สังสารวัฏกับการเวียนว่ายตายเกิด 
สังสาร หรือ สงสาร แปลว่า ความท่องเที่ยวไป ในทางพุทธ 
ศาสนาหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด มิใช่หมายถึงความรู้สึกหวั่นไหว 
ด้วยความกรุณาเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับความทุกข์ 
สังสารวัฏ แปลว่า ความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ การหมุนวน 
อยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัฏสงสาร 
สงสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของสัตว์โลก 
ด้วยอำานาจกิเลส กรรม วิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส 
กรรม วิบากไม่ได้ [1 
ความหมายของสังสารวัฏ คำาว่า "สังสารวัฏ" มาจากคำาว่า "สังสาร 
ะ = การท่องเทียวไป" กับ "วัฏฏะ = วงกลม"สังสารวัฏจึงมีความ
หมายตามตัวอักษรว่า "การท่องเที่ยวไปเป็นวงกลม" โดยใจความ 
หมายถึง การที่สิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เวียนตายเวียนเกิด 
คือเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดใหม่ แล้วตายอีก แล้วเกิดใหม่อีก วน 
เวียนอยู่อย่างนี้อย่างไม่มีวันจบสิ้น นี่คือการท่องเที่ยวไปเป็นวงกลม 
หรือสังสารวัฏตามความหมายของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าเป็นการ 
ท่องเที่ยวไปก็เพราะการมีชีวิตอยู่เปรียบเสมือนการเดินทาง นับตั้งแต่ 
ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของมารดาจนกระทั่งออกมาสู่โลกภายนอก ภาวะ 
ทางกายและทางจิตของมนุษย์ไม่เคยหยุดอยู่กับที่แต่ก้าวไปข้างหน้าทุก 
ขณะจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนี้ก็ผ่านจากภพนี้ไปสู่ภพอื่น เมื่อสิ้นสุด 
ชีวิตในภพอื่นก็ผ่านไปสู่ภพอื่นต่อไปและต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด ครั้งหนึ่ง 
พระพุทธองค์ตรัสว่า 
"...ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ 
เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องขวางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ 
ไว้ 
ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ บางคราวก็ 
ตกลงทางโคน 
บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลาย 
แม้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องขวางกั้น 
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล 
บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้ 
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่า สงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย 
ไม่ได้..." 
"...ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ 
ฯลฯ 
เมื่อบุคคลหนึ่งท่องเที่ยวไปมาอยู่ตลอดกัปหนึ่ง
พึงมีโครงกระดูก ร่างกระดูก กองกระดูกใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละ 
ถ้ากองกระดูกนั้นพึงเป็นของที่จะขนมารวมกันได้ 
และกระดูกที่ได้กองรวมไว้แล้วไม่พึงกระจัดกระจายไป 
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย 
ไม่ได้..."พระพุทธพจน์ที่ได้ยกมากล่าวนี้ แสดงให้เห็นแนวความคิดที่ 
สำาคัญในพุทธศาสนาหลายประการ คือ 
--->> ประการแรก แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความคิดหรือ 
ความเชื่อเรื่องสังสารวัฏ อันหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดแบบข้าม 
ภพข้ามชาติ มิใช่การเกิดการตายแบบชั่วไม่กี่ขณะจิต ที่ว่าเมื่อความ 
รู้สึกว่า "ตัวเรา" หรือ "ตัวกู" เกิดขึ้นด้วยอำานาจของอุปาทานก็ 
เป็นการเกิด เมื่อความรู้สึกว่า "ตัวกู" ดับไปก็เป็นการตาย จริงอยู่ 
การเวียนว่ายตายเกิดตามแนวปฏิจจสมุปบาทอาจอธิบายในแนวดัง 
กล่าวนี้ได้ แต่การถือว่าสังสารวัฏตามคำาสอนของพระพุทธศาสนา 
หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดตามนัยนี้อย่างเดียว แล้วปฏิเสธการเวียน 
ว่ายตายเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติ ย่อมเท่ากับปฏิเสธพระพุทธพจน์ดัง 
กล่าวนั้นและพระพุทธพจน์ที่ยกมากล่าาวไว้นั้น ถ้าพิจารณาอย่างเที่ยง 
ธรรมตรงไปตรงมาก็ไม่มีความสมเหตุสมผลใดๆ ที่จะตีความว่า หมาย 
ถึงการเวียนว่ายตายเกิดแบบ "ตัวกู ของกู" ในชั่วไม่กี่ขณะจิตของ 
ชีวิตปัจจุบัน นอกจากจะบิดเบือนตีความเพื่อให้เข้ากับ "ทิฏฐิ" ของตน 
เท่านั้น ถ้าจะพิจารณาว่า พระพุทธพจน์จากสังยุตตนิกายที่ยกมาอ้างอิง 
นั้น "น่าจะ" หรือ "คงจะ" ไม่ใช่พระพุทธพจน์ที่แท้จริง คงจะเป็น 
ข้อความที่ "ชาวพุทธบางคน" เพิ่มเติมเข้ามาแล้วแอบอ้างเป็นพระพุทธ 
พจน์ในภายหลัง ก็ต้องปฏิเสธข้อความทำานองนี้ทั้งหมด ที่มีอยู่มากมาย 
ในพระไตรปิฎก ซึ่งการกระทำาเช่นนี้ยากที่ชาวพุทธซึ่งมี "ตถาคตโพธิ 
สัทธา - เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" โดยสุจริตจะยอมรับได้ 
อนึ่ง ถ้าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดแบบเมื่อความรู้สึกยึดมั่นว่า "ตัวกู" 
เกิดขึ้นเป็นการเกิด เมื่อความยึดมั่นว่า "ตัวกู" ดับลงก็เป็นการตาย 
แม้จะมีการเกิดการตายแบบนี้กี่หมื่นกี่แสนครั้งในชีวิตนี้ เมื่อตายลง 
จริงๆ ก็จะมีเพียงโครงกระดูกเดียวเท่านั้น แต่ในพระพุทธพจน์ที่ยกมา 
กล่าวไว้นั้น พระพุทธเจ้าตรัสแสดงถึงโครงกระดูกของสัตว์หรือบุคคล
คนหนึงที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ๑ กัปว่า ถ้าสามารถนำามากอง 
รวมกันได้ กองกระดูกก็จะสูงใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละ ซึ่งเป็นภูเขาใหญ่ 
ลูกหนึ่งในห้าลูกที่วงล้อมเมืองราชคฤห์ในสมัยนั้น เรื่องนี้แสดงให้เห็น 
ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยว่าสงสารหรือสังสารวัฏที่พระพุทธเจ้าทรง 
หมายถึงนั้น เป็นการเวียนว่ายตายเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติ 
--->> ประการที่สอง แสดงให้เห็นว่า ตามทรรศนะของพุทธศาสนา 
เราไ่่่้ม่อาจสาวไปหาจุดเริ่มต้นของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในเวลานี้แต่ละ 
คนได้ว่าเขาเริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อไร จุดเริ่มต้นครั้งแรกคงจะมี เพราะ 
มนุษย์เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย 
ในธรรมชาติ แต่พุทธศาสนาถือว่าจุดเริ่มต้นเช่นนั้นเป็นสิ่งเกินวิสัยที่ 
เราจะสาวย้อนไปหาจนถึงที่สุดได้ จุดที่สุดเบื้องปลายแห่งสังสารวัฏของ 
บุคคลบางคนอาจจะพอกำาหนดได้ นั่นคือ สำาหรับบุคคลบางคนที่เห็น 
แจ้งหรือมีโอกาสที่จะเห็นแจ้งในสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ 
ในที่สุดเขาก็จะเข้าถึงความหลุดพ้นจากจากทุกข์เข้าสู่ปรินิพพานไป 
สังสารวัฏสำาหรับบุคคลเช่นนี้ ก็เป็นอันสิ้นสุดลง แต่สำาหรับบุคคลที่ไม่มี 
โอกาสได้พบสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ หรือพบแต่ไม่ศรัทธา 
เลื่อมใสในพุทธธรรมที่สุดเบื้องปลายแห่งสังสารวัฏของบุคคลเช่นนี้ย่อม 
เป็นสิ่งที่ไม่อาจกำาหนดได้ เพราะสัี่งสารวัฏของเขาจะไม่มีวันสิ้นสุด 
--->> ประการที่สาม แสดงให้เห็นว่า อวิชชาและตัณหาเป็นตัวการที่ 
ทำาให้บุคคลต้องเวียนว่ายตายเกิด ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏ คำา 
ว่า "อวิชชา" ในที่นี้หมายถึงความไม่รู้แจ้งในสัจธรรม ท่านชี้ไปที่ 
ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ได้แก่ ความไม่รู้แจ้งในทุกข์ ไม่รู้แจ้งใน 
เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทัย) ไม่รู้แจ้งในความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธ) 
และไม่รู้แจ้งในข้อปฏิบัติทีนำาไปสู่ึ่ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธคามินี 
ปฏิปทา) ถ้ารู้แจ้งในอริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ การท่องเที่ยวเวียนว่าย 
ตายเกิดในสังสารวัฏก็สิ้นสุดลง แต่เพราะไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ จึงต้อง 
เวียนว่ายตายเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนตันหาได้แก่ความทะยานอยาก 
หมายถึงตัณหา ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา 
หรือตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา 
โผฏฐัพพตัณหา และธัมมตัณหา ทั้งอวิชชาและตัณหาดังกล่าวนี้เป็น 
กิเลสอันเป็นสิ่งที่ทำาให้จิตเศร้าหมอง ตามทรรศนะของพุทธศาสนา
ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สามารถทำาลายกิเลสให้หมดไปจากจิต การเวียน 
ว่ายตายเกิดในสังสารวัฏก็ยังมีอยู่ตราบนั้น 
--->> ประการที่สี่ แสดงให้เห็นความยาวนานของเวลา ๑ กัป ตมทร 
รศนาของพุทธศาสนาว่า เป็นเวลาที่ยาวนานมาก ถ้าสามารถนำาเอา 
โครงกระดูกของบุคคลหนึ่งที่เวียนว่ายตายเกิดท่องเที่ยวไปมาแล้ว ๆ 
เล่า ๆ ในสังสารวัฏในช่วงเวลา ๑ กัป มากองรวมกันได้ กองโครง 
กระดูกก็จะสูงใหญ่เท่ากับภูเขาเวปุลละ ซึ่งย่อมยากที่จะนับจำานวนได้ 
ว่าจำานวนโครงกรดูกทั้งหมดเท่าไร 
เกี่ยวกับเวลา ๑ กัปนี้ ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า...ดูกรภิกษุ 
เหมือนอย่างว่าภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูง 
โยชน์หนึ่ง ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงอาผ้าแคว้นกา 
สีมาแล้วปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปีต่อครั้ง ภูเขาหินลูกใหญ่นั้นพึงถึงการ 
หมดสิ้นไปเพราะความพยายามนี้ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงสิ้น 
สุดไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยว 
ไปแล้วมิใช่กัปหนึ่ง มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้น 
เพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ 
ฯลฯ ดูกรภิษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวที่จะเบื่อหน่ายใน 
สังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำาหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ 
...ดูกรภิกษุ เหมือนอย่างว่านครที่ทำาด้วยเหล็ก ยาวโยชน์หนึ่ง กว้าง 
โยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง เต็มด้วยเมล็ดผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาด 
รวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ด 
หนึี่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่ง ๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อ 
เมล็ด เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้นพึงสิ้นไปหมดไปเพราะความ 
พยายามนี้ (เวลาที่ใช่ในกาลนี้) ยังเร็วกว่า ส่วนเวลากัปหนึ่งยังไม่สิ้น 
สุดไปกัปนานอย่างนี้แล...พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า เวลา 
๑ กัปเป็นเวลาที่นานจนยากที่จะประมาณได้ว่านานเท่าไร ถ้าพิจารณา 
ตามกรณีของการนำาเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดออกจากนครกำาแพงเหล็ก ๔ 
เหลี่ยม ๑๐๐ ปี ต่อ ๑ เมล็ด เวลา ๒,๕๐๐ ปีเศษตั้งแต่พระพุทธเจ้า 
ปรินิพพานมาจนถึงปัจจุบัน เมล็ดพันธ์ผักกาดเพิ่งถูกนำาออกมาเพียง
๒๕ เมล็ดเเท่านั้น ยังไม่ถึงแม้เพียง ๑ หยิบมือ ส่วนที่ยังไม่ได้นำาออก 
มานั้นมากจนสุดประมาณได้ เวลาที่เราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ 
ในสังสารวัฏนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่กัปเดียว ไม่ใช่ร้อยกัป พัน 
กัป หรือแสนกัป ฟังดูไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่พระพุทธศาสนาก็ 
ไม่เคยบอกว่าต้องเชื่อ เพราะสิ่งเช่นนี้เกินวิสัยที่ใครจะคาดคิด เหมือน 
กับที่ถามว่าสากลจักวาลที่เรามีชีวิตอาศัยอยู่นี้เริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร 
และจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ย่อมไม่มีมนุษย์คนใดให้คำาตอบได้ ทั้งๆ ที่สากล 
จักรวาลนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถรับรู้ทางประสาทสัมผัสได้บ้างบางส่วน 
สากลจักรวาลนี้จึงปรากฏแก่่้เราในทำานองเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัส 
ว่า อนมตคฺโคยำ สำสาโร = สงสารนี้มีที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายอัน 
กำาหนดไม่ได้ 
การเกิดและการตายแบบชั่วขณะจิต 
ความจริงในคำาสอนของพระพุทธศาสนามีการกล่าวถึงการเกิดและการ 
ตายไว้ทั้ง ๒ นัย คือ การเกิดและการตายแบบข้ามภพข้ามชาติดัง 
กล่าวมาแล้ว และการเกิดและการตายแบบชั่วขณะจิต การเกิดตายนัย 
แรกเป็นการเกิดตายของมนุษย์ตามที่เข้าใจกันทั่วไป ส่วนการเกิดตาย 
นัยหลังเป็นการเกิดตายที่กำาหนดเอาอาการเกิดดับของจิตเป็นหลัก 
พุทธศาสนาถือว่าจิตมีการเกิดดับเป็นขณะอยู่ตลอดเวลา การเกิดและ 
การตายแบบชั่วขณะจิต มีข้อความในขุททกนิกาย มหานิเทส กล่าวไว้ 
ว่า"ชีวิตน้อย ย่อมตั้งอยู่น้อยอย่างไร... ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิต 
ปัจจุบัน ไม่เป็นอยู่แล้ว จักไม่เป็นอยู่ชีวิต อัตภาพ สุข และทุกข์ทั้ง 
มวล เป็นธรรมประกอบกันเสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไป 
รวดเร็ว เทวดาเหล่าใดย่อมดำารงชีวิตอยู่ตลอดเวลาแปดหมื่นสี่พันกัป 
เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่ประกอบด้วยจิตสองดวงดำารงอยู่เลย... 
สัตว์ไม่เกิดด้วยขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์ 
โลกตายแล้วเพราะความแตกแห่งจิต นี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์... ขันธ์ 
ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏ แตกแล้วก็ไ่ำปสู่ที่ไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้น 
และเสื่อมไปเหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ"
ข้อความจากพระสุตตันตปิฎกข้างบนนี้ เป็นการแสดงการเกิดการตาย 
แบบชั่วขณะจิต ซึ่งเป็นการเกิดการตายตามความหมายทางปรมัตถ์ 
นั่นคือ เมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตที่มีจิตซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า 
สัตว์ ก็ชื่อว่าเกิดขึ้น เมื่อจิตดวงนั้นดับก็เรียกว่าสัตว์ตาย การเกิดการ 
ตายแบบนี้มีอยู่ทุกขณะจิต ในชั่วชีวิตตามธรรมดาของบุคคลหนึ่งย่อมมี 
การเกิดการตายแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งย่อมแตกต่างจากการเกิดจาก 
ครรภ์มารดา และตายเมื่อสังขารร่างกายนั้นแตกดับเพราะสิ้นลมหายใจ 
ในข้อความที่ยกมากล่าวไว้นั้น ข้อความว่า "ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะ 
จิตปัจจุบัน" หมายความว่า การดำารงอยู่ที่แท้จริงของชีวิตมีช่วงเวลาที่ 
แสนสั้นเพียงชั่วขณะจิตเดียว คือ ขณะจิตปัจจุบันเท่านั้น คำาว่า "ไม่ 
เป็นอยู่แล้ว" หมายความว่า ชีวิตไม่ได้เป็นอยู่ด้วยขณะจิตที่เป็นอดีต 
เพราะขณะจิตที่เป็นอดีตได้ดับไปแล้ว ไม่มีอยู่แล้ว คำาว่า "จักไม่เป็น 
อยู่" หมายความว่า การดำารงอยู่ของชีวิตไม่ได้อยู่ด้วยขณะจิตที่เป็น 
อนาคต เพราะขณะจิตที่เป็นอนาคตยังไม่เกิดขึ้น จิตที่มีอยู่จริงๆ ก็คือ 
จิตที่เป็นปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่เพียงขณะเดียวแล้วก็ดับ เมื่อมันดับไป 
แล้วจิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นสืบต่อและตั้งอยู่เพียงขณะเดียวแล้วดับไป จิต 
จะเกิดดับทยอยกันไปไม่ขาดสายด้วยอำานาจการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย 
คือ กิเลส กรรม และวิบาก ตราบใดที่บุคคลยังไม่เข้าสู่นิพพาน 
กระแสจิตก็ยังคงดำาเนินเป็นสันตติเรื่อยไปตราบนั้น 
ข้อความว่า "ชีวิต อัตภาพ สุข และทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมประกอบกัน 
เสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเ่็ป็นไปรวดเร็ว" หมายความว่า 
ชีวิต ร่างกาย สุข และทุกข์ที่บุคคลมี ก็มีอยู่ที่จิตซึ่งเกิดขึ้นทีละดวง 
หรือขณะละดวง ช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีสุขเป็นต้นดำารงอยู่จึงเป็นช่วง 
สั้นเท่ากับขณะจิตที่ดำารงอยู่เพียงขณะเดียวแล้วดับไปนั้นเท่านั้น 
บรรดาสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประเภทที่มีอายุสั้น 
จอย่างสัตว์เดียรัจฉานบางชนิด หรือที่มีอายุยืนมากถึงแปดหมื่นสี่พัน 
กัปอย่างพวกอรูปพรหมประเภทเนวสัญญานาสัญญายตนะ ล้วนมีชีวิต 
ดำารงอยู่ด้วยขณะจิตที่เกิดดับขณะละดวงเท่านั้น ไม่ได้ดำารงชีวิตอยู่ 
ด้วยจิตที่เกิดดับทีละสองดวงหรือมากกว่าสองดวง เพราะจิตของสัตว์ใน 
ทุกภพทุกภูมิที่เกิดดับทีละหลายดวงไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาจาก 
แง่ปรมัตถ์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีอายุสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับอรูปพรหมที่
จัดว่าเป็นสัตว์มีอายุยืนต่างก็มีชีวิตที่ดำารงอยู่จริงๆ เท่ากัน คือ ชั่วเวลา 
ของขณะจิตที่เป็นปัจจุบันเพียงขณะเดียว เพราะโดยปรมัตถ์ สัตว์ชื่อ 
ว่าเกิดเมื่อจิตเกิด ชื่อว่าตายเมือจิตดับ เป็นอย่างนี้เหมือนกันในทุกภพ 
ทุกภูมิ 
อนึ่งรูปขันธ์และนามขันธ์ของสัตว์ที่ประกอบด้วยขันธ์ทั้ง ๒ ประเภท 
เช่น มนุษย์ก็ดี รูปขันธ์ของสัตว์ที่มีแต่รูปขันธ์เพียงอย่างเดียวอย่าง 
พวกอสัญญีสัตว์ก็ดี นามขันธ์ของสัตว์ที่มีแต่นามขันธ์อย่างเดียว เช่น 
พวกอรูปพรหมก็ดี เมื่อเกิดมีขึ้นก็ไม่ปรากฏว่ามาจากไหน เมื่อแตกดับ 
เสื่อมสลายไปก็ไม่ปรากฏให้รู้ให้เห็นว่ามันหายไปไหน เกิดขึ้นแล้วก็ 
เสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ 
กล่าวโดยสรุป พุทธศาสนาได้กล่าวถึงการเกิดการตายไว้ทั้ง ๒ แบบ 
คือการเกิดการตายแบบข้ามภพข้ามชาติหรือการเกิดการตายอย่างที่ 
ชาวโลกทั่วไปเข้าใจกัน และการเกิดการตายแบบชั่วขณะจิตที่ 
พิจารณาจากแง่ปรมัตถ์ การเกิดการตายทั้ง ๒ แบบนี้ก็ถูกต้องด้วยกัน 
ในขอบเขตแห่งความหมายของตน แต่เมื่อกล่าวถึงสังสารทุกข์หรือ 
ความทุกข์ที่เกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่มีที่สิ้นสุดว่าเป็นสิ่งที่ควร 
ทำาลายให้หมดสิ้นไป พุทธศาสนาจะมุ่งเน้นถึงการเวียนว่ายตายเกิด 
แบบข้ามภพข้ามชาติ มากกว่าการเกิดการตายแบบชั่วขณะจิต
ท่าทีพุทธปรัชญาต่อสังสารวัฏ 
ถึงสังสารวัฏและการเวียนว่ายตายเกิดในแง่ของพระพุทธศาสนา 
เป็นเรื่องที่คนทั่วไปมีความสนใจกันมาก ตายแล้วเกิดหรือไม่ ถ้า 
หากว่าเกิดจะไปเกิดเป็นอะไร เมื่อตายแล้วจะไปไหน ตกนรกหรือไป 
สวรรค์ เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่อง สังสารวัฎนั้นปรากฏในพระ 
ไตรปิฎกเป็นจำานวนมาก พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องนี้ว่า บุคคลที่มองเห็น 
ได้ ต้องอาศัยปัญญาซึ่งเกิดจากการตรัสรู้อริยสัจ ๔ พระองค์เองนั้น 
ได้วิชชา ๓ จึงสามารถเห็นการเวียนว่ายเกิด และสัตว์กำาลังเกิดกำาลัง 
ตายเป็นจำานวนมาก แต่เรื่องสังสารวัฎนี้ พระองค์ตรัสไว้ว่าเป็นเรื่องที่ 
น่าเบื่อหน่ายแม้อดีตชาติของพระองค์ บางชาติเกิดเป็นสัตว์ บางชาติ 
เกิดเป็นมนุษย์ สลับกันไปตามผลแห่งกรรมนั้น ดังพระพุทธพจน์ว่า 
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในสงสารได้ไปสู่นรกบ้าง ไปสู่เปรตโลกบ้าง ไปสู่ 
กำาเนิดสัตว์เดียรัจฉานอันเป็นทุกข์บ้าง เราได้เสวยทุกข์หลายอย่าง 
ตลอดกาลนาน เราได้อัตภาพเป็นมนุษย์บ้าง ได้ไปสู่สวรรค์บ้าง เป็น 
ครั้งคราวเราเกิดในรูปภพบ้าง ในอรูปภพบ้าง ในเนวสัญญีนาสัญญี 
ภพบ้าง ภพทั้งหลายเรารู้แจ้งแล้วว่า ไม่มีแก่นสาร อันปัจจัยปรุงแต่ง 
ขึ้น เป็นของแปรปรวนกลับกลอกถึงความแตกหักทำาลายไปทุกเมื่อ 
ครั้นเรารู้แจ้งภพนั้นอันเป็นของเกิดในตนทั้งสิ้นแล้ว เป็นผู้มีสติได้บรรลุ 
สันติธรรม 
(ขุ. เถร. ๒๖/๓๒๐/๓๐๘-๓๐๙. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
สังสารวัฏมีความสำาคัญน้อยมากในแง่พระพุทธศาสนา เพราะว่ามิใช่ 
เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัส 
ในเรื่องนี้เพื่อที่จะพยายามแสดงให้เห็นว่า สังสารวัฎนั้นมีความสัมพันธ์ 
กันในหลักธรรมอื่น ๆ ด้วยและต้องมองหลายแง่หลายประเด็นดังนี้
1. มองในแง่ไตรลักษณ์ การเวียนว่ายตายเกิดนั้น ที่สรรพสัตว์ต้องท่อง 
เที่ยวไปใน 31 ภูมินี้ด้วยอำานาจของกรรม กรรมดีทำาให้สัตว์ไปสู่ 
สถานที่ดี ถ้าเป็นกรรมชั่วนำาไปสู่สถานที่ไม่ดี ชีวิตนั้นหมุนขึ้น หมุนลง 
แสดงให้เห็นว่า หลักสังสารวัฏนั้นมิใช่กฎตายตัวของสรรพสัตว์ที่จะไป 
เกิดในสถานที่เดียวไม่ แต่เนื่องจากกรรมเป็นตัวแปรที่จะผลักดันให้ไป 
เกิดเป็นอะไรก็ได้ 
ชีวิตของเราเดินทางไปในสังสารวัฏ มีหมุนขึ้น หมุนลง ตกนรกแล้ว 
ต่อไปถ้าเรามีกรรมดีก็กลับไปขึ้นสวรรค์แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ คนที่เกิด 
เป็นพระพรหมด้วยกรรมดีบำาเพ็ญฌานสมาบัติ ต่อไปเมื่อสิ้นบุญแล้วก 
ลับไปตกนรก เพราะมีกรรมชั่วในหนหลังก็ได้ มันก็หมุนเวียนไปมา 
(พระเทพเวที,ประยุทธ์ ปยุตฺโต,กรรมและนรกสวรรค์สำาหรับคนรุ่น 
ใหม่,หน้า ๙๕-๙๖.) 
มีพุทธพจน์ตรัสว่า “เรือนในอัตตภาพที่เกิดในภพนั้น ๆ บ่อย ๆ เป็น 
ของไม่เที่ยง เราแสวงหานายช่าง คือ ตัณหาผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ 
ได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารสิ้นชาติมิใช่น้อยการเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์รำ่าไป” 
(ขุ.เถร. ๒๖/๒๘๙/๒๙๗. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
จากข้อความนี้ การที่ทำากรรมชั่วนั้น เราก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ 
โดยการกระทำากรรมดี เรื่องสังสารวัฏนั้นหมุนขึ้นหมุนลงตามอำานาจ 
แห่งกรรมเท่านั้น ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้ง 
หลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำาเนิด มี 
กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำาแนกสัตว์ให้เลว 
และประณีตได้” 
(ม.อุ. ๑๔/๕๘๑/๓๗๖. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
2. มองในแง่ระดับสติปัญญา“เมื่อเรายังเป็นปุถุชนมืดมนอยู่ ไม่เห็น 
อริยสัจ จึงได้ท่องเที่ยวเวียนไปมาอยู่ในคติทั้งหลาย ตลอดกาลนาน 
บัดนี้เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว กำาจัดสงสารได้แล้ว คติทั้งปวงเรา 
ตัดขาดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี” (ขุ.เถร. ๒๖/๓๐๕/๓๐๓. ฉบับ 
สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.)
“ บุคลตัดวัฏฏะได้แล้ว บรรลุนิพพานอันเป็น สถานที่ไม่มีตัณหา 
ตัณหาที่บุคคลให้เหือดแห้งแล้วย่อมไม่ไหลไป วัฏฏะที่บุคคลตัดได้แล้ว 
ย่อมไม่เป็นไป นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์” 
(ขุ.อุ. ๒๕/๑๔๘/๑๔๙. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
จากพระพุทธพจน์นี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่จะเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง 
ไม่ว่าจะเป็นการระลึกชาติ การเห็นสรรพสัตว์กำาลังตาย กำาลังเกิด 
เป็นระดับชั้นปัญญาของพระอรหันต์ และที่สำาคัญก็คือ เมื่อสาวกของ 
พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจึงไม่มีความสงสัยในเรื่องสังสารวัฏนี้ 
เลย ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อบุคคลไม่เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ แล้ว ก็ย่อมมี 
ความสงสัยเป็นธรรมดา ดังนั้น พระองค์จึงทรงชี้แนะการใช้ปัญญา 
พิจารณาในเรื่องนี้ไว้ว่า... 
ยา กาจิ กงฺขา อิธ วา บุรำ วา 
สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา 
ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา 
อาตาปิโน พฺรหฺมจริยำ จรนฺตา 
ความสงสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอัตภาพนี้หรือในอัตภาพ 
อื่น ในความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่น บุคคลผู้ 
เพ่งพินิจมีความเพียร ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ย่อมละ 
ความสงสัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด 
(ขุ.อุ. ๒๕/๑๒๓/๑๖๖. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
3. สังสารวัฏกับอพยากตปัญหาปัญหาเรื่องสังสารวัฏเป็นปัญหาส่วน 
หนึ่งในทิฏฐิ 10 ข้อ ในทรรศนะของพระพุทธเจ้า พระองค์จะไม่ทรง 
ตอบในเรื่องนี้ คือ 
1. โลกเที่ยง 
2. โลกไม่เที่ยง
3. โลกมีที่สุดหรือ 
4. โลกไม่มีที่สุดหรือ 
5. ชีวะกับสรีระ เป็นอันเดียวกันหรือ 
6. ชีวะกับสรีระ เป็นคนละอันหรือ 
7. สัตว์ตายแล้วเกิดหรือ 
8. สัตว์ตายแล้วไม่เกิดหรือ 
9. สัตว์ตายแล้วทั้งเกิดทั้งไม่เกิดหรือ 
10. สัตว์ตายแล้วก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ 
(ม.ม. ๑๓/๑๔๗/๑๔๓. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
เหตุผลที่พระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ หาใช่ว่าพระองค์จะไม่ทรง 
ทราบ แต่ที่พระองค์ไม่ทรงตอบก็เพราะว่าเป็นปัญหาที่ไม่เป็นไปเพื่อ 
ความดับทุกข์ และไม่เป็นประโยชน์อะไรในชีวิตประจำาวัน คำาสอน 
ของพระองค์ให้เน้นมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ดังนั้น พระองค์จึงทรงเปรียบ 
เทียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรที่อาบยาพิษ ต้องหาหมอมาผ่าตัดเอา 
ลูกศรออกก่อน ถ้าไม่ยอมให้หมอผ่าเอาศรออก จนกว่าจะทราบว่า ผู้ 
ที่ยิงลูกศรนั้นเป็นใคร มาจากไหน เป็นคนสูงหรือตำ่า ดำาหรือขาว 
ลูกศรทำาด้วยอะไร ก็จะให้ตายเปล่า 
ดังนั้น พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า สังสารวัฏนั้นมิใช่เป้าหมายสูงสุดของ 
ศาสนาเลย พระองค์จะทรงตอบในเรื่องอริยสัจ 4 คือทุกข์ เหตุให้ 
เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เพราะว่า 
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ 
ทุกข์ เพราะว่าอริยสัจ 4 เป็นไปเพื่อประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่ง 
พรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำาหนัด เพื่อ 
ความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน 
4. ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมและสังสารวัฏ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงต้อง 
ตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด สัตว์ทั้งหลายจักไปตามกรรม 
เข้าถึงผลแห่งบุญและบาป คือ ผู้มีกรรมเป็นบาปจักไปสู่นรก ส่วนผู้มี
กรรมเป็นบุญจักไปสู่สุคติ เพราะฉะนั้น พึงทำากรรมงามอันจะนำาไปสู่ 
สัมปรายภพ สั่งสมไว้ บุญทั้งหลาย ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน 
ปรโลก 
(สำ.ส. ๑๕/๓๙๙/๑๔๑. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
ดูก่อนมหาสี โลภะเป็นปัจจัยแห่งการทำาบาปกรรม แห่งความเป็นไป 
แห่งบาปกรรม ดูก่อนมหาสี โทสะแล...........โมหะแล.............อ 
โยนิโสมนสิการ...............ดูก่อนมหาสี จิตอันบุคคลตั้งไว้ผิดแล เป็น 
เหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำาบาปกรรมแห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม ดู 
ก่อนมหาสี กิเลสมีโลภะ เป็นต้นนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการ 
ทำาบาปกรรม แห่งความเป็นแห่งบาปกรรม......... 
(องฺ.ทสก. ๒๔/๔๗/๙๐-๙๑. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.)“บุรุษ 
ทำากรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน ผู้ทำากรรมดี 
ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำากรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว บุคคลหว่านพืชเช่นใด 
ย่อมได้ผล เช่นนั้น” 
(ขุ.ชา. ๒๗/๗๑๓/๑๖๖. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.)จาก 
ข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่า เรื่องกรรม ผลแห่งกรรม และสังสารวัฏ 
การกระทำาทุกอย่างหาไร้ผลไม่ ผลของกรรมย่อมตอบสนองในโลกนี้ 
และโลกหน้า กรรมจึงเป็นฐานะมรรคาของสรรพสัตว์ที่จะนำาไปสุคติ 
หรือทุคติ ตามหลักพระพุทธศาสนาว่า ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตัณหาอยู่ 
ย่อมวนเวียนหรือท่องเที่ยวไปสังสารวัฏในภพภูมิน้อยใหญ่ต่อไป การ 
หลุดพ้นสังสารวัฏได้นับว่าเป็นการดับกรรมดีและกรรมชั่ว เรื่องกรรม 
ผลแห่งกรรมและสังสารวัฏจึงมีความสัมพันธ์กัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ 
กันและกัน ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์ในวัฏฏะล้วนมีความผูกพันอยู่กับ 
กรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระพุทธเจ้ายืนยันมตินี้ในฐานสูตรว่า 
“โดยที่แท้สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วน 
มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำาเนิด มีกรรม 
เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำากรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จัก 
เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”
สังสารวัฏในพุทธปรัชญาเถรวาท 
ก. สังสารวัฏในพระพุทธศาสนา ตามทรรศนะพระพุทธศาสนา การที่ 
คนใดคนหนึ่งตายไปตกนรกหรือไม่สวรรค์หรือบรรลุพระอรหัต ก็ 
เพราะอาศัยการกระทำาของตนเป็นพื้นฐาน มนุษย์จึงมีฐานะที่สูงสุด 
หมายความว่ามนุษย์เป็นนายของตนเอง ไม่มีผู้วิเศษหรือสิ่งอื่นใดจะมา 
ตัดสินชะตากรรมของมนุษย์ได้นอกจากกรรมของตนเท่านั้น เรื่องนรก 
- สวรรค์ เป็นสถานที่อยู่อาศัยสัตว์ทั้งหลายที่มาเกิดตามอำานาจผลแห่ง 
กรรม เรื่องราวเวียนว่ายนี้มีปรากฏขึ้นในพระญาณของพระพุทธเจ้า
ในวันตรัสรู้ 2 ประการคือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ 
ส่วนอาสวักขยญาณนั้นไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป 
ในที่นี้จะได้ศึกษาเกี่ยวกับปุพเพนิวาสนุสสติญาณ จุคูปปตญาณและอา 
สวักขยญาณตามลำาดับดังต่อไปนี้ 
1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ หมายถึง ญาณที่สามารถระลึกอดีตชาติ 
คือ ชาติก่อนได้เป็นจำานวนมาก กล่าวคือ ระลึกชาติได้ หนึ่งชาติ 
สองชาติ เป็นต้น ในญาณนี้ยังระลึกสิ่งที่ละเอียดอีกด้วย ในเรื่องปุพเพ 
นิวาสานุสสติญาณนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับวัจฉะในจูฬวัจฉโคตตสูตร 
ว่า 
(ม.ม. ๑๓/๒๔๒/๒๓๘. ดูข้อความนัยเดียวกันใน , ม.ม. ๑๓/๑๕/๑๕, 
ที.สี. ๙/๑๓๖/๑๐๗, ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 
ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมระลึกชาติได้เป็นอันมาก 
คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง.....ตลอดสังวัฏ 
กัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่าในภพโน้น 
เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำาหนด 
อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ใน 
ภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น 
มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น มีกำาหนดอายุเพียง 
เท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เราย่อมระลึกชาติก่อน 
ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุทเทสด้วยประการนี้ 
ในอุปทาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุพพกรรมของพระองค์ไว้มากมาย 
แต่ในที่นี้จะขอเลือกนำามากล่าวเป็นบางเรื่องเท่านั้นดังนี้(ขุ.อป. 
๓๒/๓๙๒/๔๗๑-๔๗๔, ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฎกำ ๒๕๒๕.) 
ในพระชาติหนึ่ง พระองค์เป็นนักเลงชื่อ อปุนาสิ ได้กล่าวตู่ใส่ร้าย 
พระพุทธเจ้าสุรภิ ผู้มิได้ประทุษร้ายต่อพระองค์เลย ผลกรรมนั้นทำาให้ 
เวียนว่ายในนรกได้รับทุกขเวทนาตลอดกาลนาน ในพระชาติสุดท้าย 
จึงถูกนางสุนทรีใส่ความ
ในพระชาติหนึ่ง พระองค์ได้กล่าวตู่ใส่ความนันทะสาวกของ 
พระพุทธเจ้าสัพพาภิภู ต้องไปตกนรกอยู่เป็นเวลานาน ในพระชาติ 
สุดท้ายจึงถูกนางจิญจมานวิกามาใส่ความ 
ในพระชาติหนึ่ง พระองค์ทรงฆ่าน้องต่างมารดาตาย เพราะเหตุแห่ง 
ทรัพย์โดยการผลักน้องชายตกลงซอเขาแล้วเอาหินทุ่ม ในพระชาติ 
สุดท้ายจึงถูกพระเทวทัตเอาหินทุมสะเก็ดกระเด็นมากระทบพระบาทจน 
พระโลหิตห้อ 
ในพระชาติหนึ่ง พระองค์เป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระ 
ปัจเจกพระพุทธเจ้าแล้ว จุดไฟเผาดักไว้ทั่วทุกหนทาง ในพระชาติ 
สุดท้ายจึงถูกพระเทวทัตชักชวนนายขมังธนูให้มาประทุษร้ายพระองค์ 
ในพระชาติหนึ่ง พระองค์เป็นนายควาญช้าง ได้ไล่ช้างให้จับมัดพระ 
ปัจเจกพุทธเจ้าผู้กำาลังเดินบิณฑบาต ในพระชาติสุดท้ายจึงถูกข้าง 
นาฬาคีรีจะประทุษร้ายเป็นต้น 
ในญาณนี้เป็นเรื่องระลึกอดีตชาติที่ผ่านมา พระพุทธศาสนาพยายามจะ 
ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่สามารถระลึกชาติได้นั้น จำาต้องบำาเพ็ญบารมีไว้เป็น 
หลายชาติ แต่ละชาตินั้นมีทั้งความสุขและความทุกข์ทรมาน ชีวิตที่ 
ผ่านประสบการณ์มาแต่ละชาติเป็นเรื่องของกรรมที่อำานวยผลมาให้ 
2. จุตูปปาตญาณ ได้แก่ญาณที่พระองค์สามารถเห็นหมู่สัตว์ทั้งหลาย 
กำาลังจุติ (ตาย) กำาลังอุบัติ (เกิด) นั่นหมายความว่า สัตว์ที่กำาลังตาย 
และกำาลังเกิดสัตว์บางพวกทำาดีก็ไปสถานทีดี และบางพวกทำาชั่วก็ไปสู่ 
สถานที่ไม่ดี (ทุคติ) ในญาณนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ 
ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำาลังจุติ 
กำาลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก 
ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดชิ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็น 
ไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโน 
ทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิยึดถือการกระทำาด้วยมิจฉา 
ทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ 
วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต 
มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำาด้วย
อำำนำจสัมมำทิฏฐิ เบื้องหน้ำแต่ตำยเพรำะกำยแตก เขำเข้ำถึงสุคติ 
โลกสวรรค์ 
(ม.ม. ๑๓/๒๔๒/๒๓๘, ข้อควำมนัยเดียวกันใน, ม.อุป. 
๑๔/๕๐๕/๓๓๔-๓๓๕, ม.ม. ๑๓/๑๖/๑๖, ที.สี. ๙/๑๓๗/๑๐๙, ฉบับ 
สยำมรัฏฐสฺส เตปิฎกำ ๒๕๒๕.) 
