1
2
3




                                  วัฏสงสาร

     หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 1

          ขอเจริ ญธรรม แก่ท่านพุทธมามกะบริ ษัททังหลาย เนื่อง
                                                        ้
ด้ วยพวกเราทังหลายได้ มารวมกัน เรี ยกว่า ธรรมสภา เป็ นสถานที่
                 ้
ร่ วมกันปฏิบตธรรม ครังนี ้ เป็ นครังที่ 4 หลายคนได้ ติดตามมาตังแต่
              ัิ         ้           ้                           ้
ครังแรกจนถึงปั จจุบน บางท่านได้ ติดตามมาครังสองครัง หรื อครัง
     ้               ั                              ้       ้          ้
แรกก็เป็ นได้ ฉะนันสถานที่แห่งนี ้ ถือว่าเป็ นธรรมสภา อบรมธรรมะ
                   ้
ค้ น คว้ า ในธรรม พวกเราทั ง หลายเข้ าใจว่ า ต้ องไปวัด จึ ง จะ
                                   ้
แสวงหาธรรมะได้ ไม่เข้ าใจว่า ธรรมะอยู่ที่ไหน ทําอย่างไรจึงจะ
เข้ าถึงธรรม สถานที่ท่ีได้ จดไว้ ว่าเป็ นวัด นันเป็ นส่วนหนึ่งสําหรั บ
                             ั                 ้
พระสงฆ์สามเณรอยูอาศัยนันเป็ นส่วนหนึง
                       ่       ่            ่
          ส่วนการแสวงหาธรรม หรื อสภาธรรม ไม่จํากัดในที่เช่นนัน       ้
ตลอดไป เช่น เราอยู่ในที่แห่งนี ้ ก็ถือว่าเป็ นสภาธรรมได้ คือเป็ น
สถานที่ศกษาธรรม หรื อปฏิบติธรรม ทีนี ้เราชาวพุทธทังหลาย ต้ อง
            ึ                    ั                        ้
ศึกษาธรรมะให้ มากขึน ตามหลักความเป็ นจริ ง ตามคําสอนของ
                           ้
4
พระพุทธเจ้ า พระพุทธเจ้ า ได้ สอนธรรมะแก่เรานัน เป็ นธรรมะที่้
พระองค์ค้นพบด้ วยพระองค์เอง ค้ นพบที่ไหน ค้ นพบธรรมะที่มีอยู่
กับโลก โลกทังหมดมีธรรมะเป็ นหลักความจริ งอยู่แล้ ว แต่ก่อนมา
                     ้
ไม่เ คยมี ใ ครพบว่าเป็ นหลักความจริ ง ทัง ที่ ค วามจริ ง มี อ ยู่ใ นตัว
                                                 ้
ทังหมด คําสอนของพระพุทธเจ้ าที่นํามาสอนทังหลาย เรี ยกว่า
     ้                                                     ้
ศาสนธรรมคําสอน เป็ นการนําความจริ งมาสอนคน คือคนเรามี
ความจริ ง อยู่ ใ นตัว แต่ ป ฏิ บัติ ต ามความจริ ง ในตัว ทัง หมดไม่
                                                                 ้
สมบูร ณ์ ขาดตกบกพร่ อ งอยู่เ สมอ เพราะไม่ร้ ู จัก วิธี แ นวทางที่
ถูกต้ อง ผิดบ้ าง ถูกบ้ าง ล้ มลุกคลุกคลานอยูเ่ สมอ
            คํ า สอนของพระพุท ธเจ้ า นี จึ ง เป็ นคํ า สอนที่ ม าประยุก ต์
                                          ้
ความจริ ง ทัง หมดที่ เ ราปฏิ บัติ ม าแล้ ว ในอดี ต ให้ เ ป็ นกลุ่ม ก้ อ น
                   ้
ปฏิบติได้ อย่างถูกต้ องอย่างชัดเจนขึ ้น คําสอนของพระพุทธเจ้ าจึง
        ั
เป็ นของเก่าที่สตว์โลกทังหลายเป็ นมาในอดีต จนถึงปั จจุบน เอา
                       ั      ้                                    ั
เรื่ องเก่าๆ นี่แหละ มาปรับปรุ งให้ คนได้ เข้ าใจในความเป็ นจริ ง คํา
ว่า รู้จริ งตามความเป็ นจริ ง จริ งอะไร ถึงเราจะภาวนาปฏิบติตาม       ั
วิธีอ่ืนๆ ถ้ าเราไม่ปฏิบติตามแนวทางที่ถกต้ อง ความรู้ จริ งเห็นจริ ง
                            ั                 ู
จะไม่เกิดขึนกับเราได้ สัจธรรมเป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า คือ
                 ้
พูดแล้ วไม่ผิด เป็ นความจริ งตลอดเวลา ไม่มีสงใดจะแก้ ไขได้
                                                      ิ่
            ถึงแม้ ว่าจะมี คนใดคนหนึ่งที่ เกิ ดมาในโลกนี ้ จะมาแก้ ไ ข
ความจริ ง ให้ เ ปลี่ ย นไปเป็ นอย่า งอื่ น จะเปลี่ย นแปลงไม่ไ ด้ เ ลย
เพราะหลักความจริ งเป็ นหลักธรรมชาติที่มีอยู่กบโลกไม่ว่าจะกาล
                                                         ั
ไหนๆ ธรรมะ ในสมัยที่พระองค์ออกปฏิบติช่วงแรก ไม่มีใครให้
                                                   ั
5

คําแนะนําพระองค์เลย แต่พระองค์ก็นําหลักธรรมชาติมาพิจารณา
ว่าอะไรเป็ นอะไร ธรรมชาติทงหมดเป็ นคําสอน เพราะคนเราอยูกบ
                                    ั้                                  ่ ั
ธรรมชาติ เกิ ด มาตามธรรมชาติ อยู่ ต ามธรรมชาติ ชี วิ ต เรา
หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติทงนัน อยู่กบที่ไม่ได้ ส่วนเรื่ อง
                                          ั้ ้         ั
สังขารร่างกายหรื อรูปขันธ์เป็ นอีกเรื่ องหนึง   ่
          ธรรมชาติ ที่ ห มุน อยู่กับ โลกนี ้ ไม่ มี ใ ครกํ า หนดได้ ไม่ มี
พระพุทธเจ้ า หรื อ พระเจ้ าองค์ใดจะกําหนดให้ เป็ นไปตามใจชอบ
ได้ เรี ยกว่า วัฏจักร พูดง่ายๆ ว่า ชีวิตเราที่เป็ นอยู่นี ้ก็หมุนเวียนไป
ตามธรรมชาติ ธรรมชาตินี ้ มีขึ ้นๆ ลงๆ เช่น อายุขยของคนเรา หรื อ
                                                         ั
ชีวตความเป็ นอยูก็มีการขึ ้นๆ ลงๆ ตามธรรมดา ส่วนมากเราศึกษา
    ิ               ่
ในทางวิ ท ยาศาสตร์ วิท ยาศาสตร์ จ ะศึก ษาเรื่ อ งอดี ต แต่เ รื่ อ ง
อนาคตไม่มีใครสามารถเขียนล่วงหน้ าให้ เป็ นไปตามจริ งได้ เพราะ
หลักธรรมชาติเป็ นเรื่ องลึกลับละเอียดอ่อน ผู้จะรู้ เรื่ องธรรมชาติมี
เพียงคําสอนของพระพุทธเจ้ า เรี ยกว่า โลกวิทู โลกวิทู คือ รู้ แจ้ ง
โลก รู้ แจ้ ง ทัง อดี ต ที่ เ ป็ นมาของธรรมชาติ ว่ า เป็ นอย่ า งไร รู้ ใน
                ้
ปั จจุบนว่าธรรมชาติของโลกปั จจุบนเป็ นอย่างไร และสามารถจะรู้
        ั                               ั
ธรรมชาติของอนาคตต่อไปว่า อนาคตธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไป
เป็ นอย่างไร พระพุทธเจ้ าสามารถรู้ได้ ทงหมด จึงนํามาเขียนเพื่อให้
                                             ั้
คนได้ ศึก ษาตามหลัก ความเป็ นจริ ง ว่า วัฏ จักรที่ ห มุน ไปตาม
ธรรมชาติหมุนอย่างไรบ้ าง ตัวเราที่เกิดตายในวัฏสงสารนี ้ เกิดกี่
ครั ง มาแล้ ว แต่ ล ะครั ง แต่ ล ะภพชาติ ที่ เ กิ ด มา การเกิ ด นั น มี
      ้                          ้                                    ้
ความสุข มีความเจริ ญทุกภพชาติหรื อไม่ นี่คือศึกษาความจริ งของ
6
ตนเอง
           ทีนี ้การศึกษาความจริ งของตนเอง จําเป็ นต้ องศึกษาความ
จริ ง ของคนอื่ น ด้ ว ย จากธรรมชาติ ร อบตัว ด้ ว ย เพราะทุ ก สิ่ ง
เปลี่ยนไปตามธรรมชาติทงหมด ที่พดเรื่ องธรรมชาติให้ ฟังนี ้ เพื่อให้
                                ั้          ู
รู้ จกโทษ รู้ จกภัย รู้ จกทุกข์ เรามาเกิดกับธรรมชาตินี ้ ต้ องรู้ ว่า เรา
     ั            ั      ั
จะได้ อะไร มีดีส่วนใด มีชวส่วนใด ส่วนไหนบ้ างที่เป็ นข้ อคิด เป็ น
                                   ั่
ข้ อ ปฏิ บัติ เราจะหาวิ ธี ห ลี ก เลี่ ย งได้ อ ย่ า งไร จะไม่ ใ ห้ เ กิ ด ตาม
ธรรมชาตินานเกินไป
           สําหรับพระอริ ยเจ้ าทังหลายที่ได้ ศกษาธรรมชาติ ท่านจึงรู้
                                      ้            ึ
ว่า ธรรมชาติที่หมุนเวียนอย่างนี ้ ชีวิตของมวลสัตว์ทงหลาย ไม่ว่าั้
สัตว์น้อยใหญ่ สัตว์บกสัตว์นํ ้า ตลอดจนคนทุกชาติภาษาไม่ว่าจะ
ดี ห รื อ ชั่ ว เมื่ อ มาเกิ ด กั บ โลกนี แ ล้ วก็ ต้ องหมุ น เวี ย นไปตาม
                                          ้
ธรรมชาติตลอดเวลา หาทางสิ ้นสุดไม่ได้ ขณะที่หมุนไปอยู่นน ก็                  ั้
ได้ อาศัยความอยากของตนเอง ทําตามความอยากอยู่เรื่ อยๆ โดย
ไม่เข้ าใจว่า การทําตามความอยาก ให้ โทษ ให้ ภย ให้ คณอย่างไร
                                                         ั          ุ
ทําตามความอยากอยู่เสมอ สุดท้ ายแล้ วก็มีความผิดเป็ นส่วนใหญ่
เพราะจิตใจของคนพยายามรั่ วไหลไปในทางที่ตํ่าเสมอไป การ
พยายามพยุงจิตใจให้ เข้ มแข็ง ให้ ก้าวหน้ า มีจิตใจที่สงขึ ้นนัน ยาก
                                                                  ู      ้
มากที่ จ ะทํ า ได้ จึ ง ต้ อ งนํ า คํ า สอนของพระพุ ท ธเจ้ ามาศึ ก ษา
เพื่อให้ เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสาร เห็นทุกข์โทษภัยในธรรมชาติ
ที่มีอยู่ เราได้ เลื่อนลอยเกิดแก่เจ็บตายในวัฏสงสารมาหลายชาติภพ
ก็เหมือนปั จจุบันชาตินีทังหมด ชาติก่อนเราก็ เป็ นอย่างนี ้ เกิ ด
                              ้ ้
7

