การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
    จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถ
1.ทดลอง อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการตอบสนอง
ของพืชต่อแรงโน้มถ่วงของโลก
2.สิบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับปัจจัย
ที่มีผลต่อการตอบสนองของพืช
3. สิบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยงกับ แอนนา ปัญโญ
                                                 ครูผู้ช่วย
รูปแบบการตอบสนองของพืชแบบต่างๆ โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่
การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
1. การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement)
     - การตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
       (paratonic movement หรือ stimulus movement)
     - การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายใน (autonomic
       movement)
   2. การเคลื่อนไหวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่ง
      (turgor movement)
  3. การตอบสนองของพืชต่อสารควบคุมการเจริญเติบโต
การเคลื่อนไหวที่เกิดเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement)

  1.       การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (paratonic
           movement หรือ stimulus movement) มี 2 แบบ คือ

       1.1 แบบมีทิศทางเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเร้า (tropism หรือ tropic
  movement) การตอบสนองแบบนี้อาจจะทาให้ส่วนของพืชโค้งเข้าหา
  สิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism หรือ เคลื่อนที่หนีสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
  เรียกว่า negative tropism จาแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าดังนี้
1.1.1 โฟโททรอปิซึม (phototropism) เป็นการ
ตอบสนองของพืชที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นแสง พบว่า
ที่ปลายยอดพืช (ลาต้น) มีทิศทางการเจริญเติบโตเจริญ
เข้าหาแสงสว่าง (positive phototropism) ส่วนที่ปลายราก
จะมีทิศทางการเจริญเติบโตหนีจากแสงสว่าง (negative
phototropism)
1.1.2 จีโอทรอปิซึม (geotropism) เป็นการตอบสนองของ
พืชที่ตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลกโดยรากพืชจะเจริญเข้า
หาแรงโน้มถ่วงของโลก (positive geotropism) เพื่อรับน้าและแร่
ธาตุจากดิน ส่วนปลายยอดพืช (ลาต้น) จะเจริญเติบโตในทิศ
ทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก (negative geotropism) เพื่อชู
ใบรับแสงสว่าง
1.1.3 เคมอทรอปิซึม
(chemotropism) เป็นการ
ตอบสนองของพืชโดยการ
เจริญเข้าหาหรือหนีจาก
สารเคมีบางอย่างที่เป็นสิ่งเร้า
เช่น การงอกของหลอดละออง
เรณูไปยังรังไข่ของพืช โดยมี
สารเคมีบางอย่างเป็นสิ่งเร้า
1.1.4 ไฮโดรทรอปิซึม
   (hydrotropism) เป็นการ
   ตอบสนองของพืชที่
   ตอบสนองต่อความชื้น
   ซึ่งรากของพืชจะงอกไปสู่
   ที่มีความชื้น
1.1.5 ทิกมอทรอปิซึม (thigmotropism) เป็นการ
ตอบสนองของพืชบางชนิดที่ตอบสนองต่อการสัมผัส เช่น
การเจริญของ มือเกาะ (tendril) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ยื่นออกไป
พันหลักหรือเกาะบนต้นไม้อื่นหรือพืชพวกที่ลาต้นแบบเลื้อย
จะพันหลักในลักษณะบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียว เช่น ต้น
ตาลึง ต้นพลู ต้นองุ่น ต้นพริกไทย เป็นต้น
1.2 แบบมีทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
    (nasty หรือ nastic movement)
      การตอบสนองแบบนี้จะมีทิศทางคงทีคือ การเคลื่อนขึ้น
                                           ่
หรือลงเท่านั้น ไม่ขึ้นกับทิศทางของสิ่งเร้า
      การบานของดอกไม้ (epinasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ด้าน
ในหรือด้านบนของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ากลุ่ม
เซลล์ด้านนอกหรือด้านล่าง
การหุบและการบานของดอกไม้
การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์
ด้านนอก หรือด้านล่างของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาด
มากกว่ากลุ่มเซลล์ด้านมนหรือด้านบน
      ตัวอย่างเช่น - ดอกบัว ส่วนมากมักหุบในตอน
กลางคืน และบานในตอนกลางวัน
                      - ดอกกระบองเพชร ส่วนมากจะ
บานในตอนกลางคืนและหุบในตอนกลางวัน
การบานของดอกไม้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและสิ่งเร้า
เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง เป็นต้น ถ้าสิ่งเร้าเป็นแสงแล้วทา
ให้เกิดการตอบสนอง (เกิดการเคลื่อนไหว ด้วยการบานการหุบ
ของดอกไม้) โฟโตนาสที (photonasty) ถ้าอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้าก็
เรียกว่า เทอร์มอนาสที (thermonasty) ตัวอย่างเช่น ดอกบัว
ส่วนมากมักหุบในตอนกลางคืนและบานในตอนกลางวัน แต่
ดอกกระบองเพชร จะบานในตอนกลางคืนและจะหุบในตอน
กลางวัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในตอนกลางคืนจะมีอุณหภูมิต่า
หรือเย็นลง ทาให้กลุ่มเซลล์ด้านในของกลีบดอกเจริญมากกว่า
ด้านนอกจึงทาให้กลีบดอกบานออก แต่ตอนกลางวันอากาศอุ่น
ขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้นจะทาให้กลุ่มเซลล์ด้านนอกเจริญยืดตัว
มากกว่าดอกจะหุบ
การบานและการหุบของดอกไม้มีเวลาจากัด
เท่ากับการเจริญของเซลล์ของกลีบดอก เมื่อเซลล์
เจริญยืดตัวเต็มที่แล้วจะไม่หุบหรือบานอีกต่อไป กลีบ
ดอกจะโรยและหลุดร่วงจากฐานดอก
โฟโตนาสที (photonasty)
2. การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายในของต้นพืชเอง
(autonomic movement)
      เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการกระตุ้นจากสิ่งเร้า
ภายในจาพวกฮอร์โมนโดยเฉพาะออกซิน ทาให้การเจริญของ
ลาต้นทั้งสองด้านไม่เท่ากัน ได้แก่
        2.1 การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement)
เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดเฉพาะส่วนยอดของพืช สาเหตุ
เนื่องจาก      ด้านสองด้านของลาต้น (บริเวณยอดพืช)
เติบโตไม่เท่ากัน ทาให้ยอดพืชโยกหรือแกว่งไปมาขณะที่
ปลายยอดกาลังเจริญเติบโต
2.2 การบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียว (spiral
movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดค่อยๆบิดเป็น
เกลียวขึ้นไป เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่
มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยปกติเราจะมองเห็นส่วนยอด
ของพืชเจริญเติบโตขึ้นไปตรงๆ แต่แท้จริงแล้วในส่วนที่
เจริญขึ้นไปนั้นจะบิดซ้ายขวาเล็กน้อย เนื่องจากลาต้นทั้ง
สองด้านเจริญเติบโตไม่เท่ากันเช่นเดียวกับ นิวเทชัน ซึ่ง
เรียกว่า circumnutation พืชบางชนิดมีลาต้นอ่อนทอด
เลื้อยและพันหลักในลักษณะการบิดลาต้นไปรอบๆ
เป็นเกลียวเพื่อพยุงลาต้น เรียกว่า twining เช่น การพัน
หลักของต้นมะลิวัลย์ พริกไทย อัญชัน ตาลึง ฯลฯ
การเคลื่อนไหวที่เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแรงดัน
เต่ง (turgor movement)

         ปกติพืชจะมีการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อการสัมผัส
(สิ่งเร้าจากภายนอก) ช้ามาก แต่มีพืชบางชนิดที่ตอบสนองได้
เร็ว โดยการสัมผัสจะไปทาให้มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณ
น้าภายในเซลล์ ทาให้แรงดันเต่ง (turgor pressure) ของเซลล์
เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ถาวร ซึ่งมีหลาย
แบบ คือ
1. การหุบของใบจากการสะเทือน (contract movement)
        - การหุบใบของต้นไมยราบ ตรงบริเวณโคนก้านใบ
  และโคนก้านใบย่อยจะมีกลุ่มเซลล์ชนิดหนึ่ง (เซลล์
  พาเรงคิมา) เรียกว่า พัลไวนัส (pulvinus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มี
  ขนาดใหญ่และผนังเซลล์บาง มีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มา
  กระตุ้น เช่น การสัมผัส เมื่อสิ่งเร้ามาสัมผัสหรือกระตุ้นจะ
  มีผลทาให้แรงดันเต่งของ กลุ่มเซลล์ดังกล่าว
  เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คือ เซลล์จะสูญเสียน้าให้กับ
