สติสติ
สัมปชัญญะสัมปชัญญะ
3.3. หิริหิริ3.3. หิริหิริ
4.4. โอตตัปปะโอตตัปปะ4.4. โอตตัปปะโอตตัปปะ
5.5.ขันติขันติ5.5.ขันติขันติ
6.6.โสรัจจะโสรัจจะ6.6.โสรัจจะโสรัจจะ
1.สติ1.สติ
2.2.สัมปชัญญะสัมปชัญญะ
7.บุพพการี7.บุพพการี
8. กตัญญูกตเวที8. กตัญญูกตเวที
ความละอายแก่ใ
ความระลึกได้
ความรู้ตัว
การตอบแทนคุณ
ความเกรงกลัวบา
ผู้ทำาอุปการะ
ความอดทน
ความสงบเสงี่ยม
ธรรมมีอุปการะธรรมมีอุปการะ
๒ อย่าง๒ อย่าง๑. สติ แปลว่า ความ
ระลึกได้
* ระลึกอย่างไร จึง
เรียกว่า สติ
๑. ความระลึกเป็นลักษณะ ระลึก
เรื่อง อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
ม่ลืมเลือนเป็นกิจ ไม่ลืมเรื่อง อดีต-ปัจจุบัน
คลุมเป็นเครื่องปรากฏ ได้แก่ควบคุม การทำา-ค
๑.สติ ๑.สัมปชัญญ
. สัมปชัญญะ แปลว่าความ
รู้ตัว
รู้ตัวอย่างไร
๑. มีความไม่ฟั่นเฟือนเป็นลักษณะ
คือ การรู้ตัวทุกอิริยาบถตรองเป็นกิจ คือการพิจารณาเห็นคุณ ประโยชน์
ฟ้นเป็นเครื่องปรากฏ คือ ละสิ่งที่เป็นโทษ ประพฤติสิ่งที่
นั้น สัมปชัญญะ ทำาหน้าที่ ขณะทำา ขณะพูด ขณะ
งได้ชื่อว่ามีอุปการะมากเพราะเป็นอุปการธรรมอุดหนุนให้ส
วิธีฝึกให้มีสติ - สัมปชัญญะ
พูดจะคิดอะไร ให้ใคร่ควรเสียก่อน
ใดให้เอาใจจดจ่อต่อสิ่งนั้น อย่าทำาอะไร ๆ หลายอย่างในเว
ะมาทในการงานทั้งปวง
ากของมึนเมาและสิ่งเสพติดให้โทษ
ผลดีของการมีสติผลดีของการมีสติ -- สัมปชัญญะสัมปชัญญะ
4.4. ทำาให้เกิดผลดีในการทำา การพูด การคิดทำาให้เกิดผลดีในการทำา การพูด การคิด
 5.5.ทำาให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย มารยาททำาให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย มารยาท
เรียบร้อยเรียบร้อย
 6.6. ทำาให้เป็นที่รักใคร่นับถือของผู้อื่น และมีทำาให้เป็นที่รักใคร่นับถือของผู้อื่น และมี
ความเจริญก้าวหน้าความเจริญก้าวหน้า
 7.7. ทำาให้สังคมเป้นอยู่อย่างสันติสุขทำาให้สังคมเป้นอยู่อย่างสันติสุข
คุมรักษาสภาพจิตให้อยู่ในสภาพที่ต้องการคุมรักษาสภาพจิตให้อยู่ในสภาพที่ต้องการ
ให้ร่างกายและจิตใจเป็นของตัวเองให้ร่างกายและจิตใจเป็นของตัวเอง
ห้ไม่เป็นคนเผอเรอ ทำาอะไรก็ไม่ผิดพลาดห้ไม่เป็นคนเผอเรอ ทำาอะไรก็ไม่ผิดพลาด
๑๑..
หิริหิริ
๑๑..
