โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
พื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการประเมินผลการจัดการ
- 1 -
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองโครงการ CATSPA
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การประเมินประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง มีวิธีการที่ได้กาหนดขึ้นเพื่อ
ให้ผู้บริหารและกากับนโยบายใช้ในการพิจารณาสนับสนุนตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดการ
พื้นที่ของแต่ละประเทศหรือภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพ หลักการพิจารณาแนวทางการดาเนินงาน
จะประกอบด้วย
1. การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
2.การวิเคราะห์ขอบเขต ความรุนแรงและการกระจายของภัยคุกคาม
3. การวิเคราะห์เขตพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ ที่มีความสาคัญและคุณค่าของระบบนิเวศเศรษฐกิจ
และสังคม
4.การกาหนด การดาเนินงานตามระดับความสาคัญของการจัดการหรือความเร่งด่วน
ในการแก้ไขปัญหา
5. เทคนิคการพัฒนาในด้านต่างๆ ตามความสาคัญของนโยบายและแผนการติดตามผล
ตามขั้นตอนเพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการดาเนินงานตามแผนงานเพื่อการประเมินประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
สามารถดาเนินการได้โดยวิธีการสัมภาษณ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไป หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการใน
พื้นที่ เพื่อให้ผู้เข้าประชุมที่ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานระดับพื้นที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ประจา ผู้กากับ
นโยบายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามาให้ข้อคิดเห็น วิเคราะห์ผล และจัดลาดับความสาคัญของกิจกรรม
ที่จะดาเนินการต่อไป ในการดาเนินงานของผู้ประเมินจะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 การพิจารณาขอบเขตของการประเมินผล
ขั้นตอนที่ 2 การประเมินผลข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
ขั้นตอนที่ 3 การกาหนดแบบสอบถามที่ใช้ในการประเมินผล
ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นตอนที่ 5 การวิเคราะห์กิจกรรมที่จะดาเนินการต่อไปพร้อมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
การประเมินผลการจัดการตามแผนยุทธศาสตร์ จะเป็ นการประเมินตามข้อกาหนด
ระยะเวลาของแผนและขั้นตอน ในการประเมิน มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นที่และข้อมูลที่ต้องการ
ซึ่งจะประกอบด้วย
- 2 -
1. วิสัยทัศน์ เป้าหมายและวัตถุประสงค์เพื่อให้โครงการบรรลุผลที่วางไว้
2.ประเมินผลสภาพแวดล้อม สถานภาพ แรงกดดัน ภัยคุกคาม และปัจจัยภายนอก
ที่มีผลทาให้ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์
3. ประเมินผลความเหมาะสมของแผนและการจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
4. ประเมินผลด้านทรัพยากรที่นามาใช้ในการจัดการ
5. ประเมินผลด้านกระบวนการการจัดการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
6. ประเมินผลความสาเร็จที่เกิดขึ้น
7. ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบ เช่น ข้อด้อยของพื้นที่
กรอบของกระบวนการในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ขึ้นอยู่กับผลที่ได้รับและ
แรงจูงใจ โดยพิจารณาตามขั้นตอนในกระบวนการจัดการตามหลัก 6 ประการ คือ เนื้อหา (Context) แผน
(Planning) ปัจจัยนาเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลลัพธ์ (Outputs) และผลที่ได้รับ (Outcome)
วิสัยทัศน์ เป้าหมาย
และวัตถุประสงค์
การประเมินผลและ
สิ่งที่สะท้อนให้เห็น
สภาพแวดล้อม
และสถานภาพ
ผลที่ได้รับ
ผลลัพธ์ของ
การจัดการ
การวางแผน
และรูปแบบ
วัสดุอุปกรณ์
และเครื่องมือที่ใช้
กระบวนการจัดการ
จุดด้อย จุดแข็ง
ของแผนยุทธศาสตร์ เราต้องการทราบอะไร
ปัจจัยภายนอกอะไรบ้าง
ที่กระทบกับวัตถุประสงค์
แผนการสนับสนุน
ตามวัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ที่ใช้กระบวนการจัดการเป็นไป
ตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ผลลัพธ์เป็นไปตาม
วัตถุประสงค์หรือไม่
การปฏิบัติตาม
วัตถุประสงค์สาเร็จหรือไม่
- 3 -
1. context เป็นการอธิบายถึงพื้นที่โดยทั่วไป ประกอบด้วย คุณค่า ภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สภาพแวดล้อมของการจัดการและนโยบายทางการเมือง
2. planning จะประกอบด้วย วิสัยทัศน์ เป้ าหมาย วัตถุประสงค์ และยุทธศาสตร์การจัดการ
และการลดภัยคุกคาม
3. input ปัจจัยนาเข้าเพื่อใช้ในการจัดการตามแผน เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่ งบประมาณ
เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ตามแผน
4. process กระบวนการจัดการหรือการดาเนินงาน
5. outputs ผลลัพธ์ ผลที่ได้รับตามแผนยุทธศาสตร์หรือแผนการจัดการ
6. outcomes ผลที่ได้รับจากการดาเนินการกิจกรรมการจัดการต่างๆ
โดยทั่วไปในการดาเนินงานของแต่ละพื้นที่คุ้มครอง สามารถกาหนดและหาคาตอบ
ได้ตามลาดับความสาคัญ เช่น มีภัยคุกคามที่สาคัญอะไรบ้างเกิดขึ้น มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน
เมื่อเปรียบกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ความสามารถในการจัดการของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีกิจกรรมใดบ้าง
ที่จะต้องมีการแก้ไข ระดับการลดลงของพื้นที่คุ้มครอง นโยบายของรัฐบาลระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
มีส่วนสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไรบ้าง มียุทธศาสตร์การจัดการอะไรบ้าง
ที่ปฏิบัติแล้วมีประสิทธิภาพ การปรับแผนการจัดการสามารถหาคาตอบจากคาถามดังกล่าวได้ เช่น
มีขั้นตอนลดภัยคุกคามอย่างไรบ้าง มีความต้องการอะไรบ้างที่ต้องเติมให้เต็ม มีการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่
เนื้อหา
(Context)
แผน
(planning)
ปัจจัยนาเข้า
(Inputs)
กระบวนการ
(Processes)
ผลลัพท์
(Outputs)
ผลที่ได้
(Outcomes)
1. ภัยคุกคาม
2. ความสาคัญ
ของความหลาก
หลายทางชีวภาพ
3. ความสาคัญ
ทางด้านเศรษฐกิจ
และสังคม
4. ความเปราะ -
บางไม่มั่นคง
5. นโยบายของ
พื้นที่คุ้มครอง
6. นโยบาย
สิ่งแวดล้อม
1. วัตถุประสงค์
2. กฎหมายที่
เกี่ยวข้อง
3. การกาหนด
พื้นที่ตามแผน
4. การกาหนด
ระบบพื้นที่
คุ้มครอง
1. พนักงาน
เจ้าหน้าที่
2. ข้อมูลและ
การสื่อสาร
3. สิ่งก่อสร้าง
4. งบประมาณ
1. แผนการจัดการ
2. การปฏิบัติตาม
แผน
3. การวิจัย การ
ติดตามและ
ประมินผล
1. ป้ องกันภัยคุกคาม
2. การปรับปรุงพื้นที่
คุ้มครอง
3. การจัดการสัตว์ป่า
4. การจัดการอย่างมี
ส่วนร่วม
5. การจัดการการ
ท่องเที่ยว
6. สิ่งก่อสร้าง
7. ผลลัพธ์ตามแผน
8. การติดตามผล
9. การฝึกอบรม
10. การวิจัย
ความกดดันและ
ภัยคุกคามลดลง
- 4 -
ต้องการสิ่งก่อสร้างอะไรบ้าง ที่จะทาให้พื้นที่คุ้มครองสามารถรับรองความปลอดภัยของความหลากหลาย
ทางชีวภาพได้
สมมติฐาน
วิธีการที่จะดาเนินการประเมินผลพื้นที่คุ้มครองจะขึ้นอยู่กับข้อสมมติฐาน ดังนี้
1. การรับบทบาทหน้าที่ในการประเมินเปรียบเสมือนการทางานอยู่ในอากาศที่ว่างเปล่า
คุณค่าของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของหัวหน้าหน่วยงานพื้นที่และผู้บริหาร อากาศที่ว่างเปล่า
ก็เสมือนว่าเป็นช่องว่างในการรับข้อมูลที่บุคคลดังกล่าวจัดหาให้และใช้ผลลัพธ์ที่ได้รับ
2. ต้องยอมรับว่า บทนิยามของพื้นที่คุ้มครอง หมายถึง “พื้นที่ดินหรือพื้นที่ทางทะเล
ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการป้ องกันและบารุงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและ
ทรัพยากรทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางทัศนียภาพ ดาเนินงานโดยใช้กฎหมายจัดตั้งและบริหารจัดการ”
3. วิธีการที่จะดาเนินการนี้เป็นวิธีการเบื้องต้นที่เหมาะสมในการใช้ประเมินผลพื้นที่
คุ้มครองของรัฐมากกว่าพื้นที่คุ้มครองของเอกชน แต่สามารถนาไปปรับปรุงใช้ได้ซึ่งคาถามบางข้อต้องปรับ
ให้เหมาะสม
4. วิธีการนี้สามารถนาไปปรับใช้การประเมินผลพื้นที่ป่าไม้หรือทุ่งหญ้าหรือพื้นที่ชุ่มน้า
โดยปรับคาถามเสียใหม่ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ปัจจุบันได้มีการปรับวิธีการใช้กับระบบนิเวศทางทะเล
5. วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับพื้นที่คุ้มครองทั้ง 6 ประเภท (จัดแบ่งโดยองค์การ IUCN )โดย
มีความเหมาะสมสาหรับประเภทที่ 1-4 ส่วนประเภทที่ 5 Protected Landscape/Seascape ต้องการตัวชี้วัดที่
ชัดเจนเข้าใจได้ง่ายและชุมชนมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก และประเภทที่ 6 Managed Resources ต้องการตัวชี้วัด
ด้านการจัดการป่าไม้ที่มีหลักการและหลักเกณฑ์ที่ยั่งยืน
6. ผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานพื้นที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในข้อมูลและคุ้นเคย
กับข้อมูลดังกล่าว
7. วิธีการนี้สามารถนาไปใช้กับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ได้โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเอกเทศหรือ
พื้นที่จัดตั้งตามวัตถุประสงค์เดียว การเก็บข้อมูลจะมีไม่มาก แต่ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้ได้ดีกับพื้นที่
ใหญ่และกว้างขวาง
8. ประโยชน์ของการใช้ข้อมูลแต่ละพื้นที่สามารถนาไปเปรียบเทียบกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ
ที่ดาเนินการตามวัตถุประสงค์คล้ายกันหรือต่างกัน ผู้ดาเนินการจะแยกออกเป็นกลุ่มๆ ได้ตามต้องการ
ขั้นตอนการดาเนินการประเมินผล
ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดขอบเขตของการประเมินผล
การพิจารณาขอบเขตของการประเมินผลจะต้องเขียนให้เข้าใจง่าย โดยมีแนวทางดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการประเมินผลพื้นที่คุ้มครองคืออะไร
2. ข้อมูลที่ได้จะใช้อย่างไร โดยใคร
- 5 -
3.มีใครบ้างที่จะเป็นผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการดาเนินงาน
4. ผลที่ได้จะใช้ทาอะไรต่อไป
5. ทรัพยากรที่จะใช้มีอะไรบ้าง ต้องเตรียมให้พร้อม
6. ใครเป็นผู้มีหน้าที่ดาเนินการประเมินผล
7. ใช้เวลาในการดาเนินงานนานเท่าไร
8. มีขั้นตอนอย่างไร
การพิจารณาขอบเขตของการประเมินผลจะรวมถึงวิธีการคัดเลือกพื้นที่ที่จะทาการ
ในประเทศที่มีพื้นที่คุ้มครองไม่มาก เช่น ประเทศเม็กซิโก เนปาล แอลจีเรีย ดาเนินการคัดเลือกได้ง่าย
ส่วนประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีพื้นที่คุ้มครองมากมาย เช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน บราซิล
สหรัฐอเมริกา การดาเนินการในทุกๆ พื้นที่ทาได้ยาก ยุทธศาสตร์ในการดาเนินงานสามารถทาได้ในวงจากัด
คือ
1. ดาเนินการเฉพาะพื้นที่ เช่น ภายในจังหวัด อาเภอ รัฐหรือภูมิภาค
2. เป็นพื้นที่คุ้มครองที่ได้มีการจัดการแบ่งตามหลักการแบ่งประเภทขององค์การ IUCN
3. มีการจัดการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ
ขั้นตอนที่ 2 การประเมินผลจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
ในหลายๆ ประเทศได้มีการดาเนินการประเมินผลประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่
คุ้มครองและการอนุรักษ์ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งปริมาณและคุณภาพของการประเมินผล มีข้อมูล
ดาเนินการในแต่ละพื้นที่ที่มีอุปกรณ์พร้อมจะได้รับการคัดเลือกให้มีการประเมิน มีการวิเคราะห์
ความแตกต่างของข้อมูล และมีการเพิ่มข้อมูลบางส่วนให้เหมาะสมแนวทางการพิจารณาประกอบด้วย
1. แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียม
2. การทบทวนความหลากหลายทางชีวภาพ
3. การประเมินเพื่อการฝึกอบรมและการเพิ่มประสิทธิภาพความสามารถของพนักงาน
เจ้าหน้าที่
4. การวิเคราะห์ภัยคุกคาม
5. การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์
6. การศึกษาทางด้านสังคมและมนุษยวิทยา
7. การรายงานจากภาคสนาม
8. การรายงานจากหน่วยงานภายนอก
9. การทบทวนกฎหมายและนโยบาย
ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันสามารถได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือกาหนดโดยบุคคลที่มี
ความรู้ความชานาญ กาหนดวิธี การประเมินผล เช่น แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อใช้ในการกาหนดพื้นที่
ที่มีแรงกดดันและภัยคุกคาม การสารวจชุมชนเพื่อให้ทราบถึงสถานภาพของเศรษฐกิจและสังคม
- 6 -
ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีเหตุผลการดาเนินงานที่มีผลความสาเร็จ
ตามวัตถุประสงค์
ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันสามารถนาไปใช้ได้โดยตรงหรือโดยทางอ้อม บางส่วนของข้อมูล
จะต้องพิจารณารวมถึงความเชื่อถือจากแหล่งของข้อมูลที่มีและความถูกต้อง ซึ่งหัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหาร
หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม จะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด
ขั้นตอนที่ 3 การกาหนดแบบสอบถามข้อมูล
ขั้นตอนนี้เป็ นส่วนสาคัญในการเก็บข้อมูลโดยการกาหนดแบบสอบถามที่ได้จาก
การประชุมเชิงปฏิบัติการที่ประกอบด้วยหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง ผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้เข้าประชุม
จะต้องมีการอภิปรายร่วมกันในการใช้คาถาม การสื่อความหมายและการเสนอความเห็น
การวิเคราะห์ร่วมกัน การรับฟังข้อเสนอแนะและการดาเนินงานขั้นตอนต่อไป
การดาเนินการเพื่อให้ได้คาถามที่ดีโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเก็บข้อมูล
เป็นวิธีการที่ใช้ดาเนินการกันทั่วไปและได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความคิดเห็น
และแสดงออกเพิ่มเติมมากขึ้น ผู้เข้าประชุมได้พิจารณามาตรฐานของคาถามที่จะใช้เป็นระบบ แต่บางครั้งการ
ประชุมเชิงปฏิบัติการอาจจะใช้ไม่ได้ผลและไม่ได้คาถามที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับประเพณีวัฒนธรรม
และหลักสูตรที่จะใช้ในการประเมิน การสัมภาษณ์ภาคเอกชนหรือจัดประชุมย่อยจะได้ผลมากกว่า
การประชุมใหญ่ รวมถึงพิจารณาถึงหลักการของการประเมินผลทางประเพณีวัฒนธรรม สถานภาพ
ของความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าไม้การประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถดาเนินการได้ดังนี้
1. การปรับปรุงตัวชี้วัดเฉพาะในแต่ละคาถาม
2. การเพิ่มเติมคาถามที่ต้องการ
3. การปรับคาหรือคาพูดหรือการสื่อความหมาย
4. ลดคาถามบางข้อออก
ความถูกต้องของข้อมูลจะมีข้อสังเกตขึ้นอยู่กับ
1. ความรับผิดชอบ ถ้าหากหัวหน้าผู้รับผิดชอบเข้าร่วมด้วยเขาจะต้องมีความเป็นกันเองและ
ซื่อสัตย์ต่อประชาชนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล ฉะนั้นความสาคัญของวิธีการคือ จะต้องบริหารการเก็บ
ข้อมูลโดยผู้ที่มีความรู้ความชานาญและความเข้าใจถึงวิธีการ วัตถุประสงค์และผลที่คาดว่าได้รับ
2. การใช้ข้อมูล หัวหน้าผู้รับผิดชอบพื้นที่มีความจาเป็ นที่จะต้องรู้ถึงข้อมูลและ
การนาไปใช้ หากมีข้อด้อยในการจัดการจาเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์เพื่อให้ได้ผลในอนาคต
หรือการลดความจาเป็นในกรณีพิเศษ หรือเพิ่มความเข้มแข็งในการทางานควรมีการตอบแทนโดยในการ
ให้รางวัล หรือมีการจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพที่เป็นเป้ าหมายเพื่อการท่องเที่ยวหรือการพัฒนาด้านอื่นๆ
ความสาคัญของพื้นที่ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเศรษฐกิจ-สังคม ใครเป็นผู้ตัดสินใจในการ
ทางานตามแผน
3. การกาหนดข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับควรมีความเป็นอิสระในการใช้ ต้องมีความเชื่อถือได้
ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อมูลจากองค์กรภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการใช้เทคนิคอย่างง่ายๆ เช่น การใช้
- 7 -
ภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่ายดาวเทียม การประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถทาได้ง่ายและมีคุณสมบัติ
ที่จะต้องมีผลเกิดขึ้น
4. ความสม่าเสมอของการสื่อความหมาย การประชุมเชิงปฏิบัติการที่ผู้เข้าประชุมต้องมี
ความเข้าใจในทางเดียวกัน ถ้าหากจะมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงคาถามและการวิเคราะห์ การตอบ
คาถามจะมีการบ่งบอกถึงลักษณะที่ดี มีความสอดคล้อง ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ การสื่อความหมายควร
จะเป็นคาถามที่ง่ายในการสร้างความเข้าใจและง่ายต่อผู้เข้าร่วมประชุมสามารถสื่อสารกันได้ง่ายและมีการ
ตกลงกันในการใช้คาที่เหมาะสมสาหรับคาถาม
5. การใช้ตัวเลือกในการตอบคาถามต้องมีความชัดเจนและง่ายต่อการตอบ คือ(1) เห็นด้วย
อย่างยิ่ง (2) เห็นด้วย (3) ไม่เห็นด้วย และ(4) ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง การใช้ตัวเลือกในการตอบคาถามโดยมี 4
ตัวเลือกดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ตอบเข้าใจง่าย เช่น คาถามถามว่า ควรให้มีแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ถ้าตอบว่า เห็นด้วย ก็แสดงว่าควรมีแผนการจัดการพื้นที่มาใช้ หรือถ้าหากจะตอบว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง พื้นที่
คุ้มครองต้องมีแผนการจัดการที่แน่นอน ถ้าตอบว่า ไม่เห็นด้วย แสดงว่าไม่จาเป็นต้องใช้แผนการจัดการ และ
หากตอบว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง จะทาให้เห็นว่าไม่จาเป็นต้องมีการใช้แผนยุทธศาสตร์การจัดพื้นที่อย่างยิ่ง
ฉะนั้นข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการใช้ในการประเมินผลเพื่อการดาเนินงานจึงได้แบ่งออก
เป็นส่วนๆ ดังนี้
1. ข้อมูลเบื้องต้น จะประกอบด้วย
1.1 ชื่อพื้นที่คุ้มครอง
1.2 วันเดือนปีที่ประกาศจัดตั้ง
1.3 ขนาดของพื้นที่
1.4 ผู้ตอบ
1.5 วันสัมภาษณ์
1.6 งบประมาณที่ได้รับ
1.7 วัตถุประสงค์เฉพาะของการจัดการ
1.8 กิจกรรมของพื้นที่คุ้มครองที่วิกฤติ
2. แรงกดดันและภัยคุกคาม
ข้อมูลที่ต้องการแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ (1) แรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา และ (2) แรงกดดันและภัยคุกคามที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 5 ปี ข้างหน้า
แรงกดดันและภัยคุกคามจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองอย่างไร เช่น ทาให้
ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ประชากรของชนิดพันธุ์ลดลง ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง
จะรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ทั้งถูกต้องตามกฎหมายและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และพื้นที่ได้รับผลกระทบโดย
ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมต่างๆ ภัยคุกคามเป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบกับทรัพยากร
- 8 -
ในพื้นที่ทั้งปัจจุบันและอาจจะเกิดเพิ่มขึ้นในอนาคต ตัวอย่างแรงกดดันและภัยคุกคามที่พบในพื้นที่คุ้มครอง
เช่น
1. การทาไม้ทั้งที่กระทาโดยถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น การจัดสร้างที่พัก สาหรับ
ผู้อพยพหนีภัย การสร้างที่พักสาหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ การสร้างถนน พื้นที่การเกษตร การปลูกป่าและ
การใช้ประโยชน์อย่างอื่น
3. การทาเหมืองแร่ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองขุดหรืออย่างอื่น เป็นการทาลายทรัพยากร
ใต้พื้นดิน ทาให้เกิดมลพิษ
4. การเลี้ยงปศุสัตว์ภายในพื้นที่คุ้มครอง และการเก็บเกี่ยวอาหารสัตว์ในพื้นที่
5. การสร้างเขื่อนพลังไฟฟ้ าหรือเพื่อการเกษตร บางพื้นที่ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ
หรือกีฬาตกปลา เป็นต้น
6. การลักลอบล่าสัตว์ป่า
7. การเก็บหาของป่า เพื่อนาไปใช้ประกอบเป็นอาหาร การเก็บพืชสมุนไพร การตัดไม้
เพื่อการก่อสร้าง การเก็บยางไม้หรืออย่างอื่น เพื่อการบริโภคหรือเพื่อการค้า
8. การท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การปีนเขา การจัดตั้งแคมป์ พัก การขี่ม้า
ล่องแพ หรือขับรถวิบากในป่า
9. มลพิษที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
10. การรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไร่ สารพิษฆ่าแมลงหรือวัชพืช
11. การทาให้เกิดการพังทลายของดิน น้าไหลบ่า น้าท่วมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ
ภูมิอากาศ
12. ภัยที่เกิดจากการรุกรานของสัตว์ต่างถิ่น ทั้งชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์
ขอบเขต
แรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นมีมากน้อยกว้างขวางขนาดไหน เช่น กีฬาตกปลา
มีนักกีฬาตกปลาเพิ่มขึ้นจะทาความเสียหายให้แก่พื้นที่ได้การลักลอบล่าสัตว์ป่าเป็นการทาลายประชากรสัตว์
ป่าบางชนิด มลพิษจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการบุกรุกพื้นที่ดินเพื่อประโยชน์
ในทางการเกษตรหรืออย่างอื่น การเกิดขึ้นของแรงกดดันและภัยคุกคามในพื้นที่มากกว่า 50%
จะถูกถามว่าเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างทั่วไป หรือกระจายอยู่ทั่วไปประมาณ 15-50% หรือกระจายอยู่ทั่วไป
ประมาณ 5-15% หรือเป็นบางจุดไม่เกิน 5%
- 9 -
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
ความมากน้อยของแรงกดดันและภัยคุกคามที่เป็นอันตรายต่อพื้นที่หรือมีผลกระทบกับ
ทรัพยากรในพื้นที่ เช่น การพังทลายของดิน ดินแน่น มีตะกอนในลาธารมาก เสียงรบกวน ทาลายพืชท้องถิ่น
ทาลายความหนาแน่นของชนิดพันธุ์หรือกระทบกับการขยายพันธุ์ของชนิดพันธุ์จะอยู่ในระดับของ
ความรุนแรงที่ทาให้ทรัพยากรหมดไปได้ การทาลายดิน น้า พันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ป่ าทั้งโดยทางตรงและ
ทางอ้อม ผลกระทบจะแสดงออกมาในลักษณะของระดับ คือ ระดับสูง/ปานกลาง/เบาบางหรือไม่มาก
การฟื้นฟู
การฟื้นฟูให้สู่สภาพเดิมจะใช้ระยะเวลานานเท่าไรที่ทรัพยากรในพื้นที่ฟื้นตัวเองสู่สภาพเดิม
ตามธรรมชาติ โดยปราศจากการรบกวนของมนุษย์ การปรับปรุงโครงสร้างของระบบนิเวศ ระดับของ
กระบวนการกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยคิดคานวณว่าจะฟื้นฟูได้ภายในระยะเวลา 100 ปี (ระยะยาว) หรือ20-100 ปี
(ปานกลาง) และ 5-10 ปี (ระยะสั้น)
ความเป็นไปได้
แรงกดดันและภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากจานวนน้อยไปจนถึงระดับสูงสุด
มีปัจจัยที่จะต้องพิจารณา คือ ระดับของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจัยภายนอกและแรงกดดันจากกฎหมาย
ระเบียบข้อบังคับหรือความขัดแย้งในการบริหาร การวิเคราะห์แรงกดดันและภัยคุกคาม ให้พิจารณาดูจาก
กระบวนการประเมินจะช่วยให้ทราบถึงการคงอยู่ของแรงกดดัน และภัยคุกคามในพื้นที่คุ้มครอง หัวหน้า
พื้นที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทาแผนการปฏิบัติงานได้
- 10 -
ตัวอย่างแรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน
2. สร้างถนน กระจาย ปานกลาง ระยะปาน
กลาง
8 การสร้างถนนได้กาหนดไว้ใน
แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ผลกระทบเกิดจากการก่อสร้าง
การขุดดินลูกรัง ใช้สาหรับการ
เดินทางของพนักงานเจ้าหน้าที่
และนักท่องเที่ยว
3. การท่องเที่ยว เฉพาะ
ท้องถิ่น
สูง ระยะสั้น 9 นักท่องเที่ยวที่ขับขี่ยานพาหนะ
off-road ในพื้นที่คุ้มครองอย่าง
เข้มข้น รบกวนที่อาศัยของสัตว์
ป่า ที่สร้างรัง วางไข่ เลี้ยงลูกของ
ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า
4. การลักลอบล่า
สัตว์ป่า
กระจาย
ทั่วไป
สูง ระยะปาน
กลาง
18 ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ถูกล่าจะเป็น
ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากมีราคาแพง
ใช้ประโยชน์ในการประกอบยา
แผนโบราณ
5. การรุกรานของ
ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
กระจาย
ทั่วไป
สูง ระยะยาว 27 มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ไม่เหมาะสม
กับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าบาง
ชนิด เช่น ช้างป่าและแรด เป็นต้น
6. การสร้างเขื่อน ตลอดทั้ง
พื้นที่
รุนแรง ถาวร 64 เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อพลังไฟฟ้า
การชลประทาน และจะเกิด
อุทกภัยในพื้นที่ได้
กิจกรรม ขอบเขต ผลกระทบ ความถาวร ระดับ คาอธิบายและเหตุผล
1. การเก็บหาของป่า เฉพาะ
ท้องถิ่น
ไม่รุนแรง ระยะสั้น 1 การเก็บหาของป่า ส่วนใหญ่เป็น
การเก็บเห็ดเพื่อการบริโภคของ
ชุมชนท้องถิ่นและหมู่บ้าน
ใกล้เคียง รวมถึงการเก็บพืช
สมุนไพร
- 11 -
3. ความสาคัญทางด้านชีววิทยา
ข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับชีววิทยา อาจจะประกอบด้วย
3.1 ภายในพื้นที่คุ้มครองจะมีชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก ใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูกคุกคาม
ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากจะมีประชากรน้อยลงเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ชนิดพันธุ์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ชนิดพันธุ์
ที่อยู่ในภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์ตลอดทั้งพื้นที่หรือชนิดพันธุ์ที่มีความสาคัญระดับท้องถิ่น
3.2 พื้นที่คุ้มครองมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ความหลากหลายทางชีวภาพ
จะหมายถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ ประชากร สังคมและระบบ
นิเวศ ในคาถามด้านนี้จะเป็นการจัดระดับความหลากหลาย มีการวัดหาความอุดมสมบูรณ์ของชนิดพันธุ์
(Species Richness) โครงสร้างความหลากหลายของระบบนิเวศและมีเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิประเทศ เช่น
ชนิดของดิน ด้านลาด หรือระดับความรุนแรง
3.3 ในพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีชนิดพันธุ์ประจาถิ่น โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่
ผู้เข้าประชุมเชิงปฏิบัติการจาเป็นต้องทราบข้อมูลรายละเอียดดีพอ
3.4 พื้นที่คุ้มครองจะอานวยประโยชน์ทางด้านถิ่นที่อาศัย อาจจะเป็นพื้นที่ที่มีความสาคัญ
โดยเฉพาะ เช่น เป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้า แหล่งผสมพันธุ์ แหล่งอพยพย้ายถิ่นสาหรับชนิดพันธุ์ หากมี
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะมีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่เป็น KeySpecies หรือสถานที่เลี้ยงดูวัยอ่อนของสัตว์ป่า
3.5 พื้นที่คุ้มครองจะประกอบด้วยความหลากหลายของพืชและสัตว์ โดยเฉพาะชนิดที่
มีความสาคัญกันในระบบนิเวศและสังคมของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่
3.6 ความเป็นตัวแทนของระบบนิเวศ ในพื้นที่คุ้มครองบริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงจะให้
ผลผลิตไม่ได้สัดส่วนกัน ขณะเดียวกันพื้นที่ที่สร้างผลผลิตสูงย่อมจะเป็นตัวแทนที่ดี
3.7 พื้นที่คุ้มครองสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรชนิดพันธุ์ที่เป็ น
Key Species สามารถรองรับชนิดพันธุ์ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่สาคัญที่เป็นตัวชี้วัด เช่น
- พื้นที่ที่อาศัยจากัดที่ต้องการการกระจายของชนิดพันธุ์ เช่น สัตว์ที่มี Home range
ขนาดใหญ่ ประชากรสัตว์ป่าจะถูกรบกวน สถานภาพจะหาได้ยาก หรือใกล้จะสูญพันธุ์ และถูกคุกคาม
- การคงอยู่ของชนิดพันธุ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางนิเวศวิทยาเช่นไฟป่าน้าท่วมเป็นต้น
- Flagship Species ที่ได้รับการสนับสนุนในการอนุรักษ์โดยสาธารณชน
3.8 โครงสร้างของความหลากหลายในพื้นที่คุ้มครองจะประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ
ของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ความหลากหลายของป่าไม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนต่างๆ และ
มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ที่แตกต่างกัน ตามเวลาของการเปลี่ยนแปลง เช่น ทุ่งหญ้าที่เปลี่ยนแปลงเป็น
ป่าดงดิบ
3.9 ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองจะถูกทาลาย ถูกรบกวนทาให้ระบบนิเวศนั้นๆ ลดลง
เนื่องมาจากการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้พื้นที่ป่าไม้ ป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้า ที่ถูกนามาพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตร
ทุ่งหญ้าเป็นที่เลี้ยงปศุสัตว์หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ
- 12 -
3.10 พื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนที่ช่วยให้กระบวนการทดแทนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ตาม
กระบวนการทดแทนของสังคมพืชและสัตว์ หากมีการรบกวนเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งจะทาให้มีการ
เปลี่ยนแปลงส่วนอื่นด้วย เช่น การหมุนเวียนของแร่ธาตุ การย่อยสลาย การขยายพันธุ์ของสัตว์ผู้ล่า
การอพยพย้ายถิ่น การถูกรบกวนจากภัยอันตรายต่างๆ จากกิจกรรมของมนุษย์ หรือภัยธรรมชาติจะรุนแรง
ต่างกัน
4. ความสาคัญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม อาจจะประกอบด้วย
4.1 พื้นที่คุ้มครองมีความสาคัญด้านการสร้างงานสาหรับคนในชุมชนท้องถิ่น เช่น
การจ้างแรงงานเพื่อทางานในพื้นที่และรับจ้างการใช้บริการด้านการนาเที่ยวหรือธุรกิจการท่องเที่ยว
4.2 การดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นขึ้นอยู่กับพื้นที่คุ้มครอง ชุมชนในท้องถิ่นได้อาศัย
ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อาหารพืชสมุนไพร แหล่งต้นน้าลาธาร วัสดุอุปกรณ์ในการอยู่อาศัย
ตามวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือทางด้านการตลาด
4.3 พื้นที่คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
การใช้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือเพื่อการบริโภค โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และการพัฒนาให้มี
ผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด เช่น การเก็บหาของป่า การเก็บพืชสมุนไพร เป็นต้น
4.4 พื้นที่คุ้มครองมีความสาคัญทางด้านศาสนาและด้านจิตใจที่สงบ เช่นการใช้พื้นที่ป่าไม้
เพื่อกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่มีการทาลาย
4.5 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวมของความงามตามธรรมชาติ เช่น ทัศนียภาพที่สาคัญ
น้าตก น้าพุร้อน หรือถ้า ซึ่งเป็นสถานที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
4.6 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์พืชที่มีความสาคัญทางด้านวัฒนธรรมและ
เศรษฐกิจ
4.7 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่มีความสาคัญทางด้านวัฒนธรรม
และเศรษฐกิจ
4.8 พื้นที่คุ้มครองบางแห่งมีคุณค่าด้านการพักผ่อนหย่อนใจ มีความเหมาะสมเป็นแหล่ง
การท่องเที่ยว การเดินป่า การตั้งค่ายพัก ล่องแพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ คุณค่า
ทางด้านการพักผ่อนหย่อนใจขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์และมีความสาคัญต่อชุมชนท้องถิ่น
4.9 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์ทางด้านการบริการของระบบนิเวศและมี
คุณค่าต่อชุมชน เช่น เป็นแหล่งอานวยน้าให้แก่ชุมชน ป้ องกันอุทกภัยและป้ องกันการเกิดขึ้นของงทะเลทราย
4.10 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในระยะยาว เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมือน
ธรรมชาติทั่วๆ ไป โดยเฉพาะกระบวนการทางนิเวศวิทยา ชีววิทยาของชนิดพันธุ์ มีวิธีการจัดการที่แตกต่าง
กันไปและเหมาะสมเป็นพื้นที่ศึกษาของนักเรียน นักศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
- 13 -
5. ความไม่มั่นคงของพื้นที่คุ้มครอง
ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับความไม่มั่นคงของพื้นที่ อาจจะประกอบด้วย
5.1 กิจกรรมที่ผิดกฎหมายยากต่อการติดตามผล ความยุ่งยากของการติดตามผล
จะปรากฏในพื้นที่ขนาดใหญ่และยากต่อการเข้าถึง หรือกิจกรรมการเก็บหาของป่าในบริเวณที่เป็นป่าภูเขาสูง
หรือห่างไกลจากการดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่
5.2 กฎหมายที่ใช้บังคับไม่เข้มงวดและรุนแรงพอที่จะทาให้ผู้กระทาผิดเข็ดหลาบ
บทกาหนดโทษน้อยเกินไปจนไม่สามารถจะควบคุมพื้นที่ได้
5.3 การติดสินบนและการทุจริตที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะการติดสินบน
ด้วยเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ การทุจริตเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่
ความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรมหรือยุติธรรมในการทางานตามระเบียบต่างๆ
5.4 ความไม่มั่นคงทางการเมืองหรือความวุ่นวายทางการเมืองเป็นสาเหตุให้เกิด
ความขัดแย้งทางการบริหาร การจัดการพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง
ในพื้นที่ แนวคิดที่แตกต่างกันในเรื่องผลประโยชน์ เป็นต้น
5.5 ประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและแนวคิด ทาให้เกิดความขัดแย้งในวัตถุประสงค์ของ
พื้นที่ เช่น การเก็บพืชสมุนไพร การนาชิ้นส่วนของสัตว์ป่าที่หาได้ยากเป็นยาแผนโบราณ การมีความเชื่อจะมี
ความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้น อัตราการขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าที่หาได้ยากลดลง แต่มีความสาคัญทาง
ชีววิทยาสูงมาก
5.6 มีคุณค่าทางด้านการตลาด ตัวอย่างคุณค่าทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงเพราะหาได้ยาก
มีแหล่งแร่ที่สาคัญ มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือมีการเลี้ยงปศุสัตว์มากเกินไป
5.7 การกระทาที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมายภายในพื้นที่คุ้มครอง เช่น มีการสร้างถนน
เข้าไปในพื้นที่ การปิดกั้นทางน้า หรือพื้นที่คุ้มครองตามแนวชายแดน
5.8 ทรัพยากรธรรมชาติมีหลายชนิดในพื้นที่มีคุณค่ามากเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น
ดีหมี นอแรด เกล็ดลิ่น และพืชสมุนไพร
5.9 การจัดการเพื่อผลประโยชน์หรือการหารายได้จากทรัพยากรในพื้นที่จะมีผลถึง
การทาลายทรัพยากรธรรมชาติได้ โดยเฉพาะนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มขึ้น
ของนักท่องเที่ยวต้องเพิ่มสิ่งอานวยความสะดวก การก่อสร้างบ้านพัก การตัดไม้ การเปิดพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่ม
พื้นที่การจัดตั้งแคมป์ เป็นต้น
5.10 การจ้างแรงงานจากชุมชนท้องถิ่น เป็นการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราวเข้ามาทางาน ส่วน
ใหญ่จะเป็นแรงงานที่ไม่ค่อยมีความชานาญมีความรู้ความสามารถน้อย หรือไม่มีประสบการณ์เพียงพอใน
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- 14 -
6. วัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์การจัดการ
ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ อาจจะ
ประกอบด้วย
6.1 วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อเป็นการป้ องกันและบารุงรักษาความ
หลากหลายทางชีวภาพ ดังที่องค์การ IUCN ได้ให้ความหมายไว้แล้วว่า พื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas)
จะเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่อานวยประโยชน์ในด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร
ที่คล้ายคลึงกัน ไม่มีการทาลายหรือขัดแย้งกับวัตถุประสงค์
6.2 ความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้กาหนดการจัดการต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ที่มี
ความเข้าใจง่าย แผนยุทธศาสตร์การจัดการควรมีรายละเอียด เจาะจงและปฏิบัติได้ในการป้ องกัน บารุงรักษา
โดยเฉพาะ Key Species
6.3 นโยบายการจัดการและแผนควรจะกาหนดให้แน่ชัดและมีความเชื่อมโยงกัน เช่น
แผนงานประจาปีควรเชื่อมโยงกับนโยบาย
6.4 หัวหน้าหน่วยงานพื้นที่ ผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์
และนโยบายของการจัดการพื้นที่คุ้มครองตามหลักการเหตุผลและรับผิดชอบในการดาเนินงาน
6.5 ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ของการดาเนินงานจัดการพื้นที่คุ้มครอง
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ลดการกระทาผิด ร่วมกันพิจารณาตัดสินใจและร่วมกัน
จัดการพื้นที่คุ้มครองโดยการเป็นอาสาสมัครจัดการพื้นที่คุ้มครอง
7. พื้นที่คุ้มครองได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่กาหนด
ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการที่พื้นที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
อาจจะประกอบด้วย
7.1 พื้นที่คุ้มครองได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในระยะยาว เป็ นการประกาศ
ตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการคุ้มครองพื้นที่ฉบับต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ ทรัพยากรทุกชนิดในพื้นที่
ก็ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วย เช่น แหล่งแร่ แหล่งน้า พันธุ์ไม้และทรัพยากรธรรมชาติชนิดอื่นๆ
7.2 ความเกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นใช้สิทธิดาเนินงานในพื้นที่
เช่น สิทธิในการเก็บหาของป่า ตกปลา อ้างถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ การแก้ไขจึงเป็นการสร้างความร่วมมือ
ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น ป่าไม้อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และหน่วยงานอื่นๆ
7.3 การจัดทาแนวเขตพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ การจัดทาแนวเขต
โดยอาศัยพื้นที่เป็นสาคัญ เช่น การใช้แม่น้า ลาธารเป็นแนวเขตหรือลักษณะที่สาคัญอย่างอื่น เช่น สันปันน้า
แนวเขตระหว่างชุมชนกับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้ชุมชน พนักงานเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป
สามารถที่จะมองเห็นแนวเขตได้ชัดเจน มีแผนที่แสดงหมุดหลักฐานที่กาหนดและสามารถใช้ในการพิจารณา
ทางศาลได้
- 15 -
7.4 การจัดการพื้นที่คุ้มครองมีเงินงบประมาณในการดูแลรักษาพื้นที่ตามกฎหมาย
กิจกรรมตามที่กฎหมายใช้บังคับในการจัดการทุกส่วนต้องปฏิบัติตามกฎหมายนับตั้งแต่พนักงานเจ้าหน้าที่
นักท่องเที่ยว ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป
7.5 ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับพื้นที่คุ้มครองต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
ความขัดแย้งนี้จะต้องได้รับการแก้ไขตามวิธีการ ขั้นตอนของการปฏิบัติให้เป็นที่น่าพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย
การชดเชยจากการเรียกร้องในสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่ไปกัดกินต้นไม้ในพื้นที่จะมี
การฟ้องร้องกันได้
8. การออกแบบการจัดการพื้นที่และการวางแผน
ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับแบบการจัดการและการวางแผนพื้นที่ อาจจะ
ประกอบด้วย
8.1 พื้นที่ที่จะกาหนด จะต้องอยู่ในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองและขึ้นอยู่
กับข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ประชากรชนิดพันธุ์ การกระจายของชนิดพันธุ์และถิ่นที่อาศัย การกาหนดเพื่อ
การอนุรักษ์อย่างเข้มข้น ห้ามกระทาการใดๆ เป็นอันขาด
8.2 การกาหนดพื้นที่และกิจกรรมไม่กระทบกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
เช่น การตัดไม้ไม่ให้มีผลกระทบกับความหลากหลายทางชีวภาพ หลีกเลี่ยงการกาหนดพื้นที่ก่อสร้างที่ทาให้
เกิดการพังทลายของดิน ทาลายระบบนิเวศหรือทาลายทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่
8.3 การกาหนดเขตการจัดการว่าจะอยู่ส่วนใดของพื้นที่ เช่น Core zone, Buffer zone และ
Resource use zone หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม นโยบายการกาหนดเขตการจัดการจะเป็นการอนุรักษ์
ชนิดพันธุ์ที่มีคุณค่า หาได้ยาก การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มข้น โดยพิจารณาจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น แต่ถ้า
หากพื้นที่คุ้มครองได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่จาเป็นต้องแบ่งเขตการจัดการก็ได้
8.4 การใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง จะต้องไม่มีการใช้ประโยชน์ที่มี
ผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น ความหนาแน่นของประชากร การจัดการป่าไม้ พื้นที่
การเกษตร พื้นที่เอกชน แหล่งพักผ่อนหย่อนใจรวมถึงเขตชุมชน
8.5 กาหนดให้มีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ หรือ ระหว่างหน่วยงานอนุรักษ์อื่นๆ การ
ปล่อยสัตว์ป่ าคืนสู่ธรรมชาติจาพวกเสือโคร่ง ช้างป่ า กระทิง วัวแดง เพื่อให้ชนิดพันธุ์มีความมั่นคง
ทางความหลากหลายทางชีวภาพ
9. พนักงานเจ้าหน้าที่
ความต้องการข้อมูลที่กล่าวถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ อาจจะประกอบด้วย
9.1 ระดับการศึกษาของพนักงานเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพในการจัดการพื้นที่หรือไม่
เพียงใด ประเภทของสาขาวิชาของบุคลากรที่เข้ามาทางานในกิจกรรมต่างๆ ของการจัดการ มีปัจจัยหรือ
อุปสรรคในการจัดหาบุคลากรมาปฏิบัติงานในหน้าที่ดังกล่าวอย่างไร
9.2 จานวนของพนักงานเจ้าหน้าที่มีเพียงพอที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกๆ ด้านหรือไม่ เช่น
ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความชานาญด้านการจัดการทรัพยากร ด้านการวางแผน ด้านการสารวจและ
- 16 -
ติดตามผลชนิดพันธุ์และประชากรสัตว์ป่า หรือด้านการประชาสัมพันธ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีการฝึกอบรม
เพิ่มเติมหรือไม่
9.3 มีการเปิ ดโอกาสให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาบุคลากร
ในด้านต่างๆ เช่น การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การจัดการทรัพยากร การประชุมเชิงปฏิบัติการทั้งระยะสั้นและ
ระยะยาว การฝึกอบรมด้านอาชีพ การศึกษาดูงาน การสับเปลี่ยนงานในหน้าที่ การสัมมนาและ
การพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ควรมียุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาบุคลากร
9.4 การติดตามตรวจสอบการทางานของพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าการดาเนินงานสู่เป้ าหมาย
ของการจัดการหรือไม่ มีการทบทวนกระบวนการทางาน การติดตามผลงานตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์
ของแผนงานยุทธศาสตร์
9.5 ส่งเสริมเพื่อการคงไว้พนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีความรู้ความชานาญไว้ทางาน
เฉพาะด้าน โดยการให้กาลังใจในการทางานด้านค่าจ้าง สุขภาพและการพักผ่อนประจาปี
10. การสื่อสาร
ความต้องการข้อมูลที่กล่าวถึงด้านการสื่อสาร อาจจะประกอบด้วย
10.1 มีการสื่อสารระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงกับพนักงานเจ้าหน้าที่
ที่ปฏิบัติการภาคสนาม ด้วยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น โทรศัพท์ วิทยุรับ-ส่ง โทรสาร เครื่องประมวลผล
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ า อินเตอร์เน็ท อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องมีใช้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อการสื่อสาร
ระหว่างพนักงานลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ พนักงานประจาสานักงาน รวมถึงหัวหน้า
หน่วยงานพื้นที่และผู้บริหารระดับสูง
10.2 มีข้อมูลด้านนิเวศ เศรษฐกิจและสังคมเพียงพอสาหรับใช้ในการวางแผน
การจัดการ รวมถึงแผนที่และอุปกรณ์ เช่น แผนที่ดาวเทียม แผนที่ระวาง ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลด้าน
ภูมิศาสตร์ (แผนที่ดิน พันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์) ข้อมูลด้านชนิดพันธุ์ (การกระจายของชนิดพันธุ์พืช
พันธุ์สัตว์และกลุ่มของชนิดพันธุ์) ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคม การสารวจ การใช้
ประโยชน์และการพัฒนาชุมชน
10.3 ระบบการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและมีอุปกรณ์การเก็บข้อมูลที่พร้อมที่จะ
ปฏิบัติงานได้ เช่น GPS กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์การสารวจและอุปกรณ์การบันทึกข้อมูล
10.4 มีระบบการดาเนินงานและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงเครื่องประมวลผลทั้งที่เป็น
Hardware และ Software(Software Program on GIS) วิเคราะห์ การติดตามและการวิเคราะห์ การสารวจ
ประชากรและการเปลี่ยนแปลง การจัดการข้อมูลพื้นฐาน
10.5 มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับชุมชนท้องถิ่น การสื่อสารกับชุมชนท้องถิ่นต้อง
โปร่งใส และเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม
- 17 -
11. สิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน
11.1 มีอุปกรณ์ด้านการคมนาคมพร้อมที่จะใช้ในการปฏิบัติงานได้ เช่น รถยนต์
ยานพาหนะ ถนน เฮลิคอปเตอร์ เรือเร็ว รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และม้า ขึ้นอยู่กับพื้นที่และ
ความ ต้องการใช้ประโยชน์ การจัดหาอุปกรณ์ การนาไปใช้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
11.2 อุปกรณ์ภาคสนามจะต้องมีพร้อมที่จะใช้ในการปฏิบัติงานได้ทันที เช่น อุปกรณ์
การปีนภูเขา เต็นท์สนาม อุปกรณ์การเก็บข้อมูล เป็นต้น
11.3 สิ่งก่อสร้างจะต้องกาหนดไว้ในแผนบริหารจัดการพื้นที่ประกอบด้วยสานักงาน
ห้องประชุม อาคารวิจัย บ้านพักพนักงานเจ้าหน้าที่ ห้องสุขา โรงจอดรถ อาคารบริการ โรงอาหารและ
สิ่งก่อสร้างหน่วยพิทักษ์ป่า
11.4 มีความพร้อมในการซ่อมแซมบารุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ
11.5 อาคารศูนย์บริการมีขนาดที่เหมาะสมในการรองรับนักท่องเที่ยว และห้องประชุม
ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปตามวัตถุประสงค์ มีการบริการข้อมูล เอกสารการประชาสัมพันธ์ ข้อแนะนา
ต่างๆ น้าดื่ม ถังขยะ ลานกางเต็นท์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
12 งบประมาณ
12.1 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีงบประมาณและแหล่งเงินทุนสนับสนุนการดาเนินงาน
ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรบ้าง
12.2 งบประมาณที่กาหนดไว้ตามแผน 5 ปี ข้างหน้า มีแนวโน้มที่จะได้งบประมาณ
มาดาเนินการได้มากน้อยเพียงใด มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่หรือสถานที่ กาไรจากการลงทุน
ค่าใช้จ่ายและกิจกรรมเร่งด่วนที่จะต้องใช้งบประมาณ
12.3 การบริหารงบประมาณในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งการรายงานการใช้จ่าย
การเก็บรักษาหลักฐานการเงิน วิธีการขอเงินงบประมาณและการได้มาซึ่งเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพมาก
น้อยเพียงใด
12.4 ระยะเวลาในการขออนุมัติใช้เงินงบประมาณในแต่ละกิจกรรมแต่ละงวดหรือแต่
ละปีตรงตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมายหรือไม่ การใช้จ่ายเงินตามกิจกรรมที่กาหนดเพื่อลดภัยคุกคาม
ที่เกิดขึ้น
12.5 ในการกาหนดงบประมาณดาเนินการในระยะยาวตามแผน จะมีการพิจารณาแหล่ง
เงินทุนและผู้มีส่วนร่วม กิจกรรมการใช้เงินงบประมาณหรือแหล่งเงินทุนจากภายนอก จะต้องเป็นไปตาม
ระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
13. แผนการจัดการพื้นที่
13.1 มีการกาหนดแผนการจัดการไว้โดยมีข้อมูลพื้นที่ที่จะมีการจัดการ มีเป้ าหมาย
และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การทางานเป็นระบบ
มีขั้นตอนและแผนการจัดการสามารถปรับได้ตามกาลเวลา
- 18 -
13.2 มีการสารวจทรัพยากรทางธรรมชาติและวัฒนธรรม การสารวจทรัพยากร
ธรรมชาติจะเป็นชนิดพันธุ์สัตว์ป่า พืชป่า ชนิดพันธุ์หลัก (Key Species) วิกฤติการณ์ของพื้นที่ กระบวนการที่
จะต้องบารุงดูแลรักษาทรัพยากรทางวัฒนธรรมก็มีการศึกษาและการสารวจโดยความร่วมมือกับชุมชน
ท้องถิ่นซึ่งมีแผนการที่จะทางานร่วมกัน
13.3 มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนยุทธศาสตร์เพื่อค้นหาภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่
คุ้มครองทั้งในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมกับพิจารณาแนวทางป้ องกันและ
การจัดการ
13.4 มีการกาหนดแผนงาน (Work plan) ที่ชัดเจนตามเป้ าหมาย ไม่ว่าจะเป็นแผนงาน
รายเดือน รายไตรมาส รายปี ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์
13.5 ผลการวิจัยและการติดตามผลเพื่อนามาซึ่งการปรับแผน โดยให้มีผลการวิจัยศึกษา
และติดตามข้อมูล งบประมาณและการวางแผนการจัดการที่สัมพันธ์กัน
14. กระบวนการจัดการ
14.1 มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน มีโครงสร้างการบริหารงาน ลาดับขั้นตอนและ
กระบวนการในการทางานเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าใจในกระบวนการทางาน
14.2 กระบวนการทางานต้องโปร่งใส มีการบันทึกข้อตกลง การทางานร่วมกัน มีการ
ประชุมและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
14.3 พนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชนและ
หน่วยงานอื่นๆ ในระดับที่ต่างกัน เช่น ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับนานาชาติ อาจจะเป็นหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ วิจัย โรงเรียน สถานศึกษา องค์การพัฒนาเอกชน หน่วยงานธุรกิจท้องถิ่น ชมรม
อนุรักษ์ บริษัททัวร์และอาสาสมัคร
14.4 การมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
มีอานาจหน้าที่ให้คาแนะนา วางแผนแก้ไขปัญหา การพัฒนาองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
ในพื้นที่คุ้มครอง
14.5 การสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาคปฏิบัติกับผู้บริหารระดับสูง กิจกรรมต่างๆ
มีการกาหนดตามขั้นตอนในช่วงเวลาที่กาหนด โดยกาหนดไว้ในกระบวนการของแผน
15. การวิจัย การติดตามและประเมินผล
15.1 การติดตามตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ตามกฎหมาย เช่น ความรุนแรงของภัยคุกคาม การเกิดขึ้นของประชากรชนิดพันธุ์ บทบาทของระบบนิเวศ
การลักลอบล่าสัตว์ป่าและอื่นๆ
15.2 การวิจัยที่เป็ นงานพื้นฐานของการจัดการ การกาหนดงานวิจัยให้เป็ นไป
ตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ เพื่อนาผลการวิจัยไปใช้ในการจัดการ เช่น การเก็บหาของป่า การพัฒนา
ชุมชนกับการใช้ประโยชน์ของชุมชน การตลาด โดยเฉพาะการใช้พืชสมุนไพร
- 19 -
15.3 การวางแผนการวิจัยให้เป็นไปตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ในการแก้ไข
ภัยคุกคามและแนวทางการแก้ไขปัญหา
15.4 จัดให้มีการประชุมเพื่อเสนอผลงานวิจัยให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่
ทุกระดับได้มีความรู้และความเข้าใจร่วมกัน การนาผลการวิจัยไปตีพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารต่างๆ การสร้าง
เครือข่ายงานวิจัย และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ
15.5 งานวิจัยและการติดตามผลการจัดการให้นามาวิเคราะห์และจัดลาดับความสาคัญ
ของการนาไปใช้ในการจัดการพื้นที่ เช่น การลดภัยคุกคาม การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์หรือกิจกรรมการจัดการ
อื่นๆ
16. ผลลัพธ์การประเมินผลทั้งหมดมีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด
กิจกรรมด้านต่างๆ ตามแผนของการจัดการ ผลผลิตต่างๆ ด้านการป้ องกันภัยคุกคาม
การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การจัดการสัตว์ป่า ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า การให้การศึกษา
และการประชาสัมพันธ์ การจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนาสิ่งก่อสร้าง การวางแผนยุทธศาสตร์ การติดตาม
และประเมินผล การพัฒนาบุคลากรและการติดตามผล
ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ผล
ในขั้นตอนที่ 4 เป็นการวิเคราะห์ผลจากข้อมูลที่เก็บได้จากขั้นตอนที่ 3 ให้นาผลที่ได้
มาเปรียบเทียบกันเพื่อจะได้นาไปพิจารณาในการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการต่อไป การเปรียบเทียบจะมี
หลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นข้อมูลต่างๆ ภายในพื้นที่เองหรือเปรียบเทียบกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ เช่น
1. การเปรียบเทียบแรงกดดันและภัยคุกคาม
เราสามารถดาเนินการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลด้านแรงกดดันและภัยคุกคามในแต่
ละประเภท เช่น ข้อมูลการลักลอบล่าสัตว์ป่า การเลี้ยงปศุสัตว์การเก็บหาของป่า การท่องเที่ยว การทาเหมือง
แร่ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือสิ่งก่อสร้าง โดยแยกแต่ละประเภทและเปรียบเทียบกัน พิจารณาจากกราฟที่เกิดขึ้น
จากการวิเคราะห์ ดังตัวอย่าง
0
20
40
60
การลักลอบล่าสัตว์ป่า การเลี้ยงปศุสัตว์ การเก็บหาของป่า การท่องเที่ยว เหมืองแร่ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น สิ่งก่อสร้าง
%
% ภัยคุกคาม
% แรงกดดัน
- 20 -
การวิเคราะห์แรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ของประเทศนั้น
ที่ได้ประเมินผลดังกล่าวมีกี่แห่ง สามารถนามาเปรียบเทียบกันได้ โดยใช้ระดับของความรุนแรงและภัย
คุกคาม ดังตัวอย่าง
0
20
40
60
80
พท.1 พท.2 พท.3 พท.4 พท.5 พท.6 พท.7
%
% ภัยคุกคาม
% แรงกดดัน
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบแรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขี้นในพื้นที่ทุกประเภทที่มี
ข้อมูลทั้งหมด จะเห็นเป็นกราฟที่แตกต่างกันดังตัวอย่าง
2. ความสาคัญทางชีววิทยา เศรษฐกิจ-สังคมและความหาได้ยาก
เป็ นการวิเคราะห์หาระดับของความสาคัญทางชีววิทยา เศรษฐกิจ-สังคมและ
ความหาได้ยาก หรือเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบโดยใช้ตัวชี้วัดเฉพาะ (Specific Indicators) การแสดงผล
การวิเคราะห์ก็มีการใช้กราฟที่มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับข้อ 1
3. ประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่
เป็นการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่ การวางแผน สิ่งที่ใช้ในการจัดการ
กระบวนการ ผลลัพธ์ ผลที่ได้รับ รวมทั้งการดาเนินงานตามวัตถุประสงค์ กฎหมาย การจัดการพื้นที่เฉพาะ
พนักงานเจ้าหน้าที่ การสื่อสาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ การปฏิบัติงานตามแผน การวิจัยและการติดตามผล
4. การวิเคราะห์ในหลายๆ รูปแบบ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบเฉพาะเรื่องและเปรียบเทียบกับ
พื้นที่อื่นหรือเรื่องอื่นเพื่อนามาใช้ในการพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์
- 21 -
แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล
1. การให้คะแนนแรงกดดันและภัยคุกคามโดยเฉพาะในข้อ 2 ของตอนที่ 3 เรื่องแรงกดดัน
และภัยคุกคามมีรูปแบบดังนี้
การกระจาย ผลกระทบ ความถาวร
4 = เต็มพื้นที่ 4 = รุนแรงที่สุด 4 = ถาวรตลอดไป
3 = กระจายทั่วไป 3 = สูง 3= ในระยะยาว
2 = กระจายบางส่วน 2 = ปานกลาง 2 = ปานกลาง
1 = เฉพาะพื้นที่ 1 = เบาบาง 1 = ระยะสั้น
2. การให้คะแนนในข้อ 3-16 ของตอนที่ 3 จะใช้คาตอบอยู่ 4 คาตอบ คือ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง = 5
เห็นด้วย = 3
ไม่เห็นด้วย = 1
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง = 0
3. การวิเคราะห์แบบใช้ข้อมูลหลายๆ อย่างมาเปรียบเทียบโดยใช้หลักการทางสถิติ
และ Software Programme เพื่อให้เห็นข้อมูลที่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงได้
ขั้นตอนที่ 5การพิจารณาการดาเนินงานขั้นต่อไปและข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น
ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น :
ควรเน้นความจาเป็นที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อทาให้มีการ
จัดการที่ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากนโยบาย วิธีการจัดการ การปฏิบัติตามแผน
หรือการใช้จ่ายงบประมาณ ยุทธศาสตร์การเสนอแนะจะคานึงถึงการจัดการพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นและมีการ
ปรับแผนอย่างไร ข้อมูลดังต่อไปนี้เป็นแนวทางหรือในการให้ข้อเสนอแนะ
1. ทบทวนการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เป็นเป้ าหมายแรก หากว่ามีภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
อย่างรุนแรง และงานอนุรักษ์ชนิดพันธุ์เป้ าหมายในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง
2. วิเคราะห์ระบบที่สามารถชี้แจงได้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งตลอดทั้งพื้นที่ และการปรับปรุง
เป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่
3. การวิเคราะห์หาจุดวิกฤติและความแตกต่างของข้อมูล และมีการพัฒนางานวิจัยเพื่อเติม
ให้เต็มความแตกต่างดังกล่าว
4. การวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายของรัฐในการป้ องกัน ดูแลปรับปรุงการจัดการพื้นที่
คุ้มครอง
5. การวิเคราะห์และพิจารณารายละเอียดที่ไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐซึ่งจะหมายถึงส่วน
ที่เป็นภาพลบของหน่วยงาน
- 22 -
6. รายละเอียดของการพัฒนาตามลาดับความสาคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่
ขึ้นอยู่กับความหาได้ยาก ความสาคัญลาดับแรกของการอนุรักษ์และความสามารถในการจัดการ
7. การวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาความต้องการด้านการพัฒนา
บุคลากร
8. การวิเคราะห์ความต้องการติดตามผลและประเมินผลในส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงลึก
9. จุดแข็งของการป้ องกันภัยคุกคาม โดยการปรับแผนรายละเอียดลาดับความสาคัญ
ของขั้นตอนและพิจารณาความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นประกอบด้วย
10. สารวจถึงแรงกดดันและภัยคุกคามในภาพรวมเพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
11. การวิเคราะห์ถึงความรู้ความสามารถและความชานาญของหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง
แนวทางการเพิ่มพูนความรู้ในการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรทั้งหมดของพื้นที่
12. การวิเคราะห์ระดับของแรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากประสิทธิภาพของ
การทางานและยุทธศาสตร์การจัดการที่สาคัญ การปรับแผน ลาดับความสาคัญของกิจกรรม ข้อเสนอแนะ
หน่วยงานรับผิดชอบที่ต้องนาไปปฏิบัติตลอดจนการสนับสนุนด้านการเงิน เทคนิควิธีการ การบริหารและ
การกาหนดนโยบาย
การวิเคราะห์ระบบในภาพรวมของพื้นที่คุ้มครองหลังจากที่เราได้ข้อมูลจากขั้นตอนที่ 4
แล้ว จะทาให้เราทราบว่า
1. ระบบพื้นที่คุ้มครองดังกล่าวเป็นตัวแทนด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
ในระดับใด (ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ) ระดับของระบบนิเวศที่เป็นตัวแทนของพื้นที่
ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การลดลงของระบบนิเวศที่สาคัญ ควรจะได้มีข้อมูล
ที่ชัดเจน
2. ระบบของพื้นที่คุ้มครองสามารถที่จะป้ องกันการสูญพันธุ์หรือการหายไปของชนิดพันธุ์
การที่พื้นที่คุ้มครองได้รับการดูแลป้ องกันเป็นอย่างดีทั้งชนิดพันธุ์รวมถึงประชากรทั้งพืชและสัตว์ได้อาศัยอยู่
อย่างปลอดภัย มีอาหารเพียงพอ มีการจัดลาดับความสาคัญของชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก ถูกคุกคามหรือใกล้จะ
สูญพันธุ์
3. ระบบของพื้นที่คุ้มครองเป็ นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพ
มีการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ การทางานของหน้าที่และบทบาทในระบบนิเวศ รวมทั้งสภาพภูมิศาสตร์
การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
4. พื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์ทาให้ชนิดพันธุ์ที่เป็นชนิดพันธุ์หลัก (Key Species) ได้รับ
การดูแลอย่างเป็นระบบ ชนิดพันธุ์เหล่านี้อาจจะเป็นชนิดพันธุ์หลักในพื้นที่ภูมิภาคหรือในระบบที่มีขอบเขต
จากัด นอกจากนี้ยังมีชนิดพันธุ์ที่เป็น Flagship Species, Keystone Species ที่มีความสาคัญมีความเสี่ยง
ต่อการเกิดอันตรายหรืออาศัยอยู่อย่างปลอดภัย
5. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะคงไว้ซึ่งกระบวนการธรรมชาติในระดับภูมิทัศน์ ตัวอย่างเช่น
การเกิดไฟป่าทาให้รักษาสภาพระบบนิเวศไว้ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะทุ่งหญ้า
- 23 -
6. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะช่วยป้ องกันพื้นที่ใกล้เคียงที่มีระบบนิเวศและแนวเชื่อม
ของระบบนิเวศที่สาคัญ เช่น ป่าชายเลน พื้นที่ริมน้าและริมทะเลที่สัมพันธ์กัน ทุ่งหญ้ากับพื้นที่ป่าบริเวณภูเขา
สูงจะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูงและเป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ได้เป็นอย่างดี
7. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะมีการเกิดของกระบวนการการทดแทนของความหลากหลาย
ความหลากหลายของกระบวนการทดแทนเป็นวิธีการทางานร่วมกันระหว่างชนิดพันธุ์ภายในระบบนิเวศ
การเกิดภัยธรรมชาติ กระบวนการทดแทนในระยะเริ่มแรก จนสู่กระบวนการยุคไคลแมกซ์จะมี
การเปลี่ยนแปลงทั้งชนิดพันธุ์พืชและสัตว์เกิดขึ้นด้วย
8. พื้นที่คุ้มครองที่มีความหลากหลายจะช่วยในการป้ องกันความหลากหลายอย่างเป็นระบบ
เช่น Biodiversityhotspots ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
9. พื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ท้องถิ่นที่ได้รับการป้ องกันอย่างมีระบบ ชนิดพันธุ์ที่
อาศัยอยู่ในพื้นที่เฉพาะ มีขอบเขตจากัดทางภูมิศาสตร์ก็ได้รับการดูแลและป้ องกันเพื่อเป็นการอนุรักษ์
พันธุกรรม ชนิดพันธุ์ที่สาคัญ วิธีการก็โดยการพิจารณาถึงระดับการคงอยู่ โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับชนิด
พันธุ์อื่นๆ
10. พื้นที่คุ้มครองที่ได้กาหนดขึ้นหากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ
ทาให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและได้รับการป้ องกันร่วมกัน
การกาหนดนโยบายของพื้นที่คุ้มครอง
ภายหลังจากที่ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวแล้ว สามารถนาผลมากาหนดนโยบาย
ตามขั้นตอนที่จะดาเนินงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ
1. เป็นนโยบายการจัดการพื้นที่คุ้มครองในระดับชาติ ต้องมีวิสัยทัศน์ เป้ าหมายและ
วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งต้องระบุให้ชัดว่าเราต้องการอนุรักษ์พื้นที่ใดบ้างตามลาดับความสาคัญ
2. เป็นพื้นที่ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเพื่อคงไว้ซึ่งกระบวนการทางธรรมชาติในระดับ
ภูมิทัศน์และขึ้นอยู่กับระดับความหลากหลายทางชีวภาพ
3. เป็นการทดสอบการสร้างเครือข่ายระหว่างพื้นที่เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลง ข้อตกลง
ของรัฐในระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง การกาหนดตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัดจะเป็นตัวแสดงให้เห็น
ถึงความพึงพอใจหรือการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น
4. ร่วมมือกันสารวจความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิภาค เช่น การสารวจชนิดพันธุ์
ที่เป็น Key Species อย่างเป็นระบบและวิธีการ
5. การประเมินผลทางคุณค่าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงตามชนิดของระบบนิเวศ
ซึ่งขึ้นอยู่กับการกาหนดนโยบาย ในการกาหนดเป้ าหมายก็ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่เป็นตัวแทน
6. มีการกาหนดนโยบายการฟื้ นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม พิจารณาจากปัจจัยของ
การแพร่กระจาย ชนิดพันธุ์ของระบบนิเวศ ระดับการลดลง ประวัติการเปลี่ยนแปลงและการกระจาย
การฟื้นฟูรวมทั้งการอนุรักษ์อย่างเข้มข้นและพิจารณาพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์
- 24 -
7. มีนโยบายในการกาหนดแผนงานการวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่วิกฤติ
เป็นการวิจัยอย่างเร่งด่วนเพื่อหาข้อมูลมาใช้ในการพิจารณาดาเนินงานต่อไป
8. การทบทวนเพื่อพิจารณาช่องว่าง (Gap) และจุดอ่อนของการจัดการพื้นที่อนุรักษ์
การวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ การแพร่กระจายชนิดพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่
9. พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับการพัฒนาความรู้ไม่ว่าจะเป็นการ
ฝึกอบรมหรือการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้หน่วยงาน
10. การจัดการพื้นที่คุ้มครอง เป็นส่วนหนึ่งในระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจะ
รวมถึงทรัพยากรประเภทอื่นจะมีประสิทธิภาพไปในทางเดียวกันด้วย
นโยบายสิ่งแวดล้อม
1. พื้นที่คุ้มครองที่ได้ดาเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและมีการสนับสนุนจาก
หน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งจะครอบคลุมด้านการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การป่าไม้การจัดการสัตว์ป่า
และการเกษตร กฎหมายเป็นระเบียบของชาติที่ใช้ควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทั้งในระดับชาติ
ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ
2. การวางแผนด้านงบประมาณในการจัดการระบบพื้นที่คุ้มครอง มีงบประมาณเพียงพอ
ในการที่จะให้ความปลอดภัยแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ มีกลไกของการจัดการในระยะยาวและ
สม่าเสมอ
3. เป้ าหมายการป้ องกันสิ่งแวดล้อมจะต้องกาหนดไว้ในนโยบายการพัฒนาด้านต่างๆ
การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องนาไปใช้ดาเนินการโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน
สิ่งก่อสร้าง และพื้นที่ใกล้เคียง กฎหมายควบคุมการห้ามล่าชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์
4. มีการสื่อสารสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติ ระหว่างกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า
อุทยานแห่งชาติ การป่าไม้สัตว์ป่าและการท่องเที่ยว
5. ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายในทางบริหารจัดการพื้นที่ต้องสัมพันธ์กับ
กฎหมายและระเบียบอื่นๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทาผิด ให้พิจารณาคดีอย่างยุติธรรม
ตามระบบ
6. นโยบายแห่งชาติต้องส่งเสริมงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาแก่ประชาชนทุกระดับ
สิ่งแวดล้อมศึกษาจะเป็นการศึกษานอกระบบ เช่น การประกาศการประชาสัมพันธ์ แผ่นพับ ใบปลิว หรือสิ่ง
ตีพิมพ์อื่นๆ และการศึกษาในระบบ เช่น การพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียนทั้งในระดับ
ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย
7. นโยบายแห่งชาติจะต้องให้มีความสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน การใช้ประโยชน์
ที่ดินอย่างยั่งยืน การจัดการป่าไม้ การจัดที่ดินเพื่อการเกษตร ต้องคานึงถึงระดับของการจัดการตามรูปแบบ
Organically หรือ Ecologically
- 25 -
8. นโยบายแห่งชาติจะต้องนากลไกการอนุรักษ์พื้นที่ที่ดินอื่นๆ ด้วย เช่น พื้นที่ดินของ
เอกชน หน่วยงานสิ่งแวดล้อม นโยบายกาหนดให้มีการสนับสนุนในเรื่องกลไกของตลาด การพิจารณา
ส่วนที่มีผลกระทบ เช่น ผลผลิตกับการป่าไม้การเก็บค่าบริการจากประชาชน เป็นต้น
9. กาหนดให้มีการฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาแก่พนักงานของรัฐทุกระดับ มีการ
ฝึกอบรมและการศึกษาตามหัวข้อสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ต้องการ
10. นโยบายแห่งชาติควรให้มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชน
และข้าราชการพลเรือน หรือการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- 1 -
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
การจัดการกลุ่มป่ าเชิงระบบนิเวศ
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ
- 2 -
สารบัญ
หน้า
คานา 1
บทที่ 1 นิเวศวิทยาและระบบนิเวศ 2
บทที่ 2 หลักการจัดการเชิงระบบนิเวศ 7
บทที่ 3 การจัดการเชิงระบบนิเวศกับการมีส่วนร่วม 12
บทที่ 4 การจักดารเชิงระบบนิเวศกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 17
บทที่ 5 เครื่องมือในการจัดการเชิงระบบระบบนิเวศ 23
บทที่ 6 การพัฒนาโครงการเพื่อการจัดการเชิงระบบนิเวศ 34
บทที่ 7 การพัฒนาแผนการจัดการเชิงระบบนิเวศขั้นต่อไป 48
บทที่ 8 บทบาทหน้าที่และการวิเคราะห์โครงการ 50
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกลุ่มป่ าเชิงระบบนิเวศ
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คานา
มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของระบบนิเวศเกี่ยวกับ
การดารงชีพ จากวัฏจักรของอาหาร แร่ธาตุ น้า ภูมิอากาศ และการบริการอื่นๆ จากระบบนิเวศ การจัดการ
ระบบนิเวศจึงเป็นการพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศให้มากที่สุด ให้มีผลกระทบน้อยที่สุดและ
มีการรักษาไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศที่ยั่งยืน
หลักการและแนวทางในการปฏิบัติที่เสนอตามเอกสารนี้เป็นวิธีการ ข้อมูลเบื้องต้นในการ
ดาเนินงานเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องในการจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศ ซึ่งการจัดการระบบนิเวศนี้มีบทเรียน
มากมายจากทั่วโลกที่ให้ความสาคัญกับการจัดการระบบนิเวศ คือ
1. การจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศจะต้องมีความยืดหยุ่น ให้มีการปรับวิธีการให้เหมาะสม
กับพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
2. การจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือ
วิชาการของกระบวนการที่ต้องการให้ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน
ท้องถิ่น
3. การจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศ จะต้องมีส่วนร่วมของสาธารณชนและชุมชนท้องถิ่น
เพื่อให้การดาเนินงานของโครงการประสบผลสาเร็จและมีประสิทธิภาพ
- 2 -
บทที่ 1
นิเวศวิทยาและระบบนิเวศ
----------------------
คาว่านิเวศวิทยา (Ecology) หมายถึง การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์
ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งไม่มีชีวิต การศึกษานิเวศวิทยาจึงเป็นการศึกษากระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ซึ่งถ้าพูดถึงนิเวศวิทยาของมนุษย์จึงหมายถึง การศึกษาถึงวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง
มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
ในการศึกษานิเวศวิทยาของมนุษย์ (Human Ecology) จะเป็นการศึกษาถึงบุคคลหรือการ
รวมกลุ่ม หรือการอยู่รวมกับเป็นสังคมสิ่งมีชีวิต หรือกลุ่มของประชากรที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทาง
กายภาพในกระบวนการของระบบนิเวศ (Ecosystem) จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เน้นไปในเรื่อง
กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอันเนื่องมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทาง
กายภาพ การถ่ายทอดพลังงาน วัฎจักรของสารอาหารต่างๆ รวมถึงการควบคุมตัวเองในระบบนิเวศให้
ดารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ
ฉะนั้น ระบบนิเวศ (Ecosystem) จึงหมายถึง สังคมสิ่งมีชีวิตในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สัมพันธ์
กับปัจจัยทางกายภาพในบริเวณนั้น และมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของ
ระบบนิเวศของสังคมสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบและโครงสร้าง
1. ลักษณะของระบบนิเวศ
โครงสร้างและองค์ประกอบที่สาคัญของระบบนิเวศ คือ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความ
จาเป็นต้องใช้พลังงานในการดารงชีวิต พลังงานเข้าสู่ระบบนิเวศบนโลกในรูปของพลังงานแสงจากดวง
อาทิตย์พลังงานแสงจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานเคมีในอาหาร โดยมีสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารได้อีก เนื่องจาก
เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอินทรีย์ที่เป็นอาหารจะถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคขั้นต่อๆ ไป สิ่งมีชีวิตที่เป็น
ผู้ผลิตเรียกว่าผู้ผลิต (Produces) ผู้ผลิตที่สาคัญในระบบนิเวศ ได้แก่ พืชสีเขียวและแพลงก์ตอนพืช
ปัจจัยที่สาคัญที่เป็นตัวจากัดอัตราการผลิตของระบบนิเวศจะขึ้นอยู่กับชนิดของระบบนิเวส
และการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของสภาพแวดล้อมทั้งบนบกและในน้า ปัจจัยที่สาคัญ คือ ปริมาณน้า
อุณหภูมิ ระยะเวลาที่ได้รับแสงแดด รวมไปถึงสารอาหารที่จาเป็นสาหรับพืช ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์
ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เป็นต้น พลังงานที่อยู่ในผู้ผลิตจะถูกถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่สร้างอาหาร
เองไม่ได้ที่เรียกว่าผู้บริโภค (Consumer) ซึ่งผู้บริโภคก็มีหลายประเภท เช่น สัตว์กินพืช สัตว์กินเนื้อ สัตว์กิน
ซากและผู้ย่อยสลาย
- 3 -
การถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดกินอาหารและกิน
กันเป็นทอดๆ ไป การถ่ายทอดพลังงานนี้เรียกว่าโซ่อาหาร นิเวศวิทยาบนบก พืชสีเขียวจะเป็นผู้ผลิต
ผู้บริโภคอันดับแรก คือ สัตว์กินพืช พลังงานจะถูกถ่ายทอดจากพืชไปยังสัตว์กินพืช สัตว์กินเนื้อก็จะกินสัตว์
กินพืช พลังงานก็จะถูกถ่ายทอดตามลาดับในห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตจะเรียกว่า ลาดับการกิน ลาดับการ
กินจะนับจากผู้บริโภคขั้นหนึ่งที่สัตว์กินพืชสีเขียวจะมีลาดับการกินขั้นที่สอง-สามและสี่ต่อไปเรื่อยๆ
ตามลาดับเนื่องจากในธรรมชาติสัตว์ป่ามักจะกินอาหารได้หลายชนิด ทาให้ห่วงโซ่อาหารหลายๆ สายที่มา
โยงใยกันเรียกว่าสายใยอาหาร
พลังงานทั้งหมดที่สัตว์ได้รับจากการถ่ายทอดมาโดยการกินหรือการบริโภค ส่วนหนึ่งจะ
ไม่ถูกกินพลังงานที่ถูกกินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ถูกย่อยและนาไปใช้ประโยชน์ ส่วนที่เหลือก็จะเป็น
กากอาหารถูกขับถ่ายออกมา พลังงานส่วนที่ถูกย่อยและนาไปใช้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งต้องเสียไปในรูป
ของเสีย ส่วนหนึ่งถูกนาใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กระบวนการหายใจ มวลชีวภาพเพื่อการเจริญเติบโตและ
การขยายพันธุ์ พลังงานทั้งหมดในสิ่งมีชีวิตหนึ่งจะถูกถ่ายทอดไปสะสมเป็นมวลชีวภาพในลาดับขั้นการกิน
ขั้นต่อไป
ระบบนิเวศกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1. ความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecosystem diversity) เป็นความหลากหลายเกิดขึ้น
ของระบบนิเวศที่แตกต่างกัน
2. ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ (Species diversity) ความหลากหลายและความแตกต่าง
ของชนิดพันธุ์
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) เป็นความมากมายและความ
แตกต่างของพันธุกรรมหรือยีนส์ภายในชนิดพันธุ์ ประชากรและระหว่างประชากร
ทาไมความหลากหลายทางชีวภาพจึงเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศ สามารถที่จะ
อธิบายได้ว่า
- ความหลากหลายของระบบนิเวศในพื้นที่สามารถดารงอยู่ได้ในพื้นที่นั้นๆ
- ชนิดพันธุ์หลายๆ ชนิดได้อาศัยอยู่ในระบบนิเวศมีโอกาสดารงชีวิตอยู่ได้อย่าง
ปลอดภัยและบางชนิดพันธุ์ในประชากรอาจจะถูกรบกวนจากภัยคุกคาม
- ความหลากหลายทางพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ที่อยู่ในระดับสูงภายในกลุ่มประชากร
มีโอกาสพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั้ง 3 ประการข้างต้น สามารถดาเนินการฟื้นฟูได้
ถ้าหากว่ามีโครงการอนุรักษ์และจัดการ แต่อัตราการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นอาจอย่างช้าๆ ควรจะได้ปล่อยให้ฟื้นตัวได้
ตามธรรมชาติด้วยกระบวนการทดแทน เช่น ในพื้นที่ว่างเปล่า ถ้าหากว่าพื้นที่มีความหลากหลายสูงจะมี
ระดับการฟื้นตัวได้เร็ว
- 4 -
2. โครงสร้าง องค์ประกอบ และประโยชน์ของระบบนิเวศ
โครงสร้างและองค์ประกอบของระบบนิเวศได้มีการศึกษาและอภิปรายร่วมกันหลายๆ ฝ่าย
ที่กระบวนการที่มีความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะโครงสร้างองค์ประกอบและประโยชน์
ตัวอย่างประโยชน์ของระบบนิเวศ
ระบบนิเวศ องค์ประกอบและการบริการ
ของระบบนิเวศ
ประโยชน์ที่ได้รับจากระบบนิเวศ
1. ป่าไม้ 1. รักษาสภาพภูมิอากาศ
2. การดูดซับคาร์บอน
3. การป้ องกันดินและน้า
4. การเก็บกักพลังงาน
1. การเคลื่อนย้าย
คาร์บอนไดออกไซด์
2. วัสดุเชื้อเพลิง
3. เนื้อไม้
4. ของป่า
5. สัตว์ป่า
6. การรักษาความหลากหลายทาง
ชีวภาพ
2. พื้นที่ชุ่มน้า 1. การกักเก็บน้าบนพื้นดิน
2. การป้ องกันน้าท่วม
3. รักษาคุณภาพและปริมาณของน้า
4. รักษาความสะอาดของน้า
5. การตกตะกอน/มลพิษ และเก็บกัก
แร่ธาตุ
1. เวชภัณฑ์
2. การปลูกป่า
3. ต้นไม้อนุรักษ์แหล่งต้นน้าที่ให้
ความสะอาด
4. แหล่งเพาะพันธุ์ปลา
5. ให้ผลผลิตด้านป่าไม้ผลผลิตด้าน
อาหาร
6. ผลผลิตด้านอาหารการเกษตร
7. การเดินเรือ หรือเดินทางทางน้า
3. ป่าชายเลน 1. ป้ องกันลมพายุ
2. การเก็บกักแร่ธาตุ
3. ป้ องกันการตกตะกอน
1. การพักผ่อนหย่อนใจ
2. คุณค่าทางประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรม
3. แหล่งเพาะพันธุ์ปลา
- 5 -
จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าระบบนิเวศมีประโยชน์ต่อมนุษย์ที่มีความเกี่ยวข้องและ
สัมพันธ์กับระบบนิเวศ คือ เป็นสินค้าและการบริการที่ได้จากระบบนิเวศ เช่น
1. การบริการด้านเป็นแหล่งผลิต คือ การให้วัตถุดิบในการผลิต เช่น น้า อาหาร ป่าไม้
แร่ธาตุ พืชพันธุ์ และสัตว์ต่างๆ เป็นต้น
2. การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ คือ การควบคุมปรากฎการณ์และ
กระบวนการทางธรรมชาติของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมภูมิอากาศ การป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
การชะล้างหน้าดิน เป็นต้น
3. การบริการด้านการเกื้อหนุน คือ กระบวนการทางธรรมชาติที่สนับสนุนการดารงอยู่
ของระบบบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นต้น วัฎจักรของอาหาร การเป็น
แหล่งที่อาศัยของสัตว์วัยอ่อน เป็นต้น
4. การบริการด้านวัฒนธรรม คือ ประโยชน์ทางนามธรรมที่ดารงคุณค่าทางสังคมและ
วัฒนธรรม เช่น ประเพณี การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางด้านจิตใจ ความเพลิดเพลินจากความงดงามของ
ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ เป็นต้น
3. การจัดการระบบนิเวศ
การจัดการระบบนิเวศคืออะไร ในทางปฏิบัติมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดาเนินการ
เพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์ที่ได้รับจากระบบนิเวศ จาเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ ขอบเขตแผนการจัดการและ
มีกิจกรรมพร้อมกับแนวทางปฏิบัติว่าจะจัดการอย่างไร
วัตถุประสงค์
ระบบนิเวศเป็นแหล่งที่อานวยประโยชน์ด้านสินค้าและบริการสาหรับมนุษย์เพื่อการ
ดารงชีวิตให้มีความมั่นคง เป้ าประสงค์คือการจัดการระบบนิเวศที่ต้องการให้ตอบสนองในการให้
ประโยชน์แก่มนุษย์จากธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบและกระบวนการและรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศให้มี
ประโยชน์อย่างยั่งยืน
การจัดการอุทยานแห่งชาติ กาหนดให้มีการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ ป่าไม้เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย
ของชนิดพันธุ์ การพัฒนาพื้นที่เพื่อการเกษตรป่าไม้การประมงและทรัพยากรชายฝั่งได้รับประโยชน์จากการ
จัดการอุทยานแห่งชาติ
สรุปได้ว่า เป้ าหมายวัตถุประสงค์ของการจัดการระบบนิเวศ คือ การใช้ระบบนิเวศไม่ให้
เกิดการสูญหายไปและมีประโยชน์อย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ที่กาหนดของการจัดการจึงเป็นการประกันให้
ได้ว่าระบบนิเวศอานวยประโยชน์ทางด้านประโยชน์อย่างยั่งยืน
ขอบเขต
ระบบนิเวศมีขอบเขตในตัวของมันเอง มีโครงสร้าง องค์ประกอบ และมีความสัมพันธ์ซึ่ง
กันและกัน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีผลผลิตหรือมวลชีวภาพเฉพาะ จาต้องมีความรู้ความเข้าใจ
สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากว่าได้มีการเข้าไปดาเนินการจัดการหรือใช้ประโยชน์
- 6 -
ขณะเดียวกันจะต้องให้ความสาคัญกับขอบเขตของระบบนิเวศในด้านเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การบังคับ
ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่าง เช่น บริเวณที่ราบลุ่มชายทะเล ขอบเขตของระบบนิเวศจะเริ่มตั้งแต่
บริเวณพื้นที่สูงที่อานวยน้า (ต้นน้า) ภายในพื้นที่จะมีชุมชนหลายๆ ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งเก็บกัก
น้าทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การประมง การท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่า แหล่งเวชภัณฑ์หรือสภาพที่ที่มีความสาคัญทาง
ศาสนาหรือวัฒนธรรม พื้นที่เหล่านี้เป็นของขอบเขตระบบนิเวศภายในพื้นที่อาจจะมีการใช้ประโยชน์
ด้านความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะต้องมีการพัฒนาการจัดการ ฉะนั้น นักจัดการระบบนิเวศจะต้องมีความรู้ความ
เข้าใจถึงสังคมต่างๆ ภายในระบบนิเวศที่เขาอาศัยอยู่ได้
แผนการจัดการ
เราซึ่งเป็นนักจัดการจะดาเนินการจัดการอะไรภายในระบบนิเวศ ดังที่ทราบมาแล้วว่า
ระบบนิเวศมีขอบเขต มีการใช้ประโยชน์ของมนุษย์และมีความเข้าใจอันที่จะนามาพิจารณาถึงแนวคิดการ
จัดการ เช่น ภัยธรรมชาติที่เกิดจากลมพายุที่พัดรุนแรงจะทาลายทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดความเสียหาย เมื่อมี
มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องมียุทธศาสตร์การพัฒนานาเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าและบริการจนทาให้
เกิดการลดลงของทรัพยากร การขยายพื้นที่การเกษตร การทาลายป่าไม้ การยึดถือครอบครองที่ดิน การทา
เหมืองแร่ การพัฒนาชนบท การอพยพเข้า-ออกของประชาชน เหล่านี้จะทาให้เป็นแนวคิดให้มีการจัดการ
ระบบนิเวศเกิดขึ้นและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กิจกรรมต่างๆ จึงต้องกาหนดขึ้นมาเพื่อการแก้ไขปัญหา
ซึ่งพิจารณาในเรื่อง
- การควบคุมมลพิษหรือการเปลี่ยนแปลงของวัฎจักรแร่ธาตุ มีผลกระทบกับแหล่งน้า ดิน
หรือพืช
- การควบคุมกลไกของระบบ การควบคุมน้าจากแหล่งต้นน้าและการควบคุมปริมาณ
ความเค็มของน้า
- การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ การควบคุมการเลี้ยงปศุสัตว์ การเผาริบ หรือการเพิ่ม
คุณภาพของดิน
- ควบคุมการใช้ประโยชน์ด้านผลผลิตทางชีวภาพ การกาหนดจานวนการใช้ปุ๋ ย ยาฆ่า
แมลง
- การชดเชยในด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ เช่น การชดเชยให้เกษตรกรในการลดการ
ขยายพื้นที่เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ
----------------------------------------------
- 7 -
บทที่ 2
หลักการจัดการเชิงระบบนิเวศ
---------------------------------
ได้มีการกล่าวถึงคาว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนและถูกนามาใช้บ่อยครั้ง โดยมีเป้ าประสงค์เพื่อการ
ปรับปรุง ฟื้นฟูและรักษาไว้ซึ่งสุขภาพของสิ่งแวดล้อมเพื่อการดารงชีวิตของมนุษย์ การพัฒนาที่ยั่งยืนจะ
ประกอบด้วยวีธีการหลายๆ อย่าง เช่น มีการศึกษาดีขึ้น มีน้า อาหารที่อาศัยดีขึ้น โดยมีระบบนิเวศเป็น
ปัจจัยพื้นฐานในการดารงชีวิต
ปัจจุบันการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการจัดการระบบนิเวศได้ถูกนามาใช้เป็นยุทธศาสตร์การ
จัดการในระดับชาติ ภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลาย
ทางชีวภาพ มีการกาหนดแนวทางการทางาน รวมทั้งประสบการณ์ของผู้จัดการหรือผู้ดาเนินการ
1. การรักษาไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศ
โครงสร้างของระบบนิเวศเป็นส่วนประกอบของระบบที่สัมพันธ์กับกระบวนการ
ทางกายภาพทางเคมี ทางชีวภาพ เพื่อสร้างความสมดุลของโครงสร้างและองค์ประกอบซึ่งควรที่จะได้มี
การรักษาดูแลไว้
หากเราจะกล่าวถึงวัฎจักรของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่อานวยผลประโยชน์ทางการบริการ
ของระบบนิเวศ เช่น พื้นที่ชุ่มน้า ช่วยเก็บกักของเสียในน้า สารเคมีและการเคลื่อนย้ายของแร่ธาตุเพื่อการ
หมุนเวียนในระบบ มนุษย์เราใช้องค์ประกอบของระบบนิเวศเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-สังคม เช่น
การทาให้น้าสะอาด ช่วยดูดซับแร่ธาตุสิ่งต่างๆ ออกจากน้า เป็นต้น
บริเวณที่ราบลุ่มเกิดน้าท่วมทุกปี ระบบนิเวศจะช่วยเกื้อหนุนและควบคุมกลไกของพืช
เกษตร การเกิดน้าท่วม น้าจะพัดพาเอาปุ๋ ย แร่ธาตุมาตกค้างอยู่และมีความจาเป็นสาหรับพืชทาให้พืชเกษตรมี
ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น
มนุษย์เราเป็นผู้ทาลายระบบนิเวศ ทาให้เกิดการสูญหายไปของทรัพยากรธรรมชาติ
การจัดการจึงได้มีการพิจารณาถึงกลไก กระบวนการของระบบนิเวศเพื่อมิให้ลดลง โดยมีคาว่า “ใช้มัน
แต่ไม่ให้มันหมดไป” (Use it but don’t lose it) โดยการพิจารณาถึงผลกระทบกับพื้นที่และระยะเวลา
2. ขอบเขตของระบบนิเวศและแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ
ในระบบนิเวศประกอบด้วยพืช สัตว์ สิ่งไม่มีชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันภายใน
ท้องถิ่นนั้นๆ และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ภายในขอบเขตที่กาหนดของระบบนิเวศ
ขอบเขตของระบบนิเวศสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ขอบเขตทางกฎหมาย ขอบเขตการบริการและ
ขอบเขตระบบนิเวศภายนอกที่มีผลกับระบบนิเวศภายในพื้นที่
- 8 -
ประการแรกเรื่องกระบวนการเชื่อมโยงของระบบนิเวศภายในขอบเขต เช่น ระบบนิเวศ
ชายฝั่ง จะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะประกอบด้วยกรมเจ้าท่าผู้ดาเนินการสร้างท่าเรือ
การท่องเที่ยวจะสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวจะมีการพิจารณาในทางกฎหมายและการบริการในพื้นที่ที่
เป็นตัวกาหนดในการดาเนินงาน การกาหนดโครงการเพื่อการดาเนินงานจึงต้องมีการพิจารณาถึง
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากทุกๆ ภาคส่วนและผลกระทบที่เกิดขึ้น
ประการที่สอง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศภายในกับระบบนิเวศภายนอกพื้นที่
มีความสัมพันธ์กันอย่างไรทั้งองค์ประกอบและโครงสร้าง เช่น ผลกระทบจากมลพิษจากภายนอกที่เข้ามา
ทาให้เกิดมลพิษภายในพื้นที่หรือเกิดทาลายระบบนิเวศภายในพื้นที่ การเกิดฝนกรดทาให้เกิดปัญหาภายใน
ระบบนิเวศป่าไม้ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน้า การทาลายทรัพยากรชายฝั่งมากเกินไปจะทาให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลน
การดาเนินงานฟื้นฟูปรับปรุงระบบนิเวศจึงต้องพิจารณาถึงแนวทางการจัดทาแนวเชื่อมต่อ
ของระบบนิเวศซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลพื้นฐาน 3 ประการ คือ (1) พื้นที่ที่เป็นป่าไม้ที่ประกอบด้วยสังคมพืช
สัตว์ และถิ่นที่อาศัยที่ต้องการใช้ประโยชน์ในการอยู่อาศัย (2) เขตกันชนระหว่างพื้นที่ของชุมชนและ
ทรัพยากรธรรมชาติที่มีผลกระทบกับพื้นที่หลักของโครงการ และ (3) แนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศระหว่าง
พื้นที่หวงห้ามกับแนวกันชนที่อยู่ภายในระบบนิเวศ
ในเรื่องของแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศหรือที่เรียกว่า Transboundary จะเป็นแนวเชื่อมต่อ
ระบบนิเวศระหว่างประเทศอาจจะเป็นไปตามอนุสัญญานานาชาติหลายฉบับที่สนับสนุนเรื่องนี้ เช่น
อนุสัญญาว่าด้วยสัตว์อพยพย้ายถิ่น อนุสัญญามรดกโลก และข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศในเรื่อง
เกี่ยวกับชายแดน
แนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและโครงสร้างที่แสดงให้เห็นถึงการ
ลดลงของระบบนิเวศ ซึ่งจะมีแนวทางการป้ องกันและจัดการเป็นพิเศษเพื่อให้ระบบนิเวศคงอยู่ เช่น
ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่ าให้เชื่อมต่อกัน เพื่อให้สัตว์ป่ าเดินทางไปมาหาสู่กันได้ ถ้าหากเป็นแนวเชื่อมต่อ
ระหว่างประเทศจะต้องมีข้อตกลงระหว่างประเทศ รวมทั้งการได้รับความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่น
3. การดาเนินงานเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
ระบบนิเวศประกอบด้วยพืชและสัตว์(รวมทั้งมนุษย์) และสิ่งไม่มีชีวิต (น้า อากาศ แร่ธาตุ)
และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากพิจารณาถึงชนิดพันธุ์ก็จะพูดถึงความหลากหลายทางชนิดพันธุ์
หากจะวัดถึงระบบนิเวศกลุ่มป่าก็จะเป็นความหลากหลายของระบบนิเวศ สินค้าและบริการจากระบบนิเวศ
ก็เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในโลก การสูญหายไปของระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ในกระบวนการก็จะเกิดการ
สูญหายไปด้วย รวมทั้งสินค้าและบริการ การลดลงของความหลากหลายก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดการ
สูญหายไปของทรัพยากรชีวภาพ เช่น พืชทางเภสัชกรรม อาหารที่ชุมชนท้องถิ่นใช้ประโยชน์อยู่ ฉะนั้น
การจัดการระบบนิเวศก็จะเป็นการรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ
- 9 -
ลักษณะที่สาคัญของความหลากหลายของระบบนิเวศมีความแตกต่างกัน เช่น ชนิดที่อาศัย
อยู่แถบขั้วโลกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่หนาวเย็น ที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิรวมทั้งอาหาร
เพื่อการอยู่รอดบนเกาะน้าแข็ง ชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่าดงดิบสามารถปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ฤดูกาลไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อาจจะมีความแห้งแล้ง ฝนตกหนัก ในหลายๆ พื้นที่จะมีชนิดพันธุ์ประจาถิ่น
เป็นจานวนมากและมีความต้องการถิ่นที่อาศัยที่อยู่ในหลายๆ ระบบนิเวศ บางระบบนิเวศจะมีชนิดพันธุ์
ที่มีประชากรต่าอาศัยอยู่จะมีคุณค่าในระบบนิเวศมาก จาต้องมีการติดตามประเมินผลด้านชีววิทยา
เพื่อกาหนดเป็นตัวชี้วัดของระบบนิเวศได้
เครื่องมือที่ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดการระบบนิเวศจะมีการวิเคราะห์ถึงชนิดพันธุ์ที่สาคัญ
หรือที่เรียกว่า Flagship species ซึ่งมีการแสดงถึงลักษณะที่สาคัญของระบบนิเวศ ข้อมูลการวิเคราะห์อาจจะ
ได้จากการสนับสนุนจากชุมชน บางชนิดพันธุ์ได้ถูกกาหนดให้เป็นตัวชี้วัดเพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์
ของระบบนิเวศ เช่น ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพย้ายถิ่นที่ขึ้นอยู่กับแหล่งอาหาร แหล่งสร้างรังวางไข่หรือแหล่ง
ที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์
4. กระบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ
ระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทาให้เกิดความมากมายหรือมีน้อย มีเพิ่มขึ้น
หรือสูญหายไป ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า กระบวนการทดแทน (Succession) หากว่าจะปล่อย
ให้ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการทดแทนแล้วระบบนิเวศเดิมจะหายไป เช่น ทุ่งหญ้าจะ
กลายเป็นพื้นที่ป่าไม้ชนิดพันธุ์ที่เคยมีอยู่ในทุ่งหญ้าก็จะหายไปด้วย
ในพื้นที่ธรรมชาติจะมีปัจจัยรบกวนเกิดขึ้น เช่น น้าท่วม ไฟป่า ลมพายุ หรือภัยธรรมชาติ
อื่นๆ ที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการทดแทนก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเราจะเรียกว่า Secondary
Succession มนุษย์เราเป็นตัวการที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์
จากพืชและสัตว์ภายในพื้นที่ การพัฒนาของบ้านเมือง อุตสาหกรรม การเกษตร การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
การเกิดมลพิษต่างๆ การปลูกพืชพันธุ์ไม้ต่างถิ่น ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศ เกิดภาวะโลก
ร้อนอุณหภูมิที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.
-3.
