- 1 -
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการดาเนินงานการจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
ในกลุ่มป่ าตะวันออก (แนวเชื่อมต่ออ่างฤาไน-เขาชะเมา)
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนที่ 1
หลักการ
แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียและการกระจายของถิ่นที่อาศัยที่
เกิดขึ้นมาตลอดตามลาดับ ในพื้นที่ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าจะมีวิธีการป้ องกัน ดูแลถึงคุณภาพถิ่นที่อาศัย
การลดผลกระทบจากปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินตามนโยบายของรัฐหรือเอกชนหรือชุมชน ภายในพื้นที่
ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่เป็นภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ จะมีประโยชน์มากต่อการจัดการชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อ
การดารงชีวิต ซึ่งมีกิจกรรมที่กาหนด เช่น ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นป่าเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนลดลง การนาเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ (การทาไม้การลักลอบ
ล่าสัตว์ป่า การเก็บหาของป่า) จะเป็นการทาลายถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า และการคงไว้ซึ่งกระบวนการทาง
ธรรมชาติที่ทาให้พื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติ
ผลจากการที่พื้นที่ป่าไม้แยกจากกันเป็นกลุ่มๆ เกิดจากภัยคุกคามภายนอก อันอาจจะเกิดจาก
อิทธิพลของประชาชนและสังคมชุมชน การระบาดของโรคพืชและสัตว์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
ลักษณะตามแนวเขตของพื้นที่ การบุกรุกของชุมชนการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
สามารถจะวิเคราะห์และแก้ไขได้
1. การกาหนดเขตการจัดการพื้นที่ใดควรใช้ และพื้นที่ใดควรห้ามกระทาใดๆ ที่ทาให้เกิดผล
กระทบ
2. การใช้แนวกันชนรอบๆ พื้นที่คุ้มครองเพื่อป้องกันเกิดผลกระทบจากภายนอกที่มีผลกระทบ
ต่อธรรมชาติ
3. กาหนดกิจกรรมการจัดการผลกระทบที่เกิดจากภัยคุกคามที่เป็นโรคระบาดของพืช สัตว์
ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น สัตว์ผู้ล่า หรือชนิดพันธุ์ที่มีการต่อสู้แก่งแย่งกัน
- 2 -
แนวคิดในการที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่สงวน
อื่นๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือพื้นที่คุ้มครองประเภทอื่นๆ ที่มีเป้ าหมายใน
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะของพื้นที่จะถูกกาหนดแบ่งแยกตามลักษณะภูมิประเทศ มีความ
แตกต่างในระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ของชนิดพันธุ์ การวางแผนยุทธศาสตร์จะเป็นการจัดการพื้นที่
คุ้มครองอย่างบูรณาการ
สาหรับรูปแบบของการเคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่ าในพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะ
การจัดสร้างแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับการป้ องกันและการจัดการพื้นที่ พฤติกรรม
ของสัตว์ป่าจะศึกษาได้จาก
1. ชนิดพันธุ์ที่ใช้พื้นที่เป็นถิ่นที่อาศัยหากิน ที่คุ้มกันภัย ที่พัก หรือที่สร้างรังวางไข่หรือพื้นที่
ขยายพันธุ์
2. ชนิดพันธุ์หลายๆ ชนิดที่มีการอพยพย้ายถิ่นตามระดับความสูงหรือสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มี
ระยะทางรวมกันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร
3. ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพมาตามฤดูกาล จะต้องมีความรู้ความเข้าใจระหว่างสถานที่ เวลาและ
พฤติกรรม
4. ชนิดพันธุ์ที่อพยพอาศัยอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย
โดยเฉพาะกระบวนการทดแทนของสังคมพืชจะมีผลกระทบกับจานวนประชากรของสัตว์ป่าด้วย
การใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ โครงการ เป็นส่วนที่จะต้องมีการพิจารณาว่า พื้นที่คุ้มครองที่จัดตั้ง
ขึ้นคล้ายๆ กับเป็นเกาะธรรมชาติเป็นถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่ล้อมรอบด้วยสิ่งที่พัฒนาโดยมนุษย์หรือพื้นที่
การเกษตร ทาให้ชนิดพันธุ์มีความอ่อนแอทางพันธุกรรมเกิดขึ้น ระบบนิเวศต่างๆ จะมีผลกับการเคลื่อนที่
และอพยพของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งในการดาเนินงานจะต้องมีกิจกรรมที่
ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนร่วมดาเนินการหรือสร้างการมีส่วนร่วม
การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่แนวเชื่อมต่อเชิงบูรณาการ
บริเวณพื้นที่ที่จะดาเนินการจัดทาแนวเชื่อมต่อจะมีผลกระทบกับมนุษย์ทั้งในพื้นที่ธรรมชาติ
และพื้นที่การใช้ประโยชน์อย่างอื่น จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสภาพแวดล้อมพืชและสัตว์แร่ธาตุ
และส่วนประกอบอื่นๆ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ พื้นที่แนวเชื่อมต่อก็เช่นกันก็จะมี
การเปลี่ยนแปลงด้วย แนวคิดการบริหารจัดการพิจารณาได้จาก
1. ภัยคุกคามจากการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งภายในและภายนอกแนวเชื่อมต่อที่ไปคุกคาม
ถิ่นที่อาศัย การรุกรานของสัตว์และพืชต่างถิ่น การเพิ่มมลพิษจากภาคการเกษตรจะทาให้เกิดผลกระทบกับ
แร่ธาตุ น้า ตลอดจนชนิดพันธุ์พืชท้องถิ่น
2. กระบวนการของภัยคุกคามหรืออิทธิพลที่เกิดจากชุมชนท้องถิ่น การสนับสนุนให้ชุมชน
ท้องถิ่นร่วมแก้ไขปัญหาความต้องการของชนิดพันธุ์ สัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่หรือสัตว์กินพืชที่คุกคาม
ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์พื้นที่และพืชผลทางการเกษตร
- 3 -
แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศใดที่รับประกันได้ว่ามีความสาคัญที่สุด
การปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์การอนุรักษ์เชิงบูรณาการจะต้องตัดสินใจว่ามีกิจกรรม
อะไรบ้างที่ควรดาเนินการ ความพร้อมในการทางานด้านบุคลากร งบประมาณและอุปกรณ์ กิจกรรมต่างๆ
ตามแผนยุทธศาสตร์ไม่จาเป็นต้องทาพร้อมๆ กัน ควรพิจารณาถึงทรัพยากรที่มีอยู่ ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับ
การดาเนินงานตามลาดับความสาคัญ การวิเคราะห์โครงการจะขึ้นอยู่กับความสาคัญในการอนุรักษ์กับ
นโยบายของรัฐบาลหรือองค์กรท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นๆ หลักการจะต้องพิจารณาถึง
* งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้
* หน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการแนวเชื่อมต่อ
* ระยะเวลาที่กาหนดในการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ที่คาดหวัง
* ระดับของการได้รับความร่วมมือจากชุมชน
* คุณค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม การศึกษาและสาธารณประโยชน์ที่ได้รับ
สาหรับข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพจะมีการพิจารณาถึงหลักการดังต่อไปนี้
หลักการ ระดับความสาคัญ
1. ระดับความสาคัญของแนวเชื่อมต่อในการคงไว้
ซึ่งกระบวนการของระบบนิเวศ
แนวเชื่อมต่อที่ให้คงไว้ซึ่งกระบวนการทางระบบนิเวศ
สังคมสิ่งมีชีวิตจะต้องกระจายอยู่ตามลักษณะภูมิ
ประเทศและขอบเขต
2. ระดับของการทาหน้าที่ของแนวเชื่อมต่อกับ
ระบบถิ่นที่อาศัย
แนวเชื่อมต่อและถิ่นที่อาศัยเป็นแบบเฉพาะทางหรือ
การฟื้นฟู
3. ระดับของภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์หรือสังคม
ถิ่นที่อาศัยในแนวเชื่อมต่อ
แนวเชื่อมต่อมีประโยชน์ต่อชนิดพันธุ์และสังคม จะต้อง
ปราศจากภัยคุกคามภายใต้สถานการณ์การอนุรักษ์
4. - สภาพของแนวเชื่อมต่อเป็นองค์ประกอบของ
สังคมพืช
- ความกว้างและความยาว
แนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศควรจะมีความกว้าง ความ
ยาวเพียงพอที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกรบกวนและ
ปรากฏให้เป็นอยู่ในปัจจุบัน
5. ชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ภายในแนวเขตเชื่อมต่อจะ
ให้ประโยชน์สาหรับชนิดพันธุ์ตลอดเวลา
แนวเชื่อมต่อจะอานวยประโยชน์ให้ชนิดพันธุ์อย่าง
ต่อเนื่อง
6. ความสามารถของแนวเชื่อมต่อในการอานวย
ผลประโยชน์ทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม
แนวเชื่อมต่อจะอานวยผลประโยชน์อย่าง
เอนกประสงค์มิใช่อนุรักษ์สัตว์ป่าแต่เพียงอย่างเดียว
แนวเชื่อมต่อเป็นการคงไว้ซึ่งกระบวนการระบบนิเวศ
แนวเชื่อมต่อเป็นการคงไว้ซึ่งกระบวนการระบบนิเวศและความสัมพันธ์กับสังคมสิ่งมีชีวิต
มีการกระจายตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นระดับภูมิภาคซึ่งมีความเหมาะสมกว่าระดับท้องถิ่น แต่เป็น
ระดับชาติหรือนานาชาติจะมีความเหมาะสมมากที่สุด โดยเฉพาะแนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ซึ่งมี
- 4 -
ถิ่นที่อาศัยประกอบด้วย เทือกเขา แม่น้า ลาห้วยลาธาร พื้นที่ป่าไม้พื้นที่ชุ่มน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์
อพยพย้ายถิ่น จาต้องมีการวิเคราะห์ถึงภัยคุกคาม การป้ องกัน การคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศที่มี
ผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
แนวเชื่อมต่อกับการกระจายของสังคมสิ่งมีชีวิตจะมีความสาคัญในระดับธรรมชาติ
แนวเชื่อมต่อทางน้า ลาห้วย ลาธารแม่น้าจะประกอบไปด้วยพืชริมน้าจะเป็นแหล่งถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์
สัตว์เป็นสาคัญและมีความหลากหลายทางชีวภาพ
สาหรับระดับความสาคัญของแนวเชื่อมต่อจะมีคาถามเกิดขึ้นว่า
1. มีพื้นที่แนวเชื่อมต่ออื่นๆ ได้สารองไว้เพื่อดาเนินการแนวเชื่อมต่อหรือไม่
2. พื้นที่แนวเชื่อมต่ออื่นมาทดแทนได้หรือไม่ ถ้าหากมีการสูญเสียเกิดขึ้นหรือไม่ประสบ
ผลสาเร็จ
3. มีพื้นที่อื่นๆ สามารถที่จะจัดทาแนวเชื่อมต่อหรือไม่เพื่อให้ได้ผลตามโครงการ
การวิเคราะห์ภัยคุกคาม
พื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ป่าที่แยกจากกันจะมีภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์และสังคมสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น