หิริหิริ
๒๒.. โอตตัปปะโอตตัปปะ๒๒.. โอตตัปปะโอตตัปปะ
- มีความรังเกียจขยะแขยงบาปมีกาย
ทุจริตเป็นต้นเป็นลักษณะ
มีความเคารพยำาเกรงเป็นลักษณะ
เคารพยำาเกรง ๔ อย่าง
- – –เคารพ ชาติ ครูอาจารย์ ทรัพย์ -
- มีความรังเกียจขยะแขยงบาปมีกาย
ทุจริตเป็นต้นเป็นลักษณะ
มีความเคารพยำาเกรงเป็นลักษณะ
เคารพยำาเกรง ๔ อย่าง
- – –เคารพ ชาติ ครูอาจารย์ ทรัพย์ -
ริ แปลว่าความละอายแก่ใจ* ละอายแก่ใจในเรื่องอะไรบ้าง* ละอายแก่ใจในเรื่องอะไรบ้าง
หิ
ริ
หิ
ริ
ตตัปปะ แปลว่าแปลว่าความเกรงกลัวความเกรงกลัว*เกรงกลัวอะไรบ้าง*
ป็นผู้กลัวโทษและเห็นแจ้งซึ่งภัยเป็นลักษณะ โดยเห
ลัวตนเองไม่สบายใจ๒. กลัวคนอื่นติเตียน ๓. กลัวถูก
ลงโทษ
๔. กลัวตก
นรก
หิริและโอตตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครอง
โลกให้อยู่อย่างสันติสุขได้
เพราะผู้มี หิริและโอตตัปปะปะ ย่อม
ขยะแขยงต่อการทำาความชั่ว และเกรง
๑.ขัน
ติ
๒.
โสรัจจะความหมาย
ความอดทน๑.ขันติ
แปลว่า
เป็นลักษณะของผู้มีนำ้าใจเข้ม
แข็ง หนักแน่น เป็นคุณสมบัติ
ของผู้ปกครอง และเป็นมงคล
เหตุแห่ง
สรัจจะ แปลว่า ความเสงี่ยม
ได้แก่การรู้จักทำาจิตใจให้แช่ม
ชื่นเบิกบาน มีกายวาจา
สงบเสงี่ยมเรียบร้อย คือมี
อาการปกติเยือกเย็น
ภายใน ไม่แสดงอาการขึ้นลง
1.บุพ
พการี
2. กตัญญู
กตเวที
ุพพการี แปลว่า บุคคลผู้ทำาอุปการะก
กตัญญูกตเวที แปลว่า
ลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำาแล้วและตอบ
ได้แก่ บุคคลผู้
มีอัธยาศัยเผื่อ
แผ่ มีพรหม
วิหารประจำาใจ
คิดแต่จะให้แต่
ไม่คิดจะเอา สิ่ง
ใดเพื่อเป็นผล
ตอบแทนจาก
เรา
ตัวอย่าง บุพพการี
พระมหากษัตริย์
พ่อ แม่
ครูอาจารย์
ทหารตำารวจ
เรารู้คุณ
แล้วเราจะ
ตอบแทน
ยังไงจึงจะ
ได้ชื่อว่า
*บอกๆๆหน่อยสิ
บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่างบุคคลหาได้ยาก ๒ อย่างบุพพการี แปลว่า บุคคลผู้ทำาอุปการะก่อน
กตัญญูกตเวที แปลว่า บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำาแล้วและ
ตอบแทน
บุพพการี ได้แก่ บุคคลผู้มีอัธยาศัยเผื่อแผ่ มีพรหมวิหาร
ประจำาใจ คิดแต่จะ ให้แต่ไม่คิดจะเอา ท่านกำาหนดว่ามี ๔
ประเภท
๑ มารดาบิดา เป็นบุพพการีของบุตรธิดา เพราะเป็นผู้ให้
กำาเนิด ให้การเลี้ยงดู และให้การดูแลตามหลัก ๕ ประการ
๑. ห้ามมิให้ทำาความชั่ว
๒. สอนให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาคู่ครองที่สมควรให้
๕. มอบสมบัติให้ในโอกาสอันคาร
 ๒. ครู อาจารย์ อุปัชฌาย์ เป็นบุพพการีของนักเรียน ศิษยานุศิษย์
เพราะเป็นผู้ให้การแนะนำาสั่งสอนให้มีความรู้ ความสามารถซึ่งมีหลัก
ที่ต้องปฏิบัติ ๕ ประการ
 ๑. แนะนำาดี ๒. ให้เรียนดี
 ๓. บอกศิลปให้สิ้นเชิง ๔. ยกย่องในที่ชุมชน
 ๕. ช่วยปกป้องและป้องกันศิษย์ ให้ปลอดในทุกสถาน
 ๓. พระมหากษัตริย์ เป็นบุพพการีของประชาราษฎร์ เพราะทรง
มีหน้าที่ดูแลบำาบัดทุกข์บำารุงสุขให้แก่ประชาราษฎร์ โดยทรงดำารงอยู่
ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่ ๑. ทาน ๒. ศีล ๓. บริจาค
 ๔. ความซื่อตรง ๕. ความอ่อนโยน ๖. คอยกำาจัดคนชั่ว ๗.
