การสร้างชีวิตให้เป็นสุข พระธรรมปิฎก  ( ประยุตโต )  กล่าวว่า  ความสุข  มี  2  นัย นัยที่  1  กามสุข  เป็นความสุขที่ได้จากการสัมผัสที่ชื่นชอบ ในรูป รส    กลิ่น เสียง  และโผฎฐัพพะ  ( ผิวกาย )  เรียกว่า   โลกียสุข หรือสุขกาย นัยที่  2  นิรูปธิสุข  เป็นความสุขที่ใจได้สัมผัส  ว่าได้หลุดพ้นจากความ   ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง  เรียกว่า  โลกุตตรสุข
ความสุข  คือ อะไร สรุป  การสร้างชีวิตให้เป็นสุข  คือ การดำเนินชีวิตเพื่อ สนองตอบความต้องการของตน  จนเป็นที่พอใจได้อย่าง เหมาะสม กลมกลืนกับสภาพของตนและสิ่งแวดล้อม ความสุข เป็นความรู้สึกพอใจในชีวิต อันเนื่องมาจากการคิดดี พูดดี ทำดี
ความสำคัญของการสร้างชีวิตที่เป็นสุข มนุษย์ดำเนินชีวิตเพื่อให้เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ประสบความสำเร็จ  บรรลุเป้าหมาย และความสมหวังของชีวิต  คือ ความสุข  มนุษย์ที่มีชีวิตที่สมบูรณ์ พร้อมจะเป็น ผู้ที่มีความสุข เรียกว่า  เป็นผู้มีสัจการแห่งตน  ( Self-Actualization) การสร้างชีวิต ให้เป็นสุข ทำให้รู้จักตนเอง สามารถสร้างความตระหนักให้แก่ตนเองได้ สามารถสร้างความสุขให้แก่ตนเองได้ สามารถสร้างความสุขในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้ สามารถสร้างความสุขในการเรียนได้ สามารถสร้างความสุขในการทำงานได้
ระดับของชีวิตที่เป็นสุข มนุษย์อยากมีความสุขความสมบูรณ์ในชีวิต  ชีวิตที่สมบูรณ์ประกอบ ด้วยประโยชน์สุข  3  ระดับ  ( ประยุทธ ประยุตโต ) ระดับที่  1 เป็นความสุขระดับต้น  เรียกว่า  ทิฏฐธัมมิกัตถะ ระดับที่  2 เป็นความสุขระดับกลาง  เรียกว่า    สัมปรายิกัตถะ ระดับที่  3 เป็นความสุขระดับสุ . เรียกว่า  ปรมัตถะ
ความสุขระดับต้น เป็นความสุขพื้นฐาน  ที่มนุษย์ได้รับการตอบสนองทางร่างกาย จากวัตถุ และสิทธิประโยชน์จากวัตถุ  ในเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง และ สัมผัส  จนได้รับความพึงพอใจ เรียกว่า  ความสุขจากวัตถุนิยม การได้รับการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย  การรักษาสุขภาพดี  การแต่งกายดี  การมีที่อยู่อาศัยดี การมีสิ่งอำนวยความสะดวกดี การได้ศึกษาเล่าเรียนดี  การได้ทำงานที่ดี  การมีทรัพย์สินเงินทองมาก
ความสุขระดับกลาง ได้รับการยอมรับ  ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตใจของเพื่อนและสังคม ได้รับการยกย่อง ต้อนรับ สรรเสริญ ให้มีตำแหน่ง สถานภาพ สิทธิพิเศษ เกียรติยศ ชื่อเสียง  อำนาจ  บารมี และบริวาร ทำให้มีความสุข การแสดงความเป็นกัลยาณมิตร  การปฏิบัติธรรมตามพรหมวิหาร  4  ( เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา )  เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้มีความสุข การแสดงความเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี  ปฏิบัติธรรมตามสังคหวัตถุ  4  มีการให้และการรับตามความเหมาะสม  ( การทำบุญ ให้ทาน มีของฝาก เพื่อน ๆ น้อง ๆ ผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา ในโอกาสต่าง ๆ การแสดงปิยวาจา ช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน ผูกพันต่อกัน
