหล่งผลิต (Provisioning Services) คือ การให้บริการวัตถุดิบ หรือพลังงาน จากระบบนิเวศในการผลิต เช่น อาหาร น้า แร่ธาตุ ทรัพยากรป่าไม้พืชพันธุ์ และสัตว์ป่าต่างๆ 1.1 อาหาร ระบบนิเวศจะอานวยสถานภาพในการเจริญเติบโตของอาหาร พืชเพาะปลูก หรือผลิตภัณฑ์อาหารทางการเกษตรที่อานวยอาหารให้แก่มนุษย์อาหารที่ได้จากป่าที่มีจานวนมากและ ประเมินมูลค่าไม้เช่น พืชผัก ผลไม้เป็นต้น 1.2 วัตถุดิบ ระบบนิเวศจะอานวยความหลากหลายของวัตถุต่าง ๆ เพื่อการก่อสร้างหรือ เชื้อเพลิง น้ามัน เครื่องใช้ที่เกิดจากพืชป่า หรือพืชเกษตร เช่น ไม้เส้นใย สิ่งทอ เยื่อไม้เป็นต้น 1.3 น้าสะอาด ระบบนิเวศอานวยบทบาทของวัฏจักรของน้า ทาให้น้าไหลและสะอาด ตลอดปี ความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืชและป่าไม้ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้าในท้องถิ่น
  • 18.
    - 16 - 1.4ทรัพยากรทางเภสัชกรรม ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ จะมีชนิดพันธุ์ พืชที่นามาใช้ทายา หรืออานวยวัตถุดิบสาหรับเภสัชกรรม ทุกๆ ระบบนิเวศจะเป็นแหล่งรวบรวมของยา รักษาโรค หรือเภสัชกรรมต่างๆ 2. บริการด้านควบคุมกลไกของระบบ (Regulating Services) คือ การบริการของระบบนิเวศที่ได้ ปรากฏ หรือกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การควบคุมสภาพอากาศ การป้ องกันการพังทลายของดิน การ ป้องกันน้าท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง และการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค 2.1 การควบคุมสภาพภูมิอากาศ (Local climate and air quality regulation) ต้นไม้ในระบบ นิเวศให้ร่มเงา ช่วยให้ฝนตกที่สามารถอานวยน้าให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและภูมิภาค ต้นไม้หรือพืชอื่นๆ ที่มี บทบาทในการควบคุมคุณภาพของภูมิอากาศ โดยการลดมลพิษทางอากาศ 2.2 ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon sequestration and storage) ระบบนิเวศ ช่วยควบคุมภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือละอองลอยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือการดูดซับก๊าซเรือน กระจกหรือละอองจากชั้นบรรยากาศ มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิ ปริมาณน้าฝน และปัจจัยทางภูมิอากาศ 2.3 การควบคุมภัยธรรมชาติ (Moderation of extreme weather events) เป็นเหตุการณ์หรือ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น รวมทั้งน้าท่วม สึนามิ การพังทลายของดิน ระบบนิเวศมีความสามารถในการบรรเทา ความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่างๆ ช่วยควบคุมความรุนแรงของภัยธรรมชาติ 2.4 การกรองน้าและการบาบัดน้าเสีย (Waste-water treatment) ของระบบนิเวศ เช่น พื้นที่ ชุ่มน้าเป็นส่วนช่วยให้ทั้งพืชและสัตว์ป่าปราศจากมลพิษน้าเสีย เป็นการกาจัดมลพิษทางน้าด้วยการดักจับ โลหะ และอินทรีย์สาร 2.5 การควบคุมการพังทลายของดิน (Erosion preservation and maintenance of soil fertility) การพังทลายของดินเป็นปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้กระบวนการของดินลดคุณภาพลงจนกลายเป็น ทะเลทราย การปลูกพืชควบคุมตามริมฝั่งแม่น้า ชนิดพันธุ์จะเป็นพวกหญ้า ต้นไม้ที่มีรากยึดต้น ช่วยป้ องกัน การถูกกันเซาะจากน้า ต้นไม้ตามภูเขาสูงชันช่วยป้องกันดินถล่มได้ 2.6 การถ่ายละอองเรณู (Pollination) แมลงและลมช่วยในการถ่ายละอองเรณูพืชและพันธุ์ ไม้เพื่อการพัฒนาของต้นไม้ให้ผลผลิต เมล็ดพืชซึ่งเป็นการบริการของระบบนิเวศ 2.7 การควบคุมศัตรูพืช (Biological control) ระบบนิเวศมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของ แมลงศัตรูพืช เชื้อโรคที่จะเกิดขึ้นกับพืช ปศุสัตว์และมนุษย์สัตว์ผู้ล่าจากระบบนิเวศ เช่น ค้างคาว คางคก งู ที่ช่วยกาจัดแมลงศัตรูพืช 3. บริการด้านการเกื้อหนุน (Supporting services) เป็นกระบวนการทางธรรมชาติการบริการของ ระบบนิเวศที่สนับสนุนการดารงอยู่ของบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นต้น การทาให้เกิดวัฏจักรทางอาหาร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วัยอ่อน 3.1 เป็นถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์ (Habitat for species) ถิ่นที่อาศัยของพืชและสัตว์ที่ ต้องการดารงชีวิต มีความต้องการน้า อาหาร ที่คุ้มกันภัย ระบบนิเวศแต่ละพื้นที่จะประกอบด้วยชนิดของ
  • 19.
    - 17 - ท้องถิ่นที่อาศัยที่เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่อพยพรวมถึงนก ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แมลง ที่ขึ้นอยู่กับ ระบบนิเวศที่แตกต่างกัน 3.2 เป็นแล่งที่อยู่ของพันธุกรรม (Maintenance of genetic diversity) เป็นลักษณะพันธุกรรม ที่ใช้เพาะพันธุ์สัตว์ปรับปรุงพันธุ์พืชที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความต้านทานของชนิดพันธุ์ 4. บริการด้านวัฒนธรรม (Cultural services) คือ ประโยชน์ทางนามธรรมที่ดารงคุณค่าทางสังคม และวัฒนธรรม เช่น ประเพณี การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางจิตใจ ความเพลิดเพลินจากความงดงามของ ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ 4.1 การพักผ่อนหย่อนใจและคุณค่าทางจิตใจ (Recreation and mental and physical health) เป็นบทบาทของพื้นที่สีเขียวที่อานวยประโยชน์ทางจิตใจ เช่น การเดินป่า การปีนเขา เป็นต้น 4.2 การท่องเที่ยว (Tourism) ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทาหน้าที่เป็น บทบาทที่สาคัญต่อการจัดการการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ การศึกษาธรรมชาติ 4.3 คุณธรรมและจริยธรรม (Spiritual experience and sense of place) เป็นคุณค่าทางจิตใจ ศาสนา ความงาม การคงอยู่หรือคุ้มค่าอื่นๆ ที่มนุษย์ได้จากระบบนิเวศ ภูมิประเทศและเผ่าพันธุ์ การบริการของระบบนิเวศ การพัฒนา เป้ าหมาย ตัวอย่างผู้ได้รับ ผลประโยชน์ การลดลงของการ บริการของระบบ นิเวศ ความเสียหาย 1. การระบายน้า ออกจากพื้นที่ชุ่ม น้า เพิ่มผลผลิตและ พื้นที่การเกษตร ชาวนา/ผู้บริโภค ทาให้น้าในพื้นที่ชุ่ม น้าลดลงและเกิด มลพิษ ทาให้ชุมชน ท้องถิ่นได้รับ ผลกระทบจากการ ใช้น้า 2. การใช้ปุ๋ ยเพื่อ การเกษตร เพิ่มผลผลิต ชาวนา/ผู้บริโภค ปลาและการ ท่องเที่ยว ได้รับ ผลกระทบจากการ ใช้ประโยชน์ กระทบกับการ ประมง การ ท่องเที่ยว 3. การเปลี่ยนแปลง สภาพป่าไม้เป็น พื้นที่การเกษตร การนาไม้ออกมา ใช้ประโยชน์การ เพาะเลี้ยงปศุสัตว์ และวัสดุเชื้อเพลิง ผู้ทาไม้/ชาวนา/ ผู้บริโภค อากาศเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงน้า เกิดขึ้น, การพังทลาย ของดิน การสูญเสีย ทางวัฒนธรรม ชุมชนท้องถิ่นและ ชุมชนอื่นๆ ได้รับ ผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงของ ภูมิอากาศ
  • 20.
    - 18 - การพัฒนาเป้ าหมาย ตัวอย่างผู้ได้รับ ผลประโยชน์ การลดลงของการ บริการของระบบ นิเวศ ความเสียหาย 4. การพัฒนา ชายฝั่งทะเล ต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก การประเมินมูลค่า เศรษฐกิจท้องถิ่น ดีขึ้น/การพัฒนา ของรัฐ เกิดภัยพิบัติ การ เสื่อมสภาพของป่า ชายเลน ปัญหาการ ประมง ชุมชนท้องถิ่น การ ประมง อุตสาหกรรม การ กัดเซาะชายฝั่ง 5. การพัฒนา ชุมชน เพื่อทดแทน พื้นที่ป่าไม้ การเกษตรหรือ พื้นที่ชุ่มน้า ต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก การประเมินมูลค่า เศรษฐกิจท้องถิ่น ดีขึ้น/การพัฒนา ของรัฐ การบริการของ ระบบนิเวศ โดยการ นาผลประโยชน์ ออกมาใช้ ชุมชนท้องถิ่น สูญเสียพื้นที่ ธรรมชาติ 6. การใช้ประโยชน์ จากเชื้อเพลิง ลดการใช้พลังงาน จากต่างประเทศ ชาวนา,รัฐบาล ผู้ใช้พลังงาน การใช้พืชพันธุ์บาง ชนิด เป็นเชื้อเพลิง ทดแทนเกิดขึ้น ราคาผลผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น การปศุสัตว์ 7.การใช้น้าบริเวณ พื้นที่ต้นน้าเพิ่มขึ้น การอนุรักษ์พื้นที่ ต้นน้า บุคคลที่อาศัยอยู่ ในพื้นที่ต้นน้า ภาคอุตสาหกรรม ต่างๆ พื้นที่ปลายน้า ผู้ที่อาศัยอยู่พื้นที่ ปลายน้า, อุตสาหกรรมต่างๆ 2. การสร้างความเข้าใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริการของระบบนิเวศ และมีความสัมพันธ์กัน อย่างไร ขั้นตอนต่อไปคือ การวิเคราะห์โอกาสของการบริการของระบบนิเวศ มีความจาเป็นที่ต้องประเมิน ถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศ ซึ่งบางส่วนได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1 การวิเคราะห์นี้จึงแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน 1. การให้บริการของระบบนิเวศ (ES providers) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การ จัดการระบบนิเวศ เพื่อให้บริการด้านเป็นแหล่งผลิต ธรรมชาติมิได้เป็นตัวการหลักในการรักษาพื้นที่แต่ ประชาชนเป็นตัวกาหนดกิจกรรมที่สาคัญในการปกป้ องแหล่งผลิต ความสามารถของการบริการของระบบ นิเวศ จะขึ้นอยู่กับคุณภาพและการจัดการมิให้มีการลดลงของการบริการ
  • 21.