ชนิดพันธุ์ที่ถูกรบกวนจากภัยคุกคามจนมีความเสี่ยงที่จะลดจานวนลงหรือหาได้ยาก จะต้องพิจารณาให้
รอบคอบดังนี้
1. มีเหตุผลใดบ้างที่จะทาให้แนวเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพในการคงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์ที่ได้รับ
ผลกระทบจากภัยคุกคาม เช่น การให้ความสาคัญกับชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพย้ายถิ่น
การป้องกันการลักล่าสัตว์ป่า การเก็บของป่า
2. แนวเชื่อมต่อที่กาหนดขึ้นมาจะมีประสิทธิภาพด้านการอพยพเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์หรือ
ประชากรมากน้อยเพียงใดอาจจะมีอาหารเฉพาะหรือถิ่นที่อาศัยเฉพาะสาหรับชนิดพันธุ์สัตว์ป่า สัตว์ป่าจะมี
ความอ่อนไหวต่อปรากฏการณ์ของชนิดพันธุ์
3. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายของชนิดพันธุ์ที่พื้นที่สามารถรองรับได้ แนวเชื่อมต่อ
จะต้องมีประสิทธิภาพในการรองรับชนิดพันธุ์
- 5 -
ชนิดพันธุ์พืชในแนวเชื่อมต่อ
การสารวจชนิดพันธุ์พืชที่ปรากฏอยู่ตามธรรมชาติในเขตจัดทาแนวเชื่อมต่อจะต้องมี
การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชดั้งเดิม หรือจะฟื้นฟูก็ควรเป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม และให้มีกระบวนการพัฒนาตาม
ธรรมชาติหรือขั้นตอนของระบบนิเวศ หลักการพิจารณาจะเป็นเรื่องความสาคัญของ
* ระดับของพันธุ์พืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่และชั้นอายุของพันธุ์พืชในแนวเชื่อมต่อ
* ชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่ที่สัมพันธ์กับถิ่นที่อาศัย
* ความต้องการการฟื้นฟูถิ่นที่อาศัยและระยะเวลาปฏิบัติ
* ความกว้างความยาวของกลุ่มพืชในแนวเชื่อมต่อ จานวน ที่ตั้งและพื้นที่ที่ถูกรบกวน
ระดับของชนิดพันธุ์ที่ได้รับผลประโยชน์จากแนวเชื่อมต่อ
ตามหลักการเป้ าหมายที่สาคัญในการจัดทาแนวเชื่อมต่อ คือ ผลประโยชน์ของชนิดพันธุ์ที่
ได้รับจากแนวเชื่อมต่อ โดยแยกออกเป็นกลุ่มๆ เช่น ชนิดพันธุ์จาพวกนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ตาม
พื้นที่คุ้มครองหรือหย่อมป่า สังคมของชนิดพันธุ์สัตว์เหล่านี้จะได้รับการพิจารณาเป็นลาดับแรกๆ มากกว่า
ชนิดพันธุ์หนึ่งชนิดพันธุ์ใดโดยเฉพาะ
แนวเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพในการอานวยผลประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่ า
การเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยจึงเป็นการเชื่อมต่อภูมิทัศน์เข้าด้วยกัน จะมีพันธุ์พืชตามธรรมชาติแหล่งน้า
แหล่งอาหารของสัตว์ป่าและปราศจากภัยคุกคาม
รายละเอียดข้อกาหนดที่ใช้ในการวางแผนการจัดการแนวเชื่อมต่อ
รายละเอียดต่อไปนี้จะสรุปข้อพิจารณา เพื่อการออกแบบและการจัดการแนวเชื่อมต่อ
เพื่อการวางแผนการอนุรักษ์ รายละเอียดของข้อมูลจะทาให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในสภาพที่จะอานวยให้มี
การทางานได้ดียิ่งขึ้น ข้อเสนอนี้จะนามาใช้ในการตัดสินใจโดยเจ้าของโครงการที่มีการจัดการที่ดิน
การพัฒนา แผนการป้ องกัน การจัดการและการฟื้ นฟูแนวเชื่อมต่อ เป้ าหมายในเรื่องของการจัดทาแนว
เชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยและสามารถที่จะทาให้พื้นที่ดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1. การจัดทาแนวเชื่อมต่อมีวัตถุประสงค์และเป้ าหมายอย่างไร
- รายละเอียดของวัตถุประสงค์ของแนวเชื่อมต่อและประโยชน์ที่ได้รับมีอะไรบ้าง
- ขนาดและคุณค่าการอนุรักษ์ถิ่นที่อาศัยมีอย่างไรบ้าง มีการอนุรักษ์การจัดการหรือไม่
อย่างไรในอนาคตมีความปลอดภัยเกิดขึ้นหรือถูกคุกคามหรือไม่
2. สถานภาพและการควบคุมแนวเชื่อมต่อมีอะไรบ้าง
- มีทรัพยากรพืชพันธุ์ ส่วนต่างๆ ของพืชพันธุ์และมีความต้องการฟื้นฟูด้านพืชพันธุ์
หรือไม่
- 6 -
- มีการควบคุม มีการจัดการที่ดินให้สู่เป้าหมายอย่างไร เจ้าของที่ดินหรือผู้มีอานาจหน้าที่มี
ความชอบวิธีการนี้หรือไม่
- มีการทาแนวเชื่อมต่อระหว่างสองพื้นที่ถิ่นที่อาศัย หรือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมี
ทางเลือกใหม่ๆ ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อหรือไม่
- ความสาคัญและรูปร่างของแนวเชื่อมต่อ ความกว้างของแนวเชื่อมต่อมีความกว้างขวาง
พอที่จะลดผลกระทบจากภัยคุกคามภายนอกพื้นที่ได้หรือไม่
3. มีชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ได้รับผลประโยชน์จากแนวเชื่อมต่อ
- การจัดทาแนวเชื่อมต่อที่จัดตั้งขึ้นเพื่อชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเพียงชนิดเดียวหรือกลุ่มของชนิด
พันธุ์ให้สารวจชนิดพันธุ์ที่คาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์
- ชนิดพันธุ์ที่กาหนดมีอาศัยอยู่ในถิ่นอาศัยในแนวเชื่อมต่อหรือไม่ มีความปลอดภัยและ
มีการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อาศัยอย่างไร
- ชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้องได้ใช้แนวเขตเชื่อมต่อ เพื่อเป็นถิ่นที่อาศัยหรือเส้นทางการเคลื่อนที่
รูปแบบของการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนย้ายเป็นประจาวันหรือฤดูกาลหรือประจาปี
4. ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ต้องการและใช้พื้นที่แนวเชื่อมต่อ
4.1 ชนิดพันธุ์มีความต้องการอาหาร ที่คุ้มกันภัยและแหล่งสืบพันธุ์ในพื้นที่แนวเชื่อมต่อ
หรือไม่
- ชนิดพันธุ์มีความต้องการอาหาร ที่คุ้มกันภัยและแหล่งสืบพันธุ์ในพื้นที่แนวเชื่อมต่อ
หรือไม่
- ชนิดพันธุ์มีความต้องการพื้นที่และความกว้างของพื้นที่เพื่ออะไรบ้าง
- ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่มีความเสี่ยงจากผลกระทบที่เกิดขึ้น
4.2 ชนิดพันธุ์ที่เคลื่อนที่ผ่านแนวเชื่อมต่อ
- ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ต้องการใช้เป็นพื้นที่อาศัยหาอาหารระหว่างที่มีการเคลื่อนย้ายถิ่น
- ชนิดพันธุ์ใดบ้างมีความต้องการเข้าไปในเขตเชื่อมต่อ
5. องค์ประกอบของแนวเชื่อมต่ออะไรบ้าง
- มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องการให้มีความปลอดภัยแก่พื้นที่โดยเฉพาะในการจัดทาแนวเชื่อมต่อ
- มีขอบเขตของงานอย่างไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายที่ต้องดาเนินการหรือไม่
- การจัดการแนวเชื่อมต่อจะปฏิบัติการร่วมกับยุทธศาสตร์การจัดการที่ดินหรือยุทธศาสตร์
การอนุรักษ์เชิงบูรณาการ
6. ถ้าให้มีการจัดทาแนวเชื่อมต่อมีความมั่นคงในระยะยาวจะมีวิธีการอย่างไร
- ใครจะเป็นผู้ทาหน้าที่รับผิดชอบโครงการ
- มีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ (บุคลากรที่มีศักยภาพหรือความชานาญ, งบประมาณและ
อุปกรณ์)
- มีการจัดการที่ดิน
- 7 -
7. การติดตามประเมินผลจะมีการดาเนินการอย่างไร
- มีการติดตามประเมินผลความสาเร็จของแนวเชื่อมต่อได้อย่างไรและมีหลักการอย่างไร
ว่าการจัดการเกิดผลสาเร็จ
- มีแผนการติดตามประเมินผลได้อย่างไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
- จะมีวิธีการติดตามประเมินผลเรื่องการจัดทาแนวเชื่อมต่อเมื่อไร
8. มีบทเรียนอะไรบ้างที่จะช่วยนาไปปฏิบัติในพื้นที่อื่นๆ
- ผลที่ได้รับมีความหวังไว้ว่าอย่างไร
- มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นความท้าทายในการดาเนินงานและจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร
บทสรุป
การสนับสนุนให้จัดทาแนวเชื่อมระบบนิเวศและการปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นมาตรการหนึ่งใน
การดาเนินการแนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยที่แตกต่างกันสาหรับสัตว์ป่า เพื่อเป็นการสนับสนุนเป้ าหมาย
การอนุรักษ์โดยวิธีการจัดการระบบแนวเชื่อมต่อควรจะประกอบด้วยถิ่นที่อาศัยหลายๆ แบบ การวางแผน
การอนุรักษ์การจัดการเชิงบูรณาการด้านถิ่นที่อาศัยตามธรรมชาติจะต้องวางแผนให้อยู่ในระดับต่างๆ คือ
ท้องถิ่นหรือภูมิภาค หรือระดับชาติหรือนานาชาติ มีการป้องกันถิ่นที่อาศัยหรือการร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
และเจ้าของที่ดิน การคงไว้และการฟื้นฟูภูมิทัศน์ วิธีการอนุรักษ์ภายในพื้นที่แนวเชื่อมต่อและภายนอกพื้นที่
แนวเชื่อมต่อสิ่งสาคัญที่สุดคือการตัดสินใจถึงความสาคัญและการจัดทาแนวเชื่อมต่อ โดยมีทรัพยากรใน
การจัดการที่มีความพร้อมทุกประการ
- 8 -
ส่วนที่ 2
แนวทางการดาเนินงานจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศในกลุ่มป่ าตะวันออก
จากสถานการณ์ด้านการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่า
มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความต้องการที่ดินเพื่อทากิน
ของราษฎร ส่งผลกระทบให้พื้นที่ป่าไม้บางบริเวณถูกตัดขาดออกจากกันกลายเป็นหย่อมป่าเรียกว่า Forest
fragmentation มีการก่อตั้งบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆ จนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามากีดขวางเส้นทาง
สัญจรหรือการเดินทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า ส่งผลให้สัตว์ป่าบางชนิดไม่สามารถข้ามผ่านพื้นที่เพื่อหากิน
และผสมพันธุ์ได้ ทาให้เกิดปัญหาความอ่อนแอทางพันธุกรรม ซึ่งในทางนิเวศวิทยาแล้วทาให้ลดความอุดม
สมบูรณ์ของปัจจัยที่จาเป็นต่อการดารงชีพของสัตว์ป่า มีการแยกขาดจากกันของประชากรของสัตว์ป่าเดิม
ออกเป็นประชากรย่อยและไม่มีการแลกเปลี่ยนหรือการไหลผ่านของยีน (gene flow) เกิดขึ้น ส่งผลกระทบ
ต่อความหลากหลายทางพันธุกรรม ทาให้ประชากรย่อยในแต่ละส่วนง่ายต่อการถูกทาลายให้หมดไปใน
อนาคต ในขณะเดียวกันสัตว์ป่าบางชนิดสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการหากินให้เข้า
กับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เช่น ช้างป่าสามารถปรับตัวเองให้คุ้นเคยกับการหากินในพื้นที่เกษตรกรรม
เรียนรู้วิธีการข้ามถนนและสิ่งกีดขวาง สามารถหากินได้และข้ามไปมาระหว่างหย่อมพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกตัดขาด
ออกจากกันไปได้ แต่สิ่งที่ตามมาคือ พืชผลทางการเกษตรกลายเป็นอาหารของช้างป่า ชอบกินมีการทะเลาะ