ในญำณนี้ เมื่อพิจำรณำแล้ว จะเห็นได้ว่ำ ทำำไมคนเรำจึงไม่เห็นสัตว์ที่ 
เกิดที่ตำยเล่ำ จำกข้อควำมที่อ้ำงข้ำงบนนี้จะเห็นได้ว่ำ พระองค์ทรง 
เห็นบรรดำสัตว์กำำลังตำย กำำลังเกิด ด้วยทิพยจักษุ หรือตำทิพย์ 
ซึ่งมนุษย์ปุถุชนธรรมดำไม่สำมำรถเห็นได้ จุตูปปำตญำณเป็นวิชชำที่ 
เกี่ยวโยงถึงกฎแห่งกรรมและสังสำรวัฏพระองค์ทรงมีจักษุทิพย์ด้วย 
ญำณทั้งสำมคือ อติตังสญำณ อนำคตังสญำณ และปัจจุบันนังสญำณ 
อตีตังสญำณ ปรีชำหยั่งเห็นเหตุกำรณ์ในส่วนอดีตกำลว่ำ เป็น 
เหตุกำรณ์อะไรครั้งไหนอย่ำงไร เป็นต้น เหมือนตนเองได้เห็นมำก่อน 
อนำคตังสญำณ ปรีชำหยั่งเห็นเหตุกำรณ์ในอนำคตอันไกลว่ำเป็นเช่น 
ไรเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน เป็นต้น ญำณนี้จะสำมำรถพยำกรณ์ 
เหตุกำรณ์อนำคตได้อย่ำงแม่นยำำดุจตำเห็น 
ปัจจุบันนังสญำณ ปรีชำหยั่งรู้เห็นเหตุกำรณ์ในปัจจุบันอันจะเกิดขึ้นใน 
ระยะใกล้และรู้ได้ว่ำเป็นเหตุกำรณ์อะไร เกิดที่ไหน มองเห็น 
เหตุกำรณ์เฉพำะหน้ำได้อย่ำงแจ่มแจ้ง เป็นต้น 
3. อำสวักขยญำณ หมำยถึงญำณที่สิ้นอำสวะกิเลส พระองค์ทรง 
กระทำำให้แจ้งซึ่งเจโตมุติ ปัญญำวิมุติ ในญำณนี้ถือว่ำเป็นวิชชำสูงสุด 
ทำงพระพุทธศำสนำพระองค์สำมำรถทำำลำยกิเลสอำสวะได้โดยเด็ดขำด 
พระองค์ได้ตรัสกับวัจฉะไว้ดังนี้ 
“ดูก่อนวัจฉะ เรำทำำให้แจ้งแล้วซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญำวิมุติ อันหำอำ 
สวะมิได้ เพรำะอำสวะทั้งหลำยสิ้นไป ด้วยปัญญำอันยิ่งด้วยตนเองใน 
ปัจจุบันแล้วเข้ำถึงอยู่(ม.ม. ๑๓/๒๔๒/๒๓๘. ฉบับ สยำมรฏฐสฺส เตปิฎกำ 
๒๕๒๕.)ในวิชชำ 3 เป็นหลักฐำนยืนยันได้ว่ำ ทำงพระพุทธศำสนำ 
ยอมรับเรื่องสังสำรวัฏหรือกำรเวียนว่ำยตำยเกิดแบบข้ำมภพข้ำมชำติ 
อย่ำงแน่นอน เรื่องสังสำรวัฏนี้พยำยำมชี้ให้เห็นว่ำ กำรตำยไม่ใช่
กระบวนสุดท้ำยของชีวิตหรือจบสิ้นเท่ำนั้น ชีวิตใหม่ต้องดำำเนินต่อไป 
อย่ำงต่อเนื่องตำมแรงแห่งกรรมนั้น 
สังสำรวัฏที่หำจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดไม่พบ(อนมตัคคสังสำร) 
เป็นที่ทรำบกันดีในหมู่ชำวพุทธว่ำ ชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมำในโลกนี้ล้วน 
เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่ำงมีควำมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำ 
ทุกชีวิตต้องดิ้นรนหำอำหำรมำเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปวันแล้ววันเล่ำ 
ทุกชีวิตต่ำงแย่งชิงกันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ในสมรภูมิแห่งกำรแก่งแย่ง 
นี้ ผู้ที่ร่ำงกำยใหญ่กว่ำฉลำดกว่ำหรือปรับตัวให้เข้ำกับสิ่งแวดล้อมได้ดี 
กว่ำ ย่อมเอำชนะคู่แข่งได้และได้อำหำรไปหล่อเลี้ยงชีวิตได้มำกว่ำ 
พระพุทธองค์ตรัสว่ำ สรรพสัตว์ทั้งปวงดำำรงอยู่ได้ด้วยอำหำร ถ้ำ 
ปรำศจำกอำหำรแล้วสรรพสัตว์ก็ดำำรงอยู่ไม่ได้ดังนั้น อำหำรจึงเป็น 
ปัจจัยหลักให้ทุกชีวิตต่ำงทนทุกข์ทรมำนต่ำง ๆ เพื่อให้ได้อำหำรมำ 
หล่อเลี้ยงร่ำงกำยของตนให้มีชีวิตอยู่ได้ไปวัน ๆ เหมือนนำ้ำมันที่หล่อ 
เลี้ยงให้รถวิ่งเคลื่อนที่ไปได้แต่ละขณะฉันนั้นในส่วนของสัตว์ทั้งหลำย 
นั้น นอกจำกจะหำอำหำรมำหล่อเลี้ยงร่ำงกำยเพียงอย่ำงเดียวแล้วยัง 
ไม่เพียงพอแก่ควำมเป็นจริงของสิ่งที่มีชีวิตได้ เพรำะนอกจำกอำหำร 
ทำงร่ำงกำยแล้ว สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลำยยังจะต้องหำอำหำรมำหล่อเลี้ยง 
จิตใจของตนด้วย ซึ่งอำหำรที่ว่ำนี้ก็มีควำมสำำคัญมำกพอกับอำหำรทำง 
ร่ำงกำย หรืออำจมีควำมสำำคัญมำกกว่ำด้วยซำ้ำไป อำหำรที่ว่ำนี้ ได้แก่ 
อำหำรทำงอำรมณ์ควำมรู้สึก เรียกว่ำ ผัสสำหำร หรืออำหำรทำง 
สัมผัส เรำจะเห็นได้ว่ำบำงคนต้องไปหำรับประทำนยังสถำนที่มีดนตรีขับ 
กล่อมด้วยจึงจะได้อำรมณ์ แม้จะเสียค่ำใช้จ่ำยแพงแสนแพงก็ยอมเพื่อ 
แลกกับอำหำรทำงอำรมณ์อำหำรทำงจิต เรียกว่ำ มโนสัญเจตนำหำร 
หรืออำหำรทำงใจทำงควำมคิด บำงทีเรำเรียกบุคคลที่ไม่มีควำมคิด
รอบคอบหรือไม่ฉลำดว่ำโตแต่งกำยแต่งสมองฟ่อ นั่นหมำยควำมว่ำ 
เขำไม่มีอำหำรทำงใจ หรือ พูดให้เข้ำใจง่ำย ๆ ก็คือ ควำมคิดสติ 
ปัญญำหรือข้อมูลทำงสมองไม่ค่อยมี จึงทำำให้พิกำรทำงควำมคิดไป 
หรือที่เรำเรียกติดปำกว่ำ อัปปัญญำ ถ้ำคนใดมีอำหำรทำงใจมำก คน 
นั้นจะฉลำดคิดมีควำมเข้ำใจอะไรได้ลึกซึ้ง เพรำะข้อมูลทำงสมองมีมำก 
จึงทำำให้มีข้อมูลในกำรนำำไปคิดได้มำกสุดท้ำย คือ อำหำรที่เป็นปัจจัย 
หนุนให้เกิดในภพใหม่ต่อไป เรียกว่ำ วิญญำณำหำร หรืออำหำรทำง 
วิญญำณ หมำยถึงอำหำรที่สนับสนุนให้เกิดในภพต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่ 
สิ้นสุด ซึ่งอำหำรประเภทนี้ ได้แก่ ควำมไม่เข้ำใจ ควำมหลงผิดแล้ว 
ส่งผลให้ยึดถือผิด ๆ ในสิ่งที่ผิดนั้นต่อไป เรียกให้เข้ำใจง่ำย ๆ ว่ำ มี 
อวิชชำ ตัณหำ และ อุปำทำนดังนั้น ควำมทุกข์ทั้งหมดที่สัตว์ทั้งหลำย 
ได้รับและเสวยอยู่ในขณะนี้ล้วน เป็นผลมำจำกกำรแสวงอำหำรล้วน ๆ 
ไม่ใช่อย่ำงอื่นเลย ขอให้เข้ำใจควำมจริงไว้อย่ำงหนึ่งว่ำ ไม่ว่ำเรำจะ 
เห็นพฤติกรรมของสัตว์ต่ำง ๆ แสดงออกมำในลักษณะเช่นใดก็ตำม ก็ 
ขอให้รู้ว่ำนั่นเขำกำำลังหำอำหำรหรือกำำลังรับประทำนอำหำรอย่ำงใด 
อย่ำงหนึ่งอยู่ในบรรดำอำหำร 4 ชนิดนี้ที่กล่ำวมำนี้ ก็เพื่อให้เขำมี 
ร่ำงกำยที่ดี มีควำมสุขที่ดี มีควำมคิดสติปัญญำที่ดี และมีภพใหม่ที่ดี 
ขึ้น 
ในกำรแสวงหำอำหำรนี้ ก็เป็นกำรเรียกแบบสุภำพ ๆ เพื่อให้ดูดีเท่ำนั้น 
เอง แต่ถ้ำจะเรียกให้ตรงประเด็นก็ต้องบอกว่ำ กำรแสวงหำอำหำรนี้ 
คือ กำรแย่งชิงเอำร่ำงกำยของผู้อื่นเข้ำมำเป็นร่ำงกำยของตนเอง เพื่อ 
ให้ร่ำงกำยของตนเองดำำรงอยู่ต่อไปได้ เพรำะกำรกินอำหำรก็คือ กำร 
กลืนกินร่ำงกำยของผู้อื่นเข้ำไปเป็นร่ำงกำยของตนเองสัตว์บำงประเภท 
มีกำรแย่งชิงแบบโหด ๆ เห็นแล้วชวนให้สังเวชสลดใจ ไม่อยำกจะ 
เกิดอีกต่อไป แต่บำงพวกอย่ำงมนุษย์แย่งชิงแบบสุภำพหน่อย หรือว่ำ 
ยิ่งโหดกว่ำสัตว์อื่น ๆ ก็ไม่รู้ดูเองก็แล้วกัน แต่ว่ำกำรบริโภคนั้นบอกได้ 
ว่ำ ดูดีกว่ำพวกอื่นพูดโดยสรุปว่ำ สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็กินสัตว์ที่มี 
กำำลังน้อยกว่ำตัวเอง ใครที่ใหญ่กว่ำ หรือมีปัญญำมำกกว่ำก็ทำำร้ำย 
ร่ำงกำยแย่งชิงเอำของผู้ด้อยกว่ำมำเป็นอำหำรของตนได้ เรียกได้ว่ำ 
ไม่มีใครเลยที่จะอยู่ได้ด้วยลำำพังตนเองโดยไม่พึ่งพำอำหำรหล่อเลี้ยง นี้ 
แหละเป็นธรรมชำติที่พระพุทธเจ้ำเรียกว่ำ เป็นอนัตตำ คือ ไม่อำจอยู่
ด้วยลำำพังตนเองได้ ต้องอำศัยปัจจัยอื่น ๆ เข้ำมำเกื้อหนุนให้เป็นอยู่ 
ตำมหลักปฏิจจสมุปบำท เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำำให้ผู้ที่ฉลำดเท่ำนั้นจึงจะ 
สำมำรถดับภพดับชำติ ดับอำหำรใด ๆ ทั้งหมดได้ ไม่ต้องดิ้นรน 
แสวงหำอีกตลอดไป ส่วนพวกที่ไม่เข้ำใจหลงผิดก็ต้องทนทุกข์แย่งชิง 
ร่ำงกำยกันต่อไปควำมทุกข์เกิดจำกกำรแสวงหำอำหำรต่ำง ๆ ที่พูดถึงนี้ 
มีมำกเท่ำใดนั้นแต่ละคนแต่ละท่ำนย่อมรู้อยู่แก่ใจของตนเองไม่จำำเป็น 
ต้องบอก ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคนว่ำ จะต้องกำรอำหำรชนิดใดมำก 
และรู้จักเลือกกินอำหำรที่มีประโยชน์แก่ตนเองมำกน้อยเพียงใด ในหลัก 
กำรของพระพุทธศำสนำบอกได้เพียงอย่ำงเดียวว่ำชีวิตทุกชีวิตที่เกิดขึ้น 
ด้วยอำำนำจอวิชชำ ตัณหำ อุปำทำน ล้วนมีธรรมชำติเป็นอย่ำงเดียว 
เท่ำนั้น คือ ทุกข์ กำรที่เรำมีควำมรู้สึกว่ำ มีควำมสุขอยู่บ้ำง ก็เพรำะ 
ควำมทุกข์มันลดน้อยลงไปเพรำะเรำได้อำหำรเข้ำไปช่วยแบ่งเบำควำม 
ทุกข์เท่ำนั้นเอง เพรำะควำมสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วครั้งชั่วครำวนี้เอง ที่ 
ทำำให้พวกเรำหลงว่ำ มีควำมสุขแล้วก็แสวงหำสุขนั้นและในที่สุดก็ติด 
สุขนั้นอีก โดยที่ไม่รู้ควำมจริงว่ำ นั่นเป็นเพียงทุกข์ที่ลดน้อยลงไป 
เท่ำนั้น เมื่อรู้ว่ำ ควำมจริงคือทุกข์อย่ำงนี้แล้ว ลองหันกลับมำสำำรวจดู 
ควำมจริงอีกอย่ำงบ้ำงว่ำ สำระแก่นสำรของชีวิตนี้ คืออะไร และเพื่อ 
อะไรพระพุทธองค์ตรัสว่ำ ชีวิตในสังสำรวัฏนี้ ที่มีควำมยำวนำนมำก 
จนไม่มีใครจะกลับไปดูจุดเริ่มต้นของสังสำรวัฏ ได้ และในขณะ 
เดียวกันก็ไม่มีใครที่จะตำมไปดูจุดสุดท้ำยของสังสำรวัฏนี้ได้เช่นกัน จึง 
เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยทุกข์นำนำประกำร 
เมื่อพูดถึงเรื่องควำมยำวนำนของทุกข์ในสังสำรวัฏนี้ พระพุทธองค์ ได้ 
ทรงเปรียบเทียบควำมยำวนำนของสังสำรวัฏเป็นกัปให้เหล่ำภิกษุสำวก 
ฟังในปัพพตสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ไว้ว่ำกัปหนึ่งนั้นนำนนักหนำ 
มิใช่เรื่องง่ำยเลยที่จะนับเป็นปี หรือ 100 ปี พันปีหรือแสนปี แล้ว 
พระพุทธองค์ก็ทรงเปรียบเทียบให้สำวกฟังว่ำ 
"สมมติว่ำมีภูเขำลูกหนึ่งที่เป็นหินล้วน ๆ ไม่มีสิ่งอื่นปะปนเลยไม่มีรูโหว่ 
แม้แต่นิดเดียว ภูเขำลูกนั้นมีควำมกว้ำงและควำมยำวด้ำนละ 1 โยชน์ 
หรือด้ำนละ 16 กิโลเมตร และมีควำมสูง 1 โยชน์เช่นกันเวลำล่วงไป 
ทุก ๆ 100 ปี ให้มีคนนำำผ้ำฝ้ำยที่ละเอียดที่สุดมำปัดภูเขำนั้นหนึ่งครั้ง 
ทำำอยู่เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนภูเขำนั้นจะรำบเป็นหน้ำกลองนั่นแหละเรียก
ว่ำเวลำ 1 กัป ถ้ำเทียบกับกำรนับปัจจุบัน คงจะหลำยล้ำนล้ำนปี จึง 
เรียกหนึ่งกัป"เมื่อตรัสถึงควำมยำวนำนของกัปแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ 
ตรัสถึงควำมยำวนำนของชีวิตในสังสำรวัฏอีกต่อไปว่ำ "ชีวิตของพวก 
เธอที่ท่องเที่ยวไปเกิดในภพนั้นบ้ำงภพนี้บ้ำงยำวนำนจนนับเป็นกัปไม่ได้ 
ว่ำหนึ่งกัป หรือร้อยกัป หรือพันกัป หรือแสนกัป ทั้งนี้ก็เพรำะว่ำ 
สงสำรนี้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอันใคร ๆ ไม่สำมำรถจะตำมไปล่วงรู้ 
ได้นั่นเอง"เมื่อสังสำรวัฏยำวนำนจนไม่มีใครล่วงรู้หรือกำำหนดได้นี้เอง 
ชีวิตทุกชีวิตที่ต้องท่องเที่ยวไปเกิดในที่ต่ำง ๆ และก็ต้องหำอำหำรอยู่ 
ทุกขณะเพื่อกำรดำำรงอยู่อย่ำงไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ำควำม 
ทุกข์จะมีมำกน้อยเพียงใด 
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสเป็นกำรเตือนสำวกว่ำ "เพรำะสงสำรนี้มีจุด 
เริ่มต้นและจุดสุดท้ำยที่ไม่มีใครจะตำมไปรู้ได้นี้แหละ ก็เพียงพอแล้วที่ 
พวกเธอจะควรเบื่อหน่ำยในสังขำรร่ำงกำย ควรคลำยกำำหนัดจำกควำม 
ต้องกำรทั้งหลำย ควรหลุดพ้นไปจำกกำรเกิดได้แล้ว"เพื่อให้รู้ถึงเรื่อง 
ควำมทุกข์ของชีวิตที่ท่องเที่ยวไปในสังสำรวัฏอันนำนนี้ พระพุทธองค์ 
ได้แสดงอัสสุสูตร พระสูตรว่ำด้วยเรื่องนำ้ำตำให้พระสำวกฟังว่ำ"เพรำะ 
สังสำรวัฏอันยำวนำนที่พวกเธอได้ท่องเที่ยวไปเกิดยังภพต่ำงๆ นั้นถ้ำ 
หำกจะเปรียบเทียบแล้วนำ้ำตำของพวกเธอที่ร้องไห้เสียใจเพรำะสูญเสีย 
ของที่รักที่พอใจไป หรือร้องไห้เพรำะประสพกับควำมทุกข์ยำกหรือ 
ประสพกับสิ่งที่ไม่พอใจ นำ้ำตำนำ้ำหลั่งไหลออกมำรวมกันมำกยิ่งกว่ำนำ้ำ 
ในมหำสมุทรทั้ง 4 รวมกันเสียอีก"ในขีรสูตร ก็ได้ทรงเปรียบเทียบอีก 
ว่ำ "กำรที่พวกเธอทั้งหลำยวนเวียนเกิดแล้วตำย ตำยแล้วเกิดอยู่เช่นนี้ 
นำ้ำนมของมำรดำที่พวกเธอดื่มเข้ำไปแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับนำ้ำใน 
มหำสมุทรทั้ง 4 แล้วนำ้ำในมหำสมุทรยังน้อยกว่ำอย่ำงเทียบไม่ได้อีก 
เช่นกัน"นอกจำกนี้ในอัฏฐิปุญชสูตรได้ให้คำำอุปมำอีกว่ำ "ชีวิตของพวก 
เรำในสังสำรวัฏนี้ที่ได้ตำยไปในชำติต่ำง ๆ ถ้ำจะสำมำรถนำำเอำกระดูก 
แต่ละชำติมำรวมกันได้เพียงกัปเดียว ก็จะมีกองกระดูกของเรำคนเดียว 
ได้ปริมำณมำกกว่ำภูเขำเวปุลละที่ตั้งล้อมเมืองมคธอยู่นั้น"เมื่อรู้ว่ำ 
สังสำรวัฏยำวนำนเช่นนี้ ชีวิตของสัตว์ทั้งปวงต้องเป็นทุกข์เพรำะ 
แก่งแย่งหำอำหำรเลี้ยงชีพเพื่อให้ตนเองดำำรงอยู่ได้อย่ำงไม่รู้จบเช่นนี้ 
แล้วอะไรคือสำระที่จริงแห่งกำรเกิดหรือชีวิต และแต่ละคนจะไปถึงจุด
สุดท้ำยได้อย่ำงไรนั้น ในที่นี้จะยังไม่ตอบโดยตรง แต่บอกได้คำำ 
เดียวว่ำ ปัญหำทุกอย่ำงมีทำงแก้ไขได้ ถ้ำเรำรู้สำเหตุ และต้องแก้ 
ปัญหำที่ต้นเหตุนั้น ปัญหำทุกอย่ำงจึงจะสงบรำบคำบลงได้ 
ดังพุทธพจน์ ที่เหล่ำพระสำวกเพียงแค่ได้ฟังครั้งเดียวก็สำมำรถแก้ 
ปัญหำทั้งหมดได้ คือ เย ธัมมำ เหตุปะภะวำ เตสัง เหตุง ตถำค 
โต.--->>> ผู้ศึกษำอย่ำงละเอียดจะรู้วิธีแก้ปัญหำที่เอ่ยมำทั้งหมดได้ 
แน่นอน ถ้ำต้องกำร และขอให้เชื่อไว้อีกอย่ำงว่ำ ธรรมของพระพุทธ 
องค์ ผู้ที่ปฏิบัติจริงจะเห็นประจักษ์ได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) โดยไม่ 
จำำกัดกำลเวลำ (โอหิปัสสิโก) เป็นสิ่งที่ทุกคนจะนำำมำปฏิบัติด้วยตังเอง 
(โอปนยิโก) และเป็นสิ่งที่ผู้รู้จะได้พบกับตนเอง โดยไม่ต้องผ่ำนจำก 
กำรบอกเล่ำจำกใคร (ปัจจัตตัง) อีกต่อไป
กำรเกิดใหม่ 
คำำว่ำ “ กำรเกิดใหม่” นี้ ในหลักพุทธธรรมขั้นปรมัตถ์ไม่มี แต่มีใน 
กำรสื่อควำมหมำยของคนทั่วไป เพรำะหำกมีกำรเกิดใหม่ ก็จะต้องมี 
กำรตำย จึงมีคำำถำมว่ำ คำำว่ำ คนตำยหมำยถึงอะไรตำย? คนตำย 
แล้วเกิดหรือไม่? ถ้ำตอบว่ำไม่เกิด (ขำดสูญ) ก็จบลงแค่นั้น แต่ถ้ำ 
ตอบว่ำ คนตำยแล้วเกิด จึงถำมต่อไปอีกว่ำ อะไรไปเกิด? ฯลฯกำร 
ตอบคำำถำมที่ยกมำข้ำงต้น หำกตอบตำมหลักพุทธธรรมก็ตอบได้หลำย 
นัย 
คือ ตำยแล้วเกิด หมำยถึง กระบวนกำรที่มีกำรอิงอำศัยกันเกิดของ 
เหตุปัจจัยตำมหลักปฏิจจสมุปบำทเมื่อไม่มีกำรดับเหตุปัจจัยตัวใดตัวหนึ่ง 
มันก็จะหมุนเวียนกันไปเป็นวงจรหรือวงเวียน เรียกว่ำ “วัฏฏะ 3” คือ 
เมื่อกิเลส ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกรรม เมื่อเกิดกรรม (กำรกระทำำ) ก็จะ 
ต้องมีผลของกรรม ครั้งครบหนึ่งรอบก็จะหมุนต่อไป คือ วิบำก (ผล 
ของกรรม) ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสอีก เป็นกำรเกิดใหม่ ในหลัก 
พุทธธรรมที่แท้นั้นมิใช่วิญญำณล่องลอยจำกร่ำงกำยที่ตำยแล้วไปเกิด 
ในร่ำงใหม่ ซึ่งหมำยถึงชำติใหม่ แต่วิญญำณในพุทธธรรมนั้นเป็นสิ่ง 
ที่เกิดดับได้ ซึ่งมันเป็นอนัตตำ คือ วิญญำณ ก็มิใช่ตัวตนที่ถำวร 
หรือไม่มีตัวคนเที่ยงแท้ กำรเกิดใหม่จึงมิใช่วิญญำณเดิมที่ออกจำกร่ำง 
เก่ำแล้วไปอำศัยร่ำงใหม่ในชำติใหม่ แต่หมำยถึง วิญญำณมีกำรสืบ 
ต่อจำกวิญญำณดวงหนึ่งไปเป็นวิญญำณอีกดวงหนึ่ง เปรียบได้กับดวง 
เทียนเล่มหนึ่งมีเปลวไฟลุกอยู่ ต่อมำก็เอำเทียนอีกเล่มหนึ่งมำจุดไฟจำก 
เทียนเล่มแรก ไฟที่ได้มำจำกเล่มเก่ำนั้นจะ เรียกว่ำ เป็นไฟดวงเก่ำ 
ไม่ได้ มันก็เป็นไฟดวงใหม่ แต่อำศัยไฟดวงเก่ำ แสงเทียนจำกเล่ม 
เก่ำมำสู่เล่มใหม่ 
ก็เหมือนกับวิญญำณที่มีกำรสืบต่อจำกเดิมไปสู่วิญญำณดวงใหม่ 
เหมือนกับพ่อแม่สร้ำงบุตรธิดำ พ่อแม่ก็ต้องให้เลือดเนื้ออันเป็นร่ำงกำย 
และให้วิญญำณอันเป็นส่วนของจิตใจจึงเป็นไปตำมหลักแห่งปฏิจจสมุ 
ปบำท หรือหลักวัฏฏะ 3 คือ กิเลส กรรม วิบำก
ดังนั้น กำรเกิด หรือกำรตำย (ดับ) นั้นก็อยู่กับเหตุปัจจัย เมื่อยังมีเหตุ 
มีปัจจัยก็มีกำรเกิด ครั้นสิ้นเหตุปัจจัยก็ตำยหรือดับไป เช่น หำก 
สำมำรถดับกิเลสได้อย่ำงสิ้นเชิง ก็จะไม่มีกรรม เมื่อไม่มีกรรมก็ 
ไม่มี วิบำก (คือผลของกรรม) เพรำะปัจจัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งดับ 
ปัจจัยอื่นก็ดับ เปรียบได้กับกองไฟกำรที่จะเกิดเป็นกองไฟที่ลุกโซนได้ 
ก็ต้องอำศัยปัจจัย 3 ประกำร คือ (1) เชื้อเพลิง (2) ออกซิเจน และ 
(3) ควำมร้อน ถ้ำปัจจัยทั้ง 3 นี้มำรวมกันเมื่อใด ก็เกิดเป็นกองไฟได้ 
และก็จะต้องลุกไหม้ต่อไป หำกปัจจัยทั้ง 3 ยังมีอยู่ ถ้ำต้องกำรที่จะ 
ดับไฟก็ต้องกำำจัดหรือตัดปัจจัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งออกไป เช่น ไม่ใส่ 
เชื้อเพลิงเพิ่ม หรือเอำถังมำครอบกองไฟเพื่อไม่ให้มีออกซิเจน เมื่อ 
แยกเอำปัจจัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งหรือปัจจัยทั้งสำมออกจำกกัน ก็จะไม่มี 
ไฟลุกไหม้อีกต่อไป 
ในเรื่องกำรเกิดหรือกำรตำยของชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกับกองไฟนี้ เมื่อ 
มีกำรประกอบกันของส่วนประกอบสำำคัญ 5 ส่วน คือ รูปขันธ์ 
เวทนำขันธ์ สัญญำขันธ์ สังขำรขันธ์ และวิญญำณขันธ์ ก็จะเรียก 
ชีวิตหรือ คน เรำใช้ภำษำเป็นสื่อให้เข้ำใจกันว่ำ “เกิด” เมื่อส่วน 
ประกอบทั้ง 5 ส่วนเหล่ำนี้ประกอบกันเข้ำแล้ว ก็ทำำหน้ำที่ควบคุมกัน 
ไปได้ระยะหนึ่งเท่ำนั้น ในที่สุดส่วนประกอบเหล่ำนั้นก็จะแยกออกจำก 
กัน ไม่มีตัวตนเหลือให้เห็นต่อไป ซึ่งเรำใช้ภำษำเป็นสื่อให้เข้ำใจว่ำ 
คือ “ตำย” 
ดังนั้น คำำตอบที่ว่ำตำยแล้วเกิด จึงหมำยเอำกระบวนกำรช่วงหนึ่งที่มี 
กำรสืบต่อกันไปเหมือนกับไฟที่ยังไม่สิ้นเชื้อ ก็จะลุกไหม้ต่อไป คำำ 
ตอบอีกอย่ำงหนึ่งคือตำยแล้วไม่เกิดอีก ก็หมำยถึง กำรตัดวงจรคือตัด 
เหตุปัจจัยช่วงใดช่วงหนึ่งได้อย่ำงสิ้นเชิง ก็จะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะสืบต่อ 
อีกต่อไป เช่น ตัดกิเลสได้อย่ำงสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยช่วงหนึ่งเสีย 
กรรมก็จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง หยุดไว้แค่ผัสสะ (กำร 
สัมผัส) ไม่ให้เวทนำ (ควำมรู้สึก) เกิดขึ้น ก็จะไม่เกิดเหตุปัจจัย ตัวอื่น 
ๆ ต่อไป เมื่อตัดได้แล้วจิตก็เป็นสมำธิ เมื่อจิตสงบก็สำมำรถจะ 
พิจำรณำสิ่งต่ำงๆ ได้อย่ำงถูกต้อง ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญำ เมื่อจิต 
สงบจำกกิเลส ตัณหำ อวิชชำ อุปำทำนแล้วก็เข้ำสู่ภำวะแห่งนิพพำน
คือ ดับสนิท หมำยถึง ดับเพลิงกิเลส อันเป็นกองทุกข์ได้อย่ำงสิ้นเชิง 
ไม่เกิดอีก เปรียบได้กับไฟที่สิ้นเชื้อ (เพลิง) แล้วก็ดับลง 
จึงสรุปได้ว่ำ กำรเกิดใหม่ คือ กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงติดต่อกันไป 
เรื่อย ๆ แห่งปรำกฏกำรณ์ของนำมรูป กำรตำย คือ กำรยุติ 
กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงที่ติดต่อกันแห่งปรำกฏกำรณ์ของนำมรูป 
หลักคิดบำงประกำรเกี่ยวกับกำรเกิดใหม่ 
-->> ตำมทัศนะทำงพุทธศำสนำนั้น หำได้มีชีวิตหลังจำกกำรตำยแล้ว 
หรือชีวิตก่อนกำรเกิดที่อิสระจำกกรรมหรือกำรกระทำำที่มีเจตนำอย่ำงใด 
ไม่ กรรมเป็นผลสืบเนื่องมำจำกกำรเกิดใหม่ และอีกนัยหนึ่ง กำรเกิด 
ใหม่เป็นผลสืบเนื่องมำจำกกรรม 
กำรเกิดย่อมมำก่อนกำรตำย และในทำงตรงกันข้ำม กำรตำยก็มำก่อน 
กำรเกิด ทั้งสองอย่ำงนี้ติดตำมเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่ำงต่อเนื่องโดย 
ไม่มีกำรขำดห้วง เพรำะฉะนั้น จะไม่มีดวงวิญญำณหรืออัตตำที่ถำวร 
หรือเอกลักษณ์ที่ตำยตัวส่งผ่ำนต่อกันไปจำกกำรเกิดหนหนึ่งกับกำรเกิด 
อีกหนหนึ่ง ถึงแม้ว่ำคนเรำจะประกอบขึ้นเป็นหน่วยหนึ่งของจิตใจกับ 
ร่ำงกำยหรือนำมกับรูป แต่จิตใจหรือนำมนั้น ไม่ใช่ดวงวิญญำณหรือ 
ตัวตนอันใดอันหนึ่งตำมควำมหมำยของเอกลักษณ์ที่ถำวรหรือเป็นนิรัน 
ดร์ หรือเป็นบำงสิ่งบำงอย่ำงที่ทำำขึ้นสำำเร็จรูปและคงทนต่อไปก็ไม่มีทั้ง 
สิ้น แต่มันเป็นเพียงพลังอันหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวอย่ำงต่อเนื่อง และ 
สำมำรถเก็บรักษำควำมทรงจำำต่ำง ๆ ไม่แต่เพียงชีวิตนี้เท่ำนั้น แต่รวม 
ถึงชีวิตในชำติก่อน ๆ ด้วย 
ตำมแนวควำมคิดของนักวิทยำศำสตร์ รูปหรือสสำร ก็คือ พลังงำนใน 
ภำวะกำรกดดัน ทำำให้มีกำรเปลี่ยนแปลง โดยไม่ได้เปลี่ยนสำระ 
สำำคัญที่เป็นจริง ตำมแนวควำมคิดของนักจิตวิทยำ จิตใจย่อมเป็น 
เอกลักษณ์ที่ตำยตัว เมื่อพระพุทธเจ้ำทรงเน้นว่ำ สิ่งที่เรียกว่ำ สิ่งมี 
ชีวิตหรือบุคคลนั้นเป็นเพียงสังเครำะห์กรรมของร่ำงกำยกับพลังจิต 
หรือพลังงำนซึ่งมีกำรเปลี่ยนแปลงโดยต่อเนื่องตลอดเวลำเท่ำนั้น ก็ 
หมำยควำมว่ำ พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบควำมจริงมำก่อน 
วิทยำศำสตร์เสียอีก หรือแม้แต่จิตวิทยำสมัยใหม่ก็มีขึ้นหลังกำรค้นพบ 
ของพระองค์
วิลเลียม เจมส์ เขียนไว้ตอนหนึ่งว่ำ…“สิ่งที่เป็นตัวข้ำพเจ้ำนี้ เป็นสิริ 
รวมของสรรพสิ่งที่เป็นจริง และเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วโดยรูปธรรม แต่ 
ตัวข้ำพเจ้ำซึ่งก็รู้จักสิ่งต่ำง ๆ เหล่ำนั้นเป็นอย่ำงดี หำสำมำรถจะนับตัว 
เองว่ำรวมอยู่กับสิ่งเหล่ำนั้นได้ไม่ และสำำหรับในแง่ควำมมุ่งหมำยทำง 
ด้ำนจิตวิทยำแล้วก็ไม่จำำเป็นที่จะถือว่ำตัวข้ำพเจ้ำเป็นรูปลักษณ์ทำงด้ำน 
เมตำฟิสิกส์ที่ไม่มีกำรเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับดวงวิญญำณ หรือหลัก 
กำรอื่นบำงอย่ำง ดังเช่นเรื่องอัตตำที่บริสุทธิ์ทั้งนี้เพรำะเป็นเรื่องคนละ 
เวลำกัน แท้ที่จริงแล้ว ตัวข้ำพเจ้ำนี้ย่อมประกอบด้วยควำมคิดจิตใจ 
ซึ่งในขณะจิตหนึ่งย่อมจะแตกต่ำงไปจำกดวงจิตที่ล่วงไปแล้ว แต่มี 
ควำมสอดคล้องเหมำะสมกับจิตที่ล่วงไปแล้วนั้น รวมทั้งกับทุกสิ่งทุก 
อย่ำงที่ดวงจิตที่ ล่วงแล้วถือว่ำเป็นของตน” 
ฉะนั้น กำรดำำรงอยู่ของบุคคล ก็เป็นเพียงกำรแปรเปลี่ยนที่สืบต่อกัน 
ตลอดเวลำ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่หลงเหลือเป็นสิ่งเดียวกัน 
อยู่เลยในชั่วขณะจิตที่ต่อเนื่องกัน กลไกของร่ำงกำยและจิตใจนี้ ถึง 
แม้ว่ำจะแปรเปลี่ยนไปโดยไม่หยุดนิ่ง ก็ได้เป็นตัวก่อกำำเนิดกระบวนกำร 
ของร่ำงกำยและจิตใจขึ้นมำใหม่ในทุกขณะจิต ฉะนั้น จึงยังคงรักษำ 
ศักยภำพสำำหรับกระบวนกำรของกลไกลในอนำคตไว้เสมอ และไม่ 
ปล่อยให้เกิดช่องว่ำงขณะจิตหนึ่งกับขณะจิตต่อไปไว้เลย ชีวิตของเรำ 
นั้น เรำมีชีวิตอยู่และตำยอยู่ทุกขณะจิตตลอดชีวิตของเรำ เป็นเพียงแต่ 
เกิดขึ้นมำแล้วก็ดับไปคล้ำยกับลูกคลื่นทั้งหลำยที่ซัดสำดอยู่ในท้องทะเล 
ฉะนั้น 
กำรเปลี่ยนแปลงของควำมต่อเนื่องตลอดเวลำ ซึ่งได้ติดตรึงกับเรำใน 
ชีวิตนี้ หำได้หยุดลงเมื่อเรำถึงแก่ควำมตำยไม่ กระแสจิตยังคงสืบต่อ 
ไปอย่ำงไม่หยุดยั้ง ดังเช่นกระแสไฟฟ้ำซึ่งยังคงทำำหน้ำที่อยู่ต่อไป 
แม้ว่ำหลอดไฟฟ้ำจะเสียไป และไม่บังเกิดแสงสว่ำงก็ตำม เมื่อเรำ 
เปลี่ยนหลอดไฟฟ้ำดวงใหม่แทน จะมีกำำลังแรงเทียนมำกหรือน้อย 
ก็ตำม ก็จะเกิดมีแสงสว่ำงขึ้นใหม่อีก กระแสจิตที่ไหลอยู่ตลอดเวลำ 
ที่มีศัพท์เรียกว่ำ พลังแห่งกรรมบ้ำง เจตนำรมณ์ควำมกระหำย หรือ 
ควำมต้องกำรบ้ำง พลังอันมีอำำนำจยิ่งนี้ได้เป็นตัวทำำให้มีกำรดำำรงชีวิต 
อยู่ต่อไปฉะนั้น กระแสของจิตสำำนึกอันต่อเนื่องนี่เอง ได้ดำำเนินไป
โดยไม่รู้จักจบสิ้น ตรำบใดที่ควำมทะยำนอยำก (ตัณหำ) ยังเป็นตัว 
ก่อกำำเนิดอยู่ 
-->> มติทำงพุทธศำสนำกล่ำวว่ำ ในระดับโลกิยธรรม คนเรำถ้ำยังมี 
กิเลสอยู่แล้ว ถูกพลังแห่งกิเลสนี้กระตุ้นหรือชักจูงที่เรียกว่ำ เจตนำ 
หรือควำมตั้งใจ จึงเกิดกำรกระทำำที่เรียกว่ำ กรรม หำกกำรกระทำำที่ 
เจือด้วยกิเลสอันเป็นพลังผลักดันแล้วย่อมจะต้องเกิดผล คือ วิบำก 
อย่ำงแน่นอน ทำงพุทธศำสนำจึงเรียกกระบวนกำรนี้ว่ำ วัฏฏะ 3 ซึ่ง 
อธิบำยเรื่องกำรเวียนว่ำยตำยเกิดอย่ำงย่นย่อที่สุดแล้ว นั่นคือ อธิบำย 
วงจรของกระบวนกำรแห่งชีวิต 3 จังหวะที่หมุนเป็นวงกลมได้แก่ 
กิเลส กรรม วิบำก หำกบุคคลไม่ต้องกำรเวียนว่ำยตำยเกิด 
ก็ต้องตัดกระแสอันเป็นวงจรแห่งกระบวนกำรเสีย ท่ำนจึงสอนว่ำ ควร 
จะตัดที่กิเลส คือ อวิชชำ ตัณหำ และอุปทำนเสียเมื่อตัดได้อย่ำงเด็ด 
ขำดแล้ว กรรมและวิบำกก็จะไม่มี 
ดังพุทธพจน์ตรัสเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบำทในท่อนที่แสดงกำรดับ (นิโรธ 
วำร) ว่ำ“เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพรำะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ 
(ด้วย)” หมำยควำมว่ำ เพรำะอวิชชำดับไปไม่เหลือ สังขำรจึงดับ ฯลฯ 
เพรำะชำติดับชรำมรณะจึงดับ (ควำมเศร้ำโศก ครำ่ำครวญ ทุกข์ 
โทมนัส ควำมคับแค้นใจ ก็ดับไปด้วย) นี่คือหลักคำำสอนเกี่ยวกับกำร 
เวียนว่ำยตำยเกิดของพุทธศำสนำ ซึ่งแสดงในระดับโลกิยธรรม 
ส่วนในระดับโลกุตตรธรรม มติทำงพุทธศำสนำมิได้ระบุตัวตน บุคคล 
เรำ เขำ หรือกล่ำวถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้แต่จะแสดงเป็นรวม ๆ ว่ำ ทุกสิ่งมัน 
เป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่มันอิงอำศัยกันและกันเกิดและดับเป็นกระ 
บวนกำรเปลี่ยนแปลงติดต่อเชื่อมโยงกันไป ตรำบใดเหตุปัจจัยอำศัย 
กันและกันเกิดดับอยู่ กระบวนกำรก็ดำำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ 
อธิบำยว่ำ ใครเป็นผู้มีกิเลส ใครเป็นผู้กระทำำ (กรรม) หรือใครเป็น 
ผู้รับผลของกรรม (วิบำก) แต่จะอธิบำยว่ำ ไม่มีใครเกิด ไม่มีใคร 
ตำยแต่จะมีก็เพียงเหตุปัจจัยที่อำศัยกันเกิด และดับสืบต่อเชื่อมโยงกัน 
ไปเรื่อย ๆ เท่ำนั้น
ชำติหน้ำมีจริงหรือ 
ท่ำนนักอ่ำนทั้งหลำย ครั้งที่แล้วได้เขียนเรื่องชำติหน้ำมีจริงหรือโดยยก 
เอำเรื่องที่พระกุมำรกัสสปอธิบำยแก้ไขควำมเห็นผิดของเจ้ำนครปำยำสิ 
ที่ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้ำว่ำมีอยู่จริงเพรำะสำเหตุที่ท่ำนไม่เห็นโลกหน้ำ 
หรือชำติหน้ำด้วยตำตนเองและไม่มีใครที่เสียชีวิตแล้วกลับมำบอกมำ 
แจ้งข่ำวให้ท่ำนทรำบสักคนแต่โดยที่สุดแล้วพระเถระก็สำมำรถแก้ไข 
ประเด็นเรื่องโลกหน้ำมีจริงหรือไม่นี้ได้ 
มำครั้งนี้ก็จะเขียนประเด็นนี้อีกโดยจะยกเอำเรื่องพระจักขุบำลที่มีเนื้อ 
ควำมปรำกฏอยู่ในอรรถกถำธรรมบทภำค ๑ 
เรื่องที่ ๑ ของท่ำนพระพุทธโฆษำจำรย์ พระอรรถกถำจำรย์ผู้มีชื่อเสียง 
มำกล่ำวเพื่อเป็นกำรยืนยันว่ำ โลกหน้ำหรือชำติหน้ำมีจริงหรือ อรรถ 
กถำธรรมบทเล่ำประวัติพระจักขุบำลว่ำ เดิมท่ำนเป็นบุตรของกุฎุมพีชื่อ 
มหำสุวรรณชำวเมืองสำวัตถี แคว้นโกศลประเทศอินเดียปัจจุบัน มีน้อง 
ชำย ๑ คน เดิมตัวท่ำนชื่อ บำล ต่อมำเมื่อมีน้องชำยจึงได้ชื่อใหม่ว่ำ 
มหำบำล แปลว่ำ บำลใหญ่ หรือบำลผู้พี่คู่กับจุลบำล ซึ่งแปลว่ำ บำลเล็ก 
หรือบำลผู้น้อง ต่อมำพ่อแม่ก็เสียชีวิตทรัพย์สมบัติมรดกของตระกูลจึงมำ 
ตกอยู่กับพี่น้องสองคนต้องช่วยกันดูแลรับผิดชอบในช่วงเวลำนั้น เขต 
กรุงสำวัตถีมีวัดใหญ่อยู่ ๒ วัด คือวัดพระเชตวันมหำวิหำรของอนำถ 
บิณฑิกเศรษฐีมหำอุบำสกและวัดบุพพำรำมของนำงวิสำขำมหำอุบำสิกำ 
ท่ำนกล่ำวว่ำ ในระยะเวลำนั้นในนครสำวัตถีมีคนอยู่ประจำำ ๗ โกฏิ ถ้ำ 
โกฏิ = ๑๐ ล้ำน ก็คงจะเป็น ๗๐ ล้ำน ในคนจำำนวนนั้น ๕ โกฏิ เป็นพระ 
อริยสำวกอริยบุคคล คือ ตั้งแต่พระโสดำบันพระสกิทำคำมี พระอนำคำมี 
จนถึงพระอรหันต์ อีก ๒ โกฏิ ยังคงเป็นปุถุชนคนธรรมดำท่ำนเล่ำว่ำ
พระอริยสำวกมีกิจธุระประจำำวันเพียง ๒ อย่ำงเท่ำนั้น คือในกำลก่อน 
แต่เวลำฉันอำหำรของพระสงฆ์ ท่ำนถวำยทำนในกำลภำยหลังที่พระ 
สงฆ์ฉันอำหำรเสร็จแล้ว คือหลังเที่ยงวันแล้วไปท่ำนถือเครื่องสักกำร 
บูชำมีของหอมและระเบียบดอกไม้ชนิดต่ำง ๆ เป็นต้น ใช้คนให้ถือ 
ไทยธรรม มีเภสัชและนำ้ำปำนะเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรมสังเกตดูแล้วคงจะ 
ครึกครื้นน่ำดู 
อยู่ต่อมำวันหนึ่ง มหำบำลเห็นหมู่อริยสำวกถือเครื่องสักกำรบูชำมีของ 
หอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปวัดจึงถำมว่ำ จะไปไหนกัน ครั้น 
ได้ยินว่ำ ไปฟังธรรม ก็จึงคิดว่ำจักไปบ้ำง ครั้นไปถึงวัดถวำยบังคมพระ 
ศำสดำแล้วนั่งอยู่ข้ำงท้ำยประชุมชน 
วันนั้นตอนหัวคำ่ำฝนตกจึงมีแมลงค่อมทองอยู่ที่พื้นจำำนวนมำกตอน 
มัชฌิมยำมคือช่วงจำกสี่ทุ่มถึงตีสองพระจักขุบำลจะเดินจงกรมประจำำแม้ 
ท่ำนสำำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเดินจงกรมอยู่เหมือนเดิมคืนนั้นจึง 
เหยียบแมลงค่อมทองตำยจำำนวนมำก พระลูกศิษย์ท่ำนยังไม่ทันกวำด 
ตอนเช้ำและมีพระอีกกลุ่มหนึ่งมำเยี่ยมท่ำนแต่เช้ำเห็นแมลงค่อมทองที่ 
พระเถระเดินจงกรมเหยียบตำยไว้เกลื่อนกลำด จึงกล่ำวหำท่ำนควำมนั้น 
ทรำบถึงพระพุทธเจ้ำ พระองค์จึงตรัสว่ำพระจักขุบำลไม่ได้ตั้งใจทำำ 
อย่ำงนั้นและตรัสว่ำที่พระจักขุบำลกลำยเป็นพระตำบอดนั้นเป็นเพรำะว่ำ 
เมื่อชำติก่อนพระจักขุบำลเป็นหมอรักษำตำที่มีฝีมือยอดเยี่ยม 
ครั้งหนึ่งมีโอกำสไปรักษำหญิงตำมัวมองไม่ค่อยเห็นคนหนึ่งโดยหญิง 
นั้นรับรองจะให้ค่ำรักษำด้วยวิธีจะยอมเป็นทำสีคอยรับใช้หมอทั้งแม่และ 
ลูกชำยลูกสำวถ้ำหมอรักษำให้หำยได้พอหมอรักษำตำดีขึ้นจนจวนจะ 
หำยแล้วกลับกลัวที่จะเป็นคนรับใช้หมอทั้งครอบครัวเมื่อหมอมำถำม 
อำกำรที่รักษำจึงโกหกว่ำ เมื่อก่อน ดวงตำของข้ำพเจ้ำปวดน้อยเดี๋ยวนี้ 
ปวดมำกเหลือเกิน หมอก็รู้ได้ทันทีว่ำ หญิงนี้ประสงค์ลวงเรำแล้วไม่ให้ 
อะไร คงจะไม่ได้ค่ำจ้ำงแน่ ๆเรำจะต้องทำำให้มันตำบอดเสียเดี๋ยวนี้ จึง 
ไปถึงเรือนแล้วปรุงยำขนำนหนึ่งเสร็จแล้วนำำไปให้หญิงคนนั้นหยอดเมื่อ 
นำงหยอดยำนั้นแล้ว ดวงตำทั้ง ๒ ข้ำง ได้ดับวูบเหมือนเปลวไฟดับวูบ 
ไป
ตำมปกติแล้วพระพุทธเจ้ำเมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัย 
แห่งคุณมีสรณะศีลและบรรพชำเป็นต้นก่อนแล้วจึงทรงแสดงธรรมตำม 
อำำนำจอัธยำศัยควำมท่อนนี้บงชัดว่ำสรณะและศีลของคนที่พระพุทธเจ้ำ 
จะทรงแสดงธรรมโปรดนั้นต้องมีต้องเคยรักษำต้องเคยบำำเพ็ญต่อเนื่อง 
มำจำกภพก่อนหรือภพที่ผ่ำนมำนั่นก็ย่อมจะเป็นเครื่องยืนยันว่ำ โลก 
หน้ำหรือชำติหน้ำมีจริงเพรำะถ้ำไม่มีชำติหน้ำ อุปนิสัยแห่งคุณคือ 
สรณะ ศีล และบรรพชำเป็นต้นที่พระพุทธเจ้ำทรงทอดพระเนตรดูนั้นจะ 
ส่งผลถึงชำติต่อมำได้อย่ำงไร 
วันนั้น พระพุทธเจ้ำทอดพระเนตรอุปนิสัยของมหำบำลแล้วเมื่อจะทรง 
แสดงธรรม จึงได้ตรัสเริ่มจำกอนุปุพพีกถำ คือ ทรงพรรณนำเรื่องทำน 
ศีล สวรรค์ โทษควำมเลวทรำมและควำมเศร้ำหมองแห่งกำมทั้งหลำย 
และอำนิสงส์ในเนกขัมมะคือควำมออกจำกกำมหมำยถึงกำรออกบวช 
เป็นพระนั่นเอง 
เมื่อมหำบำลได้สดับธรรมนั้นแล้ว จึงคิดว่ำ บุตรและธิดำก็ดีโภค 
สมบัติก็ดี ย่อมไปตำมผู้ไปสู่ปรโลกหำได้ไม่ แม้สรีระร่ำงกำยก็ไปกับตัว 
ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรของเรำด้วยกำรอยู่ครองเรือน เรำจักบวช 
สรุปแล้วก็คือ ท่ำนก็ได้บวชสมใจปรำรถนำ 
เมื่อบวชแล้วก็ศึกษำข้อวัตรปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ระเบียบวินัยของพระ ๕ 
พรรษำแล้ว จึงเรียนเอำวิปัสสนำกรรมฐำนจนชำำนำญแล้วชักชวนภิกษุ 
เป็นเพื่อนร่วมเดินทำงไปเพื่อบำำเพ็ญเพียรวิปัสสนำกรรมฐำนได้ ๖๐ รูป 
เดินทำงไปไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ จำกเมืองสำวัตถี 
ท่ำนตั้งใจบำำเพ็ญวิปัสสนำกรรมฐำนอย่ำงแรงกล้ำโดยกำรถือธุดงค์ข้อ 
เนสัชชิกังคะถือกำรไม่นอนเป็นวัตร คือตลอด ๓ เดือนในพรรษำนั้น 
ท่ำนไม่นอนเลยจะอยู่ในอิริยำบถ ๓ ท่ำ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่ำนั้นในท้ำย 
ที่สุดแล้ว เดือนที่ ๒ ก็มีปัญหำเรื่องสำยตำเพรำะทำำควำมเพียรอย่ำง 
จริงจังตลอดคืนยันรุ่ง และไม่ยอมหยอดตำตำมที่หมอบอก ที่สำำคัญก็คือ 
ยำชนิดนั้นต้องนอนหยอดและหยอดเพียงครั้งเดียวเท่ำนั้นก็สำมำรถ 
รักษำโรคตำแบบนี้ได้ แต่นิสัยของอริยสำวกย่อมเป็นผู้เด็ดขำดในด้ำน 
กำรทำำควำมเพียรเพื่อฆ่ำกิเลสมำกกว่ำที่จะเป็นห่วงเป็นใยต่อสรีระ 
ร่ำงกำยของตน พอเดือนสุดท้ำยในพรรษำท่ำนก็ตำบอดสนิทพร้อมกับ
กำรดับสิ้นของกิเลสในช่วงมัชฌิมยำมล่วงไปคือ หลังตี ๒ พระจักขุบำล 
สำำเร็จเป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกะพอออกพรรษำแล้วท่ำนก็ 
กลับมำเมืองสำวัตถีครั้งแรกให้สำมเณรปำลิตหลำนท่ำนเป็นผู้นำำทำง 
และท้ำวสักกะเป็นผู้รับช่วงนำำทำงต่อ จนถึงวัดพระเชตะวันเมืองสำวัตถี 
พระพุทธเจ้ำตรัสว่ำ หมอรักษำตำคนนั้นได้มำเกิดเป็นพระจักขุบำล 
พระพุทธเจ้ำทรงสรุปว่ำกรรมที่บุตรของเรำคือพระจักขุบำลทำำแล้วใน 
กำลนั้น ติดตำมเธอไปข้ำงหลัง ๆ จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่ำ บำปกรรมนี้ย่อม 
ตำมผู้ทำำไปเหมือนล้ออันหมุนตำมรอยเท้ำโคพลิพัทคือโคที่เขำเทียม 
เกวียนบรรทุกสินค้ำ ตัวเข็นธุระคือลำกเกวียนไปอยู่จำกข้อควำมที่นำำ 
มำกล่ำวนี้เป็นอันยืนยันได้ว่ำ ชำติหน้ำมีจริง เพรำะว่ำถ้ำชำติหน้ำไม่มี 
จริง หมอรักษำตำคนนั้นก็คงจะไม่มำเกิดใหม่เป็นพระจักขุบำลแล้วก็ 
ตำบอดเพรำะกรรมเก่ำของตน เป็นแน่ 
นอกจำกนั้นยังมีเรื่องอีกจำำนวนมำกที่มีปรำกฏในชั้นพระไตรปิฎกซึ่ง 
เป็นพระคัมภีร์ชั้นหนึ่งของพระพุทธศำสนำได้กล่ำวถึงเรื่องปัจจุบันชำติ 
และอดีตชำติของคนนั้นๆ ได้ทำำกรรมชนิดต่ำง ๆทั้งกรรมดีคือบุญทั้ง 
กรรมชั่วคือบำปแล้วต้องมำเสวยกรรมในรูปแบบต่ำง ๆ ทั้งดีและไม่ดี 
แม้องค์สมเด็จพระบรมศำสดำสัมมำสัมพุทธเจ้ำเมื่อครำวที่ทรงเป็น 
พระโพธิ์สัตว์ทรงบำำเพ็ญพระบำรมีในพระชำติต่ำง ๆ นั้นก็เป็นเครื่อง 
ยืนยันว่ำ มีชำติหน้ำแน่นอน ถ้ำชำติหน้ำไม่มีพระบำรมีที่ทรงบำำเพ็ญมำ 
อย่ำงต่อเนื่องจะส่งผลให้พระองค์ได้อย่ำงไรและพระบำรมีของพระองค์ 
จะเต็มได้อย่ำงไร 
จะอย่ำงไรก็ตำม ชำติหน้ำจะมีจริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำำคัญแต่ 
สำำคัญอยู่ตรงที่กำรกระทำำของบุคคล ถ้ำได้ประกอบกรรมดีอยู่เสมอ ๆ ก็ 
อุ่นใจได้ว่ำ ชำตินี้ไม่ต้องเดือดร้อน ถ้ำไม่มีชำติหน้ำก็ไม่มีปัญหำ แต่ถ้ำ 
มีชำติหน้ำก็เป็นอันมั่นใจได้ว่ำตนเองจะไม่ต้องเดือดร้อนได้รับโทษทุกข์ 
นำนำประกำร ในทำงตรงกันข้ำมถ้ำได้ประกอบกรรมชั่วไว้ ก็เป็นที่ 
แน่ใจได้เลยว่ำ 
ต้องได้รับควำมทุกข์ในหลำยรูปแบบ ถ้ำชำติหน้ำไม่มีก็เป็นกันแล้วไป 
แต่ถ้ำชำติหน้ำมีผลกรรมของของคน ๆ นั้น จะส่งผลเป็นทวีคูณ เป็นร้อย 
เท่ำพันเท่ำ จะลำำบำกเดือดร้อนขนำดไหน เชิญท่ำนสำธุชนลองคิดดูก็
แล้วกันท่ำนนักศึกษำธรรมทั้งหลำย ด้วยเรื่องที่ยกมำนี้เป็นเครื่องยืนยัน 
ว่ำ ชำติหน้ำมีจริง ดังนั้นเรื่องชำติหน้ำมีจริงหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่ชำว 
พุทธไม่น่ำจะสงสัยต่อไปว่ำมีหรือไม่มีอย่ำมัวแต่ลังเลสงสัยแล้วไม่แน่ใจ 
เรื่องทำำควำมดีไม่ยอมเลิกสร้ำงควำมชั่วแล้วตัวท่ำนเองจะขำดทุนชีวิต 
สิ่งที่ควรทำำอย่ำงยิ่งก็คือต้องรีบเร่งสร้ำงควำมดี สร้ำงบุญบำรมี เพื่อชำติ 
หน้ำที่ดีกว่ำปัจจุบันชำตินี้ 
ตำยแล้วเกิดได้อย่ำงไร? 
พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำทรงสอนเรื่องจิตไว้พิสดำรมำกนักแล้วยังมีเจตสิก 
อันเป็น เรื่องใหญ่และสำำคัญประกอบกับจิตอีก ทั้งจิตก็มิได้คงทนถำวร 
อยู่ได้ ไม่มีวันตำยเหมือนศำสนำอื่น เช่น อำตมันก็หำไม่ จิตย่อมเกิดดับ 
ติดต่อกันไปอยู่เสมอ เป็นนิจถี่ยิบ ไม่มีวันหยุดหย่อนกันเลย เรียกว่ำ เป็น 
สันตติคือกำรสืบต่อ จิตที่ดับไปแล้วจะเป็นเหตุปัจจัย(เหตุอื่นร่วมด้วย)ให้ 
จิตใหม่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับ แล้วก็เป็นเหตุให้เป็นปัจจัยให้เกิดต่อๆ 
ไป เกิด - ดับ - เกิด - ดับ อยู่ไม่ขำดสำยติดต่อกันไป เมื่อจิตมีแต่ควำม 
เกิด-ดับสืบต่อกันไปดังนี้แล้ว จิตก็จะไม่ได้อยู่ในฐำนะที่จะล่องลอยไป 
เที่ยวหำที่เกิด จิตก็ล่องลอยไปไม่ได้ ทั้งกำรเกิดใหม่ก็มิได้มีแต่จิตเพียง 
อย่ำงเดียว เพรำะมีรูปเกิดร่วมด้วย ถ้ำเช่นนั้นจิตไม่ไปเกิดดอกหรือ? ไป 
อย่ำงไรเกิดอย่ำงไร? 
ผู้ที่มิได้ศึกษำเรื่อง "รูป" อย่ำงจริงจัง ก็มักจะเข้ำใจผิดคิดไปว่ำ "รูป" 
ก็ได้แก่ร่ำงกำยและสิ่งของต่ำงๆ ในทำงพระพุทธศำสนำแสดงเรื่องรูปว่ำ 
รูปมีจำำนวนถึง ๒๘ รูป โดยแบ่งเป็นมหำภูตรูป ๔ และอุปำทำยรูป ๒๔ 
โดยแยกรูปให้เล็กลงๆ เป็นลำำดับ ตั้งแต่เม็ดข้ำวเปลือก ๑ เม็ดแยกออก 
เป็นหลำยสิบล้ำนส่วน ส่วนหนึ่งเหล่ำนั้น เรียกว่ำ "ปรมณู" ทุกๆ ปรมำณู 
เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เรื่อยๆ ด้วยอำำนำจของอุณหเตโช คือควำมร้อน 
ด้วยเหตุนี้ รูปทั้งหลำยจึงเป็น อนิจจัง คือควำมไม่เที่ยง เป็นทุกขัง คือ 
ควำมทนอยู่ในสภำพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตำ คือไม่ใช่ตัวตนคน 
สัตว์(เป็นกำรประชุมกัน) ทั้งไม่อำจบังคับบัญชำได้ 
ปรมำณูในพระพุทธศำสนำ 
๑ ธัญญมำส = ๗ อูกำ
๑ อูกา = ๗ ลิกขา 
๑ ลิกขา = ๓๖ รถเรณู 
๑ รภเรณู = ๓๖ ตัชชารี 
๑ ตัชชารี = ๓๖ อณู 
๑ อณู = ๓๖ ปรมาณ 
นอกจากในเรื่องรูปแล้ว ในพระพุทธศาสนายังได้แสดงถึงเรื่องจิตใจ 
ด้วยว่ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายตัวไป อยู่ตลอดเวลาโดยรวดเร็ว 
เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่มิได้มีสิ่งใดแม้แต่อย่างเดียวที่ตั้งอยู่อย่าง มั่นคง 
ได้ ดังนั้นจิตใจจึงอยู่ในฐานะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นเดียวกันกับ 
รูป 
ในพระพุทธศาสนาถือว่า ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่แล้ว ความเกิดก็ 
ไม่มีปัญหา จะต้องเกิดอีกอย่างแน่นอนทีเดียว หากแต่ความเกิดอีกมิได้ 
เป็นไปในรูปแบบของการล่องลอย หรือที่พูดกันโดยทั่วไปว่าวิญญาณ 
ล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ หากแต่เป็นไปตามแบบฉบับของการสืบ 
ต่อ(สันตติ) ซึ่งมีทั้งจิตหรือวิญญาณ มีทั้งรูปที่เป็นปรมาณูเกิดรวมกัน คือ 
จิตดวงหนึ่งดับลงไปแล้ว(จุติจิต = ตาย) ด้วยอำานาจของเหตุปัจจัยหลาย 
ประการ จิตดวงต่อไปก็ได้อุบัติขึ้นมาทันที(ปฏิสนธิจิต = เกิด) ในภพ 
ใหม่ชาติใหม่ติดต่อกัน โดยมิได้มีระหว่างคั่น พร้อมด้วยรูปปรมาณูที่ 
เรียกว่า กรรมชรูป 
จิตนั้นมิได้เป็นสสารมิได้เป็นพลังงาน หากแต่เป็นปรากฏการณ์ 
ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเหตุต่างๆ ทำาให้เกิดขึ้นมาแล้วสลาย 
ตัวไปโดยรวดเร็ว มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นอมตะ มิได้เกิดขึ้นมา 
โดยการดลบันดาลของใคร และอยู่ในฐานะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น 
เดียวกันกับบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลาย 
จิตใจนั้นแม้ว่ามันจะมองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน ซำ้าถูกต้องไม่ได้ก็ดี แต่ 
ถึงกระนั้นมันก็มีอำานาจ หรือมีอิทธิพลหลายอย่าง เช่น รู้อารมณ์ได้ เก็บ 
บาปเก็บบุญไว้ก็ได้ ทำาน้าที่ปฏิสนธิคือสืบต่อเกิดใหม่ในภพชาติต่อไปได้ 
เมื่อมีสมาธิมากๆ แล้วแสดงอิทธิฤทธิ์บางอย่างก็ได้ด้วย เรื่องของจิตใจ
หรือวิญญาณนั้น มิได้ศึกษากันไปลมๆ แล้งๆ หากแต่มีบทพิสูจน์พร้อม 
บริบูรณ์ ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะได้รู้เห็นจิตใจหรือวิญญาณนี้ 
แจ่มใสชัดเจน อยู่ในใจ(ไม่ใช่มโนภาพ) พ้นจากข้อสงสัยได้แน่นอน 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางบทพิสูจน์เอาไว้แล้ว 
ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค แสดงว่าจิตนี้ มีชื่อตั้ง ๑๐ ชื่อ เพื่อ 
แสดงให้รู้ว่าจิตคืออะไร ? คือ 
ยำ จิตฺตำ มโน หทยำ มานสำ ปณฺฆรำ มนายตนำ มนินฺทริยำ วิญฺญาณกฺขนฺโธ 
ตชฺช มโนวิญฺญาณธาตุ อิทำ จิตฺตำ ฯ 
ในอัฏฐสาลินีอรรภกถาธิบายว่า 
๑. ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต 
๒. ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน 
๓. จิตนั่นแหละได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า หทัย 
๔. ธรรมชาติคือฉันทะที่มีพอใจนั่นเอง ชื่อว่า มานัส 
๕. จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใสจึงได้ชื่อว่า ปัณฑระ 
๖. มนะนั่นเองเป็นอายตนะ คือเป็นเครื่องต่อจึงชื่อว่า มนายตนะ 
๗. มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์ คือความเป็นใหญ่ จึงชื่อว่า มนินทรีย์ 
๘. ธรรมชาติใดรู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิญญาณ 
๙. วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์ 
๑๐. มานะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์จึงชื่อว่า มโน 
วิญญาณธาตุ 
สำาหรับปุถุชนทั้งหลาย ผู้ซึ่ง "อนุสัยกิเลส" ยังยึดครองจิตใจอยู่ 
การกระทำาทั้งหมดจึงเป็นกรรมหาเป็นกริยาไม่ เพราะโดนอำานาจภายใน 
ซึ่งได้แก่กิเลสหนุนหลังให้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ จึงดิ้นให้หลุด 
ออกไปจากภพชาติไม่ได้ ชาติหน้าจึงมีอยู่รำ่าไป การแก้ปัญหาให้แก่ 
ชีวิตจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุกชาติ
อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสอย่างละเอียด คือตัวการที่ทำาให้บังเกิดความ 
เร่าร้อน ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย เป็นธรรมชาติ 
ที่เร้นลับและลึกซึ้งยิ่งนัก ถ้ามิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะไม่มีใคร 
แสดงได้เลย เพราะมันสงบนิ่งอยู่ภายในจิตใจไม่ปรากฏออกมาให้ใคร 
ได้ประจักษ์ แต่ฤทธิ์เดชของมันนั้นเหลือหลายนัก ท่านจึงเปรียบอนุสัย 
กิเลสนี้ว่าเหมือนกับงูที่มีพิษร้ายเพราะว่ามันนอนหลับ จึงไม่เกิดอันตราย 
กับใครเลย แต่ถ้าผู้ใดทำาให้มันตื่นขึ้นมาแล้ว มันก็จะแสดงอำานาจของ 
มันทันที มันก็จะฉกกัด และทำาให้ผู้เข้าไปใกล้ถึงแก่ความตายได้ 
อารมณ์ที่มากระทบอยู่ทุกๆ วันก็เหมือนกัน เมื่อรูปกระทบกับตาแล้ว มัน 
ก็กระเทือนถึงอนุสัย ไม่ว่ารูปนั้นจะดีจะชอบใจ หรือไม่ดีไม่ชอบใจก็ตาม 
เมื่อกระทบแล้วก็จะเกิดปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาใน 
ใจ อันเป็นกิเลสอย่างกลาง และถ้าความเร่าร้อนในใจนั้นมีกำาลังมาก มัน 
ก็จะไม่เกิดแต่ความเร่าร้อนใจเท่านั้น หากมันก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ 
เกิดการแสดงออกซึ่งกิเลสอย่างหยาบทางวาจา หรือทางร่างกายต่อไป 
การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ อย่างพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันต 
ปิฎก เล่มที่ ๓ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค 
[๒๖๒] อุปาทาน ๔ อย่าง 
๑. กามุปาทาน [ถือมั่นกาม] 
๒. ทิฏฐุปาทาน [ถือมั่นทิฐิ] 
๓. สีลัพพตุปาทาน [ถือมั่นศีลและพรต] 
๔. อัตตวาทุปาทาน [ถือมั่นวาทะว่าตน] 
[๒๖๓] โยนิ ๔ อย่าง 
๑. อัณฑชโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่] 
๒. ชลาพุชโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์] 
๓. สังเสทชโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล]
๔. โอปปาติกโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น] ฯ 
[๒๖๔] การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ อย่าง 
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวก้าว 
ลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว อยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว 
คลอด 
จากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่หนึ่ง ฯ 
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ 
รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็น 
ผู้ไม่รู้ 
สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์มารดาข้อที่สอง ฯ 
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ 
รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ 
ไม่รู้สึกตัว 
คลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สาม ฯ 
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ 
รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึก 
ตัวคลอด 
จากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สี่ ฯ 
[๒๖๕] การได้อัตภาพ ๔ อย่าง 
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตน 
อย่างเดียว ไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ 
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของผู้อื่น
เท่านั้น ไม่ตรงกับความจงใจของตนมีอยู่ ฯ 
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนด้วย 
ตรงกับความจงใจของผู้อื่นด้วยมีอยู่ ฯ 
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ไม่ตรงกับความจงใจของตน 
ทั้งไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ 
ปัญหาเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ 
สำาหรับโลกปัจจุบันที่อิทธิพลของวิชาการสมัยใหม่และวิทยาศาสตร์ได้ 
ครอบงำาไปทุกแห่งหน ทำาให้คนสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งนัก 
วิชาการด้านต่างๆ เห็นว่า การเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่เป็นความ 
งมงายไร้เหตุผล จึงมีผู้เชื่อปรัชญาแบบวัตถุนิยมที่สอนว่า มนุษย์เกิด 
หนเดียวตายหนเดียวกันเป็นจำานวนมาก แม้แต่ชาวพุทธบางคนที่คิด 
และเข้าใจว่าตนเองรู้คำาสอนของพระพุทธศาสนาลึกซึ้งที่สุด ก็กลับ 
กล่าวปฏิเสธการตายและการเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติที่ 
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างสิ้นเชิง และกล่าวว่าผู้ที่สอนเรื่องตายและ 
เกิดใหม่แบบนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เข้าใจผิดและสอนผิด ถ้าจะสอนให้ถูก 
ตามทรรศนะของเขาก็ต้องสอนเรื่องการตายและเกิดใหม่แบบชั่วขณะ 
จิต คือเมื่อรู้สึกด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวเรา" หรือ "ตัวกู" เมื่อไร 
ก็เป็นการเกิด ละวางความรู้สึกเช่นนั้นเมื่อไรก็เป็นการตาย เมื่อเกิด 
ความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู" ขึ้นมาใหม่ก็เป็นการเกิดใหม่ วันหนึ่งๆ จึงมี 
การตายและการเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วน จริงอยู่การตีความเกี่ยวกับการ
ตายและการเกิดใหม่แบบนี้ไม่ได้ผิดหลักคำาสอนของพระพุทธศาสนา 
โดยปรมัตถนัยอาจตีความอย่างนี้ได้ แต่การปฏิเสธการตายและการเกิด 
ใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติโดยสิ้นเชิง เท่ากับปฏิเสธพระพุทธพจน์ 
จำานวนมากที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก การปฏิเสธพระพุทธพจน์เหล่านั้นก็ 
เท่ากับกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนสิ่งที่เป็นเท็จ แต่เขาไม่กล้าพอที่จะ 
กล่าวว่าพระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่เป็นเท็จ จึงหันไปเล่นงานพระโบราณจาร 
ย์ของพระพุทธศาสนาว่า เอาคำาสอนที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นเพิ่มเติมเข้าไป 
ในภายหลัง โดยลืมคิดไปว่า พระสาวกผู้เคารพหนักแน่นในพระ 
ศาสดาย่อมไม่เอาสิ่งใดเข้าแอบอ้างว่าเป็นคำาสอนของพระศาสดาโดยที่ 
พระศาสดาไม่เคยสั่งสอนไว้นอกจากนี้ก็มีชาวพุทธบางกลุ่มที่ได้รับ 
อิทธิพลจากคำาสอนของนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาผู้มีชื่อเสียงบางท่าน 
ที่สอนเน้นการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ในชีวิตปัจจุบัน และเน้นการตายเกิด 
แบบชั่วขณะจิต ชาวพุทธกลุ่มนี้พลอยรังเกียจการอธิบายเรื่องการตาย 
แล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติไปด้วย บางคนไปไกลถึงขนาดเห็น 
ว่าพระองค์ไหนสอนตามแบบเก่าก็เป็นการสอนผิด พระบางองค์ก็ไม่ 
กล้าเทศน์เรื่องการตายแล้วเกิดใหม่แบบที่เคยสอนกันมา เพราะเกรงจะ 
สอนผิดหรือไม่ก็เพราะตนเองก็เกิดไม่เชื่อการตายเกิดแบบนั้น รวม 
ความว่าเวลานี้ความเชื่อของชาวพุทธในเรื่องนี้อยู่ในภาวะสับสน ถ้าจะ 
แบ่งกลุ่มชาวพุทธเกี่ยวกับการตายเกิดก็แบ่งได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ 
๑. เป็นชาวพุทธ...แต่ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ถือว่ามนุษย์ 
เกิดหนเดียวตายหนเดียว 
๒. เป็นชาวพุทธ...แต่ไม่แน่ใจว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ จึงไม่กล้า 
กล่าวว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ 
๓. เป็นชาวพุทธ...ยอมรับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ชั่วขณะจิตในชีวิต 
ปัจจุบัน ปฏิเสธเรื่องตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ 
๔. เป็นชาวพุทธ...ที่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างที่ 
เคยเชื่อถือกันมา 
ประเภทที่ ๑ กับที่ ๓ ส่วนมากจะเป็นผู้ได้รับการศึกษาดี หรือได้รับ 
การศึกษาในวิชาการสมัยใหม่ที่อยู่ในเขตอิทธิพลของวิทยาศาสตร์
ประเภทที่ ๒ ส่วนมากจะเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ไม่ค่อยสนใจหรือ 
สนใจคำาสอนของพระพุทธศาสนาบ้างเล็กน้อย 
ประเภทที่ ๔ มีทั้งชาวบ้านธรรมดาทั่วไปและผู้ที่สนใจศึกษาคำาสอนใน 
พระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง 
ในกรณีของชาวบ้านทั่วไปที่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ส่วนมากเป็น 
เพราะได้รับการอบรมให้เชื่อในเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ส่วนผู้ที่ 
สนใจศึกษาคำาสอนในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เชื่อเรื่องการเวียน 
ว่ายตายเกิด หรือสังสารวัฏเพราะมั่นใจในความรู้ที่ได้ศึกษามา และ 
เพราะได้ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบจนเกิดความแน่ใจว่าเรื่อง 
"สังสารวัฏ" เป็นหลักคำาสอนที่สำาคัญที่สุดหลักหนึ่งของพระพุทธศาสนา 
การปฏิเสธหลักคำาสอนเรื่องนี้ย่อมเป็นการปฏิเสธหลักคำาสอนเรื่อง 
มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นหลักคำาสอนที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา 
ไปพร้อมกันด้วย หากหลักคำาสอนเหล่านี้ถูกปฏิเสธเสียแล้วพระพุทธ 
ศาสนาก็จะเป็นเพียงระบบศีลธรรมธรรมดาระบบหนึ่งเท่านั้น ระบบศีล 
ธรรมธรรมดาที่มีแต่เรื่องโลกียะอย่างเดียวนั้นไม่จำาเป็นจะต้องเป็นพระ 
อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ใครก็ได้ที่เป็นนักคิดและนักวิเคราะห์สังเคราะห์ 
ก็สามารถกำาหนดเรื่องบัญญัติขึ้นมาอย่างมีเหตุผลได้ 
เกิดมาแล้วทำาไมต้องตาย...? 
เหตุใดมนุษย์ต้องมีสภาพ เป็นสิ่งที่ต้องตาย พุทธศาสนามีหลักธรรมที่ 
ให้คำาอธิบายต่อประเด็นดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอยู่ 2 หมวด คือหลัก 
ธรรม ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์และหลักธรรมที่ปรากฏในเรื่องสังสารวัฏ
มีอะไรในไตรลักษณ์ 
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าพุทธศาสนาจำาแนกธรรม หรือสิ่งทั้งหลายทั้ง 
ปวงที่ทรงตัวอยู่ ออกเป็น ๒ อย่าง คือ... 
สังขตธรรม หมายถึง ธรรมที่ถูกปรุงแต่งได้แก่ธรรมที่มีปัจจัย สภาวะ 
ที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายร่วมกันแต่งสรรค์ 
ขึ้น สิ่งที่มีปัจจัยประกอบเข้าหรือสิ่งที่ปรากฏและเป็นไปตามเงื่อนไข 
ของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร ซึ่งมีรากศัพท์และคำาแปล 
เหมือนกัน หมายถึง สภาวะทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูป 
ธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้งที่ดี ที่ชั่ว และที่ 
เป็นกลาง ๆ ทั้งหมด เว้นแต่นิพพาน 
อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่ไม่มีปัจจัย 
หรือ สภาวะที่ไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของ 
ปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิสังขาร ซึ่งแปลว่าสภาวะปลอดสังขาร 
หรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หมายถึง นิพพาน 
พุทธศาสนาเห็นว่า ทุกสิ่งที่มีสภาพเป็นสังขตธรรม หรือสังขารธรรม 
ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือเรียกอีกชื่อ 
หนึ่งว่า สามัญญลักษณะ แปลว่า ลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งหลาย 
ลักษณะ ๓ ประการ คือ 
อนิจจตา คือ ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความเปลี่ยนแปลง ความ 
ไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป 
ทุกขตา คือ ความทุกข์ ความคงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ภาวะที่ไม่ 
สมบูรณ์มีความบกพร่องหรือขัดแย้งอยู่ในตัว 
อนัตตตา คือ ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง 
มนุษย์ในฐานะสิ่งที่มีสภาพเป็นสังขตธรรม หรือ สารขารธรรม หรือ 
สิ่งที่เกิดจากปัจจัย ปรุงแต่งย่อมจะต้องมีความเป็นไปตามลักษณะทั้ง ๓ 
เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ อย่างไม่มีข้อยกเว้น เพราะกฎธรรมชาติหรือ 
ไตรลักษณ์นี้เป็น ธรรมธาตุ คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดาเป็นธรรม 
ฐิติ คือ ภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดาเป็น
ธรรมฐิติ คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา 
ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม สังขต 
ธรรม หรือ สังขารธรรมทั้งหลายก็ย่อมจะมีลักษณะเป็นไปเช่นนั้นเอง 
ดังพุทธพจน์ที่ว่า 
“สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็น 
อนัตตา” 
ความตายหากมองจากกรอบของไตรลักษณ์ ก็คือรูปแบบหนึ่งของอนิจ 
จตา และทุกขตา หรือความไม่เที่ยง ความคงทนเป็นสภาพชีวิตอยู่ 
อย่างเดิมไม่ได้หากแต่ต้องแตกสลายหรือตายไปเป็นธรรมดา ในอีกแง่ 
มุมหนึ่งหากพิจารณาให้ละเอียดลงตามหลักปรมัตถ์ ความเป็นอนิจจตา 
และทุกขตา หรือความไม่เที่ยงความเปลี่ยนแปลงตลอดจนความตาย 
ย่อมเกิดขึ้นกับมนุษย์หรือนามรูปนี้อยู่ทุกขณะตลอดเวลา 
ตอนนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า สาเหตุพื้นฐานที่ทำาให้มนุษย์หรือนามรูปนี้ 
เป็นสิ่งที่ต้องเสื่อมสลายหรือตายไป แท้จริงก็คือสภาพความเป็นสิ่งปรุง 
แต่ง หรือเป็นสังขตธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะของมนุษย์นั่นเอง 
สังสารวัฏเป็นอย่างไร...? 
ได้กล่าวไปแล้วว่า สภาพความเป็นสังขตธรรม หรือสิ่งปรุงแต่งอันเป็น 
คุณลักษณะประจำาของมนุษย์นั่นเอง คือสาเหตุพื้นฐานที่ทำาให้มนุษย์ 
เป็นสิ่งที่ต้องตาย... 
อย่างไรก็ตาม คำาถามเกี่ยวกับสาเหตุของความตายอีกประการหนึ่งที่ 
สามารถเกิดขึ้นได้ก็คือ ในเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องตายในที่สุด 
แล้วเหตุใด หรือเพราะอะไร จึงทำาให้มนุษย์ต้องเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะต้อง 
เดินไปสู่ความตาย อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เช่นนี้...? 
--> หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงง่าย ๆ ก็จะพบว่า เพราะเกิดมา 
นั่นเองมนุษย์จึงต้องตาย ถ้าไม่เกิดก็ไม่ต้องตาย ในการตอบปัญหา 
ดังกล่าว พุทธศาสนาชี้ให้เห็นความจริงว่า แท้จริงแล้วมนุษย์หรือตัว 
เราเป็นผลของการหมุนเวียน สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนามต่างต้องท่อง 
เที่ยววนเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ อย่างไม่มี 
วันสิ้นสุด สภาพเช่นนี้เรียกว่า สังสารวัฏ เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า
เหตุใดมนุษย์จึงต้องเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะต้องประสบกับความตาย หรือ 
เหตุใดมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจึงต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จบสิ้น 
เรามาดูถึงสาระสำาคัญของสังสารวัฏ 
สังสารวัฏ คือ การเวียนเกิด เวียนตาย อยู่ในโลกหรือวงจรแห่งทุกข์ 
อีก นัยหนึ่ง สังสารวัฏ ก็คือวังวนหรือภาวะที่ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุเป็น 
ปัจจัยของกันและกันเป็นวงกลม ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องท่อง 
เที่ยวหรือเวียนว่ายตายเกิดสังสารวัฏประกอบด้วย องค์ ๓ คือ กิเลส 
กรรม และวิบาก ตามหลักพุทธศาสนา ชีวิตไม่ใช่สิ้นสุดเมื่อบุคคล 
ตาย เพราะตราบเท่าที่บุคคลยังมีกิเลสและกรรมอยู่ ชีวิตใหม่หรือชาติ 
หน้าจะต้องมีอยู่ด้วย นั่นคือความตายในชีวิตปัจจุบันจะนำาไปสู่การเกิด 
ใหม่ ซึ่งก็จะนำาไปสู่การตายอีก วนเวียนไปเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าบุคคล 
จะรู้แจ้งความจริงอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้ จึงจะหยุดและสิ้นสุดการเกิด 
แก่ เจ็บ และตาย 
กิเลส หมายถึง สภาพที่ทำาให้จิตใจเศร้าหมอง สิ่งที่ทำาให้จิตใจขุ่น 
มัวรับคุณธรรมได้ยาก เป็นสิ่งสกัดกั้นไม่ให้ถึงความบริสุทธิ์ สะอาด 
ทางกาย วาจา และใจ ได้แก่สภาวธรรม ๑๐ อย่าง คือ 
โลภะ คือ สภาวะที่อยากได้ ปรารถนา และยินดีในอารมณ์ทั้ง ๖ 
ที่น่าใคร่น่าพอใจ 
โทสะ คือ สภาวะที่มีความหยาบกระด้าง ดุร้าย ขุ่นมัวเผาผลาญ 
จิตใจ 
โมหะ คือ สภาวะที่หลงในอารมณ์ คือไม่รู้ตามความเป็นจริงของ 
สภาวธรรม 
มานะ คือ สภาวะที่ถือตัว ไม่ยอมลงให้ใคร ลำาพองในใจ ทำาให้ 
กระด้างอวดหยิ่งยโส 
ทิฏฐิ คือ สภาวะที่มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง ด้วยความยึดติด 
กับอารมณ์ที่ตนเห็นเท่านั้น
วิกิจฉา คือ สภาวะที่มีความสงสัย เพราะไม่ปลงใจ โลเล เพราะไม่ 
แน่ใจในอารมณ์ 
อุทธัจจะ คือ สภาวะที่ทำาให้ฟุ้งซ่านไม่สงบในอารมณ์ 
อหิริกะ คือ สภาวะที่ไม่ละอายและหดหู่ และไม่หลีกเลี่ยงต่อบาป 
อโนตตัปปะ คือ สภาวะไม่เกรงกลัว ไม่สยดสยองต่อบาป และความ 
ชั่ว 
สภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเหตุให้บุคคลประกอบกรรมต่าง ๆ ขึ้น 
-->> กรรม หมายถึง การกระทำาที่ประกอบด้วยเจตนา หรือมีความ 
จงใจในการกระทำา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เจตนาในกรรมนั่นเองจัดเป็น 
กรรม ดังพุทธพจน์ 
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลจงใจแล้วย่อม 
กระทำากรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ”กรรมที่ประกอบด้วยเจตนา 
โดยเฉพาะเจตนาที่มีตัณหาหรือความอยากเป็นแรงผลักดัน ถือว่าเป็น 
กรรมที่สามารถทำาให้สัตว์ทั้งหลายต้องหมุนเวียน หรือ กรรมที่ทำาให้ 
วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ตัณหาดังกล่าวก็คือ... 