    - 19 - 2.การบริการของระบบนิเวศด้านการให้ผลประโยชน์ (ES beneficiaries) การใช้บริการของระบบ นิเวศมีหลายๆ ด้านทั้งทางตรงและทางอ้อมขึ้นอยู่กับการดารงชีวิต และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่น เช่น ชุมชนท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์จากน้าที่สะอาด การเก็บหาของป่า การป้ องกันการพังทลายของดิน หรือการรักษาภูมิทัศน์ที่สวยงามที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น บริเวณพื้นที่ที่ชุมชนจะได้รับคือ ช่วยป้ องกันน้าท่วม บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับน้าที่สะอาดและเพียงพอ โดยเฉพาะในระดับนานาชาติจะเป็นมรดกทาง วัฒนธรรม การเก็บกักคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่สาคัญ 3. การบริการของระบบนิเวศด้านการลดลง (ES degraders) เป็นการทาลายระบบนิเวศหรือมี ผลกระทบกับแหล่งผลิต จาเป็นต้องคานึงถึงภัยคุกคามต่างๆต่อการบริการของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลง การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตร เป็นภัยคุกคามด้านแหล่งผลิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการ ผลิตที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการเกษตร การใช้ทรัพยากรที่มากเกินไป การทาเหมืองแร่ การทาไม้หรือการ ประมง 3. โอกาสในการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างการบริการของระบบนิเวศกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องมีความเข้าใจร่วมกัน รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์โอกาสการบริการของระบบนิเวศ กรอบการทางานตาม โอกาสจะประกอบด้วย 4 ประเภท แต่มี 3 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตามหลักของ เศรษฐศาสตร์ คือหลักของ (1) ผู้ที่ได้รับการบริการ (2) ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นผู้จ่ายเงิน (3) ผู้ที่ทาให้เกิด ความเสียหายที่จะต้องจ่าย ส่วนประเภทที่ 4 จะเป็นนวัตกรรมที่ทาให้เกิดผลประโยชน์จากการบริการของ ระบบนิเวศ ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ผู้ที่ได้รับการบริการ (Steward Earns Principle) ผู้ได้รับการบริการจากการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ การบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิต จะถูกนามา กาหนดราคาขึ้นไม่ว่าจะเป็นคุณค่าหรือตัวเงิน เช่น ค่าบริการจัดการพื้นที่คุ้มครองของชุมชนในพื้นที่ รวมทั้ง ชุมชนนอกพื้นที่คุ้มครอง หรือการประเมินค่าจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือการป้ องกันระบบนิเวศ (เช่น การ ป้องกันไฟป่าในเขตชุมชน การประเมินแหล่งผลิตของปลา เป็นต้น) การอนุรักษ์ระบบนิเวศต้องการให้ประชาชนเข้าไปจัดการตามกิจกรรมในพื้นที่ดิน เพื่อ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งเรียกว่า “Opportunity cost” ซึ่งเป็นค่าของเงินที่ได้รับจากกิจกรรม การทาไม้ การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชเชิงเดียว การทาเหมืองแร่ เพื่อที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการ คงไว้ซึ่งการบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิต เจ้าของที่ดินจาเป็นต้องมีกิจกรรมที่ให้ได้รับผลประโยชน์ ในที่ดินอย่างน้อยที่สุด ส่วนที่ได้รับน้อยที่สุดจากพื้นที่การเกษตร การเลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกพืช หรือการ อนุรักษ์ดินและน้า มีตัวชี้วัดคือให้มีการคงไว้ซึ่งระบบนิเวศ ผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นตัวเงินนี้ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ได้จากการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ ผลประโยชน์อื่นๆ จากการบริการของระบบนิเวศ โดยเฉพาะเรื่องน้า ประชาชนที่อยู่ปลายน้าจะได้รับ ผลประโยชน์ซึ่งอาจจะมีกาไรน้อยกว่าภาคการเกษตรในพื้นที่ต้นน้าที่เป็นผู้ควบคุมกลไกของระบบ เช่น
  • 22.
    - 20 - ควบคุมการพังทลายของดินทาให้น้าในลาน้าไหลเป็นปกติ ป้ องกันการเกิดน้าท่วมและความแห้งแล้ง ชาวนาจะดาเนินการตัดสินใจในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนเอง โอกาสของค่าใช้จ่ายในการบริการ ของระบบนิเวศจะน้อยลง ความสนใจในหลายๆ กิจกรรม เช่น ชาวนาไม่มีความยินดีหรือไม่พอใจในการ จ่ายเงิน หากไม่มีการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก ส่วนการใช้ประโยชน์จากที่ดินกับการใช้ประโยชน์ ความหลากหลายทางชีวภาพจะมีการใช้ประโยชน์อย่างเป็นมิตรกัน ในกรณีที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอนุรักษ์(ผ่านกระบวนการจัดการโดยตรง) เป็นค่าใช้จ่ายงบประมาณ หรือรางวัลสาหรับการบริการของระบบนิเวศที่ทาให้เกิดหรือคงไว้ซึ่งแหล่งผลิต หลักการของเศรษฐศาสตร์ สามารถจะนามาอธิบายได้จากผู้รับการบริการซึ่งจะมีหลักการในกิจกรรมการอนุรักษ์ รวมทั้งการดาเนินงาน เกี่ยวกับ PES ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้การบริการของระบบนิเวศ การอนุรักษ์และการเป็นหนี้ต่อธรรมชาติ 3.2 ด้านการให้ได้รับผลประโยชน์จากค่าใช้จ่าย (Beneficiary Pays Principle) จากตัวอย่างเรื่องน้า ผลประโยชน์ที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีการจัดการน้าให้ไหลเป็นปกติ มีน้าที่สะอาดใช้จากแหล่งต้นน้าลาธารซึ่งขึ้นอยู่กับกิจกรรมการปลูกพืชของชาวนา และค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับ การจัดการพื้นที่ต้นน้าเป็นผู้อานวยการผลิต บริษัทจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ ในบางพื้นที่ที่มีโรงแรมขนาด ใหญ่ต้องการใช้น้ามาก ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจานวนมากที่เข้าไปใช้ประโยชน์ แต่ไม่สามารถจะนารายได้จาก นักท่องเที่ยวไปใช้เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้ บริษัทผู้ผลิตยามีกาไรจากการผลิตยาด้าน bio- prospecting ส่วนใหญ่จะมาจากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การค้นพบตัวยาใหม่ที่ใช้เป็น สินค้าที่ขึ้นอยู่กับทรัพยากรชีวภาพ แต่ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนตัวเงินหรือกองทุน เพื่ออนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง เปรียบเสมือนผู้ขับเรือและพานักท่องเที่ยวไปดาน้าดูปะการังในพื้นที่คุ้มครองแต่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อเป็น กองทุนอนุรักษ์ให้พื้นที่คุ้มครอง ในโอกาสที่จะนาการบริการของระบบนิเวศมาใช้ให้เกิดประโยชน์บางส่วนในบางโอกาสสามารถที่ จะให้เป็นผลต่อเศรษฐกิจได้ แต่มิได้มีการจ่ายเพื่อการบริการ ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดเป็นแหล่งผลิต การ ได้รับผลประโยชน์จากค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อนาไปสู่การจัดการค่า แทนคุณระบบนิเวศ ภาษีหรือค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมหรือการสนับสนุนจากแรงงาน 3.3 ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหายที่จะต้องจ่าย (Polluter Pays Principle) ผู้ที่ทาให้การบริการของระบบ นิเวศเสื่อมโทรมหรือกาหนดกิจกรรมที่ทาให้เกิดภัยคุกคาม มีคาถามว่า กรณีที่มีผู้ทาให้การบริการของระบบนิเวศเสียหายจะเป็นเหตุให้มีการทาลายความ หลากหลายทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ ตามหลักทางเศรษฐศาสตร์แล้วภัยเหล่านี้จะเรียกว่า ปัจจัยภายนอก เนื่องจากมีผู้ทาให้เกิดความเสียหาย ทาให้การบริการของระบบนิเวศเสื่อมโทรม ผู้นั้นควร จะต้องมีการชดใช้ความเสียหาย กลไกการลงโทษหรือมีการชดใช้ความเสียหายที่ยุติธรรม เช่น การทาให้น้า ในแม่น้าเสียหรือมีมลพิษ กระทบกับการดารงชีวิตของปลาหรือไม่สามารถใช้ดื่มได้ควรจะได้รับโทษ บริษัท ดูดทรายตามแม่น้าเป็นเหตุให้เกิดการพังทลายของดิน เป็นผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหายและควรจะได้มีการ ชดใช้ความเสียหาย
  • 23.
    - 21 - การชดใช้ความเสียหายจะต้องมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับหรือมีกฎหมายใช้บังคับ และการกาหนด ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นระดับชาติหรือภูมิภาค อย่างไรก็ดีความเสียหายจากภายนอกที่เกิดขึ้นกับการบริการของ ระบบนิเวศ ยังเป็นการทาให้ช่องว่างของโอกาสที่จะทาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ในการประเมินมูลค่า เช่น การปรับหรือสิ่งชดเชย รวมทั้งการจ้างเพื่อโครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ การตลาดและโครงการงบประมาณสีเขียว ที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศและการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทัศนียภาพหรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ยังไม่ทราบถึงขอบเขตที่ต้องการ การพักผ่อน หย่อนใจหรือคุณค่าทางจิตใจ ควรจะได้นามาพิจารณาว่า การจัดการพื้นที่และมีความสาคัญต่อการเป็นแหล่ง ท่องเที่ยว จะทาให้เกิดรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมสาหรับชุมชน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ผลที่ ได้รับ คือ ทาให้ระบบนิเวศสมบูรณ์มากขึ้นและสามารถใช้บริการได้ และอานวยผลประโยชน์ให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น เช่น แหล่งผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น งานฝีมือ อาหารในท้องถิ่นที่เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว คนใน ชนบท ตลอดจนการส่งออก หลายๆ กรณีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ขยายตัวไปสู่ตลาดหรือ แหล่งอื่นๆ หรือผู้บริโภคกลุ่มอื่น ในทางนวัตกรรมต้องจัดหาตลาดสาหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ จะต้องพิจารณาถึงประเพณีการทาการเกษตร (เช่น วนเกษตร) ที่มีการป้ องกันความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้มีการบริการที่ดี ขึ้น ถึงแม้ว่าไม่มีการใช้บริการของระบบนิเวศ การเข้าถึงการตลาดและการบริโภค ผลผลิตของระบบนิเวศ ในบางกรณีที่ระบบธรรมชาติเป็นฐานของการผลิต เงินรายได้ที่จะนาไปช่วยในการอนุรักษ์และการจัดการ ระบบนิเวศหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะทาให้มีรายได้เกิดขึ้นเพื่อการอนุรักษ์ เช่น ค่าใช้จ่ายจาก นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมปางช้าง การดูเต่าทะเล หรือการศึกษา ค้นคว้าวิจัยด้านสัตว์ป่า การดูดซับคาร์บอนหรือการกักเก็บคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เป็นความสาคัญของการบริการของระบบ นิเวศ เป็นการแก้ไขความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เช่น REDD+ ที่ ต้องการให้มีการจัดการป่าไม้เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ความสาคัญทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อผู้ดาเนินการธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือสนับสนุนการ บริการของระบบนิเวศ โดยเฉพาะการเป็นตัวแทนในชุมชนท้องถิ่นปราศจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและ ธุรกิจด้านนี้จะทาให้เป็นที่ชัดเจนว่า หลักทางเศรษฐศาสตร์และเงินงบประมาณเป็นบทบาทที่สาคัญ 3.4 การเลือกเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ความสาคัญและความเหมาะสมของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ จะถูกนามาวิเคราะห์และทดสอบใน ขั้นที่ 3 และ 4 ต่อไปเพื่อให้มีความเข้าใจที่ง่ายขึ้น พิจารณาจากตารางดังต่อไปนี้:
  • 24.