กันระหว่างคนกับช้างป่า ยังความเสียหายแกพืชผลทางการเกษตร ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร โดยมี
แนวโน้มว่าความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นทุกปี
พื้นที่กลุ่มป่ าตะวันออก เป็นกลุ่มป่ าที่มีความสาคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ใน
เขตพฤกษภูมิศาสตร์ (Plant geographical distribution) 2 เขตขึ้นผสมกับอยู่ในพื้นที่ คือ เขตพฤกษภูมิศาสตร์
อันนัมมาติด (Annamatic element) หรืออินโดโซนีส (Iindochinese element) เป็นพื้นที่ซึ่งมีภูมิพฤกษ์อันนัม
มาติดที่สาคัญสุดของประเทศ และเขตพฤกษศาสตร์แบบอินโดมาลายัน (Indo malayan element) เข้ามา
ปะปนอยู่ด้วย เพราะอยู่ในเขตที่มีลมมรสุมพัดผ่านเป็นประจาปีทุกปีทาให้บริเวณพื้นที่ป่าดังกล่าวจึงมีฝนตก
ชุกตลอดปี ด้วยลักษณะของที่ตั้งดังกล่าวจึงทาให้พื้นที่แห่งนี้จึงมีความสาคัญทางเชิงภูมิศาสตร์ทางด้านสัตว์
ป่าและพันธุ์พืช มีความหลากหลายของถิ่นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายรูปแบบและเป็นแหล่งต้นน้าลาธารที่
สาคัญของภาคตะวันออกและอานวยน้าที่สะอาดให้แก่ประชาชนในภาคนี้ ตลอดจนการใช้ประโยชน์เพื่อ
อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่สาคัญยิ่ง
พื้นที่ช่องว่างระหว่างตอนบนของอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง และตอนล่างของเขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ในพื้นที่อาเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี และอาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง
เป็นพื้นที่ที่สาคัญของกลุ่มป่าตะวันออก ซึ่งมีปัญหาการข้ามไปมาของสัตว์ป่าและเกิดปัญหาความขัดแย้ง
ระหว่างคนกับสัตว์ป่า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนแนวเชื่อมต่อภายในกลุ่มป่าตะวันออก ต้นแบบชีวภูมิศาสตร์
แบบเกาะ (Island biogeography model) เพื่อสนับสนุนให้ความคิดในการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
- 9 -
(Ecological Corridor หรือ Wildlife Habitat Linkages) มีบทบาทที่สาคัญในการรักษาความเชื่อมโยงทาง
ธรรมชาติของระบบนิเวศที่ทาให้กลุ่มประชากรสัตว์ป่าสามารถเคลื่อนย้ายกระจายพันธุ์ เกิดการถ่ายเท
พันธุกรรม ลดการผสมเลือดชิด (Inbreeding) สร้างความมั่นคงและแข็งแรงให้สังคมสัตว์ป่ าโดยรวม
การดาเนินงานต้องตั้งอยู่ภายใต้การวางแผนการจัดการที่รัดกุม รอบคอบ ภายใต้ฐานข้อมูลทางวิชาการและ
ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่
ในการดาเนินงานเพื่อจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะพิจารณาถึงพื้นที่ระหว่างพื้นที่คุ้มครอง
ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยตั้งอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลายๆ พื้นที่คุ้มครอง
แยกจากกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ต่อเนื่องกันเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ แต่ก็มีหลายๆ พื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันหรือ
ชิดกันเป็นผืนป่ าขนาดใหญ่ สามารถที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถที่จะทาให้หลายๆ ชนิดพันธุ์ดารงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดได้เป็นอย่างดี
การจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ หมายถึง การจัดการเส้นทางที่เอื้ออานวยให้ชนิดพันธุ์
สัตว์ป่าเคลื่อนที่ไปมาหากันได้ มีแหล่งอาหาร แหล่งน้า ที่หลบภัย แหล่งผสมพันธุ์ แนวเชื่อมต่อจะต้องมี
ความกว้างขวางพอที่จะให้สัตว์ป่าสามารถใช้เป็นเส้นทางอพยพไปมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพเคลื่อนย้าย
ประจาวันหรือฤดูกาลที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ
ตามหลักการการจัดการสัตว์ป่ าเป็นการดาเนินงานอานวยความสะดวกสาหรับการอพยพ
เคลื่อนที่ของสัตว์ป่าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การจัดทาแนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยจึงเป็นการจัดการให้มี
แนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศของกลุ่มป่าให้มีความเชื่อมต่อกัน ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์จะส่งเสริม
การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าได้
แนวทางในการพิจารณาและกาหนดรูปแบบของการจัดทาแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศเพื่อ
การอนุรักษ์ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ
ก. ปัจจัยทางด้านนิเวศ-ชีววิทยา
ข. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจัยทางด้านนิเวศ-ชีววิทยา
เป็นการวิเคราะห์ถึงระบบนิเวศและชีววิทยาของพื้นที่ที่จะจัดทาแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ
ชนิดพันธุ์ พฤติกรรมของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า โครงสร้างของแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ คุณภาพของถิ่นที่อาศัย
ความกว้างของแนวเชื่อมต่อ ที่ตั้ง องค์ประกอบและการติดตามประเมินผล
ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
เป็ นการพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน
ความรับผิดชอบโครงการ การให้การศึกษาและการสร้างความตระหนัก และการจัดการโครงการแนว
เชื่อมต่อที่สอดคล้องกับโครงการพัฒนาอื่นๆ
- 10 -
รายละเอียดของการดาเนินงานที่จะต้องพิจารณาในการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
1. การวางเป้ าประสงค์ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศ จะต้องเป็นการวางเป้ าหมาย
เพื่อเป็นการช่วยให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่มีการเคลื่อนที่ไปมาระหว่างพื้นที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ตาม
แนวเชื่อมต่อ ช่วยให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าหรือพืชป่าแพร่กระจายจากถิ่นหนึ่งไปยังพื้นที่อื่นเพียงชนิดเดียวหรือ
กลุ่มประชากร เพื่อแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ระหว่างประชากร การสนับสนุนให้มีแนวเชื่อมต่อ
ของถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า การก่อให้ชนิดพันธุ์ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้และความเชื่อมโยงของ
ถิ่นที่อาศัย
2. นิเวศวิทยาและพฤติกรรมของชนิดพันธุ์ ให้มีการพิจารณาถึงพฤติกรรมการดารงชีวิตของ
ชนิดพันธุ์ การอพยพเคลื่อนย้าย เส้นทางการหากิน ขอบเขตการหากิน ฤดูกาล เวลาการเคลื่อนย้าย กลางวัน
หรือกลางคืน เช้าหรือบ่าย จะต้องพิจารณาถึงแหล่งอาหาร แหล่งน้า ที่คุ้มกันภัยหรือปัจจัยในการดารงชีวิต
รูปแบบการแพร่กระจายที่สัมพันธ์กับช่วงชั้นอายุ เพศและพฤติกรรมความต้องการ
3. โครงสร้างของแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะต้องพิจารณาถึงความกว้าง ความยาวที่
เหมาะสมของถิ่นที่อาศัยที่สัมพันธ์กับชนิดพันธุ์หรือกลุ่มประชากร อุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์
ในการกาหนดแนวเชื่อมต่อ เช่น เส้นทางคมนาคม มลพิษต่างๆ หรือภัยคุกคามอื่นๆ
4. คุณภาพของถิ่นที่อาศัย ถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ภายในเขตแนวเชื่อมต่อของ
ระบบนิเวศ จะต้องพิจารณาถึงแหล่งอาหาร แหล่งน้า ที่หลบภัยหรือที่คุ้มกันภัยที่มีความสัมพันธ์กับชนิด
พันธุ์ พฤติกรรมการอาศัยอยู่ของชนิดพันธุ์ในสภาพแวดล้อม ถิ่นที่อาศัย เช่น ความชอบกินอาหารหรือชนิด
พันธุ์พืชในถิ่นที่อาศัย
5. ที่ตั้งของแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทาให้เกิด
การแบ่งแยกของถิ่นที่อาศัย การยึดถือครอบครองที่ดิน เส้นทางเดินของสัตว์ป่า ระดับความสูง ความลาดชัน
ของพื้นที่ ลาห้วย ลาธาร แม่น้า เป็นต้น จะต้องกาหนดให้มีการจัดทาแผนที่ที่ตั้งของถิ่นที่อาศัยให้ชัดเจน
รวมทั้งแสดงถึงเป็นเส้นทางทางเดินของสัตว์ป่า
6. การใช้ประโยชน์ที่ดินในแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ มีการใช้ประโยชน์ที่เป็นที่ดินของ
บุคคล เอกชน สหกรณ์ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม พื้นที่เกษตรกรรม หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ มีความจาเป็นต้อง
วิเคราะห์และพิจารณาซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อุปสรรคหรือภัยคุกคามที่มิให้ชนิดพันธุ์อพยพไปมาได้จะต้องมี
การกาหนดไว้ในแผนด้วยว่าจะดาเนินการอย่างไร
7. การมีส่วนร่วมของประชาชน การดาเนินงานในแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะต้องได้รับ
การสนับสนุนจากชุมชนในท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อที่จะดาเนินการให้มีประสิทธิภาพ ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียมักจะเป็นเจ้าของที่ดินหรือจะเป็นผู้มีอานาจในการมีส่วนร่วมในการจัดทาแนวเชื่อม ความสามารถ
ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้อย่างไรบ้าง
มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดาเนินงานจัดทาแนวเชื่อมต่อ การป้ องกันการรบกวนแนวเชื่อมต่อจากการเลี้ยง
ปศุสัตว์ การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้และการขยายพื้นที่การเกษตร การสนับสนุนงบประมาณ
- 11 -
เพื่อการดาเนินงานและการสร้างความรู้ความเข้าใจในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งการจัดทาข้อตกลงเพื่อ
การสร้างความร่วมมือและการแก้ไขปัญหา
8. การประสานแผนงานร่วมกับโครงการการจัดการที่ดินอื่นๆ จะเป็นการสารวจและสร้าง
ความร่วมมือกับโครงการพัฒนาอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น โครงการป้ องกันและพัฒนาแหล่งน้าสาหรับชุมชน
โครงการปลูกป่า โครงการคาร์บอนเครดิต โครงการสร้างเส้นทางคมนาคมที่ผ่านแนวเชื่อมต่อ โครงการ
จัดการการท่องเที่ยว โครงการพัฒนาชุมชน หรือโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นต้น