C ซึ่งจะมีผลกระทบกับวัฎจักรของน้าจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภูมิอากาศ
5. มนุษย์เป็นส่วนประกอบของระบบนิเวศ
มนุษย์เราก็คล้ายๆ กับชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่อาศัยสินค้าและ
การบริการจากระบบนิเวศอานวยให้ เช่น อาหาร น้า ที่อยู่อาศัย แต่มนุษย์มีความแตกต่างจากชนิดพันธุ์อื่นๆ
มีความสามารถในการทาลายระบบนิเวศตามความต้องการเพื่อการดารงชีวิตอยู่รอด การพัฒนาทาง
วัฒนธรรม สิ่งก่อสร้าง การคมนาคม เพื่อการดารงชีวิตในสังคม ในพื้นที่ระบบนิเวศป่าไม้แถบโซนร้อนมี
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติประเภทพื้นที่ป่าไม้สูงมาก ในเรื่องของที่ดินที่ทากิน การตั้งถิ่นฐาน
- 10 -
การขุดเจาะน้ามัน การสร้างเขื่อนเหล่านี้ก็เป็นการทาลายระบบนิเวศโดยมนุษย์ ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ใน
พื้นที่เป็นตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการระบนิเวศชุมชนท้องถิ่นจะต้องได้รับการศึกษาในเรื่อง :
- ต้องมีความสนใจในกระบวนการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการบริการของระบบนิเวศ
- มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศต่างๆ ที่จะต้องมีการจัดการ
- คุณค่าทางวัฒนธรรม ความสุขด้านจิตใจของชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับประโยชน์
จากระบบนิเวศ
- การพัฒนาเกี่ยวกับการดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นในระบบนิเวศต้องปรับให้เข้ากัน
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในระบบนิเวศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
การวิเคราะห์ความต้องการ คุณค่า ความพึงพอใจ ความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
จะต้องให้ความปลอดภัยกับระบบนิเวศ
6. การใช้ความรู้ความเข้าใจในการจัดการะบบนิเวศ
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยทางกายภาพ ชีวภาพ และทางเคมีของโครงสร้างและ
องค์ประกอบของระบบนิเวศต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะสัมพันธ์กับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม นโยบาย
การบริหารและอยู่ภายในขอบเขตของระบบนิเวศ และจะต้องมีการติดตามประเมินผล นอกจากนี้การพัฒนา
โครงการจะต้องพิจารณาในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น มีวิธีการและเครื่องมือในการดาเนินงานโดยมี
- การพัฒนารูปแบบของการจัดการระบบนิเวศ
- การประเมินผลในการดาเนินงาน
- การปรับแผนโครงการเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ
วิธีการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความเข้าใจลักษณะของระบบนิเวศปัจจัยในการดาเนินงาน
กิจกรรม ลาดับความสาคัญ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
7. การสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ
การจัดการระบบนิเวศจะมีกระบวนการหลายรูปแบบ จะต้องประกอบด้วย การมีส่วนร่วม
ของหลายๆ ภาคส่วน คือ การวิเคราะห์ถึงผู้ได้รับสินค้าและบริการจากระบบนิเวศ ดังที่กล่าวแล้วว่าระบบ
นิเวศประกอบด้วยผลประโยชน์หลายๆ อย่าง เช่น ดิน น้า (น้าในทะเล แม่น้า สระน้า) พืช (ในทุ่งหญ้า
ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง) และสัตว์ป่า ระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น หมู่บ้าน แหล่งอุตสาหกรรม และพื้นที่
การเกษตร การจัดการจึงต้องมีความสัมพันธ์กันทุกภาคส่วน การก่อสร้างเขื่อนชลประทานอาจจะมี
ผลกระทบดับระบบอื่นๆ เช่น การลดลงของน้าในพื้นที่ชุ่มน้า ป่าชายเลน ดังนั้น การจัดการระบบนิเวศ
จะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมขอบเขตของระบบนิเวศ ซึ่งจะต้องไม่ให้เกิดว่าได้อย่างหนึ่งเสียอีกอย่างหนึ่ง
- 11 -
หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการระบบนิเวศควรจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ และจะต้อง
ทางานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศ เช่น การสร้างเขื่อนเก็บกัก
น้า เขื่อนชลประทานเพื่อการเกษตร การทาการประมง การผลิตกระแสไฟฟ้ า การประปาหรือการ
ป่าไม้ จะต้องนาข้อมูลในประกอบการพิจารณา ทั้งนี้เพราะว่าหน่วยงานต่างๆ มาจากหลายกระทรวง
ที่รับผิดชอบที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์
ฉะนั้น การจัดทาแผนยุทธศาสตร์การจัดการระบบนิเวศจะต้องมีความร่วมมือซึ่งกันและ
กัน ร่วมกันคิด ร่วมกันพิจารณาและร่วมกันทา โครงการตามนโยบายและหลักการ ต้องพิจารณา :
- การกาหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศควรเป็นแผนในระดับชาติ
ภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น
- การจัดทาแผนยุทธศาสตร์ควรให้มีความทันสมัยและเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคมและเป็นนโยบายระดับชาติ ภูมิภาคหรือท้องถิ่น
- การจัดการแผนยุทธศาสตร์ควรให้มีผู้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตามนโยบายการ
พัฒนาของแต่ละฝ่ายให้เป็นระดับชาติ ภูมิภาคหรือท้องถิ่น
---------------------------------------------
- 12 -
บทที่ 3
การจัดการเชิงระบบนิเวศกับการมีส่วนร่วม
---------------------------------------
ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลงเนื่องมาจากภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มขึ้นของ
ประชากรที่ไปใช้ประโยชน์ทรัพยากรมากเกินไป การพัฒนาบ้านเมือง การสร้างเขื่อนเก็บกักน้า และอื่นๆ
แนวทางการจัดการเชิงระบบนิเวศจะต้องดาเนินการร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ เพราะว่าชุมชนท้องถิ่นเป็น
ผู้ได้รับผลประโยชน์ขั้นแรกจากการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง
จึงได้มีข้อคิดว่าชุมชนท้องถิ่นมีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอย่างไร
1. ชุมชนท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในพื้นที่
2. ชุมชนท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์จา กการบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services)
3. ชุมชนท้องถิ่นมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และมีวิธีการจัดการระบบนิเวศ (เช่น
ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม)
4. คุณค่าทางวัฒนธรรม ความสุขทางด้านจิตใจของชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ
5. การพัฒนาการดาเนินงานประเพณีของชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศ
เช่น การบูชาผีหัวน้า
6. ชุมชนท้องถิ่นในบางพื้นที่จะเป็นปัญหาเรื่องภัยคุกคามระบบนิเวศในพื้นที่
1. การพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ของการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
มีหลักเกณฑ์หลายๆ ประการในการพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น :
1. ชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับประโยชน์จากการจัดการระบบนิเวศโดยเฉพาะเกี่ยวกับ
กิจกรรมที่จะต้องมีการพิจารณาดาเนินการ
2. การพัฒนาทางระบบนิเวศ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ได้รับโดย
ไม่ทาลาย
3. การจัดการเชิงระบบนิเวศโดยชุมชนท้องถิ่นจะมีการรับผิดชอบผ่านกระบวนการจัดการที่มี
ส่วนรับผิดชอบในการใช้ประโยชน์
4. การจัดการเชิงระบบนิเวศสามารถและจาเป็นที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ เงินงบประมาณ และ
บุคคลอื่นจากโครงการที่เกี่ยวข้องเพื่อดาเนินการภายใต้ประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน
5. ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรและได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
6. การแบ่งปันผลประโยชน์ควรจะได้มีความยุติธรรมภายในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ
7. ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ การตัดสินใจดาเนินกิจกรรมที่ไม่กระทบ
กับระบบนิเวศ โดยการมีหน่วยงานรับผิดชอบจากภายนอกเข้าร่วมด้วย
- 13 -
ถ้าหากว่าให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ควรจะให้เป็นผู้มีอานาจตามกฎหมาย เขาจะมีความ
ภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในการจัดการระบบนิเวศและการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพยากรธรรมชาติ
ฉะนั้น ข้อตกลงในการจัดการระบบนิเวศจะต้องมีความชัดเจนและมีกฎระเบียบสาหรับชุมชนท้องถิ่นและ
ผู้ส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ได้ปฏิบัติและมีสิทธิในที่ดิน น้าและทรัพยากรอื่นๆ การครอบครองที่ดิน ถ้าหาก
พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกีดกันหรือขวางการดาเนินงานจะสามารถดาเนินการออกกฎหมายเวนคืนได้
2. แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการเชิงระบบนิเวศ
การพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ จะต้องมีผลการ
วิเคราะห์ผู้ที่จะให้เข้ามามีส่วนร่วม คือ
1. การพิจารณาให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการการกาหนดแผนยุทธศาสตร์การ
จัดการโดยพิจารณาจากประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะต้องได้มาจากการ
ศึกษาวิจัย
2. การจัดการเชิงระบบนิเวศของชุมชนท้องถิ่นควรจะได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
กับนักวางแผนและผู้จัดการโครงการ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับหน่วยงานรับผิดชอบมีความ
ซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับสิ่งแวดล้อมจะต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริง
เพื่อให้การจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในชุมชนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เยาวชนจะต้องมี
ความรู้ความเข้าใจระบบนิเวศในพื้นที่
4. การใช้ภาษาสื่อสาร ควรใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการและสร้าง
ความร่วมมือได้เป็นอย่างดี
5. จัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งจะขึ้นอยู่กับ
กลไกและความสัมพันธ์ในการจัดการระบบนิเวศ
6. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการจัดการองค์กรอย่างไร
7. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนได้รับข้อมูล การติดต่อและได้รับฟังเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมใน
การจัดการระบบนิเวศ
8. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในระดับใด ระดับชาติหรือระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น
9. มีกรอบกฎหมาย และมีสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบหรือไม่
10. มีช่องทางและกลไกในการมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง
- 14 -
การจัดทาข้อตกลงการจัดการระบบนิเวศกับชุมชนท้องถิ่นรวมทั้งหน่วยงานต่างๆ จะต้อง
กาหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ประกอบด้วย
1. เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือระบบนิเวศเพื่อการปรับปรุงคุณภาพ
ของการดารงชีวิต
2. การกาหนดแผนยุทธศาสตร์การจัดการ
3. ข้อตกลงระหว่างหน่วยงานและผู้รับผิดชอบในชุมชน
4. การแสดงถึงความพึงพอใจในการจัดการระบบนิเวศ
เป้ าหมายของการจัดการระบบนิเวศในระดับชุมชน จะต้องมีการพิจารณาถึงการอนุรักษ์และ
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือความเข้าใจของคุณค่าและการบริการของระบบนิเวศ รวมถึง
1. การพัฒนาเพื่อหารายได้ของชุมชนท้องถิ่น
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด เช่น ใช้เวลา
แบบประหยัด การใช้โซล่าเซลล์ หรือวิธีการจับปลาถูกต้อง
3. เพิ่มคุณภาพของผลผลิตในตลาดเพื่อความมั่นคงทางการเงิน เพื่อลดการใช้ทรัพยากร
ในท้องถิ่น
4. แสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางผลิตผลของระบบนิเวศโดยนากระบวนการใหม่ๆ มาใช้ การนา
เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดที่เป็นการลดการตัดไม้จากป่า
5. นากลไกที่ไม่สนับสนุนในการกระทาผิดกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติมาใช้
การท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทารายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นจากการนาเที่ยว
ที่พักแรมและการขายของที่ระลึกก็มีอยู่ในหลายๆ พื้นที่ ส่วนความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติก็ยัง
มีปรากฎอยู่ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งมีผลกระทบกับการจัดการระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรจะ
ได้พิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ภายใต้ความสามารถในการรองรับของพื้นที่ เช่น
1. การกาหนดให้มีการศึกษาวิจัยรายละเอียดเกี่ยวกับความขัดแย้งและผลกระทบที่เกิดขึ้นมา
วิเคราะห์ใช้ในการจัดการ
2. การเจรจาหาข้อตกลงของคู่กรณีภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง
3. การติดตามประเมินผลถึงการใช้ประโยชน์มากหรือน้อยเกินไปหรือไม่
4. การติดตามประเมินผลถึงการใช้ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นที่ไม่เกิดผลกระทบและใช้พิจารณา
จัดทาข้อตกลงกันใหม่
5. การพิจารณารายละเอียดในเรื่องที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกทาลาย
- 15 -
ในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง จะต้องใช้วิธีการเจรจาของบุคลากรที่มีความรู้ความชานาญ
ความเข้าใจและมีประสบการณ์ในการดาเนินงานตามกรอบงานที่วางไว้ ดังนี้
1. มีการยอมรับในข้อมูลที่เป็นจริงที่เกิดขึ้น
2. มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้รับผิดชอบจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ใช้
ประโยชน์เจ้าของที่ดินและชุมชนท้องถิ่น เพื่อพิจารณาถึงประเภทระดับของทรัพยากรที่มีการใช้ประโยชน์
หัวข้อที่ร่วมหารือ คือ
ก. การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ข. ความหลากหลายของการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ
ค. การหาแหล่งเงินทุนดาเนินการอย่างไร
ง. การลงทุนช่วยเหลือชุมชน
จ. สถานภาพของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
3. มีการเสวนาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เข้าใจถึงความต้องการและเกี่ยวข้องกับ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ มีข้อใดบ้างที่มีความขัดแย้งหรือการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของการบริการของระบบนิเวศที่มีผลกระทบกับรายได้
4. มีการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องข้อตกลง ระดับของการใช้
ประโยชน์ทรัพยากรโดยแผนการจัดการที่ดาเนินการแบ่งให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาแต่ละกลุ่ม โดยใช้กฎหมาย
และประเพณีในการสนับสนุนข้อตกลง
5. หากว่าข้อขัดแย้งไม่ยุติ จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทางานพิจารณาแก้ไขและ
หาข้อตกลงภายใต้การเปลี่ยนแปลงในเวลาที่กาหนดไว้ในระยะยาว
3. การจัดการเชิงระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม
การจัดการอย่างมีส่วนร่วม คือ การร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น
ผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ผู้มีอานาจตามกฎหมายมีหน้าที่และ
สิทธิในการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ที่มีโครงการจัดการระบบนิเวศ
บทบาทของหน่วยงานภาครัฐในการมีส่วนร่วมการจัดการระบบนิเวศตามกิจกรรมที่กาหนด
เช่น
1. ช่วยจัดทาแผนยุทธศาสตร์ชุมชนให้เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ
2. ช่วยแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ
3. ช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ในการทางานอย่างมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
4. ร่วมเจรจาต่อรองเกี่ยวกับข้อตกลงชุมชนรวมทั้งการติดตามประเมินผล ค่าใช้จ่ายและ
ผลประโยชน์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
5. สนับสนุนข้อมูลให้แก่ชุมชนท้องถิ่นที่ชัดเจนและมีหลักเกณฑ์ในการจัดการระบบนิเวศ
6. จัดหาและสนับสนุนให้คาแนะนาด้านวิชาการตามที่หน่วยงานรับผิดชอบต้องการ
- 16 -
ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างการมีส่วนร่วม
(ในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ)
1. ช่วยดาเนินการจัดหาแหล่งทุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่สนใจงานอนุรักษ์
เข้าร่วมงาน
2. เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ทางานในระดับชาติและเกี่ยวข้องกับชุมชน
3. เป็นคนกลางในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชนท้องถิ่น
4. ให้คาแนะนาทางวิชาการในโครงการที่ดาเนินการโดยชุมชนท้องถิ่น
5. ร่วมพิจารณาแหล่งเงินทุนสาหรับโครงการในกลุ่มชุมชนท้องที่
6. เป็นผู้ดาเนินงานตามโครงการในชุมชนท้องถิ่นตามกระบวนการของภาครัฐ
7. การติดตามและประเมินผลให้ผู้สนใจจากภาคส่วนต่างๆ ผู้หญิง ผู้ชาย เยาวชนในกลุ่มต่างๆ
ระดับของสังคม ทักษะของกลุ่มผู้ที่ใช้บริการของทรัพยากร
----------------------------------------------
- 17 -
บทที่ 4
การจัดการเชิงระบบนิเวศกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
------------------------------------
การจัดการเชิงระบบนิเวศคืออะไร
แนวทางการจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์
จากความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันมนุษย์เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบและกระบวนการ
ที่สลับซับซ้อนของระบบนิเวศมากขึ้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้งพืช สัตว์และจุลินทรีย์ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
เสมือนเป็นหน่วยโครงสร้างเดียวกัน
หลักของการจัดการเชิงระบบนิเวศ คือ การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพให้สามารถ
ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมมนุษย์และรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ
เพื่อให้ระบบนิเวศนั้นๆ สามารถอานวยผลผลิตและให้บริการแก่ชนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตโดยไม่ถูกทาลาย
หรือทาให้เสื่อมสภาพลง เช่น ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้า ระบบพื้นที่ริมน้าที่อยู่ในระบบ
เดียวกันที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่แยกออกจากกันไม่ได้ การจัดการจึงต้องมองทั้งประเด็นของป่าไม้
พื้นที่ชุ่มน้าพื้นที่ริมน้าไปพร้อมๆ กัน การควบคุมป้ องกันน้าท่วมและการกัดเซาะหน้าดิน
การจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นยุทธศาสตร์สาหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างบูรณาการ
สนับสนุนการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม อันที่จะใช้
เป็นเครื่องมือที่สาคัญในการพัฒนาและบรรเทาความยากจนของประชาชน โดยอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่
เหมาะสมในเรื่องของระบบนิเวศเป็นหลัก ซึ่งตระหนักว่ามนุษย์และวัฒนธรรมอันหลากหลายก็เป็น
ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ
อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นพื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) ที่ถูกจัดตั้งขึ้น
โดยอาศัยอานาจตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครอง
สัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ทาหน้าที่เกื้อกูลประโยชน์
ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งต้นน้าลาธาร ป่าไม้ แหล่งอาหารของบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างๆ พื้นที่
คุ้มครองบางแห่งถูกคุกคามและเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การลักลอบตัดไม้ทาลายป่า
การเก็บหาของป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดิน การขยายพื้นที่เพื่อทาการเกษตร
หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทาให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม
และประชาชน เป็นเหตุให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจานวนมาก
- 18 -
กรอบแนวคิดในการจัดการเชิงระบบนิเวศ
ตามหลักการดังกล่าวเป็นการดาเนินงานสนับสนุนกรอบกิจกรรมในการดาเนินงานของ
อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Convention on Biological Diversity หรือเรียกอย่างย่อๆ
ว่า CBD ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อดาเนินการด้านการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปัน
ผลประโยชน์อย่างยุติธรรม คณะกรรมาธิการด้านการจัดการเชิงระบบนิเวศ หรือ The Commission on
Ecosystem Management ได้ค้นหาคาตอบว่า พื้นที่คุ้มครองมีการอนุรักษ์อะไร ใครเป็นผู้ดาเนินงานการใช้
ประโยชน์อย่างยั่งยืนกระทากันอย่างไร ใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์และมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร
อย่างไรก็ตามไม่มีใครที่จะเข้าใจลึกซึ้งว่าระบบนิเวศในพื้นที่จริงๆ มีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด มี
การจัดการอย่างไรและอยู่ในระดับใด คณะกรรมมาธิการจัดการเชิงระบบนิเวศได้วิเคราะห์ไว้เป็นขั้นตอน
ดังนี้
ด้านระบบนิเวศ
- ปัจจัยทางกายภาพ
- ปัจจัยทางชีวภาพ
เป้าหมายในการจัดการ
เชิงระบบนิเวศ
ด้านสังคม
- ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ปัญหา
สถาบัน/นโยบาย
- กฎหมาย
- บุคลากร
- งบประมาณ
- 19 -
1. การพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศในพื้นที่
และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบนิเวศ
เป็นการวิเคราะห์ระบบนิเวศพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่จะ
สนับสนุนให้มีการจัดการระบบนิเวศ แม้ว่าจะเสียเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่จะทาให้มั่นใจได้ว่าจะให้มี
การทาโครงการให้ดีขึ้นต่อไป
การจาแนกหรือการระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่มักจะไม่คานึงถึงการจัดการเชิงระบบ
นิเวศ แต่จะเน้นหนักไปในเรื่องของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการระบบนิเวศ มักจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการ ระดับความชานาญของผู้ดาเนินโครงการ
หรือประสบการณ์ขององค์กร ถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์ไม่ได้ระบุถึงหน่วยงานใดที่แน่นอน แต่จะพิจารณาถึง
องค์ประกอบทางความรู้ ประสบการณ์และผลงาน
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยพิจารณาจาแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักที่สนใจใน
การจัดการเชิงระบบนิเวศ การให้น้าหนักแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจตามลาดับความสาคัญในระดับต่างๆ
โดยการประเมินจากผลงาน เช่น ระดับแรก ระดับสองและระดับสามและระดับต่อๆ ไป ตามลาดับ ผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสียระดับแรก คัดเลือกจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและมีความตั้งใจในการทางานหรือจัดการ
ทรัพยากร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับเสียงสนับสนุนการทางานร่วมกันกับหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น
หรือภูมิภาคหรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับทรัพยากรและได้ดารงชีวิตอยู่กับทรัพยากรนั้นๆ หรืออาจจะมีส่วน
เกี่ยวข้องบ้าง อาจจะเป็นองค์กรที่สนับสนุนการทางานของหน่วยงานระดับชาติหรือระดับนานาชาติ มีการ
ประเมินองค์ความรู้ ความสามารถและข้อตกลง ตลอดจนมีการประชุมร่วมกัน
การวิเคราะห์พื้นที่ พื้นที่ที่จะกาหนดให้มีการจัดการเชิงระบบนิเวศจะต้องมีขนาดพื้นที่
เท่าไร ใช้กฎเกณฑ์อะไรเป็นหลักการวิเคราะห์ ขนาดและมาตฐานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย หลักเกณฑ์คุณค่า
ทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลทุกรูปแบบ มีองค์ประกอบความรู้และการปฏิบัติ รูปแบบการบริหาร มีกฎหมายใช้
บังคับและขอบเขตทางวัฒนธรรมและแนวทางปฏิบัติที่ง่ายต่อการดาเนินงาน มีความเข้าใจในแผนการ
จัดการที่กาหนดให้เป็นแผนระยะยาว มีการเปรียบเทียบกับแผนระยะสั้นว่าอย่างใดจะมีประสิทธิภาพ
มากกว่ากัน มีการยอมรับในเรื่องการเลือกพื้นที่ระบบนิเวศไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือเป็นกลุ่มป่า
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่ระบบนิเวศจะต้องทาความเข้าใจว่าใคร
เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ องค์กรใดหรือใครเป็นผู้มีความตั้งใจและจริงใจในการจัดการพื้นที่
การจาแนกขอบเขตของระบบนิเวศและความรับผิดชอบที่อยู่ในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคหรือระดับชาติ
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะต้องมีการประชุมร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
- 20 -
2. การศึกษาลักษณะโครงสร้าง องค์ประกอบและบทบาทหน้าที่ของระบบนิเวศ การใช้กลไก
เพื่อการจัดการและให้มีการตรวจสอบได้
โครงสร้างและองค์ประกอบของระบบนิเวศ เราจะต้องแยกลักษณะโครงสร้างและ
องค์ประกอบของระบบนิเวศให้เป็นสินค้าที่ต้องการและบริการได้อย่างไร เราจะบอกให้ผู้อื่นทราบได้
อย่างไรว่า ระบบนิเวศถูกคุกคามเนื่องมาจากการใช้ประโยชน์มากเกินไป ข้อมูลที่จะต้องการทั้งหมด
จะเกี่ยวข้องกับนักวิชาการและชุมชนท้องถิ่นที่จะต้องสร้างความเข้าใจและพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะว่า
ความรู้แต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะความรู้เฉพาะทาง การรวบรวมบุคลากรที่มีความรู้มาช่วย
ทางาน มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการทางานที่พร้อมเพรียง เช่น อุปกรณ์ทาแผนที่ อุปกรณ์การตรวจสอบแผนที่
การสารวจการประเมินมูลค่าของทรัพยากร การติดตามผลหรือการตรวจสอบกิจกรรมที่วัดได้บนพื้นฐาน
ของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
จะเป็นส่วนช่วยในการพิจารณาด้านความหลาหลายทางชีวภาพหรือการตัดสินใจและข้อตกลงร่วมกันว่าใคร
จะเป็นผู้จัดการหลักของการจัดการเชิงระบบนิเวศตามเป้ าหมายข้อสาคัญละจาเป็นต้องทราบ คือ ความรู้ที่
นามาใช้ในการดาเนินงานจะไม่ถูกต้องเสมอไปจนกว่าจะผ่านไประยะหนึ่งก่อนจะทาให้ทราบว่ากิจกรรมใด
ที่สามารถดาเนินการเป็นไปด้วยดี
การทางานร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องมีความเข้าใจว่าเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบ
และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมรับผิดชอบจะแตกต่างจากที่กาหนด เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หากว่าจะมีการปฏิบัติงานร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับแรกจะต้อง
ทาบันทึกความเข้าใจร่วมกัน
ในความเป็ นจริงจะต้องยอมรับว่า ระบบนิเวศถูกรบกวนโดยวิธีการบุกรุกยึดถือ
ครอบครองที่ดินของราษฎร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ทั่วไป จึงจาเป็นต้องวิเคราะห์ว่า พื้นที่ระบบนิเวศใดที่
ต้องการให้ประชาชนท้องถิ่นเข้าไปจัดการ พื้นที่ระบบนิเวศใดที่ต้องการขอความช่วยเหลือและขอรับการ
สนับสนุนหรือพื้นที่ระบบนิเวศใดที่ต้องการให้องค์กรหรือหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยเหลือในการจัดการ
ตามหลักการจัดการที่มีการกระจายอานาจการบริหารจัดการไปสู่ระดับท้องถิ่น กล่าวคือ
การบริหารจัดการที่มีการแบ่งระดับออกเป็นหลายๆ ระดับ เช่น ระดับกลุ่มของเกษตรกร กลุ่มของชุมชน
ระดับอาเภอ ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติที่มีส่วนเกี่ยวกับระบบนิเวศ รูปแบบของการจัดการจะต้องมีการ
ประเมินผล ตลอดระยะเวลาเพื่อให้เข้าใจในโครงสร้าง องค์ประกอบและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
การประชุมร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะทาให้มีข้ออภิปราย ข้อสรุปแนวทางปฏิบัติรวมถึง
การวิเคราะห์พื้นที่ว่าพื้นที่ใดไม่มีการจัดการที่ดีพอ ต้องสร้างความเข้มแข็งในการป้ องกันระบบนิเวศหรือ
เป็นพื้นที่ที่มีการจัดการที่ไม่ได้ผลตามเป้ าหมาย
- 21 -
3. การพิจารณาความสาคัญในทางเศรฐกิจที่อาจจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนในถิ่นที่อาศัย
มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ประเด็นความสาคัญทางเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบ
ต่อระบบนิเวศและคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยที่จะเน้นไปในเรื่องการลดกลไกการตลาดที่มีผลกระทบกับ
ความหลากหลายทางชีวภาพและเหตุผลสนับสนุนหรือแรงจูงใจให้เกิดการป้ องกันและการใช้ประโยชน์จาก
ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน จะต้องพิจารณาว่ามีปัจจัยทางเศรษฐกิจอะไรบ้างที่เป็นตัวทาให้เกิด
แรงจูงใจในทางลบหรือมีการชดเชยหรือทาให้ประชาชนทางานหรือใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน
ชาวชนบทบางแห่งใช้วิธีให้สินบนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นหรือผู้มีอานาจ
ดูแลตามกฎหมายเพื่อการขออนุญาตให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากระบบนิเวศที่ไม่ถูกต้อง บางคนปฏิบัติงาน
ไม่เหมาะสมหรือมีกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ในกรณีโครงการลุ่มน้าแม่โขงมีการศึกษาพบว่ามีการใช้น้าจาก
แม่น้าโขงที่ไม่ยั่งยืน ผู้มีฐานะดีจะมีการใช้น้าอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนคนยากจนกลับขัดสนเรื่องน้า การสร้าง
องค์ความรู้และความเข้าใจให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น เป็นวิธีการจูงใจที่จะทาให้คุณภาพการดารงชีวิตดีขึ้น
ผู้บริหารระดับชาติที่จะต้องเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ จะต้องมีความเข้าใจในผลกาไรทางเศรษฐกิจซึ่งได้มา
จากการจัดการเชิงระบบนิเวศ
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจจะเป็ นกิจกรรมหนึ่งที่จะต้องดาเนินการด้านการตลาด
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น ยางพารา ผลไม้ เป็นต้น จะทาให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง
ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางลบหรือทางบวก สิ่งเหล่านี้จะเกิดผลกระทบกับการทาลายความหลากหลายทาง
ชีวภาพ
คุณค่าหรือผลกาไรที่ได้จากการจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นสิ่งสาคัญของการจัดการที่
ต้องการแนวทาง พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการนาผลกาไรจากระบบนิเวศมาใช้มากเกินไป การนาเอา
ทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้โดยบุคคลภายนอกทั่วไปจะมีผลกระทบกับระบบนิเวศมากกว่าที่ชุมชน
ท้องถิ่นนามาใช้สอยในครัวเรือน นโยบายการจัดการจึงถูกนามาใช้ให้มีการดูแลการป้ องกันและการใช้
ประโยชน์ รวมถึงต้นทุนที่นามาใช้ในการสนับสนุนการจัดการเชิงระบบนิเวศ
4. การพิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง การเปลี่ยนแปลงหรือ
การปรับแผนการจัดการเชิงระบบนิเวศ แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะใช้หลักการพิจารณาต้นทุนและกาไรมา
ใช้การดาเนินงาน มีผลกระทบบางอย่างเกิดขึ้นอย่างที่คาดไม่ถึงหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การทาการเกษตร
การเลี้ยงปศุสัตว์ การเก็บหาของป่า ซึ่งไม่อนุญาตให้ดาเนินการในระบบนิเวศ จากเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยง
ไม่ได้แผนการจัดการที่ได้กาหนดไว้จะต้องมีการปรับแผนให้มีการจัดการในรูปที่ดีกว่าและทันสมัยยิ่งขึ้น
สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ใกล้เคียงได้
- 22 -
การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในพื้นที่จะเป็นไปตามขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงตาม
ระยะเวลาของกระบวนการ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจะต้องปรับให้เข้ากับเหตุการณ์อันอาจจะ
เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอันอาจจะเกิดจากปัจจัย
ภายนอก จาเป็นต้องจัดกิจกรรมสนับสนุนทางด้านการเงินเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น
5. การกาหนดขั้นตอนเป้ าหมายการจัดการเชิงระบบนิเวศในระยะยาวและสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้
เพื่อให้บรรลุเป้ าหมายโครงการที่กาหนดวัตถุประสงค์ไว้ในระยะยาวเป็นการคาดคะเน
ล่วงหน้าหรือตามความคาดหวัง หากมีการเปลี่ยนแปลงเป้ าหมายหรือวิธีการที่จะให้บรรลุผลตามเป้ าหมาย
แนวทางการปรับแผนจะต้องมีการพิจารณาถึงเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะสนับสนุนในการจัดการด้วย
การปรับแผนตามโครงการจาต้องมีการติดตามและประเมินผลก่อน ตัวชี้วัดของเป้ าหมาย
จึงเป็นตัวกาหนดว่าการจัดการมีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ ทาให้เกิดการมีปรับแผนโดยมีผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือการปรับแผน หรือผู้เป็นเจ้าของโครงการจะต้องทางาน
อย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวทางการปรับแผนจะต้องมีการประชุมอภิปรายร่วมกันเพื่อพิจารณา
เหตุผลจากปัญหาที่เกิดอย่างชัดเจน การแก้ไขปัญหาก็ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ ด้วย รวมทั้ง
การพิจารณาถึงกลไกของเศรษฐกิจ การตลาด ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบร่วมกับภาครัฐ
หรือผู้จัดการโครงการ
----------------------------------------------
- 23 -
บทที่ 5
เครื่องมือในการจัดการเชิงระบบนิเวศ
-----------------------------
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเครื่องมือหลักในการจัดการระบบนิเวศ คือ การจัดทาแผนยุทธศาสตร์การ
จัดการ จะต้องมีข้อมูลพื้นฐานที่มีข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีการกาหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ วิธีการ
ดาเนินงาน การติดตามและประเมินผล หน่วยงานรับผิดชอบและงบประมาณ
1. แผนยุทธศาสตร์การจัดการเชิงระบบนิเวศ
แผนยุทธศาสตร์การจัดการเชิงระบบนิเวศควรจะได้กาหนดรายละเอียด ดังนี้
1.1 ข้อมูลองค์ประกอบของระบบนิเวศ
- ลักษณะพื้นที่ทางกายภาพ –ภูมิอากาศ ดิน น้า
- ลักษณะทางชีวภาพ- พืช และสัตว์
- ข้อมูลทางสังคม – ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การวิเคราะห์ผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสีย
- ข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่
- วิธีการจัดการและโครงสร้างการดาเนินงานในพื้นที่คุ้มครอง
1.2 การวิเคราะห์องค์ประกอบของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์และขอบเขต
1.3 การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ภัยคุกคามและผลกระทบ
1.4 การกาหนดวัตถุประสงค์ของการจัดการและการฟื้นฟูระบบนิเวศ
1.5 กาหนดวิธีการจัดการตามโอกาสและความเป็นได้จากการวิเคราะห์
- การกาหนดแนวทางกายภาพ (การทารั้ว การควบคุมมลพิษ การฟื้นฟูระบบนิเวศ)
- การกาหนดแผนทางชีวภาพ (การปลูกพืช การปล่อยชนิดพันธุ์สู่ธรรมชาติ
การกาหนดเขตการจัดการ)
- การจัดการทางด้านสังคม (การป้ องกันพื้นที่ การป้ องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า
การใช้ทรัพยากรในพื้นที่ การแบ่งเขตการจัดการ)
- การศึกษาวิจัย (การค้นหาข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาระดับความสาคัญ)
- การวิเคราะห์กฎหมาย กฎระเบียบและแนวทางการจัดการ
- ด้านเศรษฐกิจ (การสนับสนุนจากองค์กร การจัดหารายได้การท่องเที่ยว)
1.6 ผลที่คาดหวังจะได้รับจากกิจกรรมการจัดการ
1.7 วิธีการติดตามผล การกาหนดตัวชี้วัด กฎเกณฑ์ วิธีการวัดและการวิเคราะห์
1.8 แนวทางการปรับแผนยุทธศาสตร์
1.9 การมีส่วนร่วม (ร่วมตัดสินใจ การปฏิบัติ การศึกษาและการติดตามผล)
- 24 -
1.10 สถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ รวมทั้งผู้ตัดสินใจในการดาเนินงาน
1.11 การรายงานและการเสนอข้อมูล
1.12 รายละเอียดเงินงบประมาณ
การกาหนดขอบเขตของการจัดการระบบนิเวศ
การจัดการระบบนิเวศจะต้องมีพื้นที่ที่กว้างขวางเพื่อให้สิ่งของต่างๆ ภายในพื้นที่มี
ความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันภายในระบบนิเวศ หากมีภัยคุกคามส่วนใดจะได้แก้ไขปัญหาให้มี
ประสิทธิภาพ ภาวะทางสังคม-เศรษฐกิจ การบริหาร นโยบายจะเป็นตัวกาหนดให้มีการจัดการระบบนิเวศ
ทั้งหมด เช่น พื้นที่คุ้มครองทั้งหมดทั้งพื้นที่ที่อยู่ในเขตเดียวกันดังที่เป็นการดาเนินการจัดการแบบกลุ่มป่า
ที่กาหนดขึ้นมา จะมีขอบเขตพื้นที่ที่ะมีการวิเคราะห์ถึงการใช้ประโยชน์หรือการให้ประโยชน์แก่ชุมชนหรือ
ประชาชนในพื้นที่
วัตถุประสงค์ของการจัดการระบบนิเวศ
กระบวนการจัดการระบบนิเวศจะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมในการตัดสินใจในการจัดการ
พื้นที่โดยเฉพาะเป้ าหมายที่กาหนดในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละเขตการจัดการ
เฉพาะพื้นที่ที่มีวิธีการที่แตกต่างกันรวมถึงการกาหนดระดับความสาคัญ
การกาหนดเป้ าประสงค์เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ต่อความอยู่ดีกินดีของชุมชนท้องถิ่นที่มี
ความสาคัญในระดับชาติ ระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น การสร้างความสมดุล การแก้ไขปัญหาโดยผ่าน
กระบวนการปรึกษาหารือร่วมกัน
ความจาเป็นที่ต้องนามาพิจารณาตามลาดับความสาคัญ (เช่น การสร้างถนนหรือการสร้างเขื่อน
เก็บกักน้าในพื้นที่คุ้มครอง) สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศอย่างไร หรือมีผลกระทบกับ
พื้นที่คุ้มครองอย่างไร โดยเฉพาะการรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศให้สมบูรณ์ แผนยุทธศาสตร์การจัดการจะต้อง
มีวัตถุประสงค์โดยมีการตกลงร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาคหรือระดับชาติ
ผู้มีอานาจในการดาเนินงานควรจะมีส่วนร่วมทุกๆ ระดับ
การติดตามและประเมินผลและการวิเคราะห์เพื่อการจัดการ
การติดตามและประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจจะเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการวางแผนการจัดการ การพิจารณาถึงตัวชี้วัดและความสาคัญมีหลายรูปแบบ เช่น คิดเป็น
เปอร์เซ็นต์ (%) ของประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก หรือการเพิ่มขึ้นของประชากร
จะมีผลกระทบกับการใช้น้าดื่มมากขึ้น เป็นต้น
- 25 -
สถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ
การจัดทาแผนยุทธศาสตร์ระบบนิเวศจะต้องมีสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน
ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง งานในหน้าที่มีความแตกต่างกัน
อย่างไรของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ความร่วมมือจากภาคส่วนราชการอื่นที่มีการร่วมประชุมแผน
การทบทวน การายงานผล และการปรับแผนงานตลอดจนมีข้อมูลใหม่ๆ มาพิจารณา
งบประมาณและกลไกในการจัดการ
การเงินงบประมาณควรจะได้มีการกาหนดไว้ในแผนการจัดการระบบนิเวศ มีการกาหนด
เงินงบประมาณไว้ในทุกๆ โครงการ/แผนงาน กิจกรรมภาคสนาม กิจกรรมของชุมชน การฝึกอบรม
การสร้างความเข้มแข็งด้านการสื่อสารข้อมูล การติดตามและประเมินผล ซึ่งในทุกโครงการจะต้องมี
งบประมาณที่เพียงพอ
2. เครื่องมือการติดตามและประเมินผล
เครื่องมือในการติดตามและประเมินผลกระบวนการของการจัดการระบบนิเวศ อาจจะ
ประกอบด้วย
2.1 การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นการค้นหามูลค่าทางเศรษฐกิจ โครงสร้างและ
ผลผลิตที่ได้จากระบบนิเวศ
2.2 ยุทธศาสตร์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเป็นการดาเนินงานในระยะยาว
เพื่อตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งจะมีหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งด้านสังคม-สุขภาพของระบบ
นิเวศ
2.3 การทบทวนและการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม เพื่อต้องการทราบถึงกิจกรรมที่มีผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม กฎเกณฑ์ของกระบวนการที่เกิดขึ้น
3. การจัดการข้อมูลในระบบนิเวศ
ข้อมูลต่างๆ ในระบบนิเวศจะต้องมีการจัดการเพื่อใช้ในการพิจารณาตัดสินใจกาหนดแผนการ
จัดการ การปฏิบัติและการปรับแผน ข้อมูลต่างๆ ส่วนใหญ่จะได้มาจากการติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิบัติการ การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศในระยะเวลาต่างๆ โดยปกติข้อมูลจะได้จากแหล่งต่างๆ
การจัดตั้งเครือข่ายที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ โดยมีขั้นตอนในการดาเนินงาน ดังนี้
3.1 ความต้องการวิเคราะห์ข้อมูลและการคัดเลือก จาเป็นต้องค้นหาข้อมูลระบบนิเวศที่
ต้องการที่ให้ประโยชน์ทั้งในระยะสั้น-ระยะยาวตามความเหมาะสมที่มีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่มีรายละเอียด
มากอาจจะไม่เป็นประโยชน์ก็ได้
- 26 -
ก. ลักษณะของระบบนิเวศ เป็นการ
- อธิบายถึงระบบนิเวศ องค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบ
- อธิบายถึงองค์ประกอบและคุณค่าของระบบนิเวศ เช่น เรื่องน้า หรือพื้นดิน
- อธิบายถึงประเพณีของชุมชนท้องถิ่น
- อธิบายถึงสถานภาพ การใช้ ภัยคุกคามที่ขึ้นอยู่กับหลักวิชาการและภูมิปัญญา
ท้องถิ่น
ข. วัตถุประสงค์ของการจัดการ
- ศักยภาพของการจัดการและความต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศ
- ประเมินผลทางเศรษฐกิจของการใช้ทรัพยากร ซึ่งขึ้นอยู่กับการลงทุนและ
ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการบริการของระบบนิเวศ
ค. การวิเคราะห์ประเมินปัจจัยทางสังคมที่มีผลกระทบกับการจัดการระบบนิเวศ
- ด้านมนุษยวิทยา สังคม และวัฒนธรรม
- บทบาทของกลุ่มต่างๆ ในสังคม (เช่น อายุ เพศในการใช้ทรัพยากร)
- สมาคม การเมืองและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในกลุ่มขององค์กรที่มีความสนใจ
3.2 การเก็บรายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน
ข้อมูลพื้นฐานที่จะต้องวิเคราะห์และการใช้ข้อมูลที่ค้นหาได้ โดยการค้นหาจากเอกสาร
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อสนับสนุนการค้นหาข้อมูลจากผลการวิจัยรายงานจากสถาบันและอื่นๆ
- ข้อมูลด้านกายภาพ – ข้อมูลภูมิอากาศ น้าขึ้นน้าลง ข้อมูลอุทกวิทยา
- ข้อมูลทางภูมิศาสตร์และเคมี
- การประเมินทางด้านทรัพยากรชีวภาพ
- ข้อมูลด้านสังคมเศรษฐกิจและการบริหาร
- การแสดงข้อคิดเห็นจากสาธารณชน
- การรายงาน
ข้อมูลดังกล่าวควรจะเป็นข้อมูลที่ง่ายต่อการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ขณะเดียวกันก็ควร
จะนาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในการดาเนินกิจกรรม เช่น GIS, Mapping และ PRA (Participatory Rural
Appraisal)
3.3 การแก้ไขข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
มีความจาเป็นอย่างยิ่งในการที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการจัดการ การค้นหาช่องว่างของ
ข้อมูลที่เป็นระบบ ทั้งการค้นหาจากเอกสารและการสารวจจากภาคสนาม ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมใน
กระบวนการดังกล่าว
- 27 -
3.4 การสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสื่อสาร
การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจดาเนินการ ข้อมูลควรจะ
นาเสนอในแนวทางที่จะระบุถึงความสาคัญของโครงการรวมทั้ง
ก. ระบบนิเวศและขอบเขต พิจารณาถึงสถานภาพของระบบนิเวศ ชีววิทยา ลักษณะ
ภูมิประเทศที่เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบจากภายนอกขอบเขต
ข. สังคม-เศรษฐกิจ การบริหารและชุมชนท้องถิ่น ข้อมูลสมาคม วัฒนธรรม และ
เศรษฐกิจในระดับชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลเหล่านี้จะได้พิจารณาเพื่อนาไปสู่ระดับพื้นที่ภูมิภาคหรือ
ระดับชาติ
ค. การใช้ประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลกระทบอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับระบบ
นิเวศ
ง. กฎหมายและขอบเขตของการบริหาร การบริหารระบบนิเวศมีความสอดคล้องกัน
อย่างใกล้ชิด มีการวิเคราะห์ความขัดแย้งในพื้นที่
จ. การกาหนดตัวชี้วัดและการติดตามผล ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามผลจะนาไปสู่การ
พิจารณาถึงองค์ประกอบและโครงสร้างของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและภาวะ
แนวโน้มของเศรษฐกิจ ตัวชี้วัดจะต้องมีสัมพันธ์กับระยะเวลาและไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก
3.5 การจัดทาแผนที่
การจัดทาแผนที่ที่แสดงถึงข้อมูลรายละเอียดที่มีในพื้นที่แสดงลงในแผนที่ เช่น ที่ตั้งของ
ทรัพยากร ลักษณะของระบบนิเวศ ขอบเขตของระบบนิเวศ ที่ตั้งของชุมชน การใช้ประโยชน์เพื่อแสดงให้
เห็นได้ชัดถึงการกระจายของระบบนิเวศ บริเวณพื้นที่การใช้ประโยชน์ ขอบเขตการอนุรักษ์และการพัฒนา
ตามแผน
การจัดทาแผนที่แสดงถึงขอบเขตระบบนิเวศจะต้องใช้ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมหรือ
อุปกรณ์อื่นใด หรือภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศไว้ตรวจสอบกับทางภาคพื้นดินหรือการ
ใช้ GIS ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทันสมัย
3.6 ตัวชี้วัด
ตัวชี้วัดเป็นปัจจัยที่นามาใช้เป็นข้อมูลสถานภาพของระบบนิเวศ ระดับของระบบนิเวศ
สุขภาพหรือความมั่นคงของระบบนิเวศที่เป็นจานวนและการกระจายของชนิดพันธุ์ในพื้นที่ตามเวลา ระดับ
มลพิษในน้า ความเค็มของน้า ดินเค็ม ตัวชี้วัดจะแสดงให้เห็นถึง
- สถานภาพของระบบนิเวศและความเกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น
- การกาหนดเวลาเก็บและเสนอข้อมูล
- นาผลและใช้ในการพิจารณาตัดสินใจได้
- ใช้เป็นการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้อง
- ชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
- 28 -
4. กระบวนการการมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการและปฏิบัติการด้านการ
จัดการระบบนิเวศ เป็นการแสดงถึงการที่มีความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจ การทางานร่วมกัน
ซึ่งจะมีทักษะในการมีส่วนร่วมและการขับเคลื่อนกระบวนการทางาน
4.1 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จานวนคนหรือจานวนครัวเรือนในชุมชนได้มีการจัดตั้ง
กลุ่มเพื่อการอนุรักษ์และการพัฒนาระบบนิเวศ องค์กรภาคเอกชน กลุ่มภาคธุรกิจ บริษัท สถาบันการศึกษา
หน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ การวิเคราะห์กฎระเบียบ
ที่เกี่ยวข้อง
4.2 สร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดการ
ระบบนิเวศ การแก้ไขความขัดแย้ง ความต้องการผู้ที่มีทักษะในการแก้ไขปัญหา การประชุมร่วมกันระหว่าง
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพิจารณาว่า “ตกลงหรือไม่ตกลง” และกาหนดให้มีการเปรียบเทียบประโยชน์ในการ
จัดการระบบนิเวศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของระบบนิเวศ
4.3 กระบวนการการมีส่วนร่วม กระบวนการการมีส่วนร่วมจะต้องมีความแน่ใจว่าผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานและปฏิบัติในโครงการจัดการระบบนิเวศ โดยการ
ปฏิบัติงานแผน การประชุมร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เฉพาะกลุ่มหรือหลายๆ กลุ่ม การแสดงความ
คิดเห็นส่วนบุคคลด้านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ การได้รับผลประโยชน์ การแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นในการใช้สินค้าและบริการ และการตอบสนองความร่วมมือ
กระบวนการการมีส่วนร่วมสามารถกระทาได้ในหลายๆ กรณีที่มีหลายๆ ระดับของผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ
- อานวยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ การพัฒนาและโอกาสที่เกี่ยวข้อง
- การร่วมตัดสินใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การนาความคิด แหล่งข้อมูลมาใช้
ในการพิจารณาร่วมกัน
- กาหนดให้มีการร่วมกันในความรับผิดชอบ การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศและ
ร่วมติดตามผลและปฏิบัติงานร่วมกัน
4.4 เครื่องมือในการมีส่วนร่วม มีหลายๆ วิธีการในการพัฒนาโดยเฉพาะการที่มีส่วนร่วม
ของชุมชนท้องถิ่น เทคนิคและวิธีการจัดการเชิงระบบนิเวศ
- การประเมินการมีส่วนร่วม
- การวางแผน การเจรจา และการจัดการความขัดแย้ง
- การสารวจข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม
- 29 -
5. บทบาทของการพัฒนากิจกรรมในการจัดการระบบนิเวศ
ถ้าชุมชนท้องถิ่นไม่เข้าใจถึงความต้องการปัจจัยเพื่อความอยู่รอด เช่น น้า อากาศ และอาหารก็
จะเป็นการยากที่จะสนับสนุนให้มีการจัดการระบบนิเวศ แต่ถ้าหากมีความเข้าใจถึงผลประโยชน์แล้วคงจะ
เข้าใจและร่วมมือมากยิ่งขึ้น
มีข้อมูลพิจารณาอยู่ประการคือ ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ และระบบนิเวศจะมี
ส่วนช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้จัดการพื้นที่สามารถที่จะสนับสนุนให้มีความยั่งยืน การใช้ประโยชน์
สินค้าและการบริการของระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่า แต่ขณะเดียวกันก็มีการอนุรักษ์ระบบ
นิเวศ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในระยะยาวจะทาให้มีการคงอยู่ของระบบนิเวศ
ความรู้ความเข้าใจถึงสินค้าและบริการของระบบนิเวศ กิจกรรมการพัฒนาที่ขึ้นอยู่กับข้อมูล
ลาดับความสาคัญที่มีการวิเคราะห์ถึงชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะประกอบด้วยกิจกรรมและความยั่งยืน
5.1 การเริ่มกิจกรรม
การดาเนินการจัดการระบบนิเวศภายในชุมชนจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับงานประจาวัน
จาต้องมีความร่วมมือผ่านกระบวนการพัฒนากิจกรรมซึ่งจะต้องการวิเคราะห์ กิจกรรมที่กาหนดต้องมีความ
ชัดเจนภายในกลุ่มเป้ าหมายโครงการ ยุทธศาสตร์ของกิจกรรมจะมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของ
ระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่น เช่น
- การขุดบ่อน้า
- การฟื้นฟูแหล่งต้นน้า
- ผลผลิตจากการเกษตรและอุปกรณ์ทาฟาร์ม
- การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์
- การปรับปรุงคุณภาพ การบริการ การศึกษา
- การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม
ปัญหาในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาจะต้องยึดถือเป้ าประสงค์ ชุมชนท้องถิ่นอาจจะ
ไม่มีความพึงพอใจในระยะแรก ถ้าหากมีการชี้แจงให้เข้าถึงวัตถุประสงค์การจัดการสิ่งแวดล้อม
ตามขั้นตอนอาจจะยุ่งยาก แต่ถ้าทุกคนเข้าใจก็สามารถดาเนินการต่อไปได้
ปัญหาข้อที่สอง คือ กิจกรรมที่ขอร้องโดยชุมชนท้องถิ่นให้ดาเนินการ เพื่อขยายงาน
เพิ่มเติมก็สามารถจะกระทาได้
5.2 การพัฒนากิจกรรมอย่างยั่งยืน
การพัฒนากิจกรรมอย่างยั่งยืนมีการพิจารณาเรื่องการจัดการระบบนิเวศโดยชุมชนท้องถิ่น
เพื่อกาหนดเป็นโครงการดาเนินการในชุมชนเองที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ แผนที่บรรจุไว้ในแผนการจัดการ
ระบบนิเวศ
- การจัดลาดับความสาคัญของการพัฒนาชุมชนให้เชื่อมโยงกัน
- กาหนดวัตถุประสงค์การอนุรักษ์ให้เชื่อมโยงกัน
- การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
- 30 -
- สรุปประเด็นที่สาคัญ
- ร่วมมือสนับสนุนกับกลุ่มชุมชน
- การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร
- การทดลองถึงผลลัพธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้แกชุมชน
กิจกรรมขั้นพื้นฐานเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุน
ดาเนินการ ดังตัวอย่าง เช่น
- การฟื้นฟูป่าไม้
- การป้ องกันภัยพืชพันธุ์
- การป้ องกันมิให้มีการปลูกพืชใช้น้ามาก
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฝีมือและการตลาด
- การปรับปรุงการเลี้ยงผึ้ง/น้าผึ้ง
- การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- การใช้เตาแบบประหยัด
การส่งเสริมเพื่อให้มีการพัฒนาและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในอนาคต การพยายามที่จะ
ลดภัยคุกคาม ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ
6. สถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ
ในการดาเนินงานการจัดการระบบนิเวศและการประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและ
เอกชน จะต้องมีผู้ดาเนินการกิจกรรมต่างๆ จะต้องมีสถาบันหรือหน่วยงานที่มีอานาจในการประสานงาน
รับผิดชอบเป็นหน่วยงานที่จะต้องมีกิจกรรมที่มีลักษณะ
- มีความเต็มใจและมีความสามารถในการดาเนินงาน
- มีความเข้าใจในการจัดการระบบนิเวศและระบบการจัดการ
- มีความเข้าใจถึงบทบาทภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณีและวัฒนธรรม
- การให้ความสาคัญกับชุมชนท้องถิ่นในการจัดการ
- มีทักษะในการเจรจา การมีส่วนร่วมและดาเนินกิจกรรม
- มีความสามารถในการจัดการแบบมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- มีความสามารถในการบริหารงาน
ความร่วมมือที่ดีคือ การมีการประสานงานระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถาบันหรือ
หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและองค์กรประชาคม การมีทักษะในการติดต่อประสานงาน
การเจรจากับกลุ่มต่างๆ รวมทั้งผู้ร่วมงาน ความร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนด้านแหล่งทุนในการดาเนิน
กิจกรรม
- 31 -
7. การพัฒนาองค์กรและบุคลากร
โครงการจัดการระบบนิเวศมีเป้ าหมายเพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันและบุคลากร
ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาไว้ในแผนยุทธศาสตร์
- มีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศและผลประโยชน์
- มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเชิงระบบนิเวศ
- มีความสาคัญและการใช้วิธีการติดตามผลเพื่อการจัดการและประสิทธิภาพ
- มีทักษะ เทคนิคถึงระบบนิเวศที่ต้องการจัดการ
- มีทักษะในการมีส่วนร่วมและดาเนินกิจกรรม
การพัฒนาบุคลากรของโครงการไม่ควรมีเฉพาะการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว
จะรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมฝึกอบรม เช่น การติดตามผลจากน้าเสีย เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีชุมชน
ท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกอบรมด้านการจัดการระบบนิเวศ รวมทั้ง
สถาบันการศึกษา สถานบันการวิจัย บริษัทเอกชน องค์กรภาคเอกชนระดับนานาชาติและระดับชาติ องค์กร
ผู้นาท้องถิ่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเครือข่าย
8. การประชาสัมพันธ์ด้านความสาคัญของการจัดการระบบนิเวศ
กิจกรรมในการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประชาชนในพื้นที่จะต้องยอมรับ ความคิดเห็น
และการมีส่วนร่วม ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบผู้ใช้ประโยชน์จะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การประชาสัมพันธ์ การศึกษาเป็นการสนับสนุนชุมชนให้มีวิธีการจัดการระบบนิเวศ ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจ
ในทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะประโยชน์ที่ได้รับ ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ควรวิเคราะห์
- ปัญหาหลัก (มลพิษทางน้ามีผลกระทบกับการขยายพันธุ์ของปลา)
- ทางเลือกในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (เช่น การตัดไม้)
- เป้ าหมายของผู้รับฟังข่าวสาร (โรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษ)
- การยอมรับข่าว (โฆษณาว่าไม่เกิดมลพิษ)
- ข่าวที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง (เช่น น้าเสีย ทาให้มีผลกระทบกับปลา)
- ช่องทางการประชาสัมพันธ์ระหว่างผู้มีปัญหากับโรงงานอุตสาหกรรม ควรจะได้มีการ
ร่วมมือการแก้ไขปัญหา
- สถาบันหรือหน่วยงานที่ทาหน้าที่สื่อข่าว เช่น หอการค้าหรือธุรกิจการค้า
- ทรัพยากรด้านการเงินงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์
การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับชุมชน เป้ าหมายของผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย อุปกรณ์ที่ใช้ประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้ าหมาย อุปกรณ์การสื่อสารประกอบด้วย
- สื่อสิ่งพิมพ์จดหมายข่าวและหนังสือพิมพ์
- การประชุมโต๊ะกลม สัมมนาและการประชุม
- ทางานร่วมกับผู้นาและชุมชนท้องถิ่น
- 32 -
- วิทยุ วิดีโอ และ VTR
- การจัดแสดงหรือจัดงานหรือกิจกรรมบางอย่าง
การให้การศึกษาตามหลักสูตรในสถาบันการศึกษา การปรับเปลี่ยนให้เยาวชนมีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการระบบนิเวศ ควรจะได้มีกิจกรรมการศึกษาผ่านสื่อการเรียนการสอนใน
โรงเรียนระดับประถมมัธยมหรืออุดมศึกษา เยาวชนในระดับการศึกษาสามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายผู้มีหน้าที่
ดาเนินการจัดการระบบนิเวศ ควรจะได้ดาเนินการร่วมมือกับผู้ให้การศึกษาจะได้รับผลมีประสิทธิภาพ
การสนับสนุนการจัดการระบบนิเวศถือได้ว่าเป็ นความสาคัญส่วนหนึ่งของแผน
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ที่จะต้องดาเนินการผ่านกระบวนการสื่อต่างๆ สื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารตลอดจน
การประชุม แต่การดาเนินงานดังกล่าวจะอยู่ในระดับของผู้ใหญ่ในส่วนกลาง ในชุมชนท้องถิ่นจะได้รับ
ข้อมูลน้อย หรือหัวหน้าหมู่บ้านไม่ให้ความร่วมมือโดยเฉพาะเครื่องมือที่ใช้ในดาเนินการกิจกรรม
การที่ต้องการให้มีการสนับสนุนงานจัดการระบบนิเวศจะต้องให้ชุมชนท้องถิ่น ระดับ
จังหวัดหรือระดับชาติมีความเข้าใจส่งผลประโยชน์ที่ได้รับ การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการแสดงให้
เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติมีความสาคัญทางเศรษฐกิจ
9. การฟื้นฟูระบบนิเวศ
9.1 การฟื้นฟูระบบนิเวศ
เป็นกระบวนการฟื้นฟูองค์ประกอบและโครงสร้าง ชนิดพันธุ์พืช/ชนิดพันธุ์สัตว์ที่ได้สูญ
หายไปเนื่องจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์หรือภัยคุกคามอื่นๆ การฟื้นฟูระบบนิเวศจะต้องพิจารณาถึง
คุณค่าของระบบนิเวศในหลายๆ โครงการได้มีการดาเนินงานป้ องกันระบบนิเวศมีกิจกรรมที่มีการยอมรับ
และไม่ยอมรับ จากองค์ประกอบและโครงสร้าง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ความแตกต่างกัน หรือพื้นที่ที่ไม่
จาเป็นต้องฟื้นฟูจะต้องมีการพิจารณาถึงพื้นที่และเหตุผลในการฟื้นฟู
วิธีการต่างๆ ที่เคยใช้ในการฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น
- การฟื้นฟูป่าไม้การปลูกต้นไม้
- การจัดทารั้วล้อมรอบพื้นที่ธรรมชาติเพื่อป้ องกันชนิดพันธุ์
- การป้ องกันดินพังทลาย
- การปล่อยคืนชนิดพันธุ์หาได้ยากสู่ธรรมชาติ
- การปล่อยคืนชนิดพันธุ์ที่มีประโยชน์สู่ธรรมชาติ
- การจัดตั้งหน่วยอุทกวิทยา (วิเคราะห์ระดับน้า)
- การเกษตรในพื้นที่ตามฤดูกาล การบังคับใช้กฎหมาย
- การควบคุมภูมิอากาศ น้าเสียรอบๆ พื้นที่
- 33 -
9.2 การประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
การฟื้นฟูระบบนิเวศจาต้องมีการตรวจสอบหรือตรวจวัดเสียก่อนว่ามีความจาเป็นมาก
น้อยเพียงใด เพื่อกาหนดไว้ในแผนการจัดการ วิธีการโดยการวิเคราะห์ถึงภัยคุกคามและความสมบูรณ์ของ
ระบบนิเวศ มีสิ่งใดบ้างที่ทาให้ระบบนิเวศลดลง
- การสูญหายไปของชนิดพันธุ์ที่มีการใช้ประโยชน์
- การเพิ่มขึ้นของชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่กลายเป็นชนิดพันธุ์ที่รุกราน
- ชนิดพันธุ์ที่ค่อยๆ หายไปจากพื้นที่หรือลดลง (ทั้งพืชและสัตว์)
- การสูญหายไปของกลุ่มที่มีการใช้ประโยชน์ เช่น สัตว์อพยพย้ายถิ่น
- ระดับของมลพิษทั้งอากาศ น้า และดิน
- องค์ประกอบของระบบนิเวศที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น น้าท่วม
วิธีการที่เห็นได้ชัด คือ การสูญหายไปของชนิดพันธุ์ในช่วงเวลาที่กาหนด ซึ่งจะต้องใช้
เวลาในการตรวจสอบ ผลการเปลี่ยนแปลงในรอบปี การลดลงของผลผลิตทางการเกษตร การเปลี่ยนแปลง
ของสังคม-เศรษฐกิจ หรือชุมชนท้องถิ่นมีการอยู่ดีกินดีเพิ่มขึ้น
การวัดถึงคุณภาพของชนิดพันธุ์ควรจะให้มีความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบและ
ข้อกาหนด วิธีการเขียน การวิเคราะห์ปัญหาการป่าไม้ เพื่อใช้ในการพิจารณาถึงการฟื้นฟูที่เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ
9.3 การพิจารณาชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
การนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปฟื้นฟูในพื้นที่จะทาให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบกับระบบ
นิเวศจนทาลายชนิดพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม เพราะชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเจริญเติบโตได้ดีกว่าจะต้องมีการพิจารณา
โดยปกติจะมีการห้ามการกระทาดังกล่าว ไม่ควรนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปฟื้นฟู ถ้าจาเป็นต้องพิจารณาใน
รายละเอียดร่วมกันทุกฝ่าย
---------------------------------------
- 34 -
บทที่ 6
การพัฒนาโครงการเพื่อการจัดการเชิงระบบนิเวศ
------------------------------
มีหน่วยงานหลายแห่งที่สนับสนุนการจัดการเชิงระบบนิเวศโดยเฉพาะ องค์กรภาคเอกชนที่มี
ประสบการณ์ในการวิเคราะห์ พัฒนาและดาเนินงานโครงการที่มีขั้นตอนตามกระบวนการซึ่งอาจจะไม่
เหมือนกัน ขั้นตอนการดาเนินงานด้านการจัดการพื้นที่เชิงระบบนิเวศ สามารถพิจารณาได้จากโครงการ
ต่างๆ ที่จะพอยกตัวอย่างได้
1. การวิเคราะห์โครงการ
1.1 กรอบเวลาในการดาเนินงาน
โครงการที่ได้มีการกาหนดเวลาในการปฏิบัติงานภาคสนาม การออกแบบโครงการและ
การนาเสนอโครงการโดยพิจารณาถึง
- ความมั่นคงทางการเมือง หากว่าการเมืองของประเทศไม่มั่นคง โครงการจัดการจะ
ยุ่งยากในการดาเนินงาน หน่วยงานรับผิดชอบไม่สามารถจะตัดสินใจได้
- การเปลี่ยนแปลงของนโยบาย การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ การพัฒนา
ด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารระดับสูงหรือการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี หรือความ
ร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์
- การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงของนโยบายจะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ของกฎหมายหรือขัดแย้งกับกฎหมายจาต้องวิเคราะห์ให้ละเอียด
- การเปลี่ยนแปลงของสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ สถาบันหรือหน่วยงาน
รับผิดชอบ มักจะมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ๆ มีบุคลากรที่ดาเนินการด้านการจัดการระบบนิเวศและการ
วิเคราะห์ช่องว่างของหน่วยงาน
โครงการจัดการเชิงระบบนิเวศต้องกาหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามแผนให้มีเวลา
ระยะยาวเพื่อความถูกต้องในการตรวจสอบและการฟื้ นฟู หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจะต้องเป็น
หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน หรือชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนให้มีการยอมรับโครงการเพื่อการอนุรักษ์
และการจัดการที่ยั่งยืน ข้อมูลทางวิชาการ ประสบการณ์ในอดีตต้องมีความเข้าใจร่วมกัน วิธีการและเวลา
ดาเนินงานควรจะกาหนดให้ชัดเจน
1.2 ผู้ดาเนินการหลัก
การออกแบบโครงการจะต้องมีการวิเคราะห์บทบาท หน้าที่ความสาคัญของถิ่นที่อาศัยและ
ระบบนิเวศ ความร่วมมือหรือมีการปรึกษาหรือร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น
- ผู้ดาเนินการหลักอาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบการดาเนินงาน
การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ นอกเขตโครงการ
- 35 -
- นักวิชาการเป็นผู้เข้าใจถึงระบบนิเวศที่แท้จริง เป็นบุคคลที่ไม่ทาให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
และให้คาแนะนาได้
- นักวางแผนยุทธศาสตร์ เป็นผู้ที่มีแนวความคิดเข้าใจถึงแผนยุทธศาสตร์ การผลิต
เอกสาร สามารถร่วมทางานร่วมกับบุคคลอื่นให้ช่วยทบทวนเอกสารและทากิจกรรมได้
- ผู้ปฏิบัติการ เป็นทั้งผู้จัดการและปฏิบัติการตามแผนในภาคสนาม มีความตั้งใจที่จะ
ทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นสามารถที่จะเข้าใจแผนยุทธศาสตร์ได้
1.3 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงระหว่างสาเหตุและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะ
การวิเคราะห์ปัญหาที่เรียกว่า Problem Tree Analysis ซึ่งเป็นเครื่องมือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเกี่ยวข้องกับ
เวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลประโยชน์
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาต้องพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ที่ได้รับและ
กระบวนการจัดการ
1.4 วัตถุประสงค์
โครงการการจัดการเชิงระบบนิเวศก็เหมือนกับการบริหารโครงการอื่นๆ ที่จะต้องกาหนด
วัตถุประสงค์ให้ชัดเจน จะต้องมีการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเข้าใจถึงหลักการของ
การจัดการระบบนิเวศ เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดการระบบนิเวศจะกาหนดได้
1. โครงสร้างและองค์ประกอบที่มีการเปลี่ยนแปลงผลผลิตและผลิตผลของระบบ
2. คุณภาพของสิ่งแวดล้อมและมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของมนุษย์
3. สถานภาพของเศรษฐกิจ-สังคมของมนุษย์เป็นผู้ใช้ทรัพยากรและผลที่ได้รับ
4. สถานภาพของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่และผลที่ได้รับ
เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของกระบวนการทางานจะมีความก้าวหน้า สามารถตรวจวัดได้
หรือมีการติดตามผลเกิดขึ้น
2. การกาหนดโครงการ
2.1 หลักการกาหนดโครงการ สามารถกาหนดรูปแบบได้ดังนี้
 รูปแบบที่ปรับได้
- กระบวนการมียืดหยุ่นได้วิธีการชัดเจน มีผลลัพธ์ที่ตรวจวัดได้
- มีจุดยืนที่สามารถจะนาไปสู่เป้ าหมายและตรวจสอบได้
- มีกลไกการติดตามและประเมินผลเพื่อการวิเคราะห์และตรวจวัดได้ทุกเป้าหมาย
- ผลลัพธ์ที่ได้รับจะต้องเห็นพ้องต้องกันทุกคนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
 รูปแบบที่ยั่งยืน
ในการจัดการ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของระบบนิเวศควรจะได้
มีการวิเคราะห์ คือ ความยั่งยืนของหน่วยงานรับผิดชอบ
- 36 -
- สถาบันท้องถิ่นผู้รับผิดชอบการจัดการในระยะยาวของระบบนิเวศตามเวลาจน
จบโครงการ
- สามารถปรับแผนได้โดยใช้ข้อเท็จจริงจากข้อมูลของระบบนิเวศและการใช้
ประโยชน์
- โครงการมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ถูกต้องและมีบทบาทในการประสานกับ
หน่วยงานท้องถิ่นได้
- ยุทธศาสตร์ควรกาหนดรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้นจนขั้นสุดท้ายของการจัดการและ
ความร่วมมือ ผู้จัดการจะต้องมีส่วนร่วมในการกาหนดรูปแบบและความก้าวหน้า
สาหรับเครื่องอีกประการหนึ่งในการจัดการระบบนิเวศ คือ ความยั่งยืนของโครงการ
นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจบโครงการ เป็นยุทธศาสตร์ทางการเงินงบประมาณหรือกองทุนอนุรักษ์จากแหล่งอื่น
- รายได้ที่ได้จากผลผลิตของการบริหารระบบนิเวศ
- การลงทุนของชุมชนท้องถิ่นที่สนใจในการจัดการระบบนิเวศ
- ผลประโยชน์ที่ได้รับจากภายนอก
การจัดการระบบนิเวศจาต้องมีเงินงบประมาณ กรอบการดาเนินงานจะต้องกาหนด
ปัญหา วัตถุประสงค์และกิจกรรมที่ต้องกาหนด ในการจัดการระบบนิเวศต้องคานึงถึง
- การอธิบายถึงขอบเขตระบบนิเวศและขอบเขตงานและช่วงระยะเวลา
- ประชุมชี้แจงเพื่อแก้ไขปัญหาความเสี่ยง
- ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม
- สร้างการมีส่วนร่วม- ผู้ร่วมงาน
- การติดตามและประเมินผล
- เงินงบประมาณ
2.2 การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศ ขอบเขตงานและช่วงระยะเวลา
การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศ จาต้องใช้แนวทางวิชาการเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย คือ
ขอบเขตทางกายภาพ
- ขอบเขตพื้นที่โครงการเป็นระบบนิเวศหนึ่งเดียวกันหรือเปล่า
- มีระบบนิเวศอะไรบ้างในพื้นที่ มีความสาคัญอย่างไร
- มีอิทธิพลภายนอกอะไรบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มีความสาคัญอย่างไร
- มีความสาคัญทางสังคมอย่างไรบ้าง
- มีการแบ่งเขตการบริหารอย่างไร เขตการปกครองหรือมีระบบนิเวศที่สาคัญอยู่บริเวณใด
- ขนาดของพื้นที่มีมากมายเพียงใด พื้นที่ทางบก ทางทะเล และมีการแบ่งแยกกันหรือไม่
ขอบเขตการจัดการ
- โครงการมีการจัดการครอบคลุมหรือมีความยั่งยืนในระดับชาติ
- มีข้อมูลที่สาคัญอะไรบ้างและเชื่อมโยงกันอย่างไร
- 37 -
- มีทางเลือกในการจัดการอย่างไร มีโครงสร้างองค์ประกอบและที่ตั้งของระบบนิเวศที่
มีผลกระทบกับมนุษย์
- มีสถานภาพเป็นอย่างไร
- โครงการการจัดการระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศขนาดใหญ่ใช่หรือไม่
- มีการจัดการที่เน้นหนักในโครงการอะไรบ้างที่มีประโยชน์ เช่น การท่องเที่ยวชม
สัตว์ป่า
- เป้ าหมายการจัดการและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนหรือไม่
- ตัวชี้วัดความสาเร็จหรือไม่สาเร็จในผลลัพธ์อย่างไรหรือไม่
- มีข้อดีข้อเสียระหว่างวิชาการกับสังคมของโครงการอย่างไร
กรอบเวลา
- เวลาที่กาหนดมีความสัมพันธ์กับกระบวนการและองค์ประกอบหรือไม่ การฟื้นฟูกับ
เวลามีความสัมพันธ์กันหรือไม่
- เวลาที่กาหนดเหมาะสมกับหน่วยงานทางสังคมและทรัพยากรที่ปฏิบัติหรือไม่
- เวลาที่กาหนดเหมาะสมกับสังคม การบริการและผู้สนับสนุนโครงการหรือไม่
2.3 ปัจจัยความเสี่ยง
การวิเคราะห์เป็นปัจจัยความเสี่ยง ควรจะได้มีการวิเคราะห์ถึงวิกฤติการณ์ที่คาดหวังว่าจะ
เกิดขึ้นในโครงการจะมีคาถามเกิดขึ้นว่า
- ผู้ดาเนินการมีความรู้ด้านวิชาการมีชื่อเสียงเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับหรือไม่
- มีผลกระทบเกิดขึ้นกับโครงการหรือไม่โดยการประเมินผล
- มีการติดต่อประสานงานกับชุมชนท้องถิ่นหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ประสานงานชุมชน
ท้องถิ่นจะมีความเชื่อถืออย่างไรเพื่อให้ทางานร่วมกับชุมชนได้
- มีกฎหมายที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานหรือไม่ เช่น กฎหมายสัตว์ป่าและ
สิ่งแวดล้อมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การยึดถือครอบครองที่ดิน ถ้าหากมีกฎหมายที่ดิน
ไม่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์ ชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถดาเนินงานจัดการได้ขอบเขตของกฎหมายพื้นที่
คุ้มครองไม่ได้ระบุไว้ทาให้การจัดการยาก
- มีสถาบันหรือหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือไม่ ควรมีการพัฒนาศักยภาพ
ในทุกๆ ด้านหรือไม่
- มีหน่วยงานอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอุปสรรคหรือไม่ เช่น หน่วยงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
และกลไกการทางานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- มีการใช้วิธีการที่ได้มีการทดสอบมาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ทา
ให้เกิดผลกระทบ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่ทาให้เกิดผลกระทบ เช่น การนาเข้ามาซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
2.4 ตัวชี้วัดความสาเร็จจากการติดตามและประเมินผล
- 38 -
ปรัชญาการปฏิบัติงานการจัดการระบบนิเวศด้านการติดตามและประเมินผล กิจกรรมของ
โครงการได้ถูกพัฒนาและสามารถที่จะดาเนินการปฏิบัติได้จะต้องมีความเข้าใจถึงความหลากหลายทาง
ชีวภาพ นิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคม และสถานภาพของสถาบัน เป้ าหมาย วัตถุประสงค์ กิจกรรมจะ
สนับสนุนความสาเร็จจึงต้องมีการพิจารณา
- ส่วนที่เกี่ยวข้องการติดตามและประเมินผล
- อนุญาตให้ใช้เวลาและทรัพยากรเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
การจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นการทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการติดตาม
และประเมินผล ชุมชนท้องถิ่นสามารถที่จะเก็บข้อมูลการวิเคราะห์และใช้ในการจัดการระบบนิเวศและ
พิจารณาตัวชี้วัดความสาเร็จ
- สิ่งที่เกี่ยวข้องหรือสาเหตุ/ผลความเชื่อมโยง
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กาหนด
- ความสาเร็จทางด้านผลผลิต
- การวิเคราะห์ความรวดเร็วและการตอบสนอง
- วิธีการจัดการอย่างง่ายๆ
- ผลการลงทุน
การปฏิบัติและผลลัพธ์ของโครงการ สามารถประเมินได้ง่าย โดยการดาเนินงานของ
พนักงานเจ้าหน้าที่โครงการและนักท่องเที่ยวจากภายนอกหรือต่างชาติศึกษาได้ง่าย เช่น
- จัดทาแผนที่แสดงถึงระบบนิเวศ การกระจายของชนิดพันธุ์ พื้นที่มีความหลากหลาย
ทางชีวภาพและทรัพยากร
- แผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
- เป็นที่ยอมรับจากผู้บริหารของรัฐบาล
- จัดตั้งองค์กรภาคเอกชนท้องถิ่นรับผิดชอบแนวทางในการจัดทาแนวกันชน
- จานวนหลักสูตรการฝึกอบรม
ความแตกต่างกันในการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากร ตัวชี้วัดไม่สามารถประเมินผล
ประโยชน์ของโครงการการศึกษาวิจัยจากการติดตามผลตามแผนยุทธศาสตร์
- ปรับปรุงสถานภาพของชนิดพันธุ์
- เพิ่มจานวนผลผลิตจากทรัพยากร
- จานวนผู้อพยพย้ายถิ่นที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่
- การเปลี่ยนแปลงและสิทธิในที่ดิน
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนา
- 39 -
ซึ่งจะสัมพันธ์กับสถานของความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เช่น
- การเปลี่ยนแปลงความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ (กระบวนการถ่ายภาพ
ทางอากาศแสดงถึงสัตว์ป่าในทุ่งหญ้า โดยการกาหนดเป็นแปลงตัวอย่าง)
- การเปลี่ยนแปลงของโซ่อาหาร (ความหนาแน่นของชนิดพันธุ์พืชและชนิดพันธุ์สัตว์)
- การวัดผลผลิตของระบบนิเวศ (เช่น การติดตามผลผลิตของพืชพรรณในที่ราบลุ่มที่
กาหนดเป็นแปลงตัวอย่าง)
- ประเมินองค์ประกอบของระบบนิเวศ โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิต
ที่ลดลง (เช่น น้าใต้ดิน คุณภาพของน้าและระบบนิเวศป่าไม้)
ความพึงพอใจ ความตระหนักและพฤติกรรม เป็นการยากที่จะประเมินโดยปราศจากการ
ติดตามผล เนื่องจากพฤติกรรมของการปฏิบัติ เช่น
- การเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในชุมชน
ท้องถิ่น
- การเปลี่ยนแปลงความตระหนักในการอนุรักษ์การพัฒนาและการตัดสินใจ
- ประสิทธิภาพในการพัฒนา การตัดสินใจในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของ
กลุ่มเป้ าหมาย
ตัวชี้วัดที่แสดงถึงผลสาเร็จในการเลือกจากเหตุผลดังกล่าวแล้วสามารถที่จะใช้ได้และมี
ความสาคัญเกี่ยวกับระบบนิเวศของพื้นที่ บางโครงการไม่ประสบผลสาเร็จเนื่องมาจากการเลือกตัวชี้วัดที่
ไม่ได้ดาเนินการตามโครงการ มองแต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการลดลงของระบบ
นิเวศ (เช่น นโยบายต่างๆ ขาดความตระหนักและการศึกษา การวางแผนที่ไม่ได้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามา
เกี่ยวข้อง) การทดสอบจะต้องให้มีความชัดเจนในการปฏิบัติและตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กัน เช่น
- ระดับความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พนักงานโครงการเกี่ยวกับองค์ประกอบและ
ผลประโยชน์ของระบบนิเวศ
- ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและ
นโยบาย
- ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์กับคุณค่าของพื้นที่ที่มีความสาคัญทางระบบนิเวศ
- การใช้ความรู้ความสามารถในการค้นหาภัยคุกคามและการแก้ไขปัญหาโดยความ
ร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การนาความรู้และวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการดาเนินงาน
- การทางานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนา
- การทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
- กิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์โครงการควรจะได้บริหารโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- คุณภาพของกระบวนการจะอยู่ในช่วงเวลาระยะยาวที่มีร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- 40 -
2.5 การนาเอาชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
มีบทเรียนจากพื้นที่ที่มีการจัดการระบบนิเวศหลายๆ แห่งได้มีการกล่าวถึงอยู่ 2 ประเด็น
1. ให้ชุมชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศในระยะยาวอาจจะยุ่งยาก จาต้องมี
การเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชน
2. ให้ชุมชนมีการ่วมทางานและได้รับผลประโยชน์และเป็นโครงการที่ง่ายต่อการปฏิบัติ
สาหรับรายละเอียดของกิจกรรมในโครงการที่ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งมีความจาเป็นใน
เรื่อง :
- การกาหนดรูปแบบกิจกรรมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
- การวิเคราะห์กิจกรรมที่มีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
- การเลือกวิธีการที่จะใช้และวิเคราะห์ความต้องการและให้สอดคล้องกับกิจกรรม
2.6 บทบาทของผู้มีส่วนร่วมในโครงการ
การจัดการระบบนิเวศมีความต้องการการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนและร่วมรับผิดชอบ
สถาบันหรือหน่วยงานจะมีบทบาทหลักในความร่วมมือของภาคีการมีส่วนร่วม จากการทบทวนบทเรียน
ต่างๆ พบว่า
- หน่วยงานรับผิดชอบมีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องน้อยในการที่จะดาเนินการองค์ประกอบ
และมีความเสี่ยงในการทางานตามแผนยุทธศาสตร์ การทางานของหน่วยงานจะไม่
ได้ผล
- ความสาเร็จของโครงการจะต้องมีการทาสัญญาหรือข้อตกลง (ระหว่างรัฐบาลกับ
ภาคเอกชน) ที่จะดาเนินการและทางานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ โดยให้เป็นไปตาม
กิจกรรมและความร่วมมือ
- กฎหมายเป็นเครื่องมือดาเนินการที่สาคัญ
- ความโปร่งใสของทุกภาคีที่มีส่วนร่วมปฏิบัติและตรวจสอบได้
- มีความเต็มใจในการทางานร่วมกันและยอมรับซึ่งกันและกัน
การวิเคราะห์ถึงหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมในการจัดการระบบนิเวศโดยเฉพาะที่เน้นหนักใน
เรื่องความสามารถในการเข้าร่วมโครงการที่จะดาเนินการให้ประสบผลสาเร็จ โดยวิเคราะห์ถึงสถาบันหรือ
หน่วยงาน
- เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน (ภาครัฐและเอกชน) ที่มีส่วนรับผิดชอบหรือ
เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาและผลประโยชน์ที่จะได้รับ
- ประสบการณ์ในอดีต มีความจาเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกิจกรรมการมีส่วนร่วมของ
สาธารณชน มีข้อมูลที่น่าสนใจ เทคนิค และการเข้าใจถึงชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
- องค์กรที่รับผิดชอบในส่วนของโครงการที่มีส่วนสัมพันธ์กับกิจกรรมอื่นๆ
- ทัศนคติของบุคคลจาต้องมีการฝึกอบรมหรือปฐมนิเทศด้านการจัดการเชิงระบบนิเวศ
- 41 -
- ความต้องการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ การดูงานในพื้นที่อื่นๆ ทั้งภายในและ
ต่างประเทศ
- การจัดบุคลากรเข้าทางานโครงการเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติตามแผนงานโครงการ
- ความสามารถในการสื่อสารและร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันทุกหน่วยงานและ
องค์กรอื่นๆ
- โครงสร้างการทางานรูปแบบและโครงสร้างหน่วยงาน
- การควบคุมงบประมาณระดับการเบิกจ่ายเพื่อการจัดการระบบนิเวศมีงบประมาณมาก
น้อยเพียงใด
2.7 ยุทธศาสตร์การกาหนดงบประมาณและผู้สนับสนุน
ข้อมูลในอดีตได้แสดงให้เห็นว่าโครงการจัดการระบบนิเวศจะมีผู้สนับสนุนมากมาย
รวมทั้งงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรภาคเอกชนทั้งระดับชาติ
และนานาชาติ ดังตัวอย่าง
- โครงการจัดการระบบนิเวศในระยะยาว ผู้สนับสนุนจะต้องมีข้อตกลงในโครงการ
- โครงการจัดการระบบนิเวศที่ต้องการเงินงบประมาณน้อย แต่ใช้เวลาดาเนินการใน
ระยะยาวดีกว่าเงินงบประมาณจานวนมากแต่ระยะเวลาสั้น การสนับสนุน การยกเลิกของผู้สนับสนุนควร
พิจารณาความยั่งยืนของโครงการและปัญหาอุปสรรค
- มีทางเลือกมากมายที่เสี่ยงต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงการก่อนที่จะเริ่มงานโดย
พิจารณาถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ
- งบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกควรจะมีการทบทวนและติดตามการใช้
จ่ายเงินตามโครงการโดยผู้สนับสนุนยินดีที่จะปรับแผนการจัดการที่มีรายละเอียดประกอบ มีเป้าหมาย
วัตถุประสงค์และวิธีการนาเสนอด้วย
- ผู้สนับสนุนคาดหวังการทางานขององค์กรท้องถิ่นว่ามีความสามารถดาเนินการได้
3. การประเมินผลโครงการจัดการเชิงระบบนิเวศ
การประเมินผลโครงการที่มีการกาหนดแบบประเมินมีงบประมาณในการปฏิบัติ ผู้ที่เข้าใจ
หลักการจัดการระบบนิเวศโดยการทบทวนเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่ได้ ตัวชี้วัด ซึ่งจะต้องมีการ
วิเคราะห์ดังนี้
- โครงการจัดการระบบนิเวศเป็นการคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศ
- ขอบเขตของโครงการ การแบ่งเขตการจัดการที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ ชีววิทยาและถิ่นที่อาศัย
ภายใต้การบริหาร มีขอบเขตการทางานอย่างไรที่มีผลกระทบทั้งภายในและภายนอก
- โครงการดาเนินงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นยั่งยืนหรือไม่
- ชุมชนท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศหรือไม่ มีเทคนิค สาหรับการจัดการทรัพยากร
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนท้องถิ่นหรือไม่
- 42 -
- การกาหนดรูปแบบโครงการสามารถปรับได้หรือไม่เพื่อการจัดการที่เหมาะสม
- โครงการมีการดาเนินงานตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับ
การจัดการทรัพยากรเพียงพอหรือไม่
- โครงการเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่างๆ ตามระเบียบหรือไม่ มีกลไกการติดต่อและร่วมมือ
ระหว่างหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชน
- มีสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากกิจกรรมการประเมินหรือไม่
- การประเมินผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่
- มีสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบกิจกรรมหรือไม่
- มีปัญหาอุปสรรคในการสนับสนุนวัตถุประสงค์อะไรหรือไม่
- มีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ รวมทั้งสถาบัน/งบประมาณที่ยั่งยืนจนจบโครงการ
หรือไม่
4. การปฏิบัติตามโครงการ
การปฏิบัติตามโครงการการจัดการเชิงระบบนิเวศ จะประกอบด้วย
- ระยะเวลาในการที่จะศึกษาถึงผลกระทบกับความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การฟื้นฟู
ระบบนิเวศที่ต้องใช้เวลา 10-15 ปี แล้วสรุปผลการติดตามผลได้
- จานวนของพนักงานเจ้าหน้าที่รับผิดชอบตลอดระยะเวลาของโครงการ
- สร้างการมีส่วนร่วมเครือข่ายของหน่วยงานและกลุ่มผู้สนใจที่มีความก้าวหน้า การปฏิบัติ
ตามกิจกรรมและหน่วยงานรับผิดชอบ
- นโยบาย สถาบันหรือหน่วยงาน ชุมชนท้องถิ่นสนับสนุนเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของ
โครงการ
การปฏิบัติงานตามกิจกรรมในแผนของโครงการจะแบ่งแยกออกเป็นขั้นตอน บางขั้นตอนจะ
เหลื่อมล้ากัน ความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการระบบนิเวศ สามารถอธิบายได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 1) การสร้างความเข้มแข็งให้ทีมงาน
2) จัดทาแผนงานและร่วมพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ
3) จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อทาหน้าที่ให้คาแนะนา
ขั้นตอนที่ 2 1) เลือกกิจกรรมโครงการ
2) กิจกรรมในสานักงาน
3) การเสริมสร้างศักยภาพ
4) การทบทวน/ปรับปรุง/การติดตามผล/การศึกษาวิจัย
ขั้นตอนที่ 3 1) การนาแผนกิจกรรมสู่การปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ 4 1) การเสนอแผนและการดาเนินงาน
2) ยุทศาสตร์การวางแผนในอนาคต
- 43 -
ขั้นตอนที่ 1.1 การสร้างความเข้มแข็งให้ทีมงาน
การสร้างทีมงานของโครงการทุกคนจะต้องเข้าใจถึงโครงการจัดการระบบนิเวศ บทบาทของ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการต้องมีความสามารถในการรับฟัง การปรับตัว
ให้เข้ากับสถานการณ์ ระเบียบวินัย ข้อมูลพื้นฐาน และเพศ จะเป็นนักชีววิทยา นักนิเวศวิทยา มีบทบาท
สาคัญให้ทีมงานซึ่งนอกจากนี้จะต้องพิจารณาถึง
- จานวนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ/นานาชาติ
- เพศ
- ความสมดุลระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
- ความเข้าใจประเพณีท้องถิ่น
- ความเข้าใจด้านภาษาเป็นอย่างดี
- มีความเข้มแข็งในการดาเนินงานโครงการ การแก้ไขปัญหาและกิจกรรมดาเนินการ
การฝึกอบรมและการปฐมนิเทศพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการการจัดการระบบนิเวศมีความ
จาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มีการเข้าใจถึงกระบวนการทางานของโครงการ รวมถึงการฝึกอบรมให้กับผู้มีส่วน
ร่วมของชุมชนท้องถิ่น การบูรณาการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาอย่างยั่งยืน การติดตามและ
ประเมินผลและการปรับแผน พนักงานเจ้าหน้าที่ของโครงการต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจต้องใช้
เวลาเข้าใจถึงกรรมสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ขั้นตอนที่ 1.2 การจัดทาแผนและร่วมพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ
คณะทีมงานจะต้องร่วมกันจัดทาแผนด้วยการมีส่วนร่วมและร่วมมือในการทารายงาน การ
วิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขปัญหาอุปสรรค จาเป็นต้องมีการศึกษาวิจัย การสารวจข้อมูลด้านสังคมและ
นิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยและข้อมูลจากชุมชนท้องถิ่น การศึกษาปัญหาแล้วนามาแก้ไขปัญหาที่กาหนด
เป็นแผนกิจรรม การพิจารณางบประมาณ อุปกรณ์และเครื่องมือ โดยการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
ประชุมร่วมกัน
ขั้นตอนที่ 1.3 การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อให้คาแนะนา
กิจกรรมต่างๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่โครงการกาหนดขึ้นมา จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่
ปรึกษาเพื่อให้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านวิชาการ สนับสนุนโครงการและช่วยเหลือสถาบัน คณะกรรมการ
ดังกล่าวควรจะประกอบด้วยหลายๆ ภาคส่วนที่เข้าใจโครงการและสามารถให้คาแนะนาในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ได้ อาจจะแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกากับโครงการ คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการการมีส่วนร่วมที่
กาหนดให้มีบทบาทในการให้คาปรึกษา การดาเนินงานของโครงการ
- 44 -
ขั้นตอนที่ 2.1 การเลือกกิจกรรมของโครงการ
การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้โครงการสารวจทางนิเวศวิทยา เศรษฐกิจและสังคมจาก
ขั้นตอนที่ 1 จะนามาวิเคราะห์กาหนดแผนกิจกรรมที่จาเป็นในโครงการ โดยมีคาถามเกิดขึ้น
- เป็นกิจกรรมตามนโยบายใช่หรือไม่ หรือเป็นวิธีการจัดการแนวใหม่
- มีกิจกรรมที่เน้นหนักไปในเรื่องที่เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้
- มีส่วนใดบ้างที่ขาดหายไป
- ควรที่จะเพิ่มเติมส่วนใดบ้าง
 มีกิจกรรมเพื่อการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
 การแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี
 ความสาคัญของการฝึกอบรม
 การพิจารณาผลการแก้ไขปัญหาอุปสรรค
 การฟื้นฟูระบบนิเวศ
ขั้นตอนที่ 2.2 กิจกรรมในสานักงาน
กิจกรรมโดยทั่วไปจะกาหนดเพื่อแก้ไขปัญหาการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติทั้งใน
ภาคสนามและสานักงานส่วนกลาง (ระดับการบริหารโครงการ) แผนยุทธศาสตร์มีความจาเป็นในการ
ดาเนินกิจกรรม :
- ขาดความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรระหว่างผู้มีอานาจการตัดสินใจ
- การจัดการที่ดินเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด
- ขาดความรับผิดชอบการจัดการทรัพยากรในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคหรือระดับชาติ
โครงการการจัดการระบบนิเวศจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย มีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับการ
คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
ขั้นตอนที่ 2.3 การพัฒนาศักยภาพ
การพัฒนาศักยภาพด้านการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการทั้งในระดับท้องถิ่นหรือ
ส่วนกลาง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ โดยกาหนดกิจกรรมการฝึกอบรมโดยสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น
รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกอบรม ต้องการฝึกอบรมให้ชุมชน
ท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการและ
1. กฎหมายในระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
2. ความรู้เกี่ยวกับความอุดมสมูบรณ์ของทรัพยากรในระบบนิเวศ
3. การใช้เทคนิคการจัดการอย่างยั่งยืน
4. การเกษตรอย่างยั่งยืน
5. กลไกและเทคนิคการตลาด
- 45 -
ขั้นตอนที่ 2.4 การทบทวนโครงการด้านการติดตามผลและการวิจัย
การทบทวนเอกสารของระบบการติดตามผลควรจะได้ดาเนินการทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 1 ครั้ง
เพื่อให้มีการร่วมอภิปรายจากหลายๆ กลุ่ม การวิเคราะห์ผลลัพธ์แต่ละโครงการโดยมีผู้มีส่วนร่วมทุกภาค
ส่วนและใช้ปรับกิจกรรม การติดตามผลควรจะเป็นการกาหนดระยะเวลา 12-18 เดือน ควรให้มีการพิจารณา
ด้วย
ขั้นตอนที่ 3.1 การนาแผนกิจกรรมสู่การปฏิบัติ
เพื่อการตัดสินใจในแผนงานภาคสนามที่ต้องการให้โครงการประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมาย
จะมีการพิจารณาถึง :
- การแก้ไขปัญหาเป็นขั้นตอน การแก้ไขความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่มีส่วนร่วมของ
คณะกรรมการที่มาจากหลายภาคส่วน
- เข้าใจถึงปัจจัยที่เกี่ยวกับความยั่งยืน
- โครงการควรมีกิจกรรมที่สามารถแสดงได้ว่ามีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของ
แผน
- แผนการปฏิบัติตามกิจกรรมควรมีการทดลองให้เห็นผลได้
- การติดตามผลตามแผนยุทธศาสตร์ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ
- โครงการควรได้รับการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมตามแผนยุทธศาสตร์การดาเนินงาน
- โครงการมีความชัดเจนในเรื่องการฝึกอบรมและร่วมรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การดาเนินงานโครงการต่างๆ ไม่ควรเน้นอยู่เฉพาะหน่วยงานรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ควรมี
การจัดการร่วมกับภาคีอื่นๆ เพื่อป้ องกันการปฏิบัตงานที่ไม่เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์จาต้อง
- พัฒนาการมีส่วนร่วมจากภาคีอื่นๆ ให้มีผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ด้วย
- ดาเนินการให้มีผู้สนับสนุนเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญอยู่ในโครงการ
- ลดความเสี่ยงจากหน่วยงานที่นาเอาหน่วยงานอื่นๆ ภายนอกเข้าร่วมโครงการ อาจจะทาให้
เกิดความขัดแย้งได้
- ใช้เงินงบประมาณในการดาเนินโครงการภาคสนามให้เป็นไปอย่างประหยัดตามเป้าหมาย
และวัตถุประสงค์
หลังจากจบขั้นตอนที่ 3 แล้ว โครงการมักจะมีการติดตามประเมินผลเกิดขึ้นโดยเฉพาะการปรับ
แผนและงบประมาณ
รายละเอียดที่จะต้องมีการติดตามและประเมินผลประกอบด้วย
- รายละเอียดกิจกรรมที่จะดาเนินการต่อไปภายใต้สภาพแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
(ปัญหาและโอกาส)
- ข้อดีของการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์มีอะไรบ้าง (ผู้ดาเนินโครงการและภาคี)
- 46 -
- ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติงานโครงการจะนาไปสู่การกาหนดแนวทาง นโยบาย คาแนะนาสู่
ระดับนโยบาย
- โครงการได้สร้างความเข้มแข็งให้ภาคีการมีส่วนร่วม
- ประสิทธิภาพของการใช้เงินงบประมาณ
ขั้นตอนที่ 4.1 การเสนอแผนและการทางานตามแผน
โครงการในขั้นตอนที่ 4 จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ คือ
 การเสนอแผนปฏิบัติต่อไป ขึ้นอยู่กับข้อเสนอแนะจากการประเมินผล
 แผนในอนาคคต ถ้าต้องการก็ต้องเกี่ยวข้องกับแผนที่ได้ดาเนินการนาทางไว้แล้ว อาจจะมี
การปรับแผนข้อเสนอของผู้สนับสนุน
การติดตามโดยวิธีการประเมินผลโครงการ
- ดาเนินการตามวัตถุประสงค์และแนวทางการดาเนินงาน
- มีความสาเร็จตามวัตถุประสงค์
- ผู้สนับสนุนมีความสามารถในการดาเนินงานให้เข้ากับการจัดการระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี
โดยความช่วยเหลือทางวิชาการ
- ความสาเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ด้านงบประมาณปกติและงบประมาณสนับสนุน
ในขั้นตอนที่ 4.1 นี้พนักงานเจ้าหน้าที่และภาคีการมีส่วนร่วมจะต้องมีการปรึกษาหารือ
เพื่อพิจารณาถึงขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 4.2 ยุทธศาสตร์การวางแผนการดาเนินงานต่อไป
ยุทธศาสตร์การวางแผนในอนาคตจะต้องมีการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยมีผู้สนับสนุน ผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้ที่ทาหน้าที่ติดตามประเมินผลเพื่อนาเสนอโครงการและมีข้อตกลง
ร่วมกันในระยะเวลาต่อไป หลังจากที่มีข้อตกลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมข้อมูล เอกสารเสนอ
ต่อสถาบันหรือหน่วยงานและผู้สนับสนุนอื่นๆ ต่อไป
ภาคีผู้สนับสนุนจะมีบทบาทในการดาเนินงานเพิ่มขึ้นในขั้นตอนต่อไปและปรับปรุงแผนจาก
เอกสารดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ผู้สนับสนุนจะทราบดีว่าส่วนใดที่ประสบผลสาเร็จ ส่วนใดที่มีข้อบกพร่อง
จะต้องแก้ไข ส่วนใดที่มีโอกาสทาได้และให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์โครงการ โดยเฉพาะโครงการ
ขั้นต่อไปจะต้องใช้เวลา 2-5 ปี
ภาคีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องเตรียมเอกสารแผนยุทธศาสตร์เข้าร่วมประชุมพิจารณาจาก
ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
- คณะกรรมการที่ปรึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนหรือผู้แทน
- ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมทั้งชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
- พนักงานเจ้าหน้าที่โครงการ
- 47 -
ผู้เข้าร่วมประชุมจากภายนอกที่ทาหน้าที่ติดตามประเมินผลควรเข้าร่วมชี้แจงด้วย ในการ
ประชุมจะแสดงถึง
- ความโปร่งใสของการดาเนินงาน ความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้น การทางานร่วมกัน รวมทั้ง
วัฒนธรรมของหน่วยงาน
- กรอบงานและกิจกรรมจะต้องมีความชัดเจนมีข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่ายในการมีส่วนร่วม
- ผู้สนับสนุน พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจตัดสินใจจะต้องพิจารณาถึงความยืดหยุ่นในการ
ทางานโครงการดังกล่าว
-----------------------------------------
- 48 -
บทที่ 7
การพัฒนาแผนการจัดการเชิงระบบนิเวศขั้นต่อไป
-------------------------------
แผนยุทธศาสตร์การจัดการระบบนิเวศได้มีการจัดทาและสามารถปรับปรุงได้ หลักการและ
เครื่องมือได้กาหนดถึงแนวทางทั้งการอนุรักษ์และการพัฒนาที่มีความสัมพันธ์กับชนิดพันธุ์พืช ชนิดพันธุ์
สัตว์สิ่งแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์ภายในระบบนิเวศ จะต้องมีการบูรณาการโครงการจัดการและการ
ตัดสินใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ลักษณะที่สาคัญของระบบนิเวศ คือ การจัดการระบบนิเวศที่ยืดหยุ่น ขนาดของการจัดการ
ขึ้นอยู่กระบวนการและผลกระทบจากมนุษย์ภายในพื้นที่จากัดและมีการปรับแผนหากว่ามีการเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้น
การจัดการระบบนิเวศไม่ใช่เป็นเพียงแต่วิทยาศาสตร์ทางระบบนิเวศเท่านั้น จะเกี่ยวข้องกับ
เศรษฐกิจของชาติ ชีวิภูมิศาสตร์และสังคม วิธีการในการปรับปรุงระบบนิเวศและวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ
ที่ต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริง
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการะบบนิเวศจึงเป็นวิธีการพื้นฐานของการจัดการ ความ
เกี่ยวข้องกับชุมชนภายในระบบนิเวศที่สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ ชุมชนท้องถิ่นที่มีความเข้าใจและการใช้
ประโยชน์ ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากการจัดการจะต้องใช้หลักวิชาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อควบคุม
ความสมดุลของการจัดการระบบนิเวศ
หลักวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างก็มีความสาคัญที่จะต้องนาไปใช้ในการจัดการ
เพื่อผลประโยชน์จากระบบนิเวศ เช่น กิจกรรมการท่องเที่ยวจะพิจารณาถึงต้นทุนของระบบนิเวศกับการใช้
ประโยชน์ให้สมดุลกันของทรัพยากรธรรมชาติ การนาเอาบทเรียนที่ไม่ประสบความสาเร็จสามารถจะนาไป
แก้ไข ปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น
เพื่อเป็นการปรับปรุงแก้ไขอุปสรรคในการปฏิบัติหรือประกอบการพิจารณา ซึ่งสามารถสรุป
บทเรียนได้
- การสูญเสียองค์ประกอบและการบริการของระบบนิเวศลดลงเกิดผลกระทบกับภาวะทาง
เศรษฐกิจ เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความต้องการ ภัยคุกคามโดยเฉพาะข้อมูลรายละเอียดจะต้องกาหนด
ไว้ในเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง
- คุณค่าทางเศรษฐกิจ เครื่องมือดาเนินการในการประเมินผลประโยชน์ของระบบนิเวศและ
ทรัพยากรธรรมชาติ วิธีการ อุปกรณ์จะต้องมีความชัดเจน
- การติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการกาหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัด เพื่อนา
ผลการประเมินไปใช้ในการปรับแผนยุทธศาสตร์ต่อไป
- เครื่องมือใหม่ๆ ที่นามาใช้ในการปฏิบัติงานจะมีความแตกต่างกันตามขั้นตอนของการ
ฝึกอบรม
- 49 -
- การดาเนินงานโครงการจัดการระบบนิเวศ การวางแผนยุทธศาสตร์ การติดตามประเมินผล
โครงการรวมทั้งวิธีการดาเนินงานอื่นๆ จะต้องมีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ภาคีผู้ร่วมงานและชุมชน
ท้องถิ่น
----------------------------------
- 50 -
บทที่ 8
บทบาทหน้าที่และการวิเคราะห์โครงการ
---------------------------
ในกรณีที่จะดาเนินการจัดการโครงการจัดการเชิงระบบนิเวศ จะมีคาถามว่ามีอะไรบ้างที่จะต้อง
เตรียมและการดาเนินงานครอบคลุมปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือไม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องมีบทเรียน
อะไรบ้างที่สามารถนามาใช้ปฏิบัติได้รวมทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ งานวิชาการและวิธีการจัดการถิ่นที่อาศัย
ตามธรรมชาติและระบบนิเวศที่ถูกคุกคาม
รายละเอียดของโครงการที่จะต้องนามาใช้ :
1. การตรวจสอบเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
การรวบรวมเอกสารข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารรายงานรวมถึงผลการประเมินการ
สัมภาษณ์บุคคล การติดต่อกับสมาคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชนท้องถิ่น ผู้สนับสนุน การประชุมกลุ่มย่อย
ของผู้เกี่ยวข้อง
2. คาถามที่เกี่ยวข้อง
 เพื่อกาหนดโครงการ
1. ลักษณะของระบบนิเวศหรือถิ่นที่อาศัยประกอบด้วยอะไรบ้าง
2. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศมีข้อที่จะต้องแก้ไขหรือไม่
3. ระบบนิเวศหรือถิ่นที่อาศัยที่ต้องการรักษาไว้ผลิตผลของระบบนิเวศ
องค์ประกอบของระบบนิเวศหรือความสาคัญ
4. มีกลไกอะไรบ้างที่จะกาหนดไว้ในโครงการ
5. มีกลไกอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ
6. มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของโครงการที่แน่นอน หากพิจารณาแล้วว่าไม่มี
เป้ าหมายหรือโครงการกาหนดไว้อยู่ในขั้นตอนใด
7. มีหลักการของระบบนิเวศอะไรบ้างที่จะต้องนามาใช้ในการกาหนดโครงการ
- แผนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค/ระดับความสาคัญ
- ชนิดพันธุ์และตัวชี้วัดการป้ องกันถิ่นที่อาศัย
- ชนิดพันธุ์ที่ต้องดูแลป้ องกันอย่างเข้มงวด
- ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ
- การจัดการถิ่นที่อาศัยเฉพาะพื้นที่
- ความเชื่อมโยงของพื้นที่
- ขอบเขตทางภูมิศาสตร์
- การกระจายของพื้นที่ป่าไม้
- 51 -
- การใช้ประโยชน์จากคุณค่าของระบบนิเวศ
- ความเชื่อมโยงของการจัดการระบบนิเวศ
- การบูรณาการการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับเศรษฐกิจของ
ท้องถิ่น
- ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น
8. บทบาทของผู้สนับสนุนมีใครบ้างที่สนับสนุนโครงการ
9. มีหน่วยงานอื่นใดบ้างที่มีบทบาทและเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศและ
การเลือกดาเนินการ
10. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทาให้โครงการดาเนินการจัดหาแหล่งทุนและมีกลไก
หางบประมาณได้อย่างไรบ้าง
 โครงการการจัดการและการปฏิบัติ
1. มีข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรบ้าง และมีการจัดการ
อย่างไร
2. ชุมชนท้องถิ่นมีความเกี่ยวข้องอย่างไร มีการสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ได้อย่างไร
3. มีหน่วยงานใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องโครงการและมีวิธีการสื่อสารและร่วมมือกัน
อย่างไร
4. นโยบายของรัฐมีส่วนสาคัญในการคงไว้ซึ่งโครงการที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
5. มีการสร้างความตระหนักในการคงไว้ซึ่งระบบนิเวศในโครงการให้มี
ประสิทธิภาพได้อย่างไร
6. มีกลไกอะไรบ้างที่นามาใช้ในการประเมินผลและความก้าวหน้าของโครงการ
 ประสิทธิภาพของโครงการ
1. โครงการมีการอนุรักษ์องค์ประกอบและคุณค่าของระบบนิเวศอะไรบ้าง
มีการคาดคะเนล่วงหน้าส่วนที่ไม่ประสบผลสาเร็จได้อย่างไร
2. องค์ประกอบที่สาคัญในโครงการมีอะไรบ้าง
- การเก็บข้อมูลและการวิจัย
- การประชาสัมพันธ์และความร่วมมือ
- การทางานร่วมกับภาคีและสร้างเครือข่าย
- การศึกษาและสร้างจิตสานึก
- การแนะนาทางวิชาการ
- การออกแบบสิ่งก่อสร้างและการดาเนินการ
- การจัดการและการป้ องกันระบบนิเวศ
- การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
- 52 -
- การพัฒนาชนบท
- การมีส่วนร่วมในการวางแผนและการจัดการ
- การฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพ
- การควบคุมและการวัดผล
- กฎหมายและกฎระเบียบ
- นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนา
- การติดตามและประเมินผล
3. ขนาดและโครงสร้างของโครงการที่มีความสาคัญและมีประสิทธิภาพอย่างไร
4. โครงการได้มีการเรียนรู้ความผิดพลาดอย่างไรและมีการนาไปใช้ในการปรับแผน
หรือไม่
5. มีการกาหนดโครงการอย่างยั่งยืนหรือไม่อย่างไร ที่มีตัวชี้วัดในการประเมินผล
อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
- การติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ
- รักษาไว้ซึ่งสังคม สถาบันหรือหน่วยงานเพื่อดาเนินการต่อไป
- คงไว้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางงบประมาณ
6. มีกลไกอะไรบ้างที่ใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมงบประมาณ
7. ได้มีการปรับแผนอย่างไรหรือไม่ จากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งที่เกิดขึ้น
3. บทเรียนที่เกิดขึ้น
รายละเอียดที่ดาเนินการ :
1. ชื่อโครงการ
2. สถานที่/ประเทศ
3. ประเภทของโครงการ :
- โครงการเดี่ยว
- โครงการบูรณาการ
- โครงการสร้างความร่วมมือ
4. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยหลัก/ชนิดของระบบนิเวศ
5. วันเริ่มโครงการ/วันสิ้นสุดโครงการ
6. หน่วยงานรับผิดชอบทุนการดาเนินงาน
7. ลักษณะ/งบประมาณ (น้อย-ปานกลาง-ใหญ่)
8. หน่วยงานปฏิบัติ
9. เป้าหมายและวัตถุประสงค์
10. ระบบนิเวศหลัก/องค์ประกอบ/กิจกรรม
- 53 -
11. บทเรียนประสิทธิภาพของการจัดการระบบนิเวศ
12. บทเรียนของการจัดการระบบนิเวศ
13. บทเรียนในเรื่องการมีส่วนร่วม
รายละเอียดของโครงการ :
1. อธิบายรายละเอียดสถานภาพและปัญหา
2. เป้าหมายและวัตถุประสงค์
3. สรุปรายละเอียดที่เกี่ยวข้ององค์ประกอบและกิจกรรม
4. วิวัฒนาการของโครงการ
5. องค์การที่เกี่ยวข้อง
6. โครงร้างหลักการจัดการ
7. ผู้สนับสนุนและงบประมาณ
การประเมินผลโครงการ
1. ผลลัพธ์หลักที่ได้รับ
2. ปัจจัยในการสนับสนุน
3. ปัจจัยเกี่ยวกับกระบวนการ
4. การปรับแผน
5. บทเรียนในการจัดการระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ
6. บทเรียนในการจัดการระบบนิเวศในระยะยาว
7. บทเรียนการระบบนิเวศที่ชุมชนมีส่วนร่วม
8. ปัจจัยที่มีผลกระทบกับความยั่งยืน
9. ปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนโครงการ
4. บทเรียนจากกรณีศึกษา
ความสาคัญของการจัดการระบบนิเวศและบทเรียนหลักทุกบทเรียนมีการวิเคราะห์ถึงความ
ร่วมมือ การศึกษาและการเตรียมแผนที่ได้รับจากกลุ่มคณะทางานเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพต่อไป
-----------------------------
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
- 1 -
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ประเทศไทยมีการดาเนินงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยานแห่งชาติทางบก
จานวน 127 แห่ง อุทยานแห่งชาติทางทะเล จานวน 22 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จานวน 58 แห่ง เขตห้าม
ล่าสัตว์ป่า จานวน 60 แห่ง และวนอุทยานอีก จานวน 113 แห่ง ทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่รวมกันที่เป็นพื้นที่ทาง
บก 20% และอุทยานแห่งชาติทางทะเล 8% ของพื้นที่ทั้งประเทศ พื้นที่คุ้มครองหลายๆ พื้นที่มีการบริหาร
จัดการที่เป็นระบบตามนโยบายที่ชัดจน มีกระบวนการดาเนินงานที่เป็นมาตรฐานของการจัดการพื้นที่
คุ้มครองที่กระจายอยู่ทั่วประเทศและอานวยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ดีให้แก่
ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสาคัญและมีประสิทธิภาพใน
ระดับชาติ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ความสาคัญของพื้นที่
คุ้มครองเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ถ้าหากว่าหน่วยงานรับผิดชอบการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองดาเนินการตามนโยบายและมี
หน่วยงานภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมการดาเนินงานพื้นที่คุ้มครองก็จะมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันพื้นที่
คุ้มครองของประเทศไทยกาลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
ความท้าทายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองจึงเป็นเรื่องสาคัญของนโยบายระดับประเทศ จากการประเมินพบว่า :
 มีความต้องการให้เป็นแหล่งผลิตอาหารเพิ่มขึ้น ความต้องการไม้ใช้สอย ของป่ าหรือ
ผลผลิตทางการเกษตร เป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินหรือบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์
ในพื้นที่คุ้มครอง การลักลอบล่าสัตว์ป่า การเก็บหาของป่า รวมถึงการลับลอบตัดไม้ของชุมชนท้องถิ่น
 การเปลี่ยนแปลงประชากรของประเทศและการพัฒนาของบ้านเมืองทาให้มีการใช้
ประโยชน์พื้นที่คุ้มครอง ทาให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ
 การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในท้องถิ่น มีการเผาป่า การลับลอบแผ้วถางป่าของ
เกษตรกร การลักลอบทาไม้ทาให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองและชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง
 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเกิดลมพายุที่รุนแรง ฝนตกหนักทาให้เกิดน้าท่วม
ทาให้ผลผลิตทางการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงเวลา
หรือฤดูการท่องเที่ยว
 ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าเกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นทั้งภายในและรอบพื้นที่ (ช้างป่า
หมูป่า หรือลิง) อันอาจจะเกิดจากประชากรของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นและต้องการถิ่นที่อาศัยเพื่อการดารงชีวิต
- 2 -
 ความต้องการจากการตลาดการค้าจากต่างประเทศรวมทั้งการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
จะมีผลกระทบกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูงส่งไปขายต่างประเทศ การลักลอบล่า
เสือโคร่ง หมีหรือลิ่น เป็นต้น
พื้นที่คุ้มครองเป็นที่รวมของระบบนิเวศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นและเมือง
ต่างๆ พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งต้นน้าลาธารและแหล่งอานวยน้าให้แก่ประชาชน การท่องเที่ยวและ
วัตถุประสงค์อื่นๆ การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อต้องการให้มีการบริการของระบบนิเวศแก่
ประชาชนในเรื่องการสนับสนุนด้านแหล่งผลิตอาหาร เส้นใย หรือเยื่อไม้ ซึ่งหลักการจัดการจะต้องสร้าง
ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เมื่อคานึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เชื่อมโยง
กับการดารงชีวิตของมนุษย์ เช่น
1. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ
2. การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่เป็นเวชภัณฑ์ คุณค่าทางด้านพันธุกรรม โดยเฉพาะพืชป่าที่เป็น
ชนิดพันธุ์ดั้งเดิม
3. การใช้พื้นที่คุ้มครองในท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
4. รักษาไว้ซึ่งความสะอาดและคุณภาพของน้าให้แก่ชุมชน
5. ลดและชะลอการตกตะกอนของดินในลาน้า แม่น้า และอ่างเก็บน้า
6. อนุรักษ์ชนิดพันธุ์ดั้งเดิมเพื่อความปลอดภัยของแหล่งอาหารและการเกษตร
7. การอนุรักษ์ถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อผลผลิตทางการเกษตรและขจัดศัตรูพืช
8. ป้ องกันภัยธรรมชาติ เช่น การเกิดน้าท่วม หรือการเกิดลมพายุที่รุนแรงตามชายฝั่งทะเล
9. การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ปลา
10.การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างและองค์ประกอบ
ของระบบนิเวศ
11.รักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม
12.การอนุรักษ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนสถาน
13.มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
14.ช่วยลดความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
15.การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินรวมทั้งกิจกรรมแนวเชื่อมต่อระบบ
นิเวศ
- 3 -
เป้ าประสงค์ของการวิเคราะห์
การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการ SWOT Analysis เป็นการสรุป จุดแข็งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ว่ามีรูปแบบที่ชัดเจน พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับการศึกษาในระดับสูงและได้รับการฝึกอบรม มี
ลักษณะการเป็นผู้นา มีผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองเชิงเศรษฐกิจ ความปลอดภัยและการได้รับการ
สนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จุดอ่อน พิจารณาถึงพื้นที่ถิ่นที่อาศัยบางส่วนยังไม่มีความปลอดภัยจากการ
บุกรุกครอบครองหรือมีการใช้ประโยชน์ ขาดแผนการจัดการ พื้นที่ป่าถูกทาลายจนแยกจากกัน กฎหมายที่ใช้
บังคับไม่มีความเข้มแข็งพอ มีการลักลอบล่าสัตว์ป่า แนวเขตไม่ชัดเจน ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานของ
พนักงานเจ้าหน้าที่ ขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ไม่มีการจัดการเรื่องการท่องเที่ยว การ
บุกรุกจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โอกาส พิจารณาว่ามีแผนงานระดับชาติ แผนการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่มีการ
ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โครงการการป้ องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า การจัดทาแนวเขตให้ชัดเจน การพัฒนา
บุคลากร การสร้างความร่วมมือ ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว การศึกษาวิจัยเพื่อการจัดการ กลไกการจัดการ
แหล่งทุน ความเสี่ยง สัตว์ป่ าหลายชนิดมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ มีปัญหาการจัดการถ้าหากไม่มีการ
ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ไม่มีการจัดการกองทุน การขยายพื้นที่และสิ่งก่อสร้างและการขาดการสนับสนุน
จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การวิเคราะห์
ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อเป็นแนวทางในการบริหาร
จัดการพื้นที่คุ้มครอง การวิเคราะห์ได้สรุปรวมจากการปฏิบัติงานภาคสนามและร่วมปรึกษาหารือกับ
พนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่พื้นที่นาร่องของโครงการและจากประสบการณ์ของผู้ดาเนินการวิเคราะห์
สามารถจะสรุปได้อย่างคร่าวๆ เพราะว่ายังมีข้อมูลอีกมากที่จะต้องค้นหาเพื่อให้มีประโยชน์ต่อการจัดการ
พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย ซึ่งจะรวมถึงขนาดพื้นที่ที่แตกต่างกัน ที่ตั้งในภูมิภาค องค์ประกอบของชนิด
พันธุ์และปัจจัยอื่นๆ สาหรับการวิเคราะห์ข้อคิดเห็นต่างๆ ทุกข้อ ไม่สามารถใช้ได้กับทุกๆ พื้นที่คุ้มครอง
แต่เป็นการกาหนดระบบพื้นที่คุ้มครองโดยทั่วๆ ไป
จุดแข็ง (Strengths)
จุดแข็งของการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยได้รับการปรับปรุงให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้น
1. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง
ชีวภาพทั่วประเทศ แต่ยังมีบางส่วนที่เป็นช่องว่างอยู่แต่ก็ได้ดาเนินการให้มีความสาคัญในระดับชาติ การ
อนุรักษ์ถิ่นที่อาศัยให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์ป่ าที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูก
คุกคาม เช่น เสือโคร่ง ละองละมั่ง และเนื้อทราย ซึ่งบางชนิดพันธุ์ก็ได้มีโครงการนาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
- 4 -
การสร้างแนวเชื่อมต่อในระบบนิเวศเพื่อให้สัตว์ป่าเดินทางไปมาเพื่อหาอาหารได้ เช่น ช้างป่า นกเงือก เป็น
ชนิดพันธุ์ที่มีการปรับตัวในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
2. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้มีการป้ องกันรักษาดูแลภายใต้กฎหมายที่กาหนด คือ
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 (แก้ไข พ.ศ. 2535) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พ.ร.บ. ป่า
สงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พ.ร.บ.รักษาพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 (แก้ไข พ.ศ. 2535) พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2518 และ
พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
3. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทาหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมีมากกว่า 5,000 คน ซึ่งได้รับ
การศึกษาและการฝึกอบรมหรือพัฒนาองค์ความรู้ความสามารถในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจากสถาบันการศึกษา
ในระดับสูง มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหัวหน้าพื้นที่
คุ้มครองที่มีคุณภาพจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย มีการฝึกอบรมในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น Smart
Patrolling เป็นต้น ที่เน้นหนักไปในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ลูกจ้าง
ชั่วคราวส่วนใหญ่มาจากคนในท้องถิ่นตามหมู่บ้านรอบๆ พื้นที่คุ้มครองหลังจากที่ทางานครบ 5 ปี ก็ได้รับ
การสนับสนุนให้เป็นลูกจ้างประจาตามตาแหน่งโดยการสอบแข่งขันและขึ้นอยู่กับประสบการณ์
4. มีการศึกษาวิจัยในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองในพื้นที่
คุ้มครองนั้นๆ มีนักวิจัยในสาขาต่างๆ เช่น ชีววิทยา สัตว์ป่า นิเวศวิทยา ถิ่นที่อาศัยและนักวิจัยสาขาอื่นๆ จาก
ทั้งภายในสถาบันและนอกสถาบัน เช่น จากมหาวิทยาลัย สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า องค์กรพัฒนา แม้แต่ภายใน
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เองก็ดาเนินการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง การอนุรักษ์เสือโคร่งที่
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งก็ได้มีการนาเอาผลงานวิจัยไปตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน
5. พื้นที่คุ้มครองเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ที่ทาให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในหลายๆ พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งบริการของระบบนิเวศ เช่น เป็นแหล่งอานวยน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชน การ
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาอุณหภูมิของอากาศ การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ดั้งเดิม และการ
บริการของระบบนิเวศในด้านอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยว การดูดซับหรือการเก็บกักคาร์บอน
6. การรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดนของประเทศที่มี
ความอุดมสมบูรณ์เป็นแนวป้ องกันการบุกรุกและเส้นทางอพยพของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า
7. มีการดาเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ เช่น กรมป่ าไม้ หน่วยงานของ
กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรงคมนาคม กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว องค์การสวนสัตว์ โครงการหลวง มหาวิทยาลัยต่างๆ
จังหวัด และคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
8. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมีความสัมพันธ์หรือตอบสนองกับอนุสัญญานานาชาติ
หลายฉบับ เช่น อนุสัญญามรดกโลก อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่
ชุ่มน้า อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่ าและพืชป่ าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และ
อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนปลงสภาพภูมิอากาศ
- 5 -
9. พื้นที่คุ้มครองได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวที่ไปชมธรรมชาติโดย
ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์แผ่นพับหรือเว็บไซต์ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคเอกชน รวมทั้ง
คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
10.พื้นที่คุ้มครองได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดการพื้นที่เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนในท้องถิ่น
เช่น การขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวและสินค้าพื้นเมือง ทาให้เกิดรายได้ในท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัย
และประกอบอาชีพในพื้นที่แนวกันชนเพื่อนาสินค้ามาขาย ทาให้ลดปัญหาการเข้าไปใช้ประโยชน์ในเขต
พื้นที่คุ้มครอง
11.มีองค์กรภาคเอกชนหลายๆ องค์กรได้สนับสนุนการทางานการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ของภาครัฐ เช่น สมาคมการอนุรักษ์สัตว์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กองทุนสัตว์ป่าโลก กองทุนฟรีแลนด์
สมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย กองทุนสัตว์ป่าโลกและองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ
12.ได้รับความร่วมมือการสนับสนุนด้านงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น ออสเตรเลีย
(AUAIS) แคนาดา (CIDA) เดนมาร์ค (DANIDA) สหรัฐอเมริกา (USAID), Smithsonian, GEF, The World
Bank, ITTO และ AEAN
13.ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาคเอกชนหลายๆ หน่วยงาน เช่น งานส่งเสริมการ
ท่องเที่ยว บริษัทต่างๆ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สนใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและกิจการการ
ท่องเที่ยว ผู้ที่มีความสนใจ มีการสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ เอกสารเผยแพร่ด้านพื้นที่คุ้มครอง เช่น
ปตท.สผ, เบียร์ช้าง เป็นต้น
จุดอ่อน
1. พื้นที่บางส่วนของพื้นที่คุ้มครองมีปัญหาการป้ องกันหรือดูแลรักษา เช่น บริเวณที่ราบต่า
แหล่งน้าจืด ป่าชายเลน ป่าพรุ ทุ่งหญ้า จะมีประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ทาให้มีผลกระทบกับชนิดพันธุ์สัตว์
และชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่ดังกล่าว
2. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองแต่ละพื้นที่ได้มีการจัดทาขึ้น แต่การปฏิบัติงานจริงมิได้
เป็นไปตามแผนและงบประมาณ การจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองส่วนใหญ่เป็นการจ้างภาคเอกชน
หรือสถาบันการศึกษาจัดทา ซึ่งจะขาดความชัดเจนและความต้องการกิจกรรมในการทางาน แผนการจัดการ
พื้นที่คุ้มครองบางแหล่งหมดอายุลงแล้ว แต่อย่างไรก็ดีแผนการจัดการก็ยังมีความจาเป็นที่จะต้องใช้เป็นคู่มือ
ในการทางานของหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง
3. ผลกระทบจากการที่พื้นที่ป่าไม้แยกจากกันเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจากโครงการ
ต่างๆ เช่น การสร้างถนนระหว่างเมือง อ่างเก็บน้าหรือพื้นที่การเกษตร ทาให้ชนิดพันธุ์บางชนิดไม่สามารถ
เดินทางไปมาหาสู่กันได้ ทาให้ประชากรชนิดพันธุ์ลดน้อยลง บางชนิดพันธุ์สูญหายไป ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจะ
เข้าไปครอบครอบพื้นที่ มีภัยคุกคามเกิดขึ้น จึงมีความจาเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่
รับผิดชอบโครงการ
- 6 -
4. กฎหมายนับว่าเป็นหัวใจสาคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง แต่การบังคับใช้
กฎหมายไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการทางานในสภาวะที่มีการ
เปลี่ยนแปลง ควรจะได้มีการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเท็จจริง
 กฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองมิได้กาหนดเรื่องการจัดการแนวกันชน (Buffer Zone)
หรือการจาแนกเขตการจัดการที่มีความจาเป็นในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
 หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองมีการทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มนักเรียน
หรือเยาวชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่บางกิจกรรมต้องฝ่าฝืนกฎระเบียบหรือกฎหมาย ซึ่งกฎหมายมิได้
กาหนดให้หัวหน้ามีอานาจอนุมัติให้กระทาได้
 จากรายงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่ามีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นที่
คุ้มครองอย่างผิดกฎหมายและอาศัยอยู่นานแล้วมีไม่ต่ากว่า 500,000 คน มักจะมีการลักลอบตัดไม้ล่าสัตว์ป่า
เก็บหาของป่าหรือทาไร่
 มีความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เช่น ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ไม่ปรากฏ
ในกฎหมายว่าให้ดาเนินการอย่างไร
 การกาหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) เป็นเพียง
นโยบายของหน่วยงาน (ระดับกรมฯ) ที่มีหน้าที่ให้คาปรึกษา แนะนา เสนอแนะและร่วมจัดทาแผนการ
ติดตามประเมินผล และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ทหาร พลเรือน สมาคม แต่สถานภาพไม่มี
อานาจตามกฎหมาย จาต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่
และกาหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน
 จานวนพื้นที่คุ้มครองมีขนาดที่แตกต่างกันในเรื่องของการบริหารของระบบนิเวศ
จานวนนักท่องเที่ยวและปัจจัยอื่นๆ ควรจะอยู่ภายใต้กฎหมายแต่ละแห่งและมีความแตกต่างกันในการบริหาร
จัดการหรืออาจจะมีกฎระเบียบอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
 แหล่งเงินทุนสาหรับการดาเนินงานโดยเฉพาะกองทุนอนุรักษ์ (CTF) กลไกการจัดการ
ทุนสาหรับพื้นที่คุ้มครอง ยังไม่มีกลไกภายใต้กฎหมายที่กาหนด งบประมาณสาหรับการบริหารจัดการได้รับ
จากภาครัฐและรายได้จากค่าธรรมเนียม (บางแห่ง)
 การบริการของระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) ควรจะมี
กฎหมายกาหนดเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับผลประโยชน์และใช้เงินกองทุนในการ
ป้ องกันดูแลรักษาป่ าหรือแหล่งต้นน้าหรือพื้นที่คุ้มครอง ควรดาเนินการเป็นอย่างยิ่งและควรทาให้เป็น
ตัวอย่างเกิดขึ้น
 กฎหมายเดิมมิได้การกาหนดให้มีการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้าไปทาลายหรือ
แพร่พันธุ์ในพื้นที่คุ้มครอง
 กฎหมายที่ใช้บังคับได้ใช้มาเป็นเวลานานแล้วไม่ทันสมัยและไม่เข้มแข็งพอที่ใช้บังคับ
บทกาหนดโทษต่า ไม่แข็งแรงพอในการดาเนินงานในทุกพื้นที่คุ้มครองของประเทศ
- 7 -
5. ถึงแม้ว่าจะมีการฝึกอบรมพนักงานพิทักษ์ป่าในหลักสูตรการฝึกอบรม Smart Patrolling
แต่การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ยังเป็นปัญหา เป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น
ไม้พะยูงมีราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาดในต่างประเทศ เป็นต้น ปัญหาด้านเงินงบประมาณจาภาครัฐมี
จากัด การดาเนินงานจึงกระทาไม่ได้เต็มที่จึงต้องการประสานความร่วมมือกับทหารหรือตารวจหรือฝ่าย
ปกครอง
6. พื้นที่คุ้มครองบางแห่งหรือหลายๆ แห่งมีแนวเขตไม่ชัดเจน ทาให้เกิดปัญหาการบุกรุกเพื่อ
การใช้ประโยชน์ในที่ดินของราษฎรท้องถิ่นหรือบุคคลทั่วไป
7. พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานไม่มีความมั่นคงในหน้าที่ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองมีการ
โยกย้ายบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้บังคับบัญชา ควรกาหนดให้เป็นแผนระยะยาวในเรื่องการดารง
ตาแหน่งและการพัฒนาศักยภาพ กาหนดให้มีสวัสดิการ การประกันทางสังคม ให้รัฐใช้งบประมาณจัดสรร
แจกจ่ายชุดปฏิบัติงานภาคสนามให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่โดยการจัดเป็นสวัสดิการสาหรับพนักงานเจ้าหน้าที่
เพื่อการลาดตระเวนตรวจตราป้ องกันภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งเสริมการศึกษาของบุตรธิดาของพนักงาน
เจ้าหน้าที่ การคัดเลือกบุคคลเข้าทางานให้อยู่บนพื้นฐานการศึกษา ความชานาญ ควรให้มีการปรับปรุงแก้ไข
กฎหมายเพื่อสนับสนุนการดาเนินงาน
8. กาหนดให้มีการประสานงานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานพื้นที่คุ้มครองที่มีอาณาเขต
ติดต่อกัน โดยให้คานึงถึงประโยชน์ในการอนุรักษ์พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่บางแห่งก็มีความร่วมมือกันเป็นอย่าง
ดี โดยเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองของแต่ละพื้นที่ บางพื้นที่คุ้มครองมีพื้นที่ที่
ตั้งอยู่ในสองสามจังหวัดไม่ได้มีการประสานร่วมกันระหว่างจังหวัดที่มีความสาคัญในการอนุรักษ์ภูมิทัศน์
เช่น ในพื้นที่ WEFCOM หรือ EFCOM นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในพื้นที่
เช่น หน่วยงานจัดการต้นน้า หน่วยงานควบคุมไฟป่า หน่วยงานฟื้นฟูและป้ องกันรักษาป่าที่มีแนวคิดและ
ปัญหาแตกต่างกัน ไม่มีความร่วมมือซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน
9. การจัดการด้านการท่องเที่ยว จานวนนักท่องเที่ยวกับรายได้ยังไม่สมดุล รายได้ค่อนข้างต่า
แต่มีนักท่องเที่ยวจานวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ของพื้นที่คุ้มครอง พนักงาน
เจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองจะต้องให้บริการนักท่องเที่ยวมากกว่าดาเนินการกิจกรรมอื่นๆ การประชาสัมพันธ์
โดยเฉพาะการจัดทาสื่อเผยแพร่ข่าวสารทางเวบไซต์มีจากัด ข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการเผยแพร่มีเฉพาะ
ภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งๆ ที่นักท่องเที่ยวมาจากประเทศอื่นที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย ควรมีภาษาจีน
สเปน หรือรัสเซีย เป็นต้น
10.การประชุมนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ยังขาดความร่วมมือที่
เพียงพอ การเข้าร่วมกับกิจกรรมตามอนุสัญญา โดยเฉพาะการเข้าร่วมประชุม ร่วมกิจกรรมมีกลไก
การประชุมที่ทุกส่วนร่วมมือกัน อาจเป็นระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่มรดกโลก แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ในกระทรวงอื่นๆ ยังไม่เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน และยัง
ไม่เข้มแข็งพอ การเข้ามาร่วมดาเนินการน้อยมากอาจจะมีเฉพาะการประชุมแต่การปฏิบัติยังมีอยู่น้อยมาก
- 8 -
11.ภัยคุกคามจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่คุ้มครองทาให้มีการทาลายระบบนิเวศและทาลาย
การดารงชีวิตของมนุษย์เช่น ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าก็เป็นพวกหนู นกพิราบ หอยเชอรี่ หรือพืชพันธุ์บางชนิด เช่น
ผักตบชวา หญ้าคา ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอื่นๆ แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
มิได้ดาเนินการแก้ไขปัญหา
12.การศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองมีมากมายหลายเรื่อง แต่ผลการศึกษาวิจัยมิได้นามาใช้ในการ
จัดการพื้นที่คุ้มครองมากนัก การวิจัยทางวนวัฒน์มีความสาคัญต่อการป่ าไม้แต่ไม่จาเป็นสาหรับพื้นที่
คุ้มครอง การศึกษาวิจัยบางเรื่องดาเนินการจากบุคคลภายนอก เช่น สถาบันการศึกษา ก็ไม่ได้นามาใช้ในการ
จัดการพื้นที่คุ้มครองและมีความร่วมมือกันน้อยมาก
โอกาส (Opportunities)
1. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่กาหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางให้มีการดาเนินงานอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์ป่าไม้ ถิ่นที่อาศัย การบริการของน้า แผนการจะดาเนินการทั้งใน
พื้นที่คุ้มครองและพื้นที่การเกษตรให้สัมพันธ์กัน รวมทั้งพื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งมีความสาคัญต่อชนิดพันธุ์
ที่หาได้ยาก และเป็นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งหมด เช่น พันธุกรรม ชนิดพันธุ์และระบบ
นิเวศ พื้นที่คุ้มครองที่มีแผนการจัดการกาหนดขึ้นมาใหม่ก็ควรจะมีการจัดการเขตกันชนด้วย
2. กระบวนการวางแผนการจัดการควรจะดาเนินการโดยหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองร่วมกับนัก
วางแผน ให้มีการพิจารณาถึงงานที่ดาเนินการอยู่ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับงบประมาณที่กาหนดและ
วางเป้ าหมายที่ต้องการใช้ในกระบวนการจัดการ แผนการจัดการควรกาหนดเป็นระยะเวลา 5 ปี ระบุแผนราย
ปีให้สัมพันธ์กับงบประมาณหรือการจัดทายุทธศาสตร์งบประมาณหรือแผนธุรกิจ (Business Plan) อธิบดี
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะอนุมัติแผนรายปีและงบประมาณ รวมทั้งรายจ่ายและรายได้
แผนการจัดการควรประกอบด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น แผนการป้ องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า แผนการแก้ไข
ปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ป่า การกาหนดแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง การมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดหาทุน การ
จัดตั้งกองทุนและการพัฒนาบุคลากรของพื้นที่คุ้มครอง
3. การประกาศใช้แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อความเป็นระบบใน
การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แผนจะต้องมีกิจกรรมครอบคลุมถึง :
 การกาหนดเขตกันชน (Buffer Zone) ไว้ในแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งการ
กาหนดเขตการจัดการให้ชัดเจนเพื่อการจัดการที่มีความสาคัญเช่นกัน
 ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มเยาวชนคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่
คุ้มครองกับพื้นที่คุ้มครอง การนากฎหมาย กฎระเบียบไปชี้แจงให้ประชาชนทราบรวมถึงวิธีการจัดการพื้นที่
คุ้มครอง เพื่อให้มีการทางานร่วมกัน
 รวบรวมบทเรียน ข้อขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและ
ต่างประเทศ เพื่อนาเอากฎเกณฑ์พิจารณามาใช้ในการแก้ไขปัญหาเท่าที่เป็นไปได้
- 9 -
 การประเมินผลการประชุมและประสบการณ์ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่
คุ้มครองตลอดจนกิจกรรมที่แสดงความคิดเห็นของคณะกรรมการฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งการแก้ไขปรับปรุง
กฎหมายหรือกฎระเบียบในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
 การกาหนดประเภทของพื้นที่คุ้มครองตามระเบียบของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่
คุ้มครอง
 การพิจารณานาเอากลไก ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) มาใช้เป็นการนาเอาเทคนิค
ใหม่ๆ มาดาเนินงาน โดยเฉพาะการพิจารณาระเบียบ มีรายละเอียดข้อบังคับรวมถึงการกาหนดกฎหมาย ทา
อย่างไรที่จะทาให้พื้นที่คุ้มครองมีการบริการของระบบนิเวศและให้ชุมชนที่ส่วนร่วมในกลไกของค่าแทน
คุณระบบนิเวศ (PES)
 การทบทวนเอกสารการปฏิบัติงานหรือประสบการณ์จากพื้นที่อื่นๆ มาพิจารณา
เพื่อให้ชุมชนมีผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง โดยมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือกฏกติกาของชุมชน เพื่อ
ร่วมกันดูแลการดาเนินงานป้ องกันดูแลพื้นที่คุ้มครองในลักษณะของ Community Conserved Areas
 ทบทวนหรือประเมินสถานภาพของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นโดยเฉพาะพืชต่างถิ่นในพื้นที่
คุ้มครอง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ควรมีกฎหมายห้ามที่ชัดเจนหรือลดผลกระทบที่เกิดจากชนิด
พันธุ์ต่างถิ่น
4. แผนการจัดการแนวใหม่ กระบวนการและกฎหมายเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงการบริหาร
จัดการอย่างมีส่วนร่วมหน่วยงานต่างๆ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในพื้นที่จะต้องมีการ
ร่วมกันจัดทาแผนการจัดการ เพื่อให้ดาเนินงานมีประสิทธิภาพและมีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
5. การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างเส้นทางคมนาคม ถนน คลองส่งน้า เขื่อน การวางท่อ
ประปา สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ จะทาให้เกิดปัญหาผลกระทบกับพื้นที่ป่าไม้ถูกแบ่งแยกออกจากกันจะต้องมีการ
ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครอง หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะเป็น
กา รทา ใ ห้พื้ นที่ ป่ าไ ม้แยก จาก กันกา รพิ จา รณ าต้อง ให้มี กา รพิ จา รณ ากัน ทุ กระ ดับ
ถ้าจาเป็นที่จะต้องดาเนินการก็จะต้องพิจารณาให้มีผลกระทบน้อยที่สุด เช่น ทางเดินของชนิดพันธุ์สัตว์ที่เดิน
ข้ามไปมา การปิดการใช้ถนนในเวลากลางคืน การใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้า เป็นต้น
6. การฝึกอบรม Smart Patrolling เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่ด้าน
การลาดตระเวนโดยให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการลักลอบล่า
สัตว์ป่าและการลักลอบต้นไม้ โดยมีความร่วมมือของตารวจ ทหาร และร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการ
ฝึกอบรมในวิชานี้ได้ร่วมมือซึ่งกันและกัน
7. แผนการจัดการเกี่ยวกับแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง ได้มีการกาหนดและจัดทาแนวเขตให้ชัดเจน
โดยความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น
- 10 -
8. ถ้าหากจะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้อง
จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ การเรียนรู้และการแต่งตั้งควรทาให้เป็นมาตรฐาน
เดียวกัน เพื่อให้การปฏิบัติที่มีประสบการณ์ในพื้นที่และรวมกับหน่วยงานอื่นๆ
9. การให้ความสาคัญด้านการจัดการการท่องเที่ยว ควรให้มีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง
ภาครัฐและเอกชนในเรื่องผลประโยชน์ร่วมกัน การใช้พื้นที่ แผนการจัดการการท่องเที่ยวจะต้องดาเนินการ
ในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติหรือนานาชาติ กาหนดให้มีการพัฒนาสื่อความหมาย ข้อมูลข่าวสารผ่าน
Website ให้มีความสามารถในการใช้ภาษาได้หลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทราบรายละเอียด
10.แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ควรให้มีการนาเอาหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการ
จัดการ มีการศึกษาวิจัยเพื่อผลประโยชน์ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
11.การนาเอากลไกการหาแหล่งทุนงบประมาณ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสที่จะหาแหล่งทุนมาใช้
ดาเนินการได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติ แหล่งเงินทุนอาจจะมาจากองค์กรภาคเอกชนสมาคมหรืองค์กร
นานาชาติ เช่น CBD, UNFCCC, RAMSAR เป็นต้น
ความเสี่ยง (Threats)
1. มีความเสี่ยงจากการไม่ยอมรับในเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับ ความพึงพอใจในสภาพที่
เป็นอยู่หรือยอมรับในระบบการจัดการใหม่ๆ หรือแนวคิดใหม่ๆ ที่กาหนดในแผนการจัดการ
2. การจัดทาแผนการจัดการที่ไม่ประสบผลสาเร็จ ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากก็จะหมดไปจากพื้นที่
ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมีเพิ่มขึ้น รวมถึงการลดจานวนลงของนักท่องเที่ยว
3. ปัญหาจากกฎหมายที่ใช้บังคับไม่ทันสมัย มีนโยบายที่ไม่แน่นอนรวมทั้งความชัดเจนในการ
แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครอง
4. กลไกการขอและจัดสรรงบประมาณไม่เป็ นไปตามที่กาหนด ควรมีกฎหมายหรือ
กฎระเบียบการหาแหล่งทุนจากภายนอก การแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่น
5. มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินรวมทั้งการเมือง
6. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตของพนักงานเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่
คุ้มครอง
7. การขยายตัวของโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ มีการก่อสร้างที่เข้าไปทาลายถิ่นอาศัยของ
สัตว์ป่า ทัศนียภาพที่สาคัญ
8. ภัยจากอิทธิพลในระดับท้องถิ่นภายนอก จนหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองไม่สามารถทางานได้
9. มีความสูญเสียความเชื่อถือจากสาธารณชนในระยะยาว
10.การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงทางการเมือง
11.ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนไม่สามารถจะทาให้กลับคืนสภาพเดิมได้
- 11 -
บทสรุป
สาหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยมีจุดแข็ง จุดอ่อน
โอกาสและความเสี่ยงมีรูปแบบที่ชัดเจนที่สามารถนาไปใช้ในการพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการได้
กล่าวคือ :
1. จุดแข็ง ที่กล่าวถึงมีอยู่หลายประการ มีรูปแบบการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ชัดเจน พนักงาน
เจ้าหน้าที่ได้รับการศึกษาและการฝึกอบรม มีความเป็นผู้นา มีงานศึกษาวิจัย พื้นที่คุ้มครองอานวย
ผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ความร่วมมือในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติ การได้รับ
การสนับสนุนและความสนใจจากสาธารณชน
2. จุดอ่อน มีหลายรูปแบบโดยเฉพาะถิ่นที่อาศัยบางแห่งยังมีการบุกรุก การคุ้มครองยังไม่มี
ประสิทธิภาพ แผนการจัดการก็ไม่มีประสิทธิภาพ ถิ่นที่อาศัยเกิดการแตกแยกจากการพัฒนา กฎหมายที่ใช้
บังคับไม่ทันสมัย มีการลักลอบตัดไม้ เก็บหาของป่าและการลักลอบล่าสัตว์ป่า แนวเขตไม่ชัดเจน ความไม่
มั่นคงในหน้าที่การงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ขาดการประสานงานและความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้ง
ในพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ใกล้เคียง การจัดการการท่องเที่ยวก็ยังไม่ดีพอ และปัญหาการรุกรานของชนิด
พันธุ์ต่างถิ่น
3. โอกาส จะขึ้นอยู่กับแผนความเข้มแข็งของระบบพื้นที่คุ้มครอง กระบวนการจัดทาแผน
การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การปฏิบัติตามแผนการจัดการที่เป็นระบบ การจัดทาแนวเขตให้ชัดเจน
การปรับปรุงศักยภาพของการจัดการ มีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่หรือรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง
มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการท่องเที่ยวในระดับชาติ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับ
โครงการหรือกิจกรรม การพัฒนาความรู้ความเข้าใจที่เชื่อมต่อกันระหว่างหลักวิทยาศาสตร์และการจัดการ
ตลอดจนความสามารถของปรับปรุงกลไกงบประมาณ
4. ความเสี่ยง อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่หรือใช้ประโยชน์
ในด้านอื่นๆ ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญหายไป การกระทาบางอย่างที่ไม่มีการอนุรักษ์ ไม่ได้ดาเนินการแก้ไข
ปัญหากฎหมาย ไม่มีมาตรการและกลไกในการหาแหล่งทุนหรือเงินงบประมาณ การขยายสิ่งก่อสร้างหรือ
การสร้างที่มีผลกระทบหรือเกิดภัยคุกคามกับพื้นที่คุ้มครองและไม่ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน
----------------------------------------------
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
แนวทางการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
- 1 -
แนวทางการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองโครงการ CATSPA
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ประเทศไทยมีการดาเนินงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยานแห่งชาติ127 แห่ง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 58 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 60 แห่ง และวนอุทยาน อีก 113 แห่ง ซึ่งพื้นที่คุ้มครอง
ทั้งหมดไม่ได้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ แต่ก็มีหลายๆ พื้นที่คุ้มครองมีการจัดการที่เป็นระบบตามนโยบายที่
ชัดเจน มีกระบวนการดาเนินงานที่เกี่ยวข้อง มีการดาเนินงานที่เป็นมาตรฐานกระจายอยู่ทั่วประเทศ และ
อานวยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นการแสดงให้เห็นถึง
การให้ความสาคัญ และความมีประสิทธิภาพในระดับชาติ และเป็นการแสดงออกถึงการอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพและให้ความสาคัญว่าพื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะมีประสิทธิภาพ หากว่าได้มีหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน
เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เป็นการประชุมร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
กับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อพิจารณาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมแผนระบบพื้นที่คุ้มครองในประเทศไทย
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะได้พิจารณาผลประโยชน์และประสบการณ์จากการทางานของ
หน่วยงานอื่นๆ ด้วย (หน่วยงานระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น) องค์กรอนุรักษ์ภาคเอกชน
ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และควรจะได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสาขาที่เกี่ยวข้อง (รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ
จากต่างประเทศด้วย)
แผนการประชุมเชิงปฏิบัติการจะเป็นทั้งภาคบรรยาย และร่วมอภิปรายในแต่ละหัวข้อที่กาหนด
การประชุมเชิงปฏิบัติการได้กาหนดออกเป็น 2 แนวทางที่สามารถปรับได้ ทางเลือกที่ 1 กาหนดเวลา
การประชุม 3 วันทาการ กลุ่มของผู้เข้าประชุมจะต้องดาเนินการอยู่ร่วมประชุมตลอดเวลาในการดาเนินงาน
ตามกระบวนการของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง การแบ่งกลุ่มประชุมย่อยมีผู้นากลุ่มหรือประธานกลุ่มที่มี
ประสบการณ์ และมีการบันทึกไว้ทุกขั้นตอน การประชุมตามทางเลือกที่ 1 นี้ ควรจะเป็นการประชุมในพื้นที่
คุ้มครองที่ใดที่หนึ่งหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้ผู้เข้าประชุมมีความตั้งใจในการทางาน
ทางเลือกที่ 2 กาหนดเวลาการประชุม หนึ่งวันครึ่งเป็นภาคบรรยายและการเสนอความคิดเห็น แต่มักจะได้รับ
ข้อมูลจากผู้เข้าประชุมน้อย การประชุมก็ควรจัดในกรุงเทพ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่มากนักแต่ผลที่ได้รับคงไม่ได้รับ
ผลเต็มที่
- 2 -
จากเอกสารที่ได้เสนอมานี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชุมเชิงปฏิบัติการที่จะกาหนดโดย
โครงการ CATSPA การประชุมจะประกอบด้วยคณะกรรมการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง และ
ผู้รับผิดชอบในการวางแผนงาน
รายละเอียดของข้อมูลที่ได้กาหนดเป็นหัวข้อประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นอยู่กับการเตรียม
แผนการประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีหัวข้อที่ได้กาหนดไว้จากข้อตกลงของคณะทางานวางแผนระบบพื้นที่
คุ้มครองและจะต้องจัดเตรียมแจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการทุกคน
1. ลาดับขั้นตอนในการดาเนินงาน
หัวข้อที่ 1 การกาหนดวิสัยทัศน์ของระบบพื้นที่คุ้มครอง
การกาหนดวิสัยทัศน์ของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง คณะทางานจัดทาแผนจะต้องดาเนินการกาหนด
ขึ้น โดยมีแนวทางจากการใช้ประโยชน์และนโยบาย เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ทุกฝ่าย คุณค่าต่างๆ ของ
ระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย โดยสนับสนุนการอนุรักษ์ การจัดการและการพัฒนาพื้นที่
คุ้มครองที่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความท้าทายในการดาเนินงานที่เกิดจากปัจจัยภายนอก การบริหารและ
ความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่คุ้มครองกับการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง จะเป็นพื้นฐานของ
แผนยุทธศาสตร์ในระดับชาติ และความเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่มีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครอง
แผนระบบพื้นที่คุ้มครอง จาต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่คุ้มครองกับพื้นที่ใกล้เคียง
รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรม สวนป่า ป่าสงวนแห่งชาติ เหมืองแร่ และการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่นๆ
ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แผนการอนุรักษ์จะต้องลาดับ
ความสาคัญ การจัดการถิ่นที่อาศัย การป้ องกันคุณค่าของทรัพยากร โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้
ประโยชน์ที่ดินในส่วนต่างๆ กับกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลประโยชน์ของผู้ใช้ประโยชน์ในแต่ละกลุ่ม
หัวข้อที่ 2 การกาหนดวัตถุประสงค์ของระบบพื้นที่คุ้มครอง
ตามมาตรา 8 อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity)
ร้องขอให้ประเทศภาคีสมาชิกจัดตั้งระบบพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ที่มีความต้องการให้มีการอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนา มีการกาหนดแนวทางในการเลือก จัดตั้งและการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
หรือพื้นที่ที่กาหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความสาคัญ เพื่อให้พื้นที่
คุ้มครองอานวยสวัสดิการให้แก่ประเทศชาติในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งจะต้องกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่
คุ้มครอง ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองที่มาจากปัจจัยภายนอก การจัดการจึงจาเป็นต้องพิจารณาถึง
ความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณใกล้เคียงด้วย
- 3 -
แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจาต้องกาหนดกรอบงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละพื้นที่
คุ้มครองที่สู่เป้ าหมายของวัตถุประสงค์ในระดับชาติและมีความเชื่อมโยงกัน การขยายพื้นที่ การวิเคราะห์
บทบาทของงานวิจัยและการติดตาม เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อความอุดม
สมบูรณ์ของระบบนิเวศ และการดารงชีพของมนุษย์ จาต้องกาหนดกรอบงานให้ตรงกับเป้ าประสงค์ที่มี
ประสิทธิภาพ
การกาหนดวัตถุประสงค์ในแผนยุทธศาสตร์ระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะได้จัดเตรียมกระบวนการ
และมีการยอมรับจากคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับสูง ยุทธศาสตร์ในการกาหนดวัตถุประสงค์อาจจะ
พิจารณาได้ดังนี้
1. กาหนดให้พื้นที่คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนในท้องที่และมี
การป้ องกันความหลากหลายทางชีวภาพ
2. กาหนดให้พื้นที่คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ในการป้ องกันความหลากหลายทางชีวภาพที่
ต้องการให้มีการจัดการ
3. กาหนดให้มีทางเลือกของแหล่งทุนเงินงบประมาณเพื่อดาเนินการให้พื้นที่คุ้มครองมีการบริการ
ของระบบนิเวศ
4. กาหนดรูปแบบของการจัดการให้อยู่ในระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลง
ภูมิอากาศ
5. กาหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองประเภทต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดการ
6. สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ การจัดการ และการ
พัฒนาทางเศรษฐกิจ
7. พัฒนาข้อมูลและสร้างความตระหนักในเรื่องพื้นที่คุ้มครองให้เป็นระดับชาติ
ระบบพื้นที่คุ้มครองจะอานวยผลตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดสามารถที่จะทาให้มีการดาเนินการปรับ
แผนได้ ในกรณีที่มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือความต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นที่มีผลกาไรที่ได้รับ หรือประโยชน์
ที่ได้รับหรือเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ
- 4 -
ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองสามารถที่จะศึกษาได้จากเอกสารของ
Bradford, J.B. and A.W. D’Amato . Recognizing trade-offs in multi objective land management. Frontiers
in Ecology and the Environment. 10(4): 210-216
หัวข้อที่ 3 ความท้าทายของการจัดการตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง
ประเทศไทยกาลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกับ
พื้นที่คุ้มครอง บางส่วนของการเปลี่ยนแปลงได้ทาให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพิ่มมาก ขณะเดียวกันขึ้นบาง
พื้นที่คุ้มครองมีความต้องการด้านความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก ความท้าทายที่เกิดขึ้นสามารถที่จะ
ประเมินได้พบว่า :
• การเพิ่มขึ้นด้านความต้องการเรื่องอาหาร ไม้ใช้สอยหรือของป่า เป็นสาเหตุที่ทาให้มีการบุกรุก
เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครอง การลักลอบเก็บหาของป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า จากชุมชนท้องถิ่น
(บางพื้นที่มีนักล่าสัตว์และลักลอบตัดไม้จากชาวต่างประเทศที่มีพรมแดนติดกัน)
• การเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในท้องถิ่น การทาไร่หรือการเผาไร่ของเกษตรกร
ทาให้มีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองและชนิดพืชพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง
• การเปลี่ยนแปลงของประชากรของประเทศ การพัฒนาบ้านเมืองทาให้เกิดการบุกรุกพื้นที่
คุ้มครองมากขึ้น และทาให้เกิดปัญหาการใช้ประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครอง
• การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เท่าที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเล
และน้ากลายเป็นกรด มีพายุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผลผลิตเกษตรมีการเปลี่ยนแปลง อันเกิดจากปริมาณน้าฝนและ
อุณหภูมิที่สูงขึ้น การขนส่ง ภัยจากน้าท่วม สีของน้าประปามีการเปลี่ยนแปลงและน้าเป็นกรด นักท่องเที่ยว
จะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาของการท่องเที่ยว และอื่นๆ
• ความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่า (ช้างป่า หมูป่า กวางป่า ลิง และเสือโคร่ง) กับชุมชนท้องถิ่นทั้ง
ภายในพื้นที่และภายนอกพื้นที่คุ้มครอง
• มีการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จะมีผลกระทบ
กับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ในเรื่องนี้จะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น
 Groves, C., et.al. 2012 รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยคุกคามที่เกิด
ขึ้นกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องกาหนดให้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับ
การใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และท้องถิ่น โดยเฉพาะผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นที่
ไม่สามารถคาดการณ์ได้ การวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจาต้องพิจารณาถึงบทบาทของพื้นที่ที่จะ
- 5 -
ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ดีขึ้น การศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสามารถ
นาไปใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครอง ควรประกอบด้วย การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ของพื้นที่
เพื่อเป็นการหยุดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การจัดการพื้นที่ให้มีความเชื่อมต่อกัน การรักษากระบวนการ
และโครงสร้างของระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
การใช้เงินงบประมาณสนับ สนุ นในการบริ การของระบบนิเวศที่อานวยประโยชน์
ทั้งทางด้านการดูดซับคาร์บอน การอนุรักษ์แหล่งต้นน้าลาธารให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการ
เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และให้ระบบนิเวศปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้
SCBD, 2009. ได้รายงานว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหรือชนิดพันธุ์ที่รุกรานต่างถิ่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาให้
ชนิดพันธุ์ถิ่นเดิมสูญพันธุ์ไป ในพื้นที่คุ้มครองหลายแห่งได้รับผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้าไปทาลาย
ระบบนิเวศ มีผลกระทบกับโครงสร้างของระบบนิเวศ และชนิดพันธุ์ท้องถิ่น สัดส่วนและถิ่นที่อาศัย
ตลอดจนปศุสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จะเมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม มีผลกระทบกับความยากจนของ
ชุมชน ท้องถิ่นที่ผ่านกระบวนการการบริการของระบบนิเวศ หรือการใช้ทรัพยากรชีวภาพตามประเพณีและ
วัฒนธรรม
Sims, K.R. 2009. กล่าวว่า พื้นที่คุ้มครองเป็นเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการอนุรักษ์ แต่ภาวะ
ทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบจะต้องนามาพิจารณา ชุมชนท้องถิ่นที่มีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองในประเทศ
ไทย จากภาวะสังคม เศรษฐกิจที่เกิดจากความยากจน มีการคุกคามพื้นที่ต้นน้า มีการป้ องกันและพัฒนาให้
เป็นอันดับแรก การประกาศว่าพื้นที่คุ้มครองช่วยทาให้มีการเพิ่มขึ้นของการบริโภค และแก้ปัญหาความ
ยากจนได้ ทาให้ผลิตผลการเกษตรเพิ่มขึ้น มีการท่องเที่ยวเกิดขึ้นรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่
ห่างไกลจากตัวเมือง ทาให้มีผลประโยชน์เกิดขึ้นเป็นปัจจัยที่สาคัญ
Dickman, A.J. 2010. กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เป็นปัญหาด้านชนิดพันธุ์ของ
สัตว์ป่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีเพิ่มมากขึ้นจนได้รับความสนใจจากนักชีววิทยา ส่วนใหญ่สัตว์จะเข้าไป
ทาลายพืชผลทางการเกษตร และมีการค้นหาวิธีการลดผลกระทบซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้เวลาในระยะยาว ได้
มีการทดลองและแก้ปัญหาโดยใช้เทคนิคต่างๆ ในการดาเนินงาน แต่ปัญหาความขัดแย้งมักจะเกิดจากมนุษย์
ด้วยกัน ระหว่างผู้บริการพื้นที่คุ้มครองกับชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนที่มีประเพณีวัฒนธรรมต่างกันความ
รุนแรงจะมากกว่าผลกระทบจากสัตว์ป่า การดาเนินงานจะต้องมีความเข้าใจและศึกษาว่าปัญหาทางสังคม
เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร
- 6 -
Macdonald, R.J., et. al. 2006. รายงานความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาของบ้านเมืองกับการอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการอพยพเคลื่อนย้ายประชากร
ประมาณประชากรว่า 2 ล้านคน เพิ่มขึ้นในชนบทภายในปี 2030 เนื่องมาจากการพัฒนาของบ้านเมืองใน
ชนบทที่มีผลต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ มีผลกระทบนิเวศภูมิภาค ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก
และพื้นที่คุ้มครอง จากข้อมูลขององค์กร IUCN ประมาณว่า 8 % ของชนิดพันที่หาได้ยากเกิดจากการพัฒนา
ของบ้านเมือง ระยะทางจากพื้นที่คุ้มครองกับการเจริญเติบโตของบ้านเมือง และรายได้ในระดับปานกลาง จะ
มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง
2. ข้อมูลพื้นฐานของระบบพื้นที่คุ้มครอง
หัวข้อที่ 4 กาหนดให้มีการจัดการระบบนิเวศภูมิทัศน์พื้นที่คุ้มครองขนาดใหญ่
พื้นที่คุ้มครองไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มป่ า
จะเป็นระบบนิเวศภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ที่มีวัตถุประสงค์ในการดาเนินงานหลายๆ อย่างหรือเอนกประสงค์
ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น และพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนในตัวเมืองที่ตั้งอยู่ตามพื้นที่ปลายน้าที่เกิดจาก
พื้นที่คุ้มครองที่เป็นแหล่งต้นน้าและอานวยน้าให้แก่ประชาชน การท่องเที่ยวและวัตถุประสงค์อื่นๆ
การเตรียมแผนระบบพื้นที่คุ้มครองต้องการให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับ
ผลประโยชน์ การได้รับการสนับสนุนและการแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ
การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะกาหนดให้มีแผนการปฏิบัติงานอนุรักษ์และการจัดการ
ที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครองด้วย เพื่อการจัดการที่ต้องการให้มีการบริการของระบบนิเวศแก่ประชาชน ดังนั้น
แผนการจัดการจะต้องมีวัตถุประสงค์ของการจัดการ และสนับสนุนเรื่องการผลิตอาหาร เส้นใยหรือสินค้า
อื่นๆ ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งการจัดการจะต้องการมีส่วนร่วมหรือสร้างความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วน
เสีย และแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ ของหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง
พื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนสาคัญในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีธุรกิจ
จานวนมากที่สามารถสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นทุนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น โรงแรมที่พัก
ร้านอาหาร บริษัททัวร์ การขนส่งและอื่นๆ การใช้ประโยชน์พื้นที่ในลักษณะที่หวังผลกาไร เช่น เหมืองแร่ที่
มีผลทางด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติ ความร่วมมือของเจ้าของสัมปทานเหมืองแร่กับความสาคัญของพื้นที่
คุ้มครองและอาจจะมีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองและชุมชนท้องถิ่น การอนุญาตจะต้องมีการพิจารณาอย่าง
ละเอียดโดยเฉพาะเรื่องของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครอง
- 7 -
พื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิทัศน์ที่มีการจัดการ และสัมพันธ์กับพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็ก
เช่น ถ้าหรือหน้าผาที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่า กินแมลงที่เป็นศัตรูพืชเป็นอาหาร พื้นที่
ชุ่มน้ามีประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้ยาก ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับพื้นที่
ระบบนิเวศขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่ าที่มีขนาดเล็ก (เนื่องจากเป็นพื้นที่
ขนาดเล็ก) ขณะเดียวกันก็จะเป็นพื้นที่รองรับชนิดพันธุ์อพยพและปลา (โดยเฉพาะถิ่นที่อาศัยทางทะเล
และสัตว์น้าจืด)
ทฤษฎีของภูมิทัศน์ขนาดใหญ่จะเป็นการช่วยให้มีการจัดการพื้นที่ที่มีปัญหา เช่น การเกิดไฟป่าใน
ฤดูแล้ง เป็นต้น เพื่อเป็นการร่วมมือระหว่างหน่วยงานพื้นที่คุ้มครองทั้งหมดในท้องที่ เกษตรกรท้องถิ่น
พนักงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้และพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นๆ ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่คุ้มครองจะต้องนามา
พิจารณา สิ่งเหล่านี้จาต้องกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองดังกล่าว
เรื่องภูมิทัศน์ขนาดใหญ่นี้จะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น
Miller, J.R., et.al. 2012. รายงานว่า ระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการใช้
ประโยชน์พื้นที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ถ้าหากจะมีแผนกาหนดให้มีความสัมพันธ์กับพื้นที่รอบๆ แล้วจะทา
ให้ลดความขัดแย้งได้มาก การจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองและการจัดการจะต้องให้ครอบคลุมถึงพื้นที่รอบนอกด้วย
เป็นการจัดการที่ให้ความสาคัญกับการบริการของระบบนิเวศ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานของการจัดการ
สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินของเอกชน
Beck, M.W., et.al. 2009. ได้กล่าวถึง แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ที่มีวัตถุประสงค์
การจัดการที่มีหลายๆ ประการ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน ผลิตผลจากการประมง
การขนส่งทางทะเล เป็นต้น ประการแรกจะต้องกาหนดขอบเขตให้ชัดเจนโดยเฉพาะพื้นที่ทางบก (ชายฝั่ง
ทะเล) การวางแผนจะต้องกาหนดให้ละเอียด การใช้ข้อมูลจากหลายๆ ภาคส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ดาเนินการ
วางแผนต้องได้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวและผู้ใช้ประโยชน์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง
Storms, David, et.al. 2005. ได้รายงานเกี่ยวกับการวางแผนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลไว้ว่า โดยทั่วไป
แล้วรูปแบบการอนุรักษ์พื้นที่ดินทางบกและทางทะเล ให้พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ทางบกกับทาง
ทะเลที่ชัดเจนโดยพิจารณาถึงระบบนิเวศจากบนบกจนถึงทางทะเล และพื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับ
พื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวมทั้งระบบแผนและการจัดการระบบพื้นที่
- 8 -
หัวข้อที่ 5 การจัดการข้อมูลพื้นฐานทางภูมิศาสตร์สาหรับแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง
พื้นที่ของประเทศไทยได้แบ่งออกเป็นภาค ๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศที่มีดิน หิน ปริมาณ
น้าฝน ชนิดพันธุ์พืชหรือปัจจัยอื่นๆ ลักษณะทางภูมิประเทศจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดเป็นระบบนิเวศและ
มีแนวเขตที่ชัดเจน (ไม่ใช่แนวเขตการปกครอง) คณะกรรมการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้อง
พิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ข้อมูลระบบพื้นที่ เช่น จาก Google Earth หรือ GIS ซึ่งจะดาเนินการโดยนักวิจัย
ผู้เชี่ยวชาญ
ระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีการดาเนินการ มักจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน
ภาคเอกชน เช่น WWF ได้พัฒนาระบบการกาหนดขอบเขตนิเวศวิทยาทางบก เช่น การกาหนดเป็น Indo-
Pacific อาศัยชนิดพันธุ์พืชเป็นหลักเกณฑ์การแบ่งเขต หากมีความเกี่ยวข้องกับชีววิทยาจะเป็น Indo-China
Bioregion ประกอบด้วยหลายๆ ระบบนิเวศจะเป็นบริเวณเทือกเขาป่าดงดิบ Kayah-Karen เทือกเขาป่าดงดิบ
หลวงพระบาง เทือกเขาป่าดงดิบตะนาวศรีอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย แหล่งน้าจืดเจ้าพระยา เทือกเขาป่า
เบญจพรรณไทย-ลาว ป่าดงดิบแบบ Central China พื้นที่ป่าดงดิบแล้ง Central Indochina ป่าชายเลนเมียน
มาร์ ป่ าชายเลน Indochina และป่ าพรุคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งพบว่าเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
ตามข้อสมมติฐานในเรื่องของพืชพันธุ์
การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น ป่าเต็งรัง
เป็นพื้นที่ที่ต้องการไฟป่ามากกว่าป่าดงดิบ พื้นที่คุ้มครองทางทะเล มีความต้องการการจัดการที่แตกต่างกัน
การป้ องกันพื้นที่สาหรับชนิดพันธุ์ได้อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย และอานวยผลประโยชน์ที่สาคัญทางเศรษฐกิจ
การทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องพิจารณาถึง ขอบเขตของการปกครอง เช่น ตาบล อาเภอ
จังหวัด ซึ่งมีผู้ดาเนินงานและสนับสนุนการทางานที่ไม่เหมือนกัน การตัดสินใจในการบริหารจัดการซึ่งจะ
เป็นความต้องการของจังหวัดนั้นๆ เช่น การท่องเที่ยวหรือการป้ องกันแหล่งต้นน้าลาธาร
พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยหลายๆ แห่ง ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น
ประเทศเมียนมาร์ มาเลเซีย ลาวและกัมพูชา พื้นที่คุ้มครองตามแนวชายแดนเหล่านี้มักจะได้รับผลกระทบจาก
การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ การยึดถือครอบครองที่ดิน สามารถที่จะสร้างความร่วมมือระหว่าง
พื้นที่คุ้มครองระหว่างประเทศได้ทหาร หรือตารวจตระเวนชายแดนจะเข้ามามีส่วนร่วม การที่พื้นที่คุ้มครอง
ทั้งสองประเทศที่ติดกันสามารถจัดทาเป็นพื้นที่อนุรักษ์แนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เรียกว่า Transboundary
Protected Area เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ มีการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ การป้ องกันร่วมกันได้ ชนิด
พันธุ์สัตว์ป่าหลายชนิดมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างสองพื้นที่ ประสบการณ์เรื่องนี้จะเห็นได้จากการ
จัดทาพื้นที่แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างประเทศ เรียกว่า International Peace Park ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ
- 9 -
การอนุรักษ์และเพื่อสังคม การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองก็จะเป็นการสร้างความร่วมมือ การแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
เกี่ยวกับข้อมูลทางภูมิศาสตร์นี้จะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้ เช่น
Pool,Catherine. 2006. กล่าวว่า พื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศและ International Peace
Park เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและปัญหาสิ่งแวดล้อมตามชายแดนระหว่างประเทศ
ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ แต่อาจจะมีปัญหากับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามชายแดน มีกรณีศึกษา
หลายพื้นที่พบว่ามีการดาเนินงานที่ประสบผลสาเร็จ ถ้าหากไม่มีการสื่อสารกันทุกระดับ ระหว่างรัฐบาลกับ
ชุมชนท้องถิ่น การจัดการก็จะไม่ประสบผลสาเร็จ ถ้าหากประชาชนที่อาศัยอยู่ชายแดนไม่ให้ความร่วมมือก็
ไม่สามารถดาเนินงาน TBPs ได้แต่ถ้ามีการร่วมมือกันก็จะเป็นการแก้ปัญหาและมีความสาเร็จเกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี TBPs บริเวณพื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีข้อมูลด้านนิเวศวิทยา การเมืองและผลประโยชน์ทาง
สังคม เศรษฐกิจ และความท้าทายอื่นๆ มาใช้ประกอบการดาเนินงาน
Langhammer , P.F.et al. 2007. กล่าวถึง เป้ าประสงค์และแนวทางการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้อง
พิจารณาถึงช่องว่างของพื้นที่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพหลัก เพื่อที่จะวิเคราะห์ ลาดับความสาคัญของ
แต่ละพื้นที่ซึ่งมีในการอนุรักษ์ความความสาคัญหลากหลายทางชีวภาพ การวิเคราะห์หลักเกณฑ์และการคง
อยู่ของชนิดพันธุ์ที่เป็ นเป้ าหมายในการอนุรักษ์ โดยการวิเคราะห์ถึงช่องว่างของผลการจัดการที่มี
ประสิทธิภาพ ความคงอยู่ของพื้นที่อนุรักษ์ตามเป้ าหมายทางชีวภูมิศาสตร์ ในลักษณะของรูปร่างของชนิด
พันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชในระดับชาติหรือภูมิภาค การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์กรอนุรักษ์
สัตว์ป่านานาชาติ ที่ให้การสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งระบบพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพ
หัวข้อที่ 6 ผลประโยชน์ที่ได้รับจากระบบพื้นที่คุ้มครอง
เพื่อที่จะสนับสนุนให้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ด้านความสาคัญของพื้นที่คุ้มครอง
การแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง มีหลายๆ พื้นที่ที่ยังมิได้กาหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่
คุ้มครองประเภทอื่น ตัวอย่างผลประโยชน์ที่ได้กาหนดไว้ในแผน ตามหลักการโดยทั่วไปเกี่ยวกับความ
สมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงกับการดารงชีวิตของมนุษย์ประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้สามารถที่จะนาไป
จัดการและวางแผนพื้นที่คุ้มครองได้เป็นอย่างดี ดังนี้
1. เพื่อการสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ
2. อนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่เป็นเวชภัณฑ์ คุณค่าทางพันธุกรรมโดยเฉพาะที่เป็นพืชป่ าที่เป็นพันธุ์
ดั้งเดิม
- 10 -
3. กาหนดให้ใช้พื้นที่คุ้มครองในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
4. รักษาไว้ซึ่งความสะอาดและคุณภาพของน้าให้แก่ชุมชน
5. ลดและชะลอการตกตะกอนของดินในอ่างเก็บน้า
6. อนุรักษ์ชนิดพันธุ์ดั้งเดิม เพื่อความปลอดภัยของแหล่งอาหารโดยเฉพาะการขยายพันธุ์ตาม
ธรรมชาติ
7. การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ทางทะเลและปลาน้าจืด
8. อนุรักษ์ถิ่นที่อาศัย สาหรับชนิดพันธุ์และมีประโยชน์ต่อการเกษตร เช่น ค้างคาวที่กินแมลงที่เป็น
ศัตรูพืช
9. ป้ องกันภัยธรรมชาติ เช่น ภัยน้าท่วมหรือคลื่นแรงตามชายฝั่ง
10. สนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างของระบบนิเวศ
11. รักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม
12. อนุรักษ์สถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
13. มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
14. ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัว
15. การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งแนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่ได้รับขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของ
ประเทศ เช่น การบริการของระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้า ซึ่งมีความสาคัญต่อประเทศชาติ เช่น รักษาการ
ไหลของน้าให้สม่าเสมอ อานวยน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชนที่อาศัยอยู่ปลายน้า รวมถึงระบบน้าประปาใน
เมืองใหญ่ๆ และลดการตกตะกอนลงในอ่างเก็บน้า ป้ องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์
พันธุกรรมปลา การคุ้มครองปลา การอนุรักษ์ให้มีการขยายพันธุ์ของผลผลิตของป่า สนับสนุนการท่องเที่ยว
การบริการของระบบนิเวศหลายๆ อย่างที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจ สามารถที่จะสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง
กองทุนอนุรักษ์ การดูดซับคาร์บอนหรือการเก็บกักคาร์บอน โดยปรับให้เข้ากับกรอบแผนงานของ
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (FCCC) ซึ่งได้มีการดาเนินงานในหลายๆ ประเทศ การดาเนินงานของโครงการ
กิจกรรม REDD+ ก็ได้รับการสนับสนุนโดย UNFCCC พื้นที่คุ้มครองที่มีลักษณะแตกต่างกันจะอานวยการ
บริการของระบบนิเวศที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาด ประวัติ ที่ตั้ง เช่น พื้นที่คุ้มครองทางทะเล และชายฝั่งจะ
อนุรักษ์ป่าชายเลน สามารถที่จะป้ องกันพื้นที่ชุมชนภายในพื้นที่ให้รอดพ้นจากวิกฤติลมพายุได้
แผนระบบพื้นที่คุ้มครองที่มีการดาเนินงานเพื่อให้มีการอานวยการบริการของระบบนิเวศในหลายๆ
รูปแบบ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ (บางสิ่งบางอย่างสามารถคิดเป็นตัวเงินได้)
- 11 -
รายละเอียดด้านผลประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครองจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้ เช่น
Stolton, s., and N. Dudley. 2010. ได้บรรยายถึง หลักการจัดการพื้นที่คุ้มครองไว้ว่า เพื่อที่จะให้มี
ความเข้าใจและการตัดสินใจในเรื่องการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องมีความเข้าใจถึงคุณค่า
ของพื้นที่คุ้มครอง มีกรณีศึกษาที่รวบรวมได้จานวน 17 เรื่อง เกี่ยวข้องกับการวางแผนการจัดการ สรุปได้ว่า
เป็นส่วนเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างสวัสดิภาพของมนุษย์ พื้นที่
คุ้มครองจะสนับสนุนคุณภาพแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ การคงไว้ซึ่งคุณภาพของน้าที่สะอาด เพื่อการบริการ
สาหรับชุมชน การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในอนาคต การอนุรักษ์
ทางทะเลและน้าจืด การจัดการภัยคุกคามที่ทาลายการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษา
ประเพณีและวัฒนธรรม ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การแก้ไขปัญหาการใช้
ประโยชน์ที่ดิน ขณะที่ประเทศไทยจมีกรณีดังกล่าวอยู่มากพอสมควรสามารถนาแนวทางไปประยุกต์ใช้ได้
Halpern,B.J. 2003. รายงานไว้ว่า ปัญหาประการหนึ่งของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล คือ การป้ องกัน
พื้นที่เพื่อผลประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล คือ การเพิ่มขึ้นของประชากร
มวลชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ จากผลการศึกษาวิจัยจานวน 89 เรื่อง พบว่า
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่มากกว่าภายนอกพื้นที่โดยเฉพาะเกี่ยวกับผลประโยชน์ การจัดการถิ่นอาศัยทาง
ทะเลที่มีความสาคัญและมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการออกแบบการจัดการและมูลค่าของพื้นที่คุ้มครองทาง
ทะเล
Naughton-Treves, L. et.al.2005 รายงานไว้ว่า ระบบของพื้นที่คุ้มครองในโลกมีความก้าวหน้ามาก
เมื่อเทียบกับระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศที่กาลังพัฒนา จะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
ทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพมีส่วนสนับสนุนสวัสดิภาพของมนุษย์ ที่เกิดจากการที่ให้มีการใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครองที่ไม่ขัดกับการอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองบางแห่งก็ยากที่จะดาเนินการ
จากการศึกษาถึงประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครองในแถบโซนร้อน 49 แห่ง พบว่ามีปัญหาในเรื่อง
การทาลายยึดถือครอบครองที่ดินในพื้นที่คุ้มครอง มีการทาลายพื้นที่ป่าไม้รอบๆ พื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่ง
ปัจจุบันมีการดาเนินงานให้เกิดประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจท้องถิ่นในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ไข
ปัญหาความยากจนของราษฎร นโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองในการแก้ไขปัญหาการสูญหายไป
ของความหลากหลายทางชีวภาพ ความยากจนและการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ยั่งยืน
- 12 -
3. การพิจารณาเกี่ยวกับการจัดการ
หัวข้อที่ 7 การกาหนดเป้ าหมายในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่คุ้มครอง
พื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการได้หลายๆ ประการ ที่สาคัญประการหนึ่งคือ
การกาหนดประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ที่ต้องการให้อยู่ในระดับชาติ ตามระบบของพื้นที่คุ้มครองที่กาหนด
โดยองค์กร IUCN โดยการปรับให้เข้ากับความต้องการของประเทศไทยที่มีพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยาน
แห่งชาติจานวน 127 แห่ง กาหนดให้อยู่ในประเภทที่ II คืออุทยานแห่งชาติที่มีวัตถุประสงค์ “เพื่อป้ องกัน
ระบบนิเวศอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่างให้ประชาชนรุ่นต่อๆ ไปใช้ประโยชน์ทางด้านจิตใจ
วิทยาศาสตร์ การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยวในทุกสภาพของสิ่งแวดล้อม” อย่างไรก็ดีมีอุทยาน
แห่งชาติหลายๆ แห่งจากจานวน 127 แห่ง ได้มีการดาเนินงานประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมายและยังไม่
ประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมายก็มี
พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยหลายๆ แห่ง มีการจัดการตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันจะทาให้มี
การอานวยผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น พื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการเพื่อป้ องกันและการดูแลรักษาน้าตก
เพื่ออานวยผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว แต่ได้กาหนดให้อยู่ในระบบพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ III ถือเป็น
อนุสาวรีย์ธรรมชาติ แต่ไม่ได้นามาคิดในระบบพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยานแห่งชาติ อาจจะไม่เหมือนกับ
ประเทศอื่นที่มีการจัดการ เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ธรรมชาติให้เป็นการจัดการตามวัตถุประสงค์
ขนาดของพื้นที่คุ้มครอง การจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีขนาด 400,000 ไร่ หรือเป็นพื้นที่ขนาด
ใหญ่ขนาดเดียวกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางแห่งมีพื้นที่มากกว่า 54,500 ไร่ ซึ่งมีคาถามว่ามีการสนับสนุนให้มี
การจัดการที่มีประสิทธิภาพตามเป้ าประสงค์ได้หรือไม่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติบางแห่งมีขนาดเพียง 321,500
ไร่ หรือมีขนาดเล็กกว่า แต่มีความต้องการจัดการที่แตกต่างกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ โดยทั่วไป
พื้นที่ขนาดเล็กมักจะสัมพันธ์กับพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ขนาดใหญ่ และเป็นแนวคิดที่ให้มีการดาเนินการเป็น
แนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัย
ในการเตรียมจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการจัดการตามประเภทของพื้นที่คุ้มครอง จะพบว่า
พื้นที่คุ้มครองขนาดเล็กที่เรียกว่า “Provincial Parks” แนวทางนี้จะต้องดาเนินการพิจารณาความเป็นไปได้
จากความต้องการของรัฐบาลในการจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้าน Provincial Parks
เพื่อที่จะให้เกิดมีการท่องเที่ยวภายในจังหวัด จะเห็นได้จากพื้นที่คุ้มครองบางแห่งในพื้นที่คุ้มครอง EFCOM
และ WEFCOM จาต้องกาหนดเหตุผลหลักการใช้ในการพิจารณาให้เหมาะสม
- 13 -
การกาหนดเขตการจัดการตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถจัดการ
ให้มีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ บางส่วนของพื้นที่ต้องการป้ องกันอย่างเข้มงวด บางส่วนต้องการ
ป้ องกันแหล่งต้นน้าลาธารหรือพื้นที่เพื่อการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว ตัวอย่าง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ห้วยขาแข้งอาจจะกาหนดเขตพื้นที่บางส่วนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตได้ตาม
กฎหมายสัตว์ป่า
มีการอภิปรายร่วมกันหลายๆ ครั้ง พบว่ามีพื้นที่คุ้มครองบางแห่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการที่
แตกต่างกัน การพัฒนาให้เป็นไปตามแผนของพื้นที่ที่เป็นการจัดการกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครอง
หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองควรจะมีการพิจารณาร่วมกัน
สิ่งสาคัญที่สุดของแผนระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง คือ การแบ่งประเภทของพื้นที่คุ้มครองตาม
วัตถุประสงค์ของการจัดการ รวมทั้งการแบ่งเขตการจัดการ การปรับประเภทของพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องมี
การพิจารณาร่วมกันกับคณะที่ปรึกษา ตามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชต้องการให้มีการแยก
ออกจากกัน โดยการปรับปรุงแผนระบบพื้นที่คุ้มครองและให้มีการยอมรับของทุกฝ่าย
ในหัวข้อนี้มีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น
Dudley,N.(ed.) 2008 รายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง คือการกาหนดไว้ป็น
เป้ าหมายหลักที่สาคัญ คือ ระบบการจัดการที่กาหนดให้เป็นระดับชาติหรือระดับนานาชาติตามรายละเอียด
เกี่ยวข้องกับการจัดการประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ตามที่องค์กร IUCN กาหนดไว้ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ประเภท
ที่สามารถนาไปใช้แนะนาให้รัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะ การสนับสนุนจากนานาชาติและความมีประสิทธิภาพ
ของพื้นที่คุ้มครองรวมถึงพื้นที่คุ้มครองทางทะเล พื้นที่ธรรมชาติที่หาได้ยากหรือพื้นที่ชุ่มน้า
Day. J., et.al. 2012 รายงานว่า องค์กร IUCN ได้แบ่งประเภทพื้นที่คุ้มครองแบ่งออกเป็น 6 ประเภท
แต่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซึ่งพื้นที่คุ้มครองทางทะเลมีความแตกต่างกับพื้นที่
คุ้มครองทางบก ที่มีความหลากหลายจากพื้นที่ยอดเขาสูงจนถึงหรือสู่ทะเลลึก พื้นที่คุ้มครองทางทะเลจะมี
กระแสน้าไหลหมุนเวียนมีน้าขึ้นลง จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองทางทะเลจะต้องมี
ความเข้าใจที่ชัดเจน จะต้องมีการพิจารณาว่ามีหน่วยงานใดบ้างรับผิดชอบในพื้นที่ทางทะเล การบังคับใช้
กฎหมายและการจัดการจะยุ่งยากกว่าทางบก พื้นที่บางส่วนไม่สามารถใช้ข้อบังคับได้ ยากต่อการกาหนด
แนวเขตที่เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะถิ่นอาศัยและระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกัน การกาหนดพื้นที่รับผิดชอบจะสัมพันธ์
กับการกาหนดประเภทขององค์กร IUCN ได้หรือไม่ เพราะมีกิจกรรมการศึกษาวิจัย การใช้ประโยชน์
การประมง การทาเหมืองแร่ การขุดเจาะน้ามัน หรือมีธรรมชาติที่น่าสนใจใต้ทะเล เป็นต้น
- 14 -
Rotich, D.2012 กล่าวถึงทฤษฎีการจัดการของพื้นที่คุ้มครองในช่วงเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา พื้นที่
คุ้มครองทางบกที่มีกฎหมายคุ้มครองได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความหลากหลายทาง
ชีวภาพสูง และมีการขยายพื้นที่คุ้มครอง ในปัจจุบันทุกพื้นที่คุ้มครองมีเป้ าหมายคือ การอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพเป็นหลัก ซึ่งมีผลทาให้สวัสดิการของมนุษย์ดีขึ้น เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ
ประเทศ การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและรักษาประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนดั้งเดิม ซึ่งเป็นเป้ าหมายหลักของ
การจัดการพื้นที่ การแบ่งเขตการจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้รับความสนใจจากทุกพื้นที่ และ
ประสบผลสาเร็จตามสมควร โดยเฉพาะการกาหนดวิธีการและประสบการณ์ต่างๆ การกาหนดเขตจัดการ
รอบๆ พื้นที่คุ้มครองที่เป็นการเพิ่มคุณค่าหรือป้ องกันพื้นที่คุ้มครองนั้นๆ
หัวข้อที่ 8 การกาหนดแผนระบบพื้นที่คุ้มครองให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพ
จากแนวทางของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กาหนดให้แผนการจัดการพื้นที่
คุ้มครองจะต้องมีการวิเคราะห์ช่องว่างของระบบพื้นที่คุ้มครอง ส่วนใดบ้างที่จะต้องมีกิจกรรมการอนุรักษ์
ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม เช่น ชนิดพันธุ์ของพืชจะต้องอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งผลิตการเกษตรหรือ
การจัดการเพื่อผลผลิตทางด้านป่าไม้การกระจายพันธุ์พืชในพื้นที่คุ้มครองยังไม่มีการศึกษากันมากนัก นับว่า
เป็นการยากที่จะกาหนดกิจกรรมไว้ในแผนที่ต้องดาเนินการให้ได้ทั่วประเทศ หรือมีการสารวจชนิดพันธุ์พืช
อยู่บางพื้นที่ งานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับความหลากหลายของชนิดพันธุ์ แต่ยังไม่ได้นาไปสู่การ
จัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังอีกหลายชนิดที่ยังไม่ทราบสถานภาพหรือ
ความหลากหลายในพื้นที่ ผีเสื้อที่เป็นตัวแทนของความหลากหลายในบางพื้นที่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ
เพื่อการวางแผนการอนุรักษ์ รวมทั้งการแพร่กระจายในพื้นที่ ข้อมูลด้านถิ่นที่อาศัยการคาดคะเนทั้งการ
แพร่กระจาย ชนิดของถิ่นที่อาศัย รวมทั้งการจาแนกชนิดและจานวน ลักษณะทางชีววิทยา ปัญหาการ
แพร่กระจาย
ช่องว่างของความหลากหลายที่ได้ดาเนินการ การศึกษาวิเคราะห์โดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครองทาง
ทะเล สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้ทาการศึกษาถึงความหลากหลายของชนิดพันธุ์ เช่น บริเวณพื้นที่อ่าว
บ้านดอน อ่าวปัตตานี ทะเลสาบเชียงแสน (เขตห้ามล่าสัตว์ป่ าหนองบงคาย) อ่าวไทย เกาะพระทอง
แหลมปะการังที่ราบลุ่มภาคกลาง แม่น้าโขงแถบอาเภอปากชม ปะเหลียน ละงู ทะเลสาบสงขลา ทุ่งท่าลาด
และพื้นที่ชุ่มน้าอีกหลายแห่ง ที่ยังเป็นช่องว่างของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง
- 15 -
จากข้อมูล The Directory of Important Bird Areas in the Kingdom of Thailand (IBA) ที่ดาเนินการ
โดยสมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย ได้มีวิเคราะห์ถึง IBA ดังกล่าวได้ถึง 62 แห่ง มีเพียง 15 แห่ง ที่ตั้งอยู่
ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง สามารถที่จะนาข้อมูลมาใช้ในการพิจารณาช่องว่างของระบบพื้นที่คุ้มครองที่เป็น
พื้นที่ชุ่มน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ควรจะได้มีการกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง มีการวิเคราะห์
เป็นระบบโดยการดาเนินงานของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับอนุกรมวิธาน
การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการร่วมกันพิจารณา หรือมีการมีส่วนร่วมกับหน่วยงาน
อื่นๆ ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือแหล่งน้า พื้นที่ต้นน้าชั้น 1A จะต้องนามาทบทวนว่า มีการดาเนินงานที่
ซ้าซ้อนกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือไม่ ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพได้กาหนด
แนวทางในการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครองให้มีการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน ฉะนั้นการพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องกาหนดไว้ในแผนระบบ
พื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งคุณค่าในการป้ องกันรักษาแหล่งต้นน้าลาธาร การดูดซับคาร์บอน การปรับตัวของ
สิ่งมีชีวิตให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การท่องเที่ยว คุณค่าทางวัฒนธรรม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นแนวทางหลักของการจัดการพื้นที่คุ้มครองและ
การจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็นการสนับสนุนวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อประโยชน์อย่างแท้จริงที่เป็นกระบวนการหลัก
ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องนี้มีเอกสารที่สามารถศึกษาได้ เช่น
ASEAN Centre for Biodiversity 2010 เกี่ยวกับการวิเคราะห์ช่องว่างของพื้นที่คุ้มครองของประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียน ได้รวบรวมจากข้อมูลของรัฐบาลกัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนามที่เป็นพื้นที่คุ้มครอง
ทางบก ส่วนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลจะรวบรวมจากประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งดาเนินการ
โดย WDPA, Key Biodiversity Areas, พื้นที่ที่มีลักษณะที่สาคัญและหาได้ยาก, IBA และIUCN Red List of
Threatened Species.