ขึ ้นมา ผู้หญิงก็เป็ นเพศหญิง ผู้ชายก็เป็ นเพศชาย เกิดมาแล้ วก็ต้อง
แก่เจ็บตาย เป็ นธรรมชาติของสัตว์โลกทุกตัวต้ องเป็ นอย่างนี ้ ไม่มี
คนหนึ่งคนใดหรื อสัตว์ใด จะอยู่ตลอดกัปตลอดกัลปได้ การเกิด์
มาทัง หมดจะมี อ ะไรเป็ นเครื่ อ งต่ อ รองได้ ว่ า เราจะมี ค วามสุข
        ้
ตลอดไป อะไรจะเป็ นเครื่ องต่อรองได้ ไม่มีเลย
          ในโลกนีหาสิ่งที่มีความเที่ยงแท้ แน่นอนอย่างจริ งจังไม่ได้
                   ้
ธรรมชาติเป็ นสิ่งที่หมุนเวียนกันอยู่เท่านัน เรื่ องความสุขความทุกข์
                                           ้
ก็ เ ป็ นธรรมชาติ ข องคนที่ ต้ องเจอ นี่ คื อ ความจริ งของโลก
พระพุทธเจ้ ามองเห็นชัด จึงได้ ประกาศศาสนาให้ คนในภายหลังได้
ศึกษาความจริ ง เอาความจริ งมาสอนคน ให้ คนได้ เห็นทุกข์โทษ
ภัยในธรรมชาติ เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารที่หมุนเวียนกันอยู่ว่า
เป็ นทุกข์อย่างไร เมื่อเห็นทุกข์แล้ ว เขาเหล่านันก็จะเกิดความเบื่อ
                                                    ้
หน่าย กลัวในการเกิด กลัวในความทุกข์ กลัวในภัยต่างๆ การ
ภาวนาปฏิบตก็คือเพื่อให้ ร้ ูธรรมชาติท่ีมีอยูนี ้เอง
              ัิ                               ่
          ฉะนันหลักการภาวนาปฏิบติที่เราทําก็เพื่อมุ่งหวังให้ ร้ ูความ
               ้                     ั
จริ งในธรรมชาติที่มีอยู่ คําว่า โลกวิทู เป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า
พระสาวกก็จะรู้ ได้ บางท่าน ถึงจะไม่ร้ ู ทังหมด รู้ ได้ บางส่วนก็ยงดี
                                             ้                     ั
โลกวิทู มีอะไรเป็ นเครื่ องวัด มีหลัก 3 ประการใหญ่ๆ คือ
          1.ความจริ ง คือ ไม่เที่ยง
          2.ความจริ ง คือ ความทุกข์
          3.ความจริ ง คือ ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา
          หลัก ใหญ่ ทัง 3 ประการนี ้ คื อ หลัก ประกัน ของโลกวิ ทู
                       ้
8
ทัง หมด โลกวิ ทูเ ป็ นผู้ร้ ู แจ้ ง โลกทัง หมดมารวมอยู่ใ นหลัก ไตร
     ้                                        ้
ลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และ ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา
สําหรับผู้ปฏิบติทงพระและฆราวาสก็สามารถรู้ ได้ เป็ นโลกวิทูได้
                    ั ั้
ถึงจะไม่กว้ างขวางพิสดารเท่าพระพุทธเจ้ า แต่เราก็ร้ ู ได้ นี่คือหลัก
ปฏิบติ ั
           ทําไมจึงต้ องปฏิบติ เพราะเราหลงโลกหลงสงสาร โมหะ
                                  ั
อวิ ช ชา โมหะ หมายถึ ง ความหลงตามธรรมชาติ ที่ ล่ อ งลอยใน
วัฏสงสาร หลงในภพ หลงในชาติ หลงในวัฏจักร ที่เราเกิดตายมา
ยาวนาน การพิจารณาอย่างนี ้เพื่อแก้ ปัญหาความหลงของตนเอง
ที่มีอยูในขณะนี ้ ให้ เบาบางลง คําว่า ไม่ร้ ู คือ อวิชชา ไม่ร้ ูจริ งตาม
         ่
หลักความเป็ นจริ ง การแก้ อวิชชาจะเอาอะไรมาแก้ คือ เอาความ
จริ งมาเป็ นเครื่ องตัดสิน เอาความจริ งของธรรมชาติที่มีอยู่ ทังเรา    ้
ทังเขา ทังใกล้ ทงไกล ทังหยาบทังละเอียด ทังหมดนํามาพิจารณา
   ้        ้        ั้         ้         ้         ้
เพื่อแก้ ให้ เกิดความรู้จริ งเห็นจริ งเฉพาะตัว เอาความจริ งมาสอนใจ
เพื่อให้ หมดความหลง
           นี่คือธรรมชาติที่เราต้ องศึกษา ศึกษาให้ เห็นจริ งเมื่อไร เรา
จะกลัวเมื่อนัน เช่นว่า ชีวิตของเรานีเ้ ลื่อนลอยตังแต่กัปนันจนถึง
                  ้                                   ้            ้
กัป นี ้ มัน ยาวนาน ไม่ท ราบว่า ชี วิต ของเราหรื อ จิ ต ของเราเกิ ด ๆ
ตายๆ มานับไม่ถ้วน จึงเชื่อพระพุทธเจ้ าไว้ ก่อนว่า ความจริ งเป็ น
อย่างนี ้ เรื่ องปั จจุบน เรื่ องอดีต เรื่ องอนาคต สามอย่างนี ้เป็ นอุบาย
                         ั
ต่อเนื่องกัน เกี่ยวข้ องกันทังหมด ตัวอย่าง วันนี ้เป็ นวันที่ 25 เป็ น
                                    ้
วันที่ปัจจุบน นี่คือตัวอย่างของวัฏจักร ถ้ าเราพูดเมื่อวันวาน วันที่
               ั
9