9. การให้การศึกษาและการสร้างความตระหนักให้แก่สาธารณชนให้ทราบโดยทั่วกัน ข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ด้านการสร้างแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้
สาธารณชนได้ทราบโดยทั่วกัน มีการสร้างเครือข่ายและการแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของแนวเชื่อมต่อ
ผ่านกระบวนการสื่อสารต่างๆ ไปยังประชาชนทุกระดับ
10.หน่วยงานรับผิดชอบ ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะต้องมีผู้รับผิดชอบโครงการ
โดยเฉพาะ เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปตามเป้ าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการประสานงานดาเนินการ
การบริหารจัดการด้านบุคลากร องค์กร ระบบ งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
11.การติดตามและประเมินผล เป็นการติดตามและประเมินผลด้านที่เกี่ยวข้องกับนิเวศ-
ชีววิทยา เศรษฐกิจและสังคมกระบวนการจัดการแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ รูปแบบ และแนวโน้มใน
การปรับปรุงให้มีการบริหารจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- 12 -
ส่วนที่ 3
กรณีศึกษาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
มีหลายๆ พื้นที่ที่มีการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ สาหรับการอพยพ
เคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และสามารถใช้ประโยชน์เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ธรรมชาติดังกล่าว เช่น
1. พื้นที่ Pinhook Swamp Corridor มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา
พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติ Okefenokee มีพื้นที่ประมาณ 160,000 เฮกแเตร์ ตั้งอยู่
ชายแดนระหว่างมลรัฐจอร์เจียกับมลรัฐฟลอริดาห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าไม้
แห่งชาติ มีพื้นที่ประมาณ 65,000 เฮกแเตร์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้าประกอบด้วย หนอง บึง และป่าสนบริเวณเนินสูง
และเป็น Ramsar Site องค์กร The Nature Conservancy และกรมป่าไม้แห่งชาติได้กาหนดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้า
Pinhook มีเนื้อที่ประมาณ 24,000 เฮกแตร์ ความกว้างของแนวเชื่อมต่อประมาณ 8 กิโลเมตร มีที่ดินบางส่วน
ที่องค์กร The Nature Conservancy ได้ซื้อคืนจากชุมชนและขายต่อให้กรมป่าไม้เพื่อให้ร่วมกับ Osceola
National Forest
เนื่องจากป่า Osceola ไม่กว้างขวางพอที่จะรองรับประชากรนกหัวขวาน (Red-cockaded
Woodpecker) หมีดา (Black Bear) และชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากอื่นๆ The Nature Conservancy ได้จัดซื้อที่ดิน
และพื้นที่ชุ่มน้ากาหนดให้เป็นแนวเชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทาให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 25,000
เฮกแตร์ กว้างขวางพอที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายและที่อาศัยของชนิดพันธุ์ให้คงอยู่ต่อไป นอกจากนี้พื้นที่
ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้าของแม่น้า Suwannee และSaint Mary
ระบบพื้นที่ของ Okefenokee-Pin hook-Osceola เป็นเครือข่ายที่มีการดาเนินงานเรื่องที่ดินที่
อาศัยของสัตว์ป่าที่เชื่อมต่อโดยแม่น้า Suwannee, Santa Feและแม่น้าอื่นๆหลักการที่สาคัญคือเป็นการป้ องกัน
ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า รักษาคุณภาพของน้า และการป้องกันน้าท่วมตลอดลาน้า Suwannee
2. โครงการแนวเชื่อมต่อสีเขียวแห่งชาติ (National Corridor of Green Project) ประเทศ
ออสเตรเลีย
เป็นโครงการแนวเชื่อมต่อสีเขียวแห่งชาติของประเทศออสเตรเลีย โดยความร่วมมือของ
กลุ่มชุมชนเจ้าของที่ดิน รัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรอื่นๆ ที่มีกิจกรรมการจัดการและการฟื้นฟูแนวเชื่อมต่อ
ชนิดพันธุ์พืช เป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียหรือการลดลงของระบบนิเวศธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง
ระบบนิเวศ ลดการพังทลายของดิน การเกิดดินเค็มทาให้เกิดการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรขณะเดียวกัน
ก็ได้มีกลุ่มชุมชนหรือบุคคลเข้าร่วมดาเนินการป้องกันและจัดทาแนวเชื่อมต่อในชนบท โดยมีหลักการดังนี้
1. แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะคงไว้ซึ่งพืชพรรณตามธรรมชาติ
2. ลดการพังทลายของดินและการเสื่อมสภาพของน้า
- 13 -
3. สนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์
สัตว์ป่า
4. ให้ส่วนประกอบของแนวเชื่อมต่อให้ร่มเงาแก่พื้นที่การเกษตร
5. พัฒนาให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและกิจกรรมการท่องเที่ยว
6. การได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและรัฐบาล
การดาเนินงานจะมีการทาข้อตกลงและสัญญาร่วมกัน เช่น การดาเนินงานอนุรักษ์ลาน้าที่มี
ความยาวถึง 2,500 กิโลเมตร แต่ละชุมชนจะมีข้อตกลงและสัญญาดาเนินการปลูกต้นไม้ริมแม่น้าแต่ละชุมชน
ระยะทาง 50 กิโลเมตร หลายพื้นที่ได้มีการวิเคราะห์พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการพังทลายของดิน การฟื้นฟูพื้นที่ริมน้า
เพื่อลดการพังทลายของดิน การกัดเซาะริมตลิ่ง และให้พืชพันธุ์ได้เชื่อมต่อกันเป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์
สัตว์ป่า หรือการอพยพเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า
3. การจัดทาแผนแนวเชื่อมต่อป่ าไม้ สาหรับนกป่ า (Temperate rainforest corridors for
forest birds) ประเทศนิวซีแลนด์
แผนการทาไม้ออกทางเศรษฐกิจเพื่อใช้ประโยชน์ของรัฐบาลนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะไม้พีช
และไม้ผลบางชนิด ได้มีแผนการจัดทาแนวเชื่อมต่อสาหรับสัตว์ป่า เพื่อคงไว้ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าให้
เคลื่อนย้ายไปมาได้ระหว่างพื้นที่สงวน รูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และความกว้างที่มีต้นไม้ช่วย
ป้ องกันลม ป้ องกันภัยธรรมชาติ ความกว้างที่กาหนดอย่างน้อย 2 กิโลเมตร และส่วนใหญ่จะกว้างกว่า
6 กิโลเมตร
การจัดทาแนวเชื่อมต่อได้มีการดาเนินงานใน 2 ระดับ คือ
1. ระดับภูมิภาค เป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ไม่ต่ากว่า 150,000
เฮกแตร์ พื้นที่บางส่วนมีการทาไม้ออกบางส่วนเป็นแม่น้า การกาหนดแนวเชื่อมต่อทางป่ าไม้จึงมี
วัตถุประสงค์ดังนี้
* ต้องการคงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์ พันธุกรรมของกลุ่มประชากรในพื้นที่ต่างๆ
* ต้องการให้ชนิดพันธุ์ของนกที่อาศัยป่าไม้เป็นที่อยู่อาศัยเคลื่อนย้ายไปมาได้
* คงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์ที่ต้องการพื้นที่ป่าไม้ขนาดใหญ่และระบบนิเวศที่หลากหลาย
2. ระดับท้องถิ่น เป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ระบบนิเวศที่แยกจากกัน อาจจะยังมีการ
ทาไม้อยู่
* อนุญาตให้มีการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าตามระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้าทะเล
* คงไวซึ่งความหลากหลายของชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะนกป่าที่เคลื่อนย้ายได้ในระยะ
แคบๆ หรือมีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย
* ช่วยในการแพร่กระจายพันธุ์ของชนิดพันธุ์นก
- 14 -
* อานวยถิ่นที่อาศัยให้แก่ชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก หรือป้ องกัน
อันตรายที่จะเกิด
ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อทางป่าไม้จะมีหลักเกณฑ์ (1) สถานภาพการกระจายพันธุ์
(2) สถานภาพของการอนุรักษ์ โดยการวิเคราะห์ชนิดพันธุ์นกที่ใช้ประโยชน์ในแนวเชื่อมต่อ
4. Kibale Forest Game Corridor
ประเทศอูกานดา ประเทศอูกานดาได้ประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง เมื่อปี ค.ศ. 1926 เป็นพื้นที่
แนวเชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติ Queen Elizabeth กับ Kibale Forest มีเนื้อที่ประมาณ 34,000 เฮกแตร์
เพื่อต้องการให้สัตว์ป่าขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไปมาได้ความกว้างของแนวเชื่อมประมาณ 15 กิโลเมตร
ถึงแม้ว่าได้มีประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย แต่การจัดการและการป้ องกัน
แนวเชื่อมต่อสาหรับสัตว์ป่าก็ยังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร คุณค่าทางชีวภาพถูกทาลายจากฝีมือของชุมชน
ชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะการยึดถือครอบครองที่ดิน การตั้งถิ่นฐาน มีการแผ้วถางป่าธรรมชาติ การยึดถือ
ครอบครองที่ดินก็ยังเป็นไปเรื่อยๆ และการเกิดความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1990 ทาให้พื้นที่ดังกล่าว
ถูกทาลายไปมาก ยังมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 10% เท่านั้นที่เป็นป่าสงวนอยู่ พื้นที่ที่ถูกยึดถือครอบครอง
กลายเป็นพื้นที่การเกษตร มีประชาชนอาศัยอยู่ถึง 40,000 คน หน่วยงานอุทยานแห่งชาติและหน่วยงาน
จัดการสัตว์ป่ารายงานว่า ช้างป่า กวางป่าและควายป่าใช้พื้นที่แนวเชื่อมต่อเพื่ออพยพเคลื่อนย้าย แต่การอพยพ
เคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์ลดน้อยลง เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย
ในปี ค.ศ. 1992 รัฐบาลของอูกานดาได้ดาเนินการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่เป็น
แนวเชื่อมต่อ เป็นจานวนถึง 30,000 คน และได้ประกาศ Kibale Forest Game Corridor และ Kibale Forest
Reserve เป็นอุทยานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1993 กลายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ เป็นแหล่งมี
สัตว์ป่าที่ชุกชุมมากที่สุดในอาฟริกา
---------------------------------------------

ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานการจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศในกลุ่มป่าตะวันออก

  • 2.
