Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
guestf16531
809 views
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
Business
◦
Read more
2
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 25 times
1
/ 58
2
/ 58
3
/ 58
4
/ 58
5
/ 58
6
/ 58
7
/ 58
8
/ 58
9
/ 58
10
/ 58
11
/ 58
12
/ 58
13
/ 58
14
/ 58
15
/ 58
16
/ 58
17
/ 58
18
/ 58
19
/ 58
20
/ 58
21
/ 58
22
/ 58
23
/ 58
24
/ 58
25
/ 58
26
/ 58
27
/ 58
28
/ 58
29
/ 58
30
/ 58
31
/ 58
32
/ 58
33
/ 58
34
/ 58
35
/ 58
36
/ 58
37
/ 58
38
/ 58
39
/ 58
40
/ 58
41
/ 58
42
/ 58
43
/ 58
44
/ 58
45
/ 58
46
/ 58
47
/ 58
48
/ 58
49
/ 58
50
/ 58
51
/ 58
52
/ 58
53
/ 58
54
/ 58
55
/ 58
56
/ 58
57
/ 58
58
/ 58
More Related Content
PPTX
บทที่ 1 ศาสนาคืออะไร
by
Padvee Academy
PPTX
พระพุทธศาสนากับสังคมสงเคราะห์ ตอน พระพยอม พ่อพระของผู้ยากจน
by
Padvee Academy
PDF
คำนำทำ1
by
Songsarid Ruecha
PPTX
ศาสนาซิกข์
by
Padvee Academy
PDF
สไลด์ หลักคำสอนอขงศาสนาต่างๆ ป.4+464+dltvsocp4+55t2soc p04 f25-4page
by
Prachoom Rangkasikorn
PPTX
พุทธศาสนามหายาน นิกายสุขาวดี | Pure Land Buddhism
by
Padvee Academy
PDF
สไลด์ หลักคำสอนอขงศาสนาต่างๆ ป.4+464+dltvsocp4+55t2soc p04 f25-1page
by
Prachoom Rangkasikorn
PPTX
พระสงฆ์กับการศึกษาและอนุรักษ์วัฒนธรรม
by
Padvee Academy
บทที่ 1 ศาสนาคืออะไร
by
Padvee Academy
พระพุทธศาสนากับสังคมสงเคราะห์ ตอน พระพยอม พ่อพระของผู้ยากจน
by
Padvee Academy
คำนำทำ1
by
Songsarid Ruecha
ศาสนาซิกข์
by
Padvee Academy
สไลด์ หลักคำสอนอขงศาสนาต่างๆ ป.4+464+dltvsocp4+55t2soc p04 f25-4page
by
Prachoom Rangkasikorn
พุทธศาสนามหายาน นิกายสุขาวดี | Pure Land Buddhism
by
Padvee Academy
สไลด์ หลักคำสอนอขงศาสนาต่างๆ ป.4+464+dltvsocp4+55t2soc p04 f25-1page
by
Prachoom Rangkasikorn
พระสงฆ์กับการศึกษาและอนุรักษ์วัฒนธรรม
by
Padvee Academy
What's hot
PDF
ศาสนาเปรียบเทียบ 1
by
thnaporn999
PDF
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
by
primpatcha
PPTX
สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus of The True Law)
by
Padvee Academy
PDF
ศาสนาพุทธ
by
reemary
PPTX
จักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท
by
Padvee Academy
PPTX
ชีวประวัติและอุดมคติแห่งชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุ
by
Padvee Academy
PDF
ความหมายและประเภทของศาสนา
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
PPTX
อัคคิวัจฉโคตตสูตร บ่อเกิดแนวคิดมหายาน
by
Padvee Academy
PPTX
พระพุทธศาสนานิกายเซน
by
Padvee Academy
PPTX
ศาสนาสากล
by
ThanaponSuwan
PPTX
พระพุทธศาสนาวัชรยาน Vajrayana Buddhism
by
Padvee Academy
PDF
พระพุทธศาสนากับสัตว์ป่า
by
Kasetsart University
PPTX
แนวคิดและอุดมคติพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
PDF
590802 บทที่-1-แก้ไขแล้ว
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
PDF
ศาสนาสากล โดย ครูอัมพร
by
ampy48
PDF
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
PDF
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
PDF
กลางภาค ส43101 ม.6
by
thnaporn999
PDF
ศาสนาซิกข์
by
thnaporn999
PDF
ฮินดู
by
thnaporn999
ศาสนาเปรียบเทียบ 1
by
thnaporn999
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
by
primpatcha
สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus of The True Law)
by
Padvee Academy
ศาสนาพุทธ
by
reemary
จักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท
by
Padvee Academy
ชีวประวัติและอุดมคติแห่งชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุ
by
Padvee Academy
ความหมายและประเภทของศาสนา
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
อัคคิวัจฉโคตตสูตร บ่อเกิดแนวคิดมหายาน
by
Padvee Academy
พระพุทธศาสนานิกายเซน
by
Padvee Academy
ศาสนาสากล
by
ThanaponSuwan
พระพุทธศาสนาวัชรยาน Vajrayana Buddhism
by
Padvee Academy
พระพุทธศาสนากับสัตว์ป่า
by
Kasetsart University
แนวคิดและอุดมคติพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
590802 บทที่-1-แก้ไขแล้ว
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
ศาสนาสากล โดย ครูอัมพร
by
ampy48
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
กลางภาค ส43101 ม.6
by
thnaporn999
ศาสนาซิกข์
by
thnaporn999
ฮินดู
by
thnaporn999
Viewers also liked
PDF
Apresentação arquitetura hoteleira
by
Bibiana Menegaz - Arquitetura de Atmosfera
PPT
Management Luka
by
guestee2bad5
PDF
The Socio Cultural Evolution Of Our Species Copia
by
Tony Valderrama
KEY
WordPress MU
by
Gustavo Silva Bordoni
PPS
It Is Good To Be A Referee
by
michaettg
PDF
MECHANICS OF FX OPTIONS ON NSE
by
Anindya Banerjee
DOC
When The Market Speaks, Listen
by
Anindya Banerjee
PDF
Health Savings Accounts (HSAs)- What they are and how to use them-2009
by
toshima
PDF
Bibiana menegaz arquitetura de atmosfera hotéis e pousadas
by
Bibiana Menegaz - Arquitetura de Atmosfera
PDF
Swiss And The World Currencies
by
Anindya Banerjee
PDF
FX Outlook Sept2010
by
Anindya Banerjee
PDF
GLOBAL CHART BOOK-JUNE 2010
by
Anindya Banerjee
PDF
Chart Tales Of US Dollar
by
Anindya Banerjee
Apresentação arquitetura hoteleira
by
Bibiana Menegaz - Arquitetura de Atmosfera
Management Luka
by
guestee2bad5
The Socio Cultural Evolution Of Our Species Copia
by
Tony Valderrama
WordPress MU
by
Gustavo Silva Bordoni
It Is Good To Be A Referee
by
michaettg
MECHANICS OF FX OPTIONS ON NSE
by
Anindya Banerjee
When The Market Speaks, Listen
by
Anindya Banerjee
Health Savings Accounts (HSAs)- What they are and how to use them-2009
by
toshima
Bibiana menegaz arquitetura de atmosfera hotéis e pousadas
by
Bibiana Menegaz - Arquitetura de Atmosfera
Swiss And The World Currencies
by
Anindya Banerjee
FX Outlook Sept2010
by
Anindya Banerjee
GLOBAL CHART BOOK-JUNE 2010
by
Anindya Banerjee
Chart Tales Of US Dollar
by
Anindya Banerjee
Similar to หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
PDF
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
by
Tongsamut vorasan
PDF
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
PDF
ครูพัชราภรณ์ เหมือนรุ่ง
by
พัน พัน
PDF
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
PDF
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
by
Tongsamut vorasan
PDF
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
PPT
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
by
magicgirl123
PDF
คำอริยะถึงในหลวง
by
Songsarid Ruecha
PDF
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PPSX
พระพุทธศาสนา
by
Suraphat Honark
PDF
Onet social
by
Nuchy Geez
PDF
สัมมาทิฏฐิในวงการศึกษา
by
Teacher Sophonnawit
DOC
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
by
Punya Benja
PDF
พุทธภาษิตนักเรียน
by
niralai
PDF
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
PDF
ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม
by
Taweedham Dhamtawee
PDF
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
by
Panda Jing
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
Onet social
by
Arichmantoy
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
by
Tongsamut vorasan
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
ครูพัชราภรณ์ เหมือนรุ่ง
by
พัน พัน
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
by
Tongsamut vorasan
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
by
magicgirl123
คำอริยะถึงในหลวง
by
Songsarid Ruecha
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
พระพุทธศาสนา
by
Suraphat Honark
Onet social
by
Nuchy Geez
สัมมาทิฏฐิในวงการศึกษา
by
Teacher Sophonnawit
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
by
Punya Benja
พุทธภาษิตนักเรียน
by
niralai
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม
by
Taweedham Dhamtawee
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
by
Panda Jing
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
Onet social
by
Arichmantoy
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
2.
1
3.
2
4.
3
วัฏสงสาร หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 1 ขอเจริ ญธรรม แก่ท่านพุทธมามกะบริ ษัททังหลาย เนื่อง ้ ด้ วยพวกเราทังหลายได้ มารวมกัน เรี ยกว่า ธรรมสภา เป็ นสถานที่ ้ ร่ วมกันปฏิบตธรรม ครังนี ้ เป็ นครังที่ 4 หลายคนได้ ติดตามมาตังแต่ ัิ ้ ้ ้ ครังแรกจนถึงปั จจุบน บางท่านได้ ติดตามมาครังสองครัง หรื อครัง ้ ั ้ ้ ้ แรกก็เป็ นได้ ฉะนันสถานที่แห่งนี ้ ถือว่าเป็ นธรรมสภา อบรมธรรมะ ้ ค้ น คว้ า ในธรรม พวกเราทั ง หลายเข้ าใจว่ า ต้ องไปวัด จึ ง จะ ้ แสวงหาธรรมะได้ ไม่เข้ าใจว่า ธรรมะอยู่ที่ไหน ทําอย่างไรจึงจะ เข้ าถึงธรรม สถานที่ท่ีได้ จดไว้ ว่าเป็ นวัด นันเป็ นส่วนหนึ่งสําหรั บ ั ้ พระสงฆ์สามเณรอยูอาศัยนันเป็ นส่วนหนึง ่ ่ ่ ส่วนการแสวงหาธรรม หรื อสภาธรรม ไม่จํากัดในที่เช่นนัน ้ ตลอดไป เช่น เราอยู่ในที่แห่งนี ้ ก็ถือว่าเป็ นสภาธรรมได้ คือเป็ น สถานที่ศกษาธรรม หรื อปฏิบติธรรม ทีนี ้เราชาวพุทธทังหลาย ต้ อง ึ ั ้ ศึกษาธรรมะให้ มากขึน ตามหลักความเป็ นจริ ง ตามคําสอนของ ้
5.
4 พระพุทธเจ้ า พระพุทธเจ้
า ได้ สอนธรรมะแก่เรานัน เป็ นธรรมะที่้ พระองค์ค้นพบด้ วยพระองค์เอง ค้ นพบที่ไหน ค้ นพบธรรมะที่มีอยู่ กับโลก โลกทังหมดมีธรรมะเป็ นหลักความจริ งอยู่แล้ ว แต่ก่อนมา ้ ไม่เ คยมี ใ ครพบว่าเป็ นหลักความจริ ง ทัง ที่ ค วามจริ ง มี อ ยู่ใ นตัว ้ ทังหมด คําสอนของพระพุทธเจ้ าที่นํามาสอนทังหลาย เรี ยกว่า ้ ้ ศาสนธรรมคําสอน เป็ นการนําความจริ งมาสอนคน คือคนเรามี ความจริ ง อยู่ ใ นตัว แต่ ป ฏิ บัติ ต ามความจริ ง ในตัว ทัง หมดไม่ ้ สมบูร ณ์ ขาดตกบกพร่ อ งอยู่เ สมอ เพราะไม่ร้ ู จัก วิธี แ นวทางที่ ถูกต้ อง ผิดบ้ าง ถูกบ้ าง ล้ มลุกคลุกคลานอยูเ่ สมอ คํ า สอนของพระพุท ธเจ้ า นี จึ ง เป็ นคํ า สอนที่ ม าประยุก ต์ ้ ความจริ ง ทัง หมดที่ เ ราปฏิ บัติ ม าแล้ ว ในอดี ต ให้ เ ป็ นกลุ่ม ก้ อ น ้ ปฏิบติได้ อย่างถูกต้ องอย่างชัดเจนขึ ้น คําสอนของพระพุทธเจ้ าจึง ั เป็ นของเก่าที่สตว์โลกทังหลายเป็ นมาในอดีต จนถึงปั จจุบน เอา ั ้ ั เรื่ องเก่าๆ นี่แหละ มาปรับปรุ งให้ คนได้ เข้ าใจในความเป็ นจริ ง คํา ว่า รู้จริ งตามความเป็ นจริ ง จริ งอะไร ถึงเราจะภาวนาปฏิบติตาม ั วิธีอ่ืนๆ ถ้ าเราไม่ปฏิบติตามแนวทางที่ถกต้ อง ความรู้ จริ งเห็นจริ ง ั ู จะไม่เกิดขึนกับเราได้ สัจธรรมเป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า คือ ้ พูดแล้ วไม่ผิด เป็ นความจริ งตลอดเวลา ไม่มีสงใดจะแก้ ไขได้ ิ่ ถึงแม้ ว่าจะมี คนใดคนหนึ่งที่ เกิ ดมาในโลกนี ้ จะมาแก้ ไ ข ความจริ ง ให้ เ ปลี่ ย นไปเป็ นอย่า งอื่ น จะเปลี่ย นแปลงไม่ไ ด้ เ ลย เพราะหลักความจริ งเป็ นหลักธรรมชาติที่มีอยู่กบโลกไม่ว่าจะกาล ั ไหนๆ ธรรมะ ในสมัยที่พระองค์ออกปฏิบติช่วงแรก ไม่มีใครให้ ั
6.
5 คําแนะนําพระองค์เลย แต่พระองค์ก็นําหลักธรรมชาติมาพิจารณา ว่าอะไรเป็ นอะไร
ธรรมชาติทงหมดเป็ นคําสอน เพราะคนเราอยูกบ ั้ ่ ั ธรรมชาติ เกิ ด มาตามธรรมชาติ อยู่ ต ามธรรมชาติ ชี วิ ต เรา หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติทงนัน อยู่กบที่ไม่ได้ ส่วนเรื่ อง ั้ ้ ั สังขารร่างกายหรื อรูปขันธ์เป็ นอีกเรื่ องหนึง ่ ธรรมชาติ ที่ ห มุน อยู่กับ โลกนี ้ ไม่ มี ใ ครกํ า หนดได้ ไม่ มี พระพุทธเจ้ า หรื อ พระเจ้ าองค์ใดจะกําหนดให้ เป็ นไปตามใจชอบ ได้ เรี ยกว่า วัฏจักร พูดง่ายๆ ว่า ชีวิตเราที่เป็ นอยู่นี ้ก็หมุนเวียนไป ตามธรรมชาติ ธรรมชาตินี ้ มีขึ ้นๆ ลงๆ เช่น อายุขยของคนเรา หรื อ ั ชีวตความเป็ นอยูก็มีการขึ ้นๆ ลงๆ ตามธรรมดา ส่วนมากเราศึกษา ิ ่ ในทางวิ ท ยาศาสตร์ วิท ยาศาสตร์ จ ะศึก ษาเรื่ อ งอดี ต แต่เ รื่ อ ง อนาคตไม่มีใครสามารถเขียนล่วงหน้ าให้ เป็ นไปตามจริ งได้ เพราะ หลักธรรมชาติเป็ นเรื่ องลึกลับละเอียดอ่อน ผู้จะรู้ เรื่ องธรรมชาติมี เพียงคําสอนของพระพุทธเจ้ า เรี ยกว่า โลกวิทู โลกวิทู คือ รู้ แจ้ ง โลก รู้ แจ้ ง ทัง อดี ต ที่ เ ป็ นมาของธรรมชาติ ว่ า เป็ นอย่ า งไร รู้ ใน ้ ปั จจุบนว่าธรรมชาติของโลกปั จจุบนเป็ นอย่างไร และสามารถจะรู้ ั ั ธรรมชาติของอนาคตต่อไปว่า อนาคตธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไป เป็ นอย่างไร พระพุทธเจ้ าสามารถรู้ได้ ทงหมด จึงนํามาเขียนเพื่อให้ ั้ คนได้ ศึก ษาตามหลัก ความเป็ นจริ ง ว่า วัฏ จักรที่ ห มุน ไปตาม ธรรมชาติหมุนอย่างไรบ้ าง ตัวเราที่เกิดตายในวัฏสงสารนี ้ เกิดกี่ ครั ง มาแล้ ว แต่ ล ะครั ง แต่ ล ะภพชาติ ที่ เ กิ ด มา การเกิ ด นั น มี ้ ้ ้ ความสุข มีความเจริ ญทุกภพชาติหรื อไม่ นี่คือศึกษาความจริ งของ
7.
6 ตนเอง
ทีนี ้การศึกษาความจริ งของตนเอง จําเป็ นต้ องศึกษาความ จริ ง ของคนอื่ น ด้ ว ย จากธรรมชาติ ร อบตัว ด้ ว ย เพราะทุ ก สิ่ ง เปลี่ยนไปตามธรรมชาติทงหมด ที่พดเรื่ องธรรมชาติให้ ฟังนี ้ เพื่อให้ ั้ ู รู้ จกโทษ รู้ จกภัย รู้ จกทุกข์ เรามาเกิดกับธรรมชาตินี ้ ต้ องรู้ ว่า เรา ั ั ั จะได้ อะไร มีดีส่วนใด มีชวส่วนใด ส่วนไหนบ้ างที่เป็ นข้ อคิด เป็ น ั่ ข้ อ ปฏิ บัติ เราจะหาวิ ธี ห ลี ก เลี่ ย งได้ อ ย่ า งไร จะไม่ ใ ห้ เ กิ ด ตาม ธรรมชาตินานเกินไป สําหรับพระอริ ยเจ้ าทังหลายที่ได้ ศกษาธรรมชาติ ท่านจึงรู้ ้ ึ ว่า ธรรมชาติที่หมุนเวียนอย่างนี ้ ชีวิตของมวลสัตว์ทงหลาย ไม่ว่าั้ สัตว์น้อยใหญ่ สัตว์บกสัตว์นํ ้า ตลอดจนคนทุกชาติภาษาไม่ว่าจะ ดี ห รื อ ชั่ ว เมื่ อ มาเกิ ด กั บ โลกนี แ ล้ วก็ ต้ องหมุ น เวี ย นไปตาม ้ ธรรมชาติตลอดเวลา หาทางสิ ้นสุดไม่ได้ ขณะที่หมุนไปอยู่นน ก็ ั้ ได้ อาศัยความอยากของตนเอง ทําตามความอยากอยู่เรื่ อยๆ โดย ไม่เข้ าใจว่า การทําตามความอยาก ให้ โทษ ให้ ภย ให้ คณอย่างไร ั ุ ทําตามความอยากอยู่เสมอ สุดท้ ายแล้ วก็มีความผิดเป็ นส่วนใหญ่ เพราะจิตใจของคนพยายามรั่ วไหลไปในทางที่ตํ่าเสมอไป การ พยายามพยุงจิตใจให้ เข้ มแข็ง ให้ ก้าวหน้ า มีจิตใจที่สงขึ ้นนัน ยาก ู ้ มากที่ จ ะทํ า ได้ จึ ง ต้ อ งนํ า คํ า สอนของพระพุ ท ธเจ้ ามาศึ ก ษา เพื่อให้ เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสาร เห็นทุกข์โทษภัยในธรรมชาติ ที่มีอยู่ เราได้ เลื่อนลอยเกิดแก่เจ็บตายในวัฏสงสารมาหลายชาติภพ ก็เหมือนปั จจุบันชาตินีทังหมด ชาติก่อนเราก็ เป็ นอย่างนี ้ เกิ ด ้ ้
8.