25 ก็จะเป็ นอนาคต ถ้ าจะพูดเรื่ องอนาคต วันพรุ่งนี ้ วันที่ 26 จะมี
ไหม มี ถ้ าอย่างนันวันที่ 25 ก็ จะเป็ นอดีตไปได้ นี่ ก็เหมื อนกัน
                         ้
เรื่ องของชีวตในอดีตในอนาคตก็มีเหมือนกัน ถึงคนใดจะไม่ยอมรับ
               ิ
ในเรื่ องเหล่านี ้ แต่ความจริ งก็จะปรากฎว่า เมื่อเกิดตายไปแล้ ว
ผลบุญบาป จิตไปเกาะอยู่ที่ไหน ก็จะไปเกิดที่นนทันที เหมือนกับ
                                                       ั้
บุค คลเห็ น เม็ ด มะม่ ว งหรื อ ถื อ อยู่ก็ ต าม มี ค วามเข้ า ใจว่ า เม็ ด
มะม่วงนี ้จะไม่เกิดขึ ้น แล้ วโยนทิ ้งไปเสีย แต่เมื่อโยนทิ ้งไปแล้ ว ไป
ถูกนํ ้า ถูกปุยขึ ้นมา มะม่วงที่ไม่เกิดนันก็จะเกิดอีก
             ๋                               ้
          คนจะว่าเกิ ดหรื อไม่เกิ ดก็ตาม ลักษณะของการเกิ ดเป็ น
ของแน่นอนอยู่แล้ ว ตราบใดที่ยงมีกิเลสตัณหาอวิชชาอยู่ การ
                                       ั
เกิดอีกเป็ นของแน่นอน ให้ เราพิจารณาความจริ งว่า ทุกคนที่
เกิ ด มากับ โลกนี ้ ไม่มี ใ ครต้ อ งการความทุก ข์ ความสุข เป็ นสิ่ง ที่
ต้ องการ ทําอย่างไรจะได้ ความสุขมาเสวยให้ สมใจ ไม่ให้ มีทกข์มา       ุ
เจื อ ปนเลยได้ ไหม ไม่ ไ ด้ เพราะโลกนี มี ค วามสุ ข ความทุ ก ข์
                                                 ้
คลุก เคล้ า กัน ไป แต่ส่ว นใหญ่ จ ะมี ค วามทุก ข์ ม ากกว่า ความสุข
ความสุข ทางโลกเจื อ ด้ ว ยความทุก ข์ สุข อยู่ที่ ไ หนทุก ข์ อ ยู่ที่ นั่น
ความสุขของโลก รูป เสียง กลิน รส โผฏฐัพพะ ที่เรามีความถูกใจ มี
                                   ่
ความยินดี เราก็เคยเจอมาแล้ ว สัมผัสมาแล้ ว ไม่สขเกินนี ้เลย จะ
                                                          ุ
มีเงินทองกองสมบัติหลายพันล้ าน ความสุขในกามคุณทังหลาย ก็        ้
เท่านี ้ เท่าที่ มีอยู่แค่นีแหละ ถึงจะไปเกิ ดอี กชาติหน้ า ก็ ไม่เกิ นนี ้
                            ้
หรอก ความสุข ที่ เ ราแสวงหาจะให้ ส มหวัง ดัง ใจเรานัน ไม่ ไ ด้    ้
เพราะความสุขถาวรของโลกนัน ไม่มี มีแต่ความสุขที่เจือปนด้ วย
                                     ้
10
ยาพิษ คือความทุกข์ด้วยกันทังนัน ความหลงตัวนี ้ทําให้ เราเกิด
                                     ้ ้
ทุกข์ ยาวนานมาจนถึงปั จจุบน      ั
          การศึกษาเรื่ องวัฏจักร เป็ นหลักภาวนาสําหรับบุคคลที่เกิด
ในแห่ ง ใดแห่ ง หนึ่ ง เมื่ อ เขาเหล่ า นั น จะออกจากที่ แ ห่ ง นัน ไป
                                               ้                      ้
จํ า เป็ นต้ อ งศึ ก ษาสถานที่ แ ห่ ง นั น ว่ า จะออกอย่ า งไร เป็ นทุ ก ข์
                                         ้
อย่างไร มีโทษภัยอย่างไรบ้ าง เหมือนกับคนอาบนํ ้าอยู่ในหนองใน
ห้ วย ขณะอาบนําก็มีความสุขสบายเพลิดเพลินอยู่ โดยไม่คํานึง
                           ้
ว่าจะมีภยรอบตัวจะมาทําอันตรายได้ เมื่อเขาคํานึงว่าที่แห่งนันมี
           ั                                                            ้
ภัยรอบตัว อาจมีจระเข้ ลอยมากัดมาทําอันตรายได้ เขาก็จะมี
ความกลัวเกิ ดขึนว่า จะอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่หลง เมื่ อ
                     ้
จระเข้ ล อยมาก็ จ ะหาวิ ธี ห ลบ หาวิ ธี ขึ น ฝั่ ง ได้ ทัน กาล นี่ คื อ ไม่
                                                 ้
ประมาทศึกษารอบคอบ
          เหมื อ นกับ คนอยู่ใ นป่ า อาจมี ภัย นานาชนิ ด มี งู เสื อ ภัย
นานาประการเกิ ด ขึ น กับ ตัว เรา ก็ จ ะตื่ น ตัว อยู่ เมื่ อ ภัย เหล่ า นี ้
                             ้
เกิดขึ ้น เราจะรู้ ทนเห็นทัน หาวิธีหลีกจากสิ่งนันได้ คือไม่หลง นี ้ก็
                       ั                             ้
เช่นกัน โลกที่เราอยู่ทกวันนี ้คือวัฏจักร ทําอย่างไรเราจะออกจาก
                               ุ
โลกนี ้ได้ คืออย่าประมาท อย่าติดกับโลกนี ้ ถือว่าเป็ นสถานที่พก           ั
จิตแห่งหนึงเท่านันเอง ไม่ถือว่าโลกนี ้เป็ นที่ของเรา เพียงเป็ นที่พก
              ่          ้                                                  ั
แรมของจิตซึงได้ หมุนเวียนมาขณะนี ้เท่านัน เมื่อเราตังใจไว้ อย่าง
                ่                                  ้         ้
นี ้ เราจะไม่ไปติดข้ องกับของสิงใด ่
          เหมือนกับเราไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่ง เช่าโรงแรมอยู่ สัง             ่
อาหารกิน ที่นอนดีๆ อยู่ไปตามวันเวลานัดหมาย อีกวันใดวันหนึ่ง
11

ข้ างหน้ า เราก็จะออกจากโรงแรมนันไป นีฉันใด ใจของเรามา
                                            ้     ้
อาศัยโลกเพียงชัวคราว อีกสักวันก็จะออกจากโลกนีไ้ ป เช่น ใน
                    ่
ชาตินี ้เราเป็ นมนุษย์ ชาติหน้ าเราจะเป็ นมนุษย์อีกหรื อไม่ ชาตินี ้
เราเกิดเป็ นคนพออยู่พอกิน แล้ วชาติหน้ ามาเกิดใหม่ ฐานะความ
เป็ นอยู่จะเป็ นอย่างไร ไม่แน่น อน ขึน อยู่กับผลกรรมของชาตินี ้
                                                ้
เมื่อทําอย่างนี ้จะส่งผลให้ ชาติหน้ าเป็ นอย่างไร ปั จจุบนจะเป็ นสิ่ง
                                                          ั
กําหนดอนาคต
          การศึกษาความจริ งของตัวเรา ถ้ าเราเห็นความจริ งว่า ไม่มี
สิ่งใดเที่ยงแท้ แน่นอน นอกจากความตายเท่านัน การศึกษาโลกก็
                                                    ้
เพื่อให้ กลัวในการเกิด กลัวในความทุกข์ กลัวในสิ่งที่ไม่เที่ยง กลัว
ว่า ไม่มี อ ะไรเป็ นของของเราที่ แ น่นอน เราเพี ยงมาพัก อาศัย อยู่
ชั่วขณะเท่านันเอง อีกสักวันหนึ่งภายหน้ าก็จะจากโลกนีไ้ ป หา
                ้
เกิดใหม่ไปเรื่ อยๆ เอาแน่อะไรไม่ได้ ชีวตของเราเลื่อนลอยไปเรื่ อยๆ
                                              ิ
ตามวัฏจักร หมุนไปตามธรรมชาติทงหมด        ั้
          การพูดเรื่ องธรรมชาติเป็ นเรื่ องใหญ่ หากใครไม่ศกษาก็จะ
                                                            ึ
เข้ า ใจไปว่า เป็ นเรื่ อ งธรรมดา เป็ นเรื่ อ งธรรมชาติ เกิ ด ขึ น เป็ น
                                                                 ้
ธรรมดา ตายเป็ นธรรมดา แต่เราหยั่งไม่ถึงจุดนัน การเกิดมา
                                                      ้
อาจจะไม่เท่าเทียมกันทุกชาติทุกภพ ธรรมชาติของโลกนี ้มันหมุน
ตัว สัตว์ทุกตัว มนุษย์ทุกชาติภาษา ก็ต้องหมุนตัวตามธรรมชาติ
ทังหมด เช่น อายุขยของเรา ส่วนใหญ่เราจะเข้ าใจว่า อายุขยของ
   ้                   ั                                           ั
เราจะยาวขึ ้นไปเท่านี ้ หรื อน้ อยลงไปเท่านี ้ คือไม่คิดว่าอายุขยเรา ั
เท่าไร ก็จะอยู่กันไป มีความเจ็บไข้ ได้ ป่วย ก็หายามากิน ถ้ าไม่
12
หายก็ ต ายไปเท่ า นั น เอง ที นี อ ายุ ขั ย ของเราไม่ ค งที่ เพราะ
                         ้            ้
ธรรมชาติหมุนตัว สัตว์โลกทุกตัวต้ องหมุนไปตามธรรมชาติ หลักนี ้
ไม่ มี ใ นหลัก วิ ท ยาศาสตร์ เป็ นหลัก ความจริ ง ที่ เ ปลี่ ย นไปตาม
ธรรมชาติ อายุขัยของเรากํ าลังตํ่าลงทุกที การอธิ บายนีต้องยก        ้
เรื่ องศาสนามาด้ วย ก่อนที่พระพุทธเจ้ าของเราจะมาตรั สรู้ ทรง
พิจารณาก่อนว่า เมื่อใดอายุขยตํ่ากว่า 100 ปี ในยุคนันจะไม่มา
                                    ั                        ้
ตรัสรู้ เป็ นพระพุทธเจ้ า เพราะคนเราประมาทมากเกินไป เมื่อใด
อายุขัยของคน 100 ปี ขึนไป พระพุทธเจ้ าจะมาตรั สรู้ ได้ ดังเช่น
                            ้
พระพุทธเจ้ าของเรามาเกิดในช่วงที่คนมีอายุขย 100 ปี เป็ นอายุขย
                                                    ั                ั
            พระพุทธเจ้ าจะมาตรั สรู้ ในช่วงที่อายุขัยของคน ตํ่าสุดไม่
เกิน 100 ปี อายุขย สูงสุดไม่เกิน 100,000 ปี อายุขย การพูดอย่าง
                      ั                                 ั
นีหลักวิทยาศาสตร์ ไม่มี แต่ทางศาสนามีหลักการอย่างนี ้ ซึ่งคน
     ้
อาจไม่ยอมเชื่อว่า คนเราจะอายุร้อยปี พันปี แสนปี ได้ ยงไง นี่คือั
หลัก ความจริ ง ของธรรมชาติ พระพุท ธเจ้ า ตรั ส ไว้ ซึ่ง เป็ นเรื่ อ งที่
ยาวนานเหลือเกิน
            ในช่วงที่ พระพุทธเจ้ าตรั สรู้ ในครั งพุทธกาลมี 100 ปี เป็ น
                                                 ้
อายุขย อายุขยมีการขึ ้นได้ และลงได้ ขณะนี ้อยู่ในช่วงขาลง 100
         ั        ั
ปี อายุขยลดลง 1 ปี อายุขยลดลงเรื่ อยๆ ตอนนี ้เหลืออยู่ 75 ปี เป็ น
            ั                     ั
อายุ ขัย แต่ ก่ อ นเมื่ อ 2500 ปี ที่ แ ล้ ว อายุ ขัย 100 ปี แต่ บัด นี ้
ล่วงเลยมา 2535 ปี อายุขยของคนเราเหลือ 74 ปี เป็ นอายุขย
                              ั                                  ั
            หากนับต่อไปข้ างหน้ าอีก 100 ปี อายุขยของคนเราก็ลดลง
                                                      ั
เหลือเพียง 73 ปี เป็ นอายุขย อีก 100 ปี ถัดไป อายุขยของคนเราก็
                                ั                         ั
13