    - 1 - รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการดาเนินงานการจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ ในกลุ่มป่าตะวันออก (แนวเชื่อมต่ออ่างฤาไน-เขาชะเมา) โดย นายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ส่วนที่ 1 หลักการ แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียและการกระจายของถิ่นที่อาศัยที่ เกิดขึ้นมาตลอดตามลาดับ ในพื้นที่ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าจะมีวิธีการป้ องกัน ดูแลถึงคุณภาพถิ่นที่อาศัย การลดผลกระทบจากปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินตามนโยบายของรัฐหรือเอกชนหรือชุมชน ภายในพื้นที่ ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่เป็นภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ จะมีประโยชน์มากต่อการจัดการชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อ การดารงชีวิต ซึ่งมีกิจกรรมที่กาหนด เช่น ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นป่าเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนลดลง การนาเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ (การทาไม้การลักลอบ ล่าสัตว์ป่า การเก็บหาของป่า) จะเป็นการทาลายถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า และการคงไว้ซึ่งกระบวนการทาง ธรรมชาติที่ทาให้พื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติ ผลจากการที่พื้นที่ป่าไม้แยกจากกันเป็นกลุ่มๆ เกิดจากภัยคุกคามภายนอก อันอาจจะเกิดจาก อิทธิพลของประชาชนและสังคมชุมชน การระบาดของโรคพืชและสัตว์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ลักษณะตามแนวเขตของพื้นที่ การบุกรุกของชุมชนการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก สามารถจะวิเคราะห์และแก้ไขได้ 1. การกาหนดเขตการจัดการพื้นที่ใดควรใช้ และพื้นที่ใดควรห้ามกระทาใดๆ ที่ทาให้เกิดผล กระทบ 2. การใช้แนวกันชนรอบๆ พื้นที่คุ้มครองเพื่อป้องกันเกิดผลกระทบจากภายนอกที่มีผลกระทบ ต่อธรรมชาติ 3. กาหนดกิจกรรมการจัดการผลกระทบที่เกิดจากภัยคุกคามที่เป็นโรคระบาดของพืช สัตว์ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น สัตว์ผู้ล่า หรือชนิดพันธุ์ที่มีการต่อสู้แก่งแย่งกัน
  • 3.
    - 2 - แนวคิดในการที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่สงวน อื่นๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือพื้นที่คุ้มครองประเภทอื่นๆ ที่มีเป้ าหมายใน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะของพื้นที่จะถูกกาหนดแบ่งแยกตามลักษณะภูมิประเทศ มีความ แตกต่างในระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ของชนิดพันธุ์ การวางแผนยุทธศาสตร์จะเป็นการจัดการพื้นที่ คุ้มครองอย่างบูรณาการ สาหรับรูปแบบของการเคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่ าในพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะ การจัดสร้างแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับการป้ องกันและการจัดการพื้นที่ พฤติกรรม ของสัตว์ป่าจะศึกษาได้จาก 1. ชนิดพันธุ์ที่ใช้พื้นที่เป็นถิ่นที่อาศัยหากิน ที่คุ้มกันภัย ที่พัก หรือที่สร้างรังวางไข่หรือพื้นที่ ขยายพันธุ์ 2. ชนิดพันธุ์หลายๆ ชนิดที่มีการอพยพย้ายถิ่นตามระดับความสูงหรือสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มี ระยะทางรวมกันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร 3. ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพมาตามฤดูกาล จะต้องมีความรู้ความเข้าใจระหว่างสถานที่ เวลาและ พฤติกรรม 4. ชนิดพันธุ์ที่อพยพอาศัยอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย โดยเฉพาะกระบวนการทดแทนของสังคมพืชจะมีผลกระทบกับจานวนประชากรของสัตว์ป่าด้วย การใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ โครงการ เป็นส่วนที่จะต้องมีการพิจารณาว่า พื้นที่คุ้มครองที่จัดตั้ง ขึ้นคล้ายๆ กับเป็นเกาะธรรมชาติเป็นถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่ล้อมรอบด้วยสิ่งที่พัฒนาโดยมนุษย์หรือพื้นที่ การเกษตร ทาให้ชนิดพันธุ์มีความอ่อนแอทางพันธุกรรมเกิดขึ้น ระบบนิเวศต่างๆ จะมีผลกับการเคลื่อนที่ และอพยพของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งในการดาเนินงานจะต้องมีกิจกรรมที่ ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนร่วมดาเนินการหรือสร้างการมีส่วนร่วม การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่แนวเชื่อมต่อเชิงบูรณาการ บริเวณพื้นที่ที่จะดาเนินการจัดทาแนวเชื่อมต่อจะมีผลกระทบกับมนุษย์ทั้งในพื้นที่ธรรมชาติ และพื้นที่การใช้ประโยชน์อย่างอื่น จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสภาพแวดล้อมพืชและสัตว์แร่ธาตุ และส่วนประกอบอื่นๆ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ พื้นที่แนวเชื่อมต่อก็เช่นกันก็จะมี การเปลี่ยนแปลงด้วย แนวคิดการบริหารจัดการพิจารณาได้จาก 1. ภัยคุกคามจากการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งภายในและภายนอกแนวเชื่อมต่อที่ไปคุกคาม ถิ่นที่อาศัย การรุกรานของสัตว์และพืชต่างถิ่น การเพิ่มมลพิษจากภาคการเกษตรจะทาให้เกิดผลกระทบกับ แร่ธาตุ น้า ตลอดจนชนิดพันธุ์พืชท้องถิ่น 2. กระบวนการของภัยคุกคามหรืออิทธิพลที่เกิดจากชุมชนท้องถิ่น การสนับสนุนให้ชุมชน ท้องถิ่นร่วมแก้ไขปัญหาความต้องการของชนิดพันธุ์ สัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่หรือสัตว์กินพืชที่คุกคาม ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์พื้นที่และพืชผลทางการเกษตร
  • 4.
    - 3 - แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศใดที่รับประกันได้ว่ามีความสาคัญที่สุด การปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์การอนุรักษ์เชิงบูรณาการจะต้องตัดสินใจว่ามีกิจกรรม อะไรบ้างที่ควรดาเนินการความพร้อมในการทางานด้านบุคลากร งบประมาณและอุปกรณ์ กิจกรรมต่างๆ ตามแผนยุทธศาสตร์ไม่จาเป็นต้องทาพร้อมๆ กัน ควรพิจารณาถึงทรัพยากรที่มีอยู่ ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับ การดาเนินงานตามลาดับความสาคัญ การวิเคราะห์โครงการจะขึ้นอยู่กับความสาคัญในการอนุรักษ์กับ นโยบายของรัฐบาลหรือองค์กรท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นๆ หลักการจะต้องพิจารณาถึง * งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้ * หน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการแนวเชื่อมต่อ * ระยะเวลาที่กาหนดในการปฏิบัติงานและผลลัพธ์ที่คาดหวัง * ระดับของการได้รับความร่วมมือจากชุมชน * คุณค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม การศึกษาและสาธารณประโยชน์ที่ได้รับ สาหรับข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพจะมีการพิจารณาถึงหลักการดังต่อไปนี้ หลักการ ระดับความสาคัญ 1. ระดับความสาคัญของแนวเชื่อมต่อในการคงไว้ ซึ่งกระบวนการของระบบนิเวศ แนวเชื่อมต่อที่ให้คงไว้ซึ่งกระบวนการทางระบบนิเวศ สังคมสิ่งมีชีวิตจะต้องกระจายอยู่ตามลักษณะภูมิ ประเทศและขอบเขต 2. ระดับของการทาหน้าที่ของแนวเชื่อมต่อกับ ระบบถิ่นที่อาศัย แนวเชื่อมต่อและถิ่นที่อาศัยเป็นแบบเฉพาะทางหรือ การฟื้นฟู 3. ระดับของภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์หรือสังคม ถิ่นที่อาศัยในแนวเชื่อมต่อ แนวเชื่อมต่อมีประโยชน์ต่อชนิดพันธุ์และสังคม จะต้อง ปราศจากภัยคุกคามภายใต้สถานการณ์การอนุรักษ์ 4. - สภาพของแนวเชื่อมต่อเป็นองค์ประกอบของ สังคมพืช - ความกว้างและความยาว แนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศควรจะมีความกว้าง ความ ยาวเพียงพอที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกรบกวนและ ปรากฏให้เป็นอยู่ในปัจจุบัน 5. ชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ภายในแนวเขตเชื่อมต่อจะ ให้ประโยชน์สาหรับชนิดพันธุ์ตลอดเวลา แนวเชื่อมต่อจะอานวยประโยชน์ให้ชนิดพันธุ์อย่าง ต่อเนื่อง 6. ความสามารถของแนวเชื่อมต่อในการอานวย ผลประโยชน์ทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม แนวเชื่อมต่อจะอานวยผลประโยชน์อย่าง เอนกประสงค์มิใช่อนุรักษ์สัตว์ป่าแต่เพียงอย่างเดียว แนวเชื่อมต่อเป็นการคงไว้ซึ่งกระบวนการระบบนิเวศ แนวเชื่อมต่อเป็นการคงไว้ซึ่งกระบวนการระบบนิเวศและความสัมพันธ์กับสังคมสิ่งมีชีวิต มีการกระจายตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นระดับภูมิภาคซึ่งมีความเหมาะสมกว่าระดับท้องถิ่น แต่เป็น ระดับชาติหรือนานาชาติจะมีความเหมาะสมมากที่สุด โดยเฉพาะแนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ซึ่งมี
  • 5.