ความสุขระดับสูง เป็นความสุขที่มนุษย์เมื่อเข้าใจลักษณะชีวิตที่สมบูรณ์ได้  เรียกว่า  สัจการแห่งตน  คือ การเข้าใจว่าความเป็นจริงของตน  คือ  ความ ว่างเปล่า ความไม่เที่ยงแท้ หรืออนัตตา  การมีสุขในระดับสูงได้จะ ต้องปฏิบัติตนเพื่อดวงจิตที่บริสุทธิ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ลดความเห็นแก่ตัว  เปิดใจกว้าง  ยินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ปล่อยวางร่างกายให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติ สำรวมจิต มีสติอยู่กับตน ตามความเป็นจริง ไม่หลังตน ไม่ลืมตน
แผนภาพ แสดงระดับความสุขและความสัมพันธ์เชิงปริมาณและคุณภาพ เชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ความสุข ระดับสูง ความสุข ระดับกลาง ความสุขระดับต้น เพื่อ ความ มีสันติ เพื่อสังคม เพื่อวัตถุนิยม
พฤติกรรมการแสวงหาความสุขของมนุษย์ มนุษย์ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มแสวงหาความสุขจากวัตถุนิยม และเรื่องปากท้อง ดิ้นรนแสวงหาความสุขซึ่งเป็นเชิงปริมาณ เมื่อพอใจแล้วจะขยับขึ้นไปหาความสุขระดับกลาง มนุษย์จำนวนไม่น้อยที่แสวงหาความสุขระดับกลาง เพื่อ สังคม พรรคพวก เพื่อน ญาติสนิท มิตรสหาย  มนุษย์จำนวนน้อยที่มีแนวโน้มจะแสวงหาความสุขระดับสูง ด้วยดวงจิตบริสุทธิ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่หลงตนไม่ลืมตน
ทฤษฎีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข ความสุขตามทรรศนะสุขนิยม  ( Hedonism)  ทฤษฎีนี้เชื่อว่า  ความสุขสบาย  เป็นสิ่งเดียวที่มีค่าสูงสุด สำหรับชีวิต  ทุกชีวิตดิ้นรน แสวงหา ทำงานอย่างหนัก  หรือทำอะไรทุกสิ่ง เพื่อไปสู่ความสุขสบาย จึงเป็นสุดยอด ปรารถนาของชีวิต
2.  ความสุขตามหลักลัทธิอสุขนิยม ลัทธิอสุขนิยม ถือว่า ความสุขไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด  เพราะยังมี สิ่งอื่นที่มีค่าเหนือกว่าความสุข คือ วิมุตินิยม  ถือว่า ความสงบทางจิตใจเหนือกว่าความสุข ปัญญานิยม  ถือว่า ปัญญาหรือความรู้สึกมีค่าเหนือกว่า ความสุข
วิมุตินิยม ความต้องการประการแรกของมนุษย์คือ ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ การหลุดพ้นจาก ความทุกข์ถือว่ามีค่ามากกว่าความสุข ปัญญานิยม เชื่อว่า ศักดิ์ศรีและความมีคุณค่าของ มนุษย์อยู่ที่ปัญญา ค่าของความสุขอยู่ ที่ว่าถ้าปราศจากความสุขก็ยากที่มนุษย์ จะแสวงหาความรู้ โสเครติส ไม่ให้ความ สำคัญกับความสุข เพราะถือว่าความสุข ล่อให้คนห่างเหินจากปัญญา เช่น ถ้ากิน อิ่มแล้วก็อยากนอน มากกว่าจะใช้ความคิด
ความสุขตามทรรศนะมนุษยนิยม ลัทธิมนษยนิยม ถือว่า  ความสุข  ความสงบ และปัญญา  เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับชีวิตมนุษย์เท่าเทียมกัน  เพราะมนุษย์ มีร่างกายและจิตใจ  ขาดส่วนใดไม่ได้  เพราะจะทำให้ชีวิต ขาดความสมบูรณ์ไป  ชีวิตจึงควรดำเนินไปตามธรรมชาติ การกระทำต่าง ๆ  สอดคล้องกับธรรมชาติ สมดุลกับธรรมชาติ จะทำให้ชีวิตเป็นสุข
โครงสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างแนวคิดมนุษยนิยม สุขนิยม และอสุขนิยม เป้าหมายของชีวิต  :  ความสุข อสุขนิยม เหนือความสุข สุขนิยม สุขสบาย มนุษยนิยม สุขสมดุล วิมุติสุข สุขสงบ ปัญญานิยม สุขรู้แจ้ง