Cabeza,M. and S. Moilanen 2001 ได้สรุปว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็น
การใช้เทคนิคในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศในระดับชาติหรือระดับภูมิภาค การ
คัดเลือกเพื่อการจัดการภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การจัดการแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ การ
จัดการดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงการกระจายของภัยคุกคามหรือภัยธรรมชาติอื่นๆ อันจะเกิดขึ้นหรือ การ
ปฏิบัติงานร่วมกับโครงการอื่นๆ ที่สอดคล้องกัน การติดตามผลที่มีประสิทธิภาพสามารถเพื่อให้มีการปรับ
แผนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
- 16 -
4. การปฏิบัติตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง
หัวข้อที่ 9 การใช้แผนระบบพื้นที่คุ้มครองเพื่อเป็นฐานในการพิจารณาเงินงบประมาณและการสนับสนุนอื่นๆ
ความต้องการเงินงบประมาณเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง อาจจะได้จากการบริการ
ของระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ยินดีที่จะจ่าย
ความต้องการงบประมาณเพื่อดาเนินการให้เกิดผลประโยชน์ แผนงบประมาณของพื้นที่คุ้มครองเป็น
กระบวนการที่ต้องพิจารณา คือ ต้นทุนและกาไรที่จะได้รับ ประสิทธิภาพของการจัดสรรเงินงบประมาณ
ตามที่ต้องการ องค์กร UNDP ได้กาหนดกรอบวิธีการพิจารณา เรียกว่า Financial Sustainability Scorecard
สาหรับพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถที่จะนามาใช้ได้โดยเฉพาะเกี่ยวกับ
การขอและการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อที่จะให้แผนระบบพื้นที่คุ้มครองมีความยั่งยืนตลอดไป การกาหนด
กรอบของแหล่งเงินงบประมาณจะเป็นการกาหนดแผนธุรกิจในการดาเนินงาน
เงินงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐหรือภาคเอกชน รวมทั้งกองทุนที่ได้จากค่าแทนคุณระบบนิเวศ
ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการของระบบนิเวศ การดูดซับคาร์บอน การร่วมทุน การลงทุนหรือกองทุนเงินยืม
หรือเงินงบประมาณจากค่าสัมปทานจากเอกชนในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรหรือกิจกรรมอาสาสมัคร
การร่วมทุนจากรายได้องค์กรภาคเอกชน รวมถึงงบประมาณจากภาครัฐตามปกติ จากแนวทางในการรับ
เงินทุนหรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ จาต้องมีนโยบายของรัฐบาลที่แน่นอนชัดเจน แผนระบบพื้นที่
คุ้มครองจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องคานึงถึงแหล่งทุนอันจะได้รับ
จากแนวคิดของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองที่ชัดเจน แหล่งทุนจะมีความยั่งยืนและจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เงินงบประมาณของพื้นที่คุ้มครองแนวใหม่จะอยู่ภายใต้ความเป็นไปได้ของกฎหมาย ที่จะต้องใช้
กฎหมายกับเงินงบประมาณรายได้ของพื้นที่คุ้มครองและงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะต้องอธิบายไว้ในแผน
ระบบพื้นที่คุ้มครองด้วย
เงินงบประมาณของพื้นที่คุ้มครองอาจจะได้รับสนับสนุนจากองค์กรนานาชาติที่ประเทศไทยได้รับ
ผลประโยชน์จากการที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้า
อนุสัญญามรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล อนุสัญญาที่เกี่ยวข้องการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ(ไซ
เตส) ฉะนั้น การที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ ทาให้ประเทศไทยได้รับกา
สนับสนุนเงินงบประมาณจาก GEF / UNDP / UNEP / ADB / และ TWB ตลอดจนความร่วมมือระหว่าง
หน่วยงานของรัฐบาลหลายๆ หน่วยงาน องค์กรต่างๆดังกล่าวมีการให้คาแนะนาทางวิชาการแก่รัฐบาลของ
ประเทศนั้นๆ ที่ได้ร้องขอมา ตัวอย่าง เช่น UNDP , หน่วยงานติดตามผล (WCMC) ได้สนับสนุนข้อมูลการ
จัดการและการทาแผนที่องค์กร IUCN / WCPA จะมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านสามารถให้คาปรึกษาทาง
- 17 -
วิชาการ การเก็บข้อมูล และรักษาไว้ซึ่งแหล่งพื้นที่คุ้มครองในระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ หัวหน้า
พื้นที่คุ้มครองต้องร่วมมือกับนานาชาติหรือประเทศอื่นๆ องค์กรภาคเอกชนต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญระดับ
นานาชาติท มีการสนับสนุนทางวิชาการ เช่น WWF, WCS, พื้นที่ชุ่มน้าระดับชาติ สภาการอนุรักษ์นก องค์กร
อนุรักษ์พืชและสัตว์ป่าในระดับนานาชาติ และหลายๆ องค์กร
งบประมาณที่ดาเนินการจัดการพื้นที่คุ้มครองมิใช่มีแต่เพียงของประเทศเท่านั้น จึงยังมีการ
สนับสนุนจากนานาชาติ ด้านความร่วมมือกัน ประเทศไทยก็มีส่วนในการให้ความร่วมมือตามข้อตกลงกับ
นานาชาติในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหา
ร่วมกัน จะเห็นได้จากพื้นที่คุ้มครองในระดับนานาชาติ สามารถที่จะนามาพิจารณาจัดทาแผนระบบพื้นที่
คุ้มครองได้
ประสบการณ์จากการที่ได้รับการสนับสนุนความช่วยเหลือจากนานาชาติ สามารถนามาพิจารณาใน
การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองได้ เช่น
Bovarnick, A. 2006 ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหนึ่งในการจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองใน
ระดับชาติ คือ ให้มีการสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อการจัดการ จึงต้องพิจารณาถึงการที่พื้นที่คุ้มครอง
อานวยผลประโยชน์อะไรบ้างให้แก่ประชาชน แหล่งทุนที่จะนามาใช้บารุงรักษาเพื่อให้เกิดผลประโยชน์
ดังกล่าว และความต้องการโดยเฉพาะเงินทุนที่ต้องใช้เพื่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น แผนการเงินงบประมาณเพื่อ
การจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการวิเคราะห์ต้นทุนจนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ การจัดการแหล่งทุนที่จะ
นามาใช้ในระบบ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลของพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้ตอบสนองต่อหน่วยงานของรัฐ
ผู้รับผิดชอบด้านการใช้งบประมาณให้มีความยั่งยืน
Emerton, L., et.al. 2006 ได้สรุปว่า ยุทธศาสตร์การวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีความ
มั่นคงทางด้านเงินงบประมาณ มีกรณีศึกษาพื้นที่คุ้มครองจานวน 29 แห่ง พบว่ามีตัวอย่างในเอเชีย 6 แห่ง
(ไม่มีตัวอย่างจากประเทศไทย) มีกลไกนวัตกรรมใหม่ๆ ของงบประมาณรวมทั้งงบประมาณจากภาครัฐและ
เอกชน รวมทั้งค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) เงินค่าธรรมเนียมการใช้บริการของพื้นที่ โครงการเรื่องดูดซับ
คาร์บอน การร่วมลงทุนและการหาแหล่งทุน อาจจะเป็นเงินบริจาค เงินรายได้จากการเก็บค่าสัมปทาน และ
ค่าเช่าจากภาคเอกชน หรือการจัดการโดยชุมชนในพื้นที่นั้นๆ เป็นการจัดการโดยชุมชน (ค่าเช่าจากภาครัฐ)
ในพื้นที่ดาเนินการกิจกรรมใดๆ เป็นการจัดขึ้นเพื่อกิจกรรมในชุมชน ผลประโยชน์จากองค์กรเอกชนที่เก็บ
จากชุมชนให้เงินสนับสนุนเพื่อกิจกรรมชุมชนนั้นๆ ให้มีผลประโยชน์ในการสนับสนุนการทางานของพื้นที่
คุ้มครอง การจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการลงทุนเพื่อหวังผลทางการเงิน กองทุนที่ยั่งยืนมี
ประสิทธิภาพและมีการจัดการที่สมบูรณ์แบบ
- 18 -
หัวข้อที่ 10 การที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
จากการที่มีนักท่องเที่ยวจานวนมากเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ
แผนระบบพื้นที่คุ้มครองต้องกาหนดเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารระบบใหม่ๆ เช่น
Website ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องได้รับการปรับปรุงเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นภาษา
ต่างชาติหลายๆ ภาษาสาหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจจะต้องมีโครงการแลกเปลี่ยนพนักงานเจ้าหน้าที่กับ
นานาชาติ มีนักวิจัยของประเทศไทยหลายท่านได้มีการนาอุปกรณ์สารวจสัตว์ป่ าที่ทันสมัยมาใช้ เช่น
การสารวจเสือโคร่ง เสือลายเมฆ แมวลายหินอ่อน และชนิดพันธุ์พืชอื่นๆ ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า กล้องดัก
ถ่ายภาพ (Camera trap) นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่สาคัญอื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟน ที่มีโปรแกรมต่างๆ
ในอุปกรณ์ (Apps) สาหรับการติดตามเรื่องนก เครื่องมือศึกษาการนาทางของค้างคาว หรืออุปกรณ์ต่างๆ
ที่นามาใช้ การถ่ายภาพระยะไกล (Remotes radio camera) สาหรับศึกษาวิจัยการนานกเงือกคืนสู่ธรรมชาติ
การสร้างรัง แหล่งที่อยู่อาศัยของเสือโคร่ง นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมายโดยเฉพาะ Website ของ
Zoological Society of London ที่เป็นหน่วยงานที่สาคัญในการศึกษารื่องสัตว์นานาชนิด
มีสื่อหลายประเภทเกี่ยวกับงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เช่น Website, Google
Earth ที่สามารถเชื่อมโยงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ แนวเขตและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันได้ เช่น
ชุมชนท้องถิ่นควรสนับสนุนการบริหารพื้นที่คุ้มครองในท้องถิ่นที่ต้องการให้มีการสื่อสารกันได้ง่าย
การใช้เครื่องมือ GIS เป็นกลไกสนับสนุนแผนระบบพื้นที่คุ้มครองใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา
พื้นที่คุ้มครอง สานักงานนวัตกรรมพื้นที่คุ้มครองฯ มีเป้ าหมายการจัดการมีข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุน
ข้อมูลให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนร่วมกับพื้นที่คุ้มครอง เช่น กรมประมงในพื้นที่คุ้มครองทาง
ทะเล การพลังงานกับพื้นที่คุ้มครอง เขื่อนพลังไฟฟ้ า การเกษตรในพื้นที่ชลประทาน การผสมเกสรพืชป่า
กองทหารที่รับผิดชอบในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การศึกษาวิจัย นักศึกษาที่ศึกษาองค์ประกอบของระบบ
นิเวศ นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยควรที่จะเข้าไปดาเนินการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้มาก การสื่อสารและการ
วิเคราะห์อื่นๆ สามารถนามาทาเป็นแผนนโยบาย และอานวยข้อมูลการดาเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและ
เศรษฐกิจสู่ชุมชนท้องถิ่น ภูมิภาคและระดับชาติ
ส่วนเรื่องอาสาสมัครสามารถที่กาหนดให้มีการสนับสนุนการท่องเที่ยว สาธารณชนทั่วไปได้ไปใช้
ประโยชน์และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น การสารวจชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก การศึกษารอยเท้า มูลของ
สัตว์ป่าสาหรับเสือโคร่ง ตัวป่าและชนิดพันธุ์อื่นๆ มักมีอาสาสมัครเข้ามามีส่วนช่วยรวบรวมข้อมูลเหล่านี้
เพื่อประโยชน์ในการนามากาหนดในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองได้
- 19 -
สุดท้ายแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรมีแนวทางในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง มีโปรแกรมที่กาหนดสาหรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองและชุมชนท้องถิ่น
หัวข้อที่ 11 การพัฒนาและการกาหนดนโยบายสาหรับพื้นที่คุ้มครอง
พื้นที่คุ้มครองหลาย ๆ แห่งมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนา และการจัดการ มีหน่วยงานรับผิดชอบที่
ชัดเจน มีการกาหนดแผนข้อตกลงตามนโยบาย มีที่ปรึกษาช่วยตัดสินใจในเรื่องการจัดการ การสนับสนุนให้
ภาคส่วนอื่นที่สนใจทางานร่วมกัน บางนโยบายสามารถปรับได้ในบางกรณี และการกาหนดประเภทของ
พื้นที่คุ้มครอง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จัดอยู่ในประเภทที่ I มีนโยบายที่แตกต่างกับอุทยานแห่งชาติที่อยู่
ในประเภทที่ II และประเภทที่ III พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ในการดาเนินงานจะต้องมีการพิจารณาถึงรายละเอียด
ที่เกี่ยวข้อง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องมีการปรับปรุงนโยบายที่ผ่านการพิจารณาของ
คณะรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีประโยชน์ในการพัฒนาที่ชัดเจน
1. เรื่องการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่คุ้มครอง ถนนเป็นภัยคุกคามที่ทาให้เกิดการแยกจากกัน
ของพื้นที่คุ้มครองและทาให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น รถยนต์ชนสัตว์ป่า จะเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ป่า
2. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกพื้นที่คุ้มครอง
3. ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนภายในพื้นที่คุ้มครอง และรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง และการมีส่วน
สนับสนุนให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองสู่เป้ าหมาย
4. บทบาทและองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
5. แนวทางในการสนับสนุนแหล่งทุน จากการจัดการท่องเที่ยว
6. มีการนาเอา Financial Sustainability Scorecard หรือแบบประเมินความยั่งยืนด้านการเงินในการ
จัดการพื้นที่คุ้มครอง
7. มีการจัดการแนวกันชนและมีการแบ่งเขตการจัดการ
8. การกาหนดแผนการจัดการระดับพื้นที่ที่จัดเตรียมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง
โดยให้มีส่วนสัมพันธ์กับงบประมาณที่ได้รับ
9. แนวนโยบายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือ
หน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในท้องที่
- 20 -
10. การกาหนดแนวทางในการประเมินผลของการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
(Management Effectiveness Tracking Tools : METT) ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการที่ชัดเจนทั้งพื้นที่ทางบกและ
ทางทะเล
11. กาหนดแนวทางการทางานการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง
12. นโยบายการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการเพื่อการพัฒนา และ
ประโยชน์ของท้องถิ่น
ตัวอย่างนโยบายที่อาจจะนามาพิจารณาได้ นโยบายท่องเที่ยวของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ
พันธุ์พืช ด้านการพัฒนา ตัวอย่างนี้ได้พิจารณาจากการท่องเที่ยวอุทยานแห่งสหรัฐอเมริกา ที่สามารถนามา
ปรับให้เข้าประเทศไทยได้ ซึ่งนโยบายที่เสนอมานี้เพื่อให้ผู้ที่เข้าประชุมร่วมพิจารณา
ก. นโยบายการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เพื่อความสนใจในการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนภายในพื้นที่คุ้มครอง
1. การพัฒนาเพื่อคงไว้ซึ่งการประชาสัมพันธ์ร่วมกับสานักงานการท่องเที่ยวจังหวัด หรือองค์กร
ภาครัฐหรือเอกชน และธุรกิจต่างๆ โดยมียุทธวิธีต่างๆ ที่ไม่จากัดถึงหน่วยงานสมาชิก การมีส่วนร่วมในการ
ประชุมหรือประชุมสัมมนา หรือรวบรวมข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
2. ความร่วมมือกับผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยวให้การสนับสนุนความยั่งยืน และร่วมการ
ท่องเที่ยวเพื่อสังคม-วัฒนธรรม เศรษฐกิจและระบบนิเวศ สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครอง
จากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการร่วมมือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์
พืช
3. การอบรมชุมชนท้องถิ่นภายในและใกล้เคียงพื้นที่คุ้มครอง ด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม
เพื่อให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะมัคคุเทศก์
4. กิจกรรมการสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ชักชวน
ให้ประชาชนที่เป็นนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้คานึงถึงวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ อายุ ความสามารถ ภายใต้สังคม
และการศึกษา
5. กาหนดให้มีการปฐมนิเทศนักท่องเที่ยวและการบริการข้อมูลให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง
และในชุมชนที่องค์การท่องเที่ยวตั้งอยู่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องบริการข้อมูลให้
นักท่องเที่ยวที่ถูกต้อง ที่เกี่ยวกับกิจกรรมของพื้นที่คุ้มครองและทรัพยากรรวมทั้งสภาพและฤดูกาล
- 21 -
6. การปฏิบัติเกี่ยวกับรูปแบบ เครื่องหมาย สื่อสิ่งพิมพ์ หรือข้อมูลอิเล็กโทรนิค ที่จะสามารถส่งให้
นักท่องเที่ยวค้นหาโดยสะดวก เช่น การกาหนดสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลายๆ ภาษา เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้
ประโยชน์
7. สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวใช้พื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการท่องเที่ยวหรือการใช้ประโยชน์น้อย โดย
การสารวจภายในเขตพื้นที่ เพื่อสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวและป้ องกันทรัพยากร
8. สนับสนุนส่งเสริมให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองร่วมทางานในพื้นที่ลักษณะกลุ่มป่ าที่ใกล้เคียง
สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกัน
9. ในระหว่างการดาเนินงานจัดทาแผนและข้อเสนอแผนควรจะได้มีการติดตามผลในพื้นที่เพื่อให้มี
การจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีทรัพยากรที่ให้มีการบริการแก่นักท่องเที่ยวและโครงสร้างภายในพื้นที่
คุ้มครอง
10. จัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีความสัมพันธ์ระหว่างการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเป็น
การรับประกันว่าการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองมีประสิทธิภาพ
11. วิเคราะห์ถึงสถานภาพของทรัพยากรและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ในการสนับสนุน
การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการรับรองของพื้นที่ ให้เป็นที่ยอมรับและการใช้ประโยชน์ของ
นักท่องเที่ยว การวิเคราะห์ความสามารถการรองรับนักท่องเที่ยวที่อยู่ในแผนของพื้นที่คุ้มครองของอุทยาน
แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
12. การติดตามผลด้านการศึกษาวิจัย การเก็บข้อมูลและการตลาด เพื่อการสนับสนุนให้กรมอุทยาน
แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ทราบถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวและแนวโน้มการเพิ่มขึ้น
หรือการลดลงของนักท่องเที่ยว
13. การทางานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทรัพยากรมีความปลอดภัย
โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อ่อนไหวจากกิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจ โดยผ่านเครื่องมือ และการโฆษณารวมถึง
การดาเนินงานและค่าธรรมเนียม
14. การก่อสร้าง ซ่อมแซมและการจัดการทรัพยากร เช่น การชิงเผาป่าเพื่อให้เกิดการบริการดึงดูดใจ
ของนักท่องเที่ยว การบริการสาธารณะ ผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และการเผยแพร่ธุรกิจ
15. สร้างและบารุงรักษาที่เกิดจากผลกระทบต่อพื้นที่ในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงแผนธุรกิจ
การท่องเที่ยว และการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย
16. ให้นักท่องเที่ยวใช้บริการ สานักงานการท่องเที่ยว ชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับข้อมูลการท่องเที่ยว
รวมถึงการป้ องกันและฟื้นฟู เพื่อผลประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครอง
- 22 -
17. พัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาเรื่องที่สาคัญด้านการท่องเที่ยว
การกาหนดนโยบายแต่ละหัวข้อให้มีความเหมาะสมกับงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และ
พันธุ์พืช ซึ่งมีเอกสารที่สามารถศึกษาได้เช่น
USNPS 1984 รายงานไว้ว่า แนวทางการกาหนดนโยบายมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่
คุ้มครองโดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กาหนด ความสาคัญของการพัฒนานโยบายในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งต้อง
ประสานงานความร่วมมือของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
Eagles, P. et.al. 2001 กล่าวถึงแนวทางในการกาหนดนโยบายการท่องเที่ยวและแนวทางใน
การจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง เพื่อประโยชน์ในการจัดทาแผนการจัดการภายในและรอบๆ พื้นที่
คุ้มครองให้มีความสัมพันธ์กัน
Navid, D. 2013 นาเสนอรายงานข้อมูลการวิเคราะห์งบประมาณแนวใหม่ในการสนับสนุน
การจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA โดยกล่าวถึงกองทุนการอนุรักษ์ (CTF) สามารถนามาช่วยได้
แต่ต้องศึกษารูปแบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อการจัดตั้งกองทุน โดยเฉพาะแนวทางการจัดตั้งกองทุนที่
อุทยานแห่งชาติอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เป็นกลไกการส่งเสริมงบประมาณในพื้นที่คุ้มครองที่เป็นตัวอย่าง
Thomas L. and J. Middleton, 2003 กล่าวถึงแผนการจัดการที่เป็นเอกสารแนวทางและเป้ าหมาย
มีกรอบการทางานเพื่อใช้ในการตัดสินใจภายในพื้นที่คุ้มครองตามที่กาหนด วิกฤตการณ์ของแผนโดย
ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และวัตถุประสงค์ในการใช้และการคงอยู่ของพื้นที่คุ้มครอง แนวทางที่
เป็นตัวอย่างที่ใช้ได้หลายๆ พื้นที่ กรอบการทางานสามารถที่จะปรับปรุงได้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า
และพันธุ์พืชควรจะกาหนดเป็นนโยบาย การจัดทาแผนดาเนินงาน
McNeely, J. 2013 ได้เสนอรายงานเรื่องการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้เป็นแนวทางและสนับสนุน
วิธีการ และเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองและนามาใช้ในการจัดการเพื่อให้
ได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ มนุษย์ ประเพณีและสังคมแล้วใช้ในการกาหนดนโยบายของการใช้ประโยชน์
อย่างยั่งยืน ซึ่งควรจะได้เตรียมไว้ในแผนงานระบบพื้นที่คุ้มครองด้วย
หัวข้อที่ 12 ลาดับความสาคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการปฏิบัติตามแผน
การจัดลาดับความสาคัญของพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย เพื่อให้เป็นระบบพื้นที่คุ้มครองใน
ระดับชาติ จะต้องพิจารณาถึงความสามารถของพนักงานเจ้าหน้าที่ กิจกรรมที่สาคัญต่างๆ ในการบริหาร
จัดการ ศูนย์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียน ได้กาหนดรูปแบบ ข้อมูล หลักเกณฑ์
เพื่อให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ มีรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน
- 23 -
เจ้าหน้าที่ควรจะกาหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง แผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะ
ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางกายภาพ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การสื่อสาร
ข้อมูลสารสนเทศ โดยการพัฒนาและการจัดการ อุปกรณ์ การลาดตระเวนป้ องกัน การฝึกอบรม
การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrolling) เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ถูกนามาใช้แล้ว การจัดการทรัพยากร
ทางชีวภาพ การอนุรักษ์จัดการระบบนิเวศ ถิ่นที่อาศัยและชนิดพันธุ์ สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพื่อ
การพัฒนาที่ยั่งยืนสู่สังคม นโยบายการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แผนและการจัดการเฉพาะพื้นที่ กฎหมาย
การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยว การสร้างความตระหนัก การศึกษาและความจาเป็นด้านสาธารณะ
การที่จะให้มีรายงานสนับสนุนศักยภาพของการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะได้มี
การฝึกอบรม การประชุมปฏิบัติการ มีหลักสูตรการศึกษาในระดับชาติ
รายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีเอกสารที่สามารถศึกษาได้ เช่น
Grantham, H.S., et.al. 2010 รายงานว่า การพิจารณาจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองจะต้องกาหนดคาถามว่า
มีการจัดการอย่างไร ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ เพื่อที่จะป้ องกัน ลดผลกระทบในระบบสังคมที่เกิดขึ้น
การตัดสินใจจะต้องเรียนรู้เข้าใจระบบผ่านการปฏิบัติการจัดการและผลที่ได้รับที่เกิดจากกระบวนการจัดการ
เป็นที่เข้าใจว่าการปรับแผนการจัดการ เป็นการทาให้กิจกรรมการอนุรักษ์ดีขึ้น รายละเอียดในการปรับ
แผนการจัดการจะต้องอธิบายให้ชัดเจน
- 24 -
เอกสารอ่านประกอบ
1. ASEAN Centre for Biodiversity. 2010. Protected Areas Gap Analysis in the ASEAN Region ASEAN
Centre for Biodiversity, Laguna, Philippines. 77 pp.
2. Beck, M.W. et.al. 2009. Best Practices for Marine Spatial Planning. The Nature Conservancy.
Arlington, VA, U.S.A.
3. Bovarnick, A. 2008. Financial Sustainability Scorecard for National Systems of Protected Areas.
UNDP, New York.
4. Bradford, J.B. and A.W. D’Amato 2012. Recognizing trade-offs in multi-objective land management.
Frontiers in Ecology and the Environment 10 (4): 210-216
5. Cabeza, M. and S. Meilanen. 2001. Design of reserve networks and the persistence of biodiversity.
Trends in Ecology and Evolution 16 (5): 242-248
6. Day, J., et.al. 2012. Guidelines for applying the IUCN Protected Area management Categories to
Marine Protected Areas. IUCN, Gland. Switzerland.
7. Dickman, A.J.2010. Complexities of conflict: The importance of considering social factors for
effectively resolving human-wildlife conflict. Animal Conservation 13 (5) 455-466
8. Dudley,N.(ed.).2008. Guidelines for Applying Protected Area Management Categories. IUCN. Gland,
Switzerland. 86 pp.
9. Eagles, P., et.al.2001. Guidelines for Tourism in Parks and Protected Areas of East Asia. IUCN,Gland,
Switzerland.
10. Emerton, L., et.al. 2006. Sustainable Financing of Protected Areas: A Global Review of Challenges
and Options. IUCN, Gland, Switzerland. 97 pp.
11. Grantham, H.S., et .al. 2010. Effective conservation planning requires learning and adaptation.
Frontiers in Ecology and Environment 8(8): 431-437.
12. Groves, C. et.al. 2012. Incorporating climate change into systematic conservation planning.
Biodiversity Conservation. 21:1651-1671.
13. Halpem, B.J. 2003. The impact of marine reserves: Do reserves work and does reserve size matter?
Ecological Applications 13 (1) Supplement: 5117-5137.
- 25 -
14. Landhammer, P.F., et.al.2007. Identification and Gap Analysis of Key Biodiversity Areas. WCPA
Best Practices Guidelines Series 15:1-137.
15. Macdonald, R.J., et.al. 2006. The implications of current and future urbanization for global protected
areas and biodiversity conservation. Biological Conservation 141(6):1695-1703
16. McNeely, J. 2013. The role of research in a National System of Protected Areas. Paper prepared for
CATSPA.
17. Miller, J.R., et.al. 2012. Nature reserves as catalysts for Landscape change. Frontiers in Ecology and
Environment. 10(3): 144-152.
18. Navid, Dan 2013. Overview of Conservation Trust Funds and Their Possible Application in Thailand.
Paper submitted to CATSPA.
19. Naughton-Treves, L., et.al. 2005. The role of protected areas in conserving biodiversity and sustaining
local livelihoods. Annual Review of Environment and Resources. 30:219-252.
20. Pool, C. 2006. Transboundary protected areas: a solution to border issues .Nebraska Antropologist
Paper 23.
21. Rotich, D. 2012. The concept of zoning management in protected areas Journal of Environment and
Earth Science. 2 (10) : 173-183.
22. SCBD. 2009. Assessing and Managing Invasive species within Protected Areas. Secretariat of the
Convention on Biological Diversity, Montreal, Canada.
23. Sims, K.R. 2009. Conservation and development: Evidence form Thai protected areas”
24. Stolton, S. and N. Dudley. 2010. Argument for Protected Areas: Multiple Benefits for Conservation
and Use. Earthscan, London. 273 pp.
25. Storms, D., et.al. 2005. Integrated coastal reserve planning: market the land-sea connection. Frontiers
in Ecology and Environment. 3(8): 429-436
26. Thomas, L. and J. Middleton. 2003. Guidelines for Management Planning of Protected Areas. IUCN
Gland, Switzerland.
27. USNPS. 1984. Park Road Standards. US National Park Service. Washington, D.C.
------------------------------------------------------------
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพัฒนาการเกษตร
- 1 -
การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพัฒนาการเกษตร
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความนา
ตามที่ได้มีการประเมินระบบนิเวศในรอบสหัสวรรษ (MEA, 2005) พบว่า การเปลี่ยนแปลงของ
ระบบนิเวศที่สาคัญในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินในอัตราส่วน
ที่สูงมาก พื้นที่ป่าไม้ทุ่งหญ้า ป่าชายเลน รวมถึงแหล่งน้าต่างๆ ถูกนาไปใช้ประโยชน์โดยเฉพาะการใช้ที่ดิน
เพื่อการเกษตร พื้นที่ป่าไม้ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ทางบกจานวน 9 ใน 14 ประเภท ประมาณว่า 20-50 %
ของพื้นที่เหล่านี้ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่การเกษตร ประเทศแถบโซนร้อนมีอัตราส่วนการทาลายที่สูงมาก
GEF (2014) ได้รายงานไว้ว่า ผลผลิตทางการเกษตรหลัก 3 ชนิด คือ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์และปาล์มน้ามันที่
ต้องใช้พื้นที่ดินเพื่อดาเนินการสูงถึง 80% โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้แถบโซนร้อน ผลผลิตดังกล่าวเป็นสินค้าออก
ของประเทศที่สาคัญที่ใช้ดารงชีวิตของประชากรในประเทศ ขณะเดียวกันประชากรในพื้นที่ดังกล่าวก็ยังมี
การต่อสู้กับความอดยากและความยากจน
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการประเมินพบว่าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงใน
อัตราส่วนที่เร็วมาก หรือเร็วกว่าตัวเลขที่คาดคะเนไว้ในหลายๆ โครงการมีการศึกษาถึงการเพิ่มขึ้นของ
ประชากรโลกที่สัมพันธ์กับความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นถึง 70% เป็นอย่างน้อย ในอีก 35 ปีข้างหน้า หรือ
อาจจะถึง 110% (Bruinsma, 2009) การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินดังกล่าวที่ถูกนามาใช้เพื่อทาการเกษตร
ทุ่งหญ้าเลี้ยงปศุสัตว์รวมถึงการพัฒนาชนบท เหล่านี้จึงเป็นภัยคุกคามที่ทาลายระบบนิเวศธรรมชาติ
Tilman et.al. (2011) รายงานว่า แนวโน้มการทาลายหรือการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ยังเพิ่มมาก
ขึ้น นับเป็นจานวนล้านล้านเฮกแตร์ ซึ่งมากกว่าที่คาดคิดไว้จะเกิดขึ้นในปี 2050 แต่มีบางกิจกรรมจากการทา
การเกษตรที่จะต้องมีการพัฒนาในหลายๆ ประการเพื่อทาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากการคานวณพบว่าการใช้
ประโยชน์ที่ดินในปี 1961 จานวน 1.4 ล้านล้านเฮกแตร์ และในปี 2008 มีการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นจานวน
1.5 ล้านล้านเฮกแตร์ ถึงแม้ว่าประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 3 ล้านล้านคนในปี 1961 เป็น
จานวน 6.8 ล้านล้านคนในปี 2008 (มากกว่าค่าเฉลี่ย 7.2 ล้านล้านคนในปี2014) การใช้พื้นที่ดินป่าไม้เพื่อทา
การเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร จึงเป็นสาเหตุที่ทาให้มีการทาลายระบบนิเวศธรรมชาติ ในปัจจุบัน
ผลผลิตจากพื้นที่การเกษตร ความต้องการด้านแก๊สชีวภาพ พลังงานและผลผลิตทางอาหาร จะต้องมีการ
พัฒนาเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่ดินเกษตรเพื่อให้สามารถอานวยผลประโยชน์และมีคุณค่าในระดับท้องถิ่นได้
ผลผลิตอาหารจากภาคเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้เกื้อกูลการดารงชีวิตของมนุษย์ เป็นที่
ยอมรับในทุกระดับ ว่าแนวคิดใหม่ๆ ของความต้องการพัฒนาด้านอาหารของมนุษย์และชนิดพันธุ์อื่นๆที่มี
อยู่ อาหารบางชนิดจะได้จากพื้นที่คุ้มครองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่คุ้มครองและผลผลิตทางการ
เกษตรจากการใช้บริการของระบบนิเวศ (MEA, 2005) ตามกรอบงานที่กาหนด ความยั่งยืนของการใช้
- 2 -
ประโยชน์ในอนาคต จะต้องดาเนินการเพิ่มผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและการบริการของระบบนิเวศจาก
พื้นที่คุ้มครอง แนวคิดในการดาเนินงานเรื่องนี้จึงเป็นการสร้างความเข้าใจจากทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิตด้านอาหารจากพื้นที่คุ้มครอง
การเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้เกิดการสูญเสียความ
หลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเรื่องของความหลากหลายหรือ
ความผันแปรของสิ่งมีชีวิตและความซับซ้อนของระบบสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศที่มีความหลากหลายในชนิด
พันธุ์และระบบนิเวศ ความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตเป็นความหลากหลาย การกระจายและความมากน้อยชนิด
พันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการค้นหาแหล่งที่อยู่
ใหม่ๆ การใช้ประโยชน์ที่ดินจะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาและสถานที่ อย่างไรก็ดีชนิดพันธุ์ที่มีกระดูก
สันหลังได้ถูกประเมินเป็นปริมาณมากน้อยไว้ เช่น การจัดพิมพ์หนังสือ IUCN Red List of Threatened
Species
ที่ได้กาหนดชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม เพื่อให้ทราบถึงสถานภาพของชนิดพันธุ์จากระดับที่ไม่มีข้อมูลจนถึงการ
สูญพันธุ์ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของชนิดพันธุ์ องค์กร IUCNได้จัดพิมพ์หนังสือครั้งสุดท้ายปรากฏว่าสถานภาพ
ของสัตว์จานวน 76,199 ชนิด (ชนิดพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้า) พบว่า 22, 416 ชนิด
(30%) ได้รับภัยคุกคามจนใกล้จะสูญพันธุ์ จากการลดลงของระบบนิเวศ หากว่าไม่ได้รับการดูแลและการ
สนับสนุนจากประชาชนทุกระดับที่เกี่ยวข้องอัตราการสูญพันธุ์จะยังมีต่อไปในอนาคต
หากว่าจะพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง
พบว่าได้มีมาตรการการอนุรักษ์ที่เพิ่มขึ้น จากสถิติปัจจุบัน ทั่วโลกที่มีพื้นที่คุ้มครองทางบกประมาณ 15.4%
และพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ประมาณ 3.4% โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองทางทะเลประมาณ 8.4% ถูกกาหนดให้
เป็นเขตเศรษฐกิจ จากข้อมูลของ UNEP-WCMC (2014) รายงานว่าพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกมีไม่ต่ากว่า 200,000
แห่ง พื้นที่คุ้มครองเหล่านี้มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็งในการจัดการและไม่รวมถึงพื้นที่
คุ้มครองที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน หรือพื้นที่คุ้มครองที่ครอบครองของประชาชนที่มี
วัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองหลายแห่งที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อการอนุรักษ์ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
และให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อเป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์ที่เป็นแหล่งผลิตทางด้านอาหาร
ปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ล่วงหน้าในอนาคตว่าระบบนิเวศจะมี
การเปลี่ยนแปลงที่สูงมาก แม้ว่าองค์กร IUCN ได้จัดพิมพ์หนังสือกาหนดชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้ยากถึง 733
ชนิด จากการพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและรายงานไว้ว่า ถ้าหากมีการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เพิ่มขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น ภายในปี 2040 ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ได้ยากมากว่า 1,000 ชนิด จะ
สูญหายไปจากถิ่นที่อาศัยเดิม ในเมื่อถิ่นที่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลงชนิดพันธุ์ก็ไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ การ
เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นสาเหตุหลักที่เกี่ยวข้อง ได้มีการวิเคราะห์แล้วว่ามีชนิดพันธุ์มากกว่า
2,334 ชนิด ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและจานวนชนิดพันธุ์ดังกล่าวก็อยู่ในสถานภาพที่
ต่ามาก
- 3 -
ความเสี่ยงหรือความไม่มั่นคงของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศที่มีผลกระทบ
ต่อการดารงชีวิตมนุษย์ เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี การ
นาพลังงานมาใช้หรือหลายๆ อย่างรวมกัน จะต้องกาหนดให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีการสนับสนุน
แนวทางการดาเนินงานให้ได้ผลในอนาคตจากภาคส่วนต่างๆ ของประชาชน เราต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศให้
สมบูรณ์มีประสิทธิภาพในด้านการจัดการผลประโยชน์เพื่อผลผลิตของชนิดพันธุ์รวมทั้งทรัพยากรมนุษย์
และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศ
1. การบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครองกับความเชื่อมโยงของผลผลิตทางด้านอาหาร
ผลของการประเมินระบบนิเวศในรอบสหัสวรรษ(MEA,2005) รายงานว่าการบริการของระบบ
นิเวศมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริการผลผลิตทางด้านอาหารของมนุษย์ รวมถึงอานวยผลผลิตด้าน
การเกษตรอื่นๆ เช่น พืชพันธุ์ ผลผลิตทางด้านการประมง พืชเภสัชกรรม น้าที่สะอาดและสัตว์ป่า การบริการ
ด้านการเกื้อกูล เช่น การเกิดความอุดมสมบูรณ์ของดิน การสังเคราะห์แสงของพืช วัฏจักรของแร่ธาตุ การ
ควบคุมสัตว์ผู้ล่าที่ทาลายพืชผลทางการเกษตรหรือแหล่งอาหาร (เช่น แมลงและหนู เป็นต้น) การบริการด้าน
การควบคุมกลไกของระบบ เช่น การอนุรักษ์แหล่งต้นน้า การถ่ายละอองเรณูพันธุ์ไม้การควบคุมภูมิอากาศ
การดูดซับคาร์บอน และการดักจับมลพิษในพื้นที่ชุ่มน้า การบริการทางด้านวัฒนธรรม เช่น การบริการด้าน
ความสุขทางจิตใจที่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเพณี องค์ความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับผลผลิตของ
อาหาร ซึ่งการบริการด้านวัฒนธรรมนี้จะสัมพันธ์กับผลผลิตทางด้านอาหาร รวมทั้งการบริการด้านการ
เกื้อหนุนและการควบคุมกลไกการบริการของระบบนิเวศ ที่เน้นหนักไปในเรื่องกระบวนการของระบบนิเวศ
และลักษณะทางกายภาพที่นาไปสู่ความปลอดภัยของแหล่งอาหาร คุณค่าของอาหารและความสาคัญต่างๆ ที่
ไม่สามารถระบุคุณค่าได้
การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ด้านการบริการของระบบนิเวศสามารถที่จะดาเนินการได้
โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การประเมินมูลค่าของการบริการระบบนิเวศ มีค่าประมาณ
125-145 ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่ความสูญเสียด้านการบริการของระบบนิเวศอย่างน้อยปีละ 4.5
ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าของการบริการของระบบนิเวศไม่สามารถที่จะนามาคานวณได้หรือไม่
สามารถจะชดเชยความสูญเสียของระบบนิเวศได้ที่ใช้บริการแล้วสูญเสียไปเลย มูลค่าบางอย่างของระบบ
นิเวศไม่สามารถบอกถึงราคาที่เป็นสินค้าได้ หรือมีการจัดการในแนวคิดของการตลาดได้ จึงจาเป็นต้องใช้
หลักเศรษฐศาสตร์กาหนดมูลค่าเพื่อให้เป็นนโยบายที่นาสู่สาธารณชนได้
การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการการอนุรักษ์พันธุกรรม ชนิดพันธุ์และระบบนิเวศให้มีความ
เชื่อมโยงกับการดารงชีวิตของมนุษย์ ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่คุ้มครองจะประกอบด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ใน
ระดับต่างๆ การสนับสนุนงบประมาณจากภาคส่วนอื่นๆที่ต้องใช้ดาเนินการดูแลรักษาไว้เพื่อให้มีการบริการ
ของระบบนิเวศ เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้อานวยประโยชน์ทางด้านผลผลิตของอาหาร
จากข้อเท็จจริงพบว่าความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจะประกอบด้วยโครงสร้างและองค์ประกอบ ปราศจากภัย
คุกคามจากภายนอก พื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์จะมีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง
- 4 -
ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นต้น ประโยชน์
ทางด้านผลผลิตของอาหารหลายอย่างที่เกิดจากการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการของ
ระบบนิเวศ โดยผ่านกระบวนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผลผลิตทางด้านอาหารกับการลดลงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
มีการศึกษาพบว่า การพัฒนาในด้านต่างๆ ของมนุษย์จะสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์พื้นที่ดิน
ตามความต้องการเพื่อให้พื้นที่ดินสามารถรองรับและสนับสนุนผลผลิตของระบบนิเวศได้ หรือกล่าวอย่าง
ง่ายๆ ว่าความยั่งยืนขึ้นอยู่กับการพัฒนาการดารงชีวิตของมนุษย์ที่ต้องการเพิ่มการบริโภคทรัพยากรใน
ทิศทางเดียวกันเรียกว่าความสัมพันธ์การเพิ่มการบริโภคทรัพยากรในทิศทางเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์
หรือความเชื่อมโยงกัน ในการประชุมขององค์กร UNEP เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวถึงการ
ใช้ประโยชน์ทรัพยากรในทางเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด ให้มีการลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมให้มีผลประโยชน์
ทางเศรษฐกิจของประเทศชาติมากที่สุด
ทฤษฎีเกี่ยวกับการผลิตอาหารที่เชื่อมโยงกับทรัพยากร หมายถึง การใช้ประโยชน์พื้นที่ดินใน
ปริมาณน้อย การลงทุนน้อยเพื่อผลผลิตที่ต้องการให้มากที่สุด โดยเฉพาะปริมาณและคุณภาพมากที่สุดต่อ
หน่วยเนื้อที่ การแก้ไขผลกระทบความเชื่อมโยง หมายถึง การลดความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่มา
ทาลายผลผลิตทางการเกษตรโดยลดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มขึ้น หรือการขยายพื้นที่ทากินปลูกพืชเกษตร
ในขณะที่ความเชื่อมโยงที่มีผลกระทบที่ไม่ต้องการโดยเฉพาะการใช้สารเคมี เป็นต้น จากการที่มีความมั่นคง
และการขายผลผลิตทางการเกษตรให้มีความยั่งยืนได้ก็จะมีผลประโยชน์ในการดารงชีวิตของมนุษย์
Sayer and Cassman (2013) ได้เสนอผลการศึกษาด้านนวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อต้องการ
เพิ่มผลผลิตทางด้านอาหารและต้องการให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในจานวนน้อย การลดผลกระทบจาก
สิ่งแวดล้อมหรือภัยคุกคามในพื้นที่ ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยทางการเกษตรในหลายๆ ด้านเพื่อการเพิ่มผลผลิต
มากกว่าการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความสามารถของ
เกษตรกร สถาบันหรือหน่วยงาน นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้พยายามที่จะดาเนินการ
บารุงรักษาหรือการฟื้ นฟูพื้นที่คุ้มครองให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่ออานวยผลประโยชน์ทางด้านผลผลิต
อาหารให้แก่ประชาชนในอนาคต
- 5 -
การพัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้ต้นทุนต่า
ผลจากการพัฒนาผลผลิตทางด้านอาหารจากการตัดแต่งพันธุกรรมจะทาให้มีผลผลิตทางอาหาร
เพิ่มขึ้น พื้นที่คุ้มครองจึงเป็นตัวเชื่อมโยงที่ทาให้เกิดกระบวนการดังกล่าว คือ มีพันธุกรรมแท้จากพื้นที่
คุ้มครอง ในทางปฏิบัติมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติสามารถปรับปรุง
ได้โดยใช้เทคโนโลยีถึง 80% เช่น การปรับปรุงแหล่งน้า การพลังงาน เพื่อให้ได้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ใช้ต้นทุน
ต่า
เหตุการณ์ดังกล่าวจะพบเห็นได้บ่อยมาก ซึ่งเรามักจะเรียกว่าช่องว่างผลผลิต (ความแตกต่าง
ระหว่างผลผลิตในปัจจุบันกับผลผลิตตามเป็นจริง) ที่มีการใช้ทรัพยากรที่เพียงพอ เช่น น้า แร่ธาตุ เป็นต้น
มีการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีทางการเกษตร การควบคุมภัยธรรมชาติ การปิดช่องว่างดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยต่างๆ ที่คาดกว่าจะมีผลกระทบกับการบริการของระบบนิเวศ โดยมีการเน้นในเรื่องผลประโยชน์จาก
ผลผลิตอาหารอย่างยั่งยืน มีการใช้ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองที่เพิ่มขึ้น เช่น
การควบคุมศัตรูพืช การผสมพันธุ์และวัฏจักรของแร่ธาตุ ซึ่งพื้นที่คุ้มครองมีส่วนช่วยอานวยผลประโยชน์ใน
สิ่งเหล่านี้ได้
ความเชื่อมโยงของประสิทธิภาพในการลงทุนและผลประโยชน์ที่ได้รับ ถึงแม้ว่าชนิดพันธุ์จะมี
ความหลากหลายสายพันธุ์และระบบจะให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน การที่จะทาให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจะต้องมีการ
พึ่งพาธรรมชาติด้วยเป็นอย่างน้อย (Gray et.al. 2014) ได้รายงานว่า ผลผลิตของข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวจ้าว ถั่ว
เหลือง มีเพิ่มขึ้นมากถึง 240% ในช่วงปี 1961-2008 กิจกรรมการเกษตรดังกล่าวจะทาให้มีการเพิ่มขึ้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ที่มีผลทาให้เกิดภาวะเรือนกระจกและทาให้โลกร้อน จึงเป็นการทาให้เกิด
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
3. พื้นที่คุ้มครองกับการอานวยผลประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศ
จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าองค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งหมดสามารถที่จะให้บริการ
สนับสนุนผลผลิตทางด้านอาหาร เป็นการบริการด้านเป็นแหล่งผลิต เป็นพื้นที่การเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์
น้า การทาไม้ การเก็บหาของป่ า ซึ่งเป็นตัวอย่างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในส่วนนี้จึงได้
เน้นหนักไปในเรื่องด้านการบริการของระบบนิเวศที่ได้จากพื้นที่คุ้มครองในการสนับสนุนผลผลิตทางด้าน
อาหาร
3.1 พื้นที่คุ้มครองอานวยผลผลิตด้านอาหารให้แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐาน
อยู่ใกล้ๆ พื้นที่คุ้มครองที่มีการปลูกพืชการเกษตรและการเก็บหาของป่าเพื่อการดารงชีพ พืชป่าหลายชนิดที่
ขึ้นอยู่ในป่ า สามารถใช้เป็นอาหารได้ ชุมชนชาวชาวบ้านจะเข้าไปเก็บหาของป่ าจากพื้นที่คุ้มครอง
โดยเฉพาะเขตการจัดการ บางพื้นที่ชุมชนจะเข้าไปเก็บเพื่อนาไปขายเป็นสินค้าได้ เป็นการยากที่คิดออกมา
เป็นผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ จะต้องมีการกาหนดเป็นนโยบายให้ชัดเจน ของป่าหลายชนิดที่ห้ามเก็บ
หรือที่มีการเก็บโดยผิดกฎหมายโดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครอง ที่ปรากฏว่ามีการเก็บแล้วนาไปจาหน่าย พื้นที่
- 6 -
คุ้มครองเป็นแหล่งอานวยประโยชน์ทางด้านอาหารที่เกิดความขัดแย้งของชุมชน พื้นที่คุ้มครองหลายแห่ง
เป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์ด้านชนิดพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะการดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องการใช้
เป็นแหล่งอาหาร
3.2 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมของธรรมชาติ วัตถุประสงค์ประการแรกของ
การจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง คือ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งชนิดพันธุ์จะเป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิมที่มี
อยู่ในปัจจุบันเพื่อการอยู่รอดและมีการพัฒนาภายในพื้นที่คุ้มครอง นักวิชาการสาขาพืชจะนาเอาความ
หลากหลายทางพันธุกรรมของพืชที่มีการดาเนินการได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน หรือการ
เปลี่ยนแปลง พันธุกรรมของพืชดั้งเดิม นักวิชาการจะให้ความสาคัญกับชนิดพันธุ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะ
เทคโนโลยีทางชีวภาพที่มีลักษณะตามธรรมชาติ จะเห็นได้จากทรัพยากรพันธุกรรมในรูปแบบของไม้ดอก
ไม้ผล เปลือกไม้ ใบไม้ เมล็ดไม้ หรือผลไม้ สามารถที่จะดูแลรักษาไว้มิให้ถูกรบกวนหรือถูกทาลาย
โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครอง ตามกฎหมายห้ามกระทาลายพืชพันธุ์ พรรณไม้หลายๆ ชนิดเป็นสินค้าหรือ
ประชาชนใช้ร่วมกัน การนาพืชไปปลูกในพื้นที่ป่ามีการดาเนินการกันแพร่หลายในอดีตนั้นมีเป็นจานวนมาก
การพัฒนาและการจัดการชนิดพันธุ์ขึ้นอยู่กับการอนุรักษ์พันธุ์ดั้งเดิมเพื่อเป็นการบริโภคที่ปลอดภัย
3.3 พื้นที่คุ้มครองกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นแหล่ง
ผลิตที่สาคัญและอานวยผลประโยชน์ให้แก่มนุษย์นับมาเป็นเวลาพันๆ ปี เป็นแหล่งอานวยทรัพยากรทาง
ชีวภาพที่มนุษย์ใช้ในการบริโภค พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้มีการเก็บเกี่ยวเอา
ทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล ถึงแม้ว่าจะเป็นแหล่งที่ห้ามทาการประมงก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้ก็มี
ข้อมูลให้เห็นอยู่แล้ว คือ ความชุกชุมของชนิดพันธุ์ปลาและชนิดพันธุ์อื่นๆ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์
ในพื้นที่คุ้มครองมีการใช้ประโยชน์จาเป็นต้องมีการจัดแบ่งเขตการจัดการ มีเขตห้ามจับปลาภายในเขตของ
พื้นที่คุ้มครองทางทะเล จะเป็นการทาให้พื้นที่คุ้มครองทางทะเลมีเขตการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมี
ประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ เขตห้ามจับปลาชาวประมงจะได้รับผลประโยชน์มาก เนื่องมาจากเป็นแหล่ง
เพาะพันธุ์ปลาและปลาจะออกไปจากเขตพื้นที่ดังกล่าวให้สามารถจับมาบริโภคได้ ฉะนั้น พื้นที่คุ้มครองทาง
ทะเลจึงมีประโยชน์ทางด้านการผลิตอาหารทางทะเลสาหรับประชาชนได้เป็นจานวนมาก
3.4 พื้นที่คุ้มครองกับการสนับสนุนการผลิตขั้นปฐมภูมิ ในทุกๆ ระบบนิเวศจะมีผู้ผลิตขั้น
ปฐมภูมิที่ประกอบด้วยอินทรีย์สารต่างๆ โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงในสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิต โดย
การดูดซับเอาพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์คาร์บอนไดออกไซด์และน้า เพื่อถ่ายทอดไปยังพืชและสัตว์ต่อไป
อย่างไรก็ดีอัตราการผลิตขั้นปฐมภูมิจะเกิดขึ้นได้ดีในระบบนิเวศธรรมชาติดั้งเดิม ป่ าดงดิบหรือแหล่ง
ปะการังในน้ามีความหลากหลาย จึงมีความต้องการอนุรักษ์ระบบนิเวศดั้งเดิมโดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครอง
และมีความสามารถในการสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งในการผลิตอาหาร
3.5 พื้นที่คุ้มครองช่วยสนับสนุนการเกิดขึ้นของวัฏจักรแร่ธาตุ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์
พืชเป็นแหล่งผลิตสุทธิของขั้นปฐมภูมิ พื้นที่คุ้มครองทางบกที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินและความอุดม
สมบูรณ์แร่ธาตุช่วยเกื้อหนุนชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่คุ้มครองและเชื่อมโยงกับพื้นที่ทางการเกษตร น้าในลาห้วย
ลาธารจากพื้นที่คุ้มครอง สารแร่ธาตุต่างๆ จะถูกชะล้างโดยน้าฝน การรวมตัวของดินจะเป็นแหล่งรวมของแร่
- 7 -
ธาตุในระบบนิเวศ เป็นที่รวมของแบคทีเรีย เห็ดรา จุลินทรีย์ สัตว์ในดิน ไส้เดือนและชนิดพันธุ์อื่นๆ ก็ได้
พัฒนาตัวเองตามธรรมชาติ เป็นการเพิ่มปุ๋ ยและแร่ธาตุที่พืชดูดซับไปใช้ได้ ในขณะเดียวกันการอนุรักษ์พื้นที่
คุ้มครองจะเป็นการบารุงรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของดิน การป้ องกันดินพังทลาย จะอานวยการบริการ
ความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารให้แก่ประชาชน การทาไร่เลื่อนลอยยังเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ดินในบาง
สถานภาพ การจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถนามาใช้เป็นตัวชี้วัดเพื่อการเปรียบเทียบระหว่างความอุดม
สมบูรณ์ของดินกับความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในดินจะถ่ายมูลทาให้ดินมีความอุดม
สมบูรณ์เพิ่มขึ้น นกนางแอ่นหรือชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในถ้าหรือพื้นที่อื่นจะเพิ่มปุ๋ ยจากมูลทาให้ดินมี
ความอุดมสมบูรณ์และอานวยประโยชน์ให้แก่พืชหรือแร่ธาตุที่ไหลไปตามลาน้า น้าที่ใช้ในการชลประทาน
สาหรับเกษตรกรในพื้นที่ราบต่านอกพื้นที่คุ้มครองจะได้รับปุ๋ ยที่ไหลไปกับน้าด้วย
3.6 พื้นที่คุ้มครองช่วยสนับสนุนการถ่ายละอองเรณูของพืชเกษตร (การถ่ายเกสรตัวผู้ไปสู่
เกสรตัวเมีย) กระบวนการถ่ายละอองเรณูในพืชเป็นการแลกเปลี่ยนเกสรและการผสมพันธุ์ของพันธุ์พืช การ
ถ่ายละอองเรณูดังกล่าวเกิดจากสัตว์ป่าถึง 75% โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า
ที่ช่วยถ่ายละอองเรณูในพืชที่สาคัญ เช่น ค้างคาว ผีเสื้อ แมลง หรือชนิดพันธุ์อื่นๆ พื้นที่คุ้มครองจะอานวย
ประโยชน์ให้ชนิดพันธุ์ดังกล่าวได้อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาตินั้นๆอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันผู้ถ่ายละอองเรณู
ในพื้นที่คุ้มครองจะได้รับประโยชน์และได้รับการรักษาดูแลชนิดพันธุ์เหล่านี้ได้ถึง 80%
3.7 พื้นที่คุ้มครองกับการรักษาแหล่งน้าและอานวยน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชน พื้นที่คุ้มครอง
โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้าจะมีส่วนช่วยกลั่นกรองมลพิษต่างๆ จากพื้นที่การเกษตรได้ถึง 80%
สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าพืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้าจะดักจับมลพิษที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งโลหะ
หนักที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ในหลายๆ ประเทศประชาชนมักจะได้รับมลพิษจากน้า รวมทั้ง
สารพิษ แบคทีเรีย การชะล้างหน้าดินจากพื้นที่การเกษตร การดักจับของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่
คุ้มครองสามารถที่จะอานวยผลประโยชน์ทางด้านการอานวยน้าให้สะอาดและดักจับของเสีย ชนิดของพันธุ์
พืชที่คอยดักจับอินทรีย์สารที่เป็นมลพิษทาให้คุณภาพของน้าดีขึ้น ฉะนั้น พื้นที่คุ้มครองที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้าจะ
ช่วยขจัดน้าสกปรกให้เป็นน้าดี โดยเฉพาะชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่ระบบนิเวศแหล่งน้าเป็นตัวกรองมลพิษที่
บริการแหล่งน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชนและมีคุณภาพ
3.8 พื้นที่คุ้มครองช่วยป้ องกันและควบคุมภัยธรรมชาติ บริเวณที่เป็นภูเขาสูง แหล่งน้า
ชายทะเล จะเป็นพื้นที่ที่ช่วยป้ องกันภัยจากธรรมชาติอันอาจจะเกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดภัยพิบัติแก่ประชาชนใน
ท้องถิ่น หรือพื้นที่การเกษตรกรหรือแหล่งเพาะพันธุ์ปลา การรักษาพื้นที่ให้เป็นธรรมชาติที่เป็นป่าไม้ มี
ต้นไม้ปกคลุม เมื่อฝนตกหนักป่าไม้ก็จะช่วยลดผลกระทบจากการไหล่บ่าของน้าหรือชะลอการไหลของน้า
ป้ องกันลมพายุ ป้ องกันการชะล้างหน้าดินหรือดินพังทลายที่อาจจะเกิดได้ พันธุ์ไม้ในพื้นที่คุ้มครองเป็นแนว
กันลมเป็นอย่างดีที่ช่วยความรุนแรงของลมพายุ ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองที่สมบูรณ์ก็จะช่วยป้ องกันการ
เกิดน้าท่วมได้จะเห็นว่าพื้นที่คุ้มครองมีบทบาทในการป้ องกันภัยธรรมชาติได้ฉะนั้น หน่วยงานรับผิดชอบที่
เกี่ยวข้องจะต้องมีบทบาทในการป้ องกันร่วมกัน เช่น การป้ องกันภัยแล้งหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภูมิอากาศ อันอาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า การจัดการแม่น้า ลาน้าให้เป็นธรรมชาติจะ
- 8 -
เป็นการป้ องกันมิได้เกิดการพังทลายของดินและการกัดเซาะชายฝั่ง ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้าและ
การอพยพย้ายถิ่นของสัตว์
3.9 พื้นที่คุ้มครองช่วยป้ องกันการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การเกษตรมีความสัมพันธ์กับการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดความแห้งแล้งหรือฝนตกชุกหรือตกหนักจนเกิดน้าท่วม ราคาของ
ผลผลิตสินค้าเกษตรจะมีการเปลี่ยนแปลง จะทาให้เกิดความสาคัญทางนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงของ
นโยบาย เช่น ภาวะอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งเป็นช่องว่างระยะเวลาการเกิดความแห้งแล้งในแถบภาค
ตะวันตกของเอเชีย (Center for Climate and Security, 2015) เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญ มี
การศึกษาวิจัยพบว่าพื้นที่คุ้มครองที่มีต้นไม้เจริญเติบโตนับเป็นร้อยๆ ปี ก็ยังคงเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนใน
อัตราที่เพิ่มขึ้นทั้งในต้นไม้และในดิน ป่ารุ่นใหม่ก็มีความสามารถที่จะใช้เป็นตัววัดความเปลี่ยนแปลงของ
ภูมิอากาศได้ ที่สาคัญคือคาร์บอนที่ถูกเก็บกักอยู่ในพื้นที่ไม้ที่มีอายุมากและมีประสิทธิภาพ ถ้าหากว่าป่าไม้
ดั้งเดิมถูกทาลายก็จะมีการปลดปล่อยก๊าซสู่บรรยากาศมากขึ้น เป็นข้อยืนยันว่าการอนุรักษ์ป่าไม้ที่มีได้ยืนต้น
ที่มีอายุมากในพื้นที่คุ้มครองจะมีความชื้นสูงเพราะเป็นแหล่งเก็บกักน้าใต้ดินได้ดี
3.10 ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคบางชนิดได้
ระบบนิเวศที่หลากหลายในพื้นที่คุ้มครอง มีส่วนช่วยควบคุมการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืชทาง
การเกษตร ตลอดจนควบคุมโรคระบาดที่อาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของ
ประชากรยุงที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคไข้มาเลเรียให้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองที่มีการป้ องกันมิให้สู่มนุษย์ ความ
หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครองช่วยลดการแพร่กระจายของโรคระบาดได้ โดยเฉพาะสัตว์ที่อาศัยอยู่
ในป่าที่กินแมลงเป็นอาหาร เช่น ค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร งู นกเค้าแมวและชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่กินหนูเป็น
อาหารซึ่งหนูเป็นพานะนาเชื้อโรค และทาลายพืชผลทางการเกษตร
3.11 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ภายในพื้นที่คุ้มครองเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าผู้ล่าและเหยื่อที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทางด้านอาหาร การทาลาย
พืชผลทางด้านทางการเกษตรจากสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า หมูป่า กวางป่า และชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่กินพืชเกษตรเป็น
อาหาร แมลงหลายชนิดที่เป็นศัตรูพืชที่ทาลายพืชผลทางเกษตรทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวพวกหนูหรือ
สัตว์ฟันแทะชนิดอื่นๆ ที่บริโภคพืชผลการเกษตรจะทาให้เกิดความเสียหายทางเกษตรเป็นจานวนมาก บาง
ประเทศความเสียหายในลักษณะนี้จะมีมากถึง 40% ของมวลผลผลิตรวม การจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถที่
จะลดการสูญเสียระบบนิเวศได้ การคงไว้ซึ่งสัตว์ผู้ล่าที่กินชนิดพันธุ์ที่ทาลายพืชผลทางการเกษตร สัตว์กิน
เนื้อขนาดใหญ่จะกินสัตว์ที่ทาลายพืชเกษตร เช่น หมูป่า กวางป่า ลิง หรืองูชนิดต่างๆ ที่กินสัตว์ฟันแทะเป็น
อาหาร นกกินแมลงมีประสิทธิภาพในการกินแมลงศัตรูพืช เป็นการควบคุมทางชีวภาพ ทาให้เกิดผลดีทาง
ผลผลิตจากการเกษตรและลดการใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืช ฉะนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ในพื้นที่คุ้มครองจะเป็นองค์ประกอบที่ทาให้ระบบนิเวศเกษตรมีความสมบูรณ์ด้วย
3.12 พื้นที่คุ้มครองกับการบริการทางด้านวัฒนธรรม นวัตกรรมใหม่ๆ ในสหัสวรรษที่มีการ
ประเมินระบบนิเวศที่มีการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ ประชาชนที่อาศัย
อยู่ในเขตชนบทมีความสัมพันธ์กับทัศนียภาพของพื้นที่ในถิ่นที่อาศัยที่มีความแตกต่างกันไป ความสัมพันธ์
- 9 -
ระหว่างถิ่นที่อาศัยกับความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองหลายๆ แห่งที่ชุมชนมีประเพณี
วัฒนธรรมและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในด้านการอนุรักษ์ ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองมีความรู้ความเข้าใจ
ระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครองและมีจิตใจรักพื้นที่ มีส่วนช่วยหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่คุ้มครองและทางาน
ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในหรือรอบๆ พื้นที่
คุ้มครองจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้พื้นที่คุ้มครองเป็นห้องสมุดธรรมชาติขนาดใหญ่ การพัฒนาและ
การจัดการพื้นที่คุ้มครองจะเป็นการอานวยผลประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศให้แก่ประชาชน
ประชาชนในบางพื้นที่มีวัตถุประสงค์อนุรักษ์เพื่อการสนับสนุนผลผลิตทางด้านอาหาร เส้นใยและสินค้า
อื่นๆ รวมทั้งการบริการทางระบบนิเวศในเขตเมืองหรือชนบท ทาให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการ
อนุรักษ์เพิ่มขึ้น แนวทางต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและ
เอกชน บางครั้งจะต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่หัวหน้าและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน
พื้นที่คุ้มครอง
Kothari et.al. (2012) รายงานว่า ในหลายๆประเทศจะมีการบริหารพื้นที่คุ้มครองระบบนี้
เรียกว่า พื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนหรือ Community Conserved Areas ซึ่งชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและการ
จัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบของพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนเป็นหลักการในการ
จัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะการสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การบริหาร
จัดการหรือหลักธรรมาภิบาลที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานบริหารจัดการ
พื้นที่คุ้มครองให้อานวยผลผลิตทางการเกษตรหรืออาหารจากภาคการเกษตร
4. การบริการของระบบนิเวศกับผลผลิตทางด้านอาหาร
การบริการของระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอานวยผลผลิตทางการเกษตรดังกล่าวแสดงว่าผลผลิต
ทางการเกษตรมีความสัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง ฉะนั้นจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องอนุรักษ์ การจัดการและการฟื้นฟูพื้นที่คุ้มครอง โดยการให้ความสาคัญกับพื้นที่คุ้มครองในเรื่อง :
4.1ให้มีการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองในระดับชาติ โดยการให้ความสาคัญและการจัดการ
พื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพอันจะอานวยผลประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตร การกาหนดให้พื้นที่
คุ้มครองมีความสาคัญและมีการพัฒนาในระดับชาติหรือภูมิภาค การทาให้พื้นที่คุ้มครองมีบทบาทที่แสดงให้
เห็นว่าผลผลิตสินค้าการเกษตรที่เพิ่มขึ้นกับคุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะภาค
ส่วนของหน่วยงานการเกษตร การประมงที่อาศัยการบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครอง แผนการ
จัดการภาคการเกษตรจะต้องกาหนดกรอบการทางานที่มีวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายใน
การผลิตอาหารในธรรมชาติ รวมถึงความเชื่อมโยงกันในแต่ละพื้นที่ โดยใช้วิธีการจัดทาแนวเชื่อมต่อกันใน
แต่ละพื้นที่ โดยใช้วิธีการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีการวิเคราะห์ขนาดของพื้นที่ ทาการศึกษาวิจัย
- 10 -
การติดตามประเมินผลเพื่อให้พื้นที่คุ้มครองช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุน
ให้มีความอุดมสมบูรณ์ด้านผลผลิตที่เป็นอาหารของมนุษย์เพื่อการดารงชีวิตให้ความอยู่ดีกินดี
4.2การพิจารณาถึงการปลูกพืชการเกษตรที่ยั่งยืนในพื้นที่คุ้มครอง มีหลายๆ พื้นที่ที่มีการปลูก
พืชอยู่ภายในเขตที่ให้ผลผลผลิตอย่างยั่งยืนและมีประโยชน์ต่อพื้นที่คุ้มครอง ผลผลิตทางการเกษตรที่เป็น
สินค้าหลักหรือพืชที่ปลูกช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ผลผลิตของกาแฟ 38% โกโก้ 22% ปาล์มน้ามัน
15% และพืชเกษตรอื่นๆ ที่มีการแสดงให้เห็นว่าพืชเหล่านี้มีการป้ องกันถิ่นที่อาศัย การดาเนินงานได้กาหนด
ห้ามครอบครองที่ดินหรือทาให้มีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามและการควบคุมชนิดพันธุ์ที่รุกรานหรือ
ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น แต่ต้องการให้มีประโยชน์ระยะยาว ชาวสวนหรือชาวประมงสามารถผลิตอาหารให้เพิ่มขึ้น
การเกษตรดังกล่าวจะช่วยในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง ลดปัญหาภัยคุกคาม
จากฟาร์มและการปลูกพืชในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง พืชเกษตรบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งเป็นที่
ต้องการของเกษตรกร เกษตรกรบางคนจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าที่ได้รับจากการบริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครอง
5. บทสรุป
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การพัฒนาต่างๆ เพื่อการดารงชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการ
รักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศรวมทั้งการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น การทาลายระบบนิเวศจะมี
ผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวมของพันธุกรรม
ชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ เป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์อย่างเอนกประสงค์ด้านการผลิตอาหาร หน่วยงาน
รับผิดชอบด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะได้กาหนดนโยบาย สนับสนุนในการใช้การบริการของระบบ
นิเวศที่เป็นการสนับสนุนผลผลิตทางด้านอาหารรวมทั้งการควบคุมพันธุกรรมของพืชในพื้นที่คุ้มครอง
สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของพืชเกษตรในลักษณะของการดาเนินงานวนเกษตร ที่สามารถ
จัดพื้นที่ที่อยู่ในประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ที่ควรได้รับควรจะได้รับควรจะได้
พิจารณาในระดับชาติที่กาหนดเป็นแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ กรมประมง กรมชลประทาน ควรจะได้พิจารณาถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองที่สาคัญ
คือกระทรวงการคลังที่จะได้รับผลประโยชน์จากสินค้าที่เป็นรายได้สหประชาชาติ พื้นที่คุ้มครองอานวย
ผลประโยชน์ทางด้านการผลิตอาหารโดยการสนับสนุนเงินงบประมาณเพียงพอกับการบริหารจัดการพื้นที่
และพื้นที่คุ้มครองและให้พื้นที่คุ้มครองอานวยประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศ
----------------------------------------------
- 11 -
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
1. Bruinsma, J. 2009. The Resource Outlook to 2050: Expert Meeting on How to Feed the World
United Nations Food and Agriculture Organization, Rome.
2. Center for Climate and Security. 2013. The Arab Spring and Climate Change Center for
American Progress, Washington, D.C.
3. GEF, 2014. Taking tropical deforestation out of Commodity supply chains. Global Environment
Facility, Washington, D.C.
4. Gray, J.M. et al. 2014. Direct human influence on atmosphere CO2 seasonality from increased
cropland productivity. Nature 515: 398-401.
5. IUCN, 214. IUCN Red List of Threatened species Version 2014.3
6. Kothari, A., et.al.2012. Recognizing and support territories and areas conserved by indigenous
peoples and local communities CBD Technical Series 64:1-160
7. MEA (Millennium Ecosystem Assessment) 2005. Ecosystems and Human Well-being: Current
State and Trends (Volume I). Island Press, Washington, D.C.
8. Sayer, J. and K.G. Cassman. 2013. Agricultural innovation to protect the environment.
Proceeding of the National Academy of Sciences. USA 110 (21) : 8345-8348.
9. Tilman, D., et. al. 2011. Global food demand and the Sustainable intensification of agriculture.
Proceedings of the National Academy of Sciences 108(5): 20260-20264.
10. UNEP-WCMC 2011. Review of the biodiversity requirements of standards and certification
schemes: CBC Technical Series-63: 1-116
-------------------------------------
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
- 1 -
ส่วนที่ 1
กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คานา
ฝั่งอันดามันของประเทศไทย มีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
พื้นที่สงวนชีวมณฑล และพื้นที่ชุ่มน้าที่มีกฎหมายใช้บังคับแตกต่างกัน ซึ่งก็สามารถที่จะนามาจัดเป็นระบบ
พื้นที่คุ้มครองให้มีประโยชน์ร่วมกันได้ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิตจากทรัพยากรทางทะเลและ
การบริการของระบบนิเวศหลายๆ อย่าง จากการปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถที่จะวิเคราะห์ถึงภัยคุกคามและ
โอกาสในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การสนับสนุนเงินงบประมาณ และการจัดการอย่างมีส่วนร่วม
ลักษณะภูมิประเทศของทะเลฝั่งอันดามัน
พื้นที่คุ้มครองต่างๆ ในพื้นที่ฝั่งอันดามันมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ประกอบด้วยป่า
ชายเลน หญ้าทะเล แหล่งปะการัง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สาคัญของประเทศ ลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่
ชายฝั่งจะมีแม่น้าสายสั้นจากเทือกเขาตะนาวศรีไหลลงสู่ทะเล ทาให้เกิดมลพิษทางน้าหลายแห่งและมี
ผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ทาให้ชนิดพันธุ์เหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อาจจะลด
จานวนลงหรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น
มีชนิดพันธุ์หลายชนิดรวมทั้งปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล พื้นท้องทะเล ทาให้ชนิดพันธุ์
อาศัยอยู่ลาบากขึ้นจึงได้มีการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว จึงได้มีหน่วยงานนานาชาติเข้ามาสนับสนุน
ระบบพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
มีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหลายๆ โครงการที่ดาเนินการร่วมกับ
นานาชาติ หรือระหว่างประเทศ เช่น เมียนมาร์ มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย และมัลดีฟร์
ในการอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลร่วมกัน หน่วยงานที่สนับสนุนประกอบด้วย Novad, the World Bank, FAO,
GEF, NOAA และ SIDA ในโครงการยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรทางทะเล การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
การสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์อ่าวเบงกอล การป้ องกันการเกิดมลพิษทางทะเล เป็นการดาเนินงานที่
ร่วมมือกันระหว่างประเทศ
อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในมาตรา 8 ได้กาหนดให้ประเทศภาคี
สมาชิกดาเนินการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งทางบกและทางทะเล ได้กาหนด
วิธีการอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลที่เรียกว่า Ecologicallyand Biologically Sensitive Areas: EBSAs ซึ่งมี
หลักเกณฑ์ในการพิจารณา คือ
- 2 -
 เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ มีชนิดพันธุ์หรือถิ่นที่อาศัยเฉพาะถิ่น หรือหาได้ยาก
 มีบทบาทในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ และอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย
 เป็นพื้นที่ที่สาคัญในการฟื้นฟูชนิดพันธุ์
 มีคุณค่าและเสี่ยงต่อการถูกทาลาย
 มีผลผลิตทางชีวภาพสูง และ
 มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
จากข้อเสนอของโครงการ EBSA กาหนดให้วิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่มีผลกระทบต่อ
พื้นที่ การประเมินผลกระทบและกาหนดลาดับความสาคัญที่จะต้องพิจารณาแก้ไขปรับปรุง
นอกจากนี้ในการประชุมของภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อ
ปี 2010 กาหนดให้ช่วงปี 2011-2020 เรียกว่า Aichi Targets ได้มีข้อเสนอในการดาเนินงาน:
 ให้มีการจัดการทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะปลา และพืชในทะเล และมีการใช้
ประโยชน์มิให้ลดจานวนลง และให้หลีกเลี่ยงการจับปลาเกินปริมาณให้ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง
ผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก
 พื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ต้องจัดการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
 กาหนดให้มีการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือชนิดพันธุ์ที่รุกราน โดยการห้ามนาเข้าไป
ยังพื้นที่
 งดเว้นจากการทาลายทรัพยากรปะการัง อันอาจจะเกิดจากมลพิษทางทะเล หรือการ
เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
 กาหนดให้มีการสงวนพื้นที่ โดยเฉพาะมีคุณค่าทางความหลากหลายทางชีวภาพ และ
การบริการของระบบนิเวศ และที่เชื่อมต่อกับระบบนิเวศอื่นอย่างบูรณาการ
 ชนิดพันธุ์ที่คุกคาม หรือลดจานวนลงจะต้องมีแผนการป้ องกัน และดาเนินการมิให้ลด
จานวนลง
 ให้การสนับสนุนทางการเงินงบประมาณให้เพียงพอ และขอการสนับสนุนจากแหล่งทุน
สนับสนุนที่เกี่ยวข้องได้
ความสาคัญของการขอรับการสนับสนุนจากนานาชาติในระยะยาว จะเกี่ยวข้องกับการ
เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ระดับของน้าทะเลยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากภูเขาน้าแข็งบริเวณขั้วโลกละลาย
รวมทั้งการกระทาของมนุษย์ที่มีผลกระทบทาให้น้าทะเลเกิดมีกรดเพิ่มขึ้น จะทาให้เกิดผลกระทบกับปะการัง
ปลา และสิ่งมีชีวิตทางทะเล การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจึงต้องได้รับการแก้ไขภายใต้อนุสัญญา
UNFCCC ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันดูแลรักษาพื้นที่ป่า เพื่อให้ป่าไม้เก็บกักคาร์บอนและป้ องกันสังคม
สิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเล
- 3 -
แนวทางที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
มนุษย์เราเป็นสัตว์ผู้ล่าที่สาคัญจาการใช้ชนิดพันธุ์ทางทะเล และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือ
ลดลงขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ อุปกรณ์ และวิธีการที่ใช้แตกต่างกัน และพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น ที่ขึ้นอยู่
กับนวัตกรรม ประเพณี วัฒนธรรม และการตลาด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถคาดการณ์ได้
สาหรับการเลี่ยนแปลงวิถีการดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักการที่จะทาเป็นแนวคิด
ในการ เปลี่ยนอาชีพที่มีรายได้จากการประมงเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว จะดาเนินการได้อย่างไร
นวัตกรรมทางการจัดการ
ถิ่นที่อาศัยทางทะเลจะถูกหยิบยกมาพิจารณาว่า การจัดการขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง
กันของหน่วยงานรับผิดชอบท้องทะเลลึก อาจจะได้รับการป้ องกันจากกรมประมง การใช้เครื่องมือประมงน้า
ลึกทาให้เกิดการทาลายปะการัง การจัดการจึงต้องกาหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การจัดการร่วมกันระหว่าง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้สัมพันธ์กับระบบนิเวศ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ-สังคม ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชุมชน หน่วยงานของรัฐบาล ทหารเรือ กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ องค์การภาคเอกชน
และผู้มีอานาจการจัดการ
การกาหนดเขตการจัดการในแผนยุทธศาสตร์ เป็นสิ่งที่สาคัญในการใช้การบริการของ
ระบบนิเวศ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลควรจะได้พิจารณากาหนดว่า ถิ่นที่อาศัยบริเวณใดที่มีการจับปลามาก
การเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย โดยการกาหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองและกาหนดเขตการใช้ประโยชน์ตาม
วัตถุประสงค์ โดยมีการกาหนดเป็นระบบการจัดการ หรือประเภทการจัดการตามรูปแบบขององค์กร IUCN
(ประเภทที่ 1-6)
ในการจัดแบ่งเป็นเขตคุ้มครองหรือประเภทของพื้นที่คุ้มครอง เพื่ออนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทุก
ประเภทในท้องทะเล เช่น ประเภทอนุรักษ์อย่างเข้มข้น จะทาให้มีการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการ
ดารงชีวิตของปลาท้องถิ่นเดิมหรือชนิดที่มีการอพยพย้ายถิ่น ระบบพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอาจจะกาหนดให้
เป็ นแนวเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ ซึ่งก็มีตัวอย่างที่
RedReaMarinePeacePark ระหว่างประเทศอิสราเอลและจอร์แดน มีการกาหนดแผนการจัดการ การวิจัย และ
การท่องเที่ยวร่วมกัน การกาหนดเป็นเขตแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศทางทะเล จะมีการร่วมกันใช้ประโยชน์
และป้ องกัน แต่อาจจะเกิดปัญหาข้อขัดแย้งได้ โดยเฉพาะการประมงหรือการจับปลา ซึ่งจะต้องมีหน่วยงาน
เข้ามารับพิจารณาร่วมกันของกระทรวงการต่างประเทศ
การพิจารณาจัดทาแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศจะต้องพิจารณาถึงปัญหา หลีกเลี่ยงการ
ทาลาย โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดการ บทบาทของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองควร
เข้ามามีส่วนร่วมให้มาก เพื่อให้มีความสมดุลระหว่างสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทางของ
นโยบาย การปฏิบัติ และหลักวิทยาศาสตร์ การแก้ไขปัญหาจะต้องได้รับความร่วมมือระหว่างกรมประมง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทหารเรือ
- 4 -
การกาหนดแผนการป้ องกันและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
ควรจะมีระยะทางเท่าไร ควรจะได้พิจารณาถึงขนาดของพื้นที่คุ้มครอง และถิ่นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเล
มีตัวอย่างหลายๆ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแล้ว การกาหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เช่น ในประเทศ
เม็กซิโกปรากฎว่าเมื่อกาหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองแล้วมวลชีวภาพของปลาเพิ่มขึ้นถึง463%หรือ4ตันต่อเฮกแตร์
แต่การดาเนินงานดังกล่าวจะต้องได้รับความร่วมมือจากชาวประมงเป็นอย่างดี ทาให้รายได้ของชาวประมง
เพิ่มขึ้น
นโยบายของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล บริเวณเขตหวงห้ามจะมีระยะประมาณ 3-5 กิโลเมตร
ขึ้นอยู่กับถิ่นที่อาศัยและประสิทธิภาพของการควบคุมป้ องกัน เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริการของ
ระบบนิเวศ ระบบการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะทาให้เกิดเป็นพื้นที่ที่เรียกว่า “Peace Parks” เป็นแผน
ยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล
ในกรณีที่ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ควรจะได้พิจารณาผลประโยชน์:
 สามารถรองรับผลผลิตทางทะเลและลดการทาลาย
 สามารถสนับสนุนรายได้ ที่ผ่านกระบวนการการท่องเที่ยวและการทางานในพื้นที่
คุ้มครองเพื่อแก้ปัญหาความยากจน
 เพื่อเพิ่มปริมาณปลา และความหลากหลายของชนิดพันธุ์ภายในพื้นที่คุ้มครอง
 ป้ องกันพื้นที่ถิ่นที่อาศัยที่มีความอ่อนไหว ปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล
 เป็นสถานที่สาหรับชนิดพันธุ์ที่ไม่สามารถอาศัยที่อื่นได้
 ป้ องกันการประมงที่ไม่มีพื้นที่เป้ าหมาย
 เป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบของระบบนิเวศที่เป็นพื้นที่สามารถตรวจสอบ
ได้
การนาเอาหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดการ
งานศึกษาวิจัยที่ต้องได้รับการดาเนินงานหลักในพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง
 ระดับความสาคัญของถิ่นที่อาศัยแบบต่างๆที่ตั้งอยู่ในพื้นที่
 พื้นที่คุ้มครองทางทะเลอาจจะมีขนาดเล็กสุด 4-5 ตารางกิโลเมตร
 การป้ องกันถิ่นที่อาศัยจะเป็นขั้นตอนที่สาคัญต่อชนิดพันธุ์ในการดารงชีวิตตลอดทั้งปี
 การวิเคราะห์ถึงความสาคัญของพื้นที่ที่สาคัญในมหาสมุทร เป็นแหล่งรอยแยกของพื้นที่
โลก
 ใช้ความรู้ท้องถิ่นเพื่อการจัดการประมงและกาหนดรูปแบบ
 ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับปะการัง การประมง เครื่องมือจับปลา
 ให้โอกาสแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กาหนดรูปแบบและการจัดการระบบนิเวศ โดยเฉพาะ
การตัดสินใจ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้ข้อตกลงและกระบวนการ
- 5 -
 กาหนดขอบเขตให้ชัดเจนและกาหนดกฎข้อบังคับของพื้นที่คุ้มครองและแบ่งเขตการใช้
ประโยชน์
 การปรับยุทธศาสตร์การจัดการให้เป็นให้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางปฏิบัติ
 สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบและการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิจัย
 การจัดการความขัดแย้ง หรือการแก้ไขความขัดแย้ง คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่
คุ้มครอง สามารถใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาได้
เศรษฐกิจของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
ทรัพยากรธรรมชาติแถบชายฝั่งอันดามันมีคุณค่ามาก และเป็นที่ต้องการจัดการอย่างเข้มข้น
ปัจจุบันมีการจับปลาที่ผิดกฎหมายโดยใช้ระเบิดหรือยาเบื่อ หรือการเก็บรังนกนางแอ่นกินรัง เก็บไข่เต่า เป็น
ต้นมีงบประมาณในการบริหาร การบริการนักท่องเที่ยว การป้ องกัน การลักลอบทาไม้ทาลายป่าชายเลน ซึ่ง
งานวิจัยด้านนี้มีน้อยมาก การวิเคราะห์ทางการเงินงบประมาณ การใช้งบประมาณในการจัดการและแผน
ธุรกิจ การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง การฝึกอบรมเชิงคุณภาพทางทะเล การเฝ้าระวังดูแล
ปะการัง การพัฒนาสื่อความหมาย การท่องเที่ยว การดาน้าดูปะการัง การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การบริการ
ของระบบนิเวศ การจัดตั้งกองทุน PES, CTF และการติดตามผล
การท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา
ท่องเที่ยวจานวนมาก จะต้องมีการพัฒนาให้เพิ่มเติม โดยเฉพาะความพึงพอใจในการจ่ายของนักท่องเที่ยว
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคการประมง
การทานากุ้ง การเปลี่ยนแปลงวิธีการจับปลาที่ใช้ระเบิดอย่างผิดกฎหมาย ชาวเลซึ่งอาศัยการ
จับปลาเพื่อดารงชีพโดยใช้กับดัก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีฐานะยากจน ควรจะได้มีการฝึกอบรมการจับปลาให้
ถูกต้องตามวิธีการหรือถูกวิธีหรือฤดูกาล เหตุการณ์จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทาให้เกิดการลดลง
ของผลผลิตทางการประมง และทาลายสิ่งแวดล้อมทางทะเล กรณีการหาปลาหรือจับลาโดยอวนลาก ทาให้
เกิดปัญหากับการใช้ทรัพยากร และการทาลายแหล่งปะการัง
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคเอกชน
บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นแหล่งอานวยแก๊สธรรมชาติและน้ามันดิบ บริษัทการ
ปิโตรเลียม ได้สารวจและนามาใช้จากพื้นที่ของเมียนมาร์และได้ทาการขุดเจาะมาใช้ประโยชน์หลายๆ แห่ง
ซึ่งจะมีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตทางทะเล
กิจกรรมของภาคเอกชนหรือรัฐบาลจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ควรมีกาลังและ
งบประมาณในการรับผิดชอบพื้นที่คุ้มครอง ถ้าหากเป็นไปได้ควรจะให้องค์กรภาคเอกชนดังกล่าวมีส่วน
- 6 -
สนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยการจัดตั้งเป็นกองทุนอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ทางสังคมและ
สิ่งแวดล้อม
ความเสี่ยงและโอกาสในการจัดทาแผนยุทธศาสตร์การจัดการระบบพื้นที่คุ้มครองทางทะเล
และชายฝั่ง ควรจะได้พิจารณาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พลังงานลมตามชายฝั่งเป็นพลังงานผลิต
ไฟฟ้าที่สะอาด สามารถที่จะนามาใช้ในพื้นที่คุ้มครองได้ร่วมกับฟาร์มกุ้ง หอย ปู ปลา เป็นต้น
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากชุมชนในเมือง
บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นที่ตั้งของจังหวัดต่างๆ เช่น ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง
สตูล มีการท่องเที่ยวประจาจังหวัดควรที่จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบจะต้องมีบทบาทในการดูแลรักษา
ชายหาด การขนส่ง การค้า การกาจัดขยะ ป้ องกันการใช้ประโยชน์เกินความสามารถในการรองรับได้ของ
พื้นที่ จะต้องกาหนดไว้ในแผนการจัดการ ป้ องกันมลพิษทางน้า ของเสีย และการเกิดมลพิษต่างๆ
การบริการของระบบนิเวศในพื้นที่บริเวณฝั่งทะเลอันดามัน
กรอบของระบบพื้นที่คุ้มครองจะสนับสนุนกิจกรรมของการบริการของระบบนิเวศจาก
ทะเลและชายฝั่ง การบริการแหล่งนิเวศนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนได้รับจากระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง แบ่ง
ออกได้ 4 ประเภท กล่าวคือ ด้านการเป็นแหล่งผลิต ด้านการเกื้อหนุน ด้านการควบคุมกลไกของระบบและ
ด้านวัฒนธรรม
การบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต
 ปลา
 สิ่งแวดล้อมที่ต้องการจับปลา
 การป้ องกันชนิดพันธุ์ที่เป็นเภสัชกรรม
 ชนิดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงเพื่อพิพิธภัณฑ์ปลา
 ทรัพยากรที่เป็นทราย หินกรวด
 แร่ธาตุ น้ามัน แก๊ส
 พลังงานคลื่น/ลม
 ให้ที่อยู่อาศัยสาหรับชนิดพันธุ์
 ให้พลังงานจากคลื่นและน้าขึ้น-น้าลง
การบริการด้านการเกื้อหนุน
 รักษาคุณภาพของน้า
 การหมุนเวียนของแร่ธาตุ
 การป้ องกันชายฝั่งจากลมพายุ
- 7 -
 ผลผลิตอินทรีย์จากการหมุนเวียนของกระบวนการ
 การอพยพเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์
การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ
 ควบคุมน้าท่วม
 ป้ องกันการพังทลายของดินหรือการตกตะกอน
 รักษาพื้นที่ชายฝั่ง
 รักษาความหลากหลายทางชีววิทยา
การบริการด้านวัฒนธรรม
 การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยว
 วัฒนธรรม ด้านจิตใจ ความสงบ
ความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศสามารถศึกษาได้ข้อมูลจากประวัติศาสตร์ต่างๆ
ของพื้นที่ เช่น การค้าระหว่างอินเดียกับศรีลังกา ที่มีการเดินเรือขนส่งสินค้าทางเศรษฐกิจ การรับวัฒนธรรม
ทางศาสนา เมื่อ 2000 ปีก่อน แหล่งการค้าต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน กรอบของการกาหนดยุทธศาสตร์การ
จัดการควรจะมีการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพสังคมและเศรษฐกิจ
การศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
ความสาคัญของงานศึกษาวิจัยประกอบด้วย
 ข้อมูลพื้นฐานในปัจจุบันด้านถิ่นที่อาศัยและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล
โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ทราบรายละเอียด
 ติดตามผลที่เกิดขึ้นจากการจัดการ
 เทคนิคและเป้ าหมายการฟื้นฟู
 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
 ผลจากการกาหนดเขตจากปลา
 การจัดการป่าชายเลน
 เศรษฐกิจด้านการบริการของระบบนิเวศ
 ผลผลิตจากธรรมชาติ
 ผลผลิตจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้าที่มีผลกระทบจากผลผลิตธรรมชาติ
 ผลกระทบจากการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเล
 ผลการอพยพเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์อื่นที่จะนาผลไปใช้ในการจัดทาแนว
เชื่อมต่อ
- 8 -
การศึกษาวิจัยจะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ที่มีอานาจดูแลรักษาพื้นที่คุ้มครอง และควรจะ
ทางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันวิจัย เช่น ศูนย์วิจัยชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ศูนย์
ศึกษาทางทะเล ตลอดจนหน่วยงานนานาชาติที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาวิจัยอาจจะนาเครื่องมือ เทคนิคใหม่ๆ มาใช้ เช่น ดาวเทียม เครื่องจับพิกัดจีพีเอส
หรืออุปกรณ์ทาแผนที่อื่นๆ ซึ่งมีงานวิจัยทางทะเลอาจจะมีราคาสูง แต่ก็มีประโยชน์มากมายต่อการจัดการ
ทรัพยากรทางทะเลของไทย เช่น การสารวจแหล่งปะการรัง ป่าชายเลน ชนิดพันธุ์ปลาและการท่องเที่ยวทาง
ทะเลและชายฝั่ง
การนาหลักวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
มีตัวอย่างมากมายที่ได้นาเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในการจัดการ เช่น
 การอนุรักษ์ความสาคัญของถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีระยะทางอยู่ห่างกัน
 ขนาดของพื้นที่คุ้มครอง
 กระบวนการเจริญเติบโตของชนิดพันธุ์กับการอนุรักษ์พื้นที่อย่างเข้มข้นและเวลา
 วิเคราะห์ถิ่นที่อาศัยในแต่ละพื้นที่ที่สาคัญทางทะเล
 ความร่วมมือทางการจัดการเรื่องประมง
 การทาปะการังเทียม
 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการพื้นที่ ตามประเพณีวัฒนธรรมในการ
จัดการทรัพยากร
 การกาหนดแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง
 การนาเอาบทเรียนจากการจัดการทางทะเลมาใช้พิจารณา
 ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและ
ชายฝั่ง
 สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยและการติดตามผละกระทบจากการจัดการและความ
ร่วมมือ ตลอดจนชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
 ผลกระทบการจัดการแก้ไขความขัดแย้งทางทะเล การใช้บทบาทหน้าที่ของ
คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้
- 9 -
ส่วนที่ 2
กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อนุสัญญานานาชาติ
การกาหนดอนุสัญญานานาชาติให้เกิดขึ้น ก็เพื่อต้องการให้นานาประเทศ ดาเนินการ มี
มาตรการการจัดการพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความเหลื่อมล้ากันและใช้ประโยชน์ร่วมกัน
โดยเฉพาะทางทะเลหรือมหาสมุทร เช่น
1.อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้าหรือ Ramsar Convention ปี 1971 (ประเทศไทยได้ให้
สัตยาบันเมื่อปี 1998) เป็นอนุสัญญาที่ให้ความคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้านถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณที่เป็นแหล่งน้า
ต่างๆเพื่อประโยชน์ของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าทั้งประจาถิ่นและชนิดที่อพยพ และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์หลายๆ
พื้นที่ในประเทศไทยก็ได้มีการกาหนดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้า ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่คุ้มครอง เช่น อุทยาน
แห่งชาติทางทะเล หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
2.กฎหมายทางทะเล ปี 1982 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 1998) เป็นกฎหมายที่ให้
ความคุ้มครองถิ่นที่อาศัยทางทะเล สิทธิในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ขอบเขตของประเทศที่เป็นเจ้าของที่
ต้องการให้เป็นเขตเศรษฐกิจ ในระยะ 200 ไมล์ทะเล การสารวจ การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรและ
การใช้ประโยชน์
3.อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่มรดกโลก ปี 1972 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 1987) โดย
เป้ าประสงค์ของกฎหมายนี้เพื่อให้นานาประเทศร่วมมือกัน อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมให้
เป็นมรดกของชนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต สนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และมีแผนการจัดการ พร้อมกันให้เป็น
ทุนสนับสนุนในกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้อง สาหรับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เป็นหมู่เกาะตะรุเตาก็สามรถ
กาหนดให้เป็นพื้นที่มรดกโลกได้
4.อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 1992 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี
2004) กรอบของกฎหมายได้ให้ความสาคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษา
คุ้มครองป้ องกันด้านชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศและพันธุกรรม สิทธิในการใช้ประโยชน์และการเข้าถึงพันธุกรรม
อนุสัญญานี้ได้ให้ความสาคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในและนอกถิ่นกาเนิด
โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครอง ที่ได้ประกาศจัดตั้งตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ
5.อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปี 1992 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี
1994) และ Kyoto Protocal ปี 1997 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 2002) วัตถุประสงค์ของอนุสัญญา
- 10 -
ฉบับนี้เพื่อป้ องกันการเกิดภาวะเรือนกระจก ที่ทาให้เกิดโลกร้อนขึ้นจนเป็นปัญหากับมนุษย์ เช่นความแห้ง
แล้ง ฝนตกหนักน้าท่วม น้าแข็งขั้วโลกละลาย ทาให้เกิดผลกระทบกับทรัพยากรชายฝั่งและทะเล
6.องค์กรทางทะเลเกี่ยวกับการขนส่ง (International Maritime Organization : IMO) เป็น
สนธิสัญญาทางทะเลเกี่ยวกับการให้ความปลอดภัยแก่น้าทะเล ป้ องกันการเกิดมลพิษทางทะเลที่เกิดจากการ
ขนส่งสินค้าหรือการเดินเรือ
7.อนุสัญญาว่าด้วยการประมง เป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับการจับปลา กาหนดประเภทเครื่องมือ
ที่ใช้ในการประมงและวิธีการเข้าถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
8.พื้นที่สงวนชีวภาพมณฑล (MAB) ขององค์การ UNESCO เป็นพื้นฐานของการพัฒนา
ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นกิจกรรมการวิจัยด้านความสามารถของพื้นที่
ธรรมชาติ
9.มรดกอาเซียนทางอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี 2003 มนตรีความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม
ประเทศอาเซียน ได้ให้ความสนใจในการอนุรักษ์พื้นที่ผ่านกระบวนการรักษาไว้ การใช้ประโยชน์ที่มี
ทรัพยากรที่สาคัญร่วมกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น หมู่เกาะตะรุเตา ที่ได้กาหนดให้เป็นอุทยาน
แห่งชาติทางทะเล
กฎหมายในระดับชาติของประเทศไทย
กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งพื้นที่ทางบกและ
ทางทะเล ประกอบด้วย
1.พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ให้อานาจของรัฐบาลในการประกาศจัดตั้งพื้นที่อุทยาน
แห่งชาติ โดยมีเป้ าหมายเพื่อการศึกษาและการพักผ่อนหย่อนใจ โดยบัญญัติข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามยึดถือ
ครอบครองที่ดิน เผาป่า เก็บหาของป่าหรือทาลายพืชพรรณ ห้ามล่าสัตว์ เก็บ ดิน หิน แร่ธาตุต่างๆ ภายใน
พื้นที่อุทยานแห่งชาติ
2.พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ า พ.ศ.2503 (ปรับปรุงแก้ไขปี 2535) เป็นกฎหมายที่
เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและถิ่นที่อาศัย โดยการประกาศกาหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นการให้ความคุ้มครองแก่ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ห้ามล่าสัตว์ห่า ห้ามยึดถือครอบครอง
ที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ห้ามเก็บของป่า เป็นต้น
3.พ.ร.บ.รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2518 (ปรับปรุงแก้ไขปี 2535) เป็นกฎหมายที่
กาหนดนโยบายการวางแผนและการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ กาหนดมาตรฐาน
คุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัญหาน้า อากาศเสีย และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ การจัดทา EIA ในกรณีที่มีการใช้ประโยชน์
- 11 -
ทรัพยากรธรรมชาติ และการจัดการตั้งและบริการกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ได้มีหลักการที่ใช้ดาเนินการใน
พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งด้วย
4.กฎหมายประมง ปี 2490 เป็นการกาหนดกฎเกณฑ์ในจับปลา กาหนดเครื่องมือสาหรับจับ
ปลา ห้ามจับปลาบางชนิด ห้ามจับเต่าทะเล และหมูทะเลหรือดูกอง การป้ องกันพื้นที่แหล่งปะการัง ให้อานาจ
ผู้ว่าราชการจังหวัดในการออกใบอนุญาต หรือกาหนดพื้นที่สงวนพื้นที่สัมปทาน โดยการออกใบอนุญาต
การป้ องกันมิให้เกิดมลพิษทางทะเล จะมีอนุสัญญานานาชาติและบทบัญญัติบางมาตราใน
พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง เช่น
 Marine Pollution :MARPOL เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเลโดยเฉพาะ
 กฎหมายประมง พ.ศ.2490 ที่ห้ามทิ้งขยะมลพิษลงในน้า จะให้เกิดการทาลาย
สิ่งมีชีวิตทางทะเล
 กฎหมายเหมืองแร่ พ.ศ.2510 มีการบัญญัติห้ามมิให้เกิดมลพิษทางทะเลจากการทา
เหมืองแร่ในทะเลและชายฝั่ง
 กฎหมายปิโตรเลียม พ.ศ.2514 บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับสัมปทานทาให้เกิดมลพิษ
เกี่ยวกับน้ามันรั่วไหลลงสู่น้าทะเล และควรจะให้มีการเตือนในพื้นที่ซึ่งมีการ
สารวจและดูดน้ามันจากท้องทะเล
บทสรุปจากกฎหมายของไทยในการคุ้มครองพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง
จากกฎหมายที่กล่าวแล้ว บางฉบับไม่ทันสมัยหรือใช้บังคับได้ ทาให้เกิดปัญหาทางการ
จัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งบ่อยครั้ง ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่คุ้มครอง ดังนี้
 รูปแบบการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองควรจะมีการจัดการอย่างมีส่วนร่วม
 มีการจัดการแบ่งประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ตามหลักการขององค์กร IUCN
 การกาหนดเขตการจัดการตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
 ชุมชนที่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง ควรกาหนดกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่
ชัดเจน
 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองให้ถูกต้องตามกฎหมาย
(ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย)
 การแก้ไขปัญหามนุษย์กับสัตว์ป่า
 การจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
 นาเอาวิธีการเรื่องการบริการของระบบนิเวศมาบังคับใช้ให้ได้ผล
 การกาจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
 ควรกาหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทาผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
- 12 -
มีข้อเสนอแนะจากที่ปรึกษาว่า ในกรณีที่พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้
สอดคล้องกัน
1.การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ที่ให้มีมาตรฐานในการคุ้มครองพื้นที่
คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง มีมาตรฐานและมีการจัดการอย่างมีส่วนร่วม
2.มีความร่วมมือกันระหว่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติกับพ.ร.บ.การประมง เพื่อการใช้
ประโยชน์อย่างยั่งยืนและร่วมกับอนุสัญญานานาชาติที่เกี่ยวข้องกับทางทะเล รวมทั้งการแบ่งเขตการจัดการ
3.สนับสนุนให้มีการควบคุมมลพิษทางทะเล จากเรือเดินสมุทร หรือเรือขนส่งสินค้า
หรือเรือประมงอย่างเข้มงวด
4.พัฒนากฎระเบียบและกฎหมายให้คานึงถึงภาวะเศรษฐกิจทางทะเลเป็นสาคัญ ให้
ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้าใจเรื่องค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) จากพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
สนับสนุนงบประมาณในการดาเนินงานให้เพียงพอ
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
- 1 -
รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนที่ 1
นโยบายการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
----------------------------------
นโยบายการศึกษาวิจัยตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครองเป็นหลักการที่ต้องการให้กรมอุทยาน
แห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้เป็นกรอบงานใน
การพิจารณาตัดสินใจ ซึ่งมิได้กาหนดเป็นกฎหมายแต่เป็นนโยบายที่ให้แนวทางในการกาหนดเป็นกฎหมาย
กฎระเบียบและการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
นโยบายการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยมีแผนการพัฒนาในกรอบงานหลายรูปแบบ
เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) มีการกาหนดวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์
และลาดับความสาคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ในการที่จะทาให้เกษตรกรและ
ชุมชนท้องถิ่นมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ทาให้เกิดขึ้นของ
ภัยธรรมชาติ พื้นที่คุ้มครองมีบทบาทในการป้ องกันภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในแผนพัฒนาดังกล่าว จึงได้
กาหนดมาตรการการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการฟื้ นฟูอันเป็น
การสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเก็บข้อมูลต่างๆ ด้านทรัพยากรทุกชนิด เพื่อใช้ใน
การจัดการจึงควรที่จะเกิดขึ้น
นโยบายด้านการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ จากข้อมูลระหว่างปี 2523- 2533 ที่ผ่าน
ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เช่น นโยบายที่เกี่ยวกับชุมชนในพื้นที่คุ้มครองก็มีการดาเนินงานที่ไม่
ชัดเจน นโยบายการจาแนกแหล่งต้นน้า นโยบายการป่าไม้ นโยบายที่ดิน ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาการใช้
ประโยชน์ในที่ดิน การแก้ไขปัญหาที่ดินโดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่เกี่ยวกับ
การแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง เป็นต้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- 2 -
การกระจายอานาจการบริหารงานพื้นที่คุ้มครองของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
มีการจัดตั้งสานักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ จานวน 21 เขต ซึ่งก็เป็นการดาเนินงานในพื้นที่ของอานาจที่มา
จากส่วนกลาง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตาบล (อบต.) แต่รายละเอียดบทบาท
หน้าที่ก็ไม่ได้กล่าวถึงการจัดการพื้นที่คุ้มครอง บางตาบลมีพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ บางพื้นที่ก็มีขนาดเล็กขึ้นอยู่
กับจานวนประชากรและรายได้ การดาเนินงานก็อยู่ภายใต้นโยบายของนายกองค์กร ขณะเดียวกัน
คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองหลายแห่งก็คัดเลือกมาจากนายก อบต. ซึ่งจะทาให้การดาเนินงานของ
พื้นที่คุ้มครองกับสภาตาบลมีความเชื่อมโยงกันได้
ถ้าหากเป็นไปได้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ควรจะได้ปรับปรุงนโยบายที่
เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจน การให้อานาจแก่หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองมีการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเภทของพื้นที่คุ้มครองว่านโยบายในการกาหนดประเภทพื้นที่คุ้มครอง
ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออนุสาวรีย์ธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองนั้นมีมากมาย รัฐต้องกาหนดนโยบายการพัฒนาพื้นที่
ดังกล่าว ให้ได้รับผลประโยชน์ที่ชัดเจน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น
นโยบายการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง นโยบายการสร้างเขื่อนพลังน้าหรือเพื่อชลประทาน การคมนาคม
การอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างหรือการศึกษาวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมการอุทยาน
แห่งชาติ หรือคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีส่วนพิจารณากาหนดนโยบายดังกล่าวให้ชัดเจนด้วย
การกาหนดนโยบายต่างๆ เหล่านี้จะทาให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง เช่น
นโยบายการท่องเที่ยว จากสถิติในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวภายในประเทศประมาณ 12 ล้านคน มีค่าใช้จ่าย
เกิดขึ้นประมาณ 500 ล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 22 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 980 ล้าน
บาท ทาให้เกิดรายได้ในพื้นที่คุ้มครองเพิ่มมากขึ้น นโยบายการท่องเที่ยว ปี 2555-2559 มีการกาหนด
งบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนการท่องเที่ยวถึง 6.61 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
นโยบายต่างๆ ดังกล่าวแล้วจะทาให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ โดยเฉพาะชุมชนที่
อาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวจะมีรายได้เพิ่มขึ้น บางพื้นที่กาหนดให้มีการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ มี
การจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิง
ระบบนิเวศ เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แหล่ง
ปะการัง ซึ่งในการดาเนินงานต่างๆ ดังกล่าวจะต้องมีการศึกษาวิจัยเสียก่อน เพื่อจะทาให้ไม่เกิดผลกระทบกับ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวดังกล่าว
ประเภทของพื้นที่คุ้มครองทุกแห่งหรือทุกประเภทจะมีวัตถุประสงค์สนับสนุนการท่องเที่ยว
ถึงแม้ว่าจะมีการเข้มงวดในบางพื้นที่ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมีการกาหนดเขตการจัดการที่ชัดเจน ทา
ให้เกิดผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวของชุมชนท้องถิ่นหรือการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจะทาให้เกิดรายได้
แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
- 3 -
นับตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่คุ้มครองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว นโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์
ป่า และพันธุ์พืช ควรจะกาหนดกรอบการจัดการให้ชัดเจน นโยบายที่ควรพิจารณา :
1. การพัฒนาและการรักษาไว้ซึ่งสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่ทางานของพนักงานเจ้าหน้าที่ บ้านพัก
ธุรกิจของภาคเอกชน ควรจะได้วางยุทธศาสตร์ในการรวมกลุ่มขององค์กร การมีส่วนร่วมในการประชุมหรือ
มีการใช้ข้อมูลทรัพยากรร่วมกัน
2. การสร้างความร่วมมือในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างยั่งยืนและการสร้างความร่วมมือกับ
นักท่องเที่ยว ด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศ ที่สนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง การ
สร้างคุณภาพของนักท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว
3. สร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
รวมถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยวด้านประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น
4. สนับสนุนให้มีการดาเนินงานร่วมกันของประชาชนไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของ
วัฒนธรรม ข้อมูลพื้นฐาน อายุ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการศึกษา
5. จัดให้มีการฝึกอบรม การให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นที่มี
องค์กรการท่องเที่ยวตั้งอยู่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องจัดทาข้อมูลรายละเอียดของ
พื้นที่คุ้มครองสาหรับนักท่องเที่ยว
6. การใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ร่วมการดาเนินงานด้านสื่อความหมาย เช่น เกี่ยวกับการ
จองที่พัก การใช้ภาษาในสื่อสิ่งพิมพ์เป็นต้น
7. การพิจารณาพื้นที่คุ้มครองที่ยังไม่มีการท่องเที่ยวหรือมีการท่องเที่ยวน้อย ให้มีการปรับปรุง
การท่องเที่ยวเกิดขึ้น
8. ร่วมมือกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงหรือสถานที่ท่องเที่ยวประเภทอื่น เพื่อให้เกิด
การท่องเที่ยวครบวงจร
9. กาหนดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ชัดเจนรวมถึงการบริการต่างๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น
สถานที่ การบริการและทรัพยากร
10. กาหนดให้มีการสัมปทานกิจกรรมบริการของภาคเอกชนในพื้นที่ที่มีการจัดการการ
ท่องเที่ยว
11. วิเคราะห์ถึงสถานภาพของทรัพยากรและสภาพของพื้นที่ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของพื้นที่
ในการรับนักท่องเที่ยว การสื่อความหมาย อุปกรณ์การท่องเที่ยว การบริการอื่นๆ หรือการศึกษาวิจัยถึง
ความสามารถในการรองรับของพื้นที่คุ้มครองอย่างละเอียด
12. การติดตามประเมินผลด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเก็บข้อมูลเพื่อค้นหาแนวโน้ม
การเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยว
13. ทางานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องด้านข้อมูล ความปลอดภัยและสถานภาพของ
ทรัพยากรและสถานที่ท่องเที่ยว
- 4 -
14. การก่อสร้าง การปรับปรุงและการจัดการทรัพยากร เช่น การชิงเผาทุ่งหญ้า ที่ไม่เกิดผล
กระทบกับแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่บริการหรือการดาเนินต่างๆ ระหว่างที่มีการท่องเที่ยวสูงสุด
15. การชี้แจงแนวทางการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้แก่นักท่องเที่ยวทราบ
นโยบายการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
การศึกษาวิจัยเป็นวิธีการค้นหาความรู้ใหม่ๆ สามารถที่จะทาให้ทราบวิธีการ ความเข้าใจถึง
ทฤษฎี เป็นข้อมูลที่สร้างความเข้าใจด้านธรรมชาติ มนุษย์ วัฒนธรรมและสังคม เพื่อนาไปสู่การพิจารณา
ตัดสินใจ การกาหนดนโยบายหรือการจัดการ
การศึกษาวิจัยจึงเป็นสิ่งจาเป็นในการจัดการพื้นที่คุ้มครองซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญานานาชาติ
ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรา 12 (ข) ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิก สนับสนุนให้มีการ
ศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ตามกรอบงาน
เป้ าหมายที่ 4.4 กาหนดเป้ าหมายให้มีการวิจัยหาความรู้ใหม่ๆ ในการจัดตั้งและความมีประสิทธิภาพต่อพื้นที่
คุ้มครองและระบบพื้นที่คุ้มครอง เป้ าหมายการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นข้อมูลการจัดการ
พื้นที่คุ้มครอง ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเข้าใจถึงระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคมที่เกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้ง
วิธีการ การบริการของระบบนิเวศในพื้นที่ การค้นหาความรู้ด้านการกระจาย สถานภาพและความ
หลากหลายทางชีวภาพ สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
การนาเอาข้อมูลมาใช้ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดาเนินงานอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
จะต้องมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กร สถาบันที่รับผิดชอบให้มีการนาเอางานวิจัยด้านต่างๆ
มาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
สิ่งที่ต้องคิดถึงการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง นักวิจัยส่วนใหญ่จะไม่คานึงถึงการวิจัยเพื่อการ
จัดการพื้นที่คุ้มครอง หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีแนวทางแนวคิดในการที่จะนาเอางานวิจัยมาใช้ในการ
จัดการพื้นที่คุ้มครองเอง นโยบายในการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองจึงจะต้องกาหนดให้ชัดเจนในด้านต่างๆ
ดังนี้
1. คุณค่าของงานวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
ในพื้นที่คุ้มครองมีองค์ประกอบของระบบนิเวศต่างๆ เป็นการจัดการพื้นที่ดิน จึงต้องดาเนินการ
ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาดาเนินการ โดยจะต้องมีการศึกษาวิจัยทั้ง
ภายในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง หลักการของการวิจัยในพื้นที่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการจัดการตามรูปแบบ
ต่างๆ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรให้ความสาคัญกับงานศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาสิ่งสาคัญและ
ปัญหาต่างๆ ที่มีประสบอยู่ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายการจัดการพื้นที่
คุ้มครองดังกล่าว
- 5 -
ความต้องการการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่เป็นปัจจัยพื้นฐานเพื่อการปรับปรุงวิธีการจัดการ
ภายในพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลต่างๆ จะเป็นส่วนช่วยให้พื้นที่คุ้มครองมีการ
พัฒนา การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ควรสนับสนุนให้มีการวิจัยและกาหนดแนวทางการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจน จะมีการวิจัยมากน้อย
เพียงใด ควรจะกาหนดให้เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการ การกาหนดงบประมาณที่จะต้องใช้เพื่อ
การพัฒนาให้สัมพันธ์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์ด้วยและให้มีการ
เผยแพร่งานวิจัยให้อยู่ในระดับชาติ
ข้อมูลที่นักวิจัยต้องเผยแพร่หรือเพื่อใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวเพื่อ
ใช้ในการตัดสินใจในการปรับปรุงระบบของสิ่งแวดล้อม การบริการของระบบนิเวศและการสนับสนุนการ
อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่คุ้มครองมีนักวิจัยได้เข้าไปดาเนินการในหลายๆ เรื่องและ
สามารถนามาใช้ในการประชาสัมพันธ์ เช่น ระบบนิเวศของพื้นที่ เป็นต้น
การวิจัยยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่คุ้มครองให้มี
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง สามารถที่จะนาไปดาเนินการจัดการให้ถูกต้องได้
เช่น บริเวณระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครองที่ถูกคุกคามจะได้นาเอาวิธีการป้ องกันมาใช้บังคับ มีการลักลอบล่า
สัตว์ป่าบริเวณใดก็จะได้นาผลการวิจัยมาพิจารณาหาวิธีการป้ องกันได้
นักวิจัยที่ดาเนินการวิจัยด้านการท่องเที่ยวจะมีการวิจัยถึงแหล่งท่องเที่ยว แหล่งดูนกหรือ
ภูมิทัศน์ที่สวยงามหรือชนิดพันธุ์ที่สาคัญ บางพื้นที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวจานวนมาก นักวิจัยควร
จะได้ดาเนินการหาความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับการใช้ประโยชน์ของพื้นที่หรือการค้นหาแหล่ง
ท่องเที่ยวใหม่ๆเพื่อป้ องกันมิให้มีนักท่องเที่ยวจานวนมาก ณ จุดใดจุดหนึ่ง
การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดรายได้แก่
ชุมชนท้องถิ่น เช่น การท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่า เป็นต้น การวิจัยถึงชนิดพันธุ์ประเภทช้างป่า ชะนี เสือโคร่ง หรือ
นกชนิดต่างๆ จะต้องให้ประชาชนได้ทราบถึงชนิดพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าว ขณะที่การศึกษาวิจัยเป็นสิ่งสาคัญ
ในการจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองจะเกี่ยวข้องกับประชาชน การป้ องกันการลักลอบล่า
สัตว์ป่า มัคคุเทศก์นาเที่ยว การควบคุมป้ องกันเหล่านี้จะต้องให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องรวมทั้งชุมชนในพื้นที่
ใกล้เคียงเพื้อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2550 ให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมในการ
อนุรักษ์และการป้ องกันการทาลายทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (มาตรา 67) และ
สนับสนุนให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ การสงวนและงดการทาลายทรัพยากรและความ
หลากหลายทางชีวภาพ (มาตรา 85) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นาหลักการหรือบทบัญญัติ
มาใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสังคมทั้งพืชและสัตว์
ความท้าทายของงานวิจัย คือ นักวิจัยจากหน่วยงานภายนอกอื่นๆ เช่น กระทรวงทบวงกรมอื่นๆ
หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันกับทุกภาคส่วน ร่วมกับหัวหน้าพื้นที่
คุ้มครองที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อใช้ในการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง
- 6 -
ข้อดีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสังคมทั้งพืชและสัตว์ คือจะได้ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานเพื่อ
นามาใช้ในการตัดสินใจดาเนินการ หากมีการสูญเสียถิ่นที่อาศัยจะต้องมีการคาดคะเนได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เพื่อที่จะได้ค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาต่อไป การเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัยจะต้องค้นหาวิธีการปรับปรุง การ
ลดผลกระทบจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง
ลาดับความสาคัญของงานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
และมีการเก็บข้อมูลในพื้นที่คุ้มครองทุกระดับ จากบทเรียนงานวิจัยในหลายๆ พื้นที่ที่จะมีการใช้ประโยชน์
จากงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการจัดการ จะมีคาถามเกิดขึ้นว่า :
1. คุณค่าของพื้นที่คุ้มครองในแต่ละพื้นที่มีผลประโยชน์ต่อชุมชนอย่างไร ข้อมูลต่างๆ ที่ได้
จากงานวิจัยจะถูกนาไปใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบพื้นที่คุ้มครองที่อานวย
ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการคงไว้ซึ่งทรัพยากรทางชีวภาพ
2. คุณค่าทางวัฒนธรรมมีอะไรบ้างที่ควรจะมีการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่คุ้มครอง
3. การบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครองมีอะไรบ้าง และมีผลต่อเศรษฐกิจของ
ประเทศชาติอย่างไรบ้าง
4. มีอะไรบ้างที่บอกถึงความสาคัญในทางประวัติศาสตร์ และจะมีความเชื่อมโยงกับ
ยุทธศาสตร์การวางแผนการจัดการได้อย่างไร
5. มีแผนการใช้งานวิจัยเพื่อการดาเนินงานด้านการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศได้อย่างไร มีการ
พิจารณาเพื่อกาหนดไว้ในแผนการจัดการหรือไม่
6. มีชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ในท้องถิ่นอะไรบ้างที่จาเป็นต้องอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวดและมีการ
กระจายพันธุ์อย่างไร
7. การศึกษาทรัพยากรทางพันธุกรรมที่มีประโยชน์ในทางการค้า เพื่อจะได้อนุรักษ์ไว้และ
นามาใช้ประโยชน์ทางการค้า ควรให้ความสาคัญกับพระราชบัญญัติรักษาพันธุ์พืชรวมถึงข้อตกลงระหว่าง
ประเทศ
8. พื้นที่คุ้มครองมีความสามารถในการรองรับชนิดพันธุ์ได้ทุกชนิดหรือไม่ จาเป็นต้องผนวก
พื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่
9. แนวโน้มประชากรของชนิดพันธุ์เป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือลดลง
10. มีการวิเคราะห์ถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับชนิดพันธุ์หรือไม่ และการค้นหาวิธีการแก้ไข
อย่างไร
11. มีการพิจารณาถึงชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีปรากฏอยู่ในพื้นที่คุ้มครองจะมีผลกระทบอย่างไรและ
มีการกระจายพันธุ์อย่างไรบ้าง
12. มีคุณค่าและมีองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาอย่างไรสาหรับพื้นที่คุ้มครอง และสามารถนาไปใช้
ได้อย่างไร
- 7 -
ลาดับความสาคัญของงานศึกษาวิจัยในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง
ระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ มีความจาเป็นต้องทาการวิจัยทั้งทางการวิจัยขั้น
พื้นฐานและขั้นประยุกต์ มีความจาเป็นที่จะต้องนาเอาบุคคลที่มีความรู้ความชานาญด้านการวิจัยไปทางาน
วิจัยในพื้นที่คุ้มครอง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีสถานีวิจัยสัตว์ป่า มีบุคลากรที่มีความรู้ความ
ชานาญ มีงานวิจัยเสือโคร่ง โดยเฉพาะการกระจายของชนิดพันธุ์ในพื้นที่ทั้งที่เป็นรูปแบบประยุกต์และ
พื้นฐาน ในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับคน จาต้องนาเอาสถานการณ์
หรือเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วนในการวิจัย จะต้องมีการดาเนินงานในพื้นที่ให้ได้ข้อมูลในแต่ละ
พื้นที่แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาในระดับชาติ ฉะนั้น ลาดับความสาคัญของงานวิจัยจะต้องกาหนดแผนงานไว้
ในแผนยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วย :
1. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยประกอบด้วยระบบนิเวศอะไรบ้าง จะต้องมีการปรับปรุงชนิดพันธุ์
อะไรบ้างและมีประสิทธิภาพอย่างไร
2. การบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองมีอะไรบ้างที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีคุณค่า
อย่างไร
3. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยมีความอุดมสมบูรณ์อย่างไร ตั้งอยู่ที่ใดบ้าง เป็นปัญหากับสัตว์ผู้ล่าและ
เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างไร
4. ประชาชนที่อาศัยอยู่ในและภายนอกพื้นที่คุ้มครองมีมากน้อยเพียงใด มีความสัมพันธ์กับ
พื้นที่คุ้มครองอย่างไร มีทัศนคติในการปรับปรุงพื้นที่คุ้มครองอย่างไร
5. ประวัติของพื้นที่คุ้มครองเกี่ยวข้องกับการจัดการอย่างไร รวมทั้งการพัฒนาเพื่อการ
ท่องเที่ยว
6. พื้นที่คุ้มครองส่วนใดที่จาต้องมีการพัฒนาให้มีความสาคัญต่อชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ
7. การศึกษาวิจัยถึงการเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการในพื้นที่คุ้มครอง
8. ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง
ในแต่ละระดับของพื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งจะต้องพิจารณาถึงข้อมูลพื้นฐานและมีแผนที่แสดง
ให้เห็นได้ชัด เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ในการจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่สาคัญและมีผลกระทบต่อ
การท่องเที่ยวอย่างไร และมีการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปดูแลอย่างไร
- 8 -
นโยบายที่เป็นแนวทางในการใช้งานวิจัยให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน่วยงานรับผิดชอบงานวิจัยของตนเอง แนวทาง
และวิธีการ ควรจะได้ทาการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้มากและให้ความสาคัญกับการบริหารงานในพื้นที่
คุ้มครองเพื่อการจัดการ โดยเฉพาะการวิจัยในเรื่องระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ในรายละเอียดต่างๆ ของพื้นที่
คุ้มครอง
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ นักวิจัยจากต่างชาติ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมในการ
วิจัยในพื้นที่คุ้มครอง โดยผ่านกระบวนการความเห็นชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในการนี้ก็มีนักวิจัย
ชาวต่างชาติได้เข้ามาศึกษา เช่นการวิจัย เสือโคร่ง ชะนี นกเงือก และชนิดพันธุ์อื่นๆในธรรมชาติ รวมทั้ง
ทางด้านสังคมและการพัฒนาชุมชน
สิ่งที่จะต้องคานึงถึง คือ การศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จะต้องมี
นโยบายที่ชัดเจนในสองลักษณะ คือ (1) งานวิจัยที่จะต้องนามาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นการวิจัย
ขั้นประยุกต์ และ (2) การวิจัยเพื่อสนับสนุนการเก็บข้อมูลเป็นการวิจัยพื้นฐานหรือขั้นประยุกต์ก็ได้
1. การศึกษาวิจัยขั้นพื้นฐานด้านข้อมูลที่จาเป็นของพื้นที่คุ้มครองเฉพาะ
 การใช้ข้อมูลด้านวิกฤติการณ์ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการแก้ไขปัญหาในระดับชาติ
 เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและการแก้ไขปัญหาระหว่างพื้นที่กับชุมชน
 การเก็บตัวอย่างชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน
รับผิดชอบเพื่อประโยชน์และข้อมูลด้านกฎหมาย การอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
 เพื่อประโยชน์ด้านพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติหรือพันธุกรรม
 เพื่อธุรกิจทางเศรษฐศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ
 เพื่อการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในด้านต่างๆ เช่น การป้ องกัน การ
ประชาสัมพันธ์
 กรณีนักวิจัยต่างชาติ จะต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองหรือนักวิจัยท้องถิ่นเข้า
ร่วมด้วยหรือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยร่วมด้วย
 การกาหนดเวลาการวิจัยและการรายงานผล
 การจัดพิมพ์ผลงานการวิจัย
 การค้นหาหน่วยงานหรือบุคลากรสนับสนุนการวิจัย
 การให้เป็นลิขสิทธิ์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เฉพาะเพื่อการ
ประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่
 ผลกระทบกับชุมชนหรือทรัพย์สินในการวิจัย
2. การศึกษาวิจัยขั้นประยุกต์เพื่อประโยชน์ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