ความไม่โกรธ
 ๘. การไม่เบียดเบียน ๙. ความอดทน ๑๐. ความไม่ผิดทุกกรณีย์
รู้มากแต่นิ่งเฉยหาใช่เลยว่าเป็นบัณฑิต
ความจริงนั้นไซร้ปฏิบัตินั้นยากหนักหนา
ปฏิบัติธรรมเพียงข้อนิด คือชีวิตที่ไม่ประมาท
เรียนธรรมะอาจดูว่าง่าย
ละนิดจิตแจ่มใส เรียนมากไป เดี๊ยวเปงแบบนี้ เฮ้อ..
 สามัญญลักษณ์ ๓ อย่าง
 ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกว่า สามัญ
ญลักษณะ
 ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง
 ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์
 ๓. อนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน
 อคติ ๔
 ๑. ลำาเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกว่า ฉันทาคติ
 ๑. ลำาเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกว่า โทสาคติ
 ๑. ลำาเอียงเพราะความไม่รู้ เรียกว่า โมหาคติ
 ๑. ลำาเอียงเพราะกลัว เรียกว่า ภยาคติ
 ปธาน คือความเพียร ๔ อย่าง
 ๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
 ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปเกิดขึ้นแล้ว
 ๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
 ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เส
 อิทธิบาท คือคุณเครื่องให้สำาเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง
 ๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
 ๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น
 ๓. จิตตะ เอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
 ๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น


 พรหมวิหาร ๔
 ๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นส
 ๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข
 ๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี
 ๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อ
อื่นถึงความวิบัติ
 สติปัฏฐาน ๔
 ๑. กายานุปํสสนา
 ๒. เวทนานุปํสสนา
 ๓. จิตตานุปํสสนา
 ๔. ธัมมานุปํสสนา
 อริยสัจ ๔
 ๑. ทุกข์
 ๒. สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์
 ๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์
 ๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติใหัถึงความดับทุกข์
 อนันตริยกรรม ๕
 ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
 ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
 ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
 ๔. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
 ๕. โลหิตุปบาท ทำาร้ายพระพุทธเจ้าพระโลหิตให้ห้อขึ้น
 พละ คือ ธรรมเป็นกำาลัง ๕ อย่าง
 ๑. สัทธา ความเชื่อ
 ๒. วิริยะ ความเพียร
 ๓. สติ ความระลึกได้
 ๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น
 ๕. ปัญญา ความรอบรู้
 นิวรณ์ คือ ธรรมกั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ อย่าง
 ๑. กามฉันทะ
 ๒. พยาบาท
 ๓. ถีนมิทธะ
 ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ
 ๕. วิจิกิจฉา

 โลกธรรม ๘
 ๑. มีลาภ ๒. เสื่อมลาภ
 ๓. มียศ ๔. เสื่อมยศ
 ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ
 ๗. สุข ๘. ทุกข์
 กุศลกรรมบท ๑๐
 กายกรรม ๓ ได้แก่
 ๑. ไม่ฆ่าสัตว์
 ๒. ไม่ลักขโมย
 ๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
 วจีกรรม ๔ ได้แก่
 ๑. ไม่พูดเท็จ
 ๒. ไม่พูดคำาหยาบ
 ๓. ไม่พูดส่อเสียด
 ๔. ไม่พูดเพ้อเจ้อ
 มโนกรรม ๓ ได้แก่
 ๑. ไม่โลภอยากได้
 ๒. ไม่ปองร้าย
 ๓. เห็นชอบตามทำานองคลองธรรม


073หลักธรรมพื้นฐาน

  • 2.