  เซลล์ข้างเคียงทาให้ใบหุบลงทันที หลังจากนั้นสักครู่น้า
  จะซึมผ่านกลับเข้าสูเซลล์พัลไวนัสอีก แรงดันเต่ง ใน
                      ่
  เซลล์เพิ่มขึ้นทาให้แรงดันเต่งและใบกางออก
- การหุบของใบพืชพวกที่มีการเปลี่ยนแปลง
รูปร่างไปเพื่อจับแมลง ได้แก่ ใบของต้น
หม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นสาหร่ายข้าวเหนียว ต้นกาบ
หอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง เป็นต้น พืชพวกนี้ถือได้ว่า
เป็นพืชกินแมลงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของใบเพื่อ
ทาหน้าที่จับแมลง ภายในใบจะมีกลุ่มเซลล์หรือขน
เล็กๆ (hair) ที่ไวต่อสิ่งเร้าอยู่ทางด้านในของใบ เมื่อ
แมลงบินมาถูกหรือมาสัมผัสจะเกิดการสูญเสียน้า ใบจะ
เคลื่อนไหวหุบทันที แล้วจึงปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อย
โปรตีนของแมลงให้เป็น กรดอะมิโน จากนั้นจึงดูดซึม
ที่ผิวด้านในนั้นเอง
ต้นหยาดน้าค้าง
ต้นกาบหอยแครง
2. การหุบใบตอนพลบค่าของพืชตระกูลถั่ว (sleep movement)

         เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มของ
 แสงของพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบก้ามปู ใบมะขาม ใบไมยราบ
 ใบถั่ว ใบแค ใบกระถิน ใบผักกระเฉด เป็นต้น โดยที่ใบจะ
 หุบ ก้านใบจะห้อยและลู่ลงในตอนพลบค่า เนื่องจากแสง
 สว่างลดลง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ต้นไม้นอน” แต่พอรุ่งเช้า
 ใบก็จะกางตามเดิม
การตอบสนองเช่นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลง
แรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์พัลไวนัสที่โคนก้านใบ โดยกลุ่ม
เซลล์พัลไวนัสนี้เป็นกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่และผนังเซลล์
บาง มีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เมื่อไม่มีแสงสว่าง
หรือแสงสว่างลดลง มีผลทาให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้า
ให้กับช่องว่างระหว่างเซลล์ที่อยู่เคียงข้างทาให้แรงดันเต่ง
ลดลงใบจึงหุบลง ก้านใบจะห้อยและลู่ลง พอรุ่งเช้ามี
แสงสว่างน้าจะเคลื่อนกลับมาทาให้แรงดันเต่งเพิ่มขึ้น
และเซลล์เต่งดันให้ที่ลู่นั้นกางออก
การหุบใบตอนพลบค่าของพืช
3. การเปิดปิดของปากใบ (guard cell movement)
       การเปิด-ปิดของปากใบขึ้นอยู่กับความเต่งของเซลล์
คุม(guard cell) ในตอนกลางวันเซลล์คุมมีกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้น ทาให้ภายในเซลล์คุมมีระดับ
น้าตาลสูงขึ้น น้าจากเซลล์ข้างเคียงจะซึมผ่านเข้าเซลล์คุม
ทาให้เซลล์คุมมีแรงดันเต่งเพิ่มขึ้นดันให้ผนังเซลล์คุมที่แนบ
ชิดติดกันให้เผยออก จึงทาให้ปากใบเปิด แต่เมื่อระดับ
น้าตาลลดลงเนื่องจากไม่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
น้าก็จะซึมออกจากเซลล์คุม ทาให้แรงดันเต่งในเซลล์คุม
ลดลงเซลล์จะเหี่ยวและปากใบก็จะปิด
การเปิดปิดของปากใบ
(guard cell movement)
การปริของผลไม้เมื่อสุกและแก่เต็มที่ เนื่องมาจากแรงดันเต่งของ
เซลล์ เช่น ผลตาลึง ผลแตงไทย
การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชด้วยการเคลื่อนไหวแบบ
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการดารงชีวิตของพืช
สรุปได้ดังนี้
        1. การหันยอดเข้าหาแสงสว่าง ช่วยให้พืชสังเคราะห์
อาหารได้อย่างทั่วถึง
        2. การหันรากเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก ช่วยให้รากอยู่ในดิน
ซึ่งเป็นแหล่ง ที่พืชได้รับน้าและแร่ธาตุ
        3. การเจริญเข้าหาสารเคมีของละอองเรณู ช่วยในการ
ผสมพันธุ์          การขยายกลีบช่วยในการกระจายหรือรับ
ละอองเกสร
4. การเคลื่อนไหวแบบ nutation , spiral movement
และ twining movement ช่วยให้พืชเกาะพันกับสิ่งอื่นๆ
สามารถชูกิ่งหรือยอด เพื่อรับแสงแดด หรือชูดอกและ
ผลเพื่อการสืบพันธุ์หรือกระจายพันธุ์
      5. การหุบของต้นกาบหอยแครงช่วยในการจับ
แมลงหรืออาหาร การหุบของไมยราบช่วยในการหลบ
หลีกศัตรู

การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม

  • 1.
    การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถ 1.ทดลอง อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการตอบสนอง ของพืชต่อแรงโน้มถ่วงของโลก 2.สิบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับปัจจัย ที่มีผลต่อการตอบสนองของพืช 3. สิบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยงกับ แอนนา ปัญโญ ครูผู้ช่วย รูปแบบการตอบสนองของพืชแบบต่างๆ โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่
  • 2.
    การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม 1. การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเจริญเติบโต (growthmovement) - การตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) - การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายใน (autonomic movement) 2. การเคลื่อนไหวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่ง (turgor movement) 3. การตอบสนองของพืชต่อสารควบคุมการเจริญเติบโต
  • 3.
    การเคลื่อนไหวที่เกิดเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement) 1. การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) มี 2 แบบ คือ 1.1 แบบมีทิศทางเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเร้า (tropism หรือ tropic movement) การตอบสนองแบบนี้อาจจะทาให้ส่วนของพืชโค้งเข้าหา สิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism หรือ เคลื่อนที่หนีสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เรียกว่า negative tropism จาแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าดังนี้
  • 5.
    1.1.1 โฟโททรอปิซึม (phototropism)เป็นการ ตอบสนองของพืชที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นแสง พบว่า ที่ปลายยอดพืช (ลาต้น) มีทิศทางการเจริญเติบโตเจริญ เข้าหาแสงสว่าง (positive phototropism) ส่วนที่ปลายราก จะมีทิศทางการเจริญเติบโตหนีจากแสงสว่าง (negative phototropism)
  • 7.
    1.1.2 จีโอทรอปิซึม (geotropism)เป็นการตอบสนองของ พืชที่ตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลกโดยรากพืชจะเจริญเข้า หาแรงโน้มถ่วงของโลก (positive geotropism) เพื่อรับน้าและแร่ ธาตุจากดิน ส่วนปลายยอดพืช (ลาต้น) จะเจริญเติบโตในทิศ ทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก (negative geotropism) เพื่อชู ใบรับแสงสว่าง
  • 9.
    1.1.3 เคมอทรอปิซึม (chemotropism) เป็นการ ตอบสนองของพืชโดยการ เจริญเข้าหาหรือหนีจาก สารเคมีบางอย่างที่เป็นสิ่งเร้า เช่นการงอกของหลอดละออง เรณูไปยังรังไข่ของพืช โดยมี สารเคมีบางอย่างเป็นสิ่งเร้า
  • 10.
    1.1.4 ไฮโดรทรอปิซึม (hydrotropism) เป็นการ ตอบสนองของพืชที่ ตอบสนองต่อความชื้น ซึ่งรากของพืชจะงอกไปสู่ ที่มีความชื้น
  • 11.
    1.1.5 ทิกมอทรอปิซึม (thigmotropism)เป็นการ ตอบสนองของพืชบางชนิดที่ตอบสนองต่อการสัมผัส เช่น การเจริญของ มือเกาะ (tendril) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ยื่นออกไป พันหลักหรือเกาะบนต้นไม้อื่นหรือพืชพวกที่ลาต้นแบบเลื้อย จะพันหลักในลักษณะบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียว เช่น ต้น ตาลึง ต้นพลู ต้นองุ่น ต้นพริกไทย เป็นต้น
  • 13.
    1.2 แบบมีทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า (nasty หรือ nastic movement) การตอบสนองแบบนี้จะมีทิศทางคงทีคือ การเคลื่อนขึ้น ่ หรือลงเท่านั้น ไม่ขึ้นกับทิศทางของสิ่งเร้า การบานของดอกไม้ (epinasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ด้าน ในหรือด้านบนของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ากลุ่ม เซลล์ด้านนอกหรือด้านล่าง
  • 14.
  • 15.
    การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ ด้านนอกหรือด้านล่างของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาด มากกว่ากลุ่มเซลล์ด้านมนหรือด้านบน ตัวอย่างเช่น - ดอกบัว ส่วนมากมักหุบในตอน กลางคืน และบานในตอนกลางวัน - ดอกกระบองเพชร ส่วนมากจะ บานในตอนกลางคืนและหุบในตอนกลางวัน
  • 16.