ทรรศนะพุทธธรรม ทรรศนะนี้  ให้ความสำคัญกับผู้ประพฤติธรรม  ถือว่า การ ประพฤติธรรมนำมาซึ่งความสุข ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามหลัก ศีล  สมาธิ  ปัญญา  รวมเป็นแนวทางปฏิบัติ  8  วิธี  ( มรรค  8) เจรจาชอบ  กระทำชอบ หาเลี้ยงชีพชอบ ศีล สมาธิ 4.  พยายามชอบ 5.  ระลึกชอบ 6.  ตั้งจิตมั่นชอบ ปัญญา 7.  ดำริชอบ 8.  เห็นชอบ
ทฤษฎีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์  ( Maslow’s Hiarachy of Needs)  เป็น ทฤษฎีที่กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองที่ ต้องการ ย่อมเกิดความพึงพอใจ และช่วยให้มีความสุข
ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์  เป็นที่มาของวิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข แบ่งเป็น  5  ระดับ ความต้องการทางสรีรวิทยา  ( Physiological)  เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เพื่อความอยู่รอด ได้แก่  อากาศ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  น้ำ  ที่อยุ่อาศัย  ยารักษาโรค และการมีสัมพันธ์ทางเพศ  วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข   คือ  การสนองตอบความต้องการทางสรีระวิทยา เช่น ได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตข้างต้น ภายในขอบเขตและความเหมาะสม  ตาม สภาพตนและสิ่งแวดล้อม  ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองย่อมมีความสุข
ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย  ( Safety and Security Needs)   เป็นความต้องการที่จะอยู่อย่างมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน และความมั่นคงในการทำงาน วิธีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข  คือ  การสนองตอบความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย  เช่น การพักอาศัยอยู่ในบ้าน หรือ ครอบครัวให้ความอบอุ่น รู้สึกปลอดภัยในสวัสดิภาพของชีวิต และทรัพย์สิน จะนอนหลับอย่างสบายไร้ความวิตกกังวล ถ้า มนุษย์ได้รับการตอบสนองจะมีความสุข ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์  วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุขแบ่งเป็น  5  ระดับ
ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์  วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุขแบ่งเป็น  5  ระดับ 3.  ความต้องการความรักหรือสัมพันธภาพทางสังคม  ( Love or Social Needs) เป็นความต้องการความรักและการยอมรรับจากเพื่อน ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม วิธีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข  คือ การสนองตอบความต้องการความรักและสัมพันธภาพทางสังคม เช่น  ความห่วงใจ ความสงสารเห็นใจ ความรัก การมีปฏิสัมพันธ์ การรวมกลุ่มเพื่อนบ้าน เพื่อนนักศึกษา  เพื่อนร่วมงาน มีการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพัน มนุษย์ย่อมมีความสุขได้
ความต้องการได้รับความเคารพนับถือยกย่องหรือมีสถานภาพ ( Esteem or Status Needs) เป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับเคารพนับถือและยกย่องจาก เพื่อนมนุษย์  เพื่อยกระดับความเป็นมนุษย์ของตนให้สูงขึ้นในสังคม ความต้องการเกียรติและชื่อเสียงมีศักดิ์ศรีและมีสถานภาพ หรือชนชั้น ในสังคม วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข  คือ แสดงพฤติกรรมประกอบคุณงามความดี เรียนเก่ง เล่นกีฬาเก่ง กิจกรรมเป็นเลิศ เป็นยอมรับยกย่อง นับถือ มีเกียรติ มีชื่อเสียง มีศักดิ์ศรี และมีสถานภาพ ย่อมมีความสุขได้