ลดลงเหลือเพียง 72 ปี เป็ นอายุขัย 100 ปี ลดลง 1 ปี ลดลงไป
เรื่ อ ยๆ จนเหลื อเพี ยง 10 ปี เป็ นอายุขัย นี่ พูดทางศาสนา เรื่ อ ง
ระยะยาวที่คนไม่เชื่อ จะเชื่อหรื อไม่ ไม่สําคัญ แต่ความจริ งมันเป็ น
อย่างนี ้
           หากมีการคํานวณ จะพบว่าอีกประมาณ 7000 ปี นับจากนี ้
ไป อายุขัยของคนเราจะเหลือ 10 ปี เป็ นอายุขัย การตังครรภ์ ใช้     ้
เวลาเพี ยง 3 เดือน เมื่ ออายุ 4 ปี ก็ กลายเป็ นพ่อ บ้ านแม่บ้านได้
สมบูรณ์แล้ ว เพราะมีอายุขยเพียง 10 ปี ลองคิดดูสวาตัวคนเราจะ
                                ั                         ิ่
เด็กขนาดไหน
           เมื่อคนมีอายุขยระดับนัน นิสยของคนในยุคนันจะแตกต่าง
                            ั        ้    ั                    ้
จากยุคนี มาก หาความละอายไม่ได้ เลย เหมือนสัตว์ เดรั จฉาน
             ้
ทัวไป ทัวโลก ในยุคนันจะเป็ น มนุสสเดรัจฉาโน เต็มตัว รู ปร่ าง
  ่        ่                  ้
เป็ นมนุษย์ แต่จิตใจเป็ นสัตว์ เดรั จฉาน ความละอายไม่มี มีแต่
ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่คือธรรมชาติท่ีกําลังหมุนตัวไป
           ในช่วงจากนี ้ไปอีก 7000 ปี ข้ างหน้ า ถ้ าคนใดมาเกิดตาย
ในช่วงนี ้ จะได้ ร้ ู เห็นความจริ งว่าเกิดอะไรขึ ้น นี่คือการหมุนเวียน
ของชีวิตสัตว์ ธรรมชาติเป็ นอย่างนี ้ ธรรมชาติมันหมุนตัว สัตว์
โลกทัง หลายก็ ต้ อ งหมุน ไปตามธรรมชาติ เมื่ อ ถึง ยุค นัน จิ ต ใจ
         ้                                                         ้
มนุษย์จะเหี ้ยมเกินไป มีการฆ่ากันตีกนเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่มี
                                            ั
ความเมตตาต่อกันหรื อมีน้อยมาก เกิดกลียคขึ ้นมาในยุคนัน
                                                   ุ                 ้
           ในยุคนันจะมีเทพอีกกลุมหนึ่ง สําหรับกอบกู้วฏจักร จะมา
                    ้                  ่                     ั
เกิดในยุคนี ้ มาเกิดกับคนกลุมนี ้แหละ กลุมอายุ 10 ปี ตาย เพียง
                                  ่           ่
14
มาอาศัย สถานที่ เ กิ ด เท่ า นัน ซึ่ ง จะมี เ ทพอี ก กลุ่ม รั ก ษาเขาอยู่
                                         ้
บันดาลให้ เป็ นไป ให้ ละอายในการทําชัว เมื่อเขาเหล่านันเริ่ มเป็ น
                                                     ่              ้
หนุ่มเป็ นสาว กําลังจะเกิดกลียค เขาจะไปอยู่ตามดงตามป่ าตาม
                                             ุ
ถํา ไม่อยู่กับพ่อแม่ ถึงพ่อแม่จะเป็ นอย่างนัน แต่เขาไม่เล่นด้ วย
  ้                                                      ้
เมื่ อ พ่ อ แม่ ร บราฆ่ า ฟั น ตายกั น ไปหมดแล้ ว ในยุ ค ต่ อ ไปคน
เหล่านันก็จะจับกลุ่มเป็ นผัวเมียกัน หาอยู่กินกันอย่างมีศีลธรรม
           ้
กรรมบถ 10
             เมื่ อ คนกลุ่ ม นี เ้ กิ ด ขึ น ในโลกแล้ ว อี ก 100 ปี ข้ างหน้ า
                                           ้
อายุขัย เพิ่ ม ขึ น เป็ น 11 ปี จึ ง ตาย อี ก 100 ปี ข้ า งหน้ า อายุขัย
                     ้
เพิ่มขึ ้นเป็ น 12 ปี จึงตาย 100 ปี อายุขยเพิ่ม 1 ปี เพิ่มขึ ้นเรื่ อยๆ
                                                       ั
จนถึง 100 ปี ตาย 1,000 ปี ตาย เพิ่มไปถึง ล้ านปี อายุขัย โกฏิปี
อายุขย ในที่สดจะยืนยาวมาก เรี ยกว่า อสงไขยปี คนจะตัวใหญ่
        ั              ุ
มาก สิบกว่าศอกก็แล้ วกัน
             เมื่อคนในยุคนันมีอายุมากขึ ้น จะมีธรรมชาติอย่างหนึง คือ
                              ้                                          ่
ความเบื่อหน่าย มันทุกข์ มันยาวนาน มันจะเบื่อของเขาเอง เกิด
การหมุนกลับอีกทีหนึ่ง 100 ปี อายุขยลดลง 1 ปี กลับมาที่ขาลง
                                                   ั
ลดลงเหลื อ โกฏิ ปี ล้ า นปี แสนปี จนถึ ง ในยุค 80,000 ปี เป็ น
อายุ ขั ย ในช่ ว งนี ้ พระศรี อาริ ยเมตไตรย์ จะมาตรั ส รู้ เป็ น
พระพุ ท ธเจ้ า เมื่ อ ตรั ส รู้ แล้ ว ประกาศศาสนาถึ ง ที่ สุ ด จน
ปริ นิ พ พานพร้ อมกั บ พระสาวก ไม่ ไ ด้ วางศาสนาเหมื อ นกั บ
พระพุทธเจ้ าของเรา เลิกราไปทังหมด คนจะรู้ ได้ ปฏิบติได้ ช่วงที่
                                               ้                  ั
พระศรี อาริ ยเมตไตรย์มีชีวตอยูเ่ ท่านัน
                                      ิ          ้
15

