แม่ชีจิณธกาญจน์ ธัมมะรักขิตา
วศิน อินทสระ (2519:619)
ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความสา
คัญของปฏิจจสมุปบาทว่า เป็น
ธรรมที่มีความสาคัญยิ่งยวด
ประการหนึ่งในบรรดาหลักคา
สั่งสอนที่สาคัญ ๆ ของพระ
พุทธเจา้
อวิชชา คือความไม่รู้แจง้ในเรื่องของชีวิต ไม่เห็น
ตามความเป็นจริง คือไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 อันได้แก่
วิญญาณ (CONCIOUSNESS)
วิญญาณ
แปลว่า การรับรู้
หรือธาตุรู้ 6 ประการ
อันได้แก่
นามรูป (MIND AND MATTER)
สฬายตนะ (SIX SENCE-BASES)
ผัสสะ (CONTRACT)
1. จักขุสัมผัส ความกระทบทางตา คือ ตา + รูป
2. โสตสัมผัส ความกระทบทางหู คือ หู + เสียง
3. ฆานสัมผัส ความกระทบทางจมูก คือ จมูก + กลิ่น
4. ชิวหาสัมผัส ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น + รส
5. กายสัมผัส ความกระทบทางกาย คือกาย + โผฏฐัพพะ
6. มโนสัมผัส ความกระทบทางใจ คือ ใจ + ธรรมารมณ์
เวทนา (FEELING)
การเสวยอารมณ์หรือความรู้สึก ได้แก่
1. จักขุสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา
2. โสตสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู
3. ฆานสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก
4. ชิวหาสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น
5. กายสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย
6. มโนสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ
ตัณหา (CRAVING)
ตัณหา คือ ความทะยานอยาก
1.กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม
2.ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ
3.วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ
อุปาทาน (ATTACHMENT)
อุปาทาน ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอานาจ
กิเลส
1.กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม
2.ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี
3.สีลพัพตัตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต
4.อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในวาทะว่า
ตัวตน
ภพ (BECOMING)
ภพ คือ ภาวะชีวิตของสัตว์
1. กามภพ ภพที่เป็นกามาวจร ได้แก่ อบาย 4
มนุษยโลก และ สวรรค์
2. รูปภพ ภพที่เป็นรูปาวจร ได้แก่ รูปพรหม
ทั้ง 16
3. อรูปภพ ภพที่เป็นอรูปาวจร ได้แก่ อรูป
พรหม 4
ชาติ (BIRTH)
ชาติ คือ การเกิด ได้แก่การปรากฏแห่ง
ขันธ์ การได้อวัยวะต่าง ๆ คือการเกิดของ
ภพคือชีวิต โดยปรมัตถ์ ได้แก่การเกิด
หรือปรากฏของขันธ์คือความเกิดขึ้นของ
วิญญาณ นามรูป และสฬายตนะ
ชรา มรณะ (DECAY AND DEATH)
ชรา มรณะ หมายถึง ความทรุดโทรมไปแห่ง
อวัยวะต่าง ๆ และความ ย่อยสลายแห่งขันธ์
หรือชีวิต ชรามีความสุขงอมของขันธ์เป็น
ลักษณะ มีหน้าที่ฉุดลากชีวิตเข้าไปหาความ
ตาย มีความเสื่อมของวัยเป็นผล ส่วน มรณะ
นั้นหมายความว่า ความสลายแห่งขันธ์
ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์
ปฏิจจสมุปบาทสายสมุทยวาร
1-2. เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารจึงมี
3. เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
4. เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
5. เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
6. เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
7. เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
8. เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
9. เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
10. เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพจึงมี
11.เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติจึงมี
12. เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ปฏิจจสมุปบาทสายนิโรธวาร
1-2. เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ
3. เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
4. เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
5. เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
6. เพราะสฬายตนะดับ ผสัสะจึงดับ
7. เพราะผสัสะดับ เวทนาจึงดับ
8. เพราะเวทนาดับ ตณัหาจึงดับ
9. เพราะตณัหาดับ อุปาทานจึงดับ
10. เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
11.เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
12. เพราะชาติดับชรามรณะจึงดับ
ความสัมพันธ์ระหว่างปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ
1. สมุทยวาร (สายเกิดของปฏิจจสมุปบาท) หมายถึง ทุกขสัจและสมุทัยสัจ
2. นิโรธวาร (สายดับของปฏิจจสมุปบาท) หมายถึง นิโรธสัจและมรรคสัจ
ภวจักร หรือ ไตรวัฏฏ์
1.กิเลส คือ ตัวสาเหตุผลักดันให้คิดปรุงแต่งการกระทา
ต่าง ๆ
2. กรรม คือกระบวนการกระทา หรือปรุงแต่งชีวิตให้
เป็นไปต่าง ๆ
3.วิบาก คือ สภาพที่เป็นผลแห่งการปรุงแต่งของกรรม
และเป็นปัจจัย เสริมสร้างกิเลสต่อไปอีก
หลักปฏิจจสมุปบาท

หลักปฏิจจสมุปบาท

  • 1.