7 ขึ ้นมา ผู้หญิงก็เป็
นเพศหญิง ผู้ชายก็เป็ นเพศชาย เกิดมาแล้ วก็ต้อง แก่เจ็บตาย เป็ นธรรมชาติของสัตว์โลกทุกตัวต้ องเป็ นอย่างนี ้ ไม่มี คนหนึ่งคนใดหรื อสัตว์ใด จะอยู่ตลอดกัปตลอดกัลปได้ การเกิด์ มาทัง หมดจะมี อ ะไรเป็ นเครื่ อ งต่ อ รองได้ ว่ า เราจะมี ค วามสุข ้ ตลอดไป อะไรจะเป็ นเครื่ องต่อรองได้ ไม่มีเลย ในโลกนีหาสิ่งที่มีความเที่ยงแท้ แน่นอนอย่างจริ งจังไม่ได้ ้ ธรรมชาติเป็ นสิ่งที่หมุนเวียนกันอยู่เท่านัน เรื่ องความสุขความทุกข์ ้ ก็ เ ป็ นธรรมชาติ ข องคนที่ ต้ องเจอ นี่ คื อ ความจริ งของโลก พระพุทธเจ้ ามองเห็นชัด จึงได้ ประกาศศาสนาให้ คนในภายหลังได้ ศึกษาความจริ ง เอาความจริ งมาสอนคน ให้ คนได้ เห็นทุกข์โทษ ภัยในธรรมชาติ เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารที่หมุนเวียนกันอยู่ว่า เป็ นทุกข์อย่างไร เมื่อเห็นทุกข์แล้ ว เขาเหล่านันก็จะเกิดความเบื่อ ้ หน่าย กลัวในการเกิด กลัวในความทุกข์ กลัวในภัยต่างๆ การ ภาวนาปฏิบตก็คือเพื่อให้ ร้ ูธรรมชาติท่ีมีอยูนี ้เอง ัิ ่ ฉะนันหลักการภาวนาปฏิบติที่เราทําก็เพื่อมุ่งหวังให้ ร้ ูความ ้ ั จริ งในธรรมชาติที่มีอยู่ คําว่า โลกวิทู เป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า พระสาวกก็จะรู้ ได้ บางท่าน ถึงจะไม่ร้ ู ทังหมด รู้ ได้ บางส่วนก็ยงดี ้ ั โลกวิทู มีอะไรเป็ นเครื่ องวัด มีหลัก 3 ประการใหญ่ๆ คือ 1.ความจริ ง คือ ไม่เที่ยง 2.ความจริ ง คือ ความทุกข์ 3.ความจริ ง คือ ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา หลัก ใหญ่ ทัง 3 ประการนี ้ คื อ หลัก ประกัน ของโลกวิ ทู ้
9.
8 ทัง หมด โลกวิ
ทูเ ป็ นผู้ร้ ู แจ้ ง โลกทัง หมดมารวมอยู่ใ นหลัก ไตร ้ ้ ลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และ ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา สําหรับผู้ปฏิบติทงพระและฆราวาสก็สามารถรู้ ได้ เป็ นโลกวิทูได้ ั ั้ ถึงจะไม่กว้ างขวางพิสดารเท่าพระพุทธเจ้ า แต่เราก็ร้ ู ได้ นี่คือหลัก ปฏิบติ ั ทําไมจึงต้ องปฏิบติ เพราะเราหลงโลกหลงสงสาร โมหะ ั อวิ ช ชา โมหะ หมายถึ ง ความหลงตามธรรมชาติ ที่ ล่ อ งลอยใน วัฏสงสาร หลงในภพ หลงในชาติ หลงในวัฏจักร ที่เราเกิดตายมา ยาวนาน การพิจารณาอย่างนี ้เพื่อแก้ ปัญหาความหลงของตนเอง ที่มีอยูในขณะนี ้ ให้ เบาบางลง คําว่า ไม่ร้ ู คือ อวิชชา ไม่ร้ ูจริ งตาม ่ หลักความเป็ นจริ ง การแก้ อวิชชาจะเอาอะไรมาแก้ คือ เอาความ จริ งมาเป็ นเครื่ องตัดสิน เอาความจริ งของธรรมชาติที่มีอยู่ ทังเรา ้ ทังเขา ทังใกล้ ทงไกล ทังหยาบทังละเอียด ทังหมดนํามาพิจารณา ้ ้ ั้ ้ ้ ้ เพื่อแก้ ให้ เกิดความรู้จริ งเห็นจริ งเฉพาะตัว เอาความจริ งมาสอนใจ เพื่อให้ หมดความหลง นี่คือธรรมชาติที่เราต้ องศึกษา ศึกษาให้ เห็นจริ งเมื่อไร เรา จะกลัวเมื่อนัน เช่นว่า ชีวิตของเรานีเ้ ลื่อนลอยตังแต่กัปนันจนถึง ้ ้ ้ กัป นี ้ มัน ยาวนาน ไม่ท ราบว่า ชี วิต ของเราหรื อ จิ ต ของเราเกิ ด ๆ ตายๆ มานับไม่ถ้วน จึงเชื่อพระพุทธเจ้ าไว้ ก่อนว่า ความจริ งเป็ น อย่างนี ้ เรื่ องปั จจุบน เรื่ องอดีต เรื่ องอนาคต สามอย่างนี ้เป็ นอุบาย ั ต่อเนื่องกัน เกี่ยวข้ องกันทังหมด ตัวอย่าง วันนี ้เป็ นวันที่ 25 เป็ น ้ วันที่ปัจจุบน นี่คือตัวอย่างของวัฏจักร ถ้ าเราพูดเมื่อวันวาน วันที่ ั
10.
9 25 ก็จะเป็ นอนาคต
ถ้ าจะพูดเรื่ องอนาคต วันพรุ่งนี ้ วันที่ 26 จะมี ไหม มี ถ้ าอย่างนันวันที่ 25 ก็ จะเป็ นอดีตไปได้ นี่ ก็เหมื อนกัน ้ เรื่ องของชีวตในอดีตในอนาคตก็มีเหมือนกัน ถึงคนใดจะไม่ยอมรับ ิ ในเรื่ องเหล่านี ้ แต่ความจริ งก็จะปรากฎว่า เมื่อเกิดตายไปแล้ ว ผลบุญบาป จิตไปเกาะอยู่ที่ไหน ก็จะไปเกิดที่นนทันที เหมือนกับ ั้ บุค คลเห็ น เม็ ด มะม่ ว งหรื อ ถื อ อยู่ก็ ต าม มี ค วามเข้ า ใจว่ า เม็ ด มะม่วงนี ้จะไม่เกิดขึ ้น แล้ วโยนทิ ้งไปเสีย แต่เมื่อโยนทิ ้งไปแล้ ว ไป ถูกนํ ้า ถูกปุยขึ ้นมา มะม่วงที่ไม่เกิดนันก็จะเกิดอีก ๋ ้ คนจะว่าเกิ ดหรื อไม่เกิ ดก็ตาม ลักษณะของการเกิ ดเป็ น ของแน่นอนอยู่แล้ ว ตราบใดที่ยงมีกิเลสตัณหาอวิชชาอยู่ การ ั เกิดอีกเป็ นของแน่นอน ให้ เราพิจารณาความจริ งว่า ทุกคนที่ เกิ ด มากับ โลกนี ้ ไม่มี ใ ครต้ อ งการความทุก ข์ ความสุข เป็ นสิ่ง ที่ ต้ องการ ทําอย่างไรจะได้ ความสุขมาเสวยให้ สมใจ ไม่ให้ มีทกข์มา ุ เจื อ ปนเลยได้ ไหม ไม่ ไ ด้ เพราะโลกนี มี ค วามสุ ข ความทุ ก ข์ ้ คลุก เคล้ า กัน ไป แต่ส่ว นใหญ่ จ ะมี ค วามทุก ข์ ม ากกว่า ความสุข ความสุข ทางโลกเจื อ ด้ ว ยความทุก ข์ สุข อยู่ที่ ไ หนทุก ข์ อ ยู่ที่ นั่น ความสุขของโลก รูป เสียง กลิน รส โผฏฐัพพะ ที่เรามีความถูกใจ มี ่ ความยินดี เราก็เคยเจอมาแล้ ว สัมผัสมาแล้ ว ไม่สขเกินนี ้เลย จะ ุ มีเงินทองกองสมบัติหลายพันล้ าน ความสุขในกามคุณทังหลาย ก็ ้ เท่านี ้ เท่าที่ มีอยู่แค่นีแหละ ถึงจะไปเกิ ดอี กชาติหน้ า ก็ ไม่เกิ นนี ้ ้ หรอก ความสุข ที่ เ ราแสวงหาจะให้ ส มหวัง ดัง ใจเรานัน ไม่ ไ ด้ ้ เพราะความสุขถาวรของโลกนัน ไม่มี มีแต่ความสุขที่เจือปนด้ วย ้
11.
10 ยาพิษ คือความทุกข์ด้วยกันทังนัน ความหลงตัวนี
้ทําให้ เราเกิด ้ ้ ทุกข์ ยาวนานมาจนถึงปั จจุบน ั การศึกษาเรื่ องวัฏจักร เป็ นหลักภาวนาสําหรับบุคคลที่เกิด ในแห่ ง ใดแห่ ง หนึ่ ง เมื่ อ เขาเหล่ า นั น จะออกจากที่ แ ห่ ง นัน ไป ้ ้ จํ า เป็ นต้ อ งศึ ก ษาสถานที่ แ ห่ ง นั น ว่ า จะออกอย่ า งไร เป็ นทุ ก ข์ ้ อย่างไร มีโทษภัยอย่างไรบ้ าง เหมือนกับคนอาบนํ ้าอยู่ในหนองใน ห้ วย ขณะอาบนําก็มีความสุขสบายเพลิดเพลินอยู่ โดยไม่คํานึง ้ ว่าจะมีภยรอบตัวจะมาทําอันตรายได้ เมื่อเขาคํานึงว่าที่แห่งนันมี ั ้ ภัยรอบตัว อาจมีจระเข้ ลอยมากัดมาทําอันตรายได้ เขาก็จะมี ความกลัวเกิ ดขึนว่า จะอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่หลง เมื่ อ ้ จระเข้ ล อยมาก็ จ ะหาวิ ธี ห ลบ หาวิ ธี ขึ น ฝั่ ง ได้ ทัน กาล นี่ คื อ ไม่ ้ ประมาทศึกษารอบคอบ เหมื อ นกับ คนอยู่ใ นป่ า อาจมี ภัย นานาชนิ ด มี งู เสื อ ภัย นานาประการเกิ ด ขึ น กับ ตัว เรา ก็ จ ะตื่ น ตัว อยู่ เมื่ อ ภัย เหล่ า นี ้ ้ เกิดขึ ้น เราจะรู้ ทนเห็นทัน หาวิธีหลีกจากสิ่งนันได้ คือไม่หลง นี ้ก็ ั ้ เช่นกัน โลกที่เราอยู่ทกวันนี ้คือวัฏจักร ทําอย่างไรเราจะออกจาก ุ โลกนี ้ได้ คืออย่าประมาท อย่าติดกับโลกนี ้ ถือว่าเป็ นสถานที่พก ั จิตแห่งหนึงเท่านันเอง ไม่ถือว่าโลกนี ้เป็ นที่ของเรา เพียงเป็ นที่พก ่ ้ ั แรมของจิตซึงได้ หมุนเวียนมาขณะนี ้เท่านัน เมื่อเราตังใจไว้ อย่าง ่ ้ ้ นี ้ เราจะไม่ไปติดข้ องกับของสิงใด ่ เหมือนกับเราไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่ง เช่าโรงแรมอยู่ สัง ่ อาหารกิน ที่นอนดีๆ อยู่ไปตามวันเวลานัดหมาย อีกวันใดวันหนึ่ง
12.
11 ข้ างหน้ า
เราก็จะออกจากโรงแรมนันไป นีฉันใด ใจของเรามา ้ ้ อาศัยโลกเพียงชัวคราว อีกสักวันก็จะออกจากโลกนีไ้ ป เช่น ใน ่ ชาตินี ้เราเป็ นมนุษย์ ชาติหน้ าเราจะเป็ นมนุษย์อีกหรื อไม่ ชาตินี ้ เราเกิดเป็ นคนพออยู่พอกิน แล้ วชาติหน้ ามาเกิดใหม่ ฐานะความ เป็ นอยู่จะเป็ นอย่างไร ไม่แน่น อน ขึน อยู่กับผลกรรมของชาตินี ้ ้ เมื่อทําอย่างนี ้จะส่งผลให้ ชาติหน้ าเป็ นอย่างไร ปั จจุบนจะเป็ นสิ่ง ั กําหนดอนาคต การศึกษาความจริ งของตัวเรา ถ้ าเราเห็นความจริ งว่า ไม่มี สิ่งใดเที่ยงแท้ แน่นอน นอกจากความตายเท่านัน การศึกษาโลกก็ ้ เพื่อให้ กลัวในการเกิด กลัวในความทุกข์ กลัวในสิ่งที่ไม่เที่ยง กลัว ว่า ไม่มี อ ะไรเป็ นของของเราที่ แ น่นอน เราเพี ยงมาพัก อาศัย อยู่ ชั่วขณะเท่านันเอง อีกสักวันหนึ่งภายหน้ าก็จะจากโลกนีไ้ ป หา ้ เกิดใหม่ไปเรื่ อยๆ เอาแน่อะไรไม่ได้ ชีวตของเราเลื่อนลอยไปเรื่ อยๆ ิ ตามวัฏจักร หมุนไปตามธรรมชาติทงหมด ั้ การพูดเรื่ องธรรมชาติเป็ นเรื่ องใหญ่ หากใครไม่ศกษาก็จะ ึ เข้ า ใจไปว่า เป็ นเรื่ อ งธรรมดา เป็ นเรื่ อ งธรรมชาติ เกิ ด ขึ น เป็ น ้ ธรรมดา ตายเป็ นธรรมดา แต่เราหยั่งไม่ถึงจุดนัน การเกิดมา ้ อาจจะไม่เท่าเทียมกันทุกชาติทุกภพ ธรรมชาติของโลกนี ้มันหมุน ตัว สัตว์ทุกตัว มนุษย์ทุกชาติภาษา ก็ต้องหมุนตัวตามธรรมชาติ ทังหมด เช่น อายุขยของเรา ส่วนใหญ่เราจะเข้ าใจว่า อายุขยของ ้ ั ั เราจะยาวขึ ้นไปเท่านี ้ หรื อน้ อยลงไปเท่านี ้ คือไม่คิดว่าอายุขยเรา ั เท่าไร ก็จะอยู่กันไป มีความเจ็บไข้ ได้ ป่วย ก็หายามากิน ถ้ าไม่
13.
12 หายก็ ต ายไปเท่
า นั น เอง ที นี อ ายุ ขั ย ของเราไม่ ค งที่ เพราะ ้ ้ ธรรมชาติหมุนตัว สัตว์โลกทุกตัวต้ องหมุนไปตามธรรมชาติ หลักนี ้ ไม่ มี ใ นหลัก วิ ท ยาศาสตร์ เป็ นหลัก ความจริ ง ที่ เ ปลี่ ย นไปตาม ธรรมชาติ อายุขัยของเรากํ าลังตํ่าลงทุกที การอธิ บายนีต้องยก ้ เรื่ องศาสนามาด้ วย ก่อนที่พระพุทธเจ้ าของเราจะมาตรั สรู้ ทรง พิจารณาก่อนว่า เมื่อใดอายุขยตํ่ากว่า 100 ปี ในยุคนันจะไม่มา ั ้ ตรัสรู้ เป็ นพระพุทธเจ้ า เพราะคนเราประมาทมากเกินไป เมื่อใด อายุขัยของคน 100 ปี ขึนไป พระพุทธเจ้ าจะมาตรั สรู้ ได้ ดังเช่น ้ พระพุทธเจ้ าของเรามาเกิดในช่วงที่คนมีอายุขย 100 ปี เป็ นอายุขย ั ั พระพุทธเจ้ าจะมาตรั สรู้ ในช่วงที่อายุขัยของคน ตํ่าสุดไม่ เกิน 100 ปี อายุขย สูงสุดไม่เกิน 100,000 ปี อายุขย การพูดอย่าง ั ั นีหลักวิทยาศาสตร์ ไม่มี แต่ทางศาสนามีหลักการอย่างนี ้ ซึ่งคน ้ อาจไม่ยอมเชื่อว่า คนเราจะอายุร้อยปี พันปี แสนปี ได้ ยงไง นี่คือั หลัก ความจริ ง ของธรรมชาติ พระพุท ธเจ้ า ตรั ส ไว้ ซึ่ง เป็ นเรื่ อ งที่ ยาวนานเหลือเกิน ในช่วงที่ พระพุทธเจ้ าตรั สรู้ ในครั งพุทธกาลมี 100 ปี เป็ น ้ อายุขย อายุขยมีการขึ ้นได้ และลงได้ ขณะนี ้อยู่ในช่วงขาลง 100 ั ั ปี อายุขยลดลง 1 ปี อายุขยลดลงเรื่ อยๆ ตอนนี ้เหลืออยู่ 75 ปี เป็ น ั ั อายุ ขัย แต่ ก่ อ นเมื่ อ 2500 ปี ที่ แ ล้ ว อายุ ขัย 100 ปี แต่ บัด นี ้ ล่วงเลยมา 2535 ปี อายุขยของคนเราเหลือ 74 ปี เป็ นอายุขย ั ั หากนับต่อไปข้ างหน้ าอีก 100 ปี อายุขยของคนเราก็ลดลง ั เหลือเพียง 73 ปี เป็ นอายุขย อีก 100 ปี ถัดไป อายุขยของคนเราก็ ั ั
14.
13 ลดลงเหลือเพียง 72 ปี
เป็ นอายุขัย 100 ปี ลดลง 1 ปี ลดลงไป เรื่ อ ยๆ จนเหลื อเพี ยง 10 ปี เป็ นอายุขัย นี่ พูดทางศาสนา เรื่ อ ง ระยะยาวที่คนไม่เชื่อ จะเชื่อหรื อไม่ ไม่สําคัญ แต่ความจริ งมันเป็ น อย่างนี ้ หากมีการคํานวณ จะพบว่าอีกประมาณ 7000 ปี นับจากนี ้ ไป อายุขัยของคนเราจะเหลือ 10 ปี เป็ นอายุขัย การตังครรภ์ ใช้ ้ เวลาเพี ยง 3 เดือน เมื่ ออายุ 4 ปี ก็ กลายเป็ นพ่อ บ้ านแม่บ้านได้ สมบูรณ์แล้ ว เพราะมีอายุขยเพียง 10 ปี ลองคิดดูสวาตัวคนเราจะ ั ิ่ เด็กขนาดไหน เมื่อคนมีอายุขยระดับนัน นิสยของคนในยุคนันจะแตกต่าง ั ้ ั ้ จากยุคนี มาก หาความละอายไม่ได้ เลย เหมือนสัตว์ เดรั จฉาน ้ ทัวไป ทัวโลก ในยุคนันจะเป็ น มนุสสเดรัจฉาโน เต็มตัว รู ปร่ าง ่ ่ ้ เป็ นมนุษย์ แต่จิตใจเป็ นสัตว์ เดรั จฉาน ความละอายไม่มี มีแต่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่คือธรรมชาติท่ีกําลังหมุนตัวไป ในช่วงจากนี ้ไปอีก 7000 ปี ข้ างหน้ า ถ้ าคนใดมาเกิดตาย ในช่วงนี ้ จะได้ ร้ ู เห็นความจริ งว่าเกิดอะไรขึ ้น นี่คือการหมุนเวียน ของชีวิตสัตว์ ธรรมชาติเป็ นอย่างนี ้ ธรรมชาติมันหมุนตัว สัตว์ โลกทัง หลายก็ ต้ อ งหมุน ไปตามธรรมชาติ เมื่ อ ถึง ยุค นัน จิ ต ใจ ้ ้ มนุษย์จะเหี ้ยมเกินไป มีการฆ่ากันตีกนเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่มี ั ความเมตตาต่อกันหรื อมีน้อยมาก เกิดกลียคขึ ้นมาในยุคนัน ุ ้ ในยุคนันจะมีเทพอีกกลุมหนึ่ง สําหรับกอบกู้วฏจักร จะมา ้ ่ ั เกิดในยุคนี ้ มาเกิดกับคนกลุมนี ้แหละ กลุมอายุ 10 ปี ตาย เพียง ่ ่
15.