           ต่อมาอายุขัยลดลงเรื่ อยๆ ธรรมชาติของโลกเป็ นอย่างนี ้
เดี๋ยวนี ้อายุขยของคนลดลง หรื อจะพูดว่า พระพุทธเจ้ าในภัทรกัปนี ้
                  ั
มี 5 พระองค์ คือ
           1.กกุธสันโธ ในช่วงนันมีอายุขย 40,000 ปี
                                      ้     ั
           2.โกนาคมโน ในช่วงนันมีอายุขย 20,000 ปี
                                        ้     ั
           3.กัสสโป ในช่วงนันมีอายุขย 10,000 ปี
                                  ้       ั
           4.โคตโม พระพุ ท ธเจ้ า องค์ ปั จ จุบัน ในช่ ว งนัน มนุษ ย์ มี
                                                            ้
อายุขย 100 ปี แต่พระองค์ทานมีอายุเพียง 80 ปี
       ั                            ่
           5.พระศรี อาริ ยเมตไตรย์ จะมาตรัสรู้ ในอนาคต ดังที่กล่าว
มาแล้ ว
           ณ ปั จจุบน จากนี ้ไปข้ างหน้ าจนมนุษย์มีอายุ 10 ปี จะไม่มี
                       ั
พระพุทธเจ้ ามาเกิดเลย และอีกเพียง 2500 ปี ข้ างหน้ านี ้ ศาสนา
พุทธก็จะหมดไป เพราะคนไม่เคารพเชื่อถือ ไม่ปฏิบติตามคําสอน ั
ของพระพุทธเจ้ า ในยุคต่อไป ไม่ว่าศาสนาใดที่มีอยู่ก็จะหมดไป
เช่นกัน เพราะคนไม่นบถือ เพราะคนมีนิสยมนุสเดรัจฉาโน กาย
                             ั                  ั
เป็ นมนุษย์ แต่ใจเป็ นสัตว์เดรัจฉาน เขาจะไม่นบถือศาสนาอะไร
                                                      ั
เลย เป็ นสูญกัป กัปที่วางจากพุทธศาสนา หรื อศาสนาอื่นใดก็ไม่มี
                               ่
ด้ วย
           นี ้คือวัฏจักรที่เป็ นธรรมชาติหมุนตัวอยู่ มีหลักฐานก็คือคํา
สอนของพระพุทธเจ้ า หลักความจริ งที่เราดูอยู่ในปั จจุบัน หาก
พิจารณาแล้ วจะมีความเป็ นไปได้ เพราะธรรมชาติเปลี่ยนแปลง
นิสยคนได้ ให้ พวกเราดูภาพพจน์ในอดีตที่ผ่านมา ในช่วงที่เราเป็ น
     ั
16
หนุ่มสาวดูกิริยาท่าทางความเป็ นอยู่ในอดีต เทียบกับหนุ่มสาว
ในยุคปั จจุบนนัน ด้ านจิตใจแตกต่างกันอย่างไรบ้ าง ในช่วงเวลา
                  ั ้
เพียงไม่ก่ีปี ความแตกต่างด้ านจิตใจแตกต่างกันอย่างเห็นได้ ชัด
ทีเดียว กิริยาทางกายวาจาใจ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้ าง
ธรรมชาติบอกเอง กิริยาทางกาย สมัยก่อนพ่อแม่สอนลูกหลานให้
เคารพอ่ อ นน้ อ มคนเฒ่ า แก่ กราบไหว้ พ่ อ แม่ นุ่ง ห่ ม ให้ มิ ด ชิ ด
แต่งงานตามพ่อแม่กําหนดให้ แต่เดี๋ยวนี ้เขากําหนดแต่งงานกันเอง
นุ่งห่มยัวยุ นุ่งน้ อยห่มน้ อย ขาดความละอาย ต่อไปก็จะไม่น่งห่ม
           ่                                                        ุ
เลย เพราะสัตว์เดรัจฉานเข้ ามาแทรกแซงเต็มที่แล้ ว อนาคตภาย
หน้ าจึงเป็ นไปได้ สมัยก่อน 50 ปี ที่แล้ วยังไม่เคยมี แต่สมัยนีก็ยง   ้ ั
เป็ นไปแล้ ว เรื่ องความโกรธก็ดี ราคะตัณหาก็ดี สมัยนี ้เลวกว่า
ยุคก่อน คนสมัยก่อนพอนึกภาพได้ ไหม ผู้หญิงผู้ชาย 17-18 ปี ยัง
กระโดดนํ ้าแก้ ผ้า เล่นนํ ้ากันอยู่เลย แต่ทุกวันนีเ้ กิดอะไรขึ ้น เรื่ อง
ราคะตัณ หารุ น แรงขึน เร็ ว ขึน เพราะอายุสัน มากเท่า ใด ราคะ
                           ้      ้                 ้
ตัณหาก็เร็ วขึ ้น โทสะก็เร็ วขึ ้น เดี๋ยวนี ้มองหน้ ากันไม่ได้ สมัยก่อน
เรื่ องปล้ นฆ่าลักของไม่มี หรื อมีน้อยมาก แต่เดี๋ยวนี ้ระวังยาก เรื่ อง
ราคะก็เร็ วขึ ้น โทสะก็เร็ วขึ ้น การตัดสินใจของมนุษย์จะเร็ วขึ ้น
             ปั จจุบนนีมีองค์การสหประชาชาติรวบรวมสมาชิกทัวโลก
                    ั ้                                           ่
ให้ อ ยู่ใ นขอบเขตการสู้ร บ การรวมกัน นัน รวมได้ ก็ ดี แต่คิด ว่า
                                                ้
รวมกันได้ ไม่นานนัก คิดว่า 100 ปี ก็จะพังลง เพราะคนไม่ลงรอย
กัน ต่างคนต่างถือดีถือเก่ง แต่ละคนมีเครื่ องมืออุปกรณ์ ประหาร
ชีวิตพร้ อม ต่างก็ไม่กลัวกัน เพราะมีอาวุธเครื่ องมือทัดเทียมกัน
17

อีกไม่เกิน 100 ปี จะเจอของสิงเหล่านี ้มากทีเดียว
                              ่
          การพิจารณาอย่างนี ้ พิจารณาเพื่อให้ เห็นทุกข์ เห็นภัยใน
วัฏสงสารนันเอง หลักการใช้ ปัญญาอย่างนี ้ ให้ เรากลัวว่า การเกิด
               ่
การตายเป็ นทุกข์อย่างนี ้ เป็ นภัยอย่างนี ้ เป็ นโทษอย่างนี ้ นีเ้ ป็ น
หลักการใช้ ปัญญา
          เมื่อวัฏฏะหมุนเวียนอยู่อย่างนี ้ ทําไมเราจึงมาเกิดบ่อยๆ
มาเกิดเอาอะไรกัน เพื่ออะไรกัน มาเกิดเป็ นกีฬา มาหาสมบัติแข่ง
กัน เรี ยกว่า ตัณหาความอยาก คนเรามีความอยากในทางที่ดี
คือ ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข มนุษย์ เรามีความอยากสี่จุดนี ้ เรื่ อง
เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็ นอีกส่วน เป็ นของไม่แน่นอน
แต่ ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข ในกามคุณ เป็ นสิงที่เราต้ องการ
                                              ่
          ลองพิจารณาดูวา คนเรามีใครบ้ างที่หา ลาภ ยศ สรรเสริ ญ
                         ่
สุข เพียงพอกับความต้ องการ หาไม่ได้ เลย นักภาวนาปฏิบติพึง         ั
ศึกษาว่า การแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข มีอยู่คู่กบโลกใบนี ้
                                                           ั
แต่คนอีกส่วนหนึ่งจะพิจารณาอยู่ว่า จะหาไปทําไม ส่วนที่หาก็หา
ไปเพื่อสร้ างความเจริ ญให้ กับโลกใบนี ้ แต่นกปฏิบติจะพิจารณา
                                                  ั      ั
ว่า หาไปทํ า ไม ในโลกของเรามี ค นห้ า พัน กว่ า ล้ า นคน เขาจะ
แสวงหาความสุ ข ให้ มาก แต่ นั ก ปฏิ บั ติ ไ ม่ กี่ ร้ อยคนนี ้ กํ า ลั ง
พยายามหยุดในการหาสิ่งเหล่านี ้ พอแล้ ว หาไปก็เท่านี ้ เหนื่อย
เปล่า หาแล้ วก็ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา รู้จกความพอดี หามาได้
                                                ั
แล้ วก็ไม่มีอะไรเป็ นของเราแน่นอน เพียงอาศัยกันชัวกาลเวลาหนึ่ง
                                                       ่
เท่านัน เมื่อถึงกาลเวลาก็ตายจากกันไป จึงหยุดแล้ ว พออยู่พอ
        ้
18
กินแล้ ว เท่านี ้ก็สามารถอาศัยอยู่กินวันหนึ่งคืนหนึ่ง แต่เขาจะไม่
เดินตามกระแสโลกต่อไป เพราะหาทางสิ ้นสุดไม่ได้ เหมือนการ
เดินรอบโลก เดินร้ อยครัง พันครั ง ก็หาทางสิ ้นสุดไม่เป็ น เรามา
                                 ้         ้
เกิดกับโลกนี ้หลายครังหลายหนแล้ ว แต่เราไม่ร้ ู ตวเองเลย เพราะ
                             ้                                    ั
ความหลง ความไม่ร้ ู ความลืมตัว การใช้ ปัญญาพิจารณาธรรมะ
จึงต้ องพิจารณาว่า ความทุกข์ของโลกที่เรากําลังเวียนอยู่กบโลก มี             ั
อะไรบ้ าง ให้ ใจเราเบื่อเอาไว้ นี ้เป็ นหลักที่ใจเราต้ องพิจารณา
            ส่ ว น ห ลั ก ธ ร ร ม ห ม ว ด อื่ น ที่ เ ร า กํ า ลั ง ศึ ก ษ า กั น อ ยู่
พระพุทธเจ้ าได้ ตรั สธรรมะเอาไว้ ศึกษาประวัติของโลกทังหมด มี                  ้
หลักการปฏิบตสองประการ เป็ นกรรมฐานสองอย่างคือ
                   ัิ
            1.สมถกรรมฐาน               2.วิปัสสนากรรมฐาน
            กรรมฐานสองประการนี ้ เป็ นการรวมตัวกันเพื่อให้ ร้ ูจริ งเห็น
จริ งในธรรมชาติ หลักหนึ่งเป็ นการทําสมาธิ เป็ นอุบายพักใจ อีก
หลักคือปั ญญาเป็ นหลักใช้ ความคิด เป็ นวิปัสสนากรรมฐาน คิด
ตามหลักความเป็ นจริ ง สิ่งรอบตัวเป็ นหลักความจริ งทังหมด วัฏ            ้
จัก รที่ ว่ า มาก็ เ ป็ นความจริ ง ทัง หมด เอาความจริ ง ทัง หมดมา
                                       ้                                  ้
พิจารณาเพื่อให้ เห็นความจริ ง เพื่อให้ เกิดความกลัว เมื่อใจเกิด
ความกลัวอย่างเดียวเท่านัน ทุกอย่างจะหาทางออกได้ ด้วยตัวมัน
                                   ้
เอง เรี ยกว่า เห็นจริ งตามความเป็ นจริ ง มันจะกลัวเอง ตราบใดที่
ยังไม่เห็นจริ ง มันยังไม่กลัว มันอยากจะลอง
            ยกตัวอย่าง เช่น การมัวสุมทางเพศทําให้ ติดโรคเอดส์นะ
                                         ่
เขาประกาศความจริ งให้ โลกฟั ง แต่คนกลุ่มหนึ่งก็ยงคงเสพกันอยู่       ั
19