ความอยากได้อยากมีในสิ่งใด เรียกว่า กามตัณหา 
ความยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่า ภวตัณหา 
ความไม่อยากเป็นอย่างนั้นไม่อยากเป็นอย่างนี้ เรียกว่า วิภวตัณหา 
ตัณหาเกิดจากความไม่รู้สภาวธรรมตามเป็นจริง แล้วก็เกิดความคิด 
ปรุงแต่งซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ แล้วก็เป็นเหตุให้ 
เกิดความอยากขึ้นตามความพอใจ หรือความไม่พอใจนั้น ๆ เมื่อมี 
ความอยากซึ่งเรียกว่า ตัณหา นี้แล้วจึงมีเจตนาในการกระทำา เมื่อมี 
การทำาลงไปด้วยเจตนาก็เป็นกรรม เมื่อกระทำากรรมเช่นนี้แล้ว ผลของ 
กรรมหรือวิบากย่อมตามสมควรแก่กรรมนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นพลังส่งให้ผู้ 
กระทำากรรมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสมเมื่อผู้กระทำากรรมตายลง ดังพุทธ 
พจน์ว่า
“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นสิ่ง 
ให้กำาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมเป็นตัว 
กำาหนดจำาพวกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตต่างกัน” 
-->> วิบาก หมายถึง ผลกรรมที่บุคคลทำาไว้นั่นเอง สภาพชีวิตคือ 
การที่ต้องประสบกับความสุขความทุกข์ เมื่อมนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ 
ก็จะถูกผลักดันให้ ทำากรรม เมื่อทำากรรมแล้วย่อมจะได้รับผลแห่ง 
กรรม คือ วิบาก เมื่อมีวิบากหรือขันธ์อยู่ที่ยังไม่สิ้นไปซึ่งกิเลส ก็ 
เป็นเหตุให้การกระทำากรรมอีกวนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่า 
เหตุปัจจัยแห่ง วัฏจักร หรือสังสารวัฎนี้จะสิ้นลง 
การที่กิเลสทั้งหลายปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณ นอกจากจะส่งผลให้ชีวิต 
มีสุขมีทุกข์แล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตมีการสืบต่อไปไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ความ 
ตายจึงไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต หากเป็นแต่เพียงปัจจัยที่ทำาให้เกิด 
การเปลี่ยนแปลงชีวิตจากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่งเท่านั้น การ 
เปลี่ยนแปลงนี้จะมีอยู่เรื่อยไปตราบเท่าที่วงจรของสังสารวัฏยังไม่ถูก 
ตัดขาด หากวงจรของสังสารวัฏคือ กิเลส กรรม และวิบากนี้ ยัง 
ไม่ถูกตัดขาด มนุษย์หรือสัตว์ก็ยังจะต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในภพภูมิ 
ต่าง ๆ ไม่มีสิ้นสุด 
คนที่ตายเหมือนคนที่นอนหลับแล้วฝัน 
โดยธรรมดาเมื่อเรานอนหลับ พอรู้สึกเคลิ้มๆ ก็จะเริ่มฝัน แต่ความฝัน 
ในตอนนั้นส่วนมากมักจะไม่ชัด และบางทีก็จำาไม่ได้ เว้นไว้แต่จะตื่น 
ขึ้นมาก่อน แต่ถ้าเป็นการฝันสะเปะสะปะเพราะความฟุ้งซ่าน ก็จะจำา 
เรื่องราวที่ฝันไม่ได้ ในเมื่อทิ้งไว้นานๆ ซึ่งบางคนหลังจากตื่นไม่ถึงชั่ง 
โมงก็ลืมความฝันหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ขอได้โปรดเข้าใจว่า ทุก 
คนเมื่อนอนหลับจะต้องฝัน เพราะมีกฎอยู่ว่า เมื่อวิญญาณเกิด นามรูป 
จะต้องเกิด คนที่นอนหลับ ไม่ได้หมายความว่า จิตดับทั้งหมด ความ 
จริงจิตสำานึกเท่านั้นที่ดับ ซึ่งบางคนก็ดับไม่สนิท ส่วนจิตไร้สำานึกหรือ 
ภวังคจิตยังคงเกิด-ดับและเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้รูปจึงได้ 
เกิด และคำาว่า รูปเกิด ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะร่างกายเกิดเท่านั้น 
มโนภาพที่เกิดในใจ ก็เรียกว่ารูปเกิดเหมือนกัน สิ่งที่จะต้องทำาความ
เข้าใจให้แจ่มแจ้งก็คือ ภวังคจิตไม่เคยดับเลย ซึ่งหมายถึงดับสูญสิ้น 
ความเป็นจริงภวังคจิตย่อมมีการเกิดแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดสืบต่ออยู่ 
ตลอดเวลา จุดนี้จะต้องพยายามทำาความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง มิฉะนั้นจะ 
ไม่เข้าใจเรื่องความฝัน และไม่เข้าใจเรื่องโอปปาติกะ(กายละเอียด) 
ในขณะที่คนเรากำาลังจะตาย ก็เหมือนกับคนที่กำาลังจะหลับ แต่มันต่าง 
กันตรงที่ว่า การหลับยังมีโอกาสที่จะตื่น ส่วนคนที่กำาลังจะตายไม่มี 
โอกาสที่จะตื่นขึ้นมาในชีวิตนี้ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เมื่อเราเริ่มหลับก็ 
จะเริ่มฝัน ในความฝันนั้นจะต้องมีตัวเราเกิดขึ้นเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ 
ต่างๆ และในทำานองเดียวกัน คนที่กำาลังจะตายก็จะมีตัวตนเกิดขึ้น 
เหมือนกับตัวตนในความฝัน แต่ก็ต่างกันตรงที่ว่า ตัวตนที่เกิดขึ้นใน 
ขณะที่กำาลังจะตายนั้นเป็นตัวตนที่มีชีวิตเหมือนกับกายเนื้อทุกอย่าง แต่ 
ก็ต่างกันตรงที่ว่ากายเนื้อเป็นกายหยาบ กว่าจะเกิดและเจริญเติบโตขึ้น 
มาได้จะต้องอาศัยพ่อแม่ จะต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และยัง 
ต้องอาศัยเวลาอีกหลายเดือน ส่วนตัวตนที่เป็นโอปปาติกะเกิดขึ้นได้ 
รวดเร็วไม่ต้องอาศัยอาหาร ไม่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องอาศัยพ่อ 
แม่ แต่ก็เกิดได้เหมือนกับตัวตนในความฝัน ตัวตนที่เป็นโอปปาติ 
กะ(กายละเอียด)จึงเป็นตัวตนที่มีชีวิต มีอะไรครบทุกอย่างเหมือนกับ 
กายมนุษย์ และขอได้โปรดเข้าใจไว้ด้วยว่า ตัวตนที่เป็นโอปปาติ 
กะ(กายมนุษย์ละเอียด) ไม่ใช่เกิดขึ้นหลังจากตายแล้ว ความจริงกาย 
ละเอียดมีซ้อนอยู่ในกายมนุษย์หยาบอยู่แล้ว เพียงแต่คอยรับช่วงต่อ 
เมื่อกายมนุษย์หยาบตายลง คนที่กำาลังจะตาย ตาก็จะมองไม่เห็น หูก็ 
จะไม่ได้ยิน ความรู้สึกทางร่างกายก็จะรู้สึกชาไปโดยลำาดับ ทั้งนี้เพราะ 
หัวใจอ่อนลงมาก โลหิตที่ไปเลี้ยงประสาทต่างๆ มีไม่พอ ประสิทธิภาพ 
ของประสาทจึงค่อยๆ หมดไป แต่ในเวลาเดียวกันความรู้สึกข้างใน คือ 
ความรู้สึกของภวังคจิตก็จะมีพลังสูงขึ้นเหมือนกับคนที่เข้าสมาธิได้ ใน 
ขณะที่ภวังคจิตไม่ขึ้นสู่วิถี และสิ่งภายนอกก็เข้าไปรบกวนไม่ได้ 
เพราะประสาทไม่ทำางาน เซลล์ประสาทในสมองทุกส่วนตายสนิท ใน 
ขณะนี้วิญญาณได้ละออกจากร่างกายโดยเด็ดขาด 
อนึ่ง ขอได้โปรดเข้าใจให้ดีว่า วิญญาณที่ละออกจากร่างกายนั้น 
ไม่ใช่มีแต่วิญญาณล้วนๆ แต่หากมีรูปคือมีร่างกายที่เป็นโอปปาติ 
กะ(กายละเอียด)อยู่ด้วย ร่างกายอันนี้จะทำาหน้าที่เหมือนกับกายเนื้อ
กล่าวคือ เพราะเหตุที่ในร่างกาย(กายละเอียด)ที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นโอป 
ปาติกะนี้ ก็มีตา หู จมูก ลิ้น มีกายประสาท มีสมองเหมือนกับกายเนื้อ 
ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจึงทำาให้เกิดการเห็น การได้ยิน และความรู้สึก 
นึกคิดเหมือนกับเมื่อตอนที่เราเป็นคน นี้ก็คือ รูปเป็นปัจจัยให้เกิด 
วิญญาณ และในเวลาเดียวกัน วิญญาณก็เป็นปัจจัยให้เกิดรูป รูป 
และวิญญาณต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน สืบต่อเหมือนกับชีวิตในโลก 
มนุษย์ แต่ก็แตกต่างกันตรงที่กายมนุษย์เป็นกายหยาบจะมองเห็นหรือ 
สัมผัสได้ ก็ต้องอาศัยระบบประสาทแบบมนุษย์ ส่วนร่างกายของโอป 
ปาติกะเป็นกายละเอียดเหมือนกับกายในความฝัน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะ 
มองเห็นหรือสัมผัสได้ ก็ต่อเมื่อต้องมีระบบประสาทเหมือนกับพวกโอป 
ปาติกะ(กายละเอียด) ซึ่งระบบประสาทที่ว่านี้ พร้อมที่จะเกิดแก่คน 
ทุกคน ถ้าหากจิตได้รับการฝึกฝน 
ขอให้พยายามอ่านข้อความที่ได้อธิบายมานี้ให้ละเอียด แล้วก็จะมอง 
เห็นได้โดยไม่ยากว่า คนเราตายแล้วจะต้องเกิดอีก เกิดได้อย่างไร? 
อะไรทำาให้เกิดอีก? ปัญหาข้อนี้ก็จะหมดไป และขอแถมอีกนิดว่า ชีวิต 
ที่เรียกว่าโอปปาติกะ(กายละเอียด)นั้นมีจริงๆ เพราะมันเหมือนกับคนเรา 
ทุกคนเมื่อนอนหลับก็จะต้องฝัน เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนอ้างว่าโอปปา 
ติกะไม่มี ก็แปลว่าเขาเห็นว่าคนเราตายแล้วก็สูญสิ้นหมดไปเลย ไม่มี 
ชีวิตเกิดขึ้นมาอีก ผู้ที่มีความเห็นแบบนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมิจฉา 
ทิฏฐิ 
การศึกษาเรื่องโอปปาติกะ(กายละเอียด) อย่าได้นึกคิดหรือเดาหรือ 
คาดคะเน โดยอาศัยหลักของชีวิตในโลกมนุษย์ ข้าพเจ้าขอเตือนว่า 
อย่าได้คิดมาก อย่าได้สงสัยมาก ถึงปัญหาปลีกย่อย เพราะการที่จะ 
ตอบปัญหาปลีกย่อยต่างๆ เหล่านี้ เราจะทำาได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเรา 
ต้องพิสูจน์ได้ด้วยตัวเราเอง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องตายไปเป็นโอปปาติกะ 
จึงจะหมดข้อสงสัยได้ ปัญหาเหล่านี้แม้จะตอบไปแล้ว ก็จะสงสัยต่อไป 
อีกไม่สิ้นสุด คือยิ่งตอบก็ยิ่งสงสัย เพราะมันเหมือนกับคนตาบอดถาม 
ปัญหาในเรื่องสี หรือในเรื่องรูปร่างของสิ่งต่างๆ ตราบใดที่ตายังบอด 
อยู่เขาก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้จริงๆ และในเมื่อตอบปัญหาปลีกย่อยไม่ 
ได้ก็จะทำาให้เกิดความไม่แน่ใจ และในที่สุดก็เลยสรุปว่า โอปปาติ 
กะ(กายละเอียด)ไม่มี
พุทธพจน์ตรัสเรื่อง กรรมกับการเกิดใหม่ 
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอก- 
ทุก-ติกนิบาต 
ภวสูตร[๕๑๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค 
ถึง 
ที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
ครั้นแล้วได้ 
ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ภพ 
ภพ ดังนี้ 
ภพย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงไร พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า 
ดูกรอานนท์ 
ก็กรรมที่อำานวยผลให้ในกามธาตุจักไม่มีแล้ว กามภพพึงปรากฏบ้างหรือ 
หนอ ท่าน 
พระอานนท์ทูลว่า ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า ฯ 
พ. ดูกรอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็น 
พืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะ 
ธาตุ 
อย่างเลวของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง 
ผูกใจ ด้วย 
ประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่ 
อำานวยผล 
ให้ในรูปธาตุจักไม่มีแล้ว รูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ฯ
อา. ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า ฯ 
พ. ดูกรอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็น 
พืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะ 
ธาตุ 
อย่างกลางของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง 
ผูกใจ ด้วย 
ประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่ 
อำานวยผลให้ 
อรูปธาตุจักไม่มีแล้ว อรูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ฯ 
อา. ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า ฯ 
พ. ดูกรอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็น 
พืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะ 
ธาตุ 
อย่างประณีตของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็น 
เครื่องผูกใจ 
ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ภพย่อม 
มีได้ 
ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ฯ 
สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังเข้าไม่ถึงนิพพานนั้นยังต้องเวียนว่ายอยู่ใน 
สังสารวัฏอยู่เรื่อยไป 
ทั้งนี้เพราะมีกรรมเป็นปัจจัยให้เกิด เปรียบเสมือนพืชที่จะงอกงามขึ้นได้ 
ต้องอาศัย เนื้อที่ พืช และ ยางในพืช 
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระสูตรข้างบนนี้ 
การเกิดใหม่ตามคำาสอนของพระพุทธเจ้า คือ วิญญาณ ซึ่ง 
ไม่ใช่ดวงเดิมและไม่ใช่ดวงใหม่ แต่อาศัยของเก่าเกิดขึ้นใหม่ โดยดวง
ใหม่รับเอาคุณสมบัติของดวงเก่าไว้ เหมือนกับต้นมะม่วงกับเมล็ดมะม่วง 
ดังนั้นการสืบภพสืบชาติและการสั่งสมบารมีจึงเป็นไปโดยอาการเช่นนี้ 
ซึ่งการเกิดใหม่จะเป็นสัตว์เหล่าใดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเองได้สร้างไว้ 
การที่สรรพสัตว์ต้องเกิดใหม่ก็เนื่องจากหลงอยู่ในเหตุ ๔ ประการคือ 
๑. กาโมฆะ คือ กาม ได้แก่ ความใคร่ในอารมณ์ที่ก่อให้เกิดกิเลส 
๒. ภโวฆะ คือ ภพ ได้แก่ ความต้องการเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ 
๓. ทิฎโฐฆะ คือ ทิฐิ ได้แก่ ความเห็นในทางที่ผิด 
๔. อวิชชาโชฆะ คือ อวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้ ทำาให้เกิดความลุ่ม 
หลงไปในทางที่ผิด 
อย่างไรก็ตามสรรพสัตว์มักจะจำาภพเก่าที่ตนเองเคยเกิดมิได้ ทั้งนี้เพราะ 
สัตว์ต่างๆ นั้นขาดสติ 
มีความไม่รู้สึกตัวอยู่เสมอ แม้ในชีวิตปัจจุบันก็ตาม 
จุดมั่งหมายของการเกิดใหม่ 
การเกิดใหม่ของสรรพสัตว์เป็นไปตามปัจจัย ในขณะเดียวกันก็มีเป้า 
หมาย 
คือการพัฒนาตนให้บรรลุถึงความเต็มบริบูรณ์ซึ่งความดี 
คือการสะสมบารมีมาตามขีดขั้นจนเต็มรอบให้ถึงซึ่งความปรารถนาที่จะ 
หลุดพ้นหมดกิเลส 
มีความพร้อมที่จะออกจากโลก(โลกียวิสัย)นี้ และไม่หวนกลับมามีความ 
ทุกข์ในโลกนี้อีก 
ซึ่งจุดมุ่งหมายนี้เรียกว่า "นิพพาน"
ยังไม่หลุดพ้นก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ตายแล้วก็ต้องเกิดอีก... 
การเกิดใหม่เป็นกระบวนการที่สืบเนื่องมาจากความตาย คำาถามต่อมา 
ก็คือเมื่อเราไปเกิดใหม่ในภพภูมิต่อไปนั้น อะไรในตัวเราไปเกิดใหม่ 
คำาตอบก็คือ จิต หรือ วิญญาณเกิดใหม่ สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือ จิต 
หรือวิญญาณ ที่ค้นในภพภูมิก่อนกับจิตหรือวิญญาณที่ไปเกิดใหม่ 
ไม่ใช่ดวงเดียวกันกับคนที่เพิ่งตายลงไป คนที่เชื่อว่าพอคนเราตายลง 
วิญญาณหรือกายทิพย์จะออกจากร่างล่องลอยไปหาภพภูมิใหม่พบที่ 
เหมาะ ๆ เมื่อใดก็ปฏิสนธิเกิดใหม่เมื่อนั้น เหมือนว่าวิญญาณมีความ 
คงที่เที่ยงแท้ตลอดกาล ความเชื่อเช่นนั้นผิดจากคำาสอนในพุทธศาสนา 
เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา การที่บอกว่าวิญญาณเที่ยงแท้(นิจจัง) และมีตัวตน (อัตตา) 
ถาวรจึงขัดกับคำาสอนเรื่องไตรลักษณ์ 
คำาสอนที่ถูกต้องในพุทธศาสนาก็คือ เมื่อเราตายลง เขาจะเกิดใหม่ 
ทันทีในภพภูมิใดก็ได้ที่เหมาะสมกับกรรมที่เขาระลึกก่อนดับจิต จิตที่ดับ 
ทันทีในภพภูมิก่อนกับจิตที่เกิดใหม่ในชาติต่อมา จะเป็นจิตเดียวกันก็ 
ไม่ใช่ จะต่างกันก็ไม่เชิง 
--->> ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธรรมจิตโต) 
ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า 
ในขณะที่คนเรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จิตของเราเกิด-ดับทุกขณะ จิต 
เกิดดับ ๑ ขณะเรียกว่าจิต ๑ ดวง จิตแต่ละดวงมี ๓ ขณะย่อม คือ 
เกิดขึ้น (อุปปาทะ) ตั้งอยู่ (ฐิติ) ดับไป (ภังคะ) จิตแต่ละดวง เมื่อ 
เกิดขึ้นแล้วจะดำารงอยู่ชั่วเวลาสั้นมากแล้วดับไป (ภังคะ) จิตได้ส่งผล 
กรรมที่เก็บสะสมไว้เป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น (อุปปาทะ) ดังนั้น 
จิตดวงใหม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยพลังกรรมของดวงจิตก่อนหน้าที่เพิ่งดับ 
ไป และจิตดวงที่เกิดตามมาทั้งนี้ก็ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไปก่อนจะ 
ดับจิตนี้ก็ส่งปัจจัยต่อเนื่องให้จิตดวงใหม่ เกิดขึ้นอีก 
อุปปาทะ + ฐิติ+ ภังคะ -> อุปปาทะ + ฐิติ+ ภังคะ -> อุปปาทะ + ฐิติ+ 
ภังคะ 
จิตเกิดดับต่อเนื่องกันเป็นสายโซ่อย่างนี้ ท่านเรียกว่ากระแส 
จิต(วิญญาณ โสตะ = Stream of consciousness) ภาวะที่จิตเกิด 
สืบต่อกันเป็นกระแสท่านเรียกว่า สันตติ (Continuity) 
แม้จิตจะเกิดดับทุกขณะ แต่ผลกรรมก็ไม่สูญหายไปพร้อมกับการดับ 
ของจิตแต่ละดวง เพราะจิตจะส่งทอดผลกรรมให้จิตดวงใหม่เก็บรักษา 
ต่อไปก่อนที่ตัวเองจะดับลง จิตดวงใหม่จึงเป็นทายาทรับมรดกกรรม 
ของดวงจิตที่เพิ่งดับไป ความจำาและประสบการณ์ที่ถูกส่งถอดต่อกันไป 
อย่างนี้ จิตดวงเก่าที่เพิ่งดับไปกับจิตดวงใหม่ที่เกิดตามมาจะเป็นอัน 
เดียวกันก็ไม่ใช่จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง น จ โส น จ อญโญ ที่ว่าไม่ใช่ 
สิ่งเดียวกันเพราะจิตดวงเก่าได้ดับไปแล้ว และมีจิตใหม่รับผลกรรม 
และประสบการณ์เป็นมรดกทั้งหมดมาจากจิตดวงก่อน และจิตดวงใหม่
ที่เกิดขึ้นมานั้นก็ส่งมรดกให้จิตดวงต่อมารับไปเช่นกัน จิตนับล้าน ๆ 
ดวงในกระแสจิตของชีวิตหนึ่งเกิดดับติดต่อสืบเนื่องกันไปอย่างนี้ 
ชั่วชีวิตหนึ่ง จิตเกิดนับครั้งไม่ถ้วน และคนเราก็เกิดและตายนับครั้งไม่ 
ถ้วน ในชั่วชีวิตเดียวนี้แหละ จิตเกิด ๑ ขณะก็เท่ากับเราเกิด ๑ ครั้ง 
จิตดับ ๑ ขณะก็เท่ากับเราตาย ๑ ครั้ง เนื่องจากจิตของเราเกิดดับ 
ทุกขณะ คนเราจึงเชื่อว่า เกิดและตายตามจำานวนครั้งของการเกิดดับ 
ของจิต ความตายชั่วขณะนี้ ท่านเรียกว่า ขณิกมรณะ ทุกวันที่ 
ผ่านไปเราเกิดและตายแบบขณิกมรณะนี้หลายครั้ง เราเกิดแล้วก็ตาย 
และตายแล้วก็เกิด สลับกันไปทุกขณะ 
จิตตายแล้วก็เกิดเพียงชั่วขณะเดียวด้วยวิธีการเช่นใด จิตตายแล้วก็ 
เกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติด้วยวิธีการเช่นนั้น อันที่จริงนั้นสภาวะที่ 
จิตตายแล้วเกิดใหม่ แบบข้ามภพข้ามชาติ ก็มีลักษณะการเช่นเดียวกับ 
สภาวะที่จิตเกิดดับในชั่วชีวิตเดียว ความแตกต่างประการเดียว อยู่ตรง 
ที่ว่า การตายแล้วเกิดแบบขณิกมรณะจำากัดอาณาบริเวณอยู่ใน 
ร่างกายเดียว แต่การตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามชาติ เป็นการทิ้ง 
ร่างกายในภพภูมินี้ แล้วถือกำาเนิดในร่างกายของภพภูมิหน้า ที่กล่าว 
ว่าสภาวะที่ตายแล้ว เกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ มีกระบวนการไม่ 
ต่างจากการเกิดของจิตในชีวิตประจำาวันของเรานั้น หมายความว่า 
จิตดวงสุดท้ายในชาตินี้ เรียกว่า จุติจิต เพราะเป็นจิตที่เคลื่อนย้าย 
ภพ (จุติ) ออกจากร่างกายที่ปราศจากลมหายใจ ขณะที่จุติจิตดับลง 
ได้ส่งพลังกรรมและผลรวมของประสบการณ์ในชาตินี้ ไปก่อให้เกิดจิต 
ดวงใหม่ขึ้นในร่างกายใหม่ของชาติหน้าจิตที่เกิดใหม่ในร่างกายใหม่ 
เรียกว่า ปฏิสนธิจิต หมายถึง จิตที่เชื่อมโยง (ปฏิสนธิ) ระหว่างชาตินี้ 
กับชาติหน้าในกรณีนี้ จุติที่ดับในชาตินี้กับปฏิสนธิที่เกิดใหม่ในชาติ 
หน้า จึงไม่ใช่จิตดวงเดียวกันเพราะจุติจิตดับไปแล้ว เหลือแต่เพียง 
พลังกรรมที่ถูกส่งทอดไปเป็นมรดกที่ปฏิสนธิจิตเก็บรักษาต่อไป แต่จุติ 
จิตกับปฏิสนธิจิตก็ไม่แตกต่างชนิดแยกขาดจากกัน ทั้งนี้ก็เพราะ 
ปฏิสนธิจิตรับมรดกกรรมทุกอย่างมาจากจุติจิต และเก็บรักษาไว้เป็น 
อนุสัยสันดานสืบต่อไป ปฏิสนธิจิตกับจุติจิตจึงเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่ 
จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง--->> กระบวนการเกิดใหม่นี้ ศาสตราจารย์แสง
จันทร์งาม ได้อธิบายในบทความเรื่อง “ ตายแล้วเกิดตามหลักพระพุทธ 
ศาสนา” ๒ ทัศนะ ว่า 
--->> ทัศนะแบบพระอภิธรรม สอนว่า ดวงจิตของมนุษย์เกิดดับเป็น 
ดวง ๆ ติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จะตายนั้น จิตดวงท้ายจะ 
ดับลง จิตดวงสุดท้ายนี้เรียกว่า จุติจิต ในทันใดนั่นเอง จิตดวงใหม่ก็ 
จะเกิดขึ้นทันทีในภพใหม่ในชาติใหม่โดยไม่มีอะไรกั้นกลาง ดวงจิต 
ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ ท่านเรียกว่า ปฏิสนธิจิต แปลว่า ดวงจิตผู้ทำาหน้าที่ 
เชื่อมต่อระหว่างชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง 
พระนารทะมหาเถระ กล่าวไว้ว่า “ปฏิสนธิจิตซึ่งบางทีเรียกว่า ดวง 
จิตใจขณะเกิดใหม่นั้นจะถูกกำาหนดโดยความคิดที่ทรงพลังที่บุคคลได้ 
ประสบในขณะที่กำาลังจะตาย และเป็นกำาหนดโดยความคิดที่ทรงพลัง 
ที่บุคคลได้ประสบในขณะที่กำาลังจะตาย และเป็นต้นกำาเนิดของกระแส 
ชีวิตปัจจุบัน ในชั่วชีวิตหนึ่งจะมีปฏิสนธิจิตเพียงดวงเดียวเท่านั้น ต่อ 
จากนั้นภวังจิตก็เกิดติดต่อกันไปนับครั้งไม่ถ้วนในชั่วชีวิตหนึ่ง ในขณะ 
สุดท้ายแห่งชีวิตจุติจิตดวงเดียวในชีวิตจะเกิดขึ้นเจตสิกของจุติจิตก็ดี 
ของภวังคจิตก็ดี ของปฏิสนธิจิตก็ดี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” 
มติฝ่ายพระอภิธรรมนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจุติจิตใน 
ภพเดิมกับปฏิสนธิจิตในภพใหม่ บอกแต่เพียงว่า เมื่อจุติจิตดับ ณ จุด 
หนึ่ง ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้นทันที ณ อีกจุดหนึ่ง ถ้าเห็นจริงตามนั้น ก็ 
ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันเลยระหว่างชีวิตเก่ากับชีวิตใหม่ ชีวิตทั้ง 
สองแยกกันอย่างเด็ดขาดไม่มีอะไรเป็นตัวเชื่อมเลย แต่พระอภิธรรมก็ 
ยืนยันว่า กระแสจิตเกิดดับติดต่อกันไปไม่ขาดสาย ฟังดูแล้วก็ขัดแย้ง 
กันอยู่ เพราะขณะที่ยืนยันว่ามีการสืบต่อ แต่ก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเป็น 
ตัวเชื่อม ซึ่งประเด็นนี้ต้องศึกษาเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งตามหลัก 
ธรรมดานั้น ถ้าของสองสิ่งซึ่งอยู่ห่างไกลมาก ๆ มีความต่อเนื่องกัน ก็ 
ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นตัวต่อเชื่อม สมมติว่า นาย ก ตายลงใน 
ประเทศไทย แล้วปฏิสนธิวิญญาณของกระแสชีวิตของ นาย ก. ก็เกิด 
ขึ้นในอินเดียซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ก็ควรจะมีอะไรสัก 
อย่างหนึ่งเดินทางจากประเทศไทยไปถึงอินเดีย แม้ว่าสิ่งนั้นจะเดินทาง
ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าความเร็วของแสงก็ตาม พระอภิธรรมมิได้ให้ 
ความกระจ่างในเรื่องนี้ 
--->> ทัศนะฝ่ายพระสุตตันตปิฏก คือ มติที่ได้มาจากหลักฐานที่ 
รวบรวมได้จากพระสูตรต่าง ๆ ในพระสุตตันตปิฏก หลักฐานในพระ 
สูตรแสดงให้เห็นชัดว่า มีสิ่งหนึ่งเป็นตัวกลางทำาหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง 
ชาตินี้กับชาติหน้า สิ่งนั้นเป็นกลุ่มพลังงานอันหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของ 
ชีวิตเก่า และเป็นตัวเชื้อจุดเปลวชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้น กลุ่มพลังงานนี้ 
เองเป็นเดินทางจากชีวิตของนายกรรม ที่ตายลงในประเทศไทย ไป 
เกิดเป็นนายเวร ในอินเดีย กลุ่มพลังงานนี้ท่าสมมติเรียกว่า จิตบ้าง 
วิญญาณบ้าง คันธัพพะบ้าง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า คนที่จิต 
ประกอบด้วยกุศล เมื่อร่างกายแตกสลาย ย่อมลงไปเกิดใหม่ในภูมิชั้น 
สูง ดังนี้ 
“ดูก่อนมหาบพิตร จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรม 
แล้วด้วยศรัทรา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา มาเป็นเวลา 
นาน กายนี้ของผู้นั้น มีรูปประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ 
เกิดแก่มารดาบิดาเติบโตขึ้นมาด้วยข้าวสุกและขนมสด 
มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี นวดเฟ้น และจะต้องแตก 
กระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา พวกกา แร้ง เหยี่ยว 
สุนัขบ้า สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์นานาชนิดย่อมกัดกิน 
กายนี้ ส่วนจิตของผู้นั้นที่อบรมแล้วศรัทธา 
ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา มาเป็นเวลานาน ย่อมเป็นสิ่ง 
ไปในเบื้องบน เป็นสิ่งถึงภูมิอันวิเศษเปรียบเหมือนบุรุษลง 
ไปยังห้วงนำ้าลึกแล้วพึงทุบหม้อเนยใส หรือ หม้อนำ้ามัน 
สิ่งใดที่มีอยู่ในหม้อนั้น จะเป็นก้อนกรวดหรือกระเบื้องก็ 
ตาม สิ่งนั้นจะจมลง สิ่งในเป็นเนยหรือนำ้ามัน สิ่งนั้น จะ
เป็นสิ่งลอยขึ้นเบื้องบน เป็นสิ่งถึงภูมิวิเศษ...” 
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย 
ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ผัคคุณสูตร พระพุทธองค์ 
ตรัสว่า 
“วิญญาณาหาโร อายตึ ปุนพฺภวานิพฺพตฺติยา” 
อาหาร คือ วิญญาณ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดในภพใหม่ต่อไป 
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิ 
กายติกนิบาตร ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรค นวสูตร พระพุทธองค์ 
ทรงแสดงว่า วิญญาณเป็นเหมือนเมล็ดพืชในกระบวนการเกิดใหม่ ใน 
ขณะที่ตัณหาเป็นยางเหนียวหรือนำ้าเลี้ยง และกรรมเป็นเสมือนเนื้อนาที่ 
กำาหนดให้พืชเกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งใจความในพระสูตรนั้นมีว่า 
“ดูก่อนอานนท์ ในเมื่อกรรมที่อำานวยผลใน 
กามธาตุ .... ในรูปธาตุ ... ในอรูปธาตุ.... จักไม่มีแล้ว 
ไซร้ กามภพ... รูปภพ ... อรูปภพ จะพึงปรากฏบ้าง 
หรือหนอ ? (เมื่อพระอานนท์ทูลตอบว่า ไม่พึงปรากฏ 
เลย ได้ตรัสต่อไปว่า) “ดูก่อน อานนท์ เหตุนี้แล 
กรรมจึงเชื่อว่าเป็นนา วิญญาณเชื่อว่าเป็นพืช ตัณหา 
ชื่อว่าเป็นยางเหนียว.... ด้วยประการฉะนี้จึงมีการเกิดใหม่ 
ในภพต่อไปอีก” ในที่มาบางแห่งพระพุทธองค์ทรงเรียกกลุ่มพลังงานจิต 
นี้ว่า “คันธัพพะ” (คนธรรพ์) เช่น ในมหาตัณหาสังขยสูตร 
พระพุทธองค์ตรัสว่า 
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การตั้งครรภ์ย่อมมีเพราะการ 
ประชุมพร้อมกันแห่งองค์ ๓ ประการแลถ้ามารดาบิดาใน 
โลกนี้อยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดูและคันธัพพะไม่เข้า
อยู่ร่วมกัน การตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี แต่เพราะเหตุที่มารดา 
บิดาร่วมกัน มารดามีระดู และคันธัพพะก็เข้าอยู่ร่วมกัน 
การตั้งครรภ์จึงมีเพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ ๓ 
ประการนั้น ” ในบรรดาองค์ประกอบแห่งการตั้งครรภ์ ๓ ประการ 
นั้น องค์ประกอบที่ ๓ คือ คันธัพพะ เป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการ 
ตีความ เพราะไม่ทราบว่าจะหมายถึงอะไรแน่ ตามปรกติคันธัพ 
พะ(คนธรรพ์) เป็นเทวดาชั้นตำ่าจำาพวกหนึ่ง ซึ่งทำาหน้าที่เป็นนักดนตรี 
สวรรค์ให้ความสำาราญแก่เทวดาชั้นสูง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่น่าจะมีส่วน 
อะไรเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของสตรีนอกจากจะอธิบายว่า ไม่ว่าสัตว์ 
ประเภทไหนก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ต้องไปถือกำาเนิดเป็นเทวดาชั้นตำ่า 
ประเภทคันธัพพะเสียก่อน แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหลักฐานต่าง 
ๆ เท่าที่ปรากฏก็ไม่ระบุว่าจะต้องผ่านการเป็นคันธัพพะก่อน 
-->> มีบางท่านให้ความเห็นแบบสมัยใหม่ว่า คันธัพพะ น่าจะหมาย 
ถึงตัวสเปอร์มซึ่งเป็นตัวเชื่อมชีวิตของชาย ศัพท์บาลีว่า คันธัพโพ ก็ 
บ่งชัดอยู่ว่า คันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ หมายความว่า ตัวสเปอร์ม 
ตัวหนึ่งสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในไข่ของฝ่ายหญิงได้ ท่านผู้นี้แปล 
ข้อความในมหาตัณหาขยสูตรว่า “มารดาบิดาร่วมประเวณีนั้น มารดา 
มีประจำาเดือน (คือไข่สุก) ตัวสัตว์หยั่งลง (ในไข่) ความพร้อมกัน ๓ 
ประการนี้ทำาให้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น”ความรู้ในพุทธศาสนานั้น ตรงกับ 
หลักวิชาสูติศาสตร์ (ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์) มากทีเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็น 
ความมหัศจรรย์ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเวลากว่าสองพันห้าร้อยกว่าปี 
มาแล้ว วิทยาศาสตร์มิได้เจริญดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ห้องทดลองก็ 
ไม่มี กล้องจุลทรรศน์ก็ไม่มี โพรโทพลาสมา ซึ่งทางศาสนาเรียกว่า 
“ธุลีในนำ้า” ก็ดีเจ้าสัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ในนำ้ากามซึ่งทางศาสนา เรียกว่า 
คันธัพโพ ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ 
พระพุทธองค์ทรงเห็นได้อย่างไร
ดังนั้น คันธัพพะน่าจะได้แก่กลุ่มพลังจิตที่ก้าวสู่ครรภ์มารดา ตามใจ 
ความแห่งมหานิทานสูตรกล่าวว่า 
“ดูก่อน อานนท์ ถ้าวิญญาณจะไม่ก้าวหยั่งลง 
สู่ครรภ์มารดา นามรูปจะพึงสถิตมั่นในครรภ์มารดาได้หรือ ? 
ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า 
“ ดูก่อนพระอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ครั้งหยั่งลงสู่ 
ครรภ์มารดาแล้ว จักออกไปเสีย นามรูปจัดพึงบรรลุถึง 
ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ ? 
ไม่ได้พระเจ้าข้า 
จากการพิจารณา กระบวนการเกิดใหม่ข้างต้นทำาให้เราเห็นแล้วว่านาม 
รูปหรือกายจิตมีสภาพเกิดดับสืบต่อกันเหมือนในสภาพปรกติ จะแตก 
ต่างก็เพียงในขณะที่เกิดจุติปฏิสนธินั้นจิตได้เกิดดับสืบต่อกันไม่ขาดสาย 
แต่รูปซึ่งเป็นส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งของชีวิตได้เกิดและดับลงในภพ 
เก่า กระนั้นก็ดีจิตซึ่งประกอบด้วยกรรมก็ได้เกิดดับสืบเนื่องต่อไปในภพ 
ใหม่ด้วย 
กล่าวได้ว่าการเกิดใหม่เป็นเพียงพฤติอย่างหนึ่งของกระแสชีวิตที่ไม่สิ้น 
สุด เป็นการสืบต่อสภาพชีวิตในภพ เก่าสู่ภพใหม่โดยในการสืบต่อนั้น 
แม้จะถือได้ว่าเป็นการสร้างสภาพใหม่ให้กับชีวิตแต่สภาพใหม่นั้นก็ 
อาศัยสภาพเดิมนั่นเองเป็นรากฐาน เปรียบประดุจสายนำ้าที่ไม่อาจแยก 
ออกจากกันได้ ในการอุบัติหรือปรากฏขึ้นของนามรูปในภพใหม่จะเห็น 
ได้ว่าเริ่มต้นด้วย ปฏิสนธิจิต หากไม่มีปฏิสนธิภพใหม่ย่อมไม่ปรากฏ 
ความเกิดขึ้นแห่งปฏิสนธิจิต จึงได้ชื่อว่าความเกิดขึ้นของภพชาติ 
ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นได้เพราะสังขาร คือภาวะบุญบาปหรือกุศลหรืออกุศล 
ธรรมชาติที่เป็นแรงดึงดูดหรือตัวผลักดันให้รวมกลุ่มกุศลอกุศลเข้าเป็น 
ปฏิสนธิจิตในภพใหม่นั้นได้แก่ อุปาทานหรือความยึดมั่นว่าเป็นตัวตน 
กับภวตัณหาคือความปรารถนาภพชาติหรือปรารถนาสืบต่อชีวิตอย่าง 
รุ่นแรงภายในจิต
สิ่งเหล่านี้ทำาให้เกิดปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณขึ้น ปฏิสนธิ 
วิญญาณนี้เปรียบเทียบเหมือนเมล็ด พืช ตัณหาเปรียบเสมือนยาง 
เหนียวในเมล็ดพืช กรรมเปรียบเหมือนที่ดิน เมื่อส่วนประกอบมีครบ 
อย่างนี้ ความเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไปย่อมมีแน่นอน ตราบใดที่ 
วิญญาณยังมีกิเลสอยู่ ตราบนั้นมันก็จะผลักดันให้เกิดการกระทำากรรมดี 
กรรมชั่วและกลายเป็นพลังผลักดันให้มีการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ไม่มี 
ที่สิ้นสุด 
สัสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ กับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ได้ 
อย่างไร? 
เรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจยังไม่ถูกต้อง แต่ก็มีความยึดมั่น 
กันมานาน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้คัดเอาเรื่องเหล่านั้นให้ออกไปเสีย 
จากจิตใจ แล้วรับเอาหลักปรมัตถธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเอา
ไว้เข้ามาแทนที่สำาหรับความเข้าใจของบางท่านที่ว่า การเกิดขึ้นของ 
เด็กในครรภ์มารดานั้น เกิดขึ้นมาเพราะได้อาศัยบิดามารดาสมสู่อยู่ด้วย 
กันเท่านั้น รูปนามที่เกิดขึ้นมาในครรภ์ของมารดามิได้เนื่องหรือมิได้ 
อาศัยอำานาจของรูปนามจากอดีตของผู้ที่ได้ตายลงไปเลย ซึ่งความเชื่อ 
เช่นนี้เป็นอุจเฉททิฏฐิ มีความเห็นว่าตายแล้วก็สูญไปเกิดอีกไม่ได้ ใน 
เรื่องนี้ไม่จำาเป็นต้องกล่าวมากนักก็ได้ เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจ 
ว่าตายแล้วเกิดได้เรื่องที่สำาคัญมาก แล้วเป็นความเข้าใจผิดของบุคคล 
ส่วนใหญ่ แม้จะเป็นบุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ตาม ยังมีอยู่อีก 
อย่างหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะได้เคยฟัง ได้เคยอ่าน หรือได้เคยคิดในเรื่อง 
การตายการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย แล้วพูดต่อๆ กันมาเป็นเวลานานมา 
แล้วจนถึงบัดนี้ จึงยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่อีกมิใช่น้อย 
เรื่องนั้นก็คือ มีความเข้าใจว่า เมื่อบุคคลสิ้นชีวิตลงแล้วจะมีวิญญาณ 
ออกจากร่างของคนตายแล้วก็ไปเกิดยังภพใหม่ ชาติใหม่ อาจจะเป็นผี 
สางเทวดา หรือมนุษย์ได้ตามบุญตามบาปที่เขาได้ทำาเอาไว้ เข้าใจว่า 
จิตใจหรือวิญญาณนั้นไม่มีเกิด ไม่มีดับ แต่ล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ 
ความเห็นเช่นนี้ เป็นความเห็นผิด เป็นสัสตทิฏฐิ 
ที่ว่าเป็นความเสียหายมาก ก็เพราะความจริงนั้น ทั้งรูปทั้งนามย่อมจะ 
เกิดดับสืบต่อกันอยู่เสมอทุกเวลานาทีมิได้มีหยุดเลย ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ 
ที่จะมีความมั่นคงถาวรได้แม้แต่อย่างเดียว ถ้าความเข้าใจผิดดังกล่าว 
มานี้มีความมั่นคงภายในจิตใจเสียแล้วก็จะเป็นเหตุให้ขัดขวางการ 
ปฏิบัติสมถะวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นการปฏิบัติหาทางที่จะให้ไปสู่ 
ความพ้นทุกข์ เพราะรูป นาม จะไม่ปรากฏเป็น อนิจจัง ทุกขัง และ 
อนัตตาได้ ญาณปัญญาก็จะถูกตัดออกไปโดยปริยาย ด้วยอาศัยความ 
ยึดมั่นในความเที่ยงที่ฝั่งประทับอยู่ในจิตใจขวางกั้นปัญญาเสีย 
รูปหรือนามก็ดี เมื่อเกิดขึ้นที่ไหนก็จะดับลง ณ ที่นั้น หาได้เคลื่อนย้าย 
จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ไม่ 
เช่นเราได้ยินเสียง ความรู้สึกได้ยิน เรียกว่าโสตวิญญาณ โสต 
วิญญาณก็จะเกิดขึ้นที่ประสาทหู แล้วโสตวิญญาณก็ดับลงที่ประสาทหู 
นามเจตสิกที่ประกอบก็ดับลง ณ ที่นี้ด้วย สัทธารมณ์ คือรูปอันได้แก่ 
คลื่นเสียงก็จะดับลง คือพ้นไปจากความรู้สึกได้ยินก็ ณ ที่นี้เหมือนกัน
แม้โสตประสาท คือประสาทหูอันเกิดขึ้นมาจากกรรมชรูป ก็จะเกิดและ 
ดับในที่นี้เช่นเดียวกัน ถ้าจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่รูปดับช้ากว่านาม 
แม้ในอารมณ์อื่นๆ ก็เหมือนกันด้วยเหตุดังนี้เอง ขอให้ท่านทั้งหลายได้ 
โปรดจำาไว้ด้วยว่า เมื่อจุติจิต คือความตายได้เกิดขึ้นนั้น ทั้งรูปทั้งนาม 
ก็ดับลง ณ ที่นั้น และการปฏิสนธิเกิดขึ้นมาใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย เป็น 
รูปนามที่เกิดใหม่อีกต่างหาก หาใช่เป็นรูปเป็นนามที่เคลื่อนย้ายมาจาก 
จุติจิตมิได้ แต่ก็แน่นอนทีเดียว รูปและนามที่ได้ดับลงนั้นมีกำาลังมี 
อำานาจก่อให้เกิดรูปนามขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ขอให้ท่านอย่าได้เอาจุติจิตมา 
เป็นปฏิสนธิจิต หรือจะว่าเป็นจิตดวงเดียวกันไป ขออย่าได้เอากรรม 
ชรูปที่เกิดขึ้นในชาตินี้ว่ามิได้มีอำานาจมาจากในชาติก่อนเลยก็แล้วกัน 
การเกิดใหม่ของสัตว์ทั้งหลายที่ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าจิตหรือ 
วิญญาณเที่ยงเป็นสัสตทิฏฐิ เพราะเข้าใจว่าวิญญาณเดิมของตนมี และ 
เมื่อตายลงแล้ว วิญญาณของตนก็ออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิด 
ใหม่ได้ บางคนยังเรียกว่า จิตเดิม หรือจิตเดิมแท้ แล้วเข้าใจว่า จิต 
นั้นเที่ยง ไม่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความคิดเห็นดังกล่าวเป็น 
มิฉาธิโมกข์ คือตัดสินใจผิด บางท่านเข้าใจต่อไปอีก ว่าสัตว์ทั้งหลาย 
ตายลงแล้วต้องคอยอีก ๗ วัน จึงจะไปเกิดได้ ในระหว่างนี้จิตหรือ 
วิญญาณก็จะล่องลอยท่องเที่ยวไป บางทีก็ว่าเที่ยวได้ไปหาที่เกิดใหม่ 
เสียด้วยซำ้าอันความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามสภาวธรรมนี้ ก็มาจากสาเหตุ 
หลายสาเหตุด้วยกัน เช่น 
ผู้ที่ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว มาแสดงตัวให้ปรากฏต่อหน้าญาติมิตร มี 
รูปร่างสัณฐาน กิริยาอาการ ตลอดจนเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อตอนมี 
ชีวิตอยู่ญาติมิตรของผู้ตายได้พบได้เห็นแล้ว จึงคิดว่าผู้ตายคงยังไม่ได้ 
ไปเกิด จึงได้มาเกี่ยวข้องด้วยอำานาจแห่งความผูกพันที่มีอยู่เดิม หรือ 
จะมาเรียกร้องขออะไรที่ตนขาดตกบกพร่องอยู่ ฉะนั้นบางทีญาติมิตร 
จึงได้ทำาบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้ แล้วอธิษฐานใจว่า ขอให้ผู้ตายไปผุด 
ไปเกิดเสียทีเถิด อย่าได้มาเป็นห่วงเป็นกังวลต่อผู้อยู่หลังเลยแท้จริง 
จุติ คือดับหรือตายแล้วจะต้องปฏิสนธิ คือเกิดทันที แต่การเกิดบาง 
ท่านทำาบุญเอาไว้น้อย แต่ทำาบาปเอาไว้มาก จึงได้เกิดเป็นสัตว์ใหญ่โต 
เต็มตัวในทันที เช่น เป็นเปรตหรืออสุรกาย หรือบางท่านทำาบุญเอาไว้ 
มากสักหน่อยจึงได้มาปฏิสนธิเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นตำ่าสุด
ได้แก่ เวมานิกเปรต หรือวินิปาติกอสุรา หรืออาจจะเป็นเทวดาที่สูง 
กว่านั้น สัตว์เหล่านี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำาเนิด ซึ่งความจริงเกิด 
แล้วทั้งนั้น มีรูปมีนามพร้อมกันในทันทีด้วย แต่รูปนั้นละเอียดมาก 
เป็นรูปปรมาณู 
เพราะอำานาจของความจำาในภพเก่าที่ตนมีความผูกพันอยู่ยังมิได้หลุด 
ถอนออกไปจากจิตใจ ความจำาเก่าๆ ยังมิได้เลือนหายไป ด้วยอำานาจ 
ของอุปาทาน ๓ คือ กามุปาทาน ความยึดมั่นในความยินดีติดใจใน 
อารมณ์ต่างๆ ที่ตนเคยเสพมา ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในความเห็นที่ 
ไม่ถูกต้อง และ อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในความเป็นตัวตนที่ได้ 
เป็นไปในอดีต หรือความปรารถนาอย่างหนึ่งประการใด จึงได้มา 
แสดงตัวให้ปรากฏเมื่อโอกาสอำานวยให้ ด้วยอำานาจของความจำาเก่าๆ 
ในอดีตภพยังไม่เลือนหายไป ยังปรากฏชัดเจนอยู่ในใจ บางท่านก็มี 
รูปกายเหมือนเดิม บางท่านก็ทำาอำานาจจิตให้ร่างกายเหมือนเดิม 
ญาติมิตรจะได้ทราบว่าเป็นใคร แต่บางท่านก็เกี่ยวเข้ามาในความฝัน 
อย่างไรก็ดี ถ้าโอปปาติกะนั้นเกิดอยู่ในที่ห่างไกลมนุษย์ หรือโอกาสไม่ 
อำานวยให้ แม้ความยึดมั่นเกี่ยวพันอยู่กับภพเก่า หรือกับญาติพี่น้องจะ 
มากมาย ก็จะไม่มีโอกาสแสดงตัวได้ ญาติมิตรที่ไม่ได้ข่าวคราวเลย 
จึงคิดว่าผู้ตายคงจะได้ไปเกิดแล้วความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่งก็คือ เคย 
อ่าน เคยพูดกันในที่ทั่วไปถึงคำาที่ว่า "สมฺภเวสี" ซึ่งตามพจนานุกรม 
บาลีไทย แปลว่า ผู้แสวงหาที่เกิด และในบทสวดมนต์เจ็ดตำานานฉบับ 
หลวงแปลว่า "สัตว์ที่กำาลังเร่ร่อนแสวงหาที่เกิด" ผู้อ่าน ผู้ฟังดังนี้ ต่าง 
ก็มีความเข้าใจผิดไปว่าสัตว์ที่ได้ตายลงไปแล้วยังมิได้ไปเกิด แต่สัตว์ 
เหล่านั้นกำาลังแสวงหาภพใหม่ หรือที่เกิดใหม่อยู่ สัตว์เหล่านั้นจึงเรียก 
ว่า "สมฺภเวสี"แท้จริง คำาว่า สมฺภเวสี นั้น หมายถึง ผู้ที่ยังจะต้อง 
เกิดอีก ซึ่งได้แก่ ปุถุชน ๔ พระเสกขบุคคล ๓ รวมเป็น ๗บุคคล 
ทั้งหมด ( ปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๓ ) เหล่านี้ เมื่อตายลงแล้วก็จะต้องเกิด 
อีก และบุคคลเหล่านี้แหละเรียกว่า "สมฺภเวสี" มียกเว้นแต่พระอรหันต์
ประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่เรียก สมฺภเวสี เพราะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด 
อีกต่อไปรวมความว่า ผู้มีความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า สัสตทิฏฐิ นั้น มี 
ความเห็นว่า ใจที่จะเกิดขึ้นในภพใหม่นั้น ก็ได้แก่ ใจที่อยู่ในภพเก่า 
นี่เองความเห็นผิดที่เรียกว่า อุจเฉททิฏฐินั้น มีความเห็นผิดว่า กาย 
และใจที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้น มิได้เกี่ยวข้องกับกายและใจในภพเก่า 
แต่อดีตประการใดเลย อาศัยที่เกิดขึ้นในภพใหม่ทั้งสิ้น คืออาศัยบิดา 
มารดาสมสู่อยู่ด้วยกันแล้วเด็กก็เกิดขึ้นมา...