14 มาอาศัย สถานที่ เ
กิ ด เท่ า นัน ซึ่ ง จะมี เ ทพอี ก กลุ่ม รั ก ษาเขาอยู่ ้ บันดาลให้ เป็ นไป ให้ ละอายในการทําชัว เมื่อเขาเหล่านันเริ่ มเป็ น ่ ้ หนุ่มเป็ นสาว กําลังจะเกิดกลียค เขาจะไปอยู่ตามดงตามป่ าตาม ุ ถํา ไม่อยู่กับพ่อแม่ ถึงพ่อแม่จะเป็ นอย่างนัน แต่เขาไม่เล่นด้ วย ้ ้ เมื่ อ พ่ อ แม่ ร บราฆ่ า ฟั น ตายกั น ไปหมดแล้ ว ในยุ ค ต่ อ ไปคน เหล่านันก็จะจับกลุ่มเป็ นผัวเมียกัน หาอยู่กินกันอย่างมีศีลธรรม ้ กรรมบถ 10 เมื่ อ คนกลุ่ ม นี เ้ กิ ด ขึ น ในโลกแล้ ว อี ก 100 ปี ข้ างหน้ า ้ อายุขัย เพิ่ ม ขึ น เป็ น 11 ปี จึ ง ตาย อี ก 100 ปี ข้ า งหน้ า อายุขัย ้ เพิ่มขึ ้นเป็ น 12 ปี จึงตาย 100 ปี อายุขยเพิ่ม 1 ปี เพิ่มขึ ้นเรื่ อยๆ ั จนถึง 100 ปี ตาย 1,000 ปี ตาย เพิ่มไปถึง ล้ านปี อายุขัย โกฏิปี อายุขย ในที่สดจะยืนยาวมาก เรี ยกว่า อสงไขยปี คนจะตัวใหญ่ ั ุ มาก สิบกว่าศอกก็แล้ วกัน เมื่อคนในยุคนันมีอายุมากขึ ้น จะมีธรรมชาติอย่างหนึง คือ ้ ่ ความเบื่อหน่าย มันทุกข์ มันยาวนาน มันจะเบื่อของเขาเอง เกิด การหมุนกลับอีกทีหนึ่ง 100 ปี อายุขยลดลง 1 ปี กลับมาที่ขาลง ั ลดลงเหลื อ โกฏิ ปี ล้ า นปี แสนปี จนถึ ง ในยุค 80,000 ปี เป็ น อายุ ขั ย ในช่ ว งนี ้ พระศรี อาริ ยเมตไตรย์ จะมาตรั ส รู้ เป็ น พระพุ ท ธเจ้ า เมื่ อ ตรั ส รู้ แล้ ว ประกาศศาสนาถึ ง ที่ สุ ด จน ปริ นิ พ พานพร้ อมกั บ พระสาวก ไม่ ไ ด้ วางศาสนาเหมื อ นกั บ พระพุทธเจ้ าของเรา เลิกราไปทังหมด คนจะรู้ ได้ ปฏิบติได้ ช่วงที่ ้ ั พระศรี อาริ ยเมตไตรย์มีชีวตอยูเ่ ท่านัน ิ ้
16.
15
ต่อมาอายุขัยลดลงเรื่ อยๆ ธรรมชาติของโลกเป็ นอย่างนี ้ เดี๋ยวนี ้อายุขยของคนลดลง หรื อจะพูดว่า พระพุทธเจ้ าในภัทรกัปนี ้ ั มี 5 พระองค์ คือ 1.กกุธสันโธ ในช่วงนันมีอายุขย 40,000 ปี ้ ั 2.โกนาคมโน ในช่วงนันมีอายุขย 20,000 ปี ้ ั 3.กัสสโป ในช่วงนันมีอายุขย 10,000 ปี ้ ั 4.โคตโม พระพุ ท ธเจ้ า องค์ ปั จ จุบัน ในช่ ว งนัน มนุษ ย์ มี ้ อายุขย 100 ปี แต่พระองค์ทานมีอายุเพียง 80 ปี ั ่ 5.พระศรี อาริ ยเมตไตรย์ จะมาตรัสรู้ ในอนาคต ดังที่กล่าว มาแล้ ว ณ ปั จจุบน จากนี ้ไปข้ างหน้ าจนมนุษย์มีอายุ 10 ปี จะไม่มี ั พระพุทธเจ้ ามาเกิดเลย และอีกเพียง 2500 ปี ข้ างหน้ านี ้ ศาสนา พุทธก็จะหมดไป เพราะคนไม่เคารพเชื่อถือ ไม่ปฏิบติตามคําสอน ั ของพระพุทธเจ้ า ในยุคต่อไป ไม่ว่าศาสนาใดที่มีอยู่ก็จะหมดไป เช่นกัน เพราะคนไม่นบถือ เพราะคนมีนิสยมนุสเดรัจฉาโน กาย ั ั เป็ นมนุษย์ แต่ใจเป็ นสัตว์เดรัจฉาน เขาจะไม่นบถือศาสนาอะไร ั เลย เป็ นสูญกัป กัปที่วางจากพุทธศาสนา หรื อศาสนาอื่นใดก็ไม่มี ่ ด้ วย นี ้คือวัฏจักรที่เป็ นธรรมชาติหมุนตัวอยู่ มีหลักฐานก็คือคํา สอนของพระพุทธเจ้ า หลักความจริ งที่เราดูอยู่ในปั จจุบัน หาก พิจารณาแล้ วจะมีความเป็ นไปได้ เพราะธรรมชาติเปลี่ยนแปลง นิสยคนได้ ให้ พวกเราดูภาพพจน์ในอดีตที่ผ่านมา ในช่วงที่เราเป็ น ั
17.
16 หนุ่มสาวดูกิริยาท่าทางความเป็ นอยู่ในอดีต เทียบกับหนุ่มสาว ในยุคปั
จจุบนนัน ด้ านจิตใจแตกต่างกันอย่างไรบ้ าง ในช่วงเวลา ั ้ เพียงไม่ก่ีปี ความแตกต่างด้ านจิตใจแตกต่างกันอย่างเห็นได้ ชัด ทีเดียว กิริยาทางกายวาจาใจ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้ าง ธรรมชาติบอกเอง กิริยาทางกาย สมัยก่อนพ่อแม่สอนลูกหลานให้ เคารพอ่ อ นน้ อ มคนเฒ่ า แก่ กราบไหว้ พ่ อ แม่ นุ่ง ห่ ม ให้ มิ ด ชิ ด แต่งงานตามพ่อแม่กําหนดให้ แต่เดี๋ยวนี ้เขากําหนดแต่งงานกันเอง นุ่งห่มยัวยุ นุ่งน้ อยห่มน้ อย ขาดความละอาย ต่อไปก็จะไม่น่งห่ม ่ ุ เลย เพราะสัตว์เดรัจฉานเข้ ามาแทรกแซงเต็มที่แล้ ว อนาคตภาย หน้ าจึงเป็ นไปได้ สมัยก่อน 50 ปี ที่แล้ วยังไม่เคยมี แต่สมัยนีก็ยง ้ ั เป็ นไปแล้ ว เรื่ องความโกรธก็ดี ราคะตัณหาก็ดี สมัยนี ้เลวกว่า ยุคก่อน คนสมัยก่อนพอนึกภาพได้ ไหม ผู้หญิงผู้ชาย 17-18 ปี ยัง กระโดดนํ ้าแก้ ผ้า เล่นนํ ้ากันอยู่เลย แต่ทุกวันนีเ้ กิดอะไรขึ ้น เรื่ อง ราคะตัณ หารุ น แรงขึน เร็ ว ขึน เพราะอายุสัน มากเท่า ใด ราคะ ้ ้ ้ ตัณหาก็เร็ วขึ ้น โทสะก็เร็ วขึ ้น เดี๋ยวนี ้มองหน้ ากันไม่ได้ สมัยก่อน เรื่ องปล้ นฆ่าลักของไม่มี หรื อมีน้อยมาก แต่เดี๋ยวนี ้ระวังยาก เรื่ อง ราคะก็เร็ วขึ ้น โทสะก็เร็ วขึ ้น การตัดสินใจของมนุษย์จะเร็ วขึ ้น ปั จจุบนนีมีองค์การสหประชาชาติรวบรวมสมาชิกทัวโลก ั ้ ่ ให้ อ ยู่ใ นขอบเขตการสู้ร บ การรวมกัน นัน รวมได้ ก็ ดี แต่คิด ว่า ้ รวมกันได้ ไม่นานนัก คิดว่า 100 ปี ก็จะพังลง เพราะคนไม่ลงรอย กัน ต่างคนต่างถือดีถือเก่ง แต่ละคนมีเครื่ องมืออุปกรณ์ ประหาร ชีวิตพร้ อม ต่างก็ไม่กลัวกัน เพราะมีอาวุธเครื่ องมือทัดเทียมกัน
18.
17 อีกไม่เกิน 100 ปี
จะเจอของสิงเหล่านี ้มากทีเดียว ่ การพิจารณาอย่างนี ้ พิจารณาเพื่อให้ เห็นทุกข์ เห็นภัยใน วัฏสงสารนันเอง หลักการใช้ ปัญญาอย่างนี ้ ให้ เรากลัวว่า การเกิด ่ การตายเป็ นทุกข์อย่างนี ้ เป็ นภัยอย่างนี ้ เป็ นโทษอย่างนี ้ นีเ้ ป็ น หลักการใช้ ปัญญา เมื่อวัฏฏะหมุนเวียนอยู่อย่างนี ้ ทําไมเราจึงมาเกิดบ่อยๆ มาเกิดเอาอะไรกัน เพื่ออะไรกัน มาเกิดเป็ นกีฬา มาหาสมบัติแข่ง กัน เรี ยกว่า ตัณหาความอยาก คนเรามีความอยากในทางที่ดี คือ ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข มนุษย์ เรามีความอยากสี่จุดนี ้ เรื่ อง เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็ นอีกส่วน เป็ นของไม่แน่นอน แต่ ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข ในกามคุณ เป็ นสิงที่เราต้ องการ ่ ลองพิจารณาดูวา คนเรามีใครบ้ างที่หา ลาภ ยศ สรรเสริ ญ ่ สุข เพียงพอกับความต้ องการ หาไม่ได้ เลย นักภาวนาปฏิบติพึง ั ศึกษาว่า การแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข มีอยู่คู่กบโลกใบนี ้ ั แต่คนอีกส่วนหนึ่งจะพิจารณาอยู่ว่า จะหาไปทําไม ส่วนที่หาก็หา ไปเพื่อสร้ างความเจริ ญให้ กับโลกใบนี ้ แต่นกปฏิบติจะพิจารณา ั ั ว่า หาไปทํ า ไม ในโลกของเรามี ค นห้ า พัน กว่ า ล้ า นคน เขาจะ แสวงหาความสุ ข ให้ มาก แต่ นั ก ปฏิ บั ติ ไ ม่ กี่ ร้ อยคนนี ้ กํ า ลั ง พยายามหยุดในการหาสิ่งเหล่านี ้ พอแล้ ว หาไปก็เท่านี ้ เหนื่อย เปล่า หาแล้ วก็ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา รู้จกความพอดี หามาได้ ั แล้ วก็ไม่มีอะไรเป็ นของเราแน่นอน เพียงอาศัยกันชัวกาลเวลาหนึ่ง ่ เท่านัน เมื่อถึงกาลเวลาก็ตายจากกันไป จึงหยุดแล้ ว พออยู่พอ ้
19.
18 กินแล้ ว เท่านี
้ก็สามารถอาศัยอยู่กินวันหนึ่งคืนหนึ่ง แต่เขาจะไม่ เดินตามกระแสโลกต่อไป เพราะหาทางสิ ้นสุดไม่ได้ เหมือนการ เดินรอบโลก เดินร้ อยครัง พันครั ง ก็หาทางสิ ้นสุดไม่เป็ น เรามา ้ ้ เกิดกับโลกนี ้หลายครังหลายหนแล้ ว แต่เราไม่ร้ ู ตวเองเลย เพราะ ้ ั ความหลง ความไม่ร้ ู ความลืมตัว การใช้ ปัญญาพิจารณาธรรมะ จึงต้ องพิจารณาว่า ความทุกข์ของโลกที่เรากําลังเวียนอยู่กบโลก มี ั อะไรบ้ าง ให้ ใจเราเบื่อเอาไว้ นี ้เป็ นหลักที่ใจเราต้ องพิจารณา ส่ ว น ห ลั ก ธ ร ร ม ห ม ว ด อื่ น ที่ เ ร า กํ า ลั ง ศึ ก ษ า กั น อ ยู่ พระพุทธเจ้ าได้ ตรั สธรรมะเอาไว้ ศึกษาประวัติของโลกทังหมด มี ้ หลักการปฏิบตสองประการ เป็ นกรรมฐานสองอย่างคือ ัิ 1.สมถกรรมฐาน 2.วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานสองประการนี ้ เป็ นการรวมตัวกันเพื่อให้ ร้ ูจริ งเห็น จริ งในธรรมชาติ หลักหนึ่งเป็ นการทําสมาธิ เป็ นอุบายพักใจ อีก หลักคือปั ญญาเป็ นหลักใช้ ความคิด เป็ นวิปัสสนากรรมฐาน คิด ตามหลักความเป็ นจริ ง สิ่งรอบตัวเป็ นหลักความจริ งทังหมด วัฏ ้ จัก รที่ ว่ า มาก็ เ ป็ นความจริ ง ทัง หมด เอาความจริ ง ทัง หมดมา ้ ้ พิจารณาเพื่อให้ เห็นความจริ ง เพื่อให้ เกิดความกลัว เมื่อใจเกิด ความกลัวอย่างเดียวเท่านัน ทุกอย่างจะหาทางออกได้ ด้วยตัวมัน ้ เอง เรี ยกว่า เห็นจริ งตามความเป็ นจริ ง มันจะกลัวเอง ตราบใดที่ ยังไม่เห็นจริ ง มันยังไม่กลัว มันอยากจะลอง ยกตัวอย่าง เช่น การมัวสุมทางเพศทําให้ ติดโรคเอดส์นะ ่ เขาประกาศความจริ งให้ โลกฟั ง แต่คนกลุ่มหนึ่งก็ยงคงเสพกันอยู่ ั
20.
19 ความอยากมันเหลือกําลังที่จะต้ านทานได้ สําหรับคนที่เขาเชื่อก็ หยุด
ไม่ทํา หาวิธีปองกัน กลัวโรค แต่คนที่ไม่เชื่อก็ได้ แต่ทําตาม ้ ความอยากของตนเอง การภาวนามีหลักใหญ่สองประการ คือ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ใช้ ปัญญาพิจารณาหลักธรรมะ ความเป็ นจริ ง คําสอนของพระพุทธเจ้ ารวมยอดอยูที่นี่ ่ นี่ คื อ ได้ อ ธิ บ ายเรื่ อ งธรรมชาติ และความจริ ง ตามหลัก ธรรมชาติของวัฏจักรที่หมุนเวียนกันอยู่ ให้ เราได้ นึกคิดใคร่ ครวญ ถ้ าเราไม่ปกปองตนเองในยุคนี ้ จะยากที่ปกปองได้ การเตรี ยมตัว ้ ้ ล่วงหน้ าดีที่สุด หาวิธีปองกันตัวเองในครั งหน้ าว่า ครั งหน้ าหรื อ ้ ้ ้ ชาติหน้ าจะไปอย่างไร ต้ องเตรี ยมตัวไว้ ก่อน ถ้ าเราไปอย่างนี ้ จะมี ภัย อะไรบ้ า งที่ เ กิ ด ขึ น กับ เรา เมื่ อ ภัย นัน เกิ ด ขึน เราจะได้ ห าวิ ธี ้ ้ ้ ป องกั น ตนเองได้ ดี ก ว่ า จะไปแบบหลงงมงาย ไม่ ร้ ู ต้ นสาย ้ ปลายทางที่จะไป การล่องลอยตามกระแสของโลก เราต้ องศึกษา ให้ เข้ าใจ เพราะภัยนานาชนิดย่อมเกิดขึ ้นกับเราได้ ทุกเวลา ชีวิต ของเราอยู่ในวงล้ อมของความจริ ง คือ ความไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ และ เป็ นอนัตตา นี่หลวงพ่อได้ ให้ แนวคิดเป็ นครั งแรก วันเปิ ดประชุม ้ ของการอบรมธรรมะ ให้ จ ดในสิ่ ง ที่ ห ลวงพ่ อ พูด ไว้ แล้ ว นํ า มา พิจารณาว่า จริ งไหม สิ่งภายหน้ าจะเกิดขึ ้นจริ งดังว่าไหม หากเรา นึกถึงความจริ งเหล่านี ้ การจะหาวิธีหลบหลีกตัวก็พอจะได้ อยู่ ถึง จะหนีไม่พ้นก็พอหลีกตัวได้ ให้ ความทุกข์ทงหมดเบาบางลงได้ ั้ ยกตัวอย่าง เช่น ในอนาคตเดือนต่อไป มกรา กุมภา จะ
21.
