นพ.ปรัชญา ศรีสว่าง
21-Jul-14 1
โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
 เป็นโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
ของร่างกายชนิดที่มีอาการแสดงทางจมูก
 เกิดหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป แล้ว
เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก
 ทาให้เกิดอาการคัน น้ามูกไหล จามและคัด
จมูก หรือที่เรียกว่า “โรคแพ้อากาศ”
21-Jul-14 2
สารก่อภูมิแพ้
สารก่อภูมิแพ้ คือ สารที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิด
อาการแพ้ ซึ่งสารก่อภูมิแพ้มีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม เข้าสู่
ร่างกายได้หลายทาง โดยเฉพาะทางเดินหายใจ
สารก่อภูมิแพ้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น
2.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น เกสรพืช สปอร์เชื้อรา
21-Jul-14 3
ไรฝุ่ นจะสร้างสารก่อภูมิแพ้
21-Jul-14 4
กลไกการเกิดโรค
 เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ ซึ่งจะกระตุ้นให้
ร่างกายสร้างภูมิชนิด IgE
 IgE จะไปกระตุ้นเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด
หนึ่งทาให้ร่างกายมีการหลั่งสารเคมีหลายชนิด
 สารเคมี เช่น ฮีสตามีน ทาให้เกิดอาการคัดจมูก
น้ามูกไหล
21-Jul-14 5
อาการเบื้องต้นของโรค
 มีน้ามูกไหล
 คันในจมูก
 คัดจมูก
 จาม
21-Jul-14 6
21-Jul-14 7
21-Jul-14 8
การแยกโรคจมูกอักเสบกับไข้หวัด
โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคไข้หวัด
อาการ คัดจมูก จาม น้ามูกใส อาจมีไข้ และมีอาการปวด
เมื่อยตามตัว
การเกิดอาการ เกิดอาการเมื่อมีการ
สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
อาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใน
เวลา 2-3 วัน
ระยะเวลาของการเกิด
อาการ
อาการคงอยู่ตลอด ตราบ
ใดที่ยังสัมผัสสารก่อ
ภูมิแพ้
อาการหายไป ภายใน 1
สัปดาห์
21-Jul-14 9
หากพบอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์
1. การแสดงอาการที่ผู้ป่วยถูจมูกเป็นนิสัย
2. เกิดแนวเส้นขวางที่สันจมูก
3. ขอบตาสีคล้า
4. เยื่อบุจมูกมีลักษณะบวมซีด หรือบวมสีคล้าๆ
5. น้ามูกขาวใสปริมาณไม่มาก
6. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
21-Jul-14 10
คนที่เป็นภูมิแพ้จะมีลักษณะอย่างไร
ผู้ที่เป็นภูมิแพ้จะมีขอบตาดา
เนื่องจากการขยายของเส้น
เลือดรอบดวงตา
21-Jul-14 11
คนที่เป็นภูมิแพ้จะมีลักษณะอย่างไร
เนื่องจากจะคันจมูก
บ่อย ผู้ป่วยจะขยี้จมูก
ทาให้เกิดรอยขวางส่วน
ปลายจมูก
21-Jul-14 12
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
21-Jul-14 13
โรคที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
1. โรคหืด
2. หูชั้นกลางอักเสบ
3. โพรงจมูกอักเสบ
4. เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
5. ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้
21-Jul-14 14
ผลของโรคภูมิแพ้
โรคที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
21-Jul-14 15
21-Jul-14 16
1. การเกิดอาการชนิดครั้งคราว คือ มีอาการ
น้อยกว่า 4 วันใน 1 สัปดาห์
2. การเกิดอาการชนิดเรื้อรัง คือ มีอาการ
มากกว่าหรือเท่ากับ 4 วันใน 1 สัปดาห์
ชนิดของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
21-Jul-14 17
ระดับความรุนแรงของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
1.ความรุนแรงของอาการระดับต่า คือ
มีอาการจาม
คันจมูก คัดจมูก