    - 22 - เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีการทางานอย่างไร 1. ผู้ที่ได้รับการบริการ 1. ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) 2. การลดภาษีหรือการชดเชย 3. การได้รับการบริการหรือการชดเชย 4. REDD+ และค่าใช้จ่ายในการเก็บกักคาร์บอนและ การประกัน 5. การเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศรายปี - ชาวนาหรือเจ้าของที่ดินได้รับการสนับสนุน (เงินสด เงินเชื่อ หรือกู้ยืม) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการ จัดการที่ดินเพื่อให้เกิดการบริการของระบบนิเวศ PES จึงถูกนามาใช้เพื่อเพิ่มแหล่งผลิตน้า และ ควบคุมกลไกของระบบการบริการ การควบคุมการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพ - รัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนด้านเศรษฐกิจ เช่น การลดภาษี เพื่อการสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์ ให้แก่ สมาคมที่ทางานด้านการอนุรักษ์การเรียกเก็บ ค่าชดเชย เพื่อการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมหรือการ สนับสนุนการบริการของระบบนิเวศ - เฉพาะบริเวณพื้นที่ดินที่ถูกนามาใช้เพื่อการอนุรักษ์ เจ้าของที่ดินควรได้รับเงินรางวัลจากกิจกรรม สนับสนุนการอนุรักษ์การชดใช้เงินจากการที่ทาให้ เกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไปทาลายระบบ นิเวศ (เช่น การเกษตร การเลี้ยงปศุสัตว์) - REDD+ เป็นกลไกระดับนานาชาติที่สนับสนุนให้มี กิจกรรมที่ทาให้พื้นที่ป่าไม้ดูดซับคาร์บอนโดยตรง ในระดับท้องถิ่นและร่วมกับโครงการอื่นๆ การ ชดเชยเงินประกัน หรือการทาลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การอนุรักษ์ - การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงิน การกระจาย รายได้เนื่องมาจากหลักเกณฑ์การอนุรักษ์และการ ชดเชยค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์และให้ผลประโยชน์ แก่ผู้ที่อยู่นอกพื้นที่คุ้มครอง
  • 25.
    - 23 - เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีการทางานอย่างไร 2. ผู้ได้รับผลประโยชน์ 6. ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) 7. กองทุนอนุรักษ์(CF) 8. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 9. ภาษี 10. เงินสนับสนุน - ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบริการของระบบ นิเวศที่อานวยผลเป็นแหล่งผลิต โดยมีการใช้จ่ายเงิน เพื่อซื้อบริการ หรือเพื่อเป็นกองทุน - เป็นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของระบบ นิเวศ (เช่น ผู้สนใจอนุรักษ์ธรรมชาติ ผู้ใช้น้า) จัดตั้ง กองทุนเพื่อการอนุรักษ์(CF) เพื่อป้องกันรักษาป่าไม้ - ผู้มีอานาจตามกฎหมายออกกฎระเบียบการเก็บเงิน รายได้เพื่อใช้ในการบริการของทรัพยากรเป็น ค่าธรรมเนียมการใช้น้า ค่าสัมปทานเหมืองแร่ ค่าธรรมเนียมเข้าไปใช้พื้นที่คุ้มครอง - เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเพื่อการใช้บริการของ ระบบนิเวศ ที่คิดเป็นตัวเงินเพื่อการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม - บริษัทห้างร้าน ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบริการ ของระบบนิเวศ การจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการ อนุรักษ์ในโครงการการบริการของระบบนิเวศ 3.ค่าใช้จ่ายจากผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหาย 11. ค่าปรับ (ผู้ที่ทาเกิดความเสียหาย) 12. ภาษี/ค่าธรรมเนียม 13. ข้อผูกมัดในสัญญา-ข้อตกลงในสัญญา 14. การทาข้อตกลง - ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจะต้อง จ่ายค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น - เงินรายได้นาไปใช้เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่ เสื่อมสภาพต้องหลีกเลี่ยงการทาให้สิ่งแวดล้อม เสื่อมสภาพ - รัฐบาลต้องการให้บริษัทมีหลักประกันที่จะต้องจ่าย มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม - หากมีระเบียบข้อบังคับ บริษัทหรือห้างร้านจะต้อง เจรจากับภาครัฐ หรืออาสาสมัครองค์กรภาคเอกชน ให้ลดการทาลายสิ่งแวดล้อม หรือมีการใช้เกิน ปริมาณในการอานวยผลของทรัพยากร หรือเกิดจาก การสั่งการของรัฐ หากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตาม
  • 26.
    - 24 - เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีการทางานอย่างไร 15. ค่าชดเชย/ธนาคาร ถิ่นที่อาศัย 16. การประมูลงาน/การอนุญาต - ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหาย (จากภาคอุตสาหกรรม หรือการพัฒนาโครงการ) จะต้องจ่ายค่าชดเชยจาก ผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยพิจารณาจากผลการประเมินที่ได้มาว่ามีความ เสียหายมากน้อยพียงใด - การประมูลงานบางโครงการ จะต้องใช้ทรัพยากร หรือทาให้เกิดมลพิษเกินกว่าที่กาหนด ผู้ได้รับ อนุญาตผู้ใช้ทรัพยากรหรือผู้ที่ทาให้เกิดมลพิษ จะต้องจัดหาทรัพยากรมาทดแทนหรือแลกเปลี่ยน หรือแก้ไขปัญหาผ่านกลไกการตลาด 4.การใช้กลไกการตลาดหรือการเงิน 17. ใบรับรอง 18. ผลิตผลด้านนิเวศ 19. การอนุญาตของรัฐ - ใบรับรองผลผลิต เพื่อรับรองให้ผู้บริโภคทราบถึง มาตรฐานตามรูปแบบที่กาหนด ว่ามีการรับรองความ ปลอดภัย (เช่น เนื้อไม้ปลา หรือพืชเกษตร) ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินตามมาตรฐานผลผลิต - ผลผลิตจากธรรมชาติที่เป็นของชุมชนท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม หรือใช้ทักษะในการพัฒนา จะเป็นที่ต้องการของตลาดในการอนุรักษ์และ ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร - การอนุญาตของภาครัฐ (เช่น เภสัชกรรม) จะต้องมี สิทธิในการพิจารณาเพื่อธุรกิจทางการค้า ที่นาเอา ความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้เช่น พันธุกรรม บริษัทควรที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพื่อธุรกิจทางการค้า ธนาคารพาณิชย์จะให้บริการสินเชื่อเพื่อลงทุนหรือ รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • 27.
    - 25 - เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีการทางานอย่างไร 20. กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 21. การกู้ยืม - การท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เป็นส่วนสาคัญที่ทาให้ เกิดรายได้สู่ชุมชน - การให้ยืมเพื่อการนาไปใช้ในการลงทุน เพื่อ ป้องกันการเกิดความเสียหายของความหลากหลาย ทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ 22. การลงทุน - การลงทุนในหลาย ๆ กิจกรรมจะต้องมีต้นทุนเพื่อ ธุรกิจ เป็นกองทุนเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากการ บริการของระบบนิเวศที่เป็นธุรกิจ 5.อื่น ๆ 23. การฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการ การศึกษา การศึกษาสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ได้รับข้อมูลและ สามารถนาไปใช้ปฏิบัติงานได้พฤติกรรมของระบบ นิเวศและการบริการจะทาให้มีความคิดเห็นเกิดขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ได้รับ ผลประโยชน์
  • 28.
    - 26 - เครื่องมือการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและความสาคัญ ของการบริการของระบบนิเวศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสัมพันธ์กับ การบริการของระบบนิเวศอย่างไร โอกาสที่จะเกิดจากการบริการของระบบ นิเวศ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทใดที่ เหมาะสม รายละเอียด การลดลงของระบบนิเวศป่าไม้ และความหลากหลายทาง ชีวภาพผ่านกระบวนการ - การเปลี่ยนแปลงประเพณี ทา การเกษตรจากวนเกษตร เป็น ปลูกพืชผักเชิงเดี่ยว - การลดลงของป่าไม้จากการใช้ มากเกินไป การเกิดไฟป่า  ความยากจนและการมีภาระ หนี้สินของชุมชน ความสาคัญของการบริการของระบบ นิเวศ  กฎเกณฑ์การบริการเรื่องน้า  การป้องกันดินพังทลาย  กฎเกณฑ์เรื่องภูมิอากาศ  การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การบริการของระบบนิเวศ ชุมชนชาวบ้านผู้ - จัดการป่าชุมชน - ปลูกพืชแบบวนเกษตร การได้รับประโยชน์จากการบริการของ ระบบนิเวศ  ชาวบ้านได้รับอาหาร น้า การ ป้องกันดินพังทลาย ยารักษาโรค ของป่า  ชุมชนปลายน้า มีการปลูกไร่ชา (การใช้น้า การควบคุม ภูมิอากาศ)  การท่องเที่ยว (การพักผ่อน หย่อนใจ การศึกษา)  การอนุรักษ์ความหลากหลาย ทางชีวภาพ การดูดซับก๊าซ คาร์บอน พืชเภสัชกรรม การได้รับการบริการ  การจัดการป่าชุมชนใช้เวลานาน (ต้นทุน)  วนเกษตร (ได้รับผลประโยชน์ น้อยกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว) ผู้ที่จะต้องจ่ายเงิน  เจ้าของไร่ชาปลายน้า  การท่องเที่ยว  กรมป่าไม้ ผู้ที่ทาให้เกิดความเสียหาย  ชาวนาใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ ถูกต้อง นักธุรกิจด้านป่าไม้ ต้องการที่ดินและก่อสร้าง การได้รับประโยชน์ด้านการเงิน  ประโยชน์จากการท่องเที่ยวและ การศึกษา  ความสนใจในระดับชาติ: การดาเนินงานด้านสินเชื่อ  ธนาคารจะทาข้อตกลงกับ ชาวบ้านในการปล่อยสินเชื่อ ถ้า มีการทาสัญญาว่าจะนาไปใช้ เพื่อการอนุรักษ์(ป่าชุมชน,วน เกษตร) - กิจกรรม CSR - รูปแบบของการบริการสินเชื่อ - ตลาดขายผลผลิตอาจจะเป็น ผลพลอยได้โดยมีหนังสือ รับรอง
  • 29.
    - 27 - เครื่องมือการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ(ต่อ) มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและความสาคัญ ของการบริการของระบบนิเวศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสัมพันธ์กับ การบริการของระบบนิเวศอย่างไร โอกาสที่จะเกิดจากการบริการของระบบ นิเวศ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทใดที่ เหมาะสม ถิ่นที่อาศัยเพื่อความหลากหลาย  ของป่า  กรมป่าไม้ ในระดับความหลากหลายทางชีวภาพ ท้องถิ่น (สุขภาพและอนุรักษ์)
  • 30.