 จะต้องได้รับการรับรองจากหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองที่จะทาการวิจัย เพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์ของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- 9 -
 มีการแจกแจงรายละเอียดของการวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการ
 การรายงานผลการวิจัยสู่สาธารณะ
 ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยต้องแจกแจงขั้นตอนให้ละเอียดเพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองใน
ลักษณะการประยุกต์
 การเผยแพร่ผลงานวิจัยทาง Website ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
3. การศึกษาวิจัยที่จาเป็นในพื้นที่คุ้มครอง
 เป็นที่ยอมรับจากหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง รายละเอียดการวิจัยจะเกี่ยวข้องกับการจัดทา
แผนยุทธศาสตร์
 งานวิจัยเป็นภาพรวมอย่างกว้างๆ ในหลายพื้นที่หลายระดับไม่เป็นการทาลายแหล่งที่มี
การวิจัยจะต้องได้รับการพิจารณาจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
 รายงานผลการวิจัยเพื่อการสนับสนุนการอนุรักษ์หรือการสนับสนุนการจัดการให้มี
ประสิทธิภาพ
 มีการวิจัยซ้าเพื่อเป็นการเปรียบเทียบ
 ทางานร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง
ทางเลือกการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
การศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานของการจัดการระบบพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ การนาเอาวิธีการ
จากการวิจัยไปใช้ในการปฏิบัติเป็นสิ่งท้าทาย สาหรับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ซึ่งมี
หน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานที่มีความสนใจและสนับสนุนงบประมาณ ข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้ จะเป็น
ทางเลือกในการตัดสินใจ
ทางเลือกที่ 1 ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน่วยงานวิจัย คือ สานักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และ
พันธุ์พืช เป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับการกาหนดแผนการวิจัยที่สามารถเผยแพร่งานทาง
Website แต่ไม่ได้ระบุแผนยุทธศาสตร์ไว้งานวิจัยจะแยกอยู่ตามสานักต่างๆ เช่น สานักอนุรักษ์สัตว์ป่า สานัก
อุทยานแห่งชาติ สานักอนุรักษ์ต้นน้า จึงควรที่จะดาเนินการร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้รับ
จากการที่แยกจากงานกันอยู่ การกาหนดบุคลากร การวิจัยจะดาเนินการโดยหน่วยงานจะถูกจากัดทางด้าน
องค์ความรู้และงานประมาณจะอยู่ในระดับต่า ผู้บริหารไม่ได้ให้ความสาคัญผลงานวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
ผลงานจึงมีน้อยมาก
ทางเลือกที่ 2 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้หน่วยงาน
วิจัยให้เพิ่มมากขึ้น
หน่วยงานวิจัย ควรจะให้ความสาคัญกับระบบพื้นที่คุ้มครอง โดยการปรับแผนยุทธศาสตร์
การวิจัยให้มีความเกี่ยวข้องกันให้เป็นความสาคัญในลาดับแรกๆ การเพิ่มจานวนนักวิจัยและงบประมาณ การ
- 10 -
วิจัยขั้นประยุกต์และการสร้างการมีส่วนร่วม เช่น ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจในงานวิจัย
ด้านนี้หรืองานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งกับทั้งพื้นที่ให้นักวิจัยมีความคุ้นเคยกับการวิจัยขั้น
ประยุกต์ในแต่ละพื้นที่หรือกลุ่มป่า ซึ่งกิจกรรมการวิจัยควรจะได้มีการฝึกอบรม สานักวิจัยควรจะได้มีการ
แสวงหาแหล่งทุนจากภายนอกรวมถึงการจัดพิมพ์รายงานการวิจัยจากหน่วยงานอื่นๆ มหาวิทยาลัย หรือ
ประเทศอื่นๆ และต้องนาเสนอรัฐบาลหรือนาเสนอในที่ประชุมกับนานาชาติหรือเผยแพร่สู่สาธารณชนให้
ทราบโดยทั่วกัน
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการนาเอาผลการวิจัยไปเสนอในที่ประชุมระดับนานาชาติเป็นการ
แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิชาการด้านข้อมูลพื้นที่คุ้มครอง พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถที่จะนาเอา
ผลการวิจัยไปใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองได้ สถานภาพของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ จะเป็นตัวบ่งชี้ถึง
สถานภาพที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นที่เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากพื้นที่ เป็นการสร้างความ
ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้นหาแหล่ง
ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว กลไกทางการงบประมาณ เกี่ยวกับโครงการต่างๆ การพิจารณาถึงค่าแทนคุณระบบ
นิเวศซึ่งจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพันธุกรรมต่างๆ จากพื้นที่คุ้มครอง
สาหรับค่าใช้จ่ายเพื่องานวิจัยควรจะได้มีแผนยุทธศาสตร์การวิจัยที่ทันสมัยและมีการพัฒนาเพื่อ
การสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จากกองทุนหรือองค์กรพัฒนา
เอกชน ซึ่งจะเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างดี
ทางเลือกที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งในการจัดการวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ
พันธุ์พืช และสนับสนุนให้มีการวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
ทางเลือกที่ 3 มีความแตกต่างจากทางเลือกที่ 2 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง
เป็นการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการวิจัยต่างๆ หน่วยงานวิจัยของกรม
อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องมีการพัฒนานักวิจัยของหน่วยงานให้มีคุณภาพและการสร้าง
ความร่วมมือ จะต้องเป็นผู้พิจารณาเรื่องการวิจัยต่างๆ ตามลาดับความสาคัญทั้งการวิจัยขั้นพื้นฐานและการ
วิจัยขั้นประยุกต์ เพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการพิจารณาถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการหาแหล่งทุนเพื่อการวิจัยให้เกิดขึ้นการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ จะต้องกาหนดให้
เป็นโครงการในระยะยาว เพื่อให้ได้ซึ่งผลประโยชน์สาหรับหน่วยงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ
พันธุ์พืช ที่นักวิจัยจะต้องกาหนดระดับของงานเพื่อประชาชน นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยสาขาอื่นๆ
ถ้าหากมีการดาเนินงานดังกล่าวผลประโยชน์จะทาให้นักวิจัยมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและ มีความ
ทันสมัยจะได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอก จะทาให้มีการสร้างบุคลากรในงานวิจัยให้เพิ่มขึ้นได้
- 11 -
ทางเลือกที่ 4 เป็นการรวมเอาทางเลือกที่ 2 กับทางเลือกที่ 3 รวมกัน
เป็นความต้องการที่จะให้หน่วยงานรับผิดชอบการวิจัยให้งานวิจัยมีเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนา
บุคลากรดาเนินการในระยะยาวที่เกี่ยวกับงานโดยเฉพาะ เช่น การวิจัยเสือโคร่ง การวิจัยความขัดแย้งระหว่าง
คนกับช้างป่า การร่วมมือเกี่ยวกับการวิจัยข้อขัดแย้งระหว่างชุมชนกับพื้นที่คุ้มครอง หรือการใช้ประโยชน์ที่
ได้รับจากการบริหารของระบบนิเวศ หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยกับหน่วยงาน
ภาคปฏิบัติ
ข้อเสนอแนะ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์การวิจัย การได้รับข้อมูลของ
พื้นที่เพื่อนาไปปรับวิธีการจัดการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ หน่วยงานวิจัยควรจะได้
กาหนดแผนยุทธศาสตร์ที่มีแหล่งเงินทุนจากภายนอก เช่น ค่าแทนคุณระบบนิเวศ ปัญหาความขัดแย้ง
ระหว่างคนกับสัตว์ป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การใช้ประโยชน์จากพันธุกรรม การสร้างความร่วมมือกับ
หน่วยราชการอื่นๆ มหาวิทยาลัยหรือองค์กรอนุรักษ์
นโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ในแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
จากแผนการจัดการระบบพื้นที่คุ้มครองที่ได้กาหนดขึ้น เพื่อกาหนดเป็นแนวทางและเป้ าหมาย
รวมทั้งกรอบงานเพื่อการวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ลาดับความสาคัญสามารถที่จะระบุกาหนดให้ผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียร่วมกันพิจารณาดาเนินการ แนวทางจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ หรือสัมพันธ์กับความรู้
ด้านอื่นๆ ปัจจุบันกรอบการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองจะมีการพิจารณาและมีการปรับให้เข้ากับความต้องการที่
กาหนดโดยหน่วยงาน
แนวทางในการจัดทาแผนการจัดการหรือการวิจัยรวมทั้งการพิจารณาตัดสินใจของผู้บริหารหรือ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือวิชาการด้านอื่นๆ
1. พื้นที่คุ้มครองทุกๆ แห่งจะต้องมีแผนการจัดการงานวิจัยของแต่ละพื้นที่ เพื่อการตัดสินใจ
ในเรื่องระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ ภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ โดยให้มีการพิจารณาถึงแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ซึ่งเป็ นแผนการพัฒนาระดับชาติ
ซึ่งแผนดังกล่าวจะต้องใช้ข้อมูลจากการวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
2. ถ้าหากว่าการจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองในแต่ละพื้นที่ จะต้องอธิบายถึงลักษณะ
ชีวภาพและกายภาพ โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ ภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์และพื้นที่คุ้มครอง กิจกรรมการวิจัยจะต้อง
กาหนดไว้ในแผนการจัดการ
3. แผนการจัดการจะต้องจัดเตรียมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ
พันธุ์พืช ควรจะให้ความสาคัญกับแนวทางจากการพิจารณาจากผู้บริหารระดับสูง
4. แผนการจัดการควรจะประกอบด้วยนโยบาย วัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ใน
ระดับชาติที่เตรียมโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีโครงสร้างของการบริหารจัดการ ลาดับ
ความสาคัญของกิจกรรมภายในระยะเวลา 5 ปี ระบุงบประมาณการลงทุน ความร่วมมือในการจัดทาแผนการ
- 12 -
จัดการ ควรทาเป็นแผนรายปีที่มีงบประมาณ บุคลากรและรายละเอียดอุปกรณ์ที่ต้องการใช้โดยเฉพาะในช่วง
ปีแรก
5. แผนการจัดการจะต้องมีตัวชี้วัดโดยการใช้เครื่องมือ METT (Management Effectiveness
Tracking Tools) มาพิจารณาในการติดตามและประเมินผล
6. ลาดับความสาคัญของกิจกรรมจะต้องรวมถึงงบประมาณในการดาเนินงานหรือปฏิบัติงาน
ที่เป็นไปได้
7. แผนการจัดการจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ด้านงบประมาณโดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองที่
เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว กลไกการจัดหางบประมาณหรือการจัดตั้งกองทุนไว้ในแผน
8. แผนการจัดการจะต้องนาสู่สาธารณะ เพื่อให้นักท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา ชุมชนท้องถิ่น
ภาคธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักอื่นๆทราบด้วย
9. การพิจารณาถึงความสาคัญของพื้นที่ตามกฎหมายหรืออนุสัญญานานาชาติ เช่น พื้นที่มรดก
โลก พื้นที่ชุ่มน้า เป็นต้น การจัดการควรจะให้มีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและการสร้างความร่วมมือกับ
องค์กรที่รับผิดชอบดังกล่าว
10. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะได้มีการกาหนดเขตการจัดการต่างๆ ที่แตกต่างกันไป
ตามสถานภาพของพื้นที่
11. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะให้มีการกาหนดลาดับความสาคัญของกิจกรรมการวิจัย
และแหล่งผู้เชี่ยวชาญ
12. แผนการจัดการควรจะได้กาหนดถึงความสัมพันธ์กับพื้นที่ใกล้เคียงอย่างไร ด้านนิเวศวิทยา
สังคม เศรษฐกิจ ควรจะได้มีการสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น
13. แผนการจัดการควรจะได้มีการกาหนดแหล่งเงินทุนใหม่ๆ สาหรับพื้นที่คุ้มครองว่ามีการ
ขับเคลื่อนอย่างไร เช่น การกาหนดกองทุนอนุรักษ์ (CTF)
14. หากเป็นพื้นที่คุ้มครองในระดับกลุ่มป่า ควรจะได้มีการร่วมมือกันระหว่างพื้นที่คุ้มครองแต่
ละแห่ง มีแผนการจัดการร่วมกัน การกาหนดแผนธุรกิจการท่องเที่ยว การเก็บค่าธรรมเนียม การแก้ไขปัญหา
การลักลอบล่าสัตว์ป่า การป้ องกันไฟป่า
15. แผนการจัดการควรจะได้กาหนดคาแนะนาในการจัดการถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า ชนิดพันธุ์
ประเพณีวัฒนธรรมและทรัพยากรชีวภาพอื่นๆ
16. แผนการจัดการควรจะได้มีการกาหนดแผนการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง
ด้านงานวิจัยไว้ด้วย
แผนการจัดการมีแนวทางการดาเนินงานในแต่ละประเภทของพื้นที่คุ้มครองจะแตกต่างกันไป
ตามวัตถุประสงค์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
เขตห้ามล่าสัตว์ป่า วนอุทยาน เป็นต้น
นโยบายการจัดการแหล่งวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้มครอง
- 13 -
นโยบายการจัดการทางด้านวัฒนธรรมภายในพื้นที่คุ้มครองเป็ นสิ่งที่ท้าทายสาหรับ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการพัฒนาตามนโยบาย จะต้องมีการพิจารณา การตัดสินใจใน
ทางเลือกว่าจะดาเนินการอย่างไรตามประเภทของพื้นที่คุ้มครอง
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านวัฒนธรรมมี
ความสาคัญต่อประชาชนคนโดยทั่วไปทุกภาคของประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น รอยพระพุทธบาท
หรือพื้นที่ที่มีความสาคัญทางด้านวิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์ และประเพณี เช่น ภายในถ้า ภาพเขียนของคน
ในสมัยโบราณ ซึ่งภาพเขียนเหล่านี้ เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว จาต้องมีการบารุงรักษาดูแลไว้ในแผนการ
จัดการ
วัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง จากรายงานพบว่ามีวัดอยู่ไม่ต่ากว่า 6,000 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่า
เป็นธรณีสงฆ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ควรจะตั้งหน่วยงาน
รับผิดชอบร่วมกับกรมการศาสนา หรือสานักงานพระพุทธศาสนาในการสนับสนุนงานทางวิชาการรวมทั้ง
แผนการจัดการที่จะให้จัดมีส่วนในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร ถ้าหากว่าวัดอยู่ในพื้นที่คุ้มครองก็น่าจะ
ให้พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ III
วัดหลายแห่งที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่คุ้มครองที่มีความสาคัญและมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
คุ้มครอง เช่น ถ้า ภูเขาหินปูน ที่มีความสาคัญต่อชนิดพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์การจัดประเภทก็เป็นส่วนหนึ่งของ
ระบบพื้นที่คุ้มครอง ควรจะให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าไปสนับสนุนทางวิชาการในการ
จัดทาแผนการจัดการเพื่อแสดงถึงคุณค่าของพื้นที่
ความรู้ทางประเพณีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและธรรมชาติอื่นๆ จะต้อง
พิจารณาคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับชนรุ่นต่อๆ ไป ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศภายในระบบพื้นที่คุ้มครอง หรือที่
เรียกว่า Traditional Ecological Knowledge : TEK ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ เช่น เป้ าหมายที่ 18
ของ Aichi Biodiversity Targets ในอนุสัญญาว่าความหลากหลายทางชีวภาพ กาหนดไว้ว่าภายในปี 2020
ความรู้ความเชื่อทางประเพณีที่ชุมชนดั้งเดิมปฏิบัติหรือชุมชนท้องถิ่นปฏิบัติจะเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์
และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนที่ให้เป็นไปอย่างบูรณาการ นโยบายนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์
พืช จะต้องกาหนดให้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I และ II ให้ดูว่ากฎหมายคุ้มครองประเพณีและการ
อนุรักษ์ และการพัฒนาจะดาเนินการได้หรือไม่ นับว่าเป็นการยากที่จะขยายระบบรวมถึงความยืดหยุ่นตาม
แนวทางของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในประเทศไทย พบว่า มีพบอยู่ในพื้นที่คุ้มครองทางภาคเหนือหรือแถบ
ทะเลฝั่งอันดามัน มีส่วนใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองและมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด จาก
ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นถึงชุมชนท้องถิ่นมีการปฏิบัติและการคงไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติด้านประเพณี
วัฒนธรรม เช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้า ป่าชุมชนเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ผลผลิตทางการประมง พื้นที่
เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ความสาคัญของพื้นที่และกิจกรรมอื่นๆ การสนับสนุนให้ชาวเขา
ชนเผ่าต่างๆ ปลูกพืชที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ บางชนเผ่าได้ปฏิบัติทางประเพณีที่มีการอนุรักษ์อย่าง
ยั่งยืน เช่น การบูชาผีหัวน้า การปลูกพืชเอนกประสงค์และการอนุรักษ์พันธุกรรม
- 14 -
TEK จะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์เพื่อผลผลิตทางการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การลด
การใช้สารเคมี เป็นต้น เพื่อลดการทาลายความหลากหลายทางชีวภาพและพันธุกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน
ให้คุ้มค่าและยั่งยืน การดาเนินงานต่างๆ บริเวณพื้นที่ป่าไม้ที่สูงจะเป็นการลดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
โดยการให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ได้ปลูกพืชไม้ยืนต้นแทนพืชรายปี
ชุมชนท้องถิ่นกับการอนุรักษ์พื้นที่ (Community Conservation Areas) การที่ชุมชนท้องถิ่น
ดั้งเดิมที่ปฏิบัติเกี่ยวกับระบบนิเวศซึ่งจะสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งทั้ง
TEK และ CCA จะมีความสัมพันธ์กับแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร มีการใช้ประโยชน์อย่างไร
พฤติกรรมของชุมชนมีการปฏิบัติอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่ดังกล่าวตามหลักสากลจะจัดให้อยู่ในประเภท
ของพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ IV, V และ VI ถ้าหากชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอนุรักษ์พันธุกรรมชนิดพันธุ์ควรจะ
ได้นาเอาค่าแทนคุณระบบนิเวศเข้ามาใช้เป็นการสร้างความร่วมมือและควรให้มีการทาหน้าที่เป็ น
คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
ข้อเสนอแนะด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
1. จะต้องพิจารณาถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและการอนุรักษ์โดยชุมชนที่ไม่เป็นการทาลาย
ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวจากชุมชนที่อาศัยอยู่ในและใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง
2. สร้างการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองและการมีส่วนการ
ฝึกอบรมการลาดตระเวนร่วมกันการสร้างความเข้มแข็งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
3. สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ (CTF) โดยเฉพาะการนากองทุนมาใช้ในการ
พัฒนาอาชีพจากการบริการของระบบนิเวศเพื่อให้ได้ค่าแทนคุณระบบนิเวศ
4. สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนและผลผลิตทางการเกษตร
5. การสร้างผลิตภัณฑ์ของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว โดยไม่มีการทาลาย
ทรัพยากรธรรมชาติ
คาแนะนา งานศึกษาวิจัยควรจะต้องได้มีการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ชุมชนท้องถิ่น
ดั้งเดิมทั้งภายในและพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อค้นหาแนวทางวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
การพัฒนาและการจัดการถนนภายในพื้นที่คุ้มครอง
ถนนเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับพื้นที่คุ้มครองเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของพนักงานเจ้าหน้าที่และ
นักท่องเที่ยว เส้นทางคมนาคมจะต้องถูกควบคุมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ ยกเว้นทางหลวงที่มีปัญหา
การจัดการ ตามหลักการแล้วถนนหรือทางหลวงเป็นปัจจัยที่ทาให้ป่ าไม้หรือระบบนิเวศแยกจากกัน
มีผลกระทบกับการเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ทาให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งสัตว์ป่าและผู้เดินทาง
เกิดปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ป่า การเข้าไปตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การศึกษาวิจัยควรจะได้ดาเนินการในเรื่อง
ของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทั้งพืชและสัตว์ที่รุกรานเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งจะทาลายระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองเป็นผล
- 15 -
ที่ทาให้เกิดปัญหาการอนุรักษ์ เส้นทางหรือถนนยังใช้เป็นเส้นทางสาหรับคนเดินเท้าเพื่อการชมทัศนียภาพ
ทางเท้าไม่ทาให้เกิดปัญหาจราจรและไม่ทาให้เกิดปัญหากับพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่คุ้มครอง
แนวทางการจัดการพื้นที่คุ้มครองสาหรับนักท่องเที่ยว มีการควบคุมมิให้พื้นที่คุ้มครองแน่น
เกินไป (ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว) การสนับสนุนให้มีการกาหนดจุดจอดรถนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง ควรจะได้
มีการเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพื้นที่คุ้มครอง หรือเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพื้นที่คุ้มครองหรือเสียค่าปรับกรณี
จอดรถในสถานที่ห้ามจอด
การจัดการเส้นทางคมนาคมจะต้องหลีกเลี่ยงการสร้างที่เป็นเส้นทางขวางกั้นการไหลของน้า
หรือทาให้เกิดการชะล้าง หรือมลพิษ และการสร้างถนนก็ควรใช้พืชท้องถิ่นปลูกริมถนนเพิ่มเติม
ถนนหรือเส้นทางคมนาคมในพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I และ II ควรจะจัดทาแนวเชื่อมต่อ
ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์หรือทางยกระดับจะต้องกาหนดรูปแบบให้ชัดเจน เพื่อให้สัตว์ป่าอพยพไปมาได้ เช่น ช้าง
ป่า กวางป่า วัวป่า หรือเสือโคร่ง ปรับปรุงให้มีถิ่นที่อาศัยที่เหมาะสม หากว่าเป็นทางยกระดับจะต้องให้สัตว์
ป่าชนิดที่ห้อยโหนไปมาได้ด้วย เช่น ชะนี
การใช้ยานพาหนะบนถนนภายในพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I และ II ควรจะกาหนดหรือจากัด
ความเร็วของรถยนต์ มีป้ ายจราจร จอเรดาร์ กล้องถ่ายภาพวงจรปิด และเกาะกลางถนนเพื่อลดความเร็วของ
ยานพาหนะ ถนนทุกสายภายในพื้นที่คุ้มครองหรือรอบๆ พื้นที่ควรจะมีจุดตรวจอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้ องกัน
การกระทาผิดกฎหมาย บริเวณจุดตรวจก็ควรจะมีลานจอดรถยนต์ ร้านอาหาร ร้านค้า ศูนย์ข้อมูล ร้านขาย
ของที่ระลึก ห้องสุขาชาย-หญิงและถังขยะ การใช้ถนนภายในเขตพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการเก็บเงินค่าผ่าน
ทางเพื่อการซ่อมบารุง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จะต้องมีนโยบายในการดาเนินงานพัฒนาและ
การจัดการเส้นทางคมนาคมภายในพื้นที่ให้ชัดเจน
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน
นโยบายที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะร่วมกับภาคเอกชนภายในพื้นที่
คุ้มครอง หรือชุมชนรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้มีการสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือการใช้
ประโยชน์จากระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง
นโยบายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง
คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดาเนินการ
แต่งตั้งเป็นรายเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้มีบทบาทหน้าที่ในการให้คาปรึกษา แนะนา การบริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครอง ควรมีแนวทางการดาเนินงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย
- 16 -
นโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ (CTF)
ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง งบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐ ซึ่งบางกิจกรรมที่กาหนดจะ
ไม่มีเงินงบประมาณที่เพียงพอ หรือมีกิจกรรมที่เร่งด่วนในการดาเนินงาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ
พันธุ์พืช ควรจะได้ดาเนินการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ในพื้นที่คุ้มครองหรือระดับกลุ่มป่าขึ้น เพื่อสนับสนุน
การดาเนินงานดังกล่าว โดยการดาเนินงานของภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วม
นโยบายการติดตามประเมินผลพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเป็นการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกระบวนการทางาน จาต้อง
ใช้เครื่องมือที่กาหนดขึ้นมา เช่น Management Effectiveness Tracking Tools : METT ที่หน่วยงาน The
World Bank ได้กาหนดวิธีการขึ้นมาใช้ประเมินประสิทธิภาพของพื้นที่คุ้มครองที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน
- 17 -
ส่วนที่ 2
สรุปบทบาทของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
-----------------------------------
บทบาทของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่นาเสนอในรายงาน รายละเอียดจะกล่าวถึงว่า
การศึกษาวิจัยเป็นนวัตกรรมที่ทาให้เกิดความรู้ใหม่ๆ หรือการนาความรู้ที่ได้ไปใช้ในการสนับสนุนการ
จัดการพื้นที่คุ้มครอง มักจะได้รับทฤษฎีใหม่ วิธีการใหม่ หรือความเข้าใจใหม่ๆ ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ
ธรรมชาติ มานุษยวิทยา วัฒนธรรมและสังคม ทาให้เกิดแนวคิดและนโยบายใหม่ๆ ในการจัดการพื้นที่
คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยทั้งอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาสัตว์ป่า ควรจะได้มีการนาผลการ
ศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องไปใช้ในการวางแผนด้านการจัดการเป็น National System of Protected Areas
ความสาคัญของการศึกษาวิจัยที่ได้ดาเนินการมาแล้วและที่จะดาเนินการต่อไป ควรที่จะ
พิจารณาในรายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง
ภูมิอากาศ เป็นการเปิดโอกาสที่ทาให้เกิดนโยบายด้านการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง มีกฎระเบียบในการ
บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง การมีส่วนร่วมจากองค์กรหรือหน่วยงานภายนอกจะมีความสาคัญยิ่งที่จะให้เกิด
การศึกษาวิจัยในพื้นที่เกิดขึ้นได้มาก ผลการดาเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ผลที่ได้จะนาไปสู่การพัฒนา การ
จัดสรรเงินงบประมาณ การทางานด้านนโยบายและธุรกิจ การสร้างความร่วมมือกับชุมชนรอบๆ พื้นที่
คุ้มครอง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการสู่ระดับนานาชาติ
จากการปรึกษาร่วมกันของทีมงานในการวางแผนการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง เป้ าประสงค์
ที่สาคัญ คือ การเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยว การจัดทาเอกสารเผยแพร่ และร่วมปรึกษาในส่วนใหญ่ๆ ด้าน
นิเวศวิทยาและเศรษฐกิจสังคม
การศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่มีเป้ าหมายหรือวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กล่าวคือ การศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและมานุษยวิทยาที่
เกี่ยวข้อง สามารถที่จะนาข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการวางแผน การจัดสรรเงินงบประมาณ ควรจะได้มีการ
กาหนดให้เป็นนโยบายที่สาคัญในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว รายได้
แหล่งทุน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ ตลอดจนสาเหตุที่
ทาให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
การศึกษาวิจัยด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
นับตั้งแต่การเตรียมการเพื่อวางแผนการจัดการจาเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่ต้องใช้ในการ
พิจารณา จะได้ข้อมูลจากที่ใดนั้นต้องคานึงถึงผลการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อาจจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน หรือการ
เก็บรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ ฉะนั้น ผลการศึกษาวิจัยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะนาไปใช้ในการพิจารณา ที่ทาให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาวิจัยกับการ
จัดการพื้นที่คุ้มครอง
- 18 -
สาหรับการศึกษาวิจัยสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหรือลักษณะ คือ การวิจัยขั้นพื้นฐาน
(Academic Research) ส่วนใหญ่ผู้ที่ดาเนินงานจะเป็ นนักวิจัยที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือ
สถาบันการศึกษาเพื่อค้นหาความรู้ใหม่ๆ ส่วนมากจะเกี่ยวกับชีววิทยา สังคมวิทยาและเศรษฐกิจ การวิจัยขั้น
ประยุกต์ (Applied Research) เป็นการดาเนินงานวิจัยโดยภาคเอกชน หรือหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้การทา
ข้อตกลงร่วมกัน ตามข้อกาหนดที่เป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อตกลงร่วมกันสามารถแบ่งออกเป็น 3
ประเภท
1. การศึกษาวิจัยทางชีววิทยาและวัฒนธรรม เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ
ธรรมชาติทั่วๆ ไปซึ่งจะดาเนินงานเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิจัยขั้นต่อไป
2. การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสังคม เป็นการศึกษาวิจัยที่ดาเนินการในเรื่องการใช้
ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองของประชาชน ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง เช่น รอบๆ พื้นที่
คุ้มครอง หรือพื้นที่แนวกันชน เกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ การศึกษาวิจัยด้านเศรษฐกิจ - สังคม
การวิจัยเพื่อค้นหาภัยคุกคามที่เกิดกับทรัพยากรที่หายาก
3. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อค้นหาวิธีการพัฒนา และกระบวนการในการดาเนินงานบริหาร
พื้นที่คุ้มครอง
การศึกษาและวิจัยในพื้นที่คุ้มครองควรจะมีการศึกษาวิจัยขั้นพื้นฐาน และการศึกษาวิจัย
ขั้นประยุกต์ เพื่อให้มีความสมดุลในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าคุ้มครอง เช่น การศึกษาวิจัยเรื่องเสือโคร่งที่
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าห้วยขาแข้งกับความสามารถของพื้นที่ที่จะรองรับได้ ส่วนพื้นที่คุ้มครองในภาค
ตะวันออกที่กาหนดเป็น Eastern Forest Complex: EFCOM จะมีปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าโดยเฉพาะเป็น
ปัญหาที่สาคัญจะต้องนาเอาข้อมูลมาใช้ในการจัดการให้ถูกต้อง
จากการปรึกษากับหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองหลายๆท่าน ว่าการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองมี
น้อยมาก ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ผลการศึกษาวิจัยก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองก็เปลี่ยนบ่อยมากไม่สามารถนาเอางานศึกษาวิจัยมาใช้ประโยชน์ เพียงแต่ทางานให้
ผ่านพ้นไปวันๆ มีปัญหาหลายๆ ประการที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในท้องถิ่น
โดยทั่วไปแล้วทั้งหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง และนักวิจัยจะมาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน นักวิจัย
ส่วนมากจะดาเนินการวิจัยขั้นพื้นฐาน บางคนที่เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือมีความสนใจที่ต้องการจะ
ทาการศึกษาวิจัย ขณะเดียวกันหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองได้รับการฝึกอบรมให้ทางานในการบริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครอง ส่วนใหญ่จะมีความรู้ด้านป่ าไม้ มีความชานาญงานในหน้าที่การบริหารมากกว่า มีความรู้จาก
มหาวิทยาลัย ชุมชนบางแห่งให้ความร่วมมือกับหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองเป็นอย่างดี โดยที่หัวหน้ามีหน้าที่
ป้ องกันปราบปราม ความแตกต่างของหน้าที่และตาแหน่ง การทางาน จะเป็นการทาให้มีความขัดแย้งเพิ่ม
มากขึ้น นักวิจัยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหาข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องไปใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครอง
- 19 -
ระบบแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือกระบวนการจะเป็นสะพานเชื่อมความไม่เข้าใจ
ระหว่างการวิจัยกับการจัดการ เพราะว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่น่าสนใจที่อานวยผลประโยชน์
มีหลายๆ พื้นที่มีการสนับสนุนงานวิจัย แต่ผลงานที่นาไปใช้มีน้อยมาก ควรจะมีแผนงานที่ให้นักวิจัยเข้าไป
ทางานวิจัยได้
โดยทั่วไปแล้วทั้งนักวิจัยและผู้จัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะมีอานาจในการสร้างความเข้าใจ
ให้สาธารณชนและการเมืองทราบและเข้าใจว่าพื้นที่คุ้มครองมีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ตลอดจนความ
ปลอดภัยของชาติ จะต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างการวิจัยและการจัดการที่เกิดผลประโยชน์ต่อระบบ
พื้นที่คุ้มครอง
บทบาทของการศึกษาวิจัยในแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
วัตถุประสงค์แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องประกอบด้วย
1. ในพื้นที่คุ้มครองเป็นที่รวมของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูลจาก
การศึกษาวิจัย (ชนิดพันธุ์ ชนิดที่ถูกคุกคาม ความสามารถในการดารงชีวิต เป็นต้น)
2. พื้นที่คุ้มครองควรจะมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะรองรับชนิดพันธุ์ต่างๆ ได้ เช่น เสือโคร่ง
นกเงือก ช้างป่า หรือพันธุ์ไม้ที่หาได้ยาก เป็นต้น ต้องให้ระบบนิเวศเชื่อมต่อกันหรือกาหนดให้เป็นพื้นที่
ขนาดใหญ่
3. พื้นที่คุ้มครองจะอานวยประโยชน์ทางด้านบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services)
เช่น เป็นแหล่งน้าให้กับประชาชน การดูดซับคาร์บอน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม
4. การจัดการพื้นที่คุ้มครองควรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในท้องถิ่น หรือในพื้นที่
ใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวด้วย
5. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะสนองความต้องการของประชาชนในประเทศไทยจะต้องมี
ส่วนร่วมในการตัดสินใจ
วัตถุประสงค์ทุกข้อต้องการงานศึกษาวิจัย เพราะว่าได้มีการกาหนดไว้ในแผนการจัดการ
พื้นที่คุ้มครองไว้ทุกโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาวิจัยมีกฎเกณฑ์ที่ต้องการอย่างไร
พื้นฐานของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่คุ้มครองจะเป็นภาพรวมที่กว้า ที่จะต้อง
ทาและสัมพันธ์กัน ประกอบด้วย เรื่องของป่าไม้ ที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (แร่ธาตุต่างๆ) เศรษฐกิจ
โดยเฉพาะการบริการของระบบนิเวศ (ES) ประวัติของพื้นที่ สังคมและมานุษยวิทยา (ผลกระทบต่อพื้นที่
คุ้มครอง รายได้ ความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ ) อุทกวิทยา ( ความสาคัญของแหล่งต้นน้าต่างๆ )
และพื้นที่ต้นน้า ภูมิอากาศจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง UNFCCC การจัดการสัตว์ป่า ( เกี่ยวกับชนิดพันธุ์
ที่ถูกคุกคาม ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ) ด้านสัตวแพทย์ การ
ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคระบาด โรคสัตว์ชนิดพันธุ์สัตว์ที่เป็นพาหะนาโรคมาสู่มนุษย์ นิเวศวิทยา (เกี่ยวกับการ
- 20 -
บริการของระบบนิเวศ การจัดการไฟป่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การจัดการถิ่นที่อาศัย ) การใช้ประโยชน์ที่ดิน
ชีววิทยาทางทะเล (ข้อมูลทางทะเล) การท่องเที่ยว (ความสามารถในการรองรับ การจัดการสิ่งดึงดูดใจ)
กฎระเบียบของวิทยาศาสตร์ค่อนข้างจะแคบในรายละเอียด เช่น การอนุรักษ์วิทยา มนุษย์
นิเวศวิทยา ระบบนิเวศเศรษฐกิจ
งานศึกษาวิจัยสาหรับแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่ สามารถวิเคราะห์
ได้ในระดับความสาคัญโดยเฉพาะการกาหนดงานวิจัย โดยเฉพาะในกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีนักวิจัยค่อนข้าง
จากัด ควรจะกาหนดให้มีการวิจัยเพื่อการวางแผน โดยมีคาถามอยู่ในใจว่า
- คุณค่าทางวัฒนธรรมมีอะไรบ้าง ที่จะอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่คุ้มครอง มีนโยบาย เรื่องวัด
ภายในพื้นที่คุ้มครองที่มีพระธุดงค์ และนักท่องเที่ยวที่เข้าไปท่องเที่ยวในวัดอย่างไร
- ความสาคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงกับแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- ชนิดของพันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์ มีอะไรบ้างที่ต้องการอนุรักษ์และการกระจายในพื้นที่
คุ้มครอง
- พันธุกรรมในพื้นที่คุ้มครองที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ที่ได้รับ และข้อตกลง
ต่างๆ
- พื้นที่คุ้มครองมีความสามารถในการรองรับชนิดพันธุ์และเชื่อมต่อพื้นที่อื่นได้หรือไม่
- แนวโน้มของประชากรสัตว์ป่า ถ้ามีแนวโน้มลดลงจะทาอย่างไร
- ภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์
- ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่คุ้มครองที่เป็นผู้รุกราน หรือทาลาย หรือมีการกระจายอย่างไร
คาถามเกี่ยวกับงานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องกาหนดงานวิจัย เพื่อนาข้อมูลไปใช้ในการจัดการ
ความแตกต่างของระบบพื้นที่คุ้มครองมีคาถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา
- องค์ประกอบของโครงสร้างระบบนิเวศภายใต้สภาพของถิ่นที่อาศัย เช่น การเผาไร่มี
ผลกระทบอย่างไร
- ใครได้รับผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองและมีคุณค่า
อย่างไร
- ถิ่นที่อาศัยมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด มีแหล่งน้า ดินโป่ง อยู่บริเวณใด ชนิด
พันธุ์ที่เป็นผู้ล่า และมีความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวอย่างไร
- จานวนของประชากรที่อาศัยอยู่ในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง แนวคิดของประชาชนต่อ
พื้นที่คุ้มครอง มีตัวชี้วัดอะไร
- ประวัติของพื้นที่คุ้มครองที่ตั้งอยู่ รวมทั้งการพัฒนาการศึกษา
- 21 -
- พื้นที่คุ้มครองส่วนใด สามารถที่จะจัดหรือพัฒนาให้มีการท่องเที่ยวหรือแผนงานอนุรักษ์
- จะจัดหารายได้อย่างไร
- มีหลักการอะไรบ้างที่จะให้พื้นที่คุ้มครองกับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่คุ้มครองมี
ความเข้าใจร่วมกัน
ผลประโยชน์จากงานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
- งานศึกษาวิจัยที่สาคัญและมีความทันสมัย
งานศึกษาวิจัยที่เป็นปัจจุบันในพื้นที่คุ้มครองมีหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในเอกสาร
ระดับนานาชาติ แต่บางเรื่องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองน้อย
- งานศึกษาวิจัยที่มีประโยชน์ต่อพื้นที่คุ้มครอง
ข้อมูลการศึกษาวิจัย จะนาไปสู่การพัฒนาการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น การให้ข้อมูลที่
ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยว การพิจารณาถึงการบริการของระบบนิเวศ การสนับสนุนงบประมาณด้านการอนุรักษ์
นักวิจัยจะต้องเป็น Conservation Watchdog สนับสนุนการลาดตระเวนของพนักงาน
เจ้าหน้าที่ โครงการวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ป้ องกันการลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้เป็นต้น
นักวิจัยต้องใช้ผลการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ความสามารถของพื้นที่รองรับ
ความสนใจของนักดูนก นักวิจัยต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างอาชีพ รายได้ให้แก่ชุมชน การใช้บ้านพัก การขาย
อาหาร หรือ ขายของที่ระลึกโดยชุมชนท้องถิ่น
งานวิจัยมีส่วนช่วยสนับสนุนงานจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร
งานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองจะมีเป้ าหมาย วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เป็นรูปแบบและ
ดาเนินการที่ประกอบด้วย
- เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐบาล รวมถึงโครงการ CATSPA , DNP และ MOSTE
- เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ
- เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- องค์กรภาคเอกชนกับชมรมการท่องเที่ยว การขนส่ง อุตสาหกรรม
- มหาวิทยาลัยต่างๆ
- ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
- การสื่อความหมายที่ชักชวนให้ผู้สนใจร่วมดาเนินการ
แนวโน้มของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ด้วยสาเหตุว่าทาไม งานศึกษาวิจัยจึงเป็น
พื้นฐานของการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ทาให้ทราบถึง
สถานภาพของชนิดพันธุ์ ทัศนียภาพ คุณค่าทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ เช่น
- 22 -
- ทาให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองดีขึ้น โดยกระบวนการสารวจชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ
การติดตามสถานการณ์ การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ
- ได้รับความรู้เกี่ยวกับชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ ข้อมูลอื่นๆ สาหรับหัวหน้าที่ได้รับ
ผลประโยชน์หรือนักวิจัยอื่นๆ หรือสาธารณชน
- ได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ เพื่อกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกพื้นที่
คุ้มครอง
- คุณค่าของการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองและคุณค่าที่เพิ่มขึ้น
- เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพื้นที่คุ้มครองของนักท่องเที่ยว
- เป็นข้อมูลที่ให้ผู้ตัดสินใจกาหนดนโยบายของหน่วยงาน
- เพื่อให้กระทรวงหรือหน่วยงานใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนอนุสัญญานานาชาติต่างๆที่
ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก
- เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริจาคเงินให้กองทุนใช้ประโยชน์
- เพื่อการอยู่ดีกินดีของมนุษย์ หรือการดารงชีวิตของมนุษย์
วิธีการศึกษาวิจัยที่สัมพันธ์กับพื้นที่คุ้มครอง
เหตุผลหนึ่งที่นาการวิจัยมาใช้ในการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง คือ การมีเทคโนโลยี
สมัยใหม่ ทาให้มีเรื่องตื่นเต้นกว่า มีสมรรถภาพในการดาเนินงาน มีความถูกต้องแม่นยา นักวิจัยสามารถเก็บ
ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานได้ดี เช่น การใช้วิทยุตามตัวสัตว์ การใช้กล้องดักถ่ายภาพ การใช้เครื่องGPS เป็นต้น
ความเสี่ยงของการศึกษาวิจัย
การศึกษาวิจัยสัตว์ป่ าในอดีตมีหลายวิธีการ เช่น การเก็บตัวอย่างสัตว์ป่า การศึกษาวิจัย
ทางด้านชีววิทยา ความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มากมาย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น คือ ไม่ถูกนามาใช้ และไม่
เกี่ยวข้องกับการวางแผน ตลอดจนความไม่สนใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูง
ข้อดีของการศึกษาวิจัยในระดับนานาชาติ
โดยที่มีอนุสัญญานานาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่
ชุ่มน้า หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการวิจัยต่างๆ เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครองมากมาย แต่การนามาใช้
เป็นข้อมูลเพื่อการวางแผนการจัดการมีน้อยมาก
ความสาคัญของการศึกษาวิจัยทางด้านสังคม
เป็ นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่ ากับมนุษย์ เช่น ช้างกับคน
เสือโคร่งกับคน ช้างกับพืชผลทางเกษตร การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็น
ข้อมูลพื้นฐานการจัดการเพื่อความปลอดภัย การสูญหายไปของพืชในท้องถิ่นที่อาศัย การตัดไม้พะยูง จาก
การศึกษาวิจัยภัยคุกคามเหล่านี้สามารถจะนามาใช้ประโยชน์ในการจัดการ
นโยบายการศึกษาวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- 23 -
งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ของพื้นที่คุ้มครอง มีความก้าวหน้าไปเกือบทุกๆ ด้าน
มีอนุสัญญานานาชาติ มีแหล่งทุนสนับสนุนรวมทั้งบุคลากรดาเนินการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการ
รับผิดชอบที่มีวัตถุประสงค์เป้ าหมาย คือ การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ความต้องการของหน่วยงาน
พิพิธภัณฑ์ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ
การศึกษาวิจัยขั้นประยุกต์ที่มีประโยชน์ต่อแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- หัวหน้าหรือผู้จัดการพื้นที่คุ้มครองต้องกาหนดงานศึกษาวิจัยไว้ในพื้นที่คุ้มครอง
- ทาการศึกษาวิจัยอย่างไรให้เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
- การเขียนผลงาน และรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบ
- ส่งรายงานให้มีการวิเคราะห์และวางแผนการจัดการ
- การเข้าถึงผลงานวิจัยที่กาหนดไว้ในแผนการตามวัตถุประสงค์
- สนับสนุนการวิจัยไว้ในแผนการตามวัตถุประสงค์ด้วย
- ให้ได้รับผลตามวิธีการ
- การออกแบบวิธีการวิจัย
- การทาซ้า
- ทางานร่วมกันให้ใกล้ชิดกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ของพื้นที่คุ้มครอง
ทางเลือกของงานศึกษาวิจัย เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองในประเทศไทย
หลักการ - งานศึกษาวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน
- การสร้างพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยต่างๆ หน่วยงานของรัฐ เพื่อกาหนดนโยบายใหม่
ก. ด้านธุรกิจ
จะต้องมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะส่วนศึกษาวิจัยเป็น
หน่วยงานหลัก ตามหลักการแล้วนักวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีน้อย ส่วนมากจะเป็นนักวิจัยจาก
มหาวิทยาลัย
ข. ด้านสร้างความเข้มแข็ง
พนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง ควรจะได้มีการฝึกอบรมด้านการศึกษาวิจัย การรวบรวม
ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้หัวหน้าโครงการวิจัยเขียนรายงานเพื่อนาไปสู่การเผยแพร่
การประชุมระดับชาติและนานาชาติ และการนาสู่ชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ หรือนักท่องเที่ยว
ค. หน่วยงานวิจัย
เนื่องจากบางโครงการวิจัยต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผลงาน ต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ
เช่น โครงการวิจัยเสือโคร่ง
- 24 -
บทสรุป
การศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานในการนาข้อมูลมาใช้ในการวางแผนจัดการพื้นที่คุ้มครอง เป็น
นวัตกรรมใหม่ของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แนวทางในการตาเนินงานจะต้องทาในทุกระบบนิเวศ
ถิ่นที่อาศัย พันธุกรรม ชนิดพันธุ์ ภัยคุกคาม คุณค่าของพืชคุ้มครอง วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
แผนงานในอนาคต จะต้องกาหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มีงานศึกษาวิจัย เป็นกิจกรรมหลัก
เพื่อนาผลมาใช้ในการพิจารณาวางแผน เพื่อช่วยสนับสนุนด้านการเงินงบประมาณ ค่าแทนคุณระบบนิเวศ
(PES) การแก้ไขปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การจัดการและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
และมีการศึกษาร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ มหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชนที่มี
ความสาคัญ ซึ่งให้ความสาคัญว่าการศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานทางนวัตกรรม
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการสื่อสารกับนโยบายและกลุ่มเป้ าหมายที่คาดหวัง
รายงานข้อเสนอแนะต่อแนวทางการติดตามประเมินผลการดาเนินโครงการโดยใช้สื่อต่างๆ
- 1 -
รายงานข้อเสนอแนะต่อแนวทางการติดตามประเมินผลการดาเนินโครงการโดยใช้สื่อต่างๆ
เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการสื่อสารกับนโยบายและกลุ่มเป้ าหมายที่คาดหวัง
โดย นายทวี หนูทอง
ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์คืออะไร
หมายถึง แผนยุทธศาสตร์สาหรับการสื่อสารข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์ที่มีความสาคัญเฉพาะ
ทันต่อเหตุการณ์ สถานการณ์หรือให้ผู้ฟังที่เป็นรูปแบบของการประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชน ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียหรือผู้ร่วมงาน ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะเป็น
1. การกาหนดวัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์
2. มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
3. การพิจารณาข้อมูลข่าวสาร
4. วิธีการประชาสัมพันธ์ อุปกรณ์ วิธีการสื่อสารและข้อมูลที่มีวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
5. กลไกในการนามารับข้อมูลข่าวสาร
แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์มิใช่เป็นการเขียนเอกสารธรรมดา แต่มีความเกี่ยวข้องกับ
ข้อมูลที่จะดาเนินการ เช่น การใช้ข้อความที่ง่ายต่อการเข้าใจ พื้นที่ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ระดับการใช้ข้อมูล
ข่าวสาร หากข่าวสารที่เป็นวิชาการที่จะต้องดาเนินการให้สาธารณชนทราบ ต้องให้เข้าใจง่ายและ
มีผลประโยชน์อย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์มีความแตกต่างจากแผนด้านชุมชนซึ่งจะต้องดาเนินการภายใต้
แผนระดับชาติที่มีการดาเนินการในพื้นที่ชุมชนก่อนและอยู่ภายใต้งบประมาณที่จัดสรรให้ แต่แผน
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของแผนระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ประเด็นที่สาคัญ
เช่น ข่าวที่ต้องดาเนินการอย่างเร่งด่วนและได้ใจความ ส่วนรายละเอียดของข่าวก็จะแจกแจงรายละเอียดใน
ภายหลังของแผนทางานท้องถิ่น
แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ (Communication Strategy) มีการทางานอย่างไร
เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน สามารถจัดการข้อมูลและมีการวิเคราะห์เป็นระบบและ
มีความจาเป็นต้องดาเนินการตามลาดับความสาคัญที่ต้องการให้ถึงผู้ฟังอย่างรวดเร็ว
- 2 -
ทาไมต้องทาแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์
การพัฒนายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ คือ การพิจารณาเหตุผลในการสื่อสารสิ่งสาคัญ
ที่จะต้องดาเนินการในพื้นที่คุ้มครองพร้อมกับวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ โดยท่านต้องถาม
ตัวท่านเองว่า อะไรคือข้อมูลหลักที่ต้องการดาเนินงาน หรือมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องการพัฒนาในการ
ประชาสัมพันธ์ก่อนที่จะตัดสินใจจะต้องมีส่วนร่วมของชุมชนหรือต้องการข้อมูลอะไรบ้าง
วัตถุประสงค์ที่ต้องการกาหนด
1. ข้อมูลข่าวสารอะไรบ้างที่ต้องการให้นาสู่สาธารณชน
2. การสร้างความตระหนัก
3. การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
5. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งผู้ให้และผู้รับ
6. การสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
7. การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง
8. มีการสอบถามว่าต้องการอะไร
ใครเป็นผู้รับข่าวสาร
เหตุผลหนึ่งที่จะต้องพิจารณาประกอบในการสื่อสาร เผยแพร่ข้อมูลด้านการประชาสัมพันธ์
ว่าใครคือผู้รับข่าวสารที่ท่านต้องการให้เรื่องราวถึงเขา และมีวิธีการอย่างไร จะต้องตั้งคาถามให้เกิดขึ้นก่อน
ว่า
1. ผู้เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง ใครมีความสนใจและได้รับผลกระทบอย่างไร
2. มีผู้รับข่าวสารหรือไม่
3. ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการดาเนินงาน
4. มีการพิจารณาถึงบทบาทของประเพณีวัฒนธรรม
5. ข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีแล้ว
6. ข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการ
7. มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง
8. สุดท้ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร
โปรดระลึกไว้ในใจว่า ความรู้ที่ท่านจะนาสู่ผู้ฟังหรือผู้รับข้อมูลข่าวสารจะมีบทบาทที่สาคัญใน
การรับรู้ต้องพิจารณาตัดสินใจดาเนินการในเรื่องใด
มีอะไรบ้างที่จะต้องสร้างความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมในแผนยุทธศาสตร์การ
ประชาสัมพันธ์ตามขั้นตอนที่กล่าวแล้ว ท่านสามารถกาหนดรูปแบบการประชุมพิจารณาร่วมกันว่าการ
กาหนดแผนยุทธศาสตร์ การประชาสัมพันธ์ในพื้นที่เป็นอย่างไร มีการอภิปรายร่วมกันและจะต้องมีความ
- 3 -
ร่วมมือกันทุกๆ พื้นที่ของชุมชนและลาดับความสาคัญ โดยมีประเด็นที่สาคัญในลักษณะสองหรือสาม
ประการที่จะนาสู่การวิเคราะห์ผู้รับข่าวสารอย่างไร
การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่สาคัญ จาต้องมีการตัดสินใจร่วมกันพิจารณาถึงเครื่องมือ
ที่สามารถนาข้อมูลไปยังผู้ฟัง โปรดจาไว้ในใจว่า จะต้องเลือกกลไกที่แตกต่างกัน เพื่อจะทาให้การส่งข่าวสู่ผู้
มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน แนวทางเลือกมีดังนี้
1. มีการประชุมทั่วไป
2. การจัดนิทรรศการเฉพาะเหตุการณ์ที่สาคัญ
3. เครื่องมือทางอิเลคโทรนิค เช่น e-mail, website
4. การจัดประชุมพบปะพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
5. การจัดประชุมเฉพาะกลุ่มคน
6. สื่อที่เกี่ยวข้อง เช่น ทีวี การแสดงนิทรรศการ การให้ข่าว และการแถลงข่าว
7. การจัดกิจกรรม
8. มีผู้รับฟังข่าวสาร
9. การประชุมหรือประชาสัมพันธ์ในที่สาธารณะ
10. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารถึงสถานศึกษา
11. จัดการสื่อสารโดยผ่านสื่อ Youtube, Facebook, Twitter
12. การประชุมเชิงปฏิบัติการ
การพิจารณาถึงวิธีการที่จะนาข่าวสารเพื่อผลิตให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และเพื่อ
มิให้มีผลกระทบกับข้อมูลข่าวสาร อาจจะกระทาได้หลายๆ วิธีการโดยมีเป้ าหมายหลายๆ วิธีการ และการใช้
เครื่องมือสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ของประชาชน เช่น
1. การสรุปข่าว
2. การจัดนิทรรศการ
3. การชี้แจงข้อเท็จจริง
4. อินเตอร์เน็ต
5. การส่งข่าวทางจดหมาย
6. การบรรยายพิเศษ
7. การชี้แจงต่อสาธารณะ
8. การสรุปคาชี้แจง
9. การแปลหรือกาหนดให้เป็นสื่อหลายภาษา
10. วิดีโอ
- 4 -
การส่งข่าวสาร
ในการดาเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ ต้องถามตัวท่านเองก่อนว่ามี
ทรัพยากรอะไรบ้างที่ใช้เพื่อการสื่อสารข่าวดังกล่าว มีความต้องการทรัพยากรอะไรบ้าง ยุทธศาสตร์มีการ
ดาเนินการอย่างไรและส่งข่าวเมื่อไร จะต้องพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ฟังหรือผู้รับข่าวต้องการอะไร
เวลาใด ในวันธรรมดา หรือวันหยุด ตอนเช้าหรือตอนเย็นที่ทางานหรือที่บ้าน
ต้องเข้าใจไว้ว่า ชุมชนมีส่วนสาคัญในสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้ทั่วถึง ประชาชนที่อยู่ห่างไกล
อาจจะมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ต้องใช้การสื่อสารผ่านวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ที่มีการ
ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีการเสนอเหตุการณ์เฉพาะ
การสื่อสารจะต้องมีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภายในชุมชนหรือมีเวทีพูดคุย
เทคนิค ช่องทางและผู้มีนาเข้าในการสื่อสาร สิ่งสาคัญที่สุดคือมีสาระการสื่อสารที่มีแนวความคิดความ
คืบหน้าของการทางานในระยะต่างๆ ให้มีการสื่อสารกันภายในชุมชนอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง
การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นต่างๆ ในลักษณะที่เป็นการสื่อสารทั้งสองทาง ประเด็น
ข้อค้นพบ ข้อสังเกตที่สาคัญ คือ ทาอย่างไรที่จะทาให้ผลจากการสื่อสารไม่ถูกนาไปใช้ในการบิดเบือน
ต่อต้าน และถูกนาไปใช้ตีความหมายแบบผิดๆ หรือนาไปสู่การสร้างข่าวลือเพื่อสลายความคิดเห็น
ความกังวลเรื่องการใช้คาศัพท์ทางวิชาการมากเกินไปในด้านการสื่อสารจะต้องสร้างความเข้าใจ
ให้แก่ประชาชน ทาให้เกิดความเข้าใจง่ายด้วยการใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจ ทาอย่างไรที่จะให้
ทุกคนทราบเข้าใจและยอมรับในเหตุผลรวมทั้งการยอมรับความคิดเห็น
เครื่องมือสื่อสาร
เครื่องมือสื่อสารเป็นส่วนที่มีบทบาทสาคัญในระบบการสื่อสาร ถ้าแผนยุทธศาสตร์กาหนด
เครื่องมือให้พร้อมเพรียงจะทาให้การสื่อสาร ส่งข่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ผลดี จะต้องทางานกัน
อย่างใกล้ชิดกับเครื่องมือในท้องที่ที่สาคัญและถูกต้อง ข้อมูลที่จะสื่อสารไปยังผู้ฟังหรือผู้เกี่ยวข้องต้อง
พิจารณาถึงระยะเวลาในการสื่อสารด้วย
การพิจารณาถึงเงินงบประมาณ
แผนงานยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องกาหนดความมีประสิทธิภาพของกระบวนการ
การกาหนดค่าใช้จ่ายหรือเงินงบประมาณ บางครั้งการประชาสัมพันธ์ต้องการวิธีการที่ต้องใช้ทรัพยากร
หลายๆ อย่าง จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึงทรัพยากรที่อานวยให้ดาเนินการ บางครั้งเครื่องมี
จากัด จาต้องปรับแผนหรือหาแหล่งทุน จะต้องหาข้อมูลที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก แต่ต้องมีประสิทธิภาพ
ผ่านกระบวนการวิธีการอื่นๆ ได้ เช่น การแถลงข่าวจะทาให้แผนยุทธศาสตร์มีประสิทธิภาพการเสนอข่าว
ทางทีวี เพื่อการสื่อสารทั่วไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือการส่งข้อมูลผ่านระบบอีเมล์ก็ได้
- 5 -
การตรวจสอบผลที่ได้รับ
เมื่อมีการดาเนินงานด้านสื่อสารข่าวต่างๆ ดังกล่าวไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ผู้รับข่าวตอบ
รับความพึงพอใจ การประเมินผลประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์ว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร จะมี
การปรับปรุงอย่างไร มีการแก้ไขอย่างไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการที่จะให้ผู้ฟังได้รับจากการ
ประชุม ทีวี Website เป็นต้น สุดท้ายจะต้องมีการทบทวนและเติมเต็มแผนยุทธศาสตร์ในส่วนที่ขาดหายไป
และมีการติดตามผลต่อไป
ต้องจดจาไว้ว่า การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องมีเงินทุนตลอดจนการ
ดาเนินงานที่โปร่งใส การดาเนินงานหลักของหน่วยงานต้องมีความก้าวหน้าต่อไปตามระยะเวลาการ
ดาเนินงาน
1. แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนถึงความสาคัญในการสื่อสาร
2. ประสานงานกับชุมชนที่เกี่ยวข้องกับแผนในเรื่องของความต้องการ ความสนใจ ความ
คาดหวัง
3. การทางานร่วมกันในการพัฒนาและปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์หลักในเหตุการณ์ต่างๆ ที่
สาคัญภายใต้กระบวนการที่ทันสมัย
4. เอกสารที่ประสบผลสาเร็จในการทางานมีอะไรบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อการแก้ไขปรับปรุง
5. การปรับแผนยุทธศาสตร์
6. การกาหนดเป้ าหมายให้ชัดเจนโดยเฉพาะข่าวที่ถึงผู้รับข่าวหรือผู้ฟัง
7. ประสานแผนร่วมกัน
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ด้านพื้นที่คุ้มครอง
เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการขยายผล ตามผลลัพธ์ที่ 4.1 โครงการ CATSPA ซึ่งจะ
ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยคือ (1) การพัฒนายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์และสื่อที่หลากหลายสาหรับ
กลุ่มเป้ าหมายต่างๆ เช่น Websites, Social media, สื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ หรือแผนภาพโปสเตอร์ต่างๆ (2)
พัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การติดตามและประเมินผลโดยใช้สื่อ และ (3) พัฒนา Website และสื่อ
ทางเลือกอิเลกโทรนิคต่างๆ
ความสาคัญของโครงการในการที่จะนาเอาวิธีการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่มาใช้ในการส่งเสริม
เผยแพร่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้สู่เป้ าหมายหลัก คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สาธารณชนและหน่วยงานต่างๆ ได้ทราบและเห็นคุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง การประสบกับภัยคุกคามต่างๆ
ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูง ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จะต้อง
ดาเนินการให้เป็นเป้ าหมายแรกที่จะต้องดาเนินการประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงคุณค่าของการอนุรักษ์
ความจริงแล้วกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีงานหรือภารกิจที่จะต้องดาเนินการ
เกี่ยวกับเรื่องประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว จะต้องสร้างความเข้มแข็งด้านการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น โครงการจึง
- 6 -
ได้ดาเนินการสนับสนุนให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีความเข้มแข็งมากขึ้น จะต้องมีการ
กาหนดแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจน การมีส่วนร่วมภายในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะมีข้อสังเกต
ว่า หน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการทางานร่วมกันส่งเสริมการบริการข้อมูลด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
ของประเทศไทย นวัตกรรมต่างๆ ในกระบวนการประชาสัมพันธ์โดยการใช้สื่อและเทคนิคการ
ประชาสัมพันธ์ควรจะได้มีการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ
และการจัดการแหล่งทุนเพื่อใช้ในการดาเนินการ การประชาสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่ง
จะเป็นองค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
การเริ่มต้นที่ดีของแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครองโดยใช้สื่อประเภทต่างๆ ที่มี
ความสาคัญด้านพื้นฐานของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยจะมีความสัมพันธ์กับแผนธุรกิจ
(Business Plan) สาหรับพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะเพื่อทาให้มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะนาไปสู่
การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ได้
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครองคืออะไร
แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เป็นแผนอย่างง่ายๆ สาหรับการสื่อสารข้อมูลที่สาคัญ
เกี่ยวกับเหตุการณ์ สถานภาพหรือผู้รับผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง เป็นการปฏิรูปการประชาสัมพันธ์ให้
สาธารณชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐและผู้ร่วมงานอื่นๆ ได้ทราบเพื่อการสนับสนุน
โดยทั่วกัน
แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ควรจะมีวัตถุประสงค์/เป้ าหมายในการสื่อสาร การวิเคราะห์
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร วิธีการสื่อและเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลไปยังเป้ าหมายที่
ต้องการ กลไกที่กาหนดจะเป็นการตอบสนองให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการ กลไกต่างๆ ในการสื่อสาร
จะต้องให้ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทางเลือกในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ จะประกอบด้วย
กลไก เครื่องมือหลายๆ อย่างจะประกอบด้วย
1. การแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2. สื่อทางอิเลกโตรนิค (Electronic media) เช่น e-mail, websites, information center
3. สื่อทางสังคม (Social Media tools) เช่น YouTube, Facebook, Twitter
4. อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เป็นภาพทางทีวี ภาพประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวหรือการแถลงข่าว
5. การประชุมชี้แจง/การประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็น
6. การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเจรจาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
7. กิจกรรมในโรงเรียน สถานศึกษา หรือชมรมต่างๆ
8. กิจกรรมด้านสาธารณะ/การแสดง
ในกรณีที่มีการดาเนินงานตามกลไกและอุปกรณ์ต่างๆ ในการสื่อสารข้อมูลไปยังผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย ซึ่งจะเป็นวิธีการสื่อสารของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกอบด้วย
1. การสรุปข่าว
- 7 -
2. การสรุปข้อมูลข้อเท็จจริง
3. การเสนอข่าว
4. การจัดนิทรรศการ
5. ข้อชี้แจงสู่สาธารณะ
6. การสื่อข่าวทางเมล์
7. วิดีโอ
8. สมาร์ทโฟน
การตัดสินใจในทุกกรณีโดยเฉพาะภาษาการสื่อควรจะจัดทาข้อมูลเป็นหลายๆ ภาษา เพื่อให้
เหมาะสมกับความสนใจของนักท่องเที่ยว ที่ควรจัดพิมพ์สื่อเป็นภาษาต่างๆ เช่น ไทย อังกฤษ จีน รัสเซีย หรือ
ฝรั่งเศส เป็นต้น
โครงการวางแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครอง
โครงการดังกล่าวต้องแสดงให้เห็นถึงแนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการทางานในอนาคต
ซึ่งได้มีการกาหนดรูปแบบตามแนวทางได้ดังนี้
1. ข้อมูลที่สาคัญ (Key messages)
เป็นยุทธศาสตร์ที่เริ่มต้นด้วยการใช้จดหมายข่าวแนะนาผู้บริหารระดับสูง อธิบายถึง
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์ทางด้านสังคม ประเพณีวัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อม (เช่น การอนุรักษ์ถิ่นที่อาศัย การบริการของระบบนิเวศ) การศึกษาวิจัยทางวิชาการ การมี
สุขภาพที่ดีและจะต้องคานึงถึงชุมชนทุกระดับและนักท่องเที่ยวให้มีประสบการณ์เพื่อให้มีการอนุรักษ์
จัดการในอนาคต
2. วัตถุประสงค์ (Objectives)
เริ่มแรกของแผนยุทธศาสตร์ ตามเอกสารจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์การ
ประชาสัมพันธ์ที่จะต้องอธิบายถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยและ
ผลประโยชน์ที่ได้รับ แรงจูงใจที่ทาให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเกิดประสบการณ์และสนับสนุนการ
บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย การสร้างความเข้มแข็งด้านเครือข่ายและการมีส่วนร่วมกับ
ชุมชนท้องถิ่น หรือภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ
- 8 -
3. ปัญหาอุปสรรคที่เป็นความท้าทาย (Problems and Challenges)
ปัญหาอุปสรรคที่จะทาให้การทางานให้ประสบผลสาเร็จ รวมทั้งความรู้ความเข้าใจด้านการ
จัดการพื้นที่คุ้มครองของสาธารณชนมีไม่เพียงพอ การมีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จากัด งบประมาณจากัดที่ไม่
สามารถสื่อสารถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้
4. การกาหนดแผนกิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์ (Strategic Activities)
การกาหนดแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ตามเอกสารจะมีหลายรูปแบบ มีกิจกรรมที่
ทาได้อย่างกว้างขวาง สามารถที่จะอธิบายรายละเอียดได้มีระยะเวลาเพื่อการพัฒนาค่าใช้จ่าย เช่น
- การจัดทาเอกสารหรือหนังสือที่มีข้อมูลใหม่ๆ เช่น คู่มือดูนก
- พัฒนาปรับปรุง Website ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
- การชักชวนให้มีการสนับสนุนการอนุรักษ์ (เช่น การอนุรักษ์ช้างป่า)
- การจัดกิจกรรมการศึกษาใหม่ๆ ในสถานศึกษา
- การมีส่วนร่วมในโครงการทีวีและเอกสารสิ่งพิมพ์
- การจัดกิจกรรมเพื่อแสดงถึงความสาคัญในด้านการประชุมและการประชุมเชิงปฏิบัติการ
- การประกาศเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีประสบการณ์ (การสนับสนุนการ
ท่องเที่ยว การฝึกอบรมด้านภาษาให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การจัดทาเอกสารที่ประกอบด้วยภาษาต่างๆ หลาย
ภาษาดังกล่าวแล้ว คือ ไทย อังกฤษ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ
5. การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ (Conservation Trust Fund)
ในภาคส่วนของเอกสารแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะมีวิธีการหาหรือโอกาสใน
การหาแหล่งทุนในการดาเนินงานกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร มีวิธีการหรือทางเลือกหนึ่ง คือ
การจัดหาแหล่งทุนหรือเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การสื่อสารหรือสื่อความหมาย
การจัดตั้งชมรมมีสมาชิกที่ได้รับเกียรติ เช่น สมาชิกชมรมมีบัตรอนุญาตจะได้รับสิทธิในการลดค่าใช้จ่ายใน
การเข้าใช้พื้นที่คุ้มครอง การอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้น หรือมีโครงการอื่นๆ ที่สร้างความ
ร่วมมือกันภายในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผลประโยชน์ที่ได้รับขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจาก
องค์กรภายนอก เช่น บริษัท ห้างร้านต่างๆ ทาง website สื่อสิ่งพิมพ์และองค์กรอื่นๆ ที่มีโอกาสในการจัดการ
การให้สัมปทานหรือเหตุการณ์พิเศษเฉพาะพื้นที่
6. เงินงบประมาณ (Budget)
เพื่อความมั่นคงทางด้านเงินงบประมาณในเรื่องแผนยุทธศาสตร์การจัดการประชาสัมพันธ์
ควรจะกาหนดเงินงบประมาณที่ต้องการเพื่อการปฏิบัติกิจกรรมที่สาคัญ เงินงบประมาณควรจะมีความมั่นคง
โดยเฉพาะจากเงินงบประมาณจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และแหล่งเงินงบประมาณจาก
แหล่งอื่นๆ เช่น กองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติ
จากข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว แผนยุทธศาสตร์การจัดการประชาสัมพันธ์ด้านการจัดการ
พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย สามารถที่จะพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งที่สาคัญของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง
ของประเทศไทย ควรจะกาหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีความรู้ด้านการสื่อสาร
- 9 -
ต่างๆ มีพนักงานเจ้าหน้าที่รับผิดชอบที่เพียงพอและมีความรู้ด้านการสื่อสาร มีหน่วยงานความร่วมมือที่มี
ประสิทธิภาพ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรให้ความสาคัญเป็นอันดับต้นๆ ของแผนงาน ใน
การเตรียมร่างแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ควรให้มีคณะทางาน ผู้เชี่ยวชาญร่วมจัดทาการวางแผน
ยุทธศาสตร์ และกาหนดให้อยู่ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองที่เป็ นบทว่าด้วยแผนยุทธศาสตร์การ
ประชาสัมพันธ์การจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยมีรายละเอียดกลไกการประชาสัมพันธ์
ในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง มีรายละเอียดที่กาหนดในแต่ละกิจกรรมตามที่กาหนดไว้ในแผนธุรกิจ (Business
Plan) แต่ละพื้นที่
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์กับการกาหนดแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
เพื่อต้องการให้นักท่องเที่ยวหรือผู้เข้าไปใช้ประโยชน์หรือผู้สนใจในเรื่องของพื้นที่คุ้มครอง
จาต้องมีแนวทางการสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อให้เข้าถึงผู้รับข่าวสารหรือ
ผู้ฟังอย่างทั่วถึง เป็นการกาหนดหลักการประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนหรือหน่วยงานอื่นๆ หรือผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียจากภาคส่วนอื่นๆ โดยการพิจารณาจากวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ ในปัจจุบันสถิติการใช้เครื่องมือ
สื่อสารของประเทศไทยที่เป็ น Facebook ถึง 18 ล้านคน อินเตอร์เนท 24 ล้านคน และมีการใช้
โทรศัพท์เคลื่อนที่ถึง 78 ล้านเครื่อง มากกว่าประชากรของประเทศ (117%)
นอกจากการสื่อสารด้านข่าวสารจากผู้เกี่ยวข้องที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว นักวิทยาศาสตร์หรือ
นักวิชาการที่ทางานในพื้นที่คุ้มครองนาเอากล้องดักถ่ายภาพ (Camera trap) สาหรับถ่ายภาพสัตว์ป่ า
ที่ไม่สามารถถ่ายในธรรมชาติได้ง่าย เช่น สัตว์ป่าจาพวกช้าง เสือโคร่ง เสือดาหรือเสือดาว หรือสัตว์ป่าชนิด
อื่นๆ ที่หากินกลางคืน หรือการใช้สมาร์ทโฟน แอพส์ เพื่อศึกษาชนิดพันธุ์นก หรือคลื่นเสียงของ
ค้างค้าวในเวลากลางคืน หรือการใช้ Remote video camera ศึกษาการทารังของนกเงือก หรือถิ่นที่อาศัยของ
เสือโคร่ง
การใช้เครื่องมือทางอิเลคโทรนิกส์เพื่อการสื่อสาร หลายๆ พื้นที่คุ้มครองได้มีการกาหนด
Website หรือ Facebook, Webpages หรือ Google earth เพื่อการค้นหาข้อมูลและการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร
แม้แต่การส่งข่าวหรือสื่อสารถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงมีการใช้เครื่องมือ GIS ในการจัดทาแผนที่ค้นหาข้อมูล
ต่างๆ ในพื้นที่
ฉะนั้นในการที่จะใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้มีการรับ-ส่งข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยา
และเป็นประโยชน์ควรจะได้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาหรือคณะกรรมการกากับการประชาสัมพันธ์และการ
ส่งเสริมเผยแพร่ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครองจะต้องกาหนดไว้ในแผนธุรกิจ (Business Plan)
ของพื้นที่คุ้มครอง
การกาหนดวิสัยทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่คุ้มครองเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป
เพื่อประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจและการพัฒนา ควรจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเข้มแข็ง
เช่น นักเรียน นักศึกษา ชาวนา ชาวประมง นักวิจัย ทหาร หน่วยงานของรัฐบาล องค์กรภาคเอกชน หรือ
หน่วยงานอนุรักษ์จากภายนอก โดยเฉพาะการพิจารณาในเรื่อง:
- 10
-
1. การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในพื้นที่ที่พื้นที่คุ้มครองตั้งอยู่ โดยเฉพาะข้อมูลที่
ต้องเข้าถึง
2. สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองทุกๆ พื้นที่ ผ่านทาง Website ที่มี
หลายภาษา เช่น ภาษาไทย จีน อังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ ที่เห็นว่ามีความเหมาะสม
3. เพื่อให้แน่ใจได้ว่านักท่องเที่ยวใช้ข้อมูลจาก Website โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นประเภทของ
พื้นที่คุ้มครองว่าเป็นประเภทใด ที่มีความถูกต้องหรือมีความหมายที่ชัดเจนหรือการใช้เครื่องมือสื่อสาร
ประเภทอื่นๆ
4. สนับสนุนให้ทุกๆ พื้นที่คุ้มครองพัฒนาสื่อของตนเองเพื่อนาข้อมูลสู่สังคมโดยใช้
Facebook, Twitter, Website หรือโทรศัพท์ ทั้งนี้เพื่อให้สาธารณชนทราบโดยทั่วกัน
5. ข้อมูลหรือข่าวที่จะนาสู่สาธารณะต้องมีความชัดเจนถูกต้อง
6. มีการพิจารณางบประมาณในการดาเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์
7. พัฒนาข้อมูลให้เหมาะสม มีคุณภาพถูกต้องไปยังสถานศึกษาต่างๆ และประชาชนทั่วไปที่
เกี่ยวกับระบบพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้มีการทางานร่วมกัน กระทรวงศึกษาธิการควรจะได้มีการกาหนด
หลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับ
การกาหนดกิจกรรมของหน่วยงานรับผิดชอบ
1. จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ที่มาจากสื่อต่างๆ เพื่อให้เข้าถึง
ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะและผู้เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทาง วิธีการทางวิชาการและการทางาน
2. จัดตั้งทีมประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการสื่อสาร ทางานร่วมกับภาคเอกชน
นักท่องเที่ยว การศึกษา หรือภาคส่วนอื่นๆ
3. จัดจ้างที่ปรึกษาพิจารณาจัดทาข้อมูลที่เป็นภาษาต่างๆ ที่มีความต้องการ รวมถึงนักท่องเที่ยว
มาจากภาคส่วนใด เช่น ไทย อังกฤษ จีน หรือรัสเซีย
4. พิจารณาจัดทา Website, Facebook, Youtube และ Cellphone Apps ในระดับพื้นที่
5. สร้างการมีส่วนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นาเอาความรู้ด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
จัดทาไว้ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ (เช่น โรงเรียนระดับประถม มัธยม หรือมหาวิทยา) กาหนดให้มีการ
วิจัย หาผลลัพธ์และความคาดหวัง เช่น
- 11
-
5.1 มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียและผู้ใช้ประโยชน์ว่ามีใครบ้างควรที่จะ
ได้รับข้อมูลข่าวสาร
5.2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทา Website เผยแพร่ข้อมูลการบริหารจัดการระบบพื้นที่
คุ้มครอง
5.3 การกาหนดรูปแบบ ข้อตกลงและการพิจารณาร่วมกับระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5.4 พิจารณานาเสนอกระบวนการทางกฎหมายหรือกระบวนการทางการเมือง เพื่อให้
ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจถึงแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย คุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครอง
การบริการหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่อการสนับสนุนเงินงบประมาณในการสร้างความเข้มแข็ง
ให้แก่พื้นที่คุ้มครอง
5.5 มีกลไกด้านเงินงบประมาณสนับสนุนพื้นที่คุ้มครองที่มีกิจกรรมใหม่ๆ เช่น กองทุน
อนุรักษ์ เป็นต้น
5.6 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจจากทุกภาคส่วนเพื่อการปรับปรุงให้ดีขึ้น
ทรัพยากรที่ต้องการ
มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงพร้อมกับมีการสนับสนุนเงินงบประมาณและบุคลากรที่เพียงพอ
กาหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และผู้บริหารระดับสูงให้ความสาคัญอย่างแท้จริง
ทุนหรืองบประมาณที่จะต้องใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง หน่วยงานรับผิดชอบ
ต้องจัดสรรให้มีกิจกรรมต่างๆ ที่เพียงพอในการดาเนินงานตามโครงการ อาจจะได้รับการบริจาคจาก
หน่วยงาน ธนาคาร องค์การอุตสาหกรรมโดยผ่านกระบวนการอินเตอร์เนทก็ได้
การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันผ่านกระบวนการหรือยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์
พื้นที่คุ้มครองหลายๆ แห่งเป็นที่รู้จักกันของนักท่องเที่ยว จะต้องมีการพิจารณาถึงทฤษฎีของ
การจัดการพื้นที่คุ้มครองกับการใช้ประโยชน์ของนักท่องเที่ยวที่มีการสนับสนุนกิจกรรมการไปท่องเที่ยว
การให้ความสาคัญไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม ไม่ลักลอบล่าสัตว์ป่าและการยึดถือครอบครองที่ดินที่เป็นภัยคุกคาม
ที่สาคัญ
ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมรดกของประเทศมีความสาคัญในการให้ผลประโยชน์ในด้านต่างๆ
การบริการของระบบนิเวศ ซึ่งผู้ใช้ประโยชน์และการให้ความร่วมมือสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มๆ เช่น
- 12
-
1. ประชาชนทั่วไป ประชาชนเป็น ส่วนหนึ่งในการสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น
เชื้อชาติใด ศาสนา หรือนักการเมืองที่จะสนับสนุนให้องค์กรรับผิดชอบมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เช่น เพื่อน
พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย มีสมาชิกมีระเบียบข้อบังคับมีการระดมทุนเพื่อการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง
สมาชิกเพื่อนพื้นที่คุ้มครองมีบัตรและสิทธิในการลดค่าธรรมเนียมในการใช้บริการพื้นที่คุ้มครอง การเข้าไป
ท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อการศึกษาชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้ยาก การศึกษาร่องรอยของสัตว์ป่า เป็นอาสาสมัคร
ในการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง
2. เกษตรกร เกษตรกรมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะเกษตรกรที่
ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การผสมเกสรของดอกไม้ (กาแฟ ผลไม้ พืชผักต่างๆ)
การบริการน้าที่สะอาด การรักษาอุณหภูมิของอากาศ การป้ องกันน้าท่วม การป้ องกันการพังทลายของดิน
รักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ผลประโยชน์ทางเวชภัณฑ์ หญ้าสาหรับเลี้ยงปศุสัตว์ หน่อไม้หรือ
ทรัพยากรอื่นๆ เกษตรกรสามารถสนับสนุนการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง เช่น การหมายแนวเขตร่วมกัน
การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า หรือร่วมการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์
การมีส่วนร่วมโดยเฉพาะผู้นาชุมชน ผู้นาหมู่บ้าน หน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่คุ้มครอง
จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
และประโยชน์จากพื้นที่ เกษตรกรในพื้นที่อาจจะร่วมกันเป็นพนักงานลาดตระเวนป้ องกันพื้นที่คุ้มครอง
หรืออาสาสมัตรในการป้ องกันไฟป่า ป้ องกันมิให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าหรือการอนุรักษ์แหล่งน้า
3. ตารวจชายแดนและทหาร
ตารวจชายแดนและทหารมีบทบาทในทางการให้ความปลอดภัยของพื้นที่คุ้มครอง
โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า Transboundary Protected Areas) ทั้ง
ตารวจและทหารมีบทบาทในการสนับสนุนการป้ องกันดูแลรักษาพื้นที่คุ้มครองให้มีความปลอดภัยจากภัย
คุกคามต่างๆ ดูแลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและ
สังคม
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ควรจะได้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตารวจ
ชายแดนและทหาร ด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง การป้ องกันการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่าร่วมกับ
พนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช กับหน่วยงาน
ตารวจ ทหาร เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการป้ องกันที่พร้อมเพรียง เช่น
ยานพาหนะ เครื่องบิน อาวุธปืน ซึ่งหน่วยงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังขาดอุปกรณ์
ดังกล่าว
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จะต้องเตรียมอุปกรณ์เกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครอง
สาหรับใช้ในการฝึกอบรมผู้นาทางทหาร เพื่อการป้ องกันและให้ความปลอดภัย มีภัยคุกคามอะไรบ้างที่
จะต้องสร้างความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- 13
-
4. ความร่วมมือในการป้ องกันการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น มีกิจกรรมการปลูกป่ าร่วมกัน
โดยเฉพาะในพื้นที่ไร่ร้าง การบริหารจัดการพื้นที่แบบกลุ่มป่า เพื่อให้มีการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่
กว้างขวาง การลดภัยคุกคามจากลมพายุ ภัยธรรมชาติอื่นๆ การอนุรักษ์แหล่งต้นน้าตามฤดูกาล เพื่อให้อานวย
น้าแก่เกษตรกร หรือแหล่งอุตสาหกรรม เป็นต้น
ฉะนั้น ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ
ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ สื่อต่างๆ และผู้นาทางการเมือง เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ
จากพื้นที่คุ้มครอง โดยผ่านสื่อต่างๆ ในระดับต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การกาหนดแผนการประชาสัมพันธ์ไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
แผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยได้กาหนดเรื่องการสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่
คุ้มครองเป็นเรื่องที่สาคัญบทหนึ่งในแผนดังกล่าวที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องทาแผน
ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์และการติดตามผลโดยการใช้สื่อ เพื่อให้มีการสนับสนุนจากสาธารณชน
ภาคเอกชนหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ผู้สื่อข่าวและผู้นาทางการเมือง ซึ่งจะกาหนดขึ้นมาโดยมีวิสัยทัศน์
และความท้าทายในการปฏิบัติงานของพื้นที่คุ้มครอง ผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองและ
ความสามารถที่จะได้รับการสนับสนุนด้านกลไกแหล่งทุน ประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์ สื่อทางด้าน
สังคม การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของชาติให้คงอยู่ตลอดไป
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะได้ขยายยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ให้
กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในระดับกระทรวง องค์กรต่างๆ และกลุ่มผู้สนใจในการสนับสนุนวัตถุประสงค์ตามแผน
ยุทธศาสตร์ระดับชาติหรือวัตถุประสงค์เฉพาะพื้นที่ในระบบพื้นที่คุ้มครอง
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์ทีได้รับจากพื้นที่คุ้มครองที่เป็นประโยชน์
ต่อประชาชนของประเทศไทย ควรจะได้มีการกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง โดยแสดงถึงคุณค่าของ
พื้นที่คุ้มครองไปยังสาธารณชน หน่วยงานข้าราชการต่างๆ ผู้นาทางการเมืองโดยใช้สื่อต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น
ภายใต้ประโยชน์ทางด้านสังคม วัฒนธรรม นิเวศวิทยา เศรษฐกิจและการเมือง สื่อเอกสารต่างๆ ควรจะได้รับ
การสนับสนุนจากภาคเอกชน
การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศที่จะต้องจัดทาเป็นสื่อความหมายไปสู่สาธารณชน
สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1. การบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต คือ การให้บริการวัตถุดิบในการผลิต เช่น น้า อาหาร
ทรัพยากรป่าไม้แร่ธาตุ พืชพันธุ์ และสัตว์ต่างๆ เป็นต้น
2. การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ คือ การควบคุมปรากฏการณ์และกระบวนการ
ทางธรรมชาติของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การป้ องกันน้า
ท่วม การป้ องกันการพังทลายของดิน เป็นต้น
- 14
-
3. การบริการด้านการเกื้อหนุน คือ กระบวนการทางธรรมชาติที่สนับสนุนการดารงอยู่
ของการบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นต้น การทาให้เกิดวัฎจักรของอาหาร การ
เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วัยอ่อน เป็นต้น
4. การบริการด้านวัฒนธรรม คือ ประโยชน์ทางนามธรรมที่ดารงคุณค่าทางสังคมและ
วัฒนธรรม เช่น ประเพณี การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางจิตใจ ความเพลิดเพลินจากความงดงามของ
ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ เป็นต้น
การสนับสนุนในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถดาเนินการได้ เช่น
1. การสนับสนุนด้านการเงินจาเป็นต้องสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบาย
ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองนิติการและสานักที่รับผิดชอบการบริหารจัดการอุทยาน
แห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ควรจะได้มีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับ
สถานการณ์ในปัจจุบัน
2. ควรให้ความสาคัญกับการบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) การให้ความสาคัญ
ในการบริการปริมาณและคุณภาพของน้าที่สะอาด หรือการป้ องกันพื้นที่ต้นน้าลาธาร เพื่อให้มีประโยชน์
ในทางเศรษฐกิจ สาหรับเกษตรกร การประปา การอุตสาหกรรม หรือการใช้น้าเพื่อผลิตพลังไฟฟ้า
3. การสนับสนุนโครงการร่วมชดเชยการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ (Carbon Credit)
อันเป็นการปลุกจิตสานึกให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีส่วนร่วมกับสังคมในการลดภาวะโลกร้อนที่อยู่ในระดับชาติ
หรือระดับนานาชาติหรือความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติ
4. การสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ หรือผู้ประกอบการ ในการให้
การสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
5. การจัดตั้งกองทุนจากการบริจาคขององค์กรต่างๆ การได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ
สมาคมหรือองค์กรภาคเอกชนที่สนใจในชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์หรือระบบนิเวศ
ภายในประเทศ เช่น WWF, WCS, BI, BGCI หรือสวนสัตว์ต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง
6. การจัดการแหล่งทุนซึ่งจะต้องดาเนินการในระยะยาวที่จะต้องหาแหล่งเงินงบประมาณเพื่อ
นาเอาผลกาไรหรือดอกเบี้ยมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยมีองค์การภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม
ในการบริหาร เช่น มูลพิธี สมาคม เป็นต้น
-----------------------------------------------
โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System)
(Planning and Managing Protected Areas under Climate Change)
การวางแผนและการจัดการพื้นที่คุ้มครองภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คานา
ในปัจจุบันได้มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันมากทั้งในระดับนานาชาติ
ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เพราะว่ามีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลกและปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่น
การเกิดฝนตกหนักในฤดูแล้ง ทาให้เกิดน้าท่วม ดินพังทลาย การเกิดฝนตกหนักและน้าท่วมในประเทศต่างๆ
หิมะตกหนักในฤดูไม้ผลิหรือการสูงขึ้นของระดับน้าทะเล การเกิดภาวะแห้งแล้ง มีการขาดแคลนน้าที่ใช้
อุปโภคและบริโภค การเกิดไฟป่าที่รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ ตลอดจนการเกิดภัยพิบัติจากความ
รุนแรงของลมพายุ ทาให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สมบัติของมนุษย์และทาลายสิ่งแวดล้อมหรือ
ทรัพยากรธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบกับผลผลิตทางด้านการเกษตรและมี
ความรุนแรงโดยเฉพาะในประเทศแถบโซนร้อน มีการระบาดของศัตรูพืช เช่น แมลงศัตรูพืช โรคพืชและ
วัชพืช การที่บรรยากาศของโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น วัชพืชจึงสามารถเจริญเติบโตเร็วและ
แข่งขันกับพืชเศรษฐกิจที่ปลูกไว้ ส่งผลให้ผลผลิตการเกษตรที่ได้ลดน้อยลง ขณะเดียวกันวัชพืชสร้าง
ความทนทานต่อการกาจัดมากขึ้น ทาให้เกิดปัญหาการดื้อต่อสารกาจัดศัตรูพืชส่งผลให้เกิดปัญหาการระบาด
ของวัชพืชชนิดใหม่ตามมา
แมลงและโรคพืชหลายชนิดที่เป็นปัญหาต่อพืชเกษตรก็มีการระบาดเพิ่มขึ้นพร้อมกับทา
ความเสียหายแก่พืชเศรษฐกิจ การระบาดของศัตรูพืชชนิดใหม่ เช่น การระบาดของเพลี้ยแป้ งมันสาปะหลัง
การระบาดของแมลงดาหนาม และหนอนหัวดาในมะพร้าว เพลี้ยกระโดดสีน้าตาลที่ทาความเสียหายให้แก่
นาข้าวหลายล้านไร่ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบกับการปศุสัตว์ การประมง สัตว์ป่าและพืชป่าบางชนิดอยู่ใน
สถานภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือหาได้ยาก ตลอดจนการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จากการระบาดของ
แมลงและโรคพืชที่รุนแรงต่างๆ ดังกล่าว มีนักอนุรักษ์และนักวิชาการทั้งหลายมีการศึกษาและมีการประชุม
ร่วมกันหลายๆครั้งได้ข้อสรุปว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทาให้นักอนุรักษ์ นักวิชาการ และบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มี
การประชุมร่วมกันทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่นกันบ่อยครั้ง มีการกาหนดอนุสัญญา
นานาชาติเพื่อให้ประเทศภาคีสมาชิกได้ปฏิบัติ เรียกว่าอนุสัญญานานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ (Convention on Climate Change) โดยการกาหนดข้อปฏิบัติ มาตรการต่างๆ ระเบียบ ข้อบังคับให้
ประเทศภาคีสมาชิกช่วยกันลดปัญหาการเกิดสภาวะโลกร้อน หรือการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือการปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้มีการกล่าวถึง คือ การปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ แหล่งชุมชน การขนส่งและซากพืช เป็นต้น
- ก -
นักวิชาการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือการจัดการพื้นที่คุ้มครองทั้งในระดับ
นานาชาติและระดับชาติได้ประชุมร่วมกัน และพิจารณาว่าพื้นที่คุ้มครองที่เป็นพื้นที่ป่าไม้ ทุ่งหญ้า ป่าพรุ ป่า
ชายเลน ทะเลและชายฝั่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนหรือเก็บกักคาร์บอนที่สาคัญของโลก ช่วยในการลดภาวะ
โลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ปัญหาการทาลายป่ าไม้ การยึดถือครอบครองที่ดินป่าไม้
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ความแห้งแล้ง การเกิดไฟป่า เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและ
เป็นผลกระทบกับเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ เช่น ความแห้งแล้งก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้าที่
สะอาดสาหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภค ปัญหาการลดลงของผลผลิตทางด้านการเกษตร การเกิดลมพายุ
ที่รุนแรงเป็นไต้ฝุ่น ไซโคลน เฮอริเคนหรือทอร์นาโด การเกิดโรคระบาดหรือการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์
ต่างถิ่น
ฉะนั้น นักวิชาการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายจึงได้เสนอให้องค์กร
นานาชาติ รัฐบาลของประเทศต่างๆ องค์กรภาคเอกชน รัฐบาลท้องถิ่น ให้เห็นถึงความสาคัญของพื้นที่
คุ้มครองที่เป็นประโยชน์ในการดูดซับและเก็บกักคาร์บอนไว้ในพื้นที่ จึงได้มีการดาเนินงานวางแผนการ
จัดการ การดูแล รักษา ป้ องกัน และการศึกษาถึงพื้นที่คุ้มครองที่มีส่วนในการเก็บกักคาร์บอนเพื่อลดภาวะ
โลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การคงไว้
การปรับปรุงและการดาเนินงานภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะให้เป็นแหล่งดูดซับ เก็บ
กักคาร์บอนและเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองต่อไป
ทวี หนูทอง
- ข -
สารบัญ
หน้า
คานา ก
บทที่ 1 วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 1
บทที่ 2 พื้นที่คุ้มครองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 14
บทที่ 3 บทบาทของพื้นที่คุ้มครองกับการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 29
บทที่ 4 บทบาทและภาระหน้าที่ของพื้นที่คุ้มครอง 36
บทที่ 5 โอกาสในการใช้พื้นที่คุ้มครองเพื่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 48
บทที่ 6 แผนการจัดการและบทบาทหน้าที่ของพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
54
บทที่ 7 ข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย 64
เอกสารประกอบการเรียบเรียง 70
- 1 -
บทที่ 1
วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในขณะที่โลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มลพิษสิ่งแวดล้อมในสังคมโลกก็กาลังก้าวสู่ภาวะวิกฤตด้วย
เช่นกัน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาเลวร้ายลงเรื่อยๆ
สวนทางกับกระแสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกอย่างชัดเจน การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหา
ปัจจัยสี่ และการยังชีพทาได้ลาบากมากขึ้นทุกขณะ ธรรมชาติของโลกถูกกระทาโดยมนุษย์ด้วยกันเองทาลาย
จนเสี ยสมดุล อุณหภูมิภายในโลกร้อนขึ้ นจนสิ่ งมีชีวิตบางชนิ ดทนไม่ได้และตายไป
บางชนิดใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างกะทันหัน
สภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และชีวิตของมนุษย์ โดยเป็นปัญหาร่วมของประเทศต่างๆ
ทั่วโลก
ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เกิดจากการกระทาของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้บริโภคที่สาคัญ โดยใช้
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย บริโภคพลังงานและอื่นๆ อีกมากมาย การกระทาเหล่านี้ของมนุษย์เป็นการ
กระทาที่เกิดขึ้นมานานหลายศตวรรษ กว่ามนุษย์จะตระหนักถึงการกระทา ปัญหาต่างๆ ก็ยากที่จะแก้ไขไม่ว่า
จะเป็นปัญหามลพิษทางน้า มลพิษทางอากาศ ปัญหาระบบนิเวศที่ถูกทาลาย ปัญหาการขาดแคลนน้า ปัญหา
ป่าไม้ถูกทาลาย ปัญหาทรัพยากรขาดแคลน และปัญหาสภาวะโลกร้อน เป็นต้น
ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ทาให้ประเด็นเรื่อง
สิ่งแวดล้อมเริ่มมีการกล่าวถึงอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาและนามาสู่ความร่วมมือหลายด้านเพื่อ
แก้ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามความพยายามของมนุษย์ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถ
ทดแทนกับสิ่งที่มนุษย์ได้กระทา ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีการกล่าวถึงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และ
ได้รับความสาคัญมากขึ้น ประเด็นหนึ่ง คือ สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกหรือที่เรียก
สั้นๆ ว่า สภาวะโลกร้อน เป็นสภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นและเป็นการสูงขึ้นในระดับที่ส่งผล
กระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศของโลก นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ยังนามาซึ่งปัญหาต่างๆ รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ คลื่นความร้อนที่ทาให้มนุษย์ล้มตายและภัยพิบัติทาง
ธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เห็นแต่ในภาพยนตร์อีกต่อไป
สภาวะโลกร้อนได้มีการกล่าวถึงกันมาเป็นเวลากว่าร้อยปี ในปี ค.ศ.1898 นักวิทยาศาสตร์ชาว
สวีเดน ชื่อ Svante Ahrenius ได้เตือนว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจจะทาให้เกิดสภาวะโลกร้อน
ได้ แต่ความคิดของเขากลับไม่ได้รับความสนใจจนกระทั่งอีก 80 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มให้ความ
สนใจเรื่องสภาวะโลกร้อน เนื่องจากมีความเข้าใจเกี่ยวกับบรรยากาศโลกมากขึ้น ในปี ค.ศ.1978 ได้มีการ
ประชุมสภาพภูมิอากาศโลกเป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ต่างตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภูมิอากาศของโลกเป็นปัญหาใหญ่และมีผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ที่ประชุมได้มีปฏิญญาเรียกร้องให้
- 2 -
รัฐบาลของประเทศต่างๆ วิเคราะห์และป้ องกันการกระทาของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะ
ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ นอกจากนี้ ปฏิญญาดังกล่าวยังได้กาหนดแผนในการจัดตั้ง “แผนงาน
สภาพภูมิอากาศโลก (World Climate Program)” ภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกันขององค์การอุตุนิยมวิทยา
โลก (World Meteorological Organization) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations
Environment Program) และ International Council of Scientific Unions
1.1 คานิยามของสภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจก
สภาวะโลกร้อน (Global warming) เป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่ามีสาเหตุ
มาจากปรากฏการณ์เรือนกระจกและการที่ชั้นโอโซนถูกทาลายจนทาให้เกิดการสะสมของอุณหภูมิ
พื้นผิวโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศของโลก
ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect) คือ สภาพที่ความร้อนรอบโลกถูกกั้นความร้อน
หรือก๊าซเรือนกระจกเก็บกักเอาไว้ไม่ให้สะท้อนหรือแผ่ออกสู่ภายนอกโลก ในความเป็นจริงโลกเรามีก๊าซที่
ทาหน้าที่เป็นกระจกตามธรรมชาติอยู่แล้ว คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้า ซึ่งจะคอยควบคุมให้
อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยมีค่าประมาณ 15 องศาเซลเซียส และถ้าหากไม่มีกระจกตามธรรมชาติอุณหภูมิโลก
จะเหลือเพียง -20 องศาเซลเซียส มนุษย์สัตว์และพืช ก็จะล้มตายและโลกก็จะเข้าสู่ยุคน้าแข็งอีกครั้ง แต่สิ่งที่
โลกกาลังเผชิญอยู่นี้ก็คือการที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากเกินไป
ทาให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่สามารถถ่ายเทความร้อนออกไปนอกโลกได้ โดยปริมาณ
ก๊าซที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากการกระทาของมนุษย์ นอกจากนี้การที่ชั้นโอโซนซึ่งทาหน้าที่ช่วยกรองรังสี
อัลตร้าไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ถูกทาลายจากการใช้สารเคมีของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสารคลอ
โรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) ก็ทาให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามายังโลกมากขึ้นด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หมายถึง ผลโดยตรงหรือโดยอ้อมจาก
กิจกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศโลก และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่า
การเปลี่ยนแปลงจากความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้นความสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การตระหนักและเข้าใจในปัญหาที่
เกิดขึ้น โดยมีการดาเนินการใน 2 ด้านหลัก คือ การรับมือและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ และการลดหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยการลดการปล่อยก๊าซเรือน
กระจก
- 3 -
1.2 ก๊าซเรือนกระจกและแหล่งกาเนิด
ก๊าซเรือนกระจกที่สาคัญ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีสัดส่วนในบรรยากาศ
ประมาณ 53 เปอร์เซ็นต์ พบว่า ในปัจจุบันมีอยู่ในชั้นบรรยากาศ 380 โมเลกุลในทุกๆ 1 ล้านโมเลกุลของมวล
อากาศหรือ 380 ส่วนในล้านส่วน (ppm.) ได้มีการคาดการณ์ในอีก 100 ปี ข้างหน้าว่าจะมีปริมาณ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 1,000 ส่วนในล้านส่วน จากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่มี
องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคาร์บอน นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังมีก๊าซมีเทน (CH4) ที่มีสัดส่วน
ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซที่เกิดจากการปลูกข้าวและการเผา
ไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซมีเทนมีความสามารถในการดูดซับรังสีความร้อนในบรรยากาศได้มากกว่า
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า ซึ่งประเทศที่ทาการเกษตรถูกมองว่าเป็นผู้ผลิตก๊าซมีเทนมากที่สุดที่จาก
วิธีการปลูกข้าวแบบน้าท่วมขังจนเกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์แล้วได้ก๊าซมีเทนเป็ นจานวนมาก
ก๊าซโอโซน (O3) เป็นก๊าซเรือนกระจกที่สาคัญอีกชนิดหนึ่งมีสัดส่วน 13 เปอร์เซ็นต์ ของก๊าซเรือนกระจก
ทั้งหมด เกิดจากการสันดาปของเครื่องยนต์ ยานพาหนะ มีอยู่ในธรรมชาติน้อย ปกติจะเป็นก๊าซที่ช่วยในการ
ป้ องกันรังสีอัลตราไวโอเลตในชั้นบรรยากาศสูงๆ แต่ที่ระดับผิวโลกจะเป็นออกซิไดซ์ (oxidized)
ทาปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อสิ่งมีชีวิต สามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 2,000
เท่า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) มีสัดส่วนประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดเกิดจาก
โรงงานอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติก โดยการใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิตการใช้ปุ๋ ยไนโตรเจนมี
ความสามารถในการดูดซับความร้อนได้ดีกว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 200 เท่า ก๊าซกลุ่มซีเอฟซี (CFC)
เป็นส่วนที่เหลือของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเกิดจากการเป็นสารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน
(chlorofluorocarbon compounds) ที่ใช้ในการทาความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น สเปรย์ น้ายาดับเพลิง
ฯลฯ สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอนเป็นตัวการสาคัญที่ทาให้เกิดรูโหว่ของโอโซนในชั้นบรรยากาศมี
ความสามารถดูดซับความร้อนได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10,000 เท่า
1.3 ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจก
3.1 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (Effect of climate change) ข้อมูลด้าน
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งครอบคลุมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ผลจาก
การศึกษาและการสังเกตแนวโน้มสิ่งแวดล้อมทั้งด้านกายภาพและชีวภาพ รวมทั้งความสัมพันธ์ต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละเขต พบว่า มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษา
ปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในการสังเกตความอุ่นขึ้นกับผลกระทบที่เกิด
อย่างกว้างขวาง การประเมินสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในเขตต่างๆ มีผลกระทบต่อด้านกายภาพ
และชีวภาพมากมายและเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ข้อมูลการสังเกตจากทวีปและมหาสมุทรส่วนใหญ่
แสดงให้เห็นว่าระบบธรรมชาติกาลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
- 4 -
เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของหิมะ น้าแข็ง และพื้นดินที่จับเป็ นน้าแข็ง
ซึ่งรวมถึงน้าแข็งที่แทรกตัวอยู่ในอนุภาคดิน (permafrost) จนเกิดปรากฎการณ์ที่สามารถสังเกตเห็นได้ดังนี้
- การเพิ่มจานวนและขนาดของทะเลสาบน้าแข็ง
- การเพิ่มชั้นใต้ดินที่ไม่เสถียรของส่วนน้าแข็งที่แทรกตัวอยู่ในอนุภาคดิน (permafrost) และการ
ขยายตัวของหินภูเขาในเขตภูเขา
- การเปลี่ยนแปลงในส่วนระบบนิเวศอาร์คติคและแอนตาร์คติค รวมทั้งในส่วนของชีวมณฑล
น้าแข็งในทะเล (sea-ice biome) และการเพิ่มขึ้นของผู้ล่าของสายใยอาหาร หลักฐานจากการเพิ่มขึ้นของ
เหตุการณ์ต่างๆ มีความน่าเชื่อถือสูงถึงผลกระทบต่อระบบอุทกวิทยาที่เกิดขึ้น คือ
1. การเพิ่มขึ้นของน้าไหลบ่าหน้าดินและการไหลของน้าที่เกิดขึ้นเร็วในฤดูใบไม้ผลิจากธาร
น้าแข็งและหิมะละลายลงสู่แม่น้า
2. บริเวณขั้วโลกและบริเวณส่วนที่เหนือขึ้นไปมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของพืชและสัตว์
จากข้อมูลภาพดาวเทียมตั้งแต่ พ.ศ. 2523 พบว่า มีแนวโน้มว่าทุกส่วนของหลายๆ เขตปรากฏให้เห็น
“สีเขียว” ของพืชพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างเร็ว ซึ่งเชื่อมโยงถึงฤดูการเจริญเติบโตที่อบอุ่นขึ้นและค่อนข้าง
ยาวนานมีความชัดเจนมากขึ้น พื้นฐานปรากฏการณ์ที่มีระดับนัยสาคัญจากการสังเกตเกี่ยวกับการ
เปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตทั้งมหาสมุทรและน้าจืดเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้า
สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของชั้นน้าแข็งที่ปกคลุม ความเค็ม ระดับออกซิเจนที่ละลายน้าได้ดี และการ
หมุนเวียนต่างๆ ซึ่งรวมทั้งการขยับขยายขอบเขตของสาหร่าย แพลงก์ตอน และความอุดมสมบูรณ์ของปลา
ในบริเวณมหาสมุทรละติจูดจากการเพิ่มขึ้นของสาหร่ายและความมากมายของแพลงก์ตอนสัตว์
ในพื้นที่ที่มีระดับเส้นรุ้งสูง และทะเลสาบที่อยู่สูงจากระดับน้าทะเลมาก มีการเปลี่ยนแปลงและการอพยพ
ของปลาในแม่น้าจะรวดเร็วขึ้น
มีการศึกษาถึงการดูดซับของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่ปี
พ.ศ.2293 พบว่าน้าในมหาสมุทรมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น มีค่าเฉลี่ยของความเป็นกรด-ด่างลดลงประมาณ 0.1
หน่วย ผลกระทบอื่นๆ ของการเปลี่ยนแปลงสภาพอุณหภูมิอากาศตามเขตต่างๆ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมปรากฏขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความยุ่งยากที่จะบ่งบอกถึงเรื่องการปรับตัวและไม่ใช่ปัจจัยด้านสภาพ
ภูมิอากาศจากการที่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ความน่าเชื่อถือในระดับปานกลางมีดังนี้
- ผลกระทบด้านการเกษตรและการจัดการป่าไม้ในเขตเหนือเส้นศูนย์สูตรและระดับน้าทะเลที่
สูงขึ้น เช่น การเริ่มฤดูใบไม้ผลิที่มาเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของการถูกรบกวนของป่าไม้ เนื่องจาก
ไฟป่าและการระบาดของแมลง
- บางประเด็นของสุขภาพของมนุษย์ เช่น คลื่นความร้อนทาให้มีประชากรเสียชีวิต ในยุโรปมี
การระบาดของโรคในบางพื้นที่ การเกิดภูมิแพ้ในพื้นที่สูง และทางเหนือเขตศูนย์สูตร
- 5 -
- กิจกรรมของมนุษย์ในบริเวณขั้วโลกอาร์คติด เช่น การล่าสัตว์และการเดินทางบนหิมะน้าแข็ง
และพื้นที่ตอนล่างของเทือกเขาแอลพ์ การเล่นกีฬาบนภูเขาไม่เป็นไปตามปกติ การเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศในปัจจุบันและความผันแปรของสภาพภูมิอากาศเริ่มต้นมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ
และระบบนิเวศของมนุษย์อย่างไรก็ตาม เอกสารที่มีการเผยแพร่ผลกระทบเหล่านี้ยังแสดงแนวโน้มให้เห็นที่
ชัดเจน คือ การตั้งถิ่นฐานบนเขตภูเขาสูงเป็นการขยายความเสี่ยงให้ธารน้าแข็งมีการละลายและเกิดน้าท่วม
ฉับพลัน รัฐบาลบางแห่งเริ่มต้นที่จะมีโครงสร้างเขื่อนและระบบระบายน้า ในเขตซาฮาราของแอฟริกา สภาพ
อากาศที่อุ่นขึ้นและการขยายพื้นที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ลดช่วงระยะเวลาเจริญเติบโตของพืช ซึ่งมีผลต่อพืช
เกษตรทางตอนใต้ของแอฟริกา มีช่วงฤดูร้อนที่ยาวนานและความไม่แน่นอนของฤดูฝนกาลังอยู่ในระหว่าง
การตรวจวัด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเลและการพัฒนาของมนุษย์ก็ก่อให้เกิดการสูญเสีย
พื้นที่ชุ่มน้าชายฝั่งและป่าชายเลนและเพิ่มความเสียหายในพื้นที่ชายฝั่งบางส่วนที่ถูกน้าท่วม
1.3.2 ผลกระทบที่มีต่อระดับน้าทะเล (Effect of sea level) ความถี่ของการเกิดผลกระทบ
สะท้อนภาพในอนาคตของปริมาณน้าฝนและความผันแปรของสภาพอากาศโดยเฉพาะอุณหภูมิ ระดับความ
สูงของน้าทะเล และความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ขนาด และช่วงเวลาของผลกระทบ
มีความผันแปรไป โดยขึ้นอยู่กับจานวนและเวลาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในบางกรณี
ศักยภาพในการปรับตัวโดยมีรายละเอียดของข้อมูลในปัจจุบันที่ครอบคลุมระบบนิเวศและภาคส่วนต่างๆ
เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อธรรมชาติในอนาคต
ในช่วงกลางศตวรรษ ปริมาณน้าท่วมโดยเฉลี่ยและการอานวยน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10-40%
บริเวณพื้นที่อยู่ในระดับสูง ในบางพื้นที่ในเขตชุ่มชื้นของป่าเขตร้อนชื้น (wet tropical area) จะมีการลดลง
ประมาณ 10-30% ในเขตแห้งแล้งช่วงกลางละติจูดและในพื้นที่เขตร้อนชื้นที่แห้ง (dry tropics) บางพื้นที่บ่ง
บอกถึงมีความกดดันในเรื่องน้า ในบางพื้นที่และบางฤดูกาล มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากกว่านี้
ผลกระทบที่เกิดจากความแห้งแล้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นและขยายเป็นวงกว้าง มีปริมาณฝนตกหนัก และ
มีแนวโน้มที่จะมีความถี่เพิ่มมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้าท่วมฉับพลัน ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แหล่ง
อานวยน้าจะถูกเก็บกักไว้ที่ธารน้าแข็งและการปกคลุมของหิมะและน้าที่สามารถนามาใช้ในเขตนั้น
คาดการณ์ว่าจะลดลง
ระบบนิเวศชายฝั่งและในพื้นที่ลุ่มต่ามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยงจากน้าท่วม รวมถึงการ
กัดเซาะของชายฝั่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเล ผลกระทบ
จะมีความร้ายแรงมากขึ้น เนื่องจากความกดดันในเรื่องจานวนประชากรบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง ปะการังมีความ
เปราะบางต่อความกดดันของความร้อนและมีศักยภาพในการปรับตัวต่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวน้า
ประมาณ 1-3 องคาเซลเซียส มีแนวโน้มที่จะทาให้เกิดปะการังฟอกขาวและมีการตายอย่างกว้างขวาง อย่าง
น้อยที่สุดปะการังอาจมีการปรับตัวหรือทาให้เกิดการปรับตัวเข้ากับพื้นที่ พื้นที่ชุ่มน้าชายฝั่งรวมทั้งพื้นที่ดิน
เลนเค็มและป่าชายเลนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภัยน้าท่วมจากการเพิ่มขึ้นของน้าทะเล โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งมีความกดดันต่อความลึกที่เข้าไปสู่แผ่นดินหรือการตายจากตะกอนทับถม ประชากรจานวนหลาย
ล้านมีแนวโน้มว่าจะถูกน้าท่วมทุกปีเนื่องจากระดับน้าทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ในปี พ.ศ. 2623 พื้นที่ที่มีประชากร
- 6 -
หนาแน่นและอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่า ซึ่งมีศักยภาพในการปรับตัวต่า จะเผชิญกับพายุเขตร้อนและการจมลงของ
ชายฝั่ง จานวนของผลกระทบมีขนาดใหญ่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ของเอเชียและแอฟริกา
ขณะที่เกาะขนาดเล็กมีแนวโน้มเปราะบางสูง มีความเสี่ยงในการจมน้า ความสามารถในการปรับตัวเป็นสิ่งที่
ท้าทายในประเทศกาลังพัฒนามมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากข้อจากัดต่อความสามารถในการ
ปรับตัว
1.3.3 ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ (Effect of ecosystem) ความสามารถในการอยู่รอดของ
ระบบนิเวศเนื่องจากการผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับการรบกวน (เช่น น้า
ท่วม ความแห้งแล้ง ไฟป่า แมลง ความเป็นกรดของน้าทะเล) และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างอื่นๆ (เช่น
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน มลพิษ การใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่เกินขอบเขต) ในช่วงร้อยปีที่
ผ่านมา คาร์บอนสุทธิที่ดูดซับโดยระบบนิเวศของป่าไม้ดูเหมือนว่าจะสูงสุดก่อนกลางศตวรรษและลดลงมา
เนื่องจากการขยายตัวของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ประมาณ 20-30% ของชนิดพืชและสัตว์ที่ได้รับการ
ประเมินเบื้องต้นมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 1.2-2.5 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นร่วมกับการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่สูงขึ้นนี้อาจทาให้มีการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศ หน้าที่และชนิดของระบบนิเวศที่มีความสัมพันธ์กัน รวมทั้งการ
กระจายชนิดของพืชตามสภาพภูมิศาสตร์ ความหลากหลาย ผลประโยชน์จากระบบนิเวศ ความเป็นกรดใน
มหาสมุทรจากการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศคาดว่าจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างของ
สิ่งมีชีวิตในทะเล เช่น ปะการัง เป็นต้น
1.3.4 ผลกระทบที่มีต่อผลผลิตด้านป่าไม้และการเกษตรกรรม (Effect of forestry and
agriculture) ผลผลิตด้านการเกษตรจะเพิ่มขึ้นในบริเวณพื้นที่ช่วงเส้นรุ้งกลางและสูง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยใน
ท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นถึง 1-3 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับชนิดพืช จะลดลงในบางพื้นที่ พื้นที่ใกล้เส้นรุ้งต่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งและเขตร้อนชื้นผลผลิตการเกษตรมีแนวโน้มที่จะลดลง ถึงแม้ว่าจะเป็น
พื้นที่ขนาดเล็กๆเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะมีความเสี่ยงในเรื่องความหิวโหย ศักยภาพใน
เรื่องการผลิตอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นพร้อมกับค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในท้องถิ่นจะสูงขึ้นประมาณ 1-3 องศา
เซลเซียส แต่หากอุณหภูมิสูงกว่านี้มีแนวโน้มจะมี การเพิ่มขึ้นของความแห้งแล้งและน้าท่วมมีผลกระทบต่อ
ผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะในเขตเส้นรุ้งต่า การปรับตัว เช่น การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาการเตรียม
พื้นที่การปลูกในส่วนเส้นรุ้งต่า กลาง และสูง ผลผลิตเกษตรเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศในระยะสั้นและระยะกลางกลับมีแนวโน้มความผันแปรในขอบเขตที่กว้างขวางทั่วโลก ใน
ระดับภูมิภาค การกระจายของผลผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดพันธุ์ปลา เมื่อน้ามีความอุ่นเพิ่มขึ้นจะมีผลกับ
ผลผลิตด้านการประมง
1.3.5 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (Effect of natural disasters) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ( IPCC )รายงานจานวนภัย
พิบัติที่เกิดจากภูมิอากาศและมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจของโลกระหว่าง ค.ศ. 1960-2000 (พ.ศ. 2503-2543)
ว่าจานวนภัยพิบัติที่รุนแรงในท้ายทศวรรษ (1990-2000) และ ทศวรรษแรก (1960-1970) เพิ่มขึ้น เป็น 72 ครั้ง
- 7 -
จาก 13 ครั้ง มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากความรุนแรงของภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21 แสดงในตารางที่
1
ตารางที่ 1 ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากความรุนแรงของภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21
การเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ตัวอย่างของ
ผลกระทบในศตวรรษที่ 21
ตัวอย่างของผลกระทบ
อุณหภูมิสูงสุดเพิ่มขึ้น วันอากาศร้อน และคลื่น
ความร้อนเพิ่มขึ้น
เพิ่มขึ้น :
 เจ็บป่วยและตายเพิ่มขึ้น
 Heat stress ในปศุสัตว์และสัตว์ป่า
 พืชได้รับความเสียหาย
 ความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ฝนตกแรงและหนักขึ้น เพิ่มขึ้น :
 ความเสียหายจากน้าท่วม ดินทรุด โคลน
ถล่ม
 สาธารณภัย
พายุโซนร้อน (tropical cyclone) เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น :
 ชีวิตมีความเสี่ยงต่อภัยอันตราย
 การระบาดของโรคติดต่อ
 ระบบนิเวศชายฝั่งเสียหาย
น้าท่วมและภัยแล้งรุนแรงขึ้นเนื่องจาก เอล นิโญ ลดลง :
 ผลผลิตการเกษตร
 ศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้า
มรสุมในเอเชียแปรปรวนยิ่งขึ้น ภัยแล้งและน้าท่วมรุนแรงขึ้นในเอเชียและเขตอบอุ่น
ที่มา : กัณฑรีย์ บุญประกอบ (2548)
1.3.6 ผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรม การตั้งถิ่นฐานและสังคม (Effect of Social and
Industrial) การลงทุนและผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุตสาหกรรม การตั้งถิ่นฐาน
และสังคม จะมีความผันแปรตามสถานที่และขนาดในภาพรวม ผลกระทบสุทธิมีแนวโน้มทางลบเมื่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความเปราะบางด้านอุตสาหกรรมทั้งหมด การตั้งถิ่นฐาน และ
สังคม พบในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งและที่ราบน้าท่วมถึง ซึ่งสภาพเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงต่อความอ่อนไหว
- 8 -
ของสภาพอากาศและพื้นที่เหล่านี้มีสภาพอากาศที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของเมือง ชุมชนที่
ยากไร้มีแนวโน้มที่จะมีความเปราะบางที่ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และมี
ความเป็นอยู่ที่ขึ้นกับความอ่อนไหวของสภาพอากาศ เช่น แหล่งน้าและอาหาร ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงของ
สภาพอากาศ หรือมีความถี่ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ การลงทุนด้านเศรษฐกิจและสังคมจะได้รับภัยจากเหตุการณ์
เหล่านี้จะสูงขึ้น และการเพิ่มขึ้นของการลงทุนอย่างมีมีนัยสาคัญในพื้นที่เหล่านี้ส่วนมากได้รับผลกระทบจาก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและได้แผ่กระจายอย่างกว้างขวางจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงไปสู่
พื้นที่อื่นและภาคส่วนอื่นที่มีความเชื่อมโยงสลับซับซ้อน
1.3.7 ผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ (Effect of human health) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นจานวนล้าน ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซึ่งมีความสามารถใน
การปรับตัวได้น้อยดังนี้
 การขาดแคลนอาหารมีเพิ่มขึ้นและส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยซึ่งมีผลต่อการพัฒนาการของ
เด็กๆ
 มีผู้เสียชีวิต จากโรคระบาด และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น จากคลื่นความร้อน
น้าท่วม พายุ ไฟป่า และความแห้งแล้ง
 มีปัญหาเกี่ยวกับโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้น
 เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบการหายใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของโอโซนในบริเวณ
พื้นผิวโลก
 การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการกระจายของเชื้อโรคที่มีพาหะ การเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบแบบผสมผสาน เช่น การเพิ่มขึ้นหรือลดลงในขอบเขต และศักยภาพ
การส่ งผ่านของมาลาเรี ยในแอฟริ กา การศึกษาในพื้ นที่เขตอบอุ่นแสดงให้เห็ นว่า
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่เกิดประโยชน์บ้าง เช่น จานวนผู้เสียชีวิตลดน้อยลงจากความ
หนาวเย็น โดยรวมคาดว่าประโยชน์เหล่านี้ลดความสาคัญลง จากผลกระทบทางลบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทั่ว
โลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกาลังพัฒนา ความสมดุลระหว่างผลกระทบด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพที่
มีความผันแปรจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขณะที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น
วิกฤตการณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ การ
สาธารณสุข การคมนามคม และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
1.4 การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2537 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมสุทธิ (Gross emission) ของประเทศไทยเมื่อ
เปรียบเทียบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร้อยละ 23.30 มาจากก๊าซมีเทนและไนโตรเจนออกไซด์
จานวนร้อยละ 6.06 และเมื่อพิจารณาตามสาขาของการปล่อยก๊าซ สาขาการใช้พลังงานเป็นสาขาที่มีการ
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 129,867.65 Gg. หรือร้อยละ 45.42 ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด สาขา
- 9 -
เกษตรมีการปล่อยสุทธิมากเป็นอันดับสองรองจากการใช้พลังงาน ก๊าซส่วนใหญ่ที่ปล่อยออกมาคือ ก๊าซ
มีเทนจากกิจกรรมการทานา การเลี้ยงสัตว์ และการจัดการมูลสัตว์ โดยคิดเป็นค่าคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง
46,473.70 Gg. ส่วนที่เหลือเป็นไนตรัสออกไซด์ ที่ปล่อยออกมาจากดินและการจัดการมูลสัตว์ ปริมาณรวม
สุทธิของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการเกษตรมีเท่ากับ 77,405.90 Gg. หรือร้อยละ 27.08
ของการปล่อยรวม ดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 การปล่อยสุทธิของก๊าซเรือนกระจกจาแนกตามแหล่งกาเนิด
หน่วย : Gg
CO2
Equivalent
ก๊าซเรือน
กระจก
การใช้
พลังงาน
กระบวนการ
อุตสาหกรรม
การเกษตร การใช้ที่ดิน
และป่ าไม้
ของเสีย รวม
CO2 125,482.80 15,970.40 - 60,475.75 - 201,928.95
CH4 4,127.55 6.51 60,473.70 1,250.97 739.62 66,598.35
N2O 257.30 - 16,932.20 127.10 - 17,316.60
รวม 129,867.65 15,976.91 77,405.90 61,853.82 739.62 285,843.60
ร้อยละของ
การปล่อย
45.42 5.60 27.08 21.64 0.26 100
ที่มา : นาฎสุดา ภูมิจานงค์ (2553)
1.5 บทบาทของ IPCC, UNFCCC และ COP ต่อการดาเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การดาเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสากล แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่าย
วิชาการ คือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel
on Climate Change หรือ IPCC) และฝ่ายอนุสัญญา ได้แก่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) และภาคี
สมาชิก (Conference of the Parties หรือ COP) โดยแต่ละฝ่ายทาหน้าที่ ดังนี้
5.1 IPCC ทาหน้าที่เป็นฝ่ายวิชาการ ไม่มีส่วนในการกาหนดนโยบายหรือพันธะกรณีของ
อนุสัญญาฯ หลักเกณฑ์ในการทางานของ IPCC คือ “Policy relevant, but not policy descriptive” หมายถึง
ผลงานของ IPCC ชัดเจนที่ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายบริหารสามารถนาไปใช้ในการกาหนดนโยบายและ
มาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมได้ IPCC มีคณะทางานที่รายงานประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3
กลุ่ม เพื่อรายงานด้าน
- 10 -
 สภาพภูมิอากาศเชิงวิทยาศาสตร์ (Science of climate) โดยคณะทางานกลุ่มที่ 1 (working
group I) มีหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงของสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น
climate change scenario เป็นต้น
 การลดสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) โดยคณะทางานกลุ่มที่ 3
(working group III)
5.2 UNFCCC และ COP เป็นฝ่ายนโยบายและการเมืองหรือพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ มีหน้าที่ในการกาหนดนโยบาย มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศให้ประเทศภาคีสมาชิกปฏิบัติ โดยใช้ข้อมูลจาก IPCC ในทางปฏิบัติการทางานของทั้งสองฝ่ายคือ
ฝ่ายวิชาการ (IPCC) และฝ่ายอนุสัญญาและการเมือง จึงควรแยกการดาเนินงานแต่มีการประสานความ
ร่วมมือกันได้
1.6 พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
ถือกาเนิดขึ้นจากการประชุม ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น (COP-3) เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.