น้ามูกไหลเท่านั้น
21-Jul-14 18
ระดับความรุนแรงของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
2. ความรุนแรงอาการระดับกลางถึงรุนแรง คือ การที่มี
อาการจาม คันจมูก คัดจมูก น้ามูกไหล และมีภาวะ
ดังต่อไปนี้ร่วมด้วยอย่างน้อย 1 อย่าง คือ
 การนอนหลับผิดปกติ
 ขาดงาน หรือขาดเรียน
 มีอาการรู้สึกราคาญหรือเดือดร้อน ส่งผลกระทบต่อ
การดาเนินชีวิตประจาวัน
21-Jul-14 19
การรักษา
 ออกกาลังกายสม่าเสมอ
 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ให้ครบ 5 หมู่
 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
 รักษาสุขภาพจิตให้สดชื่น แจ่มใส
21-Jul-14 20
หลักการรักษา มีอยู่ 3 ขั้นตอน
1.การหลีกเลี่ยง หรือกาจัดสิ่งที่แพ้
2.การใช้ยาบรรเทาอาการ
3.การฉีดวัคซีน
21-Jul-14 21
การรักษาโดยการผ่าตัด
1. การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการคัดจมูก ในรายที่เยื่อบุจมูกมีการ
หนาตัวขึ้นอย่างมาก อาจทาให้มีอาการคัดจมูกตลอดเวลา ซึ่ง
อาจรักษาโดยการทาลายเยื่อบุจมูก เพื่อให้เกิดพังผืด หดดึง
รั้ง ทาให้เยื่อบุจมูกยุบตัว จมูกโล่งขึ้น
2. การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการน้ามูกไหล ได้แก่ การตัด
เส้นประสาทที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกบางเส้น ทาให้อาการน้ามูก
ไหลลดน้อยลง
21-Jul-14 22
ช่องทางการติดต่อสื่อสาร…
 facebook:
prachaya56@hotmail.com
เข้าร่วมในกลุ่มคลินิกอาชีวอนามัย
21-Jul-14 23

ภูมิแพ้

Editor's Notes

  • #7 มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย คันในจมูก และมีเสมหะไหลลงคอ โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นตลอดปี หรือเพียงบางฤดูกาลก็ได้ โดยเฉพาะฤดูฝนหรือฤดูหนาว บางรายอาจมีอาการทางตาร่วมด้วย เช่น คันตา เคืองตา ตาบวม น้ำตาไหล อันเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุภายในตา ส่วนใหญ่มักมีอาการเฉพาะบางเวลา เช่น ตอนเช้าหรือกลางคืน ประมาณวันละ1-2 ชั่วโมง
  • #18 การเกิดอาการชนิดครั้งคราว คือ มีอาการน้อยกว่า 4 วันใน 1 สัปดาห์ หรือมีอาการเป็นๆหายๆติดต่อกันน้อยกว่า 4 สัปดาห์ใน 1 ปี การเกิดอาการชนิดเรื้อรัง คือ มีอาการมากกว่าหรือเท่ากับ 4 วันใน 1 สัปดาห์ หรือมีอาการเป็นบ่อยเรื้อรังติดต่อกันมากกว่าหรือเท่ากับ 4 สัปดาห์ใน 1 ปี
  • #22 1. การหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้ เป็น การรักษาที่สำคัญที่สุด โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ หรือกำจัด หรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่ สุด โดยเฉพาะในห้องนอนซึ่งผู้ป่วยต้องใช้เวลาอยู่ในห้องนี้ 6–8 ชั่วโมง ต่อวัน แนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่า สารหรือภาวะแวดล้อมอะไร ที่ทำให้อาการเป็นมากขึ้น เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตาม บางครั้งการหลีกเลี่ยง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากในชีวิตประจำวัน 2. การใช้ยาบรรเทาอาการ เช่น ยา ต้านฮิสตะมีน ซึ่งจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อให้ยา ก่อนที่จะสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การใช้ยากลุ่มนี้ แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก และมีอาการเพียงครั้งคราว - ยาหดหลอดเลือด มีทั้งในรูปรับประทาน และใช้เฉพาะที่ ทำให้หลอดเลือดหดตัว และเนื้อเยื่อในจมูกยุบบวม ทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง ยาสตีรอยด์ สามารถให้ได้ในรูปรับประทาน และใช้เฉพาะที่ โดยชนิดรับประทานมีข้อบ่งชี้ในการใช้รักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ คือ • ในรายที่มีอาการคัดจมูกมาก ซึ่งทำให้การใช้ ยาสตีรอยด์พ่นจมูกได้ผลไม่ดี เนื่องจากยาไม่สามารถเข้าไปในจมูกได้ทั่วถึง • ในรายที่มีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ร่วมด้วย • ในรายที่มีริดสีดวงจมูกเล็กๆ ร่วมด้วย เพื่อทำให้ริดสีดวงจมูกยุบ • ในรายที่มีเยื่อบุจมูกเสียเนื่องจากการใช้ ยาหดหลอดเลือดชนิดใช้เฉพาะที่นานเกินไป ยา สตีรอยด์ชนิดรับประทานมีข้อดีเหนือยาสตีรอยด์เฉพาะที่คือ มีผลต่อทุกส่วนของจมูกและโพรงอากาศข้างจมูก แต่อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้มาก จึงไม่ควรใช้ นานเกิน 14 วัน ส่วนยาสตีรอยด์เฉพาะที่ที่ใช้ในจมูกถือเป็นการรักษามาตรฐานของโรคนี้ โดยเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มากที่สุด ดังนั้นจึงใช้ยานี้ในการรักษาและป้องกันอาการ การใช้ยาสตีรอยด์เฉพาะที่ควรใช้ต่อเนื่องกันจึงจะได้ผลดี ในการคุมอาการของผู้ป่วย องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ใช้ยานี้เป็นยาชนิดแรกในการรักษาผู้ป่วยที่มี อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้แบบอาการปานกลางถึงมาก หรือ รายที่มีอาการตลอดเวลา หรือในรายที่มีอาการคัดจมูกเป็นอาการเด่น 3. การฉีดวัคซีน (allergen immunotherapy) เป็น การฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการ เข้าไปในร่างกายทีละน้อย โดยฉีดเข้าในผิวหนัง (intradermal) หรือใต้ผิวหนัง (subcutaneous) แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนจนได้ขนาดสูงสุดที่ผู้ป่วยรับได้ ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาให้การรักษาโดยวิธีนี้คือ ผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ ที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ผู้ป่วยมีอาการมาก โดยมีอาการตลอดปี และเป็นมานานไม่ต่ำกว่า 1 – 2 ปี หรือมีอาการของโรคหืดร่วมด้วย ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของยาเหล่านั้นได้ การ ฉีดวัคซีนนี้เป็นวิธีเดียว ที่มีแนวโน้มว่าจะรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ให้หายได้ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์ระดับภูมิคุ้มกัน องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีน ในระยะแรกของโรค เมื่อมีข้อบ่งชี้ เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา และป้องกันไม่ให้อาการของโรคที่เป็นอยู่รุนแรง และป้องกันไม่ให้เกิดผลแทรกซ้อนจากโรคตามมา นอกจากการให้วัคซีนโดยวิธีฉีดแล้ว มีรายงานว่าการให้วัคซีน ทางจมูก หรือหยดใต้ลิ้น ก็ได้ผลดีเช่นกัน
  • #23 1. การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการคัดจมูก ในรายที่เยื่อบุจมูกมีการหนาตัวขึ้นอย่างมาก อาจทำให้มีอาการคัดจมูกตลอดเวลา ซึ่งอาจรักษาโดยการ ทำลายเยื่อบุจมูก เพื่อให้เกิดพังผืด หดดึงรั้ง ทำให้เยื่อบุจมูกยุบตัว จมูกโล่งขึ้น อาจทำโดยใช้จี้ไฟฟ้า , เลเซอร์ หรือใช้คลื่นวิทยุ หรือใช้เครื่องปั่น ตัด ดูด (microdebrider) ตัดเนื้อเยื่อจมูกใต้เยื่อบุจมูกออกบางส่วน การ ตัดกระดูกด้านข้างโพรงจมูกออก โดยอาจตัดเอาเยื่อบุที่หนาตัว หรือกระดูกด้านข้างโพรงจมูก ออกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเอาออกทั้ง 2 อย่าง จะทำให้โพรงจมูกโล่งขึ้น