    สติสติ สัมปชัญญะสัมปชัญญะ 3.3. หิริหิริ3.3. หิริหิริ 4.4.โอตตัปปะโอตตัปปะ4.4. โอตตัปปะโอตตัปปะ 5.5.ขันติขันติ5.5.ขันติขันติ 6.6.โสรัจจะโสรัจจะ6.6.โสรัจจะโสรัจจะ 1.สติ1.สติ 2.2.สัมปชัญญะสัมปชัญญะ 7.บุพพการี7.บุพพการี 8. กตัญญูกตเวที8. กตัญญูกตเวที ความละอายแก่ใ ความระลึกได้ ความรู้ตัว การตอบแทนคุณ ความเกรงกลัวบา ผู้ทำาอุปการะ ความอดทน ความสงบเสงี่ยม
  • 3.
    ธรรมมีอุปการะธรรมมีอุปการะ ๒ อย่าง๒ อย่าง๑.สติ แปลว่า ความ ระลึกได้ * ระลึกอย่างไร จึง เรียกว่า สติ ๑. ความระลึกเป็นลักษณะ ระลึก เรื่อง อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ม่ลืมเลือนเป็นกิจ ไม่ลืมเรื่อง อดีต-ปัจจุบัน คลุมเป็นเครื่องปรากฏ ได้แก่ควบคุม การทำา-ค ๑.สติ ๑.สัมปชัญญ
  • 4.
    . สัมปชัญญะ แปลว่าความ รู้ตัว รู้ตัวอย่างไร ๑.มีความไม่ฟั่นเฟือนเป็นลักษณะ คือ การรู้ตัวทุกอิริยาบถตรองเป็นกิจ คือการพิจารณาเห็นคุณ ประโยชน์ ฟ้นเป็นเครื่องปรากฏ คือ ละสิ่งที่เป็นโทษ ประพฤติสิ่งที่ นั้น สัมปชัญญะ ทำาหน้าที่ ขณะทำา ขณะพูด ขณะ งได้ชื่อว่ามีอุปการะมากเพราะเป็นอุปการธรรมอุดหนุนให้ส
  • 5.
    วิธีฝึกให้มีสติ - สัมปชัญญะ พูดจะคิดอะไรให้ใคร่ควรเสียก่อน ใดให้เอาใจจดจ่อต่อสิ่งนั้น อย่าทำาอะไร ๆ หลายอย่างในเว ะมาทในการงานทั้งปวง ากของมึนเมาและสิ่งเสพติดให้โทษ
  • 6.
    ผลดีของการมีสติผลดีของการมีสติ -- สัมปชัญญะสัมปชัญญะ 4.4.ทำาให้เกิดผลดีในการทำา การพูด การคิดทำาให้เกิดผลดีในการทำา การพูด การคิด  5.5.ทำาให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย มารยาททำาให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย มารยาท เรียบร้อยเรียบร้อย  6.6. ทำาให้เป็นที่รักใคร่นับถือของผู้อื่น และมีทำาให้เป็นที่รักใคร่นับถือของผู้อื่น และมี ความเจริญก้าวหน้าความเจริญก้าวหน้า  7.7. ทำาให้สังคมเป้นอยู่อย่างสันติสุขทำาให้สังคมเป้นอยู่อย่างสันติสุข คุมรักษาสภาพจิตให้อยู่ในสภาพที่ต้องการคุมรักษาสภาพจิตให้อยู่ในสภาพที่ต้องการ ให้ร่างกายและจิตใจเป็นของตัวเองให้ร่างกายและจิตใจเป็นของตัวเอง ห้ไม่เป็นคนเผอเรอ ทำาอะไรก็ไม่ผิดพลาดห้ไม่เป็นคนเผอเรอ ทำาอะไรก็ไม่ผิดพลาด
  • 7.