20 หนาวมาก ถ้ าเรารู้
เราก็เตรี ยมผ้ าห่มไว้ เมื่อหนาวจริ ง ก็นําผ้ ามา ห่ม ก็ทุเลาได้ เรานําสิ่งที่เตรี ยมไว้ มาอํานวยความสะดวกแก่เรา เหมือนเราเดินทางจากจุดหนึงไปอีกจุด อาจเกิดไข้ มาลาเรี ย หรื อมี ่ เสือสัตว์ ร้ายต่างๆ เมื่อเราศึกษาเส้ นทางไว้ ดีแล้ ว เราจะเตรี ยม อุปกรณ์ ต่างๆ ไว้ เดินทาง มีด ปื น ยา เมื่อเกิดอุปสรรคขึ ้นกับเรา เราก็จะสามารถแก้ ไขได้ ทน ไม่ประมาทในตนเอง ั นี ้ฉันใด ชีวิตเราจากนี ้ไปในชาติหน้ า เราก็ต้องเจออุปสรรค ดังที่ได้ อธิบายมาทังหมด ถ้ าเราไม่ประมาทในตนเอง สิ่งเหล่านัน ้ ้ พอจะทุเลาเบาบางลงได้ สิ่งที่ได้ อธิ บายไป เป็ นหลักภาวนาอี ก อย่าง เรี ยกว่า เจริ ญวิปัสสนา นัตถิ โลเก ระโหนามะ ความลับไม่ มีในโลก เพราะปั ญญาเรารู้เห็นทุกอย่างว่าเป็ นอย่างไร โลก คือ ธรรมชาติที่เป็ นอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สาม โลกสามภพพิจารณาให้ ชดเจนขึ ้น พิจารณาภายนอกภายใน ธาตุ ั สี่ขนธ์ ห้าของเราทังหมด ที่เรายึดถื อว่าเป็ นเรา เป็ นของของเรา ั ้ ความหลงไม่ใช่หลงเราอย่างเดียว หลงภายนอกบ้ าง ภายในบ้ าง เรี ยกว่า ภายนอกภายใน ใกล้ ไกล หยาบละเอียด พิจารณาลงสูไตร ่ ลักษณ์ทงหมด ตัดทอนความหลงให้ เบาบางลงจากใจของเรา ั้ การอบรมครังนี ้ หลวงพ่อก็ได้ นําพระวิทยากรมาช่วยอบรม ้ การศึกษาธรรมะนัน เราจะเอาอายุพรรษามาพูดไม่ได้ เอาธรรมะ ้ มาพูดกัน เรื่ องพรรษาเป็ นเรื่ องตัวเลข เป็ นสิ่งสมมติกัน แต่เรื่ อง ธรรมะเป็ นความจริ ง การพูดธรรมะความจริ งจึงไม่เกี่ยวกับการเอา พรรษาเอาอายุมาพูดกัน หากคนใดที่มีความเป็ นธรรมกับตัวเอง
22.
21 แล้ ว ถึง
คนอื่ น คนใดฐานะใดไม่สํ า คัญ หากเขามาตัก เตื อ นว่า กล่า วเรา เกี่ ย วกับ ความบกพร่ อ งของเรา ถื อ ได้ ว่า เขามี ค วาม เมตตาต่อเรา ไม่ว่าเขาจะมีฐานะอะไรไม่สําคัญ สําคัญตรงที่ผ้ ู ที่มาตักเตือนเราว่า สิ่งนีควร สิ่งนีไ้ ม่ควร ชีแนะแนวทาง นันคือ ้ ้ ่ เขามี ค วามเมตตาสงสารเรา อายุ พ รรษาไม่ เ กี่ ย ว นี่ คื อ ธรรมาธิปไตย หากเรามีความคิดอย่างนี ้ จะมีความสุขมาก เพราะ ไม่ยึดติดในชาติชนวรรณะ ไม่นบว่า องค์นนบวชนานหรื อไม่นาน ั้ ั ั้ ให้ นบความจริ ง หากคนใดมาสอนเราให้ เราสํานึกตัวได้ ว่า เราทํา ั ผิ ด อย่า งนี ้ มี ค นอื่ น มาตัก เตื อ นเรา เราจะขอบคุณ เขา ที่ เ ขามี ความเมตตาสงสารเรา เราจะให้ ความเคารพผู้นนอยู่เสมอ นี่คือั้ ธรรมาธิปไตย ปี นี ้ นิ มนต์ พระมาหลายองค์ เพื่ อ ให้ ฟัง อุบายการปฏิ บัติ ของหลายองค์ จะได้ เลือกอุบายที่ตรงกับเรา เรี ยกว่า นําสินค้ ามา เยอะ มามาก เราต้ องการอะไรก็เลือกเองได้ อาหารมีมาก ยามี มาก เลือกเองได้ ว่า สิ่งไหนถูกธาตุขนธ์ กบเรา เอาละให้ พดคุยกัน ั ั ู ต่อไปนะ
23.
22
หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 2 จากนีไ้ ปจะได้ อบรมธรรมะ เพื่อให้ เข้ าใจในข้ อวัตรปฏิบติ ั อุบ ายในข้ อ วัต รปฏิ บัติ มี ม ากมาย แต่ จุด ใหญ่ ท่ี สุด สํ า หรั บ การ ปฏิ บัติคือ สติปัญญา เป็ นฐานรองรั บการปฏิ บัติทังหมด ไม่ว่า ้ ปฏิบติที่ไหนอย่างไร ปฏิบติทางกายก็ดี วาจาก็ดี หรื อนึกคิดทางใจ ั ั ก็ ดี สติ ปั ญ ญาเป็ นหลัก สํ า คัญ คํ า สอนของพระพุ ท ธเจ้ ามี มากมาย 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่ก็มารวมลงอยู่ที่ สติปัญญา นี่คือจุดสําคัญของการปฏิบติ ั ส่วนอุบายอื่นที่เป็ นหลักประกอบการปฏิบติ เช่น กิริยาทาง ั กาย วาจา หรื อ การนึกคิดทางใจ ทังหมดนี ้ เราจะมีอบายอย่างไร ้ ุ เพื่อใช้ อุบายทางกาย ให้ เป็ นธรรม อย่างถูกต้ อง เพราะกิริยาทาง กายมีมาก สิ่งที่เราต้ องคํานึงถึงคือ สติปัญญา สติ มีความหมาย อย่างไร ปั ญ ญามี ค วามหมายอย่างไร ที่ เ ราจะนํ ามาปฏิ บัติไ ด้ เพื่ อ จะเป็ นเครื่ อ งปกป องกายวาจาใจ ให้ อ ยู่ใ นกรอบของความ ้ ถูกต้ องเป็ นธรรม สติ หมายถึง ความระลึกได้ นี่เป็ นอุบายหนึ่ง ปั ญญา คือ ความรอบรู้ นี่เป็ นอีกอุบายหนึ่ง ทังสองอุบายมีความเกี่ยวเนื่อง ้ กันมากทีเดียว ถ้ าเรารอบรู้ แต่ขาดความระลึกได้ ความรอบรู้นนก็ ั้ มีผลน้ อยเต็มที ถึงเราจะระลึกได้ แต่ขาดความรอบรู้ แล้ ว ผลก็ น้ อยเต็มทีเช่นเดียวกัน ดังนัน การสร้ างความสัมพันธ์ อนดีระหว่าง ้ ั สติ กับ ปั ญ ญา เป็ นต้ น ทางสํ า คัญ ในการวางแผนการปฏิ บัติ
24.
23 ทังหมด จะเรี ยกว่า
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ก็อยู่ท่ีต้นทางนี ้ อยู่ ้ ที่สติปัญญาเป็ นหลักใหญ่ คนเราทุกวันนี ้มีสติอยู่ แต่การระลึกได้ มีทงทางโลก และ ั้ ทางธรรม ที่ระลึกได้ ตามธรรมชาติที่เป็ นเองก็มี โดยที่ไม่ต้องมีใคร มาบอกเรา บางทีก็ระลึกไปในทางที่ดี บางทีก็ระลึกไปในทางที่ชว ั่ สติเป็ นตัวระลึก ส่วนปั ญญาเป็ นอุบายกลันกรองรอบรู้ สิ่งที่ระลึก ่ ทังหมดว่า สิ่งใดมีประโยชน์ มีคุณค่า นํามาปฏิบติกับตนเองได้ ้ ั ไม่ใช่วา การระลึกได้ ทงหมดจะเป็ นสิงดี พยายามทิ ้งไปในส่วนที่ไม่ ่ ั้ ่ ควรเอา นักปฏิบตต้องวางพื ้นฐานนี ้ให้ ได้ ัิ หลายคนมีคําถามว่า การสร้ างสติให้ มีความเข้ มแข็ง ทํา อย่างไร คือ พยายามฝึ กตัวให้ มีความระลึกได้ อยู่เสมอ การระลึก ได้ ในที่นี ้ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรม สองหมวดนีทุกคนรู้ อยู่แล้ ว เข้ าใจในหลักการ แต่ภาคปฏิบัติไม่ ้ เข้ าใจ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว สอง อุบายนี ้ลึกซึ ้งมาก ยากที่บุคคลจะปฏิบติให้ เป็ นไปตามธรรมสอง ั หมวดนี ้ได้ หิริ ความละอาย เป็ นหลักใหญ่ในการปฏิบติ หากคนเรามี ั ความละอายแล้ ว การทําชัวทังหมดทังทางกายวาจาใจจะไม่เกิด ่ ้ ้ ขึ ้นกับคนนันเลย เพราะมีความละอายกับตนเอง นี่คือธรรมเพียง ้ หมวดเดียวในภาคปฏิบติจะทําได้ หรื อไม่ สมมติว่า เราจะไม่เอา ั ธรรมหมวดอื่นแล้ ว เราจะฝึ กความละอายอย่างเดียว ให้ มีความ เข้ มแข็ง จะทําได้ หรื อไม่ สติระลึกได้ แต่ละวันจะระลึกในความ
25.
24 ละอายแก่ ต นเอง
โดยไม่ ต้ อ งเอาธรรมหมวดอื่ น มาอวดอ้ า งว่า ธรรมหมวดนันก็ร้ ู หมวดนีก็ร้ ู เราจะฝึ กธรรมะเพียงหมวดย่อๆ นี ้ ้ ้ คื อ มี ส ติ ร ะลึก ได้ ว่า จะมี ค วามละอายแก่ ใ จอยู่ทุก เมื่ อ จะทํ า ได้ หรื อ ไม่ นี่ คื อ ส่ ว นที่ เ ราต้ อ งสํ า นึ ก ให้ ดี แต่ เ ราทํ า ไม่ ไ ด้ ต ามที่ ต้ องการหรอก เพราะจะเกิดความพลังเผลออยูบ้าง ้ ่ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว จะทําอย่างไรให้ ใจเกิดความ เกรงกลัวต่อสิ่งนันๆ ผู้ที่จ ะทํ าให้ เ กิ ด ความเกรงกลัว ขึน ในใจได้ ้ ้ ต้ องมีเหตุผลหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าจะกลัวอย่างเดียว อย่างนันใช้ ้ ไม่ได้ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรมสอง หมวดนี ้เป็ นต้ นทางของการปฏิบติ ในการเลือกเฟนความดีความ ั ้ ชัว ต้ องรู้ จกธรรมสองข้ อนี ้ให้ ดี คําว่า กลัว มีหลายพื ้นฐาน หลาย ่ ั ขันตอน กลัวอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด กลัวทางโลก ้ อย่างหนึง กลัวทางธรรมอีกอย่างหนึง ่ ่ สําหรับนักปฏิบติแล้ ว พยายามกลัวทางโลกให้ มาก อบรม ั สั่งสอนใจให้ กลัวความเป็ นอยู่ของโลกให้ ได้ ส่วนมากเราจะไม่ อบรมตัวเองให้ กลัวความเป็ นอยู่ของโลก มีแต่จะอบรมตนเองให้ ต่อ สู้ต ลอดไป ความเป็ นอยู่ข องโลกเป็ นไปอย่า งไรก็ ห ากลัว ไม่ พยายามต่อ สู้อ ยู่ต ลอดเวลา โลกเป็ นอย่า งไร เราเป็ นอย่า งนัน ้ เพื่อนฝูงเป็ นอย่างไร เราเป็ นอย่างนัน เพื่อนผิดถูกไม่สนใจ เขาทํา ้ ได้ เราก็ทําได้ ในที่สดเราก็ถือเอาคนกลุ่มใหญ่เป็ นหลักเป็ นเกณฑ์ ุ เมื่อคนกลุมนันผิด เราก็ผิดตามเขา ใช้ ไม่ได้ เลย ่ ้ คําว่า เกรงกลัว นัน กลัวอะไร ขันสูงสุดคือ กลัวการเกิด ้ ้
26.
25 ถ้ าเราฝึ กใจตนเองให้
กลัวการเกิดได้ ฝึ กอย่างไร นี่คือขันสูงสุด ้ ของพระพุท ธศาสนา กลัว การเกิ ด อี ก ในชาติ ห น้ า ทํ า ไมจึง ฝึ ก ตนเองให้ กลัวอย่างนัน เพราะการเกิดอีกเป็ นทุกข์นานาประการ ้ ไม่เคยเลือกหน้ าใครทังสิ ้น ไม่วาที่ไหน ตระกูลใด ชนชาติใด ความ ้ ่ ทุกข์ไม่เลือกหน้ า เมื่อเกิดมาแล้ วย่อมมีความทุกข์ ด้วยกันทังนัน ้ ้ ทุกข์อย่างหนึง คือ ่ 1.สภาวะทุกข์ ทุกข์ประจําขันธ์ ขันธ์ ของเราเป็ นฐานแห่ง ความทุกข์ทงหมด ั้ 2. ปกิณกะทุกข์ ทุกข์ ที่จรมา ทุกคนต้ องประสบพบเห็น ทุกข์ที่จรมาเช่นเดียวกัน ความทุกข์ทงหมด เราจะกลัวได้ ไหม การอบรมสอนใจให้ ั้ กลัวในทุกข์เหล่านี ้ได้ นันคือ ผู้มีปัญญา ใช้ ปัญญาหาเหตุผลใน ่ แง่ต่างๆ อบรมสังสอนตนเองว่า การเป็ นอยู่ในโลกนีมีความทุกข์ ่ ้ อย่างไรบ้ าง ต้ องสอนทุกแง่ทุกมุม ทุกจุดทุกอุบาย ไม่ใช่ร้ ู ทุกข์ อย่างเดียว ต้ องเห็นทุกข์ด้วย หากรู้ อย่างเดียว แต่ไม่เห็นเหตุให้ เกิดทุกข์แล้ ว ผลประโยชน์น้อยเต็มที ฉะนันการภาวนาปฏิบติต้อง ้ ั ให้ ร้ ู เหตุใ ห้ เ กิ ด ทุก ข์ และเห็ น เหตุใ ห้ เ กิ ด ทุก ข์ ด้ ว ย ให้ เ กิ ด ความ ละอายแก่ใจ และให้ เกิดความเกรงกลัว คือกลัวการเกิดมากับโลก ทําอย่างไรจะได้ ไม่เกิดอีกต่อไป นี่เป็ นจุดที่ผ้ ูปฏิบัติจะแสวงหาธรรมะขันสูงต่อไป คิดจะ้ อบรมตนเอง ให้ เกิ ดความกลัว ขึนในใจ เราคนเดียวที่ สามารถ ้ อบรมตนเองได้ ถึงคนอื่นจะอบรมเราอย่างไร ก็เป็ นเพียงปลีกย่อย
27.
26 เตือนเราให้ เราอบรมตนเองเท่านันเอง เช่น
ขณะนี ้พวกเราได้ มา ้ อบรมธรรมะอยู่ก็ตาม นี่เป็ นส่วนปลีกย่อย เพียงมารั บนโยบาย จากผู้ให้ การอบรม ส่วนเราผู้รับการอบรมต้ องนําอุบายทังหมดไป ้ อบรมตนเองครังที่สอง อีกต่อหนึ่ง อุบายใดที่ได้ รับมาก็ต้องนําไป ้ อบรมตนเองอีกครังหนึง บุคคลที่อบรมตนเองได้ นนคือ ผู้มีปัญญา ้ ่ ั่ มีความฉลาดในการอบรมตนเองอยูเ่ สมอ การอบรมตนเองไม่จําเป็ นต้ องหากาลเวลา เวลานันก่อน้ เวลานี ้ก่อน หรื อต้ องเข้ าที่ภาวนาก่อนจึงจะอบรมตนเอง ไม่จําเป็ น การอบรมตนเองไม่มีกาลเวลา ทําที่ไหนก็ได้ กินข้ าวก็ได้ ทํางาน ก็ได้ สําคัญที่ให้ เรามีสติปัญญา รู้ อบายวิธีในการอบรมตนเองอยู่ ุ เสมอ ใจของเรามีความอยาก สันดานเดิมคือไม่ร้ ู เท่าตามความ เป็ นจริ ง เป็ นเวลานาน จนกลายเป็ นนิสัยจิตด้ านจนถึงปั จจุบัน หากไม่มีความขยันหมันเพียรแล้ ว การอบรมก็จะเป็ นไปยากมาก ่ เพราะจิตเราไม่ยอมรับความจริ งตามหลักความจริ ง ต้ องใช้ ปัญญา อบรมตนเองอยูเสมอ ไม่เช่นนันจิตเราจะด้ านเสีย ฉะนัน เราจึงไม่ ่ ้ ้ รอให้ คนอื่นอบรมเราฝ่ ายเดียว เราต้ องอบรมตนเองเป็ นสําคัญ เรี ยกว่า ตนแลเป็ นผู้อบรมตนเอง จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ถกอบรมอยู่เสมอๆ จิตจะมี ู ความฉลาด มี ค วามเข้ า ใจในเหตุใ นผล จิ ตจะมี ความสุข ความ เจริ ญ เราต้ องเป็ นผู้อบรมตนเองเสมอ ตนเตือนตนด้ วยตนเอง อบรมตนเอง สิ่งที่เราทําผิดไหม ถูกไหม เตือนตนอยู่เสมอ สิ่งนี ้ไม่
28.
27 ควรทํา สิงนี ้ควรทํา
่ จิตตัง รักเขถะ เมธาวี แปลว่า ผู้มีปัญญาดีเท่านัน จึงจะ ้ รักษาจิตได้ ถ้ าผู้มีปัญญาทราม จะรั กษาจิตไม่ได้ เลย ปล่อยไป ตามยถากรรม คิดเรื่ องดีเรื่ องชัวก็ไม่เข้ าใจว่า ผิดหรื อถูก เพราะ ่ ขาดปั ญญารอบรู้ การใช้ ปัญญาอบรมใจ ว่า สิ่งนันควรทํา ควร ้ พูด ควรคิด สิ่งนี ้ควรปฏิบติ สิ่งนี ้ควรละ ควรวาง ปั ญญาความรู้ ั รอบทังหมดว่า อะไรควร อะไรไม่ควร ธัมมะวิจยะ รู้ จกการเลือก ้ ั เฟนธรรมะมาปฏิบตกบตนเอง ้ ัิ ั อีกคําหนึง ตนแลเป็ นที่พงของตน จะพึงอย่างไร พึงคนอื่น ่ ึ่ ่ ่ พึ่ง ได้ ประเดี๋ย วประด๋า ว แต่พึ่งตนเองเป็ นสิ่งสํ าคัญ เราจะเอา สติปัญญาเป็ นที่พงตนเองได้ อย่างไร ต้ องสร้ างขึ ้นมา ึ่ ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่กับลูก ในเบื ้องต้ นต้ องอาศัยพ่อแม่ เป็ นผู้บํ า รุ ง รั ก ษาลูก ให้ เ จริ ญ เติบ โต แต่ที่ สํ า คัญ เมื่ อ ลูก ใหญ่ โ ต ขึ ้นมา เมื่อรู้ จักความเป็ นอยู่ของตนเองแล้ ว ไม่ใช่ลูกจะเกาะพ่อ แม่ ไ ปจนตลอดวัน ตาย จํ า เป็ นต้ อ งออกไปเป็ นตัว ของตัว เอง บุคคลจะเป็ นตัวของตัวเองได้ ต้ องรู้ จกว่า เป็ นที่พึ่งของตนเองได้ ั อย่างไร พึ่งความสามารถ สติปัญญาตนเองอย่างไร ให้ เราฝึ ก นิสยพึงตนเองอยูเ่ สมอ นี่คือสิงที่ต้องสํานึกให้ มาก ั ่ ่ อีกสิ่งหนึ่ง คือ เรากําลังอาศัยครู อาจารย์ ผู้เป็ นพ่อเป็ นแม่ ให้ ค วามรู้ ความฉลาดแก่ เ รา เพื่ อ เป็ นที่ พึ่ ง แก่ ต นเองให้ ไ ด้ นํ า ความรู้ ทังหมดบรรจุลงในตัวเองให้ มาก เพราะเราไม่สามารถจะ ้ อบรมธรรมะกันได้ ตลอดวันตลอดคืน ตลอดเดือนตลอดปี ถ้ าหาก
29.