    การบานของดอกไม้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและสิ่งเร้า เช่น อุณหภูมิ ความชื้นแสง เป็นต้น ถ้าสิ่งเร้าเป็นแสงแล้วทา ให้เกิดการตอบสนอง (เกิดการเคลื่อนไหว ด้วยการบานการหุบ ของดอกไม้) โฟโตนาสที (photonasty) ถ้าอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้าก็ เรียกว่า เทอร์มอนาสที (thermonasty) ตัวอย่างเช่น ดอกบัว ส่วนมากมักหุบในตอนกลางคืนและบานในตอนกลางวัน แต่ ดอกกระบองเพชร จะบานในตอนกลางคืนและจะหุบในตอน กลางวัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในตอนกลางคืนจะมีอุณหภูมิต่า หรือเย็นลง ทาให้กลุ่มเซลล์ด้านในของกลีบดอกเจริญมากกว่า ด้านนอกจึงทาให้กลีบดอกบานออก แต่ตอนกลางวันอากาศอุ่น ขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้นจะทาให้กลุ่มเซลล์ด้านนอกเจริญยืดตัว มากกว่าดอกจะหุบ
  • 18.
  • 19.
  • 20.
    2. การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายในของต้นพืชเอง (autonomic movement) เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการกระตุ้นจากสิ่งเร้า ภายในจาพวกฮอร์โมนโดยเฉพาะออกซิน ทาให้การเจริญของ ลาต้นทั้งสองด้านไม่เท่ากัน ได้แก่ 2.1 การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดเฉพาะส่วนยอดของพืช สาเหตุ เนื่องจาก ด้านสองด้านของลาต้น (บริเวณยอดพืช) เติบโตไม่เท่ากัน ทาให้ยอดพืชโยกหรือแกว่งไปมาขณะที่ ปลายยอดกาลังเจริญเติบโต
  • 21.
    2.2 การบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียว (spiral movement)เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดค่อยๆบิดเป็น เกลียวขึ้นไป เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยปกติเราจะมองเห็นส่วนยอด ของพืชเจริญเติบโตขึ้นไปตรงๆ แต่แท้จริงแล้วในส่วนที่ เจริญขึ้นไปนั้นจะบิดซ้ายขวาเล็กน้อย เนื่องจากลาต้นทั้ง สองด้านเจริญเติบโตไม่เท่ากันเช่นเดียวกับ นิวเทชัน ซึ่ง เรียกว่า circumnutation พืชบางชนิดมีลาต้นอ่อนทอด เลื้อยและพันหลักในลักษณะการบิดลาต้นไปรอบๆ เป็นเกลียวเพื่อพยุงลาต้น เรียกว่า twining เช่น การพัน หลักของต้นมะลิวัลย์ พริกไทย อัญชัน ตาลึง ฯลฯ
  • 22.
    การเคลื่อนไหวที่เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแรงดัน เต่ง (turgor movement) ปกติพืชจะมีการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อการสัมผัส (สิ่งเร้าจากภายนอก) ช้ามาก แต่มีพืชบางชนิดที่ตอบสนองได้ เร็ว โดยการสัมผัสจะไปทาให้มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณ น้าภายในเซลล์ ทาให้แรงดันเต่ง (turgor pressure) ของเซลล์ เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ถาวร ซึ่งมีหลาย แบบ คือ
  • 23.
    1. การหุบของใบจากการสะเทือน (contractmovement) - การหุบใบของต้นไมยราบ ตรงบริเวณโคนก้านใบ และโคนก้านใบย่อยจะมีกลุ่มเซลล์ชนิดหนึ่ง (เซลล์ พาเรงคิมา) เรียกว่า พัลไวนัส (pulvinus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มี ขนาดใหญ่และผนังเซลล์บาง มีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มา กระตุ้น เช่น การสัมผัส เมื่อสิ่งเร้ามาสัมผัสหรือกระตุ้นจะ มีผลทาให้แรงดันเต่งของ กลุ่มเซลล์ดังกล่าว เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คือ เซลล์จะสูญเสียน้าให้กับ เซลล์ข้างเคียงทาให้ใบหุบลงทันที หลังจากนั้นสักครู่น้า จะซึมผ่านกลับเข้าสูเซลล์พัลไวนัสอีก แรงดันเต่ง ใน ่ เซลล์เพิ่มขึ้นทาให้แรงดันเต่งและใบกางออก
  • 25.
