Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
UNDP
241 views
การพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง โดย ทวี หนูทอง
Government & Nonprofit
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 17 times
1
/ 88
2
/ 88
3
/ 88
4
/ 88
5
/ 88
6
/ 88
7
/ 88
8
/ 88
9
/ 88
10
/ 88
11
/ 88
12
/ 88
13
/ 88
14
/ 88
15
/ 88
16
/ 88
17
/ 88
18
/ 88
19
/ 88
20
/ 88
21
/ 88
22
/ 88
23
/ 88
24
/ 88
25
/ 88
26
/ 88
27
/ 88
28
/ 88
29
/ 88
30
/ 88
31
/ 88
32
/ 88
33
/ 88
34
/ 88
35
/ 88
36
/ 88
37
/ 88
38
/ 88
39
/ 88
40
/ 88
41
/ 88
42
/ 88
43
/ 88
44
/ 88
45
/ 88
46
/ 88
47
/ 88
48
/ 88
49
/ 88
50
/ 88
51
/ 88
52
/ 88
53
/ 88
54
/ 88
55
/ 88
56
/ 88
57
/ 88
58
/ 88
59
/ 88
60
/ 88
61
/ 88
62
/ 88
63
/ 88
64
/ 88
65
/ 88
66
/ 88
67
/ 88
68
/ 88
69
/ 88
70
/ 88
71
/ 88
72
/ 88
73
/ 88
74
/ 88
75
/ 88
76
/ 88
77
/ 88
78
/ 88
79
/ 88
80
/ 88
81
/ 88
82
/ 88
83
/ 88
84
/ 88
85
/ 88
86
/ 88
87
/ 88
88
/ 88
More Related Content
PDF
Water plan
by
Bbusyew
PDF
5.3 แนวทางการออกแบบและการจัดการแนวเชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก
by
UNDP
PPTX
กฎหมายนโยบายทรัพยากรธรรมชาติ ภาค 1 ป 2557
by
Narong Jaiharn
PPT
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม part 2
by
Green Greenz
PPT
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 1
by
Green Greenz
PDF
การสำรวจประเมินมูลค่า การพึ่งพิงรัพยากรและการใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่าที่ไม่ใช่...
by
yah2527
PDF
แนวทางในการดำเนินงานค่าแทนคุณระบบนิเวศอย่างบูรณาการ
by
UNDP
PDF
แนวทางการดำเนินงานค่าแทนคุณระบบนิเวศ
by
UNDP
Water plan
by
Bbusyew
5.3 แนวทางการออกแบบและการจัดการแนวเชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก
by
UNDP
กฎหมายนโยบายทรัพยากรธรรมชาติ ภาค 1 ป 2557
by
Narong Jaiharn
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม part 2
by
Green Greenz
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 1
by
Green Greenz
การสำรวจประเมินมูลค่า การพึ่งพิงรัพยากรและการใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่าที่ไม่ใช่...
by
yah2527
แนวทางในการดำเนินงานค่าแทนคุณระบบนิเวศอย่างบูรณาการ
by
UNDP
แนวทางการดำเนินงานค่าแทนคุณระบบนิเวศ
by
UNDP
Viewers also liked
PDF
เทคนิคในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
by
UNDP
PDF
แนวทางในการจัดตั้งและการบริหารกองทุนเพื่อการอนุรักษ์
by
UNDP
PDF
ข้อเสนอแนะแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการดำเนินงานแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
by
UNDP
PDF
แนวทางการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
by
UNDP
PDF
METT book
by
UNDP
PDF
Carrying Capacity ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
by
UNDP
PDF
Protected Area book
by
UNDP
PDF
FSS book
by
UNDP
PDF
PES book
by
UNDP
PDF
Pa theory week4
by
Pathara Auksorn
PDF
เทคนิคแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วม
by
UNDP
PDF
การเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรและบุคคล เพื่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการจัดการ...
by
UNDP
PDF
แนวทางการประเมินเงินงบประมาณ
by
UNDP
PDF
การเปลี่ยนแปลงสภาพชายหาด
by
Auraphin Phetraksa
PDF
แนวทางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
by
UNDP
PDF
คู่มือการฝึกอบรมการประเมินความยั่งยืนด้านการเงิน
by
UNDP
PDF
T-FERN ศูนย์นวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง จังหวัดตรัง
by
Auraphin Phetraksa
PDF
การวิเคราะห์แหล่งเงินทุน
by
UNDP
PDF
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ
by
UNDP
PDF
การวิเคราะห์ทางเลือกในการดูงานต้นแบบกองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศ
by
UNDP
เทคนิคในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
by
UNDP
แนวทางในการจัดตั้งและการบริหารกองทุนเพื่อการอนุรักษ์
by
UNDP
ข้อเสนอแนะแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการดำเนินงานแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
by
UNDP
แนวทางการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
by
UNDP
METT book
by
UNDP
Carrying Capacity ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
by
UNDP
Protected Area book
by
UNDP
FSS book
by
UNDP
PES book
by
UNDP
Pa theory week4
by
Pathara Auksorn
เทคนิคแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วม
by
UNDP
การเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรและบุคคล เพื่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการจัดการ...
by
UNDP
แนวทางการประเมินเงินงบประมาณ
by
UNDP
การเปลี่ยนแปลงสภาพชายหาด
by
Auraphin Phetraksa
แนวทางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
by
UNDP
คู่มือการฝึกอบรมการประเมินความยั่งยืนด้านการเงิน
by
UNDP
T-FERN ศูนย์นวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง จังหวัดตรัง
by
Auraphin Phetraksa
การวิเคราะห์แหล่งเงินทุน
by
UNDP
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ
by
UNDP
การวิเคราะห์ทางเลือกในการดูงานต้นแบบกองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศ
by
UNDP
Similar to การพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
PDF
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองไทย
by
UNDP
PDF
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
by
yah2527
PDF
ข้อเสนอแนะแนวทางการศึกษาวิจัย
by
UNDP
PDF
เครื่องมือประเมินประสิทธิภาพ : METT
by
UNDP
PDF
แนวทางจัดทำแผนระบบ พื้นที่คุ้มครองไทย
by
UNDP
PDF
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของแนวทางการจัดการ
by
UNDP
PDF
นำเสนอต่อผู้ประเมินโครงการ (TE)
by
UNDP
PDF
กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
by
UNDP
PDF
04
by
Art Nan
PDF
เทคนิคแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กร
by
UNDP
PDF
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการพัฒนาการเกษตร
by
UNDP
PPTX
ต่าย
by
เด็กลำปาง จริงจัย
PDF
Pa system plan
by
yah2527
PDF
4 page1
by
suwan131
PDF
การจัดการอุทยานแห่งชาติอย่างมีส่วนร่วมในรูปแบบคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ
by
yah2527
PPT
103 รัฐธรรมนูญสิ่งแวดล้อม
by
GreenJusticeKlassroom
PPT
กฎหมายร ฐธรรมน ญส_วนท__ 6-10
by
Sirirat Faiubon
PDF
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากร
by
fainaja
PDF
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากร
by
fainaja
PDF
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากร
by
fainaja
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองไทย
by
UNDP
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
by
yah2527
ข้อเสนอแนะแนวทางการศึกษาวิจัย
by
UNDP
เครื่องมือประเมินประสิทธิภาพ : METT
by
UNDP
แนวทางจัดทำแผนระบบ พื้นที่คุ้มครองไทย
by
UNDP
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของแนวทางการจัดการ
by
UNDP
นำเสนอต่อผู้ประเมินโครงการ (TE)
by
UNDP
กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
by
UNDP
04
by
Art Nan
เทคนิคแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กร
by
UNDP
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการพัฒนาการเกษตร
by
UNDP
ต่าย
by
เด็กลำปาง จริงจัย
Pa system plan
by
yah2527
4 page1
by
suwan131
การจัดการอุทยานแห่งชาติอย่างมีส่วนร่วมในรูปแบบคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ
by
yah2527
103 รัฐธรรมนูญสิ่งแวดล้อม
by
GreenJusticeKlassroom
กฎหมายร ฐธรรมน ญส_วนท__ 6-10
by
Sirirat Faiubon
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากร
by
fainaja
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากร
by
fainaja
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากร
by
fainaja
More from UNDP
PDF
Dance for Peace.pdf
by
UNDP
PDF
Good personality
by
UNDP
PDF
Self Massage#1
by
UNDP
PDF
ข้อเสนอแนะการบังคับใช้กฎหมาย
by
UNDP
PDF
แนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจพื้นที่คุ้มครอง
by
UNDP
PDF
แนวทางการประเมิน เพื่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและองค์กร เพื่อการจัดการพื้นที...
by
UNDP
PDF
แนวทางการจัดการแนวเชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยสำหรับสัตว์ป่า
by
UNDP
PDF
ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานการจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศในกลุ่มป่าตะวันออก
by
UNDP
PDF
คู่มือการฝึกอบรม เครื่องมือติดตาม
by
UNDP
Dance for Peace.pdf
by
UNDP
Good personality
by
UNDP
Self Massage#1
by
UNDP
ข้อเสนอแนะการบังคับใช้กฎหมาย
by
UNDP
แนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจพื้นที่คุ้มครอง
by
UNDP
แนวทางการประเมิน เพื่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและองค์กร เพื่อการจัดการพื้นที...
by
UNDP
แนวทางการจัดการแนวเชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยสำหรับสัตว์ป่า
by
UNDP
ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานการจัดการแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศในกลุ่มป่าตะวันออก
by
UNDP
คู่มือการฝึกอบรม เครื่องมือติดตาม
by
UNDP
การพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
2.
คานา การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมเป็นแนวทางการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์และการ ดูแลรักษาพื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย การเสริมสร้างและสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากระบวนการมี ส่วนร่วมในการอนุรักษ์และจัดการพื้นที่คุ้มครองในทุกภาคีและทุกระดับในระดับท้องถิ่นให้มีกระบวนการ การมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ
แนวทางการพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองก็เป็น ส่วนหนึ่งของวิธีการซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา พื้นที่คุ้มครอง เพื่อปฏิบัติงานตามบทบาทและหน้าที่ในด้านต่างๆ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า เพื่อให้คณะกรรมการได้มีการทางานอนุรักษ์ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยที่คณะกรรมการที่ ได้รับการแต่งตั้งจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีความหลากหลายทางความรู้ อาชีพและ ประสบการณ์ เพื่อที่จะให้มีการทางานให้เป็นไปในแนวเดียวกัน จึงได้พิจารณาเห็นสมควรจัดการพัฒนา ศักยภาพของคณะกรรมการในด้านต่างๆ โดยมีเป้าหมายให้มีการทางานร่วมกันอย่างมีประสิทธฺภาพ หวังว่าแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองจะเป็นประโยชน์ต่อ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองบ้างพอสมควร (นายทวี หนูทอง) ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
3.
สารบัญ หน้า คานา บทที่ 1 กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม
1 บทที่ 2 ทฤษฎีการมีส่วนร่วม 4 บทที่ 3 การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม 16 บทที่ 4 การดาเนินงานด้านคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 23 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บทที่ 5 แนวทางในการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 53 เอกสารอ้างอิง 84
4.
- 1 - บทที่
1 กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม --------------------------------------- 1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพุทธศักราช 2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพุทธศักราช 2550 เป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศที่ให้ความสาคัญและสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกับการสงวน ดูแล รักษาและคุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ภาคี 5 กลุ่ม คือ รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ประชาชนหรือบุคคลทั่วไป และองค์กรอิสระ ต้องร่วมกันดูแล บารุงรักษา การใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน รวมถึงทรัพยากรดิน น้า ป่าไม้และสัตว์ป่า และได้กาหนดกรอบการมีส่วนร่วมไว้ในมาตราที่เกี่ยวข้อง คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กาหนดไว้ในมาตรา 46, 56, 59, 69, 79 และ 290 และกาหนดไว้ในมาตรา 31, 58, 59, 60, 62, 64, 74, 78, 81, 84, 135, 194, 236, 279 และ 280 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ซึ่งยังคงยึดปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการปฏิบัติที่สาคัญอย่างต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8-10 การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยึดหลัก “ความพอเพียง” ถึงวิถีชีวิตที่มีความสัมพันธ์และการพึ่งพิง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบุคคล ชุมชน และสังคมนั้นๆ มุ่ง “ความมีเหตุผล” และ “ความ พอประมาณ” เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ระหว่างผลประโยชน์ระยะ สั้นและผลประโยชน์ระยะยาว ระหว่างผลได้และผลเสีย และไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนเกินขีด ความสามารถในการฟื้นตัว ขณะเดียวกันยังต้องคานึงถึง “คุณธรรมหรือความเป็นธรรม” ในการครอบครอง สิทธิการเข้าถึง การใช้และการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสร้าง “ความรอบรู้” ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันของทุกภาคส่วนด้วยความรอบคอบ เป็นไป ตามลาดับขั้นตอน และเตรียม “ระบบภูมิคุ้มกัน” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยได้กาหนดเป้ าหมายในการรักษาความ อุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ในการคุ้มครองพื้นที่ป่าให้คงความ อุดมสมบูรณ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 19 ของพื้นที่ ประเทศ เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนไม่น้อยกว่าปีละ 5,000 ไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้าทั้งระบบเพื่อ ลดปัญหาการขาดแคลนน้าและการบรรเทาอุทกภัย และสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดมลพิษและ
5.
- 2 - ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากการพัฒนา
โดยควบคุมคุณภาพน้าในลุ่มน้าต่างๆ และแหล่งน้า ธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์ตั้งแต่พอใช้ขึ้นไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 เพิ่มประสิทธิภาพการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ชุมชน ให้สามารถอยู่ร่วมกับป่าไม้อย่างเกื้อกูลกัน 1.3 พระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์กรบริหารส่วนตาบล พ.ศ. 2517 (แก้ไข พ.ศ. 2542) พระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542) กาหนดให้องค์การบริหารส่วนตาบลมีหน้าที่คุ้มครอง ดูแลและ บารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ได้กล่าวถึงบทบาท อานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตาบลในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้ มาตรา 23 (4) ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายสภาตาบลมีหน้าที่คุ้มครองดูแลและบารุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตร 67 (7) ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตาบล มีหน้าที่ต้องทาในเขตองค์การ บริหารส่วนตาบล มีหน้าที่คุ้มครอง ดูแล และบารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรา 68 (12) ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตาบลอาจจัดทากิจการในเขตองค์การ บริหารส่วนตาบล อาจจัดทากิจกรรมในเขตองค์การบริหารส่วนตาบลที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ มาตรา 70 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้องค์การบริหารส่วน ตาบลมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลข่าวสารในเรื่องที่เกี่ยวกับการดาเนินกิจการของทางราชการในตาบล เว้นแต่ข้อมูล หรือข่าวสารที่ทางราชการถือว่าเป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ 1.4 นโยบายของ คสช. คาสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๖๔/๒๕๕๗ (โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทาลายทรัพยากรป่าไม้เพื่อให้ การบริหารราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทาลาย ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของประเทศโดยรวม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคาสั่งใน ข้อ 3 ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ติดตามผลคดีป่าไม้และดาเนินการพื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทาลาย ให้คืน สภาพป่าที่สมบูรณ์ดังเดิม โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชนและองค์กรชุมชน ได้เข้ามีส่วนร่วมในการดาเนินการดังกล่าวอย่างจริงจัง
6.
- 3 - 1.5
นโยบายของคณะรัฐมนตรี 12 กันยายน 2557 ได้กาหนดแนวทางการพัฒนาประเทศไว้ทั้งหมด 11 ด้าน ในนโยบายข้อที่ 9 การรักษาความมั่นคง ของฐานทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เร่งป้ องกันและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสาคัญในการแก้ไขปัญหาการ บุกรุกที่ดินของรัฐ จัดทาแนวเขตที่ดินของรัฐให้ชัดเจน ส่งเสริมการปลูกไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดิน เอกชน เพื่อลดแรงกดดันการตัดไม้ออกจากป่าธรรมชาติ พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินและการแก้ไขการ บุกรุกที่ดินของรัฐ โดยยึดแนวพระราชดาริให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าไม้ได้ เช่น การกาหนดเขตป่า ชุมชนให้ชัดเจน การบริหารจัดการทรัพยากรน้าของประเทศ โดยให้เป็นเอกภาพในทุกมิติทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ 1.6 นโยบายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนโยบายได้ให้ความสาคัญสนับสนุน ส่งเสริมการมี ส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ได้ให้ความสาคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมของ ทุกภาคี ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง จะต้องดาเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ ระดับพื้นที่ขึ้นในพื้นที่คุ้มครอง เพื่อเป็นกลไกเปิดโอกาสให้ทุกภาคีได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองตามนโยบายดังกล่าว โดยมีหลักการคือเพื่อให้ภาคีต่างๆ มีส่วนร่วมใน การจัดการพื้นที่คุ้มครอง 1.7 นโยบายกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช ได้กาหนดพันธกิจไว้ว่า ให้มีการบริหารจัดการทรัพยากร ป่ าไม้และสัตว์ป่ าโดยการมีส่วนร่วมบนพื้นฐานเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน สาหรับบทบาทและภารกิจจะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ส่งเสริมและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและ พันธุ์พืช ในเขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนรักษ์ โดยการควบคุมป้ องกันพื้นที่ป่าอนุรักษ์เดิมที่มีอยู่และพื้นที่ป่าเสื่อม โทรมให้สมบูรณ์ด้วยกลยุทธ์การส่งเสริม กระตุ้น ปลูกจิตสานึกให้ชุมชนมีความรู้สึกหวงแหน และการมี ส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อเป็นการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ
7.
- 4 - บทที่
2 ทฤษฎีการมีส่วนร่วม ------------------------------------- คาว่า การจัดการอย่างมีส่วนร่วม หรือ Co Management สามารถที่จะนาคาอื่นมาใช้ได้อีก ซึ่งขึ้นอยู่ กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ ข้อเท็จจริง หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม เช่น Joint -Management หรือ Participatory หรือ Mixed Management หรือ Multi-party Management หรือ Round-table Management ซึ่งมีความหมายที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกันคือการมีส่วนร่วมแนวทางโดยทั่วไป 1. มีแนวทางการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาพื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและ ระเบียบอย่างเข้มงวด เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ควบคู่กับการสร้างความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน อนุรักษ์ของรัฐ 2. มีการเสริมสร้างและสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในทุกภาคีและทุกระดับในทุกระดับท้องถิ่นโดยการสื่อสาร และกระบวนการมี ส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพและกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์และการประชาสัมพันธ์ 3. มีการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ การปลูกจิตสานึกและความตระหนักในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่การสร้างความเข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ดีของท้องถิ่น แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น เข้ามา มีส่วนในกระบวนการเรียนรู้ ศึกษาปัญหา การร่วมคิดวิเคราะห์และวางแผน ร่วมดาเนินในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมถึง การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลตรวจสอบการดาเนินกิจกรรมของ กลุ่มซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการพัฒนา ประชาธิปไตยในระดับชุมชนควบคู่ไปด้วย โดยสรุปแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ ลักษณะขั้นตอน และเงื่อนไข การมีส่วนร่วม ดังนี้ 1. รูปแบบของการมีส่วนร่วม 1.1 การมีส่วนร่วมโดยตรง คือการเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตนเอง 1.2 การมีส่วนร่วมโดยผ่านกลุ่ม คือการคัดเลือกตัวแทนของตนหรือกลุ่มเข้าไปเป็นผู้แทน 1.3 การมีส่วนร่วมโดยผ่านตัวแทน คือการให้ตัวแทนครัวเรือน ซึ่งอาจจะเป็นหัวหน้า ครัวเรือนหรือบุคคลซึ่งมีกาลังเข้าไปมีส่วนร่วม
8.
- 5 - 2.
ระดับการมีส่วนร่วม 2.1 การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร 2.2 การมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ และตัดสินใจ 2.3 การมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน 2.4 การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ 2.5 การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล 3. ลักษณะการมีส่วนร่วม 3.1 การร่วมประชุมวางแผนดาเนินการ โดยแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ 3.2 การร่วมดาเนินการตามแผนงานที่กาหนดไว้ หรือร่วมลงทุน 3.3 การร่วมแบ่งปันผลประโยชน์หรือร่วมในการใช้ประโยชน์ 3.4 การร่วมในการติดตามประเมินผล 4. ขั้นตอนการมีส่วนร่วม 4.1 ประชุม วางแผนดาเนินการ และแสดงความคิดเห็น 4.2 ปฏิบัติตามแผนด้วยการลงมือปฏิบัติ 4.3 แบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนา 4.4 ประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้ดาเนินการ 5. เงื่อนไขการมีส่วนร่วม 5.1 ต้องมีอิสรภาพในการมีส่วนร่วม (Freedom to participation) ประชาชนต้องสามารถที่ จะมีส่วนร่วมได้อย่างเสรี 5.2 สามารถที่จะมีส่วนร่วม (Ability to participation) ประชาชนต้องได้รับการสนับสนุน จากหลายๆ ฝ่าย 5.3 ต้องเต็มใจที่จะมีส่วนร่วม (Willingness to participation) ประชาชนต้องมีความเต็มใจ และสนใจเข้ามามีส่วนร่วม และสามารถสื่อสารรู้เรื่องในกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 6. ความสาเร็จของการมีส่วนร่วม 6.1 ต้องมีเวลาเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม 6.2 ต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายในการมีส่วนร่วม มากเกินไปกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับ 6.3 มีความสนใจที่สัมพันธ์สอดคล้องกับการมีส่วนร่วม 6.4 ต้องสื่อสารรู้เรื่องทั้ง 2 ฝ่าย
9.
- 6 - 6.5
ต้องไม่รู้สึกกระทบกระเทือนต่อตาแหน่งหน้าที่ หรือสถานภาพทางสังคมการจะเข้ามา มีส่วนร่วม (คู่มือการจัดการอุทยานแห่งชาติ, 2551) รูปแบบการมีส่วนร่วม ระดับการมีส่วนร่วม ลักษณะการมีส่วนร่วม และขั้นตอนการมีส่วนร่วม จะ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของแผนงานหรือโครงการ ว่ามีขนาดหรือระดับใด แผนงานในระดับท้องถิ่นหรือโครงการ ระดับเล็กประชาชนหรือชุมชนอาจมีส่วนร่วมถึงขั้นตอนการวางแผนและตัดสินใจได้ แต่ถ้าโครงการขนาด ใหญ่ และเป็นโครงการที่มีผลทั้งด้านบวกหรือลบต่อคนกลุ่มใหญ่ จะเกินขอบเขตของคนท้องถิ่น อานาจการ ตัดสินใจจะไม่จากัดอยู่ในวงของประชาชนท้องถิ่นเท่านั้น ต้องอาศัยข้อมูลและความคิดเห็นจากประชาชน ส่วนอื่นๆ รวมทั้งนักวิชาการผู้ชานาญการ ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนด้านการมีส่วนร่วมสมาคม International Association for Public Participation ได้แบ่งระดับของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้เป็น 5 ระดับ ดังนี้ 1. การให้ข้อมูล ข่าวสาร เป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับต่าที่สุด แต่เป็นระดับที่สาคัญ ที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของการที่ภาคราชการจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมใน เรื่องต่างๆ วิธีการให้ข้อมูลที่สามารถใช้ช่องทางต่างๆ เช่น เอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ผ่านทางสื่อต่างๆ การจัดนิทรรศการ จดหมายข่าว การจัดงานแถลงข่าว การติดประกาศ และการให้ข้อมูล ผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น 2. การรับฟังความคิดเห็น เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และความคิดเห็น เพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีต่างๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น การสารวจความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น 3. การเกี่ยวข้อง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะ แนวทางที่นาไปสู่การตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า ข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการ ของประชาชนจะถูกนาไปพิจารณาเป็นทางเลือกในการบริหารงานของภาครัฐ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพิจารณาประเด็นนโยบาย ประชาพิจารณ์ การจัดตั้งคณะทางานเพื่อเสนอแนะประเด็นนโยบาย เป็นต้น 4. ความร่วมมือ เป็นการให้กลุ่มประชาชน ผู้แทนภาคสาธารณะ มีส่วนร่วมโดยเป็นหุ้นส่วนกับ ภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และมีการดาเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น คณะกรรมการที่มี ฝ่ายประชาชนร่วมเป็นกรรมการ เป็นต้น 5. การเสริมอานาจให้แก่ประชาชน เป็นขั้นตอนที่ให้บทบาทประชาชนในระดับสูงที่สุด โดยให้ ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น โครงการกองทุน หมู่บ้าน กองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศ ที่มอบอานาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด เป็นต้น
10.
- 7 - ลักษณะการมีส่วนร่วมที่ดาเนินการอยู่ทั่วไป
สามารถสรุปได้5 รูปแบบ คือ 1. การรับรู้ข่าวสาร (Public Information) การมีส่วนร่วมในรูปแบบนี้ ประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องได้รับแจ้งให้ทราบถึงรายละเอียดของโครงการที่จะดาเนินการ รวมทั้งผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ทั้งนี้การ ได้รับแจ้งข่าวสารดังกล่าวจะต้องเป็นการแจ้งก่อนที่จะมีการตัดสินใจดาเนินโครงการ 2. การปรึกษาหารือ (PublicConsultation) การปรึกษาหารือ เป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมที่มีการจัดการปรึกษาหารือระหว่างผู้ดาเนินโครงการ กับประชาชนที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบ เพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมหรือ ประกอบการจัดทารายงานต่างๆ นอกจากนี้ การปรึกษายังเป็นหนทางหนึ่งในการกระจายข้อมูลข่าวสารไป ยังประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในโครงการและกิจกรรมมากขึ้น และ เพื่อให้มีการให้ข้อเสนอแนะเพื่อประกอบทางเลือกในการตัดสินใจ 3. การประชุมรับฟังความคิดเห็น (PublicMeeting) การประชุมรับฟังความคิดเห็น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการหรือ กิจกรรม และผู้มีอานาจตัดสินใจในการทาโครงการหรือกิจกรรมนั้น ได้ใช้เวทีสาธารณะในการทาความ เข้าใจและค้นหาเหตุผลที่จะดาเนินโครงการหรือกิจกรรมในพื้นที่นั้นหรือไม่ การประชุมรับฟังความคิดเห็น มีหลายรูปแบบโดยรูปแบบที่พบเห็นกันบ่อย ได้แก่ 3.1 การประชุมในระดับชุมชน (Community Meeting) การประชุมลักษณะนี้จะต้องจัดขึ้นในชุมชนที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลประโยชน์จากโครงการ โดยเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมจะต้องส่งตัวแทนเข้าร่วม เพื่ออธิบายให้ที่ประชุมทราบถึงลักษณะ โครงการและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และตอบข้อซักถาม การประชุมในระดับนี้อาจจัดในระดับกว้างขึ้น ได้เพื่อรวมหลายๆชุมชนในคราวเดียวกัน (ในกรณีมีหลายชุมชนได้รับผลกระทบ) 3.2 การประชุมรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการ (Technical Hearing) โครงการมีข้อโต้แย้งในเชิงวิชาการ จาเป็นต้องมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการ โดยเชิงวิชาการ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาจากภายนอกมาช่วยอธิบายซักถาม และให้ความเห็นต่อ โครงการ การประชุมอาจจะจัดในที่สาธารณะทั่วไป ผลการประชุมจะต้องนาเสนอต่อสาธารณะและ ผู้เข้าร่วมประชุมต้องได้รับทราบผลดังกล่าวด้วย 3.3 การประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เป็นการประชุมที่มีขั้นตอนการดาเนินการที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นเวทีที่เสนอข้อมูลอย่างเปิดเผยไม่ ปิดบัง ทั้งฝ่ายเจ้าของโครงการและฝ่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการ การประชุมและคณะกรรมการ จัดการประชุมต้องมีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมประชุมต้องเป็นที่ยอมรับ มีหลักเกณฑ์และประเด็นในการ พิจารณาที่ชัดเจน และแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบทั่วกัน ซึ่งอาจมาจากการร่วมกันกาหนดขึ้น ทั้งนี้รูปแบบการ ประชุมไม่ควรเป็นทางการมากนัก และไม่เกี่ยวข้องกับนัยกฎหมายที่จะต้องมีการชี้ขาดเหมือนการตัดสินใจ
11.
- 8 - ในทางกฎหมายการจัดประชุมจึงอาจจัดหลายวันและไม่จาเป็นว่าต้องจัดเพียงครั้งเดียวหรือสถานที่เดียวกัน ตลอดไป 3.4
การร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) เป็นเป้ าหมายสูงสุดของการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งในการปฏิบัติการที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ ตัดสินใจต่อประเด็นปัญหานั้นๆ ยังไม่สามารถดาเนินการให้เกิดขึ้นง่ายๆ อาจดาเนินการโดยประชาชนที่ ได้รับผลกระทบเลือกตัวแทนเข้าไปร่วมในคณะกรรมการคณะใดคณะหนึ่งที่มีอานาจตัดสินใจ รวมทั้งการ ยกเลิกในฐานะที่เป็นตัวแทนขององค์กรที่ทาหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตามโอกาสที่ ประชาชนจะมีบทบาทชี้นาการตัดสินใจได้เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของคณะกรรมการพิเศษนั้นๆ ว่าจะมีการวางน้าหนักของประชาชนไว้เพียงใด 3.5 การใช้กลไกทางกฎหมาย รูปแบบนี้ไม่ถือว่ามีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงในเชิงของการป้องกันแก้ไข แต่เป็นลักษณะของ การเรียกร้องและป้ องกันสิทธิของตนเอง อันเนื่องมาจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม และเพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลประโยชน์ที่ตนเองติดว่าควรจะได้รับ แนวคิดและทฤษฎีการมีส่วนร่วม การจัดการอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นยุทธวิธีแก้ไขและ ป้ องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งส่วนชุมชน และเจ้าหน้าที่คุ้มครอง รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อื่นๆ ที่มีความขัดแย้งกัน มีความสนใจ และได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ตกลงที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สุขของทุกฝ่าย โดยเมื่อเกิดการจัดการอย่างมีส่วนร่วมแล้วยังช่วยลดปัญหาการขัดแย้ง โดยการ กาหนดความร่วมมือ และการดาเนินงานต่างๆ ร่วมกันก่อนจะเกิดความขัดแย้งใหม่ขึ้นอีกด้วย สานักงานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, สานักงานสภาสถาบันราชภัฏ และทบวงมหาวิทยาลัย (2546) ได้ระบุว่า การมีส่วนร่วม คือ การที่ประชาชนหรือชุมชนสามารถเข้าไปมีส่วน ในการตัดสินใจ ในการกาหนดนโยบายพัฒนาท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการรับประโยชน์จากบริการ รวมทั้ง มีส่วนในการควบคุมประเมินผลโครงการต่าง ๆ ของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของการมีส่วน ร่วมว่ามี 2 ลักษณะ คือ 1. การมีส่วนร่วมในลักษณะที่เป็นกระบวนการของการพัฒนา โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ พัฒนาตั้งแต่เริ่มด้นจนสิ้นสุดโครงการ ได้แก่ การร่วมกันค้นหาปัญหา การวางแผน การดัดสินใจ การระดม ทรัพยากรและเทคโนโลยีท้องถิ่น การบริหารจัดการ การติดตามประเมินผล รวมทั้งรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากโครงการ 2. การมีส่วนร่วมทางการเมือง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การส่งเสริมสิทธิและพลังอานาจของ พลเมืองโดยประชาชน หรือ ชุมชนพัฒนาขีดความสามารถของตนในการจัดการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ
12.