    - 28 - ขั้นที่3 ความต้องการเพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สามารถดาเนินการได้ ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ 1. ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย/หลักในการใช้เครื่องมือและการเข้าร่วม ในโครงการ 2. มีความจาเป็นต้องวิเคราะห์ในส่วนที่สาคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญและการนาผลงานไปเผยแพร่ 3. การนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ไปใช้ในอนาคต 1. ผู้ดาเนินการหลักและบทบาทของการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาจัดดาเนินการให้ชัดเจนเพื่อจะนาไป ปฏิบัติงานได้ ประการแรกที่จะต้องวิเคราะห์คือ ผู้ดาเนินการหลักเป็นส่วนประกอบของวิธีการจัดการและ บทบาทหน้าที่รับผิดชอบความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ดาเนินการหลักและสถานภาพ ที่มีความต้องการทาตาม ขั้นตอนว่า ผู้ที่มีบทบาทดาเนินการจะเชื่อมต่อและตกลงร่วมกันได้อย่างไร เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความยาก-ง่ายต่อการเชื่อมต่อระหว่างผู้มีบทบาทในการมีส่วนร่วม เพื่อจะ อธิบายรายละเอียดสถานภาพและบทบาท โดยเฉพาะในกรอบของการบริการของระบบนิเวศและการปฏิบัติ - ผู้มีบทบาทได้รับการบริการของระบบนิเวศมีค่าตอบแทนเพียงพอหรือไม่ - ผู้มีบทบาทได้รับประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตใช่ หรือไม่ - ผู้มีบทบาทไปทาลายหรือทาให้เกิดภัยคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพและการให้บริการของ ระบบนิเวศไม่เกี่ยวข้องกับการชดเชยใช่หรือไม่ - บทบาทอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องที่ผู้รับทาหน้าที่ในปัจจุบัน จะทราบได้อย่างไรว่า บทบาทในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีอะไรบ้างเกี่ยวกับเทคนิค ใหม่ๆ เพื่อจะได้นาไปใช้ทางานให้มีผลสาเร็จตามเป้ าหมาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเริ่มต้นต้อง คิดถึงเรื่องผู้มีบทบาทหลักในการสนับสนุนการมีส่วนร่วม - จะต้องได้รับค่าจ้างหรือการให้ความร่วมมือ - ควรจะได้รับรางวัลจากกิจกรรมการอนุรักษ์หรือไม่ - ควรจะเป็นกลางหรือสนับสนุนการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่ - มีการเชื่อมโยงกันอย่างไร บทบาทที่สาคัญหรือองค์ประกอบควรจะเป็นกลางในการดาเนินงานระหว่างผู้ที่ให้บริการและผู้ ได้รับผลประโยชน์ หน่วยงานที่เกี่ยวกับงบประมาณจะพิจารณาให้ดาเนินการด้านการเงิน องค์กรนานาชาติ ที่เกี่ยวข้องจะช่วยในการสร้างความเข้มแข็งและนาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ สามารถที่จะสรุปในเรื่องนี้ได้ว่า ผู้ที่ มีบทบาทหลักในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ต้องเข้าใจและเป้าหมายความต้องการ ผู้มีบทบาทหลักใน การใช้เครื่องมือ คือ หลัก 3 ประการ ที่ประกอบด้วย ความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitudes) และการ ปฏิบัติ (Practices) หรือเรียกว่า KAP
  • 31.
    - 29 - ผู้ดาเนินการหลักสถานภาพของ ผู้ดาเนินการหลัก ในการปัจจุบัน - การใช้บริการของ ระบบนิเวศ - ผู้ได้รับการ บริการของระบบ นิเวศ - ผู้ที่ทาให้การ บริการของระบบ นิเวศเสื่อมคุณภาพ - อื่น ๆ บทบาทของ ผู้ดาเนินการด้าน เครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์ - มีกิจกรรม อะไรบ้าง - พฤติกรรมหรือ ความต้องการที่จะ ให้ประเมิน ผลสาเร็จ ทัศนคติของ ผู้ดาเนินการหลัก ในการขับเคลื่อน โครงการ ความรู้เฉพาะหรือ ข้อมูลที่ ผู้ดาเนินการหลัก ต้องการ รูปแบบของ KAP ในการสร้างความเข้าใจแผนยุทธศาสตร์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจะให้มี ความคิดเกี่ยวกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จะต้องมีวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ รูปแบบของ KAP จะช่วย ให้เกิดแนวคิดในการกาหนดแผนยุทธศาสตร์ เพื่อกาหนดวัตถุประสงค์ให้สู่เป้ าหมายของการดาเนินงาน เช่น พฤติกรรมของผู้ดาเนินการที่มีความต้องการเข้าร่วมในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์หรือเทคนิค ใหม่ๆ 1. ความรู้ (Knowledge) มีความรู้ หรือมีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ ผู้ดาเนินการต้องการใช้ ตัวอย่างที่ 1 ความเชื่อถือและการ เข้าถึงข้อมูลของความสัมพันธ์ ระหว่างผลกระทบที่เกิดขึ้น ระหว่างการปฏิบัติงานในฟาร์ม ชาวนามีความรู้เกี่ยวกับแรงจูงใจ ในการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นสิ่ง สาคัญ ตัวอย่างที่ 2 มูลเหตุของ ความสัมพันธ์ระหว่างการบริการ ของระบบนิเวศ จาต้องมีความ เข้าใจและยอมรับได้ องค์ประกอบและความเป็นไปได้ ในการใช้เครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินมูลค่า
  • 32.
    - 30 - 2.ทัศนคติ (Attitudes) มีทัศนคติอะไรบ้าง ที่ผู้ดาเนินการ การสนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจใน การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อการประเมินมูลค่า ตัวอย่างที่ 1 เกษตรกรจาเป็นต้องมี ทัศนคติในการปลูกพืชแบบวน เกษตรและเข้าใจกับเครื่องมือ ใหม่ๆทางเศรษฐศาสตร์จะถูก ออกแบบและดาเนินการ มีการ ปรับปรุงให้สามารถดาเนินการได้ เช่น การเข้าเป็นสมาชิกฟรีโดยไม่ ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตัวอย่างที่ 2 สภาท้องถิ่น จาเป็นต้องมีความเข้าใจที่มี ความสัมพันธ์กันกับชุมชนที่ดี เพื่อนาไปใช้ในการรับสิทธิหรือ ผลกาไรหรือผลประโยชน์ของ สมาชิกชุมชน 3.การปฏิบัติ (Practices) มีกิจกรรมอะไรบ้างหรือ พฤติกรรมที่ต้องการจากผู้ ดาเนินงาน เพื่อการเข้าถึง องค์ประกอบของเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์เพื่อการประเมิน มูลค่า ตัวอย่างที่ 1 กลุ่มของชาวนาที่ จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานตาม เป้าหมายของการเกษตรคือ การ เปลี่ยนแปลงจากการปลูกพืช เชิงเดี่ยวไปเป็นวนเกษตร ตัวอย่างที่ 2 สภาชุมชนจะต้อง ยอมรับและสนับสนุนกิจกรรมใน กิจกรรมใหม่ๆ เพื่อการปฏิบัติใน พื้นที่ชุมชนและแสดงพฤติกรรม จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมี กิจกรรมการประเมินและการ บังคับใช้กฎหมาย
  • 33.
    - 31 - 2.ผู้ดาเนินการหลักในคณะกรรมการ: (1) การบริการข้อมูลที่จาเป็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ดาเนินงานเกี่ยวกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จาเป็นต้องเข้าใจถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นและยอมรับโดยทั่วไปว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เหมาะสมกับความสามารถของตนเองที่ ได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์ เช่น การแสดงคุณค่าการบริการของระบบนิเวศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีบทบาทที่สาคัญ ในการเฝ้ าระวังและการยอมรับความต้องการ กรณีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแต่มีความ จาเป็นต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์กรณีการศึกษาที่ถูกเลือกมาอยู่บนพื้นฐานความต้องการ กระบวนการและเป้ าหมายที่มี ประโยชน์ในด้าน :  บริการด้านชีว-กายภาพ ระหว่างผู้ที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศกับการสูญเสียการ บริการด้านแหล่งผลิต เช่น การเกษตรเชิงเดี่ยว มักจะเกิดจากปัญหาน้าท่วม ความแห้งแล้ง การลดลง ของพื้นที่ป่าที่ทาให้ภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลง  มีการพิจารณาว่าการบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิตมีการเปลี่ยนแปลง จะมีผลกระทบกับการ ดารงชีวิต หรือคุณค่าทางเศรษฐกิจ ความเสียหาย ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย  มีความเข้าใจถึงวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน เช่น กิจกรรมการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน การให้ เป็นแหล่งผลิตของการบริการของระบบนิเวศ การประเมินมูลค่าที่มีความแตกต่างกัน ต้องการวิเคราะห์ผลทางด้านชีวภาพ และ เศรษฐกิจ-สังคม มีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์ การ เลือกและการวิเคราะห์เป็นวิธีการที่สาคัญ โดยเฉพาะทรัพยากรและเวลา ระดับการศึกษาความแตกต่างขึ้นอยู่ กับระยะเวลาของโครงการ:  จะมีการยอมรับหรือไม่  ระดับของปัญหาและประเภทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการ  เป้าประสงค์ของการสร้างความตระหนักและกระบวนการพื้นฐานของการวิเคราะห์ตลอดจนการ ออกแบบเครื่องมือ  ข้อมูลพื้นฐานโดยทั่วๆ ไป  ความต้องการใช้อุปกรณ์ รวมทั้งเงินงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญ ในหลายๆ กรณีข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ เมื่อนามา เปรียบเทียบกัน มีความแตกต่างกันในเรื่องของการจัดการหรือนโยบาย เช่น การเปรียบเทียบระหว่าง นโยบายที่ดิน (การเพิ่มการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณป่าต้นน้า 10% เป็น 20% การปลูกพืชแบบวนเกษตรกับ การปลูกพืชเชิงเดี่ยว) หรือการพัฒนาเชิงนโยบาย (การคงไว้กับการนาค่าชดเชยมาใช้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นโยบายและกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ระยะห่าง 100 เมตร จากริมฝั่งแม่น้าเพื่อลดมลพิษ
  • 34.
    - 32 - ทางน้า)การวิเคราะห์แนวเชื่อมทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับสังคม-เศรษฐกิจ จะได้นามาตัดสินใจว่า กระบวนการของระบบนิเวศมีผลกับการจัดการแตกต่างกันอย่างไร และผลที่ได้จากการบริการของระบบ นิเวศในแหล่งผลิต มีผลกระทบกับการดารงชีวิตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความแตกต่างกันอย่างไร ความพยายามที่จะประเมินคุณค่าของการบริการของระบบนิเวศ จาต้องมีตัวชี้วัด (Indicators) ทั้งชีวภาพสังคมและเศรษฐกิจ จาต้องเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน ในกรณีที่ข้อมูลที่จะนาไปใช้เป็นตัวชี้วัด จะดาเนินการเป็นระบบระหว่างตัวชี้วัดโดยตรงกับตัวแทนตัวชี้วัดในการใช้ประโยชน์ ที่มีลักษณะสิทธิทาง ชีวภาพสังคม-เศรษฐกิจ ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ ตัวอย่างที่ 1 ป่าพรุธาตุหลวง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กรณีที่กาหนดเป็นนโยบายระดับท้องถิ่น ในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้า เพื่อประโยชน์ทางสังคม- เศรษฐกิจ และการป้องกันน้าท่วม ได้ใช้เวลาถึง 3 เดือนในการปฏิบัติงานภาคสนามและที่สานักงาน ทีมงานประกอบด้วย นักเศรษฐศาสตร์ นักอุทกวิทยา และนักชีววิทยา/นิเวศวิทยา รวม 3 คน ด้านเศรษฐกิจ □ คุณค่าของระบบนิเวศ □ ค่าใช้จ่ายในการจัดการคุณค่าที่ลดลง ด้านสังคม/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย □ การทาแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย □ การวิเคราะห์ผลกระทบและการควบคุม ด้านชีวภาพ □ รูปแบบของอุทกวิทยา แผนการแก้ไขปัญหาน้า ท่วมบ่อยๆ และอยู่ภายใต้ความแตกต่างของแผนการ อื่น ๆ □ การทบทวนเอกสาร,ผู้เชี่ยวชาญ □ ที่ปรึกษา □ การประชาสัมพันธ์
  • 35.