28 วัน ใดที่ เ
ราไม่ ไ ด้ รั บ การอบรมจากครู อ าจารย์ แต่ อุบ ายธรรมะ ทัง หมด เราบรรจุ ล งในใจเราแล้ ว วัน ดี คื น ดี เ วลาเหมาะสมก็ ้ พยายามนึกคิด วางแผนปฏิบตอบรมตนเองอยูเ่ สมอ ัิ ธรรมะเป็ นสิ่ ง ใกล้ ตั ว แต่ เ รามองเลยตั ว เองออกไป รู ปธรรม นามธรรม ให้ ร้ ู จกความเป็ นจริ งเหล่านี ้ จุดสําคัญในการ ั ปฏิบติธรรม มีคําว่า เพื่อความรู้ จริ งเห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง ั ความจริ งอยู่ท่ีไหน อย่างเช่น ตัวเรามีความจริ งอะไร ส่วนมากนัก ปฏิบติไปมองแต่ชื่อของความจริ งเท่านัน แต่ตวของความจริ ง เรา ั ้ ั ไม่สํานึกเลยว่า ตัวความจริ งเป็ นอย่างไร คําสอนของพระพุทธเจ้ า เป็ นความจริ ง ตัวเราเป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า คําสอนของ พระพุทธเจ้ าเอาออกมาจากบุคคลนี ้ คนทําดีก็ตาม คนทําชัวก็ตาม ่ ทังกิริยา ทางกาย วาจา ใจ ทังหมดนี ้ พระพุทธเจ้ านําไปเรี ยบเรี ยง ้ ้ เป็ นอุบายสอนคนให้ อยูในความเป็ นธรรม ่ นี่ คื อภาคปฏิ บัติ แต่ถ้ าหากเราไปมองผิ วเผิ น ว่า ธรรมะ หมวดนันก็อยากรู้ ธรรมะหมวดนี ้ก็อยากเข้ าใจ นี่คือ ขี ้โลภเกินไป ้ เพราะสิ่งที่ใกล้ ตาใกล้ ใจยังมองข้ ามไป การปฏิบติจึงเป็ นหมันเสีย ั ไม่ได้ ผลอะไรเลย ธรรมะหมวดง่ายๆ หิริความละอาย โอตตัปปะ ความเกรงกลัว จึงเป็ นจุดเด่นที่ต้องทําให้ ได้ ไม่มีใครในโลกนีจะ ้ ช่วยเราได้ หรอก พระพุทธเจ้ ากล่าวว่า เราตถาคตเป็ นเพียงผู้บอก ผู้เตือนเท่านัน ส่วนการปฏิบติอบรมตนเองเป็ นหน้ าที่ของเราที่ต้อง ้ ั ทํ า เอง หากเราไม่ มี ก ารอบรมตนเองอยู่ เ สมอแล้ ว จิ ต เราจะ กลายเป็ นหมัน จิตเราคิดไปทางโลกทางสงสาร ทําไมความคิด
30.
29 ทังหมดจึงไม่นํามาทางหลักปฏิบติธรรม เพราะหลักปฏิบติธรรมอยู่
้ ั ั ที่นี่ ส่วนกิริยาทางกาย วาจา เป็ นอิริยาบถ เป็ นอีกส่วนหนึ่งของ การปฏิบติธรรม เรื่ องการยืนเดินนั่งนอนนัน เป็ นส่วนประกอบ ั ้ การปฏิบติธรรม ไม่ใช่หลักที่แท้ จริ ง หลักที่แท้ จริ งคือสติปัญญา ั อยู่ที่ไหนก็ตามก็ปฏิบติได้ มีความรอบรู้ อยู่เสมอ รอบรู้ ว่าสิ่งใด ั ควร สิงใดไม่ควร ่ ในโลกทังหมดเป็ นธรรมะสอนใจตนเองได้ ทงหมด คือ ต้ อง ้ ั้ รู้ จั ก การเปรี ย บเที ย บ เที ย บเคี ย งว่ า สิ่ ง ใดในโลกนี ้ มี ค วาม แปรปรวน ไม่เที่ยง เราก็สามารถนําสิ่งนันมาเป็ นอุบายสอนใจว่า ้ แม้ กายเราก็เป็ นของไม่เที่ยงเหมือนกับของสิ่งนัน เราไปเห็นต้ นไม้ ้ ใบหญ้ า ที่ ล้มหายตายไป ก็ น้อมมาสอนใจว่า เราก็ เป็ นอย่างนัน ้ ท่านจึงว่า สามัญลักษณะธาตุ เหมือนกันด้ วยความไม่เที่ยง ธาตุ เราก็ไม่เที่ยง สิงภายนอกก็ไม่เที่ยง พยายามใช้ ปัญญาสอนตนเอง ่ สิ่งภายนอกทังหมดให้ นํามาสอนใจตนเอง สร้ างเรื่ องขึ ้นมาว่า ตัว ้ ของเราเป็ นละครเรื่ องหนึง ละครประจําโลก โลกนี ้เป็ นละครอยู่ใน ่ ตัว ต่างคนต่างเล่น เราคนเดียวเป็ นพระเอกได้ เป็ นนางเอกได้ เราเป็ นตัวละครหลายอย่างได้ เช่น วันหนึ่งคืนหนึ่งตัวเราแสดง ออกมาทางดีบ้าง ทางชัวบ้ าง ทางไม่ดีไม่ชวบ้ าง ทังหมดนี่คือเรา ่ ั่ ้ เป็ นละครอยู่ในตัวด้ วยเช่นกัน พยายามปรั บตัวเองว่า ให้ เป็ นตัว ละครที่ดี มีเหตุมีผล เมื่อคืนอธิบายให้ ฟังแล้ วว่า โลกนี ้เป็ นสิ่งที่น่ากลัว สําหรับ ผู้มีความรู้ รอบแล้ ว เป็ นสิ่งที่น่ากลัวมาก แต่บุคคลผู้ไม่เห็นความ
31.
30 จริ งของโลก เขาจะไม่กลัว
อยากจะอยู่ในโลกนี ้ตลอดไป อันนันก็ ้ ยินดี อันนี ้ก็พอใจ ความยินดีพอใจคือเป็ นภพ เป็ นภพของใจที่จะ ไปเกิดเป็ นชาติ ลักษณะความรักความผูกพันทังหมดเป็ นภพ การ ้ อบรมสอนใจตนเองเพื่อไม่ให้ ตดในภพต่างๆ การติดภพต่างๆ เป็ น ิ เรื่ องยากมากที่บคคลนันจะไปสูสคติได้ เมื่อตายไป ุ ้ ่ ุ พระพุทธเจ้ าบอกพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ บุคคลที่ จะไปสู่สุคติได้ เหมือนกับโคที่มีสองเขาเท่านัน บุคคลที่จะไปสู่ ้ อบายภูมิ เท่ากับขนโคทังตัว เพราะอบายภูมิมีไว้ สําหรับบุคคลที่ ้ มีความผูกพันยึดติดกับของในโลกนี ้ การภาวนาปฏิบติ คือ สอนใจ ั ตนเองว่า เราจะทําใจ ไม่ยึดติดกับของสิ่งใด ถึงมีก็มีไป ไม่ยึดติด กับของสิ่งนัน การฝึ กใจอย่างนี ้ต้ องฝึ กเนิ่นๆ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อ ้ สติยงดีอยู่ หากถึงเวลาที่สติไม่ดี สัญญาความจําเสื่อมโทรม หรื อ ั จิตจะออกจากร่าง แล้ วค่อยมาสอนกันช่วงนี ้จะไม่ทน ั เหมือนกับสงครามกําลังประชิดบ้ านเมืองอยู่ แล้ วค่อยมา ฝึ กนักรบ จะไม่ทนเหตุการณ์ การภาวนาก็เช่นเดียวกัน ต้ องเริ่ ม ั ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ มีความรู้ ความเข้ าใจในเหตุผล มีความเข้ มแข็ง มีการฝึ กตนฝึ กตัว เป็ นหน้ าที่ที่เราต้ องฝึ กตนเอง คนอื่นเพียงแค่ ผู้อธิบายเท่านัน พวกเราทังหลายเป็ นชาวพุทธ แต่ยงเข้ าใจผิดใน ้ ้ ั บางสิ่งบางอย่าง เพราะเป็ นชาวพุทธยังไม่เต็มตัว ถ้ าเป็ นชาวพุทธ เต็มตัวความผิ ดต่างๆ จะน้ อยมาก เพราะมี ความเข้ าใจถูกต้ อ ง ส่วนมากเป็ นเพียงความรู้ ความเข้ าใจในเหตุผลภายนอกธรรมดา แต่จิตใจตนเองยังเป็ นไปไม่ได้ ทําไม่ได้
32.
31
ธรรมะทังหมดเรามี สิทธิ ที่จ ะศึกษาได้ แต่ยากที่ จะทํ าได้ ้ เช่น หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ยากที่จะทํา ได้ ในธรรมะขันสูง ธรรมะขันธรรมดาก็ยงยากที่จะทําได้ อยู่แล้ ว นี่ ้ ้ ั คือเราต้ องสํานึกตัวเองให้ มาก ถ้ าขาดสัจจะความจริ งใจแก่ตนเอง แล้ ว การปฏิบตจะเป็ นไปได้ ยากมาก สัจจะความจริ งใจแก่ตนเอง ัิ ก็เป็ นเรื่ องใหญ่อีกเรื่ องหนึ่ง ให้ เราฝึ กสัจจะความจริ งใจกับตนเอง ให้ มาก เป็ นคนมันใจกับตนเองให้ มากขึน เชื่อมั่นในเหตุผลของ ่ ้ ตนเอง ถ้ าเราไม่ตังสัจจะขึนมาแล้ ว ความคิดความเห็นความ ้ ้ เข้ า ใจจะเลื่ อ นลอยไปตามกระแสโลก หาที่ สิ น สุด ไม่ ไ ด้ ต้ อ งมี ้ เหตุผล สิ่งใดควรทํา สิ่งใดควรพูด ให้ กลันกรองว่า การทําการพูด ่ มีทงส่วนดีสวนเสีย เราต้ องพยายามเลือกคัดส่วนดี ส่วนที่ไม่ดีเรา ั้ ่ จะไม่ทําอีก ระลึกอยู่เสมอ สิ่งไม่ดีพยายามที่จะละถอนปล่อยวาง ไป หลักการปฏิบติถ้าดูผิวเผินจะง่าย แต่ถ้าดูลึกๆ แล้ วยาก ั พอสมควร ถึ ง จะยากสัก เพี ย งใด ถ้ าเรารู้ จั ก ช่ อ งทางแล้ วก็ กลายเป็ นของง่าย คือลัดขันตอนได้ ไม่ใช่วา พูดอย่างหนึง แต่ไป ้ ่ ่ ทําอีกอย่างหนึ่ง การทํางานต่างๆ จึงเป็ นไปไม่ได้ เลย เพราะข้ าม หน้ าข้ ามหลัง ไม่เป็ นไปตามขันตอน พระพุทธเจ้ าได้ วางขันตอนไว้ ้ ้ แล้ ว เพื่ อ ให้ ถึง ที่ สิน สุด แห่ง ทุก ข์ คื อ มรรค 8 ซึ่ง มี ตัว สํ า คัญ คื อ ้ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็ นจุดเด่นในการปฏิบติธรรม เพราะ ั ตัวอื่ นจะมารวมอยู่ในตัวนี ทังหมด ไม่ว่าจะเป็ น สัมมาสังกัปโป ้ ้ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
33.
32
ฉะนันการปฏิบตของเราจึงต้ องฝึ กตนเองให้ อยูในความเห็น ้ ัิ ่ ชอบอยูเ่ สมอ ความเห็นชอบคือ เห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง สัมมาวายาโม ความเพียรชอบเป็ นไปตามหลักความเป็ น จริ ง สัมมาสติ ระลึกชอบ ระลึกไปตามหลักความเป็ นจริ ง สั ม มาสมาธิ ตั ง ใจมั่ น ชอบ ถ้ ามี ค วามเห็ น ชอบเป็ น ้ เบื ้องต้ นแล้ ว การทําสมาธิทงหมดก็จะเป็ นสัมมาสมาธิทงนัน ั้ ั้ ้ ความเห็นชอบจึงเป็ นฐานที่นักปฏิบติต้องทําจุดนีใ้ ห้ มาก ั ขึ ้น ซึงตรงข้ ามกับมิจฉา ความเห็นผิด หากมีความเห็นผิดตัวเดียว ่ ทํานัน การดําริ พิจารณาต่างๆ ก็เป็ นมิจฉา ดําริ ผิด รวมถึงการ ้ พูดการทําต่างๆ ก็จะกลายเป็ น มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันโต มิจฉา อาชีโว มิจฉาวายาโม มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ การเข้ าใจว่าตนเอง ทําถูกแล้ วนัน ไม่เป็ นผลดีอะไรเลย ความจริ งกับความไม่จริ งมัน ้ อยู่เ กี่ ย วข้ อ งใกล้ กัน นิ ด เดี ย ว การศึก ษาจึง ต้ อ งศึก ษาให้ เ ข้ า ใจ หนึ่ง มิจฉา สอง สัมมา เราต้ องศึกษาทังสองเส้ นทางเพื่อให้ ร้ ู จก ้ ั ว่าอะไรเป็ นอะไร นี่คือภาคปฏิบติ ไม่จําเป็ นต้ องรี บด่วนรี บเร่ ง ทําตามชอบ ั ใจ ให้ ศึกษาแนวทางให้ เข้ าใจเสียก่อน ก่อนตอบคําถามเราก็คิด คํานวณให้ ถูกต้ องก่อน จึงจะนําไปส่งครู นันคือ ก่อนตัดสินใจ ่ เชื่อ ต้ องพิจารณาเหตุผลให้ ชดเจน นี่คือ การใช้ ชีวิตต้ องตัดสินใจ ั ให้ ผิดพลาดน้ อยที่สุด หรื อไม่ผิดเลย คําว่า ทําไปเถอะ ผิดแล้ ว ค่อยแก้ กนทีหลัง อย่าทําแบบนัน ต้ องคิดก่อนทํา ั ้
34.
33
โยนิโสมนสิการ ใคร่ครวญก่อนในเบื ้องต้ น นิสมมะ กะระณัง เสยโย ใคร่ครวญก่อน จึงทํา จึงพูด ั หากเราทํ าได้ อย่างนี ้ ความผิ ดพลาดจะน้ อยมาก ฉะนัน ้ หลัก ปฏิ บัติ ที่ พ ระพุ ท ธเจ้ าได้ ว างไว้ คื อ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ทังสองอย่างมีความเกี่ยวข้ องกัน สมถะ คือ ้ การทําสมาธิ มีมาตังแต่ก่อนพระพุทธศาสนา เป็ นหลักสากล เมื่อ ้ สิทธัตถะภิกขุออกบวชก็ไปศึกษากับดาบสฤาษี แต่ท่านก็ได้ เข้ าใจ ว่าการทําสมาธิ เป็ นอุบายวิธีพักใจเฉยๆ เมื่อทําสมาธิ แล้ ว จะให้ เกิดความรู้ ความฉลาดขึ ้นนัน เป็ นไปไม่ได้ จึงไม่มีฤาษี คนใดเมื่อ ้ ทําสมาธิ จิตสงบแล้ วมีปัญญาเกิดขึนแต่อย่างใด เป็ นเพียงพักใจ ้ บางช่วงบางขณะเท่านัน อย่างมากก็เป็ นญาณ เป็ นฌานไปบาง ้ ช่วงบางคราว จะให้ เกิดความฉลาดรู้แจ้ งเห็นจริ งธรรมะไม่ได้ แต่ ก็มีสวนเป็ นอุบายอุดหนุนให้ เห็นชอบเห็นจริ งได้ ่ พระพุทธเจ้ าได้ วางหลักการปฏิบัติคือ สัมมาทิฏฐิ ความ เห็นชอบ วิปัสสนา หมายถึง การคิดตริ ตรอง หาเหตุหาผล มา สอนตนอยู่เสมอ นี่คือ อุบายปั ญญา วิปัสสนาเป็ นธรรมะขันกลางๆ้ ถ้ าเป็ นวิปัสสนาญาณแล้ วจะกลายเป็ นธรรมะขันสูง ขันพื ้นฐานคือ ้ ้ สร้ างปั ญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบให้ เกิดขึ ้น ต่อไปวันข้ างหน้ า ปั ญญาตัวนี ้จะพัฒนาตัวเองไปกลายเป็ นปั ญญาวิปัสสนา และ เมื่ อพัฒนาปั ญญาวิปัส สนาให้ ล ะเอี ยดยิ่ งขึนไปอี ก ในที่ สุดก็ จ ะ ้ กลายเป็ น ภาวนามยปั ญญา เป็ นปั ญญาขันสูง หากผู้ใดปฏิบติได้ ้ ั ปฏิบัติถึง จนเกิดปั ญญาประเภทนีขึน ผู้นันจะอยู่เป็ นปุถุชนได้ ้้ ้
35.
34 ไม่ กี่ น
าที อี ก ไม่ กี่ น าที ข้ า งหน้ า ผู้ นัน จะบรรลุเ ป็ นพระอริ ย เจ้ า ้ อย่ า งน้ อ ยเป็ นพระโสดาบัน ขึน ไป ปั ญ ญาตัว นี จ ะเกิ ด ขึน ได้ ก็ ้ ้ ้ เพราะฐานปั ญญาเบื ้องต้ นคือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ปั ญญา ย่อมเกิดขึ ้นจากปั ญญาเอง ปั ญญาขันละเอียดก็ย่อมเกิดขึ ้นจาก ้ ปั ญ ญาขันกลาง ปั ญญาขันกลางก็ ย่อ มเกิ ด ขึนจากปั ญญาขัน ้ ้ ้ ้ หยาบ ปั ญญาขันหยาบคือปั ญญาสัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ ต้ อง ้ วางรากฐานตัวนี ้ให้ ถกต้ องเสียก่อน ู ตัวความเห็นเป็ นสิ่งสําคัญในการปฏิบติ คือ เห็นจริ งตาม ั ความเป็ นจริ ง ไม่ใช่ร้ ู จริ งอย่างเดียว ต้ องเห็นจริ งด้ วย การรู้ จริ ง อย่างเดียวมีหลายช่องทาง เช่น เราศึกษาธรรมะจากตํารา ฟั งธรรม จากครู อาจารย์ อันนันก็ร้ ู อันนีก็ร้ ู การรู้ อย่างนี ้ ไม่มีผลดีอะไร ้ ้ เพราะเรายังไม่เห็นจริ งตามความรู้ จริ งที่ว่ามา การศึกษาธรรมะที่ เราต้ องการคือ เพื่อให้ เห็นจริ งในขันสุดท้ าย การเห็นจริ งมีทังขัน ้ ้ ้ หยาบ ขันกลาง ขันละเอียด ต้ องอบรมตนเองให้ เป็ นอย่างนี ้ ้ ้ การทํ า สมาธิ ที่ ว่ า มา ก็ อ ย่ า ไปทิ ง หากไม่ ทํ า สมาธิ แ ล้ ว ้ กํ า ลัง ใจที่ คิด ก็ เ หนื่ อ ยได้ การทํ า สมาธิ เ ป็ นการพัก ใจชั่ว ครู่ ห นึ่ง เมื่อทําสมาธิแล้ วก็ต้องใช้ ปัญญาพิจารณา คือเราไม่ติดใจในการ ทําสมาธินน แต่เราก็ต้องทํา เหมือนการเดินทางเพื่อให้ ถึงจุดหมาย ั้ เมื่ อ เราเดิ น ไป เกิ ด การเหน็ ด เหนื่ อ ยเมื่ อ ยล้ า ขึ น ก็ จํ า เป็ นต้ อ ง ้ พักผ่อนตามสายทางนัน เพื่อเอากํ าลังให้ เกิดขึนในการเดินทาง ้ ้ เมื่อพักมีกําลังแล้ วก็เดินทางต่อไป นี ้ฉันใด เรื่ องการทําสมาธิเป็ น การพักใจ เรื่ องการเดินทางเป็ นเรื่ องของสติปัญญา คิดอยูเ่ สมอ
36.