1997 การประชุมครั้งนี้ได้กาหนดให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ทาลายชั้นบรรยากาศลงในปริมาณอย่าง
น้อยร้อยละ 55 ของปริมาณที่ระดับปี ค.ศ. 1990 ในระหว่างปี ค.ศ. 2008-2012 เพื่อให้บรรลุเป้ าหมาย แต่ละ
ประเทศได้ถูกกาหนดให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับที่แตกต่างกันและทุกประเทศมีข้อผูกพันตาม
กฎหมาย (legally binding) ในอันที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงแห่งพิธีสารนี้ ปัจจุบันมีประเทศ
ต่างๆ ร่วมลงนามและ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ

  • 1.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) พื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการประเมินผลการจัดการ
  • 2.
    - 1 - รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการประเมินผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองโครงการ CATSPA --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- การประเมินประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง มีวิธีการที่ได้กาหนดขึ้นเพื่อ ให้ผู้บริหารและกากับนโยบายใช้ในการพิจารณาสนับสนุนตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดการ พื้นที่ของแต่ละประเทศหรือภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพ หลักการพิจารณาแนวทางการดาเนินงาน จะประกอบด้วย 1. การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง 2.การวิเคราะห์ขอบเขต ความรุนแรงและการกระจายของภัยคุกคาม 3. การวิเคราะห์เขตพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ ที่มีความสาคัญและคุณค่าของระบบนิเวศเศรษฐกิจ และสังคม 4.การกาหนด การดาเนินงานตามระดับความสาคัญของการจัดการหรือความเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหา 5. เทคนิคการพัฒนาในด้านต่างๆ ตามความสาคัญของนโยบายและแผนการติดตามผล ตามขั้นตอนเพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ ในการดาเนินงานตามแผนงานเพื่อการประเมินประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง สามารถดาเนินการได้โดยวิธีการสัมภาษณ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไป หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการใน พื้นที่ เพื่อให้ผู้เข้าประชุมที่ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานระดับพื้นที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ประจา ผู้กากับ นโยบายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามาให้ข้อคิดเห็น วิเคราะห์ผล และจัดลาดับความสาคัญของกิจกรรม ที่จะดาเนินการต่อไป ในการดาเนินงานของผู้ประเมินจะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การพิจารณาขอบเขตของการประเมินผล ขั้นตอนที่ 2 การประเมินผลข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ขั้นตอนที่ 3 การกาหนดแบบสอบถามที่ใช้ในการประเมินผล ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนที่ 5 การวิเคราะห์กิจกรรมที่จะดาเนินการต่อไปพร้อมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ การประเมินผลการจัดการตามแผนยุทธศาสตร์ จะเป็ นการประเมินตามข้อกาหนด ระยะเวลาของแผนและขั้นตอน ในการประเมิน มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นที่และข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งจะประกอบด้วย
  • 3.
    - 2 - 1.วิสัยทัศน์ เป้าหมายและวัตถุประสงค์เพื่อให้โครงการบรรลุผลที่วางไว้ 2.ประเมินผลสภาพแวดล้อม สถานภาพ แรงกดดัน ภัยคุกคาม และปัจจัยภายนอก ที่มีผลทาให้ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ 3. ประเมินผลความเหมาะสมของแผนและการจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 4. ประเมินผลด้านทรัพยากรที่นามาใช้ในการจัดการ 5. ประเมินผลด้านกระบวนการการจัดการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 6. ประเมินผลความสาเร็จที่เกิดขึ้น 7. ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบ เช่น ข้อด้อยของพื้นที่ กรอบของกระบวนการในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ขึ้นอยู่กับผลที่ได้รับและ แรงจูงใจ โดยพิจารณาตามขั้นตอนในกระบวนการจัดการตามหลัก 6 ประการ คือ เนื้อหา (Context) แผน (Planning) ปัจจัยนาเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลลัพธ์ (Outputs) และผลที่ได้รับ (Outcome) วิสัยทัศน์ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ การประเมินผลและ สิ่งที่สะท้อนให้เห็น สภาพแวดล้อม และสถานภาพ ผลที่ได้รับ ผลลัพธ์ของ การจัดการ การวางแผน และรูปแบบ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ กระบวนการจัดการ จุดด้อย จุดแข็ง ของแผนยุทธศาสตร์ เราต้องการทราบอะไร ปัจจัยภายนอกอะไรบ้าง ที่กระทบกับวัตถุประสงค์ แผนการสนับสนุน ตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ที่ใช้กระบวนการจัดการเป็นไป ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ผลลัพธ์เป็นไปตาม วัตถุประสงค์หรือไม่ การปฏิบัติตาม วัตถุประสงค์สาเร็จหรือไม่
  • 4.
    - 3 - 1.context เป็นการอธิบายถึงพื้นที่โดยทั่วไป ประกอบด้วย คุณค่า ภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สภาพแวดล้อมของการจัดการและนโยบายทางการเมือง 2. planning จะประกอบด้วย วิสัยทัศน์ เป้ าหมาย วัตถุประสงค์ และยุทธศาสตร์การจัดการ และการลดภัยคุกคาม 3. input ปัจจัยนาเข้าเพื่อใช้ในการจัดการตามแผน เช่น พนักงานเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ตามแผน 4. process กระบวนการจัดการหรือการดาเนินงาน 5. outputs ผลลัพธ์ ผลที่ได้รับตามแผนยุทธศาสตร์หรือแผนการจัดการ 6. outcomes ผลที่ได้รับจากการดาเนินการกิจกรรมการจัดการต่างๆ โดยทั่วไปในการดาเนินงานของแต่ละพื้นที่คุ้มครอง สามารถกาหนดและหาคาตอบ ได้ตามลาดับความสาคัญ เช่น มีภัยคุกคามที่สาคัญอะไรบ้างเกิดขึ้น มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เมื่อเปรียบกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ความสามารถในการจัดการของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีกิจกรรมใดบ้าง ที่จะต้องมีการแก้ไข ระดับการลดลงของพื้นที่คุ้มครอง นโยบายของรัฐบาลระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มีส่วนสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไรบ้าง มียุทธศาสตร์การจัดการอะไรบ้าง ที่ปฏิบัติแล้วมีประสิทธิภาพ การปรับแผนการจัดการสามารถหาคาตอบจากคาถามดังกล่าวได้ เช่น มีขั้นตอนลดภัยคุกคามอย่างไรบ้าง มีความต้องการอะไรบ้างที่ต้องเติมให้เต็ม มีการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เนื้อหา (Context) แผน (planning) ปัจจัยนาเข้า (Inputs) กระบวนการ (Processes) ผลลัพท์ (Outputs) ผลที่ได้ (Outcomes) 1. ภัยคุกคาม 2. ความสาคัญ ของความหลาก หลายทางชีวภาพ 3. ความสาคัญ ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม 4. ความเปราะ - บางไม่มั่นคง 5. นโยบายของ พื้นที่คุ้มครอง 6. นโยบาย สิ่งแวดล้อม 1. วัตถุประสงค์ 2. กฎหมายที่ เกี่ยวข้อง 3. การกาหนด พื้นที่ตามแผน 4. การกาหนด ระบบพื้นที่ คุ้มครอง 1. พนักงาน เจ้าหน้าที่ 2. ข้อมูลและ การสื่อสาร 3. สิ่งก่อสร้าง 4. งบประมาณ 1. แผนการจัดการ 2. การปฏิบัติตาม แผน 3. การวิจัย การ ติดตามและ ประมินผล 1. ป้ องกันภัยคุกคาม 2. การปรับปรุงพื้นที่ คุ้มครอง 3. การจัดการสัตว์ป่า 4. การจัดการอย่างมี ส่วนร่วม 5. การจัดการการ ท่องเที่ยว 6. สิ่งก่อสร้าง 7. ผลลัพธ์ตามแผน 8. การติดตามผล 9. การฝึกอบรม 10. การวิจัย ความกดดันและ ภัยคุกคามลดลง
  • 5.
    - 4 - ต้องการสิ่งก่อสร้างอะไรบ้างที่จะทาให้พื้นที่คุ้มครองสามารถรับรองความปลอดภัยของความหลากหลาย ทางชีวภาพได้ สมมติฐาน วิธีการที่จะดาเนินการประเมินผลพื้นที่คุ้มครองจะขึ้นอยู่กับข้อสมมติฐาน ดังนี้ 1. การรับบทบาทหน้าที่ในการประเมินเปรียบเสมือนการทางานอยู่ในอากาศที่ว่างเปล่า คุณค่าของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของหัวหน้าหน่วยงานพื้นที่และผู้บริหาร อากาศที่ว่างเปล่า ก็เสมือนว่าเป็นช่องว่างในการรับข้อมูลที่บุคคลดังกล่าวจัดหาให้และใช้ผลลัพธ์ที่ได้รับ 2. ต้องยอมรับว่า บทนิยามของพื้นที่คุ้มครอง หมายถึง “พื้นที่ดินหรือพื้นที่ทางทะเล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการป้ องกันและบารุงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและ ทรัพยากรทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางทัศนียภาพ ดาเนินงานโดยใช้กฎหมายจัดตั้งและบริหารจัดการ” 3. วิธีการที่จะดาเนินการนี้เป็นวิธีการเบื้องต้นที่เหมาะสมในการใช้ประเมินผลพื้นที่ คุ้มครองของรัฐมากกว่าพื้นที่คุ้มครองของเอกชน แต่สามารถนาไปปรับปรุงใช้ได้ซึ่งคาถามบางข้อต้องปรับ ให้เหมาะสม 4. วิธีการนี้สามารถนาไปปรับใช้การประเมินผลพื้นที่ป่าไม้หรือทุ่งหญ้าหรือพื้นที่ชุ่มน้า โดยปรับคาถามเสียใหม่ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ปัจจุบันได้มีการปรับวิธีการใช้กับระบบนิเวศทางทะเล 5. วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับพื้นที่คุ้มครองทั้ง 6 ประเภท (จัดแบ่งโดยองค์การ IUCN )โดย มีความเหมาะสมสาหรับประเภทที่ 1-4 ส่วนประเภทที่ 5 Protected Landscape/Seascape ต้องการตัวชี้วัดที่ ชัดเจนเข้าใจได้ง่ายและชุมชนมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก และประเภทที่ 6 Managed Resources ต้องการตัวชี้วัด ด้านการจัดการป่าไม้ที่มีหลักการและหลักเกณฑ์ที่ยั่งยืน 6. ผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานพื้นที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในข้อมูลและคุ้นเคย กับข้อมูลดังกล่าว 7. วิธีการนี้สามารถนาไปใช้กับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ได้โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเอกเทศหรือ พื้นที่จัดตั้งตามวัตถุประสงค์เดียว การเก็บข้อมูลจะมีไม่มาก แต่ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้ได้ดีกับพื้นที่ ใหญ่และกว้างขวาง 8. ประโยชน์ของการใช้ข้อมูลแต่ละพื้นที่สามารถนาไปเปรียบเทียบกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ที่ดาเนินการตามวัตถุประสงค์คล้ายกันหรือต่างกัน ผู้ดาเนินการจะแยกออกเป็นกลุ่มๆ ได้ตามต้องการ ขั้นตอนการดาเนินการประเมินผล ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดขอบเขตของการประเมินผล การพิจารณาขอบเขตของการประเมินผลจะต้องเขียนให้เข้าใจง่าย โดยมีแนวทางดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการประเมินผลพื้นที่คุ้มครองคืออะไร 2. ข้อมูลที่ได้จะใช้อย่างไร โดยใคร
  • 6.
    - 5 - 3.มีใครบ้างที่จะเป็นผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการดาเนินงาน 4.ผลที่ได้จะใช้ทาอะไรต่อไป 5. ทรัพยากรที่จะใช้มีอะไรบ้าง ต้องเตรียมให้พร้อม 6. ใครเป็นผู้มีหน้าที่ดาเนินการประเมินผล 7. ใช้เวลาในการดาเนินงานนานเท่าไร 8. มีขั้นตอนอย่างไร การพิจารณาขอบเขตของการประเมินผลจะรวมถึงวิธีการคัดเลือกพื้นที่ที่จะทาการ ในประเทศที่มีพื้นที่คุ้มครองไม่มาก เช่น ประเทศเม็กซิโก เนปาล แอลจีเรีย ดาเนินการคัดเลือกได้ง่าย ส่วนประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีพื้นที่คุ้มครองมากมาย เช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน บราซิล สหรัฐอเมริกา การดาเนินการในทุกๆ พื้นที่ทาได้ยาก ยุทธศาสตร์ในการดาเนินงานสามารถทาได้ในวงจากัด คือ 1. ดาเนินการเฉพาะพื้นที่ เช่น ภายในจังหวัด อาเภอ รัฐหรือภูมิภาค 2. เป็นพื้นที่คุ้มครองที่ได้มีการจัดการแบ่งตามหลักการแบ่งประเภทขององค์การ IUCN 3. มีการจัดการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ขั้นตอนที่ 2 การประเมินผลจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ในหลายๆ ประเทศได้มีการดาเนินการประเมินผลประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่ คุ้มครองและการอนุรักษ์ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งปริมาณและคุณภาพของการประเมินผล มีข้อมูล ดาเนินการในแต่ละพื้นที่ที่มีอุปกรณ์พร้อมจะได้รับการคัดเลือกให้มีการประเมิน มีการวิเคราะห์ ความแตกต่างของข้อมูล และมีการเพิ่มข้อมูลบางส่วนให้เหมาะสมแนวทางการพิจารณาประกอบด้วย 1. แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียม 2. การทบทวนความหลากหลายทางชีวภาพ 3. การประเมินเพื่อการฝึกอบรมและการเพิ่มประสิทธิภาพความสามารถของพนักงาน เจ้าหน้าที่ 4. การวิเคราะห์ภัยคุกคาม 5. การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 6. การศึกษาทางด้านสังคมและมนุษยวิทยา 7. การรายงานจากภาคสนาม 8. การรายงานจากหน่วยงานภายนอก 9. การทบทวนกฎหมายและนโยบาย ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันสามารถได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือกาหนดโดยบุคคลที่มี ความรู้ความชานาญ กาหนดวิธี การประเมินผล เช่น แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อใช้ในการกาหนดพื้นที่ ที่มีแรงกดดันและภัยคุกคาม การสารวจชุมชนเพื่อให้ทราบถึงสถานภาพของเศรษฐกิจและสังคม
  • 7.
    - 6 - ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีเหตุผลการดาเนินงานที่มีผลความสาเร็จ ตามวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันสามารถนาไปใช้ได้โดยตรงหรือโดยทางอ้อมบางส่วนของข้อมูล จะต้องพิจารณารวมถึงความเชื่อถือจากแหล่งของข้อมูลที่มีและความถูกต้อง ซึ่งหัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหาร หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม จะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด ขั้นตอนที่ 3 การกาหนดแบบสอบถามข้อมูล ขั้นตอนนี้เป็ นส่วนสาคัญในการเก็บข้อมูลโดยการกาหนดแบบสอบถามที่ได้จาก การประชุมเชิงปฏิบัติการที่ประกอบด้วยหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง ผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้เข้าประชุม จะต้องมีการอภิปรายร่วมกันในการใช้คาถาม การสื่อความหมายและการเสนอความเห็น การวิเคราะห์ร่วมกัน การรับฟังข้อเสนอแนะและการดาเนินงานขั้นตอนต่อไป การดาเนินการเพื่อให้ได้คาถามที่ดีโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเก็บข้อมูล เป็นวิธีการที่ใช้ดาเนินการกันทั่วไปและได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความคิดเห็น และแสดงออกเพิ่มเติมมากขึ้น ผู้เข้าประชุมได้พิจารณามาตรฐานของคาถามที่จะใช้เป็นระบบ แต่บางครั้งการ ประชุมเชิงปฏิบัติการอาจจะใช้ไม่ได้ผลและไม่ได้คาถามที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับประเพณีวัฒนธรรม และหลักสูตรที่จะใช้ในการประเมิน การสัมภาษณ์ภาคเอกชนหรือจัดประชุมย่อยจะได้ผลมากกว่า การประชุมใหญ่ รวมถึงพิจารณาถึงหลักการของการประเมินผลทางประเพณีวัฒนธรรม สถานภาพ ของความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าไม้การประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถดาเนินการได้ดังนี้ 1. การปรับปรุงตัวชี้วัดเฉพาะในแต่ละคาถาม 2. การเพิ่มเติมคาถามที่ต้องการ 3. การปรับคาหรือคาพูดหรือการสื่อความหมาย 4. ลดคาถามบางข้อออก ความถูกต้องของข้อมูลจะมีข้อสังเกตขึ้นอยู่กับ 1. ความรับผิดชอบ ถ้าหากหัวหน้าผู้รับผิดชอบเข้าร่วมด้วยเขาจะต้องมีความเป็นกันเองและ ซื่อสัตย์ต่อประชาชนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล ฉะนั้นความสาคัญของวิธีการคือ จะต้องบริหารการเก็บ ข้อมูลโดยผู้ที่มีความรู้ความชานาญและความเข้าใจถึงวิธีการ วัตถุประสงค์และผลที่คาดว่าได้รับ 2. การใช้ข้อมูล หัวหน้าผู้รับผิดชอบพื้นที่มีความจาเป็ นที่จะต้องรู้ถึงข้อมูลและ การนาไปใช้ หากมีข้อด้อยในการจัดการจาเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์เพื่อให้ได้ผลในอนาคต หรือการลดความจาเป็นในกรณีพิเศษ หรือเพิ่มความเข้มแข็งในการทางานควรมีการตอบแทนโดยในการ ให้รางวัล หรือมีการจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพที่เป็นเป้ าหมายเพื่อการท่องเที่ยวหรือการพัฒนาด้านอื่นๆ ความสาคัญของพื้นที่ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเศรษฐกิจ-สังคม ใครเป็นผู้ตัดสินใจในการ ทางานตามแผน 3. การกาหนดข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับควรมีความเป็นอิสระในการใช้ ต้องมีความเชื่อถือได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อมูลจากองค์กรภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการใช้เทคนิคอย่างง่ายๆ เช่น การใช้
  • 8.
    - 7 - ภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่ายดาวเทียมการประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถทาได้ง่ายและมีคุณสมบัติ ที่จะต้องมีผลเกิดขึ้น 4. ความสม่าเสมอของการสื่อความหมาย การประชุมเชิงปฏิบัติการที่ผู้เข้าประชุมต้องมี ความเข้าใจในทางเดียวกัน ถ้าหากจะมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงคาถามและการวิเคราะห์ การตอบ คาถามจะมีการบ่งบอกถึงลักษณะที่ดี มีความสอดคล้อง ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ การสื่อความหมายควร จะเป็นคาถามที่ง่ายในการสร้างความเข้าใจและง่ายต่อผู้เข้าร่วมประชุมสามารถสื่อสารกันได้ง่ายและมีการ ตกลงกันในการใช้คาที่เหมาะสมสาหรับคาถาม 5. การใช้ตัวเลือกในการตอบคาถามต้องมีความชัดเจนและง่ายต่อการตอบ คือ(1) เห็นด้วย อย่างยิ่ง (2) เห็นด้วย (3) ไม่เห็นด้วย และ(4) ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง การใช้ตัวเลือกในการตอบคาถามโดยมี 4 ตัวเลือกดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ตอบเข้าใจง่าย เช่น คาถามถามว่า ควรให้มีแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ถ้าตอบว่า เห็นด้วย ก็แสดงว่าควรมีแผนการจัดการพื้นที่มาใช้ หรือถ้าหากจะตอบว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง พื้นที่ คุ้มครองต้องมีแผนการจัดการที่แน่นอน ถ้าตอบว่า ไม่เห็นด้วย แสดงว่าไม่จาเป็นต้องใช้แผนการจัดการ และ หากตอบว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง จะทาให้เห็นว่าไม่จาเป็นต้องมีการใช้แผนยุทธศาสตร์การจัดพื้นที่อย่างยิ่ง ฉะนั้นข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการใช้ในการประเมินผลเพื่อการดาเนินงานจึงได้แบ่งออก เป็นส่วนๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลเบื้องต้น จะประกอบด้วย 1.1 ชื่อพื้นที่คุ้มครอง 1.2 วันเดือนปีที่ประกาศจัดตั้ง 1.3 ขนาดของพื้นที่ 1.4 ผู้ตอบ 1.5 วันสัมภาษณ์ 1.6 งบประมาณที่ได้รับ 1.7 วัตถุประสงค์เฉพาะของการจัดการ 1.8 กิจกรรมของพื้นที่คุ้มครองที่วิกฤติ 2. แรงกดดันและภัยคุกคาม ข้อมูลที่ต้องการแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ (1) แรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา และ (2) แรงกดดันและภัยคุกคามที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 5 ปี ข้างหน้า แรงกดดันและภัยคุกคามจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองอย่างไร เช่น ทาให้ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ประชากรของชนิดพันธุ์ลดลง ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง จะรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ทั้งถูกต้องตามกฎหมายและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และพื้นที่ได้รับผลกระทบโดย ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมต่างๆ ภัยคุกคามเป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบกับทรัพยากร
  • 9.
    - 8 - ในพื้นที่ทั้งปัจจุบันและอาจจะเกิดเพิ่มขึ้นในอนาคตตัวอย่างแรงกดดันและภัยคุกคามที่พบในพื้นที่คุ้มครอง เช่น 1. การทาไม้ทั้งที่กระทาโดยถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น การจัดสร้างที่พัก สาหรับ ผู้อพยพหนีภัย การสร้างที่พักสาหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ การสร้างถนน พื้นที่การเกษตร การปลูกป่าและ การใช้ประโยชน์อย่างอื่น 3. การทาเหมืองแร่ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองขุดหรืออย่างอื่น เป็นการทาลายทรัพยากร ใต้พื้นดิน ทาให้เกิดมลพิษ 4. การเลี้ยงปศุสัตว์ภายในพื้นที่คุ้มครอง และการเก็บเกี่ยวอาหารสัตว์ในพื้นที่ 5. การสร้างเขื่อนพลังไฟฟ้ าหรือเพื่อการเกษตร บางพื้นที่ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ หรือกีฬาตกปลา เป็นต้น 6. การลักลอบล่าสัตว์ป่า 7. การเก็บหาของป่า เพื่อนาไปใช้ประกอบเป็นอาหาร การเก็บพืชสมุนไพร การตัดไม้ เพื่อการก่อสร้าง การเก็บยางไม้หรืออย่างอื่น เพื่อการบริโภคหรือเพื่อการค้า 8. การท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การปีนเขา การจัดตั้งแคมป์ พัก การขี่ม้า ล่องแพ หรือขับรถวิบากในป่า 9. มลพิษที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 10. การรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไร่ สารพิษฆ่าแมลงหรือวัชพืช 11. การทาให้เกิดการพังทลายของดิน น้าไหลบ่า น้าท่วมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ ภูมิอากาศ 12. ภัยที่เกิดจากการรุกรานของสัตว์ต่างถิ่น ทั้งชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ขอบเขต แรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นมีมากน้อยกว้างขวางขนาดไหน เช่น กีฬาตกปลา มีนักกีฬาตกปลาเพิ่มขึ้นจะทาความเสียหายให้แก่พื้นที่ได้การลักลอบล่าสัตว์ป่าเป็นการทาลายประชากรสัตว์ ป่าบางชนิด มลพิษจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการบุกรุกพื้นที่ดินเพื่อประโยชน์ ในทางการเกษตรหรืออย่างอื่น การเกิดขึ้นของแรงกดดันและภัยคุกคามในพื้นที่มากกว่า 50% จะถูกถามว่าเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างทั่วไป หรือกระจายอยู่ทั่วไปประมาณ 15-50% หรือกระจายอยู่ทั่วไป ประมาณ 5-15% หรือเป็นบางจุดไม่เกิน 5%
  • 10.
    - 9 - ผลกระทบที่เกิดขึ้น ความมากน้อยของแรงกดดันและภัยคุกคามที่เป็นอันตรายต่อพื้นที่หรือมีผลกระทบกับ ทรัพยากรในพื้นที่เช่น การพังทลายของดิน ดินแน่น มีตะกอนในลาธารมาก เสียงรบกวน ทาลายพืชท้องถิ่น ทาลายความหนาแน่นของชนิดพันธุ์หรือกระทบกับการขยายพันธุ์ของชนิดพันธุ์จะอยู่ในระดับของ ความรุนแรงที่ทาให้ทรัพยากรหมดไปได้ การทาลายดิน น้า พันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ป่ าทั้งโดยทางตรงและ ทางอ้อม ผลกระทบจะแสดงออกมาในลักษณะของระดับ คือ ระดับสูง/ปานกลาง/เบาบางหรือไม่มาก การฟื้นฟู การฟื้นฟูให้สู่สภาพเดิมจะใช้ระยะเวลานานเท่าไรที่ทรัพยากรในพื้นที่ฟื้นตัวเองสู่สภาพเดิม ตามธรรมชาติ โดยปราศจากการรบกวนของมนุษย์ การปรับปรุงโครงสร้างของระบบนิเวศ ระดับของ กระบวนการกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยคิดคานวณว่าจะฟื้นฟูได้ภายในระยะเวลา 100 ปี (ระยะยาว) หรือ20-100 ปี (ปานกลาง) และ 5-10 ปี (ระยะสั้น) ความเป็นไปได้ แรงกดดันและภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากจานวนน้อยไปจนถึงระดับสูงสุด มีปัจจัยที่จะต้องพิจารณา คือ ระดับของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจัยภายนอกและแรงกดดันจากกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับหรือความขัดแย้งในการบริหาร การวิเคราะห์แรงกดดันและภัยคุกคาม ให้พิจารณาดูจาก กระบวนการประเมินจะช่วยให้ทราบถึงการคงอยู่ของแรงกดดัน และภัยคุกคามในพื้นที่คุ้มครอง หัวหน้า พื้นที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทาแผนการปฏิบัติงานได้
  • 11.
    - 10 - ตัวอย่างแรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน 2.สร้างถนน กระจาย ปานกลาง ระยะปาน กลาง 8 การสร้างถนนได้กาหนดไว้ใน แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ผลกระทบเกิดจากการก่อสร้าง การขุดดินลูกรัง ใช้สาหรับการ เดินทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยว 3. การท่องเที่ยว เฉพาะ ท้องถิ่น สูง ระยะสั้น 9 นักท่องเที่ยวที่ขับขี่ยานพาหนะ off-road ในพื้นที่คุ้มครองอย่าง เข้มข้น รบกวนที่อาศัยของสัตว์ ป่า ที่สร้างรัง วางไข่ เลี้ยงลูกของ ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า 4. การลักลอบล่า สัตว์ป่า กระจาย ทั่วไป สูง ระยะปาน กลาง 18 ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ถูกล่าจะเป็น ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากมีราคาแพง ใช้ประโยชน์ในการประกอบยา แผนโบราณ 5. การรุกรานของ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กระจาย ทั่วไป สูง ระยะยาว 27 มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ไม่เหมาะสม กับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าบาง ชนิด เช่น ช้างป่าและแรด เป็นต้น 6. การสร้างเขื่อน ตลอดทั้ง พื้นที่ รุนแรง ถาวร 64 เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อพลังไฟฟ้า การชลประทาน และจะเกิด อุทกภัยในพื้นที่ได้ กิจกรรม ขอบเขต ผลกระทบ ความถาวร ระดับ คาอธิบายและเหตุผล 1. การเก็บหาของป่า เฉพาะ ท้องถิ่น ไม่รุนแรง ระยะสั้น 1 การเก็บหาของป่า ส่วนใหญ่เป็น การเก็บเห็ดเพื่อการบริโภคของ ชุมชนท้องถิ่นและหมู่บ้าน ใกล้เคียง รวมถึงการเก็บพืช สมุนไพร
  • 12.
    - 11 - 3.ความสาคัญทางด้านชีววิทยา ข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับชีววิทยา อาจจะประกอบด้วย 3.1 ภายในพื้นที่คุ้มครองจะมีชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก ใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูกคุกคาม ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากจะมีประชากรน้อยลงเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ชนิดพันธุ์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ชนิดพันธุ์ ที่อยู่ในภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์ตลอดทั้งพื้นที่หรือชนิดพันธุ์ที่มีความสาคัญระดับท้องถิ่น 3.2 พื้นที่คุ้มครองมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ความหลากหลายทางชีวภาพ จะหมายถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ ประชากร สังคมและระบบ นิเวศ ในคาถามด้านนี้จะเป็นการจัดระดับความหลากหลาย มีการวัดหาความอุดมสมบูรณ์ของชนิดพันธุ์ (Species Richness) โครงสร้างความหลากหลายของระบบนิเวศและมีเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิประเทศ เช่น ชนิดของดิน ด้านลาด หรือระดับความรุนแรง 3.3 ในพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีชนิดพันธุ์ประจาถิ่น โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ผู้เข้าประชุมเชิงปฏิบัติการจาเป็นต้องทราบข้อมูลรายละเอียดดีพอ 3.4 พื้นที่คุ้มครองจะอานวยประโยชน์ทางด้านถิ่นที่อาศัย อาจจะเป็นพื้นที่ที่มีความสาคัญ โดยเฉพาะ เช่น เป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้า แหล่งผสมพันธุ์ แหล่งอพยพย้ายถิ่นสาหรับชนิดพันธุ์ หากมี การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะมีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่เป็น KeySpecies หรือสถานที่เลี้ยงดูวัยอ่อนของสัตว์ป่า 3.5 พื้นที่คุ้มครองจะประกอบด้วยความหลากหลายของพืชและสัตว์ โดยเฉพาะชนิดที่ มีความสาคัญกันในระบบนิเวศและสังคมของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ 3.6 ความเป็นตัวแทนของระบบนิเวศ ในพื้นที่คุ้มครองบริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงจะให้ ผลผลิตไม่ได้สัดส่วนกัน ขณะเดียวกันพื้นที่ที่สร้างผลผลิตสูงย่อมจะเป็นตัวแทนที่ดี 3.7 พื้นที่คุ้มครองสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรชนิดพันธุ์ที่เป็ น Key Species สามารถรองรับชนิดพันธุ์ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่สาคัญที่เป็นตัวชี้วัด เช่น - พื้นที่ที่อาศัยจากัดที่ต้องการการกระจายของชนิดพันธุ์ เช่น สัตว์ที่มี Home range ขนาดใหญ่ ประชากรสัตว์ป่าจะถูกรบกวน สถานภาพจะหาได้ยาก หรือใกล้จะสูญพันธุ์ และถูกคุกคาม - การคงอยู่ของชนิดพันธุ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางนิเวศวิทยาเช่นไฟป่าน้าท่วมเป็นต้น - Flagship Species ที่ได้รับการสนับสนุนในการอนุรักษ์โดยสาธารณชน 3.8 โครงสร้างของความหลากหลายในพื้นที่คุ้มครองจะประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ความหลากหลายของป่าไม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนต่างๆ และ มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ที่แตกต่างกัน ตามเวลาของการเปลี่ยนแปลง เช่น ทุ่งหญ้าที่เปลี่ยนแปลงเป็น ป่าดงดิบ 3.9 ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองจะถูกทาลาย ถูกรบกวนทาให้ระบบนิเวศนั้นๆ ลดลง เนื่องมาจากการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้พื้นที่ป่าไม้ ป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้า ที่ถูกนามาพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตร ทุ่งหญ้าเป็นที่เลี้ยงปศุสัตว์หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ
  • 13.
    - 12 - 3.10พื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนที่ช่วยให้กระบวนการทดแทนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ตาม กระบวนการทดแทนของสังคมพืชและสัตว์ หากมีการรบกวนเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งจะทาให้มีการ เปลี่ยนแปลงส่วนอื่นด้วย เช่น การหมุนเวียนของแร่ธาตุ การย่อยสลาย การขยายพันธุ์ของสัตว์ผู้ล่า การอพยพย้ายถิ่น การถูกรบกวนจากภัยอันตรายต่างๆ จากกิจกรรมของมนุษย์ หรือภัยธรรมชาติจะรุนแรง ต่างกัน 4. ความสาคัญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม อาจจะประกอบด้วย 4.1 พื้นที่คุ้มครองมีความสาคัญด้านการสร้างงานสาหรับคนในชุมชนท้องถิ่น เช่น การจ้างแรงงานเพื่อทางานในพื้นที่และรับจ้างการใช้บริการด้านการนาเที่ยวหรือธุรกิจการท่องเที่ยว 4.2 การดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นขึ้นอยู่กับพื้นที่คุ้มครอง ชุมชนในท้องถิ่นได้อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อาหารพืชสมุนไพร แหล่งต้นน้าลาธาร วัสดุอุปกรณ์ในการอยู่อาศัย ตามวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือทางด้านการตลาด 4.3 พื้นที่คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การใช้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือเพื่อการบริโภค โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และการพัฒนาให้มี ผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด เช่น การเก็บหาของป่า การเก็บพืชสมุนไพร เป็นต้น 4.4 พื้นที่คุ้มครองมีความสาคัญทางด้านศาสนาและด้านจิตใจที่สงบ เช่นการใช้พื้นที่ป่าไม้ เพื่อกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่มีการทาลาย 4.5 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวมของความงามตามธรรมชาติ เช่น ทัศนียภาพที่สาคัญ น้าตก น้าพุร้อน หรือถ้า ซึ่งเป็นสถานที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ 4.6 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์พืชที่มีความสาคัญทางด้านวัฒนธรรมและ เศรษฐกิจ 4.7 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวบรวมชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่มีความสาคัญทางด้านวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ 4.8 พื้นที่คุ้มครองบางแห่งมีคุณค่าด้านการพักผ่อนหย่อนใจ มีความเหมาะสมเป็นแหล่ง การท่องเที่ยว การเดินป่า การตั้งค่ายพัก ล่องแพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ คุณค่า ทางด้านการพักผ่อนหย่อนใจขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์และมีความสาคัญต่อชุมชนท้องถิ่น 4.9 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์ทางด้านการบริการของระบบนิเวศและมี คุณค่าต่อชุมชน เช่น เป็นแหล่งอานวยน้าให้แก่ชุมชน ป้ องกันอุทกภัยและป้ องกันการเกิดขึ้นของงทะเลทราย 4.10 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในระยะยาว เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมือน ธรรมชาติทั่วๆ ไป โดยเฉพาะกระบวนการทางนิเวศวิทยา ชีววิทยาของชนิดพันธุ์ มีวิธีการจัดการที่แตกต่าง กันไปและเหมาะสมเป็นพื้นที่ศึกษาของนักเรียน นักศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
  • 14.
    - 13 - 5.ความไม่มั่นคงของพื้นที่คุ้มครอง ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับความไม่มั่นคงของพื้นที่ อาจจะประกอบด้วย 5.1 กิจกรรมที่ผิดกฎหมายยากต่อการติดตามผล ความยุ่งยากของการติดตามผล จะปรากฏในพื้นที่ขนาดใหญ่และยากต่อการเข้าถึง หรือกิจกรรมการเก็บหาของป่าในบริเวณที่เป็นป่าภูเขาสูง หรือห่างไกลจากการดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ 5.2 กฎหมายที่ใช้บังคับไม่เข้มงวดและรุนแรงพอที่จะทาให้ผู้กระทาผิดเข็ดหลาบ บทกาหนดโทษน้อยเกินไปจนไม่สามารถจะควบคุมพื้นที่ได้ 5.3 การติดสินบนและการทุจริตที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะการติดสินบน ด้วยเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ การทุจริตเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรมหรือยุติธรรมในการทางานตามระเบียบต่างๆ 5.4 ความไม่มั่นคงทางการเมืองหรือความวุ่นวายทางการเมืองเป็นสาเหตุให้เกิด ความขัดแย้งทางการบริหาร การจัดการพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง ในพื้นที่ แนวคิดที่แตกต่างกันในเรื่องผลประโยชน์ เป็นต้น 5.5 ประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและแนวคิด ทาให้เกิดความขัดแย้งในวัตถุประสงค์ของ พื้นที่ เช่น การเก็บพืชสมุนไพร การนาชิ้นส่วนของสัตว์ป่าที่หาได้ยากเป็นยาแผนโบราณ การมีความเชื่อจะมี ความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้น อัตราการขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าที่หาได้ยากลดลง แต่มีความสาคัญทาง ชีววิทยาสูงมาก 5.6 มีคุณค่าทางด้านการตลาด ตัวอย่างคุณค่าทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงเพราะหาได้ยาก มีแหล่งแร่ที่สาคัญ มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือมีการเลี้ยงปศุสัตว์มากเกินไป 5.7 การกระทาที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมายภายในพื้นที่คุ้มครอง เช่น มีการสร้างถนน เข้าไปในพื้นที่ การปิดกั้นทางน้า หรือพื้นที่คุ้มครองตามแนวชายแดน 5.8 ทรัพยากรธรรมชาติมีหลายชนิดในพื้นที่มีคุณค่ามากเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ดีหมี นอแรด เกล็ดลิ่น และพืชสมุนไพร 5.9 การจัดการเพื่อผลประโยชน์หรือการหารายได้จากทรัพยากรในพื้นที่จะมีผลถึง การทาลายทรัพยากรธรรมชาติได้ โดยเฉพาะนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มขึ้น ของนักท่องเที่ยวต้องเพิ่มสิ่งอานวยความสะดวก การก่อสร้างบ้านพัก การตัดไม้ การเปิดพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่ม พื้นที่การจัดตั้งแคมป์ เป็นต้น 5.10 การจ้างแรงงานจากชุมชนท้องถิ่น เป็นการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราวเข้ามาทางาน ส่วน ใหญ่จะเป็นแรงงานที่ไม่ค่อยมีความชานาญมีความรู้ความสามารถน้อย หรือไม่มีประสบการณ์เพียงพอใน การจัดการพื้นที่คุ้มครอง
  • 15.
    - 14 - 6.วัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์การจัดการ ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ อาจจะ ประกอบด้วย 6.1 วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อเป็นการป้ องกันและบารุงรักษาความ หลากหลายทางชีวภาพ ดังที่องค์การ IUCN ได้ให้ความหมายไว้แล้วว่า พื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) จะเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่อานวยประโยชน์ในด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร ที่คล้ายคลึงกัน ไม่มีการทาลายหรือขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ 6.2 ความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้กาหนดการจัดการต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ที่มี ความเข้าใจง่าย แผนยุทธศาสตร์การจัดการควรมีรายละเอียด เจาะจงและปฏิบัติได้ในการป้ องกัน บารุงรักษา โดยเฉพาะ Key Species 6.3 นโยบายการจัดการและแผนควรจะกาหนดให้แน่ชัดและมีความเชื่อมโยงกัน เช่น แผนงานประจาปีควรเชื่อมโยงกับนโยบาย 6.4 หัวหน้าหน่วยงานพื้นที่ ผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และนโยบายของการจัดการพื้นที่คุ้มครองตามหลักการเหตุผลและรับผิดชอบในการดาเนินงาน 6.5 ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ของการดาเนินงานจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ลดการกระทาผิด ร่วมกันพิจารณาตัดสินใจและร่วมกัน จัดการพื้นที่คุ้มครองโดยการเป็นอาสาสมัครจัดการพื้นที่คุ้มครอง 7. พื้นที่คุ้มครองได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่กาหนด ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการที่พื้นที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย อาจจะประกอบด้วย 7.1 พื้นที่คุ้มครองได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในระยะยาว เป็ นการประกาศ ตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการคุ้มครองพื้นที่ฉบับต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ ทรัพยากรทุกชนิดในพื้นที่ ก็ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วย เช่น แหล่งแร่ แหล่งน้า พันธุ์ไม้และทรัพยากรธรรมชาติชนิดอื่นๆ 7.2 ความเกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นใช้สิทธิดาเนินงานในพื้นที่ เช่น สิทธิในการเก็บหาของป่า ตกปลา อ้างถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ การแก้ไขจึงเป็นการสร้างความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น ป่าไม้อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และหน่วยงานอื่นๆ 7.3 การจัดทาแนวเขตพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ การจัดทาแนวเขต โดยอาศัยพื้นที่เป็นสาคัญ เช่น การใช้แม่น้า ลาธารเป็นแนวเขตหรือลักษณะที่สาคัญอย่างอื่น เช่น สันปันน้า แนวเขตระหว่างชุมชนกับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้ชุมชน พนักงานเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป สามารถที่จะมองเห็นแนวเขตได้ชัดเจน มีแผนที่แสดงหมุดหลักฐานที่กาหนดและสามารถใช้ในการพิจารณา ทางศาลได้
  • 16.
    - 15 - 7.4การจัดการพื้นที่คุ้มครองมีเงินงบประมาณในการดูแลรักษาพื้นที่ตามกฎหมาย กิจกรรมตามที่กฎหมายใช้บังคับในการจัดการทุกส่วนต้องปฏิบัติตามกฎหมายนับตั้งแต่พนักงานเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยว ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป 7.5 ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับพื้นที่คุ้มครองต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ความขัดแย้งนี้จะต้องได้รับการแก้ไขตามวิธีการ ขั้นตอนของการปฏิบัติให้เป็นที่น่าพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย การชดเชยจากการเรียกร้องในสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่ไปกัดกินต้นไม้ในพื้นที่จะมี การฟ้องร้องกันได้ 8. การออกแบบการจัดการพื้นที่และการวางแผน ความต้องการข้อมูลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับแบบการจัดการและการวางแผนพื้นที่ อาจจะ ประกอบด้วย 8.1 พื้นที่ที่จะกาหนด จะต้องอยู่ในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองและขึ้นอยู่ กับข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ประชากรชนิดพันธุ์ การกระจายของชนิดพันธุ์และถิ่นที่อาศัย การกาหนดเพื่อ การอนุรักษ์อย่างเข้มข้น ห้ามกระทาการใดๆ เป็นอันขาด 8.2 การกาหนดพื้นที่และกิจกรรมไม่กระทบกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การตัดไม้ไม่ให้มีผลกระทบกับความหลากหลายทางชีวภาพ หลีกเลี่ยงการกาหนดพื้นที่ก่อสร้างที่ทาให้ เกิดการพังทลายของดิน ทาลายระบบนิเวศหรือทาลายทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ 8.3 การกาหนดเขตการจัดการว่าจะอยู่ส่วนใดของพื้นที่ เช่น Core zone, Buffer zone และ Resource use zone หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม นโยบายการกาหนดเขตการจัดการจะเป็นการอนุรักษ์ ชนิดพันธุ์ที่มีคุณค่า หาได้ยาก การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มข้น โดยพิจารณาจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น แต่ถ้า หากพื้นที่คุ้มครองได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่จาเป็นต้องแบ่งเขตการจัดการก็ได้ 8.4 การใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง จะต้องไม่มีการใช้ประโยชน์ที่มี ผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น ความหนาแน่นของประชากร การจัดการป่าไม้ พื้นที่ การเกษตร พื้นที่เอกชน แหล่งพักผ่อนหย่อนใจรวมถึงเขตชุมชน 8.5 กาหนดให้มีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ หรือ ระหว่างหน่วยงานอนุรักษ์อื่นๆ การ ปล่อยสัตว์ป่ าคืนสู่ธรรมชาติจาพวกเสือโคร่ง ช้างป่ า กระทิง วัวแดง เพื่อให้ชนิดพันธุ์มีความมั่นคง ทางความหลากหลายทางชีวภาพ 9. พนักงานเจ้าหน้าที่ ความต้องการข้อมูลที่กล่าวถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ อาจจะประกอบด้วย 9.1 ระดับการศึกษาของพนักงานเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพในการจัดการพื้นที่หรือไม่ เพียงใด ประเภทของสาขาวิชาของบุคลากรที่เข้ามาทางานในกิจกรรมต่างๆ ของการจัดการ มีปัจจัยหรือ อุปสรรคในการจัดหาบุคลากรมาปฏิบัติงานในหน้าที่ดังกล่าวอย่างไร 9.2 จานวนของพนักงานเจ้าหน้าที่มีเพียงพอที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกๆ ด้านหรือไม่ เช่น ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความชานาญด้านการจัดการทรัพยากร ด้านการวางแผน ด้านการสารวจและ
  • 17.
    - 16 - ติดตามผลชนิดพันธุ์และประชากรสัตว์ป่าหรือด้านการประชาสัมพันธ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีการฝึกอบรม เพิ่มเติมหรือไม่ 9.3 มีการเปิ ดโอกาสให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาบุคลากร ในด้านต่างๆ เช่น การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การจัดการทรัพยากร การประชุมเชิงปฏิบัติการทั้งระยะสั้นและ ระยะยาว การฝึกอบรมด้านอาชีพ การศึกษาดูงาน การสับเปลี่ยนงานในหน้าที่ การสัมมนาและ การพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ควรมียุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาบุคลากร 9.4 การติดตามตรวจสอบการทางานของพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าการดาเนินงานสู่เป้ าหมาย ของการจัดการหรือไม่ มีการทบทวนกระบวนการทางาน การติดตามผลงานตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ ของแผนงานยุทธศาสตร์ 9.5 ส่งเสริมเพื่อการคงไว้พนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีความรู้ความชานาญไว้ทางาน เฉพาะด้าน โดยการให้กาลังใจในการทางานด้านค่าจ้าง สุขภาพและการพักผ่อนประจาปี 10. การสื่อสาร ความต้องการข้อมูลที่กล่าวถึงด้านการสื่อสาร อาจจะประกอบด้วย 10.1 มีการสื่อสารระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติการภาคสนาม ด้วยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น โทรศัพท์ วิทยุรับ-ส่ง โทรสาร เครื่องประมวลผล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ า อินเตอร์เน็ท อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องมีใช้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อการสื่อสาร ระหว่างพนักงานลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ พนักงานประจาสานักงาน รวมถึงหัวหน้า หน่วยงานพื้นที่และผู้บริหารระดับสูง 10.2 มีข้อมูลด้านนิเวศ เศรษฐกิจและสังคมเพียงพอสาหรับใช้ในการวางแผน การจัดการ รวมถึงแผนที่และอุปกรณ์ เช่น แผนที่ดาวเทียม แผนที่ระวาง ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลด้าน ภูมิศาสตร์ (แผนที่ดิน พันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์) ข้อมูลด้านชนิดพันธุ์ (การกระจายของชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์และกลุ่มของชนิดพันธุ์) ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคม การสารวจ การใช้ ประโยชน์และการพัฒนาชุมชน 10.3 ระบบการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและมีอุปกรณ์การเก็บข้อมูลที่พร้อมที่จะ ปฏิบัติงานได้ เช่น GPS กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์การสารวจและอุปกรณ์การบันทึกข้อมูล 10.4 มีระบบการดาเนินงานและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงเครื่องประมวลผลทั้งที่เป็น Hardware และ Software(Software Program on GIS) วิเคราะห์ การติดตามและการวิเคราะห์ การสารวจ ประชากรและการเปลี่ยนแปลง การจัดการข้อมูลพื้นฐาน 10.5 มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับชุมชนท้องถิ่น การสื่อสารกับชุมชนท้องถิ่นต้อง โปร่งใส และเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม
  • 18.
    - 17 - 11.สิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน 11.1 มีอุปกรณ์ด้านการคมนาคมพร้อมที่จะใช้ในการปฏิบัติงานได้ เช่น รถยนต์ ยานพาหนะ ถนน เฮลิคอปเตอร์ เรือเร็ว รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และม้า ขึ้นอยู่กับพื้นที่และ ความ ต้องการใช้ประโยชน์ การจัดหาอุปกรณ์ การนาไปใช้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการที่มีประสิทธิภาพ 11.2 อุปกรณ์ภาคสนามจะต้องมีพร้อมที่จะใช้ในการปฏิบัติงานได้ทันที เช่น อุปกรณ์ การปีนภูเขา เต็นท์สนาม อุปกรณ์การเก็บข้อมูล เป็นต้น 11.3 สิ่งก่อสร้างจะต้องกาหนดไว้ในแผนบริหารจัดการพื้นที่ประกอบด้วยสานักงาน ห้องประชุม อาคารวิจัย บ้านพักพนักงานเจ้าหน้าที่ ห้องสุขา โรงจอดรถ อาคารบริการ โรงอาหารและ สิ่งก่อสร้างหน่วยพิทักษ์ป่า 11.4 มีความพร้อมในการซ่อมแซมบารุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ 11.5 อาคารศูนย์บริการมีขนาดที่เหมาะสมในการรองรับนักท่องเที่ยว และห้องประชุม ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปตามวัตถุประสงค์ มีการบริการข้อมูล เอกสารการประชาสัมพันธ์ ข้อแนะนา ต่างๆ น้าดื่ม ถังขยะ ลานกางเต็นท์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 12 งบประมาณ 12.1 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีงบประมาณและแหล่งเงินทุนสนับสนุนการดาเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรบ้าง 12.2 งบประมาณที่กาหนดไว้ตามแผน 5 ปี ข้างหน้า มีแนวโน้มที่จะได้งบประมาณ มาดาเนินการได้มากน้อยเพียงใด มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่หรือสถานที่ กาไรจากการลงทุน ค่าใช้จ่ายและกิจกรรมเร่งด่วนที่จะต้องใช้งบประมาณ 12.3 การบริหารงบประมาณในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งการรายงานการใช้จ่าย การเก็บรักษาหลักฐานการเงิน วิธีการขอเงินงบประมาณและการได้มาซึ่งเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพมาก น้อยเพียงใด 12.4 ระยะเวลาในการขออนุมัติใช้เงินงบประมาณในแต่ละกิจกรรมแต่ละงวดหรือแต่ ละปีตรงตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมายหรือไม่ การใช้จ่ายเงินตามกิจกรรมที่กาหนดเพื่อลดภัยคุกคาม ที่เกิดขึ้น 12.5 ในการกาหนดงบประมาณดาเนินการในระยะยาวตามแผน จะมีการพิจารณาแหล่ง เงินทุนและผู้มีส่วนร่วม กิจกรรมการใช้เงินงบประมาณหรือแหล่งเงินทุนจากภายนอก จะต้องเป็นไปตาม ระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ 13. แผนการจัดการพื้นที่ 13.1 มีการกาหนดแผนการจัดการไว้โดยมีข้อมูลพื้นที่ที่จะมีการจัดการ มีเป้ าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การทางานเป็นระบบ มีขั้นตอนและแผนการจัดการสามารถปรับได้ตามกาลเวลา
  • 19.
    - 18 - 13.2มีการสารวจทรัพยากรทางธรรมชาติและวัฒนธรรม การสารวจทรัพยากร ธรรมชาติจะเป็นชนิดพันธุ์สัตว์ป่า พืชป่า ชนิดพันธุ์หลัก (Key Species) วิกฤติการณ์ของพื้นที่ กระบวนการที่ จะต้องบารุงดูแลรักษาทรัพยากรทางวัฒนธรรมก็มีการศึกษาและการสารวจโดยความร่วมมือกับชุมชน ท้องถิ่นซึ่งมีแผนการที่จะทางานร่วมกัน 13.3 มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนยุทธศาสตร์เพื่อค้นหาภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ คุ้มครองทั้งในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมกับพิจารณาแนวทางป้ องกันและ การจัดการ 13.4 มีการกาหนดแผนงาน (Work plan) ที่ชัดเจนตามเป้ าหมาย ไม่ว่าจะเป็นแผนงาน รายเดือน รายไตรมาส รายปี ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ 13.5 ผลการวิจัยและการติดตามผลเพื่อนามาซึ่งการปรับแผน โดยให้มีผลการวิจัยศึกษา และติดตามข้อมูล งบประมาณและการวางแผนการจัดการที่สัมพันธ์กัน 14. กระบวนการจัดการ 14.1 มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน มีโครงสร้างการบริหารงาน ลาดับขั้นตอนและ กระบวนการในการทางานเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าใจในกระบวนการทางาน 14.2 กระบวนการทางานต้องโปร่งใส มีการบันทึกข้อตกลง การทางานร่วมกัน มีการ ประชุมและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน 14.3 พนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชนและ หน่วยงานอื่นๆ ในระดับที่ต่างกัน เช่น ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับนานาชาติ อาจจะเป็นหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ วิจัย โรงเรียน สถานศึกษา องค์การพัฒนาเอกชน หน่วยงานธุรกิจท้องถิ่น ชมรม อนุรักษ์ บริษัททัวร์และอาสาสมัคร 14.4 การมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง มีอานาจหน้าที่ให้คาแนะนา วางแผนแก้ไขปัญหา การพัฒนาองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ในพื้นที่คุ้มครอง 14.5 การสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาคปฏิบัติกับผู้บริหารระดับสูง กิจกรรมต่างๆ มีการกาหนดตามขั้นตอนในช่วงเวลาที่กาหนด โดยกาหนดไว้ในกระบวนการของแผน 15. การวิจัย การติดตามและประเมินผล 15.1 การติดตามตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ตามกฎหมาย เช่น ความรุนแรงของภัยคุกคาม การเกิดขึ้นของประชากรชนิดพันธุ์ บทบาทของระบบนิเวศ การลักลอบล่าสัตว์ป่าและอื่นๆ 15.2 การวิจัยที่เป็ นงานพื้นฐานของการจัดการ การกาหนดงานวิจัยให้เป็ นไป ตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ เพื่อนาผลการวิจัยไปใช้ในการจัดการ เช่น การเก็บหาของป่า การพัฒนา ชุมชนกับการใช้ประโยชน์ของชุมชน การตลาด โดยเฉพาะการใช้พืชสมุนไพร
  • 20.
    - 19 - 15.3การวางแผนการวิจัยให้เป็นไปตามเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ภัยคุกคามและแนวทางการแก้ไขปัญหา 15.4 จัดให้มีการประชุมเพื่อเสนอผลงานวิจัยให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ทุกระดับได้มีความรู้และความเข้าใจร่วมกัน การนาผลการวิจัยไปตีพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารต่างๆ การสร้าง เครือข่ายงานวิจัย และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ 15.5 งานวิจัยและการติดตามผลการจัดการให้นามาวิเคราะห์และจัดลาดับความสาคัญ ของการนาไปใช้ในการจัดการพื้นที่ เช่น การลดภัยคุกคาม การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์หรือกิจกรรมการจัดการ อื่นๆ 16. ผลลัพธ์การประเมินผลทั้งหมดมีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด กิจกรรมด้านต่างๆ ตามแผนของการจัดการ ผลผลิตต่างๆ ด้านการป้ องกันภัยคุกคาม การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การจัดการสัตว์ป่า ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า การให้การศึกษา และการประชาสัมพันธ์ การจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนาสิ่งก่อสร้าง การวางแผนยุทธศาสตร์ การติดตาม และประเมินผล การพัฒนาบุคลากรและการติดตามผล ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ผล ในขั้นตอนที่ 4 เป็นการวิเคราะห์ผลจากข้อมูลที่เก็บได้จากขั้นตอนที่ 3 ให้นาผลที่ได้ มาเปรียบเทียบกันเพื่อจะได้นาไปพิจารณาในการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการต่อไป การเปรียบเทียบจะมี หลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นข้อมูลต่างๆ ภายในพื้นที่เองหรือเปรียบเทียบกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ เช่น 1. การเปรียบเทียบแรงกดดันและภัยคุกคาม เราสามารถดาเนินการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลด้านแรงกดดันและภัยคุกคามในแต่ ละประเภท เช่น ข้อมูลการลักลอบล่าสัตว์ป่า การเลี้ยงปศุสัตว์การเก็บหาของป่า การท่องเที่ยว การทาเหมือง แร่ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือสิ่งก่อสร้าง โดยแยกแต่ละประเภทและเปรียบเทียบกัน พิจารณาจากกราฟที่เกิดขึ้น จากการวิเคราะห์ ดังตัวอย่าง 0 20 40 60 การลักลอบล่าสัตว์ป่า การเลี้ยงปศุสัตว์ การเก็บหาของป่า การท่องเที่ยว เหมืองแร่ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น สิ่งก่อสร้าง % % ภัยคุกคาม % แรงกดดัน
  • 21.
    - 20 - การวิเคราะห์แรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ของประเทศนั้น ที่ได้ประเมินผลดังกล่าวมีกี่แห่งสามารถนามาเปรียบเทียบกันได้ โดยใช้ระดับของความรุนแรงและภัย คุกคาม ดังตัวอย่าง 0 20 40 60 80 พท.1 พท.2 พท.3 พท.4 พท.5 พท.6 พท.7 % % ภัยคุกคาม % แรงกดดัน นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบแรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขี้นในพื้นที่ทุกประเภทที่มี ข้อมูลทั้งหมด จะเห็นเป็นกราฟที่แตกต่างกันดังตัวอย่าง 2. ความสาคัญทางชีววิทยา เศรษฐกิจ-สังคมและความหาได้ยาก เป็ นการวิเคราะห์หาระดับของความสาคัญทางชีววิทยา เศรษฐกิจ-สังคมและ ความหาได้ยาก หรือเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบโดยใช้ตัวชี้วัดเฉพาะ (Specific Indicators) การแสดงผล การวิเคราะห์ก็มีการใช้กราฟที่มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับข้อ 1 3. ประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่ เป็นการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่ การวางแผน สิ่งที่ใช้ในการจัดการ กระบวนการ ผลลัพธ์ ผลที่ได้รับ รวมทั้งการดาเนินงานตามวัตถุประสงค์ กฎหมาย การจัดการพื้นที่เฉพาะ พนักงานเจ้าหน้าที่ การสื่อสาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ การปฏิบัติงานตามแผน การวิจัยและการติดตามผล 4. การวิเคราะห์ในหลายๆ รูปแบบ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบเฉพาะเรื่องและเปรียบเทียบกับ พื้นที่อื่นหรือเรื่องอื่นเพื่อนามาใช้ในการพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์
  • 22.
    - 21 - แนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล 1.การให้คะแนนแรงกดดันและภัยคุกคามโดยเฉพาะในข้อ 2 ของตอนที่ 3 เรื่องแรงกดดัน และภัยคุกคามมีรูปแบบดังนี้ การกระจาย ผลกระทบ ความถาวร 4 = เต็มพื้นที่ 4 = รุนแรงที่สุด 4 = ถาวรตลอดไป 3 = กระจายทั่วไป 3 = สูง 3= ในระยะยาว 2 = กระจายบางส่วน 2 = ปานกลาง 2 = ปานกลาง 1 = เฉพาะพื้นที่ 1 = เบาบาง 1 = ระยะสั้น 2. การให้คะแนนในข้อ 3-16 ของตอนที่ 3 จะใช้คาตอบอยู่ 4 คาตอบ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง = 5 เห็นด้วย = 3 ไม่เห็นด้วย = 1 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง = 0 3. การวิเคราะห์แบบใช้ข้อมูลหลายๆ อย่างมาเปรียบเทียบโดยใช้หลักการทางสถิติ และ Software Programme เพื่อให้เห็นข้อมูลที่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงได้ ขั้นตอนที่ 5การพิจารณาการดาเนินงานขั้นต่อไปและข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น : ควรเน้นความจาเป็นที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อทาให้มีการ จัดการที่ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากนโยบาย วิธีการจัดการ การปฏิบัติตามแผน หรือการใช้จ่ายงบประมาณ ยุทธศาสตร์การเสนอแนะจะคานึงถึงการจัดการพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นและมีการ ปรับแผนอย่างไร ข้อมูลดังต่อไปนี้เป็นแนวทางหรือในการให้ข้อเสนอแนะ 1. ทบทวนการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เป็นเป้ าหมายแรก หากว่ามีภัยคุกคามที่เกิดขึ้น อย่างรุนแรง และงานอนุรักษ์ชนิดพันธุ์เป้ าหมายในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง 2. วิเคราะห์ระบบที่สามารถชี้แจงได้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งตลอดทั้งพื้นที่ และการปรับปรุง เป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ 3. การวิเคราะห์หาจุดวิกฤติและความแตกต่างของข้อมูล และมีการพัฒนางานวิจัยเพื่อเติม ให้เต็มความแตกต่างดังกล่าว 4. การวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายของรัฐในการป้ องกัน ดูแลปรับปรุงการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง 5. การวิเคราะห์และพิจารณารายละเอียดที่ไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐซึ่งจะหมายถึงส่วน ที่เป็นภาพลบของหน่วยงาน
  • 23.
    - 22 - 6.รายละเอียดของการพัฒนาตามลาดับความสาคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ ขึ้นอยู่กับความหาได้ยาก ความสาคัญลาดับแรกของการอนุรักษ์และความสามารถในการจัดการ 7. การวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาความต้องการด้านการพัฒนา บุคลากร 8. การวิเคราะห์ความต้องการติดตามผลและประเมินผลในส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงลึก 9. จุดแข็งของการป้ องกันภัยคุกคาม โดยการปรับแผนรายละเอียดลาดับความสาคัญ ของขั้นตอนและพิจารณาความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นประกอบด้วย 10. สารวจถึงแรงกดดันและภัยคุกคามในภาพรวมเพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 11. การวิเคราะห์ถึงความรู้ความสามารถและความชานาญของหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง แนวทางการเพิ่มพูนความรู้ในการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรทั้งหมดของพื้นที่ 12. การวิเคราะห์ระดับของแรงกดดันและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากประสิทธิภาพของ การทางานและยุทธศาสตร์การจัดการที่สาคัญ การปรับแผน ลาดับความสาคัญของกิจกรรม ข้อเสนอแนะ หน่วยงานรับผิดชอบที่ต้องนาไปปฏิบัติตลอดจนการสนับสนุนด้านการเงิน เทคนิควิธีการ การบริหารและ การกาหนดนโยบาย การวิเคราะห์ระบบในภาพรวมของพื้นที่คุ้มครองหลังจากที่เราได้ข้อมูลจากขั้นตอนที่ 4 แล้ว จะทาให้เราทราบว่า 1. ระบบพื้นที่คุ้มครองดังกล่าวเป็นตัวแทนด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระดับใด (ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ) ระดับของระบบนิเวศที่เป็นตัวแทนของพื้นที่ ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การลดลงของระบบนิเวศที่สาคัญ ควรจะได้มีข้อมูล ที่ชัดเจน 2. ระบบของพื้นที่คุ้มครองสามารถที่จะป้ องกันการสูญพันธุ์หรือการหายไปของชนิดพันธุ์ การที่พื้นที่คุ้มครองได้รับการดูแลป้ องกันเป็นอย่างดีทั้งชนิดพันธุ์รวมถึงประชากรทั้งพืชและสัตว์ได้อาศัยอยู่ อย่างปลอดภัย มีอาหารเพียงพอ มีการจัดลาดับความสาคัญของชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก ถูกคุกคามหรือใกล้จะ สูญพันธุ์ 3. ระบบของพื้นที่คุ้มครองเป็ นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพ มีการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ การทางานของหน้าที่และบทบาทในระบบนิเวศ รวมทั้งสภาพภูมิศาสตร์ การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ 4. พื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์ทาให้ชนิดพันธุ์ที่เป็นชนิดพันธุ์หลัก (Key Species) ได้รับ การดูแลอย่างเป็นระบบ ชนิดพันธุ์เหล่านี้อาจจะเป็นชนิดพันธุ์หลักในพื้นที่ภูมิภาคหรือในระบบที่มีขอบเขต จากัด นอกจากนี้ยังมีชนิดพันธุ์ที่เป็น Flagship Species, Keystone Species ที่มีความสาคัญมีความเสี่ยง ต่อการเกิดอันตรายหรืออาศัยอยู่อย่างปลอดภัย 5. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะคงไว้ซึ่งกระบวนการธรรมชาติในระดับภูมิทัศน์ ตัวอย่างเช่น การเกิดไฟป่าทาให้รักษาสภาพระบบนิเวศไว้ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะทุ่งหญ้า
  • 24.
    - 23 - 6.ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะช่วยป้ องกันพื้นที่ใกล้เคียงที่มีระบบนิเวศและแนวเชื่อม ของระบบนิเวศที่สาคัญ เช่น ป่าชายเลน พื้นที่ริมน้าและริมทะเลที่สัมพันธ์กัน ทุ่งหญ้ากับพื้นที่ป่าบริเวณภูเขา สูงจะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูงและเป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ได้เป็นอย่างดี 7. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะมีการเกิดของกระบวนการการทดแทนของความหลากหลาย ความหลากหลายของกระบวนการทดแทนเป็นวิธีการทางานร่วมกันระหว่างชนิดพันธุ์ภายในระบบนิเวศ การเกิดภัยธรรมชาติ กระบวนการทดแทนในระยะเริ่มแรก จนสู่กระบวนการยุคไคลแมกซ์จะมี การเปลี่ยนแปลงทั้งชนิดพันธุ์พืชและสัตว์เกิดขึ้นด้วย 8. พื้นที่คุ้มครองที่มีความหลากหลายจะช่วยในการป้ องกันความหลากหลายอย่างเป็นระบบ เช่น Biodiversityhotspots ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี 9. พื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ท้องถิ่นที่ได้รับการป้ องกันอย่างมีระบบ ชนิดพันธุ์ที่ อาศัยอยู่ในพื้นที่เฉพาะ มีขอบเขตจากัดทางภูมิศาสตร์ก็ได้รับการดูแลและป้ องกันเพื่อเป็นการอนุรักษ์ พันธุกรรม ชนิดพันธุ์ที่สาคัญ วิธีการก็โดยการพิจารณาถึงระดับการคงอยู่ โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับชนิด พันธุ์อื่นๆ 10. พื้นที่คุ้มครองที่ได้กาหนดขึ้นหากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ ทาให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและได้รับการป้ องกันร่วมกัน การกาหนดนโยบายของพื้นที่คุ้มครอง ภายหลังจากที่ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวแล้ว สามารถนาผลมากาหนดนโยบาย ตามขั้นตอนที่จะดาเนินงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ 1. เป็นนโยบายการจัดการพื้นที่คุ้มครองในระดับชาติ ต้องมีวิสัยทัศน์ เป้ าหมายและ วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งต้องระบุให้ชัดว่าเราต้องการอนุรักษ์พื้นที่ใดบ้างตามลาดับความสาคัญ 2. เป็นพื้นที่ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเพื่อคงไว้ซึ่งกระบวนการทางธรรมชาติในระดับ ภูมิทัศน์และขึ้นอยู่กับระดับความหลากหลายทางชีวภาพ 3. เป็นการทดสอบการสร้างเครือข่ายระหว่างพื้นที่เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลง ข้อตกลง ของรัฐในระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครอง การกาหนดตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัดจะเป็นตัวแสดงให้เห็น ถึงความพึงพอใจหรือการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น 4. ร่วมมือกันสารวจความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิภาค เช่น การสารวจชนิดพันธุ์ ที่เป็น Key Species อย่างเป็นระบบและวิธีการ 5. การประเมินผลทางคุณค่าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงตามชนิดของระบบนิเวศ ซึ่งขึ้นอยู่กับการกาหนดนโยบาย ในการกาหนดเป้ าหมายก็ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่เป็นตัวแทน 6. มีการกาหนดนโยบายการฟื้ นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม พิจารณาจากปัจจัยของ การแพร่กระจาย ชนิดพันธุ์ของระบบนิเวศ ระดับการลดลง ประวัติการเปลี่ยนแปลงและการกระจาย การฟื้นฟูรวมทั้งการอนุรักษ์อย่างเข้มข้นและพิจารณาพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์
  • 25.
    - 24 - 7.มีนโยบายในการกาหนดแผนงานการวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่วิกฤติ เป็นการวิจัยอย่างเร่งด่วนเพื่อหาข้อมูลมาใช้ในการพิจารณาดาเนินงานต่อไป 8. การทบทวนเพื่อพิจารณาช่องว่าง (Gap) และจุดอ่อนของการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ การวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ การแพร่กระจายชนิดพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ 9. พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับการพัฒนาความรู้ไม่ว่าจะเป็นการ ฝึกอบรมหรือการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้หน่วยงาน 10. การจัดการพื้นที่คุ้มครอง เป็นส่วนหนึ่งในระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจะ รวมถึงทรัพยากรประเภทอื่นจะมีประสิทธิภาพไปในทางเดียวกันด้วย นโยบายสิ่งแวดล้อม 1. พื้นที่คุ้มครองที่ได้ดาเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและมีการสนับสนุนจาก หน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งจะครอบคลุมด้านการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การป่าไม้การจัดการสัตว์ป่า และการเกษตร กฎหมายเป็นระเบียบของชาติที่ใช้ควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ 2. การวางแผนด้านงบประมาณในการจัดการระบบพื้นที่คุ้มครอง มีงบประมาณเพียงพอ ในการที่จะให้ความปลอดภัยแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ มีกลไกของการจัดการในระยะยาวและ สม่าเสมอ 3. เป้ าหมายการป้ องกันสิ่งแวดล้อมจะต้องกาหนดไว้ในนโยบายการพัฒนาด้านต่างๆ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องนาไปใช้ดาเนินการโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และพื้นที่ใกล้เคียง กฎหมายควบคุมการห้ามล่าชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์ 4. มีการสื่อสารสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ ระหว่างกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า อุทยานแห่งชาติ การป่าไม้สัตว์ป่าและการท่องเที่ยว 5. ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายในทางบริหารจัดการพื้นที่ต้องสัมพันธ์กับ กฎหมายและระเบียบอื่นๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทาผิด ให้พิจารณาคดีอย่างยุติธรรม ตามระบบ 6. นโยบายแห่งชาติต้องส่งเสริมงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาแก่ประชาชนทุกระดับ สิ่งแวดล้อมศึกษาจะเป็นการศึกษานอกระบบ เช่น การประกาศการประชาสัมพันธ์ แผ่นพับ ใบปลิว หรือสิ่ง ตีพิมพ์อื่นๆ และการศึกษาในระบบ เช่น การพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียนทั้งในระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย 7. นโยบายแห่งชาติจะต้องให้มีความสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน การใช้ประโยชน์ ที่ดินอย่างยั่งยืน การจัดการป่าไม้ การจัดที่ดินเพื่อการเกษตร ต้องคานึงถึงระดับของการจัดการตามรูปแบบ Organically หรือ Ecologically
  • 26.
    - 25 - 8.นโยบายแห่งชาติจะต้องนากลไกการอนุรักษ์พื้นที่ที่ดินอื่นๆ ด้วย เช่น พื้นที่ดินของ เอกชน หน่วยงานสิ่งแวดล้อม นโยบายกาหนดให้มีการสนับสนุนในเรื่องกลไกของตลาด การพิจารณา ส่วนที่มีผลกระทบ เช่น ผลผลิตกับการป่าไม้การเก็บค่าบริการจากประชาชน เป็นต้น 9. กาหนดให้มีการฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาแก่พนักงานของรัฐทุกระดับ มีการ ฝึกอบรมและการศึกษาตามหัวข้อสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ต้องการ 10. นโยบายแห่งชาติควรให้มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชน และข้าราชการพลเรือน หรือการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
  • 27.
    - 1 - โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่ า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) การจัดการกลุ่มป่ าเชิงระบบนิเวศ รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ
  • 28.
    - 2 - สารบัญ หน้า คานา1 บทที่ 1 นิเวศวิทยาและระบบนิเวศ 2 บทที่ 2 หลักการจัดการเชิงระบบนิเวศ 7 บทที่ 3 การจัดการเชิงระบบนิเวศกับการมีส่วนร่วม 12 บทที่ 4 การจักดารเชิงระบบนิเวศกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 17 บทที่ 5 เครื่องมือในการจัดการเชิงระบบระบบนิเวศ 23 บทที่ 6 การพัฒนาโครงการเพื่อการจัดการเชิงระบบนิเวศ 34 บทที่ 7 การพัฒนาแผนการจัดการเชิงระบบนิเวศขั้นต่อไป 48 บทที่ 8 บทบาทหน้าที่และการวิเคราะห์โครงการ 50
  • 29.
    รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกลุ่มป่ าเชิงระบบนิเวศ โดย นายทวีหนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คานา มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของระบบนิเวศเกี่ยวกับ การดารงชีพ จากวัฏจักรของอาหาร แร่ธาตุ น้า ภูมิอากาศ และการบริการอื่นๆ จากระบบนิเวศ การจัดการ ระบบนิเวศจึงเป็นการพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศให้มากที่สุด ให้มีผลกระทบน้อยที่สุดและ มีการรักษาไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศที่ยั่งยืน หลักการและแนวทางในการปฏิบัติที่เสนอตามเอกสารนี้เป็นวิธีการ ข้อมูลเบื้องต้นในการ ดาเนินงานเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องในการจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศ ซึ่งการจัดการระบบนิเวศนี้มีบทเรียน มากมายจากทั่วโลกที่ให้ความสาคัญกับการจัดการระบบนิเวศ คือ 1. การจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศจะต้องมีความยืดหยุ่น ให้มีการปรับวิธีการให้เหมาะสม กับพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2. การจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือ วิชาการของกระบวนการที่ต้องการให้ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน ท้องถิ่น 3. การจัดการกลุ่มป่าเชิงระบบนิเวศ จะต้องมีส่วนร่วมของสาธารณชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้การดาเนินงานของโครงการประสบผลสาเร็จและมีประสิทธิภาพ
  • 30.
    - 2 - บทที่1 นิเวศวิทยาและระบบนิเวศ ---------------------- คาว่านิเวศวิทยา (Ecology) หมายถึง การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งไม่มีชีวิต การศึกษานิเวศวิทยาจึงเป็นการศึกษากระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าพูดถึงนิเวศวิทยาของมนุษย์จึงหมายถึง การศึกษาถึงวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ในการศึกษานิเวศวิทยาของมนุษย์ (Human Ecology) จะเป็นการศึกษาถึงบุคคลหรือการ รวมกลุ่ม หรือการอยู่รวมกับเป็นสังคมสิ่งมีชีวิต หรือกลุ่มของประชากรที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทาง กายภาพในกระบวนการของระบบนิเวศ (Ecosystem) จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เน้นไปในเรื่อง กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอันเนื่องมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทาง กายภาพ การถ่ายทอดพลังงาน วัฎจักรของสารอาหารต่างๆ รวมถึงการควบคุมตัวเองในระบบนิเวศให้ ดารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ ฉะนั้น ระบบนิเวศ (Ecosystem) จึงหมายถึง สังคมสิ่งมีชีวิตในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สัมพันธ์ กับปัจจัยทางกายภาพในบริเวณนั้น และมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบนิเวศของสังคมสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบและโครงสร้าง 1. ลักษณะของระบบนิเวศ โครงสร้างและองค์ประกอบที่สาคัญของระบบนิเวศ คือ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความ จาเป็นต้องใช้พลังงานในการดารงชีวิต พลังงานเข้าสู่ระบบนิเวศบนโลกในรูปของพลังงานแสงจากดวง อาทิตย์พลังงานแสงจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานเคมีในอาหาร โดยมีสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารได้อีก เนื่องจาก เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอินทรีย์ที่เป็นอาหารจะถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคขั้นต่อๆ ไป สิ่งมีชีวิตที่เป็น ผู้ผลิตเรียกว่าผู้ผลิต (Produces) ผู้ผลิตที่สาคัญในระบบนิเวศ ได้แก่ พืชสีเขียวและแพลงก์ตอนพืช ปัจจัยที่สาคัญที่เป็นตัวจากัดอัตราการผลิตของระบบนิเวศจะขึ้นอยู่กับชนิดของระบบนิเวส และการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของสภาพแวดล้อมทั้งบนบกและในน้า ปัจจัยที่สาคัญ คือ ปริมาณน้า อุณหภูมิ ระยะเวลาที่ได้รับแสงแดด รวมไปถึงสารอาหารที่จาเป็นสาหรับพืช ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เป็นต้น พลังงานที่อยู่ในผู้ผลิตจะถูกถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่สร้างอาหาร เองไม่ได้ที่เรียกว่าผู้บริโภค (Consumer) ซึ่งผู้บริโภคก็มีหลายประเภท เช่น สัตว์กินพืช สัตว์กินเนื้อ สัตว์กิน ซากและผู้ย่อยสลาย
  • 31.
    - 3 - การถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตต่างๆเกิดขึ้นเมื่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดกินอาหารและกิน กันเป็นทอดๆ ไป การถ่ายทอดพลังงานนี้เรียกว่าโซ่อาหาร นิเวศวิทยาบนบก พืชสีเขียวจะเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภคอันดับแรก คือ สัตว์กินพืช พลังงานจะถูกถ่ายทอดจากพืชไปยังสัตว์กินพืช สัตว์กินเนื้อก็จะกินสัตว์ กินพืช พลังงานก็จะถูกถ่ายทอดตามลาดับในห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตจะเรียกว่า ลาดับการกิน ลาดับการ กินจะนับจากผู้บริโภคขั้นหนึ่งที่สัตว์กินพืชสีเขียวจะมีลาดับการกินขั้นที่สอง-สามและสี่ต่อไปเรื่อยๆ ตามลาดับเนื่องจากในธรรมชาติสัตว์ป่ามักจะกินอาหารได้หลายชนิด ทาให้ห่วงโซ่อาหารหลายๆ สายที่มา โยงใยกันเรียกว่าสายใยอาหาร พลังงานทั้งหมดที่สัตว์ได้รับจากการถ่ายทอดมาโดยการกินหรือการบริโภค ส่วนหนึ่งจะ ไม่ถูกกินพลังงานที่ถูกกินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ถูกย่อยและนาไปใช้ประโยชน์ ส่วนที่เหลือก็จะเป็น กากอาหารถูกขับถ่ายออกมา พลังงานส่วนที่ถูกย่อยและนาไปใช้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งต้องเสียไปในรูป ของเสีย ส่วนหนึ่งถูกนาใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กระบวนการหายใจ มวลชีวภาพเพื่อการเจริญเติบโตและ การขยายพันธุ์ พลังงานทั้งหมดในสิ่งมีชีวิตหนึ่งจะถูกถ่ายทอดไปสะสมเป็นมวลชีวภาพในลาดับขั้นการกิน ขั้นต่อไป ระบบนิเวศกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ 1. ความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecosystem diversity) เป็นความหลากหลายเกิดขึ้น ของระบบนิเวศที่แตกต่างกัน 2. ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ (Species diversity) ความหลากหลายและความแตกต่าง ของชนิดพันธุ์ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) เป็นความมากมายและความ แตกต่างของพันธุกรรมหรือยีนส์ภายในชนิดพันธุ์ ประชากรและระหว่างประชากร ทาไมความหลากหลายทางชีวภาพจึงเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศ สามารถที่จะ อธิบายได้ว่า - ความหลากหลายของระบบนิเวศในพื้นที่สามารถดารงอยู่ได้ในพื้นที่นั้นๆ - ชนิดพันธุ์หลายๆ ชนิดได้อาศัยอยู่ในระบบนิเวศมีโอกาสดารงชีวิตอยู่ได้อย่าง ปลอดภัยและบางชนิดพันธุ์ในประชากรอาจจะถูกรบกวนจากภัยคุกคาม - ความหลากหลายทางพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ที่อยู่ในระดับสูงภายในกลุ่มประชากร มีโอกาสพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั้ง 3 ประการข้างต้น สามารถดาเนินการฟื้นฟูได้ ถ้าหากว่ามีโครงการอนุรักษ์และจัดการ แต่อัตราการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นอาจอย่างช้าๆ ควรจะได้ปล่อยให้ฟื้นตัวได้ ตามธรรมชาติด้วยกระบวนการทดแทน เช่น ในพื้นที่ว่างเปล่า ถ้าหากว่าพื้นที่มีความหลากหลายสูงจะมี ระดับการฟื้นตัวได้เร็ว
  • 32.
    - 4 - 2.โครงสร้าง องค์ประกอบ และประโยชน์ของระบบนิเวศ โครงสร้างและองค์ประกอบของระบบนิเวศได้มีการศึกษาและอภิปรายร่วมกันหลายๆ ฝ่าย ที่กระบวนการที่มีความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะโครงสร้างองค์ประกอบและประโยชน์ ตัวอย่างประโยชน์ของระบบนิเวศ ระบบนิเวศ องค์ประกอบและการบริการ ของระบบนิเวศ ประโยชน์ที่ได้รับจากระบบนิเวศ 1. ป่าไม้ 1. รักษาสภาพภูมิอากาศ 2. การดูดซับคาร์บอน 3. การป้ องกันดินและน้า 4. การเก็บกักพลังงาน 1. การเคลื่อนย้าย คาร์บอนไดออกไซด์ 2. วัสดุเชื้อเพลิง 3. เนื้อไม้ 4. ของป่า 5. สัตว์ป่า 6. การรักษาความหลากหลายทาง ชีวภาพ 2. พื้นที่ชุ่มน้า 1. การกักเก็บน้าบนพื้นดิน 2. การป้ องกันน้าท่วม 3. รักษาคุณภาพและปริมาณของน้า 4. รักษาความสะอาดของน้า 5. การตกตะกอน/มลพิษ และเก็บกัก แร่ธาตุ 1. เวชภัณฑ์ 2. การปลูกป่า 3. ต้นไม้อนุรักษ์แหล่งต้นน้าที่ให้ ความสะอาด 4. แหล่งเพาะพันธุ์ปลา 5. ให้ผลผลิตด้านป่าไม้ผลผลิตด้าน อาหาร 6. ผลผลิตด้านอาหารการเกษตร 7. การเดินเรือ หรือเดินทางทางน้า 3. ป่าชายเลน 1. ป้ องกันลมพายุ 2. การเก็บกักแร่ธาตุ 3. ป้ องกันการตกตะกอน 1. การพักผ่อนหย่อนใจ 2. คุณค่าทางประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรม 3. แหล่งเพาะพันธุ์ปลา
  • 33.
    - 5 - จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าระบบนิเวศมีประโยชน์ต่อมนุษย์ที่มีความเกี่ยวข้องและ สัมพันธ์กับระบบนิเวศคือ เป็นสินค้าและการบริการที่ได้จากระบบนิเวศ เช่น 1. การบริการด้านเป็นแหล่งผลิต คือ การให้วัตถุดิบในการผลิต เช่น น้า อาหาร ป่าไม้ แร่ธาตุ พืชพันธุ์ และสัตว์ต่างๆ เป็นต้น 2. การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ คือ การควบคุมปรากฎการณ์และ กระบวนการทางธรรมชาติของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมภูมิอากาศ การป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การชะล้างหน้าดิน เป็นต้น 3. การบริการด้านการเกื้อหนุน คือ กระบวนการทางธรรมชาติที่สนับสนุนการดารงอยู่ ของระบบบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นต้น วัฎจักรของอาหาร การเป็น แหล่งที่อาศัยของสัตว์วัยอ่อน เป็นต้น 4. การบริการด้านวัฒนธรรม คือ ประโยชน์ทางนามธรรมที่ดารงคุณค่าทางสังคมและ วัฒนธรรม เช่น ประเพณี การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางด้านจิตใจ ความเพลิดเพลินจากความงดงามของ ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ เป็นต้น 3. การจัดการระบบนิเวศ การจัดการระบบนิเวศคืออะไร ในทางปฏิบัติมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดาเนินการ เพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์ที่ได้รับจากระบบนิเวศ จาเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ ขอบเขตแผนการจัดการและ มีกิจกรรมพร้อมกับแนวทางปฏิบัติว่าจะจัดการอย่างไร วัตถุประสงค์ ระบบนิเวศเป็นแหล่งที่อานวยประโยชน์ด้านสินค้าและบริการสาหรับมนุษย์เพื่อการ ดารงชีวิตให้มีความมั่นคง เป้ าประสงค์คือการจัดการระบบนิเวศที่ต้องการให้ตอบสนองในการให้ ประโยชน์แก่มนุษย์จากธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบและกระบวนการและรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศให้มี ประโยชน์อย่างยั่งยืน การจัดการอุทยานแห่งชาติ กาหนดให้มีการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ ป่าไม้เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย ของชนิดพันธุ์ การพัฒนาพื้นที่เพื่อการเกษตรป่าไม้การประมงและทรัพยากรชายฝั่งได้รับประโยชน์จากการ จัดการอุทยานแห่งชาติ สรุปได้ว่า เป้ าหมายวัตถุประสงค์ของการจัดการระบบนิเวศ คือ การใช้ระบบนิเวศไม่ให้ เกิดการสูญหายไปและมีประโยชน์อย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ที่กาหนดของการจัดการจึงเป็นการประกันให้ ได้ว่าระบบนิเวศอานวยประโยชน์ทางด้านประโยชน์อย่างยั่งยืน ขอบเขต ระบบนิเวศมีขอบเขตในตัวของมันเอง มีโครงสร้าง องค์ประกอบ และมีความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกัน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีผลผลิตหรือมวลชีวภาพเฉพาะ จาต้องมีความรู้ความเข้าใจ สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากว่าได้มีการเข้าไปดาเนินการจัดการหรือใช้ประโยชน์
  • 34.
    - 6 - ขณะเดียวกันจะต้องให้ความสาคัญกับขอบเขตของระบบนิเวศในด้านเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การบังคับ ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่าง เช่น บริเวณที่ราบลุ่มชายทะเล ขอบเขตของระบบนิเวศจะเริ่มตั้งแต่ บริเวณพื้นที่สูงที่อานวยน้า (ต้นน้า) ภายในพื้นที่จะมีชุมชนหลายๆ ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งเก็บกัก น้าทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การประมง การท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่า แหล่งเวชภัณฑ์หรือสภาพที่ที่มีความสาคัญทาง ศาสนาหรือวัฒนธรรม พื้นที่เหล่านี้เป็นของขอบเขตระบบนิเวศภายในพื้นที่อาจจะมีการใช้ประโยชน์ ด้านความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะต้องมีการพัฒนาการจัดการ ฉะนั้น นักจัดการระบบนิเวศจะต้องมีความรู้ความ เข้าใจถึงสังคมต่างๆ ภายในระบบนิเวศที่เขาอาศัยอยู่ได้ แผนการจัดการ เราซึ่งเป็นนักจัดการจะดาเนินการจัดการอะไรภายในระบบนิเวศ ดังที่ทราบมาแล้วว่า ระบบนิเวศมีขอบเขต มีการใช้ประโยชน์ของมนุษย์และมีความเข้าใจอันที่จะนามาพิจารณาถึงแนวคิดการ จัดการ เช่น ภัยธรรมชาติที่เกิดจากลมพายุที่พัดรุนแรงจะทาลายทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดความเสียหาย เมื่อมี มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องมียุทธศาสตร์การพัฒนานาเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าและบริการจนทาให้ เกิดการลดลงของทรัพยากร การขยายพื้นที่การเกษตร การทาลายป่าไม้ การยึดถือครอบครองที่ดิน การทา เหมืองแร่ การพัฒนาชนบท การอพยพเข้า-ออกของประชาชน เหล่านี้จะทาให้เป็นแนวคิดให้มีการจัดการ ระบบนิเวศเกิดขึ้นและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กิจกรรมต่างๆ จึงต้องกาหนดขึ้นมาเพื่อการแก้ไขปัญหา ซึ่งพิจารณาในเรื่อง - การควบคุมมลพิษหรือการเปลี่ยนแปลงของวัฎจักรแร่ธาตุ มีผลกระทบกับแหล่งน้า ดิน หรือพืช - การควบคุมกลไกของระบบ การควบคุมน้าจากแหล่งต้นน้าและการควบคุมปริมาณ ความเค็มของน้า - การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ การควบคุมการเลี้ยงปศุสัตว์ การเผาริบ หรือการเพิ่ม คุณภาพของดิน - ควบคุมการใช้ประโยชน์ด้านผลผลิตทางชีวภาพ การกาหนดจานวนการใช้ปุ๋ ย ยาฆ่า แมลง - การชดเชยในด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ เช่น การชดเชยให้เกษตรกรในการลดการ ขยายพื้นที่เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ ----------------------------------------------
  • 35.
    - 7 - บทที่2 หลักการจัดการเชิงระบบนิเวศ --------------------------------- ได้มีการกล่าวถึงคาว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนและถูกนามาใช้บ่อยครั้ง โดยมีเป้ าประสงค์เพื่อการ ปรับปรุง ฟื้นฟูและรักษาไว้ซึ่งสุขภาพของสิ่งแวดล้อมเพื่อการดารงชีวิตของมนุษย์ การพัฒนาที่ยั่งยืนจะ ประกอบด้วยวีธีการหลายๆ อย่าง เช่น มีการศึกษาดีขึ้น มีน้า อาหารที่อาศัยดีขึ้น โดยมีระบบนิเวศเป็น ปัจจัยพื้นฐานในการดารงชีวิต ปัจจุบันการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการจัดการระบบนิเวศได้ถูกนามาใช้เป็นยุทธศาสตร์การ จัดการในระดับชาติ ภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลาย ทางชีวภาพ มีการกาหนดแนวทางการทางาน รวมทั้งประสบการณ์ของผู้จัดการหรือผู้ดาเนินการ 1. การรักษาไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศ โครงสร้างของระบบนิเวศเป็นส่วนประกอบของระบบที่สัมพันธ์กับกระบวนการ ทางกายภาพทางเคมี ทางชีวภาพ เพื่อสร้างความสมดุลของโครงสร้างและองค์ประกอบซึ่งควรที่จะได้มี การรักษาดูแลไว้ หากเราจะกล่าวถึงวัฎจักรของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่อานวยผลประโยชน์ทางการบริการ ของระบบนิเวศ เช่น พื้นที่ชุ่มน้า ช่วยเก็บกักของเสียในน้า สารเคมีและการเคลื่อนย้ายของแร่ธาตุเพื่อการ หมุนเวียนในระบบ มนุษย์เราใช้องค์ประกอบของระบบนิเวศเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-สังคม เช่น การทาให้น้าสะอาด ช่วยดูดซับแร่ธาตุสิ่งต่างๆ ออกจากน้า เป็นต้น บริเวณที่ราบลุ่มเกิดน้าท่วมทุกปี ระบบนิเวศจะช่วยเกื้อหนุนและควบคุมกลไกของพืช เกษตร การเกิดน้าท่วม น้าจะพัดพาเอาปุ๋ ย แร่ธาตุมาตกค้างอยู่และมีความจาเป็นสาหรับพืชทาให้พืชเกษตรมี ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น มนุษย์เราเป็นผู้ทาลายระบบนิเวศ ทาให้เกิดการสูญหายไปของทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการจึงได้มีการพิจารณาถึงกลไก กระบวนการของระบบนิเวศเพื่อมิให้ลดลง โดยมีคาว่า “ใช้มัน แต่ไม่ให้มันหมดไป” (Use it but don’t lose it) โดยการพิจารณาถึงผลกระทบกับพื้นที่และระยะเวลา 2. ขอบเขตของระบบนิเวศและแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ ในระบบนิเวศประกอบด้วยพืช สัตว์ สิ่งไม่มีชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันภายใน ท้องถิ่นนั้นๆ และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ภายในขอบเขตที่กาหนดของระบบนิเวศ ขอบเขตของระบบนิเวศสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ขอบเขตทางกฎหมาย ขอบเขตการบริการและ ขอบเขตระบบนิเวศภายนอกที่มีผลกับระบบนิเวศภายในพื้นที่
  • 36.
    - 8 - ประการแรกเรื่องกระบวนการเชื่อมโยงของระบบนิเวศภายในขอบเขตเช่น ระบบนิเวศ ชายฝั่ง จะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะประกอบด้วยกรมเจ้าท่าผู้ดาเนินการสร้างท่าเรือ การท่องเที่ยวจะสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวจะมีการพิจารณาในทางกฎหมายและการบริการในพื้นที่ที่ เป็นตัวกาหนดในการดาเนินงาน การกาหนดโครงการเพื่อการดาเนินงานจึงต้องมีการพิจารณาถึง ผลประโยชน์ที่ได้รับจากทุกๆ ภาคส่วนและผลกระทบที่เกิดขึ้น ประการที่สอง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศภายในกับระบบนิเวศภายนอกพื้นที่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรทั้งองค์ประกอบและโครงสร้าง เช่น ผลกระทบจากมลพิษจากภายนอกที่เข้ามา ทาให้เกิดมลพิษภายในพื้นที่หรือเกิดทาลายระบบนิเวศภายในพื้นที่ การเกิดฝนกรดทาให้เกิดปัญหาภายใน ระบบนิเวศป่าไม้ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน้า การทาลายทรัพยากรชายฝั่งมากเกินไปจะทาให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลน การดาเนินงานฟื้นฟูปรับปรุงระบบนิเวศจึงต้องพิจารณาถึงแนวทางการจัดทาแนวเชื่อมต่อ ของระบบนิเวศซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลพื้นฐาน 3 ประการ คือ (1) พื้นที่ที่เป็นป่าไม้ที่ประกอบด้วยสังคมพืช สัตว์ และถิ่นที่อาศัยที่ต้องการใช้ประโยชน์ในการอยู่อาศัย (2) เขตกันชนระหว่างพื้นที่ของชุมชนและ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีผลกระทบกับพื้นที่หลักของโครงการ และ (3) แนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศระหว่าง พื้นที่หวงห้ามกับแนวกันชนที่อยู่ภายในระบบนิเวศ ในเรื่องของแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศหรือที่เรียกว่า Transboundary จะเป็นแนวเชื่อมต่อ ระบบนิเวศระหว่างประเทศอาจจะเป็นไปตามอนุสัญญานานาชาติหลายฉบับที่สนับสนุนเรื่องนี้ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสัตว์อพยพย้ายถิ่น อนุสัญญามรดกโลก และข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศในเรื่อง เกี่ยวกับชายแดน แนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและโครงสร้างที่แสดงให้เห็นถึงการ ลดลงของระบบนิเวศ ซึ่งจะมีแนวทางการป้ องกันและจัดการเป็นพิเศษเพื่อให้ระบบนิเวศคงอยู่ เช่น ถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่ าให้เชื่อมต่อกัน เพื่อให้สัตว์ป่ าเดินทางไปมาหาสู่กันได้ ถ้าหากเป็นแนวเชื่อมต่อ ระหว่างประเทศจะต้องมีข้อตกลงระหว่างประเทศ รวมทั้งการได้รับความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่น 3. การดาเนินงานเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศประกอบด้วยพืชและสัตว์(รวมทั้งมนุษย์) และสิ่งไม่มีชีวิต (น้า อากาศ แร่ธาตุ) และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากพิจารณาถึงชนิดพันธุ์ก็จะพูดถึงความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ หากจะวัดถึงระบบนิเวศกลุ่มป่าก็จะเป็นความหลากหลายของระบบนิเวศ สินค้าและบริการจากระบบนิเวศ ก็เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในโลก การสูญหายไปของระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ในกระบวนการก็จะเกิดการ สูญหายไปด้วย รวมทั้งสินค้าและบริการ การลดลงของความหลากหลายก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดการ สูญหายไปของทรัพยากรชีวภาพ เช่น พืชทางเภสัชกรรม อาหารที่ชุมชนท้องถิ่นใช้ประโยชน์อยู่ ฉะนั้น การจัดการระบบนิเวศก็จะเป็นการรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ
  • 37.
    - 9 - ลักษณะที่สาคัญของความหลากหลายของระบบนิเวศมีความแตกต่างกันเช่น ชนิดที่อาศัย อยู่แถบขั้วโลกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่หนาวเย็น ที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิรวมทั้งอาหาร เพื่อการอยู่รอดบนเกาะน้าแข็ง ชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่าดงดิบสามารถปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ฤดูกาลไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อาจจะมีความแห้งแล้ง ฝนตกหนัก ในหลายๆ พื้นที่จะมีชนิดพันธุ์ประจาถิ่น เป็นจานวนมากและมีความต้องการถิ่นที่อาศัยที่อยู่ในหลายๆ ระบบนิเวศ บางระบบนิเวศจะมีชนิดพันธุ์ ที่มีประชากรต่าอาศัยอยู่จะมีคุณค่าในระบบนิเวศมาก จาต้องมีการติดตามประเมินผลด้านชีววิทยา เพื่อกาหนดเป็นตัวชี้วัดของระบบนิเวศได้ เครื่องมือที่ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดการระบบนิเวศจะมีการวิเคราะห์ถึงชนิดพันธุ์ที่สาคัญ หรือที่เรียกว่า Flagship species ซึ่งมีการแสดงถึงลักษณะที่สาคัญของระบบนิเวศ ข้อมูลการวิเคราะห์อาจจะ ได้จากการสนับสนุนจากชุมชน บางชนิดพันธุ์ได้ถูกกาหนดให้เป็นตัวชี้วัดเพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ของระบบนิเวศ เช่น ชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพย้ายถิ่นที่ขึ้นอยู่กับแหล่งอาหาร แหล่งสร้างรังวางไข่หรือแหล่ง ที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ 4. กระบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทาให้เกิดความมากมายหรือมีน้อย มีเพิ่มขึ้น หรือสูญหายไป ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า กระบวนการทดแทน (Succession) หากว่าจะปล่อย ให้ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการทดแทนแล้วระบบนิเวศเดิมจะหายไป เช่น ทุ่งหญ้าจะ กลายเป็นพื้นที่ป่าไม้ชนิดพันธุ์ที่เคยมีอยู่ในทุ่งหญ้าก็จะหายไปด้วย ในพื้นที่ธรรมชาติจะมีปัจจัยรบกวนเกิดขึ้น เช่น น้าท่วม ไฟป่า ลมพายุ หรือภัยธรรมชาติ อื่นๆ ที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการทดแทนก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเราจะเรียกว่า Secondary Succession มนุษย์เราเป็นตัวการที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ จากพืชและสัตว์ภายในพื้นที่ การพัฒนาของบ้านเมือง อุตสาหกรรม การเกษตร การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การเกิดมลพิษต่างๆ การปลูกพืชพันธุ์ไม้ต่างถิ่น ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศ เกิดภาวะโลก ร้อนอุณหภูมิที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1. -3. C ซึ่งจะมีผลกระทบกับวัฎจักรของน้าจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศ 5. มนุษย์เป็นส่วนประกอบของระบบนิเวศ มนุษย์เราก็คล้ายๆ กับชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่อาศัยสินค้าและ การบริการจากระบบนิเวศอานวยให้ เช่น อาหาร น้า ที่อยู่อาศัย แต่มนุษย์มีความแตกต่างจากชนิดพันธุ์อื่นๆ มีความสามารถในการทาลายระบบนิเวศตามความต้องการเพื่อการดารงชีวิตอยู่รอด การพัฒนาทาง วัฒนธรรม สิ่งก่อสร้าง การคมนาคม เพื่อการดารงชีวิตในสังคม ในพื้นที่ระบบนิเวศป่าไม้แถบโซนร้อนมี การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติประเภทพื้นที่ป่าไม้สูงมาก ในเรื่องของที่ดินที่ทากิน การตั้งถิ่นฐาน
  • 38.
    - 10 - การขุดเจาะน้ามันการสร้างเขื่อนเหล่านี้ก็เป็นการทาลายระบบนิเวศโดยมนุษย์ ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่เป็นตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการระบนิเวศชุมชนท้องถิ่นจะต้องได้รับการศึกษาในเรื่อง : - ต้องมีความสนใจในกระบวนการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการบริการของระบบนิเวศ - มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศต่างๆ ที่จะต้องมีการจัดการ - คุณค่าทางวัฒนธรรม ความสุขด้านจิตใจของชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับประโยชน์ จากระบบนิเวศ - การพัฒนาเกี่ยวกับการดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นในระบบนิเวศต้องปรับให้เข้ากัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในระบบนิเวศและผลกระทบที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ความต้องการ คุณค่า ความพึงพอใจ ความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องให้ความปลอดภัยกับระบบนิเวศ 6. การใช้ความรู้ความเข้าใจในการจัดการะบบนิเวศ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยทางกายภาพ ชีวภาพ และทางเคมีของโครงสร้างและ องค์ประกอบของระบบนิเวศต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะสัมพันธ์กับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม นโยบาย การบริหารและอยู่ภายในขอบเขตของระบบนิเวศ และจะต้องมีการติดตามประเมินผล นอกจากนี้การพัฒนา โครงการจะต้องพิจารณาในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น มีวิธีการและเครื่องมือในการดาเนินงานโดยมี - การพัฒนารูปแบบของการจัดการระบบนิเวศ - การประเมินผลในการดาเนินงาน - การปรับแผนโครงการเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ วิธีการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความเข้าใจลักษณะของระบบนิเวศปัจจัยในการดาเนินงาน กิจกรรม ลาดับความสาคัญ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 7. การสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ การจัดการระบบนิเวศจะมีกระบวนการหลายรูปแบบ จะต้องประกอบด้วย การมีส่วนร่วม ของหลายๆ ภาคส่วน คือ การวิเคราะห์ถึงผู้ได้รับสินค้าและบริการจากระบบนิเวศ ดังที่กล่าวแล้วว่าระบบ นิเวศประกอบด้วยผลประโยชน์หลายๆ อย่าง เช่น ดิน น้า (น้าในทะเล แม่น้า สระน้า) พืช (ในทุ่งหญ้า ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง) และสัตว์ป่า ระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น หมู่บ้าน แหล่งอุตสาหกรรม และพื้นที่ การเกษตร การจัดการจึงต้องมีความสัมพันธ์กันทุกภาคส่วน การก่อสร้างเขื่อนชลประทานอาจจะมี ผลกระทบดับระบบอื่นๆ เช่น การลดลงของน้าในพื้นที่ชุ่มน้า ป่าชายเลน ดังนั้น การจัดการระบบนิเวศ จะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมขอบเขตของระบบนิเวศ ซึ่งจะต้องไม่ให้เกิดว่าได้อย่างหนึ่งเสียอีกอย่างหนึ่ง
  • 39.
    - 11 - หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการระบบนิเวศควรจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและจะต้อง ทางานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศ เช่น การสร้างเขื่อนเก็บกัก น้า เขื่อนชลประทานเพื่อการเกษตร การทาการประมง การผลิตกระแสไฟฟ้ า การประปาหรือการ ป่าไม้ จะต้องนาข้อมูลในประกอบการพิจารณา ทั้งนี้เพราะว่าหน่วยงานต่างๆ มาจากหลายกระทรวง ที่รับผิดชอบที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ ฉะนั้น การจัดทาแผนยุทธศาสตร์การจัดการระบบนิเวศจะต้องมีความร่วมมือซึ่งกันและ กัน ร่วมกันคิด ร่วมกันพิจารณาและร่วมกันทา โครงการตามนโยบายและหลักการ ต้องพิจารณา : - การกาหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศควรเป็นแผนในระดับชาติ ภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น - การจัดทาแผนยุทธศาสตร์ควรให้มีความทันสมัยและเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและเป็นนโยบายระดับชาติ ภูมิภาคหรือท้องถิ่น - การจัดการแผนยุทธศาสตร์ควรให้มีผู้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตามนโยบายการ พัฒนาของแต่ละฝ่ายให้เป็นระดับชาติ ภูมิภาคหรือท้องถิ่น ---------------------------------------------
  • 40.
    - 12 - บทที่3 การจัดการเชิงระบบนิเวศกับการมีส่วนร่วม --------------------------------------- ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลงเนื่องมาจากภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มขึ้นของ ประชากรที่ไปใช้ประโยชน์ทรัพยากรมากเกินไป การพัฒนาบ้านเมือง การสร้างเขื่อนเก็บกักน้า และอื่นๆ แนวทางการจัดการเชิงระบบนิเวศจะต้องดาเนินการร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ เพราะว่าชุมชนท้องถิ่นเป็น ผู้ได้รับผลประโยชน์ขั้นแรกจากการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง จึงได้มีข้อคิดว่าชุมชนท้องถิ่นมีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอย่างไร 1. ชุมชนท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในพื้นที่ 2. ชุมชนท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์จา กการบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) 3. ชุมชนท้องถิ่นมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และมีวิธีการจัดการระบบนิเวศ (เช่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม) 4. คุณค่าทางวัฒนธรรม ความสุขทางด้านจิตใจของชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ 5. การพัฒนาการดาเนินงานประเพณีของชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศ เช่น การบูชาผีหัวน้า 6. ชุมชนท้องถิ่นในบางพื้นที่จะเป็นปัญหาเรื่องภัยคุกคามระบบนิเวศในพื้นที่ 1. การพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ของการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น มีหลักเกณฑ์หลายๆ ประการในการพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น : 1. ชุมชนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับประโยชน์จากการจัดการระบบนิเวศโดยเฉพาะเกี่ยวกับ กิจกรรมที่จะต้องมีการพิจารณาดาเนินการ 2. การพัฒนาทางระบบนิเวศ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ได้รับโดย ไม่ทาลาย 3. การจัดการเชิงระบบนิเวศโดยชุมชนท้องถิ่นจะมีการรับผิดชอบผ่านกระบวนการจัดการที่มี ส่วนรับผิดชอบในการใช้ประโยชน์ 4. การจัดการเชิงระบบนิเวศสามารถและจาเป็นที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ เงินงบประมาณ และ บุคคลอื่นจากโครงการที่เกี่ยวข้องเพื่อดาเนินการภายใต้ประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน 5. ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรและได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน 6. การแบ่งปันผลประโยชน์ควรจะได้มีความยุติธรรมภายในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ 7. ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ การตัดสินใจดาเนินกิจกรรมที่ไม่กระทบ กับระบบนิเวศ โดยการมีหน่วยงานรับผิดชอบจากภายนอกเข้าร่วมด้วย
  • 41.
    - 13 - ถ้าหากว่าให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมควรจะให้เป็นผู้มีอานาจตามกฎหมาย เขาจะมีความ ภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมในการจัดการระบบนิเวศและการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้น ข้อตกลงในการจัดการระบบนิเวศจะต้องมีความชัดเจนและมีกฎระเบียบสาหรับชุมชนท้องถิ่นและ ผู้ส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ได้ปฏิบัติและมีสิทธิในที่ดิน น้าและทรัพยากรอื่นๆ การครอบครองที่ดิน ถ้าหาก พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกีดกันหรือขวางการดาเนินงานจะสามารถดาเนินการออกกฎหมายเวนคืนได้ 2. แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการเชิงระบบนิเวศ การพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ จะต้องมีผลการ วิเคราะห์ผู้ที่จะให้เข้ามามีส่วนร่วม คือ 1. การพิจารณาให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการการกาหนดแผนยุทธศาสตร์การ จัดการโดยพิจารณาจากประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะต้องได้มาจากการ ศึกษาวิจัย 2. การจัดการเชิงระบบนิเวศของชุมชนท้องถิ่นควรจะได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กับนักวางแผนและผู้จัดการโครงการ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับหน่วยงานรับผิดชอบมีความ ซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับสิ่งแวดล้อมจะต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อให้การจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในชุมชนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เยาวชนจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจระบบนิเวศในพื้นที่ 4. การใช้ภาษาสื่อสาร ควรใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการและสร้าง ความร่วมมือได้เป็นอย่างดี 5. จัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งจะขึ้นอยู่กับ กลไกและความสัมพันธ์ในการจัดการระบบนิเวศ 6. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการจัดการองค์กรอย่างไร 7. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนได้รับข้อมูล การติดต่อและได้รับฟังเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมใน การจัดการระบบนิเวศ 8. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในระดับใด ระดับชาติหรือระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่น 9. มีกรอบกฎหมาย และมีสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบหรือไม่ 10. มีช่องทางและกลไกในการมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง
  • 42.
    - 14 - การจัดทาข้อตกลงการจัดการระบบนิเวศกับชุมชนท้องถิ่นรวมทั้งหน่วยงานต่างๆจะต้อง กาหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ประกอบด้วย 1. เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือระบบนิเวศเพื่อการปรับปรุงคุณภาพ ของการดารงชีวิต 2. การกาหนดแผนยุทธศาสตร์การจัดการ 3. ข้อตกลงระหว่างหน่วยงานและผู้รับผิดชอบในชุมชน 4. การแสดงถึงความพึงพอใจในการจัดการระบบนิเวศ เป้ าหมายของการจัดการระบบนิเวศในระดับชุมชน จะต้องมีการพิจารณาถึงการอนุรักษ์และ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือความเข้าใจของคุณค่าและการบริการของระบบนิเวศ รวมถึง 1. การพัฒนาเพื่อหารายได้ของชุมชนท้องถิ่น 2. เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด เช่น ใช้เวลา แบบประหยัด การใช้โซล่าเซลล์ หรือวิธีการจับปลาถูกต้อง 3. เพิ่มคุณภาพของผลผลิตในตลาดเพื่อความมั่นคงทางการเงิน เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ในท้องถิ่น 4. แสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางผลิตผลของระบบนิเวศโดยนากระบวนการใหม่ๆ มาใช้ การนา เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดที่เป็นการลดการตัดไม้จากป่า 5. นากลไกที่ไม่สนับสนุนในการกระทาผิดกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ การท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทารายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นจากการนาเที่ยว ที่พักแรมและการขายของที่ระลึกก็มีอยู่ในหลายๆ พื้นที่ ส่วนความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติก็ยัง มีปรากฎอยู่ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งมีผลกระทบกับการจัดการระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรจะ ได้พิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ภายใต้ความสามารถในการรองรับของพื้นที่ เช่น 1. การกาหนดให้มีการศึกษาวิจัยรายละเอียดเกี่ยวกับความขัดแย้งและผลกระทบที่เกิดขึ้นมา วิเคราะห์ใช้ในการจัดการ 2. การเจรจาหาข้อตกลงของคู่กรณีภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง 3. การติดตามประเมินผลถึงการใช้ประโยชน์มากหรือน้อยเกินไปหรือไม่ 4. การติดตามประเมินผลถึงการใช้ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นที่ไม่เกิดผลกระทบและใช้พิจารณา จัดทาข้อตกลงกันใหม่ 5. การพิจารณารายละเอียดในเรื่องที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกทาลาย
  • 43.
    - 15 - ในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งจะต้องใช้วิธีการเจรจาของบุคลากรที่มีความรู้ความชานาญ ความเข้าใจและมีประสบการณ์ในการดาเนินงานตามกรอบงานที่วางไว้ ดังนี้ 1. มีการยอมรับในข้อมูลที่เป็นจริงที่เกิดขึ้น 2. มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้รับผิดชอบจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ใช้ ประโยชน์เจ้าของที่ดินและชุมชนท้องถิ่น เพื่อพิจารณาถึงประเภทระดับของทรัพยากรที่มีการใช้ประโยชน์ หัวข้อที่ร่วมหารือ คือ ก. การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ข. ความหลากหลายของการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ ค. การหาแหล่งเงินทุนดาเนินการอย่างไร ง. การลงทุนช่วยเหลือชุมชน จ. สถานภาพของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 3. มีการเสวนาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เข้าใจถึงความต้องการและเกี่ยวข้องกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ มีข้อใดบ้างที่มีความขัดแย้งหรือการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงของการบริการของระบบนิเวศที่มีผลกระทบกับรายได้ 4. มีการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องข้อตกลง ระดับของการใช้ ประโยชน์ทรัพยากรโดยแผนการจัดการที่ดาเนินการแบ่งให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาแต่ละกลุ่ม โดยใช้กฎหมาย และประเพณีในการสนับสนุนข้อตกลง 5. หากว่าข้อขัดแย้งไม่ยุติ จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทางานพิจารณาแก้ไขและ หาข้อตกลงภายใต้การเปลี่ยนแปลงในเวลาที่กาหนดไว้ในระยะยาว 3. การจัดการเชิงระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม การจัดการอย่างมีส่วนร่วม คือ การร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น ผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ผู้มีอานาจตามกฎหมายมีหน้าที่และ สิทธิในการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ที่มีโครงการจัดการระบบนิเวศ บทบาทของหน่วยงานภาครัฐในการมีส่วนร่วมการจัดการระบบนิเวศตามกิจกรรมที่กาหนด เช่น 1. ช่วยจัดทาแผนยุทธศาสตร์ชุมชนให้เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ 2. ช่วยแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ 3. ช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ในการทางานอย่างมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4. ร่วมเจรจาต่อรองเกี่ยวกับข้อตกลงชุมชนรวมทั้งการติดตามประเมินผล ค่าใช้จ่ายและ ผลประโยชน์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 5. สนับสนุนข้อมูลให้แก่ชุมชนท้องถิ่นที่ชัดเจนและมีหลักเกณฑ์ในการจัดการระบบนิเวศ 6. จัดหาและสนับสนุนให้คาแนะนาด้านวิชาการตามที่หน่วยงานรับผิดชอบต้องการ
  • 44.
    - 16 - ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างการมีส่วนร่วม (ในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ) 1.ช่วยดาเนินการจัดหาแหล่งทุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่สนใจงานอนุรักษ์ เข้าร่วมงาน 2. เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ทางานในระดับชาติและเกี่ยวข้องกับชุมชน 3. เป็นคนกลางในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชนท้องถิ่น 4. ให้คาแนะนาทางวิชาการในโครงการที่ดาเนินการโดยชุมชนท้องถิ่น 5. ร่วมพิจารณาแหล่งเงินทุนสาหรับโครงการในกลุ่มชุมชนท้องที่ 6. เป็นผู้ดาเนินงานตามโครงการในชุมชนท้องถิ่นตามกระบวนการของภาครัฐ 7. การติดตามและประเมินผลให้ผู้สนใจจากภาคส่วนต่างๆ ผู้หญิง ผู้ชาย เยาวชนในกลุ่มต่างๆ ระดับของสังคม ทักษะของกลุ่มผู้ที่ใช้บริการของทรัพยากร ----------------------------------------------
  • 45.
    - 17 - บทที่4 การจัดการเชิงระบบนิเวศกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ------------------------------------ การจัดการเชิงระบบนิเวศคืออะไร แนวทางการจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันมนุษย์เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบและกระบวนการ ที่สลับซับซ้อนของระบบนิเวศมากขึ้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้งพืช สัตว์และจุลินทรีย์ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เสมือนเป็นหน่วยโครงสร้างเดียวกัน หลักของการจัดการเชิงระบบนิเวศ คือ การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพให้สามารถ ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมมนุษย์และรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ เพื่อให้ระบบนิเวศนั้นๆ สามารถอานวยผลผลิตและให้บริการแก่ชนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตโดยไม่ถูกทาลาย หรือทาให้เสื่อมสภาพลง เช่น ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้า ระบบพื้นที่ริมน้าที่อยู่ในระบบ เดียวกันที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่แยกออกจากกันไม่ได้ การจัดการจึงต้องมองทั้งประเด็นของป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้าพื้นที่ริมน้าไปพร้อมๆ กัน การควบคุมป้ องกันน้าท่วมและการกัดเซาะหน้าดิน การจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นยุทธศาสตร์สาหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างบูรณาการ สนับสนุนการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม อันที่จะใช้ เป็นเครื่องมือที่สาคัญในการพัฒนาและบรรเทาความยากจนของประชาชน โดยอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ เหมาะสมในเรื่องของระบบนิเวศเป็นหลัก ซึ่งตระหนักว่ามนุษย์และวัฒนธรรมอันหลากหลายก็เป็น ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นพื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) ที่ถูกจัดตั้งขึ้น โดยอาศัยอานาจตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ทาหน้าที่เกื้อกูลประโยชน์ ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งต้นน้าลาธาร ป่าไม้ แหล่งอาหารของบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างๆ พื้นที่ คุ้มครองบางแห่งถูกคุกคามและเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การลักลอบตัดไม้ทาลายป่า การเก็บหาของป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดิน การขยายพื้นที่เพื่อทาการเกษตร หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทาให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม และประชาชน เป็นเหตุให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจานวนมาก
  • 46.
    - 18 - กรอบแนวคิดในการจัดการเชิงระบบนิเวศ ตามหลักการดังกล่าวเป็นการดาเนินงานสนับสนุนกรอบกิจกรรมในการดาเนินงานของ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพหรือ Convention on Biological Diversity หรือเรียกอย่างย่อๆ ว่า CBD ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อดาเนินการด้านการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการแบ่งปัน ผลประโยชน์อย่างยุติธรรม คณะกรรมาธิการด้านการจัดการเชิงระบบนิเวศ หรือ The Commission on Ecosystem Management ได้ค้นหาคาตอบว่า พื้นที่คุ้มครองมีการอนุรักษ์อะไร ใครเป็นผู้ดาเนินงานการใช้ ประโยชน์อย่างยั่งยืนกระทากันอย่างไร ใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์และมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร อย่างไรก็ตามไม่มีใครที่จะเข้าใจลึกซึ้งว่าระบบนิเวศในพื้นที่จริงๆ มีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด มี การจัดการอย่างไรและอยู่ในระดับใด คณะกรรมมาธิการจัดการเชิงระบบนิเวศได้วิเคราะห์ไว้เป็นขั้นตอน ดังนี้ ด้านระบบนิเวศ - ปัจจัยทางกายภาพ - ปัจจัยทางชีวภาพ เป้าหมายในการจัดการ เชิงระบบนิเวศ ด้านสังคม - ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย - ปัญหา สถาบัน/นโยบาย - กฎหมาย - บุคลากร - งบประมาณ
  • 47.
    - 19 - 1.การพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศในพื้นที่ และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบนิเวศ เป็นการวิเคราะห์ระบบนิเวศพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่จะ สนับสนุนให้มีการจัดการระบบนิเวศ แม้ว่าจะเสียเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่จะทาให้มั่นใจได้ว่าจะให้มี การทาโครงการให้ดีขึ้นต่อไป การจาแนกหรือการระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่มักจะไม่คานึงถึงการจัดการเชิงระบบ นิเวศ แต่จะเน้นหนักไปในเรื่องของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการระบบนิเวศ มักจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการ ระดับความชานาญของผู้ดาเนินโครงการ หรือประสบการณ์ขององค์กร ถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์ไม่ได้ระบุถึงหน่วยงานใดที่แน่นอน แต่จะพิจารณาถึง องค์ประกอบทางความรู้ ประสบการณ์และผลงาน การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยพิจารณาจาแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักที่สนใจใน การจัดการเชิงระบบนิเวศ การให้น้าหนักแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจตามลาดับความสาคัญในระดับต่างๆ โดยการประเมินจากผลงาน เช่น ระดับแรก ระดับสองและระดับสามและระดับต่อๆ ไป ตามลาดับ ผู้มีส่วน ได้ส่วนเสียระดับแรก คัดเลือกจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและมีความตั้งใจในการทางานหรือจัดการ ทรัพยากร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับเสียงสนับสนุนการทางานร่วมกันกับหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น หรือภูมิภาคหรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับทรัพยากรและได้ดารงชีวิตอยู่กับทรัพยากรนั้นๆ หรืออาจจะมีส่วน เกี่ยวข้องบ้าง อาจจะเป็นองค์กรที่สนับสนุนการทางานของหน่วยงานระดับชาติหรือระดับนานาชาติ มีการ ประเมินองค์ความรู้ ความสามารถและข้อตกลง ตลอดจนมีการประชุมร่วมกัน การวิเคราะห์พื้นที่ พื้นที่ที่จะกาหนดให้มีการจัดการเชิงระบบนิเวศจะต้องมีขนาดพื้นที่ เท่าไร ใช้กฎเกณฑ์อะไรเป็นหลักการวิเคราะห์ ขนาดและมาตฐานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย หลักเกณฑ์คุณค่า ทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลทุกรูปแบบ มีองค์ประกอบความรู้และการปฏิบัติ รูปแบบการบริหาร มีกฎหมายใช้ บังคับและขอบเขตทางวัฒนธรรมและแนวทางปฏิบัติที่ง่ายต่อการดาเนินงาน มีความเข้าใจในแผนการ จัดการที่กาหนดให้เป็นแผนระยะยาว มีการเปรียบเทียบกับแผนระยะสั้นว่าอย่างใดจะมีประสิทธิภาพ มากกว่ากัน มีการยอมรับในเรื่องการเลือกพื้นที่ระบบนิเวศไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือเป็นกลุ่มป่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่ระบบนิเวศจะต้องทาความเข้าใจว่าใคร เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่ องค์กรใดหรือใครเป็นผู้มีความตั้งใจและจริงใจในการจัดการพื้นที่ การจาแนกขอบเขตของระบบนิเวศและความรับผิดชอบที่อยู่ในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคหรือระดับชาติ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะต้องมีการประชุมร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • 48.
    - 20 - 2.การศึกษาลักษณะโครงสร้าง องค์ประกอบและบทบาทหน้าที่ของระบบนิเวศ การใช้กลไก เพื่อการจัดการและให้มีการตรวจสอบได้ โครงสร้างและองค์ประกอบของระบบนิเวศ เราจะต้องแยกลักษณะโครงสร้างและ องค์ประกอบของระบบนิเวศให้เป็นสินค้าที่ต้องการและบริการได้อย่างไร เราจะบอกให้ผู้อื่นทราบได้ อย่างไรว่า ระบบนิเวศถูกคุกคามเนื่องมาจากการใช้ประโยชน์มากเกินไป ข้อมูลที่จะต้องการทั้งหมด จะเกี่ยวข้องกับนักวิชาการและชุมชนท้องถิ่นที่จะต้องสร้างความเข้าใจและพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะว่า ความรู้แต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะความรู้เฉพาะทาง การรวบรวมบุคลากรที่มีความรู้มาช่วย ทางาน มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการทางานที่พร้อมเพรียง เช่น อุปกรณ์ทาแผนที่ อุปกรณ์การตรวจสอบแผนที่ การสารวจการประเมินมูลค่าของทรัพยากร การติดตามผลหรือการตรวจสอบกิจกรรมที่วัดได้บนพื้นฐาน ของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จะเป็นส่วนช่วยในการพิจารณาด้านความหลาหลายทางชีวภาพหรือการตัดสินใจและข้อตกลงร่วมกันว่าใคร จะเป็นผู้จัดการหลักของการจัดการเชิงระบบนิเวศตามเป้ าหมายข้อสาคัญละจาเป็นต้องทราบ คือ ความรู้ที่ นามาใช้ในการดาเนินงานจะไม่ถูกต้องเสมอไปจนกว่าจะผ่านไประยะหนึ่งก่อนจะทาให้ทราบว่ากิจกรรมใด ที่สามารถดาเนินการเป็นไปด้วยดี การทางานร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องมีความเข้าใจว่าเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมรับผิดชอบจะแตกต่างจากที่กาหนด เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หากว่าจะมีการปฏิบัติงานร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับแรกจะต้อง ทาบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ในความเป็ นจริงจะต้องยอมรับว่า ระบบนิเวศถูกรบกวนโดยวิธีการบุกรุกยึดถือ ครอบครองที่ดินของราษฎร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ทั่วไป จึงจาเป็นต้องวิเคราะห์ว่า พื้นที่ระบบนิเวศใดที่ ต้องการให้ประชาชนท้องถิ่นเข้าไปจัดการ พื้นที่ระบบนิเวศใดที่ต้องการขอความช่วยเหลือและขอรับการ สนับสนุนหรือพื้นที่ระบบนิเวศใดที่ต้องการให้องค์กรหรือหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยเหลือในการจัดการ ตามหลักการจัดการที่มีการกระจายอานาจการบริหารจัดการไปสู่ระดับท้องถิ่น กล่าวคือ การบริหารจัดการที่มีการแบ่งระดับออกเป็นหลายๆ ระดับ เช่น ระดับกลุ่มของเกษตรกร กลุ่มของชุมชน ระดับอาเภอ ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติที่มีส่วนเกี่ยวกับระบบนิเวศ รูปแบบของการจัดการจะต้องมีการ ประเมินผล ตลอดระยะเวลาเพื่อให้เข้าใจในโครงสร้าง องค์ประกอบและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การประชุมร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะทาให้มีข้ออภิปราย ข้อสรุปแนวทางปฏิบัติรวมถึง การวิเคราะห์พื้นที่ว่าพื้นที่ใดไม่มีการจัดการที่ดีพอ ต้องสร้างความเข้มแข็งในการป้ องกันระบบนิเวศหรือ เป็นพื้นที่ที่มีการจัดการที่ไม่ได้ผลตามเป้ าหมาย
  • 49.
    - 21 - 3.การพิจารณาความสาคัญในทางเศรฐกิจที่อาจจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนในถิ่นที่อาศัย มีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ประเด็นความสาคัญทางเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบ ต่อระบบนิเวศและคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยที่จะเน้นไปในเรื่องการลดกลไกการตลาดที่มีผลกระทบกับ ความหลากหลายทางชีวภาพและเหตุผลสนับสนุนหรือแรงจูงใจให้เกิดการป้ องกันและการใช้ประโยชน์จาก ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน จะต้องพิจารณาว่ามีปัจจัยทางเศรษฐกิจอะไรบ้างที่เป็นตัวทาให้เกิด แรงจูงใจในทางลบหรือมีการชดเชยหรือทาให้ประชาชนทางานหรือใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน ชาวชนบทบางแห่งใช้วิธีให้สินบนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นหรือผู้มีอานาจ ดูแลตามกฎหมายเพื่อการขออนุญาตให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากระบบนิเวศที่ไม่ถูกต้อง บางคนปฏิบัติงาน ไม่เหมาะสมหรือมีกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ในกรณีโครงการลุ่มน้าแม่โขงมีการศึกษาพบว่ามีการใช้น้าจาก แม่น้าโขงที่ไม่ยั่งยืน ผู้มีฐานะดีจะมีการใช้น้าอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนคนยากจนกลับขัดสนเรื่องน้า การสร้าง องค์ความรู้และความเข้าใจให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น เป็นวิธีการจูงใจที่จะทาให้คุณภาพการดารงชีวิตดีขึ้น ผู้บริหารระดับชาติที่จะต้องเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ จะต้องมีความเข้าใจในผลกาไรทางเศรษฐกิจซึ่งได้มา จากการจัดการเชิงระบบนิเวศ การวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจจะเป็ นกิจกรรมหนึ่งที่จะต้องดาเนินการด้านการตลาด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น ยางพารา ผลไม้ เป็นต้น จะทาให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางลบหรือทางบวก สิ่งเหล่านี้จะเกิดผลกระทบกับการทาลายความหลากหลายทาง ชีวภาพ คุณค่าหรือผลกาไรที่ได้จากการจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นสิ่งสาคัญของการจัดการที่ ต้องการแนวทาง พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการนาผลกาไรจากระบบนิเวศมาใช้มากเกินไป การนาเอา ทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้โดยบุคคลภายนอกทั่วไปจะมีผลกระทบกับระบบนิเวศมากกว่าที่ชุมชน ท้องถิ่นนามาใช้สอยในครัวเรือน นโยบายการจัดการจึงถูกนามาใช้ให้มีการดูแลการป้ องกันและการใช้ ประโยชน์ รวมถึงต้นทุนที่นามาใช้ในการสนับสนุนการจัดการเชิงระบบนิเวศ 4. การพิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง การเปลี่ยนแปลงหรือ การปรับแผนการจัดการเชิงระบบนิเวศ แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะใช้หลักการพิจารณาต้นทุนและกาไรมา ใช้การดาเนินงาน มีผลกระทบบางอย่างเกิดขึ้นอย่างที่คาดไม่ถึงหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การทาการเกษตร การเลี้ยงปศุสัตว์ การเก็บหาของป่า ซึ่งไม่อนุญาตให้ดาเนินการในระบบนิเวศ จากเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยง ไม่ได้แผนการจัดการที่ได้กาหนดไว้จะต้องมีการปรับแผนให้มีการจัดการในรูปที่ดีกว่าและทันสมัยยิ่งขึ้น สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ใกล้เคียงได้
  • 50.
    - 22 - การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในพื้นที่จะเป็นไปตามขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงตาม ระยะเวลาของกระบวนการผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจะต้องปรับให้เข้ากับเหตุการณ์อันอาจจะ เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอันอาจจะเกิดจากปัจจัย ภายนอก จาเป็นต้องจัดกิจกรรมสนับสนุนทางด้านการเงินเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น 5. การกาหนดขั้นตอนเป้ าหมายการจัดการเชิงระบบนิเวศในระยะยาวและสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ เพื่อให้บรรลุเป้ าหมายโครงการที่กาหนดวัตถุประสงค์ไว้ในระยะยาวเป็นการคาดคะเน ล่วงหน้าหรือตามความคาดหวัง หากมีการเปลี่ยนแปลงเป้ าหมายหรือวิธีการที่จะให้บรรลุผลตามเป้ าหมาย แนวทางการปรับแผนจะต้องมีการพิจารณาถึงเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะสนับสนุนในการจัดการด้วย การปรับแผนตามโครงการจาต้องมีการติดตามและประเมินผลก่อน ตัวชี้วัดของเป้ าหมาย จึงเป็นตัวกาหนดว่าการจัดการมีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ ทาให้เกิดการมีปรับแผนโดยมีผู้มีส่วน ได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือการปรับแผน หรือผู้เป็นเจ้าของโครงการจะต้องทางาน อย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวทางการปรับแผนจะต้องมีการประชุมอภิปรายร่วมกันเพื่อพิจารณา เหตุผลจากปัญหาที่เกิดอย่างชัดเจน การแก้ไขปัญหาก็ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ ด้วย รวมทั้ง การพิจารณาถึงกลไกของเศรษฐกิจ การตลาด ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบร่วมกับภาครัฐ หรือผู้จัดการโครงการ ----------------------------------------------
  • 51.