    - 33 - ตัวอย่างที่2 บริเวณต้นน้าลาธาร Tuul ประเทศมองโกเลีย มีการวางแผนการจัดการเรื่องน้าและมีผู้จ่ายในโครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ ด้วยการลงทุนใน แหล่งต้นน้าเพื่ออนาคตโดยคิดค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพของแหล่งน้า การดาเนินงานลงทุ นสาหรับพื้นที่คุ้มครอง ด้านเศรษฐกิจ □ คุณค่าของระบบนิเวศ □ ค่าใช้จ่ายในการจัดการคุณค่าที่ลดลง ด้านสังคม/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย □ การทาแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์ ผลกระทบและการควบคุม การสารวจจานวน ครัวเรือนและภาคธุรกิจ ด้านชีวภาพ □ การใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนที่ดิน รูปแบบของ ความแตกต่างของการใช้ประโยชน์ □ อุทกวิทยา น้าใต้ดิน การใช้ระบบนิเวศในส่วนที่ แตกต่างกัน อื่นๆ □ การทบทวนเอกสาร, ผู้เชี่ยวชาญ, ที่ปรึกษาและ การประชาสัมพันธ์ ความจาเป็นเฉพาะในการวิเคราะห์ วัตถุประสงค์ของการ วิเคราะห์หรือการศึกษา คืออะไร มีคาถามใดที่ต้องการ นามาใช้และการ วิเคราะห์หรือศึกษา วิธีการใดและการนาเอา ข้อมูลมาใช้ ใครจะเป็นผู้วิเคราะห์ 1. การชักชวนให้ ประชาชนเฉพาะผู้ที่รับ ประโยชน์ปลายน้า การ ป้องกันไฟป่า การใช้ ประโยชน์ที่ดิน ในระบบ นิเวศพื้นที่ต้นน้าที่มีผล ต่อน้าท่วมและความแห้ง การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้มี ผลต่อการเกิดน้าท่วม และความแห้งแล้ง ผลประโยชน์จาก กิจกรรม การใช้ ประโยชน์ที่ดินมี อะไรบ้าง วิธีการ.......ข้อมูลจาก..... มหาวิทยาลัย
  • 36.
    - 34 - วัตถุประสงค์ของการ วิเคราะห์หรือการศึกษา คืออะไร มีคาถามใดที่ต้องการ นามาใช้และการ วิเคราะห์หรือศึกษา วิธีการใดและการนาเอา ข้อมูลมาใช้ ใครจะเป็นผู้วิเคราะห์ แล้ง 2.การออกแบบค่าแทน คุณระบบนิเวศต้องมี ความเข้าใจจานวนเงิน เท่าไรที่จะกาหนดเป็น คุณค่าของการอนุรักษ์ ต้นน้า 3. การออกแบบเพื่อ สนับสนุนการใช้ ประโยชน์ที่ดินบริเวณ แหล่งต้นน้า การใช้ประโยชน์ของผู้ที่ อยู่ปลายน้า มีความพึง พอใจในการจ่ายหรือ ป้องกันน้าท่วม เขาจะมี ความพึงพอใจในการจ่าย เพื่อป้องกันความแห้ง แล้ง ทาอย่างไรที่จะต้องจ่าย เกษตรกร ที่เข้ามามีส่วน ร่วมในโครงการค่าแทน คุณระบบนิเวศและผู้ซึ่ง มีการใช้ประโยชน์ใน กิจกรรมของที่ดิน ศึกษาความพึงพอใจใน การจ่าย, ข้อมูลที่ต้องการ เพิ่มเติม การพิจารณาค่าใช้จ่าย แบบสอบถามเกี่ยวกับ ความพึงพอใจในการมี ส่วนร่วม นักเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัย คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการบริการของระบบนิเวศที่นามาใช้มูลค่าทางเทคนิคที่ใช้เลือก คือ ผล ที่จะได้รับความเชื่อถือ คุณค่าทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสภาพของปัญหา รูปแบบของการบริการของระบบ นิเวศและวัฒนธรรมท้องถิ่นอาจจะเกี่ยวข้องกับนโยบายของท้องถิ่นหรือภูมิภาคอื่นๆ เป็นการยากที่จะได้ คาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญ ในการเลือกวิธีการที่เหมาะสม การเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับเหตุการณ์และ เป้าประสงค์ การประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง คุณค่าทั้งหมดที่เป็นสิ่งดึงดูดใจด้านการอนุรักษ์ การจัดตั้งกองทุนเพื่อป้ องกันหรือแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ ความหวังที่จะนาไปสู่เป้ าหมาย สรุปได้3 ประการ คือ 1. คุณค่าที่สามารถคานวณได้จากผลประโยชน์จากความหลากหลายที่ได้รับบริการ เช่น คุณค่าของ ปะการัง คืออะไรที่เกิดขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่สนใจ 2. ความไม่แน่นอนของสภาวะทางเศรษฐกิจ ทั้งข้อมูล วิธีการที่จากัด และระดับความรู้ความเข้าใจ ทางชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ 3. คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การวิเคราะห์ความแตกต่างของลักษณะต่างๆ จากการใช้ ประโยชน์ เช่น การใช้ประโยชน์ในที่ดิน มีนโยบายที่กาหนด คือ การเปลี่ยนแปลงคุณค่าที่เกิดขึ้นกับ
  • 37.
    - 35 - ทางเลือกที่แตกต่างกันคาแนะนาอีกประการหนึ่งคือ ประเภทของโครงการ วิธีการประเมินคุณค่าทาง เศรษฐศาสตร์ที่ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองว่า จานวนเงินที่ได้รับเท่าไร หรือพื้นที่คุ้มครองช่วย ลดการไหลบ่าของน้า เพื่อป้องกันน้าท่วม เนื่องจากภูมิประเทศพื้นที่ต้นน้า จะเป็นคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้การกล่าวถึงการเฝ้าระวังที่เป็นการยอมรับในเรื่องการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และการบริการของระบบนิเวศ การตัดสินใจในการเลือกวิธีการ หรือคุณภาพของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มักจะมีคาถามเกิดขึ้นโดยพิจารณาถึง:  เรามีความพึงพอใจในการบริการของระบบนิเวศนานเท่าไร (ขึ้นอยู่การผลิตมูลค่าทางการจัดการ และโอกาส)  เรามีความพึงพอใจในการได้รับผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศเท่าไร ภายใต้ค่าแทน คุณระบบนิเวศ (PES)  เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับการลดลงของระบบนิเวศและมีวิธีการชดเชยมากน้อยเท่าไร  อะไรบ้างที่เป็นตลาดของแหล่งผลิตผลจากระบบนิเวศ  มีค่าธรรมเนียมอะไรบ้างที่นักท่องเที่ยวเข้าใจและยินดีที่จะจ่าย ในกรณี การวิเคราะห์คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการบริการของระบบนิเวศ เช่น แนวคิดในการ พัฒนาแหล่งผลิตนิเวศ (เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ) หรือการพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพ ฉะนั้น เครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์จะต้องเป็นที่เข้าใจ ยอมรับและนาไปใช้ตามช่องทางที่กาหนด 3.การดาเนินการหลักของคณะกรรมการ: (2) การวิเคราะห์เพื่อทาให้เกิดความถูกต้อง การรับรู้และมีข้อมูลเกี่ยวกับความสาคัญถึงคุณค่าของการบริการของระบบนิเวศเพียงพอที่จะให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงานเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ คือ การที่ประชาชนมีความต้องการ ในการกระทาที่ถูกต้อง จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าบทบาท และอุปสรรคในการทาหน้าที่ของผู้เข้ามามีส่วนร่วม ในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ สนับสนุนให้ผู้ดาเนินการมีความเข้าใจและมีส่วนร่วม ต้องร่วมปรึกษากับผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียด้วยเหตุผลและแรงจูงใจ เราต้องการป้ องกันทรัพยากรอะไร สิ่งจูงใจคืออะไร อย่างน้อยจะ กล่าวถึงคือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน ความปลอดภัยของเกษตรกร พื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ได้จากการ ดาเนินงานของบริษัท การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันและแรงจูงใจทั้งหลาย สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ และความแตกต่างทางระบบนิเวศ  ค่าตอบแทนที่ได้รับจากแหล่งผลิตจากการบริการของระบบนิเวศ การให้บริการจะเป็นแรงจูงใจให้ จ่ายเป็นตัวเงินหรือค่าตอบแทนที่ทาให้เกิดผลิตผล โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการพิจารณาจ่าย ค่าตอบแทน เช่น ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) การชดเชย สินเชื่อ ทรัพยากรธรรมชาติ จะนาไปสู่การ วิเคราะห์ผลกระทบกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพหรือผลผลิตที่จะให้บริการ ระดับของ ค่าตอบแทนจะขึ้นอยู่กับค่าชดเชยและค่าบริหารจัดการ บางครั้งมีความยากต่อการวิเคราะห์ไม่ว่าความ เป็นไปได้หรือค่าชดเชยทั้งหมด ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินจะได้รับการบริการของระบบนิเวศ หากว่าการ
  • 38.
    - 36 - จัดการที่ดินในทางระบบนิเวศการตัดสินใจเกี่ยวกับค่าตอบแทนจะต้องมีการพิจารณาและเจรจาร่วมกันจะ ทาให้เกิดการบริการด้านแหล่งผลิต  แรงกระตุ้นจากการใช้ประโยชน์ในการบริการของระบบนิเวศด้านแหล่งผลิต ผู้ที่ให้การยอมรับ ค่าตอบแทนจากการบริการของระบบนิเวศด้านการผลิต กล่าวคือ การของร้องให้มีการจ่ายค่าตอบแทน แทนที่จะรับเป็นของฟรี ข้อมูลความเชื่อถือจากผลประโยชน์ของการบริการของระบบนิเวศจะแสดงบทบาท ที่สาคัญ ถ้าหากบริษัทต้องการใช้ประโยชน์ของการบริการของระบบนิเวศและทรัพยากรในภาพรวมของ สาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชน ดังนั้นผลประโยชน์จะเกี่ยวข้องกับผลกาไรและความยินดีในการเจรจา การเรียนรู้ กฎเกณฑ์ที่มีกิจกรรมในผลประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ใช้หรือผู้บริโภค จะขึ้นอยู่กับการเก็บภาษี ผู้มีอานาจของภาครัฐจะกาหนดและใช้บังคับ กฎระเบียบต่างๆ การให้ความสาคัญ ถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจ จะต้องอยู่ในกระบวนการเจรจา  การทาให้ผู้ที่ทาลายการบริการของระบบนิเวศหยุดการกระทาหรือให้ชดใช้ความเสียหาย สาหรับผู้ ได้รับผลประโยชน์ สามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้มีส่วนร่วมจากผู้ที่ทาลายเข้ามาหาข้อตกลงเพื่อหยุดการกระทา หรือให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยเฉพาะการทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพหรือ การบริการของระบบนิเวศ เสียหาย และมีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าหากว่าผู้ทาลายไม่ตระหนัก ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น วิธีการที่สามารถจะกระทาได้โดยการเจรจา การผูกมิตร หรือการชักชวนให้มี ส่วนร่วม การชักชวนให้เป็นอาสาสมัครหรือเป็นที่ปรึกษา ประสบการณ์ข้อกาหนดเป็นความต้องการ หรือ เข้มงวดในการกระทา การนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ตามความต้องการ เช่น การเก็บภาษี หรือความ รับผิดชอบ โดยเฉพาะพลังของกิจกรรมในระดับภาครัฐ (ระดับชาติ หรือออกกฎหมาย)  การเปิดโอกาสให้มีแรงกระตุ้นด้านการตลาดและการเงินให้เป็นตลาดสีเขียว จะมีโอกาสเกิดขึ้นบน พื้นฐานของการผลิตหรือกิจกรรมของชุมชนท้องถิ่นที่รู้จักกันดี แต่โดยภาพรวมแล้วต้องการยกระดับ กิจกรรมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป ชุมชนท้องถิ่นหรือบุคคลที่มีการร่วมลงทุน การเฝ้าระวัง ตามคาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญ มีการรับรองผลผลิต การจัดหาแหล่งทุน ธนาคารจะบริการด้านการเงิน หรือ องค์กรภาคเอกชนเข้ามาช่วยได้หรือให้ผู้ดาเนินการเข้ามาเกี่ยวข้อง 4. สถานภาพของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มีอะไรบ้างที่ต้องการหรืออย่างน้อย ภาคส่วนที่มีการสนับสนุนในการปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์  ความเป็นอิสระและมีความเชื่อว่า จะได้รับสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น การจัดการ การเป็นเจ้าของ โดยมีคณะกรรมการจะเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • 39.