35
บางคนมีความเข้ าใจว่า ตนเองรู้อย่างนี ้ เข้ าใจอย่างนี ้ นึก ว่าตนเองมีความคิด ไม่ใช่เลย นันเป็ นเพียงความรู้ ให้ แยกออกให้ ่ เป็ น ความรู้ กบความคิด ลักษณะอย่างไร คนละเรื่ องกัน ส่วนมาก ั นักปฏิบตจะเอาความรู้มาตัดสินปั ญญาตนเองว่า ธรรมะหมวดนัน ัิ ้ ก็ร้ ู หมวดนีก็ร้ ู ความรู้ จะเป็ นการบันทอนปั ญญาตนเองทังหมด ้ ่ ้ เลย ถ้ าบุคคลใดมีความเข้ าใจว่าตนเองรู้ แล้ ว คนนันจะใช้ ปัญญา ้ ไม่ได้ อย่าทําตัวเองให้ เป็ นคนรู้ แล้ ว สิ่งที่เราต้ องการคือความเห็น ความรู้ ทงหมดที่ว่ามา เราจะรู้ ได้ จากการศึกษาเล่าเรี ยน แต่การ ั้ เห็นด้ วยตนเองเป็ นเรื่ องที่ ยากมาก เราจึงเอาความรู้ ทังหมดมา ้ อบรม มาสอนตนอยู่เ สมอว่า ความรู้ ทัง หมดเป็ นชื่ อ ของธรรมะ ้ เท่านัน เรารู้ชื่อของธรรมะ แต่ตวธรรมะยังไม่เห็น พยายามสอนใจ ้ ั ตนเองให้ มี ค วามรู้ รอบมากกว่า นี ้ เรี ย กว่า ใจเรามี ปั ญ ญา มี เหตุผล เอาความรู้ เห็นต่างๆ มาฝั งที่ใจของตนเองให้ มาก เรี ยกว่า ญาณทัสสนะ ทังรู้ทงเห็นไปพร้ อมๆ กัน ้ ั้ ในโลกของเรานี ้ เป็ นธรรมะทังหมดถ้ าคนมีปัญญา โลก ้ อยู่ท่ี ไ หน ธรรมะอยู่ที่ นั่น ภายในตัว เองเป็ นธรรมะ ภายนอก ทังหมดก็เป็ นธรรมะ ให้ เราพิจารณาความจริ ง เช่น ความแก่เจ็บ ้ ตาย คนแก่คนหนุ่ม นี่เป็ นธรรมะทังหมด สมมติว่า คนหนุ่มกับคน ้ แก่อยู่ด้วยกัน คนหนุ่มก็เอาเรื่ องของคนแก่มาเป็ นธรรมะได้ ถ้ ามี ปั ญญาดี หรื อคนแก่ก็สามารถเอาเรื่ องของคนหนุ่มมาเป็ นธรรมะ ได้ ถ้ ามีปัญญาดี คนหนุ่มจะเอาคนแก่มาเป็ นธรรมะได้ โดยมอง ว่า แต่ก่อนเขาก็หนุ่มเหมือนเรา เมื่ออายุเขาเท่ากับเรา รู ปร่ าง
37.
36 ลักษณะของเขาก็เหมือนกับเรา แต่บัดนีอายุเขามากขึน อีกวัน
้ ้ หนึงข้ างหน้ า เมื่อเราอายุเท่ากับเขา รูปร่างกายเราก็เหมือนเขาทุก ่ ส่ว น นี่ คื อ คนหนุ่ม เอาคนแก่ ม าเป็ นอุบ ายสอนใจได้ ถ้ า เขามี ปั ญญาที่ดี หรื อคนแก่ดคนหนุ่มก็เหมือนกัน แต่ก่อนเราก็เป็ นคนหนุ่ม ู เหมื อ นคนนี ้ แต่ ค นหนุ่ม คนนัน เมื่ อ มี อ ายุเ ท่ า กับ เรา เขาก็ จ ะ ้ เหมื อ นเราทั ง หมด ให้ สามารถเที ย บเคี ย งได้ ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า ง ้ เทียบเคียงตามความเป็ นจริ ง คือสามัญลักษณะธาตุ คือธาตุเสมอ กันทังหมด นี่คือปั ญญาของเรา หลักภาวนาปฏิบติอย่าเพิ่งบอก ้ ั ว่ารู้ แล้ ว ถ้ าบอกว่ารู้ แล้ ว ปั ญญาจะหมดสิทธิ์ทนที คิดไม่ได้ ตรึ ก ั ตรองไม่ได้ เลย มันรู้แล้ ว ในครังพุทธกาลคนสมัยนันทําไมจึงบรรลุมรรคผลนิพพาน ้ ้ ได้ ง่าย เพราะเขาเหล่านัน ไม่มีคําว่า รู้ แล้ ว ไม่นําเอาความรู้ มา ้ ตัดทอนปั ญญาของตนเองแต่อย่างใด มีแต่จะทําอย่างไรให้ ร้ ู จริ ง เห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง เขาภาวนากันอย่างนัน สมัยก่อน ้ พระพุทธเจ้ ายัง ไม่ได้ บัญ ญัติตําราไว้ การเผยแผ่ก็ไม่มี เทปหรื อ หนังสือ การเผยแผ่สมัยนันเพียงแต่นําเอาความรู้ ความเห็นของ ้ พระสงฆ์เป็ นตัวประกาศศาสนา ให้ บคคลทังหลายเข้ าใจอย่างเป็ น ุ ้ ธรรมตามหลักความเป็ นจริ ง เอาปั ญญาพิจารณาเหตุผลไปเลย ตามประวัติ บางคนว่านะโมยังไม่เป็ นเลย ก็สามารถเป็ นพระอริ ย เจ้ าได้ บางคนศีลห้ ายังไม่ร้ ูเรื่ อง ก็เป็ นพระอริ ยเจ้ าได้ สมัย เราทุก วัน นี ้ มี ห ลัก ธรรมะหลายหมวดหมู่ จึ ง ควร
38.
37 รักษาให้ ได้ ว่า
เรื่ องศีลเราก็ต้องรักษาเอาไว้ เพราะศีลเป็ นอุบาย ข้ อบังคับอย่างหยาบ กิริยากายวาจาที่เรามีตอสังคม เราต้ องเลือก ่ การแสดง ไม่ใช่ว่าจะทําตามชอบใจ ต้ องมีเหตุมีผล รักษาศีลคือ รั กษากายวาจาให้ อยู่ในขอบเขตของสังคม เพื่อความเป็ นธรรม ของหมู่คณะ ศีลทังหมดมารวมอยู่ที่ใจ ทีนีใ้ จของเรายังมีกิเลส ้ ตัณหาอยู่มาก การแสดงออกของเราจึงพยายามรักษาอย่าให้ โลด โผนเกินไป ถึงจะมีความรักความยินดีก็ให้ เป็ นเรื่ องของภายใน เราจะพยายามรักษาอบรมใจของตนเองด้ วยปั ญญาของเรา ศีล ทังหมดจะรักษาได้ ด้วยปั ญญา คนทังหลายเข้ าใจว่า รักษาศีลให้ ้ ้ ได้ ก่ อ นจึง จะเกิ ด สมาธิ แท้ จ ริ ง การรั ก ษาศี ล นัน ปั ญ ญาเป็ นตัว ้ รักษา ถ้ าจะรักษาศีลโดยไม่มีปัญญาเป็ นตัวรักษาแล้ ว จะรับศีล วัน ละร้ อยครั ง พัน ครั ง ก็ ห ายหมด เพราะจะรั ก ษาศี ล ได้ ต้ อ งมี ้ ้ ปั ญญาเข้ าใจในเหตุในผล ปั ญญารอบรู้ในการรักษา ศีลแต่ละข้ อ จะใช้ ปัญญารักษาอย่างไร นี่คือคนฉลาดจะรักษาอะไรก็รักษาได้ ง่าย ทําได้ งาย ปั ญญาเป็ นสิงสําคัญที่เราต้ องสร้ างขึ ้นมา ่ ่
39.
38
หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 3 ข้ อธรรมะที่นํามาอบรมวันนี ้ คือการยอมรับความจริ งตาม หลักความเป็ นจริ ง เพราะความจริ งทังหมดมีอยู่ประจําโลก ตังแต่ ้ ้ กาลไหนๆ ว่าสิ่งนันมีความจริ งอย่างนัน สิ่งนี ้มีความจริ งอย่างนี ้ ้ ้ ความจริ งบางสิ่งบางอย่างเราไม่ควรเอามาเป็ นตัวอย่าง เราก็ทิ ้งไป ความจริ งบางสิ่งที่มีประโยชน์ เราก็จะนํามาเป็ นข้ อปฏิบัติต่อไป ความจริ งของโลกมีหลักฐานชัดเจน เรี ยกว่า จริ งโลก นิ สั ย ใจคอของบุ ค คลที่ ม าเกิ ด ในโลกนี ไ ม่ เ หมื อ นกั น ้ พระพุทธเจ้ าตรั สไว้ 2 ประเภท คือ อเสวนา จะ พาลานัง ปั ณฑิ ตานัญจะ เสวนา คือ กลุ่มของคนพาล และกลุ่มของนักปราชญ์ บัณฑิต คนสองกลุมนี ้มีอยู่ประจําโลกมาทุกยุคสมัย เราคนเดียวก็ ่ ยังแบ่งเป็ นสองอย่างได้ เป็ นคนพาลด้ วย เป็ นนักปราชญ์ด้วย บาง ทีก็ชว บางทีก็ดี เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โลกของเราจึงแบ่ง ่ั ออกเป็ นสองกลุ่ม กลุ่มคนพาลและกลุ่มบัณฑิต ลักษณะอย่างนี ้ เป็ นการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของโลก หากยุคใดสมัยใด มีคนพาลเกิดขึนกับโลกมาก ในโลกก็ ้ จะเกิดความเดือดร้ อนวุ่นวายไปทุกแห่ง ฆ่ากันตีกนเห็นแก่ตวทุก ั ั หนแห่ ง เกิ ด ความเดื อ ดร้ อน หากยุค ใดสมัย ใดเกิ ด นัก ปราชญ์ บัณฑิตขึ ้นมาก กําลังศีลธรรมมากขึ ้น ความเป็ นอยู่ของสัตว์โลกก็ มีความเจริ ญมากขึน การพูดอย่างนีจะเอาอะไรเป็ นเครื่ องวัดว่า ้ ้ ยุคไหนมีคนพาลเกิดขึนมาก ยุคไหนมีนักปราชญ์ บณฑิตเกิดขึน ้ ั ้
40.
39 มาก ให้ เราดูตามหลักความเป็
นจริ งของโลกที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ แต่ที่จริ งแล้ วคนทังสองจํ าพวกจะไม่ขาดจากโลกนี เ้ ลย ในยุคนี ้ ้ สมัยนี ้ ให้ พวกเราสังเกตดูง่าย พวกเรามีอายุที่ผ่านมา 50 ปี 60 ปี ในยุคก่อนสมัยโน้ น นิสยของคนเราทังหลายมีนิสยอย่างไร มีความ ั ้ ั เป็ นอยู่อย่างไร มีความซื่อสัตย์สจริ ตอย่างไรบ้ าง ลักขโมยปล้ นจี ้ ุ เป็ นอย่างไรบ้ าง การเห็นแก่ตว เห็นประโยชน์แก่พวกพ้ อง ในยุค ั นันกับยุคนี ้แตกต่างกันอย่างไรบ้ าง หากพิจารณาดูแล้ ว ทุกคนคง ้ ตอบว่า ความเป็ นอยู่สมัยปู่ ย่าตาทวดเป็ นแบบสบายๆ ไม่มีคนลัก ขโมยจี ป ล้ น หรื อ มี น้ อ ยมาก การข่ม ขื นชํ า เรามี น้ อ ยมาก เรื่ อ ง ้ หายนะเลวร้ ายต่างๆ ไม่ค่อยมี ในยุคนันมีนกปราชญ์ บณฑิตมาก ้ ั ั ต่างจากยุคนีที่มีคนพาลมากขึน คนพาลอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในสังคม ้ ้ โลกนี เ้ อง การกํ าจัดคนพาล กํ าจัดได้ ยากมาก เพราะถึงยุคถึง กาลเวลาแล้ ว นิสยของคนจะเลวร้ ายลงไปทุกที ั อีกส่วนหนึ่งที่พูดว่า โลกมี ความเจริ ญ คําว่า เจริ ญ เอา วัตถุเป็ นเครื่ องวัด ว่ายุคนีสมัยนี ้ มีการก่อสร้ าง สิ่งอํานวยความ ้ สะดวกให้ คนกินดีอยู่ดีมากขึ ้น จึงถือเอาวัตถุเป็ นความเจริ ญของ โลก แต่เรื่ องศีลธรรมได้ เสื่อมไปจากใจคน ความละอายแก่ใจของ คนมีน้อยมาก คนพาลสันดานชัวเริ่ มจะก่อตัวมากขึ ้นๆ ตามที่เรา ่ ได้ ติดตามข่าวโลก ดังคําว่า ประชาชนเป็ นใหญ่ในแผ่นดิน เสียง ประชาชนเป็ นเสียงสวรรค์ นี่พูดแบบการเมือง ประชาชนเป็ นผู้มี หน้ าที่ทําให้ โลกเจริ ญได้ ฉิบหายได้ เช่นเดียวกัน ผู้ปกครองเป็ น เพียงผู้ตามหลังประชาชน ประชาชนต้ องการอย่างไร เขาก็ต้องทํา
41.
40 อย่างนัน ้
ตั ว อย่ า งเช่ น ประเทศไทยมี นั ก การเมื อ งอย่ า งนี ้ ถ้ า ประชาชนต้ องการอย่างไร ฝ่ ายบริ หารก็ต้องทําตาม บ้ านเมืองจะ เจริ ญหรื อไม่ ไม่ได้ ขึ ้นอยู่กบผู้แทนราษฎร แต่ขึ ้นอยู่กบประชาชน ั ั ทัง ประเทศ ถ้ าประชาชนในยุ ค นี มี ค นพาลมากขึ น จํ า เป็ นที่ ้ ้ ้ นักการเมื องต้ องทํ าตามคนหมู่มาก ยิ่งทํ าตามคนหมู่มาก ก็ ยิ่ ง เสื่อมเร็ วยิ่งขึน เพราะสันดานคนในยุคนีมีแต่เลวร้ ายลงไปทุกที ้ ้ เราต้ องยอมรั บความจริ ง ทําใจให้ ได้ แต่สําหรั บนักปฏิบัตินันมี ้ เพียงส่วนน้ อย ให้ เราทําใจอยู่เสมอว่า ใครจะยอมรั บความจริ ง หรื อไม่ก็ตาม มันก็จะหมุนตัวไปในทางที่ตํ่า การภาวนาปฏิบติจึง ั เป็ นการหลีก หรื อตีตวออกห่างคนพาลเหล่านี ้ให้ มากที่สดเท่าที่จะ ั ุ มากได้ การตีตัวออกห่างไม่ใช่ว่าเราจะไปบังคับเขา ทําร้ ายเขา การคบค้ าสมาคมเป็ นเรื่ องธรรมดาในสังคมโลก การสมาคมเป็ น กิริยาในการคบหา แต่อกิริยาเราจะทําใจเฉย วางตัวได้ ว่านิสยใจ ั คอของคนจะเลวร้ ายลงไปทุก ที การภาวนาปฏิ บัติ เ ป็ นอุบ าย กระตุ้นใจตนเองให้ มีเหตุผลยอมรับความจริ งของโลกให้ ได้ หาก เราไม่สอนใจตนเองแล้ ว เราก็จะเป็ นทุกข์ กับสังคมโลก จึงต้ อง อบรมตนเองให้ หางจากคนพาล ่ นี ้แล ตนเป็ นที่พึ่งของตน ต้ องพึ่งความสามารถสติปัญญา ของเราเอง ปั จจุบัน นี กําลังเริ่ มเกิ ดกลียุค ขึนทุกที เรี ยกว่า สุญ ้ ้ กัปป เริ่ มก่อตัวขึ ้น ผู้ที่ปฏิญาณตนว่านับถือศาสนาพุทธ เป็ นเพียง ์ ภาคทฤษฎี หรื อภาคบังคับเท่านัน ส่วนการนับถือด้ านจิตใจจริ งๆ ้
42.
41 ยากมาก ถ้ าทุกคนยอมรั
บความจริ งว่าสังคมกําลังเปลี่ยนแปลง อย่างนี ้ สังคมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงไป แต่เรา เป็ นผู้ป ฏิ บัติ ก็ จ ะยอมรั บ ความจริ ง อย่ า งนี ๆ พยายามทํ า ตัว อยู่ ้ เสมอว่า เราจะเป็ นมิตรกับคนทุกคน ถึงแม้ ว่าเราจะเป็ นผู้ฝึกตัวให้ เป็ นบัณฑิตนักปราชญ์ก็ตาม แต่ก็หนีจากคนพาลไม่ได้ หนีไม่ได้ ก็ ต้ องคบกัน คบกันในสังคม เราจะทําตัวไม่เป็ นภัยกับใคร ไม่ก่อ เหตุใดๆ ทังสิ ้น ้ เรื่ องการสมัครสมานสามัคคีกน เราก็สามัคคีเป็ นบางส่วน ั ส่วนไหนหลีกเลี่ยงได้ ก็หลีกเลี่ยงไป บางสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อยู่ไป ตามกิริยาของการอยู่ แต่ใจเราจะไม่พอใจกับของสิงนันเลย สังคม ่ ้ โลกกํ าลังเป็ นอย่างนี ้ ความทุกข์ ที่เกิ ดขึนเกิดจากเราไม่ยอมรั บ ้ ความจริ ง ความจริ งในสังคมมีอะไรบ้ าง ความจริ งในส่วนตัวมี อะไรบ้ าง แจกแจงออกมา ขยายออกมาให้ กว้ างขวาง เพื่อให้ ใช้ ปั ญญาติดตามให้ ทนต่อเหตุการณ์ในสังคมนี ้ ใจจะมองโลกในทาง ั ที่เป็ นจริ ง นี่เป็ นเหตุสําคัญของนักภาวนา ไม่ใช่นึกคําบริ กรรม จะ ไม่ทนต่อเหตุการณ์ ต้ องใช้ สติปัญญารอบรู้ร้ ูรอบ แก้ ปัญหาส่วนตัว ั และสังคมให้ ทนเหตุการณ์ จึงจะอยูได้ อย่างสบาย ั ่ นี่คือการปฏิบติที่เราต้ องรู้รอบในทุกแง่มม มีปัญหาอะไรก็ ั ุ ต้ องแก้ ไขให้ ทันต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึน ดังพระพุทธเจ้ าตรั สไว้ ว่า ้ ธรรมทังหลายเกิดแต่เหตุ ดับไปเพราะเหตุ คําว่า เหตุ มีหลัก ้ ใหญ่ อยู่สองประการคือ เหตุที่ดี และเหตุที่ชั่ว เหตุดีเหตุชั่วนัน ้ เราใช้ เหตุผลเป็ นข้ อบังคับ เหตุที่ดีมีเหตุผลอะไร เหตุที่ชวมีเหตุผล ั่
43.