    ๑๑.. หิริหิริ ๑๑.. หิริหิริ ๒๒.. โอตตัปปะโอตตัปปะ๒๒.. โอตตัปปะโอตตัปปะ -มีความรังเกียจขยะแขยงบาปมีกาย ทุจริตเป็นต้นเป็นลักษณะ มีความเคารพยำาเกรงเป็นลักษณะ เคารพยำาเกรง ๔ อย่าง - – –เคารพ ชาติ ครูอาจารย์ ทรัพย์ - - มีความรังเกียจขยะแขยงบาปมีกาย ทุจริตเป็นต้นเป็นลักษณะ มีความเคารพยำาเกรงเป็นลักษณะ เคารพยำาเกรง ๔ อย่าง - – –เคารพ ชาติ ครูอาจารย์ ทรัพย์ - ริ แปลว่าความละอายแก่ใจ* ละอายแก่ใจในเรื่องอะไรบ้าง* ละอายแก่ใจในเรื่องอะไรบ้าง หิ ริ หิ ริ
  • 8.
    ตตัปปะ แปลว่าแปลว่าความเกรงกลัวความเกรงกลัว*เกรงกลัวอะไรบ้าง* ป็นผู้กลัวโทษและเห็นแจ้งซึ่งภัยเป็นลักษณะ โดยเห ลัวตนเองไม่สบายใจ๒.กลัวคนอื่นติเตียน ๓. กลัวถูก ลงโทษ ๔. กลัวตก นรก หิริและโอตตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครอง โลกให้อยู่อย่างสันติสุขได้ เพราะผู้มี หิริและโอตตัปปะปะ ย่อม ขยะแขยงต่อการทำาความชั่ว และเกรง
  • 9.
  • 10.
    สรัจจะ แปลว่า ความเสงี่ยม ได้แก่การรู้จักทำาจิตใจให้แช่ม ชื่นเบิกบานมีกายวาจา สงบเสงี่ยมเรียบร้อย คือมี อาการปกติเยือกเย็น ภายใน ไม่แสดงอาการขึ้นลง
  • 11.
    1.บุพ พการี 2. กตัญญู กตเวที ุพพการี แปลว่าบุคคลผู้ทำาอุปการะก กตัญญูกตเวที แปลว่า ลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำาแล้วและตอบ
  • 12.
    ได้แก่ บุคคลผู้ มีอัธยาศัยเผื่อ แผ่ มีพรหม วิหารประจำาใจ คิดแต่จะให้แต่ ไม่คิดจะเอาสิ่ง ใดเพื่อเป็นผล ตอบแทนจาก เรา ตัวอย่าง บุพพการี พระมหากษัตริย์ พ่อ แม่ ครูอาจารย์ ทหารตำารวจ เรารู้คุณ แล้วเราจะ ตอบแทน ยังไงจึงจะ ได้ชื่อว่า *บอกๆๆหน่อยสิ
  • 13.
    บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่างบุคคลหาได้ยาก๒ อย่างบุพพการี แปลว่า บุคคลผู้ทำาอุปการะก่อน กตัญญูกตเวที แปลว่า บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำาแล้วและ ตอบแทน บุพพการี ได้แก่ บุคคลผู้มีอัธยาศัยเผื่อแผ่ มีพรหมวิหาร ประจำาใจ คิดแต่จะ ให้แต่ไม่คิดจะเอา ท่านกำาหนดว่ามี ๔ ประเภท ๑ มารดาบิดา เป็นบุพพการีของบุตรธิดา เพราะเป็นผู้ให้ กำาเนิด ให้การเลี้ยงดู และให้การดูแลตามหลัก ๕ ประการ ๑. ห้ามมิให้ทำาความชั่ว ๒. สอนให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๔. หาคู่ครองที่สมควรให้ ๕. มอบสมบัติให้ในโอกาสอันคาร
  • 14.