    - 37 - การฝึกอบรมหรือการเฝ้าระวังในกิจกรรม เพื่อให้เข้าใจถึงความสาคัญของโครงการและเข้ามามี ส่วนร่วม  ความเป็นเจ้าของโครงการ  มีนักวิชาการจากสถาบันกฎหมาย บริษัทหรือสหกรณ์  กิจกรรมการลงทุน  มีกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ โดยเฉพาะสาหรับใช้ในโครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) ตัวอย่าง ประเทศคอสตาริก้า ได้กาหนดกฎหมายและนโยบายในการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ทางด้าน การป่าไม้กาหนดให้มีนโยบายในการนาเอาค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) มาใช้ในกิจกรรมการอนุรักษ์ ประเทศอินโดนีเซีย กาหนดนโยบายให้เจ้าของที่ดินโดยเฉพาะเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมและร่วม โครงการค่าแทนคุณระบบนิเวศ(PES)
  • 40.
    - 38 - ขั้นตอนที่4 การออกแบบรายละเอียดที่กาหนดและการทดสอบความเป็นไปได้ของเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์ ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ : 1. ความเป็นไปได้ในการวิเคราะห์ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ 2. การวิเคราะห์ต้นทุน-กาไร ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่มีการปฏิบัติเกิดขึ้นได้จริง 3. การประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความคาดหวังที่จะได้รับ 4. การพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสม 1. รายละเอียด .................................................................................................................................... 2. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ การศึกษาวิจัยและนโยบายได้กาหนดไว้เป็นหลักเกณฑ์เพื่อการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการ ประเมินสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการกาหนดเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการ ข้อสังเกตที่จะเกิดขึ้น คือ การกาหนด หลักเกณฑ์ และแนวทางในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์:  ประสิทธิภาพของกระบวนการของระบบนิเวศ นโยบายที่กาหนดมีความเหมาะสมในการสนับสนุน การดาเนินงานของระบบนิเวศหรือไม่ กรอบของเวลา การกาหนดรูปแบบ เครื่องมือที่แตกต่างกันที่ใช้ใน การประเมินโดยเฉพาะการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ประสิทธิภาพของการสนับสนุน ระยะเวลา ที่เป็นช่วงยาวนาน รวมถึงความรู้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังว่าเหมาะสมกับการกาหนดเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์ดังกล่าวหรือไม่ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผลลัพธ์ทาง วิทยาศาสตร์  สถานภาพทางเศรษฐกิจ การประเมินคุณค่าของการอนุรักษ์จะมีประโยชน์อะไรบ้าง ที่สามารถ สนับสนุนการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายการลงทุนคุ้มค่าหรือไม่ที่จะรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีการสนับสนุนทางนวัตกรรมใหม่ๆ หรือไม่ และมีการทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพดีขึ้นหรือไม่  การบริการและการลงทุน ความต้องการแหล่งทุนและการบริการเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง (ข้อมูลด้านนี้มีน้อยมาก) ของรัฐ และกลุ่มผู้มีส่วนร่วมตามนโยบาย มีส่วนสนับสนุนด้านอุปกรณ์ได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติ กระบวนการตัดสินใจในการใช้อุปกรณ์ของกลุ่มผู้มีส่วนร่วม
  • 41.
    - 39 - -ความสามารถของเครื่องมือหรือความต้องการทรัพยากรมีอะไรบ้าง - อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่อการลงทุนและคงอยู่ในระยะยาว (งบประมาณ) - ใครเป็นผู้สนับสนุนในทางปฏิบัติ  สถานภาพของกฎหมาย เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ตามแนวทางที่กาหนดจะประกอบด้วยกรอบ ของกฎหมาย (ในระดับชาติหรือระดับของนโยบาย) ผู้ที่มีอานาจตัดสินใจจากผู้มีอานาจตามกฎหมาย การ กาหนดเครื่องมือ หรือดาเนินการโดยภาครัฐจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง  การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจตามนโยบายของรัฐที่ดาเนินการ ต้องเป็นนโยบาย ที่ยอมรับได้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน (ผู้ตัดสินใจทางการเมือง หรือผู้มีอานาจการบริการ เจ้าของ บริษัท กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)  การยอมรับของชุมชนท้องถิ่น การยอมรับในเรื่องของสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น นโยบายที่มี เป้ าหมายในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การกาหนดกฎเกณฑ์ให้ร่วมอยู่ในกลุ่ม สังคมที่ประกอบด้วยข้อตกลงร่วมกับภาครัฐหรือร่วมสนับสนุน ความสาคัญของการวางแผนในการใช้ ประโยชน์ที่ดิน ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน การเข้าถึงสิทธิในการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ที่ได้รับ ค่าตอบแทนจากความหลากหลายทางชีวภาพ การบริการของระบบนิเวศ กรอบของเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์  ความเป็นธรรม ผลที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศมีความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกคน กลุ่มของประชาชนและคนรุ่นต่อๆ ไป - การกระจายของพฤติกรรมในสังคม - การยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย - สิทธิของบุคคล  ความยืดหยุ่น นโยบายเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีการยืดหยุ่นหรือไม่ มีอุปกรณ์พร้อมสาหรับใช้ ทางานได้หรือไม่ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล การนานวัตกรรม ใหม่ๆ มาใช้
  • 42.
    - 40 - หลักเกณฑ์และการคาถามที่ต้องใช้ในกลไกงบประมาณการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง หลักเกณฑ์คาถามที่ต้องการใช้ 1. งบประมาณทั้งหมด 2. การรอนุรักษ์แนวเชื่อมต่อ 3. กฎหมายและนโยบาย - มีงบประมาณเพื่อใช้กับกิจกรรมของคณะกรรมการ จัดการพื้นที่คุ้มครองหรือไม่ - มีการจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่ หรือใช้ใน กิจกรรมชุมชนตามแนวกันชน - ได้มีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อป้องกัน ขจัดภัย คุกคาม หรือการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง ชีวภาพ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือไม่ - ปัญหางบประมาณ เศรษฐกิจและการอนุรักษ์มี ผลกระทบกับการประเมินมูลค่าหรือไม่ - รายได้หรือรายจ่ายในการปรับปรุงการอนุรักษ์ ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ - มีกฎหมายและนโยบายที่ใช้ในการปฏิบัติงาน หรือไม่ - ได้มีการจัดลาดับความสาคัญของนโยบายและการ พัฒนาหรือไม่ 4. ความรับผิดชอบของสถาบัน 5. กิจกรรมการดาเนินงาน - ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง มีหน่วยงานหรือ สถาบันรับผิดชอบหรือไม่ มีพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงพอหรือไม่ - มีแผนงานและเทคนิคการจัดการดีพอหรือไม่ เพื่อ การพัฒนา การปฏิบัติและความคงอยู่ - ผู้มีส่วนร่วมมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน - ผู้มีส่วนร่วมมีความพึงพอใจในการจ่ายหรือไม่ - การลงทุนเพื่อการพัฒนาสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ - เงินลงทุนกับรายได้ที่ใช้ในการปฏิบัติงานเพียงพอ หรือไม่ - ได้มีการพัฒนากิจกรรมในระหว่างการดาเนินงาน โครงการหรือไม่ - เป็นโครงการที่ดาเนินการ เป็นโครงการเดี่ยวหรือ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกหรือไม่
  • 43.
    - 41 - หลักเกณฑ์คาถามที่ต้องการใช้ 6. การได้รับการสนับสนุน - ผู้จัดการพื้นที่คุ้มครอง ชุมชนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย มีความสนใจสนับสนุนโครงการหรือไม่ - มีโอกาสในการร่วมมือกับโครงการอื่น หรือองค์กร อื่นหรือไม่ (เช่น การลงทุนร่วมกัน) จากรายละเอียดดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของการวางแผนจัดการที่ดิน ความเป็นเจ้าของ ที่ดิน การพิจารณาว่าใครเป็นผู้ใช้บริการ ผู้สนับสนุนการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพและการ บริการของระบบนิเวศ กรอบการทางาน โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ในขั้นแรกจะเป็นการกาหนดบทบาทใน การทดสอบความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ รายละเอียดของคาแนะนาในการจัดการ ประชุมเชิงปฏิบัติการ กรอบวัตถุประสงค์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยจะต้องดาเนินการดังนี้ 1. รายงานเรื่องการบริการของระบบนิเวศ เป็นเรื่องสาคัญของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ใน การประเมินคุณค่า 2. เพื่อการคัดเลือกและทดสอบรูปแบบของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์การประเมินคุณค่า เช่น การ แสดงออกของผู้เข้าร่วมประชุมและความต้องการ 3. การได้ผลลัพธ์จากโครงการและผลประโยชน์ทางสังคม การประเมินคุณค่าต้องให้กระจายไปให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนว่าใครเป็นผู้ได้รับลประโยชน์ ใครเป็นผู้ไม่ได้ใช้หรือเป็นผู้ได้รับความเสียหาย (ได้จากการที่ทุกคนยอมรับหรือการเจรจา) ที่ปรากฏอยู่ตาม คาถามที่เกิดขึ้นดังนี้ - ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ - จะมีผลกระทบกับกลไกที่เกิดขึ้นหรือไม่ ขั้นตอนการเลือกใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการพิจารณาตามแนวทางในระยะยาว - การติดตามประเมินผลและการบังคับใช้ - การดาเนินงานด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
  • 44.
    - 42 - ศักยภาพของผู้ดาเนินโครงการที่จะต้องนามาพิจารณา -การกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ากันได้ทุกคน - สนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกับผู้ดาเนินการ - ประสานงานกับผู้ประสานงานภายนอก - ความปลอดภัยในรายละเอียดที่ยังไม่เกิดขึ้น - ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) - รางวัลสาหรับกิจกรรมและผลลัพธ์ที่ได้ - ค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับกาไร และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน - ระยะเวลาและการเปลี่ยนแปลง - ความร่วมมือ - การดาเนินงานด้านค่าใช้จ่าย
  • 45.