42 อะไร เราต้ องรู้
จักนําเหตุทังสองอย่างมาใช้ งาน บางสิ่งแก้ ไม่ได้ ้ บางสิ่งแก้ ได้ เราก็ต้องแก้ กันไป ไม่ใช่ว่าจะเอาทังหมด หรื อทิง ้ ้ ทังหมด เรี ยกว่า ธรรมวิจยะ เลือกเฟนธรรมะ ้ ้ ธรรมะทังหมดมีประจําโลก ศาสนาต่างๆ เกิดขึ ้นบางช่วง ้ บางขณะ เมื่อถึงกาลเวลาก็หมดไป เมื่อหมดไปก็ก่อตัวขึนใหม่ ้ แล้ วก็ฉิบหายไปอีก แต่ธรรมะคือธรรมชาติไม่หมดไปจากโลกนี ้ ความเป็ นอยู่ของโลกเป็ นอย่างไรก็เป็ นอย่างนัน เช่น คนมีการ ้ เกิดแก่เจ็บตายก็เป็ นไปอย่างนัน คนมีความสุขความทุกข์ก็เป็ นไป ้ อย่างนัน นี่คือธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่มีใครจะลบเลือนได้ เลย ทุกคน ้ ต้ องประสบพบเห็น พระพุทธเจ้ าเผยแผ่คําสอนเพียงช่วงระยะเวลา สันๆ คําสอนของพระองค์ในหนังสือพระไตรปิ ฎกมีปริ มาณเพียง ้ นิ ด เดี ย วเมื่ อ เที ย บกับ หลัก ความเป็ นจริ ง ทัง หมดมี ม ากกว่ า นัน ้ ้ ขอให้ เรานําเอาหลักความจริ งทังหมดมาพิจารณากัน ้ พระพุทธเจ้ าตรัสไว้ ว่า เมื่อพระองค์อุบติขึ ้นในโลกนี ้ เพื่อ ั ต้ องการให้ สงคมโลกอยู่ด้วยกันอย่างสันติสข มีความรักกันสงสาร ั ุ กัน ให้ อภัยกัน มีอเุ บกขาทําใจให้ เป็ นกลาง พระองค์ได้ วางหลัก พรหมวิห ารสี่ คื อ เมตตาความรั ก กรุ ณ าความสงสาร มุทิ ต า พลอยยิ น ดี เ มื่ อ ผู้อื่ น ได้ ดี อุเ บกขาความวางเฉย ทัง สี่ ข้ อ นี เ้ ป็ น ้ หน้ าที่ของทุกคนที่จะนํามาปฏิบัติเฉพาะตัว หากสัตว์ โลกไม่นํา ธรรมะสี่ข้อนี ้ไปปฏิบติ ปั ญหาย่อมตามมาได้ ั เมตตา คือความรักกันในแง่สงสารกัน หากมีความรักกัน สงสารกันแล้ ว ความรักจะยืนยงตลอดไป เช่น ถ้ าผัวเมียมีความ
44.
43 รั กกันแต่ไม่มีความสงสารกัน ความรั
กนันจะไม่ยืนยงเท่าที่ควร ้ แต่หากผัวเมียมีความรักกันและมีความสงสารกัน ผัวเมียคู่นนจะ ั้ อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ความสงสารจะเป็ นตัวบังคับความรักอีกต่อ หนึ่ง ความรั กความเมตตามี อยู่ประจํ าโลก แต่ก็มีตามยุคตาม สมัย หากสังคมใดมีความรักเมตตาต่อกัน สังคมก็จะมีความเจริ ญ มีความเป็ นอยูที่ดี เมตตาเป็ นเครื่ องคํ ้าจุนโลก ่ โลกของเรานี ้ ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ าเกิดมา หรื อไม่ก็ตาม ลักษณะความรักกันมีทุกยุคทุกสมัย นี่คือสันดาน ของสัตว์ โลก ทังมนุษย์ และสัตว์ ดิรัจฉาน มี ความรั กกันอยู่เสมอ ้ สัตว์ตางๆ เมื่อมีลก ก็จะมีความรักต่อลูกมาก ดังจะเห็นได้ จาก ไก่ ่ ู สัตว์ก็มีความรักกัน ไม่ใช่จะมีแต่คนเพียงอย่างเดียว เมตตาจึงเป็ น รากแก้ ว โน้ มน้ าวสัตว์โลกให้ อยู่ร่วมกันได้ อย่างผาสุก อยู่ด้วยกัน ไม่ มี เ วรภัย ต่อ กัน ไม่ ป องร้ ายกัน การเอาเปรี ย บกัน จะไม่ มี ใ น สังคมนันเลย้ หากเมื่อใดสังคมโลกมีความเมตตาสงสารกันน้ อย เมื่อนัน ้ คนก็จะเอารัดเอาเปรี ยบกัน สังคมเดือดร้ อนทุกหย่อมหญ้ า เมื่อมี ความรักกัน ความสมัครสมานสามัคคีย่อมเกิดขึ ้นเป็ นเงาตามตัว จะพูดจะทําก็มีแต่จะช่วยกันทํา โลกก็จะมีความเจริ ญมากขึ ้น ถ้ า ยุคใดความรักความสงสารมีน้อย ความสมัครสมานสามัคคีก็ย่อม น้ อ ยลง คื อ ไม่ อ ยากช่ ว ยเหลื อ กัน สัง คมโลกมี 2 ประเภท คื อ สังคมบัณฑิตนักปราชญ์ กับสังคมคนพาล แล้ วสังคมของคนพาล มีความรักความเมตตาหรื อไม่ มีอยู่เหมือนกัน เช่น คนพาลก็ยงไม่ ั
45.
44 ฆ่าลูกตนเองเลย เขาก็ยงรักลูกเมียเขาอยู่พอสมควร สัตว์ตางๆ
ที่ ั ่ ดุร้าย เสือสิงห์กระทิงแรด มันก็ยงรักลูกของมัน นี่คือ เมตตาเป็ น ั เครื่ องคําจุนโลก มีเมตตามากเท่าไร คนพาลก็น้อยลง บัณฑิตก็ ้ มากขึ ้น นี่คือส่วนหนึงที่เราต้ องทําตัวเป็ นนักปราชญ์ บณฑิตให้ มาก ่ ั ที่สุด ความเมตตาต่อกันเป็ นเครื่ องอํานวยความสะดวกในชีวิต เพราะเราเกิดในโลกนีไ้ ม่ใช่ว่าเกิดชาติหนึ่งชาติเดียว หลายชาติ หลายภพจะต้ องพบเห็นสิ่งเหล่านี ้อยู่ ไม่แน่ว่าเราจะหลุดพ้ นจาก วัฏสงสารไปเมื่อไร เรายังต้ องเกิดตายอยู่หลายภพชาติ การศึกษา ธรรมะทังหมดจึงเป็ นแนวทางสําหรับผู้ที่จะหนีจากวัฏสงสาร คือ ้ ไม่เพียงแค่จะไปอยูบนสวรรค์เท่านัน ่ ้ สําหรั บเรื่ องสวรรค์มีความจริ งอยู่ว่า ทุกศาสนาที่มาเกิด บนโลกนี ้ ล้ วนแล้ วแต่สอนการไปสวรรค์ เช่น คริ สต์ อิสลาม พุทธ มีความเหมือนกันคือสอนไปสวรรค์ แต่ศาสนาพุทธมีการสอน พิเศษอีกขันหนึ่ง คือหนีพ้นจากสวรรค์ไปได้ เพราะสวรรค์ยงคง ้ ั ต้ องมาเกิดอีก คนไปสวรรค์เพราะผลคุณงามความดีที่ได้ สร้ างไว้ บนโลกนี ้ เมื่อตายแล้ วก็ไปเกิดบนสวรรค์ พรหมโลกก็เป็ นผลจาก คุณงามความดีที่ทําไว้ คือ ทําฌานให้ เกิดขึ ้น ถึงจะไปเกิดที่พรหม โลก เมื่ออํานาจฌานเสื่อมก็ต้องกลับมาเกิดบนโลกเช่นเดียวกัน นี่คือวัฏจักร กามภพ รู ปภพ อรู ปภพ เป็ นวัฏจักร สิ่งที่ พระพุทธเจ้ าสอนคือทําอย่างไรให้ คนหลุดพ้ นจากวัฏจักรได้ นี่คือ ธรรมะที่มีเฉพาะพระพุทธศาสนาเท่านัน เช่น การทําใจไม่ให้ เกิด ้
46.
45 ความยึดมันถือมัน ผูกพันในภพทังสาม การทําใจอย่างนี
้คืออะไร ่ ่ ้ คือการใช้ ปัญญาพิจารณาเอาภพทังสามมาวิเคราะห์ ทําไมคนเรา ้ จึง ชอบมาเกิ ด อยู่บ่อ ยๆ เพราะความผูก พัน ในภพทัง สามมี อ ยู่ ้ ผูกพันกับสิงใดย่อมจะทําให้ มาเกิด การเกิดนี ้แลมาเป็ นชาติ ชาติ ่ ก็อาศัยภพ ภพอาศัยความผูกพันความยินดีสงนันๆ อยู่ ิ่ ้ การภาวนาปฏิ บัติคื อ การสอนใจตนเองไม่ใ ห้ ห ลงในภพ นันๆ ไม่ให้ ยินดีในภพนันๆ ถึงเราจะมีอยู่ก็ตาม ก็ไม่ให้ เกิดความ ้ ้ ยิ น ดี ฝึ กใจเราให้ ร อบรู้ ในหลัก ความเป็ นจริ ง เรี ย กว่า ยอมรั บ ความจริ ง นี่คือนักปฏิบติ ไม่ใช่แค่ร้ ู ธรรมดา แต่ต้องให้ ใจยอมรับ ั อย่างชัดเจนจึงจะผ่อนคลายได้ นักปฏิ บัติหลายคนได้ พูด ว่า ทํ าอย่า งไรจะให้ จิต ละถอน ปล่อยวางจากกิเลสตัณหาอวิชชาทังหมดได้ เรื่ องจะให้ จิตละถอน ้ ปล่อยวางจากกิเลสอวิชชานันเป็ นอีกส่วนหนึ่ง เป็ นผลซึ่งสูงเกินไป ้ แล้ ว สําหรับนักปฏิบติครังแรก ไม่จําเป็ นต้ องให้ จิตละถอนปล่อย ั ้ วาง ขันแรกคือทําอย่างไรให้ ใจยอมรับความเป็ นจริ ง ความเป็ น ้ จริ งทังหมดเรารู้ จริ งไหม เรารู้ จริ ง แต่ใจไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี ้ จึง ้ ต้ องสอนใจตนเองให้ มาก สอนบ่อยๆ เอาปั ญญาสอน หากเราไม่ ใช้ ปัญญาสอนแล้ ว เราก็ จะลุ่ม หลงในภพอี กต่อไป ความยิน ดี ผูกพันในสิงต่างๆ นี่แหละจะเป็ นภพ ภพคือความยินดีผกพันกับสิ่ง ่ ู นันๆ อะไรก็แล้ วแต่สามารถเป็ นภพให้ เกิดได้ ทงนันเลย ้ ั้ ้ ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ยินดีผูกพันกับลูกหลานมากเกินไป นี่คือเอาลูกเป็ นภพแล้ ว เมื่อพ่อแม่ตายไปก็จะมาเกิดกับลูกหลาน
47.
46 ต่อไป หรื อหากผู้นนยินดีผกพันกับบ้
านเรื อนหรื อสิ่งใด นันคือฐาน ั้ ู ่ ภพ เมื่อตายไปก็จะไปเกิดในภพนันๆ ดังพระพุทธเจ้ าตรัสไว้ กับ ้ อานนท์วา ดูกรอานนท์ บุคคลที่จะไปสูสคติมีน้อยมาก เท่ากับเขา ่ ่ ุ วัวที่มีเพียงสองเขาเท่านัน บุคคลที่จะไปสู่อบายภูมิมีมาก เท่ากับ ้ ขนวัวที่มีทงตัว เพราะคนเรามีความติดภพเป็ นสิงสําคัญ ั้ ่ ความยึดติดภพต่างๆ ก็ต้องแก้ โดยการภาวนาปฏิบติ ส่วน ั การทําบุญให้ ทานต่างๆ ที่เราต้ องการไปสวรรค์อย่างนันอย่างนี ้ ้ หากเราไม่มี ความผูกพัน กับ ภพนี ้ เราก็ จ ะไปได้ แต่ส่ว นมากไป ไม่ได้ เลย สมมติวา บุคคลทําบุญทําทานทุ่มเทเงินหลายล้ าน เมื่อทํา ่ ไปแล้ ว แต่ใจเรายังคงยินดีผูกพันกับลูกหลานบ้ านเรื อนอยู่ ช่วง ขณะที่ตาย ใจยังคงยินดีผูกพันกับลูกหลานอยู่ แทนที่บญกุศลสิ่ง ุ ที่เราทําไปจะกลายเป็ นเครื่ องอํานวยให้ เราไปสู่สวรรค์ ก็ไปไม่ได้ เพราะบุญทังหมดไม่มีกําลังเหนืออุปาทานความยึดมันในภพ ภพ ้ ่ ต่างๆ เราต้ องแก้ ด้วยตัวเอง การแก้ ต้องพิจารณาตามหลักความ เป็ นจริ ง อย่าให้ จิตใจเราไปผูกพันยึดมันกับสิ่งใด เมื่อใจเราเห็น ่ ความจริ งมากขึนเท่าใด ใจเราก็จะถอนตัวเองได้ มากขึนเท่านัน ้ ้ ้ เรี ยกว่า โยนิโสมนสิการ การใคร่ ครวญ ตรึ กตรอง พิจารณาใน เหตุผ ลว่ า สัต ว์ โ ลกทัง หลายย่ อ มเป็ นไปตามกรรม สัต ว์ โ ลก ้ ทังหลายย่อมมีภพเป็ นที่ตง สัตว์โลกทังหลายย่อมเกิดเป็ นชาติใน ้ ั้ ้ ภพนันๆ ต่อไป ้ นี่คือเอาเรื่ องภพต่างๆ มาพิจารณา ให้ กลัวในการเกิด ให้
48.
47 เห็นโทษในการเกิด เห็นภัยในการเกิด เห็นทุกข์ในการเกิดให้
มาก ขึ ้น ถ้ าใจมีความกลัวแล้ ว การจะหาอุบายออกจากโลกมันง่ายนิด เดียว การละถอนปล่อยวางก็ง่ายนิดเดียว สมมติว่า เราไปนอนที่แห่งใด แต่ก่อนก็บอกว่า มันดีอย่าง นัน อย่ า งนี ้ แต่เ มื่ อ มาเห็ น ทุก ข์ โ ทษภัย ว่า สถานที่ ที่ เ ราอยู่มี ภัย ้ อันตรายมากทีเดียว มองเห็นเสือ เห็นภัยอันตรายรอบตัว การผูก ใจว่าจะพักผ่อนหลับนอนก็ไม่มีอีกแล้ ว มีแต่จะเอาตัวรอดหนีจาก ที่แห่งนันไป โดยไม่เสียดายที่ แห่งนันเลย นี ฉันใด เรื่ องบุคคล ้ ้ ้ พิจารณาภพที่ตวเองอยู่นี ้ ว่าเป็ นทุกข์ เป็ นโทษ เป็ นภัย ก็จะกลัว ั ในการเกิดอีกต่อไป หากใจกลัวในการเกิดแล้ ว หลักภาวนาอื่นนัน ้ ง่ายนิดเดียว เส้ นทางสําหรับพาคนกลัวเดินทางออกไปนัน หาง่าย ้ นิดเดียว สมมติว่า เรานอนอยู่ในป่ า ทีแรกนอนหลับสบาย เมื่อเรา ลืมตาขึนมาแล้ วเห็นเสือยืนอยู่ข้างๆ คนผู้นันจะนอนไม่หลับอีก ้ ้ ต่อไป และจะอยูที่นนอีกไม่ได้ มีแต่จะหาวิธีวิ่งหนีจากที่แห่งนันไป ่ ั้ ้ สุดกําลัง การวิ่งหนีจะไปทางไหน เรื่ องเส้ นทางไม่ต้องบอกกันเลย ถ้ ากลัวสิงใดแล้ ว ทางออกไม่ใช่เรื่ องยาก มันจะบอกอยู่ในตัวว่าอยู่ ่ ทางไหน ไม่ต้องถามใครทังสิ ้น ประตูแห่งพระนิพพานจะเปิ ดอ้ า ้ รับบุคคลที่มีความกลัวต่อโลกนี ้ คือมันจะไม่ยอมรับความจริ งว่า คนนัน พู ด อย่ า งนี ้ ให้ อ ยู่ก่ อ น มัน ไม่ ย อมรั บ อี ก แล้ ว นี่ คื อ ใจ ้ ยอมรับความจริ งอย่างหนึ่ง อีกทังจะให้ อยู่กบโลกที่กําลังปั่ นป่ วน ้ ั มันไม่ยอมรับเลย มันจะวางทังหมด มันจะไปเอง ้
49.
48
การฝึ กใจให้ เ ป็ นอย่ า งนี ้ ฝึ กยากพอสมควร แต่ถ้ า เป็ น อย่างนีแล้ ว การละถอนปล่อยวางนันง่ายนิดเดียว ไม่จําเป็ นต้ อง ้ ้ ไปบังคับให้ ละ สําคัญคือให้ จิตเห็น เห็นตามหลักความเป็ นจริ ง นี่ คื อ สิ่ ง สํ า คัญ ของการปฏิ บัติ การภาวนาปฏิ บัติ ทัง ด้ า นสมถ ้ กรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน จุดสําคัญอยู่ที่ร้ ูจริ งเห็นจริ งตาม หลักความเป็ นจริ ง ถ้ าเห็นอย่างนี ้แล้ ว ความสงสัยต่างๆ จะถอน ตัว ความลัง เลต่ า งๆ ก็ ถ อนตัว ความรั ก ความยิ น ดี ก็ ถ อนตัว อุปาทานความยึดมันก็ถอนตัว นี่คือรู้จกทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารที่ ่ ั เกิ ด ขึ น คํ า สอนอย่ า งนี มี อ ยู่ ที่ ศ าสนาพุ ท ธแห่ ง เดี ย วเท่ า นั น ้ ้ ้ พระพุ ท ธเจ้ าก็ เ ป็ นตัว อย่ า งได้ ทํ า มาแล้ ว และสอนพระภิ ก ษุ สามเณร ฆราวาสญาติโยม ในสมัยพุทธกาล ได้ บรรลุมรรคผล นิพพานเป็ นจํานวนมากหลายแสนคน คนในยุคนันกับยุคนีต่างกันอย่างไร อวัยวะต่างๆ รู ปร่ าง ้ ้ กลางตัวก็เหมือนกันหมด ทําไมจะทําไม่ได้ เหมือนพุทธกาล ทําได้ ถ้ าหากตังใจจริ ง ้ สําหรับบุคคลผู้ที่ต้องการเข้ าสูมรรคผลนิพพาน มีหลักใหญ่ ่ อยูสามประการ ่ 1. บารมีพร้ อมไหม 2.หลัก การภาวนาปฏิ บัติ ถู ก ต้ อ งตามแนวพระอริ ย เจ้ า หรื อไม่ 3. ความตังใจอันแน่วแน่ ้ หากบุคคลใดมีพร้ อมทังสามหลัก บุคคลนันจะได้ เป็ นพระ ้ ้
50.