5.  ความต้องการความสำเร็จในชีวิต  ( Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการขั้นสูงสุดในชีวิตที่มนุษย์พึงคาดหวัง เป็นการกำหนด เป้าหมายไว้ว่าต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนา เพื่อสร้าง ชีวิตให้มีความหมาย อันเป็นความสำเร็จในชีวิต วิธีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข  มุ่งสร้างความสำเร็จในชีวิตในทางโลก คือ ศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จ หางานที่ดีทำ สามารถบริหารจัดการเงินทองและทรัพยสินที่หามาได้อย่างเหมาะสม สร้างหลักฐาน  ( บ้าน ที่ดิน ) หาคู่ครองและหรือเพื่อนที่ถูกใจไว้เป็นเพื่อนคู่ชีวิต พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ลดความเห็นแก่ตัว รู้จักปล่อยวาง สร้างกุศล
ความต้องการทางร่างกายหรือสรีระวิทยา ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง ความต้องการความรักหรือสังคม ความต้องการเกียรติยศหรือทางสถานภาพ ความต้องการความสำเร็จในชีวิต แสดงลำดับความต้องการตามทฤษฎีของมาสโลว์  ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองย่อมได้รับความสุข
วิธีสร้างชีวิตที่เป็นสุข การสร้างชีวิตให้เป็นสุข กระทำโดยสร้างเสริมอัตมโนทัศน์ทางบวกและความภูมิใจในตนเองให้สูงขึ้น  โดยการทำความรู้จักและเข้าใจตนเองตามที่เป็นจริง เป็นการนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนา  และปรับปรุงตน  โดยเริ่มจากการตรวจสอบวิเคราะห์ตน ให้พบจุดแข็ง จุดอ่อน จากนั้นจึงพัฒนาจุดอ่อนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น  เมื่อบุคคลประสบความสำเร็จในการพัฒนาตน  อัตมโนทัศน์ทางบวกก็เพิ่มขึ้น  ความภูมใจในตนเองก็สูงขึ้น  ความสุขภายในตนอันเนื่องมาจากความพอใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
วิธีการสร้างความสุขในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ยอมรับตนเอง ลดอุปสรรคของสัมพันธภาพ ตระหนักถึงคุณค่าของความแตกต่าง สร้างเป้าหมายที่มีคุณค่าร่วมกัน ระบุเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง กำหนดวิธีการ ขจัดการเข้าใจผิดต่อกัน ฝึกการเป็นผู้ให้และผู้รับ
วิธีการสร้างความสุขในการเรียน มีวินัยในตนเอง มีสุขนิสัยในการรักษาสุขภาพ กำหนดและวางแผนเป้าหมายเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ จัดเงื่อนไขการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง มีความยืดหยุ่นในการเรียน เตรียมตัวเกี่ยวกับการเรียนล่วงหน้า แสดงบทบาทของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา
วิธีการสร้างความสุขในการทำงาน หลักการทำงานอย่างมีความสุขและสำเร็จ  ได้แก่ หลักพุทธธรรม เป็นรากฐานการทำงานอย่างมีความสุข  คือ อิทธิบาท  4  ฉันทะ  ( ความพอใจ )  หมายถึง  การมีใจรักในงานที่ทำรัก ในคุณค่าของงาน วิริยะ  ( ความเพียร )  หมายถึง ความพยายาม บากบั่น อดทน จิตตะ  ( ความคิดจอจ่อ )  หมายถึง  ความมีใจผูกพัน เอาใจใส่  ฝักใฝ่ วิมังสา  ( การพิจารณาใคร่ครวญ )  หมายถึง  การหมั่นพิจารณา  ใคร่ครวญ ตรวจสอบ คิดหาทางปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ของงานที่ทำ

Edu9

  • 1.