ความอยากมันเหลือกําลังที่จะต้ านทานได้ สําหรับคนที่เขาเชื่อก็
หยุด ไม่ทํา หาวิธีปองกัน กลัวโรค แต่คนที่ไม่เชื่อก็ได้ แต่ทําตาม
                          ้
ความอยากของตนเอง
          การภาวนามีหลักใหญ่สองประการ คือ สมถกรรมฐาน และ
วิปัสสนากรรมฐาน ใช้ ปัญญาพิจารณาหลักธรรมะ ความเป็ นจริ ง
คําสอนของพระพุทธเจ้ ารวมยอดอยูที่นี่        ่
          นี่ คื อ ได้ อ ธิ บ ายเรื่ อ งธรรมชาติ และความจริ ง ตามหลัก
ธรรมชาติของวัฏจักรที่หมุนเวียนกันอยู่ ให้ เราได้ นึกคิดใคร่ ครวญ
ถ้ าเราไม่ปกปองตนเองในยุคนี ้ จะยากที่ปกปองได้ การเตรี ยมตัว
                  ้                                     ้
ล่วงหน้ าดีที่สุด หาวิธีปองกันตัวเองในครั งหน้ าว่า ครั งหน้ าหรื อ
                                ้                     ้            ้
ชาติหน้ าจะไปอย่างไร ต้ องเตรี ยมตัวไว้ ก่อน ถ้ าเราไปอย่างนี ้ จะมี
ภัย อะไรบ้ า งที่ เ กิ ด ขึ น กับ เรา เมื่ อ ภัย นัน เกิ ด ขึน เราจะได้ ห าวิ ธี
                              ้                    ้         ้
ป องกั น ตนเองได้ ดี ก ว่ า จะไปแบบหลงงมงาย ไม่ ร้ ู ต้ นสาย
 ้
ปลายทางที่จะไป การล่องลอยตามกระแสของโลก เราต้ องศึกษา
ให้ เข้ าใจ เพราะภัยนานาชนิดย่อมเกิดขึ ้นกับเราได้ ทุกเวลา ชีวิต
ของเราอยู่ในวงล้ อมของความจริ ง คือ ความไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ และ
เป็ นอนัตตา นี่หลวงพ่อได้ ให้ แนวคิดเป็ นครั งแรก วันเปิ ดประชุม
                                                          ้
ของการอบรมธรรมะ ให้ จ ดในสิ่ ง ที่ ห ลวงพ่ อ พูด ไว้ แล้ ว นํ า มา
พิจารณาว่า จริ งไหม สิ่งภายหน้ าจะเกิดขึ ้นจริ งดังว่าไหม หากเรา
นึกถึงความจริ งเหล่านี ้ การจะหาวิธีหลบหลีกตัวก็พอจะได้ อยู่ ถึง
จะหนีไม่พ้นก็พอหลีกตัวได้ ให้ ความทุกข์ทงหมดเบาบางลงได้
                                                     ั้
          ยกตัวอย่าง เช่น ในอนาคตเดือนต่อไป มกรา กุมภา จะ
20
หนาวมาก ถ้ าเรารู้ เราก็เตรี ยมผ้ าห่มไว้ เมื่อหนาวจริ ง ก็นําผ้ ามา
ห่ม ก็ทุเลาได้ เรานําสิ่งที่เตรี ยมไว้ มาอํานวยความสะดวกแก่เรา
เหมือนเราเดินทางจากจุดหนึงไปอีกจุด อาจเกิดไข้ มาลาเรี ย หรื อมี
                                    ่
เสือสัตว์ ร้ายต่างๆ เมื่อเราศึกษาเส้ นทางไว้ ดีแล้ ว เราจะเตรี ยม
อุปกรณ์ ต่างๆ ไว้ เดินทาง มีด ปื น ยา เมื่อเกิดอุปสรรคขึ ้นกับเรา
เราก็จะสามารถแก้ ไขได้ ทน ไม่ประมาทในตนเอง
                                  ั
           นี ้ฉันใด ชีวิตเราจากนี ้ไปในชาติหน้ า เราก็ต้องเจออุปสรรค
ดังที่ได้ อธิบายมาทังหมด ถ้ าเราไม่ประมาทในตนเอง สิ่งเหล่านัน
                            ้                                       ้
พอจะทุเลาเบาบางลงได้ สิ่งที่ได้ อธิ บายไป เป็ นหลักภาวนาอี ก
อย่าง เรี ยกว่า เจริ ญวิปัสสนา นัตถิ โลเก ระโหนามะ ความลับไม่
มีในโลก เพราะปั ญญาเรารู้เห็นทุกอย่างว่าเป็ นอย่างไร
           โลก คือ ธรรมชาติที่เป็ นอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สาม
โลกสามภพพิจารณาให้ ชดเจนขึ ้น พิจารณาภายนอกภายใน ธาตุ
                                ั
สี่ขนธ์ ห้าของเราทังหมด ที่เรายึดถื อว่าเป็ นเรา เป็ นของของเรา
     ั                  ้
ความหลงไม่ใช่หลงเราอย่างเดียว หลงภายนอกบ้ าง ภายในบ้ าง
เรี ยกว่า ภายนอกภายใน ใกล้ ไกล หยาบละเอียด พิจารณาลงสูไตร         ่
ลักษณ์ทงหมด ตัดทอนความหลงให้ เบาบางลงจากใจของเรา
            ั้
           การอบรมครังนี ้ หลวงพ่อก็ได้ นําพระวิทยากรมาช่วยอบรม
                              ้
การศึกษาธรรมะนัน เราจะเอาอายุพรรษามาพูดไม่ได้ เอาธรรมะ
                          ้
มาพูดกัน เรื่ องพรรษาเป็ นเรื่ องตัวเลข เป็ นสิ่งสมมติกัน แต่เรื่ อง
ธรรมะเป็ นความจริ ง การพูดธรรมะความจริ งจึงไม่เกี่ยวกับการเอา
พรรษาเอาอายุมาพูดกัน หากคนใดที่มีความเป็ นธรรมกับตัวเอง
21

แล้ ว ถึง คนอื่ น คนใดฐานะใดไม่สํ า คัญ หากเขามาตัก เตื อ นว่า
กล่า วเรา เกี่ ย วกับ ความบกพร่ อ งของเรา ถื อ ได้ ว่า เขามี ค วาม
เมตตาต่อเรา ไม่ว่าเขาจะมีฐานะอะไรไม่สําคัญ สําคัญตรงที่ผ้ ู
ที่มาตักเตือนเราว่า สิ่งนีควร สิ่งนีไ้ ม่ควร ชีแนะแนวทาง นันคือ
                               ้                    ้             ่
เขามี ค วามเมตตาสงสารเรา อายุ พ รรษาไม่ เ กี่ ย ว นี่ คื อ
ธรรมาธิปไตย หากเรามีความคิดอย่างนี ้ จะมีความสุขมาก เพราะ
ไม่ยึดติดในชาติชนวรรณะ ไม่นบว่า องค์นนบวชนานหรื อไม่นาน
                       ั้               ั        ั้
ให้ นบความจริ ง หากคนใดมาสอนเราให้ เราสํานึกตัวได้ ว่า เราทํา
      ั
ผิ ด อย่า งนี ้ มี ค นอื่ น มาตัก เตื อ นเรา เราจะขอบคุณ เขา ที่ เ ขามี
ความเมตตาสงสารเรา เราจะให้ ความเคารพผู้นนอยู่เสมอ นี่คือั้
ธรรมาธิปไตย
          ปี นี ้ นิ มนต์ พระมาหลายองค์ เพื่ อ ให้ ฟัง อุบายการปฏิ บัติ
ของหลายองค์ จะได้ เลือกอุบายที่ตรงกับเรา เรี ยกว่า นําสินค้ ามา
เยอะ มามาก เราต้ องการอะไรก็เลือกเองได้ อาหารมีมาก ยามี
มาก เลือกเองได้ ว่า สิ่งไหนถูกธาตุขนธ์ กบเรา เอาละให้ พดคุยกัน
                                           ั ั                ู
ต่อไปนะ
22
      หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 2