- 9 - กลุ่ม
ควบคุมการใช้และการกระจายทรัพยากรของชุมชนอันจะก่อให้เกิดกระบวนการ และโครงสร้างที่ ประชาชนในชนบทสามารถแสดงออกซึ่งความสามารถของตนและได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงกลไกการพัฒนาโดยรัฐ มาเป็นการพัฒนาที่ประชาชน มีบทบาทหลักโดยการ กระจายอานาจในการวางแผน จากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค เป็นการคืนอานาจในการพัฒนาให้แก่ ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการกาหนดอนาคตของตนเอง นิรันดร์ (2527) ได้สรุปความหมายของการมีส่วนร่วมว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง การเกี่ยวข้อง ทางด้านจิตใจและอารมณ์ของบุคคลหนึ่งในสถานการณ์กลุ่ม ซึ่งผลของการเกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นเหตุเร้าใจ ให้กระทาการให้บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้น รวมทั้งทาให้เกิดการมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย นรินทร์ชัย (2546) ได้สรุปความหมายของการมีส่วนร่วมว่า การมีส่วนร่วม คือ การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่ไม่เคยได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ หรือเข้าร่วม การตัดสินใจหรือเคยมาเข้าร่วมด้วยเล็กน้อยได้เข้าร่วมด้วย มากขึ้น เป็นไปอย่างมี อิสรภาพ เสมอภาค มิใช่มีส่วนร่วมอย่างผิวเผินแต่เข้าร่วมด้วยอย่างแท้จริงยิ่งขึ้นและ การเข้าร่วมนั้นต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้ายของโครงการ ชิต (2532) ได้ระบุว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชนบท หมายถึง การที่ประชาชนทั้ง ในเมืองและชนบทได้เข้ามีส่วนร่วมหรือเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการดาเนินงานพัฒนาชนบทตามขั้นตอนหนึ่ง หรือทุกขั้นตอนแล้วแต่เหตุการณ์จะเอื้ออานวย วันรักษ์(2531) ได้สรุปว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การเข้าร่วมอย่างแข็งขันและอย่าง เต็มที่ของกลุ่มบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในทุกขั้นตอนของโครงการหรืองานพัฒนาชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ มีส่วนร่วมในอานาจ การตัดสินใจและหน้าที่ความรับผิดชอบ การมีส่วนเข้าร่วมจะเป็นเครื่องประกันว่าสิ่งที่ ผู้มีส่วนได้เสียต้องการที่สุดนั้น จักได้รับการตอบสนองและทาให้มีความเป็นไปได้มาก ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ทา ไปนั้นจะตรงกับความต้องการที่แท้จริง และมั่นใจมากขึ้นว่าผู้เข้าร่วม ทุกคนจะได้รับประโยชน์เสมอหน้ากัน แนวคิดการมีส่วนร่วม (participation process approach) ในที่ประชุมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ณ องค์การสหประชาชาติ เมื่อปี ค.ศ. 1975 กลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็น คาที่ไม่อาจกาหนดนิยามความหมาย เดียวที่ครอบคลุมได้ เพราะความหมายของการมีส่วนร่วมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ หรือแม้แต่ใน ประเทศเดียวกันก็ตาม ดังนั้น การนิยามความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชน ควรมีลักษณะจากัด เฉพาะในระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหนึ่งๆ เท่านั้น อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้ขยาย ความการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ ประเด็นที่ 1 การมีส่วนร่วมของประชาชนครอบคลุมการสร้างโอกาสที่เอื้อให้สมาชิกทุกคนของ ชุมชนและของสังคมได้ร่วมกิจกรรมซึ่งนาไปสู่ และมีอิทธิพลต่อกระบวนการ พัฒนา และเอื้อให้ได้รับ ประโยชน์จากการพัฒนาโดยเท่าเทียมกัน
13.
- 10 - ประเด็นที่
2 การมีส่วนร่วมกับการเข้าเกี่ยวข้องโดยสมัครใจ และเป็นประชาธิปไตยในกรณีดังนี้คือ การเอื้ออานวยให้เกิดการพยายามพัฒนา การแบ่งสรรผลประโยชน์จากการพัฒนาโดยเท่าเทียมกัน และการ ตัดสินใจเพื่อกาหนดเป้าหมาย นโยบายและการวางแผนดาเนินการโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นที่ 3 การมีส่วนร่วมเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและทรัพยากรเพื่อการพัฒนากับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าว นัยหนึ่งก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ ไม่ว่า ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับชาติจะช่วยก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ประชาชนลงทุนลงแรงกับ ประโยชน์ที่ได้รับ ประเด็นที่ 4 การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจแตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศ นโยบาย และโครงสร้างการบริหาร รวมทั้งลักษณะเศรษฐกิจสังคมของประชากร การมีส่วนร่วมของ ประชาชนมิได้เป็นเพียงเทคนิควิธีการ แต่เป็นปัจจัยสาคัญในการประกันให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่มุ่งเอื้อ ประโยชน์ต่อประชาชน จะเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะสมาชิกของสังคม ไม่ว่าจะในบริบทของการ พัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองหรือวัฒนธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงพัฒนาการรับรู้ และ ภูมิปัญญาในการกาหนดชีวิตของตนอย่างเป็นตัวของตนเองในการจัดการควบคุมการใช้และการกระจาย ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ต่อการดารงชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม ตามความจาเป็นอย่างสมศักดิ์ศรี นอกจากนี้ การที่ประชาชนหรือชุมชนพัฒนาความสามารถของตนในการจัดการและควบคุมการใช้ ทรัพยากร ที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ต่อการดารงชีพทางเศรษฐกิจและสังคม ทาให้ประชาชนได้พัฒนาการรับรู้ และภูมิปัญญา ซึ่งแสดงออกในรูปของการตนเอง ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมประกอบด้าย 5 ประการ (ยุพาพร, 2545) สรุปไว้ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเกลี้ยกล่อมมวลชน (Mass Persuation) Maslow (อคิน, 2527) กล่าวว่า การเกลี้ยกล่อม หมายถึง การใช้คาพูดหรือการเขียน เพื่อมุ่งให้เกิด ความเชื่อถือและการกระทา ซึ่งการเกลี้ยกล่อมมีประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในการปฏิบัติงาน และถ้าจะให้ เกิดผลดีผู้เกลี้ยกล่อมจะต้องมีศิลปะในการสร้างความสนใจในเรื่องที่จะเกลี้ยกล่อม โดยเฉพาะในเรื่องความต้องการของคนตามหลักทฤษฎีของ Maslow ที่เรียกว่าสาดับขั้นความ ต้องการ (hierarchy of needs) คือ ความต้องการของคนจะเป็นไปตามสาดับจากน้อยไปมาก มีทั้งหมด 5 ระดับ ดังนี้ 1.1 ความต้องการทางด้านสรีระวิทยา (physiological needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (survival need) ได้แก่ ความต้องการทางต้านอาหาร น้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และความ ต้องการทางเพศ
14.
- 11 - 1.2
ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยของชีวิต (safety and security needs) ได้แก่ ความต้องการที่ อยู่อาศัยอย่างมีความปลอดภัยจากการถูกทาร้ายร่างกาย หรือถูกขโมยทรัพย์สิน หรือความมั่นคงในการ ทางานและการมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงในสังคม 1.3 ความต้องการทางด้านสังคม (social needs) ได้แก่ ความต้องการด้านความรัก ความต้องการที่จะ ให้สังคมยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 1.4 ความต้องการที่จะมีเกียรติยศชื่อเสียง (self-esteem needs) ไต้แก่ ความภาคภูมิใจ ความต้องการ ดีเด่นในเรื่องหนึ่งที่จะให้ไต้รับการยกย่องจากบุคคลอื่น ความต้องการด้านนี้เป็นความต้องการระดับสูงที่ เกี่ยวกับความมั่นใจในตัวเองในเรื่องความสามารถและความสาคัญของบุคคล 1.5 ความต้องการความสาเร็จแห่งตน (self-actualization needs) เป็นความต้องการในระบบสูงสุดที่ อยากจะให้เกิดความสาเร็จในทุกสิ่งทุกอย่างตามความนึกคิดของตนเองเพื่อจะพัฒนาตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะ ทาได้ความต้องการนี้จึงเป็นความต้องการพิเศษของบุคคลที่จะพยายามผลักดันชีวิตของตนเองให้เป็น แนวทางที่ดีที่สุด 2. ทฤษฎีการระดมสร้างขวัญของคนในชาติ (National Morale) คนเรามีความต้องการทางกายและจิตใจถ้าคนมีขวัญดีพอ ผลของการทางานจะสูงตามไปด้วย แต่ถ้า ขวัญไม่ดีผลงานก็ต่าไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่าขวัญเป็นสถานการณ์ทางจิตใจที่แสดงออกในรูปพฤติกรรม ต่างๆ นั่นเอง การจะสร้างขวัญให้ดีต้องพยายามสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้รวมงาน เช่น การไม่เอารัดเอาเปรียบ การให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงาน การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เป็นต้น และเมื่อใดก็ตามถ้าคนทางานมี ขวัญดีจะ เกิดสานึกในความรับผิดชอบ อันจะเกิดผลดีแก่หน่วยงานทั้งในส่วนที่เป็นขวัญส่วนบุคคล และ ขวัญของกลุ่ม ดังนั้น จะเป็นไปได้ว่าขวัญของคนเราโดยเฉพาะคนมีขวัญที่ดีย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนาไปสู่ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ได้เช่นกัน (ยุพาพร, 2545) 3. ทฤษฎีสร้างความรู้สึกชาตินิยม (Nationalism) ปัจจัยประการหนึ่งที่นาสู่การมีส่วนร่วมคือ การสร้างความรู้สึกชาตินิยมให้เกิดขึ้น หมายถึง ความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองที่จะอุทิศหรือเน้นค่านิยมเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ มีความพอใจใน ชาติของตัวเอง พอใจเกียรติภูมิ จงรักภักดี ผูกพันต่อท้องถิ่น (ยุพาพร, 2545) 4. ทฤษฎีการสร้างผู้นา (Leadership) การสร้างผู้นาจะช่วยจูงใจให้ประชาชนทางานด้วยความเต็มใจเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายหรือ วัตถุประสงค์ร่วมกัน ทั้งนี้เพราะผู้นาเป็นปัจจัยสาคัญของการร่วมกลุ่มคน จูงใจไปยังเป้ าประสงค์โดยทั่วไป แล้วผู้นาอาจจะมีทั้งผู้นาที่ดีเรียกว่า ผู้นาปฏิธาน (positive leader) ผู้นาพลวัต คือ เคลื่อนไหวทางานอยู่เสมอ (dynamic leader) และผู้นาไม่มีกิจ ไม่มีผลงานสร้างสรรค์ ที่เรียกว่า ผู้นานิเสธ (negative leader) ผลของการ ให้ทฤษฎีการสร้างผู้นา จึงทาให้เกิดการระดมความร่วมมือปฏิบัติงานอย่างมีขวัญกาลังใจ งานมีคุณภาพ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และร่วมรับผิดชอบ ดังนั้น การสร้างผู้นาที่ดี ย่อมจะนาไปสู่ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมต่าง ๆ ด้วยดีนั่นเอง (ยุพาพร, 2545)
15.
- 12 - 5.
ทฤษฎีการใช้วิธีและระบบทางการบริหาร (Administration and Method) การใช้ระบบบริหารในการระดมความร่วมมือเป็นวิธีหนึ่งที่ง่ายเพราะใช้กฎหมาย ระเบียบ แบบแผน เป็นเครื่องมือในการดาเนินการ แต่อย่างใดก็ตามผลของความร่วมมือยังไม่มีระบบใดดีที่ชุดในเรื่องการใช้ บริหาร เพราะธรรมชาติของคน ถ้าทางานตามความสมัครใจอย่างตั้งใจไม่มีใครบังคับก็จะทางานด้วยความ รัก แต่ถ้าไม่ควบคุมเลยก็ไม่เป็นไปตามนโยบายและความจาเป็นของรัฐ เพราะการใช้ระบบบริหาร เป็นการ ให้ปฏิบัติตามนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพิ่มความคาดหวังผลประโยชน์ (ยุพาพร, 2545) แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักการที่สาคัญของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนมี ดังนี้ (ชิต, 2532) 1. หลักการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างภาคราชการกับประชาชน โดยยึดถือความศรัทธา ของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานหรือต่อบุคคล 2. หลักการขจัดความขัดแย้ง ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์และความคิดจะมีอิทธิพลต่อการ ดาเนินงานพัฒนาเป็นอย่างมากเพราะจะทาให้งานหยุดชะงักและล้มเหลว 3. หลักการสร้างอุดมการณ์และค่านิยมในด้านความขยัน ความอดทน การร่วมมือ การซื่อสัตย์ และ การพึ่งตนเอง เพราะอุดมการณ์เป็นเรื่องที่จะจูงใจประชาชนให้ร่วมสนับสนุนนโยบาย เป้ าหมายการ ดาเนินงาน และอาจก่อให้เกิดขวัญและกาลังใจในการปฏิบัติงาน 4. การให้การศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นการส่งเสริมให้คนมีความรู้ความคิดของตนเอง ช่วยให้ ประชาชนมั่นใจในตนเองมากขึ้น การให้การศึกษาอบรมโดยให้ประชาชนมีโอกาสทดลองคิด ปฏิบัติ จะช่วย ให้ประชาชนสามารถคุ้มครองตนเองได้ รู้จักวิเคราะห์เห็นคุณค่าของงาน และนาไปสู่การเข้าร่วมในการ พัฒนา 5. หลักการทางานเป็นทีม สามารถนามาใช้ในการแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาได้ 6. หลักการสร้างพลังชุมชน การรวมกลุ่มกันทางานจะทาให้เกิดพลังในการทางานและทาให้งานเกิด ประสิทธิภาพ อนึ่ง สานักมาตรฐานการศึกษาสานักงานสภาสถาบันราชภัฎกระทรวงศึกษาธิการ, สานักมาตรฐาน อุดมศึกษา และทบวงมหาวิทยาลัย (2545) ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ประชาชนไว้2 ประการคือ 1. การจัดกระบวนการเรียนรู้ สามารถทาได้หลายวิธี ดังนี้ 1.1 จัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์ของหมู่บ้านเพื่อทาความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกันในประเด็น ต่าง ๆ 1.2 จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือจัดทัศนศึกษาระหว่างกลุ่มองค์กรต่างๆ ภายใน ชุมชนและระหว่างชุมชน 1.3 การอบรมเพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านต่าง ๆ 1.4 การมือปฏิบัติจริง
16.
- 13 - 1.5ถ่ายถอดประสบการณ์และสรุปบทเรียนที่จะนาไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทางานที่เหมาะสม 2.
การพัฒนาผู้นาเครือข่าย เพื่อให้ผู้นาเกิดความมั่นใจในความรู้และความสามารถที่มี จะช่วยให้ สามารถริเริ่มกิจกรรมการแก้ไขปัญหา หรือกิจกรรมการพัฒนาได้ ซึ่งสามารถทาได้หลายวิธี ดังนี้ 2.1 แลกเปลี่ยน เรียนระหว่างผู้นาทั้งภายในและภายนอกชุมชน 2.2 สนับสนุนการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนข้อมูลข่าวสารที่ จาเป็นอย่างต่อเนื่อง 2.3 แลกเปลี่ยนการเรียนรู้และดาเนินงานร่วมกันของเครือข่ายอย่างต่อเนื่องจะทาให้เกิด กระบวนการจัดการและจัดองค์กรร่วมกัน แนวทางการวิเคราะห์ผู้มีส่วนร่วม การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องที่ที่พื้นที่คุ้มครองตั้งอยู่เพื่อกาหนดผู้ที่เกี่ยวข้องในการมีส่วน ร่วมการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งจะมีคาถามเกิดขึ้นว่า 1. ประชาชนมีความสัมพันธ์กับพื้นที่คุ้มครองอย่างไรบ้าง 2. ประชาชนมีบทบาทและมีความรับผิดชอบอย่างไร 3. ประชาชนกลุ่มใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ 4. (และ) ได้รับผลกระทบอย่างไร การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถจะดาเนินการได้ดังนี้ 1. ผู้นาชุมชนท้องถิ่นหรือกลุ่มที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครอง 2. ผู้แทนภาครัฐซึ่งอยู่ในระดับท้องถิ่นหรือภูมิภาคหรือส่วนกลาง 3. องค์กรภาคเอกชน 4. ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม 5. เจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการดาเนินงานในพื้นที่คุ้มครอง 6. ผู้ครอบครองที่ดินเพื่อการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครองและได้รับ ผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองด้วย เช่น ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ฯลฯ 7. นักธุรกิจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรม เช่น การประมง การ ท่องเที่ยว การเกษตร หรืออุตสาหกรรม ฯลฯ 8. กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 9. ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น การวางแผน การจัดการบริหาร สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่คุ้มครอง 10. ผู้แทนจากองค์กร หน่วยงานที่รับผิดชอบกับพื้นที่คุ้มครอง เช่น รีสอร์ต โรงแรง โฮมสเตย์ฯลฯ 11. นักวิจัย 12. ผู้สื่อข่าว 13. ฯลฯ
17.
- 14 - กลไกภาครัฐ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
อาจทาได้หลายระดับและหลายวิธี ซึ่งบางวิธีสามารถทาได้ อย่างง่ายๆ แต่บางวิธีต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความ จาเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะและศักยภาพของข้าราชการทุกระดับ ควบคู่กันไป การมีส่วนร่วมในการดาเนินงานของภาคราชการที่มาจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนท้องถิ่น จะช่วยทาให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความใกล้ชิดกับประชาชน ได้รับทราบความต้องการและปัญหาที่แท้จริง ลดความขัดแย้งและการต่อต้าน ทั้งยังเป็นการสร้างสังคมแห่ง การเรียนรู้ที่เสริมสร้างให้ประชาชน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นบทบาทที่หน่วยงานภาค ราชการจะต้องดาเนินการให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและ เครือข่ายภาคประชาสังคมทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน จะประสบความสาเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ หน่วยงานต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้เปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนมากน้อยเพียงใด รวมทั้งต้องอาศัย กระบวนการความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคมเป็นพันธมิตรของภาคราชการ จะต้อง ร่วมมือกันเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อทาให้เกิดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีการแบ่งสรรทรัพยากรอย่างยุติธรรมและลดความขัดแย้งในสังคมและที่สาคัญที่สุด คือ การสร้างกลไกของ การพัฒนาระบบราชการที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั่นเอง ฉะนั้น ความหมายของการมีส่วนร่วมจึงหมายถึง การที่ปัจเจกบุคคล กลุ่มคน ชุมชน องค์ประกอบ ของประชาชนที่เห็นพ้องต้องกันเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมพิจารณา ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วม ติดตามและประเมินผล ร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมผิดชอบด้วยความสมัครใจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการและบรรลุเป้ าหมายที่กาหนดไว้หรือ หมายถึง การที่ประชาชนมีความ เป็นอิสระในการร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมทรัพย์ร่วมความคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ ที่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและตอบสนองความต้องการของชุมชนตามความหมายดังกล่าว สามารถที่จะนาเอาความหมายมาจัดทาเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมได้หลายวิธีการ เช่น หลักนิติธรรม เสวนา/เวทีชาวบ้าน/ประชาชน/ฝึกอบรม/ดูงาน/สัมมนาเครือข่าย/รัฐ/สนับสนุน/โดยมีการพิจารณาถึงปัจจัย การมีส่วนร่วม ดังรูปแบบ
18.
- 15 - บทบาทของพนักงานเจ้าหน้าที่ภาครัฐในกระบวนการมีส่วนร่วม 1.
สร้างกลไกหรือวิธีการที่จะทาให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การจัดทาคู่มือ การสร้างเครือข่าย 2. เสริมสร้างให้ระดับการมีส่วนร่วมเกิดประสิทธิผล 3. อานวยความสะดวก สนับสนุนงบประมาณ 4. ออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ กติการองรับการทางาน การมีส่วนร่วม เทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ จิตสานึกในการอนุรักษ์ การบริหารองค์กร การสร้างกลไก ความเป็นอยู่ การแสวงหาอนาคต
19.
- 16 - บทที่
3 การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ------------------------------------- หลักการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การดาเนินงานการจัดการพื้นที่คุ้มครองมีประวัติที่ยาวนานขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่ซึ่งได้ กล่าวถึงการอนุรักษ์พื้นที่และชนิดพันธุ์เพื่อการใช้ประโยชน์ มีข้อมูลจากเอกสารต่างๆได้บันทึกไว้ว่า นับตั้งแต่ 700 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ ในแถบเปอร์เซียมีการสงวนพื้นที่ไว้ให้เป็นพื้นที่เพื่อ การล่าสัตว์ป่า การต่อสู้กับสัตว์ป่าในพื้นที่สงวน ในศตวรรษที่ 6 บริเวณเมืองเวนิช มีการจัดตั้งพื้นที่เพื่อ อนุรักษ์กวางป่าและหมูป่า คริสตศักราช 726 กษัตริย์ราชวงศ์ของประเทศอังกฤษ ได้ตรากฎหมายให้มี กฎเกณฑ์ของเชื้อพระวงศ์เพื่อการล่าสัตว์ป่าเป็นเกมส์กีฬา และในช่วงศตวรรษที่ 11 ประเทศรัสเซียได้ ดาเนินการจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ที่เรียกว่าระบบคอมมูน ให้เป็นพื้นที่ต้องห้าม ห้ามมิให้ มีการล่าสัตว์ป่า ตกปลา ตัดไม้หรือเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน (Terborgh,J.T.,et.ad.2002) ความหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองมีความแตกต่างกันระหว่างสังคมที่เกี่ยวข้อง กับการอนุรักษ์เช่น ประเทศกรีชกาหนดให้มีการจัดพื้นที่ที่มีทัศนียภาพในเมืองขนาดใหญ่ กาหนดให้มีพื้นที่ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มีสวนในเมือง มีสวนหย่อม เป็นรูปแบบคล้ายๆ กับประเทศในเอเชียตะวันออกที่ กาหนดให้เป็นพื้นที่สาหรับชนระดับสูง โดยมีเป้ าหมายการอนุรักษ์พื้นที่เพื่อการล่าสัตว์ป่า ดาเนินการ อนุรักษ์พื้นที่เพื่อชนิดพันธุ์ จึงได้มีการกาหนดคาว่าอุทยาน จึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา แต่เป็นการรักษาพื้นที่ไว้ ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เพื่อการล่า การควบคุมและจัดการจะใช้เงินทุนของกษัตริย์ ผู้บุกรุกจะถูกจับ และต้องได้รับโทษ โดยเฉพาะการลักลอบล่าสัตว์ป่า มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต (Terborgh,J.T.,et.ad.2002) การจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นรูปแบบของอุทยานแห่งชาติได้เริ่มขึ้นในยุคของการพัฒนา อุตสาหกรรม เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไม้จนทาให้เกิดผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์ ได้มีการเรียกร้องให้มีการอนุรักษ์และการป้ องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าไม้ และอาจจะมี ผลกระทบกับคนในรุ่นต่อๆไป คาว่า National Park ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1832 โดยการ Gceorge Cathin ผู้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติ Yellow Stone ขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่า A Nation’s Park ที่ต้องการให้ มนุษย์และสัตว์ป่าได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว (Terborgh,J.T.,et.ad.2002) การจัดการพื้นที่คุ้มครองจึงได้มีบทบาทที่สาคัญในการดารงชีวิตของมนุษย์ นานาชาติจึงได้เล็งเห็น ถึงความสาคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและ ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)ได้จัดให้มีการประชุม เรื่อง สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ขึ้น ณ กรุงสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน เมื่อปี พ.ศ. 1972 การประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ที่กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศ บราซิล เมื่อปี ค.ศ. 1992 ที่ต้องการให้มีการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งและการใช้
20.
- 17 - ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
การสงวนไว้ให้มีการบริการของระบบนิเวศ การอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพรวมทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม รวมทั้งให้ชุมชน ท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก บทบาทของพื้นที่คุ้มครองในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง Mc Neely (2000) ได้รายงานไว้ว่า จาก ประสบการณ์มีการระบุไว้ว่าชุมชนท้องถิ่นผู้สนับสนุนให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะได้รับผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างในพื้นที่ดังกล่าว เช่น หน่อไม้ ไม้ฟืนสิ่งก่อสร้าง พืชเวชภัณฑ์ ไม้ซุง ปลา หนังสัตว์น้าผึ้ง ขี้ผึ้ง เส้นใย ยางไม้ เครื่องประดับ เนื้อสัตว์หญ้า เห็ด ผลไม้และสีย้อมผ้า ซึ่งชุมชนท้องถิ่น ได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเป็นเวลานานนับหลายร้อยปี ชุมชนท้องถิ่นมีการพัฒนาด้านการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ผลประโยชน์ของ ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิดที่ชุมชนใช้โดยไม่ผ่านการตลาด การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น มีการศึกษาพบว่าในเกาะซาราวัค ประเทศมาเลเซีย มีการล่าหมูป่าและถูกนาไปขายในท้องตลาดที่มีมูลค่าถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือทรัพยากรอื่นๆ ก็มีการนาออกมาใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าในท้องตลาดตามราคาที่ตกลงกัน จากการที่ทรัพยากรถูกนามาใช้เพื่อการบริโภคและมีมูลค่าในท้องตลาด จึงทาให้เกิดปัญหาการใช้ประโยชน์ ที่ดินในทางที่ผิด การครอบครองที่ดินและความไม่สนใจของการเป็นเจ้าของพื้นที่ ทาให้ผลผลิตจากป่าลดลง อย่างรวดเร็ว ในเรื่องการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่คุ้มครอง ธรรมชาติ จะได้รับประโยชน์ในการเก็บเกี่ยวชนิดพันธุ์ในป่าเพื่อการบริโภค ชุมชนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ ได้รับการพัฒนาและใช้ทรัพยากรชีวภาพโดยตรงมีการลงทุนในระบบโครงสร้างอันป้ องกันมิให้เกิดการ ลดลงของพื้นที่ธรรมชาติ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อให้มีอย่างยั่งยืนที่ไม่เกี่ยวกับการทาไม้ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย มีรายได้จากการขายของป่าประมาณปีละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศอินเดีย มีการ เก็บของป่าเพื่อขาย มีมูลค่าประมาณ 40 % ของรายได้ของประเทศ ซึ่งผลผลิตเหล่านี้จะทาให้เกิดความ สูญเสียซึ่งระบบนิเวศป่าไม้เป็นอย่างมาก การบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองให้บริการจากระบบนิเวศแก่ชุมชนท้องถิ่น เช่น การหมุนเวียนของแร่ธาตุ การผสมเกสรพรรณไม้ ให้น้าที่สะอาด การพัฒนาของพันธุกรรมและรักษาระบบนิเวศเพื่อผลผลิตจาก ทรัพยากร การรักษากระบวนการบางอย่างได้จากการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่ทาให้ระบบนิเวศธรรมชาติที่
21.
- 18 - สมบูรณ์
การบริการของระบบนิเวศที่สาคัญประการหนึ่งคือ การจัดการเรื่องน้า เป็นการรักษาความสมดุล ของอุทกวิทยา พืชพรรณที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่และคงอยู่ในพื้นที่ต้นน้าจะช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ทาให้ มีฝนตกตามฤดูกาลและชะลอการไหลของน้ามากกว่าพื้นที่ว่างเปล่าหรือแม่น้าลาธารความแห้งแล้งหรือการเกิด น้าท่วม การป้ องกันพื้นที่ต้นน้าส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์การใช้น้าสาหรับการชลประทาน การผลิต พลังงานไฟฟ้า หรือแหล่งการเคลื่อนย้ายอพยพของชนิดพันธุ์ การป้องกันดินพังทลาย จากการที่มีพืชคลุมดิน และการอนุรักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ขึ้นอยู่กับความสามารถของพื้นที่คุ้มครองในการป้ องกันดิน พังทลาย การกัดเซาะชายฝั่งแม่น้าและการป้ องกันดินตกตะกอน ตัวอย่างในบางพื้นที่ที่มีการทาไม้หรือการ แผ้วถางป่าจะปรากฏว่ามีการตกตะกอนของดินในแม่น้าเพิ่มขึ้น เป็นต้น องค์ประกอบของพื้นที่คุ้มครองมีผลประโยชน์ต่อมนุษย์มากมาย โดยเฉพาะการดารงชีวิต การป้ องกันพื้นที่เกษตรกรรมและการใช้ประโยชน์ที่ดินการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ คุ้มครองสามารถจะอานวยประโยชน์ในเรื่อง: 1. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรม ความ หลากหลายทางชีวภาพที่มีการพัฒนาผลผลิตทางเทคโนชีวภาพ 2. การอนุรักษ์แหล่งต้นน้า เป็นการอนุรักษ์แหล่งน้าเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ า การ ชลประทานและการประปา 3. การป้ องกันลมพายุ โดยเฉพาะการป้ องกันพื้นที่ตามชายฝั่ง แหล่งปะการัง ป่าชายเลน ช่วยให้ฝนตกในพื้นที่ชุ่มน้าและพื้นที่ป่าไม้ 4. การท่องเที่ยวที่อาศัยทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ 5. การรักษาความสมบูรณ์ของพื้นที่ให้สวยงาม รักษาสภาพภูมิอากาศท้องถิ่นและคุณค่าต่อ ชุมชน 6. อานวยผลผลิตจากป่าโดยเฉพาะของป่า 7. การอนุรักษ์ดิน ควบคุมการพังทลายของดิน การหมุนเวียนของแร่ธาตุ 8. การดูดซับคาร์บอน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ 9. การวิจัย พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งที่ทาให้เกิดการวิจัยในเรื่องของนิเวศวิทยา สังคมและ เศรษฐกิจ 10. คุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ที่สาคัญและแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ของ ประเทศชาติจากมรดกของธรรมชาติ
22.