    - 23 - บทที่5 เครื่องมือในการจัดการเชิงระบบนิเวศ ----------------------------- ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเครื่องมือหลักในการจัดการระบบนิเวศ คือ การจัดทาแผนยุทธศาสตร์การ จัดการ จะต้องมีข้อมูลพื้นฐานที่มีข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีการกาหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ วิธีการ ดาเนินงาน การติดตามและประเมินผล หน่วยงานรับผิดชอบและงบประมาณ 1. แผนยุทธศาสตร์การจัดการเชิงระบบนิเวศ แผนยุทธศาสตร์การจัดการเชิงระบบนิเวศควรจะได้กาหนดรายละเอียด ดังนี้ 1.1 ข้อมูลองค์ประกอบของระบบนิเวศ - ลักษณะพื้นที่ทางกายภาพ –ภูมิอากาศ ดิน น้า - ลักษณะทางชีวภาพ- พืช และสัตว์ - ข้อมูลทางสังคม – ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การวิเคราะห์ผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย - ข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ - วิธีการจัดการและโครงสร้างการดาเนินงานในพื้นที่คุ้มครอง 1.2 การวิเคราะห์องค์ประกอบของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์และขอบเขต 1.3 การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ภัยคุกคามและผลกระทบ 1.4 การกาหนดวัตถุประสงค์ของการจัดการและการฟื้นฟูระบบนิเวศ 1.5 กาหนดวิธีการจัดการตามโอกาสและความเป็นได้จากการวิเคราะห์ - การกาหนดแนวทางกายภาพ (การทารั้ว การควบคุมมลพิษ การฟื้นฟูระบบนิเวศ) - การกาหนดแผนทางชีวภาพ (การปลูกพืช การปล่อยชนิดพันธุ์สู่ธรรมชาติ การกาหนดเขตการจัดการ) - การจัดการทางด้านสังคม (การป้ องกันพื้นที่ การป้ องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า การใช้ทรัพยากรในพื้นที่ การแบ่งเขตการจัดการ) - การศึกษาวิจัย (การค้นหาข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาระดับความสาคัญ) - การวิเคราะห์กฎหมาย กฎระเบียบและแนวทางการจัดการ - ด้านเศรษฐกิจ (การสนับสนุนจากองค์กร การจัดหารายได้การท่องเที่ยว) 1.6 ผลที่คาดหวังจะได้รับจากกิจกรรมการจัดการ 1.7 วิธีการติดตามผล การกาหนดตัวชี้วัด กฎเกณฑ์ วิธีการวัดและการวิเคราะห์ 1.8 แนวทางการปรับแผนยุทธศาสตร์ 1.9 การมีส่วนร่วม (ร่วมตัดสินใจ การปฏิบัติ การศึกษาและการติดตามผล)
  • 52.
    - 24 - 1.10สถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ รวมทั้งผู้ตัดสินใจในการดาเนินงาน 1.11 การรายงานและการเสนอข้อมูล 1.12 รายละเอียดเงินงบประมาณ การกาหนดขอบเขตของการจัดการระบบนิเวศ การจัดการระบบนิเวศจะต้องมีพื้นที่ที่กว้างขวางเพื่อให้สิ่งของต่างๆ ภายในพื้นที่มี ความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันภายในระบบนิเวศ หากมีภัยคุกคามส่วนใดจะได้แก้ไขปัญหาให้มี ประสิทธิภาพ ภาวะทางสังคม-เศรษฐกิจ การบริหาร นโยบายจะเป็นตัวกาหนดให้มีการจัดการระบบนิเวศ ทั้งหมด เช่น พื้นที่คุ้มครองทั้งหมดทั้งพื้นที่ที่อยู่ในเขตเดียวกันดังที่เป็นการดาเนินการจัดการแบบกลุ่มป่า ที่กาหนดขึ้นมา จะมีขอบเขตพื้นที่ที่ะมีการวิเคราะห์ถึงการใช้ประโยชน์หรือการให้ประโยชน์แก่ชุมชนหรือ ประชาชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์ของการจัดการระบบนิเวศ กระบวนการจัดการระบบนิเวศจะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมในการตัดสินใจในการจัดการ พื้นที่โดยเฉพาะเป้ าหมายที่กาหนดในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละเขตการจัดการ เฉพาะพื้นที่ที่มีวิธีการที่แตกต่างกันรวมถึงการกาหนดระดับความสาคัญ การกาหนดเป้ าประสงค์เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ต่อความอยู่ดีกินดีของชุมชนท้องถิ่นที่มี ความสาคัญในระดับชาติ ระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น การสร้างความสมดุล การแก้ไขปัญหาโดยผ่าน กระบวนการปรึกษาหารือร่วมกัน ความจาเป็นที่ต้องนามาพิจารณาตามลาดับความสาคัญ (เช่น การสร้างถนนหรือการสร้างเขื่อน เก็บกักน้าในพื้นที่คุ้มครอง) สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศอย่างไร หรือมีผลกระทบกับ พื้นที่คุ้มครองอย่างไร โดยเฉพาะการรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศให้สมบูรณ์ แผนยุทธศาสตร์การจัดการจะต้อง มีวัตถุประสงค์โดยมีการตกลงร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาคหรือระดับชาติ ผู้มีอานาจในการดาเนินงานควรจะมีส่วนร่วมทุกๆ ระดับ การติดตามและประเมินผลและการวิเคราะห์เพื่อการจัดการ การติดตามและประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจจะเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการวางแผนการจัดการ การพิจารณาถึงตัวชี้วัดและความสาคัญมีหลายรูปแบบ เช่น คิดเป็น เปอร์เซ็นต์ (%) ของประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก หรือการเพิ่มขึ้นของประชากร จะมีผลกระทบกับการใช้น้าดื่มมากขึ้น เป็นต้น
  • 53.
    - 25 - สถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ การจัดทาแผนยุทธศาสตร์ระบบนิเวศจะต้องมีสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง งานในหน้าที่มีความแตกต่างกัน อย่างไรของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ความร่วมมือจากภาคส่วนราชการอื่นที่มีการร่วมประชุมแผน การทบทวน การายงานผล และการปรับแผนงานตลอดจนมีข้อมูลใหม่ๆ มาพิจารณา งบประมาณและกลไกในการจัดการ การเงินงบประมาณควรจะได้มีการกาหนดไว้ในแผนการจัดการระบบนิเวศ มีการกาหนด เงินงบประมาณไว้ในทุกๆ โครงการ/แผนงาน กิจกรรมภาคสนาม กิจกรรมของชุมชน การฝึกอบรม การสร้างความเข้มแข็งด้านการสื่อสารข้อมูล การติดตามและประเมินผล ซึ่งในทุกโครงการจะต้องมี งบประมาณที่เพียงพอ 2. เครื่องมือการติดตามและประเมินผล เครื่องมือในการติดตามและประเมินผลกระบวนการของการจัดการระบบนิเวศ อาจจะ ประกอบด้วย 2.1 การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นการค้นหามูลค่าทางเศรษฐกิจ โครงสร้างและ ผลผลิตที่ได้จากระบบนิเวศ 2.2 ยุทธศาสตร์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเป็นการดาเนินงานในระยะยาว เพื่อตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งจะมีหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งด้านสังคม-สุขภาพของระบบ นิเวศ 2.3 การทบทวนและการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม เพื่อต้องการทราบถึงกิจกรรมที่มีผลกระทบ สิ่งแวดล้อม กฎเกณฑ์ของกระบวนการที่เกิดขึ้น 3. การจัดการข้อมูลในระบบนิเวศ ข้อมูลต่างๆ ในระบบนิเวศจะต้องมีการจัดการเพื่อใช้ในการพิจารณาตัดสินใจกาหนดแผนการ จัดการ การปฏิบัติและการปรับแผน ข้อมูลต่างๆ ส่วนใหญ่จะได้มาจากการติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติการ การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศในระยะเวลาต่างๆ โดยปกติข้อมูลจะได้จากแหล่งต่างๆ การจัดตั้งเครือข่ายที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ โดยมีขั้นตอนในการดาเนินงาน ดังนี้ 3.1 ความต้องการวิเคราะห์ข้อมูลและการคัดเลือก จาเป็นต้องค้นหาข้อมูลระบบนิเวศที่ ต้องการที่ให้ประโยชน์ทั้งในระยะสั้น-ระยะยาวตามความเหมาะสมที่มีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่มีรายละเอียด มากอาจจะไม่เป็นประโยชน์ก็ได้
  • 54.
    - 26 - ก.ลักษณะของระบบนิเวศ เป็นการ - อธิบายถึงระบบนิเวศ องค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบ - อธิบายถึงองค์ประกอบและคุณค่าของระบบนิเวศ เช่น เรื่องน้า หรือพื้นดิน - อธิบายถึงประเพณีของชุมชนท้องถิ่น - อธิบายถึงสถานภาพ การใช้ ภัยคุกคามที่ขึ้นอยู่กับหลักวิชาการและภูมิปัญญา ท้องถิ่น ข. วัตถุประสงค์ของการจัดการ - ศักยภาพของการจัดการและความต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศ - ประเมินผลทางเศรษฐกิจของการใช้ทรัพยากร ซึ่งขึ้นอยู่กับการลงทุนและ ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการบริการของระบบนิเวศ ค. การวิเคราะห์ประเมินปัจจัยทางสังคมที่มีผลกระทบกับการจัดการระบบนิเวศ - ด้านมนุษยวิทยา สังคม และวัฒนธรรม - บทบาทของกลุ่มต่างๆ ในสังคม (เช่น อายุ เพศในการใช้ทรัพยากร) - สมาคม การเมืองและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในกลุ่มขององค์กรที่มีความสนใจ 3.2 การเก็บรายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานที่จะต้องวิเคราะห์และการใช้ข้อมูลที่ค้นหาได้ โดยการค้นหาจากเอกสาร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อสนับสนุนการค้นหาข้อมูลจากผลการวิจัยรายงานจากสถาบันและอื่นๆ - ข้อมูลด้านกายภาพ – ข้อมูลภูมิอากาศ น้าขึ้นน้าลง ข้อมูลอุทกวิทยา - ข้อมูลทางภูมิศาสตร์และเคมี - การประเมินทางด้านทรัพยากรชีวภาพ - ข้อมูลด้านสังคมเศรษฐกิจและการบริหาร - การแสดงข้อคิดเห็นจากสาธารณชน - การรายงาน ข้อมูลดังกล่าวควรจะเป็นข้อมูลที่ง่ายต่อการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ขณะเดียวกันก็ควร จะนาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในการดาเนินกิจกรรม เช่น GIS, Mapping และ PRA (Participatory Rural Appraisal) 3.3 การแก้ไขข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ มีความจาเป็นอย่างยิ่งในการที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการจัดการ การค้นหาช่องว่างของ ข้อมูลที่เป็นระบบ ทั้งการค้นหาจากเอกสารและการสารวจจากภาคสนาม ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมใน กระบวนการดังกล่าว
  • 55.
    - 27 - 3.4การสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสื่อสาร การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจดาเนินการ ข้อมูลควรจะ นาเสนอในแนวทางที่จะระบุถึงความสาคัญของโครงการรวมทั้ง ก. ระบบนิเวศและขอบเขต พิจารณาถึงสถานภาพของระบบนิเวศ ชีววิทยา ลักษณะ ภูมิประเทศที่เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบจากภายนอกขอบเขต ข. สังคม-เศรษฐกิจ การบริหารและชุมชนท้องถิ่น ข้อมูลสมาคม วัฒนธรรม และ เศรษฐกิจในระดับชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลเหล่านี้จะได้พิจารณาเพื่อนาไปสู่ระดับพื้นที่ภูมิภาคหรือ ระดับชาติ ค. การใช้ประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลกระทบอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับระบบ นิเวศ ง. กฎหมายและขอบเขตของการบริหาร การบริหารระบบนิเวศมีความสอดคล้องกัน อย่างใกล้ชิด มีการวิเคราะห์ความขัดแย้งในพื้นที่ จ. การกาหนดตัวชี้วัดและการติดตามผล ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามผลจะนาไปสู่การ พิจารณาถึงองค์ประกอบและโครงสร้างของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและภาวะ แนวโน้มของเศรษฐกิจ ตัวชี้วัดจะต้องมีสัมพันธ์กับระยะเวลาและไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก 3.5 การจัดทาแผนที่ การจัดทาแผนที่ที่แสดงถึงข้อมูลรายละเอียดที่มีในพื้นที่แสดงลงในแผนที่ เช่น ที่ตั้งของ ทรัพยากร ลักษณะของระบบนิเวศ ขอบเขตของระบบนิเวศ ที่ตั้งของชุมชน การใช้ประโยชน์เพื่อแสดงให้ เห็นได้ชัดถึงการกระจายของระบบนิเวศ บริเวณพื้นที่การใช้ประโยชน์ ขอบเขตการอนุรักษ์และการพัฒนา ตามแผน การจัดทาแผนที่แสดงถึงขอบเขตระบบนิเวศจะต้องใช้ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมหรือ อุปกรณ์อื่นใด หรือภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศไว้ตรวจสอบกับทางภาคพื้นดินหรือการ ใช้ GIS ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทันสมัย 3.6 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดเป็นปัจจัยที่นามาใช้เป็นข้อมูลสถานภาพของระบบนิเวศ ระดับของระบบนิเวศ สุขภาพหรือความมั่นคงของระบบนิเวศที่เป็นจานวนและการกระจายของชนิดพันธุ์ในพื้นที่ตามเวลา ระดับ มลพิษในน้า ความเค็มของน้า ดินเค็ม ตัวชี้วัดจะแสดงให้เห็นถึง - สถานภาพของระบบนิเวศและความเกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น - การกาหนดเวลาเก็บและเสนอข้อมูล - นาผลและใช้ในการพิจารณาตัดสินใจได้ - ใช้เป็นการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้อง - ชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • 56.
    - 28 - 4.กระบวนการการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการและปฏิบัติการด้านการ จัดการระบบนิเวศ เป็นการแสดงถึงการที่มีความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจ การทางานร่วมกัน ซึ่งจะมีทักษะในการมีส่วนร่วมและการขับเคลื่อนกระบวนการทางาน 4.1 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จานวนคนหรือจานวนครัวเรือนในชุมชนได้มีการจัดตั้ง กลุ่มเพื่อการอนุรักษ์และการพัฒนาระบบนิเวศ องค์กรภาคเอกชน กลุ่มภาคธุรกิจ บริษัท สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ การวิเคราะห์กฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง 4.2 สร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดการ ระบบนิเวศ การแก้ไขความขัดแย้ง ความต้องการผู้ที่มีทักษะในการแก้ไขปัญหา การประชุมร่วมกันระหว่าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพิจารณาว่า “ตกลงหรือไม่ตกลง” และกาหนดให้มีการเปรียบเทียบประโยชน์ในการ จัดการระบบนิเวศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของระบบนิเวศ 4.3 กระบวนการการมีส่วนร่วม กระบวนการการมีส่วนร่วมจะต้องมีความแน่ใจว่าผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานและปฏิบัติในโครงการจัดการระบบนิเวศ โดยการ ปฏิบัติงานแผน การประชุมร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เฉพาะกลุ่มหรือหลายๆ กลุ่ม การแสดงความ คิดเห็นส่วนบุคคลด้านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ การได้รับผลประโยชน์ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นในการใช้สินค้าและบริการ และการตอบสนองความร่วมมือ กระบวนการการมีส่วนร่วมสามารถกระทาได้ในหลายๆ กรณีที่มีหลายๆ ระดับของผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ - อานวยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ การพัฒนาและโอกาสที่เกี่ยวข้อง - การร่วมตัดสินใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การนาความคิด แหล่งข้อมูลมาใช้ ในการพิจารณาร่วมกัน - กาหนดให้มีการร่วมกันในความรับผิดชอบ การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศและ ร่วมติดตามผลและปฏิบัติงานร่วมกัน 4.4 เครื่องมือในการมีส่วนร่วม มีหลายๆ วิธีการในการพัฒนาโดยเฉพาะการที่มีส่วนร่วม ของชุมชนท้องถิ่น เทคนิคและวิธีการจัดการเชิงระบบนิเวศ - การประเมินการมีส่วนร่วม - การวางแผน การเจรจา และการจัดการความขัดแย้ง - การสารวจข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม
  • 57.
    - 29 - 5.บทบาทของการพัฒนากิจกรรมในการจัดการระบบนิเวศ ถ้าชุมชนท้องถิ่นไม่เข้าใจถึงความต้องการปัจจัยเพื่อความอยู่รอด เช่น น้า อากาศ และอาหารก็ จะเป็นการยากที่จะสนับสนุนให้มีการจัดการระบบนิเวศ แต่ถ้าหากมีความเข้าใจถึงผลประโยชน์แล้วคงจะ เข้าใจและร่วมมือมากยิ่งขึ้น มีข้อมูลพิจารณาอยู่ประการคือ ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ และระบบนิเวศจะมี ส่วนช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้จัดการพื้นที่สามารถที่จะสนับสนุนให้มีความยั่งยืน การใช้ประโยชน์ สินค้าและการบริการของระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่า แต่ขณะเดียวกันก็มีการอนุรักษ์ระบบ นิเวศ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในระยะยาวจะทาให้มีการคงอยู่ของระบบนิเวศ ความรู้ความเข้าใจถึงสินค้าและบริการของระบบนิเวศ กิจกรรมการพัฒนาที่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ลาดับความสาคัญที่มีการวิเคราะห์ถึงชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะประกอบด้วยกิจกรรมและความยั่งยืน 5.1 การเริ่มกิจกรรม การดาเนินการจัดการระบบนิเวศภายในชุมชนจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับงานประจาวัน จาต้องมีความร่วมมือผ่านกระบวนการพัฒนากิจกรรมซึ่งจะต้องการวิเคราะห์ กิจกรรมที่กาหนดต้องมีความ ชัดเจนภายในกลุ่มเป้ าหมายโครงการ ยุทธศาสตร์ของกิจกรรมจะมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของ ระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่น เช่น - การขุดบ่อน้า - การฟื้นฟูแหล่งต้นน้า - ผลผลิตจากการเกษตรและอุปกรณ์ทาฟาร์ม - การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ - การปรับปรุงคุณภาพ การบริการ การศึกษา - การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม ปัญหาในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาจะต้องยึดถือเป้ าประสงค์ ชุมชนท้องถิ่นอาจจะ ไม่มีความพึงพอใจในระยะแรก ถ้าหากมีการชี้แจงให้เข้าถึงวัตถุประสงค์การจัดการสิ่งแวดล้อม ตามขั้นตอนอาจจะยุ่งยาก แต่ถ้าทุกคนเข้าใจก็สามารถดาเนินการต่อไปได้ ปัญหาข้อที่สอง คือ กิจกรรมที่ขอร้องโดยชุมชนท้องถิ่นให้ดาเนินการ เพื่อขยายงาน เพิ่มเติมก็สามารถจะกระทาได้ 5.2 การพัฒนากิจกรรมอย่างยั่งยืน การพัฒนากิจกรรมอย่างยั่งยืนมีการพิจารณาเรื่องการจัดการระบบนิเวศโดยชุมชนท้องถิ่น เพื่อกาหนดเป็นโครงการดาเนินการในชุมชนเองที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ แผนที่บรรจุไว้ในแผนการจัดการ ระบบนิเวศ - การจัดลาดับความสาคัญของการพัฒนาชุมชนให้เชื่อมโยงกัน - กาหนดวัตถุประสงค์การอนุรักษ์ให้เชื่อมโยงกัน - การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • 58.
    - 30 - -สรุปประเด็นที่สาคัญ - ร่วมมือสนับสนุนกับกลุ่มชุมชน - การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร - การทดลองถึงผลลัพธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้แกชุมชน กิจกรรมขั้นพื้นฐานเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุน ดาเนินการ ดังตัวอย่าง เช่น - การฟื้นฟูป่าไม้ - การป้ องกันภัยพืชพันธุ์ - การป้ องกันมิให้มีการปลูกพืชใช้น้ามาก - ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฝีมือและการตลาด - การปรับปรุงการเลี้ยงผึ้ง/น้าผึ้ง - การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ - การใช้เตาแบบประหยัด การส่งเสริมเพื่อให้มีการพัฒนาและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในอนาคต การพยายามที่จะ ลดภัยคุกคาม ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ 6. สถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ ในการดาเนินงานการจัดการระบบนิเวศและการประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและ เอกชน จะต้องมีผู้ดาเนินการกิจกรรมต่างๆ จะต้องมีสถาบันหรือหน่วยงานที่มีอานาจในการประสานงาน รับผิดชอบเป็นหน่วยงานที่จะต้องมีกิจกรรมที่มีลักษณะ - มีความเต็มใจและมีความสามารถในการดาเนินงาน - มีความเข้าใจในการจัดการระบบนิเวศและระบบการจัดการ - มีความเข้าใจถึงบทบาทภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณีและวัฒนธรรม - การให้ความสาคัญกับชุมชนท้องถิ่นในการจัดการ - มีทักษะในการเจรจา การมีส่วนร่วมและดาเนินกิจกรรม - มีความสามารถในการจัดการแบบมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย - มีความสามารถในการบริหารงาน ความร่วมมือที่ดีคือ การมีการประสานงานระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถาบันหรือ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและองค์กรประชาคม การมีทักษะในการติดต่อประสานงาน การเจรจากับกลุ่มต่างๆ รวมทั้งผู้ร่วมงาน ความร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนด้านแหล่งทุนในการดาเนิน กิจกรรม
  • 59.
    - 31 - 7.การพัฒนาองค์กรและบุคลากร โครงการจัดการระบบนิเวศมีเป้ าหมายเพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันและบุคลากร ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาไว้ในแผนยุทธศาสตร์ - มีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศและผลประโยชน์ - มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเชิงระบบนิเวศ - มีความสาคัญและการใช้วิธีการติดตามผลเพื่อการจัดการและประสิทธิภาพ - มีทักษะ เทคนิคถึงระบบนิเวศที่ต้องการจัดการ - มีทักษะในการมีส่วนร่วมและดาเนินกิจกรรม การพัฒนาบุคลากรของโครงการไม่ควรมีเฉพาะการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว จะรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมฝึกอบรม เช่น การติดตามผลจากน้าเสีย เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกอบรมด้านการจัดการระบบนิเวศ รวมทั้ง สถาบันการศึกษา สถานบันการวิจัย บริษัทเอกชน องค์กรภาคเอกชนระดับนานาชาติและระดับชาติ องค์กร ผู้นาท้องถิ่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเครือข่าย 8. การประชาสัมพันธ์ด้านความสาคัญของการจัดการระบบนิเวศ กิจกรรมในการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประชาชนในพื้นที่จะต้องยอมรับ ความคิดเห็น และการมีส่วนร่วม ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบผู้ใช้ประโยชน์จะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์ การศึกษาเป็นการสนับสนุนชุมชนให้มีวิธีการจัดการระบบนิเวศ ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจ ในทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะประโยชน์ที่ได้รับ ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ควรวิเคราะห์ - ปัญหาหลัก (มลพิษทางน้ามีผลกระทบกับการขยายพันธุ์ของปลา) - ทางเลือกในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (เช่น การตัดไม้) - เป้ าหมายของผู้รับฟังข่าวสาร (โรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษ) - การยอมรับข่าว (โฆษณาว่าไม่เกิดมลพิษ) - ข่าวที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง (เช่น น้าเสีย ทาให้มีผลกระทบกับปลา) - ช่องทางการประชาสัมพันธ์ระหว่างผู้มีปัญหากับโรงงานอุตสาหกรรม ควรจะได้มีการ ร่วมมือการแก้ไขปัญหา - สถาบันหรือหน่วยงานที่ทาหน้าที่สื่อข่าว เช่น หอการค้าหรือธุรกิจการค้า - ทรัพยากรด้านการเงินงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับชุมชน เป้ าหมายของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย อุปกรณ์ที่ใช้ประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้ าหมาย อุปกรณ์การสื่อสารประกอบด้วย - สื่อสิ่งพิมพ์จดหมายข่าวและหนังสือพิมพ์ - การประชุมโต๊ะกลม สัมมนาและการประชุม - ทางานร่วมกับผู้นาและชุมชนท้องถิ่น
  • 60.
    - 32 - -วิทยุ วิดีโอ และ VTR - การจัดแสดงหรือจัดงานหรือกิจกรรมบางอย่าง การให้การศึกษาตามหลักสูตรในสถาบันการศึกษา การปรับเปลี่ยนให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการระบบนิเวศ ควรจะได้มีกิจกรรมการศึกษาผ่านสื่อการเรียนการสอนใน โรงเรียนระดับประถมมัธยมหรืออุดมศึกษา เยาวชนในระดับการศึกษาสามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายผู้มีหน้าที่ ดาเนินการจัดการระบบนิเวศ ควรจะได้ดาเนินการร่วมมือกับผู้ให้การศึกษาจะได้รับผลมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนการจัดการระบบนิเวศถือได้ว่าเป็ นความสาคัญส่วนหนึ่งของแผน ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ที่จะต้องดาเนินการผ่านกระบวนการสื่อต่างๆ สื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารตลอดจน การประชุม แต่การดาเนินงานดังกล่าวจะอยู่ในระดับของผู้ใหญ่ในส่วนกลาง ในชุมชนท้องถิ่นจะได้รับ ข้อมูลน้อย หรือหัวหน้าหมู่บ้านไม่ให้ความร่วมมือโดยเฉพาะเครื่องมือที่ใช้ในดาเนินการกิจกรรม การที่ต้องการให้มีการสนับสนุนงานจัดการระบบนิเวศจะต้องให้ชุมชนท้องถิ่น ระดับ จังหวัดหรือระดับชาติมีความเข้าใจส่งผลประโยชน์ที่ได้รับ การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการแสดงให้ เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติมีความสาคัญทางเศรษฐกิจ 9. การฟื้นฟูระบบนิเวศ 9.1 การฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นกระบวนการฟื้นฟูองค์ประกอบและโครงสร้าง ชนิดพันธุ์พืช/ชนิดพันธุ์สัตว์ที่ได้สูญ หายไปเนื่องจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์หรือภัยคุกคามอื่นๆ การฟื้นฟูระบบนิเวศจะต้องพิจารณาถึง คุณค่าของระบบนิเวศในหลายๆ โครงการได้มีการดาเนินงานป้ องกันระบบนิเวศมีกิจกรรมที่มีการยอมรับ และไม่ยอมรับ จากองค์ประกอบและโครงสร้าง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ความแตกต่างกัน หรือพื้นที่ที่ไม่ จาเป็นต้องฟื้นฟูจะต้องมีการพิจารณาถึงพื้นที่และเหตุผลในการฟื้นฟู วิธีการต่างๆ ที่เคยใช้ในการฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น - การฟื้นฟูป่าไม้การปลูกต้นไม้ - การจัดทารั้วล้อมรอบพื้นที่ธรรมชาติเพื่อป้ องกันชนิดพันธุ์ - การป้ องกันดินพังทลาย - การปล่อยคืนชนิดพันธุ์หาได้ยากสู่ธรรมชาติ - การปล่อยคืนชนิดพันธุ์ที่มีประโยชน์สู่ธรรมชาติ - การจัดตั้งหน่วยอุทกวิทยา (วิเคราะห์ระดับน้า) - การเกษตรในพื้นที่ตามฤดูกาล การบังคับใช้กฎหมาย - การควบคุมภูมิอากาศ น้าเสียรอบๆ พื้นที่
  • 61.
    - 33 - 9.2การประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การฟื้นฟูระบบนิเวศจาต้องมีการตรวจสอบหรือตรวจวัดเสียก่อนว่ามีความจาเป็นมาก น้อยเพียงใด เพื่อกาหนดไว้ในแผนการจัดการ วิธีการโดยการวิเคราะห์ถึงภัยคุกคามและความสมบูรณ์ของ ระบบนิเวศ มีสิ่งใดบ้างที่ทาให้ระบบนิเวศลดลง - การสูญหายไปของชนิดพันธุ์ที่มีการใช้ประโยชน์ - การเพิ่มขึ้นของชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่กลายเป็นชนิดพันธุ์ที่รุกราน - ชนิดพันธุ์ที่ค่อยๆ หายไปจากพื้นที่หรือลดลง (ทั้งพืชและสัตว์) - การสูญหายไปของกลุ่มที่มีการใช้ประโยชน์ เช่น สัตว์อพยพย้ายถิ่น - ระดับของมลพิษทั้งอากาศ น้า และดิน - องค์ประกอบของระบบนิเวศที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น น้าท่วม วิธีการที่เห็นได้ชัด คือ การสูญหายไปของชนิดพันธุ์ในช่วงเวลาที่กาหนด ซึ่งจะต้องใช้ เวลาในการตรวจสอบ ผลการเปลี่ยนแปลงในรอบปี การลดลงของผลผลิตทางการเกษตร การเปลี่ยนแปลง ของสังคม-เศรษฐกิจ หรือชุมชนท้องถิ่นมีการอยู่ดีกินดีเพิ่มขึ้น การวัดถึงคุณภาพของชนิดพันธุ์ควรจะให้มีความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบและ ข้อกาหนด วิธีการเขียน การวิเคราะห์ปัญหาการป่าไม้ เพื่อใช้ในการพิจารณาถึงการฟื้นฟูที่เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ 9.3 การพิจารณาชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปฟื้นฟูในพื้นที่จะทาให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบกับระบบ นิเวศจนทาลายชนิดพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม เพราะชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเจริญเติบโตได้ดีกว่าจะต้องมีการพิจารณา โดยปกติจะมีการห้ามการกระทาดังกล่าว ไม่ควรนาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปฟื้นฟู ถ้าจาเป็นต้องพิจารณาใน รายละเอียดร่วมกันทุกฝ่าย ---------------------------------------
  • 62.
    - 34 - บทที่6 การพัฒนาโครงการเพื่อการจัดการเชิงระบบนิเวศ ------------------------------ มีหน่วยงานหลายแห่งที่สนับสนุนการจัดการเชิงระบบนิเวศโดยเฉพาะ องค์กรภาคเอกชนที่มี ประสบการณ์ในการวิเคราะห์ พัฒนาและดาเนินงานโครงการที่มีขั้นตอนตามกระบวนการซึ่งอาจจะไม่ เหมือนกัน ขั้นตอนการดาเนินงานด้านการจัดการพื้นที่เชิงระบบนิเวศ สามารถพิจารณาได้จากโครงการ ต่างๆ ที่จะพอยกตัวอย่างได้ 1. การวิเคราะห์โครงการ 1.1 กรอบเวลาในการดาเนินงาน โครงการที่ได้มีการกาหนดเวลาในการปฏิบัติงานภาคสนาม การออกแบบโครงการและ การนาเสนอโครงการโดยพิจารณาถึง - ความมั่นคงทางการเมือง หากว่าการเมืองของประเทศไม่มั่นคง โครงการจัดการจะ ยุ่งยากในการดาเนินงาน หน่วยงานรับผิดชอบไม่สามารถจะตัดสินใจได้ - การเปลี่ยนแปลงของนโยบาย การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ การพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารระดับสูงหรือการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี หรือความ ร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ - การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงของนโยบายจะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง ของกฎหมายหรือขัดแย้งกับกฎหมายจาต้องวิเคราะห์ให้ละเอียด - การเปลี่ยนแปลงของสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบ สถาบันหรือหน่วยงาน รับผิดชอบ มักจะมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ๆ มีบุคลากรที่ดาเนินการด้านการจัดการระบบนิเวศและการ วิเคราะห์ช่องว่างของหน่วยงาน โครงการจัดการเชิงระบบนิเวศต้องกาหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามแผนให้มีเวลา ระยะยาวเพื่อความถูกต้องในการตรวจสอบและการฟื้ นฟู หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจะต้องเป็น หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน หรือชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนให้มีการยอมรับโครงการเพื่อการอนุรักษ์ และการจัดการที่ยั่งยืน ข้อมูลทางวิชาการ ประสบการณ์ในอดีตต้องมีความเข้าใจร่วมกัน วิธีการและเวลา ดาเนินงานควรจะกาหนดให้ชัดเจน 1.2 ผู้ดาเนินการหลัก การออกแบบโครงการจะต้องมีการวิเคราะห์บทบาท หน้าที่ความสาคัญของถิ่นที่อาศัยและ ระบบนิเวศ ความร่วมมือหรือมีการปรึกษาหรือร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น - ผู้ดาเนินการหลักอาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบการดาเนินงาน การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ นอกเขตโครงการ
  • 63.
    - 35 - -นักวิชาการเป็นผู้เข้าใจถึงระบบนิเวศที่แท้จริง เป็นบุคคลที่ไม่ทาให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง และให้คาแนะนาได้ - นักวางแผนยุทธศาสตร์ เป็นผู้ที่มีแนวความคิดเข้าใจถึงแผนยุทธศาสตร์ การผลิต เอกสาร สามารถร่วมทางานร่วมกับบุคคลอื่นให้ช่วยทบทวนเอกสารและทากิจกรรมได้ - ผู้ปฏิบัติการ เป็นทั้งผู้จัดการและปฏิบัติการตามแผนในภาคสนาม มีความตั้งใจที่จะ ทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นสามารถที่จะเข้าใจแผนยุทธศาสตร์ได้ 1.3 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงระหว่างสาเหตุและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะ การวิเคราะห์ปัญหาที่เรียกว่า Problem Tree Analysis ซึ่งเป็นเครื่องมือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเกี่ยวข้องกับ เวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลประโยชน์ การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาต้องพิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ที่ได้รับและ กระบวนการจัดการ 1.4 วัตถุประสงค์ โครงการการจัดการเชิงระบบนิเวศก็เหมือนกับการบริหารโครงการอื่นๆ ที่จะต้องกาหนด วัตถุประสงค์ให้ชัดเจน จะต้องมีการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเข้าใจถึงหลักการของ การจัดการระบบนิเวศ เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดการระบบนิเวศจะกาหนดได้ 1. โครงสร้างและองค์ประกอบที่มีการเปลี่ยนแปลงผลผลิตและผลิตผลของระบบ 2. คุณภาพของสิ่งแวดล้อมและมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ 3. สถานภาพของเศรษฐกิจ-สังคมของมนุษย์เป็นผู้ใช้ทรัพยากรและผลที่ได้รับ 4. สถานภาพของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่และผลที่ได้รับ เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของกระบวนการทางานจะมีความก้าวหน้า สามารถตรวจวัดได้ หรือมีการติดตามผลเกิดขึ้น 2. การกาหนดโครงการ 2.1 หลักการกาหนดโครงการ สามารถกาหนดรูปแบบได้ดังนี้  รูปแบบที่ปรับได้ - กระบวนการมียืดหยุ่นได้วิธีการชัดเจน มีผลลัพธ์ที่ตรวจวัดได้ - มีจุดยืนที่สามารถจะนาไปสู่เป้ าหมายและตรวจสอบได้ - มีกลไกการติดตามและประเมินผลเพื่อการวิเคราะห์และตรวจวัดได้ทุกเป้าหมาย - ผลลัพธ์ที่ได้รับจะต้องเห็นพ้องต้องกันทุกคนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  รูปแบบที่ยั่งยืน ในการจัดการ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของระบบนิเวศควรจะได้ มีการวิเคราะห์ คือ ความยั่งยืนของหน่วยงานรับผิดชอบ
  • 64.
    - 36 - -สถาบันท้องถิ่นผู้รับผิดชอบการจัดการในระยะยาวของระบบนิเวศตามเวลาจน จบโครงการ - สามารถปรับแผนได้โดยใช้ข้อเท็จจริงจากข้อมูลของระบบนิเวศและการใช้ ประโยชน์ - โครงการมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ถูกต้องและมีบทบาทในการประสานกับ หน่วยงานท้องถิ่นได้ - ยุทธศาสตร์ควรกาหนดรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้นจนขั้นสุดท้ายของการจัดการและ ความร่วมมือ ผู้จัดการจะต้องมีส่วนร่วมในการกาหนดรูปแบบและความก้าวหน้า สาหรับเครื่องอีกประการหนึ่งในการจัดการระบบนิเวศ คือ ความยั่งยืนของโครงการ นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจบโครงการ เป็นยุทธศาสตร์ทางการเงินงบประมาณหรือกองทุนอนุรักษ์จากแหล่งอื่น - รายได้ที่ได้จากผลผลิตของการบริหารระบบนิเวศ - การลงทุนของชุมชนท้องถิ่นที่สนใจในการจัดการระบบนิเวศ - ผลประโยชน์ที่ได้รับจากภายนอก การจัดการระบบนิเวศจาต้องมีเงินงบประมาณ กรอบการดาเนินงานจะต้องกาหนด ปัญหา วัตถุประสงค์และกิจกรรมที่ต้องกาหนด ในการจัดการระบบนิเวศต้องคานึงถึง - การอธิบายถึงขอบเขตระบบนิเวศและขอบเขตงานและช่วงระยะเวลา - ประชุมชี้แจงเพื่อแก้ไขปัญหาความเสี่ยง - ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม - สร้างการมีส่วนร่วม- ผู้ร่วมงาน - การติดตามและประเมินผล - เงินงบประมาณ 2.2 การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศ ขอบเขตงานและช่วงระยะเวลา การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศ จาต้องใช้แนวทางวิชาการเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย คือ ขอบเขตทางกายภาพ - ขอบเขตพื้นที่โครงการเป็นระบบนิเวศหนึ่งเดียวกันหรือเปล่า - มีระบบนิเวศอะไรบ้างในพื้นที่ มีความสาคัญอย่างไร - มีอิทธิพลภายนอกอะไรบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มีความสาคัญอย่างไร - มีความสาคัญทางสังคมอย่างไรบ้าง - มีการแบ่งเขตการบริหารอย่างไร เขตการปกครองหรือมีระบบนิเวศที่สาคัญอยู่บริเวณใด - ขนาดของพื้นที่มีมากมายเพียงใด พื้นที่ทางบก ทางทะเล และมีการแบ่งแยกกันหรือไม่ ขอบเขตการจัดการ - โครงการมีการจัดการครอบคลุมหรือมีความยั่งยืนในระดับชาติ - มีข้อมูลที่สาคัญอะไรบ้างและเชื่อมโยงกันอย่างไร
  • 65.
    - 37 - -มีทางเลือกในการจัดการอย่างไร มีโครงสร้างองค์ประกอบและที่ตั้งของระบบนิเวศที่ มีผลกระทบกับมนุษย์ - มีสถานภาพเป็นอย่างไร - โครงการการจัดการระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศขนาดใหญ่ใช่หรือไม่ - มีการจัดการที่เน้นหนักในโครงการอะไรบ้างที่มีประโยชน์ เช่น การท่องเที่ยวชม สัตว์ป่า - เป้ าหมายการจัดการและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนหรือไม่ - ตัวชี้วัดความสาเร็จหรือไม่สาเร็จในผลลัพธ์อย่างไรหรือไม่ - มีข้อดีข้อเสียระหว่างวิชาการกับสังคมของโครงการอย่างไร กรอบเวลา - เวลาที่กาหนดมีความสัมพันธ์กับกระบวนการและองค์ประกอบหรือไม่ การฟื้นฟูกับ เวลามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ - เวลาที่กาหนดเหมาะสมกับหน่วยงานทางสังคมและทรัพยากรที่ปฏิบัติหรือไม่ - เวลาที่กาหนดเหมาะสมกับสังคม การบริการและผู้สนับสนุนโครงการหรือไม่ 2.3 ปัจจัยความเสี่ยง การวิเคราะห์เป็นปัจจัยความเสี่ยง ควรจะได้มีการวิเคราะห์ถึงวิกฤติการณ์ที่คาดหวังว่าจะ เกิดขึ้นในโครงการจะมีคาถามเกิดขึ้นว่า - ผู้ดาเนินการมีความรู้ด้านวิชาการมีชื่อเสียงเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับหรือไม่ - มีผลกระทบเกิดขึ้นกับโครงการหรือไม่โดยการประเมินผล - มีการติดต่อประสานงานกับชุมชนท้องถิ่นหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ประสานงานชุมชน ท้องถิ่นจะมีความเชื่อถืออย่างไรเพื่อให้ทางานร่วมกับชุมชนได้ - มีกฎหมายที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานหรือไม่ เช่น กฎหมายสัตว์ป่าและ สิ่งแวดล้อมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การยึดถือครอบครองที่ดิน ถ้าหากมีกฎหมายที่ดิน ไม่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์ ชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถดาเนินงานจัดการได้ขอบเขตของกฎหมายพื้นที่ คุ้มครองไม่ได้ระบุไว้ทาให้การจัดการยาก - มีสถาบันหรือหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือไม่ ควรมีการพัฒนาศักยภาพ ในทุกๆ ด้านหรือไม่ - มีหน่วยงานอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอุปสรรคหรือไม่ เช่น หน่วยงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกลไกการทางานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - มีการใช้วิธีการที่ได้มีการทดสอบมาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ทา ให้เกิดผลกระทบ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่ทาให้เกิดผลกระทบ เช่น การนาเข้ามาซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่น 2.4 ตัวชี้วัดความสาเร็จจากการติดตามและประเมินผล
  • 66.
    - 38 - ปรัชญาการปฏิบัติงานการจัดการระบบนิเวศด้านการติดตามและประเมินผลกิจกรรมของ โครงการได้ถูกพัฒนาและสามารถที่จะดาเนินการปฏิบัติได้จะต้องมีความเข้าใจถึงความหลากหลายทาง ชีวภาพ นิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคม และสถานภาพของสถาบัน เป้ าหมาย วัตถุประสงค์ กิจกรรมจะ สนับสนุนความสาเร็จจึงต้องมีการพิจารณา - ส่วนที่เกี่ยวข้องการติดตามและประเมินผล - อนุญาตให้ใช้เวลาและทรัพยากรเพื่อการนี้โดยเฉพาะ การจัดการเชิงระบบนิเวศเป็นการทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการติดตาม และประเมินผล ชุมชนท้องถิ่นสามารถที่จะเก็บข้อมูลการวิเคราะห์และใช้ในการจัดการระบบนิเวศและ พิจารณาตัวชี้วัดความสาเร็จ - สิ่งที่เกี่ยวข้องหรือสาเหตุ/ผลความเชื่อมโยง - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กาหนด - ความสาเร็จทางด้านผลผลิต - การวิเคราะห์ความรวดเร็วและการตอบสนอง - วิธีการจัดการอย่างง่ายๆ - ผลการลงทุน การปฏิบัติและผลลัพธ์ของโครงการ สามารถประเมินได้ง่าย โดยการดาเนินงานของ พนักงานเจ้าหน้าที่โครงการและนักท่องเที่ยวจากภายนอกหรือต่างชาติศึกษาได้ง่าย เช่น - จัดทาแผนที่แสดงถึงระบบนิเวศ การกระจายของชนิดพันธุ์ พื้นที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพและทรัพยากร - แผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดิน - เป็นที่ยอมรับจากผู้บริหารของรัฐบาล - จัดตั้งองค์กรภาคเอกชนท้องถิ่นรับผิดชอบแนวทางในการจัดทาแนวกันชน - จานวนหลักสูตรการฝึกอบรม ความแตกต่างกันในการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากร ตัวชี้วัดไม่สามารถประเมินผล ประโยชน์ของโครงการการศึกษาวิจัยจากการติดตามผลตามแผนยุทธศาสตร์ - ปรับปรุงสถานภาพของชนิดพันธุ์ - เพิ่มจานวนผลผลิตจากทรัพยากร - จานวนผู้อพยพย้ายถิ่นที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ - การเปลี่ยนแปลงและสิทธิในที่ดิน - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนา
  • 67.
    - 39 - ซึ่งจะสัมพันธ์กับสถานของความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศเช่น - การเปลี่ยนแปลงความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ (กระบวนการถ่ายภาพ ทางอากาศแสดงถึงสัตว์ป่าในทุ่งหญ้า โดยการกาหนดเป็นแปลงตัวอย่าง) - การเปลี่ยนแปลงของโซ่อาหาร (ความหนาแน่นของชนิดพันธุ์พืชและชนิดพันธุ์สัตว์) - การวัดผลผลิตของระบบนิเวศ (เช่น การติดตามผลผลิตของพืชพรรณในที่ราบลุ่มที่ กาหนดเป็นแปลงตัวอย่าง) - ประเมินองค์ประกอบของระบบนิเวศ โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิต ที่ลดลง (เช่น น้าใต้ดิน คุณภาพของน้าและระบบนิเวศป่าไม้) ความพึงพอใจ ความตระหนักและพฤติกรรม เป็นการยากที่จะประเมินโดยปราศจากการ ติดตามผล เนื่องจากพฤติกรรมของการปฏิบัติ เช่น - การเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในชุมชน ท้องถิ่น - การเปลี่ยนแปลงความตระหนักในการอนุรักษ์การพัฒนาและการตัดสินใจ - ประสิทธิภาพในการพัฒนา การตัดสินใจในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของ กลุ่มเป้ าหมาย ตัวชี้วัดที่แสดงถึงผลสาเร็จในการเลือกจากเหตุผลดังกล่าวแล้วสามารถที่จะใช้ได้และมี ความสาคัญเกี่ยวกับระบบนิเวศของพื้นที่ บางโครงการไม่ประสบผลสาเร็จเนื่องมาจากการเลือกตัวชี้วัดที่ ไม่ได้ดาเนินการตามโครงการ มองแต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการลดลงของระบบ นิเวศ (เช่น นโยบายต่างๆ ขาดความตระหนักและการศึกษา การวางแผนที่ไม่ได้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามา เกี่ยวข้อง) การทดสอบจะต้องให้มีความชัดเจนในการปฏิบัติและตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กัน เช่น - ระดับความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พนักงานโครงการเกี่ยวกับองค์ประกอบและ ผลประโยชน์ของระบบนิเวศ - ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและ นโยบาย - ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์กับคุณค่าของพื้นที่ที่มีความสาคัญทางระบบนิเวศ - การใช้ความรู้ความสามารถในการค้นหาภัยคุกคามและการแก้ไขปัญหาโดยความ ร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย - การนาความรู้และวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการดาเนินงาน - การทางานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนา - การทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ - กิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์โครงการควรจะได้บริหารโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - คุณภาพของกระบวนการจะอยู่ในช่วงเวลาระยะยาวที่มีร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • 68.
    - 40 - 2.5การนาเอาชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง มีบทเรียนจากพื้นที่ที่มีการจัดการระบบนิเวศหลายๆ แห่งได้มีการกล่าวถึงอยู่ 2 ประเด็น 1. ให้ชุมชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศในระยะยาวอาจจะยุ่งยาก จาต้องมี การเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชน 2. ให้ชุมชนมีการ่วมทางานและได้รับผลประโยชน์และเป็นโครงการที่ง่ายต่อการปฏิบัติ สาหรับรายละเอียดของกิจกรรมในโครงการที่ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งมีความจาเป็นใน เรื่อง : - การกาหนดรูปแบบกิจกรรมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง - การวิเคราะห์กิจกรรมที่มีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น - การเลือกวิธีการที่จะใช้และวิเคราะห์ความต้องการและให้สอดคล้องกับกิจกรรม 2.6 บทบาทของผู้มีส่วนร่วมในโครงการ การจัดการระบบนิเวศมีความต้องการการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนและร่วมรับผิดชอบ สถาบันหรือหน่วยงานจะมีบทบาทหลักในความร่วมมือของภาคีการมีส่วนร่วม จากการทบทวนบทเรียน ต่างๆ พบว่า - หน่วยงานรับผิดชอบมีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องน้อยในการที่จะดาเนินการองค์ประกอบ และมีความเสี่ยงในการทางานตามแผนยุทธศาสตร์ การทางานของหน่วยงานจะไม่ ได้ผล - ความสาเร็จของโครงการจะต้องมีการทาสัญญาหรือข้อตกลง (ระหว่างรัฐบาลกับ ภาคเอกชน) ที่จะดาเนินการและทางานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ โดยให้เป็นไปตาม กิจกรรมและความร่วมมือ - กฎหมายเป็นเครื่องมือดาเนินการที่สาคัญ - ความโปร่งใสของทุกภาคีที่มีส่วนร่วมปฏิบัติและตรวจสอบได้ - มีความเต็มใจในการทางานร่วมกันและยอมรับซึ่งกันและกัน การวิเคราะห์ถึงหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมในการจัดการระบบนิเวศโดยเฉพาะที่เน้นหนักใน เรื่องความสามารถในการเข้าร่วมโครงการที่จะดาเนินการให้ประสบผลสาเร็จ โดยวิเคราะห์ถึงสถาบันหรือ หน่วยงาน - เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน (ภาครัฐและเอกชน) ที่มีส่วนรับผิดชอบหรือ เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาและผลประโยชน์ที่จะได้รับ - ประสบการณ์ในอดีต มีความจาเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกิจกรรมการมีส่วนร่วมของ สาธารณชน มีข้อมูลที่น่าสนใจ เทคนิค และการเข้าใจถึงชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม - องค์กรที่รับผิดชอบในส่วนของโครงการที่มีส่วนสัมพันธ์กับกิจกรรมอื่นๆ - ทัศนคติของบุคคลจาต้องมีการฝึกอบรมหรือปฐมนิเทศด้านการจัดการเชิงระบบนิเวศ
  • 69.
    - 41 - -ความต้องการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ การดูงานในพื้นที่อื่นๆ ทั้งภายในและ ต่างประเทศ - การจัดบุคลากรเข้าทางานโครงการเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติตามแผนงานโครงการ - ความสามารถในการสื่อสารและร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันทุกหน่วยงานและ องค์กรอื่นๆ - โครงสร้างการทางานรูปแบบและโครงสร้างหน่วยงาน - การควบคุมงบประมาณระดับการเบิกจ่ายเพื่อการจัดการระบบนิเวศมีงบประมาณมาก น้อยเพียงใด 2.7 ยุทธศาสตร์การกาหนดงบประมาณและผู้สนับสนุน ข้อมูลในอดีตได้แสดงให้เห็นว่าโครงการจัดการระบบนิเวศจะมีผู้สนับสนุนมากมาย รวมทั้งงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรภาคเอกชนทั้งระดับชาติ และนานาชาติ ดังตัวอย่าง - โครงการจัดการระบบนิเวศในระยะยาว ผู้สนับสนุนจะต้องมีข้อตกลงในโครงการ - โครงการจัดการระบบนิเวศที่ต้องการเงินงบประมาณน้อย แต่ใช้เวลาดาเนินการใน ระยะยาวดีกว่าเงินงบประมาณจานวนมากแต่ระยะเวลาสั้น การสนับสนุน การยกเลิกของผู้สนับสนุนควร พิจารณาความยั่งยืนของโครงการและปัญหาอุปสรรค - มีทางเลือกมากมายที่เสี่ยงต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงการก่อนที่จะเริ่มงานโดย พิจารณาถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ - งบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกควรจะมีการทบทวนและติดตามการใช้ จ่ายเงินตามโครงการโดยผู้สนับสนุนยินดีที่จะปรับแผนการจัดการที่มีรายละเอียดประกอบ มีเป้าหมาย วัตถุประสงค์และวิธีการนาเสนอด้วย - ผู้สนับสนุนคาดหวังการทางานขององค์กรท้องถิ่นว่ามีความสามารถดาเนินการได้ 3. การประเมินผลโครงการจัดการเชิงระบบนิเวศ การประเมินผลโครงการที่มีการกาหนดแบบประเมินมีงบประมาณในการปฏิบัติ ผู้ที่เข้าใจ หลักการจัดการระบบนิเวศโดยการทบทวนเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่ได้ ตัวชี้วัด ซึ่งจะต้องมีการ วิเคราะห์ดังนี้ - โครงการจัดการระบบนิเวศเป็นการคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของระบบนิเวศ - ขอบเขตของโครงการ การแบ่งเขตการจัดการที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ ชีววิทยาและถิ่นที่อาศัย ภายใต้การบริหาร มีขอบเขตการทางานอย่างไรที่มีผลกระทบทั้งภายในและภายนอก - โครงการดาเนินงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นยั่งยืนหรือไม่ - ชุมชนท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศหรือไม่ มีเทคนิค สาหรับการจัดการทรัพยากร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนท้องถิ่นหรือไม่
  • 70.
    - 42 - -การกาหนดรูปแบบโครงการสามารถปรับได้หรือไม่เพื่อการจัดการที่เหมาะสม - โครงการมีการดาเนินงานตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับ การจัดการทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ - โครงการเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่างๆ ตามระเบียบหรือไม่ มีกลไกการติดต่อและร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชน - มีสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากกิจกรรมการประเมินหรือไม่ - การประเมินผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ - มีสถาบันหรือหน่วยงานรับผิดชอบกิจกรรมหรือไม่ - มีปัญหาอุปสรรคในการสนับสนุนวัตถุประสงค์อะไรหรือไม่ - มีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ รวมทั้งสถาบัน/งบประมาณที่ยั่งยืนจนจบโครงการ หรือไม่ 4. การปฏิบัติตามโครงการ การปฏิบัติตามโครงการการจัดการเชิงระบบนิเวศ จะประกอบด้วย - ระยะเวลาในการที่จะศึกษาถึงผลกระทบกับความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การฟื้นฟู ระบบนิเวศที่ต้องใช้เวลา 10-15 ปี แล้วสรุปผลการติดตามผลได้ - จานวนของพนักงานเจ้าหน้าที่รับผิดชอบตลอดระยะเวลาของโครงการ - สร้างการมีส่วนร่วมเครือข่ายของหน่วยงานและกลุ่มผู้สนใจที่มีความก้าวหน้า การปฏิบัติ ตามกิจกรรมและหน่วยงานรับผิดชอบ - นโยบาย สถาบันหรือหน่วยงาน ชุมชนท้องถิ่นสนับสนุนเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของ โครงการ การปฏิบัติงานตามกิจกรรมในแผนของโครงการจะแบ่งแยกออกเป็นขั้นตอน บางขั้นตอนจะ เหลื่อมล้ากัน ความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการระบบนิเวศ สามารถอธิบายได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 1) การสร้างความเข้มแข็งให้ทีมงาน 2) จัดทาแผนงานและร่วมพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ 3) จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อทาหน้าที่ให้คาแนะนา ขั้นตอนที่ 2 1) เลือกกิจกรรมโครงการ 2) กิจกรรมในสานักงาน 3) การเสริมสร้างศักยภาพ 4) การทบทวน/ปรับปรุง/การติดตามผล/การศึกษาวิจัย ขั้นตอนที่ 3 1) การนาแผนกิจกรรมสู่การปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 4 1) การเสนอแผนและการดาเนินงาน 2) ยุทศาสตร์การวางแผนในอนาคต
  • 71.
    - 43 - ขั้นตอนที่1.1 การสร้างความเข้มแข็งให้ทีมงาน การสร้างทีมงานของโครงการทุกคนจะต้องเข้าใจถึงโครงการจัดการระบบนิเวศ บทบาทของ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการต้องมีความสามารถในการรับฟัง การปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ ระเบียบวินัย ข้อมูลพื้นฐาน และเพศ จะเป็นนักชีววิทยา นักนิเวศวิทยา มีบทบาท สาคัญให้ทีมงานซึ่งนอกจากนี้จะต้องพิจารณาถึง - จานวนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ/นานาชาติ - เพศ - ความสมดุลระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคมและวัฒนธรรม - ความเข้าใจประเพณีท้องถิ่น - ความเข้าใจด้านภาษาเป็นอย่างดี - มีความเข้มแข็งในการดาเนินงานโครงการ การแก้ไขปัญหาและกิจกรรมดาเนินการ การฝึกอบรมและการปฐมนิเทศพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการการจัดการระบบนิเวศมีความ จาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มีการเข้าใจถึงกระบวนการทางานของโครงการ รวมถึงการฝึกอบรมให้กับผู้มีส่วน ร่วมของชุมชนท้องถิ่น การบูรณาการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาอย่างยั่งยืน การติดตามและ ประเมินผลและการปรับแผน พนักงานเจ้าหน้าที่ของโครงการต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจต้องใช้ เวลาเข้าใจถึงกรรมสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขั้นตอนที่ 1.2 การจัดทาแผนและร่วมพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ คณะทีมงานจะต้องร่วมกันจัดทาแผนด้วยการมีส่วนร่วมและร่วมมือในการทารายงาน การ วิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขปัญหาอุปสรรค จาเป็นต้องมีการศึกษาวิจัย การสารวจข้อมูลด้านสังคมและ นิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยและข้อมูลจากชุมชนท้องถิ่น การศึกษาปัญหาแล้วนามาแก้ไขปัญหาที่กาหนด เป็นแผนกิจรรม การพิจารณางบประมาณ อุปกรณ์และเครื่องมือ โดยการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกัน ขั้นตอนที่ 1.3 การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อให้คาแนะนา กิจกรรมต่างๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่โครงการกาหนดขึ้นมา จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ ปรึกษาเพื่อให้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านวิชาการ สนับสนุนโครงการและช่วยเหลือสถาบัน คณะกรรมการ ดังกล่าวควรจะประกอบด้วยหลายๆ ภาคส่วนที่เข้าใจโครงการและสามารถให้คาแนะนาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ อาจจะแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกากับโครงการ คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการการมีส่วนร่วมที่ กาหนดให้มีบทบาทในการให้คาปรึกษา การดาเนินงานของโครงการ
  • 72.
    - 44 - ขั้นตอนที่2.1 การเลือกกิจกรรมของโครงการ การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้โครงการสารวจทางนิเวศวิทยา เศรษฐกิจและสังคมจาก ขั้นตอนที่ 1 จะนามาวิเคราะห์กาหนดแผนกิจกรรมที่จาเป็นในโครงการ โดยมีคาถามเกิดขึ้น - เป็นกิจกรรมตามนโยบายใช่หรือไม่ หรือเป็นวิธีการจัดการแนวใหม่ - มีกิจกรรมที่เน้นหนักไปในเรื่องที่เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้ - มีส่วนใดบ้างที่ขาดหายไป - ควรที่จะเพิ่มเติมส่วนใดบ้าง  มีกิจกรรมเพื่อการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  การแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี  ความสาคัญของการฝึกอบรม  การพิจารณาผลการแก้ไขปัญหาอุปสรรค  การฟื้นฟูระบบนิเวศ ขั้นตอนที่ 2.2 กิจกรรมในสานักงาน กิจกรรมโดยทั่วไปจะกาหนดเพื่อแก้ไขปัญหาการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติทั้งใน ภาคสนามและสานักงานส่วนกลาง (ระดับการบริหารโครงการ) แผนยุทธศาสตร์มีความจาเป็นในการ ดาเนินกิจกรรม : - ขาดความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรระหว่างผู้มีอานาจการตัดสินใจ - การจัดการที่ดินเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด - ขาดความรับผิดชอบการจัดการทรัพยากรในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคหรือระดับชาติ โครงการการจัดการระบบนิเวศจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย มีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับการ คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ขั้นตอนที่ 2.3 การพัฒนาศักยภาพ การพัฒนาศักยภาพด้านการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่โครงการทั้งในระดับท้องถิ่นหรือ ส่วนกลาง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ โดยกาหนดกิจกรรมการฝึกอบรมโดยสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกอบรม ต้องการฝึกอบรมให้ชุมชน ท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการและ 1. กฎหมายในระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง 2. ความรู้เกี่ยวกับความอุดมสมูบรณ์ของทรัพยากรในระบบนิเวศ 3. การใช้เทคนิคการจัดการอย่างยั่งยืน 4. การเกษตรอย่างยั่งยืน 5. กลไกและเทคนิคการตลาด
  • 73.
    - 45 - ขั้นตอนที่2.4 การทบทวนโครงการด้านการติดตามผลและการวิจัย การทบทวนเอกสารของระบบการติดตามผลควรจะได้ดาเนินการทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มีการร่วมอภิปรายจากหลายๆ กลุ่ม การวิเคราะห์ผลลัพธ์แต่ละโครงการโดยมีผู้มีส่วนร่วมทุกภาค ส่วนและใช้ปรับกิจกรรม การติดตามผลควรจะเป็นการกาหนดระยะเวลา 12-18 เดือน ควรให้มีการพิจารณา ด้วย ขั้นตอนที่ 3.1 การนาแผนกิจกรรมสู่การปฏิบัติ เพื่อการตัดสินใจในแผนงานภาคสนามที่ต้องการให้โครงการประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมาย จะมีการพิจารณาถึง : - การแก้ไขปัญหาเป็นขั้นตอน การแก้ไขความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่มีส่วนร่วมของ คณะกรรมการที่มาจากหลายภาคส่วน - เข้าใจถึงปัจจัยที่เกี่ยวกับความยั่งยืน - โครงการควรมีกิจกรรมที่สามารถแสดงได้ว่ามีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของ แผน - แผนการปฏิบัติตามกิจกรรมควรมีการทดลองให้เห็นผลได้ - การติดตามผลตามแผนยุทธศาสตร์ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ - โครงการควรได้รับการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมตามแผนยุทธศาสตร์การดาเนินงาน - โครงการมีความชัดเจนในเรื่องการฝึกอบรมและร่วมรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การดาเนินงานโครงการต่างๆ ไม่ควรเน้นอยู่เฉพาะหน่วยงานรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ควรมี การจัดการร่วมกับภาคีอื่นๆ เพื่อป้ องกันการปฏิบัตงานที่ไม่เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์จาต้อง - พัฒนาการมีส่วนร่วมจากภาคีอื่นๆ ให้มีผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ด้วย - ดาเนินการให้มีผู้สนับสนุนเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญอยู่ในโครงการ - ลดความเสี่ยงจากหน่วยงานที่นาเอาหน่วยงานอื่นๆ ภายนอกเข้าร่วมโครงการ อาจจะทาให้ เกิดความขัดแย้งได้ - ใช้เงินงบประมาณในการดาเนินโครงการภาคสนามให้เป็นไปอย่างประหยัดตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ หลังจากจบขั้นตอนที่ 3 แล้ว โครงการมักจะมีการติดตามประเมินผลเกิดขึ้นโดยเฉพาะการปรับ แผนและงบประมาณ รายละเอียดที่จะต้องมีการติดตามและประเมินผลประกอบด้วย - รายละเอียดกิจกรรมที่จะดาเนินการต่อไปภายใต้สภาพแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ (ปัญหาและโอกาส) - ข้อดีของการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์มีอะไรบ้าง (ผู้ดาเนินโครงการและภาคี)
  • 74.
    - 46 - -ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติงานโครงการจะนาไปสู่การกาหนดแนวทาง นโยบาย คาแนะนาสู่ ระดับนโยบาย - โครงการได้สร้างความเข้มแข็งให้ภาคีการมีส่วนร่วม - ประสิทธิภาพของการใช้เงินงบประมาณ ขั้นตอนที่ 4.1 การเสนอแผนและการทางานตามแผน โครงการในขั้นตอนที่ 4 จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ คือ  การเสนอแผนปฏิบัติต่อไป ขึ้นอยู่กับข้อเสนอแนะจากการประเมินผล  แผนในอนาคคต ถ้าต้องการก็ต้องเกี่ยวข้องกับแผนที่ได้ดาเนินการนาทางไว้แล้ว อาจจะมี การปรับแผนข้อเสนอของผู้สนับสนุน การติดตามโดยวิธีการประเมินผลโครงการ - ดาเนินการตามวัตถุประสงค์และแนวทางการดาเนินงาน - มีความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ - ผู้สนับสนุนมีความสามารถในการดาเนินงานให้เข้ากับการจัดการระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี โดยความช่วยเหลือทางวิชาการ - ความสาเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ด้านงบประมาณปกติและงบประมาณสนับสนุน ในขั้นตอนที่ 4.1 นี้พนักงานเจ้าหน้าที่และภาคีการมีส่วนร่วมจะต้องมีการปรึกษาหารือ เพื่อพิจารณาถึงขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนที่ 4.2 ยุทธศาสตร์การวางแผนการดาเนินงานต่อไป ยุทธศาสตร์การวางแผนในอนาคตจะต้องมีการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยมีผู้สนับสนุน ผู้มีส่วน ได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้ที่ทาหน้าที่ติดตามประเมินผลเพื่อนาเสนอโครงการและมีข้อตกลง ร่วมกันในระยะเวลาต่อไป หลังจากที่มีข้อตกลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมข้อมูล เอกสารเสนอ ต่อสถาบันหรือหน่วยงานและผู้สนับสนุนอื่นๆ ต่อไป ภาคีผู้สนับสนุนจะมีบทบาทในการดาเนินงานเพิ่มขึ้นในขั้นตอนต่อไปและปรับปรุงแผนจาก เอกสารดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ผู้สนับสนุนจะทราบดีว่าส่วนใดที่ประสบผลสาเร็จ ส่วนใดที่มีข้อบกพร่อง จะต้องแก้ไข ส่วนใดที่มีโอกาสทาได้และให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์โครงการ โดยเฉพาะโครงการ ขั้นต่อไปจะต้องใช้เวลา 2-5 ปี ภาคีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องเตรียมเอกสารแผนยุทธศาสตร์เข้าร่วมประชุมพิจารณาจาก ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง - คณะกรรมการที่ปรึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนหรือผู้แทน - ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมทั้งชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง - พนักงานเจ้าหน้าที่โครงการ
  • 75.
    - 47 - ผู้เข้าร่วมประชุมจากภายนอกที่ทาหน้าที่ติดตามประเมินผลควรเข้าร่วมชี้แจงด้วยในการ ประชุมจะแสดงถึง - ความโปร่งใสของการดาเนินงาน ความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้น การทางานร่วมกัน รวมทั้ง วัฒนธรรมของหน่วยงาน - กรอบงานและกิจกรรมจะต้องมีความชัดเจนมีข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่ายในการมีส่วนร่วม - ผู้สนับสนุน พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจตัดสินใจจะต้องพิจารณาถึงความยืดหยุ่นในการ ทางานโครงการดังกล่าว -----------------------------------------
  • 76.
    - 48 - บทที่7 การพัฒนาแผนการจัดการเชิงระบบนิเวศขั้นต่อไป ------------------------------- แผนยุทธศาสตร์การจัดการระบบนิเวศได้มีการจัดทาและสามารถปรับปรุงได้ หลักการและ เครื่องมือได้กาหนดถึงแนวทางทั้งการอนุรักษ์และการพัฒนาที่มีความสัมพันธ์กับชนิดพันธุ์พืช ชนิดพันธุ์ สัตว์สิ่งแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์ภายในระบบนิเวศ จะต้องมีการบูรณาการโครงการจัดการและการ ตัดสินใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลักษณะที่สาคัญของระบบนิเวศ คือ การจัดการระบบนิเวศที่ยืดหยุ่น ขนาดของการจัดการ ขึ้นอยู่กระบวนการและผลกระทบจากมนุษย์ภายในพื้นที่จากัดและมีการปรับแผนหากว่ามีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น การจัดการระบบนิเวศไม่ใช่เป็นเพียงแต่วิทยาศาสตร์ทางระบบนิเวศเท่านั้น จะเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจของชาติ ชีวิภูมิศาสตร์และสังคม วิธีการในการปรับปรุงระบบนิเวศและวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ ที่ต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการะบบนิเวศจึงเป็นวิธีการพื้นฐานของการจัดการ ความ เกี่ยวข้องกับชุมชนภายในระบบนิเวศที่สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ ชุมชนท้องถิ่นที่มีความเข้าใจและการใช้ ประโยชน์ ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากการจัดการจะต้องใช้หลักวิชาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อควบคุม ความสมดุลของการจัดการระบบนิเวศ หลักวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างก็มีความสาคัญที่จะต้องนาไปใช้ในการจัดการ เพื่อผลประโยชน์จากระบบนิเวศ เช่น กิจกรรมการท่องเที่ยวจะพิจารณาถึงต้นทุนของระบบนิเวศกับการใช้ ประโยชน์ให้สมดุลกันของทรัพยากรธรรมชาติ การนาเอาบทเรียนที่ไม่ประสบความสาเร็จสามารถจะนาไป แก้ไข ปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น เพื่อเป็นการปรับปรุงแก้ไขอุปสรรคในการปฏิบัติหรือประกอบการพิจารณา ซึ่งสามารถสรุป บทเรียนได้ - การสูญเสียองค์ประกอบและการบริการของระบบนิเวศลดลงเกิดผลกระทบกับภาวะทาง เศรษฐกิจ เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความต้องการ ภัยคุกคามโดยเฉพาะข้อมูลรายละเอียดจะต้องกาหนด ไว้ในเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง - คุณค่าทางเศรษฐกิจ เครื่องมือดาเนินการในการประเมินผลประโยชน์ของระบบนิเวศและ ทรัพยากรธรรมชาติ วิธีการ อุปกรณ์จะต้องมีความชัดเจน - การติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการกาหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัด เพื่อนา ผลการประเมินไปใช้ในการปรับแผนยุทธศาสตร์ต่อไป - เครื่องมือใหม่ๆ ที่นามาใช้ในการปฏิบัติงานจะมีความแตกต่างกันตามขั้นตอนของการ ฝึกอบรม
  • 77.
    - 49 - -การดาเนินงานโครงการจัดการระบบนิเวศ การวางแผนยุทธศาสตร์ การติดตามประเมินผล โครงการรวมทั้งวิธีการดาเนินงานอื่นๆ จะต้องมีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ภาคีผู้ร่วมงานและชุมชน ท้องถิ่น ----------------------------------
  • 78.
    - 50 - บทที่8 บทบาทหน้าที่และการวิเคราะห์โครงการ --------------------------- ในกรณีที่จะดาเนินการจัดการโครงการจัดการเชิงระบบนิเวศ จะมีคาถามว่ามีอะไรบ้างที่จะต้อง เตรียมและการดาเนินงานครอบคลุมปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือไม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องมีบทเรียน อะไรบ้างที่สามารถนามาใช้ปฏิบัติได้รวมทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ งานวิชาการและวิธีการจัดการถิ่นที่อาศัย ตามธรรมชาติและระบบนิเวศที่ถูกคุกคาม รายละเอียดของโครงการที่จะต้องนามาใช้ : 1. การตรวจสอบเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมเอกสารข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารรายงานรวมถึงผลการประเมินการ สัมภาษณ์บุคคล การติดต่อกับสมาคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชนท้องถิ่น ผู้สนับสนุน การประชุมกลุ่มย่อย ของผู้เกี่ยวข้อง 2. คาถามที่เกี่ยวข้อง  เพื่อกาหนดโครงการ 1. ลักษณะของระบบนิเวศหรือถิ่นที่อาศัยประกอบด้วยอะไรบ้าง 2. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศมีข้อที่จะต้องแก้ไขหรือไม่ 3. ระบบนิเวศหรือถิ่นที่อาศัยที่ต้องการรักษาไว้ผลิตผลของระบบนิเวศ องค์ประกอบของระบบนิเวศหรือความสาคัญ 4. มีกลไกอะไรบ้างที่จะกาหนดไว้ในโครงการ 5. มีกลไกอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ 6. มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของโครงการที่แน่นอน หากพิจารณาแล้วว่าไม่มี เป้ าหมายหรือโครงการกาหนดไว้อยู่ในขั้นตอนใด 7. มีหลักการของระบบนิเวศอะไรบ้างที่จะต้องนามาใช้ในการกาหนดโครงการ - แผนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค/ระดับความสาคัญ - ชนิดพันธุ์และตัวชี้วัดการป้ องกันถิ่นที่อาศัย - ชนิดพันธุ์ที่ต้องดูแลป้ องกันอย่างเข้มงวด - ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ - การจัดการถิ่นที่อาศัยเฉพาะพื้นที่ - ความเชื่อมโยงของพื้นที่ - ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ - การกระจายของพื้นที่ป่าไม้
  • 79.
    - 51 - -การใช้ประโยชน์จากคุณค่าของระบบนิเวศ - ความเชื่อมโยงของการจัดการระบบนิเวศ - การบูรณาการการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับเศรษฐกิจของ ท้องถิ่น - ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น 8. บทบาทของผู้สนับสนุนมีใครบ้างที่สนับสนุนโครงการ 9. มีหน่วยงานอื่นใดบ้างที่มีบทบาทและเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศและ การเลือกดาเนินการ 10. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทาให้โครงการดาเนินการจัดหาแหล่งทุนและมีกลไก หางบประมาณได้อย่างไรบ้าง  โครงการการจัดการและการปฏิบัติ 1. มีข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรบ้าง และมีการจัดการ อย่างไร 2. ชุมชนท้องถิ่นมีความเกี่ยวข้องอย่างไร มีการสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้อย่างไร 3. มีหน่วยงานใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องโครงการและมีวิธีการสื่อสารและร่วมมือกัน อย่างไร 4. นโยบายของรัฐมีส่วนสาคัญในการคงไว้ซึ่งโครงการที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร 5. มีการสร้างความตระหนักในการคงไว้ซึ่งระบบนิเวศในโครงการให้มี ประสิทธิภาพได้อย่างไร 6. มีกลไกอะไรบ้างที่นามาใช้ในการประเมินผลและความก้าวหน้าของโครงการ  ประสิทธิภาพของโครงการ 1. โครงการมีการอนุรักษ์องค์ประกอบและคุณค่าของระบบนิเวศอะไรบ้าง มีการคาดคะเนล่วงหน้าส่วนที่ไม่ประสบผลสาเร็จได้อย่างไร 2. องค์ประกอบที่สาคัญในโครงการมีอะไรบ้าง - การเก็บข้อมูลและการวิจัย - การประชาสัมพันธ์และความร่วมมือ - การทางานร่วมกับภาคีและสร้างเครือข่าย - การศึกษาและสร้างจิตสานึก - การแนะนาทางวิชาการ - การออกแบบสิ่งก่อสร้างและการดาเนินการ - การจัดการและการป้ องกันระบบนิเวศ - การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
  • 80.
    - 52 - -การพัฒนาชนบท - การมีส่วนร่วมในการวางแผนและการจัดการ - การฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพ - การควบคุมและการวัดผล - กฎหมายและกฎระเบียบ - นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนา - การติดตามและประเมินผล 3. ขนาดและโครงสร้างของโครงการที่มีความสาคัญและมีประสิทธิภาพอย่างไร 4. โครงการได้มีการเรียนรู้ความผิดพลาดอย่างไรและมีการนาไปใช้ในการปรับแผน หรือไม่ 5. มีการกาหนดโครงการอย่างยั่งยืนหรือไม่อย่างไร ที่มีตัวชี้วัดในการประเมินผล อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น - การติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ - รักษาไว้ซึ่งสังคม สถาบันหรือหน่วยงานเพื่อดาเนินการต่อไป - คงไว้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางงบประมาณ 6. มีกลไกอะไรบ้างที่ใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมงบประมาณ 7. ได้มีการปรับแผนอย่างไรหรือไม่ จากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งที่เกิดขึ้น 3. บทเรียนที่เกิดขึ้น รายละเอียดที่ดาเนินการ : 1. ชื่อโครงการ 2. สถานที่/ประเทศ 3. ประเภทของโครงการ : - โครงการเดี่ยว - โครงการบูรณาการ - โครงการสร้างความร่วมมือ 4. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยหลัก/ชนิดของระบบนิเวศ 5. วันเริ่มโครงการ/วันสิ้นสุดโครงการ 6. หน่วยงานรับผิดชอบทุนการดาเนินงาน 7. ลักษณะ/งบประมาณ (น้อย-ปานกลาง-ใหญ่) 8. หน่วยงานปฏิบัติ 9. เป้าหมายและวัตถุประสงค์ 10. ระบบนิเวศหลัก/องค์ประกอบ/กิจกรรม
  • 81.
    - 53 - 11.บทเรียนประสิทธิภาพของการจัดการระบบนิเวศ 12. บทเรียนของการจัดการระบบนิเวศ 13. บทเรียนในเรื่องการมีส่วนร่วม รายละเอียดของโครงการ : 1. อธิบายรายละเอียดสถานภาพและปัญหา 2. เป้าหมายและวัตถุประสงค์ 3. สรุปรายละเอียดที่เกี่ยวข้ององค์ประกอบและกิจกรรม 4. วิวัฒนาการของโครงการ 5. องค์การที่เกี่ยวข้อง 6. โครงร้างหลักการจัดการ 7. ผู้สนับสนุนและงบประมาณ การประเมินผลโครงการ 1. ผลลัพธ์หลักที่ได้รับ 2. ปัจจัยในการสนับสนุน 3. ปัจจัยเกี่ยวกับกระบวนการ 4. การปรับแผน 5. บทเรียนในการจัดการระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ 6. บทเรียนในการจัดการระบบนิเวศในระยะยาว 7. บทเรียนการระบบนิเวศที่ชุมชนมีส่วนร่วม 8. ปัจจัยที่มีผลกระทบกับความยั่งยืน 9. ปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนโครงการ 4. บทเรียนจากกรณีศึกษา ความสาคัญของการจัดการระบบนิเวศและบทเรียนหลักทุกบทเรียนมีการวิเคราะห์ถึงความ ร่วมมือ การศึกษาและการเตรียมแผนที่ได้รับจากกลุ่มคณะทางานเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพต่อไป -----------------------------
  • 82.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
  • 83.
    - 1 - การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย โดยนายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ประเทศไทยมีการดาเนินงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยานแห่งชาติทางบก จานวน 127 แห่ง อุทยานแห่งชาติทางทะเล จานวน 22 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จานวน 58 แห่ง เขตห้าม ล่าสัตว์ป่า จานวน 60 แห่ง และวนอุทยานอีก จานวน 113 แห่ง ทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่รวมกันที่เป็นพื้นที่ทาง บก 20% และอุทยานแห่งชาติทางทะเล 8% ของพื้นที่ทั้งประเทศ พื้นที่คุ้มครองหลายๆ พื้นที่มีการบริหาร จัดการที่เป็นระบบตามนโยบายที่ชัดจน มีกระบวนการดาเนินงานที่เป็นมาตรฐานของการจัดการพื้นที่ คุ้มครองที่กระจายอยู่ทั่วประเทศและอานวยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ดีให้แก่ ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสาคัญและมีประสิทธิภาพใน ระดับชาติ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ความสาคัญของพื้นที่ คุ้มครองเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าหากว่าหน่วยงานรับผิดชอบการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองดาเนินการตามนโยบายและมี หน่วยงานภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมการดาเนินงานพื้นที่คุ้มครองก็จะมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันพื้นที่ คุ้มครองของประเทศไทยกาลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ความท้าทายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองจึงเป็นเรื่องสาคัญของนโยบายระดับประเทศ จากการประเมินพบว่า :  มีความต้องการให้เป็นแหล่งผลิตอาหารเพิ่มขึ้น ความต้องการไม้ใช้สอย ของป่ าหรือ ผลผลิตทางการเกษตร เป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินหรือบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ ในพื้นที่คุ้มครอง การลักลอบล่าสัตว์ป่า การเก็บหาของป่า รวมถึงการลับลอบตัดไม้ของชุมชนท้องถิ่น  การเปลี่ยนแปลงประชากรของประเทศและการพัฒนาของบ้านเมืองทาให้มีการใช้ ประโยชน์พื้นที่คุ้มครอง ทาให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ  การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในท้องถิ่น มีการเผาป่า การลับลอบแผ้วถางป่าของ เกษตรกร การลักลอบทาไม้ทาให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองและชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง  การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเกิดลมพายุที่รุนแรง ฝนตกหนักทาให้เกิดน้าท่วม ทาให้ผลผลิตทางการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงเวลา หรือฤดูการท่องเที่ยว  ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าเกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นทั้งภายในและรอบพื้นที่ (ช้างป่า หมูป่า หรือลิง) อันอาจจะเกิดจากประชากรของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นและต้องการถิ่นที่อาศัยเพื่อการดารงชีวิต
  • 84.
    - 2 - ความต้องการจากการตลาดการค้าจากต่างประเทศรวมทั้งการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จะมีผลกระทบกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูงส่งไปขายต่างประเทศ การลักลอบล่า เสือโคร่ง หมีหรือลิ่น เป็นต้น พื้นที่คุ้มครองเป็นที่รวมของระบบนิเวศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นและเมือง ต่างๆ พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งต้นน้าลาธารและแหล่งอานวยน้าให้แก่ประชาชน การท่องเที่ยวและ วัตถุประสงค์อื่นๆ การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อต้องการให้มีการบริการของระบบนิเวศแก่ ประชาชนในเรื่องการสนับสนุนด้านแหล่งผลิตอาหาร เส้นใย หรือเยื่อไม้ ซึ่งหลักการจัดการจะต้องสร้าง ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อคานึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เชื่อมโยง กับการดารงชีวิตของมนุษย์ เช่น 1. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ 2. การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่เป็นเวชภัณฑ์ คุณค่าทางด้านพันธุกรรม โดยเฉพาะพืชป่าที่เป็น ชนิดพันธุ์ดั้งเดิม 3. การใช้พื้นที่คุ้มครองในท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ 4. รักษาไว้ซึ่งความสะอาดและคุณภาพของน้าให้แก่ชุมชน 5. ลดและชะลอการตกตะกอนของดินในลาน้า แม่น้า และอ่างเก็บน้า 6. อนุรักษ์ชนิดพันธุ์ดั้งเดิมเพื่อความปลอดภัยของแหล่งอาหารและการเกษตร 7. การอนุรักษ์ถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อผลผลิตทางการเกษตรและขจัดศัตรูพืช 8. ป้ องกันภัยธรรมชาติ เช่น การเกิดน้าท่วม หรือการเกิดลมพายุที่รุนแรงตามชายฝั่งทะเล 9. การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ปลา 10.การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นการรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างและองค์ประกอบ ของระบบนิเวศ 11.รักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม 12.การอนุรักษ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนสถาน 13.มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 14.ช่วยลดความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 15.การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินรวมทั้งกิจกรรมแนวเชื่อมต่อระบบ นิเวศ
  • 85.
    - 3 - เป้าประสงค์ของการวิเคราะห์ การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการ SWOT Analysis เป็นการสรุป จุดแข็งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ว่ามีรูปแบบที่ชัดเจน พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับการศึกษาในระดับสูงและได้รับการฝึกอบรม มี ลักษณะการเป็นผู้นา มีผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองเชิงเศรษฐกิจ ความปลอดภัยและการได้รับการ สนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จุดอ่อน พิจารณาถึงพื้นที่ถิ่นที่อาศัยบางส่วนยังไม่มีความปลอดภัยจากการ บุกรุกครอบครองหรือมีการใช้ประโยชน์ ขาดแผนการจัดการ พื้นที่ป่าถูกทาลายจนแยกจากกัน กฎหมายที่ใช้ บังคับไม่มีความเข้มแข็งพอ มีการลักลอบล่าสัตว์ป่า แนวเขตไม่ชัดเจน ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานของ พนักงานเจ้าหน้าที่ ขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ไม่มีการจัดการเรื่องการท่องเที่ยว การ บุกรุกจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โอกาส พิจารณาว่ามีแผนงานระดับชาติ แผนการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่มีการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โครงการการป้ องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า การจัดทาแนวเขตให้ชัดเจน การพัฒนา บุคลากร การสร้างความร่วมมือ ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว การศึกษาวิจัยเพื่อการจัดการ กลไกการจัดการ แหล่งทุน ความเสี่ยง สัตว์ป่ าหลายชนิดมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ มีปัญหาการจัดการถ้าหากไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ไม่มีการจัดการกองทุน การขยายพื้นที่และสิ่งก่อสร้างและการขาดการสนับสนุน จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครองก็เพื่อเป็นแนวทางในการบริหาร จัดการพื้นที่คุ้มครอง การวิเคราะห์ได้สรุปรวมจากการปฏิบัติงานภาคสนามและร่วมปรึกษาหารือกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่พื้นที่นาร่องของโครงการและจากประสบการณ์ของผู้ดาเนินการวิเคราะห์ สามารถจะสรุปได้อย่างคร่าวๆ เพราะว่ายังมีข้อมูลอีกมากที่จะต้องค้นหาเพื่อให้มีประโยชน์ต่อการจัดการ พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย ซึ่งจะรวมถึงขนาดพื้นที่ที่แตกต่างกัน ที่ตั้งในภูมิภาค องค์ประกอบของชนิด พันธุ์และปัจจัยอื่นๆ สาหรับการวิเคราะห์ข้อคิดเห็นต่างๆ ทุกข้อ ไม่สามารถใช้ได้กับทุกๆ พื้นที่คุ้มครอง แต่เป็นการกาหนดระบบพื้นที่คุ้มครองโดยทั่วๆ ไป จุดแข็ง (Strengths) จุดแข็งของการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยได้รับการปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น 1. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง ชีวภาพทั่วประเทศ แต่ยังมีบางส่วนที่เป็นช่องว่างอยู่แต่ก็ได้ดาเนินการให้มีความสาคัญในระดับชาติ การ อนุรักษ์ถิ่นที่อาศัยให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สัตว์ป่ าที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูก คุกคาม เช่น เสือโคร่ง ละองละมั่ง และเนื้อทราย ซึ่งบางชนิดพันธุ์ก็ได้มีโครงการนาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
  • 86.
    - 4 - การสร้างแนวเชื่อมต่อในระบบนิเวศเพื่อให้สัตว์ป่าเดินทางไปมาเพื่อหาอาหารได้เช่น ช้างป่า นกเงือก เป็น ชนิดพันธุ์ที่มีการปรับตัวในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 2. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้มีการป้ องกันรักษาดูแลภายใต้กฎหมายที่กาหนด คือ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 (แก้ไข พ.ศ. 2535) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พ.ร.บ. ป่า สงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พ.ร.บ.รักษาพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 (แก้ไข พ.ศ. 2535) พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2518 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 3. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทาหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมีมากกว่า 5,000 คน ซึ่งได้รับ การศึกษาและการฝึกอบรมหรือพัฒนาองค์ความรู้ความสามารถในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจากสถาบันการศึกษา ในระดับสูง มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหัวหน้าพื้นที่ คุ้มครองที่มีคุณภาพจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย มีการฝึกอบรมในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น Smart Patrolling เป็นต้น ที่เน้นหนักไปในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ลูกจ้าง ชั่วคราวส่วนใหญ่มาจากคนในท้องถิ่นตามหมู่บ้านรอบๆ พื้นที่คุ้มครองหลังจากที่ทางานครบ 5 ปี ก็ได้รับ การสนับสนุนให้เป็นลูกจ้างประจาตามตาแหน่งโดยการสอบแข่งขันและขึ้นอยู่กับประสบการณ์ 4. มีการศึกษาวิจัยในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองในพื้นที่ คุ้มครองนั้นๆ มีนักวิจัยในสาขาต่างๆ เช่น ชีววิทยา สัตว์ป่า นิเวศวิทยา ถิ่นที่อาศัยและนักวิจัยสาขาอื่นๆ จาก ทั้งภายในสถาบันและนอกสถาบัน เช่น จากมหาวิทยาลัย สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า องค์กรพัฒนา แม้แต่ภายใน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เองก็ดาเนินการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง การอนุรักษ์เสือโคร่งที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งก็ได้มีการนาเอาผลงานวิจัยไปตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน 5. พื้นที่คุ้มครองเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ที่ทาให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ ในหลายๆ พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งบริการของระบบนิเวศ เช่น เป็นแหล่งอานวยน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชน การ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาอุณหภูมิของอากาศ การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ดั้งเดิม และการ บริการของระบบนิเวศในด้านอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยว การดูดซับหรือการเก็บกักคาร์บอน 6. การรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดนของประเทศที่มี ความอุดมสมบูรณ์เป็นแนวป้ องกันการบุกรุกและเส้นทางอพยพของชนิดพันธุ์สัตว์ป่า 7. มีการดาเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ เช่น กรมป่ าไม้ หน่วยงานของ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรงคมนาคม กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว องค์การสวนสัตว์ โครงการหลวง มหาวิทยาลัยต่างๆ จังหวัด และคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 8. การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองมีความสัมพันธ์หรือตอบสนองกับอนุสัญญานานาชาติ หลายฉบับ เช่น อนุสัญญามรดกโลก อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ ชุ่มน้า อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่ าและพืชป่ าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนปลงสภาพภูมิอากาศ
  • 87.
    - 5 - 9.พื้นที่คุ้มครองได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวที่ไปชมธรรมชาติโดย ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์แผ่นพับหรือเว็บไซต์ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคเอกชน รวมทั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 10.พื้นที่คุ้มครองได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดการพื้นที่เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนในท้องถิ่น เช่น การขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวและสินค้าพื้นเมือง ทาให้เกิดรายได้ในท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัย และประกอบอาชีพในพื้นที่แนวกันชนเพื่อนาสินค้ามาขาย ทาให้ลดปัญหาการเข้าไปใช้ประโยชน์ในเขต พื้นที่คุ้มครอง 11.มีองค์กรภาคเอกชนหลายๆ องค์กรได้สนับสนุนการทางานการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ของภาครัฐ เช่น สมาคมการอนุรักษ์สัตว์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กองทุนสัตว์ป่าโลก กองทุนฟรีแลนด์ สมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย กองทุนสัตว์ป่าโลกและองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ 12.ได้รับความร่วมมือการสนับสนุนด้านงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น ออสเตรเลีย (AUAIS) แคนาดา (CIDA) เดนมาร์ค (DANIDA) สหรัฐอเมริกา (USAID), Smithsonian, GEF, The World Bank, ITTO และ AEAN 13.ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาคเอกชนหลายๆ หน่วยงาน เช่น งานส่งเสริมการ ท่องเที่ยว บริษัทต่างๆ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สนใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและกิจการการ ท่องเที่ยว ผู้ที่มีความสนใจ มีการสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ เอกสารเผยแพร่ด้านพื้นที่คุ้มครอง เช่น ปตท.สผ, เบียร์ช้าง เป็นต้น จุดอ่อน 1. พื้นที่บางส่วนของพื้นที่คุ้มครองมีปัญหาการป้ องกันหรือดูแลรักษา เช่น บริเวณที่ราบต่า แหล่งน้าจืด ป่าชายเลน ป่าพรุ ทุ่งหญ้า จะมีประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ทาให้มีผลกระทบกับชนิดพันธุ์สัตว์ และชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่ดังกล่าว 2. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองแต่ละพื้นที่ได้มีการจัดทาขึ้น แต่การปฏิบัติงานจริงมิได้ เป็นไปตามแผนและงบประมาณ การจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองส่วนใหญ่เป็นการจ้างภาคเอกชน หรือสถาบันการศึกษาจัดทา ซึ่งจะขาดความชัดเจนและความต้องการกิจกรรมในการทางาน แผนการจัดการ พื้นที่คุ้มครองบางแหล่งหมดอายุลงแล้ว แต่อย่างไรก็ดีแผนการจัดการก็ยังมีความจาเป็นที่จะต้องใช้เป็นคู่มือ ในการทางานของหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง 3. ผลกระทบจากการที่พื้นที่ป่าไม้แยกจากกันเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจากโครงการ ต่างๆ เช่น การสร้างถนนระหว่างเมือง อ่างเก็บน้าหรือพื้นที่การเกษตร ทาให้ชนิดพันธุ์บางชนิดไม่สามารถ เดินทางไปมาหาสู่กันได้ ทาให้ประชากรชนิดพันธุ์ลดน้อยลง บางชนิดพันธุ์สูญหายไป ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจะ เข้าไปครอบครอบพื้นที่ มีภัยคุกคามเกิดขึ้น จึงมีความจาเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่ รับผิดชอบโครงการ
  • 88.
    - 6 - 4.กฎหมายนับว่าเป็นหัวใจสาคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง แต่การบังคับใช้ กฎหมายไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการทางานในสภาวะที่มีการ เปลี่ยนแปลง ควรจะได้มีการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเท็จจริง  กฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองมิได้กาหนดเรื่องการจัดการแนวกันชน (Buffer Zone) หรือการจาแนกเขตการจัดการที่มีความจาเป็นในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง  หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองมีการทางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มนักเรียน หรือเยาวชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่บางกิจกรรมต้องฝ่าฝืนกฎระเบียบหรือกฎหมาย ซึ่งกฎหมายมิได้ กาหนดให้หัวหน้ามีอานาจอนุมัติให้กระทาได้  จากรายงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่ามีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นที่ คุ้มครองอย่างผิดกฎหมายและอาศัยอยู่นานแล้วมีไม่ต่ากว่า 500,000 คน มักจะมีการลักลอบตัดไม้ล่าสัตว์ป่า เก็บหาของป่าหรือทาไร่  มีความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เช่น ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ไม่ปรากฏ ในกฎหมายว่าให้ดาเนินการอย่างไร  การกาหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) เป็นเพียง นโยบายของหน่วยงาน (ระดับกรมฯ) ที่มีหน้าที่ให้คาปรึกษา แนะนา เสนอแนะและร่วมจัดทาแผนการ ติดตามประเมินผล และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ทหาร พลเรือน สมาคม แต่สถานภาพไม่มี อานาจตามกฎหมาย จาต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับพื้นที่ และกาหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน  จานวนพื้นที่คุ้มครองมีขนาดที่แตกต่างกันในเรื่องของการบริหารของระบบนิเวศ จานวนนักท่องเที่ยวและปัจจัยอื่นๆ ควรจะอยู่ภายใต้กฎหมายแต่ละแห่งและมีความแตกต่างกันในการบริหาร จัดการหรืออาจจะมีกฎระเบียบอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  แหล่งเงินทุนสาหรับการดาเนินงานโดยเฉพาะกองทุนอนุรักษ์ (CTF) กลไกการจัดการ ทุนสาหรับพื้นที่คุ้มครอง ยังไม่มีกลไกภายใต้กฎหมายที่กาหนด งบประมาณสาหรับการบริหารจัดการได้รับ จากภาครัฐและรายได้จากค่าธรรมเนียม (บางแห่ง)  การบริการของระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) ควรจะมี กฎหมายกาหนดเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับผลประโยชน์และใช้เงินกองทุนในการ ป้ องกันดูแลรักษาป่ าหรือแหล่งต้นน้าหรือพื้นที่คุ้มครอง ควรดาเนินการเป็นอย่างยิ่งและควรทาให้เป็น ตัวอย่างเกิดขึ้น  กฎหมายเดิมมิได้การกาหนดให้มีการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้าไปทาลายหรือ แพร่พันธุ์ในพื้นที่คุ้มครอง  กฎหมายที่ใช้บังคับได้ใช้มาเป็นเวลานานแล้วไม่ทันสมัยและไม่เข้มแข็งพอที่ใช้บังคับ บทกาหนดโทษต่า ไม่แข็งแรงพอในการดาเนินงานในทุกพื้นที่คุ้มครองของประเทศ
  • 89.
    - 7 - 5.ถึงแม้ว่าจะมีการฝึกอบรมพนักงานพิทักษ์ป่าในหลักสูตรการฝึกอบรม Smart Patrolling แต่การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ยังเป็นปัญหา เป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ไม้พะยูงมีราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาดในต่างประเทศ เป็นต้น ปัญหาด้านเงินงบประมาณจาภาครัฐมี จากัด การดาเนินงานจึงกระทาไม่ได้เต็มที่จึงต้องการประสานความร่วมมือกับทหารหรือตารวจหรือฝ่าย ปกครอง 6. พื้นที่คุ้มครองบางแห่งหรือหลายๆ แห่งมีแนวเขตไม่ชัดเจน ทาให้เกิดปัญหาการบุกรุกเพื่อ การใช้ประโยชน์ในที่ดินของราษฎรท้องถิ่นหรือบุคคลทั่วไป 7. พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานไม่มีความมั่นคงในหน้าที่ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองมีการ โยกย้ายบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้บังคับบัญชา ควรกาหนดให้เป็นแผนระยะยาวในเรื่องการดารง ตาแหน่งและการพัฒนาศักยภาพ กาหนดให้มีสวัสดิการ การประกันทางสังคม ให้รัฐใช้งบประมาณจัดสรร แจกจ่ายชุดปฏิบัติงานภาคสนามให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่โดยการจัดเป็นสวัสดิการสาหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อการลาดตระเวนตรวจตราป้ องกันภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งเสริมการศึกษาของบุตรธิดาของพนักงาน เจ้าหน้าที่ การคัดเลือกบุคคลเข้าทางานให้อยู่บนพื้นฐานการศึกษา ความชานาญ ควรให้มีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายเพื่อสนับสนุนการดาเนินงาน 8. กาหนดให้มีการประสานงานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานพื้นที่คุ้มครองที่มีอาณาเขต ติดต่อกัน โดยให้คานึงถึงประโยชน์ในการอนุรักษ์พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่บางแห่งก็มีความร่วมมือกันเป็นอย่าง ดี โดยเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองของแต่ละพื้นที่ บางพื้นที่คุ้มครองมีพื้นที่ที่ ตั้งอยู่ในสองสามจังหวัดไม่ได้มีการประสานร่วมกันระหว่างจังหวัดที่มีความสาคัญในการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ เช่น ในพื้นที่ WEFCOM หรือ EFCOM นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในพื้นที่ เช่น หน่วยงานจัดการต้นน้า หน่วยงานควบคุมไฟป่า หน่วยงานฟื้นฟูและป้ องกันรักษาป่าที่มีแนวคิดและ ปัญหาแตกต่างกัน ไม่มีความร่วมมือซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน 9. การจัดการด้านการท่องเที่ยว จานวนนักท่องเที่ยวกับรายได้ยังไม่สมดุล รายได้ค่อนข้างต่า แต่มีนักท่องเที่ยวจานวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ของพื้นที่คุ้มครอง พนักงาน เจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองจะต้องให้บริการนักท่องเที่ยวมากกว่าดาเนินการกิจกรรมอื่นๆ การประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการจัดทาสื่อเผยแพร่ข่าวสารทางเวบไซต์มีจากัด ข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการเผยแพร่มีเฉพาะ ภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งๆ ที่นักท่องเที่ยวมาจากประเทศอื่นที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย ควรมีภาษาจีน สเปน หรือรัสเซีย เป็นต้น 10.การประชุมนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ยังขาดความร่วมมือที่ เพียงพอ การเข้าร่วมกับกิจกรรมตามอนุสัญญา โดยเฉพาะการเข้าร่วมประชุม ร่วมกิจกรรมมีกลไก การประชุมที่ทุกส่วนร่วมมือกัน อาจเป็นระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่มรดกโลก แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ในกระทรวงอื่นๆ ยังไม่เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน และยัง ไม่เข้มแข็งพอ การเข้ามาร่วมดาเนินการน้อยมากอาจจะมีเฉพาะการประชุมแต่การปฏิบัติยังมีอยู่น้อยมาก
  • 90.
    - 8 - 11.ภัยคุกคามจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่คุ้มครองทาให้มีการทาลายระบบนิเวศและทาลาย การดารงชีวิตของมนุษย์เช่นชนิดพันธุ์สัตว์ป่าก็เป็นพวกหนู นกพิราบ หอยเชอรี่ หรือพืชพันธุ์บางชนิด เช่น ผักตบชวา หญ้าคา ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอื่นๆ แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มิได้ดาเนินการแก้ไขปัญหา 12.การศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองมีมากมายหลายเรื่อง แต่ผลการศึกษาวิจัยมิได้นามาใช้ในการ จัดการพื้นที่คุ้มครองมากนัก การวิจัยทางวนวัฒน์มีความสาคัญต่อการป่ าไม้แต่ไม่จาเป็นสาหรับพื้นที่ คุ้มครอง การศึกษาวิจัยบางเรื่องดาเนินการจากบุคคลภายนอก เช่น สถาบันการศึกษา ก็ไม่ได้นามาใช้ในการ จัดการพื้นที่คุ้มครองและมีความร่วมมือกันน้อยมาก โอกาส (Opportunities) 1. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่กาหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางให้มีการดาเนินงานอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์ป่าไม้ ถิ่นที่อาศัย การบริการของน้า แผนการจะดาเนินการทั้งใน พื้นที่คุ้มครองและพื้นที่การเกษตรให้สัมพันธ์กัน รวมทั้งพื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งมีความสาคัญต่อชนิดพันธุ์ ที่หาได้ยาก และเป็นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งหมด เช่น พันธุกรรม ชนิดพันธุ์และระบบ นิเวศ พื้นที่คุ้มครองที่มีแผนการจัดการกาหนดขึ้นมาใหม่ก็ควรจะมีการจัดการเขตกันชนด้วย 2. กระบวนการวางแผนการจัดการควรจะดาเนินการโดยหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองร่วมกับนัก วางแผน ให้มีการพิจารณาถึงงานที่ดาเนินการอยู่ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับงบประมาณที่กาหนดและ วางเป้ าหมายที่ต้องการใช้ในกระบวนการจัดการ แผนการจัดการควรกาหนดเป็นระยะเวลา 5 ปี ระบุแผนราย ปีให้สัมพันธ์กับงบประมาณหรือการจัดทายุทธศาสตร์งบประมาณหรือแผนธุรกิจ (Business Plan) อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะอนุมัติแผนรายปีและงบประมาณ รวมทั้งรายจ่ายและรายได้ แผนการจัดการควรประกอบด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น แผนการป้ องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า แผนการแก้ไข ปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ป่า การกาหนดแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง การมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดหาทุน การ จัดตั้งกองทุนและการพัฒนาบุคลากรของพื้นที่คุ้มครอง 3. การประกาศใช้แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อความเป็นระบบใน การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แผนจะต้องมีกิจกรรมครอบคลุมถึง :  การกาหนดเขตกันชน (Buffer Zone) ไว้ในแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งการ กาหนดเขตการจัดการให้ชัดเจนเพื่อการจัดการที่มีความสาคัญเช่นกัน  ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มเยาวชนคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองกับพื้นที่คุ้มครอง การนากฎหมาย กฎระเบียบไปชี้แจงให้ประชาชนทราบรวมถึงวิธีการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง เพื่อให้มีการทางานร่วมกัน  รวบรวมบทเรียน ข้อขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและ ต่างประเทศ เพื่อนาเอากฎเกณฑ์พิจารณามาใช้ในการแก้ไขปัญหาเท่าที่เป็นไปได้
  • 91.
    - 9 - การประเมินผลการประชุมและประสบการณ์ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครองตลอดจนกิจกรรมที่แสดงความคิดเห็นของคณะกรรมการฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งการแก้ไขปรับปรุง กฎหมายหรือกฎระเบียบในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง  การกาหนดประเภทของพื้นที่คุ้มครองตามระเบียบของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครอง  การพิจารณานาเอากลไก ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) มาใช้เป็นการนาเอาเทคนิค ใหม่ๆ มาดาเนินงาน โดยเฉพาะการพิจารณาระเบียบ มีรายละเอียดข้อบังคับรวมถึงการกาหนดกฎหมาย ทา อย่างไรที่จะทาให้พื้นที่คุ้มครองมีการบริการของระบบนิเวศและให้ชุมชนที่ส่วนร่วมในกลไกของค่าแทน คุณระบบนิเวศ (PES)  การทบทวนเอกสารการปฏิบัติงานหรือประสบการณ์จากพื้นที่อื่นๆ มาพิจารณา เพื่อให้ชุมชนมีผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง โดยมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือกฏกติกาของชุมชน เพื่อ ร่วมกันดูแลการดาเนินงานป้ องกันดูแลพื้นที่คุ้มครองในลักษณะของ Community Conserved Areas  ทบทวนหรือประเมินสถานภาพของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นโดยเฉพาะพืชต่างถิ่นในพื้นที่ คุ้มครอง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ควรมีกฎหมายห้ามที่ชัดเจนหรือลดผลกระทบที่เกิดจากชนิด พันธุ์ต่างถิ่น 4. แผนการจัดการแนวใหม่ กระบวนการและกฎหมายเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงการบริหาร จัดการอย่างมีส่วนร่วมหน่วยงานต่างๆ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในพื้นที่จะต้องมีการ ร่วมกันจัดทาแผนการจัดการ เพื่อให้ดาเนินงานมีประสิทธิภาพและมีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน 5. การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างเส้นทางคมนาคม ถนน คลองส่งน้า เขื่อน การวางท่อ ประปา สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ จะทาให้เกิดปัญหาผลกระทบกับพื้นที่ป่าไม้ถูกแบ่งแยกออกจากกันจะต้องมีการ ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครอง หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะเป็น กา รทา ใ ห้พื้ นที่ ป่ าไ ม้แยก จาก กันกา รพิ จา รณ าต้อง ให้มี กา รพิ จา รณ ากัน ทุ กระ ดับ ถ้าจาเป็นที่จะต้องดาเนินการก็จะต้องพิจารณาให้มีผลกระทบน้อยที่สุด เช่น ทางเดินของชนิดพันธุ์สัตว์ที่เดิน ข้ามไปมา การปิดการใช้ถนนในเวลากลางคืน การใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้า เป็นต้น 6. การฝึกอบรม Smart Patrolling เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่ด้าน การลาดตระเวนโดยให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการลักลอบล่า สัตว์ป่าและการลักลอบต้นไม้ โดยมีความร่วมมือของตารวจ ทหาร และร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการ ฝึกอบรมในวิชานี้ได้ร่วมมือซึ่งกันและกัน 7. แผนการจัดการเกี่ยวกับแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง ได้มีการกาหนดและจัดทาแนวเขตให้ชัดเจน โดยความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น
  • 92.
    - 10 - 8.ถ้าหากจะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้อง จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ การเรียนรู้และการแต่งตั้งควรทาให้เป็นมาตรฐาน เดียวกัน เพื่อให้การปฏิบัติที่มีประสบการณ์ในพื้นที่และรวมกับหน่วยงานอื่นๆ 9. การให้ความสาคัญด้านการจัดการการท่องเที่ยว ควรให้มีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง ภาครัฐและเอกชนในเรื่องผลประโยชน์ร่วมกัน การใช้พื้นที่ แผนการจัดการการท่องเที่ยวจะต้องดาเนินการ ในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติหรือนานาชาติ กาหนดให้มีการพัฒนาสื่อความหมาย ข้อมูลข่าวสารผ่าน Website ให้มีความสามารถในการใช้ภาษาได้หลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทราบรายละเอียด 10.แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ควรให้มีการนาเอาหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการ จัดการ มีการศึกษาวิจัยเพื่อผลประโยชน์ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง 11.การนาเอากลไกการหาแหล่งทุนงบประมาณ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสที่จะหาแหล่งทุนมาใช้ ดาเนินการได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติ แหล่งเงินทุนอาจจะมาจากองค์กรภาคเอกชนสมาคมหรืองค์กร นานาชาติ เช่น CBD, UNFCCC, RAMSAR เป็นต้น ความเสี่ยง (Threats) 1. มีความเสี่ยงจากการไม่ยอมรับในเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับ ความพึงพอใจในสภาพที่ เป็นอยู่หรือยอมรับในระบบการจัดการใหม่ๆ หรือแนวคิดใหม่ๆ ที่กาหนดในแผนการจัดการ 2. การจัดทาแผนการจัดการที่ไม่ประสบผลสาเร็จ ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากก็จะหมดไปจากพื้นที่ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมีเพิ่มขึ้น รวมถึงการลดจานวนลงของนักท่องเที่ยว 3. ปัญหาจากกฎหมายที่ใช้บังคับไม่ทันสมัย มีนโยบายที่ไม่แน่นอนรวมทั้งความชัดเจนในการ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครอง 4. กลไกการขอและจัดสรรงบประมาณไม่เป็ นไปตามที่กาหนด ควรมีกฎหมายหรือ กฎระเบียบการหาแหล่งทุนจากภายนอก การแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่น 5. มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินรวมทั้งการเมือง 6. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตของพนักงานเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ คุ้มครอง 7. การขยายตัวของโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ มีการก่อสร้างที่เข้าไปทาลายถิ่นอาศัยของ สัตว์ป่า ทัศนียภาพที่สาคัญ 8. ภัยจากอิทธิพลในระดับท้องถิ่นภายนอก จนหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองไม่สามารถทางานได้ 9. มีความสูญเสียความเชื่อถือจากสาธารณชนในระยะยาว 10.การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงทางการเมือง 11.ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนไม่สามารถจะทาให้กลับคืนสภาพเดิมได้
  • 93.
    - 11 - บทสรุป สาหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยมีจุดแข็งจุดอ่อน โอกาสและความเสี่ยงมีรูปแบบที่ชัดเจนที่สามารถนาไปใช้ในการพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการได้ กล่าวคือ : 1. จุดแข็ง ที่กล่าวถึงมีอยู่หลายประการ มีรูปแบบการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ชัดเจน พนักงาน เจ้าหน้าที่ได้รับการศึกษาและการฝึกอบรม มีความเป็นผู้นา มีงานศึกษาวิจัย พื้นที่คุ้มครองอานวย ผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ความร่วมมือในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติ การได้รับ การสนับสนุนและความสนใจจากสาธารณชน 2. จุดอ่อน มีหลายรูปแบบโดยเฉพาะถิ่นที่อาศัยบางแห่งยังมีการบุกรุก การคุ้มครองยังไม่มี ประสิทธิภาพ แผนการจัดการก็ไม่มีประสิทธิภาพ ถิ่นที่อาศัยเกิดการแตกแยกจากการพัฒนา กฎหมายที่ใช้ บังคับไม่ทันสมัย มีการลักลอบตัดไม้ เก็บหาของป่าและการลักลอบล่าสัตว์ป่า แนวเขตไม่ชัดเจน ความไม่ มั่นคงในหน้าที่การงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ขาดการประสานงานและความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้ง ในพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ใกล้เคียง การจัดการการท่องเที่ยวก็ยังไม่ดีพอ และปัญหาการรุกรานของชนิด พันธุ์ต่างถิ่น 3. โอกาส จะขึ้นอยู่กับแผนความเข้มแข็งของระบบพื้นที่คุ้มครอง กระบวนการจัดทาแผน การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การปฏิบัติตามแผนการจัดการที่เป็นระบบ การจัดทาแนวเขตให้ชัดเจน การปรับปรุงศักยภาพของการจัดการ มีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่หรือรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการท่องเที่ยวในระดับชาติ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับ โครงการหรือกิจกรรม การพัฒนาความรู้ความเข้าใจที่เชื่อมต่อกันระหว่างหลักวิทยาศาสตร์และการจัดการ ตลอดจนความสามารถของปรับปรุงกลไกงบประมาณ 4. ความเสี่ยง อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่หรือใช้ประโยชน์ ในด้านอื่นๆ ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญหายไป การกระทาบางอย่างที่ไม่มีการอนุรักษ์ ไม่ได้ดาเนินการแก้ไข ปัญหากฎหมาย ไม่มีมาตรการและกลไกในการหาแหล่งทุนหรือเงินงบประมาณ การขยายสิ่งก่อสร้างหรือ การสร้างที่มีผลกระทบหรือเกิดภัยคุกคามกับพื้นที่คุ้มครองและไม่ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน ----------------------------------------------
  • 94.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) แนวทางการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย
  • 95.
    - 1 - แนวทางการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย โดยนายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองโครงการ CATSPA --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ประเทศไทยมีการดาเนินงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยานแห่งชาติ127 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 58 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 60 แห่ง และวนอุทยาน อีก 113 แห่ง ซึ่งพื้นที่คุ้มครอง ทั้งหมดไม่ได้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ แต่ก็มีหลายๆ พื้นที่คุ้มครองมีการจัดการที่เป็นระบบตามนโยบายที่ ชัดเจน มีกระบวนการดาเนินงานที่เกี่ยวข้อง มีการดาเนินงานที่เป็นมาตรฐานกระจายอยู่ทั่วประเทศ และ อานวยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นการแสดงให้เห็นถึง การให้ความสาคัญ และความมีประสิทธิภาพในระดับชาติ และเป็นการแสดงออกถึงการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพและให้ความสาคัญว่าพื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะมีประสิทธิภาพ หากว่าได้มีหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เป็นการประชุมร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง กับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อพิจารณาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมแผนระบบพื้นที่คุ้มครองในประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะได้พิจารณาผลประโยชน์และประสบการณ์จากการทางานของ หน่วยงานอื่นๆ ด้วย (หน่วยงานระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น) องค์กรอนุรักษ์ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และควรจะได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสาขาที่เกี่ยวข้อง (รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ จากต่างประเทศด้วย) แผนการประชุมเชิงปฏิบัติการจะเป็นทั้งภาคบรรยาย และร่วมอภิปรายในแต่ละหัวข้อที่กาหนด การประชุมเชิงปฏิบัติการได้กาหนดออกเป็น 2 แนวทางที่สามารถปรับได้ ทางเลือกที่ 1 กาหนดเวลา การประชุม 3 วันทาการ กลุ่มของผู้เข้าประชุมจะต้องดาเนินการอยู่ร่วมประชุมตลอดเวลาในการดาเนินงาน ตามกระบวนการของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง การแบ่งกลุ่มประชุมย่อยมีผู้นากลุ่มหรือประธานกลุ่มที่มี ประสบการณ์ และมีการบันทึกไว้ทุกขั้นตอน การประชุมตามทางเลือกที่ 1 นี้ ควรจะเป็นการประชุมในพื้นที่ คุ้มครองที่ใดที่หนึ่งหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้ผู้เข้าประชุมมีความตั้งใจในการทางาน ทางเลือกที่ 2 กาหนดเวลาการประชุม หนึ่งวันครึ่งเป็นภาคบรรยายและการเสนอความคิดเห็น แต่มักจะได้รับ ข้อมูลจากผู้เข้าประชุมน้อย การประชุมก็ควรจัดในกรุงเทพ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่มากนักแต่ผลที่ได้รับคงไม่ได้รับ ผลเต็มที่
  • 96.
    - 2 - จากเอกสารที่ได้เสนอมานี้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชุมเชิงปฏิบัติการที่จะกาหนดโดย โครงการ CATSPA การประชุมจะประกอบด้วยคณะกรรมการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง และ ผู้รับผิดชอบในการวางแผนงาน รายละเอียดของข้อมูลที่ได้กาหนดเป็นหัวข้อประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นอยู่กับการเตรียม แผนการประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีหัวข้อที่ได้กาหนดไว้จากข้อตกลงของคณะทางานวางแผนระบบพื้นที่ คุ้มครองและจะต้องจัดเตรียมแจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการทุกคน 1. ลาดับขั้นตอนในการดาเนินงาน หัวข้อที่ 1 การกาหนดวิสัยทัศน์ของระบบพื้นที่คุ้มครอง การกาหนดวิสัยทัศน์ของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง คณะทางานจัดทาแผนจะต้องดาเนินการกาหนด ขึ้น โดยมีแนวทางจากการใช้ประโยชน์และนโยบาย เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ทุกฝ่าย คุณค่าต่างๆ ของ ระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย โดยสนับสนุนการอนุรักษ์ การจัดการและการพัฒนาพื้นที่ คุ้มครองที่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความท้าทายในการดาเนินงานที่เกิดจากปัจจัยภายนอก การบริหารและ ความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่คุ้มครองกับการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง จะเป็นพื้นฐานของ แผนยุทธศาสตร์ในระดับชาติ และความเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่มีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครอง แผนระบบพื้นที่คุ้มครอง จาต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่คุ้มครองกับพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรม สวนป่า ป่าสงวนแห่งชาติ เหมืองแร่ และการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แผนการอนุรักษ์จะต้องลาดับ ความสาคัญ การจัดการถิ่นที่อาศัย การป้ องกันคุณค่าของทรัพยากร โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ ประโยชน์ที่ดินในส่วนต่างๆ กับกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลประโยชน์ของผู้ใช้ประโยชน์ในแต่ละกลุ่ม หัวข้อที่ 2 การกาหนดวัตถุประสงค์ของระบบพื้นที่คุ้มครอง ตามมาตรา 8 อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ร้องขอให้ประเทศภาคีสมาชิกจัดตั้งระบบพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ที่มีความต้องการให้มีการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนา มีการกาหนดแนวทางในการเลือก จัดตั้งและการจัดการพื้นที่คุ้มครอง หรือพื้นที่ที่กาหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความสาคัญ เพื่อให้พื้นที่ คุ้มครองอานวยสวัสดิการให้แก่ประเทศชาติในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งจะต้องกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่ คุ้มครอง ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองที่มาจากปัจจัยภายนอก การจัดการจึงจาเป็นต้องพิจารณาถึง ความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณใกล้เคียงด้วย
  • 97.
    - 3 - แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจาต้องกาหนดกรอบงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละพื้นที่ คุ้มครองที่สู่เป้าหมายของวัตถุประสงค์ในระดับชาติและมีความเชื่อมโยงกัน การขยายพื้นที่ การวิเคราะห์ บทบาทของงานวิจัยและการติดตาม เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อความอุดม สมบูรณ์ของระบบนิเวศ และการดารงชีพของมนุษย์ จาต้องกาหนดกรอบงานให้ตรงกับเป้ าประสงค์ที่มี ประสิทธิภาพ การกาหนดวัตถุประสงค์ในแผนยุทธศาสตร์ระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะได้จัดเตรียมกระบวนการ และมีการยอมรับจากคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับสูง ยุทธศาสตร์ในการกาหนดวัตถุประสงค์อาจจะ พิจารณาได้ดังนี้ 1. กาหนดให้พื้นที่คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนในท้องที่และมี การป้ องกันความหลากหลายทางชีวภาพ 2. กาหนดให้พื้นที่คุ้มครองอานวยผลประโยชน์ในการป้ องกันความหลากหลายทางชีวภาพที่ ต้องการให้มีการจัดการ 3. กาหนดให้มีทางเลือกของแหล่งทุนเงินงบประมาณเพื่อดาเนินการให้พื้นที่คุ้มครองมีการบริการ ของระบบนิเวศ 4. กาหนดรูปแบบของการจัดการให้อยู่ในระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ 5. กาหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองประเภทต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดการ 6. สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ การจัดการ และการ พัฒนาทางเศรษฐกิจ 7. พัฒนาข้อมูลและสร้างความตระหนักในเรื่องพื้นที่คุ้มครองให้เป็นระดับชาติ ระบบพื้นที่คุ้มครองจะอานวยผลตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดสามารถที่จะทาให้มีการดาเนินการปรับ แผนได้ ในกรณีที่มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือความต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นที่มีผลกาไรที่ได้รับ หรือประโยชน์ ที่ได้รับหรือเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ
  • 98.
    - 4 - ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองสามารถที่จะศึกษาได้จากเอกสารของ Bradford,J.B. and A.W. D’Amato . Recognizing trade-offs in multi objective land management. Frontiers in Ecology and the Environment. 10(4): 210-216 หัวข้อที่ 3 ความท้าทายของการจัดการตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง ประเทศไทยกาลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกับ พื้นที่คุ้มครอง บางส่วนของการเปลี่ยนแปลงได้ทาให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพิ่มมาก ขณะเดียวกันขึ้นบาง พื้นที่คุ้มครองมีความต้องการด้านความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก ความท้าทายที่เกิดขึ้นสามารถที่จะ ประเมินได้พบว่า : • การเพิ่มขึ้นด้านความต้องการเรื่องอาหาร ไม้ใช้สอยหรือของป่า เป็นสาเหตุที่ทาให้มีการบุกรุก เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครอง การลักลอบเก็บหาของป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า จากชุมชนท้องถิ่น (บางพื้นที่มีนักล่าสัตว์และลักลอบตัดไม้จากชาวต่างประเทศที่มีพรมแดนติดกัน) • การเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในท้องถิ่น การทาไร่หรือการเผาไร่ของเกษตรกร ทาให้มีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองและชนิดพืชพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง • การเปลี่ยนแปลงของประชากรของประเทศ การพัฒนาบ้านเมืองทาให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ คุ้มครองมากขึ้น และทาให้เกิดปัญหาการใช้ประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครอง • การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เท่าที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเล และน้ากลายเป็นกรด มีพายุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผลผลิตเกษตรมีการเปลี่ยนแปลง อันเกิดจากปริมาณน้าฝนและ อุณหภูมิที่สูงขึ้น การขนส่ง ภัยจากน้าท่วม สีของน้าประปามีการเปลี่ยนแปลงและน้าเป็นกรด นักท่องเที่ยว จะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาของการท่องเที่ยว และอื่นๆ • ความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่า (ช้างป่า หมูป่า กวางป่า ลิง และเสือโคร่ง) กับชุมชนท้องถิ่นทั้ง ภายในพื้นที่และภายนอกพื้นที่คุ้มครอง • มีการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จะมีผลกระทบ กับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ในเรื่องนี้จะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น  Groves, C., et.al. 2012 รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยคุกคามที่เกิด ขึ้นกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องกาหนดให้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับ การใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และท้องถิ่น โดยเฉพาะผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นที่ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ การวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจาต้องพิจารณาถึงบทบาทของพื้นที่ที่จะ
  • 99.
    - 5 - ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ดีขึ้นการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสามารถ นาไปใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครอง ควรประกอบด้วย การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ของพื้นที่ เพื่อเป็นการหยุดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การจัดการพื้นที่ให้มีความเชื่อมต่อกัน การรักษากระบวนการ และโครงสร้างของระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การใช้เงินงบประมาณสนับ สนุ นในการบริ การของระบบนิเวศที่อานวยประโยชน์ ทั้งทางด้านการดูดซับคาร์บอน การอนุรักษ์แหล่งต้นน้าลาธารให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และให้ระบบนิเวศปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ SCBD, 2009. ได้รายงานว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหรือชนิดพันธุ์ที่รุกรานต่างถิ่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาให้ ชนิดพันธุ์ถิ่นเดิมสูญพันธุ์ไป ในพื้นที่คุ้มครองหลายแห่งได้รับผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้าไปทาลาย ระบบนิเวศ มีผลกระทบกับโครงสร้างของระบบนิเวศ และชนิดพันธุ์ท้องถิ่น สัดส่วนและถิ่นที่อาศัย ตลอดจนปศุสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จะเมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม มีผลกระทบกับความยากจนของ ชุมชน ท้องถิ่นที่ผ่านกระบวนการการบริการของระบบนิเวศ หรือการใช้ทรัพยากรชีวภาพตามประเพณีและ วัฒนธรรม Sims, K.R. 2009. กล่าวว่า พื้นที่คุ้มครองเป็นเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการอนุรักษ์ แต่ภาวะ ทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบจะต้องนามาพิจารณา ชุมชนท้องถิ่นที่มีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองในประเทศ ไทย จากภาวะสังคม เศรษฐกิจที่เกิดจากความยากจน มีการคุกคามพื้นที่ต้นน้า มีการป้ องกันและพัฒนาให้ เป็นอันดับแรก การประกาศว่าพื้นที่คุ้มครองช่วยทาให้มีการเพิ่มขึ้นของการบริโภค และแก้ปัญหาความ ยากจนได้ ทาให้ผลิตผลการเกษตรเพิ่มขึ้น มีการท่องเที่ยวเกิดขึ้นรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ ห่างไกลจากตัวเมือง ทาให้มีผลประโยชน์เกิดขึ้นเป็นปัจจัยที่สาคัญ Dickman, A.J. 2010. กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เป็นปัญหาด้านชนิดพันธุ์ของ สัตว์ป่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีเพิ่มมากขึ้นจนได้รับความสนใจจากนักชีววิทยา ส่วนใหญ่สัตว์จะเข้าไป ทาลายพืชผลทางการเกษตร และมีการค้นหาวิธีการลดผลกระทบซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้เวลาในระยะยาว ได้ มีการทดลองและแก้ปัญหาโดยใช้เทคนิคต่างๆ ในการดาเนินงาน แต่ปัญหาความขัดแย้งมักจะเกิดจากมนุษย์ ด้วยกัน ระหว่างผู้บริการพื้นที่คุ้มครองกับชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนที่มีประเพณีวัฒนธรรมต่างกันความ รุนแรงจะมากกว่าผลกระทบจากสัตว์ป่า การดาเนินงานจะต้องมีความเข้าใจและศึกษาว่าปัญหาทางสังคม เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร
  • 100.
    - 6 - Macdonald,R.J., et. al. 2006. รายงานความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาของบ้านเมืองกับการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการอพยพเคลื่อนย้ายประชากร ประมาณประชากรว่า 2 ล้านคน เพิ่มขึ้นในชนบทภายในปี 2030 เนื่องมาจากการพัฒนาของบ้านเมืองใน ชนบทที่มีผลต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ มีผลกระทบนิเวศภูมิภาค ชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก และพื้นที่คุ้มครอง จากข้อมูลขององค์กร IUCN ประมาณว่า 8 % ของชนิดพันที่หาได้ยากเกิดจากการพัฒนา ของบ้านเมือง ระยะทางจากพื้นที่คุ้มครองกับการเจริญเติบโตของบ้านเมือง และรายได้ในระดับปานกลาง จะ มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง 2. ข้อมูลพื้นฐานของระบบพื้นที่คุ้มครอง หัวข้อที่ 4 กาหนดให้มีการจัดการระบบนิเวศภูมิทัศน์พื้นที่คุ้มครองขนาดใหญ่ พื้นที่คุ้มครองไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มป่ า จะเป็นระบบนิเวศภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ที่มีวัตถุประสงค์ในการดาเนินงานหลายๆ อย่างหรือเอนกประสงค์ ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น และพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนในตัวเมืองที่ตั้งอยู่ตามพื้นที่ปลายน้าที่เกิดจาก พื้นที่คุ้มครองที่เป็นแหล่งต้นน้าและอานวยน้าให้แก่ประชาชน การท่องเที่ยวและวัตถุประสงค์อื่นๆ การเตรียมแผนระบบพื้นที่คุ้มครองต้องการให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับ ผลประโยชน์ การได้รับการสนับสนุนและการแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะกาหนดให้มีแผนการปฏิบัติงานอนุรักษ์และการจัดการ ที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครองด้วย เพื่อการจัดการที่ต้องการให้มีการบริการของระบบนิเวศแก่ประชาชน ดังนั้น แผนการจัดการจะต้องมีวัตถุประสงค์ของการจัดการ และสนับสนุนเรื่องการผลิตอาหาร เส้นใยหรือสินค้า อื่นๆ ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งการจัดการจะต้องการมีส่วนร่วมหรือสร้างความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย และแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ ของหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนสาคัญในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีธุรกิจ จานวนมากที่สามารถสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นทุนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร บริษัททัวร์ การขนส่งและอื่นๆ การใช้ประโยชน์พื้นที่ในลักษณะที่หวังผลกาไร เช่น เหมืองแร่ที่ มีผลทางด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติ ความร่วมมือของเจ้าของสัมปทานเหมืองแร่กับความสาคัญของพื้นที่ คุ้มครองและอาจจะมีผลกระทบกับพื้นที่คุ้มครองและชุมชนท้องถิ่น การอนุญาตจะต้องมีการพิจารณาอย่าง ละเอียดโดยเฉพาะเรื่องของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครอง
  • 101.
    - 7 - พื้นที่คุ้มครองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิทัศน์ที่มีการจัดการและสัมพันธ์กับพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็ก เช่น ถ้าหรือหน้าผาที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่า กินแมลงที่เป็นศัตรูพืชเป็นอาหาร พื้นที่ ชุ่มน้ามีประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้ยาก ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับพื้นที่ ระบบนิเวศขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่ าที่มีขนาดเล็ก (เนื่องจากเป็นพื้นที่ ขนาดเล็ก) ขณะเดียวกันก็จะเป็นพื้นที่รองรับชนิดพันธุ์อพยพและปลา (โดยเฉพาะถิ่นที่อาศัยทางทะเล และสัตว์น้าจืด) ทฤษฎีของภูมิทัศน์ขนาดใหญ่จะเป็นการช่วยให้มีการจัดการพื้นที่ที่มีปัญหา เช่น การเกิดไฟป่าใน ฤดูแล้ง เป็นต้น เพื่อเป็นการร่วมมือระหว่างหน่วยงานพื้นที่คุ้มครองทั้งหมดในท้องที่ เกษตรกรท้องถิ่น พนักงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้และพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นๆ ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่คุ้มครองจะต้องนามา พิจารณา สิ่งเหล่านี้จาต้องกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองดังกล่าว เรื่องภูมิทัศน์ขนาดใหญ่นี้จะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น Miller, J.R., et.al. 2012. รายงานว่า ระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการใช้ ประโยชน์พื้นที่ดินรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ถ้าหากจะมีแผนกาหนดให้มีความสัมพันธ์กับพื้นที่รอบๆ แล้วจะทา ให้ลดความขัดแย้งได้มาก การจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองและการจัดการจะต้องให้ครอบคลุมถึงพื้นที่รอบนอกด้วย เป็นการจัดการที่ให้ความสาคัญกับการบริการของระบบนิเวศ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานของการจัดการ สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินของเอกชน Beck, M.W., et.al. 2009. ได้กล่าวถึง แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ที่มีวัตถุประสงค์ การจัดการที่มีหลายๆ ประการ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน ผลิตผลจากการประมง การขนส่งทางทะเล เป็นต้น ประการแรกจะต้องกาหนดขอบเขตให้ชัดเจนโดยเฉพาะพื้นที่ทางบก (ชายฝั่ง ทะเล) การวางแผนจะต้องกาหนดให้ละเอียด การใช้ข้อมูลจากหลายๆ ภาคส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ดาเนินการ วางแผนต้องได้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวและผู้ใช้ประโยชน์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง Storms, David, et.al. 2005. ได้รายงานเกี่ยวกับการวางแผนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลไว้ว่า โดยทั่วไป แล้วรูปแบบการอนุรักษ์พื้นที่ดินทางบกและทางทะเล ให้พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ทางบกกับทาง ทะเลที่ชัดเจนโดยพิจารณาถึงระบบนิเวศจากบนบกจนถึงทางทะเล และพื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับ พื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวมทั้งระบบแผนและการจัดการระบบพื้นที่
  • 102.
    - 8 - หัวข้อที่5 การจัดการข้อมูลพื้นฐานทางภูมิศาสตร์สาหรับแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่ของประเทศไทยได้แบ่งออกเป็นภาค ๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศที่มีดิน หิน ปริมาณ น้าฝน ชนิดพันธุ์พืชหรือปัจจัยอื่นๆ ลักษณะทางภูมิประเทศจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดเป็นระบบนิเวศและ มีแนวเขตที่ชัดเจน (ไม่ใช่แนวเขตการปกครอง) คณะกรรมการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้อง พิจารณาถึงการใช้ประโยชน์ข้อมูลระบบพื้นที่ เช่น จาก Google Earth หรือ GIS ซึ่งจะดาเนินการโดยนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีการดาเนินการ มักจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน ภาคเอกชน เช่น WWF ได้พัฒนาระบบการกาหนดขอบเขตนิเวศวิทยาทางบก เช่น การกาหนดเป็น Indo- Pacific อาศัยชนิดพันธุ์พืชเป็นหลักเกณฑ์การแบ่งเขต หากมีความเกี่ยวข้องกับชีววิทยาจะเป็น Indo-China Bioregion ประกอบด้วยหลายๆ ระบบนิเวศจะเป็นบริเวณเทือกเขาป่าดงดิบ Kayah-Karen เทือกเขาป่าดงดิบ หลวงพระบาง เทือกเขาป่าดงดิบตะนาวศรีอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย แหล่งน้าจืดเจ้าพระยา เทือกเขาป่า เบญจพรรณไทย-ลาว ป่าดงดิบแบบ Central China พื้นที่ป่าดงดิบแล้ง Central Indochina ป่าชายเลนเมียน มาร์ ป่ าชายเลน Indochina และป่ าพรุคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งพบว่าเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตามข้อสมมติฐานในเรื่องของพืชพันธุ์ การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น ป่าเต็งรัง เป็นพื้นที่ที่ต้องการไฟป่ามากกว่าป่าดงดิบ พื้นที่คุ้มครองทางทะเล มีความต้องการการจัดการที่แตกต่างกัน การป้ องกันพื้นที่สาหรับชนิดพันธุ์ได้อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย และอานวยผลประโยชน์ที่สาคัญทางเศรษฐกิจ การทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องพิจารณาถึง ขอบเขตของการปกครอง เช่น ตาบล อาเภอ จังหวัด ซึ่งมีผู้ดาเนินงานและสนับสนุนการทางานที่ไม่เหมือนกัน การตัดสินใจในการบริหารจัดการซึ่งจะ เป็นความต้องการของจังหวัดนั้นๆ เช่น การท่องเที่ยวหรือการป้ องกันแหล่งต้นน้าลาธาร พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยหลายๆ แห่ง ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศเมียนมาร์ มาเลเซีย ลาวและกัมพูชา พื้นที่คุ้มครองตามแนวชายแดนเหล่านี้มักจะได้รับผลกระทบจาก การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ การยึดถือครอบครองที่ดิน สามารถที่จะสร้างความร่วมมือระหว่าง พื้นที่คุ้มครองระหว่างประเทศได้ทหาร หรือตารวจตระเวนชายแดนจะเข้ามามีส่วนร่วม การที่พื้นที่คุ้มครอง ทั้งสองประเทศที่ติดกันสามารถจัดทาเป็นพื้นที่อนุรักษ์แนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เรียกว่า Transboundary Protected Area เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ มีการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ การป้ องกันร่วมกันได้ ชนิด พันธุ์สัตว์ป่าหลายชนิดมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างสองพื้นที่ ประสบการณ์เรื่องนี้จะเห็นได้จากการ จัดทาพื้นที่แนวเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างประเทศ เรียกว่า International Peace Park ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ
  • 103.