49 อริ ยเจ้ าในชาตินี
้ ถ้ าอย่างใดยังบกพร่ องก็จะยังไม่ได้ สมมติว่า ผู้ นันมีวาสนาบารมีมา พอสมควรจะบรรลุเป็ นพระอริ ยเจ้ าได้ ก็ตาม ้ แต่แนวทางการปฏิบัติไม่ถูกต้ องตามหลักพระอริ ยเจ้ า บุญกุศล ที่ ว่ า มาก็ ช่ ว ยไม่ ไ ด้ ยัง เป็ นปุถุ ช นต่ อ ไป หรื อ บางที ต นเองมี แนวทางปฏิ บัติเป็ นไปตามหลักพระอริ ยเจ้ าอยู่ แต่ไม่เอาใจใส่ เกียจคร้ าน ไม่ขยันหมั่นเพียร นี่ก็ใช้ ไม่ได้ เช่นกัน ฉะนันหลักทัง ้ ้ สามประการนี จึง ต้ อ งสอดคล้ อ งกลมกลืน กัน ให้ เราพิ จารณา ้ ตนเองว่า หลักทังสามประการนี ้เราพร้ อมแล้ วหรื อยัง ้ ส่วนหนึ่งที่เราดูได้ ยากคือ วาสนาบารมี เราไม่สามารถรู้ ตนเองได้ ว่า ในชาติก่ อ นเราได้ ส ร้ างสมบารมี ม าพอแล้ ว หรื อ ยัง พอที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ หรื อยังในชาตินี ้ อย่างน้ อยก็ให้ ได้ เป็ นพระอริ ยโสดาบัน บารมีเราพร้ อมหรื อยัง เรามองไม่เห็นตนเอง ว่ า พร้ อมหรื อ ไม่ พ ร้ อม อี ก สองอย่ า งที่ เ ราเห็ น ได้ ชัด คื อ แนว ทางการปฏิ บัติ ที่ ถูก ต้ อ ง เราถูก แล้ ว หรื อ ยัง ถ้ า ทํ า ไม่ ถูก แต่ไ ป เข้ าใจว่าทําถูก เรี ยกว่า เข้ าใจผิดเป็ นส่วนตัว ตนเองทําไม่ถกหลัก ู แต่ไปเข้ าใจว่าทําถูกหลัก นี่ใช้ ไม่ได้ เลย ตนเองไม่ได้ เดินตามองค์ มรรค แต่ไปเข้ าใจว่าตนอยู่ในองค์มรรค นี่ใช้ ไม่ได้ เลย เราต้ อง สังเกตตนเอง หลวงพ่อ พยายามสอนลูกศิษย์ ให้ ศึกษาประวัติข องพระ อริ ยเจ้ าให้ ดี ในครังพุทธกาลผู้บรรลุธรรม บรรลุอย่างไร นําธรรมะ ้ หมวดไหนไปปฏิบติ ถ้ าเราไปดูประวัติพระอริ ยเจ้ าทําความเพียร ั ในสมัย ครั ง พุ ท ธกาล เราจะบรรลุธ รรมขัน ใดขัน หนึ่ ง ได้ อ ย่ า ง ้ ้ ้
51.
50 ง่ า ยดาย
ให้ เราศึ ก ษาประวั ติ ข องพระอริ ย เจ้ าจากหนั ง สื อ พระไตรปิ ฎก ดังมีตวอย่างที่หลวงพ่ออธิบายอยู่บ่อยๆ คือ มีภิกษุณีบาง ั ท่ า นเพี ย งไปดูด อกไม้ แล้ ว นํ า มาพิ จ ารณาด้ ว ยปั ญ ญา ท่ า นก็ สามารถบรรลุพระอริ ยเจ้ าได้ ดอกไม้ เป็ นรู ป เอารู ปดอกไม้ สวยๆ นี่แหละมาพิจารณาตามหลักความเป็ นจริ งของดอกไม้ ว่า ดอกไม้ เมื่อปล่อยทิงไว้ นานๆ หลายวันหลายเดือน ก็จะมีการเน่า มีการ ้ เปลี่ยนแปลงไปเป็ นธรรมดา นี่คือพิจารณารู ปดอกไม้ ลงสู่ความ ไม่เที่ยง ท่านสามารถนําเอาดอกไม้ มาโอปนยิโก สังขารร่ างกาย เราเองก็เหมือนกับดอกไม้ อย่างนัน ในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็ น ้ พระอริ ย เจ้ าได้ ประวัติข องพระอริ ยเจ้ า ในสมัยครั ง พุท ธกาลมี ้ อุ บ ายการปฏิ บั ติ ม ากมาย อุ บ ายทั ง หมดไม่ เ หมื อ นกั น จะ ้ เหมือนกันก็เพียงบางกลุ่ม ทีนี ้เราจะนําอุบายธรรมอะไรมาปฏิบติ ั เพื่อให้ บรรลุตามนิสยเดิมที่มีอยูในครังพุทธกาล หายากมาก ั ่ ้ เรื่ อ งนิ สัย วาสนาที่ ไ ด้ อ บรมมาในชาติ ก่ อ น บรรดาพระ สาวกทังหลายไม่สามารถทราบได้ ว่า ผู้นนเคยสร้ างบุญสร้ างกุศล ้ ั้ สร้ างวาสนาบารมีมาอย่างนีๆ พระสาวกรู้ ไม่ได้ แต่การรู้ อย่างนี ้ ้ เป็ นหน้ าที่ ข องพระพุ ท ธเจ้ าองค์ เ ดี ย วเท่ า นั น ที่ บ อกได้ ว่ า ใน ้ อดีตชาติเคยทําบุญมาอย่างนัน สร้ างบารมีมาอย่างนี ้ ้ ยกตัว อย่ า ง พระภิ ก ษุ ห นุ่ม ลูก ศิ ษ ย์ ข องพระสารี บุต ร มี ความกระสัน อยากสึกออกไปเป็ นฆราวาส พระสารี บุต รท่า นมี ความสงสารจึงแสดงธรรมให้ ฟังหลายแง่หลายมุม แต่ภิกษุรูปนันก็ ้
52.
51 ยังคงอยากสึกอยู่ พระสารี บุตรผู้ซึ่งแตกฉานในปั
ญญาทุกสิ่งทุก อย่าง แต่ก็ไม่สามารถนําธรรมะหรื อปั ญญาไปบังคับลูกศิษย์ให้ ร้ ู แจ้ งเห็นจริ งตามความเป็ นจริ งได้ พระสารี บุตรจึงนําภิกษุ นันไป ้ กราบพระพุทธเจ้ า พระพุทธเจ้ าตรัสว่า ดูก่อนสารี บตร ไม่มีพระภิกษุรูปใดจะ ุ เทศน์ ส อนได้ มี เ พี ย งตถาคตองค์ เ ดี ย วเท่ า นัน ที่ เ ทศน์ ไ ด้ ถูก จุด ้ พระพุทธเจ้ าจึงให้ นิมิตดอกบัวตูม ให้ ภิกษุได้ จบไว้ ถือไว้ และสอน ั ว่า ให้ พิจารณาดอกบัวนี ลงสู่ความไม่เที่ ยง มี การเปลี่ยนแปลง ้ และน้ อ มดอกบัว นี เ้ ข้ า สู่ธ าตุขัน ธ์ ข องตนเอง ว่า ธาตุนี ก็ ไ ม่ เ ที่ ย ง ้ เหมือนกับดอกบัวนี ้ เมื่อดอกบัวเหี่ยวแห้ ง ธาตุขนธ์ นี ้ก็เหี่ยวแห้ ง ั เช่ น เดี ย วกัน จึ ง ให้ ภิ ก ษุ พิ จ ารณาทวบทวนเข้ า หาร่ า งกายของ ตนเอง ในที่สดภิกษุนนก็บรรลุเป็ นพระอรหันต์ นันเป็ นเพราะภิกษุ ุ ั้ ่ นันเคยสร้ างบารมีมาในอดีต เคยเก็บดอกบัวถวายพระราชา ตี ้ ดอกบัวทองดอกบัวเงินถวายพระราชา ใจของเขามีความผูกพันกับ ดอกบัวเป็ นอย่างมาก ทีนีการภาวนาปฏิบติก็ต้องเอาดอกบัวมา ้ ั เป็ นสื่ออุบายในการปฏิบตธรรม นี่คือสร้ างบารมีเก่ามาอย่างนี ้ ัิ ยกตัวอย่างเพิ่มอีก คือ พระจูฬปั ณฑก ทําไมพระพุทธเจ้ า จึงไม่ใช้ ดอกบัวเป็ นสื่ออุบายธรรม เพราะดอกบัวใช้ ได้ กบบางคน ั เท่านันเอง แต่นิสยของพระจูฬปั ณฑกต้ องใช้ ผ้าขาวเป็ นสื่ออุบาย ้ ั ในการปฏิบติ ในการพิจารณา เมื่อจูฬปั ณฑกได้ จบผ้ าขาวไว้ ในมือ ั ั จับไปจับมา และพิจารณาผ้ าขาวลงสู่ความสกปรกโสโครก แล้ ว น้ อมโอปนยิโก ผ้ าขาวผืนนี ้แต่ก่อนสะอาด เดี๋ยวนี ้เราจับไปจับมา
53.
52 เหงื่อไคลจากตัวเราไปถูกผ้ า ทําให้
ผ้าดํา โอปนยิโก ใจเราถ้ าหา กว่าถูกกิเลสครอบงําอยู่ จะทําให้ ใจเศร้ าหมองขุ่นมัวได้ เอาผ้ า ขาวที่สกปรกโสโครกมาเทียบกับใจตนเอง พิจารณาไปพิจารณา มา สุดท้ ายจึงนําผ้ าไปซักที่ริมสระแห่งหนึง การซักผ้ าไปพิจารณา ่ ไป ในที่สดก็สําเร็ จเป็ นพระอรหันต์ขณะซักผ้ ายังไม่เสร็ จ ุ ทําไมพระจูฬปั ณฑกจึงใช้ อบายผ้ าขาว เพราะในชาติอดีต ุ เคยเป็ นพระราชาที่ ยิ่งใหญ่ วันหนึ่งออกเสด็จประภาสพระนคร แต่งตัวสวยงาม แต่วนนันแดดจัดเหงื่อโทรมตัว หยิบผ้ าเช็ดหน้ า ั ้ ออกมาเช็ดหน้ าเช็ดตัว แต่ก่อนผ้ าสะอาดมาก แต่บดนีผ้าดําลง ั ้ กลิ่นหอมก็หายไป ก็พิจารณาว่า แต่ก่อนผ้ านี ้หอมไปด้ วยกลิ่นอบ จันทร์ แต่บดนีเ้ หม็นเพราะผ้ าไปถูกกับรู ปร่ างสังขารร่ างกายของ ั เราที่สกปรกโสโครก จึงเกิดสลดสังเวชว่า สังขารร่ างกายเราเป็ น สิ่งสกปรกโสโครกทังหมด หลังจากชาตินนเมื่อตายไป กลับมาเกิด ้ ั้ ใหม่ในสมัยพุทธกาลเป็ นพระจูฬปั ณฑก สื่อในการปฏิบติของพระ ั จูฬปั ณฑกจึงไม่ใช่อย่างอื่นเลย ต้ องใช้ ผ้าอย่างเดียว ใช้ อย่างอื่น ไม่ได้ จะพิจารณาความทุกข์ ต้ นไม้ ผลไม้ ใช้ ไม่ได้ จะต้ องใช้ สื่อ ให้ ตรงกับอดีตในสมัยเป็ นพระราชาคือ ผ้ า บารมีใหม่ที่จะเชื่อม กับบารมีเก่าต้ องให้ ตรงกันได้ เข้ ากันได้ สิ่งสําคัญคือบารมีเก่าที่เราทําไว้ เราจําไม่ได้ วาสร้ างมาทาง ่ ไหน จึงยากตรงนี ้ ทุกวันนีจึงต้ องสุ่มเดา บางคนมีนิสยอย่างนัน ้ ั ้ แต่มาพิจารณาธาตุสี่อย่างเดียว พิจารณาได้ อ ยู่แต่จะไม่เป็ นผล เพราะอุบายที่เป็ นสื่อสําคัญไม่เข้ ากัน การพิจารณาไตรลักษณ์ ก็
54.
53 เป็ นเพียงส่วนประกอบในสื่อทังหมด ในครังพุทธกาลบางคนเห็น
้ ้ ดอกบัว บางคนเห็ นใบไม้ ที่ ห ล่น ก็ ส ามารถเป็ นพระอรหัน ต์ ไ ด้ บางคนเดินบิณฑบาตได้ ยินข่าวว่าคนนันตายคนนี ้ตาย ก็นําเรื่ อง ้ ของคนตายมาพิจารณา ก็ทําให้ เป็ นพระอรหันต์ได้ เราต้ องหาสื่อ อุบายที่ตรงกับอดีตที่ได้ สร้ างมาแล้ ว หากบุคคลที่ได้ สร้ างวาสนาบารมีสมบูรณ์ มาแล้ วในอดีต แต่ในชาตินีไ้ ม่มีสื่อที่ตรงกับอดีต ก็จะเป็ นไปไม่ได้ เลย สมมติว่า พระจูฬปั ณฑกมีสื่อสําคัญคือ ผ้ าขาว เป็ นอุบายในการปฏิบติ ถ้ า ั พระจูฬปั ณฑกไปพิจารณาเรื่ องขันธ์ ห้าอย่างเดียว จะเป็ นไปไม่ได้ เลย เป็ นสื่อไม่ได้ คนละอุบายกัน หรื อจะนําดอกบัวมาให้ พระ จูฬ ปั ณ ฑกพิ จ ารณาดูสิ ไม่ ไ ด้ สื่ อ ไม่ ต รงกัน หรื อ เอาเรื่ อ งของ นายพรานดัดลูกศรให้ ตรงมาพิจารณา ก็ไม่ได้ ไม่ตรงกับที่ตนเอง สร้ างมา การปฏิ บัติ ใ นยุ ค นี จึ ง ต้ อ งตรงกับ อดี ต ที่ เ คยสร้ างมา ้ เรี ยกว่า นิสยตรงกับบารมีเก่าที่เคยสร้ างมา ั ผู้ที่จะบรรลุธรรมมีหลักอยูสามประการนี ้ ่ 1.บารมีเก่าที่ได้ สร้ างมา 2.การภาวนาปฏิบตถกตามหลักความเป็ นจริ ง ัิ ู 3.มีความจริ งใจในการปฏิบตธรรม ัิ สามหลักนี ้เป็ นต้ นทางของการปฏิบติ สื่อต่างๆ เราจึงต้ อง ั หาเอง สื่อต่างๆ นันมีมาก เช่น บางคนเคยบริ จาคทานผ้ า หรื อ ้ ทานสิ่งของต่างๆ ตัวอย่าง พระยสกุลบุตรจึงบรรลุธรรมเพราะเห็น คนตาย เพราะสมัยก่อน ยสกุลบุตรเป็ นคนนําคนตายไปเผาที่ป่า
55.
54 ช้ า เมื่อเผาแล้
วไฟไหม้ ไปเรื่ อยๆ เห็นเลือดเนือกะโหลก ตับไตไส้ ้ ต่างๆ ทะลักออกมา เกิดความสลดสังเวชใจว่า เราตายไปเราก็เป็ น อย่ า งนัน เกิ ด สลดสัง เวชฝั ง ใจเป็ นนิ สัย ต่อ มามาเกิ ด ในเมื อ ง ้ พาราณสี วันหนึ่งมองเห็นนักดนตรี ที่จ้างมาแสดงที่บ้าน คนต่างๆ เขานอนหลับมีทาทางต่างๆ นานา เห็นคนนอนหลับเหมือนกับซาก ่ ผีตายทังหมด นี่คือนิสยเดิมที่ฝังแน่นสมัยเคยฝั งศพที่ป่าช้ าในอดีต ้ ั เกิดความคิดตามความเป็ นจริ งว่า คนนอนหลับเหมือนกับคนตาย ทําให้ นิสยเดิมที่มีอยู่เกิดขยายขึ ้นมาทันที จึงได้ ออกจากบ้ าน เกิด ั เบื่อหน่าย เกิดความกลัว นี่คือ พระยสกุลบุตร ได้ นําสื่อของคน ตายมาเป็ นหลัก มิใช่จะนําสื่อผ้ าขาวมาพิจารณา ใช้ ไม่ได้ นี่คือ เราไม่ร้ ูจกตนเองว่า ในสมัยก่อนเราสร้ างบารมีมาแล้ ว ั ทางไหน ถึงอย่างไรก็ตามเราต้ องค้ นคว้ าอยู่เสมอ อย่าหยุดยัง ้ เมื่ออุบายถูกกับตนเองจะดูดดึงทันที ใจเราจะแจ่มใสพอใจในการ พิจารณาสิ่งนันๆ ให้ มากขึน นันคือนิสยบารมีตรงตามอดีต ต้ อง ้ ้ ่ ั พิจารณาส่วนนี ้ให้ มาก อย่าเอาอย่างเดียว เอาหลายๆ อย่าง ถ้ า อย่างนี ้ไม่ถก ก็ต้องใช้ อบายอื่น นี่คออุบายของปั ญญา ู ุ ื วัน นี ้ หลวงพ่ อ ให้ ค วามเห็ น ในการปฏิ บัติ เ พื่ อ มรรค ผล นิพพาน อย่างน้ อยก็เป็ นพระโสดาบัน ต้ องมีเหตุสามประการดังที่ ได้ อธิ บายมาแล้ ว ให้ เราพิจารณาให้ มาก ดูประวัติพระอริ ยเจ้ า ท่านที่เป็ นพระโสดาบัน อุบายทังหมดที่ท่านเหล่านันใช้ พิจารณา ้ ้ มีอุบายต่างกันอะไรบ้ าง ใช้ พิจารณาอย่างไร ให้ เรานํ ามาเป็ น อุบายสอนใจตนเอง ปฏิบติตนเองให้ มากขึ ้นๆ อีกวันหนึ่งข้ างหน้ า ั
56.
55 เราก็จะรู้ เห็นตามหลักความเป็ นจริ
ง หลวงพ่อชี ้แนะการปฏิบติมา ั จนถึงขณะนี ้ คิดว่าเราทังหลายจะได้ สํานึกว่า เราต้ องทําอย่างไร ้ จึงจะไปถึงจุดนันได้ เพราะคําสอนของพระพุทธเจ้ ามีจดเด่นอยูที่นี่ ้ ุ ่ สามารถให้ คนเข้ าถึงมรรคผลได้ ณ จุดนีเ้ อง เรี ยกว่า ปั ญญายะ ปริ สชฌะติ จิตจะมีความบริ สทธิ์ได้ เพราะปั ญญา ุ ุ การให้ อุบายธรรมะมาตังแต่เบืองต้ น คิดว่าทุกท่านจะได้ ้ ้ เข้ าใจธรรมะพอสมควร หรื อสิ่งใดที่ไม่ชดเจน ก็ให้ เขียนคําถามมา ั หลวงพ่อจะอธิบายให้ ฟัง บัดนี ้ก็สมควรแก่กาลเวลา
57.
56 รายละเอียดของหนังสือ ชื่อหนังสือ
: วัฏสงสาร พระธรรมเทศนาของ หลวงพ่อทูล ขิปปปญฺโญ ฺ วัดป่ าบ้ านค้ อ จ.อุดรธานี ในการอบรมธรรม ที่ โรงเรี ยนปานะพันธ์ ครังที่ 4 (ตุลาคม 2535) ้ วัตถุประสงค์ : จัดพิมพ์เป็ นอนุสรณ์งานอุปสมบท พระเกรี ยงไกร มันเสถียรสิน (สัพพะปั ญโญ ภิกขุ) ่ วันที่ 28 มิถนายน 2552 ุ ณ วัดพุทธรัตนาราม เคลเลอร์ เท๊ กซัส ผู้จดพิมพ์ : วัดซานฟรานธัมมาราม Tel.415.753.0857 ั www.watsanfran.com
Download