- 19 - ประเภทของพื้นที่คุ้มครอง การประกาศให้เป็นประเภทคุ้มครองประเภทใด
มีลักษณะตามหลักการจัดแบ่งที่มีวัตถุประสงค์และ การใช้ประโยชน์ ความสาคัญในการอนุรักษ์และความต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์กร IUCN ได้แบ่งพื้นที่ คุ้มครองออกเป็น 6 ประเภท เพื่อสนับสนุนให้ประเทศภาคีสมาชิกพัฒนาระบบพื้นที่คุ้มครองตามเป้ าหมาย และวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (Ia) เพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และ (Ib) เป็น พื้นที่อนุรักษ์ที่เข้มข้นเป็นที่ดินทางบกหรือทางทะเลที่เป็นตัวแทนของระบบนิเวศ ลักษณะเด่นทางภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ชนิดพันธุ์ เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการคงอยู่ของธรรมชาติที่เป็น ถิ่นที่อาศัยที่สาคัญในสภาพธรรมชาติอย่างแท้จริง (พื้นที่อนุรักษ์อย่างเข้มข้น คือพื้นที่ธรรมชาติดั้งเดิม) 2. พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ II เป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการเพื่อการอนุรักษ์และการพักผ่อน หย่อนใจ ทั้งที่เป็นพื้นที่ดินทางบกหรือพื้นที่ทางทะเล ที่กาหนดขึ้นเพื่อ (ก) ป้ องกันระบบนิเวศหนึ่งใดหรือ หลายๆ ระบบนิเวศเพื่อประชาชนในอนาคต (ข) ห้ามทาลายหรือยึดถือครองที่ดิน (ค) เพื่อประโยชน์ในด้าน จิตใจ วิทยาศาสตร์การศึกษา การพักผ่อนหย่อนใจของผู้มาเยือน จะต้องรักษาไว้ซึ่งคุณภาพของสิ่งแวดล้อม (อุทยานแห่งชาติ) 3. พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ III เป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการโดยเฉพาะที่เป็นการอนุรักษ์ ธรรมชาติหรือวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีคุณค่า ที่หาได้ยาก เป็นตัวแทนที่สาคัญของธรรมชาติหรือวัฒนธรรม (อนุสาวรีย์ธรรมชาติ) 4. พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ IV เป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการพื้นที่ให้เป็นถิ่นที่อาศัยและชนิดพันธุ์ ให้คงอยู่(พื้นที่เพื่อการจัดการถิ่นที่อาศัยหรือชนิดพันธุ์) 5. พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ V เป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการเพื่อปกป้ องทัศนียภาพทั้งทางบกและ ทางทะเลและพื้นที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับชุมชนในพื้นที่คุ้มครองที่มีความสาคัญ ทางด้านจิตใจวัฒนธรรมหรือคุณค่าทางระบบนิเวศและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง การให้ความปลอดภัย ในการป้องกันการรักษาไว้เพื่อการวิวัฒนาการของพื้นที่ (พื้นที่เพื่อปกป้องทัศนียภาพทางบกและทางทะเล) 6. พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ VI เป็นพื้นที่คุ้มครองเพื่อการจัดการทางระบบนิเวศธรรมชาติอย่างยั่งยืน มีการป้องกันในระยะยาวและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รักษาผลผลิตตามธรรมชาติ เพื่อให้มีการใช้ ประโยชน์และการบริการแก่ประชาชนที่ต้องการ (พื้นที่เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน) หลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ พื้นที่คุ้มครองเป็นมาตรการหนึ่งในการสนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพไม่มีพื้นที่คุ้มครองใดที่ประสบผลสาเร็จ ถ้าแยกกัน ดาเนินงานแต่ละพื้นที่เฉพาะพื้นที่ที่ไม่มีการเชื่อมต่อของชีววิทยา สังคมเศรษฐกิจของระบบพื้นที่คุ้มครอง
23.
- 20 - ตามกระบวนการเหล่านี้จะมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การพิจารณาการจัดการพื้นที่เฉพาะ จะมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ทั้งหมด มีเครือข่ายในภาพรวมอย่างกว้างๆ ระบบวางแผนจะแสดงให้เห็นถึง ความสาคัญและมีประสิทธิภาพในระดับชาติ ลักษณะเด่นของระบบพื้นที่คุ้มครองอย่างน้อยจะประกอบด้วย หลัก 5 ประการ 1. เป็นตัวแทนที่สนับสนุนและรักษาระบบนิเวศ 2. ความเหมาะสมของพื้นที่ 3. การอยู่ร่วมกันและส่วนประกอบที่สมบูรณ์ของทรัพยากรชีวภาพ 4. มีความสอดคล้องและมีความเข้มข้นในการคงอยู่ของทรัพยากรชีวภาพ 5. มีประสิทธิภาพประสิทธิผลและมีความสามารถในการรองรับ การมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองในปัจจุบันมีหลักการใหม่ๆ ทางด้านการอนุรักษ์ทีมีความเด่นชัด ในการประชุมสมัชชา IUCN ที่กรุงเดอร์บัน ประเทศสหภาพอาฟริกาใต้กล่าวถึงหลักธรรมาภิบาล เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบและการดาเนินงาน หรือนัยหนึ่งมีความหมายว่าความสัมพันธ์ ระหว่างโครงสร้าง กระบวนการวัฒนธรรมการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง การพิจารณาดาเนินการจะต้อง เกี่ยวข้องกับสาธารณชน ประชาชนและผู้มีส่วนร่วมได้ส่วนเสีย ฉะนั้น การบริหารพื้นที่คุ้มครองจะต้อง พิจารณาถึงนโยบาย การปฏิบัติและหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของพื้นที่คุ้มครอง การบริหารจะต้องครอบคลุม ถึงนโยบายที่ใช้ถือปฏิบัติ พฤติกรรมการดาเนินงาน การสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการดาเนินงานตาม วัตถุประสงค์ การจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์ที่ได้รับ การแก้ไขข้อขัดแย้งทาง สังคม และการสนับสนุนจากสาธารณชน หลักธรรมาภิบาลพื้นที่คุ้มครองจะเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่องพื้นที่คุ้มครองขององค์กร IUCN หรือความสัมพันธ์กับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ความสาคัญของหลักธรรมาภิบาลกับ พื้นฐานผู้มีอานาจในการจัดการและความรับผิดชอบตามกฎหมายที่ถูกต้องตามระเบียบ เนื่องมาจากประเภท ของการบริหารและมีการอภิปรายร่วมกันในที่ประชุม ณ กรุงเดอร์บัน แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ คือ (1) การ บริหารจัดการโดยภาครัฐ (2) การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วม (3) การบริหารจัดการโดยภาคเอกชน และ (4) การบริหารจัดการโดยชุมชนท้องถิ่น
24.
- 21 - การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยภาครัฐ ประชาชนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยภาครัฐ
เช่น กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการ บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย มีอานาจในการบริหารจัดการ การกาหนดเป้ าประสงค์ความ ต้องการในการจัดการพื้นที่ดิน แหล่งน้าและทรัพยากรต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ มีองค์กรภาครัฐใน ระดับชาติและองค์กรท้องถิ่นมีส่วนบริหารจัดการพื้นที่ บางประเทศดาเนินการในระดับจังหวัดและมีการ จัดการอย่างมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรภาคเอกชนหรือชุมชนท้องถิ่น แต่ยังไม่มีกฎหมายใดที่กาหนดไว้ให้กับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง กับการกาหนดพื้นที่คุ้มครอง การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองแบบมีส่วนร่วม การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ หรือหน่วยงานอื่นๆ กระบวนการทางานเป็นการทางานร่วมกันกับผู้มีสิทธิการจัดการและความรับผิดชอบในระดับชาติหรือ ภูมิภาคหรือท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ผู้อพยพหรือผู้ใช้ประโยชน์ หรือผู้ลงทุนหรือเจ้าของที่ดิน ผู้ดาเนินการทุกภาคส่วนจะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้การดาเนินงานจัดการสู่ผลสาเร็จตามเป้ าหมาย การ จัดการอย่างมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ ตัดสินใจ ความรับผิดชอบ หรือความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งจะเป็นนโยบายและกฎหมายความ ร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หากว่าความร่วมมือมีความเข้มแข็ง จะทาให้มีการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การจัดการอย่างมีส่วนร่วมจะต้องพิจารณาร่วมกันวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองในภาคเอกชน ในอดีตตามประวัติศาสตร์ กษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ จะมีการสงวนที่ดินไว้ในความครอบครองเพื่อ ประโยชน์ในการล่าสัตว์ป่า เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ปัจจุบันที่ดินหรือพื้นที่ครอบครองของภาคเอกชนจะมี ความสาคัญในการอนุรักษ์พื้นที่จะเป็นของบุคคลหรือสหกรณ์ ความร่วมมือผลผลิตจากผลกาไรองค์กร อนุรักษ์ภาคเอกชนจะมีการจัดพื้นที่คุ้มครองให้คงไว้ซึ่งคุณค่าของระบบนิเวศ และการใช้ประโยชน์ การเก็บ ค่าธรรมเนียมจากการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ การลดหย่อยภาษีในกรณีที่มีความรับผิดชอบในการป้ องกัน ทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยชุมชนท้องถิ่น การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือผู้อพยพย้ายถิ่นได้ ดาเนินการมานานแล้ว และเป็นที่มีความเข้าใจกัน มีลักษณะการบริหารจัดการโดยชุมชนท้องถิ่น มีปรากฏ เป็นหลักฐานมาหลายๆ พื้นที่ ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนดั้งเดิม มีวิธีการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของชนกลุ่มเอง
25.
- 22 - และพึ่งพาซึ่งกันและกัน
มีลักษณะทางชีววัฒนธรรม ทัศนียภาพของวัฒนธรรมทั้งทางบกหรือทางทะเล และ ความสาคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพรวมถึงคุณค่าทางด้านจิตใจ ความปลอดภัย ศาสนา และความคงอยู่ ผลที่ได้รับจากการอนุรักษ์ระบบนิเวศและชนิดพันธุ์ (Community Conserved Areas: CCA) จะประกอบได้ด้วยธรรมชาติและระบบนิเวศที่มีความสาคัญทางชีวภาพ การบริหารของระบบนิเวศ คุณค่า ทางวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม การอพยพและชุมชนท้องถิ่น ภายใต้กฎหมายที่กาหนดความรับผิดชอบ มีข้อตกลงและกฎระเบียบในรูปแบบต่างๆ กฎเกณฑ์การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง กฎเกณฑ์การพัฒนาของ องค์กรเอง กระบวนการจัดตั้งและบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาภาคเอกชน สถาบันวิจัย ชุมชนท้องถิ่นซึ่งมีบทบาทหน้าที่สาคัญในการจัดการพื้นที่ คุ้มครองและได้รับผลประโยชน์โดยตรงอย่างไรก็ดีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วนมีแรงจูงใจในการเข้า ร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ช่วยแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีวัตถุประสงค์ที่ แตกต่างกัน หรือแม้แต่การได้รับผลประโยชน์ก็แตกต่างกัน บทบาทขององค์กรภาคเอกชนในการจัดการพื้นที่คุมครองในหลายๆ ประเทศองค์กรภาคเอกชนจะ เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญ การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมเผยแพร่ด้านกิจกรรมการ อนุรักษ์ รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่คุ้มครองให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน กระบวนการ วิธีการจะแตกต่างกันไปตามหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องและประเพณีวัฒนธรรม องค์กรภาคเอกชนท้องถิ่นจะมี ความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองร่วมประสานงานกับชุมชนท้องถิ่น รัฐบาล และ ภาคเอกชนเข้าร่วมกิจกรรม การเพิ่มหรือลดจานวนงบประมาณในการจัดการทรัพยากรของภาครัฐ อย่างไรก็ดีการมีส่วนร่วมของหน่วยงานในพื้นที่คุ้มครองของภาคสังคมโดยเฉพาะเรื่องการมีส่วน ร่วมของชุมชนท้องถิ่น พนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง สถานศึกษาในพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ในระยะยาว เป็นการสร้างความร่วมมือในการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพ ความจริงแล้วประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอิสระในการดารงชีวิต ภาครัฐหรือองค์กรภาคเอกชน จะต้องนาเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยมีเป้ าหมายการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง ชีวภาพ และเกี่ยวข้องกับนโยบายในการจัดการชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งกิจกรรมของประชาชนอาจจะมี ผลกระทบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจากประเพณีวัฒนธรรม พื้นที่ถิ่นที่อาศัย เป็นต้น การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครช่วยดาเนินการจัดการพื้นที่คุ้มครองร่วมอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง มีการ รณรงค์ต่อต้านการทาลายพื้นที่คุ้มครองให้มีการอนุรักษ์เพื่อประโยชน์ต่อเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป ผู้สูงวัยที่มี ทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ต่างๆ ด้านการศึกษาและการประชาสัมพันธ์ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองควรจะได้ นาเอานโยบายการสนับสนุนให้กลไกอาสาสมัครเข้าร่วมการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพราะมีความสาคัญและมี ประโยชน์
26.
- 23 - บทที่
4 การดาเนินงานด้านคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ---------------------------------- 1. กรณีศึกษา โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม( Joint Management of Protected Areas: JoMPA) กรณีศึกษา เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ค ผ่านองค์กร DANIDA โดยมีกรอบ ดาเนินงานในลักษณะของการจัดการเชิงระบบนิเวศกับการจัดการอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ ร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครอง เพื่อเสริมร้างแนวคิดเรื่องของคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ อย่างยั่งยืน มีพื้นที่เป้ าหมายในการดาเนินงานเป็นลักษณะกลุ่มป่า คือ กลุ่มป่าตะวันตก (ประกอบด้วย 11 อุทยานแห่งชาติ และ 6 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) อุทยานแห่งชาติทางทะเล 3 แห่ง และอุทยานแห่งชาติทางบก 3 แห่ง รวม 23 พื้นที่ มีระยะเวลาดาเนินงาน 4 ปี (1 เมษายน 2547 – 31 มีนาคม 2551) ผลการดาเนินงานโครงการดังกล่าว ทาให้เกิดผลลัพธ์ที่สาคัญในหลายกิจกรรม กล่าวคือ 1. ก่อให้เกิดคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (Protected Area Committee) ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นที่ปรึกษาและมีส่วนร่วมในการวางแผน การดาเนินงานและการติดตามประเมินผล เป็นการสร้าง เครือข่ายและเป็นสื่อกลางของผู้ส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ 2. มีการจัดการทาแนวเขตพื้นที่ผ่อนปรน เพื่อเป็นต้นแบบในการดาเนินงานการแก้ไขปัญหาคนอยู่ กับป่า การจัดทากฎกติกาหรือข้อตกลงในการใช้พื้นที่ผ่อนปรน และกิจกรรมอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยในการลด ผลกระทบและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งปัญหาการใช้ ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองของชุมชนเหล่านี้ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว 3. โครงการฯ ได้สนับสนุนเงินทุนกิจกรรมชุมชน โดยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น ทาให้ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศในพื้นที่ จะช่วยให้งานด้านการอนุรักษ์และการฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้ให้ราษฎรในชุมชนพื้นที่เป้าหมายเป็น ผู้บริหารเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมชุมชนด้วยตนเอง ชุมชนเป็นผู้เสนอความต้องการร่วมกันในการ ดาเนินงานของแต่ละชุมชน การดาเนินงานในลักษณะเช่นนี้จึงทาให้เกิดกระบวนการร่วมคิด ร่วมทา ร่วมรับ ผลประโยชน์และร่วมติดตามประเมินผลในการดาเนินงานทั้งด้านการส่งเสริมอาชีพและด้านการจัดการพื้นที่ คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ
27.
- 24 - 4.
การพัฒนาศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ หลังจากที่ได้มีการดาเนินการอย่างมีส่วนร่วมว่ามีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อจะได้ประเมินว่า หากมีการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมแล้ว ทรัพยากรและ ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองจะมีความยั่งยืนตลอดไปหรือไม่ เพียงใด สาหรับผลลัพธ์ที่ได้คือ 1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของรัฐ/ราษฎรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการจัดการพื้นที่ คุ้มครองอย่างจริงจัง - การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) - มีการประชุมร่วมกันในพื้นที่หลายครั้ง 2. การดาเนินงานหมายแนวเขตผ่อนปรนอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่คุ้มครอง - การจัดทาพื้นที่ผ่อนปรนตามมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 เรื่อง แก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ เป็นหลัก - จัดประชุมสร้างความเข้าใจ/ร่วมสารวจแนวเขต/จัดทาเครื่องหมายแนวเขต 3. มีข้อตกลงร่วมกันในการใช้ประโยชน์พื้นที่ผ่อนปรนในเขตพื้นที่คุ้มครองและถือปฏิบัติอย่าง จริงจัง - จัดประชุม เวทีสัมมนาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดาเนินการจัดทากฎ กติกา ระเบียบ/ข้อบังคับ ของชุมชน 4. แผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง - การนาเอากระบวนการ 5 – s มาใช้ในกระบวนการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองเชิงบูรณา การ (Systems/Stresses/Sources of Stress/Strategies/Success) - การพัฒนาบุคลากรด้านการวางแผนการจัดการ มีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการ โดยได้เชิญวิทยากรจาก The Nature Conservancy : TNC จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างความเข้าใจใน กระบวนการ 5 – s และได้ดาเนินการจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองป่าตะวันตกเชิงบูรณาการ 5. สนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ - กิจกรรมการลาดตระเวนร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐและชุมชน 6. การจัดทาระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการระบบนิเวศ - การจัดทาคู่มือภาคสนามการสารวจสัตว์ป่าที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบ นิเวศและถิ่นที่อาศัย - การฝึกอบรมด้าน GIS ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในโครงการ 7. ส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนโดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศ - มีการใช้เงินทุนสนับสนุนกิจกรรมชุมชนดาเนินการ เช่น การทาเกษตรอินทรีย์การทอผ้า พื้นเมือง การทาฝายชะลอความชุ่มชื้น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นต้น
28.
- 25 - 8.
การพัฒนา/เพิ่มศักยภาพการดาเนินงานของบุคลากร - ฝึกอบรมหลักสูตร GIS การทางานร่วมชุมชนกับอุทยานอย่างมีส่วนร่วม, การจัดการความ ขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ วิทยากรกระบวนการ เป็นต้น - การศึกษาดูงาน ข้อเสนอของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ผลจากการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง มีข้อเสนอจากที่ประชุม สรุปได้ดังนี้ 1. การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองภาครัฐหรือองค์กร ควรแต่งตั้งโดยใช้ ตาแหน่งการแต่งตั้งในลักษณะบุคคล เมื่อมีการโยกย้ายจะต้องมีการแต่งตั้งทดแทน 2. การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองให้ยึดหน่วยงานในพื้นที่ที่พื้นที่คุ้มครอง ตั้งอยู่เป็นหลัก และมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ผู้ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ จะต้อง ชี้แจงบทบาทหน้าที่ มีหนังสือเชิญและหนังสือตอบรับจากผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง 3. ควรให้มีการพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง โดยการจัดการ ฝึกอบรมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ความรู้ขั้นพื้นฐานด้านทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการศึกษาดูงาน เป็นต้น 4. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจัดสรรงบประมาณเป็นค่าตอบแทนให้ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง เช่น ค่าพาหนะเดินทาง เบี้ยประชุม เป็นต้น 5. ควรกาหนดตราสัญลักษณ์ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง เช่น เสื้อแจ๊ตเก็ต หรือ บัตรประจาตัว ตลอดจนใบประกาศเกียรติคุณ เป็นต้น 6. การดารงตาแหน่งของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ไม่ควรเกิน 2 วาระติดต่อกัน หรือ 4 ปีติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสมัครใจเข้ามาทางาน 7. ควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเสนอความเห็นด้านนโยบาย หรือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อหน่วยงานระดับกรมหรือกระทรวง เพื่อปรับปรุงกลไกและกระบวนการการทางาน ด้านการมีส่วนร่วมให้มีความยั่งยืน 8. ข้อสังเกตจากการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง พบว่า ราษฎรหรือชุมชน บางคนมีทัศนคติว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาที่เป็นผู้แทนชุมชนบางท่านเป็นผู้มีความสนิทสนมกับหัวหน้า พื้นที่คุ้มครอง ราษฎรไม่ไว้วางใจ เห็นสมควรให้ชุมชนเสนอรายชื่อผู้ทนชุมชนที่มีความสมัครใจ และเป็นที่ ยอมรับของชุมชน 9. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะได้จัดประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองร่วมกันทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการฯ ทุกคนมีโอกาสเสนอความคิดเห็นในการ บริหารจัดการและมีโอกาสและเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้วยกัน
29.
- 26 - 10.คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย เห็นสมควร มอบหมายภารกิจตามความรู้ความสามารถเฉพาะเป็นคณะทางาน เพื่อส่งเสริมให้คณะกรรมการมีโอกาส ทางานแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง สรุปประเด็นความสาคัญในการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง มีดังนี้ 1. ปัจจัยหนุนเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 1.1 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้เล็งเห็นความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติและประโยชน์จาก การมีป่าไม้ว่าการคงอยู่ของป่าไม้จะอานวยประโยชน์ในเรื่องน้า อาหาร อากาศ สิ่งแวดล้อมหรือการบริการ ของระบบนิเวศ 1.2 เกิดความตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ในท้องถิ่นที่อานวยผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนและตระหนักถึงความเป็นเจ้าของ 1.3 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่และมี ความเข้าใจ เชื่อมั่นในแนวคิดของโครงการ ในการแก้ไขปัญหาระหว่างรัฐกับชุมชน 2. ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน 2.1 ลดความขัดแย้งระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่กับชุมชน และชุมชนกับชุมชน ซึ่งต่างก็มี ความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย เนื่องจากมีเวทีในการพูดคุยแสดงความคิดเห็นมากขึ้น 2.2 ลดปัญหาในการทาลายทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากมีกติกาการใช้ทรัพยากรที่กาหนด โดยชุมชนและควบคุมโดยชุมชน 2.3 มีการใช้ข้อมูลในการแก้ไขปัญหา การรับรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อนาไปสู่การทา ข้อตกลงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชุมชน 2.4 เกิดกระบวนการหมายแนวเขตพื้นที่ผ่อนปรน และการจัดการพื้นที่ผ่อนปรน โดยการ ร่วมวางแผนดาเนินการหมายแนวเขตที่ทากินและที่อยู่อาศัย เป็นแนวเขตที่ยอมรับร่วมกันทาให้ชุมชน มีแนวเขตที่อยู่อาศัยและที่ทากินที่ชัดเจน ชุมชนจึงมีความมั่นใจและตั้งใจประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพมากขึ้น 2.5 ชุมชนมีกติกาของแต่ละชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติพร้อมทั้งมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการชุมชน ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มกันของชุมชนก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกัน 2.6 ชุมชนมีจิตสานึกในการอนุรักษ์และป้องกัน รักษา ฟื้นฟู มากขึ้นเนื่องจากการ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในแนวทางการอนุรักษ์ 2.7 วิถีชีวิตของชุมชนและการประกอบอาชีพมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมต้องพึ่งพิง ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย มาสู่วิถีการลดการพึ่งพิง และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างระมัดระวัง
30.
- 27 - 2.8
เกิดการฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมให้การอนุรักษ์ ทรัพยากรเข้มแข็งมากขึ้น 2.9 เจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองปฏิบัติงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ 3. ข้อดีของการมีเงินสนับสนุนกิจกรรมชุมชน เงินสนับสนุนกิจกรรมชุมชนเป็นเงินที่มุ่งเน้นสนับสนุนให้เกิดการดาเนินงานในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยชุมชนหรือกลุ่มคนในชุมชนท้องถิ่น ให้มีส่วนร่วมในการทากิจกรรมการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยสรุปได้ดังนี้ 3.1 ช่วยให้ธรรมชาติฟื้นตัว และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ 3.2 ช่วยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.3 ช่วยเสริมสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น และเกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่าง พนักงานเจ้าหน้าที่และชุมชน 3.4 การดาเนินงานด้านการส่งเสริมอาชีพโดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ 4.บทเรียน/ข้อคิดเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองของโครงการ ข้อเสนอแนะในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) สรุปได้ดังนี้ 1. ควรมีการพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง โดยการจัดให้มีการฝึกอบรม ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ เช่น หลักสูตรการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง การจัดการอุทยาน แห่งชาติ การจัดการสัตว์ป่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการจัดการความ ขัดแย้ง การปฐมนิเทศ ตลอดจนให้มีการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ 2. การจัดทาคู่มือแนวทางปฏิบัติงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง เพื่อกาหนดให้การมี ส่วนร่วมในการทางานของคณะกรรมการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 3. การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) เป็นเพียงนโยบายการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ มีหน้าที่ให้คาปรึกษา แนะนา เสนอแนะและร่วมจัดทาแผน การติดตามประเมินผลของพื้นที่คุ้มครอง แต่สถานภาพไม่มีอานาจตาม กฎหมาย จาต้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคือพ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และ พ.ร.บ. สงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กาหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย และกาหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน
31.
- 28 - 4.
ควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเสนอความคิดเห็นเชิงนโยบายหรือ กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานระดับกรมหรือกระทรวง เพื่อปรับปรุงกลไกและ กระบวนการทางานด้านการมีส่วนร่วมให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อนาไปสู่นโยบายของรัฐที่ชัดเจน เช่น ระเบียบการเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติ การบริหารกองทุน เป็นต้น 5. ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ร่วมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน 6. การคัดเลือกบุคคลให้เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ควรจะให้ชุมชนเสนอรายชื่อ ผู้แทนชุมชนที่มีความสมัครใจและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ซึ่งมีความตั้งใจในการปฏิบัติงานการมีส่วนร่วม อย่างจริงจัง 7. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองหลายท่านมีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เพื่อส่งเสริมให้ คณะกรรมการมีโอกาสบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ใช้อย่างจริงจัง เช่น การแต่งตั้งคณะทางาน เฉพาะกิจ เป็นต้น 8. ข้อสังเกตจากการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่เป็นหน่วยราชการมักจะส่ง ผู้แทนหรือตัวแทนเข้าประชุม การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา ควรแต่งตั้งโดยใช้ตาแหน่ง เนื่องจากการ แต่งตั้งที่ระบุบุคคลจะมีปัญหาเนื่องจากมีการโยกย้ายบ่อยครั้งมาก การแต่งตั้งโดยใช้ตาแหน่งให้พิจารณา เลือกสรรบุคคลที่ตั้งใจทางานการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง 9. ค้นหาวิธีการที่จะให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองได้พิจารณาร่วมกันและการให้ความ เห็นชอบในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาอาชีพให้แก่ชุมชนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ คุ้มครองโดยไม่กระทบต่อพื้นที่บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ 2. การแต่งตั้งคณะอานวยการเพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในปัจจุบัน กรอบแนวทางในการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองระดับพื้นที่ หนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ด่วนที่สุด ที่ ทส 0905.201/12931 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 เรื่อง แนวทางการจัดการตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ (PAC) ได้กาหนดแนวทางไว้ดังนี้ 1. ชื่อของคณะกรรมการระดับพื้นที่ ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการที่ปรึกษา xxxx” เช่น คณะกรรมการที่ ปรึกษาอุทยานแห่งชาติทะเลบัน เป็นต้น 2. องค์ประกอบและสัดส่วน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ โดยมีสัดส่วนตามความ เหมาะสมอย่างน้อยที่สุด ดังนี้ - ผู้แทนฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาค เช่น นายอาเภอ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน - ผู้แทนฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ.
32.
- 29 - -
ผู้แทนหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานเกษตร สถาบันการ ศึกษา หน่วยงานที่ดิน หน่วยงานพัฒนาการ หน่วยงานการท่องเที่ยว หน่วยงานตารวจ หน่วยงานประมง -ผู้แทนชุมชนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการหรือองค์กรชุมชนเช่นกลุ่มแม่บ้านสหกรณ์ -ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง หรือเกี่ยวข้องเช่นหน่วยป้ องกันไฟป่าหน่วยจัดการต้นน้าหน่วยป้ องกันรักษาป่าสถานีวิจัยและพื้นที่คุ้มครอง ข้างเคียง -ผู้แทนเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นๆ -ผู้นาที่ไม่เป็นทางการและ/หรือผู้ทรงคุณวุฒิ เช่นผู้นาทางศาสนาสถาบันการศึกษาผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน -ผู้แทนสื่อมวลชน -ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) 3. จานวนของคณะกรรมการที่ปรึกษาไม่น้อยกว่า15คนแต่ไม่เกิน25คน 4. การสรรหาคณะกรรมการที่ปรึกษา ให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองทาการหาคณะบุคคลตามองค์ประกอบในข้อ 2ในสัดส่วนที่เหมาะสมมาเป็น คณะกรรมการที่ปรึกษาโดยจัดให้คณะกรรมการที่ปรึกษาที่สรรหามาได้ดาเนินการคัดเลือกกรรมการที่ปรึกษา ท่านใดท่านหนึ่งมาเป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาและให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองนั้นๆเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยตาแหน่งเมื่อสรรหาบุคคลได้ครบตามองค์ประกอบแล้วให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองรีบดาเนินการนารายชื่อเสนอ ให้ผู้มีอานาจแต่งตั้งให้คณะบุคคลดังกล่าวเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของพื้นที่คุ้มครองนั้นๆโดยด่วนต่อไป 5.วาระในการดารงตาแหน่ง - มีวาระในการดารงตาแหน่งคราวละ 2 ปี - ให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองเสนอผู้มีอานาจ แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาชุดใหม่ให้แล้ว เสร็จโดยเร็ว ภายในหนึ่งเดือนภายหลังจากคณะกรรมการชุดเดิมหมดวาระ - กรณีที่คณะกรรมการพ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ด้วยเหตุดังนี้ - การตาย ลาออก เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ - อยู่ระหว่างการดาเนินคดีหรือถูกคาพิพากษาให้จาคุก (ยกเว้นความผิดอันใดได้กระทาโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ) - คณะกรรมการที่ปรึกษามีมติให้ออก - คณะกรรมการที่ปรึกษาอาจเสนอผู้มีอานาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้ และซึ่งให้ ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตาแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน - ในกรณีที่คณะกรรมการที่ปรึกษาเสนอผู้มีอานาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการเพิ่มเติมขึ้นใน ระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตาแหน่ง ให้ผู้ซึ่งได้รับตาแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่
33.
- 30 - 6.
อานาจผู้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา เป็นอานาจของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช 7. โครงสร้างของคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการที่ปรึกษาจะเป็นกลไกหลักในการ อานวยการให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคีในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ดังนั้น มุมมองหรือเป้ าประสงค์ของ คณะกรรมการที่ปรึกษา คือ การบริหารจัดการของพื้นที่คุ้มครองทั้งผืน และครอบคลุมประเด็นปัญหาทุกด้าน โดยมีอานาจแต่งตั้งคณะทางาน เพื่อรองรับภารกิจต่างๆ ที่ระบุไว้ในบทบาทหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา ทุกด้าน โดยมีอานาจแบ่งตามเขตจังหวัด อาเภอ ตาบล หมู่บ้าน หรือแบ่งตามประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น 8. บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษา มีดังนี้ 8.1มีส่วนร่วมในการวางแผน - ให้คาปรึกษา แนะนาในการผนวก เพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง - ให้คาปรึกษา แนะนาในการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่คุ้มครอง - ให้คาปรึกษาแนะนาในการจัดการหรือทบทวนแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่สอดคล้อง กับนโยบายรัฐบาลด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ - ให้ความเห็นชอบโครงการที่ขอใช้เงินจากกองทุนสนับสนุนกิจกรรมชุมชน (CI: Community Initiative) โดยให้เป็นไปตามคู่มือการบริหารจัดการกองทุนสนับสนุนกิจกรรมชุมชน โครงการการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม 8.2 มีส่วนร่วมในการดาเนินงาน - ให้คาแนะนาต่อกิจกรรมเพื่อการคุ้มครอง ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และต่อกิจกรรมการพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม -สนับสนุนให้มีเวทีการแสดงความคิดเห็นของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวกับนโยบายและที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง -สนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์กรชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างระบบเครือข่าย -สนับสนุนกิจกรรมที่เอื้อต่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ -สนับสนุนให้เกิดการประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์กับการมีส่วนร่วมให้แก่ประชาชน -สนับสนุนให้เกิดการประชาสัมพันธ์เรื่องต่างๆเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองให้ประชาชนรับทราบ -ให้คาแนะนาและพิจารณาในการจัดทาข้อตกลงกฎกติกาของชุมชน -ให้คาแนะนาและพิจารณาในการดาเนินการพัฒนาชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง - เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการแก้ไขในการดาเนินงาน ของพื้นที่คุ้มครอง
34.