    - 4 - ถิ่นที่อาศัยประกอบด้วยเทือกเขา แม่น้า ลาห้วยลาธาร พื้นที่ป่าไม้พื้นที่ชุ่มน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ อพยพย้ายถิ่น จาต้องมีการวิเคราะห์ถึงภัยคุกคาม การป้ องกัน การคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศที่มี ผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ แนวเชื่อมต่อกับการกระจายของสังคมสิ่งมีชีวิตจะมีความสาคัญในระดับธรรมชาติ แนวเชื่อมต่อทางน้า ลาห้วย ลาธารแม่น้าจะประกอบไปด้วยพืชริมน้าจะเป็นแหล่งถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์ สัตว์เป็นสาคัญและมีความหลากหลายทางชีวภาพ สาหรับระดับความสาคัญของแนวเชื่อมต่อจะมีคาถามเกิดขึ้นว่า 1. มีพื้นที่แนวเชื่อมต่ออื่นๆ ได้สารองไว้เพื่อดาเนินการแนวเชื่อมต่อหรือไม่ 2. พื้นที่แนวเชื่อมต่ออื่นมาทดแทนได้หรือไม่ ถ้าหากมีการสูญเสียเกิดขึ้นหรือไม่ประสบ ผลสาเร็จ 3. มีพื้นที่อื่นๆ สามารถที่จะจัดทาแนวเชื่อมต่อหรือไม่เพื่อให้ได้ผลตามโครงการ การวิเคราะห์ภัยคุกคาม พื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ป่าที่แยกจากกันจะมีภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์และสังคมสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น ชนิดพันธุ์ที่ถูกรบกวนจากภัยคุกคามจนมีความเสี่ยงที่จะลดจานวนลงหรือหาได้ยาก จะต้องพิจารณาให้ รอบคอบดังนี้ 1. มีเหตุผลใดบ้างที่จะทาให้แนวเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพในการคงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์ที่ได้รับ ผลกระทบจากภัยคุกคาม เช่น การให้ความสาคัญกับชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพย้ายถิ่น การป้องกันการลักล่าสัตว์ป่า การเก็บของป่า 2. แนวเชื่อมต่อที่กาหนดขึ้นมาจะมีประสิทธิภาพด้านการอพยพเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์หรือ ประชากรมากน้อยเพียงใดอาจจะมีอาหารเฉพาะหรือถิ่นที่อาศัยเฉพาะสาหรับชนิดพันธุ์สัตว์ป่า สัตว์ป่าจะมี ความอ่อนไหวต่อปรากฏการณ์ของชนิดพันธุ์ 3. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายของชนิดพันธุ์ที่พื้นที่สามารถรองรับได้ แนวเชื่อมต่อ จะต้องมีประสิทธิภาพในการรองรับชนิดพันธุ์
  • 6.
    - 5 - ชนิดพันธุ์พืชในแนวเชื่อมต่อ การสารวจชนิดพันธุ์พืชที่ปรากฏอยู่ตามธรรมชาติในเขตจัดทาแนวเชื่อมต่อจะต้องมี การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชดั้งเดิมหรือจะฟื้นฟูก็ควรเป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม และให้มีกระบวนการพัฒนาตาม ธรรมชาติหรือขั้นตอนของระบบนิเวศ หลักการพิจารณาจะเป็นเรื่องความสาคัญของ * ระดับของพันธุ์พืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่และชั้นอายุของพันธุ์พืชในแนวเชื่อมต่อ * ชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่ที่สัมพันธ์กับถิ่นที่อาศัย * ความต้องการการฟื้นฟูถิ่นที่อาศัยและระยะเวลาปฏิบัติ * ความกว้างความยาวของกลุ่มพืชในแนวเชื่อมต่อ จานวน ที่ตั้งและพื้นที่ที่ถูกรบกวน ระดับของชนิดพันธุ์ที่ได้รับผลประโยชน์จากแนวเชื่อมต่อ ตามหลักการเป้ าหมายที่สาคัญในการจัดทาแนวเชื่อมต่อ คือ ผลประโยชน์ของชนิดพันธุ์ที่ ได้รับจากแนวเชื่อมต่อ โดยแยกออกเป็นกลุ่มๆ เช่น ชนิดพันธุ์จาพวกนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ตาม พื้นที่คุ้มครองหรือหย่อมป่า สังคมของชนิดพันธุ์สัตว์เหล่านี้จะได้รับการพิจารณาเป็นลาดับแรกๆ มากกว่า ชนิดพันธุ์หนึ่งชนิดพันธุ์ใดโดยเฉพาะ แนวเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพในการอานวยผลประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่ า การเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยจึงเป็นการเชื่อมต่อภูมิทัศน์เข้าด้วยกัน จะมีพันธุ์พืชตามธรรมชาติแหล่งน้า แหล่งอาหารของสัตว์ป่าและปราศจากภัยคุกคาม รายละเอียดข้อกาหนดที่ใช้ในการวางแผนการจัดการแนวเชื่อมต่อ รายละเอียดต่อไปนี้จะสรุปข้อพิจารณา เพื่อการออกแบบและการจัดการแนวเชื่อมต่อ เพื่อการวางแผนการอนุรักษ์ รายละเอียดของข้อมูลจะทาให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในสภาพที่จะอานวยให้มี การทางานได้ดียิ่งขึ้น ข้อเสนอนี้จะนามาใช้ในการตัดสินใจโดยเจ้าของโครงการที่มีการจัดการที่ดิน การพัฒนา แผนการป้ องกัน การจัดการและการฟื้ นฟูแนวเชื่อมต่อ เป้ าหมายในเรื่องของการจัดทาแนว เชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยและสามารถที่จะทาให้พื้นที่ดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. การจัดทาแนวเชื่อมต่อมีวัตถุประสงค์และเป้ าหมายอย่างไร - รายละเอียดของวัตถุประสงค์ของแนวเชื่อมต่อและประโยชน์ที่ได้รับมีอะไรบ้าง - ขนาดและคุณค่าการอนุรักษ์ถิ่นที่อาศัยมีอย่างไรบ้าง มีการอนุรักษ์การจัดการหรือไม่ อย่างไรในอนาคตมีความปลอดภัยเกิดขึ้นหรือถูกคุกคามหรือไม่ 2. สถานภาพและการควบคุมแนวเชื่อมต่อมีอะไรบ้าง - มีทรัพยากรพืชพันธุ์ ส่วนต่างๆ ของพืชพันธุ์และมีความต้องการฟื้นฟูด้านพืชพันธุ์ หรือไม่
  • 7.
    - 6 - -มีการควบคุม มีการจัดการที่ดินให้สู่เป้าหมายอย่างไร เจ้าของที่ดินหรือผู้มีอานาจหน้าที่มี ความชอบวิธีการนี้หรือไม่ - มีการทาแนวเชื่อมต่อระหว่างสองพื้นที่ถิ่นที่อาศัย หรือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมี ทางเลือกใหม่ๆ ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อหรือไม่ - ความสาคัญและรูปร่างของแนวเชื่อมต่อ ความกว้างของแนวเชื่อมต่อมีความกว้างขวาง พอที่จะลดผลกระทบจากภัยคุกคามภายนอกพื้นที่ได้หรือไม่ 3. มีชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ได้รับผลประโยชน์จากแนวเชื่อมต่อ - การจัดทาแนวเชื่อมต่อที่จัดตั้งขึ้นเพื่อชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเพียงชนิดเดียวหรือกลุ่มของชนิด พันธุ์ให้สารวจชนิดพันธุ์ที่คาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์ - ชนิดพันธุ์ที่กาหนดมีอาศัยอยู่ในถิ่นอาศัยในแนวเชื่อมต่อหรือไม่ มีความปลอดภัยและ มีการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อาศัยอย่างไร - ชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้องได้ใช้แนวเขตเชื่อมต่อ เพื่อเป็นถิ่นที่อาศัยหรือเส้นทางการเคลื่อนที่ รูปแบบของการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนย้ายเป็นประจาวันหรือฤดูกาลหรือประจาปี 4. ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ต้องการและใช้พื้นที่แนวเชื่อมต่อ 4.1 ชนิดพันธุ์มีความต้องการอาหาร ที่คุ้มกันภัยและแหล่งสืบพันธุ์ในพื้นที่แนวเชื่อมต่อ หรือไม่ - ชนิดพันธุ์มีความต้องการอาหาร ที่คุ้มกันภัยและแหล่งสืบพันธุ์ในพื้นที่แนวเชื่อมต่อ หรือไม่ - ชนิดพันธุ์มีความต้องการพื้นที่และความกว้างของพื้นที่เพื่ออะไรบ้าง - ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่มีความเสี่ยงจากผลกระทบที่เกิดขึ้น 4.2 ชนิดพันธุ์ที่เคลื่อนที่ผ่านแนวเชื่อมต่อ - ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ต้องการใช้เป็นพื้นที่อาศัยหาอาหารระหว่างที่มีการเคลื่อนย้ายถิ่น - ชนิดพันธุ์ใดบ้างมีความต้องการเข้าไปในเขตเชื่อมต่อ 5. องค์ประกอบของแนวเชื่อมต่ออะไรบ้าง - มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องการให้มีความปลอดภัยแก่พื้นที่โดยเฉพาะในการจัดทาแนวเชื่อมต่อ - มีขอบเขตของงานอย่างไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายที่ต้องดาเนินการหรือไม่ - การจัดการแนวเชื่อมต่อจะปฏิบัติการร่วมกับยุทธศาสตร์การจัดการที่ดินหรือยุทธศาสตร์ การอนุรักษ์เชิงบูรณาการ 6. ถ้าให้มีการจัดทาแนวเชื่อมต่อมีความมั่นคงในระยะยาวจะมีวิธีการอย่างไร - ใครจะเป็นผู้ทาหน้าที่รับผิดชอบโครงการ - มีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ (บุคลากรที่มีศักยภาพหรือความชานาญ, งบประมาณและ อุปกรณ์) - มีการจัดการที่ดิน
  • 8.
    - 7 - 7.การติดตามประเมินผลจะมีการดาเนินการอย่างไร - มีการติดตามประเมินผลความสาเร็จของแนวเชื่อมต่อได้อย่างไรและมีหลักการอย่างไร ว่าการจัดการเกิดผลสาเร็จ - มีแผนการติดตามประเมินผลได้อย่างไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ - จะมีวิธีการติดตามประเมินผลเรื่องการจัดทาแนวเชื่อมต่อเมื่อไร 8. มีบทเรียนอะไรบ้างที่จะช่วยนาไปปฏิบัติในพื้นที่อื่นๆ - ผลที่ได้รับมีความหวังไว้ว่าอย่างไร - มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นความท้าทายในการดาเนินงานและจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร บทสรุป การสนับสนุนให้จัดทาแนวเชื่อมระบบนิเวศและการปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นมาตรการหนึ่งใน การดาเนินการแนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยที่แตกต่างกันสาหรับสัตว์ป่า เพื่อเป็นการสนับสนุนเป้ าหมาย การอนุรักษ์โดยวิธีการจัดการระบบแนวเชื่อมต่อควรจะประกอบด้วยถิ่นที่อาศัยหลายๆ แบบ การวางแผน การอนุรักษ์การจัดการเชิงบูรณาการด้านถิ่นที่อาศัยตามธรรมชาติจะต้องวางแผนให้อยู่ในระดับต่างๆ คือ ท้องถิ่นหรือภูมิภาค หรือระดับชาติหรือนานาชาติ มีการป้องกันถิ่นที่อาศัยหรือการร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และเจ้าของที่ดิน การคงไว้และการฟื้นฟูภูมิทัศน์ วิธีการอนุรักษ์ภายในพื้นที่แนวเชื่อมต่อและภายนอกพื้นที่ แนวเชื่อมต่อสิ่งสาคัญที่สุดคือการตัดสินใจถึงความสาคัญและการจัดทาแนวเชื่อมต่อ โดยมีทรัพยากรใน การจัดการที่มีความพร้อมทุกประการ
  • 9.