สังสารวัฏ กับการเวียนว่ายตายเกิด

  • 1.
    สังสารวัฏกับการเวียนว่ายตายเกิด สังสาร หรือสงสาร แปลว่า ความท่องเที่ยวไป ในทางพุทธ ศาสนาหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด มิใช่หมายถึงความรู้สึกหวั่นไหว ด้วยความกรุณาเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับความทุกข์ สังสารวัฏ แปลว่า ความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ การหมุนวน อยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัฏสงสาร สงสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของสัตว์โลก ด้วยอำานาจกิเลส กรรม วิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม วิบากไม่ได้ [1 ความหมายของสังสารวัฏ คำาว่า "สังสารวัฏ" มาจากคำาว่า "สังสาร ะ = การท่องเทียวไป" กับ "วัฏฏะ = วงกลม"สังสารวัฏจึงมีความ
  • 2.
    หมายตามตัวอักษรว่า "การท่องเที่ยวไปเป็นวงกลม" โดยใจความ หมายถึง การที่สิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เวียนตายเวียนเกิด คือเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดใหม่ แล้วตายอีก แล้วเกิดใหม่อีก วน เวียนอยู่อย่างนี้อย่างไม่มีวันจบสิ้น นี่คือการท่องเที่ยวไปเป็นวงกลม หรือสังสารวัฏตามความหมายของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าเป็นการ ท่องเที่ยวไปก็เพราะการมีชีวิตอยู่เปรียบเสมือนการเดินทาง นับตั้งแต่ ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของมารดาจนกระทั่งออกมาสู่โลกภายนอก ภาวะ ทางกายและทางจิตของมนุษย์ไม่เคยหยุดอยู่กับที่แต่ก้าวไปข้างหน้าทุก ขณะจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนี้ก็ผ่านจากภพนี้ไปสู่ภพอื่น เมื่อสิ้นสุด ชีวิตในภพอื่นก็ผ่านไปสู่ภพอื่นต่อไปและต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า "...ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องขวางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ บางคราวก็ ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลาย แม้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องขวางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่า สงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย ไม่ได้..." "...ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ เมื่อบุคคลหนึ่งท่องเที่ยวไปมาอยู่ตลอดกัปหนึ่ง
  • 3.
    พึงมีโครงกระดูก ร่างกระดูก กองกระดูกใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละ ถ้ากองกระดูกนั้นพึงเป็นของที่จะขนมารวมกันได้ และกระดูกที่ได้กองรวมไว้แล้วไม่พึงกระจัดกระจายไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย ไม่ได้..."พระพุทธพจน์ที่ได้ยกมากล่าวนี้ แสดงให้เห็นแนวความคิดที่ สำาคัญในพุทธศาสนาหลายประการ คือ --->> ประการแรก แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความคิดหรือ ความเชื่อเรื่องสังสารวัฏ อันหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดแบบข้าม ภพข้ามชาติ มิใช่การเกิดการตายแบบชั่วไม่กี่ขณะจิต ที่ว่าเมื่อความ รู้สึกว่า "ตัวเรา" หรือ "ตัวกู" เกิดขึ้นด้วยอำานาจของอุปาทานก็ เป็นการเกิด เมื่อความรู้สึกว่า "ตัวกู" ดับไปก็เป็นการตาย จริงอยู่ การเวียนว่ายตายเกิดตามแนวปฏิจจสมุปบาทอาจอธิบายในแนวดัง กล่าวนี้ได้ แต่การถือว่าสังสารวัฏตามคำาสอนของพระพุทธศาสนา หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดตามนัยนี้อย่างเดียว แล้วปฏิเสธการเวียน ว่ายตายเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติ ย่อมเท่ากับปฏิเสธพระพุทธพจน์ดัง กล่าวนั้นและพระพุทธพจน์ที่ยกมากล่าาวไว้นั้น ถ้าพิจารณาอย่างเที่ยง ธรรมตรงไปตรงมาก็ไม่มีความสมเหตุสมผลใดๆ ที่จะตีความว่า หมาย ถึงการเวียนว่ายตายเกิดแบบ "ตัวกู ของกู" ในชั่วไม่กี่ขณะจิตของ ชีวิตปัจจุบัน นอกจากจะบิดเบือนตีความเพื่อให้เข้ากับ "ทิฏฐิ" ของตน เท่านั้น ถ้าจะพิจารณาว่า พระพุทธพจน์จากสังยุตตนิกายที่ยกมาอ้างอิง นั้น "น่าจะ" หรือ "คงจะ" ไม่ใช่พระพุทธพจน์ที่แท้จริง คงจะเป็น ข้อความที่ "ชาวพุทธบางคน" เพิ่มเติมเข้ามาแล้วแอบอ้างเป็นพระพุทธ พจน์ในภายหลัง ก็ต้องปฏิเสธข้อความทำานองนี้ทั้งหมด ที่มีอยู่มากมาย ในพระไตรปิฎก ซึ่งการกระทำาเช่นนี้ยากที่ชาวพุทธซึ่งมี "ตถาคตโพธิ สัทธา - เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" โดยสุจริตจะยอมรับได้ อนึ่ง ถ้าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดแบบเมื่อความรู้สึกยึดมั่นว่า "ตัวกู" เกิดขึ้นเป็นการเกิด เมื่อความยึดมั่นว่า "ตัวกู" ดับลงก็เป็นการตาย แม้จะมีการเกิดการตายแบบนี้กี่หมื่นกี่แสนครั้งในชีวิตนี้ เมื่อตายลง จริงๆ ก็จะมีเพียงโครงกระดูกเดียวเท่านั้น แต่ในพระพุทธพจน์ที่ยกมา กล่าวไว้นั้น พระพุทธเจ้าตรัสแสดงถึงโครงกระดูกของสัตว์หรือบุคคล
  • 4.
    คนหนึงที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ๑ กัปว่าถ้าสามารถนำามากอง รวมกันได้ กองกระดูกก็จะสูงใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละ ซึ่งเป็นภูเขาใหญ่ ลูกหนึ่งในห้าลูกที่วงล้อมเมืองราชคฤห์ในสมัยนั้น เรื่องนี้แสดงให้เห็น ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยว่าสงสารหรือสังสารวัฏที่พระพุทธเจ้าทรง หมายถึงนั้น เป็นการเวียนว่ายตายเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติ --->> ประการที่สอง แสดงให้เห็นว่า ตามทรรศนะของพุทธศาสนา เราไ่่่้ม่อาจสาวไปหาจุดเริ่มต้นของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในเวลานี้แต่ละ คนได้ว่าเขาเริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อไร จุดเริ่มต้นครั้งแรกคงจะมี เพราะ มนุษย์เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย ในธรรมชาติ แต่พุทธศาสนาถือว่าจุดเริ่มต้นเช่นนั้นเป็นสิ่งเกินวิสัยที่ เราจะสาวย้อนไปหาจนถึงที่สุดได้ จุดที่สุดเบื้องปลายแห่งสังสารวัฏของ บุคคลบางคนอาจจะพอกำาหนดได้ นั่นคือ สำาหรับบุคคลบางคนที่เห็น แจ้งหรือมีโอกาสที่จะเห็นแจ้งในสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ ในที่สุดเขาก็จะเข้าถึงความหลุดพ้นจากจากทุกข์เข้าสู่ปรินิพพานไป สังสารวัฏสำาหรับบุคคลเช่นนี้ ก็เป็นอันสิ้นสุดลง แต่สำาหรับบุคคลที่ไม่มี โอกาสได้พบสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ หรือพบแต่ไม่ศรัทธา เลื่อมใสในพุทธธรรมที่สุดเบื้องปลายแห่งสังสารวัฏของบุคคลเช่นนี้ย่อม เป็นสิ่งที่ไม่อาจกำาหนดได้ เพราะสัี่งสารวัฏของเขาจะไม่มีวันสิ้นสุด --->> ประการที่สาม แสดงให้เห็นว่า อวิชชาและตัณหาเป็นตัวการที่ ทำาให้บุคคลต้องเวียนว่ายตายเกิด ท่องเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารวัฏ คำา ว่า "อวิชชา" ในที่นี้หมายถึงความไม่รู้แจ้งในสัจธรรม ท่านชี้ไปที่ ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ได้แก่ ความไม่รู้แจ้งในทุกข์ ไม่รู้แจ้งใน เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทัย) ไม่รู้แจ้งในความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธ) และไม่รู้แจ้งในข้อปฏิบัติทีนำาไปสู่ึ่ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา) ถ้ารู้แจ้งในอริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ การท่องเที่ยวเวียนว่าย ตายเกิดในสังสารวัฏก็สิ้นสุดลง แต่เพราะไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ จึงต้อง เวียนว่ายตายเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนตันหาได้แก่ความทะยานอยาก หมายถึงตัณหา ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา หรือตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา และธัมมตัณหา ทั้งอวิชชาและตัณหาดังกล่าวนี้เป็น กิเลสอันเป็นสิ่งที่ทำาให้จิตเศร้าหมอง ตามทรรศนะของพุทธศาสนา
  • 5.
    ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สามารถทำาลายกิเลสให้หมดไปจากจิต การเวียน ว่ายตายเกิดในสังสารวัฏก็ยังมีอยู่ตราบนั้น --->> ประการที่สี่ แสดงให้เห็นความยาวนานของเวลา ๑ กัป ตมทร รศนาของพุทธศาสนาว่า เป็นเวลาที่ยาวนานมาก ถ้าสามารถนำาเอา โครงกระดูกของบุคคลหนึ่งที่เวียนว่ายตายเกิดท่องเที่ยวไปมาแล้ว ๆ เล่า ๆ ในสังสารวัฏในช่วงเวลา ๑ กัป มากองรวมกันได้ กองโครง กระดูกก็จะสูงใหญ่เท่ากับภูเขาเวปุลละ ซึ่งย่อมยากที่จะนับจำานวนได้ ว่าจำานวนโครงกรดูกทั้งหมดเท่าไร เกี่ยวกับเวลา ๑ กัปนี้ ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า...ดูกรภิกษุ เหมือนอย่างว่าภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูง โยชน์หนึ่ง ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงอาผ้าแคว้นกา สีมาแล้วปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปีต่อครั้ง ภูเขาหินลูกใหญ่นั้นพึงถึงการ หมดสิ้นไปเพราะความพยายามนี้ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงสิ้น สุดไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยว ไปแล้วมิใช่กัปหนึ่ง มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำาหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวที่จะเบื่อหน่ายใน สังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำาหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ...ดูกรภิกษุ เหมือนอย่างว่านครที่ทำาด้วยเหล็ก ยาวโยชน์หนึ่ง กว้าง โยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง เต็มด้วยเมล็ดผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาด รวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ด หนึี่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่ง ๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อ เมล็ด เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้นพึงสิ้นไปหมดไปเพราะความ พยายามนี้ (เวลาที่ใช่ในกาลนี้) ยังเร็วกว่า ส่วนเวลากัปหนึ่งยังไม่สิ้น สุดไปกัปนานอย่างนี้แล...พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า เวลา ๑ กัปเป็นเวลาที่นานจนยากที่จะประมาณได้ว่านานเท่าไร ถ้าพิจารณา ตามกรณีของการนำาเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดออกจากนครกำาแพงเหล็ก ๔ เหลี่ยม ๑๐๐ ปี ต่อ ๑ เมล็ด เวลา ๒,๕๐๐ ปีเศษตั้งแต่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานมาจนถึงปัจจุบัน เมล็ดพันธ์ผักกาดเพิ่งถูกนำาออกมาเพียง
  • 6.
    ๒๕ เมล็ดเเท่านั้น ยังไม่ถึงแม้เพียง๑ หยิบมือ ส่วนที่ยังไม่ได้นำาออก มานั้นมากจนสุดประมาณได้ เวลาที่เราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ในสังสารวัฏนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่กัปเดียว ไม่ใช่ร้อยกัป พัน กัป หรือแสนกัป ฟังดูไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่พระพุทธศาสนาก็ ไม่เคยบอกว่าต้องเชื่อ เพราะสิ่งเช่นนี้เกินวิสัยที่ใครจะคาดคิด เหมือน กับที่ถามว่าสากลจักวาลที่เรามีชีวิตอาศัยอยู่นี้เริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร และจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ย่อมไม่มีมนุษย์คนใดให้คำาตอบได้ ทั้งๆ ที่สากล จักรวาลนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถรับรู้ทางประสาทสัมผัสได้บ้างบางส่วน สากลจักรวาลนี้จึงปรากฏแก่่้เราในทำานองเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่า อนมตคฺโคยำ สำสาโร = สงสารนี้มีที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายอัน กำาหนดไม่ได้ การเกิดและการตายแบบชั่วขณะจิต ความจริงในคำาสอนของพระพุทธศาสนามีการกล่าวถึงการเกิดและการ ตายไว้ทั้ง ๒ นัย คือ การเกิดและการตายแบบข้ามภพข้ามชาติดัง กล่าวมาแล้ว และการเกิดและการตายแบบชั่วขณะจิต การเกิดตายนัย แรกเป็นการเกิดตายของมนุษย์ตามที่เข้าใจกันทั่วไป ส่วนการเกิดตาย นัยหลังเป็นการเกิดตายที่กำาหนดเอาอาการเกิดดับของจิตเป็นหลัก พุทธศาสนาถือว่าจิตมีการเกิดดับเป็นขณะอยู่ตลอดเวลา การเกิดและ การตายแบบชั่วขณะจิต มีข้อความในขุททกนิกาย มหานิเทส กล่าวไว้ ว่า"ชีวิตน้อย ย่อมตั้งอยู่น้อยอย่างไร... ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิต ปัจจุบัน ไม่เป็นอยู่แล้ว จักไม่เป็นอยู่ชีวิต อัตภาพ สุข และทุกข์ทั้ง มวล เป็นธรรมประกอบกันเสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไป รวดเร็ว เทวดาเหล่าใดย่อมดำารงชีวิตอยู่ตลอดเวลาแปดหมื่นสี่พันกัป เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่ประกอบด้วยจิตสองดวงดำารงอยู่เลย... สัตว์ไม่เกิดด้วยขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์ โลกตายแล้วเพราะความแตกแห่งจิต นี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์... ขันธ์ ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏ แตกแล้วก็ไ่ำปสู่ที่ไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้น และเสื่อมไปเหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ"
  • 7.
    ข้อความจากพระสุตตันตปิฎกข้างบนนี้ เป็นการแสดงการเกิดการตาย แบบชั่วขณะจิตซึ่งเป็นการเกิดการตายตามความหมายทางปรมัตถ์ นั่นคือ เมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตที่มีจิตซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า สัตว์ ก็ชื่อว่าเกิดขึ้น เมื่อจิตดวงนั้นดับก็เรียกว่าสัตว์ตาย การเกิดการ ตายแบบนี้มีอยู่ทุกขณะจิต ในชั่วชีวิตตามธรรมดาของบุคคลหนึ่งย่อมมี การเกิดการตายแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งย่อมแตกต่างจากการเกิดจาก ครรภ์มารดา และตายเมื่อสังขารร่างกายนั้นแตกดับเพราะสิ้นลมหายใจ ในข้อความที่ยกมากล่าวไว้นั้น ข้อความว่า "ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะ จิตปัจจุบัน" หมายความว่า การดำารงอยู่ที่แท้จริงของชีวิตมีช่วงเวลาที่ แสนสั้นเพียงชั่วขณะจิตเดียว คือ ขณะจิตปัจจุบันเท่านั้น คำาว่า "ไม่ เป็นอยู่แล้ว" หมายความว่า ชีวิตไม่ได้เป็นอยู่ด้วยขณะจิตที่เป็นอดีต เพราะขณะจิตที่เป็นอดีตได้ดับไปแล้ว ไม่มีอยู่แล้ว คำาว่า "จักไม่เป็น อยู่" หมายความว่า การดำารงอยู่ของชีวิตไม่ได้อยู่ด้วยขณะจิตที่เป็น อนาคต เพราะขณะจิตที่เป็นอนาคตยังไม่เกิดขึ้น จิตที่มีอยู่จริงๆ ก็คือ จิตที่เป็นปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่เพียงขณะเดียวแล้วก็ดับ เมื่อมันดับไป แล้วจิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นสืบต่อและตั้งอยู่เพียงขณะเดียวแล้วดับไป จิต จะเกิดดับทยอยกันไปไม่ขาดสายด้วยอำานาจการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย คือ กิเลส กรรม และวิบาก ตราบใดที่บุคคลยังไม่เข้าสู่นิพพาน กระแสจิตก็ยังคงดำาเนินเป็นสันตติเรื่อยไปตราบนั้น ข้อความว่า "ชีวิต อัตภาพ สุข และทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมประกอบกัน เสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเ่็ป็นไปรวดเร็ว" หมายความว่า ชีวิต ร่างกาย สุข และทุกข์ที่บุคคลมี ก็มีอยู่ที่จิตซึ่งเกิดขึ้นทีละดวง หรือขณะละดวง ช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีสุขเป็นต้นดำารงอยู่จึงเป็นช่วง สั้นเท่ากับขณะจิตที่ดำารงอยู่เพียงขณะเดียวแล้วดับไปนั้นเท่านั้น บรรดาสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประเภทที่มีอายุสั้น จอย่างสัตว์เดียรัจฉานบางชนิด หรือที่มีอายุยืนมากถึงแปดหมื่นสี่พัน กัปอย่างพวกอรูปพรหมประเภทเนวสัญญานาสัญญายตนะ ล้วนมีชีวิต ดำารงอยู่ด้วยขณะจิตที่เกิดดับขณะละดวงเท่านั้น ไม่ได้ดำารงชีวิตอยู่ ด้วยจิตที่เกิดดับทีละสองดวงหรือมากกว่าสองดวง เพราะจิตของสัตว์ใน ทุกภพทุกภูมิที่เกิดดับทีละหลายดวงไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาจาก แง่ปรมัตถ์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีอายุสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับอรูปพรหมที่
  • 8.
    จัดว่าเป็นสัตว์มีอายุยืนต่างก็มีชีวิตที่ดำารงอยู่จริงๆ เท่ากัน คือชั่วเวลา ของขณะจิตที่เป็นปัจจุบันเพียงขณะเดียว เพราะโดยปรมัตถ์ สัตว์ชื่อ ว่าเกิดเมื่อจิตเกิด ชื่อว่าตายเมือจิตดับ เป็นอย่างนี้เหมือนกันในทุกภพ ทุกภูมิ อนึ่งรูปขันธ์และนามขันธ์ของสัตว์ที่ประกอบด้วยขันธ์ทั้ง ๒ ประเภท เช่น มนุษย์ก็ดี รูปขันธ์ของสัตว์ที่มีแต่รูปขันธ์เพียงอย่างเดียวอย่าง พวกอสัญญีสัตว์ก็ดี นามขันธ์ของสัตว์ที่มีแต่นามขันธ์อย่างเดียว เช่น พวกอรูปพรหมก็ดี เมื่อเกิดมีขึ้นก็ไม่ปรากฏว่ามาจากไหน เมื่อแตกดับ เสื่อมสลายไปก็ไม่ปรากฏให้รู้ให้เห็นว่ามันหายไปไหน เกิดขึ้นแล้วก็ เสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ กล่าวโดยสรุป พุทธศาสนาได้กล่าวถึงการเกิดการตายไว้ทั้ง ๒ แบบ คือการเกิดการตายแบบข้ามภพข้ามชาติหรือการเกิดการตายอย่างที่ ชาวโลกทั่วไปเข้าใจกัน และการเกิดการตายแบบชั่วขณะจิตที่ พิจารณาจากแง่ปรมัตถ์ การเกิดการตายทั้ง ๒ แบบนี้ก็ถูกต้องด้วยกัน ในขอบเขตแห่งความหมายของตน แต่เมื่อกล่าวถึงสังสารทุกข์หรือ ความทุกข์ที่เกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่มีที่สิ้นสุดว่าเป็นสิ่งที่ควร ทำาลายให้หมดสิ้นไป พุทธศาสนาจะมุ่งเน้นถึงการเวียนว่ายตายเกิด แบบข้ามภพข้ามชาติ มากกว่าการเกิดการตายแบบชั่วขณะจิต
  • 9.
    ท่าทีพุทธปรัชญาต่อสังสารวัฏ ถึงสังสารวัฏและการเวียนว่ายตายเกิดในแง่ของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่คนทั่วไปมีความสนใจกันมากตายแล้วเกิดหรือไม่ ถ้า หากว่าเกิดจะไปเกิดเป็นอะไร เมื่อตายแล้วจะไปไหน ตกนรกหรือไป สวรรค์ เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่อง สังสารวัฎนั้นปรากฏในพระ ไตรปิฎกเป็นจำานวนมาก พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องนี้ว่า บุคคลที่มองเห็น ได้ ต้องอาศัยปัญญาซึ่งเกิดจากการตรัสรู้อริยสัจ ๔ พระองค์เองนั้น ได้วิชชา ๓ จึงสามารถเห็นการเวียนว่ายเกิด และสัตว์กำาลังเกิดกำาลัง ตายเป็นจำานวนมาก แต่เรื่องสังสารวัฎนี้ พระองค์ตรัสไว้ว่าเป็นเรื่องที่ น่าเบื่อหน่ายแม้อดีตชาติของพระองค์ บางชาติเกิดเป็นสัตว์ บางชาติ เกิดเป็นมนุษย์ สลับกันไปตามผลแห่งกรรมนั้น ดังพระพุทธพจน์ว่า เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในสงสารได้ไปสู่นรกบ้าง ไปสู่เปรตโลกบ้าง ไปสู่ กำาเนิดสัตว์เดียรัจฉานอันเป็นทุกข์บ้าง เราได้เสวยทุกข์หลายอย่าง ตลอดกาลนาน เราได้อัตภาพเป็นมนุษย์บ้าง ได้ไปสู่สวรรค์บ้าง เป็น ครั้งคราวเราเกิดในรูปภพบ้าง ในอรูปภพบ้าง ในเนวสัญญีนาสัญญี ภพบ้าง ภพทั้งหลายเรารู้แจ้งแล้วว่า ไม่มีแก่นสาร อันปัจจัยปรุงแต่ง ขึ้น เป็นของแปรปรวนกลับกลอกถึงความแตกหักทำาลายไปทุกเมื่อ ครั้นเรารู้แจ้งภพนั้นอันเป็นของเกิดในตนทั้งสิ้นแล้ว เป็นผู้มีสติได้บรรลุ สันติธรรม (ขุ. เถร. ๒๖/๓๒๐/๓๐๘-๓๐๙. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) สังสารวัฏมีความสำาคัญน้อยมากในแง่พระพุทธศาสนา เพราะว่ามิใช่ เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าตรัส ในเรื่องนี้เพื่อที่จะพยายามแสดงให้เห็นว่า สังสารวัฎนั้นมีความสัมพันธ์ กันในหลักธรรมอื่น ๆ ด้วยและต้องมองหลายแง่หลายประเด็นดังนี้
  • 10.
    1. มองในแง่ไตรลักษณ์ การเวียนว่ายตายเกิดนั้นที่สรรพสัตว์ต้องท่อง เที่ยวไปใน 31 ภูมินี้ด้วยอำานาจของกรรม กรรมดีทำาให้สัตว์ไปสู่ สถานที่ดี ถ้าเป็นกรรมชั่วนำาไปสู่สถานที่ไม่ดี ชีวิตนั้นหมุนขึ้น หมุนลง แสดงให้เห็นว่า หลักสังสารวัฏนั้นมิใช่กฎตายตัวของสรรพสัตว์ที่จะไป เกิดในสถานที่เดียวไม่ แต่เนื่องจากกรรมเป็นตัวแปรที่จะผลักดันให้ไป เกิดเป็นอะไรก็ได้ ชีวิตของเราเดินทางไปในสังสารวัฏ มีหมุนขึ้น หมุนลง ตกนรกแล้ว ต่อไปถ้าเรามีกรรมดีก็กลับไปขึ้นสวรรค์แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ คนที่เกิด เป็นพระพรหมด้วยกรรมดีบำาเพ็ญฌานสมาบัติ ต่อไปเมื่อสิ้นบุญแล้วก ลับไปตกนรก เพราะมีกรรมชั่วในหนหลังก็ได้ มันก็หมุนเวียนไปมา (พระเทพเวที,ประยุทธ์ ปยุตฺโต,กรรมและนรกสวรรค์สำาหรับคนรุ่น ใหม่,หน้า ๙๕-๙๖.) มีพุทธพจน์ตรัสว่า “เรือนในอัตตภาพที่เกิดในภพนั้น ๆ บ่อย ๆ เป็น ของไม่เที่ยง เราแสวงหานายช่าง คือ ตัณหาผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารสิ้นชาติมิใช่น้อยการเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์รำ่าไป” (ขุ.เถร. ๒๖/๒๘๙/๒๙๗. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) จากข้อความนี้ การที่ทำากรรมชั่วนั้น เราก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยการกระทำากรรมดี เรื่องสังสารวัฏนั้นหมุนขึ้นหมุนลงตามอำานาจ แห่งกรรมเท่านั้น ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้ง หลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำาเนิด มี กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำาแนกสัตว์ให้เลว และประณีตได้” (ม.อุ. ๑๔/๕๘๑/๓๗๖. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 2. มองในแง่ระดับสติปัญญา“เมื่อเรายังเป็นปุถุชนมืดมนอยู่ ไม่เห็น อริยสัจ จึงได้ท่องเที่ยวเวียนไปมาอยู่ในคติทั้งหลาย ตลอดกาลนาน บัดนี้เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว กำาจัดสงสารได้แล้ว คติทั้งปวงเรา ตัดขาดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี” (ขุ.เถร. ๒๖/๓๐๕/๓๐๓. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.)
  • 11.
    “ บุคลตัดวัฏฏะได้แล้ว บรรลุนิพพานอันเป็นสถานที่ไม่มีตัณหา ตัณหาที่บุคคลให้เหือดแห้งแล้วย่อมไม่ไหลไป วัฏฏะที่บุคคลตัดได้แล้ว ย่อมไม่เป็นไป นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์” (ขุ.อุ. ๒๕/๑๔๘/๑๔๙. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) จากพระพุทธพจน์นี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่จะเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการระลึกชาติ การเห็นสรรพสัตว์กำาลังตาย กำาลังเกิด เป็นระดับชั้นปัญญาของพระอรหันต์ และที่สำาคัญก็คือ เมื่อสาวกของ พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจึงไม่มีความสงสัยในเรื่องสังสารวัฏนี้ เลย ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อบุคคลไม่เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ แล้ว ก็ย่อมมี ความสงสัยเป็นธรรมดา ดังนั้น พระองค์จึงทรงชี้แนะการใช้ปัญญา พิจารณาในเรื่องนี้ไว้ว่า... ยา กาจิ กงฺขา อิธ วา บุรำ วา สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา อาตาปิโน พฺรหฺมจริยำ จรนฺตา ความสงสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอัตภาพนี้หรือในอัตภาพ อื่น ในความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่น บุคคลผู้ เพ่งพินิจมีความเพียร ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ย่อมละ ความสงสัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด (ขุ.อุ. ๒๕/๑๒๓/๑๖๖. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) 3. สังสารวัฏกับอพยากตปัญหาปัญหาเรื่องสังสารวัฏเป็นปัญหาส่วน หนึ่งในทิฏฐิ 10 ข้อ ในทรรศนะของพระพุทธเจ้า พระองค์จะไม่ทรง ตอบในเรื่องนี้ คือ 1. โลกเที่ยง 2. โลกไม่เที่ยง
  • 12.
    3. โลกมีที่สุดหรือ 4.โลกไม่มีที่สุดหรือ 5. ชีวะกับสรีระ เป็นอันเดียวกันหรือ 6. ชีวะกับสรีระ เป็นคนละอันหรือ 7. สัตว์ตายแล้วเกิดหรือ 8. สัตว์ตายแล้วไม่เกิดหรือ 9. สัตว์ตายแล้วทั้งเกิดทั้งไม่เกิดหรือ 10. สัตว์ตายแล้วก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ (ม.ม. ๑๓/๑๔๗/๑๔๓. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) เหตุผลที่พระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ หาใช่ว่าพระองค์จะไม่ทรง ทราบ แต่ที่พระองค์ไม่ทรงตอบก็เพราะว่าเป็นปัญหาที่ไม่เป็นไปเพื่อ ความดับทุกข์ และไม่เป็นประโยชน์อะไรในชีวิตประจำาวัน คำาสอน ของพระองค์ให้เน้นมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ดังนั้น พระองค์จึงทรงเปรียบ เทียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรที่อาบยาพิษ ต้องหาหมอมาผ่าตัดเอา ลูกศรออกก่อน ถ้าไม่ยอมให้หมอผ่าเอาศรออก จนกว่าจะทราบว่า ผู้ ที่ยิงลูกศรนั้นเป็นใคร มาจากไหน เป็นคนสูงหรือตำ่า ดำาหรือขาว ลูกศรทำาด้วยอะไร ก็จะให้ตายเปล่า ดังนั้น พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า สังสารวัฏนั้นมิใช่เป้าหมายสูงสุดของ ศาสนาเลย พระองค์จะทรงตอบในเรื่องอริยสัจ 4 คือทุกข์ เหตุให้ เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เพราะว่า ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ทุกข์ เพราะว่าอริยสัจ 4 เป็นไปเพื่อประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำาหนัด เพื่อ ความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน 4. ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมและสังสารวัฏ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงต้อง ตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด สัตว์ทั้งหลายจักไปตามกรรม เข้าถึงผลแห่งบุญและบาป คือ ผู้มีกรรมเป็นบาปจักไปสู่นรก ส่วนผู้มี
  • 13.
    กรรมเป็นบุญจักไปสู่สุคติ เพราะฉะนั้น พึงทำากรรมงามอันจะนำาไปสู่ สัมปรายภพ สั่งสมไว้ บุญทั้งหลาย ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน ปรโลก (สำ.ส. ๑๕/๓๙๙/๑๔๑. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) ดูก่อนมหาสี โลภะเป็นปัจจัยแห่งการทำาบาปกรรม แห่งความเป็นไป แห่งบาปกรรม ดูก่อนมหาสี โทสะแล...........โมหะแล.............อ โยนิโสมนสิการ...............ดูก่อนมหาสี จิตอันบุคคลตั้งไว้ผิดแล เป็น เหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำาบาปกรรมแห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม ดู ก่อนมหาสี กิเลสมีโลภะ เป็นต้นนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการ ทำาบาปกรรม แห่งความเป็นแห่งบาปกรรม......... (องฺ.ทสก. ๒๔/๔๗/๙๐-๙๑. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.)“บุรุษ ทำากรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน ผู้ทำากรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำากรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผล เช่นนั้น” (ขุ.ชา. ๒๗/๗๑๓/๑๖๖. ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.)จาก ข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่า เรื่องกรรม ผลแห่งกรรม และสังสารวัฏ การกระทำาทุกอย่างหาไร้ผลไม่ ผลของกรรมย่อมตอบสนองในโลกนี้ และโลกหน้า กรรมจึงเป็นฐานะมรรคาของสรรพสัตว์ที่จะนำาไปสุคติ หรือทุคติ ตามหลักพระพุทธศาสนาว่า ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตัณหาอยู่ ย่อมวนเวียนหรือท่องเที่ยวไปสังสารวัฏในภพภูมิน้อยใหญ่ต่อไป การ หลุดพ้นสังสารวัฏได้นับว่าเป็นการดับกรรมดีและกรรมชั่ว เรื่องกรรม ผลแห่งกรรมและสังสารวัฏจึงมีความสัมพันธ์กัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ กันและกัน ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์ในวัฏฏะล้วนมีความผูกพันอยู่กับ กรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระพุทธเจ้ายืนยันมตินี้ในฐานสูตรว่า “โดยที่แท้สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วน มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำาเนิด มีกรรม เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำากรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จัก เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”
  • 14.
    สังสารวัฏในพุทธปรัชญาเถรวาท ก. สังสารวัฏในพระพุทธศาสนาตามทรรศนะพระพุทธศาสนา การที่ คนใดคนหนึ่งตายไปตกนรกหรือไม่สวรรค์หรือบรรลุพระอรหัต ก็ เพราะอาศัยการกระทำาของตนเป็นพื้นฐาน มนุษย์จึงมีฐานะที่สูงสุด หมายความว่ามนุษย์เป็นนายของตนเอง ไม่มีผู้วิเศษหรือสิ่งอื่นใดจะมา ตัดสินชะตากรรมของมนุษย์ได้นอกจากกรรมของตนเท่านั้น เรื่องนรก - สวรรค์ เป็นสถานที่อยู่อาศัยสัตว์ทั้งหลายที่มาเกิดตามอำานาจผลแห่ง กรรม เรื่องราวเวียนว่ายนี้มีปรากฏขึ้นในพระญาณของพระพุทธเจ้า
  • 15.
    ในวันตรัสรู้ 2 ประการคือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ ส่วนอาสวักขยญาณนั้นไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ในที่นี้จะได้ศึกษาเกี่ยวกับปุพเพนิวาสนุสสติญาณ จุคูปปตญาณและอา สวักขยญาณตามลำาดับดังต่อไปนี้ 1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ หมายถึง ญาณที่สามารถระลึกอดีตชาติ คือ ชาติก่อนได้เป็นจำานวนมาก กล่าวคือ ระลึกชาติได้ หนึ่งชาติ สองชาติ เป็นต้น ในญาณนี้ยังระลึกสิ่งที่ละเอียดอีกด้วย ในเรื่องปุพเพ นิวาสานุสสติญาณนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับวัจฉะในจูฬวัจฉโคตตสูตร ว่า (ม.ม. ๑๓/๒๔๒/๒๓๘. ดูข้อความนัยเดียวกันใน , ม.ม. ๑๓/๑๕/๑๕, ที.สี. ๙/๑๓๖/๑๐๗, ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฏกำ ๒๕๒๕.) ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมระลึกชาติได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง.....ตลอดสังวัฏ กัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำาหนด อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ใน ภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น มีกำาหนดอายุเพียง เท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เราย่อมระลึกชาติก่อน ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุทเทสด้วยประการนี้ ในอุปทาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุพพกรรมของพระองค์ไว้มากมาย แต่ในที่นี้จะขอเลือกนำามากล่าวเป็นบางเรื่องเท่านั้นดังนี้(ขุ.อป. ๓๒/๓๙๒/๔๗๑-๔๗๔, ฉบับ สยามรฏฐสฺส เตปิฎกำ ๒๕๒๕.) ในพระชาติหนึ่ง พระองค์เป็นนักเลงชื่อ อปุนาสิ ได้กล่าวตู่ใส่ร้าย พระพุทธเจ้าสุรภิ ผู้มิได้ประทุษร้ายต่อพระองค์เลย ผลกรรมนั้นทำาให้ เวียนว่ายในนรกได้รับทุกขเวทนาตลอดกาลนาน ในพระชาติสุดท้าย จึงถูกนางสุนทรีใส่ความ
  • 16.
    ในพระชาติหนึ่ง พระองค์ได้กล่าวตู่ใส่ความนันทะสาวกของ พระพุทธเจ้าสัพพาภิภูต้องไปตกนรกอยู่เป็นเวลานาน ในพระชาติ สุดท้ายจึงถูกนางจิญจมานวิกามาใส่ความ ในพระชาติหนึ่ง พระองค์ทรงฆ่าน้องต่างมารดาตาย เพราะเหตุแห่ง ทรัพย์โดยการผลักน้องชายตกลงซอเขาแล้วเอาหินทุ่ม ในพระชาติ สุดท้ายจึงถูกพระเทวทัตเอาหินทุมสะเก็ดกระเด็นมากระทบพระบาทจน พระโลหิตห้อ ในพระชาติหนึ่ง พระองค์เป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระ ปัจเจกพระพุทธเจ้าแล้ว จุดไฟเผาดักไว้ทั่วทุกหนทาง ในพระชาติ สุดท้ายจึงถูกพระเทวทัตชักชวนนายขมังธนูให้มาประทุษร้ายพระองค์ ในพระชาติหนึ่ง พระองค์เป็นนายควาญช้าง ได้ไล่ช้างให้จับมัดพระ ปัจเจกพุทธเจ้าผู้กำาลังเดินบิณฑบาต ในพระชาติสุดท้ายจึงถูกข้าง นาฬาคีรีจะประทุษร้ายเป็นต้น ในญาณนี้เป็นเรื่องระลึกอดีตชาติที่ผ่านมา พระพุทธศาสนาพยายามจะ ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่สามารถระลึกชาติได้นั้น จำาต้องบำาเพ็ญบารมีไว้เป็น หลายชาติ แต่ละชาตินั้นมีทั้งความสุขและความทุกข์ทรมาน ชีวิตที่ ผ่านประสบการณ์มาแต่ละชาติเป็นเรื่องของกรรมที่อำานวยผลมาให้ 2. จุตูปปาตญาณ ได้แก่ญาณที่พระองค์สามารถเห็นหมู่สัตว์ทั้งหลาย กำาลังจุติ (ตาย) กำาลังอุบัติ (เกิด) นั่นหมายความว่า สัตว์ที่กำาลังตาย และกำาลังเกิดสัตว์บางพวกทำาดีก็ไปสถานทีดี และบางพวกทำาชั่วก็ไปสู่ สถานที่ไม่ดี (ทุคติ) ในญาณนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำาลังจุติ กำาลังอุบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดชิ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็น ไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโน ทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิยึดถือการกระทำาด้วยมิจฉา ทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำาด้วย
  • 17.
    อำำนำจสัมมำทิฏฐิ เบื้องหน้ำแต่ตำยเพรำะกำยแตก เขำเข้ำถึงสุคติ โลกสวรรค์ (ม.ม. ๑๓/๒๔๒/๒๓๘, ข้อควำมนัยเดียวกันใน, ม.อุป. ๑๔/๕๐๕/๓๓๔-๓๓๕, ม.ม. ๑๓/๑๖/๑๖, ที.สี. ๙/๑๓๗/๑๐๙, ฉบับ สยำมรัฏฐสฺส เตปิฎกำ ๒๕๒๕.) ในญำณนี้ เมื่อพิจำรณำแล้ว จะเห็นได้ว่ำ ทำำไมคนเรำจึงไม่เห็นสัตว์ที่ เกิดที่ตำยเล่ำ จำกข้อควำมที่อ้ำงข้ำงบนนี้จะเห็นได้ว่ำ พระองค์ทรง เห็นบรรดำสัตว์กำำลังตำย กำำลังเกิด ด้วยทิพยจักษุ หรือตำทิพย์ ซึ่งมนุษย์ปุถุชนธรรมดำไม่สำมำรถเห็นได้ จุตูปปำตญำณเป็นวิชชำที่ เกี่ยวโยงถึงกฎแห่งกรรมและสังสำรวัฏพระองค์ทรงมีจักษุทิพย์ด้วย ญำณทั้งสำมคือ อติตังสญำณ อนำคตังสญำณ และปัจจุบันนังสญำณ อตีตังสญำณ ปรีชำหยั่งเห็นเหตุกำรณ์ในส่วนอดีตกำลว่ำ เป็น เหตุกำรณ์อะไรครั้งไหนอย่ำงไร เป็นต้น เหมือนตนเองได้เห็นมำก่อน อนำคตังสญำณ ปรีชำหยั่งเห็นเหตุกำรณ์ในอนำคตอันไกลว่ำเป็นเช่น ไรเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน เป็นต้น ญำณนี้จะสำมำรถพยำกรณ์ เหตุกำรณ์อนำคตได้อย่ำงแม่นยำำดุจตำเห็น ปัจจุบันนังสญำณ ปรีชำหยั่งรู้เห็นเหตุกำรณ์ในปัจจุบันอันจะเกิดขึ้นใน ระยะใกล้และรู้ได้ว่ำเป็นเหตุกำรณ์อะไร เกิดที่ไหน มองเห็น เหตุกำรณ์เฉพำะหน้ำได้อย่ำงแจ่มแจ้ง เป็นต้น 3. อำสวักขยญำณ หมำยถึงญำณที่สิ้นอำสวะกิเลส พระองค์ทรง กระทำำให้แจ้งซึ่งเจโตมุติ ปัญญำวิมุติ ในญำณนี้ถือว่ำเป็นวิชชำสูงสุด ทำงพระพุทธศำสนำพระองค์สำมำรถทำำลำยกิเลสอำสวะได้โดยเด็ดขำด พระองค์ได้ตรัสกับวัจฉะไว้ดังนี้ “ดูก่อนวัจฉะ เรำทำำให้แจ้งแล้วซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญำวิมุติ อันหำอำ สวะมิได้ เพรำะอำสวะทั้งหลำยสิ้นไป ด้วยปัญญำอันยิ่งด้วยตนเองใน ปัจจุบันแล้วเข้ำถึงอยู่(ม.ม. ๑๓/๒๔๒/๒๓๘. ฉบับ สยำมรฏฐสฺส เตปิฎกำ ๒๕๒๕.)ในวิชชำ 3 เป็นหลักฐำนยืนยันได้ว่ำ ทำงพระพุทธศำสนำ ยอมรับเรื่องสังสำรวัฏหรือกำรเวียนว่ำยตำยเกิดแบบข้ำมภพข้ำมชำติ อย่ำงแน่นอน เรื่องสังสำรวัฏนี้พยำยำมชี้ให้เห็นว่ำ กำรตำยไม่ใช่
  • 18.