- 31 - -
แต่งตั้งคณะทางานเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามคณะกรรมการที่ปรึกษามอบหมาย - สนับสนุนการดาเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่ได้รับมอบหมายจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรืออุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือโครงการใดๆ - อานวยความสะดวกในการดาเนินงานติดตามและประเมินผล 9. การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา - กรณีที่ประธานไม่มาประชุม หรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้คณะกรรมการเลือกคณะกรรมการ คนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก - การออกเสียงในการลงคะแนน ให้คณะกรรมการที่ปรึกษากาหนดให้ชัดเจนก่อนการ ประชุมทุกครั้ง - ถ้าคะแนนสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มหนึ่งเสียงเป็นเสี่ยงชี้ขาด - การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา ต้องมีกรรมการเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จานวนทั้งหมด - กรณีที่กรรมการไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ให้ส่งชื่อผู้แทนให้เลขานุการทราบก่อนการ ประชุม การมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถดาเนินการได้ภายใต้กฎหมายและสถานการณ์ใน ปัจจุบันนั้น ในที่นี้แบ่งออกเป็น 3 ด้านตามวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองดังนี้ 1. การมีส่วนร่วมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1.1 การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการสร้างจิตสานึก - การอบรมให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนประโยชน์ที่ชุมชนได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ อาหาร ของป่า แหล่งน้า การบรรเทาอุทกภัย และภัยแล้ง โดยการประชาสัมพันธ์ การอบรม สัมมนา ประชุมร่วม และศึกษาดูงาน - การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดาเนินการของพื้นที่คุ้มครองให้ประชาชนใน ท้องถิ่นได้รับทราบ เช่น การทาประกาศติดในที่สาธารณะ การร่วมประชุมประจาเดือน หรือการร่วมประชุม หมู่บ้านเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง - จัดทาโครงการร่วมระหว่างพื้นที่คุ้มครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ เช่น สื่อมวลชน สถานีโทรทัศน์ วิทยุ นักเขียน ในการจัดทาสารคดี ข่าวประชาสัมพันธ์ รายการวิทยุโทรทัศน์ ชุมชน เพื่อเผยแพร่งานด้านการอนุรักษ์ และเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชุมชน
35.
- 32 - -
สร้างจิตสานึก โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน และชุมชน ให้ตระหนักถึง ความสาคัญและประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ประชุม หารือและฝึกอบรม - การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่และ ประชาชนในการมีส่วนร่วม แสวงหาความรู้ สารวจข้อมูลในพื้นที่ รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ วิเคราะห์ปัญหา โดยการประชุมหารือ สัมมนา ในลักษณะเวทีชาวบ้าน - ดาเนินการต่อเนื่องในการเตรียมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ โดยการอบรมให้ความรู้ด้านการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแก่เยาวชนและให้โอกาสเยาวชนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่คุ้มครองในช่วงปิด ภาคเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการปฏิบัติงานจริง และได้สัมผัสกับวิถีธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ควรที่จะ มีการหมุนเวียนไปทั่วชุมชนที่อยู่ในและรอบเขตอุทยานแห่งชาติ - ตั้งกลุ่มสื่อมวลชนเพื่อการอนุรักษ์เพื่อให้กลุ่มสื่อมวลชน ร่วมกาหนดแผนการ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และรณรงค์ให้ประชาชนได้เข้าใจและทราบข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ - ร่วมประสานกับโรงเรียน สถาบันการศึกษา ในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติจากพื้นที่จริง และจักทากิจกรรมให้เยาวชนได้เรียนรู้และเข้ามาปฏิบัติในพื้นที่จริง - การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลแก่ประชาชนในท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการติดตามตรวจสอบและ ได้มีการรับรู้ในวงกว้าง ให้ใช้ภาษาและรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย 1.2 การร่วมวางแผน แก้ไขปัญหาและเสนอแนะความเห็น - จัดทาแผนการปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์ โดยบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงานในพื้นที่ - สนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ กลุ่มการทางานและจัดตั้ง กลุ่มการทางานหาแนวร่วมท้องถิ่นและชมรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอาสาสมัครเพื่อพิทักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - เสริมสร้างความเข้มแข็ง และจัดตั้งองค์กรชุมชน โดยการประชาสัมพันธ์ ชี้แจงราษฎร ประชุมแสดงความคิดเห็น - จัดทาข้อปัญหาอุปสรรคกฎระเบียบ กฎหมายในกรณีให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมใน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุง - กาหนดมาตรการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่เริ่มวางแผน การปฏิบัติและการเฝ้ าระวังและติดตามผล เช่น อาสาป้ องกันไฟป่า อาสาสมัครลาดตระเวนและป้ องกัน การสืบหาข่าว หรือเรื่องร้องทุกข์ - จัดทาโครงการพัฒนาชุมชน พัฒนาอาชีพเสริมด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับทรัพยากรหรือ ศักยภาพของพื้นที่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เกษตรทางเลือก เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน โดยการอบรมให้ความรู้ และประสานหน่วยงานที่มีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวให้การสนับสนุน - ร่วมกาหนดข้อตกลง กฎ และกติกาของชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน
36.
- 33 - -
จัดประชุมหารือเวทีชาวบ้าน ให้ประชาชนในพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้องมาร่วมวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาแนวเขตให้เหมาะสม - ให้มีการทาประชาพิจารณ์ เพื่อให้สาธารณะชนมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในการ จัดการพื้นที่ โดยการจัดประชุม สัมมนา จัดเวทีแสดงความคิดเห็น - ประกาศเพื่อเชิญชวนบุคคล และองค์กรให้ข้อเสนอแนะสาหรับการเตรียมการหรือ ปรับปรุงแผนการจัดการพื้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร ไปยังหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองในเวลาที่กาหนดไว้ใน ประกาศโดยมีการปิดประกาศ ในสถานที่ราชการระดับตาบล อาเภอ และจังหวัด - การจัดทาจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรเท่าที่สามารถทาได้แก่ ผู้มีส่วนเกี่ยงข้องหรือ องค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งข้อเสนอแนะความคิดเห็นร่างแผนการจัดการพื้นที่ มาประกอบการพิจารณาจัดทา แผนการจัดการพื้นที่ภายในกาหนดเวลา - จัดให้สาธารณชนสามารถเข้ามาตรวจสอบร่างแผนการจัดการพื้นที่ได้ในวันเวลาราชการ ณ ที่ทาการพื้นที่คุ้มครอง สานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช - เชิญชวนให้สาธารณชนได้ร่วมแสดงความเห็น และให้ข้อเสนอแนะทุกครั้งที่มีแผนการ พัฒนาปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ 1.3 การร่วมดาเนินการ - จัดกิจกรรมให้นิสิต นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม เช่น การปลูกป่า การรณรงค์ทาความสะอาดชายหาด การนาขยะคืนถิ่น เพื่อสร้างจิตสานึกในการอนุรักษ์การสร้าง เครือข่ายพื้นที่คุ้มครอง - รับสมัครคัดเลือกอาสาสมัครเพื่อพื้นที่คุ้มครองจากนักเรียน นักศึกษาเยาวชน และประชาชนที่มีความสนใจมาช่วยในการปฏิบัติงาน - พัฒนาหลักสูตรและฝึกอาสาสมัครด้านความรู้พื้นฐานพื้นที่คุ้มครองและฝึก ปฏิบัติงานโดยเฉพาะงานด้านการบริการการท่องเที่ยวและงานด้านวิชาการ - จัดอาสาสมัครเพื่อนพื้นที่คุ้มครอง ช่วยปฏิบัติงานพื้นที่คุ้มครองพร้อมสร้าง เครือข่ายและติดตามผลหลังสิ้นสุดการปฏิบัติงาน -การเข้าร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมระหว่างพื้นที่คุ้มครองกับชุมชนรวมถึง กิจกรรมของชุมชนเช่นการพัฒนาหมู่บ้านกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมและการพัฒนาอาชีพเป็นต้น -ร่วมในการจัดทาแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวมถึงการปรับปรุงให้เหมาะสม โดย กาหนดการรับผิดชอบและแนวทางปฏิบัติไว้คือ -เจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองมีบทบาทคือ „ จัดทาแนวเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ชัดเจนตามพระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 „ ประชุมชี้แจง ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ คุ้มครองเข้าใจและทราบเกี่ยวกับการจัดทาแนวเขตดังกล่าว
37.
- 34 - „
จัดทาแนวเขตให้มีความชัดเจน มีการปักหลักเขตและบารุงรักษาเขตให้ ชัดเจนตลอดเวลา - ราษฎรหรือชุมชนที่มีพื้นที่ที่อาศัยและทากินติดเขตป่าอนุรักษ์มีบทบาท คือ „ ร่วมกาหนดและจัดทาแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง โดยยึดข้อเท็จจริงของพื้นที่ เช่น สภาพป่า ความลาดชันของภูมิประเทศ จุดเด่นทางธรรมชาติ เพื่อให้การจัดทาแนวเขตเกิดความเป็น ธรรมให้แก่ผู้ที่ทากินที่อยู่ใกล้เคียงแนวเขต และเป็นที่แน่ใจว่าการประกาศเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะไม่ กระทบกระเทือนต่อการดารงชีพแก่ชุมชนในพื้นที่นั้น „ ร่วมในการดูแลรักษาแนวเขตที่ทุกฝ่ายยอมรับให้คงอยู่ในแนวเดิม เพื่อ ประโยชน์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้าลาธารที่เป็นแหล่งน้าให้แก่ชุมชน „ หน่วยงานปกครองและองค์การบริหารส่วนตาบล - ประสานความร่วมมือกับคณะทางานที่จัดตั้งขึ้นในการกาหนดแนวเขต - ช่วยในการกากับดูแลแนวเขต และการรุกล้าแนวเขตของราษฎร - ช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ราษฎรในพื้นที่เล็งเห็นความสาคัญของการจัดทาแนวเขต 1.4 ร่วมรับประโยชน์ -พัฒนาอาชีพเสริมให้แก่ชุมชน ราษฎรที่อาศัยผลผลิตจากป่ าในการยังชีพเพื่อให้มีรายได้ จากแหล่งอื่นมาทดแทน หากอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว จะมีอาชีพในการบริการการท่องเที่ยว เช่น ไกด์นาทาง ขายของที่ระลึกรถรับจ้าง ลูกหาบ ขายอาหาร ที่พัก (Homestay) การอบรมการปลูกไม้ป่าที่ราคาสูง เช่น ผักหวาน ไผ่ การเพาะเห็ด เป็นต้น - ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งเป็นหลักเกณฑ์ และจัดทาประกาศนียบัตรหรือหนังสือรับรองการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นอนุรักษ์ หรือโล่เกียรติยศประจากลุ่ม หมู่บ้านเพื่อเป็นแรงจูงใจในการ อนุรักษ์พื้นที่และการป้ องกันไฟป่ า 2. การมีส่วนร่วมในด้านการจัดการการท่องเที่ยว 2.1 ร่วมรับรู้ ข้อมูลข่าวสารและการสร้างจิตสานึกในข้อนี้ส่วนใหญ่ใช้หลักการ เดียวกับการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มเติมใน บางส่วน - พื้นที่คุ้มครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คาแนะนาในการบริการการ ท่องเที่ยวทั้งรูปแบบ วิธีการ แนวโน้มทางการตลาด โอกาสที่ควรจะดาเนินการให้แก่ราษฎรที่จะ ประกอบกิจการท่องเที่ยว - ประสานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้มีการอบรมด้านการบริการการ ท่องเที่ยวแก่ราษฎร ชุมชน
38.
- 35 - 2.2
ร่วมวางแผน แก้ไขปัญหา และเสนอความเห็น - ร่วมจัดทาแผนการจัดการการท่องเที่ยว โดยตั้งคณะทางานร่วมประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สานักนโยบายและ แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานฝ่ายปกครองระดับจังหวัด ตาบล ตัวแทนชุมชน ราษฎรในพื้นที่คุ้มครองตั้งอยู่ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว - ร่วมกันจัดทาแผนและกิจกรรมการท่องเที่ยว ระเบียบธุรกิจการท่องเที่ยว 2.3 ร่วมดาเนินการ - ส่งเสริมการรวมกลุ่มของราษฎรโดยการจัดตั้งในรูปกลุ่ม ชมรมสหกรณ์ เพื่อ ประกอบกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น การขนส่ง การบริการนาเที่ยว ที่พักอาศัย อาหาร เครื่องดื่ม และ ของที่ระลึก - การฝึกอบรมและการสร้างยุวอาสาสมัครต้อนรับนักท่องเที่ยวประจาถิ่น และการ เป็นผู้นาเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง 2.4 ประโยชน์ร่วมกัน - ส่งเสริม สนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการจัดตั้ง ศูนย์จาหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในพื้นที่คุ้มครอง - การเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น แสวงหารายได้จากการท่องเที่ยว เช่น การจาหน่ายอาหารเครื่องดื่ม สินค้าของฝาก ของที่ระลึก ลูกหาบ การคมนาคมเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ไกด์นาทาง การนวดแผนโบราณ การบริการให้เช่าอุปกรณ์ และการจัดการการท่องเที่ยว - การส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ชุมชนท้องถิ่น โครงการจัดนิทรรศการการ สาธิต การจาลอง การสาธิตการทอผ้า หรืออื่นๆ ที่เหมาะสม 3. การมีส่วนร่วมในด้านวิชาการ 3.1 ร่วมรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างจิตสานึก - การมีส่วนร่วมด้านวิชาการ เช่น ประชาชนได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม จากนักวิชาการของพื้นที่คุ้มครอง 3.2 ร่วมวางแผน แก้ไขปัญหา และเสนอแนวคิด - ร่วมในการวางแผนการศึกษาวิจัย เพื่อเอื้อประโยชน์ในการสนับสนุนการทางาน ของพื้นที่คุ้มครอง และมีผลประโยชน์ต่อเนื่องถึงชุมชน - ร่วมในการวางแผนการรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น 3.3 ร่วมดาเนินการ - ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา โรงเรียนในการทาการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง - สนับสนุน สร้างแรงจูงใจให้กับหน่วยงานอื่นๆ ภาครัฐ ภาคเอกชนเพื่อทาการวิจัย ในพื้นที่คุ้มครอง
39.
- 36 - -
พื้นที่คุ้มครองร่วมกับชุมชนในการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานชุมชน ข้อมูลฐาน ทรัพยากร และข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการหรือพัฒนาต่อไป บทเรียนการทางานของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง คณะทางานด้านการสร้างความเข้มแข็งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ได้ทาการ ตรวจสอบข้อมูลผลการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ทั้งอุทยานแห่งชาติและเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่ า ตามแนวทางในหนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ด่วนที่สุด ที่ ทส 0905.201/12931 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 เรื่อง แนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ (PAC) ที่ได้ เล็งเห็นความสาคัญในการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง 2. การศึกษาผลการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ จากรายงานถึงสานักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช พบว่ามีประเด็นที่ สาคัญๆ เช่น 1. การจัดการที่ดินของชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่กาหนดให้มีการผ่อนปรนตามมติ ค.ร.ม. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เกี่ยวกับการตรวจสอบรังวัดหมายแนวเขตหลายๆ พื้นที่ยังดาเนินการไม่ แล้วเสร็จ หรือยังไม่มีแผนดาเนินการขั้นต่อไป 2. การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พื้นที่อุทยานแห่งชาติที่อยู่บนพื้นฐานประเพณี วัฒนธรรม เช่น การรักษาป่า แหล่งต้นน้า การบวชป่า การบูชาผีหัวน้า เป็นต้น 3. การสร้างจิตสานึกให้เยาวชนหรือประชาชนทั่วไปทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา เช่น การจัด ค่ายเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมให้สถานศึกษาใช้อุทยานแห่งชาติเป็นห้องเรียน ธรรมชาติ พร้อมทั้งเสนอให้มีการอบรมมัคคุเทศก์ และให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จัดวิทยากรที่มีความรู้ความชานาญของหน่วยงานเป็นวิทยากรในวิชาที่เกี่ยวข้อง 4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติให้เป็นแหล่ง เรียนรู้ด้านการบริการของระบบนิเวศความสาคัญของระบบนิเวศ การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว เชิงระบบนิเวศและการใช้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อการท่องเที่ยว 5. การฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่บริเวณใดที่เคยเป็นไร่ร้าง ก็ควรปล่อยทิ้งไว้ให้ มีการพัฒนาเป็นป่าโดยธรรมชาติหรืออาจจะปลูกเสริม โดยใช้พันธุ์ไม้ที่อานวยผลประโยชน์ทางด้านการเป็น แหล่งอาหาร ที่อาศัยหรือหลบภัยของสัตว์ป่า ไม่ควรใช้หรือปลูกชนิดพันธุ์เพียงชนิดเดียวที่ปลูกแบบสวนป่า หรือใช้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น 6. การพัฒนาอาชีพให้แก่ชุมชนโดยไม่เป็นการทาลายระบบนิเวศ เนื่องจากทั้งภายในและภายนอก พื้นที่มีราษฎรประกอบอาชีพด้านต่างๆ อาศัยอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปจะมีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่
40.
- 37 - คุ้มครอง
เช่น การเก็บเห็ด หน่อไม้การลักลอบสัตว์ป่า หรือการลักลอบตัดไม้หรือเก็บหาของป่าอื่นๆ เพื่อลด ปัญหาภัยคุกคามดังกล่าว จึงควรที่จะมีการพัฒนาชุมชนให้ประกอบอาชีพที่ไม่พึ่งพิงระบบนิเวศป่าธรรมชาติ เช่น การเลี้ยงผึ้ง การปลูกพันธุ์พืชที่ต้องการทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดินของตนเอง 7. การพัฒนาสิ่งอานวยความสะดวกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เช่น เส้นทางตรวจการณ์ อาคาร สถานที่ ระบบน้าประปาภูเขา การสร้างฝายกักน้าและกักตะกอน การสร้างฝายกักน้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ า สาหรับหมู่บ้าน การวางทุนจอดเรือ การสร้างท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล การ ปลูกพืชอาหารสัตว์ป่า การปรับปรุงป้ายสื่อต่างๆ และการป้องกันไฟป่า 8. การศึกษาวิจัยเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหลายๆ แห่ง พบว่ามีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไปศึกษาวิจัยที่ได้ดาเนินงานร่วมกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ยังไม่ได้ เป็นการวิจัยที่นาผลมาใช้เพื่อการจัดการพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเป็นการวิจัยข้อมูลพื้นฐานหรือชีววิทยาหรือความ หลากหลายทางชีวภาพ การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ การวิจัยการใช้ประโยชน์ที่ดินตามมติ ค.ร.ม. วันที่ 30 มิถุนายน 2541 9. การจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอาชีพของชุมชนที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่อุทยาน แห่งชาติ 10. เรื่องอื่นๆ ที่มีการนาเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา เช่น ปัญหาขยะ การจัดทาแผน ยุทธศาสตร์อุทยานแห่งชาติให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัด การสร้างเครือข่ายของประชาชนเพื่อ แก้ไขการบุกรุกที่ดิน การแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การปลูกป่ า การปลูก ยางพารา การหมายแนวเขตอุทยานแห่งชาติอย่างมีส่วนร่วม การจัดการจราจร การกู้ภัย เป็นต้น 3. การศึกษาผลการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า จากรายงานถึงสานักอนุรักษ์สัตว์ป่ า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช มีประเด็นที่ สาคัญๆ เช่น 1. การจัดการที่ดินของชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและซ้อนทับตามแนวเขต การ ผ่อนปรนตามมติ ค.ร.ม. วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ตลอดจนการรังวัดหมายแนวเขต เพื่อให้มีการจัดระเบียบ ชุมชน โดยเฉพาะชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมหรือชนเผ่าต่างๆ ที่มีประเพณีวัฒนธรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มี การอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม 2. การแก้ไขปัญหาช้างป่าและสัตว์ป่าออกหากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไปกินพืชผลและทาลาย พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน การจัดตั้งกองทุนอาหารช้าง สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูลเพื่อ การจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3. การฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่เคยเป็นไร่ร้างมาก่อน ควรปล่อยให้มีการพัฒนาตามธรรมชาติหรือการปลูกเสริมโดยใช้ชนิดพันธุ์ไม้ที่อานวยผลประโยชน์ทางด้าน
41.
- 38 - การเป็นแหล่งอาหาร
ที่อยู่อาศัยและแหล่งหลบภัยสาหรับสัตว์ป่าและไม่ควรใช้พันธุ์ไม้ชนิดเดียวปลูกเป็น แบบสวนป่าหรือใช้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น 4. การสร้างจิตสานึกด้านการอนุรักษ์ในรูปแบบของการฝึกอบรมนักเรียน นักศึกษา หรือเยาวชน โดยการจัดค่ายเยาวชน ส่งเสริมให้มีการใช้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นห้องเรียนธรรมชาติ การฝึกอบรม มัคคุเทศก์ท่องเที่ยวสาหรับสัตว์ป่า พร้อมทั้งจัดวิทยากรที่มีความรู้ความชานาญของหน่วยงานเป็นผู้สอนใน วิชาการที่เกี่ยวข้อง 5. การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติในหลายๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีพื้นที่ที่เหมาะสมสาหรับเป็น แหล่งที่อยู่อาศัยหากินของสัตว์ป่าบางชนิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสัตว์ป่าชนิดนั้นอาศัยอยู่ก่อนและหาได้ยาก ในขณะเดียวกันก็มีการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ชนิดพันธุ์ที่ต้องการตามสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าต่างๆ จึงให้นา สัตว์ป่าที่ต้องการไปปล่อย เช่น ละองละมั่ง เนื้อทราย อีเก้งและกวางป่า เป็นต้น พร้อมทั้งให้มีการศึกษาวิจัย เพื่อการติดตามผล 6. การวางแผนและโครงการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ หลายๆ หน่วยงานมี ความสัมพันธ์กับพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น หน่วยจัดการต้นน้า หน่วยป้ องกันรักษาป่า ตลอดจน องค์การบริหารส่วนตาบล (อบต.) ควรจะได้วางแผนและโครงการร่วมกันว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่ดาเนินการใน พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเป็นการบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ 7. ปัญหาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่หลายๆ แห่งที่ประสบปัญหากับการใช้ ประโยชน์ในพื้นที่ เช่น การเลี้ยงปศุสัตว์การเก็บเห็ด การเก็บหาหน่อไม้ตลอดจนการลักลอบล่าสัตว์ป่าและ การลักลอบตัดไม้ จึงได้มีการนาเข้าที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้น 8. การทางานร่วมกับพันธมิตรที่ได้เข้ามาดาเนินการในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น มูลนิธิ องค์กร อนุรักษ์หรือเครือข่ายต่างๆ ทาให้เกิดผลประโยชน์กับพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่นมูลนิธิสืบ องค์กร WWF เป็นต้น 9. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่ง เหมาะสมเป็นที่ศึกษาสัตว์ป่า ชนิดพันธุ์ไม้ จะมีนักอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะนักดูนกจะเข้าไปใช้พื้นที่เป็น จานวนมากหรือบางพื้นที่ได้นาเอาสัตว์ป่าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ไปปล่อยคืนสู่ป่าและกลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวชมสัตว์ป่าที่สาคัญ นักท่องเที่ยวได้ขออนุญาตเข้าชมตามระเบียบ ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงระบบ นิเวศไม่เป็นการทาลายชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและถิ่นที่อาศัย 10. เรื่องอื่นๆ ที่พบว่ามีการนาเข้าที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น การ สร้างเครือข่ายกับชุมชนในการป้ องกันรักษาป่า การสร้างความร่วมมือกับทหาร การจัดตั้งอาสาสมัครจาก หมู่บ้านเข้ามาช่วยดูแลป่าไม้การปลูกพืชในที่ดินของผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า การปลูกยางพารา ปัญหาขยะ ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โครงการศูนย์เรียนรู้โดยใช้งบประมาณจากจังหวัด และการใช้ โรงเรียนช่วยประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น
42.
- 39 - สรุปผลการดาเนินงานต่างๆ
ที่ผ่านมา 1. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐกับชุมชน การให้ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหา เช่น การจัดทาแนวเขตที่ทากิน และแนวเขตพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่า ร่วมแก้ปัญหาและความรับผิดชอบ ร่วม ให้คาแนะนาปรับปรุงกฎกติกาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เช่น การเก็บหาของป่า เป็นต้น 2. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ได้จัดกิจกรรมที่เป็นการสร้างจิตสานึกด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรในพื้นที่ให้แก่ชุมชน เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้คาแนะนาใน ด้านการอนุรักษ์การประชาสัมพันธ์ การฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน ตลอดจนให้มีการขยายผลการอนุรักษ์ สู่ชุมชนอื่นๆ ตลอดจนการติดตามผลการดาเนินงาน 3. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเสนอให้เจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองศึกษาวิจัยจัดทาฐานข้อมูล ของพื้นที่เพื่อใช้ในการวางแผนดาเนินงานที่ก่อให้เกิดการจัดการอย่างมีส่วนร่วม คณะกรรมการที่ปรึกษา พร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูล ตลอดจนให้มีการจัดตั้งกองทุน เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครองเช่น การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ดอยเวียงลอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเวียงลอ จังหวัดพะเยา เป็นต้น 4. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน ที่เน้นไปในเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและการอยู่รวมกันของชุมชน สร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ใน การอนุรักษ์ที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ ให้คาแนะนาแก่ชุมชนในการทาโครงการและประสานงานด้าน การพัฒนาอาชีพ 5. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองให้ข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์หรือเสนอแนะแหล่งทุนอื่นๆ ที่สามารถนาเงินงบประมาณจากภายนอกมาเสริมหรือทดแทนงบประมาณที่โครงการของพื้นที่คุ้มครองไม่ สามารถสนับสนุนได้ 6. คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองประกอบด้วยผู้แทนแต่ละหน่วยงานที่มีความรู้เฉพาะทาง เช่น เกษตร ประมง ปศุสัตว์ การปกครอง เป็นต้น ถือว่าเป็นคณะบุคคลที่มีความรู้ความชานาญเฉพาะเป็น พิเศษ หากว่ามีปัญหาใดๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสาขาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคณะกรรมการสามารถหา แนวทางแก้ไขร่วมกันได้ 4. การจัดตั้งคณะกรรมการพื้นที่คุ้มครอง กลุ่มป่ ามรดกโลก ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แนวคิดนี้ได้เน้นการให้ความสาคัญแก่ประชาชนท้องถิ่นในการที่มีบทบาทในการกากับดูแล และ ควบคุมการใช้ทรัพยากรและการท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่สามารถให้ประชาชนท้องถิ่นดาเนินชีวิตได้อย่างมี ศักดิ์ศรี การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเป็นแนวคิดการกระจายอานาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น หรือภูมิภาค หรือเป็นความพยายามที่จะให้มีการวางแผนพัฒนาแบบยั่งยืนจากส่วนล่างขึ้นสู่ส่วนบน ทั้งนี้เพราะชุมชน ท้องถิ่น คือผู้รู้ปัญหาและความต้องการของตนเองดีกว่าผู้อื่น เนื่องจากชุมชนท้องถิ่นผู้ได้รับผลกระทบ
43.
- 40 - โดยตรง
จึงต้องให้ชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวใน ชุมชนของท้องถิ่นของตนเอง (บุญเลิศ, 2542 และนาชัย, 2542) ทิศทางและแนวทางในการมีส่วนร่วมของ ชุมชนนั้นจะต้องมีการมุ่งไปสู่การร่วมมือในการใช้ทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการรองรับการท่องเที่ยว แบบยั่งยืนให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนได้แก่ 1. ระดับนโยบาย จะต้องมีการหาทางให้สมาชิกในชุมชนทุกชุมชน ทุกคน ทุกระดับรับทราบ นโยบายการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน 2.ระดับแผนจะต้องหาทางให้ชุมชนเข้าใจแบบแผนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้ชัดเจนทุกระดับของแผน 3. ระดับปฏิบัติ ให้สมาชิกของชุมชนกลุ่มต่างๆ ทุกชุมชนในพื้นที่เที่ยวศึกษา แผนปฏิบัติ แนวทาง และวิธีปฏิบัติให้เข้าใจ จนสามารถให้ความร่วมมือและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมีการแนะนาอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าสมาชิกชุมชนทุกชุมชนทุกคน ทุกระดับดาเนินการไป ถูกทิศทางแล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่กลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น – เขาใหญ่ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (Protected Area Committee of Dongpayayen-Khaoyai Forest Complex) เกิดจากความคิดในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมี ส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 ซึ่งถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 กาหนดให้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม แต่กระแสข่าวว่าอีกไม่นานจะมีการประกาศ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นเพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งในเรื่องของการ ให้ความสาคัญ กับการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนตลอดจนทุกภาคส่วนต่างๆ นั้นน่าจะเป็นตัวบทที่มี ความสาคัญที่รัฐธรรมนูญจะให้ความสาคัญ ซึ่งถ้าหากจะอ้างถึงรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่ถูกยกเลิกไปนั้น จะเห็นได้ว่ามีการให้ความสาคัญของการมีส่วนร่วมดังปรากฏในมาตรา 87 ที่รัฐต้องดาเนินการตาม แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังต่อไปนี้ 1. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้ง ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การวาง แผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการจัดทาบริการสาธารณะ 3. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบองค์กรทางวิชาชีพหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น 4. ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนา การเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือการดาเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดาเนินการ ของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความ ต้องการของชุมชนในพื้นที่
44.
- 41 - 5.
ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดย สุจริตและเที่ยงธรรม และในส่วนของการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น จะพบปรากฏในมาตรา 66 (สิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม) ที่ ระบุว่า “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟู จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทาง ชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน” และรัฐธรรมนูญมาตรา 67 (สิทธิอนุรักษ์ บารุงรักษา และได้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติ) ที่ระบุว่า “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บารุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดารงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความ เหมาะสม” จากรัฐธรรมนูญสองมาตราดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาของการมีส่วนร่วม โดยให้ความสาคัญกับความคิดเห็นของประชาชน หรือกลุ่มองค์กรต่างๆ มากขึ้น ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสาคัญในเรื่องของการมีส่วน ร่วมโดยกาหนด ไว้ในพันธกิจข้อที่ 3 ว่า “ประสานและดาเนินการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่โดยการมีส่วนร่วม” และกลยุทธ์กระทรวงในข้อที่ 5 ส่งเสริมความร่วมมือและ พัฒนาเครือข่ายการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เฝ้าระวัง ดูแล รักษา ติดตามกากับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน่วยงานดาเนินงานอยู่ภายใต้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กาหนดในเรื่องการมีส่วนร่วมในพันธกิจ ข้อที่ 3 การ บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าโดยการมีส่วนร่วมบนพื้นฐานการมีส่วนร่วม ซึ่งในการนี้กรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีหนังสือที่ ทส 0905.201/12931 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 กาหนดแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ (PAC) ในพื้นที่อนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ และเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่มีประชาชน กลุ่มประชาสังคม และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดตั้งเป็นคณะกรรมการโดยมีหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองทาหน้าที่เป็นเลขานุการ โดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็น ผู้ลงนามคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสามารถจัดการประชุมเพื่อหารือ สนับสนุน และแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง เนื่องจากในบางครั้งเจ้าหน้าที่จะมีข้อจากัดจากกรอบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองจะมีบทบาทในการให้คาปรึกษา ประสานการทางาน และ การแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครอง โดยมีวัตถุประสงค์ใน การดาเนินงาน ดังนี้
45.