    การสร้างชีวิตให้เป็นสุข พระธรรมปิฎก ( ประยุตโต ) กล่าวว่า ความสุข มี 2 นัย นัยที่ 1 กามสุข เป็นความสุขที่ได้จากการสัมผัสที่ชื่นชอบ ในรูป รส กลิ่น เสียง และโผฎฐัพพะ ( ผิวกาย ) เรียกว่า โลกียสุข หรือสุขกาย นัยที่ 2 นิรูปธิสุข เป็นความสุขที่ใจได้สัมผัส ว่าได้หลุดพ้นจากความ ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เรียกว่า โลกุตตรสุข
  • 2.
    ความสุข คืออะไร สรุป การสร้างชีวิตให้เป็นสุข คือ การดำเนินชีวิตเพื่อ สนองตอบความต้องการของตน จนเป็นที่พอใจได้อย่าง เหมาะสม กลมกลืนกับสภาพของตนและสิ่งแวดล้อม ความสุข เป็นความรู้สึกพอใจในชีวิต อันเนื่องมาจากการคิดดี พูดดี ทำดี
  • 3.
    ความสำคัญของการสร้างชีวิตที่เป็นสุข มนุษย์ดำเนินชีวิตเพื่อให้เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย และความสมหวังของชีวิต คือ ความสุข มนุษย์ที่มีชีวิตที่สมบูรณ์ พร้อมจะเป็น ผู้ที่มีความสุข เรียกว่า เป็นผู้มีสัจการแห่งตน ( Self-Actualization) การสร้างชีวิต ให้เป็นสุข ทำให้รู้จักตนเอง สามารถสร้างความตระหนักให้แก่ตนเองได้ สามารถสร้างความสุขให้แก่ตนเองได้ สามารถสร้างความสุขในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้ สามารถสร้างความสุขในการเรียนได้ สามารถสร้างความสุขในการทำงานได้
  • 4.
    ระดับของชีวิตที่เป็นสุข มนุษย์อยากมีความสุขความสมบูรณ์ในชีวิต ชีวิตที่สมบูรณ์ประกอบ ด้วยประโยชน์สุข 3 ระดับ ( ประยุทธ ประยุตโต ) ระดับที่ 1 เป็นความสุขระดับต้น เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ ระดับที่ 2 เป็นความสุขระดับกลาง เรียกว่า สัมปรายิกัตถะ ระดับที่ 3 เป็นความสุขระดับสุ . เรียกว่า ปรมัตถะ
  • 5.
    ความสุขระดับต้น เป็นความสุขพื้นฐาน ที่มนุษย์ได้รับการตอบสนองทางร่างกาย จากวัตถุ และสิทธิประโยชน์จากวัตถุ ในเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง และ สัมผัส จนได้รับความพึงพอใจ เรียกว่า ความสุขจากวัตถุนิยม การได้รับการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย การรักษาสุขภาพดี การแต่งกายดี การมีที่อยู่อาศัยดี การมีสิ่งอำนวยความสะดวกดี การได้ศึกษาเล่าเรียนดี การได้ทำงานที่ดี การมีทรัพย์สินเงินทองมาก
  • 6.
    ความสุขระดับกลาง ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตใจของเพื่อนและสังคม ได้รับการยกย่อง ต้อนรับ สรรเสริญ ให้มีตำแหน่ง สถานภาพ สิทธิพิเศษ เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ บารมี และบริวาร ทำให้มีความสุข การแสดงความเป็นกัลยาณมิตร การปฏิบัติธรรมตามพรหมวิหาร 4 ( เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ) เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้มีความสุข การแสดงความเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี ปฏิบัติธรรมตามสังคหวัตถุ 4 มีการให้และการรับตามความเหมาะสม ( การทำบุญ ให้ทาน มีของฝาก เพื่อน ๆ น้อง ๆ ผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา ในโอกาสต่าง ๆ การแสดงปิยวาจา ช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน ผูกพันต่อกัน
  • 7.