    กระบวนสุดท้ำยของชีวิตหรือจบสิ้นเท่ำนั้น ชีวิตใหม่ต้องดำำเนินต่อไป อย่ำงต่อเนื่องตำมแรงแห่งกรรมนั้น สังสำรวัฏที่หำจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดไม่พบ(อนมตัคคสังสำร) เป็นที่ทรำบกันดีในหมู่ชำวพุทธว่ำ ชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมำในโลกนี้ล้วน เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่ำงมีควำมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำ ทุกชีวิตต้องดิ้นรนหำอำหำรมำเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปวันแล้ววันเล่ำ ทุกชีวิตต่ำงแย่งชิงกันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ในสมรภูมิแห่งกำรแก่งแย่ง นี้ ผู้ที่ร่ำงกำยใหญ่กว่ำฉลำดกว่ำหรือปรับตัวให้เข้ำกับสิ่งแวดล้อมได้ดี กว่ำ ย่อมเอำชนะคู่แข่งได้และได้อำหำรไปหล่อเลี้ยงชีวิตได้มำกว่ำ พระพุทธองค์ตรัสว่ำ สรรพสัตว์ทั้งปวงดำำรงอยู่ได้ด้วยอำหำร ถ้ำ ปรำศจำกอำหำรแล้วสรรพสัตว์ก็ดำำรงอยู่ไม่ได้ดังนั้น อำหำรจึงเป็น ปัจจัยหลักให้ทุกชีวิตต่ำงทนทุกข์ทรมำนต่ำง ๆ เพื่อให้ได้อำหำรมำ หล่อเลี้ยงร่ำงกำยของตนให้มีชีวิตอยู่ได้ไปวัน ๆ เหมือนนำ้ำมันที่หล่อ เลี้ยงให้รถวิ่งเคลื่อนที่ไปได้แต่ละขณะฉันนั้นในส่วนของสัตว์ทั้งหลำย นั้น นอกจำกจะหำอำหำรมำหล่อเลี้ยงร่ำงกำยเพียงอย่ำงเดียวแล้วยัง ไม่เพียงพอแก่ควำมเป็นจริงของสิ่งที่มีชีวิตได้ เพรำะนอกจำกอำหำร ทำงร่ำงกำยแล้ว สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลำยยังจะต้องหำอำหำรมำหล่อเลี้ยง จิตใจของตนด้วย ซึ่งอำหำรที่ว่ำนี้ก็มีควำมสำำคัญมำกพอกับอำหำรทำง ร่ำงกำย หรืออำจมีควำมสำำคัญมำกกว่ำด้วยซำ้ำไป อำหำรที่ว่ำนี้ ได้แก่ อำหำรทำงอำรมณ์ควำมรู้สึก เรียกว่ำ ผัสสำหำร หรืออำหำรทำง สัมผัส เรำจะเห็นได้ว่ำบำงคนต้องไปหำรับประทำนยังสถำนที่มีดนตรีขับ กล่อมด้วยจึงจะได้อำรมณ์ แม้จะเสียค่ำใช้จ่ำยแพงแสนแพงก็ยอมเพื่อ แลกกับอำหำรทำงอำรมณ์อำหำรทำงจิต เรียกว่ำ มโนสัญเจตนำหำร หรืออำหำรทำงใจทำงควำมคิด บำงทีเรำเรียกบุคคลที่ไม่มีควำมคิด
  • 19.
    รอบคอบหรือไม่ฉลำดว่ำโตแต่งกำยแต่งสมองฟ่อ นั่นหมำยควำมว่ำ เขำไม่มีอำหำรทำงใจหรือ พูดให้เข้ำใจง่ำย ๆ ก็คือ ควำมคิดสติ ปัญญำหรือข้อมูลทำงสมองไม่ค่อยมี จึงทำำให้พิกำรทำงควำมคิดไป หรือที่เรำเรียกติดปำกว่ำ อัปปัญญำ ถ้ำคนใดมีอำหำรทำงใจมำก คน นั้นจะฉลำดคิดมีควำมเข้ำใจอะไรได้ลึกซึ้ง เพรำะข้อมูลทำงสมองมีมำก จึงทำำให้มีข้อมูลในกำรนำำไปคิดได้มำกสุดท้ำย คือ อำหำรที่เป็นปัจจัย หนุนให้เกิดในภพใหม่ต่อไป เรียกว่ำ วิญญำณำหำร หรืออำหำรทำง วิญญำณ หมำยถึงอำหำรที่สนับสนุนให้เกิดในภพต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่ สิ้นสุด ซึ่งอำหำรประเภทนี้ ได้แก่ ควำมไม่เข้ำใจ ควำมหลงผิดแล้ว ส่งผลให้ยึดถือผิด ๆ ในสิ่งที่ผิดนั้นต่อไป เรียกให้เข้ำใจง่ำย ๆ ว่ำ มี อวิชชำ ตัณหำ และ อุปำทำนดังนั้น ควำมทุกข์ทั้งหมดที่สัตว์ทั้งหลำย ได้รับและเสวยอยู่ในขณะนี้ล้วน เป็นผลมำจำกกำรแสวงอำหำรล้วน ๆ ไม่ใช่อย่ำงอื่นเลย ขอให้เข้ำใจควำมจริงไว้อย่ำงหนึ่งว่ำ ไม่ว่ำเรำจะ เห็นพฤติกรรมของสัตว์ต่ำง ๆ แสดงออกมำในลักษณะเช่นใดก็ตำม ก็ ขอให้รู้ว่ำนั่นเขำกำำลังหำอำหำรหรือกำำลังรับประทำนอำหำรอย่ำงใด อย่ำงหนึ่งอยู่ในบรรดำอำหำร 4 ชนิดนี้ที่กล่ำวมำนี้ ก็เพื่อให้เขำมี ร่ำงกำยที่ดี มีควำมสุขที่ดี มีควำมคิดสติปัญญำที่ดี และมีภพใหม่ที่ดี ขึ้น ในกำรแสวงหำอำหำรนี้ ก็เป็นกำรเรียกแบบสุภำพ ๆ เพื่อให้ดูดีเท่ำนั้น เอง แต่ถ้ำจะเรียกให้ตรงประเด็นก็ต้องบอกว่ำ กำรแสวงหำอำหำรนี้ คือ กำรแย่งชิงเอำร่ำงกำยของผู้อื่นเข้ำมำเป็นร่ำงกำยของตนเอง เพื่อ ให้ร่ำงกำยของตนเองดำำรงอยู่ต่อไปได้ เพรำะกำรกินอำหำรก็คือ กำร กลืนกินร่ำงกำยของผู้อื่นเข้ำไปเป็นร่ำงกำยของตนเองสัตว์บำงประเภท มีกำรแย่งชิงแบบโหด ๆ เห็นแล้วชวนให้สังเวชสลดใจ ไม่อยำกจะ เกิดอีกต่อไป แต่บำงพวกอย่ำงมนุษย์แย่งชิงแบบสุภำพหน่อย หรือว่ำ ยิ่งโหดกว่ำสัตว์อื่น ๆ ก็ไม่รู้ดูเองก็แล้วกัน แต่ว่ำกำรบริโภคนั้นบอกได้ ว่ำ ดูดีกว่ำพวกอื่นพูดโดยสรุปว่ำ สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็กินสัตว์ที่มี กำำลังน้อยกว่ำตัวเอง ใครที่ใหญ่กว่ำ หรือมีปัญญำมำกกว่ำก็ทำำร้ำย ร่ำงกำยแย่งชิงเอำของผู้ด้อยกว่ำมำเป็นอำหำรของตนได้ เรียกได้ว่ำ ไม่มีใครเลยที่จะอยู่ได้ด้วยลำำพังตนเองโดยไม่พึ่งพำอำหำรหล่อเลี้ยง นี้ แหละเป็นธรรมชำติที่พระพุทธเจ้ำเรียกว่ำ เป็นอนัตตำ คือ ไม่อำจอยู่
  • 20.
    ด้วยลำำพังตนเองได้ ต้องอำศัยปัจจัยอื่น ๆเข้ำมำเกื้อหนุนให้เป็นอยู่ ตำมหลักปฏิจจสมุปบำท เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำำให้ผู้ที่ฉลำดเท่ำนั้นจึงจะ สำมำรถดับภพดับชำติ ดับอำหำรใด ๆ ทั้งหมดได้ ไม่ต้องดิ้นรน แสวงหำอีกตลอดไป ส่วนพวกที่ไม่เข้ำใจหลงผิดก็ต้องทนทุกข์แย่งชิง ร่ำงกำยกันต่อไปควำมทุกข์เกิดจำกกำรแสวงหำอำหำรต่ำง ๆ ที่พูดถึงนี้ มีมำกเท่ำใดนั้นแต่ละคนแต่ละท่ำนย่อมรู้อยู่แก่ใจของตนเองไม่จำำเป็น ต้องบอก ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคนว่ำ จะต้องกำรอำหำรชนิดใดมำก และรู้จักเลือกกินอำหำรที่มีประโยชน์แก่ตนเองมำกน้อยเพียงใด ในหลัก กำรของพระพุทธศำสนำบอกได้เพียงอย่ำงเดียวว่ำชีวิตทุกชีวิตที่เกิดขึ้น ด้วยอำำนำจอวิชชำ ตัณหำ อุปำทำน ล้วนมีธรรมชำติเป็นอย่ำงเดียว เท่ำนั้น คือ ทุกข์ กำรที่เรำมีควำมรู้สึกว่ำ มีควำมสุขอยู่บ้ำง ก็เพรำะ ควำมทุกข์มันลดน้อยลงไปเพรำะเรำได้อำหำรเข้ำไปช่วยแบ่งเบำควำม ทุกข์เท่ำนั้นเอง เพรำะควำมสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ชั่วครั้งชั่วครำวนี้เอง ที่ ทำำให้พวกเรำหลงว่ำ มีควำมสุขแล้วก็แสวงหำสุขนั้นและในที่สุดก็ติด สุขนั้นอีก โดยที่ไม่รู้ควำมจริงว่ำ นั่นเป็นเพียงทุกข์ที่ลดน้อยลงไป เท่ำนั้น เมื่อรู้ว่ำ ควำมจริงคือทุกข์อย่ำงนี้แล้ว ลองหันกลับมำสำำรวจดู ควำมจริงอีกอย่ำงบ้ำงว่ำ สำระแก่นสำรของชีวิตนี้ คืออะไร และเพื่อ อะไรพระพุทธองค์ตรัสว่ำ ชีวิตในสังสำรวัฏนี้ ที่มีควำมยำวนำนมำก จนไม่มีใครจะกลับไปดูจุดเริ่มต้นของสังสำรวัฏ ได้ และในขณะ เดียวกันก็ไม่มีใครที่จะตำมไปดูจุดสุดท้ำยของสังสำรวัฏนี้ได้เช่นกัน จึง เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยทุกข์นำนำประกำร เมื่อพูดถึงเรื่องควำมยำวนำนของทุกข์ในสังสำรวัฏนี้ พระพุทธองค์ ได้ ทรงเปรียบเทียบควำมยำวนำนของสังสำรวัฏเป็นกัปให้เหล่ำภิกษุสำวก ฟังในปัพพตสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ไว้ว่ำกัปหนึ่งนั้นนำนนักหนำ มิใช่เรื่องง่ำยเลยที่จะนับเป็นปี หรือ 100 ปี พันปีหรือแสนปี แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงเปรียบเทียบให้สำวกฟังว่ำ "สมมติว่ำมีภูเขำลูกหนึ่งที่เป็นหินล้วน ๆ ไม่มีสิ่งอื่นปะปนเลยไม่มีรูโหว่ แม้แต่นิดเดียว ภูเขำลูกนั้นมีควำมกว้ำงและควำมยำวด้ำนละ 1 โยชน์ หรือด้ำนละ 16 กิโลเมตร และมีควำมสูง 1 โยชน์เช่นกันเวลำล่วงไป ทุก ๆ 100 ปี ให้มีคนนำำผ้ำฝ้ำยที่ละเอียดที่สุดมำปัดภูเขำนั้นหนึ่งครั้ง ทำำอยู่เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนภูเขำนั้นจะรำบเป็นหน้ำกลองนั่นแหละเรียก
  • 21.
    ว่ำเวลำ 1 กัปถ้ำเทียบกับกำรนับปัจจุบัน คงจะหลำยล้ำนล้ำนปี จึง เรียกหนึ่งกัป"เมื่อตรัสถึงควำมยำวนำนของกัปแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ ตรัสถึงควำมยำวนำนของชีวิตในสังสำรวัฏอีกต่อไปว่ำ "ชีวิตของพวก เธอที่ท่องเที่ยวไปเกิดในภพนั้นบ้ำงภพนี้บ้ำงยำวนำนจนนับเป็นกัปไม่ได้ ว่ำหนึ่งกัป หรือร้อยกัป หรือพันกัป หรือแสนกัป ทั้งนี้ก็เพรำะว่ำ สงสำรนี้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอันใคร ๆ ไม่สำมำรถจะตำมไปล่วงรู้ ได้นั่นเอง"เมื่อสังสำรวัฏยำวนำนจนไม่มีใครล่วงรู้หรือกำำหนดได้นี้เอง ชีวิตทุกชีวิตที่ต้องท่องเที่ยวไปเกิดในที่ต่ำง ๆ และก็ต้องหำอำหำรอยู่ ทุกขณะเพื่อกำรดำำรงอยู่อย่ำงไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ำควำม ทุกข์จะมีมำกน้อยเพียงใด ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสเป็นกำรเตือนสำวกว่ำ "เพรำะสงสำรนี้มีจุด เริ่มต้นและจุดสุดท้ำยที่ไม่มีใครจะตำมไปรู้ได้นี้แหละ ก็เพียงพอแล้วที่ พวกเธอจะควรเบื่อหน่ำยในสังขำรร่ำงกำย ควรคลำยกำำหนัดจำกควำม ต้องกำรทั้งหลำย ควรหลุดพ้นไปจำกกำรเกิดได้แล้ว"เพื่อให้รู้ถึงเรื่อง ควำมทุกข์ของชีวิตที่ท่องเที่ยวไปในสังสำรวัฏอันนำนนี้ พระพุทธองค์ ได้แสดงอัสสุสูตร พระสูตรว่ำด้วยเรื่องนำ้ำตำให้พระสำวกฟังว่ำ"เพรำะ สังสำรวัฏอันยำวนำนที่พวกเธอได้ท่องเที่ยวไปเกิดยังภพต่ำงๆ นั้นถ้ำ หำกจะเปรียบเทียบแล้วนำ้ำตำของพวกเธอที่ร้องไห้เสียใจเพรำะสูญเสีย ของที่รักที่พอใจไป หรือร้องไห้เพรำะประสพกับควำมทุกข์ยำกหรือ ประสพกับสิ่งที่ไม่พอใจ นำ้ำตำนำ้ำหลั่งไหลออกมำรวมกันมำกยิ่งกว่ำนำ้ำ ในมหำสมุทรทั้ง 4 รวมกันเสียอีก"ในขีรสูตร ก็ได้ทรงเปรียบเทียบอีก ว่ำ "กำรที่พวกเธอทั้งหลำยวนเวียนเกิดแล้วตำย ตำยแล้วเกิดอยู่เช่นนี้ นำ้ำนมของมำรดำที่พวกเธอดื่มเข้ำไปแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับนำ้ำใน มหำสมุทรทั้ง 4 แล้วนำ้ำในมหำสมุทรยังน้อยกว่ำอย่ำงเทียบไม่ได้อีก เช่นกัน"นอกจำกนี้ในอัฏฐิปุญชสูตรได้ให้คำำอุปมำอีกว่ำ "ชีวิตของพวก เรำในสังสำรวัฏนี้ที่ได้ตำยไปในชำติต่ำง ๆ ถ้ำจะสำมำรถนำำเอำกระดูก แต่ละชำติมำรวมกันได้เพียงกัปเดียว ก็จะมีกองกระดูกของเรำคนเดียว ได้ปริมำณมำกกว่ำภูเขำเวปุลละที่ตั้งล้อมเมืองมคธอยู่นั้น"เมื่อรู้ว่ำ สังสำรวัฏยำวนำนเช่นนี้ ชีวิตของสัตว์ทั้งปวงต้องเป็นทุกข์เพรำะ แก่งแย่งหำอำหำรเลี้ยงชีพเพื่อให้ตนเองดำำรงอยู่ได้อย่ำงไม่รู้จบเช่นนี้ แล้วอะไรคือสำระที่จริงแห่งกำรเกิดหรือชีวิต และแต่ละคนจะไปถึงจุด
  • 22.
    สุดท้ำยได้อย่ำงไรนั้น ในที่นี้จะยังไม่ตอบโดยตรง แต่บอกได้คำำ เดียวว่ำ ปัญหำทุกอย่ำงมีทำงแก้ไขได้ ถ้ำเรำรู้สำเหตุ และต้องแก้ ปัญหำที่ต้นเหตุนั้น ปัญหำทุกอย่ำงจึงจะสงบรำบคำบลงได้ ดังพุทธพจน์ ที่เหล่ำพระสำวกเพียงแค่ได้ฟังครั้งเดียวก็สำมำรถแก้ ปัญหำทั้งหมดได้ คือ เย ธัมมำ เหตุปะภะวำ เตสัง เหตุง ตถำค โต.--->>> ผู้ศึกษำอย่ำงละเอียดจะรู้วิธีแก้ปัญหำที่เอ่ยมำทั้งหมดได้ แน่นอน ถ้ำต้องกำร และขอให้เชื่อไว้อีกอย่ำงว่ำ ธรรมของพระพุทธ องค์ ผู้ที่ปฏิบัติจริงจะเห็นประจักษ์ได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) โดยไม่ จำำกัดกำลเวลำ (โอหิปัสสิโก) เป็นสิ่งที่ทุกคนจะนำำมำปฏิบัติด้วยตังเอง (โอปนยิโก) และเป็นสิ่งที่ผู้รู้จะได้พบกับตนเอง โดยไม่ต้องผ่ำนจำก กำรบอกเล่ำจำกใคร (ปัจจัตตัง) อีกต่อไป
  • 23.
    กำรเกิดใหม่ คำำว่ำ “กำรเกิดใหม่” นี้ ในหลักพุทธธรรมขั้นปรมัตถ์ไม่มี แต่มีใน กำรสื่อควำมหมำยของคนทั่วไป เพรำะหำกมีกำรเกิดใหม่ ก็จะต้องมี กำรตำย จึงมีคำำถำมว่ำ คำำว่ำ คนตำยหมำยถึงอะไรตำย? คนตำย แล้วเกิดหรือไม่? ถ้ำตอบว่ำไม่เกิด (ขำดสูญ) ก็จบลงแค่นั้น แต่ถ้ำ ตอบว่ำ คนตำยแล้วเกิด จึงถำมต่อไปอีกว่ำ อะไรไปเกิด? ฯลฯกำร ตอบคำำถำมที่ยกมำข้ำงต้น หำกตอบตำมหลักพุทธธรรมก็ตอบได้หลำย นัย คือ ตำยแล้วเกิด หมำยถึง กระบวนกำรที่มีกำรอิงอำศัยกันเกิดของ เหตุปัจจัยตำมหลักปฏิจจสมุปบำทเมื่อไม่มีกำรดับเหตุปัจจัยตัวใดตัวหนึ่ง มันก็จะหมุนเวียนกันไปเป็นวงจรหรือวงเวียน เรียกว่ำ “วัฏฏะ 3” คือ เมื่อกิเลส ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกรรม เมื่อเกิดกรรม (กำรกระทำำ) ก็จะ ต้องมีผลของกรรม ครั้งครบหนึ่งรอบก็จะหมุนต่อไป คือ วิบำก (ผล ของกรรม) ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสอีก เป็นกำรเกิดใหม่ ในหลัก พุทธธรรมที่แท้นั้นมิใช่วิญญำณล่องลอยจำกร่ำงกำยที่ตำยแล้วไปเกิด ในร่ำงใหม่ ซึ่งหมำยถึงชำติใหม่ แต่วิญญำณในพุทธธรรมนั้นเป็นสิ่ง ที่เกิดดับได้ ซึ่งมันเป็นอนัตตำ คือ วิญญำณ ก็มิใช่ตัวตนที่ถำวร หรือไม่มีตัวคนเที่ยงแท้ กำรเกิดใหม่จึงมิใช่วิญญำณเดิมที่ออกจำกร่ำง เก่ำแล้วไปอำศัยร่ำงใหม่ในชำติใหม่ แต่หมำยถึง วิญญำณมีกำรสืบ ต่อจำกวิญญำณดวงหนึ่งไปเป็นวิญญำณอีกดวงหนึ่ง เปรียบได้กับดวง เทียนเล่มหนึ่งมีเปลวไฟลุกอยู่ ต่อมำก็เอำเทียนอีกเล่มหนึ่งมำจุดไฟจำก เทียนเล่มแรก ไฟที่ได้มำจำกเล่มเก่ำนั้นจะ เรียกว่ำ เป็นไฟดวงเก่ำ ไม่ได้ มันก็เป็นไฟดวงใหม่ แต่อำศัยไฟดวงเก่ำ แสงเทียนจำกเล่ม เก่ำมำสู่เล่มใหม่ ก็เหมือนกับวิญญำณที่มีกำรสืบต่อจำกเดิมไปสู่วิญญำณดวงใหม่ เหมือนกับพ่อแม่สร้ำงบุตรธิดำ พ่อแม่ก็ต้องให้เลือดเนื้ออันเป็นร่ำงกำย และให้วิญญำณอันเป็นส่วนของจิตใจจึงเป็นไปตำมหลักแห่งปฏิจจสมุ ปบำท หรือหลักวัฏฏะ 3 คือ กิเลส กรรม วิบำก
  • 24.
    ดังนั้น กำรเกิด หรือกำรตำย(ดับ) นั้นก็อยู่กับเหตุปัจจัย เมื่อยังมีเหตุ มีปัจจัยก็มีกำรเกิด ครั้นสิ้นเหตุปัจจัยก็ตำยหรือดับไป เช่น หำก สำมำรถดับกิเลสได้อย่ำงสิ้นเชิง ก็จะไม่มีกรรม เมื่อไม่มีกรรมก็ ไม่มี วิบำก (คือผลของกรรม) เพรำะปัจจัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งดับ ปัจจัยอื่นก็ดับ เปรียบได้กับกองไฟกำรที่จะเกิดเป็นกองไฟที่ลุกโซนได้ ก็ต้องอำศัยปัจจัย 3 ประกำร คือ (1) เชื้อเพลิง (2) ออกซิเจน และ (3) ควำมร้อน ถ้ำปัจจัยทั้ง 3 นี้มำรวมกันเมื่อใด ก็เกิดเป็นกองไฟได้ และก็จะต้องลุกไหม้ต่อไป หำกปัจจัยทั้ง 3 ยังมีอยู่ ถ้ำต้องกำรที่จะ ดับไฟก็ต้องกำำจัดหรือตัดปัจจัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งออกไป เช่น ไม่ใส่ เชื้อเพลิงเพิ่ม หรือเอำถังมำครอบกองไฟเพื่อไม่ให้มีออกซิเจน เมื่อ แยกเอำปัจจัยอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งหรือปัจจัยทั้งสำมออกจำกกัน ก็จะไม่มี ไฟลุกไหม้อีกต่อไป ในเรื่องกำรเกิดหรือกำรตำยของชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกับกองไฟนี้ เมื่อ มีกำรประกอบกันของส่วนประกอบสำำคัญ 5 ส่วน คือ รูปขันธ์ เวทนำขันธ์ สัญญำขันธ์ สังขำรขันธ์ และวิญญำณขันธ์ ก็จะเรียก ชีวิตหรือ คน เรำใช้ภำษำเป็นสื่อให้เข้ำใจกันว่ำ “เกิด” เมื่อส่วน ประกอบทั้ง 5 ส่วนเหล่ำนี้ประกอบกันเข้ำแล้ว ก็ทำำหน้ำที่ควบคุมกัน ไปได้ระยะหนึ่งเท่ำนั้น ในที่สุดส่วนประกอบเหล่ำนั้นก็จะแยกออกจำก กัน ไม่มีตัวตนเหลือให้เห็นต่อไป ซึ่งเรำใช้ภำษำเป็นสื่อให้เข้ำใจว่ำ คือ “ตำย” ดังนั้น คำำตอบที่ว่ำตำยแล้วเกิด จึงหมำยเอำกระบวนกำรช่วงหนึ่งที่มี กำรสืบต่อกันไปเหมือนกับไฟที่ยังไม่สิ้นเชื้อ ก็จะลุกไหม้ต่อไป คำำ ตอบอีกอย่ำงหนึ่งคือตำยแล้วไม่เกิดอีก ก็หมำยถึง กำรตัดวงจรคือตัด เหตุปัจจัยช่วงใดช่วงหนึ่งได้อย่ำงสิ้นเชิง ก็จะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะสืบต่อ อีกต่อไป เช่น ตัดกิเลสได้อย่ำงสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยช่วงหนึ่งเสีย กรรมก็จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง หยุดไว้แค่ผัสสะ (กำร สัมผัส) ไม่ให้เวทนำ (ควำมรู้สึก) เกิดขึ้น ก็จะไม่เกิดเหตุปัจจัย ตัวอื่น ๆ ต่อไป เมื่อตัดได้แล้วจิตก็เป็นสมำธิ เมื่อจิตสงบก็สำมำรถจะ พิจำรณำสิ่งต่ำงๆ ได้อย่ำงถูกต้อง ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญำ เมื่อจิต สงบจำกกิเลส ตัณหำ อวิชชำ อุปำทำนแล้วก็เข้ำสู่ภำวะแห่งนิพพำน
  • 25.
    คือ ดับสนิท หมำยถึงดับเพลิงกิเลส อันเป็นกองทุกข์ได้อย่ำงสิ้นเชิง ไม่เกิดอีก เปรียบได้กับไฟที่สิ้นเชื้อ (เพลิง) แล้วก็ดับลง จึงสรุปได้ว่ำ กำรเกิดใหม่ คือ กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงติดต่อกันไป เรื่อย ๆ แห่งปรำกฏกำรณ์ของนำมรูป กำรตำย คือ กำรยุติ กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงที่ติดต่อกันแห่งปรำกฏกำรณ์ของนำมรูป หลักคิดบำงประกำรเกี่ยวกับกำรเกิดใหม่ -->> ตำมทัศนะทำงพุทธศำสนำนั้น หำได้มีชีวิตหลังจำกกำรตำยแล้ว หรือชีวิตก่อนกำรเกิดที่อิสระจำกกรรมหรือกำรกระทำำที่มีเจตนำอย่ำงใด ไม่ กรรมเป็นผลสืบเนื่องมำจำกกำรเกิดใหม่ และอีกนัยหนึ่ง กำรเกิด ใหม่เป็นผลสืบเนื่องมำจำกกรรม กำรเกิดย่อมมำก่อนกำรตำย และในทำงตรงกันข้ำม กำรตำยก็มำก่อน กำรเกิด ทั้งสองอย่ำงนี้ติดตำมเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่ำงต่อเนื่องโดย ไม่มีกำรขำดห้วง เพรำะฉะนั้น จะไม่มีดวงวิญญำณหรืออัตตำที่ถำวร หรือเอกลักษณ์ที่ตำยตัวส่งผ่ำนต่อกันไปจำกกำรเกิดหนหนึ่งกับกำรเกิด อีกหนหนึ่ง ถึงแม้ว่ำคนเรำจะประกอบขึ้นเป็นหน่วยหนึ่งของจิตใจกับ ร่ำงกำยหรือนำมกับรูป แต่จิตใจหรือนำมนั้น ไม่ใช่ดวงวิญญำณหรือ ตัวตนอันใดอันหนึ่งตำมควำมหมำยของเอกลักษณ์ที่ถำวรหรือเป็นนิรัน ดร์ หรือเป็นบำงสิ่งบำงอย่ำงที่ทำำขึ้นสำำเร็จรูปและคงทนต่อไปก็ไม่มีทั้ง สิ้น แต่มันเป็นเพียงพลังอันหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวอย่ำงต่อเนื่อง และ สำมำรถเก็บรักษำควำมทรงจำำต่ำง ๆ ไม่แต่เพียงชีวิตนี้เท่ำนั้น แต่รวม ถึงชีวิตในชำติก่อน ๆ ด้วย ตำมแนวควำมคิดของนักวิทยำศำสตร์ รูปหรือสสำร ก็คือ พลังงำนใน ภำวะกำรกดดัน ทำำให้มีกำรเปลี่ยนแปลง โดยไม่ได้เปลี่ยนสำระ สำำคัญที่เป็นจริง ตำมแนวควำมคิดของนักจิตวิทยำ จิตใจย่อมเป็น เอกลักษณ์ที่ตำยตัว เมื่อพระพุทธเจ้ำทรงเน้นว่ำ สิ่งที่เรียกว่ำ สิ่งมี ชีวิตหรือบุคคลนั้นเป็นเพียงสังเครำะห์กรรมของร่ำงกำยกับพลังจิต หรือพลังงำนซึ่งมีกำรเปลี่ยนแปลงโดยต่อเนื่องตลอดเวลำเท่ำนั้น ก็ หมำยควำมว่ำ พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบควำมจริงมำก่อน วิทยำศำสตร์เสียอีก หรือแม้แต่จิตวิทยำสมัยใหม่ก็มีขึ้นหลังกำรค้นพบ ของพระองค์
  • 26.
    วิลเลียม เจมส์ เขียนไว้ตอนหนึ่งว่ำ…“สิ่งที่เป็นตัวข้ำพเจ้ำนี้เป็นสิริ รวมของสรรพสิ่งที่เป็นจริง และเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วโดยรูปธรรม แต่ ตัวข้ำพเจ้ำซึ่งก็รู้จักสิ่งต่ำง ๆ เหล่ำนั้นเป็นอย่ำงดี หำสำมำรถจะนับตัว เองว่ำรวมอยู่กับสิ่งเหล่ำนั้นได้ไม่ และสำำหรับในแง่ควำมมุ่งหมำยทำง ด้ำนจิตวิทยำแล้วก็ไม่จำำเป็นที่จะถือว่ำตัวข้ำพเจ้ำเป็นรูปลักษณ์ทำงด้ำน เมตำฟิสิกส์ที่ไม่มีกำรเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับดวงวิญญำณ หรือหลัก กำรอื่นบำงอย่ำง ดังเช่นเรื่องอัตตำที่บริสุทธิ์ทั้งนี้เพรำะเป็นเรื่องคนละ เวลำกัน แท้ที่จริงแล้ว ตัวข้ำพเจ้ำนี้ย่อมประกอบด้วยควำมคิดจิตใจ ซึ่งในขณะจิตหนึ่งย่อมจะแตกต่ำงไปจำกดวงจิตที่ล่วงไปแล้ว แต่มี ควำมสอดคล้องเหมำะสมกับจิตที่ล่วงไปแล้วนั้น รวมทั้งกับทุกสิ่งทุก อย่ำงที่ดวงจิตที่ ล่วงแล้วถือว่ำเป็นของตน” ฉะนั้น กำรดำำรงอยู่ของบุคคล ก็เป็นเพียงกำรแปรเปลี่ยนที่สืบต่อกัน ตลอดเวลำ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่หลงเหลือเป็นสิ่งเดียวกัน อยู่เลยในชั่วขณะจิตที่ต่อเนื่องกัน กลไกของร่ำงกำยและจิตใจนี้ ถึง แม้ว่ำจะแปรเปลี่ยนไปโดยไม่หยุดนิ่ง ก็ได้เป็นตัวก่อกำำเนิดกระบวนกำร ของร่ำงกำยและจิตใจขึ้นมำใหม่ในทุกขณะจิต ฉะนั้น จึงยังคงรักษำ ศักยภำพสำำหรับกระบวนกำรของกลไกลในอนำคตไว้เสมอ และไม่ ปล่อยให้เกิดช่องว่ำงขณะจิตหนึ่งกับขณะจิตต่อไปไว้เลย ชีวิตของเรำ นั้น เรำมีชีวิตอยู่และตำยอยู่ทุกขณะจิตตลอดชีวิตของเรำ เป็นเพียงแต่ เกิดขึ้นมำแล้วก็ดับไปคล้ำยกับลูกคลื่นทั้งหลำยที่ซัดสำดอยู่ในท้องทะเล ฉะนั้น กำรเปลี่ยนแปลงของควำมต่อเนื่องตลอดเวลำ ซึ่งได้ติดตรึงกับเรำใน ชีวิตนี้ หำได้หยุดลงเมื่อเรำถึงแก่ควำมตำยไม่ กระแสจิตยังคงสืบต่อ ไปอย่ำงไม่หยุดยั้ง ดังเช่นกระแสไฟฟ้ำซึ่งยังคงทำำหน้ำที่อยู่ต่อไป แม้ว่ำหลอดไฟฟ้ำจะเสียไป และไม่บังเกิดแสงสว่ำงก็ตำม เมื่อเรำ เปลี่ยนหลอดไฟฟ้ำดวงใหม่แทน จะมีกำำลังแรงเทียนมำกหรือน้อย ก็ตำม ก็จะเกิดมีแสงสว่ำงขึ้นใหม่อีก กระแสจิตที่ไหลอยู่ตลอดเวลำ ที่มีศัพท์เรียกว่ำ พลังแห่งกรรมบ้ำง เจตนำรมณ์ควำมกระหำย หรือ ควำมต้องกำรบ้ำง พลังอันมีอำำนำจยิ่งนี้ได้เป็นตัวทำำให้มีกำรดำำรงชีวิต อยู่ต่อไปฉะนั้น กระแสของจิตสำำนึกอันต่อเนื่องนี่เอง ได้ดำำเนินไป
  • 27.
    โดยไม่รู้จักจบสิ้น ตรำบใดที่ควำมทะยำนอยำก (ตัณหำ)ยังเป็นตัว ก่อกำำเนิดอยู่ -->> มติทำงพุทธศำสนำกล่ำวว่ำ ในระดับโลกิยธรรม คนเรำถ้ำยังมี กิเลสอยู่แล้ว ถูกพลังแห่งกิเลสนี้กระตุ้นหรือชักจูงที่เรียกว่ำ เจตนำ หรือควำมตั้งใจ จึงเกิดกำรกระทำำที่เรียกว่ำ กรรม หำกกำรกระทำำที่ เจือด้วยกิเลสอันเป็นพลังผลักดันแล้วย่อมจะต้องเกิดผล คือ วิบำก อย่ำงแน่นอน ทำงพุทธศำสนำจึงเรียกกระบวนกำรนี้ว่ำ วัฏฏะ 3 ซึ่ง อธิบำยเรื่องกำรเวียนว่ำยตำยเกิดอย่ำงย่นย่อที่สุดแล้ว นั่นคือ อธิบำย วงจรของกระบวนกำรแห่งชีวิต 3 จังหวะที่หมุนเป็นวงกลมได้แก่ กิเลส กรรม วิบำก หำกบุคคลไม่ต้องกำรเวียนว่ำยตำยเกิด ก็ต้องตัดกระแสอันเป็นวงจรแห่งกระบวนกำรเสีย ท่ำนจึงสอนว่ำ ควร จะตัดที่กิเลส คือ อวิชชำ ตัณหำ และอุปทำนเสียเมื่อตัดได้อย่ำงเด็ด ขำดแล้ว กรรมและวิบำกก็จะไม่มี ดังพุทธพจน์ตรัสเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบำทในท่อนที่แสดงกำรดับ (นิโรธ วำร) ว่ำ“เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพรำะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ (ด้วย)” หมำยควำมว่ำ เพรำะอวิชชำดับไปไม่เหลือ สังขำรจึงดับ ฯลฯ เพรำะชำติดับชรำมรณะจึงดับ (ควำมเศร้ำโศก ครำ่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส ควำมคับแค้นใจ ก็ดับไปด้วย) นี่คือหลักคำำสอนเกี่ยวกับกำร เวียนว่ำยตำยเกิดของพุทธศำสนำ ซึ่งแสดงในระดับโลกิยธรรม ส่วนในระดับโลกุตตรธรรม มติทำงพุทธศำสนำมิได้ระบุตัวตน บุคคล เรำ เขำ หรือกล่ำวถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้แต่จะแสดงเป็นรวม ๆ ว่ำ ทุกสิ่งมัน เป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่มันอิงอำศัยกันและกันเกิดและดับเป็นกระ บวนกำรเปลี่ยนแปลงติดต่อเชื่อมโยงกันไป ตรำบใดเหตุปัจจัยอำศัย กันและกันเกิดดับอยู่ กระบวนกำรก็ดำำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ อธิบำยว่ำ ใครเป็นผู้มีกิเลส ใครเป็นผู้กระทำำ (กรรม) หรือใครเป็น ผู้รับผลของกรรม (วิบำก) แต่จะอธิบำยว่ำ ไม่มีใครเกิด ไม่มีใคร ตำยแต่จะมีก็เพียงเหตุปัจจัยที่อำศัยกันเกิด และดับสืบต่อเชื่อมโยงกัน ไปเรื่อย ๆ เท่ำนั้น
  • 28.
    ชำติหน้ำมีจริงหรือ ท่ำนนักอ่ำนทั้งหลำย ครั้งที่แล้วได้เขียนเรื่องชำติหน้ำมีจริงหรือโดยยก เอำเรื่องที่พระกุมำรกัสสปอธิบำยแก้ไขควำมเห็นผิดของเจ้ำนครปำยำสิ ที่ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้ำว่ำมีอยู่จริงเพรำะสำเหตุที่ท่ำนไม่เห็นโลกหน้ำ หรือชำติหน้ำด้วยตำตนเองและไม่มีใครที่เสียชีวิตแล้วกลับมำบอกมำ แจ้งข่ำวให้ท่ำนทรำบสักคนแต่โดยที่สุดแล้วพระเถระก็สำมำรถแก้ไข ประเด็นเรื่องโลกหน้ำมีจริงหรือไม่นี้ได้ มำครั้งนี้ก็จะเขียนประเด็นนี้อีกโดยจะยกเอำเรื่องพระจักขุบำลที่มีเนื้อ ควำมปรำกฏอยู่ในอรรถกถำธรรมบทภำค ๑ เรื่องที่ ๑ ของท่ำนพระพุทธโฆษำจำรย์ พระอรรถกถำจำรย์ผู้มีชื่อเสียง มำกล่ำวเพื่อเป็นกำรยืนยันว่ำ โลกหน้ำหรือชำติหน้ำมีจริงหรือ อรรถ กถำธรรมบทเล่ำประวัติพระจักขุบำลว่ำ เดิมท่ำนเป็นบุตรของกุฎุมพีชื่อ มหำสุวรรณชำวเมืองสำวัตถี แคว้นโกศลประเทศอินเดียปัจจุบัน มีน้อง ชำย ๑ คน เดิมตัวท่ำนชื่อ บำล ต่อมำเมื่อมีน้องชำยจึงได้ชื่อใหม่ว่ำ มหำบำล แปลว่ำ บำลใหญ่ หรือบำลผู้พี่คู่กับจุลบำล ซึ่งแปลว่ำ บำลเล็ก หรือบำลผู้น้อง ต่อมำพ่อแม่ก็เสียชีวิตทรัพย์สมบัติมรดกของตระกูลจึงมำ ตกอยู่กับพี่น้องสองคนต้องช่วยกันดูแลรับผิดชอบในช่วงเวลำนั้น เขต กรุงสำวัตถีมีวัดใหญ่อยู่ ๒ วัด คือวัดพระเชตวันมหำวิหำรของอนำถ บิณฑิกเศรษฐีมหำอุบำสกและวัดบุพพำรำมของนำงวิสำขำมหำอุบำสิกำ ท่ำนกล่ำวว่ำ ในระยะเวลำนั้นในนครสำวัตถีมีคนอยู่ประจำำ ๗ โกฏิ ถ้ำ โกฏิ = ๑๐ ล้ำน ก็คงจะเป็น ๗๐ ล้ำน ในคนจำำนวนนั้น ๕ โกฏิ เป็นพระ อริยสำวกอริยบุคคล คือ ตั้งแต่พระโสดำบันพระสกิทำคำมี พระอนำคำมี จนถึงพระอรหันต์ อีก ๒ โกฏิ ยังคงเป็นปุถุชนคนธรรมดำท่ำนเล่ำว่ำ
  • 29.