- 42 - 1.
การมีส่วนร่วมในการให้คาปรึกษา แนะนาและสนับสนุนกระบวนการวางแผนบริหารจัดการ พื้นที่คุ้มครอง 2. การมีส่วนร่วมในการให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนการดาเนินกิจกรรมเพื่อการคุ้มครอง ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการดาเนินกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง 3. มีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน 4. แต่งตั้งคณะทางานเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการที่ปรึกษามอบหมาย ในการดาเนินงานด้านการมีส่วนร่วมนั้นถูกกาหนดให้มีการจัดประชุมของแต่ละพื้นคุ้มครองไม่น้อย กว่า ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งจากการตรวจเอกสารรายงานการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่ผ่าน มาพบว่าหลายพื้นที่ได้ใช้คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ เป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาที่หากดาเนินการโดยพื้นที่ คุ้มครองเองแล้วนั้นจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนการมีส่วนร่วมโดยคณะกรรมการที่ปรึกษา แล้วในหลายกรณีสามารถปัญหาได้แก้ไขได้ลุล่วงและดาเนินการสาเร็จไปได้ด้วยดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) เป็นกลไกสาคัญในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ใช้ประโยชน์ชุมชน ในพื้นที่อนุรักษ์ เนื่องจากเป็นเวทีที่มีความหลากหลายจากชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามา หารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ และเป็นกลไกที่สาคัญที่นาเสนอข้อมูล ให้กรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นาไปพิจารณาดาเนินการในขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้คณะกรรมการที่ ปรึกษายังทาหน้าที่เป็นผู้ประสานขอรับการสนับสนุนในการทางานของพื้นที่คุ้มครอง เช่น ประสาน หน่วยงานเอกชนในการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ช่วยเหลือสวัสดิการ ฯลฯ ตลอดจนการให้ข้อแนะนาเสนอแนะ ข้อมูล ข้อคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ต่อ พื้นที่คุ้มครอง รวมถึงบทบาทในการติดตามความก้าวหน้าการดาเนินการตรวจสอบกิจกรรมโครงการต่างๆ หรือการบริหารงานที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่คุ้มครอง แนวทางการการจัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เหตุผลความจาเป็น ในการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลก ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนโยบายให้ความสาคัญในการสนับสนุน และส่งเสริมการมี ส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศในพื้นที่ อนุรักษ์ได้ให้ความสาคัญและมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้เกิดกลไกสาหรับการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผืนป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เป็นมรดกโลกแหล่งที่ 5 ของไทย และเป็นอันดับที่ 2 ของมรดกทางธรรมชาติของไทย ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ณ เมืองเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 1 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 3,874,863 ไร่ หรือ 6,155 ตาราง กิโลเมตร แหล่งมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่นั้นเป็นผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยมีสภาพ
46.
- 43 - ป่าแบบต่างๆ
ตั้งแต่ป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา และทุ่งหญ้า มีชนิด พันธุ์ของพืชและสัตว์ที่ไม่สามารถพบได้ที่อื่นในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นั้น จะอยู่ภายใต้บริบทของการจาแนกการบริหารจัดการออกเป็นพื้นที่อนุรักษ์ จานวน 4 อุทยานแห่งชาติ และ 1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติ ปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ซึ่งจะดาเนินการบริหารจัดการเพื่อ ปกป้ องและคุ้มครองพื้นที่ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งภายหลังที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา การบริหารจัดการจะเป็นไป ในลักษณะของการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่ในพื้นที่มรดกโลก ทางธรรมชาติดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ยังมีจุดด้อยเรื่องความเชื่อมโยงในลักษณะของการบริหารจัดการในเชิง พื้นที่ (Area Approach) ซึ่งจะมีการบริหารจัดการในเชิงกลุ่มป่าที่มองเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและความ หลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในองค์รวม ดังนั้น “คณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดก โลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่” จะเป็นจุดเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน และจะดาเนินการสนับสนุนการบริหาร จัดการกลุ่มป่าในเชิงมหาภาคมากยิ่งขึ้น ในบางกรณีปัญหาที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหารือในเวทีของ คณะกรรมการที่ปรึกษาของพื้นที่อนุรักษ์แต่ละแห่งนั้น จะสามารถประสานงานหรืออานวยความสะดวกใน การแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่หากปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องในระดับนโยบายอาจจาเป็นต้องอาศัย คณะกรรมการที่มีศักยภาพและระดับความสาคัญสูงที่ขึ้น เพื่อเป็นตัวกลางในการช่วยพิจารณาแนวทางการ บริหารจัดการพื้นที่โดยเฉพาะการทาหน้าที่เป็นกลไกการประสานการจัดการเชิงพื้นที่แบบกลุ่มป่า การบูรณา การด้านงบประมาณของพื้นที่กลุ่มป่า และเพื่อเป็นกลไกในการประสาน ความร่วมมือ และสร้างการมีส่วน ร่วมเพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่สามารถดาเนินงานได้ประสบความสาเร็จ สอดคล้องกับแผนการจัดการ กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ต่อไป วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนบริเวณแนวกันชนของพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น- เขาใหญ่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ในการอนุรักษ์ ฟื้ นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ ในพื้นที่มรดกโลก เป้ าหมาย การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เพื่อสนับสนุนการ ดาเนินงานตามแผนการจัดการกลุ่มป่ าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และมีส่วนร่วมในการให้คาปรึกษาและ ข้อเสนอแนะ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่มรดกโลก ชื่อคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่
47.
- 44 - วิธีการดาเนินงานสรรหาคณะกรรมการที่ปรึกษา 1.
เจ้าหน้าที่สานักงานมรดกโลกทางธรรมชาติ ส่วนจัดการพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น- เขา ใหญ่ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ กลุ่มป่ า ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยวิธีการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ต เอกสารทางราชการ เอกสาร ทางวิชาการ การประสานงานกับพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 5 แห่ง 2. ดาเนินการร่างคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา และทางานโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมของ ชุมชนบริเวณแนวกันชนพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ 3. จัดประชุมคณะกรรมการกากับฯ และคณะทางานฯ เพื่อหารือแนวทางการปฏิบัติงาน และการวาง แผนการปฏิบัติงานภาคสนาม 4. คณะทางานฯ ประสานหน่วยงานภาคสนาม เพื่อชี้แจงโครงการฯ และรับฟังความคิดเห็นเพื่อ นามาปรับใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน 5. คณะทางานฯ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 5 แห่ง เพื่อชี้แจง รายละเอียดโครงการฯ และอานวยความสะดวกในการสรรหา ผู้ที่จะทาหน้าที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น ‟ เขาใหญ่ 6. จัดประชุมผู้แทนที่ได้รับการสรรหา เพื่อประชุมในการพิจารณากาหนดโครงสร้าง และบทบาท หน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ให้สอดคล้องตามข้อตกลงในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 7. คณะทางานฯ รวบรวมสรุปแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อ นาเสนออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณา กรอบโครงสร้าง และบทบาทหน้าที่ใน การมีส่วนร่วมบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลก กลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ พร้อมทั้งดาเนินกระบวนการ จัดทาร่างคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติกลุ่มป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จานวน 10 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้แทนฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาค เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอาเภอ ปลัดอาเภอ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ 2. ผู้แทนฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ 3. ผู้แทนหน่วยราชการอื่นๆ ที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานเกษตร ครู หน่วยงานที่ดิน หน่วยงานพัฒนากร หน่วยงานการท่องเที่ยว หน่วยงานตารวจ หน่วยงานประมง ฯลฯ 4.ผู้แทนชุมชนอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ หรือองค์กรชุมชน เช่นกลุ่มแม่บ้านสหกรณ์ ฯลฯ
48.
- 45 - 5.
ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง หรือเกี่ยวข้อง เช่น หน่วยป้ องกันไฟป่า หน่วยจัดการต้นน้า หน่วยป้ องกันรักษาป่าฯ สถานีวิจัยฯ และพื้นที่ คุ้มครองข้างเคียง ฯลฯ 6. ผู้แทนเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติ/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า นั้นๆ 7. ผู้นาที่ไม่เป็นทางการและ/หรือผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ผู้นาศาสนา สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ด้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ 8. ผู้แทนสื่อมวลชนในท้องถิ่น 9. ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) 10. ผู้แทนจากหน่วยงาน องค์กร เอกชน สมาคม ชมรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยที่คณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็นเขาใหญ่ ควรมีการกระจายสัดส่วนของ คณะกรรมการที่ปรึกษา โดยเฉลี่ยในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน จานวนและสัดส่วนของผู้แทนที่จะได้รับการคัดเลือก จานวนและสัดส่วนของผู้แทนที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลก ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จานวนของผู้ที่จะทาหน้าที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่อยู่ในกลุ่มป่า มรดกโลกทางธรรมชาติดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จะมีจานวนทั้งสิ้น 44 คน โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. ผู้แทนจากคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่ พื้นที่อนุรักษ์ละ 5 คน โดยมีสัดส่วน ประกอบด้วย - ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ จานวน 2 คน - ผู้แทนจากพื้นที่อนุรักษ์ จานวน 1 คน - ผู้แทนจากภาคประชาชน จานวน 1 คน - ผู้แทนจากภาคประชาสังคม จานวน 1 คน รวม 5 พื้นที่ จานวนทั้งสิ้น 25 คน 2. ผู้แทนจากพื้นที่แนวกันชน (Buffer zone) จานวน 2 คน โดยมีสัดส่วน ประกอบด้วย - ผู้แทนจากภาคประชาชน จานวน 1 คน - ผู้แทนจากภาคประชาสังคม จานวน 1 คน รวม 5 พื้นที่ จานวนทั้งสิ้น 10 คน พื้นที่อนุรักษ์แต่ละแห่งร่วมกับคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่ จะเป็นผู้ดาเนินการสรรหา 3. ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จานวน 5 คน (โดยตาแหน่ง) ประกอบด้วย - ผู้อานวยการสานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี)
49.
- 46 - -
ผู้อานวยการสานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) - ผู้อานวยการส่วนจัดการพื้นที่มรดกโลก กลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ - ผู้อานวยการส่วนจัดการพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง - ผู้แทนจากสานักงานมรดกโลกทางธรรมชาติ 4. ผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จานวน 4 คน คุณสมบัติของกรรมการ คณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ที่มาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุก ภาคส่วนข้างต้น ควรมีความรู้ และประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลาย ทางชีวภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ภูมิปัญญาชาวบ้าน การมีส่วนร่วม การจัดการ หรือความรู้ความสามารถอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการให้คาปรึกษาเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลก และมีความเป็นอิสระเพียงพอที่จะทาหน้าที่ที่ปรึกษาได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งกาหนดให้มีคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้ 1. เป็นผู้มีความรู้ และประสบการณ์หลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่กลุ่มป่ ามรดกโลก ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เป็นมืออาชีพ และมีจริยธรรม 2. เข้าใจบทบาทหน้าที่ และทาหน้าที่ของตน (Practices) อย่างเต็มที่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือ โดยให้ข้อเสนอแนะหรือคาปรึกษาในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 3. มีเวลาที่เพียงพอในการทาหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. มีความรู้และเข้าใจในระเบียบกฎหมายทั่วไป ที่เกี่ยวข้องในด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม วาระการดารงตาแหน่งของคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 1. มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละ 3 ปี 2. ก่อนคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ เดิมจะหมดวาระ ให้กรรมการและเลขนุการของคณะกรรมการที่ ปรึกษาฯ เสนอผู้มีอานาจแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ชุดใหม่ให้แล้วเสร็จ 3. กรณีที่กรรมการพ้นจากตาแหน่งก่อนวาระด้วยเหตุ ดังนี้ - การตาย ลาออก เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ - คณะกรรมการที่ปรึกษามีมติให้ออก - อยู่ระหว่างการดาเนินคดี หรือถูกพิพากษาให้ถูกจาคุก (ยกเว้นความผิดอันได้กระทาโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ) คณะกรรมการที่ปรึกษาอาจเสนอผู้มีอานาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้ และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งอยู่ในตาแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่
50.
- 47 - 4.
ในกรณีที่คณะกรรมการที่ปรึกษาเสนอผู้มีอานาจแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการ ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตาแหน่ง ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตาแหน่งเท่ากับ วาระที่เหลืออยู่ของคณะกรรมการ 5. ในกรณีที่ผู้แทนจากคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ครบอายุตาม วาระ และบุคคลผู้นั้นทาหน้าที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ให้ยังคง สถานภาพคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ต่อไปจนครบอายุตามวาระ อานาจการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เป็นอานาจของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ ปรึกษา บทบาทหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษา บทบาทหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (ตามแนวทางการ จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง) บทบาทหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ให้ยึดถือตามแนว ทางการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ PAC โดยอนุโลม และอยู่ภายใต้ข้อตกลงในอนุสัญญาว่าด้วยการ คุ้มครอง มรดกโลก และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. การมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนในการบริหารจัดการพื้นที่ผืนป่ามรดกโลก - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนในการจัดทาหรือทบทวนแผนการจัดการพื้นที่ คุ้มครองให้สอดคล้องกันนโยบายรัฐบาลด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนการจัดหาทุนเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่า ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - แต่งตั้งอนุกรรมการในระดับพื้นที่ตามความเหมาะสม 2. การมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน กิจกรรมเพื่อการคุ้มครอง ดูแลรักษา ประสานการ จัดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมการพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนอย่าง มีส่วนร่วมในพื้นที่กลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ตลอดจนพื้นที่แนวกันชนบริเวณรอบพื้นที่ คุ้มครอง - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน การจัดการแสดงความคิดเห็นของภาครัฐ และเอกชน เกี่ยวกับนโยบายและที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนในเรื่องการบริหารจัดการและส่งเสริมการท่องเที่ยว แบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
51.
- 48 - -
ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน การจัดตั้งองค์กรชุมชนเพี่อการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างระบบเครือข่าย - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน กิจกรรมที่เอื้อต่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง และการ ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน การประชาสัมพันธ์เรื่องการอนุรักษ์กับการมีส่วน ร่วมให้แก่สาธารณชน - ให้คาปรึกษา แนะนา สนับสนุน และพิจารณาในการจัดทาข้อตกลงกฎกติกาของชุมซน ให้คาปรึกษา แนะนา สนับสนุน และพิจารณาในการดาเนินงานพัฒนา ชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง - เสนอความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการแก้ไขในการดาเนินงานของ พื้นที่คุ้มครอง - ส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างยั่งยืน 3. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล ให้คาปรึกษา แนะนาการติดตามและประเมินผลในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ตามที่กาหนดใน แผนของอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุสัตว์ป่าหรือโครงการใดๆ - อานวยความสะดวกในการดาเนินงานติดตามและประเมินผล 4. แต่งตั้งคณะทางานเพี่อช่วยปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการที่ปรึกษามอบหมาย โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับคาสั่งจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืชให้ ปฏิบัติงานในหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หรือหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้วแต่กรณี เป็นประธาน คณะทางาน 5. ดาเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมายจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 1. ในกรณีประธานไม่มาประชุม หรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการหนึ่งคน เป็นประธานในที่ประชุม และการวินิจฉัยชี้ขาดในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก 2. การออกเสียงในการลงคะแนน ให้คณะกรรมการที่ปรึกษากาหนดให้ชัดเจนก่อนการประชุมทุก ครั้ง หากเกิดกรณีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด 3. การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา ต้องมีกรรมการเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจานวน กรรมการทั้งหมด 4.กรณีที่กรรมการไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ให้ส่งชื่อผู้แทนให้เลขานุการทราบก่อนการประชุมด้วย
52.
- 49 - 5.
กาหนดจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และต้องมีการจัดทารายงานการประชุม เพี่อไว้ ติดตามความก้าวหน้าการดาเนินงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาแต่ละชุด และควรส่งรายงานการประชุมให้ หน่วยงาน - เกี่ยวกับนโยบายในการบริหารจัดการกลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - ให้คาปรึกษา เสนอแนะ เกี่ยวกับการบูรณาการแผนและงบประมาณของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องภายในกลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - จัดหาทุนและบริหารกองทุนเพื่อการอนุรักษ์กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน เกี่ยวกับกิจกรรมที่ดาเนินงานในระดับพื้นที่ของกลุ่ม ป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - มีอานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ เห็นสมควรและเหมาะสม - ให้ข้อคิดเห็น และเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง - ให้คาปรึกษา แนะนา การติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มป่ามรดกโลก ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - ประสานการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น- เขาใหญ่ ตลอดจนพื้นที่แนวกันชนรอบพื้นที่คุ้มครอง - การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน - ส่งเสริม การศึกษา และวิจัยเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างยั่งยืน - แต่งตั้งอนุกรรมการในระดับพื้นที่ตามความเหมาะสม 5. โครงการคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่ าตะวันออก โดยโครงการ CATSPA โครงการ CATSPA ได้กาหนดแนวทางการจัดตั้งและองค์ประกอบคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองระดับกลุ่มป่า บทบาทหน้าที่ และเกณฑ์การคัดเลือกคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ มีการพัฒนาแนวคิด ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่พัฒนาขึ้นในโลกและแพร่เข้ามาในประเทศไทย เช่น แนวความคิดด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับระบบนิเวศ ชนิด และพันธุกรรม จานวนความหลากหลายเป็นปฏิภาค โดยตรงกับขนาดพื้นที่ แนวความคิดการจัดการถิ่นอาศัยและวัฒนธรรมในการใช้พื้นที่ทาให้เกิดการใช้ ประโยชน์ที่ต่างกันจึงมีแนวความคิดในการร่วมจัดการทรัพยากรระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆเพื่อให้เกิด ประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมประเทศไทยได้เริ่มให้มีการจัดการแบบกลุ่มป่า โดยกรมป่าไม้ได้ แต่งตั้งให้มีคณะกรรมการกลุ่มป่าตะวันตกในปี 2544 เพื่อดูแลกลุ่มป่าประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง เขตรักษาพันธุ์ 6 แห่ง เนื้อที่ 11,274,911 ไร่มีคณะกรรมการ 51 คน ประกอบด้วยรองอธิบดีกรมป่าไม้
53.
- 50 - เป็นประธานกรรมการ
มีผู้แทนหน่วยงานส่วนกลางระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องหน่วยงานระดับกรมที่ เกี่ยวข้องตลอดจนด้านนโยบายและแผนงาน หน่วยงานเพื่อความมั่นคง และหน่วยด้านการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน และสถานการศึกษามีหน้าที่ในการวางกรอบการทางาน ติดตามผล และแก้ไข ปัญหา รวมทั้งสามารถแต่งตั้งอนุกรรมการตามความจาเป็น ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการวิชาการ จาก หน่วยงานมหาวิทยาลัย และอนุกรรมการเครือข่ายท้องถิ่นจากจังหวัดต่างๆ สาหรับกลุ่มป่าตะวันออก ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 5 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3 แห่ง รวมเนื้อที่ 1,645,383 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัดมีทรัพยากรทางชีวภาพที่หลากหลายที่เชื่อมโยงกัน มีแหล่ง น้าตกตามธรรมชาติ มีการท่องเที่ยว มีการใช้ประโยชน์โดยผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่ม สมควรที่จะได้มีการ จัดการพื้นที่ในรูปคณะกรรมการกลุ่มป่า สาหรับเป็นกลไกการประสานการจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อการบูรณาการ ด้านงบประมาณของพื้นที่กลุ่มป่า และเพื่อเป็นกลไกในการประสานความร่วมมือในงานด้านการอนุรักษ์ มีคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองรวม 8 คณะประจาพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชไว้แล้ว เพื่อความเข้าใจตรงกันของผู้เข้าร่วมประชุม ได้เตรียมตัวอย่างโครงสร้างและเกณฑ์การคัดเลือก ให้กับผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้สมควรเป็นตัวแทน ของกลุ่ม องค์กร สถาบัน โดยกาหนดโครงสร้างให้มีคณะกรรมการกลุ่มป่า จานวน 35 ตาแหน่ง ประกอบด้วย ตาแหน่ง ประธานและเลขานุการ เป็นผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้ง โดยผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการที่ปรึกษา ระดับพื้นที่แต่ละพื้นที่รวม 8 พื้นที่ โดยแบ่งตามขนาดพื้นที่ จานวน 19 คน แห่งละ 2-3 ตาแหน่งตามขนาด พื้นที่ (เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไน และเขาสอยดาวมีพื้นที่ที่เกิน 205,672 ไร่ สัดส่วน 3 คน) ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องเป็นเป็นผู้ที่กาลังเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของพื้นที่คุ้มครองภาคตะวันออก 8 แห่ง (ทั้งนี้ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งจะต้องเป็นหนึ่งในจานวนรายชื่อคณะกรรมการระดับพื้นที่) ส่วน ผู้แทนที่มาจากการสรรหาตามบทบาทหน้าที่และกลุ่มอาชีพ จานวน 16 คนเป็นผู้ที่ยังทางานในหน่วยงาน กลุ่ม หรือ องค์กรที่ได้รับการเสนอชื่อในที่ประชุมนี้ โดยสรรหาจากหน่วยงานราชการ 5 ตาแหน่ง หน่วยงาน เอกชน 5 ตาแหน่ง ภาคประชาชน 3 ตาแหน่งภาคประชาสังคม 3 ตาแหน่ง การพิจารณาคณะกรรมการที่ปรึกษาได้มีการประชุมภาคีที่เกี่ยวข้องโดยแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุม เป็น 4 กลุ่ม โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุม คัดเลือกประธานและเลขานุการการประชุมกลุ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่จาก สานักงาน CATSPAร่วมเป็นเจ้าหน้าที่อานวยความสะดวกการ ดาเนินการระดมความคิดเห็นในการจัดตั้ง และองค์ประกอบคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองระดับกลุ่มป่า บทบาทหน้าที่ และเกณฑ์การคัดเลือก คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ในประเด็น องค์ประกอบและเกณฑ์การคัดเลือกคณะกรรมการฯ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ตัวแปรความสาเร็จและข้อเสนอแนะ
54.
- 51 - ดาเนินการนาเสนอผลการอภิปรายกลุ่มโดยการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ
โดยการ หมุนเวียนไปรับฟังผลการพิจารณาของแต่ละกลุ่มและปรับปรุงแก้ไขจัดเรียงลาดับความสาคัญของหน่วยงาน ต่างๆ แต่ละภาคส่วน ที่ควรเป็นกรรมการ ตามระดับความเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองระดับกลุ่มป่า เพื่อหาหน่วยงานที่สมควรเป็นผู้แทนมาร่วมเป็นกรรมการกลุ่มป่า องค์ประกอบ มีดังนี้ 1.องค์ประกอบคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มป่าตะวันออกมีทั้งสิ้น16คนประกอบด้วย4ภาคส่วนคือ ภาคประชาชน 3 คน - ผู้รับประโยชน์ 2 คน - ชมรมท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ - เกษตรกร (ชาวสวน) - เอกชนทั่วไป 1 คน - ปราชญ์/ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม 3 คน - องค์กรภาคเอกชน 1 คน - ผู้สื่อข่าว - สถาบันการศึกษา 1 คน - คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ - เครือข่ายอนุรักษ์ 1 ท่าน - มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภาคเอกชน 5 คน - ผู้รับประโยชน์โดยตรง 3 ท่าน - สมาคมผู้ประกอบการการท่องเที่ยว - การท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี - ปตท. - เอกชนผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง 2 ท่าน EAST Water PTT-EP ภาคราชการ 5 คน - ส่วนกลาง 1 ท่าน - กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช - ส่วนภูมิภาค 3 ท่าน - กองทัพภาค
55.
- 52 - -
การประปา - ตชด. - ส่วนท้องถิ่น 1 ท่าน - นายก อบจ.จันทบุรี 2. บทบาทหน้าที่คณะกรรมการกลุ่มป่าตะวันออก มีหน้าที่ดังนี้ - ให้คาปรึกษา คาแนะนา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายในการบริหารจัดการกลุ่มป่าตะวันออก - ให้คาปรึกษา เสนอแนะ เกี่ยวกับการบูรณาการแผนและงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในกลุ่มป่าตะวันออก - จัดหาทุนและบริหารกองทุนเพื่อการอนุรักษ์กลุ่มป่าตะวันออก - ให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุน เกี่ยวกับกิจกรรมที่ดาเนินงานในระดับพื้นที่ของกลุ่มป่า ตะวันออก -มีอานาจ หน้าที่ ในการแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่เห็นสมควรและ เหมาะสม - ให้ข้อคิดเห็น และเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง - ให้คาปรึกษา แนะนา การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก 3. ตัวแปรความสาเร็จ - คณะกรรมการมีวาระการดารงตาแหน่งไม่น้อยกว่า 2 ปี - มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง - มีงบประมาณในการจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 100,000 บาท - มีแรงจูงในในการเข้ามาปฏิบัติงาน เช่น เบี้ยประชุม ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงาน - ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณและโครงสร้างการจัดการจากภาคส่วนต่าง ทั้งส่วนราชการ (กรมอุทยานฯ) หน่วยงานภายนอก เช่น IUCN ปตท. มูลนิธิต่าง รวมถึงองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. เป็นต้น - ได้รับการสนับสนุนทางด้านนโยบายและการรับรองจากคณะกรรมการกลุ่มป่าและฝ่ายการเมือง -มีการนาเสนอมติของคณะกรรมการกลุ่มป่าของคณะกรรมการของกรมอุทยานแห่งชาติฯ(คาสั่ง409) - มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง - มีการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ
56.
- 53 - บทที่
5 แนวทางในการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ----------------------------------- แนวทางการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง กลไกของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองในการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ สามารถจะมีบทบาทและหน้าที่ให้คาแนะนา คาปรึกษาหรือสนับสนุนให้มีการดาเนินงานได้ สามารถที่จะ กระทาได้ดังนี้ 1. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Resolution) ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครองหลายๆ พื้นที่ เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือการใช้ ประโยชน์ที่ดิน หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองความขัดแย้งเป็นปฏิสัมพันธ์ เชิงลบที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนหรือบุคคลที่เกิดจากแนวความคิด ค่านิยม และวิถีชีวิตที่ไม่ สอดคล้องกัน โดยมีการแสดงออกในเชิงลบที่มีการเผชิญหน้า ความกดดันเพื่อชัยชนะเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง รูปแบบที่เกิดขึ้น เช่น การโต้เถียง การต่อสู้ความเป็นศัตรู การเป็นปฏิปักษ์หรือการไม่มีความร่วมมือ พฤติกรรมการแข่งขัน การหลบเลี่ยงและการยอมทาตาม มักจะมีแนวโน้มทาให้เกิดความขัดแย้งขยายตัวมาก ขึ้นและทาให้ทางออกของความขัดแย้งนั้นมีทางเลือกน้อยลงอาจจะนาไปสู่การใช้ความรุนแรงการจัดการ ความขัดแย้งเป็นวิธีการยุติความขัดแย้งที่มีเป้าหมายให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายยอมร่วมมือกันอย่างแท้จริง ค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลาและความอดทน ตลอดจนทักษะและบุคลากรเฉพาะ ดังนั้น ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ อาจจะมีลงเอยที่มีการประนีประนอม การจัดการความขัดแย้ง โดยทั่วไปมักจะผ่านกระบวนการวินิจฉัย สาเหตุและทางเลือก และการเข้าแทรกแซงผ่านรูปแบบวิธีการ ได้แก่ การเจรจา การไกล่เกลี่ย การอานวยการ กลุ่ม เพื่อมุ่งหาการตัดสินใจโดยฉันทามติ อนุญาโตตุลาการ การระงับข้อพิพาททางเลือก การมีส่วนร่วมใน การป้องกันความขัดแย้ง เป็นต้น การวิเคราะห์ความขัดแย้งเนื่องมาจากผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ค่านิยมและการวิเคราะห์จึงมุ่งไปที่: 1. ความขัดแย้งด้านข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเข้าใจผิด ข้อมูลไม่เพียงพอ 2. ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ทัศนคติที่ผิดกัน 3. ความขัดแย้งด้านค่านิยม เป็นระบบความเชื่อ ความแตกต่างของค่านิยม ความคาดหวัง ประเพณี แนวคิด และพฤติกรรม 4. ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ การแข่งขันในสิ่งที่ไม่เพียงพอ การแย่งชิงผลประโยชน์จาก ทรัพยากร เงินทองและทรัพย์สิน 5. ความขัดแย้งทางด้านโครงสร้าง เป็นการชิงอานาจ การใช้อานาจ การกระจายอานาจ รวมถึง กฎระเบียบ และบทบาท
57.
- 54 - แนวทางการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อการแก้ไขความขัดแย้ง 1.
แนวทางการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งตามขั้นตอน (1) การตัดสินใจ (2) เศรษฐกิจ (3) การใช้ประโยชน์ (4) ด้านสังคม (5) ค่านิยมหรือความเชื่อ (6) อานาจที่ได้รับตามกฎหมาย ส่วนการวิเคราะห์จะต้องตั้งคาถามให้เกิดขึ้นว่า - ใครได้รับผลกระทบ - ใครเป็นผู้แทนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ - ไม่มีโอกาสพูดคุยเจรจา - ใครรับผิดชอบ - ใครคัดค้าน - ใครสามารถแบ่งปันได้ - พฤติกรรมการตัดสินใจ การไกล่เกลี่ย เป็นการพยายามสร้างและเปลี่ยนคู่กรณีให้มีการทางานร่วมกันบนพื้นฐานของการ ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เป็นการประชุมกลุ่ม แยกคู่กรณี การประชุมร่วมโดยคู่กรณี มีการ เจรจาพูดคุยกันหรือการเขียนข้อตกลงร่วมกัน 2. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการให้คาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย (Law Enforcement Development) จากการตรวจสอบบทบัญญัติในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 แก้ไข พ.ศ. 2535 พบว่าเป็นกฎหมายที่เป็นข้อห้ามใช้บังคับเสีย ส่วนมาก บทบัญญัติที่ให้มีการส่วนร่วมของประชาชนไม่ได้กาหนด หรือบทบัญญัติที่ส่งเสริมให้มีการใช้ ประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายมีน้อยมาก มีความเห็นว่าน่าจะสนับสนุนให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองมีส่วนให้คาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วม ดังตัวอย่าง กฎหมายอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) ของประเทศออสเตรเลีย มาตรา 14 (D) บัญญัติไว้ว่าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุกแห่งที่ได้ประกาศจัดตั้งตามกฎหมาย แล้ว ให้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่เรียกว่า Board of Management เพื่อให้มีบทบาทและ หน้าที่ดังนี้ 1. การให้คาแนะนาในการจัดทาแผนการจัดการ 2. ร่วมทาแผนการจัดการ
58.
- 55 - 3.