    - 8 - ส่วนที่2 แนวทางการดาเนินงานจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศในกลุ่มป่ าตะวันออก จากสถานการณ์ด้านการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่า มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความต้องการที่ดินเพื่อทากิน ของราษฎร ส่งผลกระทบให้พื้นที่ป่าไม้บางบริเวณถูกตัดขาดออกจากกันกลายเป็นหย่อมป่าเรียกว่า Forest fragmentation มีการก่อตั้งบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆ จนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามากีดขวางเส้นทาง สัญจรหรือการเดินทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า ส่งผลให้สัตว์ป่าบางชนิดไม่สามารถข้ามผ่านพื้นที่เพื่อหากิน และผสมพันธุ์ได้ ทาให้เกิดปัญหาความอ่อนแอทางพันธุกรรม ซึ่งในทางนิเวศวิทยาแล้วทาให้ลดความอุดม สมบูรณ์ของปัจจัยที่จาเป็นต่อการดารงชีพของสัตว์ป่า มีการแยกขาดจากกันของประชากรของสัตว์ป่าเดิม ออกเป็นประชากรย่อยและไม่มีการแลกเปลี่ยนหรือการไหลผ่านของยีน (gene flow) เกิดขึ้น ส่งผลกระทบ ต่อความหลากหลายทางพันธุกรรม ทาให้ประชากรย่อยในแต่ละส่วนง่ายต่อการถูกทาลายให้หมดไปใน อนาคต ในขณะเดียวกันสัตว์ป่าบางชนิดสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการหากินให้เข้า กับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เช่น ช้างป่าสามารถปรับตัวเองให้คุ้นเคยกับการหากินในพื้นที่เกษตรกรรม เรียนรู้วิธีการข้ามถนนและสิ่งกีดขวาง สามารถหากินได้และข้ามไปมาระหว่างหย่อมพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกตัดขาด ออกจากกันไปได้ แต่สิ่งที่ตามมาคือ พืชผลทางการเกษตรกลายเป็นอาหารของช้างป่า ชอบกินมีการทะเลาะ กันระหว่างคนกับช้างป่า ยังความเสียหายแกพืชผลทางการเกษตร ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร โดยมี แนวโน้มว่าความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นทุกปี พื้นที่กลุ่มป่ าตะวันออก เป็นกลุ่มป่ าที่มีความสาคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ใน เขตพฤกษภูมิศาสตร์ (Plant geographical distribution) 2 เขตขึ้นผสมกับอยู่ในพื้นที่ คือ เขตพฤกษภูมิศาสตร์ อันนัมมาติด (Annamatic element) หรืออินโดโซนีส (Iindochinese element) เป็นพื้นที่ซึ่งมีภูมิพฤกษ์อันนัม มาติดที่สาคัญสุดของประเทศ และเขตพฤกษศาสตร์แบบอินโดมาลายัน (Indo malayan element) เข้ามา ปะปนอยู่ด้วย เพราะอยู่ในเขตที่มีลมมรสุมพัดผ่านเป็นประจาปีทุกปีทาให้บริเวณพื้นที่ป่าดังกล่าวจึงมีฝนตก ชุกตลอดปี ด้วยลักษณะของที่ตั้งดังกล่าวจึงทาให้พื้นที่แห่งนี้จึงมีความสาคัญทางเชิงภูมิศาสตร์ทางด้านสัตว์ ป่าและพันธุ์พืช มีความหลากหลายของถิ่นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายรูปแบบและเป็นแหล่งต้นน้าลาธารที่ สาคัญของภาคตะวันออกและอานวยน้าที่สะอาดให้แก่ประชาชนในภาคนี้ ตลอดจนการใช้ประโยชน์เพื่อ อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่สาคัญยิ่ง พื้นที่ช่องว่างระหว่างตอนบนของอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง และตอนล่างของเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ในพื้นที่อาเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี และอาเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ที่สาคัญของกลุ่มป่าตะวันออก ซึ่งมีปัญหาการข้ามไปมาของสัตว์ป่าและเกิดปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างคนกับสัตว์ป่า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนแนวเชื่อมต่อภายในกลุ่มป่าตะวันออก ต้นแบบชีวภูมิศาสตร์ แบบเกาะ (Island biogeography model) เพื่อสนับสนุนให้ความคิดในการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
  • 10.
    - 9 - (EcologicalCorridor หรือ Wildlife Habitat Linkages) มีบทบาทที่สาคัญในการรักษาความเชื่อมโยงทาง ธรรมชาติของระบบนิเวศที่ทาให้กลุ่มประชากรสัตว์ป่าสามารถเคลื่อนย้ายกระจายพันธุ์ เกิดการถ่ายเท พันธุกรรม ลดการผสมเลือดชิด (Inbreeding) สร้างความมั่นคงและแข็งแรงให้สังคมสัตว์ป่ าโดยรวม การดาเนินงานต้องตั้งอยู่ภายใต้การวางแผนการจัดการที่รัดกุม รอบคอบ ภายใต้ฐานข้อมูลทางวิชาการและ ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ ในการดาเนินงานเพื่อจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะพิจารณาถึงพื้นที่ระหว่างพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยตั้งอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลายๆ พื้นที่คุ้มครอง แยกจากกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ต่อเนื่องกันเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ แต่ก็มีหลายๆ พื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันหรือ ชิดกันเป็นผืนป่ าขนาดใหญ่ สามารถที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถที่จะทาให้หลายๆ ชนิดพันธุ์ดารงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดได้เป็นอย่างดี การจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ หมายถึง การจัดการเส้นทางที่เอื้ออานวยให้ชนิดพันธุ์ สัตว์ป่าเคลื่อนที่ไปมาหากันได้ มีแหล่งอาหาร แหล่งน้า ที่หลบภัย แหล่งผสมพันธุ์ แนวเชื่อมต่อจะต้องมี ความกว้างขวางพอที่จะให้สัตว์ป่าสามารถใช้เป็นเส้นทางอพยพไปมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพเคลื่อนย้าย ประจาวันหรือฤดูกาลที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ตามหลักการการจัดการสัตว์ป่ าเป็นการดาเนินงานอานวยความสะดวกสาหรับการอพยพ เคลื่อนที่ของสัตว์ป่าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การจัดทาแนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยจึงเป็นการจัดการให้มี แนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศของกลุ่มป่าให้มีความเชื่อมต่อกัน ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์จะส่งเสริม การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าได้ แนวทางในการพิจารณาและกาหนดรูปแบบของการจัดทาแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศเพื่อ การอนุรักษ์ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ ก. ปัจจัยทางด้านนิเวศ-ชีววิทยา ข. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ปัจจัยทางด้านนิเวศ-ชีววิทยา เป็นการวิเคราะห์ถึงระบบนิเวศและชีววิทยาของพื้นที่ที่จะจัดทาแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ พฤติกรรมของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า โครงสร้างของแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ คุณภาพของถิ่นที่อาศัย ความกว้างของแนวเชื่อมต่อ ที่ตั้ง องค์ประกอบและการติดตามประเมินผล ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็ นการพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน ความรับผิดชอบโครงการ การให้การศึกษาและการสร้างความตระหนัก และการจัดการโครงการแนว เชื่อมต่อที่สอดคล้องกับโครงการพัฒนาอื่นๆ
  • 11.
    - 10 - รายละเอียดของการดาเนินงานที่จะต้องพิจารณาในการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ 1.การวางเป้ าประสงค์ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศ จะต้องเป็นการวางเป้ าหมาย เพื่อเป็นการช่วยให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่มีการเคลื่อนที่ไปมาระหว่างพื้นที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ตาม แนวเชื่อมต่อ ช่วยให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าหรือพืชป่าแพร่กระจายจากถิ่นหนึ่งไปยังพื้นที่อื่นเพียงชนิดเดียวหรือ กลุ่มประชากร เพื่อแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ระหว่างประชากร การสนับสนุนให้มีแนวเชื่อมต่อ ของถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า การก่อให้ชนิดพันธุ์ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้และความเชื่อมโยงของ ถิ่นที่อาศัย 2. นิเวศวิทยาและพฤติกรรมของชนิดพันธุ์ ให้มีการพิจารณาถึงพฤติกรรมการดารงชีวิตของ ชนิดพันธุ์ การอพยพเคลื่อนย้าย เส้นทางการหากิน ขอบเขตการหากิน ฤดูกาล เวลาการเคลื่อนย้าย กลางวัน หรือกลางคืน เช้าหรือบ่าย จะต้องพิจารณาถึงแหล่งอาหาร แหล่งน้า ที่คุ้มกันภัยหรือปัจจัยในการดารงชีวิต รูปแบบการแพร่กระจายที่สัมพันธ์กับช่วงชั้นอายุ เพศและพฤติกรรมความต้องการ 3. โครงสร้างของแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะต้องพิจารณาถึงความกว้าง ความยาวที่ เหมาะสมของถิ่นที่อาศัยที่สัมพันธ์กับชนิดพันธุ์หรือกลุ่มประชากร อุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์ ในการกาหนดแนวเชื่อมต่อ เช่น เส้นทางคมนาคม มลพิษต่างๆ หรือภัยคุกคามอื่นๆ 4. คุณภาพของถิ่นที่อาศัย ถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ภายในเขตแนวเชื่อมต่อของ ระบบนิเวศ จะต้องพิจารณาถึงแหล่งอาหาร แหล่งน้า ที่หลบภัยหรือที่คุ้มกันภัยที่มีความสัมพันธ์กับชนิด พันธุ์ พฤติกรรมการอาศัยอยู่ของชนิดพันธุ์ในสภาพแวดล้อม ถิ่นที่อาศัย เช่น ความชอบกินอาหารหรือชนิด พันธุ์พืชในถิ่นที่อาศัย 5. ที่ตั้งของแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทาให้เกิด การแบ่งแยกของถิ่นที่อาศัย การยึดถือครอบครองที่ดิน เส้นทางเดินของสัตว์ป่า ระดับความสูง ความลาดชัน ของพื้นที่ ลาห้วย ลาธาร แม่น้า เป็นต้น จะต้องกาหนดให้มีการจัดทาแผนที่ที่ตั้งของถิ่นที่อาศัยให้ชัดเจน รวมทั้งแสดงถึงเป็นเส้นทางทางเดินของสัตว์ป่า 6. การใช้ประโยชน์ที่ดินในแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ มีการใช้ประโยชน์ที่เป็นที่ดินของ บุคคล เอกชน สหกรณ์ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม พื้นที่เกษตรกรรม หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ มีความจาเป็นต้อง วิเคราะห์และพิจารณาซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อุปสรรคหรือภัยคุกคามที่มิให้ชนิดพันธุ์อพยพไปมาได้จะต้องมี การกาหนดไว้ในแผนด้วยว่าจะดาเนินการอย่างไร 7. การมีส่วนร่วมของประชาชน การดาเนินงานในแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะต้องได้รับ การสนับสนุนจากชุมชนในท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อที่จะดาเนินการให้มีประสิทธิภาพ ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียมักจะเป็นเจ้าของที่ดินหรือจะเป็นผู้มีอานาจในการมีส่วนร่วมในการจัดทาแนวเชื่อม ความสามารถ ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้อย่างไรบ้าง มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดาเนินงานจัดทาแนวเชื่อมต่อ การป้ องกันการรบกวนแนวเชื่อมต่อจากการเลี้ยง ปศุสัตว์ การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้และการขยายพื้นที่การเกษตร การสนับสนุนงบประมาณ
  • 12.