  • 3.
    วศิน อินทสระ (2519:619) ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความสา คัญของปฏิจจสมุปบาทว่าเป็น ธรรมที่มีความสาคัญยิ่งยวด ประการหนึ่งในบรรดาหลักคา สั่งสอนที่สาคัญ ๆ ของพระ พุทธเจา้
  • 5.
  • 7.
  • 8.
  • 9.
  • 10.
    ผัสสะ (CONTRACT) 1. จักขุสัมผัสความกระทบทางตา คือ ตา + รูป 2. โสตสัมผัส ความกระทบทางหู คือ หู + เสียง 3. ฆานสัมผัส ความกระทบทางจมูก คือ จมูก + กลิ่น 4. ชิวหาสัมผัส ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น + รส 5. กายสัมผัส ความกระทบทางกาย คือกาย + โผฏฐัพพะ 6. มโนสัมผัส ความกระทบทางใจ คือ ใจ + ธรรมารมณ์
  • 11.
    เวทนา (FEELING) การเสวยอารมณ์หรือความรู้สึก ได้แก่ 1.จักขุสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา 2. โสตสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู 3. ฆานสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก 4. ชิวหาสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น 5. กายสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย 6. มโนสัมผัสชาเวทนา เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ
  • 12.
    ตัณหา (CRAVING) ตัณหา คือความทะยานอยาก 1.กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม 2.ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ 3.วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ
  • 13.
    อุปาทาน (ATTACHMENT) อุปาทาน ความยึดมั่นความถือมั่นด้วยอานาจ กิเลส 1.กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม 2.ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี 3.สีลพัพตัตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต 4.อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในวาทะว่า ตัวตน
  • 14.
    ภพ (BECOMING) ภพ คือภาวะชีวิตของสัตว์ 1. กามภพ ภพที่เป็นกามาวจร ได้แก่ อบาย 4 มนุษยโลก และ สวรรค์ 2. รูปภพ ภพที่เป็นรูปาวจร ได้แก่ รูปพรหม ทั้ง 16 3. อรูปภพ ภพที่เป็นอรูปาวจร ได้แก่ อรูป พรหม 4
  • 15.
    ชาติ (BIRTH) ชาติ คือการเกิด ได้แก่การปรากฏแห่ง ขันธ์ การได้อวัยวะต่าง ๆ คือการเกิดของ ภพคือชีวิต โดยปรมัตถ์ ได้แก่การเกิด หรือปรากฏของขันธ์คือความเกิดขึ้นของ วิญญาณ นามรูป และสฬายตนะ
  • 16.
    ชรา มรณะ (DECAYAND DEATH) ชรา มรณะ หมายถึง ความทรุดโทรมไปแห่ง อวัยวะต่าง ๆ และความ ย่อยสลายแห่งขันธ์ หรือชีวิต ชรามีความสุขงอมของขันธ์เป็น ลักษณะ มีหน้าที่ฉุดลากชีวิตเข้าไปหาความ ตาย มีความเสื่อมของวัยเป็นผล ส่วน มรณะ นั้นหมายความว่า ความสลายแห่งขันธ์ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์
  • 17.
    ปฏิจจสมุปบาทสายสมุทยวาร 1-2. เพราะอวิชชา เป็นปัจจัยสังขารจึงมี 3. เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี 4. เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี 5. เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี 6. เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี 7. เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนาจึงมี 8. เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี 9. เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี 10. เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพจึงมี 11.เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติจึงมี 12. เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
  • 18.
    ปฏิจจสมุปบาทสายนิโรธวาร 1-2. เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ 3.เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ 4. เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ 5. เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 6. เพราะสฬายตนะดับ ผสัสะจึงดับ 7. เพราะผสัสะดับ เวทนาจึงดับ 8. เพราะเวทนาดับ ตณัหาจึงดับ 9. เพราะตณัหาดับ อุปาทานจึงดับ 10. เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 11.เพราะภพดับ ชาติจึงดับ 12. เพราะชาติดับชรามรณะจึงดับ
  • 19.
    ความสัมพันธ์ระหว่างปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 1. สมุทยวาร (สายเกิดของปฏิจจสมุปบาท)หมายถึง ทุกขสัจและสมุทัยสัจ 2. นิโรธวาร (สายดับของปฏิจจสมุปบาท) หมายถึง นิโรธสัจและมรรคสัจ
  • 20.
    ภวจักร หรือ ไตรวัฏฏ์ 1.กิเลสคือ ตัวสาเหตุผลักดันให้คิดปรุงแต่งการกระทา ต่าง ๆ 2. กรรม คือกระบวนการกระทา หรือปรุงแต่งชีวิตให้ เป็นไปต่าง ๆ 3.วิบาก คือ สภาพที่เป็นผลแห่งการปรุงแต่งของกรรม และเป็นปัจจัย เสริมสร้างกิเลสต่อไปอีก