การให้คาแนะนา ข้อเสนอแนะ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนา เช่น การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การท่องเที่ยว เป็นต้น 4. การติดตามและประเมินผล เช่น องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ Kakadu เป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้จัดตั้งตาม กฎหมายดังกล่าวมีจานวน 15 คน ดังนี้ 1. ผู้แทนจากชุมชนหรือชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิม 10 ตาแหน่ง 2. ผู้แทนรัฐบาลกลาง 1 ตาแหน่ง 3. ผู้แทนรัฐบาลท้องถิ่น 1 ตาแหน่ง 4. ผู้แทนจากภาคการท่องเที่ยว 1 ตาแหน่ง 5. ผู้แทนจากภาคเอกชนหรือกลุ่มอนุรักษ์ 1 ตาแหน่ง 6. พนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง 1 ตาแหน่ง สาหรับบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ตามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แต่งตั้งประจาอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กาหนดให้บทบาทที่ให้ คาปรึกษา แนะนา สนับสนุนการจัดการ การแสดงความคิดเห็นทั้งของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ นโยบายและส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยการเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ เป็นการเสนอความเห็นปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมี มาตราที่กาหนดให้อุทยานแห่งชาติที่ได้ประกาศจัดตั้งตามกฎหมายแล้ว (กาหนดเป็นพระราชกฤษฎีกา) ให้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองนั้นๆ ในระดับพื้นที่โดยเฉพาะในหมวด 3 ว่าด้วยการ คุ้มครองและดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติ โดยกาหนดเป็นมาตรา 16 ทวิ ระบุให้อุทยานแห่งชาติที่ได้ประกาศ จัดตั้งเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้ว ให้แต่งตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่อุทยานแห่งชาติ..............” ประกอบด้วยผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่างๆ ในท้องถิ่นไม่เกิน 15 คน ซึ่งอธิบดีมีอานาจในการ แต่งตั้ง โดยให้คณะกรรมการให้คาปรึกษาต่ออธิบดีในเรื่องการวางแผน การดาเนินงาน และการติดตาม ประเมินผลเพื่อการคุ้มครองและดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติ และให้มีอานาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการฯ มอบหมายก็ได้ (เช่น คณะอนุกรรมการ บริหารกองทุน) คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในตาแหน่งคราวละสองปีในการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้ควรจะได้มีการประชุมร่วมกันของหลายๆ ฝ่ายหรือหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักกฎหมายหรือนิติกร หรือตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ให้ดาเนินการในทางเดียวกัน ควรจะได้มีการปรับปรุงแก้ไขในหมวด 6 บริเวณและสถานที่ห้ามล่าสัตว์ป่าอาจจะเป็นมาตรา 38 ทวิ ให้ระบุว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ได้ประกาศ จัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกาแล้ว ให้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับท้องถิ่น เรียกว่า คณะกรรมการที่ ปรึกษาพื้นที่เขตรักษาสัตว์ป่า........ที่ประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่างๆ ในระดับท้องถิ่นไม่ เกิน 15 คน ซึ่งอธิบดีมีอานาจในการแต่งตั้ง โดยให้คณะกรรมการให้คาปรึกษาต่ออธิบดีในเรื่องการวางแผน การดาเนินงานและการติดตามประเมินผลและให้มีอานาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือ
59.
- 56 - ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตามที่คณะกรรมการที่ปรึกษาคุ้มครองมอบหมายให้ก็ได้ (เช่น คณะอนุกรรมการบริหารกองทุน) และให้คณะกรรมการพื้นที่คุ้มครองที่ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในตาแหน่งคราว ละสองปีในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้ควรจะได้มีการประชุมร่วมกันของหลายๆ ฝ่ายหรือหลายภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักกฎหมายหรือนิติกร หรือตามข้อเสนอของคณะกรรมการเหตุผลในการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย เพื่อเปิดให้มีการจัดการอย่างมีส่วนร่วมจากประชาชน ชุมชนท้องถิ่น โดยการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองดังกล่าวแล้ว 3. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการให้คาปรึกษาพื้นที่คุ้มครองกับการ แนะนาและสนับสนุนในการเพิ่ม/ลดค่าธรรมเนียมเข้าใช้ บริการพื้นที่คุ้มครอง (Entrance Fees) การกาหนดค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการของพื้นที่คุ้มครอง (อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่า) กระทาโดยภาครัฐและมีระเบียบเกี่ยวกับการบริหารเงินรายได้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่นมิได้มี ส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นสนับสนุนหรือแนะนาหรือให้คาปรึกษา จากการศึกษาบทบาทของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองทั้งอุทยานแห่งชาติและเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่ าในต่างประเทศหลายๆ แห่ง พบว่าคณะกรรมการที่ปรึกษามีบทบาทในการกาหนดอัตรา ค่าธรรมเนียมเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น อุทยานแห่งชาติทางทะเล หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ ทวีปอเมริกาใต้ได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วม เรียกว่า Participatory Management Board ประกอบด้วยกรรมการเพียง 5 ท่าน คือ ภาคการประมงท้องถิ่น ผู้แทนภาคการท่องเที่ยว ผู้แทนชุมชนการท่องเที่ยวท้องถิ่น ผู้แทนสถาบันวิจัยชาลส์ดาร์วิน และหัวหน้า อุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะกาลาปากอส โดยมีบทบาทหน้าที่: 1. พิจารณากาหนดเขตการจัดการ แหล่งทาการประมง พื้นที่เพื่อการสงวนชนิดพันธุ์และพื้นที่เพื่อ การท่องเที่ยว 2. กาหนดกฎเกณฑ์/ข้อตกลงต่างๆ ตามอานาจหน้าที่ 3. การให้คาแนะนาและดาเนินการเสนอให้รัฐบาลกลางออกระเบียบภายใต้กฎหมาย เช่น เรื่องการ เก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่หรือ Entrance fee โดยกาหนดกฎเกณฑ์จากความสามารถของพื้นที่ในการรองรับ นักท่องเที่ยวเพื่อมิให้พื้นที่คุ้มครองเกิดเสื่อมโทรมจากนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป สาหรับพื้นที่อุทยานแห่งชาติของประเทศไทยหลายๆ แห่งที่มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีแหล่ง ดึงดูดใจหรือเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว สามารถที่จะเพิ่มค่า Entrance fees ได้ ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลสาเร็จ ตามเป้าหมายควรที่จะให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนหรือให้คาแนะนาไป ยังผู้รับผิดชอบได้โดยมีหลักการและเหตุผลที่เพียงพอ ทั้งนี้ Entrance fees เป็นรายได้ที่จะนามาใช้ในการ บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้
60.
- 57 - 4.
แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการและบริหารกองทุนอนุรักษ์ (Conservation Trust Fund) เรื่องกองทุนอนุรักษ์ (Conservation Trust Fund: CTF) ได้มีการพัฒนาและนามาใช้กันในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศแถบละตินอเมริกาและคาริบเบียน เพื่อเป็นกองทุนสนับสนุนการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งแหล่งเงินทุนอนุรักษ์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล องค์กร นานาชาติหรือภาคเอกชนคาว่า Trust เป็นคาศัพท์ทางกฎหมายจากประเทศอังกฤษ เป็นการจัดการกองทุนให้ มีผลกาไรที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้โดยเฉพาะ Trust Fund เป็นเงินกองทุนที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตาม กฎหมายจะต้องมีผู้ดาเนินการและผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการดาเนินงานของกองทุน รูปแบบของกองทุนอนุรักษ์อาจจะกาหนดเป็น Park Funds เป็นการจัดการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองและระบบนิเวศ และมีชื่อเรียกกองทุนที่แตกต่างกันไป เช่น Green Funds เป็นกองทุนที่ใช้ใน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ Brown Funds เป็นกองทุนเพื่อใช้ในการจัดการควบคุมมลพิษและ ของเสีย Endowment Funds เป็นกองทุนหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาคและนาผลกาไรไปใช้ประโยชน์ Sinking Funds เป็นกองทุนที่มีการกาหนดระยะเวลาที่ยาวนานและถูกใช้เพื่อการนั้นจนหมด และ Revolving Funds เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งต่างๆ และนาไปลงทุนเพื่อหวังผลกาไรถ้าหาก ว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องพิจารณา : (1) การจัดตั้งกองทุน อนุรักษ์เป็นนโยบายของพื้นที่คุ้มครองใช่หรือไม่ (2) กองทุนอนุรักษ์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการดาเนินงานของ พื้นที่คุ้มครองใช่หรือไม่ (3) มีกฎหมายหรือกฎระเบียบที่ใช้สาหรับพื้นที่คุ้มครองใช่หรือไม่ (4) หากรัฐบาล ดาเนินการจะดาเนินการอย่างไรจาก PES, Taxes, Entrance Fees (5) เงินกองทุนอนุรักษ์จะต้องมีการเสียภาษี หรือไม่ และ (6) มีการบริหารกองทุนให้มีความโปร่งใสโดยเฉพาะมีคณะกรรมการจากบุคคลภายนอกหรือ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาของพื้นที่คุ้มครอง ข้อเสนอของการบริหารกองทุนอนุรักษ์ควรจะเป็นหน่วยงานอิสระในการบริหารที่โปร่งใส พนักงานเจ้าหน้าที่ควรมีหลักการในการบริหารกองทุนมีหลักเกณฑ์ทางวิชาการในการขอรับการสนับสนุน กองทุน จะต้องมีข้อห้ามรับผลประโยชน์จากกองทุนแก่บุคคล คณะกรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ สมาชิก รับผลประโยชน์จากกองทุนฉะนั้นในการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ (CTF) ตามรายละเอียดดังกล่าวจะต้องมี การบริหารกองทุนที่มีความโปร่งใส ควรที่จะให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยเฉพาะ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองควรจะได้รับมีส่วนร่วมในการให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนการ จัดหากองทุนและบริหารกองทุนอนุรักษ์ โดยอยู่ภายใต้กฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
61.
- 58 - 5.
แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการสนับสนุนกิจกรรมที่เอื้ออานวยต่อการจัดการโดยเฉพาะการเงินงบประมาณ(Financial Scorecards) บทบาทของคณะกรรมการในการพิจารณาความยั่งยืนของระบบการเงิน เป็นการนางบประมาณ ค่าใช้จ่ายมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะการบริหารจัดการตามความจาเป็นด้านการเงิน องค์ประกอบที่สาคัญในการวางแผนด้านการเงิน คือ การค้นหาค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพื้นที่คุ้มครองมี อะไรบ้าง ทาอย่างไรที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ได้ แผนงานที่ดีจะทาให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองสามารถ ตัดสินใจด้านการเงินได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น การทบทวน การจัดสรรเงินงบประมาณ เพื่อให้เหมาะสม กับลาดับความจาเป็นและหาวิธีการลดค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทาง การเงินในระหว่างการดาเนินงานโดยทั่วไประบบการเงินและการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมักจะมีหลายๆ หน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องและรับผิดชอบร่วมกัน บทบาทแต่ละหน่วยงานต้องชัดเจนและมีเอกภาพ เพื่อ ประสิทธิภาพการวางแผนด้านการเงินและการจัดสรรงบประมาณแบบประเมินในการตรวจสอบ ความก้าวหน้าของการดาเนินงาน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนโยบายระดับชาติ คือ - กิจกรรมหลายๆ อย่าง จะต้องดาเนินการในการระดับประเทศ เช่น การปฏิรูปนโยบาย การ จัดการกองทุนและค่าธรรมเนียมในการเข้าใช้บริการพื้นที่คุ้มครอง - กิจกรรมหลายๆ อย่างจะต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายๆ หน่วยงาน ของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง - กิจกรรมหลายๆ อย่างที่พื้นที่คุ้มครองมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น การฝึกอบรม การ ติดตามผล รายงานความก้าวหน้า เป็นต้น - การระดมกองทุนค่าแทนคุณระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services : PES) - การวางแผนระบบพื้นที่คุ้มครองให้มีระบบในการบริหารที่มีประสิทธิภาพ - ระบบค่าธรรมเนียมที่มีกฎเกณฑ์ในการแข่งขันกันระหว่างพื้นที่ ระบบการเงินของพื้นที่คุ้มครองจะต้องพิจารณา สถานภาพของพื้นฐานการเงินในการระบบของ พื้นที่คุ้มครอง หมายถึง ขณะนี้มีค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใดและจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกเท่าใด เพื่อให้การ บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เป็นค่าใช้จ่ายประจาปี ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ความต้องการ ด้านการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ สามารถที่จะสรุปได้ว่ามีช่องว่างทางการเงินที่ใดบ้าง และรุนแรงแค่ไหน ตลอดจนการวางเป้ าหมายทางการเงินเพื่อเพิ่มงบประมาณและค่าใช้จ่าย หรือการลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร จัดการเพื่อให้เกิดความสมดุลทางบัญชีสถานภาพทางการเงิน บางปีอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เนื่องจากการ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหรือผู้บริจาค
62.
- 59 - 6.
แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้วิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ (Economic Tools for Ecosystem Services) บทบาทในการให้คาปรึกษา แนะนา และสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์กับการมี ส่วนร่วมให้แก่สาธารณชน คือ คณะกรรมการจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ หรือ วิธีการที่จะต้องค้นหาความเข้าใจว่าชุมชนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศ เพื่อการ สนับสนุนหรือการประชาสัมพันธ์เพื่อการดารงชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น คณะกรรมการสามารถวิเคราะห์ว่า โอกาสของชุมชนท้องถิ่นมีการใช้ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศอย่างไรบ้าง มีหน้าที่ ประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม - การสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องมีความแน่ใจแนวคิดในกระบวนการมี ส่วนร่วมในโครงการและการนาไปสู่การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ - เพื่อสร้างความตระหนักและเข้าใจในการบริการของระบบนิเวศทั้งในและนอกพื้นที่ คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น - เรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการวิเคราะห์ “โอกาสการบริการของระบบนิเวศ” เป็น กลไกในการสร้างคาถามในการประเมินมูลค่าที่จะเกิดขึ้นว่า (1) ชุมชนท้องถิ่นมีความเกี่ยวข้องกับการบริการ ของระบบนิเวศ (2) ความสาคัญการบริการของระบบนิเวศ (3) ประชาชนมีส่วนรับผลประโยชน์หรือการ ทาลายระบบนิเวศอย่างไร และ (4) มีกิจกรรมอะไรบ้างที่จะช่วยในเรื่องการบริการของระบบนิเวศ 7. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับบทบาทในการดาเนินงานด้านการจัดการแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศ (Ecological Corridors) ในการจัดการแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศหรือแนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าในพื้นที่ คุ้มครองหรือพื้นที่อื่นๆ มีข้อที่จะต้องดาเนินการหรือการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น คณะกรรมการที่ ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองควรจะมีบทบาทในการชี้แจงให้ชุมชนท้องถิ่นรับทราบข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการที่ ปรึกษาจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศ กับกระบวนการดาเนินงาน เพื่อให้ การดาเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศหรือแนวเชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า ต้องได้รับการสนับสนุน จากชุมชนท้องถิ่นในการจัดการและการพัฒนาด้านการอนุรักษ์ ซึ่งจะเป็นหลักประกันความมั่นคงในการ ดาเนินงานโดยเฉพาะ 1. เจ้าของที่ดินหรือผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน การดาเนินงานจะต้องได้รับการสนับสนุนจาก เจ้าของที่ดิน ประชาชนหรือผู้ร่วมดาเนินงานในระดับท้องถิ่น จะต้องมีการร่วมมือในเรื่องการใช้ประโยชน์ ที่ดินร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเป็นชาวสวน ชาวนา หรือเกษตรกรอื่นๆ
63.
- 60 - 2.
ความสามารถของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการตามกฎหมาย การป้ องกันการรบกวนแนวเชื่อมต่อจากการเลี้ยงปศุสัตว์ การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้หรือการ ขยายพื้นที่การเกษตร 3. การมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนให้มีมาตรการจัดการสร้างความเข้าใจในเรื่องแนว เชื่อมต่อถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าให้แก่ชุมชนท้องถิ่นที่ช่วยกันในการดูแล การปรับปรุงถิ่นที่อาศัยและลด ผลกระทบที่เกิดขึ้น 4. ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตแนวเชื่อมต่อหรือใกล้เคียงควรที่จะได้สนับสนุน โครงการดังกล่าว 5. การสนับสนุนของชุมชนท้องถิ่น อาจจะมีข้อตกลงในสัญญาจัดการแนวเชื่อมต่อทาง ระบบนิเวศ โดยจะต้องพิจารณาถึงผู้ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ 8. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการติดตามและประเมินผลการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง (Monitoring and Evaluation) บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองในข้อ 3 กาหนดให้มีหน้าที่ให้คาปรึกษา แนะนา การติดตาม และประเมินผลในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่กาหนดไว้ในแผนหรือโครงการ ตามที่ โครงการ CATSPA ได้นาเอาเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพของพื้นที่คุ้มครอง (Management Effectiveness Tracking Tools: METT) มาใช้ประเมินพื้นที่คุ้มครอง การที่จะให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ดังกล่าวมีบทบาทในการติดตามและการประเมินผล โดยใช้เครื่องมือ METT ควรจะได้มีการฝึกอบรม วิธีการใช้เครื่องมือ METT ให้แก่คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเสียก่อน เครื่องมือประเมินประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Management Effectiveness Tracking Tools) เป็นเครื่องมือติดตามและประเมินผลเพื่อค้นหาข้อมูลจากการปฏิบัติงานตามแผนงานของหน่วยงาน เพื่อให้ผู้บริหารหรือผู้กากับนโยบายใช้ในการพิจารณาสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้ าหมายและ วัตถุประสงค์หลักการก็คล้ายๆ กันวิธีการของ SWOT Analysis คือการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ ปัจจัยความเสี่ยงในการดาเนินงานในการดาเนินงานควรจะได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อให้ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ช่วยกรอกข้อมูลและให้คะแนนแต่ต้องให้คณะกรรมการเรียนรู้ เสียก่อน ในการประเมินผลจะต้องมีขั้นตอนที่คณะกรรมการต้องเข้าใจ คือ (1) ขอบเขตของการประเมินที่มีประสิทธิภาพ (2) ประเมินจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน (3) การกาหนดแบบทดสอบถามที่ใช้ในการประเมิน (4) การวิเคราะห์ข้อมูล (5) วิเคราะห์กิจกรรมที่จะดาเนินการต่อไปพร้อมกับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
64.
- 61 - 9.
แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ (Ecosystem Management) การจัดการพื้นที่คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ เป็นการดาเนินงานอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากความ หลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของสังคมมนุษย์และดารงรักษาไว้ซึ่งความ หลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ เพื่อให้สามารถผลิตผลและบริการแก่ชนรุ่นต่อๆ ไป เป็นการใช้ ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรมและบรรเทาความยากจนของประชาชน การ ดาเนินงานการจัดการพื้นที่คุ้มครองเชิงระบบนิเวศตามหลักเกณฑ์เป็นการดาเนินงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรม ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ดาเนินการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม หากจะหาคาตอบ ว่าพื้นที่คุ้มครองมีการอนุรักษ์อะไร ใครเป็นผู้ดาเนินการ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนดาเนินการอย่างไร ใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์และมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร การจัดการพื้นที่ คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ คณะกรรมการด้านการจัดการเชิงระบบนิเวศได้กล่าวถึงการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เชิงระบบนิเวศจะต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้มีส่วนร่วมในพื้นที่คุ้มครอง ฉะนั้น บทบาทของ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ การวิเคราะห์ระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่คุ้มครองมีความสัมพันธ์ ระหว่างระบบนิเวศกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่คุ้มครอง จะพบได้จาก การสารวจค้นหาข้อมูล พบว่าในพื้นที่คุ้มครองมีกลุ่มคนอยู่หลายกลุ่มรวมทั้งที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ คุ้มครองที่มีองค์ประกอบความรู้วัฒนธรรม ประสบการณ์และผลงาน มีใครบ้างที่สนใจในการจัดการพื้นที่ คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและมีความ ตั้งใจทางาน และกลุ่มที่มีส่วนสนับสนุนการทางานร่วมกันหรือทางานร่วมกับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง ความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ จะต้องสร้างความเข้าใจว่าใครเป็นผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ องค์กรใดหรือใครเป็นผู้มีความตั้งใจในการจัดการพื้นที่ สถาบันหรือหน่วยงาน ใดมีความสามารถในการดูแลและการจัดการระบบนิเวศที่ถูกรบกวนจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่มากน้อย ต่างกัน การจัดการต้องแสดงให้เห็นว่า ระบบนิเวศใดที่ต้องการให้มีการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองอาจจะ เป็นระดับกลุ่มชุมชนท้องถิ่น ระดับของกลุ่มของเกษตรกร ระดับของกลุ่มผู้บริหารระดับชาติหรือนานาชาติ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องมีความเข้าใจในโครงสร้าง องค์ประกอบและความรู้ของระบบนิเวศชุมชนใน ท้องถิ่นที่อาศัยมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ผลจากการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในท้องตลาด จะทาให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจมักจะทาให้เกิดผล กระทบกับระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครอง ทั้งนี้เพื่อการอยู่ดีกินอยู่ของมนุษย์
65.
- 62 - นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาถึงผลกระทบระบบนิเวศที่เกิดจากผู้ที่อาศัยและประกอบอาชีพอยู่ใน พื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง
เช่น พื้นที่การเกษตรที่มีการใช้สารเคมี การขยายพื้นที่การเกษตร การเลี้ยง ปศุสัตว์เป็นต้น 10. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการสร้างความรู้ความเข้าใจในการประชาสัมพันธ์อนุสัญญานานาชาติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ คุ้มครอง (Conventions Concerning) อนุสัญญานานาชาติฉบับใดบ้างที่ประเทศไทยให้สัตยาบันเป็นภาคีสมาชิกที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเพื่อความเชื่อมโยงกับการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง กล่าวคือ 1. อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่ าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Convention on International Trade of Endangered Species of Wild Flora and Fauna : CITES) เป็น อนุสัญญานานาชาติที่มีเป้ าหมาย การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าในโลกเพื่อประโยชน์แห่งมวล มนุษย์ชาติโดยเน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูกคุกคามจนทาให้ปริมาณลดลงจน อาจจะเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์คือการสร้างเครือข่ายทั่วโลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งสัตว์ป่าและพืชป่า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีระบบการควบคุมโดยในอนุญาตนาเข้าส่งออก นาผ่านและส่งกลับ ออกไป ซึ่งได้กาหนดชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดระหว่างประเทศ ที่กาหนดให้ ประเทศภาคีสมาชิกควบคุมออกเป็นสามบัญชี ซึ่งประเทศไทยก็เป็นภาคีสมาชิก 2. อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) เป็นอนุสัญญาที่คานึงถึงการอนุรักษ์ มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก ในฐานะที่ทั้งสองเป็นองค์ประกอบของกันและกันและดารงอยู่ ร่วมกัน สาระสาคัญของอนุสัญญากาหนดให้มีการพิจารณาในเรื่อง - ให้ความคุ้มครอง สงวน รักษามรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติให้คงอยู่แก่คนรุ่นต่อๆ ไป รวมทั้งให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในการอนุรักษ์มรดกโลกของประเทศภาคีสมาชิก - กระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ได้รับการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก - การบริหารกองทุนมรดกโลก คณะกรรมการมีหน้าที่พิจารณาจัดสรรทุนให้ความช่วยเหลือทาง วิชาการและการเงินแก่ประเทศภาคีสมาชิกที่ร้องขอมา กองทุนมรดกโลกได้รับการสนับสนุนจากประเทศ ภาคีสมาชิก รัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่เป็นภาคีสมาชิก องค์กรพัฒนาเอกชน การจัดกิจกรรมหาทุน การใช้ ดอกเบี้ยจากกองทุนและการใช้จ่ายเงินทุนจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการมรดกโลกประเทศภาคี สมาชิกจะต้องให้สัตยาบันและยอมรับในกฎระเบียบของอนุสัญญาฯ ว่าด้วย 1. เป็นนโยบายของรัฐที่ยอมรับว่ามรดกโลกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชีวิตให้มีการจัดการ อย่างแท้จริง 2. จัดให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐดูแลรักษามรดกโลก
66.
- 63 - 3.
กาหนดให้มีกฎหมายคุ้มครองมรดกโลก 4. จัดให้มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ เทคนิคการวิจัยเพื่อการจัดการพื้นที่มรดกโลกที่ ถูกคุกคาม 5. จัดให้มีการพัฒนาพื้นที่มรดกโลกให้อยู่ในระดับนานาชาติ ภูมิภาคหรือระดับชาติ จัดให้ มีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ด้านการอนุรักษ์ การป้องกันและการวิจัยในพื้นที่มรดกโลก 3. อนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้า (Wetland Convention) หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) พื้นที่ชุ่มน้าเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาท หน้าที่ คุณค่าและความสาคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ โดยเฉพาะประโยชน์ที่ได้รับ เช่น - เป็นแหล่งน้าที่คน สัตว์และพืชเข้าไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง หรือนาเข้ามาใช้ใน กิจกรรมต่างๆ เช่น การอุปโภคบริโภค การเกษตร การปศุสัตว์การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้า การคมนาคม และแหล่งประวัติศาสตร์ เป็นต้น - เป็นแหล่งเก็บกักน้าฝน น้าท่า ที่ไหลมาจากที่สูงตอนบน - การป้องกันมิให้น้าเค็มบุกรุกเข้ามาในแผ่นดิน - ช่วยป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลและลดการพังทลายของดินตามชายฝั่งแม่น้า - ช่วยชะลอการไหลของน้าหรือดักจับตะกอน - ช่วยดักจับเก็บธาตุอาหารที่ถูกพัดพามากันน้าและตะกอนไว้ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ ยหมัก น้าทิ้ง ต่างๆ - ช่วยดักจับกักเก็บสารพิษหลายชนิดที่ยึดเกาะอยู่กับอนุภาคของดิน - ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสาคัญต่อชีวิตประจาวัน ความผาสุกของชุมชนรวมทั้งมี ความสาคัญทางเศรษฐกิจและสังคม 4. อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) เป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต และกระบวนการความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างสลับซับซ้อน ประกอบด้วย ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ พันธุกรรม และระบบนิเวศ กิจกรรมของมนุษย์หลายๆ อย่าง ที่มีส่วนทาลายทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อเร่งผลผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนองตอบ ความต้องการของมนุษย์อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ การใช้ ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน อนุสัญญานี้มีสาระที่สาคัญ เช่น - การอนุรักษ์ในถิ่นที่อาศัยตามธรรมชาติและการอนุรักษ์นอกถิ่นที่อาศัย กรณีการอนุรักษ์ ในถิ่นที่อาศัย ภาคีสมาชิกจะต้องจัดตั้งระบบพื้นที่คุ้มครองและดาเนินการด้วยมาตรการพิเศษ เช่น มีกฎหมาย ใช้บังคับ - การเรียกร้องให้ภาคีสมาชิกวางมาตรการ แผนการและโปรแกรมระดับชาติเพื่อการ อนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน - การฝึกอบรมและการเสริมสร้างจิตสานึกให้แก่สาธารณชน
67.
- 64 - -
กาหนดให้ประเทศภาคีสมาชิก รับเอาวิธีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สาหรับ โครงการที่แนวโน้มมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ - อื่นๆ เกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการและชนิดพันธุ์ต่างถิ่น 5. อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Convention on Climate Change) การ เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในโลก เกิดจากกิจกรรมการกระทาของมนุษย์ต่อระบบบรรยากาศของ โลก การสะสมของก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ทาให้ชั้นบรรยากาศและพื้นที่ผิวโลกร้อนขึ้น อันจะเป็นอันตราย ต่อมนุษย์และระบบนิเวศธรรมชาติ โดยเฉพาะระดับน้าทะเลที่สูงขึ้นจากการละลายของน้าแข็งแถบขั้วโลก การเกิดภาวะโลกร้อนจะทาให้ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่ าและพืชป่ าเกิดสูญพันธุ์ได้ การเกิดโรคระบาด เป็นอันตรายต่อการปรับตัวของธรรมชาติที่มีผลกระทบกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ 11. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการสัตว์ป่ าในชนบทหรือในเขตเมือง (Urban Wildlife Management) มีสัตว์ป่าหลายชนิดปรากฏว่าอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ในเมือง หมู่บ้าน ชนบท หรืออาศัยอยู่ใกล้ ถิ่นที่อาศัยของมนุษย์และมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านกาจัดแมลงศัตรูพืช ผสมเกสรดอกไม้ประดับความงาม ตามธรรมชาติหรือสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่ได้รับการแต่งตั้งมีภูมิลาเนาอาศัยอยู่ในเขตชนบทหรือในเขต เมืองมีโอกาสพบเห็นว่าชนิดพันธุ์สัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่และมีประโยชน์รูปแบบของการพัฒนาบ้านเมือง สามารถแบ่งแยกออกเป็นสามเขต คือ 1. เขตกลางใจเมือง จะเป็นศูนย์กลางย่านธุรกิจมีตึกรามบ้านช่องที่สร้างขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มีถนน หนทางและการจราจรที่คับคั่ง ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจะเป็นการปลูกขึ้นเป็นส่วนใหญ่ จะเป็นไม้ประดับ เช่น อินทนิล เสลา ประดู่ ราชพฤกษ์ลาดวน ตีนเป็ด หูกวาง ปาล์ม พรรณไม้เหล่านี้จะมีแมลงหรือตัวหนอนอาศัย อยู่จะมีนกเล็กๆ มาอาศัยหากิน ชนิดสัตว์ป่าเหล่านี้จึงปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี 2. เขตชานเมือง เป็นเขตชนบทที่มีสภาพความเป็นเมืองน้อยกว่ากลางใจเมือง เป็นที่ตั้งของชุมชน และครัวเรือนต่างๆ นอกเขตเทศบาลหรือสุขาภิบาล เป็นหมู่บ้าน โรงเรียน วัด ศาสนสถาน สถานีอนามัย ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าจะแพร่กระจายและอาศัยอยู่ตามเรือกสวนไร่นา บริเวณที่ตั้งของบ้านเรือน สนามหญ้า มีการ ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาแก่ผู้สัญจรไปมา เช่น ราชพฤกษ์อินทนิล ประดู่ ไทร เป็นต้น 3. เขตชนบท เป็นพื้นที่ชนบทที่ยังมีระบบนิเวศที่ดีพอสมควรซึ่งคงรักษาสภาพความเป็นธรรมชาติ บางส่วนไว้ คือ มีพื้นที่ป่าไม้ใช้สอยหรือป่าชุมชน บางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม จะมี ต้นไม้ตามธรรมชาติหลงเหลืออยู่ เช่น กะบก เหียง พลวง ยางนา ประดู่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีไม้ผลที่ ชาวบ้านปลูกไว้ใช้ประโยชน์ หรือเป็นสวนผลไม้เช่น สวนลาไย สวนลิ้นจี่ สวนปาล์ม เป็นต้น ก็เป็นแหล่งที่ อยู่อาศัยหากินของสัตว์ป่าหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นนกและสัตว์ฟันแทะอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชนิดพันธุ์ สัตว์ป่าในเขตเมืองหรือชนบท เช่น (1) อุบัติเหตุจากรถชนตายตามถนนหนทางต่างๆ (2) การได้รับสารพิษ
68.