    พระอริยสำวกมีกิจธุระประจำำวันเพียง ๒ อย่ำงเท่ำนั้นคือในกำลก่อน แต่เวลำฉันอำหำรของพระสงฆ์ ท่ำนถวำยทำนในกำลภำยหลังที่พระ สงฆ์ฉันอำหำรเสร็จแล้ว คือหลังเที่ยงวันแล้วไปท่ำนถือเครื่องสักกำร บูชำมีของหอมและระเบียบดอกไม้ชนิดต่ำง ๆ เป็นต้น ใช้คนให้ถือ ไทยธรรม มีเภสัชและนำ้ำปำนะเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรมสังเกตดูแล้วคงจะ ครึกครื้นน่ำดู อยู่ต่อมำวันหนึ่ง มหำบำลเห็นหมู่อริยสำวกถือเครื่องสักกำรบูชำมีของ หอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปวัดจึงถำมว่ำ จะไปไหนกัน ครั้น ได้ยินว่ำ ไปฟังธรรม ก็จึงคิดว่ำจักไปบ้ำง ครั้นไปถึงวัดถวำยบังคมพระ ศำสดำแล้วนั่งอยู่ข้ำงท้ำยประชุมชน วันนั้นตอนหัวคำ่ำฝนตกจึงมีแมลงค่อมทองอยู่ที่พื้นจำำนวนมำกตอน มัชฌิมยำมคือช่วงจำกสี่ทุ่มถึงตีสองพระจักขุบำลจะเดินจงกรมประจำำแม้ ท่ำนสำำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเดินจงกรมอยู่เหมือนเดิมคืนนั้นจึง เหยียบแมลงค่อมทองตำยจำำนวนมำก พระลูกศิษย์ท่ำนยังไม่ทันกวำด ตอนเช้ำและมีพระอีกกลุ่มหนึ่งมำเยี่ยมท่ำนแต่เช้ำเห็นแมลงค่อมทองที่ พระเถระเดินจงกรมเหยียบตำยไว้เกลื่อนกลำด จึงกล่ำวหำท่ำนควำมนั้น ทรำบถึงพระพุทธเจ้ำ พระองค์จึงตรัสว่ำพระจักขุบำลไม่ได้ตั้งใจทำำ อย่ำงนั้นและตรัสว่ำที่พระจักขุบำลกลำยเป็นพระตำบอดนั้นเป็นเพรำะว่ำ เมื่อชำติก่อนพระจักขุบำลเป็นหมอรักษำตำที่มีฝีมือยอดเยี่ยม ครั้งหนึ่งมีโอกำสไปรักษำหญิงตำมัวมองไม่ค่อยเห็นคนหนึ่งโดยหญิง นั้นรับรองจะให้ค่ำรักษำด้วยวิธีจะยอมเป็นทำสีคอยรับใช้หมอทั้งแม่และ ลูกชำยลูกสำวถ้ำหมอรักษำให้หำยได้พอหมอรักษำตำดีขึ้นจนจวนจะ หำยแล้วกลับกลัวที่จะเป็นคนรับใช้หมอทั้งครอบครัวเมื่อหมอมำถำม อำกำรที่รักษำจึงโกหกว่ำ เมื่อก่อน ดวงตำของข้ำพเจ้ำปวดน้อยเดี๋ยวนี้ ปวดมำกเหลือเกิน หมอก็รู้ได้ทันทีว่ำ หญิงนี้ประสงค์ลวงเรำแล้วไม่ให้ อะไร คงจะไม่ได้ค่ำจ้ำงแน่ ๆเรำจะต้องทำำให้มันตำบอดเสียเดี๋ยวนี้ จึง ไปถึงเรือนแล้วปรุงยำขนำนหนึ่งเสร็จแล้วนำำไปให้หญิงคนนั้นหยอดเมื่อ นำงหยอดยำนั้นแล้ว ดวงตำทั้ง ๒ ข้ำง ได้ดับวูบเหมือนเปลวไฟดับวูบ ไป
  • 30.
    ตำมปกติแล้วพระพุทธเจ้ำเมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัย แห่งคุณมีสรณะศีลและบรรพชำเป็นต้นก่อนแล้วจึงทรงแสดงธรรมตำม อำำนำจอัธยำศัยควำมท่อนนี้บงชัดว่ำสรณะและศีลของคนที่พระพุทธเจ้ำ จะทรงแสดงธรรมโปรดนั้นต้องมีต้องเคยรักษำต้องเคยบำำเพ็ญต่อเนื่อง มำจำกภพก่อนหรือภพที่ผ่ำนมำนั่นก็ย่อมจะเป็นเครื่องยืนยันว่ำ โลก หน้ำหรือชำติหน้ำมีจริงเพรำะถ้ำไม่มีชำติหน้ำ อุปนิสัยแห่งคุณคือ สรณะ ศีล และบรรพชำเป็นต้นที่พระพุทธเจ้ำทรงทอดพระเนตรดูนั้นจะ ส่งผลถึงชำติต่อมำได้อย่ำงไร วันนั้น พระพุทธเจ้ำทอดพระเนตรอุปนิสัยของมหำบำลแล้วเมื่อจะทรง แสดงธรรม จึงได้ตรัสเริ่มจำกอนุปุพพีกถำ คือ ทรงพรรณนำเรื่องทำน ศีล สวรรค์ โทษควำมเลวทรำมและควำมเศร้ำหมองแห่งกำมทั้งหลำย และอำนิสงส์ในเนกขัมมะคือควำมออกจำกกำมหมำยถึงกำรออกบวช เป็นพระนั่นเอง เมื่อมหำบำลได้สดับธรรมนั้นแล้ว จึงคิดว่ำ บุตรและธิดำก็ดีโภค สมบัติก็ดี ย่อมไปตำมผู้ไปสู่ปรโลกหำได้ไม่ แม้สรีระร่ำงกำยก็ไปกับตัว ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรของเรำด้วยกำรอยู่ครองเรือน เรำจักบวช สรุปแล้วก็คือ ท่ำนก็ได้บวชสมใจปรำรถนำ เมื่อบวชแล้วก็ศึกษำข้อวัตรปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ระเบียบวินัยของพระ ๕ พรรษำแล้ว จึงเรียนเอำวิปัสสนำกรรมฐำนจนชำำนำญแล้วชักชวนภิกษุ เป็นเพื่อนร่วมเดินทำงไปเพื่อบำำเพ็ญเพียรวิปัสสนำกรรมฐำนได้ ๖๐ รูป เดินทำงไปไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ จำกเมืองสำวัตถี ท่ำนตั้งใจบำำเพ็ญวิปัสสนำกรรมฐำนอย่ำงแรงกล้ำโดยกำรถือธุดงค์ข้อ เนสัชชิกังคะถือกำรไม่นอนเป็นวัตร คือตลอด ๓ เดือนในพรรษำนั้น ท่ำนไม่นอนเลยจะอยู่ในอิริยำบถ ๓ ท่ำ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่ำนั้นในท้ำย ที่สุดแล้ว เดือนที่ ๒ ก็มีปัญหำเรื่องสำยตำเพรำะทำำควำมเพียรอย่ำง จริงจังตลอดคืนยันรุ่ง และไม่ยอมหยอดตำตำมที่หมอบอก ที่สำำคัญก็คือ ยำชนิดนั้นต้องนอนหยอดและหยอดเพียงครั้งเดียวเท่ำนั้นก็สำมำรถ รักษำโรคตำแบบนี้ได้ แต่นิสัยของอริยสำวกย่อมเป็นผู้เด็ดขำดในด้ำน กำรทำำควำมเพียรเพื่อฆ่ำกิเลสมำกกว่ำที่จะเป็นห่วงเป็นใยต่อสรีระ ร่ำงกำยของตน พอเดือนสุดท้ำยในพรรษำท่ำนก็ตำบอดสนิทพร้อมกับ
  • 31.
    กำรดับสิ้นของกิเลสในช่วงมัชฌิมยำมล่วงไปคือ หลังตี ๒พระจักขุบำล สำำเร็จเป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกะพอออกพรรษำแล้วท่ำนก็ กลับมำเมืองสำวัตถีครั้งแรกให้สำมเณรปำลิตหลำนท่ำนเป็นผู้นำำทำง และท้ำวสักกะเป็นผู้รับช่วงนำำทำงต่อ จนถึงวัดพระเชตะวันเมืองสำวัตถี พระพุทธเจ้ำตรัสว่ำ หมอรักษำตำคนนั้นได้มำเกิดเป็นพระจักขุบำล พระพุทธเจ้ำทรงสรุปว่ำกรรมที่บุตรของเรำคือพระจักขุบำลทำำแล้วใน กำลนั้น ติดตำมเธอไปข้ำงหลัง ๆ จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่ำ บำปกรรมนี้ย่อม ตำมผู้ทำำไปเหมือนล้ออันหมุนตำมรอยเท้ำโคพลิพัทคือโคที่เขำเทียม เกวียนบรรทุกสินค้ำ ตัวเข็นธุระคือลำกเกวียนไปอยู่จำกข้อควำมที่นำำ มำกล่ำวนี้เป็นอันยืนยันได้ว่ำ ชำติหน้ำมีจริง เพรำะว่ำถ้ำชำติหน้ำไม่มี จริง หมอรักษำตำคนนั้นก็คงจะไม่มำเกิดใหม่เป็นพระจักขุบำลแล้วก็ ตำบอดเพรำะกรรมเก่ำของตน เป็นแน่ นอกจำกนั้นยังมีเรื่องอีกจำำนวนมำกที่มีปรำกฏในชั้นพระไตรปิฎกซึ่ง เป็นพระคัมภีร์ชั้นหนึ่งของพระพุทธศำสนำได้กล่ำวถึงเรื่องปัจจุบันชำติ และอดีตชำติของคนนั้นๆ ได้ทำำกรรมชนิดต่ำง ๆทั้งกรรมดีคือบุญทั้ง กรรมชั่วคือบำปแล้วต้องมำเสวยกรรมในรูปแบบต่ำง ๆ ทั้งดีและไม่ดี แม้องค์สมเด็จพระบรมศำสดำสัมมำสัมพุทธเจ้ำเมื่อครำวที่ทรงเป็น พระโพธิ์สัตว์ทรงบำำเพ็ญพระบำรมีในพระชำติต่ำง ๆ นั้นก็เป็นเครื่อง ยืนยันว่ำ มีชำติหน้ำแน่นอน ถ้ำชำติหน้ำไม่มีพระบำรมีที่ทรงบำำเพ็ญมำ อย่ำงต่อเนื่องจะส่งผลให้พระองค์ได้อย่ำงไรและพระบำรมีของพระองค์ จะเต็มได้อย่ำงไร จะอย่ำงไรก็ตำม ชำติหน้ำจะมีจริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำำคัญแต่ สำำคัญอยู่ตรงที่กำรกระทำำของบุคคล ถ้ำได้ประกอบกรรมดีอยู่เสมอ ๆ ก็ อุ่นใจได้ว่ำ ชำตินี้ไม่ต้องเดือดร้อน ถ้ำไม่มีชำติหน้ำก็ไม่มีปัญหำ แต่ถ้ำ มีชำติหน้ำก็เป็นอันมั่นใจได้ว่ำตนเองจะไม่ต้องเดือดร้อนได้รับโทษทุกข์ นำนำประกำร ในทำงตรงกันข้ำมถ้ำได้ประกอบกรรมชั่วไว้ ก็เป็นที่ แน่ใจได้เลยว่ำ ต้องได้รับควำมทุกข์ในหลำยรูปแบบ ถ้ำชำติหน้ำไม่มีก็เป็นกันแล้วไป แต่ถ้ำชำติหน้ำมีผลกรรมของของคน ๆ นั้น จะส่งผลเป็นทวีคูณ เป็นร้อย เท่ำพันเท่ำ จะลำำบำกเดือดร้อนขนำดไหน เชิญท่ำนสำธุชนลองคิดดูก็
  • 32.
    แล้วกันท่ำนนักศึกษำธรรมทั้งหลำย ด้วยเรื่องที่ยกมำนี้เป็นเครื่องยืนยัน ว่ำชำติหน้ำมีจริง ดังนั้นเรื่องชำติหน้ำมีจริงหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่ชำว พุทธไม่น่ำจะสงสัยต่อไปว่ำมีหรือไม่มีอย่ำมัวแต่ลังเลสงสัยแล้วไม่แน่ใจ เรื่องทำำควำมดีไม่ยอมเลิกสร้ำงควำมชั่วแล้วตัวท่ำนเองจะขำดทุนชีวิต สิ่งที่ควรทำำอย่ำงยิ่งก็คือต้องรีบเร่งสร้ำงควำมดี สร้ำงบุญบำรมี เพื่อชำติ หน้ำที่ดีกว่ำปัจจุบันชำตินี้ ตำยแล้วเกิดได้อย่ำงไร? พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำทรงสอนเรื่องจิตไว้พิสดำรมำกนักแล้วยังมีเจตสิก อันเป็น เรื่องใหญ่และสำำคัญประกอบกับจิตอีก ทั้งจิตก็มิได้คงทนถำวร อยู่ได้ ไม่มีวันตำยเหมือนศำสนำอื่น เช่น อำตมันก็หำไม่ จิตย่อมเกิดดับ ติดต่อกันไปอยู่เสมอ เป็นนิจถี่ยิบ ไม่มีวันหยุดหย่อนกันเลย เรียกว่ำ เป็น สันตติคือกำรสืบต่อ จิตที่ดับไปแล้วจะเป็นเหตุปัจจัย(เหตุอื่นร่วมด้วย)ให้ จิตใหม่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับ แล้วก็เป็นเหตุให้เป็นปัจจัยให้เกิดต่อๆ ไป เกิด - ดับ - เกิด - ดับ อยู่ไม่ขำดสำยติดต่อกันไป เมื่อจิตมีแต่ควำม เกิด-ดับสืบต่อกันไปดังนี้แล้ว จิตก็จะไม่ได้อยู่ในฐำนะที่จะล่องลอยไป เที่ยวหำที่เกิด จิตก็ล่องลอยไปไม่ได้ ทั้งกำรเกิดใหม่ก็มิได้มีแต่จิตเพียง อย่ำงเดียว เพรำะมีรูปเกิดร่วมด้วย ถ้ำเช่นนั้นจิตไม่ไปเกิดดอกหรือ? ไป อย่ำงไรเกิดอย่ำงไร? ผู้ที่มิได้ศึกษำเรื่อง "รูป" อย่ำงจริงจัง ก็มักจะเข้ำใจผิดคิดไปว่ำ "รูป" ก็ได้แก่ร่ำงกำยและสิ่งของต่ำงๆ ในทำงพระพุทธศำสนำแสดงเรื่องรูปว่ำ รูปมีจำำนวนถึง ๒๘ รูป โดยแบ่งเป็นมหำภูตรูป ๔ และอุปำทำยรูป ๒๔ โดยแยกรูปให้เล็กลงๆ เป็นลำำดับ ตั้งแต่เม็ดข้ำวเปลือก ๑ เม็ดแยกออก เป็นหลำยสิบล้ำนส่วน ส่วนหนึ่งเหล่ำนั้น เรียกว่ำ "ปรมณู" ทุกๆ ปรมำณู เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เรื่อยๆ ด้วยอำำนำจของอุณหเตโช คือควำมร้อน ด้วยเหตุนี้ รูปทั้งหลำยจึงเป็น อนิจจัง คือควำมไม่เที่ยง เป็นทุกขัง คือ ควำมทนอยู่ในสภำพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตำ คือไม่ใช่ตัวตนคน สัตว์(เป็นกำรประชุมกัน) ทั้งไม่อำจบังคับบัญชำได้ ปรมำณูในพระพุทธศำสนำ ๑ ธัญญมำส = ๗ อูกำ
  • 33.
    ๑ อูกา =๗ ลิกขา ๑ ลิกขา = ๓๖ รถเรณู ๑ รภเรณู = ๓๖ ตัชชารี ๑ ตัชชารี = ๓๖ อณู ๑ อณู = ๓๖ ปรมาณ นอกจากในเรื่องรูปแล้ว ในพระพุทธศาสนายังได้แสดงถึงเรื่องจิตใจ ด้วยว่ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายตัวไป อยู่ตลอดเวลาโดยรวดเร็ว เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่มิได้มีสิ่งใดแม้แต่อย่างเดียวที่ตั้งอยู่อย่าง มั่นคง ได้ ดังนั้นจิตใจจึงอยู่ในฐานะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นเดียวกันกับ รูป ในพระพุทธศาสนาถือว่า ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่แล้ว ความเกิดก็ ไม่มีปัญหา จะต้องเกิดอีกอย่างแน่นอนทีเดียว หากแต่ความเกิดอีกมิได้ เป็นไปในรูปแบบของการล่องลอย หรือที่พูดกันโดยทั่วไปว่าวิญญาณ ล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ หากแต่เป็นไปตามแบบฉบับของการสืบ ต่อ(สันตติ) ซึ่งมีทั้งจิตหรือวิญญาณ มีทั้งรูปที่เป็นปรมาณูเกิดรวมกัน คือ จิตดวงหนึ่งดับลงไปแล้ว(จุติจิต = ตาย) ด้วยอำานาจของเหตุปัจจัยหลาย ประการ จิตดวงต่อไปก็ได้อุบัติขึ้นมาทันที(ปฏิสนธิจิต = เกิด) ในภพ ใหม่ชาติใหม่ติดต่อกัน โดยมิได้มีระหว่างคั่น พร้อมด้วยรูปปรมาณูที่ เรียกว่า กรรมชรูป จิตนั้นมิได้เป็นสสารมิได้เป็นพลังงาน หากแต่เป็นปรากฏการณ์ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเหตุต่างๆ ทำาให้เกิดขึ้นมาแล้วสลาย ตัวไปโดยรวดเร็ว มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นอมตะ มิได้เกิดขึ้นมา โดยการดลบันดาลของใคร และอยู่ในฐานะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น เดียวกันกับบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลาย จิตใจนั้นแม้ว่ามันจะมองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน ซำ้าถูกต้องไม่ได้ก็ดี แต่ ถึงกระนั้นมันก็มีอำานาจ หรือมีอิทธิพลหลายอย่าง เช่น รู้อารมณ์ได้ เก็บ บาปเก็บบุญไว้ก็ได้ ทำาน้าที่ปฏิสนธิคือสืบต่อเกิดใหม่ในภพชาติต่อไปได้ เมื่อมีสมาธิมากๆ แล้วแสดงอิทธิฤทธิ์บางอย่างก็ได้ด้วย เรื่องของจิตใจ
  • 34.
    หรือวิญญาณนั้น มิได้ศึกษากันไปลมๆ แล้งๆหากแต่มีบทพิสูจน์พร้อม บริบูรณ์ ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะได้รู้เห็นจิตใจหรือวิญญาณนี้ แจ่มใสชัดเจน อยู่ในใจ(ไม่ใช่มโนภาพ) พ้นจากข้อสงสัยได้แน่นอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางบทพิสูจน์เอาไว้แล้ว ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค แสดงว่าจิตนี้ มีชื่อตั้ง ๑๐ ชื่อ เพื่อ แสดงให้รู้ว่าจิตคืออะไร ? คือ ยำ จิตฺตำ มโน หทยำ มานสำ ปณฺฆรำ มนายตนำ มนินฺทริยำ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺช มโนวิญฺญาณธาตุ อิทำ จิตฺตำ ฯ ในอัฏฐสาลินีอรรภกถาธิบายว่า ๑. ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต ๒. ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน ๓. จิตนั่นแหละได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า หทัย ๔. ธรรมชาติคือฉันทะที่มีพอใจนั่นเอง ชื่อว่า มานัส ๕. จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใสจึงได้ชื่อว่า ปัณฑระ ๖. มนะนั่นเองเป็นอายตนะ คือเป็นเครื่องต่อจึงชื่อว่า มนายตนะ ๗. มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์ คือความเป็นใหญ่ จึงชื่อว่า มนินทรีย์ ๘. ธรรมชาติใดรู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิญญาณ ๙. วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์ ๑๐. มานะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์จึงชื่อว่า มโน วิญญาณธาตุ สำาหรับปุถุชนทั้งหลาย ผู้ซึ่ง "อนุสัยกิเลส" ยังยึดครองจิตใจอยู่ การกระทำาทั้งหมดจึงเป็นกรรมหาเป็นกริยาไม่ เพราะโดนอำานาจภายใน ซึ่งได้แก่กิเลสหนุนหลังให้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ จึงดิ้นให้หลุด ออกไปจากภพชาติไม่ได้ ชาติหน้าจึงมีอยู่รำ่าไป การแก้ปัญหาให้แก่ ชีวิตจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุกชาติ
  • 35.
    อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสอย่างละเอียด คือตัวการที่ทำาให้บังเกิดความ เร่าร้อน ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย เป็นธรรมชาติ ที่เร้นลับและลึกซึ้งยิ่งนัก ถ้ามิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะไม่มีใคร แสดงได้เลย เพราะมันสงบนิ่งอยู่ภายในจิตใจไม่ปรากฏออกมาให้ใคร ได้ประจักษ์ แต่ฤทธิ์เดชของมันนั้นเหลือหลายนัก ท่านจึงเปรียบอนุสัย กิเลสนี้ว่าเหมือนกับงูที่มีพิษร้ายเพราะว่ามันนอนหลับ จึงไม่เกิดอันตราย กับใครเลย แต่ถ้าผู้ใดทำาให้มันตื่นขึ้นมาแล้ว มันก็จะแสดงอำานาจของ มันทันที มันก็จะฉกกัด และทำาให้ผู้เข้าไปใกล้ถึงแก่ความตายได้ อารมณ์ที่มากระทบอยู่ทุกๆ วันก็เหมือนกัน เมื่อรูปกระทบกับตาแล้ว มัน ก็กระเทือนถึงอนุสัย ไม่ว่ารูปนั้นจะดีจะชอบใจ หรือไม่ดีไม่ชอบใจก็ตาม เมื่อกระทบแล้วก็จะเกิดปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาใน ใจ อันเป็นกิเลสอย่างกลาง และถ้าความเร่าร้อนในใจนั้นมีกำาลังมาก มัน ก็จะไม่เกิดแต่ความเร่าร้อนใจเท่านั้น หากมันก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ เกิดการแสดงออกซึ่งกิเลสอย่างหยาบทางวาจา หรือทางร่างกายต่อไป การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ อย่างพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันต ปิฎก เล่มที่ ๓ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค [๒๖๒] อุปาทาน ๔ อย่าง ๑. กามุปาทาน [ถือมั่นกาม] ๒. ทิฏฐุปาทาน [ถือมั่นทิฐิ] ๓. สีลัพพตุปาทาน [ถือมั่นศีลและพรต] ๔. อัตตวาทุปาทาน [ถือมั่นวาทะว่าตน] [๒๖๓] โยนิ ๔ อย่าง ๑. อัณฑชโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่] ๒. ชลาพุชโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์] ๓. สังเสทชโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล]
  • 36.
    ๔. โอปปาติกโยนิ [กำาเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น]ฯ [๒๖๔] การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวก้าว ลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว อยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว คลอด จากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่หนึ่ง ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็น ผู้ไม่รู้ สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์มารดาข้อที่สอง ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา แต่เป็นผู้ ไม่รู้สึกตัว คลอดจากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สาม ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก สัตว์บางชนิดในโลกนี้ เป็นผู้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผู้รู้สึก ตัวคลอด จากครรภ์มารดา นี้การก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่สี่ ฯ [๒๖๕] การได้อัตภาพ ๔ อย่าง ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตน อย่างเดียว ไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของผู้อื่น
  • 37.
    เท่านั้น ไม่ตรงกับความจงใจของตนมีอยู่ ฯ ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนด้วย ตรงกับความจงใจของผู้อื่นด้วยมีอยู่ ฯ ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การได้อัตภาพที่ไม่ตรงกับความจงใจของตน ทั้งไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นมีอยู่ ฯ ปัญหาเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ สำาหรับโลกปัจจุบันที่อิทธิพลของวิชาการสมัยใหม่และวิทยาศาสตร์ได้ ครอบงำาไปทุกแห่งหน ทำาให้คนสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งนัก วิชาการด้านต่างๆ เห็นว่า การเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่เป็นความ งมงายไร้เหตุผล จึงมีผู้เชื่อปรัชญาแบบวัตถุนิยมที่สอนว่า มนุษย์เกิด หนเดียวตายหนเดียวกันเป็นจำานวนมาก แม้แต่ชาวพุทธบางคนที่คิด และเข้าใจว่าตนเองรู้คำาสอนของพระพุทธศาสนาลึกซึ้งที่สุด ก็กลับ กล่าวปฏิเสธการตายและการเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติที่ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างสิ้นเชิง และกล่าวว่าผู้ที่สอนเรื่องตายและ เกิดใหม่แบบนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เข้าใจผิดและสอนผิด ถ้าจะสอนให้ถูก ตามทรรศนะของเขาก็ต้องสอนเรื่องการตายและเกิดใหม่แบบชั่วขณะ จิต คือเมื่อรู้สึกด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวเรา" หรือ "ตัวกู" เมื่อไร ก็เป็นการเกิด ละวางความรู้สึกเช่นนั้นเมื่อไรก็เป็นการตาย เมื่อเกิด ความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู" ขึ้นมาใหม่ก็เป็นการเกิดใหม่ วันหนึ่งๆ จึงมี การตายและการเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วน จริงอยู่การตีความเกี่ยวกับการ
  • 38.
    ตายและการเกิดใหม่แบบนี้ไม่ได้ผิดหลักคำาสอนของพระพุทธศาสนา โดยปรมัตถนัยอาจตีความอย่างนี้ได้ แต่การปฏิเสธการตายและการเกิด ใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติโดยสิ้นเชิง เท่ากับปฏิเสธพระพุทธพจน์ จำานวนมากที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก การปฏิเสธพระพุทธพจน์เหล่านั้นก็ เท่ากับกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนสิ่งที่เป็นเท็จ แต่เขาไม่กล้าพอที่จะ กล่าวว่าพระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่เป็นเท็จ จึงหันไปเล่นงานพระโบราณจาร ย์ของพระพุทธศาสนาว่า เอาคำาสอนที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นเพิ่มเติมเข้าไป ในภายหลัง โดยลืมคิดไปว่า พระสาวกผู้เคารพหนักแน่นในพระ ศาสดาย่อมไม่เอาสิ่งใดเข้าแอบอ้างว่าเป็นคำาสอนของพระศาสดาโดยที่ พระศาสดาไม่เคยสั่งสอนไว้นอกจากนี้ก็มีชาวพุทธบางกลุ่มที่ได้รับ อิทธิพลจากคำาสอนของนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาผู้มีชื่อเสียงบางท่าน ที่สอนเน้นการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ในชีวิตปัจจุบัน และเน้นการตายเกิด แบบชั่วขณะจิต ชาวพุทธกลุ่มนี้พลอยรังเกียจการอธิบายเรื่องการตาย แล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติไปด้วย บางคนไปไกลถึงขนาดเห็น ว่าพระองค์ไหนสอนตามแบบเก่าก็เป็นการสอนผิด พระบางองค์ก็ไม่ กล้าเทศน์เรื่องการตายแล้วเกิดใหม่แบบที่เคยสอนกันมา เพราะเกรงจะ สอนผิดหรือไม่ก็เพราะตนเองก็เกิดไม่เชื่อการตายเกิดแบบนั้น รวม ความว่าเวลานี้ความเชื่อของชาวพุทธในเรื่องนี้อยู่ในภาวะสับสน ถ้าจะ แบ่งกลุ่มชาวพุทธเกี่ยวกับการตายเกิดก็แบ่งได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ ๑. เป็นชาวพุทธ...แต่ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ถือว่ามนุษย์ เกิดหนเดียวตายหนเดียว ๒. เป็นชาวพุทธ...แต่ไม่แน่ใจว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ จึงไม่กล้า กล่าวว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ ๓. เป็นชาวพุทธ...ยอมรับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ชั่วขณะจิตในชีวิต ปัจจุบัน ปฏิเสธเรื่องตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ ๔. เป็นชาวพุทธ...ที่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างที่ เคยเชื่อถือกันมา ประเภทที่ ๑ กับที่ ๓ ส่วนมากจะเป็นผู้ได้รับการศึกษาดี หรือได้รับ การศึกษาในวิชาการสมัยใหม่ที่อยู่ในเขตอิทธิพลของวิทยาศาสตร์
  • 39.
    ประเภทที่ ๒ ส่วนมากจะเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ไม่ค่อยสนใจหรือ สนใจคำาสอนของพระพุทธศาสนาบ้างเล็กน้อย ประเภทที่ ๔ มีทั้งชาวบ้านธรรมดาทั่วไปและผู้ที่สนใจศึกษาคำาสอนใน พระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในกรณีของชาวบ้านทั่วไปที่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ส่วนมากเป็น เพราะได้รับการอบรมให้เชื่อในเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ส่วนผู้ที่ สนใจศึกษาคำาสอนในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เชื่อเรื่องการเวียน ว่ายตายเกิด หรือสังสารวัฏเพราะมั่นใจในความรู้ที่ได้ศึกษามา และ เพราะได้ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบจนเกิดความแน่ใจว่าเรื่อง "สังสารวัฏ" เป็นหลักคำาสอนที่สำาคัญที่สุดหลักหนึ่งของพระพุทธศาสนา การปฏิเสธหลักคำาสอนเรื่องนี้ย่อมเป็นการปฏิเสธหลักคำาสอนเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นหลักคำาสอนที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ไปพร้อมกันด้วย หากหลักคำาสอนเหล่านี้ถูกปฏิเสธเสียแล้วพระพุทธ ศาสนาก็จะเป็นเพียงระบบศีลธรรมธรรมดาระบบหนึ่งเท่านั้น ระบบศีล ธรรมธรรมดาที่มีแต่เรื่องโลกียะอย่างเดียวนั้นไม่จำาเป็นจะต้องเป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ใครก็ได้ที่เป็นนักคิดและนักวิเคราะห์สังเคราะห์ ก็สามารถกำาหนดเรื่องบัญญัติขึ้นมาอย่างมีเหตุผลได้ เกิดมาแล้วทำาไมต้องตาย...? เหตุใดมนุษย์ต้องมีสภาพ เป็นสิ่งที่ต้องตาย พุทธศาสนามีหลักธรรมที่ ให้คำาอธิบายต่อประเด็นดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอยู่ 2 หมวด คือหลัก ธรรม ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์และหลักธรรมที่ปรากฏในเรื่องสังสารวัฏ
  • 40.
    มีอะไรในไตรลักษณ์ ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าพุทธศาสนาจำาแนกธรรม หรือสิ่งทั้งหลายทั้ง ปวงที่ทรงตัวอยู่ ออกเป็น ๒ อย่าง คือ... สังขตธรรม หมายถึง ธรรมที่ถูกปรุงแต่งได้แก่ธรรมที่มีปัจจัย สภาวะ ที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายร่วมกันแต่งสรรค์ ขึ้น สิ่งที่มีปัจจัยประกอบเข้าหรือสิ่งที่ปรากฏและเป็นไปตามเงื่อนไข ของปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร ซึ่งมีรากศัพท์และคำาแปล เหมือนกัน หมายถึง สภาวะทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูป ธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้งที่ดี ที่ชั่ว และที่ เป็นกลาง ๆ ทั้งหมด เว้นแต่นิพพาน อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่ไม่มีปัจจัย หรือ สภาวะที่ไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของ ปัจจัย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิสังขาร ซึ่งแปลว่าสภาวะปลอดสังขาร หรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หมายถึง นิพพาน พุทธศาสนาเห็นว่า ทุกสิ่งที่มีสภาพเป็นสังขตธรรม หรือสังขารธรรม ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่า สามัญญลักษณะ แปลว่า ลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งหลาย ลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจจตา คือ ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความเปลี่ยนแปลง ความ ไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป ทุกขตา คือ ความทุกข์ ความคงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ภาวะที่ไม่ สมบูรณ์มีความบกพร่องหรือขัดแย้งอยู่ในตัว อนัตตตา คือ ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง มนุษย์ในฐานะสิ่งที่มีสภาพเป็นสังขตธรรม หรือ สารขารธรรม หรือ สิ่งที่เกิดจากปัจจัย ปรุงแต่งย่อมจะต้องมีความเป็นไปตามลักษณะทั้ง ๓ เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ อย่างไม่มีข้อยกเว้น เพราะกฎธรรมชาติหรือ ไตรลักษณ์นี้เป็น ธรรมธาตุ คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดาเป็นธรรม ฐิติ คือ ภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดาเป็น
  • 41.
    ธรรมฐิติ คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตามสังขต ธรรม หรือ สังขารธรรมทั้งหลายก็ย่อมจะมีลักษณะเป็นไปเช่นนั้นเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็น อนัตตา” ความตายหากมองจากกรอบของไตรลักษณ์ ก็คือรูปแบบหนึ่งของอนิจ จตา และทุกขตา หรือความไม่เที่ยง ความคงทนเป็นสภาพชีวิตอยู่ อย่างเดิมไม่ได้หากแต่ต้องแตกสลายหรือตายไปเป็นธรรมดา ในอีกแง่ มุมหนึ่งหากพิจารณาให้ละเอียดลงตามหลักปรมัตถ์ ความเป็นอนิจจตา และทุกขตา หรือความไม่เที่ยงความเปลี่ยนแปลงตลอดจนความตาย ย่อมเกิดขึ้นกับมนุษย์หรือนามรูปนี้อยู่ทุกขณะตลอดเวลา ตอนนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า สาเหตุพื้นฐานที่ทำาให้มนุษย์หรือนามรูปนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเสื่อมสลายหรือตายไป แท้จริงก็คือสภาพความเป็นสิ่งปรุง แต่ง หรือเป็นสังขตธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะของมนุษย์นั่นเอง สังสารวัฏเป็นอย่างไร...? ได้กล่าวไปแล้วว่า สภาพความเป็นสังขตธรรม หรือสิ่งปรุงแต่งอันเป็น คุณลักษณะประจำาของมนุษย์นั่นเอง คือสาเหตุพื้นฐานที่ทำาให้มนุษย์ เป็นสิ่งที่ต้องตาย... อย่างไรก็ตาม คำาถามเกี่ยวกับสาเหตุของความตายอีกประการหนึ่งที่ สามารถเกิดขึ้นได้ก็คือ ในเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องตายในที่สุด แล้วเหตุใด หรือเพราะอะไร จึงทำาให้มนุษย์ต้องเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะต้อง เดินไปสู่ความตาย อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เช่นนี้...? --> หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงง่าย ๆ ก็จะพบว่า เพราะเกิดมา นั่นเองมนุษย์จึงต้องตาย ถ้าไม่เกิดก็ไม่ต้องตาย ในการตอบปัญหา ดังกล่าว พุทธศาสนาชี้ให้เห็นความจริงว่า แท้จริงแล้วมนุษย์หรือตัว เราเป็นผลของการหมุนเวียน สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนามต่างต้องท่อง เที่ยววนเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ อย่างไม่มี วันสิ้นสุด สภาพเช่นนี้เรียกว่า สังสารวัฏ เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า
  • 42.
    เหตุใดมนุษย์จึงต้องเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะต้องประสบกับความตาย หรือ เหตุใดมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจึงต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จบสิ้น เรามาดูถึงสาระสำาคัญของสังสารวัฏ สังสารวัฏ คือ การเวียนเกิด เวียนตาย อยู่ในโลกหรือวงจรแห่งทุกข์ อีก นัยหนึ่ง สังสารวัฏ ก็คือวังวนหรือภาวะที่ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุเป็น ปัจจัยของกันและกันเป็นวงกลม ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องท่อง เที่ยวหรือเวียนว่ายตายเกิดสังสารวัฏประกอบด้วย องค์ ๓ คือ กิเลส กรรม และวิบาก ตามหลักพุทธศาสนา ชีวิตไม่ใช่สิ้นสุดเมื่อบุคคล ตาย เพราะตราบเท่าที่บุคคลยังมีกิเลสและกรรมอยู่ ชีวิตใหม่หรือชาติ หน้าจะต้องมีอยู่ด้วย นั่นคือความตายในชีวิตปัจจุบันจะนำาไปสู่การเกิด ใหม่ ซึ่งก็จะนำาไปสู่การตายอีก วนเวียนไปเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าบุคคล จะรู้แจ้งความจริงอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้ จึงจะหยุดและสิ้นสุดการเกิด แก่ เจ็บ และตาย กิเลส หมายถึง สภาพที่ทำาให้จิตใจเศร้าหมอง สิ่งที่ทำาให้จิตใจขุ่น มัวรับคุณธรรมได้ยาก เป็นสิ่งสกัดกั้นไม่ให้ถึงความบริสุทธิ์ สะอาด ทางกาย วาจา และใจ ได้แก่สภาวธรรม ๑๐ อย่าง คือ โลภะ คือ สภาวะที่อยากได้ ปรารถนา และยินดีในอารมณ์ทั้ง ๖ ที่น่าใคร่น่าพอใจ โทสะ คือ สภาวะที่มีความหยาบกระด้าง ดุร้าย ขุ่นมัวเผาผลาญ จิตใจ โมหะ คือ สภาวะที่หลงในอารมณ์ คือไม่รู้ตามความเป็นจริงของ สภาวธรรม มานะ คือ สภาวะที่ถือตัว ไม่ยอมลงให้ใคร ลำาพองในใจ ทำาให้ กระด้างอวดหยิ่งยโส ทิฏฐิ คือ สภาวะที่มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง ด้วยความยึดติด กับอารมณ์ที่ตนเห็นเท่านั้น
  • 43.
    วิกิจฉา คือ สภาวะที่มีความสงสัยเพราะไม่ปลงใจ โลเล เพราะไม่ แน่ใจในอารมณ์ อุทธัจจะ คือ สภาวะที่ทำาให้ฟุ้งซ่านไม่สงบในอารมณ์ อหิริกะ คือ สภาวะที่ไม่ละอายและหดหู่ และไม่หลีกเลี่ยงต่อบาป อโนตตัปปะ คือ สภาวะไม่เกรงกลัว ไม่สยดสยองต่อบาป และความ ชั่ว สภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเหตุให้บุคคลประกอบกรรมต่าง ๆ ขึ้น -->> กรรม หมายถึง การกระทำาที่ประกอบด้วยเจตนา หรือมีความ จงใจในการกระทำา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เจตนาในกรรมนั่นเองจัดเป็น กรรม ดังพุทธพจน์ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลจงใจแล้วย่อม กระทำากรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ”กรรมที่ประกอบด้วยเจตนา โดยเฉพาะเจตนาที่มีตัณหาหรือความอยากเป็นแรงผลักดัน ถือว่าเป็น กรรมที่สามารถทำาให้สัตว์ทั้งหลายต้องหมุนเวียน หรือ กรรมที่ทำาให้ วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ตัณหาดังกล่าวก็คือ... ความอยากได้อยากมีในสิ่งใด เรียกว่า กามตัณหา ความยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่า ภวตัณหา ความไม่อยากเป็นอย่างนั้นไม่อยากเป็นอย่างนี้ เรียกว่า วิภวตัณหา ตัณหาเกิดจากความไม่รู้สภาวธรรมตามเป็นจริง แล้วก็เกิดความคิด ปรุงแต่งซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ แล้วก็เป็นเหตุให้ เกิดความอยากขึ้นตามความพอใจ หรือความไม่พอใจนั้น ๆ เมื่อมี ความอยากซึ่งเรียกว่า ตัณหา นี้แล้วจึงมีเจตนาในการกระทำา เมื่อมี การทำาลงไปด้วยเจตนาก็เป็นกรรม เมื่อกระทำากรรมเช่นนี้แล้ว ผลของ กรรมหรือวิบากย่อมตามสมควรแก่กรรมนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นพลังส่งให้ผู้ กระทำากรรมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสมเมื่อผู้กระทำากรรมตายลง ดังพุทธ พจน์ว่า
  • 44.
    “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นสิ่ง ให้กำาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมเป็นตัว กำาหนดจำาพวกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตต่างกัน” -->> วิบาก หมายถึง ผลกรรมที่บุคคลทำาไว้นั่นเอง สภาพชีวิตคือ การที่ต้องประสบกับความสุขความทุกข์ เมื่อมนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ ก็จะถูกผลักดันให้ ทำากรรม เมื่อทำากรรมแล้วย่อมจะได้รับผลแห่ง กรรม คือ วิบาก เมื่อมีวิบากหรือขันธ์อยู่ที่ยังไม่สิ้นไปซึ่งกิเลส ก็ เป็นเหตุให้การกระทำากรรมอีกวนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่า เหตุปัจจัยแห่ง วัฏจักร หรือสังสารวัฎนี้จะสิ้นลง การที่กิเลสทั้งหลายปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณ นอกจากจะส่งผลให้ชีวิต มีสุขมีทุกข์แล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตมีการสืบต่อไปไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ความ ตายจึงไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต หากเป็นแต่เพียงปัจจัยที่ทำาให้เกิด การเปลี่ยนแปลงชีวิตจากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่งเท่านั้น การ เปลี่ยนแปลงนี้จะมีอยู่เรื่อยไปตราบเท่าที่วงจรของสังสารวัฏยังไม่ถูก ตัดขาด หากวงจรของสังสารวัฏคือ กิเลส กรรม และวิบากนี้ ยัง ไม่ถูกตัดขาด มนุษย์หรือสัตว์ก็ยังจะต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในภพภูมิ ต่าง ๆ ไม่มีสิ้นสุด คนที่ตายเหมือนคนที่นอนหลับแล้วฝัน โดยธรรมดาเมื่อเรานอนหลับ พอรู้สึกเคลิ้มๆ ก็จะเริ่มฝัน แต่ความฝัน ในตอนนั้นส่วนมากมักจะไม่ชัด และบางทีก็จำาไม่ได้ เว้นไว้แต่จะตื่น ขึ้นมาก่อน แต่ถ้าเป็นการฝันสะเปะสะปะเพราะความฟุ้งซ่าน ก็จะจำา เรื่องราวที่ฝันไม่ได้ ในเมื่อทิ้งไว้นานๆ ซึ่งบางคนหลังจากตื่นไม่ถึงชั่ง โมงก็ลืมความฝันหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ขอได้โปรดเข้าใจว่า ทุก คนเมื่อนอนหลับจะต้องฝัน เพราะมีกฎอยู่ว่า เมื่อวิญญาณเกิด นามรูป จะต้องเกิด คนที่นอนหลับ ไม่ได้หมายความว่า จิตดับทั้งหมด ความ จริงจิตสำานึกเท่านั้นที่ดับ ซึ่งบางคนก็ดับไม่สนิท ส่วนจิตไร้สำานึกหรือ ภวังคจิตยังคงเกิด-ดับและเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้รูปจึงได้ เกิด และคำาว่า รูปเกิด ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะร่างกายเกิดเท่านั้น มโนภาพที่เกิดในใจ ก็เรียกว่ารูปเกิดเหมือนกัน สิ่งที่จะต้องทำาความ
  • 45.