          จากนีไ้ ปจะได้ อบรมธรรมะ เพื่อให้ เข้ าใจในข้ อวัตรปฏิบติ       ั
อุบ ายในข้ อ วัต รปฏิ บัติ มี ม ากมาย แต่ จุด ใหญ่ ท่ี สุด สํ า หรั บ การ
ปฏิ บัติคือ สติปัญญา เป็ นฐานรองรั บการปฏิ บัติทังหมด ไม่ว่า
                                                         ้
ปฏิบติที่ไหนอย่างไร ปฏิบติทางกายก็ดี วาจาก็ดี หรื อนึกคิดทางใจ
        ั                     ั
ก็ ดี สติ ปั ญ ญาเป็ นหลัก สํ า คัญ คํ า สอนของพระพุ ท ธเจ้ ามี
มากมาย 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่ก็มารวมลงอยู่ที่ สติปัญญา
นี่คือจุดสําคัญของการปฏิบติ     ั
          ส่วนอุบายอื่นที่เป็ นหลักประกอบการปฏิบติ เช่น กิริยาทาง
                                                    ั
กาย วาจา หรื อ การนึกคิดทางใจ ทังหมดนี ้ เราจะมีอบายอย่างไร
                                        ้                  ุ
เพื่อใช้ อุบายทางกาย ให้ เป็ นธรรม อย่างถูกต้ อง เพราะกิริยาทาง
กายมีมาก สิ่งที่เราต้ องคํานึงถึงคือ สติปัญญา สติ มีความหมาย
อย่างไร ปั ญ ญามี ค วามหมายอย่างไร ที่ เ ราจะนํ ามาปฏิ บัติไ ด้
เพื่ อ จะเป็ นเครื่ อ งปกป องกายวาจาใจ ให้ อ ยู่ใ นกรอบของความ
                          ้
ถูกต้ องเป็ นธรรม
          สติ หมายถึง ความระลึกได้ นี่เป็ นอุบายหนึ่ง ปั ญญา คือ
ความรอบรู้ นี่เป็ นอีกอุบายหนึ่ง ทังสองอุบายมีความเกี่ยวเนื่อง
                                      ้
กันมากทีเดียว ถ้ าเรารอบรู้ แต่ขาดความระลึกได้ ความรอบรู้นนก็          ั้
มีผลน้ อยเต็มที ถึงเราจะระลึกได้ แต่ขาดความรอบรู้ แล้ ว ผลก็
น้ อยเต็มทีเช่นเดียวกัน ดังนัน การสร้ างความสัมพันธ์ อนดีระหว่าง
                                  ้                          ั
สติ กับ ปั ญ ญา เป็ นต้ น ทางสํ า คัญ ในการวางแผนการปฏิ บัติ
23

ทังหมด จะเรี ยกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ก็อยู่ท่ีต้นทางนี ้ อยู่
    ้
ที่สติปัญญาเป็ นหลักใหญ่
          คนเราทุกวันนี ้มีสติอยู่ แต่การระลึกได้ มีทงทางโลก และ
                                                      ั้
ทางธรรม ที่ระลึกได้ ตามธรรมชาติที่เป็ นเองก็มี โดยที่ไม่ต้องมีใคร
มาบอกเรา บางทีก็ระลึกไปในทางที่ดี บางทีก็ระลึกไปในทางที่ชว       ั่
สติเป็ นตัวระลึก ส่วนปั ญญาเป็ นอุบายกลันกรองรอบรู้ สิ่งที่ระลึก
                                             ่
ทังหมดว่า สิ่งใดมีประโยชน์ มีคุณค่า นํามาปฏิบติกับตนเองได้
      ้                                               ั
ไม่ใช่วา การระลึกได้ ทงหมดจะเป็ นสิงดี พยายามทิ ้งไปในส่วนที่ไม่
        ่                ั้            ่
ควรเอา นักปฏิบตต้องวางพื ้นฐานนี ้ให้ ได้
                      ัิ
          หลายคนมีคําถามว่า การสร้ างสติให้ มีความเข้ มแข็ง ทํา
อย่างไร คือ พยายามฝึ กตัวให้ มีความระลึกได้ อยู่เสมอ การระลึก
ได้ ในที่นี ้ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรม
สองหมวดนีทุกคนรู้ อยู่แล้ ว เข้ าใจในหลักการ แต่ภาคปฏิบัติไม่
                   ้
เข้ าใจ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว สอง
อุบายนี ้ลึกซึ ้งมาก ยากที่บุคคลจะปฏิบติให้ เป็ นไปตามธรรมสอง
                                           ั
หมวดนี ้ได้
          หิริ ความละอาย เป็ นหลักใหญ่ในการปฏิบติ หากคนเรามี
                                                    ั
ความละอายแล้ ว การทําชัวทังหมดทังทางกายวาจาใจจะไม่เกิด
                              ่ ้        ้
ขึ ้นกับคนนันเลย เพราะมีความละอายกับตนเอง นี่คือธรรมเพียง
                 ้
หมวดเดียวในภาคปฏิบติจะทําได้ หรื อไม่ สมมติว่า เราจะไม่เอา
                            ั
ธรรมหมวดอื่นแล้ ว เราจะฝึ กความละอายอย่างเดียว ให้ มีความ
เข้ มแข็ง จะทําได้ หรื อไม่ สติระลึกได้ แต่ละวันจะระลึกในความ
24
ละอายแก่ ต นเอง โดยไม่ ต้ อ งเอาธรรมหมวดอื่ น มาอวดอ้ า งว่า
ธรรมหมวดนันก็ร้ ู หมวดนีก็ร้ ู เราจะฝึ กธรรมะเพียงหมวดย่อๆ นี ้
                  ้                 ้
คื อ มี ส ติ ร ะลึก ได้ ว่า จะมี ค วามละอายแก่ ใ จอยู่ทุก เมื่ อ จะทํ า ได้
หรื อ ไม่ นี่ คื อ ส่ ว นที่ เ ราต้ อ งสํ า นึ ก ให้ ดี แต่ เ ราทํ า ไม่ ไ ด้ ต ามที่
ต้ องการหรอก เพราะจะเกิดความพลังเผลออยูบ้าง      ้        ่
          โอตตัปปะ ความเกรงกลัว จะทําอย่างไรให้ ใจเกิดความ
เกรงกลัวต่อสิ่งนันๆ ผู้ที่จ ะทํ าให้ เ กิ ด ความเกรงกลัว ขึน ในใจได้
                        ้                                              ้
ต้ องมีเหตุผลหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าจะกลัวอย่างเดียว อย่างนันใช้                     ้
ไม่ได้ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรมสอง
หมวดนี ้เป็ นต้ นทางของการปฏิบติ ในการเลือกเฟนความดีความ
                                          ั                     ้
ชัว ต้ องรู้ จกธรรมสองข้ อนี ้ให้ ดี คําว่า กลัว มีหลายพื ้นฐาน หลาย
   ่           ั
ขันตอน กลัวอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด กลัวทางโลก
     ้
อย่างหนึง กลัวทางธรรมอีกอย่างหนึง
           ่                                   ่
          สําหรับนักปฏิบติแล้ ว พยายามกลัวทางโลกให้ มาก อบรม
                               ั
สั่งสอนใจให้ กลัวความเป็ นอยู่ของโลกให้ ได้ ส่วนมากเราจะไม่
อบรมตัวเองให้ กลัวความเป็ นอยู่ของโลก มีแต่จะอบรมตนเองให้
ต่อ สู้ต ลอดไป ความเป็ นอยู่ข องโลกเป็ นไปอย่า งไรก็ ห ากลัว ไม่
พยายามต่อ สู้อ ยู่ต ลอดเวลา โลกเป็ นอย่า งไร เราเป็ นอย่า งนัน                     ้
เพื่อนฝูงเป็ นอย่างไร เราเป็ นอย่างนัน เพื่อนผิดถูกไม่สนใจ เขาทํา
                                             ้
ได้ เราก็ทําได้ ในที่สดเราก็ถือเอาคนกลุ่มใหญ่เป็ นหลักเป็ นเกณฑ์
                            ุ
เมื่อคนกลุมนันผิด เราก็ผิดตามเขา ใช้ ไม่ได้ เลย
              ่ ้
          คําว่า เกรงกลัว นัน กลัวอะไร ขันสูงสุดคือ กลัวการเกิด
                                  ้                    ้
25