- 65 - ประเภทยาฆ่าแมลงหรือยาปราบวัชพืช
(3) การล่าของราษฎรในท้องถิ่น (4) การดักจับไปจาหน่าย และ (5) การถูกสัตว์เลี้ยงจับเป็นอาหาร เช่น แมว สุนัข แนวทางที่คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์และจัดการสัตว์ป่าใน เขตเมืองนั้น เนื่องจากจะมีสัตว์ป่าบางชนิดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองและออกไปหากินนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง จึงมีแนวทางที่กระทาได้ดังนี้ - การปรับปรุงถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า โดยการคงไว้หรือปลูกพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหารของ สัตว์ป่าหรือเป็นที่อาศัยในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง - การประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนรวมถึงประโยชน์ของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่มีต่อชุมชนนั้นๆ - จัดตั้งชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในเขตเมือง - ที่ดินในกรรมสิทธิ์ของผู้หนึ่งผู้ใดที่มีอาณาเขตกว้างขวางพอ ควรมีการปลูกต้นไม้ที่เป็น อาหารของสัตว์ป่า หรือถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า 12. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการด้านการปล่อยสัตว์ป่ าคืนสู่ธรรมชาติ (Reintroduction Management) ความร่วมมือของการดาเนินงานการปล่อยสัตว์ป่าชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์คืนสู่ป่า ธรรมชาติหรือในพื้นที่คุ้มครอง คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองควรจะมีบทบาทในเรื่องของการ ประชาสัมพันธ์ สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ป่าธรรมชาติเป็นการเพิ่มประชากรสัตว์ป่า ในถิ่นที่อาศัยนั้นๆ แต่ในการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ป่าธรรมชาติมิใช่ง่ายนัก มีข้อที่จะต้องพิจารณาถึงความ เหมาะสมของสัตว์ป่าที่จะปล่อยและพื้นที่ที่จะรองรับว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ซึ่งจะมีข้อพิจารณา อยู่3 ประการ คือ 1. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยมีความสามารถที่จะรองรับชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่จะนามาปล่อยได้มากน้อยเพียงใด หรือมีความเหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้สัตว์ป่าได้อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย โดยพิจารณาถึงระบบนิเวศ เช่น สัตว์ ป่าในท้องถิ่นครอบครองพื้นที่เต็มจานวนแล้วหรือไม่ 2. สัตว์ป่าที่เพาะพันธุ์ได้มีจานวนมากพอและมีลักษณะเหมาะสมที่จะนาคืนสู่ป่าธรรมชาติได้ หรือไม่ 3. สัตว์ป่าแต่ละชนิดที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติจะมีชีวิตรอดอยู่ได้หรือไม่ หลังจากที่พ้นสภาพการ เลี้ยงอยู่ในกรงหรือคอกกักขังไปสู่การหากินในธรรมชาติหรือการปรับตัวของสัตว์ป่า ข้อพิจารณาในการดาเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ การฝึกสัตว์ป่าให้หาอาหารกินเองได้ การทารังนอน หรือการวางไข่ การหลบซ่อนตัวเอง ให้รู้จักหลบหลีกศัตรูหรือการหลีกเลี่ยงจากสัตว์ผู้ล่า ในระยะการ ทดลองควรปล่อยในปริมาณน้อยและเหมาะสมเพื่อศึกษาว่าสัตว์ป่าสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ มีการเก็บ ข้อมูลติดตามผลการดาเนินงานโดยวิธีการที่กาหนดไว้ประโยชน์ของการนาสัตว์ป่าปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ คือ (1) สามารถเพิ่มจานวนสัตว์ป่าในท้องถิ่นที่อาศัยเดิมของสัตว์ป่าให้มากขึ้น (2) สามารถปรับปรุงพันธุ์ที่มีอยู่
69.
- 66 - ได้มีโอกาสรักษาเผ่าพันธุ์ต่อไป
(3) สามารถคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อาศัยเดิม (4) รักษา ความสมดุลของระบบนิเวศในธรรมชาติ (5) ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจหรือการท่องเที่ยว และ (6) สามารถใช้เป็นแหล่งทดลองศึกษาวิจัยด้านการจัดการสัตว์ป่า สิ่งที่สาคัญจะต้องพิจารณาอีกประการหนึ่ง คือ การปล่อยชนิดพันธุ์สัตว์ป่ าที่เคยอาศัยอยู่ใน ถิ่นที่อาศัยนั้นมาก่อนและถูกคุกคามจนสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ ไม่ควรนาชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ไม่เคยพบสัตว์ป่า ในถิ่นที่อยู่อาศัยนั้นมาปล่อยเพราะว่าจะกลายเป็นสัตว์ต่างถิ่น อาจจะมีผลกระทบกับชนิดพันธุ์สัตว์ป่าใน ท้องถิ่นดั้งเดิมและถิ่นที่อาศัย 13. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Exotic Species Management) การนาเข้าซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเป็นการนาชนิดพันธุ์ใดๆ จากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งที่มิใช่ ถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์นั้น ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมานานแล้วในเมื่อมนุษย์มีการโยกย้ายถิ่นฐานที่อาศัยก็ จะนาสัตว์ไปเลี้ยงเพื่อใช้งานหรือใช้เนื้อเป็นอาหาร หรือเลี้ยงเพื่อความสวยงาม รวมถึงชนิดพันธุ์พืชไปปลูก เป็นไม้ประดับ ปลูกป่ าหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น จนชนิดพันธุ์ดังกล่าวแพร่พันธุ์ได้ดีหรือขยายพันธุ์ แพร่กระจายออกไปเป็นจานวนมากจนมีการแก่งแย่งอาหารและถิ่นที่อาศัยกับชนิดพันธุ์พื้นเมือง จนชนิด พันธุ์พื้นเมืองถิ่นเดิมหาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์ ประเทศไทยเองก็ได้มีการนาเข้าทั้งพืชและสัตว์ป่าต่างถิ่น เข้ามาจากต่างประเทศหลายชนิดทั้งเป็นชนิดพันธุ์ที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจและเพื่อความสวยงาม เช่น ยางพารา เลี่ยน สนทะเล กระถิน ผักตบชวา ผกากรอง สาบเสือ หญ้าขจรจบอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่วนชนิด พันธุ์สัตว์ป่าเท่าที่พบก็มีนกเอี้ยงสาลิกา นกยูง หอยเชอรี่ เป็นต้น ซึ่งชนิดพันธุ์เหล่านี้สามารถอยู่รอดและ ขยายพันธุ์แพร่พันธุ์ได้ดี บางชนิดพันธุ์ไปทาลายพืชพันธุ์การเกษตร ทาลายพืชไร่ ทาลายป่าไม้การแก่งแย่ง กับชนิดพันธุ์ประจาถิ่น ตลอดจนทาลายสวัสดิภาพของประชาชนหรือทาลายถิ่นที่อาศัยหรือเป็นพาหะนาเชื้อ โรค อันตรายที่เกิดขึ้นจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งนักวิชาการหลายๆ ท่านได้มีการคัดค้านการนาเข้าซึ่งชนิด พันธุ์ต่างถิ่น เพราะจะทาให้เกิดอันตรายได้ กล่าวคือ (1) ทาให้เกิดการแก่งแย่งถิ่นที่อาศัย แหล่งอาหาร น้า ที่คุ้มกันภัยระหว่างชนิดพันธุ์ต่างถิ่นกับชนิดพันธุ์ประจาถิ่น (2) ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจะเข้ามาแก่งแย่งพื้นที่ ถิ่นที่อาศัยจนเข้าไปทดแทนที่อาศัยของสัตว์ประจาถิ่น จนทาให้ชนิดพันธุ์ประจาถิ่นสูญพันธุ์ได้ (3) ชนิด พันธุ์ต่างถิ่นจะเป็นสาเหตุที่ทาให้มีการทาลายความสมดุลของธรรมชาติ (4) ไม่สามารถควบคุมได้หากว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมีการแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและทาลายความเป็นอยู่ของมนุษย์(5) การใช้งบประมาณใน การกาจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจะใช้งบประมาณจานวนมาก หากว่าจะมีการนาเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาในประเทศจะต้องพิจารณาเหตุผลความจาเป็นดังนี้ (1) ถิ่นที่อาศัยมีจากัดจะถูกครอบครองหรือใช้ประโยชน์ของสัตว์ประจาถิ่นอย่างเต็มที่อยู่แล้ว (2) ขีดความ อดทนของชนิดพันธุ์สามารถอยู่รอดในพื้นที่แห่งใหม่ได้หรือไม่ เนื่องจากความแตกต่างของถิ่นที่อาศัย
70.
- 67 - (3)
ชนิดพันธุ์ที่จะนาเข้ามาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้หรือไม่ (4) ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่จะ นาเข้ามามีผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร และ (6) หากนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาและ แพร่พันธุ์ได้เร็วในพื้นที่แห่งใหม่ จะมีวิธีการกาจัดและใช้งบประมาณในการควบคุมมากน้อยเพียงใด 14. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการสัตว์ป่ าในพื้นที่คุ้มครอง (Wildlife Management in Protected Areas) การจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อดาเนินการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้ องกันชนิด สัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ การรักษาถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า การจัดการถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า และประชากร ของสัตว์ป่าให้มีความสมดุลกัน การรักษาความงามตามธรรมชาติ เป็นต้น พื้นที่คุ้มครองจะมีความแตกต่าง กันในเรื่องของวัตถุประสงค์ของการจัดการและผันแปรตามรูปแบบของวัฒนธรรม องค์กรทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เพื่อสนองต่อแผนการพัฒนาประเทศ ความสาคัญของพื้นที่คุ้มครองจึงถูกกาหนดไว้ ในนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ความสาคัญของทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครองจะมีส่วนสาคัญในช่วงวิวัฒนาการของโลก กระบวนการ ทางธรณีวิทยา การวิวัฒนาการทางชีววิทยาและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นพื้นที่ที่มี ลักษณะทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์และหายาก โดยเฉพาะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ที่หาได้ยาก และใกล้จะสูญพันธุ์ของโลก ปัญหาในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าในพื้นที่คุ้มครองเกิดจากการใช้ ประโยชน์ 1. การใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์ป่าโดยตรงจากราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครองเพื่อการ ยังชีพหรือการค้า การลักลอบล่าสัตว์ป่า ขาดจิตสานึกถึงความสาคัญและคุณค่าของสัตว์ป่า 2. การใช้ประโยชน์พื้นที่ของหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐในโครงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อ การเจริญของประเทศชาติหลายๆ โครงการที่มีผลกระทบกับประชากรสัตว์ป่าการจัดการสัตว์ป่าในพื้นที่ คุ้มครองจะเป็นการจัดการถิ่นที่อาศัย (การอนุรักษ์ระบบนิเวศ ถิ่นที่อาศัย การเก็บข้อมูลความสัมพันธ์การใช้ ประโยชน์ของสัตว์ป่า) การจัดการประชากรสัตว์ป่า (การฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่า การเก็บข้อมูลพื้นฐานต่างๆ การท่องเที่ยวด้านสัตว์ป่า) และการป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์ป่าในพื้นที่คุ้มครอง 15. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการบริการของระบบนิเวศและค่าแทนคุณระบบนิเวศ (Ecosystem Services and Payments for Ecosystem Services) เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองหรือการบริการของระบบนิเวศ จากพื้นที่คุ้มครองสามารถจะวิเคราะห์ได้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น การนาน้ามาใช้ในการเกษตรหรือการประปา การท่องเที่ยว หรือการศึกษา โดยเฉพาะการอานวย ผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นตลอดจนมีความสาคัญในระดับชาติ
71.
- 68 - สาหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของธรรมชาติหรือการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่ คุ้มครอง
สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ดังนี้ 1. การบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต เป็นการให้บริการด้านวัตถุดิบหรือพลังงานจากระบบนิเวศใน การผลิต เช่น อาหาร น้า แร่ธาตุ ทรัพยากรป่าไม้พืชพันธุ์ และสัตว์ป่า - อาหาร ระบบนิเวศธรรมชาติ อานวยสถานภาพในการเจริญเติบโตของแหล่งอาหาร พืช เพาะปลูกหรือผลิตภัณฑ์อาหารภาคการเกษตรที่อานวยผลประโยชน์ให้แก่มนุษย์อาหารจากป่า เช่น พืชผัก เห็ด ผลไม้หน่อไม้ผักหวาน เป็นต้น - วัตถุดิบ ระบบนิเวศธรรมชาติในพื้นที่จะอานวยความหลากหลายของวัตถุต่างๆ เพื่อการ ก่อสร้างหรือพลังงาน เครื่องใช้ที่เกิดจากพืชป่าหรือพืชเกษตร เช่น ไม้เส้นใย สิ่งทอ เป็นต้น - เป็นแหล่งต้นน้าลาธารที่อานวยน้าที่สะอาดจากระบบนิเวศธรรมชาติ บทบาท วัฎจักรของ น้า ทาให้น้าไหลและสะอาดตลอดปี ความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืชและป่าไม้ในพื้นที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของ น้าในท้องถิ่นหรือพื้นที่ใกล้เคียง ทาให้ประชาชนที่เป็นเกษตรกรได้น้าจากพื้นที่เพื่อการปลูกพืช หรือการ อุปโภคบริโภคสาหรับประชาชนในท้องถิ่นและในเมืองใหญ่ๆ และแหล่งอุตสาหกรรม - ทรัพยากรทางเภสัชกรรม ระบบนิเวศธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของชนิด พันธุ์พืชที่นามาใช้ทายาหรืออานวยวัตถุดิบสาหรับเภสัชกรรม พื้นที่ป่าเป็นแหล่งของยารักษาโรคหรือเภสัช กรรมต่างๆ 2. การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ เป็นการบริการของระบบนิเวศที่ปรากฏหรือ กระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การควบคุมสภาพอากาศ การป้องกันการพังทลายของดิน การป้ องกัน น้าท่วม การกัดเซาะริมตลิ่ง และการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค - การควบคุมสภาพภูมิอากาศ ต้นไม้ในพื้นที่คุ้มครองให้ร่มเงา ช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล ที่ สามารถอานวยน้าให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและภูมิภาค ต้นไม้หรือพืชพันธุ์อื่นๆ มีบทบาทในการควบคุมคุณภาพ ของอากาศ การลดมลพิษทางอากาศ - ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ระบบนิเวศธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองช่วยควบคุม อุณหภูมิอากาศด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือละอองที่ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก หรือละอองจากชั้นบรรยากาศที่มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิ ปริมาณน้าฝนและปัจจัยทางภูมิอากาศ พืชดูดซับเอา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อใช้ในการผลิตอาหารของพันธุ์พืช ปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมาที่มนุษย์ใช้ ประโยชน์ทั้งในพื้นที่และส่วนอื่นๆ ของประเทศ - การควบคุมภัยธรรมชาติ ช่วยควบคุมภัยที่เกิดจากน้าท่วม การพังทลายของดิน การ บรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติช่วยควบคุมความรุนแรงของภัยธรรมชาติ - การกรองน้าและการบาบัดน้าเสีย ช่วยกาจัดมลพิษด้วยการดักจับโลหะและอินทรีย์สาร - การควบคุมการพังทลายของดินหรือการชะล้างหน้าดิน การชะล้างหน้าดินเป็นปัจจัยที่ สาคัญที่ทาให้กระบวนการของดินเสื่อมคุณภาพลง มีผลกระทบกับการปลูกพืชเกษตร ทาให้ผลผลิตตกต่า ต้องใช้ปุ๋ ยอินทรีย์และอนินทรีย์เข้ามาเร่งการเจริญเติบโตและความอุดมสมบูรณ์ของพืช การควบคุมพืชพันธุ์
72.
- 69 - ริมตลิ่งจะเป็นพวกหญ้าหรือต้นไม้ที่มีรากยึดลาต้นสามารถช่วยป้
องกันการถูกกัดเซาะได้ ต้นไม้ตามภูเขา สูงชันช่วยป้องกันดินถล่มได้ - การถ่ายละอองเรณู แมลงในป่า สัตว์ป่าและลมช่วยในการถ่ายละอองเรณูพืชและพันธุ์ไม้ เพื่อการผสมพันธุ์ของต้นไม้ให้ได้ผลผลิตเมล็ดพืชที่สมบูรณ์ - การควบคุมศัตรูพืช พื้นที่ป่าคุ้มครองจะมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืช เชื้อโรคอันอาจจะเกิดขึ้นกับพืชเกษตร ปศุสัตว์มนุษย์และสัตว์ผู้ล่าจากระบบนิเวศ เช่น ค้าวคาว คางคก งู ที่ช่วยกาจัดแมลงศัตรูพืช 3. การบริการด้านการเกื้อหนุน เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ การบริการของระบบนิเวศที่ สนับสนุนการดารงอยู่ของการบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารของระบบนิเวศการผลิตขั้นต้นทาให้ เกิดวัฎจักรทางอาหาร แร่ธาตุ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วัยอ่อนหรือแหล่งอนุบาลลูกสัตว์ - เป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ต้องการดารงชีวิต มีความต้องการน้า อาหาร ที่คุ้ม กันภัย ระบบนิเวศแต่ละพื้นที่จะประกอบด้วยชนิดของถิ่นที่อาศัย เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์อพยพ เช่น นกอพยพชนิดต่างๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม แมลงที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน - เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์เป็นแหล่งพันธุกรรมที่ก่อให้เกิด การขยายพันธุ์แท้หรือการปรับปรุงตัวเองที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ต่อชนิดพันธุ์ 4. การบริหารด้านวัฒนธรรม คือ ประโยชน์ของธรรมชาติที่ดารงคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น ประเพณีต่างๆ การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางด้านจิตใจ ความเพลิดเพลินจากแหล่งความงดงามของ ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ - คุณค่าทางจิตใจและการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นบทบาทของพื้นที่คุ้มครอง เป็นพื้นที่สีเขียว ที่อานวยผลประโยชน์ทางด้านจิตใจ เช่น ทาให้จิตใจสงบ การเดินป่า การศึกษาชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์ สัตว์ป่า เป็นต้น - การท่องเที่ยว ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง ทาหน้าที่ใน บทบาทหน้าที่สาคัญต่อการจัดการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น แหล่งน้าตกต่างๆ หรือแหล่งวัฒนธรรมต่างๆ ทาให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ การท่องเที่ยวด้านสัตว์ป่า การศึกษา ธรรมชาติ - คุณธรรมและจริยธรรม เป็นคุณค่าทางจิตใจ ศาสนา ความงาม การคงอยู่หรือคุณค่าอย่าง อื่นที่มนุษย์ได้จากระบบนิเวศธรรมชาติ ภูมิประเทศและเผ่าพันธุ์หรือชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิม สาหรับค่าแทนคุณระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) จะพิจารณาได้จากการบริการ ของระบบนิเวศว่า สามารถจะดาเนินการได้อย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ได้รับประโยชน์จะต้องเป็นผู้จ่าย ค่าบริการหรือผู้ซื้อ และผู้ดูแลหรือให้ประโยชน์จะเป็นผู้รับบริการ (ผู้ขาย) รายได้จากการซื้อขายจะนาไป กองทุนอนุรักษ์(Conservation Trust Funds) เพื่อสนับสนุนการบริการจัดการพื้นที่คุ้มครองในการดาเนินงาน
73.
- 70 - ดังกล่าวคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุน
แนะนาตามข้อเท็จจริงให้ผู้ มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจและดาเนินงานพร้อมกัน 16. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการจัดการเขตกันชนพื้นที่คุ้มครอง (Buffer Zone Management) เขตกันชนหรือ Buffer Zone เป็นบริเวณพื้นที่ที่กาหนดขึ้นเพื่อเป็นการป้ องกันและลดผลกระทบจาก การดาเนินกิจกรรมที่อยู่นอกพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมให้ ประชาชนที่อยู่ในเขตกันชนเป็นกลุ่มเป้ าหมายที่สาคัญในการให้เป็นแนวร่วมในการอนุรักษ์ทั้งภายในและ ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1. พื้นที่ป่าในเขตกันชน (Forest Area in Buffer Zone) เป็นพื้นที่ป่าในเขตกันชนที่กาหนดขึ้นเพื่อ รักษาสภาพป่าที่อยู่โดยรอบพื้นที่คุ้มครองที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นแนวป้ องกันและลดผลกระทบจากกิจกรรม ภายนอก รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่เอื้ออานวยต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนโดยรอบและเป็นพื้นที่ที่สัตว์ป่ า สามารถใช้ประโยชน์ได้การจัดการเพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ ที่ดินนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการดาเนินงานของระบบนิเวศและช่วยลด ผลกระทบที่มาจากภายนอกได้แนวทางการจัดการที่สาคัญ คือ การส่งเสริมหรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน รอบพื้นที่ป่าและพื้นที่คุ้มครอง การสร้างความตระหนักถึงความสาคัญและให้ความร่วมมือในการป้ องกัน ทรัพยากรธรรมชาติ การให้คาแนะนาในการดาเนินงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ ทรัพยากรธรรมชาติของทุกพื้นที่โดยการประกาศให้เป็นแนวเชื่อมต่อของพื้นที่หรือจัดการเป็นป่าชุมชนตาม ความเหมาะสม 2. เขตกันชน (Buffer Zone) พื้นที่เขตกันชนมิใช่เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่กาหนดขึ้นเพื่อป้ องกันและลดการ ใช้ประโยชน์จากภายนอกที่อาจส่งผลกระทบทางลบกับพื้นที่คุ้มครองการจัดการเขตกันชนไม่จาเป็นต้องเป็น เขตพื้นที่ธรรมชาติอาจจะมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครอง ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่การเกษตรของประชาชน ต้องส่งเสริมหรือการประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่คุ้มครองให้มีความตระหนักถึงความสาคัญและให้ความร่วมมือการป้ องกัน การให้คาแนะนาในการดาเนินงานกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้นคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองควรจะมีบทบาทด้านการจัดการหรือสนับสนุนกิจกรรม ของการดาเนินงานพื้นที่เขตกันชน เพื่อลดภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครอง 17. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการพิจารณาภัยคุกคาม (Threat Analysis) เพื่อการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครอง ประกอบด้วยภัยคุกคามและสาเหตุของการเกิดภัยคุกคามที่มีผลกระทบต่อพื้นที่คุ้มครอง ในการประเมินภัย คุกคามในพื้นที่มีมากน้อยเพียงใดสามารถที่จะแยกออกได้
74.
- 71 - 1.
การประเมินภัยคุกคาม โดยใช้เกณฑ์ขนาดของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและระดับความรุนแรง 2. การประเมินสาเหตุของภัยคุกคาม โดยใช้เกณฑ์สัดส่วนของผลกระทบและความสามารถของการ ฟื้นฟู ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจะทาลายหรือลดคุณค่าและทาให้พื้นที่คุ้มครองเสื่อมโทรมลง โดยส่งผลกระทบ ถึงลักษณะทางระบบนิเวศในด้านขนาด สภาพและพื้นที่โดยรอบ สาหรับระดับความรุนแรง และขอบเขต ของความเสียหายเป็นการประเมินผลจะมองถึงอนาคตว่าจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง ภายใต้สภาพการณ์ในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่ป่าในระบบนิเวศทุ่งหญ้า ถ้าพบว่า ทุ่งหญ้าถูกปศุสัตว์ที่เลี้ยงกัดกินจนหมด ระดับความรุนแรงจะสูงมาก เนื่องจากชนิดพันธุ์หญ้าต่างๆ ไม่สามารถจะเจริญต่อไปได้ พื้นที่ที่เลี้ยงปศุสัตว์ครอบคลุมพื้นที่มากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีกระจายอยู่ทั่ว พื้นที่ขอบเขตความเสียหายจะสูงมาก ถ้ามีกระจายเฉพาะจุดแม้ว่าจะถูกทาลายหรือถูกกัดกินจนหมด ขอบเขต ความเสียหายจะต่า สาหรับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจาต้องนามาจัดการ เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสม การทาการเกษตรที่ไม่เหมาะสม การเกิดไฟป่าหรือการใช้ทรัพยากรน้าที่ไม่เหมาะสม การประเมินระดับความรุนแรง ขอบเขตของความเสียหายและสัดส่วน จะมีการเข้าไปสารวจพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้ที่ทางานในพื้นที่จริง มีการวิเคราะห์และตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานใน พื้นที่กับนักวางแผน แล้วนาข้อมูลไปวิเคราะห์ ประมวลผลและจัดลาดับความสาคัญของภัยคุกคาม จากการ วิเคราะห์ถึงภัยคุกคามและสาเหตุของการเกิดภัยคุกคามเพื่อนาไปสู่การวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพมีเป้ าประสงค์หลัก 2 ประการ คือ (1) เพื่อการแก้ไขปัญหาหรือลดภัยคุกคาม (2) เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการให้ดีขึ้น ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ที่ดีต้องดาเนินการภายใต้สภาพ ความเป็นจริงที่สัมพันธ์กับข้อจากัดของทรัพยากร งบประมาณ บุคลากรและปัจจัยภายนอกอื่นๆ ในการ วางแผนยุทธศาสตร์จะต้องมีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การวิเคราะห์ ขอบเขต ความรุนแรงและการกระจายของภัยคุกคาม การวิเคราะห์เขตจัดการต่างๆ ของพื้นที่คุ้มครองที่มีความสาคัญ และคุณค่าของระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคม การกาหนดระดับความสาคัญของแผนการจัดการหรือความ เร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาและเทคนิคต่างๆ ในการพัฒนา ความสาคัญของนโยบายและแผนการติดตามผล ตามขั้นตอนเพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ เป้ าหมายของการวางแผนยุทธศาสตร์เป็นการระบุถึงความต้องการที่จะให้มีการปรับปรุง ประสิทธิภาพของการจัดการหรืออยากเห็นสภาพของพื้นที่คุ้มครองให้อยู่ในเกณฑ์ดีขึ้น เป้ าหมายที่ดีต้องมี คุณลักษณะ (1) สอดคล้องกับประเด็นปัญหา/ภัยคุกคาม (2) บ่งบอกถึงความต้องการ แรงบันดาลใจ การมอง โลกในแง่ดี ไม่เป็นข้อความในแง่ลบ (3) มีความกระชับ และ (4) มีรายละเอียดเพียงพอที่จะให้สามารถ ตรวจสอบได้ สาหรับการวางเป้าหมายวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์จากผลการวิเคราะห์ภัยคุกคามจะบอกได้ ว่าให้ต้องการทาอะไรในระยะเวลาใดเพื่อแก้ไขปัญหาเสริมสร้างการจัดการ การกาหนดเป้ าหมาย วัตถุประสงค์ก็ดูที่สาเหตุที่ทาให้เกิดปัญหา ซึ่งการวางเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ดีต้อง (1) ลดภัยคุกคามรวมทั้ง สาเหตุของการเกิดภัยคุกคามที่มีต่อพื้นที่คุ้มครอง (2 ) สามารถตรวจวัดได้ในเชิงปริมาณ เป็นร้อยละหรือ
75.
- 72 - สัดส่วนของพื้นที่
(3) มีระยะเวลาการทางานที่ชัดเจน มีความชัดเจนที่บ่งบอกถึงกิจกรรม/ขั้นตอนในการ ดาเนินงาน และ (4) มีสถานที่ดาเนินการทรัพยากรและลักษณะทางนิเวศที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้ภายใต้ ทรัพยากรที่มีอยู่ เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม 18. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับแนวทางการคัดเลือกชนิดพันธุ์แห่งผืนป่ าเพื่อกาหนดเป็นตัวชี้วัด (Landscape Species Selection for Indicators) เป้ าหมายความต้องการให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองมีความรู้ความเข้าใจถึงตัวชี้วัด (Indicators) ความมีประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยการกาหนดชนิดพันธุ์ที่มีในผืนป่านั้นๆ ฉะนั้น การคัดเลือกชนิดพันธุ์แห่งผืนป่าเพื่อกาหนดเป็นตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง ความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการจัดการความหลากหลายทาง ชีวภาพส่วนใหญ่จะมีความซับซ้อน การจัดการจึงต้องมีขั้นตอนและวิธีการเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ ประโยชน์ที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการจึงต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความ ชานาญมีทักษะทางวิชาการและการจัดการที่หลากหลายในระดับต่างๆ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นไม่สามารถคาดการณ์ได้ บางส่วนทาลายระบบนิเวศดั้งเดิม ให้สูญหายไป รวมถึงองค์ประกอบของชนิดพันธุ์ ความชุกชุมของประชากรและลักษณะทางกายภาพ ระบบ การติดตามตรวจสอบและประเมินผลจึงถูกกาหนดให้เป็นกฎเกณฑ์และนามาใช้ รวมถึงการติดตาม ตรวจสอบระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคมที่มีมาตรการสามารถตรวจวัดได้ การตรวจสอบผลสาเร็จของการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง การวัดผลการปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ให้พิจารณาถึงความหลากหลายทาง ชีวภาพและภัยคุกคาม คือ (1) การประเมินความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพ (2) สถานภาพ และการลดลงของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองและการฟื้ นตัวดีขึ้นอย่างไรเมื่อภัยคุกคามลดลง สัตว์ป่าและพืชป่าบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ได้ในสภาพธรรมชาติถิ่นที่อาศัยที่ถูกรบกวน แต่มีบางชนิดหรือ หลายชนิดไม่สามารถทาให้เกิดการสูญพันธุ์ได้ สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่และถิ่นที่อาศัยที่มีความ เปราะบางเสี่ยงต่อการสูญเสีย โอกาสการสูญพันธุ์หรือสูญหายอาจจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าหากชนิดพันธ์เกิดการ สูญหายไปจะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและกระบวนการทางระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์แห่งผืนป่า จึงต้องกาหนดให้เป็นตัวทดสอบ เพราะบางชนิดจะให้ร่มเงาหรือเป็น Umbrella Species แก่ชนิดพันธุ์ที่ สาคัญอื่นๆ จึงต้องมีวิธีการวัดที่มีประสิทธิภาพของการจัดการ ลักษณะที่สาคัญของชนิดพันธุ์แห่งผืนป่า จะต้องมีหลักเกณฑ์การพิจารณาคือ ชนิดพันธุ์ที่ใช้พื้นที่ที่ มีความกว้างขวาง มีความหลากหลาย มีความสาคัญทางโครงสร้างและองค์ประกอบของระบบนิเวศ การใช้ ประโยชน์ของมนุษย์ฉะนั้น แนวทางการคัดเลือกชนิดพันธุ์แห่งผืนป่า (Candidate Species) ให้เป็นตัวชี้วัด จะมีหลักเกณฑ์ คือ (1) พิจารณาถึงการใช้พื้นที่ของชนิดพันธุ์ การใช้พื้นที่ถิ่นที่อาศัยจากขอบเขตพื้นที่ คุ้มครอง การแพร่กระจาย ความอยู่รอดและสัดส่วนในการใช้พื้นที่ (2) ความหลากหลายของถิ่นที่อาศัย การใช้พื้นที่ถิ่นที่อาศัยที่หลากหลายเพื่อกิจกรรมต่างๆ (3) ความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือมีภัยคุกคามหรือ
76.