    - การหุบของใบพืชพวกที่มีการเปลี่ยนแปลง รูปร่างไปเพื่อจับแมลง ได้แก่ใบของต้น หม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นสาหร่ายข้าวเหนียว ต้นกาบ หอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง เป็นต้น พืชพวกนี้ถือได้ว่า เป็นพืชกินแมลงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของใบเพื่อ ทาหน้าที่จับแมลง ภายในใบจะมีกลุ่มเซลล์หรือขน เล็กๆ (hair) ที่ไวต่อสิ่งเร้าอยู่ทางด้านในของใบ เมื่อ แมลงบินมาถูกหรือมาสัมผัสจะเกิดการสูญเสียน้า ใบจะ เคลื่อนไหวหุบทันที แล้วจึงปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อย โปรตีนของแมลงให้เป็น กรดอะมิโน จากนั้นจึงดูดซึม ที่ผิวด้านในนั้นเอง
  • 26.
  • 27.
  • 29.
    2. การหุบใบตอนพลบค่าของพืชตระกูลถั่ว (sleepmovement) เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มของ แสงของพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบก้ามปู ใบมะขาม ใบไมยราบ ใบถั่ว ใบแค ใบกระถิน ใบผักกระเฉด เป็นต้น โดยที่ใบจะ หุบ ก้านใบจะห้อยและลู่ลงในตอนพลบค่า เนื่องจากแสง สว่างลดลง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ต้นไม้นอน” แต่พอรุ่งเช้า ใบก็จะกางตามเดิม
  • 30.
    การตอบสนองเช่นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลง แรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์พัลไวนัสที่โคนก้านใบ โดยกลุ่ม เซลล์พัลไวนัสนี้เป็นกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่และผนังเซลล์ บาง มีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นเมื่อไม่มีแสงสว่าง หรือแสงสว่างลดลง มีผลทาให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้า ให้กับช่องว่างระหว่างเซลล์ที่อยู่เคียงข้างทาให้แรงดันเต่ง ลดลงใบจึงหุบลง ก้านใบจะห้อยและลู่ลง พอรุ่งเช้ามี แสงสว่างน้าจะเคลื่อนกลับมาทาให้แรงดันเต่งเพิ่มขึ้น และเซลล์เต่งดันให้ที่ลู่นั้นกางออก
  • 31.
  • 32.
    3. การเปิดปิดของปากใบ (guardcell movement) การเปิด-ปิดของปากใบขึ้นอยู่กับความเต่งของเซลล์ คุม(guard cell) ในตอนกลางวันเซลล์คุมมีกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้น ทาให้ภายในเซลล์คุมมีระดับ น้าตาลสูงขึ้น น้าจากเซลล์ข้างเคียงจะซึมผ่านเข้าเซลล์คุม ทาให้เซลล์คุมมีแรงดันเต่งเพิ่มขึ้นดันให้ผนังเซลล์คุมที่แนบ ชิดติดกันให้เผยออก จึงทาให้ปากใบเปิด แต่เมื่อระดับ น้าตาลลดลงเนื่องจากไม่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง น้าก็จะซึมออกจากเซลล์คุม ทาให้แรงดันเต่งในเซลล์คุม ลดลงเซลล์จะเหี่ยวและปากใบก็จะปิด
  • 33.
  • 34.
  • 35.
    การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชด้วยการเคลื่อนไหวแบบ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการดารงชีวิตของพืช สรุปได้ดังนี้ 1. การหันยอดเข้าหาแสงสว่าง ช่วยให้พืชสังเคราะห์ อาหารได้อย่างทั่วถึง 2. การหันรากเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก ช่วยให้รากอยู่ในดิน ซึ่งเป็นแหล่ง ที่พืชได้รับน้าและแร่ธาตุ 3. การเจริญเข้าหาสารเคมีของละอองเรณู ช่วยในการ ผสมพันธุ์ การขยายกลีบช่วยในการกระจายหรือรับ ละอองเกสร
  • 36.
    4. การเคลื่อนไหวแบบ nutation, spiral movement และ twining movement ช่วยให้พืชเกาะพันกับสิ่งอื่นๆ สามารถชูกิ่งหรือยอด เพื่อรับแสงแดด หรือชูดอกและ ผลเพื่อการสืบพันธุ์หรือกระจายพันธุ์ 5. การหุบของต้นกาบหอยแครงช่วยในการจับ แมลงหรืออาหาร การหุบของไมยราบช่วยในการหลบ หลีกศัตรู