     ๒. ครูอาจารย์ อุปัชฌาย์ เป็นบุพพการีของนักเรียน ศิษยานุศิษย์ เพราะเป็นผู้ให้การแนะนำาสั่งสอนให้มีความรู้ ความสามารถซึ่งมีหลัก ที่ต้องปฏิบัติ ๕ ประการ  ๑. แนะนำาดี ๒. ให้เรียนดี  ๓. บอกศิลปให้สิ้นเชิง ๔. ยกย่องในที่ชุมชน  ๕. ช่วยปกป้องและป้องกันศิษย์ ให้ปลอดในทุกสถาน  ๓. พระมหากษัตริย์ เป็นบุพพการีของประชาราษฎร์ เพราะทรง มีหน้าที่ดูแลบำาบัดทุกข์บำารุงสุขให้แก่ประชาราษฎร์ โดยทรงดำารงอยู่ ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่ ๑. ทาน ๒. ศีล ๓. บริจาค  ๔. ความซื่อตรง ๕. ความอ่อนโยน ๖. คอยกำาจัดคนชั่ว ๗. ความไม่โกรธ  ๘. การไม่เบียดเบียน ๙. ความอดทน ๑๐. ความไม่ผิดทุกกรณีย์
  • 15.
  • 17.
     สามัญญลักษณ์ ๓อย่าง  ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกว่า สามัญ ญลักษณะ  ๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง  ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์  ๓. อนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน  อคติ ๔  ๑. ลำาเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกว่า ฉันทาคติ  ๑. ลำาเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกว่า โทสาคติ  ๑. ลำาเอียงเพราะความไม่รู้ เรียกว่า โมหาคติ  ๑. ลำาเอียงเพราะกลัว เรียกว่า ภยาคติ
  • 18.
     ปธาน คือความเพียร๔ อย่าง  ๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน  ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปเกิดขึ้นแล้ว  ๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน  ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เส  อิทธิบาท คือคุณเครื่องให้สำาเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง  ๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น  ๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น  ๓. จิตตะ เอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ  ๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น  
  • 19.
     พรหมวิหาร ๔ ๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นส  ๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข  ๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี  ๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อ อื่นถึงความวิบัติ  สติปัฏฐาน ๔  ๑. กายานุปํสสนา  ๒. เวทนานุปํสสนา  ๓. จิตตานุปํสสนา  ๔. ธัมมานุปํสสนา
  • 20.
     อริยสัจ ๔ ๑. ทุกข์  ๒. สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์  ๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์  ๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติใหัถึงความดับทุกข์  อนันตริยกรรม ๕  ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา  ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา  ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์  ๔. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน  ๕. โลหิตุปบาท ทำาร้ายพระพุทธเจ้าพระโลหิตให้ห้อขึ้น
  • 21.
     พละ คือธรรมเป็นกำาลัง ๕ อย่าง  ๑. สัทธา ความเชื่อ  ๒. วิริยะ ความเพียร  ๓. สติ ความระลึกได้  ๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น  ๕. ปัญญา ความรอบรู้  นิวรณ์ คือ ธรรมกั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ อย่าง  ๑. กามฉันทะ  ๒. พยาบาท  ๓. ถีนมิทธะ  ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ  ๕. วิจิกิจฉา 
  • 22.
     โลกธรรม ๘ ๑. มีลาภ ๒. เสื่อมลาภ  ๓. มียศ ๔. เสื่อมยศ  ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ  ๗. สุข ๘. ทุกข์  กุศลกรรมบท ๑๐  กายกรรม ๓ ได้แก่  ๑. ไม่ฆ่าสัตว์  ๒. ไม่ลักขโมย  ๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
  • 23.
     วจีกรรม ๔ได้แก่  ๑. ไม่พูดเท็จ  ๒. ไม่พูดคำาหยาบ  ๓. ไม่พูดส่อเสียด  ๔. ไม่พูดเพ้อเจ้อ  มโนกรรม ๓ ได้แก่  ๑. ไม่โลภอยากได้  ๒. ไม่ปองร้าย  ๓. เห็นชอบตามทำานองคลองธรรม 

Editor's Notes

  • #4 ระลึกอะไรบ้า
  • #6 1. จะทำจะพูดจะคิดอะไร ให้ใคร่ควรเสียก่อน
  • #8 ละอายแก่ใจในเรื่องอะไรบ้าง
  • #9 เกรงกลัวอะไรบ้าง
  • #10 แปลว่า
  • #13 บอกๆๆๆๆหน่อยสิ
  • #16 เรียนวันละนิดจิตแจ่มใส เรียนมากไป เดี๊ยวเปงแบบนี้ เฮอ..