    ความสุขระดับสูง เป็นความสุขที่มนุษย์เมื่อเข้าใจลักษณะชีวิตที่สมบูรณ์ได้ เรียกว่า สัจการแห่งตน คือ การเข้าใจว่าความเป็นจริงของตน คือ ความ ว่างเปล่า ความไม่เที่ยงแท้ หรืออนัตตา การมีสุขในระดับสูงได้จะ ต้องปฏิบัติตนเพื่อดวงจิตที่บริสุทธิ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ลดความเห็นแก่ตัว เปิดใจกว้าง ยินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ปล่อยวางร่างกายให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติ สำรวมจิต มีสติอยู่กับตน ตามความเป็นจริง ไม่หลังตน ไม่ลืมตน
  • 8.
    แผนภาพ แสดงระดับความสุขและความสัมพันธ์เชิงปริมาณและคุณภาพ เชิงปริมาณเชิงคุณภาพ ความสุข ระดับสูง ความสุข ระดับกลาง ความสุขระดับต้น เพื่อ ความ มีสันติ เพื่อสังคม เพื่อวัตถุนิยม
  • 9.
    พฤติกรรมการแสวงหาความสุขของมนุษย์ มนุษย์ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มแสวงหาความสุขจากวัตถุนิยมและเรื่องปากท้อง ดิ้นรนแสวงหาความสุขซึ่งเป็นเชิงปริมาณ เมื่อพอใจแล้วจะขยับขึ้นไปหาความสุขระดับกลาง มนุษย์จำนวนไม่น้อยที่แสวงหาความสุขระดับกลาง เพื่อ สังคม พรรคพวก เพื่อน ญาติสนิท มิตรสหาย มนุษย์จำนวนน้อยที่มีแนวโน้มจะแสวงหาความสุขระดับสูง ด้วยดวงจิตบริสุทธิ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่หลงตนไม่ลืมตน
  • 10.
    ทฤษฎีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข ความสุขตามทรรศนะสุขนิยม ( Hedonism) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ความสุขสบาย เป็นสิ่งเดียวที่มีค่าสูงสุด สำหรับชีวิต ทุกชีวิตดิ้นรน แสวงหา ทำงานอย่างหนัก หรือทำอะไรทุกสิ่ง เพื่อไปสู่ความสุขสบาย จึงเป็นสุดยอด ปรารถนาของชีวิต
  • 11.
    2. ความสุขตามหลักลัทธิอสุขนิยมลัทธิอสุขนิยม ถือว่า ความสุขไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะยังมี สิ่งอื่นที่มีค่าเหนือกว่าความสุข คือ วิมุตินิยม ถือว่า ความสงบทางจิตใจเหนือกว่าความสุข ปัญญานิยม ถือว่า ปัญญาหรือความรู้สึกมีค่าเหนือกว่า ความสุข
  • 12.
    วิมุตินิยม ความต้องการประการแรกของมนุษย์คือ ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์การหลุดพ้นจาก ความทุกข์ถือว่ามีค่ามากกว่าความสุข ปัญญานิยม เชื่อว่า ศักดิ์ศรีและความมีคุณค่าของ มนุษย์อยู่ที่ปัญญา ค่าของความสุขอยู่ ที่ว่าถ้าปราศจากความสุขก็ยากที่มนุษย์ จะแสวงหาความรู้ โสเครติส ไม่ให้ความ สำคัญกับความสุข เพราะถือว่าความสุข ล่อให้คนห่างเหินจากปัญญา เช่น ถ้ากิน อิ่มแล้วก็อยากนอน มากกว่าจะใช้ความคิด
  • 13.
    ความสุขตามทรรศนะมนุษยนิยม ลัทธิมนษยนิยม ถือว่า ความสุข ความสงบ และปัญญา เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับชีวิตมนุษย์เท่าเทียมกัน เพราะมนุษย์ มีร่างกายและจิตใจ ขาดส่วนใดไม่ได้ เพราะจะทำให้ชีวิต ขาดความสมบูรณ์ไป ชีวิตจึงควรดำเนินไปตามธรรมชาติ การกระทำต่าง ๆ สอดคล้องกับธรรมชาติ สมดุลกับธรรมชาติ จะทำให้ชีวิตเป็นสุข
  • 14.
    โครงสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างแนวคิดมนุษยนิยม สุขนิยมและอสุขนิยม เป้าหมายของชีวิต : ความสุข อสุขนิยม เหนือความสุข สุขนิยม สุขสบาย มนุษยนิยม สุขสมดุล วิมุติสุข สุขสงบ ปัญญานิยม สุขรู้แจ้ง
  • 15.
    ทรรศนะพุทธธรรม ทรรศนะนี้ ให้ความสำคัญกับผู้ประพฤติธรรม ถือว่า การ ประพฤติธรรมนำมาซึ่งความสุข ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นแนวทางปฏิบัติ 8 วิธี ( มรรค 8) เจรจาชอบ กระทำชอบ หาเลี้ยงชีพชอบ ศีล สมาธิ 4. พยายามชอบ 5. ระลึกชอบ 6. ตั้งจิตมั่นชอบ ปัญญา 7. ดำริชอบ 8. เห็นชอบ
  • 16.
    ทฤษฎีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ ( Maslow’s Hiarachy of Needs) เป็น ทฤษฎีที่กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองที่ ต้องการ ย่อมเกิดความพึงพอใจ และช่วยให้มีความสุข
  • 17.
    ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ เป็นที่มาของวิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุขแบ่งเป็น 5 ระดับ ความต้องการทางสรีรวิทยา ( Physiological) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เพื่อความอยู่รอด ได้แก่ อากาศ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม น้ำ ที่อยุ่อาศัย ยารักษาโรค และการมีสัมพันธ์ทางเพศ วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข คือ การสนองตอบความต้องการทางสรีระวิทยา เช่น ได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตข้างต้น ภายในขอบเขตและความเหมาะสม ตาม สภาพตนและสิ่งแวดล้อม ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองย่อมมีความสุข
  • 18.
    ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย (Safety and Security Needs) เป็นความต้องการที่จะอยู่อย่างมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน และความมั่นคงในการทำงาน วิธีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข คือ การสนองตอบความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย เช่น การพักอาศัยอยู่ในบ้าน หรือ ครอบครัวให้ความอบอุ่น รู้สึกปลอดภัยในสวัสดิภาพของชีวิต และทรัพย์สิน จะนอนหลับอย่างสบายไร้ความวิตกกังวล ถ้า มนุษย์ได้รับการตอบสนองจะมีความสุข ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุขแบ่งเป็น 5 ระดับ
  • 19.
    ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุขแบ่งเป็น 5 ระดับ 3. ความต้องการความรักหรือสัมพันธภาพทางสังคม ( Love or Social Needs) เป็นความต้องการความรักและการยอมรรับจากเพื่อน ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม วิธีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข คือ การสนองตอบความต้องการความรักและสัมพันธภาพทางสังคม เช่น ความห่วงใจ ความสงสารเห็นใจ ความรัก การมีปฏิสัมพันธ์ การรวมกลุ่มเพื่อนบ้าน เพื่อนนักศึกษา เพื่อนร่วมงาน มีการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพัน มนุษย์ย่อมมีความสุขได้
  • 20.
    ความต้องการได้รับความเคารพนับถือยกย่องหรือมีสถานภาพ ( Esteemor Status Needs) เป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับเคารพนับถือและยกย่องจาก เพื่อนมนุษย์ เพื่อยกระดับความเป็นมนุษย์ของตนให้สูงขึ้นในสังคม ความต้องการเกียรติและชื่อเสียงมีศักดิ์ศรีและมีสถานภาพ หรือชนชั้น ในสังคม วิธีการสร้างชีวิตให้เป็นสุข คือ แสดงพฤติกรรมประกอบคุณงามความดี เรียนเก่ง เล่นกีฬาเก่ง กิจกรรมเป็นเลิศ เป็นยอมรับยกย่อง นับถือ มีเกียรติ มีชื่อเสียง มีศักดิ์ศรี และมีสถานภาพ ย่อมมีความสุขได้
  • 21.