    - 11 - เพื่อการดาเนินงานและการสร้างความรู้ความเข้าใจในการแก้ไขปัญหารวมทั้งการจัดทาข้อตกลงเพื่อ การสร้างความร่วมมือและการแก้ไขปัญหา 8. การประสานแผนงานร่วมกับโครงการการจัดการที่ดินอื่นๆ จะเป็นการสารวจและสร้าง ความร่วมมือกับโครงการพัฒนาอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น โครงการป้ องกันและพัฒนาแหล่งน้าสาหรับชุมชน โครงการปลูกป่า โครงการคาร์บอนเครดิต โครงการสร้างเส้นทางคมนาคมที่ผ่านแนวเชื่อมต่อ โครงการ จัดการการท่องเที่ยว โครงการพัฒนาชุมชน หรือโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นต้น 9. การให้การศึกษาและการสร้างความตระหนักให้แก่สาธารณชนให้ทราบโดยทั่วกัน ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ด้านการสร้างแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ สาธารณชนได้ทราบโดยทั่วกัน มีการสร้างเครือข่ายและการแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของแนวเชื่อมต่อ ผ่านกระบวนการสื่อสารต่างๆ ไปยังประชาชนทุกระดับ 10.หน่วยงานรับผิดชอบ ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะต้องมีผู้รับผิดชอบโครงการ โดยเฉพาะ เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปตามเป้ าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการประสานงานดาเนินการ การบริหารจัดการด้านบุคลากร องค์กร ระบบ งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 11.การติดตามและประเมินผล เป็นการติดตามและประเมินผลด้านที่เกี่ยวข้องกับนิเวศ- ชีววิทยา เศรษฐกิจและสังคมกระบวนการจัดการแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ รูปแบบ และแนวโน้มใน การปรับปรุงให้มีการบริหารจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • 13.
    - 12 - ส่วนที่3 กรณีศึกษาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ มีหลายๆ พื้นที่ที่มีการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ สาหรับการอพยพ เคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และสามารถใช้ประโยชน์เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ธรรมชาติดังกล่าว เช่น 1. พื้นที่ Pinhook Swamp Corridor มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติ Okefenokee มีพื้นที่ประมาณ 160,000 เฮกแเตร์ ตั้งอยู่ ชายแดนระหว่างมลรัฐจอร์เจียกับมลรัฐฟลอริดาห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าไม้ แห่งชาติ มีพื้นที่ประมาณ 65,000 เฮกแเตร์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้าประกอบด้วย หนอง บึง และป่าสนบริเวณเนินสูง และเป็น Ramsar Site องค์กร The Nature Conservancy และกรมป่าไม้แห่งชาติได้กาหนดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้า Pinhook มีเนื้อที่ประมาณ 24,000 เฮกแตร์ ความกว้างของแนวเชื่อมต่อประมาณ 8 กิโลเมตร มีที่ดินบางส่วน ที่องค์กร The Nature Conservancy ได้ซื้อคืนจากชุมชนและขายต่อให้กรมป่าไม้เพื่อให้ร่วมกับ Osceola National Forest เนื่องจากป่า Osceola ไม่กว้างขวางพอที่จะรองรับประชากรนกหัวขวาน (Red-cockaded Woodpecker) หมีดา (Black Bear) และชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากอื่นๆ The Nature Conservancy ได้จัดซื้อที่ดิน และพื้นที่ชุ่มน้ากาหนดให้เป็นแนวเชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทาให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 25,000 เฮกแตร์ กว้างขวางพอที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายและที่อาศัยของชนิดพันธุ์ให้คงอยู่ต่อไป นอกจากนี้พื้นที่ ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้าของแม่น้า Suwannee และSaint Mary ระบบพื้นที่ของ Okefenokee-Pin hook-Osceola เป็นเครือข่ายที่มีการดาเนินงานเรื่องที่ดินที่ อาศัยของสัตว์ป่าที่เชื่อมต่อโดยแม่น้า Suwannee, Santa Feและแม่น้าอื่นๆหลักการที่สาคัญคือเป็นการป้ องกัน ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า รักษาคุณภาพของน้า และการป้องกันน้าท่วมตลอดลาน้า Suwannee 2. โครงการแนวเชื่อมต่อสีเขียวแห่งชาติ (National Corridor of Green Project) ประเทศ ออสเตรเลีย เป็นโครงการแนวเชื่อมต่อสีเขียวแห่งชาติของประเทศออสเตรเลีย โดยความร่วมมือของ กลุ่มชุมชนเจ้าของที่ดิน รัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรอื่นๆ ที่มีกิจกรรมการจัดการและการฟื้นฟูแนวเชื่อมต่อ ชนิดพันธุ์พืช เป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียหรือการลดลงของระบบนิเวศธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศ ลดการพังทลายของดิน การเกิดดินเค็มทาให้เกิดการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรขณะเดียวกัน ก็ได้มีกลุ่มชุมชนหรือบุคคลเข้าร่วมดาเนินการป้องกันและจัดทาแนวเชื่อมต่อในชนบท โดยมีหลักการดังนี้ 1. แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะคงไว้ซึ่งพืชพรรณตามธรรมชาติ 2. ลดการพังทลายของดินและการเสื่อมสภาพของน้า
  • 14.
    - 13 - 3.สนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์ สัตว์ป่า 4. ให้ส่วนประกอบของแนวเชื่อมต่อให้ร่มเงาแก่พื้นที่การเกษตร 5. พัฒนาให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและกิจกรรมการท่องเที่ยว 6. การได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและรัฐบาล การดาเนินงานจะมีการทาข้อตกลงและสัญญาร่วมกัน เช่น การดาเนินงานอนุรักษ์ลาน้าที่มี ความยาวถึง 2,500 กิโลเมตร แต่ละชุมชนจะมีข้อตกลงและสัญญาดาเนินการปลูกต้นไม้ริมแม่น้าแต่ละชุมชน ระยะทาง 50 กิโลเมตร หลายพื้นที่ได้มีการวิเคราะห์พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการพังทลายของดิน การฟื้นฟูพื้นที่ริมน้า เพื่อลดการพังทลายของดิน การกัดเซาะริมตลิ่ง และให้พืชพันธุ์ได้เชื่อมต่อกันเป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ สัตว์ป่า หรือการอพยพเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า 3. การจัดทาแผนแนวเชื่อมต่อป่ าไม้ สาหรับนกป่ า (Temperate rainforest corridors for forest birds) ประเทศนิวซีแลนด์ แผนการทาไม้ออกทางเศรษฐกิจเพื่อใช้ประโยชน์ของรัฐบาลนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะไม้พีช และไม้ผลบางชนิด ได้มีแผนการจัดทาแนวเชื่อมต่อสาหรับสัตว์ป่า เพื่อคงไว้ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าให้ เคลื่อนย้ายไปมาได้ระหว่างพื้นที่สงวน รูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และความกว้างที่มีต้นไม้ช่วย ป้ องกันลม ป้ องกันภัยธรรมชาติ ความกว้างที่กาหนดอย่างน้อย 2 กิโลเมตร และส่วนใหญ่จะกว้างกว่า 6 กิโลเมตร การจัดทาแนวเชื่อมต่อได้มีการดาเนินงานใน 2 ระดับ คือ 1. ระดับภูมิภาค เป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ไม่ต่ากว่า 150,000 เฮกแตร์ พื้นที่บางส่วนมีการทาไม้ออกบางส่วนเป็นแม่น้า การกาหนดแนวเชื่อมต่อทางป่ าไม้จึงมี วัตถุประสงค์ดังนี้ * ต้องการคงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์ พันธุกรรมของกลุ่มประชากรในพื้นที่ต่างๆ * ต้องการให้ชนิดพันธุ์ของนกที่อาศัยป่าไม้เป็นที่อยู่อาศัยเคลื่อนย้ายไปมาได้ * คงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์ที่ต้องการพื้นที่ป่าไม้ขนาดใหญ่และระบบนิเวศที่หลากหลาย 2. ระดับท้องถิ่น เป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ระบบนิเวศที่แยกจากกัน อาจจะยังมีการ ทาไม้อยู่ * อนุญาตให้มีการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าตามระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้าทะเล * คงไวซึ่งความหลากหลายของชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะนกป่าที่เคลื่อนย้ายได้ในระยะ แคบๆ หรือมีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย * ช่วยในการแพร่กระจายพันธุ์ของชนิดพันธุ์นก
  • 15.
    - 14 - *อานวยถิ่นที่อาศัยให้แก่ชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก หรือป้ องกัน อันตรายที่จะเกิด ในการจัดทาแนวเชื่อมต่อทางป่าไม้จะมีหลักเกณฑ์ (1) สถานภาพการกระจายพันธุ์ (2) สถานภาพของการอนุรักษ์ โดยการวิเคราะห์ชนิดพันธุ์นกที่ใช้ประโยชน์ในแนวเชื่อมต่อ 4. Kibale Forest Game Corridor ประเทศอูกานดา ประเทศอูกานดาได้ประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง เมื่อปี ค.ศ. 1926 เป็นพื้นที่ แนวเชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติ Queen Elizabeth กับ Kibale Forest มีเนื้อที่ประมาณ 34,000 เฮกแตร์ เพื่อต้องการให้สัตว์ป่าขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไปมาได้ความกว้างของแนวเชื่อมประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแม้ว่าได้มีประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย แต่การจัดการและการป้ องกัน แนวเชื่อมต่อสาหรับสัตว์ป่าก็ยังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร คุณค่าทางชีวภาพถูกทาลายจากฝีมือของชุมชน ชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะการยึดถือครอบครองที่ดิน การตั้งถิ่นฐาน มีการแผ้วถางป่าธรรมชาติ การยึดถือ ครอบครองที่ดินก็ยังเป็นไปเรื่อยๆ และการเกิดความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1990 ทาให้พื้นที่ดังกล่าว ถูกทาลายไปมาก ยังมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 10% เท่านั้นที่เป็นป่าสงวนอยู่ พื้นที่ที่ถูกยึดถือครอบครอง กลายเป็นพื้นที่การเกษตร มีประชาชนอาศัยอยู่ถึง 40,000 คน หน่วยงานอุทยานแห่งชาติและหน่วยงาน จัดการสัตว์ป่ารายงานว่า ช้างป่า กวางป่าและควายป่าใช้พื้นที่แนวเชื่อมต่อเพื่ออพยพเคลื่อนย้าย แต่การอพยพ เคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์ลดน้อยลง เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย ในปี ค.ศ. 1992 รัฐบาลของอูกานดาได้ดาเนินการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่เป็น แนวเชื่อมต่อ เป็นจานวนถึง 30,000 คน และได้ประกาศ Kibale Forest Game Corridor และ Kibale Forest Reserve เป็นอุทยานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1993 กลายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ เป็นแหล่งมี สัตว์ป่าที่ชุกชุมมากที่สุดในอาฟริกา ---------------------------------------------