    เข้าใจให้แจ่มแจ้งก็คือ ภวังคจิตไม่เคยดับเลย ซึ่งหมายถึงดับสูญสิ้น ความเป็นจริงภวังคจิตย่อมมีการเกิดแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดสืบต่ออยู่ ตลอดเวลา จุดนี้จะต้องพยายามทำาความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง มิฉะนั้นจะ ไม่เข้าใจเรื่องความฝัน และไม่เข้าใจเรื่องโอปปาติกะ(กายละเอียด) ในขณะที่คนเรากำาลังจะตาย ก็เหมือนกับคนที่กำาลังจะหลับ แต่มันต่าง กันตรงที่ว่า การหลับยังมีโอกาสที่จะตื่น ส่วนคนที่กำาลังจะตายไม่มี โอกาสที่จะตื่นขึ้นมาในชีวิตนี้ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เมื่อเราเริ่มหลับก็ จะเริ่มฝัน ในความฝันนั้นจะต้องมีตัวเราเกิดขึ้นเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ต่างๆ และในทำานองเดียวกัน คนที่กำาลังจะตายก็จะมีตัวตนเกิดขึ้น เหมือนกับตัวตนในความฝัน แต่ก็ต่างกันตรงที่ว่า ตัวตนที่เกิดขึ้นใน ขณะที่กำาลังจะตายนั้นเป็นตัวตนที่มีชีวิตเหมือนกับกายเนื้อทุกอย่าง แต่ ก็ต่างกันตรงที่ว่ากายเนื้อเป็นกายหยาบ กว่าจะเกิดและเจริญเติบโตขึ้น มาได้จะต้องอาศัยพ่อแม่ จะต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และยัง ต้องอาศัยเวลาอีกหลายเดือน ส่วนตัวตนที่เป็นโอปปาติกะเกิดขึ้นได้ รวดเร็วไม่ต้องอาศัยอาหาร ไม่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องอาศัยพ่อ แม่ แต่ก็เกิดได้เหมือนกับตัวตนในความฝัน ตัวตนที่เป็นโอปปาติ กะ(กายละเอียด)จึงเป็นตัวตนที่มีชีวิต มีอะไรครบทุกอย่างเหมือนกับ กายมนุษย์ และขอได้โปรดเข้าใจไว้ด้วยว่า ตัวตนที่เป็นโอปปาติ กะ(กายมนุษย์ละเอียด) ไม่ใช่เกิดขึ้นหลังจากตายแล้ว ความจริงกาย ละเอียดมีซ้อนอยู่ในกายมนุษย์หยาบอยู่แล้ว เพียงแต่คอยรับช่วงต่อ เมื่อกายมนุษย์หยาบตายลง คนที่กำาลังจะตาย ตาก็จะมองไม่เห็น หูก็ จะไม่ได้ยิน ความรู้สึกทางร่างกายก็จะรู้สึกชาไปโดยลำาดับ ทั้งนี้เพราะ หัวใจอ่อนลงมาก โลหิตที่ไปเลี้ยงประสาทต่างๆ มีไม่พอ ประสิทธิภาพ ของประสาทจึงค่อยๆ หมดไป แต่ในเวลาเดียวกันความรู้สึกข้างใน คือ ความรู้สึกของภวังคจิตก็จะมีพลังสูงขึ้นเหมือนกับคนที่เข้าสมาธิได้ ใน ขณะที่ภวังคจิตไม่ขึ้นสู่วิถี และสิ่งภายนอกก็เข้าไปรบกวนไม่ได้ เพราะประสาทไม่ทำางาน เซลล์ประสาทในสมองทุกส่วนตายสนิท ใน ขณะนี้วิญญาณได้ละออกจากร่างกายโดยเด็ดขาด อนึ่ง ขอได้โปรดเข้าใจให้ดีว่า วิญญาณที่ละออกจากร่างกายนั้น ไม่ใช่มีแต่วิญญาณล้วนๆ แต่หากมีรูปคือมีร่างกายที่เป็นโอปปาติ กะ(กายละเอียด)อยู่ด้วย ร่างกายอันนี้จะทำาหน้าที่เหมือนกับกายเนื้อ
  • 46.
    กล่าวคือ เพราะเหตุที่ในร่างกาย(กายละเอียด)ที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นโอป ปาติกะนี้ ก็มีตา หู จมูก ลิ้น มีกายประสาท มีสมองเหมือนกับกายเนื้อ ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจึงทำาให้เกิดการเห็น การได้ยิน และความรู้สึก นึกคิดเหมือนกับเมื่อตอนที่เราเป็นคน นี้ก็คือ รูปเป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ และในเวลาเดียวกัน วิญญาณก็เป็นปัจจัยให้เกิดรูป รูป และวิญญาณต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน สืบต่อเหมือนกับชีวิตในโลก มนุษย์ แต่ก็แตกต่างกันตรงที่กายมนุษย์เป็นกายหยาบจะมองเห็นหรือ สัมผัสได้ ก็ต้องอาศัยระบบประสาทแบบมนุษย์ ส่วนร่างกายของโอป ปาติกะเป็นกายละเอียดเหมือนกับกายในความฝัน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะ มองเห็นหรือสัมผัสได้ ก็ต่อเมื่อต้องมีระบบประสาทเหมือนกับพวกโอป ปาติกะ(กายละเอียด) ซึ่งระบบประสาทที่ว่านี้ พร้อมที่จะเกิดแก่คน ทุกคน ถ้าหากจิตได้รับการฝึกฝน ขอให้พยายามอ่านข้อความที่ได้อธิบายมานี้ให้ละเอียด แล้วก็จะมอง เห็นได้โดยไม่ยากว่า คนเราตายแล้วจะต้องเกิดอีก เกิดได้อย่างไร? อะไรทำาให้เกิดอีก? ปัญหาข้อนี้ก็จะหมดไป และขอแถมอีกนิดว่า ชีวิต ที่เรียกว่าโอปปาติกะ(กายละเอียด)นั้นมีจริงๆ เพราะมันเหมือนกับคนเรา ทุกคนเมื่อนอนหลับก็จะต้องฝัน เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนอ้างว่าโอปปา ติกะไม่มี ก็แปลว่าเขาเห็นว่าคนเราตายแล้วก็สูญสิ้นหมดไปเลย ไม่มี ชีวิตเกิดขึ้นมาอีก ผู้ที่มีความเห็นแบบนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมิจฉา ทิฏฐิ การศึกษาเรื่องโอปปาติกะ(กายละเอียด) อย่าได้นึกคิดหรือเดาหรือ คาดคะเน โดยอาศัยหลักของชีวิตในโลกมนุษย์ ข้าพเจ้าขอเตือนว่า อย่าได้คิดมาก อย่าได้สงสัยมาก ถึงปัญหาปลีกย่อย เพราะการที่จะ ตอบปัญหาปลีกย่อยต่างๆ เหล่านี้ เราจะทำาได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเรา ต้องพิสูจน์ได้ด้วยตัวเราเอง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องตายไปเป็นโอปปาติกะ จึงจะหมดข้อสงสัยได้ ปัญหาเหล่านี้แม้จะตอบไปแล้ว ก็จะสงสัยต่อไป อีกไม่สิ้นสุด คือยิ่งตอบก็ยิ่งสงสัย เพราะมันเหมือนกับคนตาบอดถาม ปัญหาในเรื่องสี หรือในเรื่องรูปร่างของสิ่งต่างๆ ตราบใดที่ตายังบอด อยู่เขาก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้จริงๆ และในเมื่อตอบปัญหาปลีกย่อยไม่ ได้ก็จะทำาให้เกิดความไม่แน่ใจ และในที่สุดก็เลยสรุปว่า โอปปาติ กะ(กายละเอียด)ไม่มี
  • 47.
    พุทธพจน์ตรัสเรื่อง กรรมกับการเกิดใหม่ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอก- ทุก-ติกนิบาต ภวสูตร[๕๑๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึง ที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ภพ ภพ ดังนี้ ภพย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงไร พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่อำานวยผลให้ในกามธาตุจักไม่มีแล้ว กามภพพึงปรากฏบ้างหรือ หนอ ท่าน พระอานนท์ทูลว่า ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็น พืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะ ธาตุ อย่างเลวของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ผูกใจ ด้วย ประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่ อำานวยผล ให้ในรูปธาตุจักไม่มีแล้ว รูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ฯ
  • 48.
    อา. ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้าฯ พ. ดูกรอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็น พืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะ ธาตุ อย่างกลางของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ผูกใจ ด้วย ประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่ อำานวยผลให้ อรูปธาตุจักไม่มีแล้ว อรูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ฯ อา. ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็น พืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะ ธาตุ อย่างประณีตของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ภพย่อม มีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ฯ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังเข้าไม่ถึงนิพพานนั้นยังต้องเวียนว่ายอยู่ใน สังสารวัฏอยู่เรื่อยไป ทั้งนี้เพราะมีกรรมเป็นปัจจัยให้เกิด เปรียบเสมือนพืชที่จะงอกงามขึ้นได้ ต้องอาศัย เนื้อที่ พืช และ ยางในพืช ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระสูตรข้างบนนี้ การเกิดใหม่ตามคำาสอนของพระพุทธเจ้า คือ วิญญาณ ซึ่ง ไม่ใช่ดวงเดิมและไม่ใช่ดวงใหม่ แต่อาศัยของเก่าเกิดขึ้นใหม่ โดยดวง
  • 49.
    ใหม่รับเอาคุณสมบัติของดวงเก่าไว้ เหมือนกับต้นมะม่วงกับเมล็ดมะม่วง ดังนั้นการสืบภพสืบชาติและการสั่งสมบารมีจึงเป็นไปโดยอาการเช่นนี้ ซึ่งการเกิดใหม่จะเป็นสัตว์เหล่าใดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเองได้สร้างไว้ การที่สรรพสัตว์ต้องเกิดใหม่ก็เนื่องจากหลงอยู่ในเหตุ ๔ ประการคือ ๑. กาโมฆะ คือ กาม ได้แก่ ความใคร่ในอารมณ์ที่ก่อให้เกิดกิเลส ๒. ภโวฆะ คือ ภพ ได้แก่ ความต้องการเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ๓. ทิฎโฐฆะ คือ ทิฐิ ได้แก่ ความเห็นในทางที่ผิด ๔. อวิชชาโชฆะ คือ อวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้ ทำาให้เกิดความลุ่ม หลงไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตามสรรพสัตว์มักจะจำาภพเก่าที่ตนเองเคยเกิดมิได้ ทั้งนี้เพราะ สัตว์ต่างๆ นั้นขาดสติ มีความไม่รู้สึกตัวอยู่เสมอ แม้ในชีวิตปัจจุบันก็ตาม จุดมั่งหมายของการเกิดใหม่ การเกิดใหม่ของสรรพสัตว์เป็นไปตามปัจจัย ในขณะเดียวกันก็มีเป้า หมาย คือการพัฒนาตนให้บรรลุถึงความเต็มบริบูรณ์ซึ่งความดี คือการสะสมบารมีมาตามขีดขั้นจนเต็มรอบให้ถึงซึ่งความปรารถนาที่จะ หลุดพ้นหมดกิเลส มีความพร้อมที่จะออกจากโลก(โลกียวิสัย)นี้ และไม่หวนกลับมามีความ ทุกข์ในโลกนี้อีก ซึ่งจุดมุ่งหมายนี้เรียกว่า "นิพพาน"
  • 50.
    ยังไม่หลุดพ้นก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ตายแล้วก็ต้องเกิดอีก... การเกิดใหม่เป็นกระบวนการที่สืบเนื่องมาจากความตายคำาถามต่อมา ก็คือเมื่อเราไปเกิดใหม่ในภพภูมิต่อไปนั้น อะไรในตัวเราไปเกิดใหม่ คำาตอบก็คือ จิต หรือ วิญญาณเกิดใหม่ สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือ จิต หรือวิญญาณ ที่ค้นในภพภูมิก่อนกับจิตหรือวิญญาณที่ไปเกิดใหม่ ไม่ใช่ดวงเดียวกันกับคนที่เพิ่งตายลงไป คนที่เชื่อว่าพอคนเราตายลง วิญญาณหรือกายทิพย์จะออกจากร่างล่องลอยไปหาภพภูมิใหม่พบที่ เหมาะ ๆ เมื่อใดก็ปฏิสนธิเกิดใหม่เมื่อนั้น เหมือนว่าวิญญาณมีความ คงที่เที่ยงแท้ตลอดกาล ความเชื่อเช่นนั้นผิดจากคำาสอนในพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง
  • 51.
    อนัตตา การที่บอกว่าวิญญาณเที่ยงแท้(นิจจัง) และมีตัวตน(อัตตา) ถาวรจึงขัดกับคำาสอนเรื่องไตรลักษณ์ คำาสอนที่ถูกต้องในพุทธศาสนาก็คือ เมื่อเราตายลง เขาจะเกิดใหม่ ทันทีในภพภูมิใดก็ได้ที่เหมาะสมกับกรรมที่เขาระลึกก่อนดับจิต จิตที่ดับ ทันทีในภพภูมิก่อนกับจิตที่เกิดใหม่ในชาติต่อมา จะเป็นจิตเดียวกันก็ ไม่ใช่ จะต่างกันก็ไม่เชิง --->> ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธรรมจิตโต) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ในขณะที่คนเรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จิตของเราเกิด-ดับทุกขณะ จิต เกิดดับ ๑ ขณะเรียกว่าจิต ๑ ดวง จิตแต่ละดวงมี ๓ ขณะย่อม คือ เกิดขึ้น (อุปปาทะ) ตั้งอยู่ (ฐิติ) ดับไป (ภังคะ) จิตแต่ละดวง เมื่อ เกิดขึ้นแล้วจะดำารงอยู่ชั่วเวลาสั้นมากแล้วดับไป (ภังคะ) จิตได้ส่งผล กรรมที่เก็บสะสมไว้เป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น (อุปปาทะ) ดังนั้น จิตดวงใหม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยพลังกรรมของดวงจิตก่อนหน้าที่เพิ่งดับ ไป และจิตดวงที่เกิดตามมาทั้งนี้ก็ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไปก่อนจะ ดับจิตนี้ก็ส่งปัจจัยต่อเนื่องให้จิตดวงใหม่ เกิดขึ้นอีก อุปปาทะ + ฐิติ+ ภังคะ -> อุปปาทะ + ฐิติ+ ภังคะ -> อุปปาทะ + ฐิติ+ ภังคะ จิตเกิดดับต่อเนื่องกันเป็นสายโซ่อย่างนี้ ท่านเรียกว่ากระแส จิต(วิญญาณ โสตะ = Stream of consciousness) ภาวะที่จิตเกิด สืบต่อกันเป็นกระแสท่านเรียกว่า สันตติ (Continuity) แม้จิตจะเกิดดับทุกขณะ แต่ผลกรรมก็ไม่สูญหายไปพร้อมกับการดับ ของจิตแต่ละดวง เพราะจิตจะส่งทอดผลกรรมให้จิตดวงใหม่เก็บรักษา ต่อไปก่อนที่ตัวเองจะดับลง จิตดวงใหม่จึงเป็นทายาทรับมรดกกรรม ของดวงจิตที่เพิ่งดับไป ความจำาและประสบการณ์ที่ถูกส่งถอดต่อกันไป อย่างนี้ จิตดวงเก่าที่เพิ่งดับไปกับจิตดวงใหม่ที่เกิดตามมาจะเป็นอัน เดียวกันก็ไม่ใช่จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง น จ โส น จ อญโญ ที่ว่าไม่ใช่ สิ่งเดียวกันเพราะจิตดวงเก่าได้ดับไปแล้ว และมีจิตใหม่รับผลกรรม และประสบการณ์เป็นมรดกทั้งหมดมาจากจิตดวงก่อน และจิตดวงใหม่
  • 52.
    ที่เกิดขึ้นมานั้นก็ส่งมรดกให้จิตดวงต่อมารับไปเช่นกัน จิตนับล้าน ๆ ดวงในกระแสจิตของชีวิตหนึ่งเกิดดับติดต่อสืบเนื่องกันไปอย่างนี้ ชั่วชีวิตหนึ่ง จิตเกิดนับครั้งไม่ถ้วน และคนเราก็เกิดและตายนับครั้งไม่ ถ้วน ในชั่วชีวิตเดียวนี้แหละ จิตเกิด ๑ ขณะก็เท่ากับเราเกิด ๑ ครั้ง จิตดับ ๑ ขณะก็เท่ากับเราตาย ๑ ครั้ง เนื่องจากจิตของเราเกิดดับ ทุกขณะ คนเราจึงเชื่อว่า เกิดและตายตามจำานวนครั้งของการเกิดดับ ของจิต ความตายชั่วขณะนี้ ท่านเรียกว่า ขณิกมรณะ ทุกวันที่ ผ่านไปเราเกิดและตายแบบขณิกมรณะนี้หลายครั้ง เราเกิดแล้วก็ตาย และตายแล้วก็เกิด สลับกันไปทุกขณะ จิตตายแล้วก็เกิดเพียงชั่วขณะเดียวด้วยวิธีการเช่นใด จิตตายแล้วก็ เกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติด้วยวิธีการเช่นนั้น อันที่จริงนั้นสภาวะที่ จิตตายแล้วเกิดใหม่ แบบข้ามภพข้ามชาติ ก็มีลักษณะการเช่นเดียวกับ สภาวะที่จิตเกิดดับในชั่วชีวิตเดียว ความแตกต่างประการเดียว อยู่ตรง ที่ว่า การตายแล้วเกิดแบบขณิกมรณะจำากัดอาณาบริเวณอยู่ใน ร่างกายเดียว แต่การตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามชาติ เป็นการทิ้ง ร่างกายในภพภูมินี้ แล้วถือกำาเนิดในร่างกายของภพภูมิหน้า ที่กล่าว ว่าสภาวะที่ตายแล้ว เกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ มีกระบวนการไม่ ต่างจากการเกิดของจิตในชีวิตประจำาวันของเรานั้น หมายความว่า จิตดวงสุดท้ายในชาตินี้ เรียกว่า จุติจิต เพราะเป็นจิตที่เคลื่อนย้าย ภพ (จุติ) ออกจากร่างกายที่ปราศจากลมหายใจ ขณะที่จุติจิตดับลง ได้ส่งพลังกรรมและผลรวมของประสบการณ์ในชาตินี้ ไปก่อให้เกิดจิต ดวงใหม่ขึ้นในร่างกายใหม่ของชาติหน้าจิตที่เกิดใหม่ในร่างกายใหม่ เรียกว่า ปฏิสนธิจิต หมายถึง จิตที่เชื่อมโยง (ปฏิสนธิ) ระหว่างชาตินี้ กับชาติหน้าในกรณีนี้ จุติที่ดับในชาตินี้กับปฏิสนธิที่เกิดใหม่ในชาติ หน้า จึงไม่ใช่จิตดวงเดียวกันเพราะจุติจิตดับไปแล้ว เหลือแต่เพียง พลังกรรมที่ถูกส่งทอดไปเป็นมรดกที่ปฏิสนธิจิตเก็บรักษาต่อไป แต่จุติ จิตกับปฏิสนธิจิตก็ไม่แตกต่างชนิดแยกขาดจากกัน ทั้งนี้ก็เพราะ ปฏิสนธิจิตรับมรดกกรรมทุกอย่างมาจากจุติจิต และเก็บรักษาไว้เป็น อนุสัยสันดานสืบต่อไป ปฏิสนธิจิตกับจุติจิตจึงเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่ จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง--->> กระบวนการเกิดใหม่นี้ ศาสตราจารย์แสง
  • 53.
    จันทร์งาม ได้อธิบายในบทความเรื่อง “ตายแล้วเกิดตามหลักพระพุทธ ศาสนา” ๒ ทัศนะ ว่า --->> ทัศนะแบบพระอภิธรรม สอนว่า ดวงจิตของมนุษย์เกิดดับเป็น ดวง ๆ ติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จะตายนั้น จิตดวงท้ายจะ ดับลง จิตดวงสุดท้ายนี้เรียกว่า จุติจิต ในทันใดนั่นเอง จิตดวงใหม่ก็ จะเกิดขึ้นทันทีในภพใหม่ในชาติใหม่โดยไม่มีอะไรกั้นกลาง ดวงจิต ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ ท่านเรียกว่า ปฏิสนธิจิต แปลว่า ดวงจิตผู้ทำาหน้าที่ เชื่อมต่อระหว่างชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง พระนารทะมหาเถระ กล่าวไว้ว่า “ปฏิสนธิจิตซึ่งบางทีเรียกว่า ดวง จิตใจขณะเกิดใหม่นั้นจะถูกกำาหนดโดยความคิดที่ทรงพลังที่บุคคลได้ ประสบในขณะที่กำาลังจะตาย และเป็นกำาหนดโดยความคิดที่ทรงพลัง ที่บุคคลได้ประสบในขณะที่กำาลังจะตาย และเป็นต้นกำาเนิดของกระแส ชีวิตปัจจุบัน ในชั่วชีวิตหนึ่งจะมีปฏิสนธิจิตเพียงดวงเดียวเท่านั้น ต่อ จากนั้นภวังจิตก็เกิดติดต่อกันไปนับครั้งไม่ถ้วนในชั่วชีวิตหนึ่ง ในขณะ สุดท้ายแห่งชีวิตจุติจิตดวงเดียวในชีวิตจะเกิดขึ้นเจตสิกของจุติจิตก็ดี ของภวังคจิตก็ดี ของปฏิสนธิจิตก็ดี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” มติฝ่ายพระอภิธรรมนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจุติจิตใน ภพเดิมกับปฏิสนธิจิตในภพใหม่ บอกแต่เพียงว่า เมื่อจุติจิตดับ ณ จุด หนึ่ง ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้นทันที ณ อีกจุดหนึ่ง ถ้าเห็นจริงตามนั้น ก็ ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันเลยระหว่างชีวิตเก่ากับชีวิตใหม่ ชีวิตทั้ง สองแยกกันอย่างเด็ดขาดไม่มีอะไรเป็นตัวเชื่อมเลย แต่พระอภิธรรมก็ ยืนยันว่า กระแสจิตเกิดดับติดต่อกันไปไม่ขาดสาย ฟังดูแล้วก็ขัดแย้ง กันอยู่ เพราะขณะที่ยืนยันว่ามีการสืบต่อ แต่ก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเป็น ตัวเชื่อม ซึ่งประเด็นนี้ต้องศึกษาเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งตามหลัก ธรรมดานั้น ถ้าของสองสิ่งซึ่งอยู่ห่างไกลมาก ๆ มีความต่อเนื่องกัน ก็ ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นตัวต่อเชื่อม สมมติว่า นาย ก ตายลงใน ประเทศไทย แล้วปฏิสนธิวิญญาณของกระแสชีวิตของ นาย ก. ก็เกิด ขึ้นในอินเดียซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ก็ควรจะมีอะไรสัก อย่างหนึ่งเดินทางจากประเทศไทยไปถึงอินเดีย แม้ว่าสิ่งนั้นจะเดินทาง
  • 54.
    ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าความเร็วของแสงก็ตาม พระอภิธรรมมิได้ให้ ความกระจ่างในเรื่องนี้ --->> ทัศนะฝ่ายพระสุตตันตปิฏก คือ มติที่ได้มาจากหลักฐานที่ รวบรวมได้จากพระสูตรต่าง ๆ ในพระสุตตันตปิฏก หลักฐานในพระ สูตรแสดงให้เห็นชัดว่า มีสิ่งหนึ่งเป็นตัวกลางทำาหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง ชาตินี้กับชาติหน้า สิ่งนั้นเป็นกลุ่มพลังงานอันหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของ ชีวิตเก่า และเป็นตัวเชื้อจุดเปลวชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้น กลุ่มพลังงานนี้ เองเป็นเดินทางจากชีวิตของนายกรรม ที่ตายลงในประเทศไทย ไป เกิดเป็นนายเวร ในอินเดีย กลุ่มพลังงานนี้ท่าสมมติเรียกว่า จิตบ้าง วิญญาณบ้าง คันธัพพะบ้าง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า คนที่จิต ประกอบด้วยกุศล เมื่อร่างกายแตกสลาย ย่อมลงไปเกิดใหม่ในภูมิชั้น สูง ดังนี้ “ดูก่อนมหาบพิตร จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรม แล้วด้วยศรัทรา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา มาเป็นเวลา นาน กายนี้ของผู้นั้น มีรูปประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ เกิดแก่มารดาบิดาเติบโตขึ้นมาด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี นวดเฟ้น และจะต้องแตก กระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา พวกกา แร้ง เหยี่ยว สุนัขบ้า สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์นานาชนิดย่อมกัดกิน กายนี้ ส่วนจิตของผู้นั้นที่อบรมแล้วศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา มาเป็นเวลานาน ย่อมเป็นสิ่ง ไปในเบื้องบน เป็นสิ่งถึงภูมิอันวิเศษเปรียบเหมือนบุรุษลง ไปยังห้วงนำ้าลึกแล้วพึงทุบหม้อเนยใส หรือ หม้อนำ้ามัน สิ่งใดที่มีอยู่ในหม้อนั้น จะเป็นก้อนกรวดหรือกระเบื้องก็ ตาม สิ่งนั้นจะจมลง สิ่งในเป็นเนยหรือนำ้ามัน สิ่งนั้น จะ
  • 55.
    เป็นสิ่งลอยขึ้นเบื้องบน เป็นสิ่งถึงภูมิวิเศษ...” ในพระไตรปิฎกเล่มที่๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ผัคคุณสูตร พระพุทธองค์ ตรัสว่า “วิญญาณาหาโร อายตึ ปุนพฺภวานิพฺพตฺติยา” อาหาร คือ วิญญาณ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิ กายติกนิบาตร ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรค นวสูตร พระพุทธองค์ ทรงแสดงว่า วิญญาณเป็นเหมือนเมล็ดพืชในกระบวนการเกิดใหม่ ใน ขณะที่ตัณหาเป็นยางเหนียวหรือนำ้าเลี้ยง และกรรมเป็นเสมือนเนื้อนาที่ กำาหนดให้พืชเกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งใจความในพระสูตรนั้นมีว่า “ดูก่อนอานนท์ ในเมื่อกรรมที่อำานวยผลใน กามธาตุ .... ในรูปธาตุ ... ในอรูปธาตุ.... จักไม่มีแล้ว ไซร้ กามภพ... รูปภพ ... อรูปภพ จะพึงปรากฏบ้าง หรือหนอ ? (เมื่อพระอานนท์ทูลตอบว่า ไม่พึงปรากฏ เลย ได้ตรัสต่อไปว่า) “ดูก่อน อานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงเชื่อว่าเป็นนา วิญญาณเชื่อว่าเป็นพืช ตัณหา ชื่อว่าเป็นยางเหนียว.... ด้วยประการฉะนี้จึงมีการเกิดใหม่ ในภพต่อไปอีก” ในที่มาบางแห่งพระพุทธองค์ทรงเรียกกลุ่มพลังงานจิต นี้ว่า “คันธัพพะ” (คนธรรพ์) เช่น ในมหาตัณหาสังขยสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การตั้งครรภ์ย่อมมีเพราะการ ประชุมพร้อมกันแห่งองค์ ๓ ประการแลถ้ามารดาบิดาใน โลกนี้อยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดูและคันธัพพะไม่เข้า
  • 56.
    อยู่ร่วมกัน การตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี แต่เพราะเหตุที่มารดา บิดาร่วมกัน มารดามีระดู และคันธัพพะก็เข้าอยู่ร่วมกัน การตั้งครรภ์จึงมีเพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ ๓ ประการนั้น ” ในบรรดาองค์ประกอบแห่งการตั้งครรภ์ ๓ ประการ นั้น องค์ประกอบที่ ๓ คือ คันธัพพะ เป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการ ตีความ เพราะไม่ทราบว่าจะหมายถึงอะไรแน่ ตามปรกติคันธัพ พะ(คนธรรพ์) เป็นเทวดาชั้นตำ่าจำาพวกหนึ่ง ซึ่งทำาหน้าที่เป็นนักดนตรี สวรรค์ให้ความสำาราญแก่เทวดาชั้นสูง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่น่าจะมีส่วน อะไรเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของสตรีนอกจากจะอธิบายว่า ไม่ว่าสัตว์ ประเภทไหนก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ต้องไปถือกำาเนิดเป็นเทวดาชั้นตำ่า ประเภทคันธัพพะเสียก่อน แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหลักฐานต่าง ๆ เท่าที่ปรากฏก็ไม่ระบุว่าจะต้องผ่านการเป็นคันธัพพะก่อน -->> มีบางท่านให้ความเห็นแบบสมัยใหม่ว่า คันธัพพะ น่าจะหมาย ถึงตัวสเปอร์มซึ่งเป็นตัวเชื่อมชีวิตของชาย ศัพท์บาลีว่า คันธัพโพ ก็ บ่งชัดอยู่ว่า คันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ หมายความว่า ตัวสเปอร์ม ตัวหนึ่งสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในไข่ของฝ่ายหญิงได้ ท่านผู้นี้แปล ข้อความในมหาตัณหาขยสูตรว่า “มารดาบิดาร่วมประเวณีนั้น มารดา มีประจำาเดือน (คือไข่สุก) ตัวสัตว์หยั่งลง (ในไข่) ความพร้อมกัน ๓ ประการนี้ทำาให้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น”ความรู้ในพุทธศาสนานั้น ตรงกับ หลักวิชาสูติศาสตร์ (ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์) มากทีเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็น ความมหัศจรรย์ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเวลากว่าสองพันห้าร้อยกว่าปี มาแล้ว วิทยาศาสตร์มิได้เจริญดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ห้องทดลองก็ ไม่มี กล้องจุลทรรศน์ก็ไม่มี โพรโทพลาสมา ซึ่งทางศาสนาเรียกว่า “ธุลีในนำ้า” ก็ดีเจ้าสัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ในนำ้ากามซึ่งทางศาสนา เรียกว่า คันธัพโพ ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ พระพุทธองค์ทรงเห็นได้อย่างไร
  • 57.
    ดังนั้น คันธัพพะน่าจะได้แก่กลุ่มพลังจิตที่ก้าวสู่ครรภ์มารดา ตามใจ ความแห่งมหานิทานสูตรกล่าวว่า “ดูก่อน อานนท์ ถ้าวิญญาณจะไม่ก้าวหยั่งลง สู่ครรภ์มารดา นามรูปจะพึงสถิตมั่นในครรภ์มารดาได้หรือ ? ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า “ ดูก่อนพระอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ครั้งหยั่งลงสู่ ครรภ์มารดาแล้ว จักออกไปเสีย นามรูปจัดพึงบรรลุถึง ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ ? ไม่ได้พระเจ้าข้า จากการพิจารณา กระบวนการเกิดใหม่ข้างต้นทำาให้เราเห็นแล้วว่านาม รูปหรือกายจิตมีสภาพเกิดดับสืบต่อกันเหมือนในสภาพปรกติ จะแตก ต่างก็เพียงในขณะที่เกิดจุติปฏิสนธินั้นจิตได้เกิดดับสืบต่อกันไม่ขาดสาย แต่รูปซึ่งเป็นส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งของชีวิตได้เกิดและดับลงในภพ เก่า กระนั้นก็ดีจิตซึ่งประกอบด้วยกรรมก็ได้เกิดดับสืบเนื่องต่อไปในภพ ใหม่ด้วย กล่าวได้ว่าการเกิดใหม่เป็นเพียงพฤติอย่างหนึ่งของกระแสชีวิตที่ไม่สิ้น สุด เป็นการสืบต่อสภาพชีวิตในภพ เก่าสู่ภพใหม่โดยในการสืบต่อนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการสร้างสภาพใหม่ให้กับชีวิตแต่สภาพใหม่นั้นก็ อาศัยสภาพเดิมนั่นเองเป็นรากฐาน เปรียบประดุจสายนำ้าที่ไม่อาจแยก ออกจากกันได้ ในการอุบัติหรือปรากฏขึ้นของนามรูปในภพใหม่จะเห็น ได้ว่าเริ่มต้นด้วย ปฏิสนธิจิต หากไม่มีปฏิสนธิภพใหม่ย่อมไม่ปรากฏ ความเกิดขึ้นแห่งปฏิสนธิจิต จึงได้ชื่อว่าความเกิดขึ้นของภพชาติ ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นได้เพราะสังขาร คือภาวะบุญบาปหรือกุศลหรืออกุศล ธรรมชาติที่เป็นแรงดึงดูดหรือตัวผลักดันให้รวมกลุ่มกุศลอกุศลเข้าเป็น ปฏิสนธิจิตในภพใหม่นั้นได้แก่ อุปาทานหรือความยึดมั่นว่าเป็นตัวตน กับภวตัณหาคือความปรารถนาภพชาติหรือปรารถนาสืบต่อชีวิตอย่าง รุ่นแรงภายในจิต
  • 58.
    สิ่งเหล่านี้ทำาให้เกิดปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณขึ้น ปฏิสนธิ วิญญาณนี้เปรียบเทียบเหมือนเมล็ดพืช ตัณหาเปรียบเสมือนยาง เหนียวในเมล็ดพืช กรรมเปรียบเหมือนที่ดิน เมื่อส่วนประกอบมีครบ อย่างนี้ ความเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไปย่อมมีแน่นอน ตราบใดที่ วิญญาณยังมีกิเลสอยู่ ตราบนั้นมันก็จะผลักดันให้เกิดการกระทำากรรมดี กรรมชั่วและกลายเป็นพลังผลักดันให้มีการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ไม่มี ที่สิ้นสุด สัสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ กับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ได้ อย่างไร? เรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจยังไม่ถูกต้อง แต่ก็มีความยึดมั่น กันมานาน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้คัดเอาเรื่องเหล่านั้นให้ออกไปเสีย จากจิตใจ แล้วรับเอาหลักปรมัตถธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเอา
  • 59.
    ไว้เข้ามาแทนที่สำาหรับความเข้าใจของบางท่านที่ว่า การเกิดขึ้นของ เด็กในครรภ์มารดานั้นเกิดขึ้นมาเพราะได้อาศัยบิดามารดาสมสู่อยู่ด้วย กันเท่านั้น รูปนามที่เกิดขึ้นมาในครรภ์ของมารดามิได้เนื่องหรือมิได้ อาศัยอำานาจของรูปนามจากอดีตของผู้ที่ได้ตายลงไปเลย ซึ่งความเชื่อ เช่นนี้เป็นอุจเฉททิฏฐิ มีความเห็นว่าตายแล้วก็สูญไปเกิดอีกไม่ได้ ใน เรื่องนี้ไม่จำาเป็นต้องกล่าวมากนักก็ได้ เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจ ว่าตายแล้วเกิดได้เรื่องที่สำาคัญมาก แล้วเป็นความเข้าใจผิดของบุคคล ส่วนใหญ่ แม้จะเป็นบุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ตาม ยังมีอยู่อีก อย่างหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะได้เคยฟัง ได้เคยอ่าน หรือได้เคยคิดในเรื่อง การตายการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย แล้วพูดต่อๆ กันมาเป็นเวลานานมา แล้วจนถึงบัดนี้ จึงยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่อีกมิใช่น้อย เรื่องนั้นก็คือ มีความเข้าใจว่า เมื่อบุคคลสิ้นชีวิตลงแล้วจะมีวิญญาณ ออกจากร่างของคนตายแล้วก็ไปเกิดยังภพใหม่ ชาติใหม่ อาจจะเป็นผี สางเทวดา หรือมนุษย์ได้ตามบุญตามบาปที่เขาได้ทำาเอาไว้ เข้าใจว่า จิตใจหรือวิญญาณนั้นไม่มีเกิด ไม่มีดับ แต่ล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ ความเห็นเช่นนี้ เป็นความเห็นผิด เป็นสัสตทิฏฐิ ที่ว่าเป็นความเสียหายมาก ก็เพราะความจริงนั้น ทั้งรูปทั้งนามย่อมจะ เกิดดับสืบต่อกันอยู่เสมอทุกเวลานาทีมิได้มีหยุดเลย ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่จะมีความมั่นคงถาวรได้แม้แต่อย่างเดียว ถ้าความเข้าใจผิดดังกล่าว มานี้มีความมั่นคงภายในจิตใจเสียแล้วก็จะเป็นเหตุให้ขัดขวางการ ปฏิบัติสมถะวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นการปฏิบัติหาทางที่จะให้ไปสู่ ความพ้นทุกข์ เพราะรูป นาม จะไม่ปรากฏเป็น อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตาได้ ญาณปัญญาก็จะถูกตัดออกไปโดยปริยาย ด้วยอาศัยความ ยึดมั่นในความเที่ยงที่ฝั่งประทับอยู่ในจิตใจขวางกั้นปัญญาเสีย รูปหรือนามก็ดี เมื่อเกิดขึ้นที่ไหนก็จะดับลง ณ ที่นั้น หาได้เคลื่อนย้าย จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ไม่ เช่นเราได้ยินเสียง ความรู้สึกได้ยิน เรียกว่าโสตวิญญาณ โสต วิญญาณก็จะเกิดขึ้นที่ประสาทหู แล้วโสตวิญญาณก็ดับลงที่ประสาทหู นามเจตสิกที่ประกอบก็ดับลง ณ ที่นี้ด้วย สัทธารมณ์ คือรูปอันได้แก่ คลื่นเสียงก็จะดับลง คือพ้นไปจากความรู้สึกได้ยินก็ ณ ที่นี้เหมือนกัน
  • 60.
    แม้โสตประสาท คือประสาทหูอันเกิดขึ้นมาจากกรรมชรูป ก็จะเกิดและ ดับในที่นี้เช่นเดียวกัน ถ้าจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่รูปดับช้ากว่านาม แม้ในอารมณ์อื่นๆ ก็เหมือนกันด้วยเหตุดังนี้เอง ขอให้ท่านทั้งหลายได้ โปรดจำาไว้ด้วยว่า เมื่อจุติจิต คือความตายได้เกิดขึ้นนั้น ทั้งรูปทั้งนาม ก็ดับลง ณ ที่นั้น และการปฏิสนธิเกิดขึ้นมาใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย เป็น รูปนามที่เกิดใหม่อีกต่างหาก หาใช่เป็นรูปเป็นนามที่เคลื่อนย้ายมาจาก จุติจิตมิได้ แต่ก็แน่นอนทีเดียว รูปและนามที่ได้ดับลงนั้นมีกำาลังมี อำานาจก่อให้เกิดรูปนามขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ขอให้ท่านอย่าได้เอาจุติจิตมา เป็นปฏิสนธิจิต หรือจะว่าเป็นจิตดวงเดียวกันไป ขออย่าได้เอากรรม ชรูปที่เกิดขึ้นในชาตินี้ว่ามิได้มีอำานาจมาจากในชาติก่อนเลยก็แล้วกัน การเกิดใหม่ของสัตว์ทั้งหลายที่ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าจิตหรือ วิญญาณเที่ยงเป็นสัสตทิฏฐิ เพราะเข้าใจว่าวิญญาณเดิมของตนมี และ เมื่อตายลงแล้ว วิญญาณของตนก็ออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิด ใหม่ได้ บางคนยังเรียกว่า จิตเดิม หรือจิตเดิมแท้ แล้วเข้าใจว่า จิต นั้นเที่ยง ไม่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความคิดเห็นดังกล่าวเป็น มิฉาธิโมกข์ คือตัดสินใจผิด บางท่านเข้าใจต่อไปอีก ว่าสัตว์ทั้งหลาย ตายลงแล้วต้องคอยอีก ๗ วัน จึงจะไปเกิดได้ ในระหว่างนี้จิตหรือ วิญญาณก็จะล่องลอยท่องเที่ยวไป บางทีก็ว่าเที่ยวได้ไปหาที่เกิดใหม่ เสียด้วยซำ้าอันความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามสภาวธรรมนี้ ก็มาจากสาเหตุ หลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ผู้ที่ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว มาแสดงตัวให้ปรากฏต่อหน้าญาติมิตร มี รูปร่างสัณฐาน กิริยาอาการ ตลอดจนเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อตอนมี ชีวิตอยู่ญาติมิตรของผู้ตายได้พบได้เห็นแล้ว จึงคิดว่าผู้ตายคงยังไม่ได้ ไปเกิด จึงได้มาเกี่ยวข้องด้วยอำานาจแห่งความผูกพันที่มีอยู่เดิม หรือ จะมาเรียกร้องขออะไรที่ตนขาดตกบกพร่องอยู่ ฉะนั้นบางทีญาติมิตร จึงได้ทำาบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้ แล้วอธิษฐานใจว่า ขอให้ผู้ตายไปผุด ไปเกิดเสียทีเถิด อย่าได้มาเป็นห่วงเป็นกังวลต่อผู้อยู่หลังเลยแท้จริง จุติ คือดับหรือตายแล้วจะต้องปฏิสนธิ คือเกิดทันที แต่การเกิดบาง ท่านทำาบุญเอาไว้น้อย แต่ทำาบาปเอาไว้มาก จึงได้เกิดเป็นสัตว์ใหญ่โต เต็มตัวในทันที เช่น เป็นเปรตหรืออสุรกาย หรือบางท่านทำาบุญเอาไว้ มากสักหน่อยจึงได้มาปฏิสนธิเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นตำ่าสุด
  • 61.
    ได้แก่ เวมานิกเปรต หรือวินิปาติกอสุราหรืออาจจะเป็นเทวดาที่สูง กว่านั้น สัตว์เหล่านี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำาเนิด ซึ่งความจริงเกิด แล้วทั้งนั้น มีรูปมีนามพร้อมกันในทันทีด้วย แต่รูปนั้นละเอียดมาก เป็นรูปปรมาณู เพราะอำานาจของความจำาในภพเก่าที่ตนมีความผูกพันอยู่ยังมิได้หลุด ถอนออกไปจากจิตใจ ความจำาเก่าๆ ยังมิได้เลือนหายไป ด้วยอำานาจ ของอุปาทาน ๓ คือ กามุปาทาน ความยึดมั่นในความยินดีติดใจใน อารมณ์ต่างๆ ที่ตนเคยเสพมา ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในความเห็นที่ ไม่ถูกต้อง และ อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในความเป็นตัวตนที่ได้ เป็นไปในอดีต หรือความปรารถนาอย่างหนึ่งประการใด จึงได้มา แสดงตัวให้ปรากฏเมื่อโอกาสอำานวยให้ ด้วยอำานาจของความจำาเก่าๆ ในอดีตภพยังไม่เลือนหายไป ยังปรากฏชัดเจนอยู่ในใจ บางท่านก็มี รูปกายเหมือนเดิม บางท่านก็ทำาอำานาจจิตให้ร่างกายเหมือนเดิม ญาติมิตรจะได้ทราบว่าเป็นใคร แต่บางท่านก็เกี่ยวเข้ามาในความฝัน อย่างไรก็ดี ถ้าโอปปาติกะนั้นเกิดอยู่ในที่ห่างไกลมนุษย์ หรือโอกาสไม่ อำานวยให้ แม้ความยึดมั่นเกี่ยวพันอยู่กับภพเก่า หรือกับญาติพี่น้องจะ มากมาย ก็จะไม่มีโอกาสแสดงตัวได้ ญาติมิตรที่ไม่ได้ข่าวคราวเลย จึงคิดว่าผู้ตายคงจะได้ไปเกิดแล้วความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่งก็คือ เคย อ่าน เคยพูดกันในที่ทั่วไปถึงคำาที่ว่า "สมฺภเวสี" ซึ่งตามพจนานุกรม บาลีไทย แปลว่า ผู้แสวงหาที่เกิด และในบทสวดมนต์เจ็ดตำานานฉบับ หลวงแปลว่า "สัตว์ที่กำาลังเร่ร่อนแสวงหาที่เกิด" ผู้อ่าน ผู้ฟังดังนี้ ต่าง ก็มีความเข้าใจผิดไปว่าสัตว์ที่ได้ตายลงไปแล้วยังมิได้ไปเกิด แต่สัตว์ เหล่านั้นกำาลังแสวงหาภพใหม่ หรือที่เกิดใหม่อยู่ สัตว์เหล่านั้นจึงเรียก ว่า "สมฺภเวสี"แท้จริง คำาว่า สมฺภเวสี นั้น หมายถึง ผู้ที่ยังจะต้อง เกิดอีก ซึ่งได้แก่ ปุถุชน ๔ พระเสกขบุคคล ๓ รวมเป็น ๗บุคคล ทั้งหมด ( ปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๓ ) เหล่านี้ เมื่อตายลงแล้วก็จะต้องเกิด อีก และบุคคลเหล่านี้แหละเรียกว่า "สมฺภเวสี" มียกเว้นแต่พระอรหันต์
  • 62.
    ประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่เรียก สมฺภเวสี เพราะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด อีกต่อไปรวมความว่า ผู้มีความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า สัสตทิฏฐิ นั้น มี ความเห็นว่า ใจที่จะเกิดขึ้นในภพใหม่นั้น ก็ได้แก่ ใจที่อยู่ในภพเก่า นี่เองความเห็นผิดที่เรียกว่า อุจเฉททิฏฐินั้น มีความเห็นผิดว่า กาย และใจที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้น มิได้เกี่ยวข้องกับกายและใจในภพเก่า แต่อดีตประการใดเลย อาศัยที่เกิดขึ้นในภพใหม่ทั้งสิ้น คืออาศัยบิดา มารดาสมสู่อยู่ด้วยกันแล้วเด็กก็เกิดขึ้นมา...