    - 43 - 4.รูปแบบข้อเสนอของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ขั้นตอนที่ 5 แผนการกาหนดรูปแบบและการปฏิบัติ ความคาดหวังของผลที่จะได้รับ  แผนธุรกิจพื้นที่คุ้มครอง ใช้สาหรับการกาหนดรูปแบบและการปฏิบัติของเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์ 1. การเตรียมแผนกิจกรรมเพื่อการปฏิบัติ แผนการดาเนินงานในการปฏิบัติจะกาหนดเป็นขั้นตอนลาดับความสาคัญ และความรับผิดชอบของ ผู้ดาเนินการ แผนกิจกรรมควรจะได้รับความเห็นชอบเป็นข้อตกลงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง และเห็น ด้วยกับแผนจัดการ 2. แนวทางการติดตามประเมินผลและข้อตกลงทางสัญญา ระบบการติดตามประเมินผล ผู้ดาเนินโครงการต้องมีการรวบรวมองค์ความรู้ประกอบและ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่โครงการจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความเชื่อถือ ผู้ได้รับ ผลประโยชน์จากข้อตกลงในเรื่องของค่าแทนคุณระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน การจ่ายเงินเพื่อนาไปใช้เพื่อ กิจกรรมการอนุรักษ์เพื่อได้มีการบริการของระบบนิเวศ ในกรณีจาต้องทราบถึงจานวนเงินที่จะต้องใช้ใน โครงการ ตลอดจนการมีใบรับรองที่เกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
  • 46.
    - 44 - ภาคผนวกที่1 แนวทางในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แผนการเตรียมงานการจัดประชุม ผู้ดาเนินโครงการจะต้องตั้งคาถามให้ตัวเองว่า: 1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบด้วยใครบ้าง ที่จะต้องเชิญเข้าประชุมเชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ที่มีความขัดแย้งกับ พื้นที่คุ้มครอง หรือกลุ่มผู้ที่ให้ความร่วมมือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่คาดว่าจะพิจารณาให้เข้าร่วมประชุม ประมาณ 20-30 คน จะมีความเหมาะสม ถ้าหากว่าจะเชิญผู้เข้าร่วมประชุมให้มากกว่านี้จะต้องพิจารณาถึงผู้ ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด และมีข้อพิจารณาหรือข้อคิดเห็นอื่นๆ ที่ต้องการ คือ (1) ระยะทางเดินทางผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียอยู่ไกลเดินทางลาบาก (2) ผู้มีความขัดแย้งกันอาจจะมีความเสี่ยง ควรจะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มา จากหลายๆ ระดับ (ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือผู้ที่มีปัญหาจากระดับท้องถิ่น) หากว่าเป็นระดับสูงเข้ามา หลายคน มักจะไม่มีความคิดเห็นหรือให้ความเห็น 2. การประชุมจะเริ่มขึ้นได้เมื่อไร กาหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการต้องให้เหมาะสมกับทีมงาน และสามารถเตรียมงานได้พร้อม เพรียง ก่อนที่จะดาเนินการประชุม เวลาที่กาหนดควรให้ตรงกับความต้องการและความพร้อมกับผู้เข้าร่วม ประชุม ระยะเวลาไม่ควรตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลเกษตร วันหยุดหรือวันหยุดราชการ หรือวันหยุดทาง ศาสนา ซึ่งจะทาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความลาบากในการเข้าประชุม การเชิญควรส่งหนังสือเชิญให้ ทันเวลา เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ได้ทราบและวางแผนเข้าร่วมประชุม ควรกาหนดเวลาให้เหมาะสมกับ วัฒนธรรมและความเชื่อถือ ผู้ที่มีตาแหน่งในทางบริหาร มักจะมีนัดไว้ก่อนแล้วจะได้ทราบล่วงหน้า ชุมชน ท้องถิ่นมักจะไม่ถนัดในเรื่องของแผนงาน ควรจะให้ผู้อื่นที่เข้าใจได้เข้าร่วมประชุม 3. สถานที่ประชุม สถานที่ประชุมควรพิจารณาถึงพื้นที่ที่เป็นกลาง ไม่เป็นสถานที่ของกลุ่มผู้ต่อต้าน มีความสะดวกใน การเดินทาง ห้องประชุมควรกว้างขวางพอสาหรับผู้เข้าร่วมประชุมความพร้อมของอุปกรณ์และควรพิจารณา ถึงที่พักด้วย
  • 47.
    - 45 - 4.มีความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชุม มีอะไรบ้างที่จะเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชุม บางกรณีผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียมีความสนใจที่จะศึกษาและไม่มีปัญหาในการเดินทางเข้าร่วมประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พักควรที่จะ ได้มีการเบิกจ่าย ค่าอาหารหรือเบี้ยเลี้ยงจาต้องเบิกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมประชุม นายกเทศมนตรีหรือนายอาเภอจะ มีอานาจหน้าที่แตกต่างกัน หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองหรือนักวิจัยควรจะได้มีส่วนที่เกี่ยวข้อง หนังสือหรือ สถานที่ e-mail ควรได้บันทึกไว้เพื่อที่จะได้เชิญบุคคลที่ต้องการเข้าร่วมประชุม ควรมีพนักงานต้อนรับและ ช่วยแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น 5. การประชุมเชิงปฏิบัติการควรจะนานเท่าไร ข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ควรเป็นเวลา 1 วัน เพื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการ : ถึงแม้ว่ากระบวนการประชุมได้กาหนดขึ้นตามวัตถุประสงค์ผู้จัดการประชุมควรมีประสบการณ์ใน การจัด แนวทางที่กาหนดเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ออกแบบไว้พิจารณา ดังต่อไปนี้: 1. เพื่อที่จะให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย ควรจะได้มีการแบ่งงานและความรับผิดชอบของผู้จัดประชุมและผู้ที่คอยช่วยเหลือคนอื่นๆ ผู้นาการ ประชุมควรจะดาเนินการในกระบวนงานให้ได้ผลดี การอภิปรายกลุ่มหรือผู้รายงานผลงานควรมีลักษณะ พิเศษ คือ มีทักษะในการจัดประชุม ต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดในหัวข้อที่ประชุม และทฤษฎีหรือ รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง (อาจจะอ่านอย่างถูกต้องเข้าใจ) เพื่อที่จะทาให้ผู้เข้าร่วมประชุมเข้าใจในรายละเอียด ทีมงานของผู้จัดการประชุมควรคิดถึงการปรับกระบวนการให้ทันตามเหตุการณ์ อาหารว่าง ควรกาหนดเวลา ให้เหมาะสม เช่น การแจกจ่ายเอกสาร การพักระหว่างการประชุมควรจะได้ระมัดระวังในเรื่องเวลา มิให้ผู้ ดาเนินรายการออกนอกประเด็นจากผู้มีบทบาทในการควบคุม โดยเฉาะเป็นการให้ผู้เข้าร่วมประชุม ดาเนินการกาหนดภาคปฏิบัติ ควรที่จะให้บุคคลมีหน้าที่บริการจัดการด้านคาถาม-คาตอบ เช่น การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ การ จองที่พัก ห้องพัก และอาหารว่าง เป็นต้น
  • 48.
    - 46 - การพิจารณาผู้ที่ทาหน้าที่ประธานการประชุมหรือผู้ทาหน้าที่ประธานเปิดการประชุมและปิดการ ประชุม หรือพิธีสงฆ์ในระดับท้องถิ่นควรที่จะได้รับพิจารณาด้วย 2. มีวิธีการและอุปกรณ์อะไรบ้างที่ควรใช้ในการประชุม ตามกระบวนการรูปแบบของการประชุมและภาคปฏิบัติ ที่ทีมงานผู้จัดการประชุมควรจะคานึงถึง วิธีการ กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุม (การเสนอผลงาน การประชุมกลุ่มย่อย งานกลุ่มหรือเกมส์) จะต้องเตรียม อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น คอมพิวเตอร์ กระดาษสี กระดาษโปสเตอร์ คาอธิบายของภาคปฏิบัติ ควรจะได้ แบ่งกลุ่มการทางาน ภาษาที่ใช้ก็ต้องพิจารณา ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ภาษาเดียวกันหรือไม่ มีภาษาท้องถิ่นหรือ ชุมชนดั้งเดิมหรือชนเผ่าหรือไม่ ผู้จัดการประชุมควรจะได้มีล่ามอธิบายถึงภาษาชนเผ่า การรายงานของภาค บรรยายควรจะให้ผู้รู้เข้าประชุมมีความเข้าใจได้ง่าย ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย โดยเฉพาะในเรื่องของบริการของ ระบบนิเวศที่เป็นเรื่องทางวิชาการ การอธิบายจึงต้องให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและทราบโดยทั่วกัน เมื่อมีผู้เข้าร่วม ประชุมซักถามอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะใช้วิธีการเขียนเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย/หรือการเขียนให้ชัดเจน 3. ผลของการประชุมควรเสนอให้ผู้เข้าประชุมหรือจะดาเนินอย่างไรต่อไป มีความจาเป็นอย่างยิ่งหรือมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อผู้เข้าร่วมประชุมได้เข้าใจถึงผลการประชุมเชิง ปฏิบัติการ โดยการสรุปผลการประชุมและส่งผลการประชุมให้ผู้เข้าร่วมการประชุมหลังจากเสร็จสิ้นการ ประชุมแล้ว และจะมีกิจกรรมอะไรที่ต้องดาเนินการต่อไป มีอะไรที่จะเกิดขึ้นจากผลการประชุมเชิง ปฏิบัติการ จะนาไปใช้ได้อย่างไร จะร่วมกันได้อย่างไร และเมื่อไรจะมีการประชุมร่วมกันอีก ผู้ดาเนินการ จัดการประชุมจะต้องตอบคาถามเหล่านี้ก่อนปิดการประชุม การสรุปผลการประชุมจะต้องอธิบายได้ว่า การ ประชุมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ จะต้องนาผลการประชุมครั้งนี้ไปวิเคราะห์และประเมินผลในเรื่องการ ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ที่จะให้ชุมชนมีผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศ ควรจะให้มีการเตรียมเอกสารแจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมนากลับไปอ่านที่บ้านหรือที่ทางาน หรือ แจกจ่ายผลการประชุมถ้าสรุปได้ทัน หรือส่งไปยังผู้เข้าร่วมประชุมหลังจากการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว ควรจะ มีภาพประกอบข้อมูลหรือแผ่นพับ หรือแผ่นปลิว ที่ระบุถึงวันและสถานที่ประชุมครั้งต่อไป เป็นการเตือน ให้ทราบว่า แผนงานใดที่กาลังจะเกิดขึ้นและช่วยความจา ส่วนประกอบของการประชุมเชิงปฏิบัติการ: คานา: การแนะนาให้รู้จักกัน แนะนาโครงการและแนวคิดหลัก
  • 49.