    - 9 - การอนุรักษ์และเพื่อสังคมการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองก็จะเป็นการสร้างความร่วมมือ การแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เกี่ยวกับข้อมูลทางภูมิศาสตร์นี้จะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้ เช่น Pool,Catherine. 2006. กล่าวว่า พื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศและ International Peace Park เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและปัญหาสิ่งแวดล้อมตามชายแดนระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ แต่อาจจะมีปัญหากับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามชายแดน มีกรณีศึกษา หลายพื้นที่พบว่ามีการดาเนินงานที่ประสบผลสาเร็จ ถ้าหากไม่มีการสื่อสารกันทุกระดับ ระหว่างรัฐบาลกับ ชุมชนท้องถิ่น การจัดการก็จะไม่ประสบผลสาเร็จ ถ้าหากประชาชนที่อาศัยอยู่ชายแดนไม่ให้ความร่วมมือก็ ไม่สามารถดาเนินงาน TBPs ได้แต่ถ้ามีการร่วมมือกันก็จะเป็นการแก้ปัญหาและมีความสาเร็จเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี TBPs บริเวณพื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีข้อมูลด้านนิเวศวิทยา การเมืองและผลประโยชน์ทาง สังคม เศรษฐกิจ และความท้าทายอื่นๆ มาใช้ประกอบการดาเนินงาน Langhammer , P.F.et al. 2007. กล่าวถึง เป้ าประสงค์และแนวทางการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้อง พิจารณาถึงช่องว่างของพื้นที่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพหลัก เพื่อที่จะวิเคราะห์ ลาดับความสาคัญของ แต่ละพื้นที่ซึ่งมีในการอนุรักษ์ความความสาคัญหลากหลายทางชีวภาพ การวิเคราะห์หลักเกณฑ์และการคง อยู่ของชนิดพันธุ์ที่เป็ นเป้ าหมายในการอนุรักษ์ โดยการวิเคราะห์ถึงช่องว่างของผลการจัดการที่มี ประสิทธิภาพ ความคงอยู่ของพื้นที่อนุรักษ์ตามเป้ าหมายทางชีวภูมิศาสตร์ ในลักษณะของรูปร่างของชนิด พันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชในระดับชาติหรือภูมิภาค การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์กรอนุรักษ์ สัตว์ป่านานาชาติ ที่ให้การสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งระบบพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพ หัวข้อที่ 6 ผลประโยชน์ที่ได้รับจากระบบพื้นที่คุ้มครอง เพื่อที่จะสนับสนุนให้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ด้านความสาคัญของพื้นที่คุ้มครอง การแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง มีหลายๆ พื้นที่ที่ยังมิได้กาหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่ คุ้มครองประเภทอื่น ตัวอย่างผลประโยชน์ที่ได้กาหนดไว้ในแผน ตามหลักการโดยทั่วไปเกี่ยวกับความ สมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงกับการดารงชีวิตของมนุษย์ประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้สามารถที่จะนาไป จัดการและวางแผนพื้นที่คุ้มครองได้เป็นอย่างดี ดังนี้ 1. เพื่อการสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ 2. อนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่เป็นเวชภัณฑ์ คุณค่าทางพันธุกรรมโดยเฉพาะที่เป็นพืชป่ าที่เป็นพันธุ์ ดั้งเดิม
  • 104.
    - 10 - 3.กาหนดให้ใช้พื้นที่คุ้มครองในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ 4. รักษาไว้ซึ่งความสะอาดและคุณภาพของน้าให้แก่ชุมชน 5. ลดและชะลอการตกตะกอนของดินในอ่างเก็บน้า 6. อนุรักษ์ชนิดพันธุ์ดั้งเดิม เพื่อความปลอดภัยของแหล่งอาหารโดยเฉพาะการขยายพันธุ์ตาม ธรรมชาติ 7. การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ทางทะเลและปลาน้าจืด 8. อนุรักษ์ถิ่นที่อาศัย สาหรับชนิดพันธุ์และมีประโยชน์ต่อการเกษตร เช่น ค้างคาวที่กินแมลงที่เป็น ศัตรูพืช 9. ป้ องกันภัยธรรมชาติ เช่น ภัยน้าท่วมหรือคลื่นแรงตามชายฝั่ง 10. สนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างของระบบนิเวศ 11. รักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม 12. อนุรักษ์สถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 13. มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 14. ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัว 15. การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งแนวเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่ได้รับขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของ ประเทศ เช่น การบริการของระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้า ซึ่งมีความสาคัญต่อประเทศชาติ เช่น รักษาการ ไหลของน้าให้สม่าเสมอ อานวยน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชนที่อาศัยอยู่ปลายน้า รวมถึงระบบน้าประปาใน เมืองใหญ่ๆ และลดการตกตะกอนลงในอ่างเก็บน้า ป้ องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ พันธุกรรมปลา การคุ้มครองปลา การอนุรักษ์ให้มีการขยายพันธุ์ของผลผลิตของป่า สนับสนุนการท่องเที่ยว การบริการของระบบนิเวศหลายๆ อย่างที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจ สามารถที่จะสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง กองทุนอนุรักษ์ การดูดซับคาร์บอนหรือการเก็บกักคาร์บอน โดยปรับให้เข้ากับกรอบแผนงานของ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (FCCC) ซึ่งได้มีการดาเนินงานในหลายๆ ประเทศ การดาเนินงานของโครงการ กิจกรรม REDD+ ก็ได้รับการสนับสนุนโดย UNFCCC พื้นที่คุ้มครองที่มีลักษณะแตกต่างกันจะอานวยการ บริการของระบบนิเวศที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาด ประวัติ ที่ตั้ง เช่น พื้นที่คุ้มครองทางทะเล และชายฝั่งจะ อนุรักษ์ป่าชายเลน สามารถที่จะป้ องกันพื้นที่ชุมชนภายในพื้นที่ให้รอดพ้นจากวิกฤติลมพายุได้ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองที่มีการดาเนินงานเพื่อให้มีการอานวยการบริการของระบบนิเวศในหลายๆ รูปแบบ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ (บางสิ่งบางอย่างสามารถคิดเป็นตัวเงินได้)
  • 105.
    - 11 - รายละเอียดด้านผลประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครองจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น Stolton, s., and N. Dudley. 2010. ได้บรรยายถึง หลักการจัดการพื้นที่คุ้มครองไว้ว่า เพื่อที่จะให้มี ความเข้าใจและการตัดสินใจในเรื่องการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องมีความเข้าใจถึงคุณค่า ของพื้นที่คุ้มครอง มีกรณีศึกษาที่รวบรวมได้จานวน 17 เรื่อง เกี่ยวข้องกับการวางแผนการจัดการ สรุปได้ว่า เป็นส่วนเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างสวัสดิภาพของมนุษย์ พื้นที่ คุ้มครองจะสนับสนุนคุณภาพแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ การคงไว้ซึ่งคุณภาพของน้าที่สะอาด เพื่อการบริการ สาหรับชุมชน การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในอนาคต การอนุรักษ์ ทางทะเลและน้าจืด การจัดการภัยคุกคามที่ทาลายการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษา ประเพณีและวัฒนธรรม ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การแก้ไขปัญหาการใช้ ประโยชน์ที่ดิน ขณะที่ประเทศไทยจมีกรณีดังกล่าวอยู่มากพอสมควรสามารถนาแนวทางไปประยุกต์ใช้ได้ Halpern,B.J. 2003. รายงานไว้ว่า ปัญหาประการหนึ่งของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล คือ การป้ องกัน พื้นที่เพื่อผลประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล คือ การเพิ่มขึ้นของประชากร มวลชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ จากผลการศึกษาวิจัยจานวน 89 เรื่อง พบว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่มากกว่าภายนอกพื้นที่โดยเฉพาะเกี่ยวกับผลประโยชน์ การจัดการถิ่นอาศัยทาง ทะเลที่มีความสาคัญและมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการออกแบบการจัดการและมูลค่าของพื้นที่คุ้มครองทาง ทะเล Naughton-Treves, L. et.al.2005 รายงานไว้ว่า ระบบของพื้นที่คุ้มครองในโลกมีความก้าวหน้ามาก เมื่อเทียบกับระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศที่กาลังพัฒนา จะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพมีส่วนสนับสนุนสวัสดิภาพของมนุษย์ ที่เกิดจากการที่ให้มีการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครองที่ไม่ขัดกับการอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองบางแห่งก็ยากที่จะดาเนินการ จากการศึกษาถึงประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครองในแถบโซนร้อน 49 แห่ง พบว่ามีปัญหาในเรื่อง การทาลายยึดถือครอบครองที่ดินในพื้นที่คุ้มครอง มีการทาลายพื้นที่ป่าไม้รอบๆ พื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่ง ปัจจุบันมีการดาเนินงานให้เกิดประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจท้องถิ่นในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ไข ปัญหาความยากจนของราษฎร นโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองในการแก้ไขปัญหาการสูญหายไป ของความหลากหลายทางชีวภาพ ความยากจนและการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ยั่งยืน
  • 106.
    - 12 - 3.การพิจารณาเกี่ยวกับการจัดการ หัวข้อที่ 7 การกาหนดเป้ าหมายในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการได้หลายๆ ประการ ที่สาคัญประการหนึ่งคือ การกาหนดประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ที่ต้องการให้อยู่ในระดับชาติ ตามระบบของพื้นที่คุ้มครองที่กาหนด โดยองค์กร IUCN โดยการปรับให้เข้ากับความต้องการของประเทศไทยที่มีพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยาน แห่งชาติจานวน 127 แห่ง กาหนดให้อยู่ในประเภทที่ II คืออุทยานแห่งชาติที่มีวัตถุประสงค์ “เพื่อป้ องกัน ระบบนิเวศอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่างให้ประชาชนรุ่นต่อๆ ไปใช้ประโยชน์ทางด้านจิตใจ วิทยาศาสตร์ การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยวในทุกสภาพของสิ่งแวดล้อม” อย่างไรก็ดีมีอุทยาน แห่งชาติหลายๆ แห่งจากจานวน 127 แห่ง ได้มีการดาเนินงานประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมายและยังไม่ ประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมายก็มี พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยหลายๆ แห่ง มีการจัดการตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันจะทาให้มี การอานวยผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น พื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการเพื่อป้ องกันและการดูแลรักษาน้าตก เพื่ออานวยผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว แต่ได้กาหนดให้อยู่ในระบบพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ III ถือเป็น อนุสาวรีย์ธรรมชาติ แต่ไม่ได้นามาคิดในระบบพื้นที่คุ้มครองที่เป็นอุทยานแห่งชาติ อาจจะไม่เหมือนกับ ประเทศอื่นที่มีการจัดการ เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ธรรมชาติให้เป็นการจัดการตามวัตถุประสงค์ ขนาดของพื้นที่คุ้มครอง การจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีขนาด 400,000 ไร่ หรือเป็นพื้นที่ขนาด ใหญ่ขนาดเดียวกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางแห่งมีพื้นที่มากกว่า 54,500 ไร่ ซึ่งมีคาถามว่ามีการสนับสนุนให้มี การจัดการที่มีประสิทธิภาพตามเป้ าประสงค์ได้หรือไม่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติบางแห่งมีขนาดเพียง 321,500 ไร่ หรือมีขนาดเล็กกว่า แต่มีความต้องการจัดการที่แตกต่างกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ โดยทั่วไป พื้นที่ขนาดเล็กมักจะสัมพันธ์กับพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ขนาดใหญ่ และเป็นแนวคิดที่ให้มีการดาเนินการเป็น แนวเชื่อมต่อของถิ่นที่อาศัย ในการเตรียมจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการจัดการตามประเภทของพื้นที่คุ้มครอง จะพบว่า พื้นที่คุ้มครองขนาดเล็กที่เรียกว่า “Provincial Parks” แนวทางนี้จะต้องดาเนินการพิจารณาความเป็นไปได้ จากความต้องการของรัฐบาลในการจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้าน Provincial Parks เพื่อที่จะให้เกิดมีการท่องเที่ยวภายในจังหวัด จะเห็นได้จากพื้นที่คุ้มครองบางแห่งในพื้นที่คุ้มครอง EFCOM และ WEFCOM จาต้องกาหนดเหตุผลหลักการใช้ในการพิจารณาให้เหมาะสม
  • 107.
    - 13 - การกาหนดเขตการจัดการตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถจัดการ ให้มีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์บางส่วนของพื้นที่ต้องการป้ องกันอย่างเข้มงวด บางส่วนต้องการ ป้ องกันแหล่งต้นน้าลาธารหรือพื้นที่เพื่อการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว ตัวอย่าง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้งอาจจะกาหนดเขตพื้นที่บางส่วนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตได้ตาม กฎหมายสัตว์ป่า มีการอภิปรายร่วมกันหลายๆ ครั้ง พบว่ามีพื้นที่คุ้มครองบางแห่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดการที่ แตกต่างกัน การพัฒนาให้เป็นไปตามแผนของพื้นที่ที่เป็นการจัดการกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับพื้นที่คุ้มครอง หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองควรจะมีการพิจารณาร่วมกัน สิ่งสาคัญที่สุดของแผนระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง คือ การแบ่งประเภทของพื้นที่คุ้มครองตาม วัตถุประสงค์ของการจัดการ รวมทั้งการแบ่งเขตการจัดการ การปรับประเภทของพื้นที่คุ้มครอง จาเป็นต้องมี การพิจารณาร่วมกันกับคณะที่ปรึกษา ตามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชต้องการให้มีการแยก ออกจากกัน โดยการปรับปรุงแผนระบบพื้นที่คุ้มครองและให้มีการยอมรับของทุกฝ่าย ในหัวข้อนี้มีเอกสารที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้เช่น Dudley,N.(ed.) 2008 รายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง คือการกาหนดไว้ป็น เป้ าหมายหลักที่สาคัญ คือ ระบบการจัดการที่กาหนดให้เป็นระดับชาติหรือระดับนานาชาติตามรายละเอียด เกี่ยวข้องกับการจัดการประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ตามที่องค์กร IUCN กาหนดไว้ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ที่สามารถนาไปใช้แนะนาให้รัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะ การสนับสนุนจากนานาชาติและความมีประสิทธิภาพ ของพื้นที่คุ้มครองรวมถึงพื้นที่คุ้มครองทางทะเล พื้นที่ธรรมชาติที่หาได้ยากหรือพื้นที่ชุ่มน้า Day. J., et.al. 2012 รายงานว่า องค์กร IUCN ได้แบ่งประเภทพื้นที่คุ้มครองแบ่งออกเป็น 6 ประเภท แต่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซึ่งพื้นที่คุ้มครองทางทะเลมีความแตกต่างกับพื้นที่ คุ้มครองทางบก ที่มีความหลากหลายจากพื้นที่ยอดเขาสูงจนถึงหรือสู่ทะเลลึก พื้นที่คุ้มครองทางทะเลจะมี กระแสน้าไหลหมุนเวียนมีน้าขึ้นลง จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศ หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองทางทะเลจะต้องมี ความเข้าใจที่ชัดเจน จะต้องมีการพิจารณาว่ามีหน่วยงานใดบ้างรับผิดชอบในพื้นที่ทางทะเล การบังคับใช้ กฎหมายและการจัดการจะยุ่งยากกว่าทางบก พื้นที่บางส่วนไม่สามารถใช้ข้อบังคับได้ ยากต่อการกาหนด แนวเขตที่เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะถิ่นอาศัยและระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกัน การกาหนดพื้นที่รับผิดชอบจะสัมพันธ์ กับการกาหนดประเภทขององค์กร IUCN ได้หรือไม่ เพราะมีกิจกรรมการศึกษาวิจัย การใช้ประโยชน์ การประมง การทาเหมืองแร่ การขุดเจาะน้ามัน หรือมีธรรมชาติที่น่าสนใจใต้ทะเล เป็นต้น
  • 108.
    - 14 - Rotich,D.2012 กล่าวถึงทฤษฎีการจัดการของพื้นที่คุ้มครองในช่วงเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา พื้นที่ คุ้มครองทางบกที่มีกฎหมายคุ้มครองได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความหลากหลายทาง ชีวภาพสูง และมีการขยายพื้นที่คุ้มครอง ในปัจจุบันทุกพื้นที่คุ้มครองมีเป้ าหมายคือ การอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพเป็นหลัก ซึ่งมีผลทาให้สวัสดิการของมนุษย์ดีขึ้น เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศ การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและรักษาประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนดั้งเดิม ซึ่งเป็นเป้ าหมายหลักของ การจัดการพื้นที่ การแบ่งเขตการจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้รับความสนใจจากทุกพื้นที่ และ ประสบผลสาเร็จตามสมควร โดยเฉพาะการกาหนดวิธีการและประสบการณ์ต่างๆ การกาหนดเขตจัดการ รอบๆ พื้นที่คุ้มครองที่เป็นการเพิ่มคุณค่าหรือป้ องกันพื้นที่คุ้มครองนั้นๆ หัวข้อที่ 8 การกาหนดแผนระบบพื้นที่คุ้มครองให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพ จากแนวทางของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กาหนดให้แผนการจัดการพื้นที่ คุ้มครองจะต้องมีการวิเคราะห์ช่องว่างของระบบพื้นที่คุ้มครอง ส่วนใดบ้างที่จะต้องมีกิจกรรมการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม เช่น ชนิดพันธุ์ของพืชจะต้องอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งผลิตการเกษตรหรือ การจัดการเพื่อผลผลิตทางด้านป่าไม้การกระจายพันธุ์พืชในพื้นที่คุ้มครองยังไม่มีการศึกษากันมากนัก นับว่า เป็นการยากที่จะกาหนดกิจกรรมไว้ในแผนที่ต้องดาเนินการให้ได้ทั่วประเทศ หรือมีการสารวจชนิดพันธุ์พืช อยู่บางพื้นที่ งานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับความหลากหลายของชนิดพันธุ์ แต่ยังไม่ได้นาไปสู่การ จัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังอีกหลายชนิดที่ยังไม่ทราบสถานภาพหรือ ความหลากหลายในพื้นที่ ผีเสื้อที่เป็นตัวแทนของความหลากหลายในบางพื้นที่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อการวางแผนการอนุรักษ์ รวมทั้งการแพร่กระจายในพื้นที่ ข้อมูลด้านถิ่นที่อาศัยการคาดคะเนทั้งการ แพร่กระจาย ชนิดของถิ่นที่อาศัย รวมทั้งการจาแนกชนิดและจานวน ลักษณะทางชีววิทยา ปัญหาการ แพร่กระจาย ช่องว่างของความหลากหลายที่ได้ดาเนินการ การศึกษาวิเคราะห์โดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครองทาง ทะเล สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้ทาการศึกษาถึงความหลากหลายของชนิดพันธุ์ เช่น บริเวณพื้นที่อ่าว บ้านดอน อ่าวปัตตานี ทะเลสาบเชียงแสน (เขตห้ามล่าสัตว์ป่ าหนองบงคาย) อ่าวไทย เกาะพระทอง แหลมปะการังที่ราบลุ่มภาคกลาง แม่น้าโขงแถบอาเภอปากชม ปะเหลียน ละงู ทะเลสาบสงขลา ทุ่งท่าลาด และพื้นที่ชุ่มน้าอีกหลายแห่ง ที่ยังเป็นช่องว่างของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง
  • 109.
    - 15 - จากข้อมูลThe Directory of Important Bird Areas in the Kingdom of Thailand (IBA) ที่ดาเนินการ โดยสมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย ได้มีวิเคราะห์ถึง IBA ดังกล่าวได้ถึง 62 แห่ง มีเพียง 15 แห่ง ที่ตั้งอยู่ ภายนอกพื้นที่คุ้มครอง สามารถที่จะนาข้อมูลมาใช้ในการพิจารณาช่องว่างของระบบพื้นที่คุ้มครองที่เป็น พื้นที่ชุ่มน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ควรจะได้มีการกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง มีการวิเคราะห์ เป็นระบบโดยการดาเนินงานของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับอนุกรมวิธาน การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการร่วมกันพิจารณา หรือมีการมีส่วนร่วมกับหน่วยงาน อื่นๆ ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือแหล่งน้า พื้นที่ต้นน้าชั้น 1A จะต้องนามาทบทวนว่า มีการดาเนินงานที่ ซ้าซ้อนกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือไม่ ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพได้กาหนด แนวทางในการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครองให้มีการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน ฉะนั้นการพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องกาหนดไว้ในแผนระบบ พื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งคุณค่าในการป้ องกันรักษาแหล่งต้นน้าลาธาร การดูดซับคาร์บอน การปรับตัวของ สิ่งมีชีวิตให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การท่องเที่ยว คุณค่าทางวัฒนธรรม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นแนวทางหลักของการจัดการพื้นที่คุ้มครองและ การจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็นการสนับสนุนวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อประโยชน์อย่างแท้จริงที่เป็นกระบวนการหลัก ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องนี้มีเอกสารที่สามารถศึกษาได้ เช่น ASEAN Centre for Biodiversity 2010 เกี่ยวกับการวิเคราะห์ช่องว่างของพื้นที่คุ้มครองของประเทศ ในภูมิภาคเอเชียน ได้รวบรวมจากข้อมูลของรัฐบาลกัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนามที่เป็นพื้นที่คุ้มครอง ทางบก ส่วนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลจะรวบรวมจากประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งดาเนินการ โดย WDPA, Key Biodiversity Areas, พื้นที่ที่มีลักษณะที่สาคัญและหาได้ยาก, IBA และIUCN Red List of Threatened Species. Cabeza,M. and S. Moilanen 2001 ได้สรุปว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็น การใช้เทคนิคในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศในระดับชาติหรือระดับภูมิภาค การ คัดเลือกเพื่อการจัดการภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การจัดการแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศ การ จัดการดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงการกระจายของภัยคุกคามหรือภัยธรรมชาติอื่นๆ อันจะเกิดขึ้นหรือ การ ปฏิบัติงานร่วมกับโครงการอื่นๆ ที่สอดคล้องกัน การติดตามผลที่มีประสิทธิภาพสามารถเพื่อให้มีการปรับ แผนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
  • 110.
    - 16 - 4.การปฏิบัติตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง หัวข้อที่ 9 การใช้แผนระบบพื้นที่คุ้มครองเพื่อเป็นฐานในการพิจารณาเงินงบประมาณและการสนับสนุนอื่นๆ ความต้องการเงินงบประมาณเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง อาจจะได้จากการบริการ ของระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ยินดีที่จะจ่าย ความต้องการงบประมาณเพื่อดาเนินการให้เกิดผลประโยชน์ แผนงบประมาณของพื้นที่คุ้มครองเป็น กระบวนการที่ต้องพิจารณา คือ ต้นทุนและกาไรที่จะได้รับ ประสิทธิภาพของการจัดสรรเงินงบประมาณ ตามที่ต้องการ องค์กร UNDP ได้กาหนดกรอบวิธีการพิจารณา เรียกว่า Financial Sustainability Scorecard สาหรับพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถที่จะนามาใช้ได้โดยเฉพาะเกี่ยวกับ การขอและการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อที่จะให้แผนระบบพื้นที่คุ้มครองมีความยั่งยืนตลอดไป การกาหนด กรอบของแหล่งเงินงบประมาณจะเป็นการกาหนดแผนธุรกิจในการดาเนินงาน เงินงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐหรือภาคเอกชน รวมทั้งกองทุนที่ได้จากค่าแทนคุณระบบนิเวศ ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการของระบบนิเวศ การดูดซับคาร์บอน การร่วมทุน การลงทุนหรือกองทุนเงินยืม หรือเงินงบประมาณจากค่าสัมปทานจากเอกชนในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรหรือกิจกรรมอาสาสมัคร การร่วมทุนจากรายได้องค์กรภาคเอกชน รวมถึงงบประมาณจากภาครัฐตามปกติ จากแนวทางในการรับ เงินทุนหรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ จาต้องมีนโยบายของรัฐบาลที่แน่นอนชัดเจน แผนระบบพื้นที่ คุ้มครองจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องคานึงถึงแหล่งทุนอันจะได้รับ จากแนวคิดของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองที่ชัดเจน แหล่งทุนจะมีความยั่งยืนและจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เงินงบประมาณของพื้นที่คุ้มครองแนวใหม่จะอยู่ภายใต้ความเป็นไปได้ของกฎหมาย ที่จะต้องใช้ กฎหมายกับเงินงบประมาณรายได้ของพื้นที่คุ้มครองและงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะต้องอธิบายไว้ในแผน ระบบพื้นที่คุ้มครองด้วย เงินงบประมาณของพื้นที่คุ้มครองอาจจะได้รับสนับสนุนจากองค์กรนานาชาติที่ประเทศไทยได้รับ ผลประโยชน์จากการที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้า อนุสัญญามรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล อนุสัญญาที่เกี่ยวข้องการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ(ไซ เตส) ฉะนั้น การที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ ทาให้ประเทศไทยได้รับกา สนับสนุนเงินงบประมาณจาก GEF / UNDP / UNEP / ADB / และ TWB ตลอดจนความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานของรัฐบาลหลายๆ หน่วยงาน องค์กรต่างๆดังกล่าวมีการให้คาแนะนาทางวิชาการแก่รัฐบาลของ ประเทศนั้นๆ ที่ได้ร้องขอมา ตัวอย่าง เช่น UNDP , หน่วยงานติดตามผล (WCMC) ได้สนับสนุนข้อมูลการ จัดการและการทาแผนที่องค์กร IUCN / WCPA จะมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านสามารถให้คาปรึกษาทาง
  • 111.
    - 17 - วิชาการการเก็บข้อมูล และรักษาไว้ซึ่งแหล่งพื้นที่คุ้มครองในระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ หัวหน้า พื้นที่คุ้มครองต้องร่วมมือกับนานาชาติหรือประเทศอื่นๆ องค์กรภาคเอกชนต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญระดับ นานาชาติท มีการสนับสนุนทางวิชาการ เช่น WWF, WCS, พื้นที่ชุ่มน้าระดับชาติ สภาการอนุรักษ์นก องค์กร อนุรักษ์พืชและสัตว์ป่าในระดับนานาชาติ และหลายๆ องค์กร งบประมาณที่ดาเนินการจัดการพื้นที่คุ้มครองมิใช่มีแต่เพียงของประเทศเท่านั้น จึงยังมีการ สนับสนุนจากนานาชาติ ด้านความร่วมมือกัน ประเทศไทยก็มีส่วนในการให้ความร่วมมือตามข้อตกลงกับ นานาชาติในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหา ร่วมกัน จะเห็นได้จากพื้นที่คุ้มครองในระดับนานาชาติ สามารถที่จะนามาพิจารณาจัดทาแผนระบบพื้นที่ คุ้มครองได้ ประสบการณ์จากการที่ได้รับการสนับสนุนความช่วยเหลือจากนานาชาติ สามารถนามาพิจารณาใน การจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองได้ เช่น Bovarnick, A. 2006 ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหนึ่งในการจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองใน ระดับชาติ คือ ให้มีการสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อการจัดการ จึงต้องพิจารณาถึงการที่พื้นที่คุ้มครอง อานวยผลประโยชน์อะไรบ้างให้แก่ประชาชน แหล่งทุนที่จะนามาใช้บารุงรักษาเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ ดังกล่าว และความต้องการโดยเฉพาะเงินทุนที่ต้องใช้เพื่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น แผนการเงินงบประมาณเพื่อ การจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการวิเคราะห์ต้นทุนจนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ การจัดการแหล่งทุนที่จะ นามาใช้ในระบบ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลของพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้ตอบสนองต่อหน่วยงานของรัฐ ผู้รับผิดชอบด้านการใช้งบประมาณให้มีความยั่งยืน Emerton, L., et.al. 2006 ได้สรุปว่า ยุทธศาสตร์การวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีความ มั่นคงทางด้านเงินงบประมาณ มีกรณีศึกษาพื้นที่คุ้มครองจานวน 29 แห่ง พบว่ามีตัวอย่างในเอเชีย 6 แห่ง (ไม่มีตัวอย่างจากประเทศไทย) มีกลไกนวัตกรรมใหม่ๆ ของงบประมาณรวมทั้งงบประมาณจากภาครัฐและ เอกชน รวมทั้งค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) เงินค่าธรรมเนียมการใช้บริการของพื้นที่ โครงการเรื่องดูดซับ คาร์บอน การร่วมลงทุนและการหาแหล่งทุน อาจจะเป็นเงินบริจาค เงินรายได้จากการเก็บค่าสัมปทาน และ ค่าเช่าจากภาคเอกชน หรือการจัดการโดยชุมชนในพื้นที่นั้นๆ เป็นการจัดการโดยชุมชน (ค่าเช่าจากภาครัฐ) ในพื้นที่ดาเนินการกิจกรรมใดๆ เป็นการจัดขึ้นเพื่อกิจกรรมในชุมชน ผลประโยชน์จากองค์กรเอกชนที่เก็บ จากชุมชนให้เงินสนับสนุนเพื่อกิจกรรมชุมชนนั้นๆ ให้มีผลประโยชน์ในการสนับสนุนการทางานของพื้นที่ คุ้มครอง การจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการลงทุนเพื่อหวังผลทางการเงิน กองทุนที่ยั่งยืนมี ประสิทธิภาพและมีการจัดการที่สมบูรณ์แบบ
  • 112.
    - 18 - หัวข้อที่10 การที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จากการที่มีนักท่องเที่ยวจานวนมากเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองต้องกาหนดเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารระบบใหม่ๆ เช่น Website ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องได้รับการปรับปรุงเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นภาษา ต่างชาติหลายๆ ภาษาสาหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจจะต้องมีโครงการแลกเปลี่ยนพนักงานเจ้าหน้าที่กับ นานาชาติ มีนักวิจัยของประเทศไทยหลายท่านได้มีการนาอุปกรณ์สารวจสัตว์ป่ าที่ทันสมัยมาใช้ เช่น การสารวจเสือโคร่ง เสือลายเมฆ แมวลายหินอ่อน และชนิดพันธุ์พืชอื่นๆ ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า กล้องดัก ถ่ายภาพ (Camera trap) นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่สาคัญอื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟน ที่มีโปรแกรมต่างๆ ในอุปกรณ์ (Apps) สาหรับการติดตามเรื่องนก เครื่องมือศึกษาการนาทางของค้างคาว หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่นามาใช้ การถ่ายภาพระยะไกล (Remotes radio camera) สาหรับศึกษาวิจัยการนานกเงือกคืนสู่ธรรมชาติ การสร้างรัง แหล่งที่อยู่อาศัยของเสือโคร่ง นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมายโดยเฉพาะ Website ของ Zoological Society of London ที่เป็นหน่วยงานที่สาคัญในการศึกษารื่องสัตว์นานาชนิด มีสื่อหลายประเภทเกี่ยวกับงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เช่น Website, Google Earth ที่สามารถเชื่อมโยงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ แนวเขตและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันได้ เช่น ชุมชนท้องถิ่นควรสนับสนุนการบริหารพื้นที่คุ้มครองในท้องถิ่นที่ต้องการให้มีการสื่อสารกันได้ง่าย การใช้เครื่องมือ GIS เป็นกลไกสนับสนุนแผนระบบพื้นที่คุ้มครองใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา พื้นที่คุ้มครอง สานักงานนวัตกรรมพื้นที่คุ้มครองฯ มีเป้ าหมายการจัดการมีข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุน ข้อมูลให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนร่วมกับพื้นที่คุ้มครอง เช่น กรมประมงในพื้นที่คุ้มครองทาง ทะเล การพลังงานกับพื้นที่คุ้มครอง เขื่อนพลังไฟฟ้ า การเกษตรในพื้นที่ชลประทาน การผสมเกสรพืชป่า กองทหารที่รับผิดชอบในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การศึกษาวิจัย นักศึกษาที่ศึกษาองค์ประกอบของระบบ นิเวศ นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยควรที่จะเข้าไปดาเนินการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้มาก การสื่อสารและการ วิเคราะห์อื่นๆ สามารถนามาทาเป็นแผนนโยบาย และอานวยข้อมูลการดาเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและ เศรษฐกิจสู่ชุมชนท้องถิ่น ภูมิภาคและระดับชาติ ส่วนเรื่องอาสาสมัครสามารถที่กาหนดให้มีการสนับสนุนการท่องเที่ยว สาธารณชนทั่วไปได้ไปใช้ ประโยชน์และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น การสารวจชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก การศึกษารอยเท้า มูลของ สัตว์ป่าสาหรับเสือโคร่ง ตัวป่าและชนิดพันธุ์อื่นๆ มักมีอาสาสมัครเข้ามามีส่วนช่วยรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ในการนามากาหนดในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองได้
  • 113.
    - 19 - สุดท้ายแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรมีแนวทางในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการพื้นที่คุ้มครองมีโปรแกรมที่กาหนดสาหรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองและชุมชนท้องถิ่น หัวข้อที่ 11 การพัฒนาและการกาหนดนโยบายสาหรับพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองหลาย ๆ แห่งมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนา และการจัดการ มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ ชัดเจน มีการกาหนดแผนข้อตกลงตามนโยบาย มีที่ปรึกษาช่วยตัดสินใจในเรื่องการจัดการ การสนับสนุนให้ ภาคส่วนอื่นที่สนใจทางานร่วมกัน บางนโยบายสามารถปรับได้ในบางกรณี และการกาหนดประเภทของ พื้นที่คุ้มครอง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จัดอยู่ในประเภทที่ I มีนโยบายที่แตกต่างกับอุทยานแห่งชาติที่อยู่ ในประเภทที่ II และประเภทที่ III พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ในการดาเนินงานจะต้องมีการพิจารณาถึงรายละเอียด ที่เกี่ยวข้อง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องมีการปรับปรุงนโยบายที่ผ่านการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีประโยชน์ในการพัฒนาที่ชัดเจน 1. เรื่องการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่คุ้มครอง ถนนเป็นภัยคุกคามที่ทาให้เกิดการแยกจากกัน ของพื้นที่คุ้มครองและทาให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น รถยนต์ชนสัตว์ป่า จะเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ป่า 2. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกพื้นที่คุ้มครอง 3. ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนภายในพื้นที่คุ้มครอง และรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง และการมีส่วน สนับสนุนให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองสู่เป้ าหมาย 4. บทบาทและองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 5. แนวทางในการสนับสนุนแหล่งทุน จากการจัดการท่องเที่ยว 6. มีการนาเอา Financial Sustainability Scorecard หรือแบบประเมินความยั่งยืนด้านการเงินในการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง 7. มีการจัดการแนวกันชนและมีการแบ่งเขตการจัดการ 8. การกาหนดแผนการจัดการระดับพื้นที่ที่จัดเตรียมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง โดยให้มีส่วนสัมพันธ์กับงบประมาณที่ได้รับ 9. แนวนโยบายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในท้องที่
  • 114.
    - 20 - 10.การกาหนดแนวทางในการประเมินผลของการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ (Management Effectiveness Tracking Tools : METT) ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการที่ชัดเจนทั้งพื้นที่ทางบกและ ทางทะเล 11. กาหนดแนวทางการทางานการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการพื้นที่คุ้มครอง 12. นโยบายการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้มครองที่มีการจัดการเพื่อการพัฒนา และ ประโยชน์ของท้องถิ่น ตัวอย่างนโยบายที่อาจจะนามาพิจารณาได้ นโยบายท่องเที่ยวของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ด้านการพัฒนา ตัวอย่างนี้ได้พิจารณาจากการท่องเที่ยวอุทยานแห่งสหรัฐอเมริกา ที่สามารถนามา ปรับให้เข้าประเทศไทยได้ ซึ่งนโยบายที่เสนอมานี้เพื่อให้ผู้ที่เข้าประชุมร่วมพิจารณา ก. นโยบายการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อความสนใจในการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนภายในพื้นที่คุ้มครอง 1. การพัฒนาเพื่อคงไว้ซึ่งการประชาสัมพันธ์ร่วมกับสานักงานการท่องเที่ยวจังหวัด หรือองค์กร ภาครัฐหรือเอกชน และธุรกิจต่างๆ โดยมียุทธวิธีต่างๆ ที่ไม่จากัดถึงหน่วยงานสมาชิก การมีส่วนร่วมในการ ประชุมหรือประชุมสัมมนา หรือรวบรวมข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต 2. ความร่วมมือกับผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยวให้การสนับสนุนความยั่งยืน และร่วมการ ท่องเที่ยวเพื่อสังคม-วัฒนธรรม เศรษฐกิจและระบบนิเวศ สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครอง จากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการร่วมมือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์ พืช 3. การอบรมชุมชนท้องถิ่นภายในและใกล้เคียงพื้นที่คุ้มครอง ด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม เพื่อให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะมัคคุเทศก์ 4. กิจกรรมการสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ชักชวน ให้ประชาชนที่เป็นนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้คานึงถึงวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ อายุ ความสามารถ ภายใต้สังคม และการศึกษา 5. กาหนดให้มีการปฐมนิเทศนักท่องเที่ยวและการบริการข้อมูลให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง และในชุมชนที่องค์การท่องเที่ยวตั้งอยู่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องบริการข้อมูลให้ นักท่องเที่ยวที่ถูกต้อง ที่เกี่ยวกับกิจกรรมของพื้นที่คุ้มครองและทรัพยากรรวมทั้งสภาพและฤดูกาล
  • 115.
    - 21 - 6.การปฏิบัติเกี่ยวกับรูปแบบ เครื่องหมาย สื่อสิ่งพิมพ์ หรือข้อมูลอิเล็กโทรนิค ที่จะสามารถส่งให้ นักท่องเที่ยวค้นหาโดยสะดวก เช่น การกาหนดสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลายๆ ภาษา เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ ประโยชน์ 7. สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวใช้พื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการท่องเที่ยวหรือการใช้ประโยชน์น้อย โดย การสารวจภายในเขตพื้นที่ เพื่อสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวและป้ องกันทรัพยากร 8. สนับสนุนส่งเสริมให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองร่วมทางานในพื้นที่ลักษณะกลุ่มป่ าที่ใกล้เคียง สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกัน 9. ในระหว่างการดาเนินงานจัดทาแผนและข้อเสนอแผนควรจะได้มีการติดตามผลในพื้นที่เพื่อให้มี การจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีทรัพยากรที่ให้มีการบริการแก่นักท่องเที่ยวและโครงสร้างภายในพื้นที่ คุ้มครอง 10. จัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีความสัมพันธ์ระหว่างการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเป็น การรับประกันว่าการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองมีประสิทธิภาพ 11. วิเคราะห์ถึงสถานภาพของทรัพยากรและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ในการสนับสนุน การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการรับรองของพื้นที่ ให้เป็นที่ยอมรับและการใช้ประโยชน์ของ นักท่องเที่ยว การวิเคราะห์ความสามารถการรองรับนักท่องเที่ยวที่อยู่ในแผนของพื้นที่คุ้มครองของอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 12. การติดตามผลด้านการศึกษาวิจัย การเก็บข้อมูลและการตลาด เพื่อการสนับสนุนให้กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ทราบถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวและแนวโน้มการเพิ่มขึ้น หรือการลดลงของนักท่องเที่ยว 13. การทางานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทรัพยากรมีความปลอดภัย โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่อ่อนไหวจากกิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจ โดยผ่านเครื่องมือ และการโฆษณารวมถึง การดาเนินงานและค่าธรรมเนียม 14. การก่อสร้าง ซ่อมแซมและการจัดการทรัพยากร เช่น การชิงเผาป่าเพื่อให้เกิดการบริการดึงดูดใจ ของนักท่องเที่ยว การบริการสาธารณะ ผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และการเผยแพร่ธุรกิจ 15. สร้างและบารุงรักษาที่เกิดจากผลกระทบต่อพื้นที่ในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงแผนธุรกิจ การท่องเที่ยว และการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย 16. ให้นักท่องเที่ยวใช้บริการ สานักงานการท่องเที่ยว ชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับข้อมูลการท่องเที่ยว รวมถึงการป้ องกันและฟื้นฟู เพื่อผลประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครอง
  • 116.
    - 22 - 17.พัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาเรื่องที่สาคัญด้านการท่องเที่ยว การกาหนดนโยบายแต่ละหัวข้อให้มีความเหมาะสมกับงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และ พันธุ์พืช ซึ่งมีเอกสารที่สามารถศึกษาได้เช่น USNPS 1984 รายงานไว้ว่า แนวทางการกาหนดนโยบายมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ คุ้มครองโดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กาหนด ความสาคัญของการพัฒนานโยบายในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งต้อง ประสานงานความร่วมมือของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง Eagles, P. et.al. 2001 กล่าวถึงแนวทางในการกาหนดนโยบายการท่องเที่ยวและแนวทางใน การจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง เพื่อประโยชน์ในการจัดทาแผนการจัดการภายในและรอบๆ พื้นที่ คุ้มครองให้มีความสัมพันธ์กัน Navid, D. 2013 นาเสนอรายงานข้อมูลการวิเคราะห์งบประมาณแนวใหม่ในการสนับสนุน การจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA โดยกล่าวถึงกองทุนการอนุรักษ์ (CTF) สามารถนามาช่วยได้ แต่ต้องศึกษารูปแบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อการจัดตั้งกองทุน โดยเฉพาะแนวทางการจัดตั้งกองทุนที่ อุทยานแห่งชาติอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เป็นกลไกการส่งเสริมงบประมาณในพื้นที่คุ้มครองที่เป็นตัวอย่าง Thomas L. and J. Middleton, 2003 กล่าวถึงแผนการจัดการที่เป็นเอกสารแนวทางและเป้ าหมาย มีกรอบการทางานเพื่อใช้ในการตัดสินใจภายในพื้นที่คุ้มครองตามที่กาหนด วิกฤตการณ์ของแผนโดย ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และวัตถุประสงค์ในการใช้และการคงอยู่ของพื้นที่คุ้มครอง แนวทางที่ เป็นตัวอย่างที่ใช้ได้หลายๆ พื้นที่ กรอบการทางานสามารถที่จะปรับปรุงได้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชควรจะกาหนดเป็นนโยบาย การจัดทาแผนดาเนินงาน McNeely, J. 2013 ได้เสนอรายงานเรื่องการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้เป็นแนวทางและสนับสนุน วิธีการ และเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองและนามาใช้ในการจัดการเพื่อให้ ได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ มนุษย์ ประเพณีและสังคมแล้วใช้ในการกาหนดนโยบายของการใช้ประโยชน์ อย่างยั่งยืน ซึ่งควรจะได้เตรียมไว้ในแผนงานระบบพื้นที่คุ้มครองด้วย หัวข้อที่ 12 ลาดับความสาคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการปฏิบัติตามแผน การจัดลาดับความสาคัญของพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย เพื่อให้เป็นระบบพื้นที่คุ้มครองใน ระดับชาติ จะต้องพิจารณาถึงความสามารถของพนักงานเจ้าหน้าที่ กิจกรรมที่สาคัญต่างๆ ในการบริหาร จัดการ ศูนย์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียน ได้กาหนดรูปแบบ ข้อมูล หลักเกณฑ์ เพื่อให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ มีรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน
  • 117.
    - 23 - เจ้าหน้าที่ควรจะกาหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะ ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางกายภาพ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การสื่อสาร ข้อมูลสารสนเทศ โดยการพัฒนาและการจัดการ อุปกรณ์ การลาดตระเวนป้ องกัน การฝึกอบรม การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrolling) เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ถูกนามาใช้แล้ว การจัดการทรัพยากร ทางชีวภาพ การอนุรักษ์จัดการระบบนิเวศ ถิ่นที่อาศัยและชนิดพันธุ์ สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืนสู่สังคม นโยบายการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แผนและการจัดการเฉพาะพื้นที่ กฎหมาย การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยว การสร้างความตระหนัก การศึกษาและความจาเป็นด้านสาธารณะ การที่จะให้มีรายงานสนับสนุนศักยภาพของการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองควรจะได้มี การฝึกอบรม การประชุมปฏิบัติการ มีหลักสูตรการศึกษาในระดับชาติ รายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีเอกสารที่สามารถศึกษาได้ เช่น Grantham, H.S., et.al. 2010 รายงานว่า การพิจารณาจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองจะต้องกาหนดคาถามว่า มีการจัดการอย่างไร ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ เพื่อที่จะป้ องกัน ลดผลกระทบในระบบสังคมที่เกิดขึ้น การตัดสินใจจะต้องเรียนรู้เข้าใจระบบผ่านการปฏิบัติการจัดการและผลที่ได้รับที่เกิดจากกระบวนการจัดการ เป็นที่เข้าใจว่าการปรับแผนการจัดการ เป็นการทาให้กิจกรรมการอนุรักษ์ดีขึ้น รายละเอียดในการปรับ แผนการจัดการจะต้องอธิบายให้ชัดเจน
  • 118.
    - 24 - เอกสารอ่านประกอบ 1.ASEAN Centre for Biodiversity. 2010. Protected Areas Gap Analysis in the ASEAN Region ASEAN Centre for Biodiversity, Laguna, Philippines. 77 pp. 2. Beck, M.W. et.al. 2009. Best Practices for Marine Spatial Planning. The Nature Conservancy. Arlington, VA, U.S.A. 3. Bovarnick, A. 2008. Financial Sustainability Scorecard for National Systems of Protected Areas. UNDP, New York. 4. Bradford, J.B. and A.W. D’Amato 2012. Recognizing trade-offs in multi-objective land management. Frontiers in Ecology and the Environment 10 (4): 210-216 5. Cabeza, M. and S. Meilanen. 2001. Design of reserve networks and the persistence of biodiversity. Trends in Ecology and Evolution 16 (5): 242-248 6. Day, J., et.al. 2012. Guidelines for applying the IUCN Protected Area management Categories to Marine Protected Areas. IUCN, Gland. Switzerland. 7. Dickman, A.J.2010. Complexities of conflict: The importance of considering social factors for effectively resolving human-wildlife conflict. Animal Conservation 13 (5) 455-466 8. Dudley,N.(ed.).2008. Guidelines for Applying Protected Area Management Categories. IUCN. Gland, Switzerland. 86 pp. 9. Eagles, P., et.al.2001. Guidelines for Tourism in Parks and Protected Areas of East Asia. IUCN,Gland, Switzerland. 10. Emerton, L., et.al. 2006. Sustainable Financing of Protected Areas: A Global Review of Challenges and Options. IUCN, Gland, Switzerland. 97 pp. 11. Grantham, H.S., et .al. 2010. Effective conservation planning requires learning and adaptation. Frontiers in Ecology and Environment 8(8): 431-437. 12. Groves, C. et.al. 2012. Incorporating climate change into systematic conservation planning. Biodiversity Conservation. 21:1651-1671. 13. Halpem, B.J. 2003. The impact of marine reserves: Do reserves work and does reserve size matter? Ecological Applications 13 (1) Supplement: 5117-5137.
  • 119.
    - 25 - 14.Landhammer, P.F., et.al.2007. Identification and Gap Analysis of Key Biodiversity Areas. WCPA Best Practices Guidelines Series 15:1-137. 15. Macdonald, R.J., et.al. 2006. The implications of current and future urbanization for global protected areas and biodiversity conservation. Biological Conservation 141(6):1695-1703 16. McNeely, J. 2013. The role of research in a National System of Protected Areas. Paper prepared for CATSPA. 17. Miller, J.R., et.al. 2012. Nature reserves as catalysts for Landscape change. Frontiers in Ecology and Environment. 10(3): 144-152. 18. Navid, Dan 2013. Overview of Conservation Trust Funds and Their Possible Application in Thailand. Paper submitted to CATSPA. 19. Naughton-Treves, L., et.al. 2005. The role of protected areas in conserving biodiversity and sustaining local livelihoods. Annual Review of Environment and Resources. 30:219-252. 20. Pool, C. 2006. Transboundary protected areas: a solution to border issues .Nebraska Antropologist Paper 23. 21. Rotich, D. 2012. The concept of zoning management in protected areas Journal of Environment and Earth Science. 2 (10) : 173-183. 22. SCBD. 2009. Assessing and Managing Invasive species within Protected Areas. Secretariat of the Convention on Biological Diversity, Montreal, Canada. 23. Sims, K.R. 2009. Conservation and development: Evidence form Thai protected areas” 24. Stolton, S. and N. Dudley. 2010. Argument for Protected Areas: Multiple Benefits for Conservation and Use. Earthscan, London. 273 pp. 25. Storms, D., et.al. 2005. Integrated coastal reserve planning: market the land-sea connection. Frontiers in Ecology and Environment. 3(8): 429-436 26. Thomas, L. and J. Middleton. 2003. Guidelines for Management Planning of Protected Areas. IUCN Gland, Switzerland. 27. USNPS. 1984. Park Road Standards. US National Park Service. Washington, D.C. ------------------------------------------------------------
  • 120.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพัฒนาการเกษตร
  • 121.
    - 1 - การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการพัฒนาการเกษตร โดยนายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ความนา ตามที่ได้มีการประเมินระบบนิเวศในรอบสหัสวรรษ (MEA, 2005) พบว่า การเปลี่ยนแปลงของ ระบบนิเวศที่สาคัญในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินในอัตราส่วน ที่สูงมาก พื้นที่ป่าไม้ทุ่งหญ้า ป่าชายเลน รวมถึงแหล่งน้าต่างๆ ถูกนาไปใช้ประโยชน์โดยเฉพาะการใช้ที่ดิน เพื่อการเกษตร พื้นที่ป่าไม้ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ทางบกจานวน 9 ใน 14 ประเภท ประมาณว่า 20-50 % ของพื้นที่เหล่านี้ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่การเกษตร ประเทศแถบโซนร้อนมีอัตราส่วนการทาลายที่สูงมาก GEF (2014) ได้รายงานไว้ว่า ผลผลิตทางการเกษตรหลัก 3 ชนิด คือ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์และปาล์มน้ามันที่ ต้องใช้พื้นที่ดินเพื่อดาเนินการสูงถึง 80% โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้แถบโซนร้อน ผลผลิตดังกล่าวเป็นสินค้าออก ของประเทศที่สาคัญที่ใช้ดารงชีวิตของประชากรในประเทศ ขณะเดียวกันประชากรในพื้นที่ดังกล่าวก็ยังมี การต่อสู้กับความอดยากและความยากจน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการประเมินพบว่าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงใน อัตราส่วนที่เร็วมาก หรือเร็วกว่าตัวเลขที่คาดคะเนไว้ในหลายๆ โครงการมีการศึกษาถึงการเพิ่มขึ้นของ ประชากรโลกที่สัมพันธ์กับความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นถึง 70% เป็นอย่างน้อย ในอีก 35 ปีข้างหน้า หรือ อาจจะถึง 110% (Bruinsma, 2009) การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินดังกล่าวที่ถูกนามาใช้เพื่อทาการเกษตร ทุ่งหญ้าเลี้ยงปศุสัตว์รวมถึงการพัฒนาชนบท เหล่านี้จึงเป็นภัยคุกคามที่ทาลายระบบนิเวศธรรมชาติ Tilman et.al. (2011) รายงานว่า แนวโน้มการทาลายหรือการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ยังเพิ่มมาก ขึ้น นับเป็นจานวนล้านล้านเฮกแตร์ ซึ่งมากกว่าที่คาดคิดไว้จะเกิดขึ้นในปี 2050 แต่มีบางกิจกรรมจากการทา การเกษตรที่จะต้องมีการพัฒนาในหลายๆ ประการเพื่อทาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากการคานวณพบว่าการใช้ ประโยชน์ที่ดินในปี 1961 จานวน 1.4 ล้านล้านเฮกแตร์ และในปี 2008 มีการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นจานวน 1.5 ล้านล้านเฮกแตร์ ถึงแม้ว่าประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 3 ล้านล้านคนในปี 1961 เป็น จานวน 6.8 ล้านล้านคนในปี 2008 (มากกว่าค่าเฉลี่ย 7.2 ล้านล้านคนในปี2014) การใช้พื้นที่ดินป่าไม้เพื่อทา การเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร จึงเป็นสาเหตุที่ทาให้มีการทาลายระบบนิเวศธรรมชาติ ในปัจจุบัน ผลผลิตจากพื้นที่การเกษตร ความต้องการด้านแก๊สชีวภาพ พลังงานและผลผลิตทางอาหาร จะต้องมีการ พัฒนาเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่ดินเกษตรเพื่อให้สามารถอานวยผลประโยชน์และมีคุณค่าในระดับท้องถิ่นได้ ผลผลิตอาหารจากภาคเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้เกื้อกูลการดารงชีวิตของมนุษย์ เป็นที่ ยอมรับในทุกระดับ ว่าแนวคิดใหม่ๆ ของความต้องการพัฒนาด้านอาหารของมนุษย์และชนิดพันธุ์อื่นๆที่มี อยู่ อาหารบางชนิดจะได้จากพื้นที่คุ้มครองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่คุ้มครองและผลผลิตทางการ เกษตรจากการใช้บริการของระบบนิเวศ (MEA, 2005) ตามกรอบงานที่กาหนด ความยั่งยืนของการใช้
  • 122.
    - 2 - ประโยชน์ในอนาคตจะต้องดาเนินการเพิ่มผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและการบริการของระบบนิเวศจาก พื้นที่คุ้มครอง แนวคิดในการดาเนินงานเรื่องนี้จึงเป็นการสร้างความเข้าใจจากทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิตด้านอาหารจากพื้นที่คุ้มครอง การเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้เกิดการสูญเสียความ หลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเรื่องของความหลากหลายหรือ ความผันแปรของสิ่งมีชีวิตและความซับซ้อนของระบบสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศที่มีความหลากหลายในชนิด พันธุ์และระบบนิเวศ ความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตเป็นความหลากหลาย การกระจายและความมากน้อยชนิด พันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการค้นหาแหล่งที่อยู่ ใหม่ๆ การใช้ประโยชน์ที่ดินจะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาและสถานที่ อย่างไรก็ดีชนิดพันธุ์ที่มีกระดูก สันหลังได้ถูกประเมินเป็นปริมาณมากน้อยไว้ เช่น การจัดพิมพ์หนังสือ IUCN Red List of Threatened Species ที่ได้กาหนดชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม เพื่อให้ทราบถึงสถานภาพของชนิดพันธุ์จากระดับที่ไม่มีข้อมูลจนถึงการ สูญพันธุ์ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของชนิดพันธุ์ องค์กร IUCNได้จัดพิมพ์หนังสือครั้งสุดท้ายปรากฏว่าสถานภาพ ของสัตว์จานวน 76,199 ชนิด (ชนิดพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้า) พบว่า 22, 416 ชนิด (30%) ได้รับภัยคุกคามจนใกล้จะสูญพันธุ์ จากการลดลงของระบบนิเวศ หากว่าไม่ได้รับการดูแลและการ สนับสนุนจากประชาชนทุกระดับที่เกี่ยวข้องอัตราการสูญพันธุ์จะยังมีต่อไปในอนาคต หากว่าจะพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง พบว่าได้มีมาตรการการอนุรักษ์ที่เพิ่มขึ้น จากสถิติปัจจุบัน ทั่วโลกที่มีพื้นที่คุ้มครองทางบกประมาณ 15.4% และพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ประมาณ 3.4% โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองทางทะเลประมาณ 8.4% ถูกกาหนดให้ เป็นเขตเศรษฐกิจ จากข้อมูลของ UNEP-WCMC (2014) รายงานว่าพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกมีไม่ต่ากว่า 200,000 แห่ง พื้นที่คุ้มครองเหล่านี้มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็งในการจัดการและไม่รวมถึงพื้นที่ คุ้มครองที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน หรือพื้นที่คุ้มครองที่ครอบครองของประชาชนที่มี วัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองหลายแห่งที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อการอนุรักษ์ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม และให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อเป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์ที่เป็นแหล่งผลิตทางด้านอาหาร ปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ล่วงหน้าในอนาคตว่าระบบนิเวศจะมี การเปลี่ยนแปลงที่สูงมาก แม้ว่าองค์กร IUCN ได้จัดพิมพ์หนังสือกาหนดชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้ยากถึง 733 ชนิด จากการพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและรายงานไว้ว่า ถ้าหากมีการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพิ่มขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น ภายในปี 2040 ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ได้ยากมากว่า 1,000 ชนิด จะ สูญหายไปจากถิ่นที่อาศัยเดิม ในเมื่อถิ่นที่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลงชนิดพันธุ์ก็ไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ การ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นสาเหตุหลักที่เกี่ยวข้อง ได้มีการวิเคราะห์แล้วว่ามีชนิดพันธุ์มากกว่า 2,334 ชนิด ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและจานวนชนิดพันธุ์ดังกล่าวก็อยู่ในสถานภาพที่ ต่ามาก
  • 123.
    - 3 - ความเสี่ยงหรือความไม่มั่นคงของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศที่มีผลกระทบ ต่อการดารงชีวิตมนุษย์เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี การ นาพลังงานมาใช้หรือหลายๆ อย่างรวมกัน จะต้องกาหนดให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีการสนับสนุน แนวทางการดาเนินงานให้ได้ผลในอนาคตจากภาคส่วนต่างๆ ของประชาชน เราต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศให้ สมบูรณ์มีประสิทธิภาพในด้านการจัดการผลประโยชน์เพื่อผลผลิตของชนิดพันธุ์รวมทั้งทรัพยากรมนุษย์ และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศ 1. การบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครองกับความเชื่อมโยงของผลผลิตทางด้านอาหาร ผลของการประเมินระบบนิเวศในรอบสหัสวรรษ(MEA,2005) รายงานว่าการบริการของระบบ นิเวศมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริการผลผลิตทางด้านอาหารของมนุษย์ รวมถึงอานวยผลผลิตด้าน การเกษตรอื่นๆ เช่น พืชพันธุ์ ผลผลิตทางด้านการประมง พืชเภสัชกรรม น้าที่สะอาดและสัตว์ป่า การบริการ ด้านการเกื้อกูล เช่น การเกิดความอุดมสมบูรณ์ของดิน การสังเคราะห์แสงของพืช วัฏจักรของแร่ธาตุ การ ควบคุมสัตว์ผู้ล่าที่ทาลายพืชผลทางการเกษตรหรือแหล่งอาหาร (เช่น แมลงและหนู เป็นต้น) การบริการด้าน การควบคุมกลไกของระบบ เช่น การอนุรักษ์แหล่งต้นน้า การถ่ายละอองเรณูพันธุ์ไม้การควบคุมภูมิอากาศ การดูดซับคาร์บอน และการดักจับมลพิษในพื้นที่ชุ่มน้า การบริการทางด้านวัฒนธรรม เช่น การบริการด้าน ความสุขทางจิตใจที่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเพณี องค์ความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับผลผลิตของ อาหาร ซึ่งการบริการด้านวัฒนธรรมนี้จะสัมพันธ์กับผลผลิตทางด้านอาหาร รวมทั้งการบริการด้านการ เกื้อหนุนและการควบคุมกลไกการบริการของระบบนิเวศ ที่เน้นหนักไปในเรื่องกระบวนการของระบบนิเวศ และลักษณะทางกายภาพที่นาไปสู่ความปลอดภัยของแหล่งอาหาร คุณค่าของอาหารและความสาคัญต่างๆ ที่ ไม่สามารถระบุคุณค่าได้ การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ด้านการบริการของระบบนิเวศสามารถที่จะดาเนินการได้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การประเมินมูลค่าของการบริการระบบนิเวศ มีค่าประมาณ 125-145 ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่ความสูญเสียด้านการบริการของระบบนิเวศอย่างน้อยปีละ 4.5 ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าของการบริการของระบบนิเวศไม่สามารถที่จะนามาคานวณได้หรือไม่ สามารถจะชดเชยความสูญเสียของระบบนิเวศได้ที่ใช้บริการแล้วสูญเสียไปเลย มูลค่าบางอย่างของระบบ นิเวศไม่สามารถบอกถึงราคาที่เป็นสินค้าได้ หรือมีการจัดการในแนวคิดของการตลาดได้ จึงจาเป็นต้องใช้ หลักเศรษฐศาสตร์กาหนดมูลค่าเพื่อให้เป็นนโยบายที่นาสู่สาธารณชนได้ การจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่อการการอนุรักษ์พันธุกรรม ชนิดพันธุ์และระบบนิเวศให้มีความ เชื่อมโยงกับการดารงชีวิตของมนุษย์ ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่คุ้มครองจะประกอบด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ใน ระดับต่างๆ การสนับสนุนงบประมาณจากภาคส่วนอื่นๆที่ต้องใช้ดาเนินการดูแลรักษาไว้เพื่อให้มีการบริการ ของระบบนิเวศ เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้อานวยประโยชน์ทางด้านผลผลิตของอาหาร จากข้อเท็จจริงพบว่าความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจะประกอบด้วยโครงสร้างและองค์ประกอบ ปราศจากภัย คุกคามจากภายนอก พื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์จะมีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง
  • 124.
    - 4 - ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นต้น ประโยชน์ ทางด้านผลผลิตของอาหารหลายอย่างที่เกิดจากการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการของ ระบบนิเวศ โดยผ่านกระบวนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ 2. ความเชื่อมโยงระหว่างผลผลิตทางด้านอาหารกับการลดลงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มีการศึกษาพบว่า การพัฒนาในด้านต่างๆ ของมนุษย์จะสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์พื้นที่ดิน ตามความต้องการเพื่อให้พื้นที่ดินสามารถรองรับและสนับสนุนผลผลิตของระบบนิเวศได้ หรือกล่าวอย่าง ง่ายๆ ว่าความยั่งยืนขึ้นอยู่กับการพัฒนาการดารงชีวิตของมนุษย์ที่ต้องการเพิ่มการบริโภคทรัพยากรใน ทิศทางเดียวกันเรียกว่าความสัมพันธ์การเพิ่มการบริโภคทรัพยากรในทิศทางเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์ หรือความเชื่อมโยงกัน ในการประชุมขององค์กร UNEP เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวถึงการ ใช้ประโยชน์ทรัพยากรในทางเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด ให้มีการลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมให้มีผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจของประเทศชาติมากที่สุด ทฤษฎีเกี่ยวกับการผลิตอาหารที่เชื่อมโยงกับทรัพยากร หมายถึง การใช้ประโยชน์พื้นที่ดินใน ปริมาณน้อย การลงทุนน้อยเพื่อผลผลิตที่ต้องการให้มากที่สุด โดยเฉพาะปริมาณและคุณภาพมากที่สุดต่อ หน่วยเนื้อที่ การแก้ไขผลกระทบความเชื่อมโยง หมายถึง การลดความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่มา ทาลายผลผลิตทางการเกษตรโดยลดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มขึ้น หรือการขยายพื้นที่ทากินปลูกพืชเกษตร ในขณะที่ความเชื่อมโยงที่มีผลกระทบที่ไม่ต้องการโดยเฉพาะการใช้สารเคมี เป็นต้น จากการที่มีความมั่นคง และการขายผลผลิตทางการเกษตรให้มีความยั่งยืนได้ก็จะมีผลประโยชน์ในการดารงชีวิตของมนุษย์ Sayer and Cassman (2013) ได้เสนอผลการศึกษาด้านนวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อต้องการ เพิ่มผลผลิตทางด้านอาหารและต้องการให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในจานวนน้อย การลดผลกระทบจาก สิ่งแวดล้อมหรือภัยคุกคามในพื้นที่ ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยทางการเกษตรในหลายๆ ด้านเพื่อการเพิ่มผลผลิต มากกว่าการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความสามารถของ เกษตรกร สถาบันหรือหน่วยงาน นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้พยายามที่จะดาเนินการ บารุงรักษาหรือการฟื้ นฟูพื้นที่คุ้มครองให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่ออานวยผลประโยชน์ทางด้านผลผลิต อาหารให้แก่ประชาชนในอนาคต
  • 125.
    - 5 - การพัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้ต้นทุนต่า ผลจากการพัฒนาผลผลิตทางด้านอาหารจากการตัดแต่งพันธุกรรมจะทาให้มีผลผลิตทางอาหาร เพิ่มขึ้นพื้นที่คุ้มครองจึงเป็นตัวเชื่อมโยงที่ทาให้เกิดกระบวนการดังกล่าว คือ มีพันธุกรรมแท้จากพื้นที่ คุ้มครอง ในทางปฏิบัติมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติสามารถปรับปรุง ได้โดยใช้เทคโนโลยีถึง 80% เช่น การปรับปรุงแหล่งน้า การพลังงาน เพื่อให้ได้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ใช้ต้นทุน ต่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะพบเห็นได้บ่อยมาก ซึ่งเรามักจะเรียกว่าช่องว่างผลผลิต (ความแตกต่าง ระหว่างผลผลิตในปัจจุบันกับผลผลิตตามเป็นจริง) ที่มีการใช้ทรัพยากรที่เพียงพอ เช่น น้า แร่ธาตุ เป็นต้น มีการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีทางการเกษตร การควบคุมภัยธรรมชาติ การปิดช่องว่างดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยต่างๆ ที่คาดกว่าจะมีผลกระทบกับการบริการของระบบนิเวศ โดยมีการเน้นในเรื่องผลประโยชน์จาก ผลผลิตอาหารอย่างยั่งยืน มีการใช้ประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองที่เพิ่มขึ้น เช่น การควบคุมศัตรูพืช การผสมพันธุ์และวัฏจักรของแร่ธาตุ ซึ่งพื้นที่คุ้มครองมีส่วนช่วยอานวยผลประโยชน์ใน สิ่งเหล่านี้ได้ ความเชื่อมโยงของประสิทธิภาพในการลงทุนและผลประโยชน์ที่ได้รับ ถึงแม้ว่าชนิดพันธุ์จะมี ความหลากหลายสายพันธุ์และระบบจะให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน การที่จะทาให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจะต้องมีการ พึ่งพาธรรมชาติด้วยเป็นอย่างน้อย (Gray et.al. 2014) ได้รายงานว่า ผลผลิตของข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวจ้าว ถั่ว เหลือง มีเพิ่มขึ้นมากถึง 240% ในช่วงปี 1961-2008 กิจกรรมการเกษตรดังกล่าวจะทาให้มีการเพิ่มขึ้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ที่มีผลทาให้เกิดภาวะเรือนกระจกและทาให้โลกร้อน จึงเป็นการทาให้เกิด ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3. พื้นที่คุ้มครองกับการอานวยผลประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศ จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าองค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งหมดสามารถที่จะให้บริการ สนับสนุนผลผลิตทางด้านอาหาร เป็นการบริการด้านเป็นแหล่งผลิต เป็นพื้นที่การเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์ น้า การทาไม้ การเก็บหาของป่ า ซึ่งเป็นตัวอย่างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในส่วนนี้จึงได้ เน้นหนักไปในเรื่องด้านการบริการของระบบนิเวศที่ได้จากพื้นที่คุ้มครองในการสนับสนุนผลผลิตทางด้าน อาหาร 3.1 พื้นที่คุ้มครองอานวยผลผลิตด้านอาหารให้แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐาน อยู่ใกล้ๆ พื้นที่คุ้มครองที่มีการปลูกพืชการเกษตรและการเก็บหาของป่าเพื่อการดารงชีพ พืชป่าหลายชนิดที่ ขึ้นอยู่ในป่ า สามารถใช้เป็นอาหารได้ ชุมชนชาวชาวบ้านจะเข้าไปเก็บหาของป่ าจากพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะเขตการจัดการ บางพื้นที่ชุมชนจะเข้าไปเก็บเพื่อนาไปขายเป็นสินค้าได้ เป็นการยากที่คิดออกมา เป็นผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ จะต้องมีการกาหนดเป็นนโยบายให้ชัดเจน ของป่าหลายชนิดที่ห้ามเก็บ หรือที่มีการเก็บโดยผิดกฎหมายโดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครอง ที่ปรากฏว่ามีการเก็บแล้วนาไปจาหน่าย พื้นที่
  • 126.
    - 6 - คุ้มครองเป็นแหล่งอานวยประโยชน์ทางด้านอาหารที่เกิดความขัดแย้งของชุมชนพื้นที่คุ้มครองหลายแห่ง เป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์ด้านชนิดพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะการดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องการใช้ เป็นแหล่งอาหาร 3.2 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมของธรรมชาติ วัตถุประสงค์ประการแรกของ การจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง คือ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งชนิดพันธุ์จะเป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิมที่มี อยู่ในปัจจุบันเพื่อการอยู่รอดและมีการพัฒนาภายในพื้นที่คุ้มครอง นักวิชาการสาขาพืชจะนาเอาความ หลากหลายทางพันธุกรรมของพืชที่มีการดาเนินการได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน หรือการ เปลี่ยนแปลง พันธุกรรมของพืชดั้งเดิม นักวิชาการจะให้ความสาคัญกับชนิดพันธุ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะ เทคโนโลยีทางชีวภาพที่มีลักษณะตามธรรมชาติ จะเห็นได้จากทรัพยากรพันธุกรรมในรูปแบบของไม้ดอก ไม้ผล เปลือกไม้ ใบไม้ เมล็ดไม้ หรือผลไม้ สามารถที่จะดูแลรักษาไว้มิให้ถูกรบกวนหรือถูกทาลาย โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครอง ตามกฎหมายห้ามกระทาลายพืชพันธุ์ พรรณไม้หลายๆ ชนิดเป็นสินค้าหรือ ประชาชนใช้ร่วมกัน การนาพืชไปปลูกในพื้นที่ป่ามีการดาเนินการกันแพร่หลายในอดีตนั้นมีเป็นจานวนมาก การพัฒนาและการจัดการชนิดพันธุ์ขึ้นอยู่กับการอนุรักษ์พันธุ์ดั้งเดิมเพื่อเป็นการบริโภคที่ปลอดภัย 3.3 พื้นที่คุ้มครองกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นแหล่ง ผลิตที่สาคัญและอานวยผลประโยชน์ให้แก่มนุษย์นับมาเป็นเวลาพันๆ ปี เป็นแหล่งอานวยทรัพยากรทาง ชีวภาพที่มนุษย์ใช้ในการบริโภค พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้มีการเก็บเกี่ยวเอา ทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล ถึงแม้ว่าจะเป็นแหล่งที่ห้ามทาการประมงก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้ก็มี ข้อมูลให้เห็นอยู่แล้ว คือ ความชุกชุมของชนิดพันธุ์ปลาและชนิดพันธุ์อื่นๆ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ ในพื้นที่คุ้มครองมีการใช้ประโยชน์จาเป็นต้องมีการจัดแบ่งเขตการจัดการ มีเขตห้ามจับปลาภายในเขตของ พื้นที่คุ้มครองทางทะเล จะเป็นการทาให้พื้นที่คุ้มครองทางทะเลมีเขตการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมี ประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ เขตห้ามจับปลาชาวประมงจะได้รับผลประโยชน์มาก เนื่องมาจากเป็นแหล่ง เพาะพันธุ์ปลาและปลาจะออกไปจากเขตพื้นที่ดังกล่าวให้สามารถจับมาบริโภคได้ ฉะนั้น พื้นที่คุ้มครองทาง ทะเลจึงมีประโยชน์ทางด้านการผลิตอาหารทางทะเลสาหรับประชาชนได้เป็นจานวนมาก 3.4 พื้นที่คุ้มครองกับการสนับสนุนการผลิตขั้นปฐมภูมิ ในทุกๆ ระบบนิเวศจะมีผู้ผลิตขั้น ปฐมภูมิที่ประกอบด้วยอินทรีย์สารต่างๆ โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงในสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิต โดย การดูดซับเอาพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์คาร์บอนไดออกไซด์และน้า เพื่อถ่ายทอดไปยังพืชและสัตว์ต่อไป อย่างไรก็ดีอัตราการผลิตขั้นปฐมภูมิจะเกิดขึ้นได้ดีในระบบนิเวศธรรมชาติดั้งเดิม ป่ าดงดิบหรือแหล่ง ปะการังในน้ามีความหลากหลาย จึงมีความต้องการอนุรักษ์ระบบนิเวศดั้งเดิมโดยเฉพาะในพื้นที่คุ้มครอง และมีความสามารถในการสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งในการผลิตอาหาร 3.5 พื้นที่คุ้มครองช่วยสนับสนุนการเกิดขึ้นของวัฏจักรแร่ธาตุ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ พืชเป็นแหล่งผลิตสุทธิของขั้นปฐมภูมิ พื้นที่คุ้มครองทางบกที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินและความอุดม สมบูรณ์แร่ธาตุช่วยเกื้อหนุนชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่คุ้มครองและเชื่อมโยงกับพื้นที่ทางการเกษตร น้าในลาห้วย ลาธารจากพื้นที่คุ้มครอง สารแร่ธาตุต่างๆ จะถูกชะล้างโดยน้าฝน การรวมตัวของดินจะเป็นแหล่งรวมของแร่
  • 127.
    - 7 - ธาตุในระบบนิเวศเป็นที่รวมของแบคทีเรีย เห็ดรา จุลินทรีย์ สัตว์ในดิน ไส้เดือนและชนิดพันธุ์อื่นๆ ก็ได้ พัฒนาตัวเองตามธรรมชาติ เป็นการเพิ่มปุ๋ ยและแร่ธาตุที่พืชดูดซับไปใช้ได้ ในขณะเดียวกันการอนุรักษ์พื้นที่ คุ้มครองจะเป็นการบารุงรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของดิน การป้ องกันดินพังทลาย จะอานวยการบริการ ความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารให้แก่ประชาชน การทาไร่เลื่อนลอยยังเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ดินในบาง สถานภาพ การจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถนามาใช้เป็นตัวชี้วัดเพื่อการเปรียบเทียบระหว่างความอุดม สมบูรณ์ของดินกับความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในดินจะถ่ายมูลทาให้ดินมีความอุดม สมบูรณ์เพิ่มขึ้น นกนางแอ่นหรือชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในถ้าหรือพื้นที่อื่นจะเพิ่มปุ๋ ยจากมูลทาให้ดินมี ความอุดมสมบูรณ์และอานวยประโยชน์ให้แก่พืชหรือแร่ธาตุที่ไหลไปตามลาน้า น้าที่ใช้ในการชลประทาน สาหรับเกษตรกรในพื้นที่ราบต่านอกพื้นที่คุ้มครองจะได้รับปุ๋ ยที่ไหลไปกับน้าด้วย 3.6 พื้นที่คุ้มครองช่วยสนับสนุนการถ่ายละอองเรณูของพืชเกษตร (การถ่ายเกสรตัวผู้ไปสู่ เกสรตัวเมีย) กระบวนการถ่ายละอองเรณูในพืชเป็นการแลกเปลี่ยนเกสรและการผสมพันธุ์ของพันธุ์พืช การ ถ่ายละอองเรณูดังกล่าวเกิดจากสัตว์ป่าถึง 75% โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ที่ช่วยถ่ายละอองเรณูในพืชที่สาคัญ เช่น ค้างคาว ผีเสื้อ แมลง หรือชนิดพันธุ์อื่นๆ พื้นที่คุ้มครองจะอานวย ประโยชน์ให้ชนิดพันธุ์ดังกล่าวได้อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาตินั้นๆอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันผู้ถ่ายละอองเรณู ในพื้นที่คุ้มครองจะได้รับประโยชน์และได้รับการรักษาดูแลชนิดพันธุ์เหล่านี้ได้ถึง 80% 3.7 พื้นที่คุ้มครองกับการรักษาแหล่งน้าและอานวยน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชน พื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้าจะมีส่วนช่วยกลั่นกรองมลพิษต่างๆ จากพื้นที่การเกษตรได้ถึง 80% สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าพืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้าจะดักจับมลพิษที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งโลหะ หนักที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ในหลายๆ ประเทศประชาชนมักจะได้รับมลพิษจากน้า รวมทั้ง สารพิษ แบคทีเรีย การชะล้างหน้าดินจากพื้นที่การเกษตร การดักจับของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ คุ้มครองสามารถที่จะอานวยผลประโยชน์ทางด้านการอานวยน้าให้สะอาดและดักจับของเสีย ชนิดของพันธุ์ พืชที่คอยดักจับอินทรีย์สารที่เป็นมลพิษทาให้คุณภาพของน้าดีขึ้น ฉะนั้น พื้นที่คุ้มครองที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้าจะ ช่วยขจัดน้าสกปรกให้เป็นน้าดี โดยเฉพาะชนิดพันธุ์พืชในพื้นที่ระบบนิเวศแหล่งน้าเป็นตัวกรองมลพิษที่ บริการแหล่งน้าที่สะอาดให้แก่ชุมชนและมีคุณภาพ 3.8 พื้นที่คุ้มครองช่วยป้ องกันและควบคุมภัยธรรมชาติ บริเวณที่เป็นภูเขาสูง แหล่งน้า ชายทะเล จะเป็นพื้นที่ที่ช่วยป้ องกันภัยจากธรรมชาติอันอาจจะเกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดภัยพิบัติแก่ประชาชนใน ท้องถิ่น หรือพื้นที่การเกษตรกรหรือแหล่งเพาะพันธุ์ปลา การรักษาพื้นที่ให้เป็นธรรมชาติที่เป็นป่าไม้ มี ต้นไม้ปกคลุม เมื่อฝนตกหนักป่าไม้ก็จะช่วยลดผลกระทบจากการไหล่บ่าของน้าหรือชะลอการไหลของน้า ป้ องกันลมพายุ ป้ องกันการชะล้างหน้าดินหรือดินพังทลายที่อาจจะเกิดได้ พันธุ์ไม้ในพื้นที่คุ้มครองเป็นแนว กันลมเป็นอย่างดีที่ช่วยความรุนแรงของลมพายุ ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองที่สมบูรณ์ก็จะช่วยป้ องกันการ เกิดน้าท่วมได้จะเห็นว่าพื้นที่คุ้มครองมีบทบาทในการป้ องกันภัยธรรมชาติได้ฉะนั้น หน่วยงานรับผิดชอบที่ เกี่ยวข้องจะต้องมีบทบาทในการป้ องกันร่วมกัน เช่น การป้ องกันภัยแล้งหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศ อันอาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า การจัดการแม่น้า ลาน้าให้เป็นธรรมชาติจะ
  • 128.
    - 8 - เป็นการป้องกันมิได้เกิดการพังทลายของดินและการกัดเซาะชายฝั่ง ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้าและ การอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ 3.9 พื้นที่คุ้มครองช่วยป้ องกันการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การเกษตรมีความสัมพันธ์กับการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดความแห้งแล้งหรือฝนตกชุกหรือตกหนักจนเกิดน้าท่วม ราคาของ ผลผลิตสินค้าเกษตรจะมีการเปลี่ยนแปลง จะทาให้เกิดความสาคัญทางนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงของ นโยบาย เช่น ภาวะอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งเป็นช่องว่างระยะเวลาการเกิดความแห้งแล้งในแถบภาค ตะวันตกของเอเชีย (Center for Climate and Security, 2015) เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญ มี การศึกษาวิจัยพบว่าพื้นที่คุ้มครองที่มีต้นไม้เจริญเติบโตนับเป็นร้อยๆ ปี ก็ยังคงเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนใน อัตราที่เพิ่มขึ้นทั้งในต้นไม้และในดิน ป่ารุ่นใหม่ก็มีความสามารถที่จะใช้เป็นตัววัดความเปลี่ยนแปลงของ ภูมิอากาศได้ ที่สาคัญคือคาร์บอนที่ถูกเก็บกักอยู่ในพื้นที่ไม้ที่มีอายุมากและมีประสิทธิภาพ ถ้าหากว่าป่าไม้ ดั้งเดิมถูกทาลายก็จะมีการปลดปล่อยก๊าซสู่บรรยากาศมากขึ้น เป็นข้อยืนยันว่าการอนุรักษ์ป่าไม้ที่มีได้ยืนต้น ที่มีอายุมากในพื้นที่คุ้มครองจะมีความชื้นสูงเพราะเป็นแหล่งเก็บกักน้าใต้ดินได้ดี 3.10 ระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคบางชนิดได้ ระบบนิเวศที่หลากหลายในพื้นที่คุ้มครอง มีส่วนช่วยควบคุมการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืชทาง การเกษตร ตลอดจนควบคุมโรคระบาดที่อาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของ ประชากรยุงที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคไข้มาเลเรียให้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองที่มีการป้ องกันมิให้สู่มนุษย์ ความ หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครองช่วยลดการแพร่กระจายของโรคระบาดได้ โดยเฉพาะสัตว์ที่อาศัยอยู่ ในป่าที่กินแมลงเป็นอาหาร เช่น ค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร งู นกเค้าแมวและชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่กินหนูเป็น อาหารซึ่งหนูเป็นพานะนาเชื้อโรค และทาลายพืชผลทางการเกษตร 3.11 พื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ภายในพื้นที่คุ้มครองเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าผู้ล่าและเหยื่อที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทางด้านอาหาร การทาลาย พืชผลทางด้านทางการเกษตรจากสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า หมูป่า กวางป่า และชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่กินพืชเกษตรเป็น อาหาร แมลงหลายชนิดที่เป็นศัตรูพืชที่ทาลายพืชผลทางเกษตรทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวพวกหนูหรือ สัตว์ฟันแทะชนิดอื่นๆ ที่บริโภคพืชผลการเกษตรจะทาให้เกิดความเสียหายทางเกษตรเป็นจานวนมาก บาง ประเทศความเสียหายในลักษณะนี้จะมีมากถึง 40% ของมวลผลผลิตรวม การจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถที่ จะลดการสูญเสียระบบนิเวศได้ การคงไว้ซึ่งสัตว์ผู้ล่าที่กินชนิดพันธุ์ที่ทาลายพืชผลทางการเกษตร สัตว์กิน เนื้อขนาดใหญ่จะกินสัตว์ที่ทาลายพืชเกษตร เช่น หมูป่า กวางป่า ลิง หรืองูชนิดต่างๆ ที่กินสัตว์ฟันแทะเป็น อาหาร นกกินแมลงมีประสิทธิภาพในการกินแมลงศัตรูพืช เป็นการควบคุมทางชีวภาพ ทาให้เกิดผลดีทาง ผลผลิตจากการเกษตรและลดการใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืช ฉะนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ในพื้นที่คุ้มครองจะเป็นองค์ประกอบที่ทาให้ระบบนิเวศเกษตรมีความสมบูรณ์ด้วย 3.12 พื้นที่คุ้มครองกับการบริการทางด้านวัฒนธรรม นวัตกรรมใหม่ๆ ในสหัสวรรษที่มีการ ประเมินระบบนิเวศที่มีการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ ประชาชนที่อาศัย อยู่ในเขตชนบทมีความสัมพันธ์กับทัศนียภาพของพื้นที่ในถิ่นที่อาศัยที่มีความแตกต่างกันไป ความสัมพันธ์
  • 129.
    - 9 - ระหว่างถิ่นที่อาศัยกับความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่คุ้มครองพื้นที่คุ้มครองหลายๆ แห่งที่ชุมชนมีประเพณี วัฒนธรรมและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในด้านการอนุรักษ์ ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองมีความรู้ความเข้าใจ ระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครองและมีจิตใจรักพื้นที่ มีส่วนช่วยหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่คุ้มครองและทางาน ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในหรือรอบๆ พื้นที่ คุ้มครองจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้พื้นที่คุ้มครองเป็นห้องสมุดธรรมชาติขนาดใหญ่ การพัฒนาและ การจัดการพื้นที่คุ้มครองจะเป็นการอานวยผลประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศให้แก่ประชาชน ประชาชนในบางพื้นที่มีวัตถุประสงค์อนุรักษ์เพื่อการสนับสนุนผลผลิตทางด้านอาหาร เส้นใยและสินค้า อื่นๆ รวมทั้งการบริการทางระบบนิเวศในเขตเมืองหรือชนบท ทาให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการ อนุรักษ์เพิ่มขึ้น แนวทางต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและ เอกชน บางครั้งจะต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่หัวหน้าและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน พื้นที่คุ้มครอง Kothari et.al. (2012) รายงานว่า ในหลายๆประเทศจะมีการบริหารพื้นที่คุ้มครองระบบนี้ เรียกว่า พื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนหรือ Community Conserved Areas ซึ่งชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบของพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนเป็นหลักการในการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะการสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การบริหาร จัดการหรือหลักธรรมาภิบาลที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานบริหารจัดการ พื้นที่คุ้มครองให้อานวยผลผลิตทางการเกษตรหรืออาหารจากภาคการเกษตร 4. การบริการของระบบนิเวศกับผลผลิตทางด้านอาหาร การบริการของระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอานวยผลผลิตทางการเกษตรดังกล่าวแสดงว่าผลผลิต ทางการเกษตรมีความสัมพันธ์กับการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง ฉะนั้นจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอนุรักษ์ การจัดการและการฟื้นฟูพื้นที่คุ้มครอง โดยการให้ความสาคัญกับพื้นที่คุ้มครองในเรื่อง : 4.1ให้มีการจัดทาแผนระบบพื้นที่คุ้มครองในระดับชาติ โดยการให้ความสาคัญและการจัดการ พื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพอันจะอานวยผลประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตร การกาหนดให้พื้นที่ คุ้มครองมีความสาคัญและมีการพัฒนาในระดับชาติหรือภูมิภาค การทาให้พื้นที่คุ้มครองมีบทบาทที่แสดงให้ เห็นว่าผลผลิตสินค้าการเกษตรที่เพิ่มขึ้นกับคุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะภาค ส่วนของหน่วยงานการเกษตร การประมงที่อาศัยการบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครอง แผนการ จัดการภาคการเกษตรจะต้องกาหนดกรอบการทางานที่มีวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายใน การผลิตอาหารในธรรมชาติ รวมถึงความเชื่อมโยงกันในแต่ละพื้นที่ โดยใช้วิธีการจัดทาแนวเชื่อมต่อกันใน แต่ละพื้นที่ โดยใช้วิธีการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศที่มีการวิเคราะห์ขนาดของพื้นที่ ทาการศึกษาวิจัย
  • 130.
    - 10 - การติดตามประเมินผลเพื่อให้พื้นที่คุ้มครองช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการสนับสนุน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ด้านผลผลิตที่เป็นอาหารของมนุษย์เพื่อการดารงชีวิตให้ความอยู่ดีกินดี 4.2การพิจารณาถึงการปลูกพืชการเกษตรที่ยั่งยืนในพื้นที่คุ้มครอง มีหลายๆ พื้นที่ที่มีการปลูก พืชอยู่ภายในเขตที่ให้ผลผลผลิตอย่างยั่งยืนและมีประโยชน์ต่อพื้นที่คุ้มครอง ผลผลิตทางการเกษตรที่เป็น สินค้าหลักหรือพืชที่ปลูกช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ผลผลิตของกาแฟ 38% โกโก้ 22% ปาล์มน้ามัน 15% และพืชเกษตรอื่นๆ ที่มีการแสดงให้เห็นว่าพืชเหล่านี้มีการป้ องกันถิ่นที่อาศัย การดาเนินงานได้กาหนด ห้ามครอบครองที่ดินหรือทาให้มีผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามและการควบคุมชนิดพันธุ์ที่รุกรานหรือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น แต่ต้องการให้มีประโยชน์ระยะยาว ชาวสวนหรือชาวประมงสามารถผลิตอาหารให้เพิ่มขึ้น การเกษตรดังกล่าวจะช่วยในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้มครอง ลดปัญหาภัยคุกคาม จากฟาร์มและการปลูกพืชในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง พืชเกษตรบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งเป็นที่ ต้องการของเกษตรกร เกษตรกรบางคนจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าที่ได้รับจากการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครอง 5. บทสรุป เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การพัฒนาต่างๆ เพื่อการดารงชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการ รักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศรวมทั้งการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น การทาลายระบบนิเวศจะมี ผลกระทบกับการดารงชีวิตของมนุษย์ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพื้นที่คุ้มครองเป็นแหล่งรวมของพันธุกรรม ชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ เป็นแหล่งอานวยผลประโยชน์อย่างเอนกประสงค์ด้านการผลิตอาหาร หน่วยงาน รับผิดชอบด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะได้กาหนดนโยบาย สนับสนุนในการใช้การบริการของระบบ นิเวศที่เป็นการสนับสนุนผลผลิตทางด้านอาหารรวมทั้งการควบคุมพันธุกรรมของพืชในพื้นที่คุ้มครอง สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของพืชเกษตรในลักษณะของการดาเนินงานวนเกษตร ที่สามารถ จัดพื้นที่ที่อยู่ในประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ที่ควรได้รับควรจะได้รับควรจะได้ พิจารณาในระดับชาติที่กาหนดเป็นแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กรมประมง กรมชลประทาน ควรจะได้พิจารณาถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองที่สาคัญ คือกระทรวงการคลังที่จะได้รับผลประโยชน์จากสินค้าที่เป็นรายได้สหประชาชาติ พื้นที่คุ้มครองอานวย ผลประโยชน์ทางด้านการผลิตอาหารโดยการสนับสนุนเงินงบประมาณเพียงพอกับการบริหารจัดการพื้นที่ และพื้นที่คุ้มครองและให้พื้นที่คุ้มครองอานวยประโยชน์ด้านการบริการของระบบนิเวศ ----------------------------------------------
  • 131.
    - 11 - เอกสารประกอบการเรียบเรียง 1.Bruinsma, J. 2009. The Resource Outlook to 2050: Expert Meeting on How to Feed the World United Nations Food and Agriculture Organization, Rome. 2. Center for Climate and Security. 2013. The Arab Spring and Climate Change Center for American Progress, Washington, D.C. 3. GEF, 2014. Taking tropical deforestation out of Commodity supply chains. Global Environment Facility, Washington, D.C. 4. Gray, J.M. et al. 2014. Direct human influence on atmosphere CO2 seasonality from increased cropland productivity. Nature 515: 398-401. 5. IUCN, 214. IUCN Red List of Threatened species Version 2014.3 6. Kothari, A., et.al.2012. Recognizing and support territories and areas conserved by indigenous peoples and local communities CBD Technical Series 64:1-160 7. MEA (Millennium Ecosystem Assessment) 2005. Ecosystems and Human Well-being: Current State and Trends (Volume I). Island Press, Washington, D.C. 8. Sayer, J. and K.G. Cassman. 2013. Agricultural innovation to protect the environment. Proceeding of the National Academy of Sciences. USA 110 (21) : 8345-8348. 9. Tilman, D., et. al. 2011. Global food demand and the Sustainable intensification of agriculture. Proceedings of the National Academy of Sciences 108(5): 20260-20264. 10. UNEP-WCMC 2011. Review of the biodiversity requirements of standards and certification schemes: CBC Technical Series-63: 1-116 -------------------------------------
  • 132.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง
  • 133.
    - 1 - ส่วนที่1 กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง โดย นายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คานา ฝั่งอันดามันของประเทศไทย มีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่สงวนชีวมณฑล และพื้นที่ชุ่มน้าที่มีกฎหมายใช้บังคับแตกต่างกัน ซึ่งก็สามารถที่จะนามาจัดเป็นระบบ พื้นที่คุ้มครองให้มีประโยชน์ร่วมกันได้ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิตจากทรัพยากรทางทะเลและ การบริการของระบบนิเวศหลายๆ อย่าง จากการปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถที่จะวิเคราะห์ถึงภัยคุกคามและ โอกาสในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การสนับสนุนเงินงบประมาณ และการจัดการอย่างมีส่วนร่วม ลักษณะภูมิประเทศของทะเลฝั่งอันดามัน พื้นที่คุ้มครองต่างๆ ในพื้นที่ฝั่งอันดามันมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ประกอบด้วยป่า ชายเลน หญ้าทะเล แหล่งปะการัง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สาคัญของประเทศ ลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ ชายฝั่งจะมีแม่น้าสายสั้นจากเทือกเขาตะนาวศรีไหลลงสู่ทะเล ทาให้เกิดมลพิษทางน้าหลายแห่งและมี ผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ทาให้ชนิดพันธุ์เหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อาจจะลด จานวนลงหรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น มีชนิดพันธุ์หลายชนิดรวมทั้งปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล พื้นท้องทะเล ทาให้ชนิดพันธุ์ อาศัยอยู่ลาบากขึ้นจึงได้มีการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว จึงได้มีหน่วยงานนานาชาติเข้ามาสนับสนุน ระบบพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง มีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหลายๆ โครงการที่ดาเนินการร่วมกับ นานาชาติ หรือระหว่างประเทศ เช่น เมียนมาร์ มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย และมัลดีฟร์ ในการอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลร่วมกัน หน่วยงานที่สนับสนุนประกอบด้วย Novad, the World Bank, FAO, GEF, NOAA และ SIDA ในโครงการยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรทางทะเล การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์อ่าวเบงกอล การป้ องกันการเกิดมลพิษทางทะเล เป็นการดาเนินงานที่ ร่วมมือกันระหว่างประเทศ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในมาตรา 8 ได้กาหนดให้ประเทศภาคี สมาชิกดาเนินการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งทางบกและทางทะเล ได้กาหนด วิธีการอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลที่เรียกว่า Ecologicallyand Biologically Sensitive Areas: EBSAs ซึ่งมี หลักเกณฑ์ในการพิจารณา คือ
  • 134.
    - 2 - เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ มีชนิดพันธุ์หรือถิ่นที่อาศัยเฉพาะถิ่น หรือหาได้ยาก  มีบทบาทในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ และอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย  เป็นพื้นที่ที่สาคัญในการฟื้นฟูชนิดพันธุ์  มีคุณค่าและเสี่ยงต่อการถูกทาลาย  มีผลผลิตทางชีวภาพสูง และ  มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จากข้อเสนอของโครงการ EBSA กาหนดให้วิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่มีผลกระทบต่อ พื้นที่ การประเมินผลกระทบและกาหนดลาดับความสาคัญที่จะต้องพิจารณาแก้ไขปรับปรุง นอกจากนี้ในการประชุมของภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อ ปี 2010 กาหนดให้ช่วงปี 2011-2020 เรียกว่า Aichi Targets ได้มีข้อเสนอในการดาเนินงาน:  ให้มีการจัดการทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะปลา และพืชในทะเล และมีการใช้ ประโยชน์มิให้ลดจานวนลง และให้หลีกเลี่ยงการจับปลาเกินปริมาณให้ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง ผลกระทบกับชนิดพันธุ์ที่หาได้ยาก  พื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ต้องจัดการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ  กาหนดให้มีการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือชนิดพันธุ์ที่รุกราน โดยการห้ามนาเข้าไป ยังพื้นที่  งดเว้นจากการทาลายทรัพยากรปะการัง อันอาจจะเกิดจากมลพิษทางทะเล หรือการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ  กาหนดให้มีการสงวนพื้นที่ โดยเฉพาะมีคุณค่าทางความหลากหลายทางชีวภาพ และ การบริการของระบบนิเวศ และที่เชื่อมต่อกับระบบนิเวศอื่นอย่างบูรณาการ  ชนิดพันธุ์ที่คุกคาม หรือลดจานวนลงจะต้องมีแผนการป้ องกัน และดาเนินการมิให้ลด จานวนลง  ให้การสนับสนุนทางการเงินงบประมาณให้เพียงพอ และขอการสนับสนุนจากแหล่งทุน สนับสนุนที่เกี่ยวข้องได้ ความสาคัญของการขอรับการสนับสนุนจากนานาชาติในระยะยาว จะเกี่ยวข้องกับการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ระดับของน้าทะเลยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากภูเขาน้าแข็งบริเวณขั้วโลกละลาย รวมทั้งการกระทาของมนุษย์ที่มีผลกระทบทาให้น้าทะเลเกิดมีกรดเพิ่มขึ้น จะทาให้เกิดผลกระทบกับปะการัง ปลา และสิ่งมีชีวิตทางทะเล การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจึงต้องได้รับการแก้ไขภายใต้อนุสัญญา UNFCCC ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันดูแลรักษาพื้นที่ป่า เพื่อให้ป่าไม้เก็บกักคาร์บอนและป้ องกันสังคม สิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเล
  • 135.
    - 3 - แนวทางที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ มนุษย์เราเป็นสัตว์ผู้ล่าที่สาคัญจาการใช้ชนิดพันธุ์ทางทะเลและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือ ลดลงขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ อุปกรณ์ และวิธีการที่ใช้แตกต่างกัน และพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น ที่ขึ้นอยู่ กับนวัตกรรม ประเพณี วัฒนธรรม และการตลาด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ สาหรับการเลี่ยนแปลงวิถีการดารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักการที่จะทาเป็นแนวคิด ในการ เปลี่ยนอาชีพที่มีรายได้จากการประมงเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว จะดาเนินการได้อย่างไร นวัตกรรมทางการจัดการ ถิ่นที่อาศัยทางทะเลจะถูกหยิบยกมาพิจารณาว่า การจัดการขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง กันของหน่วยงานรับผิดชอบท้องทะเลลึก อาจจะได้รับการป้ องกันจากกรมประมง การใช้เครื่องมือประมงน้า ลึกทาให้เกิดการทาลายปะการัง การจัดการจึงต้องกาหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การจัดการร่วมกันระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้สัมพันธ์กับระบบนิเวศ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ-สังคม ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วน เสียที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชุมชน หน่วยงานของรัฐบาล ทหารเรือ กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ องค์การภาคเอกชน และผู้มีอานาจการจัดการ การกาหนดเขตการจัดการในแผนยุทธศาสตร์ เป็นสิ่งที่สาคัญในการใช้การบริการของ ระบบนิเวศ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลควรจะได้พิจารณากาหนดว่า ถิ่นที่อาศัยบริเวณใดที่มีการจับปลามาก การเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัย โดยการกาหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองและกาหนดเขตการใช้ประโยชน์ตาม วัตถุประสงค์ โดยมีการกาหนดเป็นระบบการจัดการ หรือประเภทการจัดการตามรูปแบบขององค์กร IUCN (ประเภทที่ 1-6) ในการจัดแบ่งเป็นเขตคุ้มครองหรือประเภทของพื้นที่คุ้มครอง เพื่ออนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทุก ประเภทในท้องทะเล เช่น ประเภทอนุรักษ์อย่างเข้มข้น จะทาให้มีการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการ ดารงชีวิตของปลาท้องถิ่นเดิมหรือชนิดที่มีการอพยพย้ายถิ่น ระบบพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอาจจะกาหนดให้ เป็ นแนวเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ ซึ่งก็มีตัวอย่างที่ RedReaMarinePeacePark ระหว่างประเทศอิสราเอลและจอร์แดน มีการกาหนดแผนการจัดการ การวิจัย และ การท่องเที่ยวร่วมกัน การกาหนดเป็นเขตแนวเชื่อมต่อของระบบนิเวศทางทะเล จะมีการร่วมกันใช้ประโยชน์ และป้ องกัน แต่อาจจะเกิดปัญหาข้อขัดแย้งได้ โดยเฉพาะการประมงหรือการจับปลา ซึ่งจะต้องมีหน่วยงาน เข้ามารับพิจารณาร่วมกันของกระทรวงการต่างประเทศ การพิจารณาจัดทาแนวเชื่อมต่อทางระบบนิเวศจะต้องพิจารณาถึงปัญหา หลีกเลี่ยงการ ทาลาย โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดการ บทบาทของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองควร เข้ามามีส่วนร่วมให้มาก เพื่อให้มีความสมดุลระหว่างสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทางของ นโยบาย การปฏิบัติ และหลักวิทยาศาสตร์ การแก้ไขปัญหาจะต้องได้รับความร่วมมือระหว่างกรมประมง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทหารเรือ
  • 136.
    - 4 - การกาหนดแผนการป้องกันและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง ควรจะมีระยะทางเท่าไร ควรจะได้พิจารณาถึงขนาดของพื้นที่คุ้มครอง และถิ่นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเล มีตัวอย่างหลายๆ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแล้ว การกาหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เช่น ในประเทศ เม็กซิโกปรากฎว่าเมื่อกาหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองแล้วมวลชีวภาพของปลาเพิ่มขึ้นถึง463%หรือ4ตันต่อเฮกแตร์ แต่การดาเนินงานดังกล่าวจะต้องได้รับความร่วมมือจากชาวประมงเป็นอย่างดี ทาให้รายได้ของชาวประมง เพิ่มขึ้น นโยบายของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล บริเวณเขตหวงห้ามจะมีระยะประมาณ 3-5 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับถิ่นที่อาศัยและประสิทธิภาพของการควบคุมป้ องกัน เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริการของ ระบบนิเวศ ระบบการจัดทาแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจะทาให้เกิดเป็นพื้นที่ที่เรียกว่า “Peace Parks” เป็นแผน ยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ในกรณีที่ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ควรจะได้พิจารณาผลประโยชน์:  สามารถรองรับผลผลิตทางทะเลและลดการทาลาย  สามารถสนับสนุนรายได้ ที่ผ่านกระบวนการการท่องเที่ยวและการทางานในพื้นที่ คุ้มครองเพื่อแก้ปัญหาความยากจน  เพื่อเพิ่มปริมาณปลา และความหลากหลายของชนิดพันธุ์ภายในพื้นที่คุ้มครอง  ป้ องกันพื้นที่ถิ่นที่อาศัยที่มีความอ่อนไหว ปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล  เป็นสถานที่สาหรับชนิดพันธุ์ที่ไม่สามารถอาศัยที่อื่นได้  ป้ องกันการประมงที่ไม่มีพื้นที่เป้ าหมาย  เป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบของระบบนิเวศที่เป็นพื้นที่สามารถตรวจสอบ ได้ การนาเอาหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดการ งานศึกษาวิจัยที่ต้องได้รับการดาเนินงานหลักในพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง  ระดับความสาคัญของถิ่นที่อาศัยแบบต่างๆที่ตั้งอยู่ในพื้นที่  พื้นที่คุ้มครองทางทะเลอาจจะมีขนาดเล็กสุด 4-5 ตารางกิโลเมตร  การป้ องกันถิ่นที่อาศัยจะเป็นขั้นตอนที่สาคัญต่อชนิดพันธุ์ในการดารงชีวิตตลอดทั้งปี  การวิเคราะห์ถึงความสาคัญของพื้นที่ที่สาคัญในมหาสมุทร เป็นแหล่งรอยแยกของพื้นที่ โลก  ใช้ความรู้ท้องถิ่นเพื่อการจัดการประมงและกาหนดรูปแบบ  ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับปะการัง การประมง เครื่องมือจับปลา  ให้โอกาสแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กาหนดรูปแบบและการจัดการระบบนิเวศ โดยเฉพาะ การตัดสินใจ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้ข้อตกลงและกระบวนการ
  • 137.
    - 5 - กาหนดขอบเขตให้ชัดเจนและกาหนดกฎข้อบังคับของพื้นที่คุ้มครองและแบ่งเขตการใช้ ประโยชน์  การปรับยุทธศาสตร์การจัดการให้เป็นให้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางปฏิบัติ  สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบและการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิจัย  การจัดการความขัดแย้ง หรือการแก้ไขความขัดแย้ง คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ คุ้มครอง สามารถใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาได้ เศรษฐกิจของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรธรรมชาติแถบชายฝั่งอันดามันมีคุณค่ามาก และเป็นที่ต้องการจัดการอย่างเข้มข้น ปัจจุบันมีการจับปลาที่ผิดกฎหมายโดยใช้ระเบิดหรือยาเบื่อ หรือการเก็บรังนกนางแอ่นกินรัง เก็บไข่เต่า เป็น ต้นมีงบประมาณในการบริหาร การบริการนักท่องเที่ยว การป้ องกัน การลักลอบทาไม้ทาลายป่าชายเลน ซึ่ง งานวิจัยด้านนี้มีน้อยมาก การวิเคราะห์ทางการเงินงบประมาณ การใช้งบประมาณในการจัดการและแผน ธุรกิจ การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง การฝึกอบรมเชิงคุณภาพทางทะเล การเฝ้าระวังดูแล ปะการัง การพัฒนาสื่อความหมาย การท่องเที่ยว การดาน้าดูปะการัง การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การบริการ ของระบบนิเวศ การจัดตั้งกองทุน PES, CTF และการติดตามผล การท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ท่องเที่ยวจานวนมาก จะต้องมีการพัฒนาให้เพิ่มเติม โดยเฉพาะความพึงพอใจในการจ่ายของนักท่องเที่ยว ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคการประมง การทานากุ้ง การเปลี่ยนแปลงวิธีการจับปลาที่ใช้ระเบิดอย่างผิดกฎหมาย ชาวเลซึ่งอาศัยการ จับปลาเพื่อดารงชีพโดยใช้กับดัก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีฐานะยากจน ควรจะได้มีการฝึกอบรมการจับปลาให้ ถูกต้องตามวิธีการหรือถูกวิธีหรือฤดูกาล เหตุการณ์จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทาให้เกิดการลดลง ของผลผลิตทางการประมง และทาลายสิ่งแวดล้อมทางทะเล กรณีการหาปลาหรือจับลาโดยอวนลาก ทาให้ เกิดปัญหากับการใช้ทรัพยากร และการทาลายแหล่งปะการัง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคเอกชน บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นแหล่งอานวยแก๊สธรรมชาติและน้ามันดิบ บริษัทการ ปิโตรเลียม ได้สารวจและนามาใช้จากพื้นที่ของเมียนมาร์และได้ทาการขุดเจาะมาใช้ประโยชน์หลายๆ แห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตทางทะเล กิจกรรมของภาคเอกชนหรือรัฐบาลจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ควรมีกาลังและ งบประมาณในการรับผิดชอบพื้นที่คุ้มครอง ถ้าหากเป็นไปได้ควรจะให้องค์กรภาคเอกชนดังกล่าวมีส่วน
  • 138.
    - 6 - สนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองโดยการจัดตั้งเป็นกองทุนอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ทางสังคมและ สิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงและโอกาสในการจัดทาแผนยุทธศาสตร์การจัดการระบบพื้นที่คุ้มครองทางทะเล และชายฝั่ง ควรจะได้พิจารณาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พลังงานลมตามชายฝั่งเป็นพลังงานผลิต ไฟฟ้าที่สะอาด สามารถที่จะนามาใช้ในพื้นที่คุ้มครองได้ร่วมกับฟาร์มกุ้ง หอย ปู ปลา เป็นต้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากชุมชนในเมือง บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นที่ตั้งของจังหวัดต่างๆ เช่น ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง สตูล มีการท่องเที่ยวประจาจังหวัดควรที่จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบจะต้องมีบทบาทในการดูแลรักษา ชายหาด การขนส่ง การค้า การกาจัดขยะ ป้ องกันการใช้ประโยชน์เกินความสามารถในการรองรับได้ของ พื้นที่ จะต้องกาหนดไว้ในแผนการจัดการ ป้ องกันมลพิษทางน้า ของเสีย และการเกิดมลพิษต่างๆ การบริการของระบบนิเวศในพื้นที่บริเวณฝั่งทะเลอันดามัน กรอบของระบบพื้นที่คุ้มครองจะสนับสนุนกิจกรรมของการบริการของระบบนิเวศจาก ทะเลและชายฝั่ง การบริการแหล่งนิเวศนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนได้รับจากระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง แบ่ง ออกได้ 4 ประเภท กล่าวคือ ด้านการเป็นแหล่งผลิต ด้านการเกื้อหนุน ด้านการควบคุมกลไกของระบบและ ด้านวัฒนธรรม การบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต  ปลา  สิ่งแวดล้อมที่ต้องการจับปลา  การป้ องกันชนิดพันธุ์ที่เป็นเภสัชกรรม  ชนิดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงเพื่อพิพิธภัณฑ์ปลา  ทรัพยากรที่เป็นทราย หินกรวด  แร่ธาตุ น้ามัน แก๊ส  พลังงานคลื่น/ลม  ให้ที่อยู่อาศัยสาหรับชนิดพันธุ์  ให้พลังงานจากคลื่นและน้าขึ้น-น้าลง การบริการด้านการเกื้อหนุน  รักษาคุณภาพของน้า  การหมุนเวียนของแร่ธาตุ  การป้ องกันชายฝั่งจากลมพายุ
  • 139.
    - 7 - ผลผลิตอินทรีย์จากการหมุนเวียนของกระบวนการ  การอพยพเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์ การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ  ควบคุมน้าท่วม  ป้ องกันการพังทลายของดินหรือการตกตะกอน  รักษาพื้นที่ชายฝั่ง  รักษาความหลากหลายทางชีววิทยา การบริการด้านวัฒนธรรม  การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยว  วัฒนธรรม ด้านจิตใจ ความสงบ ความสาคัญของการบริการของระบบนิเวศสามารถศึกษาได้ข้อมูลจากประวัติศาสตร์ต่างๆ ของพื้นที่ เช่น การค้าระหว่างอินเดียกับศรีลังกา ที่มีการเดินเรือขนส่งสินค้าทางเศรษฐกิจ การรับวัฒนธรรม ทางศาสนา เมื่อ 2000 ปีก่อน แหล่งการค้าต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน กรอบของการกาหนดยุทธศาสตร์การ จัดการควรจะมีการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง ความสาคัญของงานศึกษาวิจัยประกอบด้วย  ข้อมูลพื้นฐานในปัจจุบันด้านถิ่นที่อาศัยและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ทราบรายละเอียด  ติดตามผลที่เกิดขึ้นจากการจัดการ  เทคนิคและเป้ าหมายการฟื้นฟู  ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ  ผลจากการกาหนดเขตจากปลา  การจัดการป่าชายเลน  เศรษฐกิจด้านการบริการของระบบนิเวศ  ผลผลิตจากธรรมชาติ  ผลผลิตจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้าที่มีผลกระทบจากผลผลิตธรรมชาติ  ผลกระทบจากการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเล  ผลการอพยพเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์อื่นที่จะนาผลไปใช้ในการจัดทาแนว เชื่อมต่อ
  • 140.
    - 8 - การศึกษาวิจัยจะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ที่มีอานาจดูแลรักษาพื้นที่คุ้มครองและควรจะ ทางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันวิจัย เช่น ศูนย์วิจัยชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ศูนย์ ศึกษาทางทะเล ตลอดจนหน่วยงานนานาชาติที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยอาจจะนาเครื่องมือ เทคนิคใหม่ๆ มาใช้ เช่น ดาวเทียม เครื่องจับพิกัดจีพีเอส หรืออุปกรณ์ทาแผนที่อื่นๆ ซึ่งมีงานวิจัยทางทะเลอาจจะมีราคาสูง แต่ก็มีประโยชน์มากมายต่อการจัดการ ทรัพยากรทางทะเลของไทย เช่น การสารวจแหล่งปะการรัง ป่าชายเลน ชนิดพันธุ์ปลาและการท่องเที่ยวทาง ทะเลและชายฝั่ง การนาหลักวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง มีตัวอย่างมากมายที่ได้นาเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในการจัดการ เช่น  การอนุรักษ์ความสาคัญของถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีระยะทางอยู่ห่างกัน  ขนาดของพื้นที่คุ้มครอง  กระบวนการเจริญเติบโตของชนิดพันธุ์กับการอนุรักษ์พื้นที่อย่างเข้มข้นและเวลา  วิเคราะห์ถิ่นที่อาศัยในแต่ละพื้นที่ที่สาคัญทางทะเล  ความร่วมมือทางการจัดการเรื่องประมง  การทาปะการังเทียม  การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการพื้นที่ ตามประเพณีวัฒนธรรมในการ จัดการทรัพยากร  การกาหนดแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง  การนาเอาบทเรียนจากการจัดการทางทะเลมาใช้พิจารณา  ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและ ชายฝั่ง  สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยและการติดตามผละกระทบจากการจัดการและความ ร่วมมือ ตลอดจนชนิดพันธุ์ต่างถิ่น  ผลกระทบการจัดการแก้ไขความขัดแย้งทางทะเล การใช้บทบาทหน้าที่ของ คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้
  • 141.
    - 9 - ส่วนที่2 กรอบของแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง โดย นายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อนุสัญญานานาชาติ การกาหนดอนุสัญญานานาชาติให้เกิดขึ้น ก็เพื่อต้องการให้นานาประเทศ ดาเนินการ มี มาตรการการจัดการพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความเหลื่อมล้ากันและใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะทางทะเลหรือมหาสมุทร เช่น 1.อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้าหรือ Ramsar Convention ปี 1971 (ประเทศไทยได้ให้ สัตยาบันเมื่อปี 1998) เป็นอนุสัญญาที่ให้ความคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้านถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณที่เป็นแหล่งน้า ต่างๆเพื่อประโยชน์ของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าทั้งประจาถิ่นและชนิดที่อพยพ และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์หลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยก็ได้มีการกาหนดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้า ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่คุ้มครอง เช่น อุทยาน แห่งชาติทางทะเล หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 2.กฎหมายทางทะเล ปี 1982 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 1998) เป็นกฎหมายที่ให้ ความคุ้มครองถิ่นที่อาศัยทางทะเล สิทธิในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ขอบเขตของประเทศที่เป็นเจ้าของที่ ต้องการให้เป็นเขตเศรษฐกิจ ในระยะ 200 ไมล์ทะเล การสารวจ การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรและ การใช้ประโยชน์ 3.อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่มรดกโลก ปี 1972 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 1987) โดย เป้ าประสงค์ของกฎหมายนี้เพื่อให้นานาประเทศร่วมมือกัน อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมให้ เป็นมรดกของชนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต สนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และมีแผนการจัดการ พร้อมกันให้เป็น ทุนสนับสนุนในกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้อง สาหรับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เป็นหมู่เกาะตะรุเตาก็สามรถ กาหนดให้เป็นพื้นที่มรดกโลกได้ 4.อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 1992 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 2004) กรอบของกฎหมายได้ให้ความสาคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษา คุ้มครองป้ องกันด้านชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศและพันธุกรรม สิทธิในการใช้ประโยชน์และการเข้าถึงพันธุกรรม อนุสัญญานี้ได้ให้ความสาคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในและนอกถิ่นกาเนิด โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครอง ที่ได้ประกาศจัดตั้งตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ 5.อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปี 1992 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 1994) และ Kyoto Protocal ปี 1997 (ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี 2002) วัตถุประสงค์ของอนุสัญญา
  • 142.
    - 10 - ฉบับนี้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเรือนกระจก ที่ทาให้เกิดโลกร้อนขึ้นจนเป็นปัญหากับมนุษย์ เช่นความแห้ง แล้ง ฝนตกหนักน้าท่วม น้าแข็งขั้วโลกละลาย ทาให้เกิดผลกระทบกับทรัพยากรชายฝั่งและทะเล 6.องค์กรทางทะเลเกี่ยวกับการขนส่ง (International Maritime Organization : IMO) เป็น สนธิสัญญาทางทะเลเกี่ยวกับการให้ความปลอดภัยแก่น้าทะเล ป้ องกันการเกิดมลพิษทางทะเลที่เกิดจากการ ขนส่งสินค้าหรือการเดินเรือ 7.อนุสัญญาว่าด้วยการประมง เป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับการจับปลา กาหนดประเภทเครื่องมือ ที่ใช้ในการประมงและวิธีการเข้าถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล 8.พื้นที่สงวนชีวภาพมณฑล (MAB) ขององค์การ UNESCO เป็นพื้นฐานของการพัฒนา ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นกิจกรรมการวิจัยด้านความสามารถของพื้นที่ ธรรมชาติ 9.มรดกอาเซียนทางอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี 2003 มนตรีความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม ประเทศอาเซียน ได้ให้ความสนใจในการอนุรักษ์พื้นที่ผ่านกระบวนการรักษาไว้ การใช้ประโยชน์ที่มี ทรัพยากรที่สาคัญร่วมกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น หมู่เกาะตะรุเตา ที่ได้กาหนดให้เป็นอุทยาน แห่งชาติทางทะเล กฎหมายในระดับชาติของประเทศไทย กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งพื้นที่ทางบกและ ทางทะเล ประกอบด้วย 1.พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ให้อานาจของรัฐบาลในการประกาศจัดตั้งพื้นที่อุทยาน แห่งชาติ โดยมีเป้ าหมายเพื่อการศึกษาและการพักผ่อนหย่อนใจ โดยบัญญัติข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามยึดถือ ครอบครองที่ดิน เผาป่า เก็บหาของป่าหรือทาลายพืชพรรณ ห้ามล่าสัตว์ เก็บ ดิน หิน แร่ธาตุต่างๆ ภายใน พื้นที่อุทยานแห่งชาติ 2.พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ า พ.ศ.2503 (ปรับปรุงแก้ไขปี 2535) เป็นกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและถิ่นที่อาศัย โดยการประกาศกาหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นการให้ความคุ้มครองแก่ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า ห้ามล่าสัตว์ห่า ห้ามยึดถือครอบครอง ที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ห้ามเก็บของป่า เป็นต้น 3.พ.ร.บ.รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2518 (ปรับปรุงแก้ไขปี 2535) เป็นกฎหมายที่ กาหนดนโยบายการวางแผนและการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ กาหนดมาตรฐาน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัญหาน้า อากาศเสีย และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ การจัดทา EIA ในกรณีที่มีการใช้ประโยชน์
  • 143.
    - 11 - ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการตั้งและบริการกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ได้มีหลักการที่ใช้ดาเนินการใน พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งด้วย 4.กฎหมายประมง ปี 2490 เป็นการกาหนดกฎเกณฑ์ในจับปลา กาหนดเครื่องมือสาหรับจับ ปลา ห้ามจับปลาบางชนิด ห้ามจับเต่าทะเล และหมูทะเลหรือดูกอง การป้ องกันพื้นที่แหล่งปะการัง ให้อานาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดในการออกใบอนุญาต หรือกาหนดพื้นที่สงวนพื้นที่สัมปทาน โดยการออกใบอนุญาต การป้ องกันมิให้เกิดมลพิษทางทะเล จะมีอนุสัญญานานาชาติและบทบัญญัติบางมาตราใน พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง เช่น  Marine Pollution :MARPOL เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเลโดยเฉพาะ  กฎหมายประมง พ.ศ.2490 ที่ห้ามทิ้งขยะมลพิษลงในน้า จะให้เกิดการทาลาย สิ่งมีชีวิตทางทะเล  กฎหมายเหมืองแร่ พ.ศ.2510 มีการบัญญัติห้ามมิให้เกิดมลพิษทางทะเลจากการทา เหมืองแร่ในทะเลและชายฝั่ง  กฎหมายปิโตรเลียม พ.ศ.2514 บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับสัมปทานทาให้เกิดมลพิษ เกี่ยวกับน้ามันรั่วไหลลงสู่น้าทะเล และควรจะให้มีการเตือนในพื้นที่ซึ่งมีการ สารวจและดูดน้ามันจากท้องทะเล บทสรุปจากกฎหมายของไทยในการคุ้มครองพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง จากกฎหมายที่กล่าวแล้ว บางฉบับไม่ทันสมัยหรือใช้บังคับได้ ทาให้เกิดปัญหาทางการ จัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งบ่อยครั้ง ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่คุ้มครอง ดังนี้  รูปแบบการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองควรจะมีการจัดการอย่างมีส่วนร่วม  มีการจัดการแบ่งประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ตามหลักการขององค์กร IUCN  การกาหนดเขตการจัดการตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ  ชุมชนที่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง ควรกาหนดกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ ชัดเจน  มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองให้ถูกต้องตามกฎหมาย (ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย)  การแก้ไขปัญหามนุษย์กับสัตว์ป่า  การจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง  นาเอาวิธีการเรื่องการบริการของระบบนิเวศมาบังคับใช้ให้ได้ผล  การกาจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น  ควรกาหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทาผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
  • 144.
    - 12 - มีข้อเสนอแนะจากที่ปรึกษาว่าในกรณีที่พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ สอดคล้องกัน 1.การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ที่ให้มีมาตรฐานในการคุ้มครองพื้นที่ คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง มีมาตรฐานและมีการจัดการอย่างมีส่วนร่วม 2.มีความร่วมมือกันระหว่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติกับพ.ร.บ.การประมง เพื่อการใช้ ประโยชน์อย่างยั่งยืนและร่วมกับอนุสัญญานานาชาติที่เกี่ยวข้องกับทางทะเล รวมทั้งการแบ่งเขตการจัดการ 3.สนับสนุนให้มีการควบคุมมลพิษทางทะเล จากเรือเดินสมุทร หรือเรือขนส่งสินค้า หรือเรือประมงอย่างเข้มงวด 4.พัฒนากฎระเบียบและกฎหมายให้คานึงถึงภาวะเศรษฐกิจทางทะเลเป็นสาคัญ ให้ ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้าใจเรื่องค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) จากพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง สนับสนุนงบประมาณในการดาเนินงานให้เพียงพอ
  • 145.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง
  • 146.
    - 1 - รายงานข้อเสนอแนะแนวทางการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง โดยนายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ส่วนที่ 1 นโยบายการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ---------------------------------- นโยบายการศึกษาวิจัยตามแผนระบบพื้นที่คุ้มครองเป็นหลักการที่ต้องการให้กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้เป็นกรอบงานใน การพิจารณาตัดสินใจ ซึ่งมิได้กาหนดเป็นกฎหมายแต่เป็นนโยบายที่ให้แนวทางในการกาหนดเป็นกฎหมาย กฎระเบียบและการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง นโยบายการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยมีแผนการพัฒนาในกรอบงานหลายรูปแบบ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) มีการกาหนดวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และลาดับความสาคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ในการที่จะทาให้เกษตรกรและ ชุมชนท้องถิ่นมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ทาให้เกิดขึ้นของ ภัยธรรมชาติ พื้นที่คุ้มครองมีบทบาทในการป้ องกันภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในแผนพัฒนาดังกล่าว จึงได้ กาหนดมาตรการการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการฟื้ นฟูอันเป็น การสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเก็บข้อมูลต่างๆ ด้านทรัพยากรทุกชนิด เพื่อใช้ใน การจัดการจึงควรที่จะเกิดขึ้น นโยบายด้านการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ จากข้อมูลระหว่างปี 2523- 2533 ที่ผ่าน ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เช่น นโยบายที่เกี่ยวกับชุมชนในพื้นที่คุ้มครองก็มีการดาเนินงานที่ไม่ ชัดเจน นโยบายการจาแนกแหล่งต้นน้า นโยบายการป่าไม้ นโยบายที่ดิน ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาการใช้ ประโยชน์ในที่ดิน การแก้ไขปัญหาที่ดินโดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่เกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่คุ้มครอง เป็นต้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
  • 147.
    - 2 - การกระจายอานาจการบริหารงานพื้นที่คุ้มครองของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีการจัดตั้งสานักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ จานวน 21 เขต ซึ่งก็เป็นการดาเนินงานในพื้นที่ของอานาจที่มา จากส่วนกลาง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตาบล (อบต.) แต่รายละเอียดบทบาท หน้าที่ก็ไม่ได้กล่าวถึงการจัดการพื้นที่คุ้มครอง บางตาบลมีพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ บางพื้นที่ก็มีขนาดเล็กขึ้นอยู่ กับจานวนประชากรและรายได้ การดาเนินงานก็อยู่ภายใต้นโยบายของนายกองค์กร ขณะเดียวกัน คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองหลายแห่งก็คัดเลือกมาจากนายก อบต. ซึ่งจะทาให้การดาเนินงานของ พื้นที่คุ้มครองกับสภาตาบลมีความเชื่อมโยงกันได้ ถ้าหากเป็นไปได้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ควรจะได้ปรับปรุงนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจน การให้อานาจแก่หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองมีการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเภทของพื้นที่คุ้มครองว่านโยบายในการกาหนดประเภทพื้นที่คุ้มครอง ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออนุสาวรีย์ธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน ผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองนั้นมีมากมาย รัฐต้องกาหนดนโยบายการพัฒนาพื้นที่ ดังกล่าว ให้ได้รับผลประโยชน์ที่ชัดเจน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น นโยบายการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง นโยบายการสร้างเขื่อนพลังน้าหรือเพื่อชลประทาน การคมนาคม การอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างหรือการศึกษาวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะกรรมการอุทยาน แห่งชาติ หรือคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีส่วนพิจารณากาหนดนโยบายดังกล่าวให้ชัดเจนด้วย การกาหนดนโยบายต่างๆ เหล่านี้จะทาให้หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง เช่น นโยบายการท่องเที่ยว จากสถิติในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวภายในประเทศประมาณ 12 ล้านคน มีค่าใช้จ่าย เกิดขึ้นประมาณ 500 ล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 22 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 980 ล้าน บาท ทาให้เกิดรายได้ในพื้นที่คุ้มครองเพิ่มมากขึ้น นโยบายการท่องเที่ยว ปี 2555-2559 มีการกาหนด งบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนการท่องเที่ยวถึง 6.61 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ นโยบายต่างๆ ดังกล่าวแล้วจะทาให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ โดยเฉพาะชุมชนที่ อาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวจะมีรายได้เพิ่มขึ้น บางพื้นที่กาหนดให้มีการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ มี การจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิง ระบบนิเวศ เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แหล่ง ปะการัง ซึ่งในการดาเนินงานต่างๆ ดังกล่าวจะต้องมีการศึกษาวิจัยเสียก่อน เพื่อจะทาให้ไม่เกิดผลกระทบกับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวดังกล่าว ประเภทของพื้นที่คุ้มครองทุกแห่งหรือทุกประเภทจะมีวัตถุประสงค์สนับสนุนการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าจะมีการเข้มงวดในบางพื้นที่ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมีการกาหนดเขตการจัดการที่ชัดเจน ทา ให้เกิดผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวของชุมชนท้องถิ่นหรือการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจะทาให้เกิดรายได้ แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
  • 148.
    - 3 - นับตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่คุ้มครองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ ป่า และพันธุ์พืช ควรจะกาหนดกรอบการจัดการให้ชัดเจน นโยบายที่ควรพิจารณา : 1. การพัฒนาและการรักษาไว้ซึ่งสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่ทางานของพนักงานเจ้าหน้าที่ บ้านพัก ธุรกิจของภาคเอกชน ควรจะได้วางยุทธศาสตร์ในการรวมกลุ่มขององค์กร การมีส่วนร่วมในการประชุมหรือ มีการใช้ข้อมูลทรัพยากรร่วมกัน 2. การสร้างความร่วมมือในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างยั่งยืนและการสร้างความร่วมมือกับ นักท่องเที่ยว ด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศ ที่สนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง การ สร้างคุณภาพของนักท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว 3. สร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยวด้านประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น 4. สนับสนุนให้มีการดาเนินงานร่วมกันของประชาชนไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของ วัฒนธรรม ข้อมูลพื้นฐาน อายุ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการศึกษา 5. จัดให้มีการฝึกอบรม การให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นที่มี องค์กรการท่องเที่ยวตั้งอยู่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องจัดทาข้อมูลรายละเอียดของ พื้นที่คุ้มครองสาหรับนักท่องเที่ยว 6. การใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ร่วมการดาเนินงานด้านสื่อความหมาย เช่น เกี่ยวกับการ จองที่พัก การใช้ภาษาในสื่อสิ่งพิมพ์เป็นต้น 7. การพิจารณาพื้นที่คุ้มครองที่ยังไม่มีการท่องเที่ยวหรือมีการท่องเที่ยวน้อย ให้มีการปรับปรุง การท่องเที่ยวเกิดขึ้น 8. ร่วมมือกับพื้นที่คุ้มครองอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงหรือสถานที่ท่องเที่ยวประเภทอื่น เพื่อให้เกิด การท่องเที่ยวครบวงจร 9. กาหนดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ชัดเจนรวมถึงการบริการต่างๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น สถานที่ การบริการและทรัพยากร 10. กาหนดให้มีการสัมปทานกิจกรรมบริการของภาคเอกชนในพื้นที่ที่มีการจัดการการ ท่องเที่ยว 11. วิเคราะห์ถึงสถานภาพของทรัพยากรและสภาพของพื้นที่ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของพื้นที่ ในการรับนักท่องเที่ยว การสื่อความหมาย อุปกรณ์การท่องเที่ยว การบริการอื่นๆ หรือการศึกษาวิจัยถึง ความสามารถในการรองรับของพื้นที่คุ้มครองอย่างละเอียด 12. การติดตามประเมินผลด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเก็บข้อมูลเพื่อค้นหาแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยว 13. ทางานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องด้านข้อมูล ความปลอดภัยและสถานภาพของ ทรัพยากรและสถานที่ท่องเที่ยว
  • 149.
    - 4 - 14.การก่อสร้าง การปรับปรุงและการจัดการทรัพยากร เช่น การชิงเผาทุ่งหญ้า ที่ไม่เกิดผล กระทบกับแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่บริการหรือการดาเนินต่างๆ ระหว่างที่มีการท่องเที่ยวสูงสุด 15. การชี้แจงแนวทางการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้แก่นักท่องเที่ยวทราบ นโยบายการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง การศึกษาวิจัยเป็นวิธีการค้นหาความรู้ใหม่ๆ สามารถที่จะทาให้ทราบวิธีการ ความเข้าใจถึง ทฤษฎี เป็นข้อมูลที่สร้างความเข้าใจด้านธรรมชาติ มนุษย์ วัฒนธรรมและสังคม เพื่อนาไปสู่การพิจารณา ตัดสินใจ การกาหนดนโยบายหรือการจัดการ การศึกษาวิจัยจึงเป็นสิ่งจาเป็นในการจัดการพื้นที่คุ้มครองซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญานานาชาติ ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรา 12 (ข) ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิก สนับสนุนให้มีการ ศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ตามกรอบงาน เป้ าหมายที่ 4.4 กาหนดเป้ าหมายให้มีการวิจัยหาความรู้ใหม่ๆ ในการจัดตั้งและความมีประสิทธิภาพต่อพื้นที่ คุ้มครองและระบบพื้นที่คุ้มครอง เป้ าหมายการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นข้อมูลการจัดการ พื้นที่คุ้มครอง ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเข้าใจถึงระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคมที่เกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้ง วิธีการ การบริการของระบบนิเวศในพื้นที่ การค้นหาความรู้ด้านการกระจาย สถานภาพและความ หลากหลายทางชีวภาพ สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม การนาเอาข้อมูลมาใช้ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดาเนินงานอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จะต้องมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กร สถาบันที่รับผิดชอบให้มีการนาเอางานวิจัยด้านต่างๆ มาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง สิ่งที่ต้องคิดถึงการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง นักวิจัยส่วนใหญ่จะไม่คานึงถึงการวิจัยเพื่อการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีแนวทางแนวคิดในการที่จะนาเอางานวิจัยมาใช้ในการ จัดการพื้นที่คุ้มครองเอง นโยบายในการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองจึงจะต้องกาหนดให้ชัดเจนในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. คุณค่าของงานวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ในพื้นที่คุ้มครองมีองค์ประกอบของระบบนิเวศต่างๆ เป็นการจัดการพื้นที่ดิน จึงต้องดาเนินการ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาดาเนินการ โดยจะต้องมีการศึกษาวิจัยทั้ง ภายในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง หลักการของการวิจัยในพื้นที่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการจัดการตามรูปแบบ ต่างๆ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรให้ความสาคัญกับงานศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาสิ่งสาคัญและ ปัญหาต่างๆ ที่มีประสบอยู่ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายการจัดการพื้นที่ คุ้มครองดังกล่าว
  • 150.
    - 5 - ความต้องการการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่เป็นปัจจัยพื้นฐานเพื่อการปรับปรุงวิธีการจัดการ ภายในพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยให้เป็นระบบเพราะข้อมูลต่างๆ จะเป็นส่วนช่วยให้พื้นที่คุ้มครองมีการ พัฒนา การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรสนับสนุนให้มีการวิจัยและกาหนดแนวทางการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้ชัดเจน จะมีการวิจัยมากน้อย เพียงใด ควรจะกาหนดให้เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการ การกาหนดงบประมาณที่จะต้องใช้เพื่อ การพัฒนาให้สัมพันธ์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์ด้วยและให้มีการ เผยแพร่งานวิจัยให้อยู่ในระดับชาติ ข้อมูลที่นักวิจัยต้องเผยแพร่หรือเพื่อใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวเพื่อ ใช้ในการตัดสินใจในการปรับปรุงระบบของสิ่งแวดล้อม การบริการของระบบนิเวศและการสนับสนุนการ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่คุ้มครองมีนักวิจัยได้เข้าไปดาเนินการในหลายๆ เรื่องและ สามารถนามาใช้ในการประชาสัมพันธ์ เช่น ระบบนิเวศของพื้นที่ เป็นต้น การวิจัยยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่คุ้มครองให้มี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง สามารถที่จะนาไปดาเนินการจัดการให้ถูกต้องได้ เช่น บริเวณระบบนิเวศของพื้นที่คุ้มครองที่ถูกคุกคามจะได้นาเอาวิธีการป้ องกันมาใช้บังคับ มีการลักลอบล่า สัตว์ป่าบริเวณใดก็จะได้นาผลการวิจัยมาพิจารณาหาวิธีการป้ องกันได้ นักวิจัยที่ดาเนินการวิจัยด้านการท่องเที่ยวจะมีการวิจัยถึงแหล่งท่องเที่ยว แหล่งดูนกหรือ ภูมิทัศน์ที่สวยงามหรือชนิดพันธุ์ที่สาคัญ บางพื้นที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวจานวนมาก นักวิจัยควร จะได้ดาเนินการหาความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับการใช้ประโยชน์ของพื้นที่หรือการค้นหาแหล่ง ท่องเที่ยวใหม่ๆเพื่อป้ องกันมิให้มีนักท่องเที่ยวจานวนมาก ณ จุดใดจุดหนึ่ง การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดรายได้แก่ ชุมชนท้องถิ่น เช่น การท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่า เป็นต้น การวิจัยถึงชนิดพันธุ์ประเภทช้างป่า ชะนี เสือโคร่ง หรือ นกชนิดต่างๆ จะต้องให้ประชาชนได้ทราบถึงชนิดพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าว ขณะที่การศึกษาวิจัยเป็นสิ่งสาคัญ ในการจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองจะเกี่ยวข้องกับประชาชน การป้ องกันการลักลอบล่า สัตว์ป่า มัคคุเทศก์นาเที่ยว การควบคุมป้ องกันเหล่านี้จะต้องให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องรวมทั้งชุมชนในพื้นที่ ใกล้เคียงเพื้อสร้างความเข้าใจร่วมกัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2550 ให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์และการป้ องกันการทาลายทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (มาตรา 67) และ สนับสนุนให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ การสงวนและงดการทาลายทรัพยากรและความ หลากหลายทางชีวภาพ (มาตรา 85) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นาหลักการหรือบทบัญญัติ มาใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสังคมทั้งพืชและสัตว์ ความท้าทายของงานวิจัย คือ นักวิจัยจากหน่วยงานภายนอกอื่นๆ เช่น กระทรวงทบวงกรมอื่นๆ หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันกับทุกภาคส่วน ร่วมกับหัวหน้าพื้นที่ คุ้มครองที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อใช้ในการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง
  • 151.