- 73 - ความเปราะบางที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินแต่ละประเภท
(4) บทบาททางนิเวศวิทยา ที่อยู่อาศัยใน ธรรมชาติ หมายถึง บทบาทที่สาคัญต่อโครงสร้างและการทางานของระบบนิเวศ และ (5) ชนิดพันธุ์ที่มี ความสาคัญทางเศรษฐกิจและสังคม 19. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับการส่งเสริมอาชีพชุมชน คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองหลายๆ ท่าน มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจของบ้านเมือง ในการมีส่วนร่วมกระทาได้โดยการสนับสนุนให้มี การฝึกอบรมให้ชุมชนมีความเข้าใจถึงการประกอบอาชีพอย่างเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดทักษะและสามารถนาบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในการ ส่งเสริมอาชีพ การขายสินค้าเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองต้องมีทักษะในการสร้างจิตสานึกให้ผู้ประชาชนได้ตระหนักถึงการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง หลักการในการใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ การหาตลาดเพื่อจาหน่าย ผลิตภัณฑ์ การบรรจุภัณฑ์ การกาหนดราคาสินค้าและบริการ การพัฒนาช่องทางการขาย ซึ่งเป็น กระบวนการส่งเสริมอาชีพชุมชน 20. แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองผ่านกลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับบทบาทของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง (Research in Protected Areas) บทบาทของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองเป็นนวัตกรรมที่ทาให้เกิดความรู้ใหม่ๆ หรือการนา ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การศึกษาวิจัยมักจะได้ความรู้ใหม่ๆ หรือ ความเข้าใจใหม่ๆ ในสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมชาติ มนุษยวิทยา วัฒนธรรมและสังคม ทาให้เกิดแนวคิดและกาหนด นโยบาย ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ควรที่จะนาเอาผลการศึกษาวิจัยไปใช้ในการวางแผนด้านการจัดการ การศึกษาวิจัยควรที่จะได้มีการพิจารณาในรายละเอียดที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การเปิดโอกาสให้เป็นนโยบายด้านการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง การมีส่วนร่วม จากองค์กรหรือหน่วยงานภายนอก ผลการดาเนินงานที่มีประสิทธิภาพจะได้นาไปสู่การพัฒนาในด้าน กาหนดนโยบายกิจกรรม การจัดสรรเงินงบประมาณ การท่องเที่ยว การใช้ประโยชน์ที่ดิน รายได้ แหล่งทุน ความสามารถของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว การสร้างความร่วมมือกับชุมชมรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการสู่ระดับนานาชาติการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ เช่น ช้างป่าหรือเสือโคร่งกับคน ช้างกับพืชผลทางการเกษตร การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ซึ่งเป็น ข้อมูลพื้นฐานในการจัดการเพื่อความปลอดภัย การสูญหายไปของพืชในถิ่นที่อาศัย งานศึกษาวิจัยทาง เศรษฐศาสตร์ก็จะเกี่ยวข้องกับชุมชนที่มีการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น
77.
- 74 - ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองนี้
ผลการดาเนินการศึกษาวิจัยจะต้องนาสู่คณะกรรมการที่ ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเพื่อทราบและพิจารณา เพื่อเป็นข้อมูลใช้ประโยชน์ในการพิจารณาด้านการจัดทา แผนการจัดการ การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือการประชาสัมพันธ์หรือการจัดทาข้อตกลง กฎ กติกา ของชุมชนหรือการพัฒนาชุมชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการจัดการพื้นที่คุ้มครองได้ การปฐมนิเทศ เพื่อทาความเข้าใจร่วมกันในแผนปฏิบัติการเพื่อการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ในการดาเนินการตามแนวทางการจัดการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีความชัดเจนในเรื่องของ แผนงานที่จะต้องปฏิบัติ จึงได้จัดกลุ่มตัวอย่างของแผนงานที่คุ้มครอง อาจนาไปใช้ในการจัดทาแผนงาน ปฏิบัติได้เป็น 6 กลุ่ม ดังต่อไปนี้ 1. แผนปฏิบัติการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง เพื่อสร้างความเข้าใจและจิตสานึก แผนปฏิบัตินี้ประกอบด้วย 1.1 กิจกรรมการสร้างความเข้าใจให้ชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับกฎหมาย ภารกิจ หน้าที่และการ ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาหรับพื้นที่คุ้มครอง 1.2 กิจกรรมการอบรมให้ความรู้ด้านระบบนิเวศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแก่ ประชาชน 1.3 แผนการประชาสัมพันธ์ความสาคัญของพื้นที่คุ้มครองภายในประเทศ 1.4 การจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 1.5 แผนงานด้านการพัฒนาระบบและเครือข่ายการศึกษาวิจัย 1.6 การสัมมนาเวทีสัญจรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2. แผนปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม 2.1 กิจกรรมการพัฒนาบุคลากรด้านการมีส่วนร่วมของพื้นที่คุ้มครอง 2.2 การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมระหว่างพื้นที่คุ้มครองกับชุมชน 2.3 แผนงานสร้างความสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่ชุมชน 2.4 กิจกรรมการจัดตั้งหน่วยมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่คุ้มครอง 3. แผนปฏิบัติการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและจัดตั้งองค์กรชุมชน 3.1 แผนงานฝึกอบรมผู้นาท้องถิ่นด้านการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน 3.2 แผนงานพัฒนาศักยภาพผู้นาชุมชน 3.3 กิจกรรมการจัดตั้งองค์กรและคณะกรรมการในหมู่บ้านและสร้างหลักเกณฑ์ กติกา ประชาคมร่วมรัฐ 4. แผนปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ 4.1 แผนงานอบรมให้ความรู้ด้านการวางแผนจัดทาโครงการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของ ชุมชน 4.2 แผนงานส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน
78.
- 75 - 4.3
กิจกรรมการปลูกสร้างสวนสมุนไพรในชุมชนและพืชอื่นๆ ที่สาคัญและมีคุณค่าต่อการ ดารงชีวิต 4.4 แผนงานการอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น 4.5 แผนงานฝึกอบรมผู้นาและอาสาสมัครพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระดับ หมู่บ้าน 4.6 แผนงานยุวชนอาสาสมัครต้อนรับนักท่องเที่ยวประจาท้องถิ่น 4.7 แผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน 4.8 กิจกรรมการจัดตั้งศูนย์จาหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4.9 แผนงานพัฒนาอาชีพ ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดาริ 4.10 แผนงานการใช้และถ่ายทอดเพื่อสืบสานการประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา ระหว่างชุมชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ 4.11 อื่นๆ 5. แผนปฏิบัติการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.1 แผนการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติแบบมีส่วนร่วมระหว่ารัฐและชุมชน เช่น การเฝ้า ระวังพื้นที่ การดับไฟป่า การฟื้นฟูต้นน้าลาธาร เป็นต้น 5.2 แผนการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมระหว่างรัฐและ ชุมชน 5.3 แผนการกาหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่อุทยานแห่งชาติ แบบมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ และชุมชน และจัดทากติกาการใช้ประโยชน์พื้นที่คุ้มครอง 5.4 แผนการแก้ไขปัญหาของชุมชน 5.5 อื่นๆ 6. แผนงานรวบรวมฐานข้อมูลและสืบสารภูมิปัญญาท้องถิ่น 6.1 สารวจ และรวบรวมภูมิปัญญาของชุมชนแต่ละพื้นที่ 6.2 การนาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ 6.3 การฝึกอบรมวิทยากรพื้นบ้าน 6.4 การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อนุชนรุ่นหลัง การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม (Co-Management of Protected Areas)รายละเอียดเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมได้อธิบายให้ทราบแล้ว ว่ามีหลักการอย่างไร กระบวนการและผลประโยชน์ที่ได้รับจากการมี ส่วนร่วม พื้นที่คุ้มครองซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Protected Areas หรือพื้นที่คุ้มครอง แต่ในการพูดคุยกัน
79.
- 76 - มักจะกล่าวถึงพื้นที่อนุรักษ์
ถ้าหากเป็นพื้นที่คุ้มครองในประเทศไทยก็จะหมายถึงอุทยานแห่งชาติ หรือเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ที่บริหารจัดการโดยใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ความหมายของพื้นที่คุ้มครองตามหลักสากลหรือที่นานาชาติใช้กัน เช่น องค์กร IUCN กาหนด ความหมายไว้ว่า หมายถึง “พื้นที่ดินหรือพื้นที่ทางทะเลที่ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นการป้ องกันและบารุงรักษา ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรทางวัฒนธรรม และคุณค่าทาง ทัศนียภาพ ซึ่งดาเนินการโดยใช้กฎหมายในการจัดตั้งและบริหารจัดการ” คาว่า “PROTECT” มาจากคาว่า P = Participation (ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ) R = Relevance (งานที่ทาตรงกับภารกิจ) O = Outcome (มุ่งเน้นผลที่ได้รับเป็นหลัก) T = Team (ทางานเป็นทีม) E = Efficiency (ทางานอย่างมีประสิทธิภาพ) C = Conservation (การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์) T = Technology (นาวิชาการ เทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน) การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมจึงเป็นยุทธศาสตร์และนโยบายที่สาคัญประการหนึ่งของ หลายๆ หน่วยงานหรือหลายๆ องค์กร แม้แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็มีการกาหนดให้ชุมชน ท้องถิ่นมีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บารุงรักษา ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน สิทธิของบุคคล ร่วมกับภาครัฐและชุมชนในการบารุงรักษาคุ้มครอง และได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ประชาชนมีสิทธิอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพและสามารถฟ้องร้องภาครัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกรณีที่ทาให้เกิดปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นได้ แนวคิดของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ใช้เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการทางานด้านต่างๆ ซึ่งรวมไปถึง การจัดการพื้นที่คุ้มครอง จากผลการประชุม เรื่อง การจัดการอย่างมีส่วนร่วมในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปี พ.ศ. 2541 ได้มีความเห็นว่าการจัดการอย่างมีส่วนร่วม เป็นสถานการณ์ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วน หรือทั้งหมดเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ทั้งกิจกรรมการจัดการโดยมีความเป็นพันธมิตรต่อกันโดยกระบวนการ ของการมีส่วนร่วม ลักษณะการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม 1. การเข้ามาเกี่ยวข้องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ รับผิดชอบพื้นที่คุ้มครองกับชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครอง 2. ข้อตกลงร่วมกันระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวกับระบบ กรรมสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาตินั้นๆ เช่น สิทธิในการใช้ สิทธิในการดูแลหรือการจัดการ สิทธิในการถ่าย โอน สิทธิของบุคคลหรือส่วนร่วม 3. กระบวนการเจรจาหาข้อตกลง ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดการที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม
80.
- 77 - 4.
การมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ คือ กระบวนการเจรจาต้องนาไปสู่การเข้ามามีบทบาทและ สามารถหาข้อสรุปในข้อตกลงได้ กล่าวโดยสรุป การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีส่วนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น การวิเคราะห์ การวางแผนดาเนินการ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมี ส่วนร่วมอาจจะไม่เหมาะสมในทุกสถานการณ์ หรืออาจจะไม่เข้าไปสู่การจัดการที่ยั่งยืนในทุกกรณี เช่น การตัดสินใจอย่างเร่งด่วน หรือการดาเนินงานทันที โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการทาลายระบบนิเวศหรือพื้นที่ที่ มีความเปราะบาง แต่โดยทั่วไปหลักการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมยังมีความเหมาะสมในหลาย สถานการณ์ โดยเฉพาะ 1. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งมีความสาคัญอย่างมากต่อการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง 2. การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่มีความสาคัญอย่างมากต่อความมั่นคงในวิถีชีวิตและ รักษาประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น 3. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น มีสิทธิตามวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมหรือสิทธิตามกฎหมาย 4. ชุมชนมีความสนใจในหลักการจัดการอย่างมีส่วนร่วมระดับท้องถิ่น ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง 5. ความซับซ้อนและความแตกต่างกันในการตัดสินใจ เช่น มีความขัดแย้งกันในการจัดการพื้นที่และ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ 6. การจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ผ่านมาไม่ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ 7. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความพร้อมและต้องการเข้ามามีส่วนร่วม 8. เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ต้องการเจรจาหาข้อตกลง เพื่อสร้างพันธะสัญญาร่วมกันในการจัดการพื้นที่ อย่างยั่งยืน หลักการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่า โดยทั่วไปจะมีองค์กรและประชาชนจะมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไป ตามหลักการการจัดการพื้นที่คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ จึงมีข้อกาหนดที่ให้มีการพิจารณาในเรื่องการมีส่วน ร่วมโดยมีหลักการพิจารณาร่วมกันว่าจะทางานอย่างไรที่จะทาให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ แนวทางการนาไปสู่การปฏิบัติ แนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ เป็นการระดมความคิดที่มีมุมมองต่อพื้นที่คุ้มครองใน ภาพรวมของประเทศ ซึ่งพื้นที่คุ้มครองในแต่ละแห่งมีความเฉพาะตัว ทั้งในเรื่องประเด็นปัญหา และความ สนใจเข้ามามีส่วนร่วมของภาคีที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ผลจากการสัมมนาซึ่งนามาเป็นข้อมูลในการ จัดทาแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ ที่ปรากฏอยู่ด้านล่างนี้จึงจาเป็นต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อใช้
81.
- 78 - เป็นกรอบแนวคิดให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง
สามารถนาไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตน และความ สนใจของภาคีหลักในพื้นที่ได้ ดังนั้น หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองจึงสามารถพิจารณาปรับลดหรือเพิ่มเติมในส่วน ขององค์ประกอบ จานวน บทบาทหน้าที่ ของคณะกรรมการระดับพื้นที่ได้ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสม กับการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ สาหรับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการระดับพื้นที่ เพื่อสอดคล้องกับหลักการการจัดการพื้นที่ คุ้มครองเชิงระบบนิเวศ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและดูแลรักษา พื้นที่คุ้มครอง (อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์) หรือเพื่อศึกษาวิจัยทางวิชาการให้ดาเนินขออนุมัติใช้ อานาจของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามมาตรการ 19 แห่งพระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ พ.ศ. 2504 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เป็นกรณีๆไป การเพิ่มบทบาทของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง การสร้างความเข้มแข็งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง - การสร้างความเข้มแข็ง หมายถึง การพัฒนาศักยภาพ การเพิ่มบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการที่ ปรึกษาในการทางานด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง - คณะกรรมการที่ปรึกษา หมายถึง ตาแหน่งหรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดีกรมอุทยาน แห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้มีส่วนร่วมในการวางแผน การดาเนินงาน การติดตามประเมินผลและมี อานาจแต่งตั้งคณะทางานในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง - พื้นที่คุ้มครอง หมายถึง พื้นที่ดินหรือพื้นที่ทางทะเลที่ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการป้ องกันและบารุงรักษา ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรกรทางวัฒนธรรมและคุณค่าทาง ทัศนียภาพ ซึ่งดาเนินการโดยใช้กฎหมายในการจัดตั้งและบริหารจัดการ - การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ปัจเจกบุคคล กลุ่มคนชุมชน องค์ประกอบของประชาชนที่เห็นพ้อง ต้องกันเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมพิจารณา ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมติดตามและประเมินผล ร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมรับผิดชอบด้วยความสมัครใจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ ต้องการและบรรลุเป้าหมาย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย Stakeholders หมายถึง กลุ่มต่างๆที่ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบ จากการดาเนินการและความสาเร็จของสถาบัน ตามคู่มือการมีส่วนร่วมในการจัดการอุทยานแห่งชาติและ เขตรักษาพันธุ์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (2557) ได้กาหนดให้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คือ 1. ผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากแหล่งธรรมชาติพื้นที่อนุรักษ์ได้แก่ ประชาชนที่ได้รับ ประโยชน์เสียประโยชน์จากแหล่งธรรมชาติหรือสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
82.
- 79 - 2.
ผู้ที่มีส่วนช่วยรับผิดชอบดูแล แหล่งธรรมชาติพื้นที่อนุรักษ์ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่โดยตรง ได้แก่ 2.1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตาบล เทศบาล อาเภอ ตาบล 2.2 องค์กรเอกชนที่ใส่ใจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ สมาคม สื่อมวลชนระดับชาติ ภูมิภาคหรือท้องถิ่น 2.3 ผู้นาท้องถิ่น คือ ผู้นาท้องถิ่นโดยตาแหน่ง เช่น กานัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นาท้องถิ่นโดย ศาสนาหรือภูมิปัญญาเช่น พระ อิหม่าม ครู หมอพื้นบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน 3. ผู้ที่มีความผูกพัน อยู่ใกล้ชิด มีความรู้เกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติพื้นที่อนุรักษ์นั้น ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการอิสระจากสถาบันการศึกษา (ในภูมิภาคหรือท้องถิ่น) ที่มีความรู้ความชานาญ หรือมีความสนใจ เกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติ 4. ผู้มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการดูแลแหล่งธรรมชาติ พื้นที่อนุรักษ์ ได้แก่ 4.1 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ หน่วยงานจากรัฐบาลกลาง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา) และหน่วยงานระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น 4.2 ประชาชนในท้องถิ่น 5. ผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ไม่เคยมีสิทธิมีเสียง หรือมีผู้ให้ความสาคัญ ได้แก่ องค์กรธุรกิจที่ได้ประโยชน์ เสียประโยชน์จากแหล่งธรรมชาติหรือสนใจในสิ่งแวดล้อม เช่น ห้างร้าน บริษัท นักธุรกิจ โรงงาน รีสอร์ท ต่างๆ เป็นต้น 6. ผู้ที่ควรเป็นตัวแทนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านี้ ได้แก่ 6.1 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและแหล่งธรรมชาติ จากหน่วยงาน จากรัฐบาลกลางและหน่วยงานระดับท้องถิ่น 6.2 ประชาชนในท้องถิ่น 6.3 องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น คือองค์การบริหารส่วนตาบล 6.4 นักวิชาการที่มีความรู้ ความชานาญ หรือสนใจเกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติ คือ สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ 6.5 ผู้นาท้องถิ่น ได้แก่ ผู้นาตาแหน่งเช่น ผู้ใหญ่บ้าน กานัน ผู้นาท้องถิ่นทางศาสนา ในการจัดประชุมเพื่อวางแผน หรือวางแนวทางเกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ ผู้มีส่วนได้ส่วน เสียเหล่านี้ ควรมีจานวนและสัดส่วนที่พอเหมาะกัน เพื่อมิให้มีฝ่ายใดครอบงาความคิดเห็นของฝ่ายอื่นๆ แต่ ประชาชนในท้องถิ่นนั้นอาจจะมีจะให้มีจานวนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ แต่ผู้เข้ามามี ส่วนร่วมควรมีความหลากหลายทั้งในเรื่องอาชีพ รายได้เพศ ศาสนา ชาติพันธุ์ ฯลฯ เพื่อสะท้อนความ ต้องการและสภาพปัญหา
83.
- 80 - การพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง แนวทางการพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการที่ปรึกษาโดยกาหนดวิธีการ 1.
การเพิ่มความเข้มแข็งในบทบาทและหน้าของการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองของ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 1.1. การประชุมเชิงปฏิบัติการในการจัดทาคู่มือสาหรับพนักงานเจ้าหน้าที่และคู่มือ ปฏิบัติงานด้านการมีส่วนร่วม 1.2. การฝึกอบรม 1.3. การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและความเสี่ยงคณะการกรรมการที่ปรึกษา 2. การเพิ่มศักยภาพให้กับคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองในการสนับสนุนการบริหารจัดการ พื้นที่คุ้มครอง 2.1.ศึกษากรณีตัวอย่างของกิจกรรมการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง 2.2.การปรับปรุงบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการ 2.3. การศึกษาดูงานของคณะกรรมการพื้นที่คุ้มครองจากพื้นที่นาร่อง 3. การพัฒนาต้นแบบของกิจกรรมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เพื่อเป็น ตัวอย่างในการทางานของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 3.1. ค้นหาและพัฒนาต้นแบบของกิจกรรมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ เพื่อเป็นตัวอย่างในการทางานของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 3.2. ค้นหาและพัฒนาต้นแบบการทางานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ 3.3. ค้นหาและพัฒนาต้นแบบการทางานร่วมกับชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง การฝึกอบรม จากรายงานการประเมินความต้องการในการฝึกอบรม (Training Need Assessment TNA โดยกองทุนสัตว์ป่ าโลกสากลประเทศไทย World Wide Fund Nature : WWF (2548) หลักสูตรที่นาเสนอเพื่อการฝึกอบรมคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยมีวัตถุประสงค์ให้คณะกรรมการมีวิสัยทัศน์แผนยุทธศาสตร์มีความเข้าใจในคุณค่า และ โครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง (2) มีความรู้ความเข้าใจ หลักการแนวคิด องค์ประกอบในการ จัดการเชิงระบบนิเวศและการจัดการอย่างมีส่วนร่วม (3) มีความรู้ความเข้าใจ หลักการ แนวคิดและ กระบวนการ การใช้เทคนิค เครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ในหลักสูตรจะประกอบด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเป็นมาของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง นิเวศวิทยาในพื้นที่คุ้มครอง กิจกรรมชุมชนกับกับกิจกรรมการอนุรักษ์ หลักการการมีส่วนร่วม การจัดทา Zoning, กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง
84.
- 81 - 2.
ความรู้ขั้นพื้นฐานด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีวัตถุประสงค์ให้คณะกรรมการมีความรู้ความเข้าใจทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ความ เชื่อมโยงของระบบนิเวศกับการดารงชีวิตของมนุษย์ ในหลักสูตรจะประกอบด้วยส่วนที่เกี่ยวข้องคือ ระบบนิเวศต้นน้า ชายฝั่งและทางทะเล ภูมิปัญญา ท้องถิ่น 3. ความรู้ขั้นพื้นฐานกับทรัพยากรป่ าไม้และสัตว์ป่ า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะกรรมการมีความรู้ขั้นพื้นฐานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า คุณค่าการ อนุรักษ์ ความเชื่อมโยงระหว่างนิเวศวิทยากับการดารงชีวิตของประชาชน ข้อมูลด้านนิเวศของพื้นที่ หลักสูตรจะประกอบด้วย ความรู้เบื้องต้นด้านป่ าไม้และสัตว์ป่ า ระบบนิเวศพัฒนากับการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและการฟื้นฟูการติดตามผล 4. การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อให้คณะกรรมการเข้าใจและตระหนักถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของผู้บริโภค การพัฒนากับการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองความสาคัญของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวใน พื้นที่คุ้มครอง หลักสูตรประกอบด้วยแนวโน้มการท่องเที่ยวในปัจจุบัน อนุสัญญา กฎบัตร ข้อตกลงระหว่าง ประเทศ การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ทรัพยากรในการท่องเที่ยว ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการท่องเที่ยวและการวางแผนการจัดการท่องเที่ยว 5. การจัดการความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้คณะกรรมการมีความเข้าใจในความหลากหลายเพื่อความกลมกลืนทางวัฒนธรรม แนวคิดใน การจัดการความขัดแย้ง การวิเคราะห์สาเหตุ รูปแบบ ระดับและมีทักษะในการจัดการความขัดแย้งในเชิง ปริมาณและการควบคุม หลักสูตรประกอบด้วยความเข้าใจถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความขัดแย้งในรูปแบบ ต่างๆ มูลเหตุของความขัดแย้งการวิเคราะห์และการดาเนินตามกระบวนการต่างๆในการแก้ไข 6. การผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อให้คณะกรรมการเห็นถึงความสาคัญและความจาเป็นในการผลักดันเชิงนโยบาย การฝึกอบรม ให้ความรู้ การวางแผน การผลักดันเชิงนโยบาย มีทักษะและวิธีการในการผลักดันนโยบาย หลักสูตรการผลักดันเชิงนโยบาย การวางแผน และการดาเนินงาน ทักษะในการดาเนินการผลักดัน เชิงนโยบาย แผนธุรกิจการผลักดันเชิงนโยบาย 7. การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน เป้าหมายในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีความสาคัญ ต่อความสาเร็จของกระบวนการพัฒนาการทางการอนุรักษ์ของประเทศ ช่องทางที่ทาให้ผู้บริหารภาครัฐและ เอกชนได้มีโอกาสในการพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นที่จะสามารถนาไปสู่การ
85.
- 82 - พัฒนาความสัมพันธ์อันดียิ่งจนกลายเป็นพันธมิตรองค์กรอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทางานของ คณะกรรมการต่อไป 8.
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับกระแสโลกาภิวัฒน์ กระแสโลกาภิวัฒน์มีผลกระทบกับการกาหนดนโยบายการอนุรักษ์ระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและ ระดับชาติ จนถึงระดับวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไป โลกาภิวัฒน์ทาให้เกิดการแข่งขันของภาคธุรกิจที่ ดาเนินการภายใต้กฎกติกาใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแผลงไปตามสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ใน ขณะเดียวกันโลกาภิวัฒน์จะเป็นภัยคุกคามสาหรับผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้จึงจาเป็นจะต้องปรับบทบาทของ ตนเองหรือหมู่คณะเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ การปรับตัวให้เข้ากับสภาวการณ์ในปัจจุบัน การ จัดลาดับความสาคัญ การมีบทบาทและอิทธิพลในการกาหนดทิศทางและความเป็นไปได้ในเวทีระดับ ท้องถิ่นหรือระดับภูมิภาคหรือระดับชาติ คณะกรรมการฯ สามารถเข้าใจถึงกระแสโลกาภิวัฒน์และสามารถ วิเคราะห์ผลกระทบต่อองค์กรได้ การรับมือจากปัจจัยภายนอก 9. การสร้างความสามารถในการปรับตัวขององค์กร ความอยู่รอดและความสาเร็จขององค์กรในระบบเศรษฐกิจเสรี การปรับตัวขององค์กร การปฏิรูป เพื่อการปรับปรุงองค์กรการอนุรักษ์ให้มีประสิทธิภาพในการดาเนินงาน โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ในการเป็น กาลังสนับสนุนที่สาคัญในการช่วยให้ภาคธุรกิจขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการอนุรักษ์ของประเทศ จะต้องมี การปรับตัวเพื่อสร้างความเข้มแข้งให้แก่องค์กร การเปลี่ยนแปลงขององค์กรมักจะเผชิญกับแรงต่อต้าน ผู้นา องค์กรจะต้องมีทัศนคติที่เหมาะสมในกาหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์เพื่อความสาเร็จในการเปลี่ยนแปลง องค์กร 10. การศึกษาดูงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงาน มีความรู้ทักษะสมรรถนะและนามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ได้มี ความรู้ ทักษะในการถ่ายทอดประสบการณ์จากการศึกษาดูงานอย่างมีระบบและการคิดประเมินผลงาน ข้อเสนอแนะในการดูงาน การจัดการ/อย่างมีส่วนร่วม การบังคับใช้กฎหมาย การท่องเที่ยว/การป้ องกัน/การพัฒนาอาชีพ/การบริการของระบบนิเวศ/ค่าแทนคุณระบบ นิเวศ/กองทุนอนุรักษ์ การสัมมนา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะมีการจัดประชุมสัมมนาคณะกรรมการที่ปรึกษา พื้นที่คุ้มครองทั่งประเทศ เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ทั้งยังให้ คณะกรรมการที่ปรึกษาได้แลกเปลี่ยนแนวคิดของแต่ละพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาได้โดยตรง ในขณะเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ควรให้ความรู้ในการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง เช่นการทางาน
86.
- 83 - ร่วมกันเป็นทีม
/การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง /ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า / การประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน / การจัดการความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ / การผลักดันนโยบาย / การทางานกับชุมชน ตัวอย่างอุทยานแห่งชาติหลายๆ แห่งในทวีปยุโรป เช่น อุทยานแห่งชาติ Retezat ประเทศโรมาเนีย ในตอนกลางของทวีปยุโรป มีทัศนียภาพที่สวยงามและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง รอบๆ พื้นที่ คุ้มครองเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองเรื่องการท่องเที่ยว การบริหารจัดการ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เรียกว่า สภาที่ ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ (consultation council) ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากชุมชนท้องถิ่นภาคเอกชน ป่าไม้ อาเภอ ผู้แทนชมรมปีนเขา สถาบันการศึกษาและสถาบันการวิจัย โดยมีบทบาทและหน้าที่ในการพิจารณา กิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรมการอนุรักษ์ การให้ความรู้และการศึกษา กิจกรรมที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมใน การอนุรักษ์ในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการ มีการปฐมนิเทศ หรือฝึกอบรมให้แก่คณะกรรมการให้ มีความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ สร้างความรู้ กิจกรรม หลักการจัดการอุทยานแห่งชาติ ก่อนที่จะทางาน ร่วมกัน “How to work together ” อย่างไรก็ดีข้อเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรมอุทยานแหงชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะได้จัดทารายงานการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งระดับ พื้นที่และระดับกลุ่มป่าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อนาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองระดับท้องถิ่น หรือระดับภูมิภาคหรือระดับชาติ โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และ พันธุ์พืช ควรจะได้มีแผนปฏิบัติและแผนงบประมาณเพื่อการจัดประชุมเป็นประจาทุกปี ทั้งนี้ เพื่อให้ คณะกรรมการมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติร่วมกัน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความ เข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการให้กับบุคลากร กลุ่มองค์กรในท้องถิ่น มีแนวคิดและ จิตสานึกการสร้างเครือข่ายในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม การศึกษาดูงานในต่างประเทศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องจัดหางบประมาณหรือ แหล่งทุนในการศึกษาดูงานในต่างประเทศ เช่น อุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศ เอกวาดอร์ ทวีปอเมริกาใต้อุทยานแห่งชาติ Kakadu ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น การมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นหลักการสากลที่อารยประเทศให้ความสาคัญและเป็นประเด็น หลักที่สังคมให้ความสนใจ เพื่อการพัฒนาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมตามหลักการ ธรรมาภิบาลที่ภาครัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดาเนินการ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเพิ่มคุณภาพการดาเนินงานของภาครัฐให้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับ ร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย
87.
- 84 - เอกสารอ้างอิง Terborgh,J.et.al.(2002).
Making Parks Work: strategies of Preserving Tropical Nature: Island Press Washington, D.C กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. 2547. คู่มือการจัดการอย่างมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า. กรุงเทพมหานคร. ชิต นิลพานิช และกุลธน ธนาพงศธร. 2532. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา ชนบท. ในเอกสารการสอนชุดวิชาความรู้ทั่วไปสาหรับการพัฒนาระดับตาบล หมู่บ้าน (พิมพ์ครั้งที่ 3, หน่วยที่ 8) .นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นรินทร์ชัย พัฒนพงศา. 2546. การมีส่วนร่วม หลักการพื้นฐาน เทคนิคและกรณี ตัวอย่าง. กรุงเทพมหานคร: 598 Print. นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์. 2527. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: สานัก พิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล. นาชัย ทนุผล. 2542. แนวคิดและวิธีการจัดการการท องเที่ยวเชิงนิเวศ. เอกสารประกอบการเรียน การสอนวิชา พท 322. พิมพ์ ครั้งที่ 2. เชียงใหม่: คณะธุรกิจการเกษตร. มหาวิทยาลัยแม่ โจ้ . จังหวัดเชียงใหม่ ยุพาพร รูปงาม. 2545. การมีส่วนร่วมของข้าราชการสานักงบประมาณในการปฏิรูป ระบบราชการ. ภาค นิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา. 2542. การวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน. คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน. 2531. การพัฒนาชนบทไทย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สถาบันนวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง. 2557. การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา กลุ่มป่ ามรดกโลกดงพญาเย็น – เขาใหญ่ และวางแนวทางในการดาเนินงานอย่างมีส่วนร่วม. สานักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพมหานคร. สานักมาตรฐานการศึกษา. 2545. ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุดวิชาการวิจัยชุมชน., สานักงานสภา สถาบันราชภัฎ, กระทรวงศึกษาธิการ, สานักมาตรฐานอุดมศึกษา และทบวงมหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: เอส.อาร์.พริ้นติ้ง. สานักอุทยานแห่งชาติ. 2551. คู่มือการจัดการอุทยานแห่งชาติ., กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช. กรุงเทพมหานคร
88.
- 85 - .
2551. สรุปผลและบทเรียนโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพมหานคร อคิน รพีพัฒน์. 2527. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาชนบทในสภาพสังคม และวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: ศักดิ์โสภาการพิมพ์. ------------------------------------------------
Download