    - 47 - การเริ่มเปิดการประชุมจะต้องแนะนาให้รู้จักกันในหมู่ของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้จัดประชุมที่ สาคัญคือ ทีมงานจะต้องรู้จักผู้ที่เข้าร่วมประชุมและผู้เข้าร่วมประชุมต้องรู้จักกัน ซึ่งมีแนวทางตามขั้นตอน ดังนี้ 1. การแนะนาตัวเอง ทีมงานและผู้เข้าร่วมประชุม 2. การชี้แจงเป้ าประสงค์ของโครงการและเหตุผลในการทางานเพื่อต้องการให้ทราบว่า โครงการ ต้องการทาอะไรโดยเฉพาะเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและการ อนุรักษ์ ให้ระวังเรื่องการใช้ศัพท์ทางวิชาการที่มากเกินไป การยกตัวอย่างเป็นกรณีๆ ที่เกิดขึ้นในระดับ ท้องถิ่นหรือภูมิภาค พร้อมคาอธิบายที่ชัดเจนต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า เราจะแก้ในปัญหาหรือช่วยเหลือ อย่างไร แต่ต้องไม่คาดหวังว่าจะสาเร็จ ให้ระลึกเสมอว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการ เพื่อต้องการค้นหาว่าเราดาเนินการอย่างไร 3. อธิบายถึงวัตถุประสงค์และกระบวนการจัดการประชุมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุม สามารถที่จะ เพิ่มเติมรายละเอียดอะไรบ้าง 4. การเปิดให้ซักถาม (Q and A) เป็นการเปิดอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมประชุมสร้างความเข้าใจใน สถานภาพและบทบาทของโครงการและความไม่เข้าใจในระยะเริ่มแรกของการประชุม ก. บทปฏิบัติ หรือแบบฝึกหัดที่ 1 การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ เป้ าหมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทราบถึงการบริการของระบบนิเวศในท้องถิ่นของตนเอง เช่น มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและได้รับผลประโยชน์ตามลาดับความสาคัญหรือสาคัญที่สุดของบริการของระบบ นิเวศที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครอง มีการวิเคราะห์แหล่งที่มาและมีผลประโยชน์ที่ได้รับมีอะไรบ้าง คาถามควร จะเป็น: - การบริการของระบบนิเวศใดที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองหรือรอบๆ พื้นที่คุ้มครองที่เป็นที่อยู่อาศัย ของตนเอง - การบริการของระบบนิเวศมีความสาคัญกับใครบ้าง มีใครที่ได้รับผลประโยชน์ - การบริการของระบบนิเวศ เกิดขึ้น ณ ที่ใดและไปทิศทางใด - การบริการของระบบนิเวศได้ให้ผลผลิตด้านการบริการแก่ชุมชนกลุ่มใด
  • 50.
    - 48 - ในการประชุมเชิงปฏิบัติการให้พิจารณาถึงขนาดของกลุ่มผู้เข้าประชุมอาจจะต้องแบ่งออกเป็นกลุ่ม ย่อย ผู้เข้าร่วมประชุมต้องรับได้รับกระดาษเพื่อเขียนรายละเอียดความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศ หรือการใช้แผ่นกระดาษติดไว้ที่กระดาษตามช่องที่ต้องการ หรือเขียนในแผ่นกระดาษ เป็นการทดสอบความ เข้าใจที่เกี่ยวกับการบริการของระบบนิเวศ ผู้ที่ทาหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมจะต้องอธิบายให้ชัดเจนได้ โดยการ รวบรวมเป็นข้อๆ และเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายร่วมกันจากแนวความคิดของกลุ่ม การปฏิบัตินี้จะเป็นการสร้างความร่วมมือกันเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านการบริการของระบบนิเวศใน พื้นที่ทั้งหมด โดยแยกออกเป็นหัวข้อๆ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสาคัญว่าสิ่งใดสาคัญ ที่สุด อาจจะใช้วิธีการให้คะแนนลาดับความสาคัญ หรือใช้กระดาษสีแปะตามหัวข้อต่างๆ ที่สรุปได้ใน กระดาษที่กาหนด หรือใส่ในกล่องรับคะแนนเพื่อให้สามารถตรวจนับได้ง่าย ข. บทปฏิบัติ หรือแบบฝึกหัดที่ 2 ความร่วมมือหรือความเข้าใจในข้อมูลท้องถิ่น บทปฏิบัติการนี้ต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมวิเคราะห์ว่ารายละเอียดของการบริการของระบบนิเวศ มีความสาคัญต่อชุมชนอย่างไร (ความขัดแย้ง,ปัญหา,การพัฒนา) ในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จะ ใช้ได้ดีมากน้อยเพียงไร ควรจะได้มีการสอบถามผู้เข้าร่วมประชุมว่า ปัญหาหัวข้อใด ที่สาคัญที่สุดที่เคยพบหรือเคยเกิดขึ้น ในพื้นที่ในปัจจุบัน และข้อเสนอจากกลุ่มย่อย (1-10 คน) ต้องให้ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอผลที่สาคัญกลุ่มละ 3 ประเด็น และผู้จัดประชุมรวบรวมผลที่ได้ ค. บทปฏิบัติที่ 3 โอกาสทางเลือก บทปฏิบัติการนี้จะเป็นกิจกรรมแสดงความคิดเห็นด้านการจัดการและนโยบาย เพื่อจะก่อให้เกิด ผลประโยชน์มากที่สุด ควรที่จะมีคาถามว่า “เราควรจะได้รับประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศให้ เพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง” ด้านการแก้ไขปัญญาให้ที่ประชุมกลุ่มย่อยเสนอความคิดเห็นทางยุทธศาสตร์กลุ่มละ 3 ประเด็นเช่นกัน หรือจะใช้วิธีการเขียนในกระดาษหรืออภิปรายกลุ่มให้มี 5-7 กิจกรรมที่สนใจมากที่สุดที่ เกี่ยวกับการบริการด้านแหล่งผลผลิต ของการบริการของระบบนิเวศ และช่วยกันเสนอให้ได้ความคิดเห็นต่อ ที่ประชุม
  • 51.
    - 49 - ภาคผนวกที่2 ลักษณะข้อกาหนดในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เวลา รายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ 10 นาที 30-40 นาที 90 นาที พิธีเปิดประชุม การแนะนาตัวเองและ ผู้เข้าร่วมประชุม บทปฏิบัติที่ 1 การ วิเคราะห์ความสาคัญ ของการบริการของ ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง กับชุมชนท้องถิ่น - อธิบายเป้าประสงค์ - มีใครบ้างที่เข้าร่วม โครงการ - การบริการของ ระบบนิเวศเกิดขึ้นที่ ไหน องค์ประกอบ ธรรมชาติ ประโยชน์ ที่เกิดกับชุมชน อย่างไร เกิดอย่างไร ได้อะไร - ผู้เข้าร่วมประชุมรู้จัก กัน - แนะนาโครงการ - เข้าใจโครงการ - ผู้เข้าประชุมเข้าใจ ในธรรมชาติของพื้นที่ คุ้มครองทั้งภายใน และภายนอก -ความสาคัญของพื้นที่ คุ้มครอง การบริการ ของระบบนิเวศ - ให้ผู้จัดประชุม แนะนาตัวเอง - ผู้เข้าประชุมแนะนา ตัวเอง - แนะนาโครงการ - เปิดถาม-ตอบหรือ ซักถาม - แบ่งกลุ่มย่อยกาหนด หัวข้อให้อภิปราย เช่น ระบบนิเวศ การใช้ ประโยชน์ที่ดิน - การอภิปรายกลุ่ม - การให้คะแนน เสนอโครงการโดย การฉายภาพขึ้นจอ - กระดานดา - กระดาษโปสเตอร์ - กระดาษสี - ปากกา,ดินสอ - ปากกาสี - กาว,เทป การให้ความสาคัญกับ การประชุม - ให้ที่ประชุมเข้าใจ - ให้ผู้จัดโครงการใช้ ภาษาที่เข้าใจง่าย - ปรับให้เข้ากับ สถานการณ์
  • 52.
    - 50 - เวลารายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ 90 นาที บทปฏิบัติที่ 2 ความเข้าใจในเรื่องที่ผู้ มีส่วนได้ส่วนเสีย มี ความสัมพันธ์กับการ บริการของระบบ นิเวศอย่างไร - มีความสาคัญและ สัมพันธ์อย่างไร - มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไร หรือเกิด ปัญหาอะไรบ้าง อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างประชาชนที่ ได้รับผลประโยชน์ จากธรรมชาติในพื้นที่ - ใครได้รับ ผลประโยชน์ - ใครมีผลประโยชน์ และทางใด - ใครทาลายธรรมชาติ เข้าใจการเกิดการ บริการขึ้น และไปที่ ไหน - ความเข้าใจระหว่าง ธรรมชาติท้องถิ่น ปัญหาที่เกิดขึ้น มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร - การอธิบายถึงการ การอานวย ผลประโยชน์ ใคร ได้รับผลประโยชน์ ใครได้รับผลกระทบ จากการบริการของ ระบบนิเวศ - ผู้มีส่วนร่วมมีความ เข้าใจด้านกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องการบริการ ของระบบนิเวศ อย่างไร หรือใช้กระดาษสี - จัดลาดับความสาคัญ - นาเสนอผลการ ประชุมกลุ่ม - อภิปรายกลุ่ม - ในแต่ละการบริการ ของระบบนิเวศใคร ได้รับผลประโยชน์ ใครมีกาไร และใคร ไม่ได้รับผลประโยชน์ - ความสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่ม ประชาชนกับการ บริการของระบบ นิเวศโดยการทา แผนที่ กระดาษเปล่า ดินสอ ดา/และแผนที่ของ พื้นที่คุ้มครอง ให้ระวังในการเจาะจง พื้นที่เดียวที่มีปัญหา ผู้เข้าประชุมมีความ ซื่อสัตย์ต่อข้อมูล อย่างไร
  • 53.
    - 51 - เวลารายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ 60 นาที บทปฏิบัติที่ 3 การวิเคราะห์หา แนวทางในการ ปรับปรุงแก้ไข -เราควรจะเพิ่ม ผลประโยชน์จากการ บริการของระบบ นิเวศอย่างไร (โดย การปรับปรุงแก้ไข) - สนับสนุน ผลประโยชน์ -มีความสาคัญในการ ป้องกันพื้นที่ - มีการหยุดยั้งภัย คุกคามได้อย่างไร - ประชาชนมีส่วน ร่วมในการดูแล เพื่อให้ได้รับผล - วิเคราะห์ถึงกิจกรรม ที่จะดาเนินการได้และ ยุทธศาสตร์การ ปรับปรุงใน สถานการณ์ท้องถิ่น - ร่วมและให้ ความสาคัญผลการ ประชุม - ระดมความคิดเห็น โดยใช้แนวคิดแต่ละ คนโดยการอภิปราย กลุ่ม กระดาษเปล่า ปากกา หรือดินสอ หรือ ปากกาไวท์บอร์ด ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมี โอกาสแสดงความพึง พอใจในการแสดง ความคิดเห็น
  • 54.
    - 52 - เวลารายการ วิธีการ ความคาดหวัง วิธีการ อุปกรณ์ ข้อเสนอแนะ 30 นาที สรุปผล ปิดการประชุม ประโยชน์เพิ่มขึ้น อย่างไร สรุปผลการประชุม การแจกจ่ายผลการ ประชุม กาหนดการ ประชุมครั้งต่อไป หรือมีการประชุมกัน อีกเมื่อไร - สร้างความเข้าใจ อย่างชัดเจนระหว่าง ประชุมและนาไป ปฏิบัติได้ - นาเสนอสรุปผลการ ประชุม - นาเสนอต่อที่ประชุม ให้ผู้เข้าร่วมประชุม เข้าใจบทสรุปและ อนุญาตให้มีคาถาม จากที่ประชุม
  • 55.
    - 53 - เอกสารอ้างอิง 1.Julian Rode et. al (2013) Economic Tools for Protected Area Management : A Guideline for an Integrated Assessment . (Draft version. ECO-BEST , South – East Asia. 2. UNEP (2009) Training Resource Manual : The Use of Economic instruments for Environmental and Natural Resource Management. UNEP, Geneva