    - 6 - ข้อดีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสังคมทั้งพืชและสัตว์คือจะได้ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานเพื่อ นามาใช้ในการตัดสินใจดาเนินการ หากมีการสูญเสียถิ่นที่อาศัยจะต้องมีการคาดคะเนได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่จะได้ค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาต่อไป การเปลี่ยนแปลงของถิ่นที่อาศัยจะต้องค้นหาวิธีการปรับปรุง การ ลดผลกระทบจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง ลาดับความสาคัญของงานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง และมีการเก็บข้อมูลในพื้นที่คุ้มครองทุกระดับ จากบทเรียนงานวิจัยในหลายๆ พื้นที่ที่จะมีการใช้ประโยชน์ จากงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการจัดการ จะมีคาถามเกิดขึ้นว่า : 1. คุณค่าของพื้นที่คุ้มครองในแต่ละพื้นที่มีผลประโยชน์ต่อชุมชนอย่างไร ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ จากงานวิจัยจะถูกนาไปใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบพื้นที่คุ้มครองที่อานวย ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการคงไว้ซึ่งทรัพยากรทางชีวภาพ 2. คุณค่าทางวัฒนธรรมมีอะไรบ้างที่ควรจะมีการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่คุ้มครอง 3. การบริการของระบบนิเวศจากพื้นที่คุ้มครองมีอะไรบ้าง และมีผลต่อเศรษฐกิจของ ประเทศชาติอย่างไรบ้าง 4. มีอะไรบ้างที่บอกถึงความสาคัญในทางประวัติศาสตร์ และจะมีความเชื่อมโยงกับ ยุทธศาสตร์การวางแผนการจัดการได้อย่างไร 5. มีแผนการใช้งานวิจัยเพื่อการดาเนินงานด้านการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศได้อย่างไร มีการ พิจารณาเพื่อกาหนดไว้ในแผนการจัดการหรือไม่ 6. มีชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ในท้องถิ่นอะไรบ้างที่จาเป็นต้องอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวดและมีการ กระจายพันธุ์อย่างไร 7. การศึกษาทรัพยากรทางพันธุกรรมที่มีประโยชน์ในทางการค้า เพื่อจะได้อนุรักษ์ไว้และ นามาใช้ประโยชน์ทางการค้า ควรให้ความสาคัญกับพระราชบัญญัติรักษาพันธุ์พืชรวมถึงข้อตกลงระหว่าง ประเทศ 8. พื้นที่คุ้มครองมีความสามารถในการรองรับชนิดพันธุ์ได้ทุกชนิดหรือไม่ จาเป็นต้องผนวก พื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่ 9. แนวโน้มประชากรของชนิดพันธุ์เป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือลดลง 10. มีการวิเคราะห์ถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับชนิดพันธุ์หรือไม่ และการค้นหาวิธีการแก้ไข อย่างไร 11. มีการพิจารณาถึงชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีปรากฏอยู่ในพื้นที่คุ้มครองจะมีผลกระทบอย่างไรและ มีการกระจายพันธุ์อย่างไรบ้าง 12. มีคุณค่าและมีองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาอย่างไรสาหรับพื้นที่คุ้มครอง และสามารถนาไปใช้ ได้อย่างไร
  • 152.
    - 7 - ลาดับความสาคัญของงานศึกษาวิจัยในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง ระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพมีความจาเป็นต้องทาการวิจัยทั้งทางการวิจัยขั้น พื้นฐานและขั้นประยุกต์ มีความจาเป็นที่จะต้องนาเอาบุคคลที่มีความรู้ความชานาญด้านการวิจัยไปทางาน วิจัยในพื้นที่คุ้มครอง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีสถานีวิจัยสัตว์ป่า มีบุคลากรที่มีความรู้ความ ชานาญ มีงานวิจัยเสือโคร่ง โดยเฉพาะการกระจายของชนิดพันธุ์ในพื้นที่ทั้งที่เป็นรูปแบบประยุกต์และ พื้นฐาน ในพื้นที่กลุ่มป่าตะวันออก มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับคน จาต้องนาเอาสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วนในการวิจัย จะต้องมีการดาเนินงานในพื้นที่ให้ได้ข้อมูลในแต่ละ พื้นที่แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาในระดับชาติ ฉะนั้น ลาดับความสาคัญของงานวิจัยจะต้องกาหนดแผนงานไว้ ในแผนยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วย : 1. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยประกอบด้วยระบบนิเวศอะไรบ้าง จะต้องมีการปรับปรุงชนิดพันธุ์ อะไรบ้างและมีประสิทธิภาพอย่างไร 2. การบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองมีอะไรบ้างที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีคุณค่า อย่างไร 3. พื้นที่ถิ่นที่อาศัยมีความอุดมสมบูรณ์อย่างไร ตั้งอยู่ที่ใดบ้าง เป็นปัญหากับสัตว์ผู้ล่าและ เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างไร 4. ประชาชนที่อาศัยอยู่ในและภายนอกพื้นที่คุ้มครองมีมากน้อยเพียงใด มีความสัมพันธ์กับ พื้นที่คุ้มครองอย่างไร มีทัศนคติในการปรับปรุงพื้นที่คุ้มครองอย่างไร 5. ประวัติของพื้นที่คุ้มครองเกี่ยวข้องกับการจัดการอย่างไร รวมทั้งการพัฒนาเพื่อการ ท่องเที่ยว 6. พื้นที่คุ้มครองส่วนใดที่จาต้องมีการพัฒนาให้มีความสาคัญต่อชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ 7. การศึกษาวิจัยถึงการเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการในพื้นที่คุ้มครอง 8. ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง ในแต่ละระดับของพื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งจะต้องพิจารณาถึงข้อมูลพื้นฐานและมีแผนที่แสดง ให้เห็นได้ชัด เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ในการจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่สาคัญและมีผลกระทบต่อ การท่องเที่ยวอย่างไร และมีการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปดูแลอย่างไร
  • 153.
    - 8 - นโยบายที่เป็นแนวทางในการใช้งานวิจัยให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน่วยงานรับผิดชอบงานวิจัยของตนเอง แนวทาง และวิธีการ ควรจะได้ทาการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองให้มากและให้ความสาคัญกับการบริหารงานในพื้นที่ คุ้มครองเพื่อการจัดการ โดยเฉพาะการวิจัยในเรื่องระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ในรายละเอียดต่างๆ ของพื้นที่ คุ้มครอง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ นักวิจัยจากต่างชาติ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมในการ วิจัยในพื้นที่คุ้มครอง โดยผ่านกระบวนการความเห็นชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในการนี้ก็มีนักวิจัย ชาวต่างชาติได้เข้ามาศึกษา เช่นการวิจัย เสือโคร่ง ชะนี นกเงือก และชนิดพันธุ์อื่นๆในธรรมชาติ รวมทั้ง ทางด้านสังคมและการพัฒนาชุมชน สิ่งที่จะต้องคานึงถึง คือ การศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จะต้องมี นโยบายที่ชัดเจนในสองลักษณะ คือ (1) งานวิจัยที่จะต้องนามาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นการวิจัย ขั้นประยุกต์ และ (2) การวิจัยเพื่อสนับสนุนการเก็บข้อมูลเป็นการวิจัยพื้นฐานหรือขั้นประยุกต์ก็ได้ 1. การศึกษาวิจัยขั้นพื้นฐานด้านข้อมูลที่จาเป็นของพื้นที่คุ้มครองเฉพาะ  การใช้ข้อมูลด้านวิกฤติการณ์ในพื้นที่คุ้มครองเพื่อการแก้ไขปัญหาในระดับชาติ  เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและการแก้ไขปัญหาระหว่างพื้นที่กับชุมชน  การเก็บตัวอย่างชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน รับผิดชอบเพื่อประโยชน์และข้อมูลด้านกฎหมาย การอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อประโยชน์ด้านพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติหรือพันธุกรรม  เพื่อธุรกิจทางเศรษฐศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ  เพื่อการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในด้านต่างๆ เช่น การป้ องกัน การ ประชาสัมพันธ์  กรณีนักวิจัยต่างชาติ จะต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครองหรือนักวิจัยท้องถิ่นเข้า ร่วมด้วยหรือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยร่วมด้วย  การกาหนดเวลาการวิจัยและการรายงานผล  การจัดพิมพ์ผลงานการวิจัย  การค้นหาหน่วยงานหรือบุคลากรสนับสนุนการวิจัย  การให้เป็นลิขสิทธิ์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เฉพาะเพื่อการ ประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่  ผลกระทบกับชุมชนหรือทรัพย์สินในการวิจัย 2. การศึกษาวิจัยขั้นประยุกต์เพื่อประโยชน์ในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง  จะต้องได้รับการรับรองจากหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองที่จะทาการวิจัย เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
  • 154.
    - 9 - มีการแจกแจงรายละเอียดของการวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการ  การรายงานผลการวิจัยสู่สาธารณะ  ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยต้องแจกแจงขั้นตอนให้ละเอียดเพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองใน ลักษณะการประยุกต์  การเผยแพร่ผลงานวิจัยทาง Website ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 3. การศึกษาวิจัยที่จาเป็นในพื้นที่คุ้มครอง  เป็นที่ยอมรับจากหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง รายละเอียดการวิจัยจะเกี่ยวข้องกับการจัดทา แผนยุทธศาสตร์  งานวิจัยเป็นภาพรวมอย่างกว้างๆ ในหลายพื้นที่หลายระดับไม่เป็นการทาลายแหล่งที่มี การวิจัยจะต้องได้รับการพิจารณาจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  รายงานผลการวิจัยเพื่อการสนับสนุนการอนุรักษ์หรือการสนับสนุนการจัดการให้มี ประสิทธิภาพ  มีการวิจัยซ้าเพื่อเป็นการเปรียบเทียบ  ทางานร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง ทางเลือกการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง การศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานของการจัดการระบบพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ การนาเอาวิธีการ จากการวิจัยไปใช้ในการปฏิบัติเป็นสิ่งท้าทาย สาหรับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ซึ่งมี หน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานที่มีความสนใจและสนับสนุนงบประมาณ ข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้ จะเป็น ทางเลือกในการตัดสินใจ ทางเลือกที่ 1 ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน่วยงานวิจัย คือ สานักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และ พันธุ์พืช เป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับการกาหนดแผนการวิจัยที่สามารถเผยแพร่งานทาง Website แต่ไม่ได้ระบุแผนยุทธศาสตร์ไว้งานวิจัยจะแยกอยู่ตามสานักต่างๆ เช่น สานักอนุรักษ์สัตว์ป่า สานัก อุทยานแห่งชาติ สานักอนุรักษ์ต้นน้า จึงควรที่จะดาเนินการร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้รับ จากการที่แยกจากงานกันอยู่ การกาหนดบุคลากร การวิจัยจะดาเนินการโดยหน่วยงานจะถูกจากัดทางด้าน องค์ความรู้และงานประมาณจะอยู่ในระดับต่า ผู้บริหารไม่ได้ให้ความสาคัญผลงานวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ผลงานจึงมีน้อยมาก ทางเลือกที่ 2 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้หน่วยงาน วิจัยให้เพิ่มมากขึ้น หน่วยงานวิจัย ควรจะให้ความสาคัญกับระบบพื้นที่คุ้มครอง โดยการปรับแผนยุทธศาสตร์ การวิจัยให้มีความเกี่ยวข้องกันให้เป็นความสาคัญในลาดับแรกๆ การเพิ่มจานวนนักวิจัยและงบประมาณ การ
  • 155.
    - 10 - วิจัยขั้นประยุกต์และการสร้างการมีส่วนร่วมเช่น ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจในงานวิจัย ด้านนี้หรืองานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่คุ้มครองแต่ละแห่งกับทั้งพื้นที่ให้นักวิจัยมีความคุ้นเคยกับการวิจัยขั้น ประยุกต์ในแต่ละพื้นที่หรือกลุ่มป่า ซึ่งกิจกรรมการวิจัยควรจะได้มีการฝึกอบรม สานักวิจัยควรจะได้มีการ แสวงหาแหล่งทุนจากภายนอกรวมถึงการจัดพิมพ์รายงานการวิจัยจากหน่วยงานอื่นๆ มหาวิทยาลัย หรือ ประเทศอื่นๆ และต้องนาเสนอรัฐบาลหรือนาเสนอในที่ประชุมกับนานาชาติหรือเผยแพร่สู่สาธารณชนให้ ทราบโดยทั่วกัน ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการนาเอาผลการวิจัยไปเสนอในที่ประชุมระดับนานาชาติเป็นการ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิชาการด้านข้อมูลพื้นที่คุ้มครอง พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถที่จะนาเอา ผลการวิจัยไปใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองได้ สถานภาพของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ จะเป็นตัวบ่งชี้ถึง สถานภาพที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นที่เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากพื้นที่ เป็นการสร้างความ ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้นหาแหล่ง ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว กลไกทางการงบประมาณ เกี่ยวกับโครงการต่างๆ การพิจารณาถึงค่าแทนคุณระบบ นิเวศซึ่งจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพันธุกรรมต่างๆ จากพื้นที่คุ้มครอง สาหรับค่าใช้จ่ายเพื่องานวิจัยควรจะได้มีแผนยุทธศาสตร์การวิจัยที่ทันสมัยและมีการพัฒนาเพื่อ การสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จากกองทุนหรือองค์กรพัฒนา เอกชน ซึ่งจะเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างดี ทางเลือกที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งในการจัดการวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช และสนับสนุนให้มีการวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ทางเลือกที่ 3 มีความแตกต่างจากทางเลือกที่ 2 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง เป็นการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการวิจัยต่างๆ หน่วยงานวิจัยของกรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องมีการพัฒนานักวิจัยของหน่วยงานให้มีคุณภาพและการสร้าง ความร่วมมือ จะต้องเป็นผู้พิจารณาเรื่องการวิจัยต่างๆ ตามลาดับความสาคัญทั้งการวิจัยขั้นพื้นฐานและการ วิจัยขั้นประยุกต์ เพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการพิจารณาถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการหาแหล่งทุนเพื่อการวิจัยให้เกิดขึ้นการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ จะต้องกาหนดให้ เป็นโครงการในระยะยาว เพื่อให้ได้ซึ่งผลประโยชน์สาหรับหน่วยงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ที่นักวิจัยจะต้องกาหนดระดับของงานเพื่อประชาชน นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยสาขาอื่นๆ ถ้าหากมีการดาเนินงานดังกล่าวผลประโยชน์จะทาให้นักวิจัยมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและ มีความ ทันสมัยจะได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอก จะทาให้มีการสร้างบุคลากรในงานวิจัยให้เพิ่มขึ้นได้
  • 156.
    - 11 - ทางเลือกที่4 เป็นการรวมเอาทางเลือกที่ 2 กับทางเลือกที่ 3 รวมกัน เป็นความต้องการที่จะให้หน่วยงานรับผิดชอบการวิจัยให้งานวิจัยมีเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนา บุคลากรดาเนินการในระยะยาวที่เกี่ยวกับงานโดยเฉพาะ เช่น การวิจัยเสือโคร่ง การวิจัยความขัดแย้งระหว่าง คนกับช้างป่า การร่วมมือเกี่ยวกับการวิจัยข้อขัดแย้งระหว่างชุมชนกับพื้นที่คุ้มครอง หรือการใช้ประโยชน์ที่ ได้รับจากการบริหารของระบบนิเวศ หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยกับหน่วยงาน ภาคปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ แผนระบบพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์การวิจัย การได้รับข้อมูลของ พื้นที่เพื่อนาไปปรับวิธีการจัดการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ หน่วยงานวิจัยควรจะได้ กาหนดแผนยุทธศาสตร์ที่มีแหล่งเงินทุนจากภายนอก เช่น ค่าแทนคุณระบบนิเวศ ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างคนกับสัตว์ป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การใช้ประโยชน์จากพันธุกรรม การสร้างความร่วมมือกับ หน่วยราชการอื่นๆ มหาวิทยาลัยหรือองค์กรอนุรักษ์ นโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ในแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จากแผนการจัดการระบบพื้นที่คุ้มครองที่ได้กาหนดขึ้น เพื่อกาหนดเป็นแนวทางและเป้ าหมาย รวมทั้งกรอบงานเพื่อการวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ลาดับความสาคัญสามารถที่จะระบุกาหนดให้ผู้มีส่วนได้ส่วน เสียร่วมกันพิจารณาดาเนินการ แนวทางจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ หรือสัมพันธ์กับความรู้ ด้านอื่นๆ ปัจจุบันกรอบการวิจัยในพื้นที่คุ้มครองจะมีการพิจารณาและมีการปรับให้เข้ากับความต้องการที่ กาหนดโดยหน่วยงาน แนวทางในการจัดทาแผนการจัดการหรือการวิจัยรวมทั้งการพิจารณาตัดสินใจของผู้บริหารหรือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือวิชาการด้านอื่นๆ 1. พื้นที่คุ้มครองทุกๆ แห่งจะต้องมีแผนการจัดการงานวิจัยของแต่ละพื้นที่ เพื่อการตัดสินใจ ในเรื่องระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ ภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ โดยให้มีการพิจารณาถึงแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ซึ่งเป็ นแผนการพัฒนาระดับชาติ ซึ่งแผนดังกล่าวจะต้องใช้ข้อมูลจากการวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 2. ถ้าหากว่าการจัดทาแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองในแต่ละพื้นที่ จะต้องอธิบายถึงลักษณะ ชีวภาพและกายภาพ โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ ภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์และพื้นที่คุ้มครอง กิจกรรมการวิจัยจะต้อง กาหนดไว้ในแผนการจัดการ 3. แผนการจัดการจะต้องจัดเตรียมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ควรจะให้ความสาคัญกับแนวทางจากการพิจารณาจากผู้บริหารระดับสูง 4. แผนการจัดการควรจะประกอบด้วยนโยบาย วัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ใน ระดับชาติที่เตรียมโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีโครงสร้างของการบริหารจัดการ ลาดับ ความสาคัญของกิจกรรมภายในระยะเวลา 5 ปี ระบุงบประมาณการลงทุน ความร่วมมือในการจัดทาแผนการ
  • 157.
    - 12 - จัดการควรทาเป็นแผนรายปีที่มีงบประมาณ บุคลากรและรายละเอียดอุปกรณ์ที่ต้องการใช้โดยเฉพาะในช่วง ปีแรก 5. แผนการจัดการจะต้องมีตัวชี้วัดโดยการใช้เครื่องมือ METT (Management Effectiveness Tracking Tools) มาพิจารณาในการติดตามและประเมินผล 6. ลาดับความสาคัญของกิจกรรมจะต้องรวมถึงงบประมาณในการดาเนินงานหรือปฏิบัติงาน ที่เป็นไปได้ 7. แผนการจัดการจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ด้านงบประมาณโดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองที่ เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว กลไกการจัดหางบประมาณหรือการจัดตั้งกองทุนไว้ในแผน 8. แผนการจัดการจะต้องนาสู่สาธารณะ เพื่อให้นักท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักอื่นๆทราบด้วย 9. การพิจารณาถึงความสาคัญของพื้นที่ตามกฎหมายหรืออนุสัญญานานาชาติ เช่น พื้นที่มรดก โลก พื้นที่ชุ่มน้า เป็นต้น การจัดการควรจะให้มีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและการสร้างความร่วมมือกับ องค์กรที่รับผิดชอบดังกล่าว 10. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะได้มีการกาหนดเขตการจัดการต่างๆ ที่แตกต่างกันไป ตามสถานภาพของพื้นที่ 11. แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะให้มีการกาหนดลาดับความสาคัญของกิจกรรมการวิจัย และแหล่งผู้เชี่ยวชาญ 12. แผนการจัดการควรจะได้กาหนดถึงความสัมพันธ์กับพื้นที่ใกล้เคียงอย่างไร ด้านนิเวศวิทยา สังคม เศรษฐกิจ ควรจะได้มีการสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น 13. แผนการจัดการควรจะได้มีการกาหนดแหล่งเงินทุนใหม่ๆ สาหรับพื้นที่คุ้มครองว่ามีการ ขับเคลื่อนอย่างไร เช่น การกาหนดกองทุนอนุรักษ์ (CTF) 14. หากเป็นพื้นที่คุ้มครองในระดับกลุ่มป่า ควรจะได้มีการร่วมมือกันระหว่างพื้นที่คุ้มครองแต่ ละแห่ง มีแผนการจัดการร่วมกัน การกาหนดแผนธุรกิจการท่องเที่ยว การเก็บค่าธรรมเนียม การแก้ไขปัญหา การลักลอบล่าสัตว์ป่า การป้ องกันไฟป่า 15. แผนการจัดการควรจะได้กาหนดคาแนะนาในการจัดการถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่า ชนิดพันธุ์ ประเพณีวัฒนธรรมและทรัพยากรชีวภาพอื่นๆ 16. แผนการจัดการควรจะได้มีการกาหนดแผนการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง ด้านงานวิจัยไว้ด้วย แผนการจัดการมีแนวทางการดาเนินงานในแต่ละประเภทของพื้นที่คุ้มครองจะแตกต่างกันไป ตามวัตถุประสงค์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า วนอุทยาน เป็นต้น นโยบายการจัดการแหล่งวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้มครอง
  • 158.
    - 13 - นโยบายการจัดการทางด้านวัฒนธรรมภายในพื้นที่คุ้มครองเป็นสิ่งที่ท้าทายสาหรับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการพัฒนาตามนโยบาย จะต้องมีการพิจารณา การตัดสินใจใน ทางเลือกว่าจะดาเนินการอย่างไรตามประเภทของพื้นที่คุ้มครอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และวัฒนธรรมในพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านวัฒนธรรมมี ความสาคัญต่อประชาชนคนโดยทั่วไปทุกภาคของประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น รอยพระพุทธบาท หรือพื้นที่ที่มีความสาคัญทางด้านวิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์ และประเพณี เช่น ภายในถ้า ภาพเขียนของคน ในสมัยโบราณ ซึ่งภาพเขียนเหล่านี้ เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว จาต้องมีการบารุงรักษาดูแลไว้ในแผนการ จัดการ วัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง จากรายงานพบว่ามีวัดอยู่ไม่ต่ากว่า 6,000 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่า เป็นธรณีสงฆ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ควรจะตั้งหน่วยงาน รับผิดชอบร่วมกับกรมการศาสนา หรือสานักงานพระพุทธศาสนาในการสนับสนุนงานทางวิชาการรวมทั้ง แผนการจัดการที่จะให้จัดมีส่วนในการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร ถ้าหากว่าวัดอยู่ในพื้นที่คุ้มครองก็น่าจะ ให้พื้นที่คุ้มครองประเภทที่ III วัดหลายแห่งที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่คุ้มครองที่มีความสาคัญและมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ คุ้มครอง เช่น ถ้า ภูเขาหินปูน ที่มีความสาคัญต่อชนิดพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์การจัดประเภทก็เป็นส่วนหนึ่งของ ระบบพื้นที่คุ้มครอง ควรจะให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าไปสนับสนุนทางวิชาการในการ จัดทาแผนการจัดการเพื่อแสดงถึงคุณค่าของพื้นที่ ความรู้ทางประเพณีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและธรรมชาติอื่นๆ จะต้อง พิจารณาคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับชนรุ่นต่อๆ ไป ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศภายในระบบพื้นที่คุ้มครอง หรือที่ เรียกว่า Traditional Ecological Knowledge : TEK ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ เช่น เป้ าหมายที่ 18 ของ Aichi Biodiversity Targets ในอนุสัญญาว่าความหลากหลายทางชีวภาพ กาหนดไว้ว่าภายในปี 2020 ความรู้ความเชื่อทางประเพณีที่ชุมชนดั้งเดิมปฏิบัติหรือชุมชนท้องถิ่นปฏิบัติจะเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนที่ให้เป็นไปอย่างบูรณาการ นโยบายนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์ พืช จะต้องกาหนดให้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I และ II ให้ดูว่ากฎหมายคุ้มครองประเพณีและการ อนุรักษ์ และการพัฒนาจะดาเนินการได้หรือไม่ นับว่าเป็นการยากที่จะขยายระบบรวมถึงความยืดหยุ่นตาม แนวทางของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในประเทศไทย พบว่า มีพบอยู่ในพื้นที่คุ้มครองทางภาคเหนือหรือแถบ ทะเลฝั่งอันดามัน มีส่วนใช้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองและมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด จาก ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นถึงชุมชนท้องถิ่นมีการปฏิบัติและการคงไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติด้านประเพณี วัฒนธรรม เช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้า ป่าชุมชนเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ผลผลิตทางการประมง พื้นที่ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ความสาคัญของพื้นที่และกิจกรรมอื่นๆ การสนับสนุนให้ชาวเขา ชนเผ่าต่างๆ ปลูกพืชที่ไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ บางชนเผ่าได้ปฏิบัติทางประเพณีที่มีการอนุรักษ์อย่าง ยั่งยืน เช่น การบูชาผีหัวน้า การปลูกพืชเอนกประสงค์และการอนุรักษ์พันธุกรรม
  • 159.
    - 14 - TEKจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์เพื่อผลผลิตทางการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การลด การใช้สารเคมี เป็นต้น เพื่อลดการทาลายความหลากหลายทางชีวภาพและพันธุกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้คุ้มค่าและยั่งยืน การดาเนินงานต่างๆ บริเวณพื้นที่ป่าไม้ที่สูงจะเป็นการลดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยการให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ได้ปลูกพืชไม้ยืนต้นแทนพืชรายปี ชุมชนท้องถิ่นกับการอนุรักษ์พื้นที่ (Community Conservation Areas) การที่ชุมชนท้องถิ่น ดั้งเดิมที่ปฏิบัติเกี่ยวกับระบบนิเวศซึ่งจะสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งทั้ง TEK และ CCA จะมีความสัมพันธ์กับแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร มีการใช้ประโยชน์อย่างไร พฤติกรรมของชุมชนมีการปฏิบัติอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่ดังกล่าวตามหลักสากลจะจัดให้อยู่ในประเภท ของพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ IV, V และ VI ถ้าหากชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอนุรักษ์พันธุกรรมชนิดพันธุ์ควรจะ ได้นาเอาค่าแทนคุณระบบนิเวศเข้ามาใช้เป็นการสร้างความร่วมมือและควรให้มีการทาหน้าที่เป็ น คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง ข้อเสนอแนะด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม 1. จะต้องพิจารณาถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและการอนุรักษ์โดยชุมชนที่ไม่เป็นการทาลาย ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวจากชุมชนที่อาศัยอยู่ในและใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง 2. สร้างการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครองและการมีส่วนการ ฝึกอบรมการลาดตระเวนร่วมกันการสร้างความเข้มแข็งให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง 3. สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ (CTF) โดยเฉพาะการนากองทุนมาใช้ในการ พัฒนาอาชีพจากการบริการของระบบนิเวศเพื่อให้ได้ค่าแทนคุณระบบนิเวศ 4. สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนและผลผลิตทางการเกษตร 5. การสร้างผลิตภัณฑ์ของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว โดยไม่มีการทาลาย ทรัพยากรธรรมชาติ คาแนะนา งานศึกษาวิจัยควรจะต้องได้มีการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ชุมชนท้องถิ่น ดั้งเดิมทั้งภายในและพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่คุ้มครอง เพื่อค้นหาแนวทางวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การพัฒนาและการจัดการถนนภายในพื้นที่คุ้มครอง ถนนเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับพื้นที่คุ้มครองเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของพนักงานเจ้าหน้าที่และ นักท่องเที่ยว เส้นทางคมนาคมจะต้องถูกควบคุมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ ยกเว้นทางหลวงที่มีปัญหา การจัดการ ตามหลักการแล้วถนนหรือทางหลวงเป็นปัจจัยที่ทาให้ป่ าไม้หรือระบบนิเวศแยกจากกัน มีผลกระทบกับการเคลื่อนย้ายของชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ทาให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งสัตว์ป่าและผู้เดินทาง เกิดปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ป่า การเข้าไปตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การศึกษาวิจัยควรจะได้ดาเนินการในเรื่อง ของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทั้งพืชและสัตว์ที่รุกรานเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งจะทาลายระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองเป็นผล
  • 160.
    - 15 - ที่ทาให้เกิดปัญหาการอนุรักษ์เส้นทางหรือถนนยังใช้เป็นเส้นทางสาหรับคนเดินเท้าเพื่อการชมทัศนียภาพ ทางเท้าไม่ทาให้เกิดปัญหาจราจรและไม่ทาให้เกิดปัญหากับพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่คุ้มครอง แนวทางการจัดการพื้นที่คุ้มครองสาหรับนักท่องเที่ยว มีการควบคุมมิให้พื้นที่คุ้มครองแน่น เกินไป (ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว) การสนับสนุนให้มีการกาหนดจุดจอดรถนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง ควรจะได้ มีการเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพื้นที่คุ้มครอง หรือเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพื้นที่คุ้มครองหรือเสียค่าปรับกรณี จอดรถในสถานที่ห้ามจอด การจัดการเส้นทางคมนาคมจะต้องหลีกเลี่ยงการสร้างที่เป็นเส้นทางขวางกั้นการไหลของน้า หรือทาให้เกิดการชะล้าง หรือมลพิษ และการสร้างถนนก็ควรใช้พืชท้องถิ่นปลูกริมถนนเพิ่มเติม ถนนหรือเส้นทางคมนาคมในพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I และ II ควรจะจัดทาแนวเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์หรือทางยกระดับจะต้องกาหนดรูปแบบให้ชัดเจน เพื่อให้สัตว์ป่าอพยพไปมาได้ เช่น ช้าง ป่า กวางป่า วัวป่า หรือเสือโคร่ง ปรับปรุงให้มีถิ่นที่อาศัยที่เหมาะสม หากว่าเป็นทางยกระดับจะต้องให้สัตว์ ป่าชนิดที่ห้อยโหนไปมาได้ด้วย เช่น ชะนี การใช้ยานพาหนะบนถนนภายในพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ I และ II ควรจะกาหนดหรือจากัด ความเร็วของรถยนต์ มีป้ ายจราจร จอเรดาร์ กล้องถ่ายภาพวงจรปิด และเกาะกลางถนนเพื่อลดความเร็วของ ยานพาหนะ ถนนทุกสายภายในพื้นที่คุ้มครองหรือรอบๆ พื้นที่ควรจะมีจุดตรวจอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้ องกัน การกระทาผิดกฎหมาย บริเวณจุดตรวจก็ควรจะมีลานจอดรถยนต์ ร้านอาหาร ร้านค้า ศูนย์ข้อมูล ร้านขาย ของที่ระลึก ห้องสุขาชาย-หญิงและถังขยะ การใช้ถนนภายในเขตพื้นที่คุ้มครองจะต้องมีการเก็บเงินค่าผ่าน ทางเพื่อการซ่อมบารุง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จะต้องมีนโยบายในการดาเนินงานพัฒนาและ การจัดการเส้นทางคมนาคมภายในพื้นที่ให้ชัดเจน นโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน นโยบายที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะร่วมกับภาคเอกชนภายในพื้นที่ คุ้มครอง หรือชุมชนรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้มีการสนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือการใช้ ประโยชน์จากระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครอง นโยบายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง คณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดาเนินการ แต่งตั้งเป็นรายเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้มีบทบาทหน้าที่ในการให้คาปรึกษา แนะนา การบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครอง ควรมีแนวทางการดาเนินงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย
  • 161.
    - 16 - นโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์(CTF) ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง งบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐ ซึ่งบางกิจกรรมที่กาหนดจะ ไม่มีเงินงบประมาณที่เพียงพอ หรือมีกิจกรรมที่เร่งด่วนในการดาเนินงาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ควรจะได้ดาเนินการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ในพื้นที่คุ้มครองหรือระดับกลุ่มป่าขึ้น เพื่อสนับสนุน การดาเนินงานดังกล่าว โดยการดาเนินงานของภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วม นโยบายการติดตามประเมินผลพื้นที่คุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกระบวนการทางาน จาต้อง ใช้เครื่องมือที่กาหนดขึ้นมา เช่น Management Effectiveness Tracking Tools : METT ที่หน่วยงาน The World Bank ได้กาหนดวิธีการขึ้นมาใช้ประเมินประสิทธิภาพของพื้นที่คุ้มครองที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน
  • 162.
    - 17 - ส่วนที่2 สรุปบทบาทของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ----------------------------------- บทบาทของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่นาเสนอในรายงาน รายละเอียดจะกล่าวถึงว่า การศึกษาวิจัยเป็นนวัตกรรมที่ทาให้เกิดความรู้ใหม่ๆ หรือการนาความรู้ที่ได้ไปใช้ในการสนับสนุนการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง มักจะได้รับทฤษฎีใหม่ วิธีการใหม่ หรือความเข้าใจใหม่ๆ ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ธรรมชาติ มานุษยวิทยา วัฒนธรรมและสังคม ทาให้เกิดแนวคิดและนโยบายใหม่ๆ ในการจัดการพื้นที่ คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยทั้งอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาสัตว์ป่า ควรจะได้มีการนาผลการ ศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องไปใช้ในการวางแผนด้านการจัดการเป็น National System of Protected Areas ความสาคัญของการศึกษาวิจัยที่ได้ดาเนินการมาแล้วและที่จะดาเนินการต่อไป ควรที่จะ พิจารณาในรายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ เป็นการเปิดโอกาสที่ทาให้เกิดนโยบายด้านการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง มีกฎระเบียบในการ บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง การมีส่วนร่วมจากองค์กรหรือหน่วยงานภายนอกจะมีความสาคัญยิ่งที่จะให้เกิด การศึกษาวิจัยในพื้นที่เกิดขึ้นได้มาก ผลการดาเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ผลที่ได้จะนาไปสู่การพัฒนา การ จัดสรรเงินงบประมาณ การทางานด้านนโยบายและธุรกิจ การสร้างความร่วมมือกับชุมชนรอบๆ พื้นที่ คุ้มครอง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการสู่ระดับนานาชาติ จากการปรึกษาร่วมกันของทีมงานในการวางแผนการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง เป้ าประสงค์ ที่สาคัญ คือ การเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยว การจัดทาเอกสารเผยแพร่ และร่วมปรึกษาในส่วนใหญ่ๆ ด้าน นิเวศวิทยาและเศรษฐกิจสังคม การศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองที่มีเป้ าหมายหรือวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กล่าวคือ การศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและมานุษยวิทยาที่ เกี่ยวข้อง สามารถที่จะนาข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการวางแผน การจัดสรรเงินงบประมาณ ควรจะได้มีการ กาหนดให้เป็นนโยบายที่สาคัญในการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว รายได้ แหล่งทุน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ ตลอดจนสาเหตุที่ ทาให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การศึกษาวิจัยด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง นับตั้งแต่การเตรียมการเพื่อวางแผนการจัดการจาเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่ต้องใช้ในการ พิจารณา จะได้ข้อมูลจากที่ใดนั้นต้องคานึงถึงผลการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อาจจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน หรือการ เก็บรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ ฉะนั้น ผลการศึกษาวิจัยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะนาไปใช้ในการพิจารณา ที่ทาให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาวิจัยกับการ จัดการพื้นที่คุ้มครอง
  • 163.
    - 18 - สาหรับการศึกษาวิจัยสามารถแบ่งได้เป็น2 รูปแบบหรือลักษณะ คือ การวิจัยขั้นพื้นฐาน (Academic Research) ส่วนใหญ่ผู้ที่ดาเนินงานจะเป็ นนักวิจัยที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือ สถาบันการศึกษาเพื่อค้นหาความรู้ใหม่ๆ ส่วนมากจะเกี่ยวกับชีววิทยา สังคมวิทยาและเศรษฐกิจ การวิจัยขั้น ประยุกต์ (Applied Research) เป็นการดาเนินงานวิจัยโดยภาคเอกชน หรือหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้การทา ข้อตกลงร่วมกัน ตามข้อกาหนดที่เป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อตกลงร่วมกันสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. การศึกษาวิจัยทางชีววิทยาและวัฒนธรรม เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ธรรมชาติทั่วๆ ไปซึ่งจะดาเนินงานเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิจัยขั้นต่อไป 2. การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสังคม เป็นการศึกษาวิจัยที่ดาเนินการในเรื่องการใช้ ประโยชน์พื้นที่คุ้มครองของประชาชน ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง เช่น รอบๆ พื้นที่ คุ้มครอง หรือพื้นที่แนวกันชน เกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ การศึกษาวิจัยด้านเศรษฐกิจ - สังคม การวิจัยเพื่อค้นหาภัยคุกคามที่เกิดกับทรัพยากรที่หายาก 3. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อค้นหาวิธีการพัฒนา และกระบวนการในการดาเนินงานบริหาร พื้นที่คุ้มครอง การศึกษาและวิจัยในพื้นที่คุ้มครองควรจะมีการศึกษาวิจัยขั้นพื้นฐาน และการศึกษาวิจัย ขั้นประยุกต์ เพื่อให้มีความสมดุลในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าคุ้มครอง เช่น การศึกษาวิจัยเรื่องเสือโคร่งที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าห้วยขาแข้งกับความสามารถของพื้นที่ที่จะรองรับได้ ส่วนพื้นที่คุ้มครองในภาค ตะวันออกที่กาหนดเป็น Eastern Forest Complex: EFCOM จะมีปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าโดยเฉพาะเป็น ปัญหาที่สาคัญจะต้องนาเอาข้อมูลมาใช้ในการจัดการให้ถูกต้อง จากการปรึกษากับหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองหลายๆท่าน ว่าการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองมี น้อยมาก ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ผลการศึกษาวิจัยก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หัวหน้าพื้นที่คุ้มครองก็เปลี่ยนบ่อยมากไม่สามารถนาเอางานศึกษาวิจัยมาใช้ประโยชน์ เพียงแต่ทางานให้ ผ่านพ้นไปวันๆ มีปัญหาหลายๆ ประการที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในท้องถิ่น โดยทั่วไปแล้วทั้งหัวหน้าพื้นที่คุ้มครอง และนักวิจัยจะมาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน นักวิจัย ส่วนมากจะดาเนินการวิจัยขั้นพื้นฐาน บางคนที่เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือมีความสนใจที่ต้องการจะ ทาการศึกษาวิจัย ขณะเดียวกันหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองได้รับการฝึกอบรมให้ทางานในการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครอง ส่วนใหญ่จะมีความรู้ด้านป่ าไม้ มีความชานาญงานในหน้าที่การบริหารมากกว่า มีความรู้จาก มหาวิทยาลัย ชุมชนบางแห่งให้ความร่วมมือกับหัวหน้าพื้นที่คุ้มครองเป็นอย่างดี โดยที่หัวหน้ามีหน้าที่ ป้ องกันปราบปราม ความแตกต่างของหน้าที่และตาแหน่ง การทางาน จะเป็นการทาให้มีความขัดแย้งเพิ่ม มากขึ้น นักวิจัยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหาข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องไปใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครอง
  • 164.
    - 19 - ระบบแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองหรือกระบวนการจะเป็นสะพานเชื่อมความไม่เข้าใจ ระหว่างการวิจัยกับการจัดการเพราะว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่น่าสนใจที่อานวยผลประโยชน์ มีหลายๆ พื้นที่มีการสนับสนุนงานวิจัย แต่ผลงานที่นาไปใช้มีน้อยมาก ควรจะมีแผนงานที่ให้นักวิจัยเข้าไป ทางานวิจัยได้ โดยทั่วไปแล้วทั้งนักวิจัยและผู้จัดการพื้นที่คุ้มครองควรจะมีอานาจในการสร้างความเข้าใจ ให้สาธารณชนและการเมืองทราบและเข้าใจว่าพื้นที่คุ้มครองมีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ตลอดจนความ ปลอดภัยของชาติ จะต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างการวิจัยและการจัดการที่เกิดผลประโยชน์ต่อระบบ พื้นที่คุ้มครอง บทบาทของการศึกษาวิจัยในแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง วัตถุประสงค์แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องประกอบด้วย 1. ในพื้นที่คุ้มครองเป็นที่รวมของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูลจาก การศึกษาวิจัย (ชนิดพันธุ์ ชนิดที่ถูกคุกคาม ความสามารถในการดารงชีวิต เป็นต้น) 2. พื้นที่คุ้มครองควรจะมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะรองรับชนิดพันธุ์ต่างๆ ได้ เช่น เสือโคร่ง นกเงือก ช้างป่า หรือพันธุ์ไม้ที่หาได้ยาก เป็นต้น ต้องให้ระบบนิเวศเชื่อมต่อกันหรือกาหนดให้เป็นพื้นที่ ขนาดใหญ่ 3. พื้นที่คุ้มครองจะอานวยประโยชน์ทางด้านบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) เช่น เป็นแหล่งน้าให้กับประชาชน การดูดซับคาร์บอน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม 4. การจัดการพื้นที่คุ้มครองควรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในท้องถิ่น หรือในพื้นที่ ใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวด้วย 5. ระบบของพื้นที่คุ้มครองจะสนองความต้องการของประชาชนในประเทศไทยจะต้องมี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ วัตถุประสงค์ทุกข้อต้องการงานศึกษาวิจัย เพราะว่าได้มีการกาหนดไว้ในแผนการจัดการ พื้นที่คุ้มครองไว้ทุกโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยมีกฎเกณฑ์ที่ต้องการอย่างไร พื้นฐานของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่คุ้มครองจะเป็นภาพรวมที่กว้า ที่จะต้อง ทาและสัมพันธ์กัน ประกอบด้วย เรื่องของป่าไม้ ที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (แร่ธาตุต่างๆ) เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริการของระบบนิเวศ (ES) ประวัติของพื้นที่ สังคมและมานุษยวิทยา (ผลกระทบต่อพื้นที่ คุ้มครอง รายได้ ความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ ) อุทกวิทยา ( ความสาคัญของแหล่งต้นน้าต่างๆ ) และพื้นที่ต้นน้า ภูมิอากาศจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง UNFCCC การจัดการสัตว์ป่า ( เกี่ยวกับชนิดพันธุ์ ที่ถูกคุกคาม ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ) ด้านสัตวแพทย์ การ ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคระบาด โรคสัตว์ชนิดพันธุ์สัตว์ที่เป็นพาหะนาโรคมาสู่มนุษย์ นิเวศวิทยา (เกี่ยวกับการ
  • 165.
    - 20 - บริการของระบบนิเวศการจัดการไฟป่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การจัดการถิ่นที่อาศัย ) การใช้ประโยชน์ที่ดิน ชีววิทยาทางทะเล (ข้อมูลทางทะเล) การท่องเที่ยว (ความสามารถในการรองรับ การจัดการสิ่งดึงดูดใจ) กฎระเบียบของวิทยาศาสตร์ค่อนข้างจะแคบในรายละเอียด เช่น การอนุรักษ์วิทยา มนุษย์ นิเวศวิทยา ระบบนิเวศเศรษฐกิจ งานศึกษาวิจัยสาหรับแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่ สามารถวิเคราะห์ ได้ในระดับความสาคัญโดยเฉพาะการกาหนดงานวิจัย โดยเฉพาะในกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีนักวิจัยค่อนข้าง จากัด ควรจะกาหนดให้มีการวิจัยเพื่อการวางแผน โดยมีคาถามอยู่ในใจว่า - คุณค่าทางวัฒนธรรมมีอะไรบ้าง ที่จะอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่คุ้มครอง มีนโยบาย เรื่องวัด ภายในพื้นที่คุ้มครองที่มีพระธุดงค์ และนักท่องเที่ยวที่เข้าไปท่องเที่ยวในวัดอย่างไร - ความสาคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงกับแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง - ชนิดของพันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์ มีอะไรบ้างที่ต้องการอนุรักษ์และการกระจายในพื้นที่ คุ้มครอง - พันธุกรรมในพื้นที่คุ้มครองที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ที่ได้รับ และข้อตกลง ต่างๆ - พื้นที่คุ้มครองมีความสามารถในการรองรับชนิดพันธุ์และเชื่อมต่อพื้นที่อื่นได้หรือไม่ - แนวโน้มของประชากรสัตว์ป่า ถ้ามีแนวโน้มลดลงจะทาอย่างไร - ภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์ - ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่คุ้มครองที่เป็นผู้รุกราน หรือทาลาย หรือมีการกระจายอย่างไร คาถามเกี่ยวกับงานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง แผนการจัดการพื้นที่คุ้มครองจะต้องกาหนดงานวิจัย เพื่อนาข้อมูลไปใช้ในการจัดการ ความแตกต่างของระบบพื้นที่คุ้มครองมีคาถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา - องค์ประกอบของโครงสร้างระบบนิเวศภายใต้สภาพของถิ่นที่อาศัย เช่น การเผาไร่มี ผลกระทบอย่างไร - ใครได้รับผลประโยชน์จากการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองและมีคุณค่า อย่างไร - ถิ่นที่อาศัยมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด มีแหล่งน้า ดินโป่ง อยู่บริเวณใด ชนิด พันธุ์ที่เป็นผู้ล่า และมีความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวอย่างไร - จานวนของประชากรที่อาศัยอยู่ในและรอบๆ พื้นที่คุ้มครอง แนวคิดของประชาชนต่อ พื้นที่คุ้มครอง มีตัวชี้วัดอะไร - ประวัติของพื้นที่คุ้มครองที่ตั้งอยู่ รวมทั้งการพัฒนาการศึกษา
  • 166.
    - 21 - -พื้นที่คุ้มครองส่วนใด สามารถที่จะจัดหรือพัฒนาให้มีการท่องเที่ยวหรือแผนงานอนุรักษ์ - จะจัดหารายได้อย่างไร - มีหลักการอะไรบ้างที่จะให้พื้นที่คุ้มครองกับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่คุ้มครองมี ความเข้าใจร่วมกัน ผลประโยชน์จากงานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง - งานศึกษาวิจัยที่สาคัญและมีความทันสมัย งานศึกษาวิจัยที่เป็นปัจจุบันในพื้นที่คุ้มครองมีหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในเอกสาร ระดับนานาชาติ แต่บางเรื่องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองน้อย - งานศึกษาวิจัยที่มีประโยชน์ต่อพื้นที่คุ้มครอง ข้อมูลการศึกษาวิจัย จะนาไปสู่การพัฒนาการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เช่น การให้ข้อมูลที่ ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยว การพิจารณาถึงการบริการของระบบนิเวศ การสนับสนุนงบประมาณด้านการอนุรักษ์ นักวิจัยจะต้องเป็น Conservation Watchdog สนับสนุนการลาดตระเวนของพนักงาน เจ้าหน้าที่ โครงการวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ป้ องกันการลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้เป็นต้น นักวิจัยต้องใช้ผลการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ความสามารถของพื้นที่รองรับ ความสนใจของนักดูนก นักวิจัยต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างอาชีพ รายได้ให้แก่ชุมชน การใช้บ้านพัก การขาย อาหาร หรือ ขายของที่ระลึกโดยชุมชนท้องถิ่น งานวิจัยมีส่วนช่วยสนับสนุนงานจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างไร งานศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครองจะมีเป้ าหมาย วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เป็นรูปแบบและ ดาเนินการที่ประกอบด้วย - เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐบาล รวมถึงโครงการ CATSPA , DNP และ MOSTE - เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ - เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย - องค์กรภาคเอกชนกับชมรมการท่องเที่ยว การขนส่ง อุตสาหกรรม - มหาวิทยาลัยต่างๆ - ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ - การสื่อความหมายที่ชักชวนให้ผู้สนใจร่วมดาเนินการ แนวโน้มของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยในพื้นที่คุ้มครอง ด้วยสาเหตุว่าทาไม งานศึกษาวิจัยจึงเป็น พื้นฐานของการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ทาให้ทราบถึง สถานภาพของชนิดพันธุ์ ทัศนียภาพ คุณค่าทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ เช่น
  • 167.
    - 22 - -ทาให้มีการจัดการพื้นที่คุ้มครองดีขึ้น โดยกระบวนการสารวจชนิดพันธุ์และระบบนิเวศ การติดตามสถานการณ์ การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศ - ได้รับความรู้เกี่ยวกับชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ ข้อมูลอื่นๆ สาหรับหัวหน้าที่ได้รับ ผลประโยชน์หรือนักวิจัยอื่นๆ หรือสาธารณชน - ได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ เพื่อกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ คุ้มครอง - คุณค่าของการบริการของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้มครองและคุณค่าที่เพิ่มขึ้น - เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพื้นที่คุ้มครองของนักท่องเที่ยว - เป็นข้อมูลที่ให้ผู้ตัดสินใจกาหนดนโยบายของหน่วยงาน - เพื่อให้กระทรวงหรือหน่วยงานใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนอนุสัญญานานาชาติต่างๆที่ ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก - เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริจาคเงินให้กองทุนใช้ประโยชน์ - เพื่อการอยู่ดีกินดีของมนุษย์ หรือการดารงชีวิตของมนุษย์ วิธีการศึกษาวิจัยที่สัมพันธ์กับพื้นที่คุ้มครอง เหตุผลหนึ่งที่นาการวิจัยมาใช้ในการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง คือ การมีเทคโนโลยี สมัยใหม่ ทาให้มีเรื่องตื่นเต้นกว่า มีสมรรถภาพในการดาเนินงาน มีความถูกต้องแม่นยา นักวิจัยสามารถเก็บ ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานได้ดี เช่น การใช้วิทยุตามตัวสัตว์ การใช้กล้องดักถ่ายภาพ การใช้เครื่องGPS เป็นต้น ความเสี่ยงของการศึกษาวิจัย การศึกษาวิจัยสัตว์ป่ าในอดีตมีหลายวิธีการ เช่น การเก็บตัวอย่างสัตว์ป่า การศึกษาวิจัย ทางด้านชีววิทยา ความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มากมาย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น คือ ไม่ถูกนามาใช้ และไม่ เกี่ยวข้องกับการวางแผน ตลอดจนความไม่สนใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ข้อดีของการศึกษาวิจัยในระดับนานาชาติ โดยที่มีอนุสัญญานานาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ ชุ่มน้า หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการวิจัยต่างๆ เกิดขึ้นในพื้นที่คุ้มครองมากมาย แต่การนามาใช้ เป็นข้อมูลเพื่อการวางแผนการจัดการมีน้อยมาก ความสาคัญของการศึกษาวิจัยทางด้านสังคม เป็ นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่ ากับมนุษย์ เช่น ช้างกับคน เสือโคร่งกับคน ช้างกับพืชผลทางเกษตร การลักลอบล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็น ข้อมูลพื้นฐานการจัดการเพื่อความปลอดภัย การสูญหายไปของพืชในท้องถิ่นที่อาศัย การตัดไม้พะยูง จาก การศึกษาวิจัยภัยคุกคามเหล่านี้สามารถจะนามาใช้ประโยชน์ในการจัดการ นโยบายการศึกษาวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง
  • 168.
    - 23 - งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ของพื้นที่คุ้มครองมีความก้าวหน้าไปเกือบทุกๆ ด้าน มีอนุสัญญานานาชาติ มีแหล่งทุนสนับสนุนรวมทั้งบุคลากรดาเนินการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการ รับผิดชอบที่มีวัตถุประสงค์เป้ าหมาย คือ การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ความต้องการของหน่วยงาน พิพิธภัณฑ์ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ การศึกษาวิจัยขั้นประยุกต์ที่มีประโยชน์ต่อแผนการจัดการพื้นที่คุ้มครอง - หัวหน้าหรือผู้จัดการพื้นที่คุ้มครองต้องกาหนดงานศึกษาวิจัยไว้ในพื้นที่คุ้มครอง - ทาการศึกษาวิจัยอย่างไรให้เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง - การเขียนผลงาน และรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบ - ส่งรายงานให้มีการวิเคราะห์และวางแผนการจัดการ - การเข้าถึงผลงานวิจัยที่กาหนดไว้ในแผนการตามวัตถุประสงค์ - สนับสนุนการวิจัยไว้ในแผนการตามวัตถุประสงค์ด้วย - ให้ได้รับผลตามวิธีการ - การออกแบบวิธีการวิจัย - การทาซ้า - ทางานร่วมกันให้ใกล้ชิดกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ของพื้นที่คุ้มครอง ทางเลือกของงานศึกษาวิจัย เพื่อการจัดการพื้นที่คุ้มครองในประเทศไทย หลักการ - งานศึกษาวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน - การสร้างพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยต่างๆ หน่วยงานของรัฐ เพื่อกาหนดนโยบายใหม่ ก. ด้านธุรกิจ จะต้องมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะส่วนศึกษาวิจัยเป็น หน่วยงานหลัก ตามหลักการแล้วนักวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีน้อย ส่วนมากจะเป็นนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัย ข. ด้านสร้างความเข้มแข็ง พนักงานเจ้าหน้าที่พื้นที่คุ้มครอง ควรจะได้มีการฝึกอบรมด้านการศึกษาวิจัย การรวบรวม ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้หัวหน้าโครงการวิจัยเขียนรายงานเพื่อนาไปสู่การเผยแพร่ การประชุมระดับชาติและนานาชาติ และการนาสู่ชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ หรือนักท่องเที่ยว ค. หน่วยงานวิจัย เนื่องจากบางโครงการวิจัยต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผลงาน ต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น โครงการวิจัยเสือโคร่ง
  • 169.
    - 24 - บทสรุป การศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานในการนาข้อมูลมาใช้ในการวางแผนจัดการพื้นที่คุ้มครองเป็น นวัตกรรมใหม่ของการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แนวทางในการตาเนินงานจะต้องทาในทุกระบบนิเวศ ถิ่นที่อาศัย พันธุกรรม ชนิดพันธุ์ ภัยคุกคาม คุณค่าของพืชคุ้มครอง วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ แผนงานในอนาคต จะต้องกาหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มีงานศึกษาวิจัย เป็นกิจกรรมหลัก เพื่อนาผลมาใช้ในการพิจารณาวางแผน เพื่อช่วยสนับสนุนด้านการเงินงบประมาณ ค่าแทนคุณระบบนิเวศ (PES) การแก้ไขปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การจัดการและการใช้ประโยชน์ที่ดิน และมีการศึกษาร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ มหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชนที่มี ความสาคัญ ซึ่งให้ความสาคัญว่าการศึกษาวิจัยเป็นพื้นฐานทางนวัตกรรม
  • 170.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการสื่อสารกับนโยบายและกลุ่มเป้ าหมายที่คาดหวัง รายงานข้อเสนอแนะต่อแนวทางการติดตามประเมินผลการดาเนินโครงการโดยใช้สื่อต่างๆ
  • 171.
    - 1 - รายงานข้อเสนอแนะต่อแนวทางการติดตามประเมินผลการดาเนินโครงการโดยใช้สื่อต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการสื่อสารกับนโยบายและกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวัง โดย นายทวี หนูทอง ที่ปรึกษาด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โครงการ CATSPA ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์คืออะไร หมายถึง แผนยุทธศาสตร์สาหรับการสื่อสารข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์ที่มีความสาคัญเฉพาะ ทันต่อเหตุการณ์ สถานการณ์หรือให้ผู้ฟังที่เป็นรูปแบบของการประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชน ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียหรือผู้ร่วมงาน ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะเป็น 1. การกาหนดวัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ 2. มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. การพิจารณาข้อมูลข่าวสาร 4. วิธีการประชาสัมพันธ์ อุปกรณ์ วิธีการสื่อสารและข้อมูลที่มีวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ 5. กลไกในการนามารับข้อมูลข่าวสาร แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์มิใช่เป็นการเขียนเอกสารธรรมดา แต่มีความเกี่ยวข้องกับ ข้อมูลที่จะดาเนินการ เช่น การใช้ข้อความที่ง่ายต่อการเข้าใจ พื้นที่ที่จะเผยแพร่ข้อมูล ระดับการใช้ข้อมูล ข่าวสาร หากข่าวสารที่เป็นวิชาการที่จะต้องดาเนินการให้สาธารณชนทราบ ต้องให้เข้าใจง่ายและ มีผลประโยชน์อย่างแท้จริง ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์มีความแตกต่างจากแผนด้านชุมชนซึ่งจะต้องดาเนินการภายใต้ แผนระดับชาติที่มีการดาเนินการในพื้นที่ชุมชนก่อนและอยู่ภายใต้งบประมาณที่จัดสรรให้ แต่แผน ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของแผนระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ประเด็นที่สาคัญ เช่น ข่าวที่ต้องดาเนินการอย่างเร่งด่วนและได้ใจความ ส่วนรายละเอียดของข่าวก็จะแจกแจงรายละเอียดใน ภายหลังของแผนทางานท้องถิ่น แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ (Communication Strategy) มีการทางานอย่างไร เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน สามารถจัดการข้อมูลและมีการวิเคราะห์เป็นระบบและ มีความจาเป็นต้องดาเนินการตามลาดับความสาคัญที่ต้องการให้ถึงผู้ฟังอย่างรวดเร็ว
  • 172.
    - 2 - ทาไมต้องทาแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ การพัฒนายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์คือ การพิจารณาเหตุผลในการสื่อสารสิ่งสาคัญ ที่จะต้องดาเนินการในพื้นที่คุ้มครองพร้อมกับวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ โดยท่านต้องถาม ตัวท่านเองว่า อะไรคือข้อมูลหลักที่ต้องการดาเนินงาน หรือมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องการพัฒนาในการ ประชาสัมพันธ์ก่อนที่จะตัดสินใจจะต้องมีส่วนร่วมของชุมชนหรือต้องการข้อมูลอะไรบ้าง วัตถุประสงค์ที่ต้องการกาหนด 1. ข้อมูลข่าวสารอะไรบ้างที่ต้องการให้นาสู่สาธารณชน 2. การสร้างความตระหนัก 3. การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน 5. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งผู้ให้และผู้รับ 6. การสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม 7. การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง 8. มีการสอบถามว่าต้องการอะไร ใครเป็นผู้รับข่าวสาร เหตุผลหนึ่งที่จะต้องพิจารณาประกอบในการสื่อสาร เผยแพร่ข้อมูลด้านการประชาสัมพันธ์ ว่าใครคือผู้รับข่าวสารที่ท่านต้องการให้เรื่องราวถึงเขา และมีวิธีการอย่างไร จะต้องตั้งคาถามให้เกิดขึ้นก่อน ว่า 1. ผู้เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง ใครมีความสนใจและได้รับผลกระทบอย่างไร 2. มีผู้รับข่าวสารหรือไม่ 3. ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการดาเนินงาน 4. มีการพิจารณาถึงบทบาทของประเพณีวัฒนธรรม 5. ข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีแล้ว 6. ข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการ 7. มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง 8. สุดท้ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร โปรดระลึกไว้ในใจว่า ความรู้ที่ท่านจะนาสู่ผู้ฟังหรือผู้รับข้อมูลข่าวสารจะมีบทบาทที่สาคัญใน การรับรู้ต้องพิจารณาตัดสินใจดาเนินการในเรื่องใด มีอะไรบ้างที่จะต้องสร้างความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมในแผนยุทธศาสตร์การ ประชาสัมพันธ์ตามขั้นตอนที่กล่าวแล้ว ท่านสามารถกาหนดรูปแบบการประชุมพิจารณาร่วมกันว่าการ กาหนดแผนยุทธศาสตร์ การประชาสัมพันธ์ในพื้นที่เป็นอย่างไร มีการอภิปรายร่วมกันและจะต้องมีความ
  • 173.
    - 3 - ร่วมมือกันทุกๆพื้นที่ของชุมชนและลาดับความสาคัญ โดยมีประเด็นที่สาคัญในลักษณะสองหรือสาม ประการที่จะนาสู่การวิเคราะห์ผู้รับข่าวสารอย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่สาคัญ จาต้องมีการตัดสินใจร่วมกันพิจารณาถึงเครื่องมือ ที่สามารถนาข้อมูลไปยังผู้ฟัง โปรดจาไว้ในใจว่า จะต้องเลือกกลไกที่แตกต่างกัน เพื่อจะทาให้การส่งข่าวสู่ผู้ มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน แนวทางเลือกมีดังนี้ 1. มีการประชุมทั่วไป 2. การจัดนิทรรศการเฉพาะเหตุการณ์ที่สาคัญ 3. เครื่องมือทางอิเลคโทรนิค เช่น e-mail, website 4. การจัดประชุมพบปะพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 5. การจัดประชุมเฉพาะกลุ่มคน 6. สื่อที่เกี่ยวข้อง เช่น ทีวี การแสดงนิทรรศการ การให้ข่าว และการแถลงข่าว 7. การจัดกิจกรรม 8. มีผู้รับฟังข่าวสาร 9. การประชุมหรือประชาสัมพันธ์ในที่สาธารณะ 10. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารถึงสถานศึกษา 11. จัดการสื่อสารโดยผ่านสื่อ Youtube, Facebook, Twitter 12. การประชุมเชิงปฏิบัติการ การพิจารณาถึงวิธีการที่จะนาข่าวสารเพื่อผลิตให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และเพื่อ มิให้มีผลกระทบกับข้อมูลข่าวสาร อาจจะกระทาได้หลายๆ วิธีการโดยมีเป้ าหมายหลายๆ วิธีการ และการใช้ เครื่องมือสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ของประชาชน เช่น 1. การสรุปข่าว 2. การจัดนิทรรศการ 3. การชี้แจงข้อเท็จจริง 4. อินเตอร์เน็ต 5. การส่งข่าวทางจดหมาย 6. การบรรยายพิเศษ 7. การชี้แจงต่อสาธารณะ 8. การสรุปคาชี้แจง 9. การแปลหรือกาหนดให้เป็นสื่อหลายภาษา 10. วิดีโอ
  • 174.
    - 4 - การส่งข่าวสาร ในการดาเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ต้องถามตัวท่านเองก่อนว่ามี ทรัพยากรอะไรบ้างที่ใช้เพื่อการสื่อสารข่าวดังกล่าว มีความต้องการทรัพยากรอะไรบ้าง ยุทธศาสตร์มีการ ดาเนินการอย่างไรและส่งข่าวเมื่อไร จะต้องพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ฟังหรือผู้รับข่าวต้องการอะไร เวลาใด ในวันธรรมดา หรือวันหยุด ตอนเช้าหรือตอนเย็นที่ทางานหรือที่บ้าน ต้องเข้าใจไว้ว่า ชุมชนมีส่วนสาคัญในสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้ทั่วถึง ประชาชนที่อยู่ห่างไกล อาจจะมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ต้องใช้การสื่อสารผ่านวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ที่มีการ ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีการเสนอเหตุการณ์เฉพาะ การสื่อสารจะต้องมีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภายในชุมชนหรือมีเวทีพูดคุย เทคนิค ช่องทางและผู้มีนาเข้าในการสื่อสาร สิ่งสาคัญที่สุดคือมีสาระการสื่อสารที่มีแนวความคิดความ คืบหน้าของการทางานในระยะต่างๆ ให้มีการสื่อสารกันภายในชุมชนอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นต่างๆ ในลักษณะที่เป็นการสื่อสารทั้งสองทาง ประเด็น ข้อค้นพบ ข้อสังเกตที่สาคัญ คือ ทาอย่างไรที่จะทาให้ผลจากการสื่อสารไม่ถูกนาไปใช้ในการบิดเบือน ต่อต้าน และถูกนาไปใช้ตีความหมายแบบผิดๆ หรือนาไปสู่การสร้างข่าวลือเพื่อสลายความคิดเห็น ความกังวลเรื่องการใช้คาศัพท์ทางวิชาการมากเกินไปในด้านการสื่อสารจะต้องสร้างความเข้าใจ ให้แก่ประชาชน ทาให้เกิดความเข้าใจง่ายด้วยการใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจ ทาอย่างไรที่จะให้ ทุกคนทราบเข้าใจและยอมรับในเหตุผลรวมทั้งการยอมรับความคิดเห็น เครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือสื่อสารเป็นส่วนที่มีบทบาทสาคัญในระบบการสื่อสาร ถ้าแผนยุทธศาสตร์กาหนด เครื่องมือให้พร้อมเพรียงจะทาให้การสื่อสาร ส่งข่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ผลดี จะต้องทางานกัน อย่างใกล้ชิดกับเครื่องมือในท้องที่ที่สาคัญและถูกต้อง ข้อมูลที่จะสื่อสารไปยังผู้ฟังหรือผู้เกี่ยวข้องต้อง พิจารณาถึงระยะเวลาในการสื่อสารด้วย การพิจารณาถึงเงินงบประมาณ แผนงานยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องกาหนดความมีประสิทธิภาพของกระบวนการ การกาหนดค่าใช้จ่ายหรือเงินงบประมาณ บางครั้งการประชาสัมพันธ์ต้องการวิธีการที่ต้องใช้ทรัพยากร หลายๆ อย่าง จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึงทรัพยากรที่อานวยให้ดาเนินการ บางครั้งเครื่องมี จากัด จาต้องปรับแผนหรือหาแหล่งทุน จะต้องหาข้อมูลที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก แต่ต้องมีประสิทธิภาพ ผ่านกระบวนการวิธีการอื่นๆ ได้ เช่น การแถลงข่าวจะทาให้แผนยุทธศาสตร์มีประสิทธิภาพการเสนอข่าว ทางทีวี เพื่อการสื่อสารทั่วไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือการส่งข้อมูลผ่านระบบอีเมล์ก็ได้
  • 175.
    - 5 - การตรวจสอบผลที่ได้รับ เมื่อมีการดาเนินงานด้านสื่อสารข่าวต่างๆดังกล่าวไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ผู้รับข่าวตอบ รับความพึงพอใจ การประเมินผลประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์ว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร จะมี การปรับปรุงอย่างไร มีการแก้ไขอย่างไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการที่จะให้ผู้ฟังได้รับจากการ ประชุม ทีวี Website เป็นต้น สุดท้ายจะต้องมีการทบทวนและเติมเต็มแผนยุทธศาสตร์ในส่วนที่ขาดหายไป และมีการติดตามผลต่อไป ต้องจดจาไว้ว่า การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องมีเงินทุนตลอดจนการ ดาเนินงานที่โปร่งใส การดาเนินงานหลักของหน่วยงานต้องมีความก้าวหน้าต่อไปตามระยะเวลาการ ดาเนินงาน 1. แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนถึงความสาคัญในการสื่อสาร 2. ประสานงานกับชุมชนที่เกี่ยวข้องกับแผนในเรื่องของความต้องการ ความสนใจ ความ คาดหวัง 3. การทางานร่วมกันในการพัฒนาและปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์หลักในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ สาคัญภายใต้กระบวนการที่ทันสมัย 4. เอกสารที่ประสบผลสาเร็จในการทางานมีอะไรบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อการแก้ไขปรับปรุง 5. การปรับแผนยุทธศาสตร์ 6. การกาหนดเป้ าหมายให้ชัดเจนโดยเฉพาะข่าวที่ถึงผู้รับข่าวหรือผู้ฟัง 7. ประสานแผนร่วมกัน ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ด้านพื้นที่คุ้มครอง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการขยายผล ตามผลลัพธ์ที่ 4.1 โครงการ CATSPA ซึ่งจะ ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยคือ (1) การพัฒนายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์และสื่อที่หลากหลายสาหรับ กลุ่มเป้ าหมายต่างๆ เช่น Websites, Social media, สื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ หรือแผนภาพโปสเตอร์ต่างๆ (2) พัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การติดตามและประเมินผลโดยใช้สื่อ และ (3) พัฒนา Website และสื่อ ทางเลือกอิเลกโทรนิคต่างๆ ความสาคัญของโครงการในการที่จะนาเอาวิธีการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่มาใช้ในการส่งเสริม เผยแพร่การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้สู่เป้ าหมายหลัก คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สาธารณชนและหน่วยงานต่างๆ ได้ทราบและเห็นคุณค่าของพื้นที่คุ้มครอง การประสบกับภัยคุกคามต่างๆ ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การลักลอบตัดไม้พะยูง ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จะต้อง ดาเนินการให้เป็นเป้ าหมายแรกที่จะต้องดาเนินการประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ ความจริงแล้วกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีงานหรือภารกิจที่จะต้องดาเนินการ เกี่ยวกับเรื่องประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว จะต้องสร้างความเข้มแข็งด้านการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น โครงการจึง
  • 176.
    - 6 - ได้ดาเนินการสนับสนุนให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีความเข้มแข็งมากขึ้น จะต้องมีการ กาหนดแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจน การมีส่วนร่วมภายในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะมีข้อสังเกต ว่า หน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการทางานร่วมกันส่งเสริมการบริการข้อมูลด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ของประเทศไทย นวัตกรรมต่างๆ ในกระบวนการประชาสัมพันธ์โดยการใช้สื่อและเทคนิคการ ประชาสัมพันธ์ควรจะได้มีการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ และการจัดการแหล่งทุนเพื่อใช้ในการดาเนินการ การประชาสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่ง จะเป็นองค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ การเริ่มต้นที่ดีของแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครองโดยใช้สื่อประเภทต่างๆ ที่มี ความสาคัญด้านพื้นฐานของแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยจะมีความสัมพันธ์กับแผนธุรกิจ (Business Plan) สาหรับพื้นที่คุ้มครองโดยเฉพาะเพื่อทาให้มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะนาไปสู่ การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ได้ ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครองคืออะไร แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เป็นแผนอย่างง่ายๆ สาหรับการสื่อสารข้อมูลที่สาคัญ เกี่ยวกับเหตุการณ์ สถานภาพหรือผู้รับผลประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครอง เป็นการปฏิรูปการประชาสัมพันธ์ให้ สาธารณชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐและผู้ร่วมงานอื่นๆ ได้ทราบเพื่อการสนับสนุน โดยทั่วกัน แผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ควรจะมีวัตถุประสงค์/เป้ าหมายในการสื่อสาร การวิเคราะห์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร วิธีการสื่อและเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลไปยังเป้ าหมายที่ ต้องการ กลไกที่กาหนดจะเป็นการตอบสนองให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการ กลไกต่างๆ ในการสื่อสาร จะต้องให้ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทางเลือกในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ จะประกอบด้วย กลไก เครื่องมือหลายๆ อย่างจะประกอบด้วย 1. การแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2. สื่อทางอิเลกโตรนิค (Electronic media) เช่น e-mail, websites, information center 3. สื่อทางสังคม (Social Media tools) เช่น YouTube, Facebook, Twitter 4. อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เป็นภาพทางทีวี ภาพประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวหรือการแถลงข่าว 5. การประชุมชี้แจง/การประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็น 6. การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเจรจาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 7. กิจกรรมในโรงเรียน สถานศึกษา หรือชมรมต่างๆ 8. กิจกรรมด้านสาธารณะ/การแสดง ในกรณีที่มีการดาเนินงานตามกลไกและอุปกรณ์ต่างๆ ในการสื่อสารข้อมูลไปยังผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ซึ่งจะเป็นวิธีการสื่อสารของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกอบด้วย 1. การสรุปข่าว
  • 177.
    - 7 - 2.การสรุปข้อมูลข้อเท็จจริง 3. การเสนอข่าว 4. การจัดนิทรรศการ 5. ข้อชี้แจงสู่สาธารณะ 6. การสื่อข่าวทางเมล์ 7. วิดีโอ 8. สมาร์ทโฟน การตัดสินใจในทุกกรณีโดยเฉพาะภาษาการสื่อควรจะจัดทาข้อมูลเป็นหลายๆ ภาษา เพื่อให้ เหมาะสมกับความสนใจของนักท่องเที่ยว ที่ควรจัดพิมพ์สื่อเป็นภาษาต่างๆ เช่น ไทย อังกฤษ จีน รัสเซีย หรือ ฝรั่งเศส เป็นต้น โครงการวางแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครอง โครงการดังกล่าวต้องแสดงให้เห็นถึงแนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการทางานในอนาคต ซึ่งได้มีการกาหนดรูปแบบตามแนวทางได้ดังนี้ 1. ข้อมูลที่สาคัญ (Key messages) เป็นยุทธศาสตร์ที่เริ่มต้นด้วยการใช้จดหมายข่าวแนะนาผู้บริหารระดับสูง อธิบายถึง ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการพื้นที่คุ้มครองที่อานวยผลประโยชน์ทางด้านสังคม ประเพณีวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม (เช่น การอนุรักษ์ถิ่นที่อาศัย การบริการของระบบนิเวศ) การศึกษาวิจัยทางวิชาการ การมี สุขภาพที่ดีและจะต้องคานึงถึงชุมชนทุกระดับและนักท่องเที่ยวให้มีประสบการณ์เพื่อให้มีการอนุรักษ์ จัดการในอนาคต 2. วัตถุประสงค์ (Objectives) เริ่มแรกของแผนยุทธศาสตร์ ตามเอกสารจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์การ ประชาสัมพันธ์ที่จะต้องอธิบายถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยและ ผลประโยชน์ที่ได้รับ แรงจูงใจที่ทาให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเกิดประสบการณ์และสนับสนุนการ บริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย การสร้างความเข้มแข็งด้านเครือข่ายและการมีส่วนร่วมกับ ชุมชนท้องถิ่น หรือภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ
  • 178.
    - 8 - 3.ปัญหาอุปสรรคที่เป็นความท้าทาย (Problems and Challenges) ปัญหาอุปสรรคที่จะทาให้การทางานให้ประสบผลสาเร็จ รวมทั้งความรู้ความเข้าใจด้านการ จัดการพื้นที่คุ้มครองของสาธารณชนมีไม่เพียงพอ การมีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จากัด งบประมาณจากัดที่ไม่ สามารถสื่อสารถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ 4. การกาหนดแผนกิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์ (Strategic Activities) การกาหนดแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ตามเอกสารจะมีหลายรูปแบบ มีกิจกรรมที่ ทาได้อย่างกว้างขวาง สามารถที่จะอธิบายรายละเอียดได้มีระยะเวลาเพื่อการพัฒนาค่าใช้จ่าย เช่น - การจัดทาเอกสารหรือหนังสือที่มีข้อมูลใหม่ๆ เช่น คู่มือดูนก - พัฒนาปรับปรุง Website ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช - การชักชวนให้มีการสนับสนุนการอนุรักษ์ (เช่น การอนุรักษ์ช้างป่า) - การจัดกิจกรรมการศึกษาใหม่ๆ ในสถานศึกษา - การมีส่วนร่วมในโครงการทีวีและเอกสารสิ่งพิมพ์ - การจัดกิจกรรมเพื่อแสดงถึงความสาคัญในด้านการประชุมและการประชุมเชิงปฏิบัติการ - การประกาศเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีประสบการณ์ (การสนับสนุนการ ท่องเที่ยว การฝึกอบรมด้านภาษาให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การจัดทาเอกสารที่ประกอบด้วยภาษาต่างๆ หลาย ภาษาดังกล่าวแล้ว คือ ไทย อังกฤษ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ 5. การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ (Conservation Trust Fund) ในภาคส่วนของเอกสารแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะมีวิธีการหาหรือโอกาสใน การหาแหล่งทุนในการดาเนินงานกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร มีวิธีการหรือทางเลือกหนึ่ง คือ การจัดหาแหล่งทุนหรือเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การสื่อสารหรือสื่อความหมาย การจัดตั้งชมรมมีสมาชิกที่ได้รับเกียรติ เช่น สมาชิกชมรมมีบัตรอนุญาตจะได้รับสิทธิในการลดค่าใช้จ่ายใน การเข้าใช้พื้นที่คุ้มครอง การอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้น หรือมีโครงการอื่นๆ ที่สร้างความ ร่วมมือกันภายในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผลประโยชน์ที่ได้รับขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจาก องค์กรภายนอก เช่น บริษัท ห้างร้านต่างๆ ทาง website สื่อสิ่งพิมพ์และองค์กรอื่นๆ ที่มีโอกาสในการจัดการ การให้สัมปทานหรือเหตุการณ์พิเศษเฉพาะพื้นที่ 6. เงินงบประมาณ (Budget) เพื่อความมั่นคงทางด้านเงินงบประมาณในเรื่องแผนยุทธศาสตร์การจัดการประชาสัมพันธ์ ควรจะกาหนดเงินงบประมาณที่ต้องการเพื่อการปฏิบัติกิจกรรมที่สาคัญ เงินงบประมาณควรจะมีความมั่นคง โดยเฉพาะจากเงินงบประมาณจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และแหล่งเงินงบประมาณจาก แหล่งอื่นๆ เช่น กองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติ จากข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว แผนยุทธศาสตร์การจัดการประชาสัมพันธ์ด้านการจัดการ พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย สามารถที่จะพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งที่สาคัญของแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง ของประเทศไทย ควรจะกาหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีความรู้ด้านการสื่อสาร
  • 179.
    - 9 - ต่างๆมีพนักงานเจ้าหน้าที่รับผิดชอบที่เพียงพอและมีความรู้ด้านการสื่อสาร มีหน่วยงานความร่วมมือที่มี ประสิทธิภาพ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรให้ความสาคัญเป็นอันดับต้นๆ ของแผนงาน ใน การเตรียมร่างแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ควรให้มีคณะทางาน ผู้เชี่ยวชาญร่วมจัดทาการวางแผน ยุทธศาสตร์ และกาหนดให้อยู่ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองที่เป็ นบทว่าด้วยแผนยุทธศาสตร์การ ประชาสัมพันธ์การจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยมีรายละเอียดกลไกการประชาสัมพันธ์ ในแต่ละพื้นที่คุ้มครอง มีรายละเอียดที่กาหนดในแต่ละกิจกรรมตามที่กาหนดไว้ในแผนธุรกิจ (Business Plan) แต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์กับการกาหนดแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย เพื่อต้องการให้นักท่องเที่ยวหรือผู้เข้าไปใช้ประโยชน์หรือผู้สนใจในเรื่องของพื้นที่คุ้มครอง จาต้องมีแนวทางการสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อให้เข้าถึงผู้รับข่าวสารหรือ ผู้ฟังอย่างทั่วถึง เป็นการกาหนดหลักการประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนหรือหน่วยงานอื่นๆ หรือผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียจากภาคส่วนอื่นๆ โดยการพิจารณาจากวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ ในปัจจุบันสถิติการใช้เครื่องมือ สื่อสารของประเทศไทยที่เป็ น Facebook ถึง 18 ล้านคน อินเตอร์เนท 24 ล้านคน และมีการใช้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ถึง 78 ล้านเครื่อง มากกว่าประชากรของประเทศ (117%) นอกจากการสื่อสารด้านข่าวสารจากผู้เกี่ยวข้องที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว นักวิทยาศาสตร์หรือ นักวิชาการที่ทางานในพื้นที่คุ้มครองนาเอากล้องดักถ่ายภาพ (Camera trap) สาหรับถ่ายภาพสัตว์ป่ า ที่ไม่สามารถถ่ายในธรรมชาติได้ง่าย เช่น สัตว์ป่าจาพวกช้าง เสือโคร่ง เสือดาหรือเสือดาว หรือสัตว์ป่าชนิด อื่นๆ ที่หากินกลางคืน หรือการใช้สมาร์ทโฟน แอพส์ เพื่อศึกษาชนิดพันธุ์นก หรือคลื่นเสียงของ ค้างค้าวในเวลากลางคืน หรือการใช้ Remote video camera ศึกษาการทารังของนกเงือก หรือถิ่นที่อาศัยของ เสือโคร่ง การใช้เครื่องมือทางอิเลคโทรนิกส์เพื่อการสื่อสาร หลายๆ พื้นที่คุ้มครองได้มีการกาหนด Website หรือ Facebook, Webpages หรือ Google earth เพื่อการค้นหาข้อมูลและการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร แม้แต่การส่งข่าวหรือสื่อสารถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงมีการใช้เครื่องมือ GIS ในการจัดทาแผนที่ค้นหาข้อมูล ต่างๆ ในพื้นที่ ฉะนั้นในการที่จะใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้มีการรับ-ส่งข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยา และเป็นประโยชน์ควรจะได้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาหรือคณะกรรมการกากับการประชาสัมพันธ์และการ ส่งเสริมเผยแพร่ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์พื้นที่คุ้มครองจะต้องกาหนดไว้ในแผนธุรกิจ (Business Plan) ของพื้นที่คุ้มครอง การกาหนดวิสัยทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่คุ้มครองเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป เพื่อประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจและการพัฒนา ควรจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเข้มแข็ง เช่น นักเรียน นักศึกษา ชาวนา ชาวประมง นักวิจัย ทหาร หน่วยงานของรัฐบาล องค์กรภาคเอกชน หรือ หน่วยงานอนุรักษ์จากภายนอก โดยเฉพาะการพิจารณาในเรื่อง:
  • 180.
    - 10 - 1. การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ที่พื้นที่คุ้มครองตั้งอยู่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ ต้องเข้าถึง 2. สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองทุกๆ พื้นที่ ผ่านทาง Website ที่มี หลายภาษา เช่น ภาษาไทย จีน อังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ ที่เห็นว่ามีความเหมาะสม 3. เพื่อให้แน่ใจได้ว่านักท่องเที่ยวใช้ข้อมูลจาก Website โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นประเภทของ พื้นที่คุ้มครองว่าเป็นประเภทใด ที่มีความถูกต้องหรือมีความหมายที่ชัดเจนหรือการใช้เครื่องมือสื่อสาร ประเภทอื่นๆ 4. สนับสนุนให้ทุกๆ พื้นที่คุ้มครองพัฒนาสื่อของตนเองเพื่อนาข้อมูลสู่สังคมโดยใช้ Facebook, Twitter, Website หรือโทรศัพท์ ทั้งนี้เพื่อให้สาธารณชนทราบโดยทั่วกัน 5. ข้อมูลหรือข่าวที่จะนาสู่สาธารณะต้องมีความชัดเจนถูกต้อง 6. มีการพิจารณางบประมาณในการดาเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ 7. พัฒนาข้อมูลให้เหมาะสม มีคุณภาพถูกต้องไปยังสถานศึกษาต่างๆ และประชาชนทั่วไปที่ เกี่ยวกับระบบพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้มีการทางานร่วมกัน กระทรวงศึกษาธิการควรจะได้มีการกาหนด หลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับ การกาหนดกิจกรรมของหน่วยงานรับผิดชอบ 1. จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษายุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ที่มาจากสื่อต่างๆ เพื่อให้เข้าถึง ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะและผู้เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทาง วิธีการทางวิชาการและการทางาน 2. จัดตั้งทีมประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการสื่อสาร ทางานร่วมกับภาคเอกชน นักท่องเที่ยว การศึกษา หรือภาคส่วนอื่นๆ 3. จัดจ้างที่ปรึกษาพิจารณาจัดทาข้อมูลที่เป็นภาษาต่างๆ ที่มีความต้องการ รวมถึงนักท่องเที่ยว มาจากภาคส่วนใด เช่น ไทย อังกฤษ จีน หรือรัสเซีย 4. พิจารณาจัดทา Website, Facebook, Youtube และ Cellphone Apps ในระดับพื้นที่ 5. สร้างการมีส่วนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นาเอาความรู้ด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง จัดทาไว้ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ (เช่น โรงเรียนระดับประถม มัธยม หรือมหาวิทยา) กาหนดให้มีการ วิจัย หาผลลัพธ์และความคาดหวัง เช่น
  • 181.
    - 11 - 5.1 มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ใช้ประโยชน์ว่ามีใครบ้างควรที่จะ ได้รับข้อมูลข่าวสาร 5.2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทา Website เผยแพร่ข้อมูลการบริหารจัดการระบบพื้นที่ คุ้มครอง 5.3 การกาหนดรูปแบบ ข้อตกลงและการพิจารณาร่วมกับระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5.4 พิจารณานาเสนอกระบวนการทางกฎหมายหรือกระบวนการทางการเมือง เพื่อให้ ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจถึงแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย คุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครอง การบริการหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่อการสนับสนุนเงินงบประมาณในการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่พื้นที่คุ้มครอง 5.5 มีกลไกด้านเงินงบประมาณสนับสนุนพื้นที่คุ้มครองที่มีกิจกรรมใหม่ๆ เช่น กองทุน อนุรักษ์ เป็นต้น 5.6 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจจากทุกภาคส่วนเพื่อการปรับปรุงให้ดีขึ้น ทรัพยากรที่ต้องการ มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงพร้อมกับมีการสนับสนุนเงินงบประมาณและบุคลากรที่เพียงพอ กาหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และผู้บริหารระดับสูงให้ความสาคัญอย่างแท้จริง ทุนหรืองบประมาณที่จะต้องใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง หน่วยงานรับผิดชอบ ต้องจัดสรรให้มีกิจกรรมต่างๆ ที่เพียงพอในการดาเนินงานตามโครงการ อาจจะได้รับการบริจาคจาก หน่วยงาน ธนาคาร องค์การอุตสาหกรรมโดยผ่านกระบวนการอินเตอร์เนทก็ได้ การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันผ่านกระบวนการหรือยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ พื้นที่คุ้มครองหลายๆ แห่งเป็นที่รู้จักกันของนักท่องเที่ยว จะต้องมีการพิจารณาถึงทฤษฎีของ การจัดการพื้นที่คุ้มครองกับการใช้ประโยชน์ของนักท่องเที่ยวที่มีการสนับสนุนกิจกรรมการไปท่องเที่ยว การให้ความสาคัญไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม ไม่ลักลอบล่าสัตว์ป่าและการยึดถือครอบครองที่ดินที่เป็นภัยคุกคาม ที่สาคัญ ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมรดกของประเทศมีความสาคัญในการให้ผลประโยชน์ในด้านต่างๆ การบริการของระบบนิเวศ ซึ่งผู้ใช้ประโยชน์และการให้ความร่วมมือสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มๆ เช่น
  • 182.
    - 12 - 1. ประชาชนทั่วไปประชาชนเป็น ส่วนหนึ่งในการสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติใด ศาสนา หรือนักการเมืองที่จะสนับสนุนให้องค์กรรับผิดชอบมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เช่น เพื่อน พื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย มีสมาชิกมีระเบียบข้อบังคับมีการระดมทุนเพื่อการพัฒนาพื้นที่คุ้มครอง สมาชิกเพื่อนพื้นที่คุ้มครองมีบัตรและสิทธิในการลดค่าธรรมเนียมในการใช้บริการพื้นที่คุ้มครอง การเข้าไป ท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อการศึกษาชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้ยาก การศึกษาร่องรอยของสัตว์ป่า เป็นอาสาสมัคร ในการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง 2. เกษตรกร เกษตรกรมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่คุ้มครอง เช่น การผสมเกสรของดอกไม้ (กาแฟ ผลไม้ พืชผักต่างๆ) การบริการน้าที่สะอาด การรักษาอุณหภูมิของอากาศ การป้ องกันน้าท่วม การป้ องกันการพังทลายของดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ผลประโยชน์ทางเวชภัณฑ์ หญ้าสาหรับเลี้ยงปศุสัตว์ หน่อไม้หรือ ทรัพยากรอื่นๆ เกษตรกรสามารถสนับสนุนการดาเนินงานของพื้นที่คุ้มครอง เช่น การหมายแนวเขตร่วมกัน การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า หรือร่วมการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ การมีส่วนร่วมโดยเฉพาะผู้นาชุมชน ผู้นาหมู่บ้าน หน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่คุ้มครอง จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง และประโยชน์จากพื้นที่ เกษตรกรในพื้นที่อาจจะร่วมกันเป็นพนักงานลาดตระเวนป้ องกันพื้นที่คุ้มครอง หรืออาสาสมัตรในการป้ องกันไฟป่า ป้ องกันมิให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าหรือการอนุรักษ์แหล่งน้า 3. ตารวจชายแดนและทหาร ตารวจชายแดนและทหารมีบทบาทในทางการให้ความปลอดภัยของพื้นที่คุ้มครอง โดยเฉพาะพื้นที่คุ้มครองตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า Transboundary Protected Areas) ทั้ง ตารวจและทหารมีบทบาทในการสนับสนุนการป้ องกันดูแลรักษาพื้นที่คุ้มครองให้มีความปลอดภัยจากภัย คุกคามต่างๆ ดูแลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและ สังคม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช ควรจะได้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตารวจ ชายแดนและทหาร ด้านการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง การป้ องกันการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่าร่วมกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช กับหน่วยงาน ตารวจ ทหาร เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการป้ องกันที่พร้อมเพรียง เช่น ยานพาหนะ เครื่องบิน อาวุธปืน ซึ่งหน่วยงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังขาดอุปกรณ์ ดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช จะต้องเตรียมอุปกรณ์เกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครอง สาหรับใช้ในการฝึกอบรมผู้นาทางทหาร เพื่อการป้ องกันและให้ความปลอดภัย มีภัยคุกคามอะไรบ้างที่ จะต้องสร้างความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
  • 183.
    - 13 - 4. ความร่วมมือในการป้องกันการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น มีกิจกรรมการปลูกป่ าร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ไร่ร้าง การบริหารจัดการพื้นที่แบบกลุ่มป่า เพื่อให้มีการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่ กว้างขวาง การลดภัยคุกคามจากลมพายุ ภัยธรรมชาติอื่นๆ การอนุรักษ์แหล่งต้นน้าตามฤดูกาล เพื่อให้อานวย น้าแก่เกษตรกร หรือแหล่งอุตสาหกรรม เป็นต้น ฉะนั้น ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ สื่อต่างๆ และผู้นาทางการเมือง เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ จากพื้นที่คุ้มครอง โดยผ่านสื่อต่างๆ ในระดับต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกาหนดแผนการประชาสัมพันธ์ไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย แผนระบบพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยได้กาหนดเรื่องการสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ คุ้มครองเป็นเรื่องที่สาคัญบทหนึ่งในแผนดังกล่าวที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องทาแผน ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์และการติดตามผลโดยการใช้สื่อ เพื่อให้มีการสนับสนุนจากสาธารณชน ภาคเอกชนหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ผู้สื่อข่าวและผู้นาทางการเมือง ซึ่งจะกาหนดขึ้นมาโดยมีวิสัยทัศน์ และความท้าทายในการปฏิบัติงานของพื้นที่คุ้มครอง ผลประโยชน์ที่ได้รับจากพื้นที่คุ้มครองและ ความสามารถที่จะได้รับการสนับสนุนด้านกลไกแหล่งทุน ประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์ สื่อทางด้าน สังคม การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของชาติให้คงอยู่ตลอดไป กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรจะได้ขยายยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ให้ กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในระดับกระทรวง องค์กรต่างๆ และกลุ่มผู้สนใจในการสนับสนุนวัตถุประสงค์ตามแผน ยุทธศาสตร์ระดับชาติหรือวัตถุประสงค์เฉพาะพื้นที่ในระบบพื้นที่คุ้มครอง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์ทีได้รับจากพื้นที่คุ้มครองที่เป็นประโยชน์ ต่อประชาชนของประเทศไทย ควรจะได้มีการกาหนดไว้ในแผนระบบพื้นที่คุ้มครอง โดยแสดงถึงคุณค่าของ พื้นที่คุ้มครองไปยังสาธารณชน หน่วยงานข้าราชการต่างๆ ผู้นาทางการเมืองโดยใช้สื่อต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ภายใต้ประโยชน์ทางด้านสังคม วัฒนธรรม นิเวศวิทยา เศรษฐกิจและการเมือง สื่อเอกสารต่างๆ ควรจะได้รับ การสนับสนุนจากภาคเอกชน การวิเคราะห์การบริการของระบบนิเวศที่จะต้องจัดทาเป็นสื่อความหมายไปสู่สาธารณชน สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 1. การบริการด้านการเป็นแหล่งผลิต คือ การให้บริการวัตถุดิบในการผลิต เช่น น้า อาหาร ทรัพยากรป่าไม้แร่ธาตุ พืชพันธุ์ และสัตว์ต่างๆ เป็นต้น 2. การบริการด้านการควบคุมกลไกของระบบ คือ การควบคุมปรากฏการณ์และกระบวนการ ทางธรรมชาติของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การป้ องกันน้า ท่วม การป้ องกันการพังทลายของดิน เป็นต้น
  • 184.
    - 14 - 3. การบริการด้านการเกื้อหนุนคือ กระบวนการทางธรรมชาติที่สนับสนุนการดารงอยู่ ของการบริการอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นต้น การทาให้เกิดวัฎจักรของอาหาร การ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์วัยอ่อน เป็นต้น 4. การบริการด้านวัฒนธรรม คือ ประโยชน์ทางนามธรรมที่ดารงคุณค่าทางสังคมและ วัฒนธรรม เช่น ประเพณี การพักผ่อนหย่อนใจ คุณค่าทางจิตใจ ความเพลิดเพลินจากความงดงามของ ธรรมชาติ สุนทรียภาพและนันทนาการ เป็นต้น การสนับสนุนในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองสามารถดาเนินการได้ เช่น 1. การสนับสนุนด้านการเงินจาเป็นต้องสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบาย ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองนิติการและสานักที่รับผิดชอบการบริหารจัดการอุทยาน แห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ควรจะได้มีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ในปัจจุบัน 2. ควรให้ความสาคัญกับการบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) การให้ความสาคัญ ในการบริการปริมาณและคุณภาพของน้าที่สะอาด หรือการป้ องกันพื้นที่ต้นน้าลาธาร เพื่อให้มีประโยชน์ ในทางเศรษฐกิจ สาหรับเกษตรกร การประปา การอุตสาหกรรม หรือการใช้น้าเพื่อผลิตพลังไฟฟ้า 3. การสนับสนุนโครงการร่วมชดเชยการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ (Carbon Credit) อันเป็นการปลุกจิตสานึกให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีส่วนร่วมกับสังคมในการลดภาวะโลกร้อนที่อยู่ในระดับชาติ หรือระดับนานาชาติหรือความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติ 4. การสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ หรือผู้ประกอบการ ในการให้ การสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง 5. การจัดตั้งกองทุนจากการบริจาคขององค์กรต่างๆ การได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ สมาคมหรือองค์กรภาคเอกชนที่สนใจในชนิดพันธุ์ที่หาได้ยากหรือใกล้จะสูญพันธุ์หรือระบบนิเวศ ภายในประเทศ เช่น WWF, WCS, BI, BGCI หรือสวนสัตว์ต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง 6. การจัดการแหล่งทุนซึ่งจะต้องดาเนินการในระยะยาวที่จะต้องหาแหล่งเงินงบประมาณเพื่อ นาเอาผลกาไรหรือดอกเบี้ยมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยมีองค์การภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหาร เช่น มูลพิธี สมาคม เป็นต้น -----------------------------------------------
  • 185.
    โครงการเร่งเสริมความยั่งยืนของระบบการจัดการพื้นที่คุ้มครอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Catalyzing Sustainability of Thailand’s Protected Area System) (Planning and Managing Protected Areas under Climate Change) การวางแผนและการจัดการพื้นที่คุ้มครองภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • 186.
    คานา ในปัจจุบันได้มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันมากทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เพราะว่ามีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นทั่วโลกและปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่น การเกิดฝนตกหนักในฤดูแล้ง ทาให้เกิดน้าท่วม ดินพังทลาย การเกิดฝนตกหนักและน้าท่วมในประเทศต่างๆ หิมะตกหนักในฤดูไม้ผลิหรือการสูงขึ้นของระดับน้าทะเล การเกิดภาวะแห้งแล้ง มีการขาดแคลนน้าที่ใช้ อุปโภคและบริโภค การเกิดไฟป่าที่รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ ตลอดจนการเกิดภัยพิบัติจากความ รุนแรงของลมพายุ ทาให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สมบัติของมนุษย์และทาลายสิ่งแวดล้อมหรือ ทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบกับผลผลิตทางด้านการเกษตรและมี ความรุนแรงโดยเฉพาะในประเทศแถบโซนร้อน มีการระบาดของศัตรูพืช เช่น แมลงศัตรูพืช โรคพืชและ วัชพืช การที่บรรยากาศของโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น วัชพืชจึงสามารถเจริญเติบโตเร็วและ แข่งขันกับพืชเศรษฐกิจที่ปลูกไว้ ส่งผลให้ผลผลิตการเกษตรที่ได้ลดน้อยลง ขณะเดียวกันวัชพืชสร้าง ความทนทานต่อการกาจัดมากขึ้น ทาให้เกิดปัญหาการดื้อต่อสารกาจัดศัตรูพืชส่งผลให้เกิดปัญหาการระบาด ของวัชพืชชนิดใหม่ตามมา แมลงและโรคพืชหลายชนิดที่เป็นปัญหาต่อพืชเกษตรก็มีการระบาดเพิ่มขึ้นพร้อมกับทา ความเสียหายแก่พืชเศรษฐกิจ การระบาดของศัตรูพืชชนิดใหม่ เช่น การระบาดของเพลี้ยแป้ งมันสาปะหลัง การระบาดของแมลงดาหนาม และหนอนหัวดาในมะพร้าว เพลี้ยกระโดดสีน้าตาลที่ทาความเสียหายให้แก่ นาข้าวหลายล้านไร่ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบกับการปศุสัตว์ การประมง สัตว์ป่าและพืชป่าบางชนิดอยู่ใน สถานภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือหาได้ยาก ตลอดจนการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จากการระบาดของ แมลงและโรคพืชที่รุนแรงต่างๆ ดังกล่าว มีนักอนุรักษ์และนักวิชาการทั้งหลายมีการศึกษาและมีการประชุม ร่วมกันหลายๆครั้งได้ข้อสรุปว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทาให้นักอนุรักษ์ นักวิชาการ และบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มี การประชุมร่วมกันทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่นกันบ่อยครั้ง มีการกาหนดอนุสัญญา นานาชาติเพื่อให้ประเทศภาคีสมาชิกได้ปฏิบัติ เรียกว่าอนุสัญญานานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ (Convention on Climate Change) โดยการกาหนดข้อปฏิบัติ มาตรการต่างๆ ระเบียบ ข้อบังคับให้ ประเทศภาคีสมาชิกช่วยกันลดปัญหาการเกิดสภาวะโลกร้อน หรือการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้มีการกล่าวถึง คือ การปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ แหล่งชุมชน การขนส่งและซากพืช เป็นต้น - ก -
  • 187.
    นักวิชาการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือการจัดการพื้นที่คุ้มครองทั้งในระดับ นานาชาติและระดับชาติได้ประชุมร่วมกัน และพิจารณาว่าพื้นที่คุ้มครองที่เป็นพื้นที่ป่าไม้ ทุ่งหญ้าป่าพรุ ป่า ชายเลน ทะเลและชายฝั่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนหรือเก็บกักคาร์บอนที่สาคัญของโลก ช่วยในการลดภาวะ โลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ปัญหาการทาลายป่ าไม้ การยึดถือครอบครองที่ดินป่าไม้ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ความแห้งแล้ง การเกิดไฟป่า เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและ เป็นผลกระทบกับเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ เช่น ความแห้งแล้งก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้าที่ สะอาดสาหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภค ปัญหาการลดลงของผลผลิตทางด้านการเกษตร การเกิดลมพายุ ที่รุนแรงเป็นไต้ฝุ่น ไซโคลน เฮอริเคนหรือทอร์นาโด การเกิดโรคระบาดหรือการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ ต่างถิ่น ฉะนั้น นักวิชาการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายจึงได้เสนอให้องค์กร นานาชาติ รัฐบาลของประเทศต่างๆ องค์กรภาคเอกชน รัฐบาลท้องถิ่น ให้เห็นถึงความสาคัญของพื้นที่ คุ้มครองที่เป็นประโยชน์ในการดูดซับและเก็บกักคาร์บอนไว้ในพื้นที่ จึงได้มีการดาเนินงานวางแผนการ จัดการ การดูแล รักษา ป้ องกัน และการศึกษาถึงพื้นที่คุ้มครองที่มีส่วนในการเก็บกักคาร์บอนเพื่อลดภาวะ โลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่คุ้มครอง การคงไว้ การปรับปรุงและการดาเนินงานภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะให้เป็นแหล่งดูดซับ เก็บ กักคาร์บอนและเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองต่อไป ทวี หนูทอง - ข -
  • 188.
    สารบัญ หน้า คานา ก บทที่ 1วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 1 บทที่ 2 พื้นที่คุ้มครองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 14 บทที่ 3 บทบาทของพื้นที่คุ้มครองกับการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 29 บทที่ 4 บทบาทและภาระหน้าที่ของพื้นที่คุ้มครอง 36 บทที่ 5 โอกาสในการใช้พื้นที่คุ้มครองเพื่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 48 บทที่ 6 แผนการจัดการและบทบาทหน้าที่ของพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 54 บทที่ 7 ข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย 64 เอกสารประกอบการเรียบเรียง 70
  • 189.
    - 1 - บทที่1 วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่โลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มลพิษสิ่งแวดล้อมในสังคมโลกก็กาลังก้าวสู่ภาวะวิกฤตด้วย เช่นกัน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาเลวร้ายลงเรื่อยๆ สวนทางกับกระแสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกอย่างชัดเจน การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหา ปัจจัยสี่ และการยังชีพทาได้ลาบากมากขึ้นทุกขณะ ธรรมชาติของโลกถูกกระทาโดยมนุษย์ด้วยกันเองทาลาย จนเสี ยสมดุล อุณหภูมิภายในโลกร้อนขึ้ นจนสิ่ งมีชีวิตบางชนิ ดทนไม่ได้และตายไป บางชนิดใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างกะทันหัน สภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และชีวิตของมนุษย์ โดยเป็นปัญหาร่วมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เกิดจากการกระทาของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้บริโภคที่สาคัญ โดยใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย บริโภคพลังงานและอื่นๆ อีกมากมาย การกระทาเหล่านี้ของมนุษย์เป็นการ กระทาที่เกิดขึ้นมานานหลายศตวรรษ กว่ามนุษย์จะตระหนักถึงการกระทา ปัญหาต่างๆ ก็ยากที่จะแก้ไขไม่ว่า จะเป็นปัญหามลพิษทางน้า มลพิษทางอากาศ ปัญหาระบบนิเวศที่ถูกทาลาย ปัญหาการขาดแคลนน้า ปัญหา ป่าไม้ถูกทาลาย ปัญหาทรัพยากรขาดแคลน และปัญหาสภาวะโลกร้อน เป็นต้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ทาให้ประเด็นเรื่อง สิ่งแวดล้อมเริ่มมีการกล่าวถึงอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาและนามาสู่ความร่วมมือหลายด้านเพื่อ แก้ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามความพยายามของมนุษย์ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถ ทดแทนกับสิ่งที่มนุษย์ได้กระทา ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีการกล่าวถึงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และ ได้รับความสาคัญมากขึ้น ประเด็นหนึ่ง คือ สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกหรือที่เรียก สั้นๆ ว่า สภาวะโลกร้อน เป็นสภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นและเป็นการสูงขึ้นในระดับที่ส่งผล กระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศของโลก นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยังนามาซึ่งปัญหาต่างๆ รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ คลื่นความร้อนที่ทาให้มนุษย์ล้มตายและภัยพิบัติทาง ธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เห็นแต่ในภาพยนตร์อีกต่อไป สภาวะโลกร้อนได้มีการกล่าวถึงกันมาเป็นเวลากว่าร้อยปี ในปี ค.ศ.1898 นักวิทยาศาสตร์ชาว สวีเดน ชื่อ Svante Ahrenius ได้เตือนว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจจะทาให้เกิดสภาวะโลกร้อน ได้ แต่ความคิดของเขากลับไม่ได้รับความสนใจจนกระทั่งอีก 80 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มให้ความ สนใจเรื่องสภาวะโลกร้อน เนื่องจากมีความเข้าใจเกี่ยวกับบรรยากาศโลกมากขึ้น ในปี ค.ศ.1978 ได้มีการ ประชุมสภาพภูมิอากาศโลกเป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ต่างตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศของโลกเป็นปัญหาใหญ่และมีผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ที่ประชุมได้มีปฏิญญาเรียกร้องให้
  • 190.
    - 2 - รัฐบาลของประเทศต่างๆวิเคราะห์และป้ องกันการกระทาของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ นอกจากนี้ ปฏิญญาดังกล่าวยังได้กาหนดแผนในการจัดตั้ง “แผนงาน สภาพภูมิอากาศโลก (World Climate Program)” ภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกันขององค์การอุตุนิยมวิทยา โลก (World Meteorological Organization) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program) และ International Council of Scientific Unions 1.1 คานิยามของสภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจก สภาวะโลกร้อน (Global warming) เป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่ามีสาเหตุ มาจากปรากฏการณ์เรือนกระจกและการที่ชั้นโอโซนถูกทาลายจนทาให้เกิดการสะสมของอุณหภูมิ พื้นผิวโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศของโลก ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect) คือ สภาพที่ความร้อนรอบโลกถูกกั้นความร้อน หรือก๊าซเรือนกระจกเก็บกักเอาไว้ไม่ให้สะท้อนหรือแผ่ออกสู่ภายนอกโลก ในความเป็นจริงโลกเรามีก๊าซที่ ทาหน้าที่เป็นกระจกตามธรรมชาติอยู่แล้ว คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้า ซึ่งจะคอยควบคุมให้ อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยมีค่าประมาณ 15 องศาเซลเซียส และถ้าหากไม่มีกระจกตามธรรมชาติอุณหภูมิโลก จะเหลือเพียง -20 องศาเซลเซียส มนุษย์สัตว์และพืช ก็จะล้มตายและโลกก็จะเข้าสู่ยุคน้าแข็งอีกครั้ง แต่สิ่งที่ โลกกาลังเผชิญอยู่นี้ก็คือการที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากเกินไป ทาให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่สามารถถ่ายเทความร้อนออกไปนอกโลกได้ โดยปริมาณ ก๊าซที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากการกระทาของมนุษย์ นอกจากนี้การที่ชั้นโอโซนซึ่งทาหน้าที่ช่วยกรองรังสี อัลตร้าไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ถูกทาลายจากการใช้สารเคมีของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสารคลอ โรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) ก็ทาให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามายังโลกมากขึ้นด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หมายถึง ผลโดยตรงหรือโดยอ้อมจาก กิจกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศโลก และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่า การเปลี่ยนแปลงจากความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นความสาคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การตระหนักและเข้าใจในปัญหาที่ เกิดขึ้น โดยมีการดาเนินการใน 2 ด้านหลัก คือ การรับมือและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ และการลดหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยการลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจก
  • 191.
    - 3 - 1.2ก๊าซเรือนกระจกและแหล่งกาเนิด ก๊าซเรือนกระจกที่สาคัญ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีสัดส่วนในบรรยากาศ ประมาณ 53 เปอร์เซ็นต์ พบว่า ในปัจจุบันมีอยู่ในชั้นบรรยากาศ 380 โมเลกุลในทุกๆ 1 ล้านโมเลกุลของมวล อากาศหรือ 380 ส่วนในล้านส่วน (ppm.) ได้มีการคาดการณ์ในอีก 100 ปี ข้างหน้าว่าจะมีปริมาณ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 1,000 ส่วนในล้านส่วน จากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่มี องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคาร์บอน นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังมีก๊าซมีเทน (CH4) ที่มีสัดส่วน ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซที่เกิดจากการปลูกข้าวและการเผา ไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซมีเทนมีความสามารถในการดูดซับรังสีความร้อนในบรรยากาศได้มากกว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า ซึ่งประเทศที่ทาการเกษตรถูกมองว่าเป็นผู้ผลิตก๊าซมีเทนมากที่สุดที่จาก วิธีการปลูกข้าวแบบน้าท่วมขังจนเกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์แล้วได้ก๊าซมีเทนเป็ นจานวนมาก ก๊าซโอโซน (O3) เป็นก๊าซเรือนกระจกที่สาคัญอีกชนิดหนึ่งมีสัดส่วน 13 เปอร์เซ็นต์ ของก๊าซเรือนกระจก ทั้งหมด เกิดจากการสันดาปของเครื่องยนต์ ยานพาหนะ มีอยู่ในธรรมชาติน้อย ปกติจะเป็นก๊าซที่ช่วยในการ ป้ องกันรังสีอัลตราไวโอเลตในชั้นบรรยากาศสูงๆ แต่ที่ระดับผิวโลกจะเป็นออกซิไดซ์ (oxidized) ทาปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อสิ่งมีชีวิต สามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 2,000 เท่า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) มีสัดส่วนประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดเกิดจาก โรงงานอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติก โดยการใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิตการใช้ปุ๋ ยไนโตรเจนมี ความสามารถในการดูดซับความร้อนได้ดีกว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 200 เท่า ก๊าซกลุ่มซีเอฟซี (CFC) เป็นส่วนที่เหลือของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเกิดจากการเป็นสารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (chlorofluorocarbon compounds) ที่ใช้ในการทาความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น สเปรย์ น้ายาดับเพลิง ฯลฯ สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอนเป็นตัวการสาคัญที่ทาให้เกิดรูโหว่ของโอโซนในชั้นบรรยากาศมี ความสามารถดูดซับความร้อนได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10,000 เท่า 1.3 ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจก 3.1 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (Effect of climate change) ข้อมูลด้าน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งครอบคลุมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ผลจาก การศึกษาและการสังเกตแนวโน้มสิ่งแวดล้อมทั้งด้านกายภาพและชีวภาพ รวมทั้งความสัมพันธ์ต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละเขต พบว่า มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษา ปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในการสังเกตความอุ่นขึ้นกับผลกระทบที่เกิด อย่างกว้างขวาง การประเมินสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในเขตต่างๆ มีผลกระทบต่อด้านกายภาพ และชีวภาพมากมายและเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ข้อมูลการสังเกตจากทวีปและมหาสมุทรส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่าระบบธรรมชาติกาลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
  • 192.
    - 4 - เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของหิมะน้าแข็ง และพื้นดินที่จับเป็ นน้าแข็ง ซึ่งรวมถึงน้าแข็งที่แทรกตัวอยู่ในอนุภาคดิน (permafrost) จนเกิดปรากฎการณ์ที่สามารถสังเกตเห็นได้ดังนี้ - การเพิ่มจานวนและขนาดของทะเลสาบน้าแข็ง - การเพิ่มชั้นใต้ดินที่ไม่เสถียรของส่วนน้าแข็งที่แทรกตัวอยู่ในอนุภาคดิน (permafrost) และการ ขยายตัวของหินภูเขาในเขตภูเขา - การเปลี่ยนแปลงในส่วนระบบนิเวศอาร์คติคและแอนตาร์คติค รวมทั้งในส่วนของชีวมณฑล น้าแข็งในทะเล (sea-ice biome) และการเพิ่มขึ้นของผู้ล่าของสายใยอาหาร หลักฐานจากการเพิ่มขึ้นของ เหตุการณ์ต่างๆ มีความน่าเชื่อถือสูงถึงผลกระทบต่อระบบอุทกวิทยาที่เกิดขึ้น คือ 1. การเพิ่มขึ้นของน้าไหลบ่าหน้าดินและการไหลของน้าที่เกิดขึ้นเร็วในฤดูใบไม้ผลิจากธาร น้าแข็งและหิมะละลายลงสู่แม่น้า 2. บริเวณขั้วโลกและบริเวณส่วนที่เหนือขึ้นไปมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของพืชและสัตว์ จากข้อมูลภาพดาวเทียมตั้งแต่ พ.ศ. 2523 พบว่า มีแนวโน้มว่าทุกส่วนของหลายๆ เขตปรากฏให้เห็น “สีเขียว” ของพืชพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างเร็ว ซึ่งเชื่อมโยงถึงฤดูการเจริญเติบโตที่อบอุ่นขึ้นและค่อนข้าง ยาวนานมีความชัดเจนมากขึ้น พื้นฐานปรากฏการณ์ที่มีระดับนัยสาคัญจากการสังเกตเกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตทั้งมหาสมุทรและน้าจืดเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้า สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของชั้นน้าแข็งที่ปกคลุม ความเค็ม ระดับออกซิเจนที่ละลายน้าได้ดี และการ หมุนเวียนต่างๆ ซึ่งรวมทั้งการขยับขยายขอบเขตของสาหร่าย แพลงก์ตอน และความอุดมสมบูรณ์ของปลา ในบริเวณมหาสมุทรละติจูดจากการเพิ่มขึ้นของสาหร่ายและความมากมายของแพลงก์ตอนสัตว์ ในพื้นที่ที่มีระดับเส้นรุ้งสูง และทะเลสาบที่อยู่สูงจากระดับน้าทะเลมาก มีการเปลี่ยนแปลงและการอพยพ ของปลาในแม่น้าจะรวดเร็วขึ้น มีการศึกษาถึงการดูดซับของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2293 พบว่าน้าในมหาสมุทรมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น มีค่าเฉลี่ยของความเป็นกรด-ด่างลดลงประมาณ 0.1 หน่วย ผลกระทบอื่นๆ ของการเปลี่ยนแปลงสภาพอุณหภูมิอากาศตามเขตต่างๆ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมปรากฏขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความยุ่งยากที่จะบ่งบอกถึงเรื่องการปรับตัวและไม่ใช่ปัจจัยด้านสภาพ ภูมิอากาศจากการที่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ความน่าเชื่อถือในระดับปานกลางมีดังนี้ - ผลกระทบด้านการเกษตรและการจัดการป่าไม้ในเขตเหนือเส้นศูนย์สูตรและระดับน้าทะเลที่ สูงขึ้น เช่น การเริ่มฤดูใบไม้ผลิที่มาเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของการถูกรบกวนของป่าไม้ เนื่องจาก ไฟป่าและการระบาดของแมลง - บางประเด็นของสุขภาพของมนุษย์ เช่น คลื่นความร้อนทาให้มีประชากรเสียชีวิต ในยุโรปมี การระบาดของโรคในบางพื้นที่ การเกิดภูมิแพ้ในพื้นที่สูง และทางเหนือเขตศูนย์สูตร
  • 193.
    - 5 - -กิจกรรมของมนุษย์ในบริเวณขั้วโลกอาร์คติด เช่น การล่าสัตว์และการเดินทางบนหิมะน้าแข็ง และพื้นที่ตอนล่างของเทือกเขาแอลพ์ การเล่นกีฬาบนภูเขาไม่เป็นไปตามปกติ การเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศในปัจจุบันและความผันแปรของสภาพภูมิอากาศเริ่มต้นมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และระบบนิเวศของมนุษย์อย่างไรก็ตาม เอกสารที่มีการเผยแพร่ผลกระทบเหล่านี้ยังแสดงแนวโน้มให้เห็นที่ ชัดเจน คือ การตั้งถิ่นฐานบนเขตภูเขาสูงเป็นการขยายความเสี่ยงให้ธารน้าแข็งมีการละลายและเกิดน้าท่วม ฉับพลัน รัฐบาลบางแห่งเริ่มต้นที่จะมีโครงสร้างเขื่อนและระบบระบายน้า ในเขตซาฮาราของแอฟริกา สภาพ อากาศที่อุ่นขึ้นและการขยายพื้นที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ลดช่วงระยะเวลาเจริญเติบโตของพืช ซึ่งมีผลต่อพืช เกษตรทางตอนใต้ของแอฟริกา มีช่วงฤดูร้อนที่ยาวนานและความไม่แน่นอนของฤดูฝนกาลังอยู่ในระหว่าง การตรวจวัด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเลและการพัฒนาของมนุษย์ก็ก่อให้เกิดการสูญเสีย พื้นที่ชุ่มน้าชายฝั่งและป่าชายเลนและเพิ่มความเสียหายในพื้นที่ชายฝั่งบางส่วนที่ถูกน้าท่วม 1.3.2 ผลกระทบที่มีต่อระดับน้าทะเล (Effect of sea level) ความถี่ของการเกิดผลกระทบ สะท้อนภาพในอนาคตของปริมาณน้าฝนและความผันแปรของสภาพอากาศโดยเฉพาะอุณหภูมิ ระดับความ สูงของน้าทะเล และความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ขนาด และช่วงเวลาของผลกระทบ มีความผันแปรไป โดยขึ้นอยู่กับจานวนและเวลาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในบางกรณี ศักยภาพในการปรับตัวโดยมีรายละเอียดของข้อมูลในปัจจุบันที่ครอบคลุมระบบนิเวศและภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อธรรมชาติในอนาคต ในช่วงกลางศตวรรษ ปริมาณน้าท่วมโดยเฉลี่ยและการอานวยน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10-40% บริเวณพื้นที่อยู่ในระดับสูง ในบางพื้นที่ในเขตชุ่มชื้นของป่าเขตร้อนชื้น (wet tropical area) จะมีการลดลง ประมาณ 10-30% ในเขตแห้งแล้งช่วงกลางละติจูดและในพื้นที่เขตร้อนชื้นที่แห้ง (dry tropics) บางพื้นที่บ่ง บอกถึงมีความกดดันในเรื่องน้า ในบางพื้นที่และบางฤดูกาล มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากกว่านี้ ผลกระทบที่เกิดจากความแห้งแล้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นและขยายเป็นวงกว้าง มีปริมาณฝนตกหนัก และ มีแนวโน้มที่จะมีความถี่เพิ่มมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้าท่วมฉับพลัน ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แหล่ง อานวยน้าจะถูกเก็บกักไว้ที่ธารน้าแข็งและการปกคลุมของหิมะและน้าที่สามารถนามาใช้ในเขตนั้น คาดการณ์ว่าจะลดลง ระบบนิเวศชายฝั่งและในพื้นที่ลุ่มต่ามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยงจากน้าท่วม รวมถึงการ กัดเซาะของชายฝั่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเล ผลกระทบ จะมีความร้ายแรงมากขึ้น เนื่องจากความกดดันในเรื่องจานวนประชากรบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง ปะการังมีความ เปราะบางต่อความกดดันของความร้อนและมีศักยภาพในการปรับตัวต่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวน้า ประมาณ 1-3 องคาเซลเซียส มีแนวโน้มที่จะทาให้เกิดปะการังฟอกขาวและมีการตายอย่างกว้างขวาง อย่าง น้อยที่สุดปะการังอาจมีการปรับตัวหรือทาให้เกิดการปรับตัวเข้ากับพื้นที่ พื้นที่ชุ่มน้าชายฝั่งรวมทั้งพื้นที่ดิน เลนเค็มและป่าชายเลนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภัยน้าท่วมจากการเพิ่มขึ้นของน้าทะเล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมีความกดดันต่อความลึกที่เข้าไปสู่แผ่นดินหรือการตายจากตะกอนทับถม ประชากรจานวนหลาย ล้านมีแนวโน้มว่าจะถูกน้าท่วมทุกปีเนื่องจากระดับน้าทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ในปี พ.ศ. 2623 พื้นที่ที่มีประชากร
  • 194.
    - 6 - หนาแน่นและอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่าซึ่งมีศักยภาพในการปรับตัวต่า จะเผชิญกับพายุเขตร้อนและการจมลงของ ชายฝั่ง จานวนของผลกระทบมีขนาดใหญ่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ของเอเชียและแอฟริกา ขณะที่เกาะขนาดเล็กมีแนวโน้มเปราะบางสูง มีความเสี่ยงในการจมน้า ความสามารถในการปรับตัวเป็นสิ่งที่ ท้าทายในประเทศกาลังพัฒนามมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากข้อจากัดต่อความสามารถในการ ปรับตัว 1.3.3 ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ (Effect of ecosystem) ความสามารถในการอยู่รอดของ ระบบนิเวศเนื่องจากการผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับการรบกวน (เช่น น้า ท่วม ความแห้งแล้ง ไฟป่า แมลง ความเป็นกรดของน้าทะเล) และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างอื่นๆ (เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน มลพิษ การใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่เกินขอบเขต) ในช่วงร้อยปีที่ ผ่านมา คาร์บอนสุทธิที่ดูดซับโดยระบบนิเวศของป่าไม้ดูเหมือนว่าจะสูงสุดก่อนกลางศตวรรษและลดลงมา เนื่องจากการขยายตัวของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ประมาณ 20-30% ของชนิดพืชและสัตว์ที่ได้รับการ ประเมินเบื้องต้นมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 1.2-2.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นร่วมกับการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่สูงขึ้นนี้อาจทาให้มีการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศ หน้าที่และชนิดของระบบนิเวศที่มีความสัมพันธ์กัน รวมทั้งการ กระจายชนิดของพืชตามสภาพภูมิศาสตร์ ความหลากหลาย ผลประโยชน์จากระบบนิเวศ ความเป็นกรดใน มหาสมุทรจากการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศคาดว่าจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างของ สิ่งมีชีวิตในทะเล เช่น ปะการัง เป็นต้น 1.3.4 ผลกระทบที่มีต่อผลผลิตด้านป่าไม้และการเกษตรกรรม (Effect of forestry and agriculture) ผลผลิตด้านการเกษตรจะเพิ่มขึ้นในบริเวณพื้นที่ช่วงเส้นรุ้งกลางและสูง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยใน ท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นถึง 1-3 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับชนิดพืช จะลดลงในบางพื้นที่ พื้นที่ใกล้เส้นรุ้งต่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งและเขตร้อนชื้นผลผลิตการเกษตรมีแนวโน้มที่จะลดลง ถึงแม้ว่าจะเป็น พื้นที่ขนาดเล็กๆเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะมีความเสี่ยงในเรื่องความหิวโหย ศักยภาพใน เรื่องการผลิตอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นพร้อมกับค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในท้องถิ่นจะสูงขึ้นประมาณ 1-3 องศา เซลเซียส แต่หากอุณหภูมิสูงกว่านี้มีแนวโน้มจะมี การเพิ่มขึ้นของความแห้งแล้งและน้าท่วมมีผลกระทบต่อ ผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะในเขตเส้นรุ้งต่า การปรับตัว เช่น การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาการเตรียม พื้นที่การปลูกในส่วนเส้นรุ้งต่า กลาง และสูง ผลผลิตเกษตรเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศในระยะสั้นและระยะกลางกลับมีแนวโน้มความผันแปรในขอบเขตที่กว้างขวางทั่วโลก ใน ระดับภูมิภาค การกระจายของผลผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดพันธุ์ปลา เมื่อน้ามีความอุ่นเพิ่มขึ้นจะมีผลกับ ผลผลิตด้านการประมง 1.3.5 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (Effect of natural disasters) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ( IPCC )รายงานจานวนภัย พิบัติที่เกิดจากภูมิอากาศและมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจของโลกระหว่าง ค.ศ. 1960-2000 (พ.ศ. 2503-2543) ว่าจานวนภัยพิบัติที่รุนแรงในท้ายทศวรรษ (1990-2000) และ ทศวรรษแรก (1960-1970) เพิ่มขึ้น เป็น 72 ครั้ง
  • 195.
    - 7 - จาก13 ครั้ง มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากความรุนแรงของภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21 แสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากความรุนแรงของภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ตัวอย่างของ ผลกระทบในศตวรรษที่ 21 ตัวอย่างของผลกระทบ อุณหภูมิสูงสุดเพิ่มขึ้น วันอากาศร้อน และคลื่น ความร้อนเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น :  เจ็บป่วยและตายเพิ่มขึ้น  Heat stress ในปศุสัตว์และสัตว์ป่า  พืชได้รับความเสียหาย  ความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ฝนตกแรงและหนักขึ้น เพิ่มขึ้น :  ความเสียหายจากน้าท่วม ดินทรุด โคลน ถล่ม  สาธารณภัย พายุโซนร้อน (tropical cyclone) เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น :  ชีวิตมีความเสี่ยงต่อภัยอันตราย  การระบาดของโรคติดต่อ  ระบบนิเวศชายฝั่งเสียหาย น้าท่วมและภัยแล้งรุนแรงขึ้นเนื่องจาก เอล นิโญ ลดลง :  ผลผลิตการเกษตร  ศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้า มรสุมในเอเชียแปรปรวนยิ่งขึ้น ภัยแล้งและน้าท่วมรุนแรงขึ้นในเอเชียและเขตอบอุ่น ที่มา : กัณฑรีย์ บุญประกอบ (2548) 1.3.6 ผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรม การตั้งถิ่นฐานและสังคม (Effect of Social and Industrial) การลงทุนและผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุตสาหกรรม การตั้งถิ่นฐาน และสังคม จะมีความผันแปรตามสถานที่และขนาดในภาพรวม ผลกระทบสุทธิมีแนวโน้มทางลบเมื่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความเปราะบางด้านอุตสาหกรรมทั้งหมด การตั้งถิ่นฐาน และ สังคม พบในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งและที่ราบน้าท่วมถึง ซึ่งสภาพเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงต่อความอ่อนไหว
  • 196.
    - 8 - ของสภาพอากาศและพื้นที่เหล่านี้มีสภาพอากาศที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของเมือง ชุมชนที่ ยากไร้มีแนวโน้มที่จะมีความเปราะบางที่ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และมี ความเป็นอยู่ที่ขึ้นกับความอ่อนไหวของสภาพอากาศ เช่น แหล่งน้าและอาหาร ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงของ สภาพอากาศ หรือมีความถี่ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ การลงทุนด้านเศรษฐกิจและสังคมจะได้รับภัยจากเหตุการณ์ เหล่านี้จะสูงขึ้น และการเพิ่มขึ้นของการลงทุนอย่างมีมีนัยสาคัญในพื้นที่เหล่านี้ส่วนมากได้รับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและได้แผ่กระจายอย่างกว้างขวางจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงไปสู่ พื้นที่อื่นและภาคส่วนอื่นที่มีความเชื่อมโยงสลับซับซ้อน 1.3.7 ผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ (Effect of human health) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นจานวนล้าน ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซึ่งมีความสามารถใน การปรับตัวได้น้อยดังนี้  การขาดแคลนอาหารมีเพิ่มขึ้นและส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยซึ่งมีผลต่อการพัฒนาการของ เด็กๆ  มีผู้เสียชีวิต จากโรคระบาด และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น จากคลื่นความร้อน น้าท่วม พายุ ไฟป่า และความแห้งแล้ง  มีปัญหาเกี่ยวกับโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้น  เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบการหายใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของโอโซนในบริเวณ พื้นผิวโลก  การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการกระจายของเชื้อโรคที่มีพาหะ การเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบแบบผสมผสาน เช่น การเพิ่มขึ้นหรือลดลงในขอบเขต และศักยภาพ การส่ งผ่านของมาลาเรี ยในแอฟริ กา การศึกษาในพื้ นที่เขตอบอุ่นแสดงให้เห็ นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่เกิดประโยชน์บ้าง เช่น จานวนผู้เสียชีวิตลดน้อยลงจากความ หนาวเย็น โดยรวมคาดว่าประโยชน์เหล่านี้ลดความสาคัญลง จากผลกระทบทางลบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทั่ว โลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกาลังพัฒนา ความสมดุลระหว่างผลกระทบด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพที่ มีความผันแปรจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขณะที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น วิกฤตการณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ การ สาธารณสุข การคมนามคม และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 1.4 การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2537 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมสุทธิ (Gross emission) ของประเทศไทยเมื่อ เปรียบเทียบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร้อยละ 23.30 มาจากก๊าซมีเทนและไนโตรเจนออกไซด์ จานวนร้อยละ 6.06 และเมื่อพิจารณาตามสาขาของการปล่อยก๊าซ สาขาการใช้พลังงานเป็นสาขาที่มีการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 129,867.65 Gg. หรือร้อยละ 45.42 ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด สาขา
  • 197.
    - 9 - เกษตรมีการปล่อยสุทธิมากเป็นอันดับสองรองจากการใช้พลังงานก๊าซส่วนใหญ่ที่ปล่อยออกมาคือ ก๊าซ มีเทนจากกิจกรรมการทานา การเลี้ยงสัตว์ และการจัดการมูลสัตว์ โดยคิดเป็นค่าคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 46,473.70 Gg. ส่วนที่เหลือเป็นไนตรัสออกไซด์ ที่ปล่อยออกมาจากดินและการจัดการมูลสัตว์ ปริมาณรวม สุทธิของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการเกษตรมีเท่ากับ 77,405.90 Gg. หรือร้อยละ 27.08 ของการปล่อยรวม ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 การปล่อยสุทธิของก๊าซเรือนกระจกจาแนกตามแหล่งกาเนิด หน่วย : Gg CO2 Equivalent ก๊าซเรือน กระจก การใช้ พลังงาน กระบวนการ อุตสาหกรรม การเกษตร การใช้ที่ดิน และป่ าไม้ ของเสีย รวม CO2 125,482.80 15,970.40 - 60,475.75 - 201,928.95 CH4 4,127.55 6.51 60,473.70 1,250.97 739.62 66,598.35 N2O 257.30 - 16,932.20 127.10 - 17,316.60 รวม 129,867.65 15,976.91 77,405.90 61,853.82 739.62 285,843.60 ร้อยละของ การปล่อย 45.42 5.60 27.08 21.64 0.26 100 ที่มา : นาฎสุดา ภูมิจานงค์ (2553) 1.5 บทบาทของ IPCC, UNFCCC และ COP ต่อการดาเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดาเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสากล แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่าย วิชาการ คือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) และฝ่ายอนุสัญญา ได้แก่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) และภาคี สมาชิก (Conference of the Parties หรือ COP) โดยแต่ละฝ่ายทาหน้าที่ ดังนี้ 5.1 IPCC ทาหน้าที่เป็นฝ่ายวิชาการ ไม่มีส่วนในการกาหนดนโยบายหรือพันธะกรณีของ อนุสัญญาฯ หลักเกณฑ์ในการทางานของ IPCC คือ “Policy relevant, but not policy descriptive” หมายถึง ผลงานของ IPCC ชัดเจนที่ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายบริหารสามารถนาไปใช้ในการกาหนดนโยบายและ มาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมได้ IPCC มีคณะทางานที่รายงานประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3 กลุ่ม เพื่อรายงานด้าน
  • 198.
    - 10 - สภาพภูมิอากาศเชิงวิทยาศาสตร์ (Science of climate) โดยคณะทางานกลุ่มที่ 1 (working group I) มีหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงของสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น climate change scenario เป็นต้น  การลดสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) โดยคณะทางานกลุ่มที่ 3 (working group III) 5.2 UNFCCC และ COP เป็นฝ่ายนโยบายและการเมืองหรือพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ มีหน้าที่ในการกาหนดนโยบาย มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศให้ประเทศภาคีสมาชิกปฏิบัติ โดยใช้ข้อมูลจาก IPCC ในทางปฏิบัติการทางานของทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายวิชาการ (IPCC) และฝ่ายอนุสัญญาและการเมือง จึงควรแยกการดาเนินงานแต่มีการประสานความ ร่วมมือกันได้ 1.6 พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ถือกาเนิดขึ้นจากการประชุม ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น (COP-3) เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1997 การประชุมครั้งนี้ได้กาหนดให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ทาลายชั้นบรรยากาศลงในปริมาณอย่าง น้อยร้อยละ 55 ของปริมาณที่ระดับปี ค.ศ. 1990 ในระหว่างปี ค.ศ. 2008-2012 เพื่อให้บรรลุเป้ าหมาย แต่ละ ประเทศได้ถูกกาหนดให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับที่แตกต่างกันและทุกประเทศมีข้อผูกพันตาม กฎหมาย (legally binding) ในอันที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงแห่งพิธีสารนี้ ปัจจุบันมีประเทศ ต่างๆ ร่วมลงนามและ