    5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต ( Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการขั้นสูงสุดในชีวิตที่มนุษย์พึงคาดหวัง เป็นการกำหนด เป้าหมายไว้ว่าต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนา เพื่อสร้าง ชีวิตให้มีความหมาย อันเป็นความสำเร็จในชีวิต วิธีการสร้างชีวิตที่เป็นสุข มุ่งสร้างความสำเร็จในชีวิตในทางโลก คือ ศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จ หางานที่ดีทำ สามารถบริหารจัดการเงินทองและทรัพยสินที่หามาได้อย่างเหมาะสม สร้างหลักฐาน ( บ้าน ที่ดิน ) หาคู่ครองและหรือเพื่อนที่ถูกใจไว้เป็นเพื่อนคู่ชีวิต พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ลดความเห็นแก่ตัว รู้จักปล่อยวาง สร้างกุศล
  • 22.
    ความต้องการทางร่างกายหรือสรีระวิทยา ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง ความต้องการความรักหรือสังคมความต้องการเกียรติยศหรือทางสถานภาพ ความต้องการความสำเร็จในชีวิต แสดงลำดับความต้องการตามทฤษฎีของมาสโลว์ ถ้ามนุษย์ได้รับการตอบสนองย่อมได้รับความสุข
  • 23.
    วิธีสร้างชีวิตที่เป็นสุข การสร้างชีวิตให้เป็นสุข กระทำโดยสร้างเสริมอัตมโนทัศน์ทางบวกและความภูมิใจในตนเองให้สูงขึ้น โดยการทำความรู้จักและเข้าใจตนเองตามที่เป็นจริง เป็นการนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนา และปรับปรุงตน โดยเริ่มจากการตรวจสอบวิเคราะห์ตน ให้พบจุดแข็ง จุดอ่อน จากนั้นจึงพัฒนาจุดอ่อนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เมื่อบุคคลประสบความสำเร็จในการพัฒนาตน อัตมโนทัศน์ทางบวกก็เพิ่มขึ้น ความภูมใจในตนเองก็สูงขึ้น ความสุขภายในตนอันเนื่องมาจากความพอใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • 24.
    วิธีการสร้างความสุขในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ยอมรับตนเอง ลดอุปสรรคของสัมพันธภาพตระหนักถึงคุณค่าของความแตกต่าง สร้างเป้าหมายที่มีคุณค่าร่วมกัน ระบุเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง กำหนดวิธีการ ขจัดการเข้าใจผิดต่อกัน ฝึกการเป็นผู้ให้และผู้รับ
  • 25.
    วิธีการสร้างความสุขในการเรียน มีวินัยในตนเอง มีสุขนิสัยในการรักษาสุขภาพกำหนดและวางแผนเป้าหมายเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ จัดเงื่อนไขการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง มีความยืดหยุ่นในการเรียน เตรียมตัวเกี่ยวกับการเรียนล่วงหน้า แสดงบทบาทของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • 26.
    วิธีการสร้างความสุขในการทำงาน หลักการทำงานอย่างมีความสุขและสำเร็จ ได้แก่ หลักพุทธธรรม เป็นรากฐานการทำงานอย่างมีความสุข คือ อิทธิบาท 4 ฉันทะ ( ความพอใจ ) หมายถึง การมีใจรักในงานที่ทำรัก ในคุณค่าของงาน วิริยะ ( ความเพียร ) หมายถึง ความพยายาม บากบั่น อดทน จิตตะ ( ความคิดจอจ่อ ) หมายถึง ความมีใจผูกพัน เอาใจใส่ ฝักใฝ่ วิมังสา ( การพิจารณาใคร่ครวญ ) หมายถึง การหมั่นพิจารณา ใคร่ครวญ ตรวจสอบ คิดหาทางปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ของงานที่ทำ