ถ้ าเราฝึ กใจตนเองให้ กลัวการเกิดได้ ฝึ กอย่างไร นี่คือขันสูงสุด                ้
ของพระพุท ธศาสนา กลัว การเกิ ด อี ก ในชาติ ห น้ า ทํ า ไมจึง ฝึ ก
ตนเองให้ กลัวอย่างนัน เพราะการเกิดอีกเป็ นทุกข์นานาประการ
                                 ้
ไม่เคยเลือกหน้ าใครทังสิ ้น ไม่วาที่ไหน ตระกูลใด ชนชาติใด ความ
                                   ้     ่
ทุกข์ไม่เลือกหน้ า เมื่อเกิดมาแล้ วย่อมมีความทุกข์ ด้วยกันทังนัน                    ้ ้
ทุกข์อย่างหนึง คือ    ่
            1.สภาวะทุกข์ ทุกข์ประจําขันธ์ ขันธ์ ของเราเป็ นฐานแห่ง
ความทุกข์ทงหมด     ั้
            2. ปกิณกะทุกข์ ทุกข์ ที่จรมา ทุกคนต้ องประสบพบเห็น
ทุกข์ที่จรมาเช่นเดียวกัน
            ความทุกข์ทงหมด เราจะกลัวได้ ไหม การอบรมสอนใจให้
                              ั้
กลัวในทุกข์เหล่านี ้ได้ นันคือ ผู้มีปัญญา ใช้ ปัญญาหาเหตุผลใน
                                     ่
แง่ต่างๆ อบรมสังสอนตนเองว่า การเป็ นอยู่ในโลกนีมีความทุกข์
                          ่                                             ้
อย่างไรบ้ าง ต้ องสอนทุกแง่ทุกมุม ทุกจุดทุกอุบาย ไม่ใช่ร้ ู ทุกข์
อย่างเดียว ต้ องเห็นทุกข์ด้วย หากรู้ อย่างเดียว แต่ไม่เห็นเหตุให้
เกิดทุกข์แล้ ว ผลประโยชน์น้อยเต็มที ฉะนันการภาวนาปฏิบติต้อง
                                                          ้                       ั
ให้ ร้ ู เหตุใ ห้ เ กิ ด ทุก ข์ และเห็ น เหตุใ ห้ เ กิ ด ทุก ข์ ด้ ว ย ให้ เ กิ ด ความ
ละอายแก่ใจ และให้ เกิดความเกรงกลัว คือกลัวการเกิดมากับโลก
ทําอย่างไรจะได้ ไม่เกิดอีกต่อไป
            นี่เป็ นจุดที่ผ้ ูปฏิบัติจะแสวงหาธรรมะขันสูงต่อไป คิดจะ้
อบรมตนเอง ให้ เกิ ดความกลัว ขึนในใจ เราคนเดียวที่ สามารถ
                                             ้
อบรมตนเองได้ ถึงคนอื่นจะอบรมเราอย่างไร ก็เป็ นเพียงปลีกย่อย
26
เตือนเราให้ เราอบรมตนเองเท่านันเอง เช่น ขณะนี ้พวกเราได้ มา
                                    ้
อบรมธรรมะอยู่ก็ตาม นี่เป็ นส่วนปลีกย่อย เพียงมารั บนโยบาย
จากผู้ให้ การอบรม ส่วนเราผู้รับการอบรมต้ องนําอุบายทังหมดไป
                                                        ้
อบรมตนเองครังที่สอง อีกต่อหนึ่ง อุบายใดที่ได้ รับมาก็ต้องนําไป
                    ้
อบรมตนเองอีกครังหนึง บุคคลที่อบรมตนเองได้ นนคือ ผู้มีปัญญา
                      ้ ่                         ั่
มีความฉลาดในการอบรมตนเองอยูเ่ สมอ
          การอบรมตนเองไม่จําเป็ นต้ องหากาลเวลา เวลานันก่อน้
เวลานี ้ก่อน หรื อต้ องเข้ าที่ภาวนาก่อนจึงจะอบรมตนเอง ไม่จําเป็ น
การอบรมตนเองไม่มีกาลเวลา ทําที่ไหนก็ได้ กินข้ าวก็ได้ ทํางาน
ก็ได้ สําคัญที่ให้ เรามีสติปัญญา รู้ อบายวิธีในการอบรมตนเองอยู่
                                       ุ
เสมอ
          ใจของเรามีความอยาก สันดานเดิมคือไม่ร้ ู เท่าตามความ
เป็ นจริ ง เป็ นเวลานาน จนกลายเป็ นนิสัยจิตด้ านจนถึงปั จจุบัน
หากไม่มีความขยันหมันเพียรแล้ ว การอบรมก็จะเป็ นไปยากมาก
                          ่
เพราะจิตเราไม่ยอมรับความจริ งตามหลักความจริ ง ต้ องใช้ ปัญญา
อบรมตนเองอยูเสมอ ไม่เช่นนันจิตเราจะด้ านเสีย ฉะนัน เราจึงไม่
                  ่               ้                   ้
รอให้ คนอื่นอบรมเราฝ่ ายเดียว เราต้ องอบรมตนเองเป็ นสําคัญ
เรี ยกว่า ตนแลเป็ นผู้อบรมตนเอง
          จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ถกอบรมอยู่เสมอๆ จิตจะมี
                                          ู
ความฉลาด มี ค วามเข้ า ใจในเหตุใ นผล จิ ตจะมี ความสุข ความ
เจริ ญ เราต้ องเป็ นผู้อบรมตนเองเสมอ ตนเตือนตนด้ วยตนเอง
อบรมตนเอง สิ่งที่เราทําผิดไหม ถูกไหม เตือนตนอยู่เสมอ สิ่งนี ้ไม่
27

ควรทํา สิงนี ้ควรทํา
             ่
            จิตตัง รักเขถะ เมธาวี แปลว่า ผู้มีปัญญาดีเท่านัน จึงจะ          ้
รักษาจิตได้ ถ้ าผู้มีปัญญาทราม จะรั กษาจิตไม่ได้ เลย ปล่อยไป
ตามยถากรรม คิดเรื่ องดีเรื่ องชัวก็ไม่เข้ าใจว่า ผิดหรื อถูก เพราะ
                                           ่
ขาดปั ญญารอบรู้ การใช้ ปัญญาอบรมใจ ว่า สิ่งนันควรทํา ควร           ้
พูด ควรคิด สิ่งนี ้ควรปฏิบติ สิ่งนี ้ควรละ ควรวาง ปั ญญาความรู้
                                    ั
รอบทังหมดว่า อะไรควร อะไรไม่ควร ธัมมะวิจยะ รู้ จกการเลือก
          ้                                                             ั
เฟนธรรมะมาปฏิบตกบตนเอง
    ้                        ัิ ั
            อีกคําหนึง ตนแลเป็ นที่พงของตน จะพึงอย่างไร พึงคนอื่น
                        ่                    ึ่              ่                ่
พึ่ง ได้ ประเดี๋ย วประด๋า ว แต่พึ่งตนเองเป็ นสิ่งสํ าคัญ เราจะเอา
สติปัญญาเป็ นที่พงตนเองได้ อย่างไร ต้ องสร้ างขึ ้นมา
                          ึ่
            ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่กับลูก ในเบื ้องต้ นต้ องอาศัยพ่อแม่
เป็ นผู้บํ า รุ ง รั ก ษาลูก ให้ เ จริ ญ เติบ โต แต่ที่ สํ า คัญ เมื่ อ ลูก ใหญ่ โ ต
ขึ ้นมา เมื่อรู้ จักความเป็ นอยู่ของตนเองแล้ ว ไม่ใช่ลูกจะเกาะพ่อ
แม่ ไ ปจนตลอดวัน ตาย จํ า เป็ นต้ อ งออกไปเป็ นตัว ของตัว เอง
บุคคลจะเป็ นตัวของตัวเองได้ ต้ องรู้ จกว่า เป็ นที่พึ่งของตนเองได้
                                                 ั
อย่างไร พึ่งความสามารถ สติปัญญาตนเองอย่างไร ให้ เราฝึ ก
นิสยพึงตนเองอยูเ่ สมอ นี่คือสิงที่ต้องสํานึกให้ มาก
      ั ่                               ่
            อีกสิ่งหนึ่ง คือ เรากําลังอาศัยครู อาจารย์ ผู้เป็ นพ่อเป็ นแม่
ให้ ค วามรู้ ความฉลาดแก่ เ รา เพื่ อ เป็ นที่ พึ่ ง แก่ ต นเองให้ ไ ด้ นํ า
ความรู้ ทังหมดบรรจุลงในตัวเองให้ มาก เพราะเราไม่สามารถจะ
               ้
อบรมธรรมะกันได้ ตลอดวันตลอดคืน ตลอดเดือนตลอดปี ถ้ าหาก
28
วัน ใดที่ เ ราไม่ ไ ด้ รั บ การอบรมจากครู อ าจารย์ แต่ อุบ ายธรรมะ
ทัง หมด เราบรรจุ ล งในใจเราแล้ ว วัน ดี คื น ดี เ วลาเหมาะสมก็
    ้
พยายามนึกคิด วางแผนปฏิบตอบรมตนเองอยูเ่ สมอ
                                    ัิ
            ธรรมะเป็ นสิ่ ง ใกล้ ตั ว แต่ เ รามองเลยตั ว เองออกไป
รู ปธรรม นามธรรม ให้ ร้ ู จกความเป็ นจริ งเหล่านี ้ จุดสําคัญในการ
                                ั
ปฏิบติธรรม มีคําว่า เพื่อความรู้ จริ งเห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง
        ั
ความจริ งอยู่ท่ีไหน อย่างเช่น ตัวเรามีความจริ งอะไร ส่วนมากนัก
ปฏิบติไปมองแต่ชื่อของความจริ งเท่านัน แต่ตวของความจริ ง เรา
          ั                                  ้    ั
ไม่สํานึกเลยว่า ตัวความจริ งเป็ นอย่างไร คําสอนของพระพุทธเจ้ า
เป็ นความจริ ง ตัวเราเป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า คําสอนของ
พระพุทธเจ้ าเอาออกมาจากบุคคลนี ้ คนทําดีก็ตาม คนทําชัวก็ตาม     ่
ทังกิริยา ทางกาย วาจา ใจ ทังหมดนี ้ พระพุทธเจ้ านําไปเรี ยบเรี ยง
      ้                             ้
เป็ นอุบายสอนคนให้ อยูในความเป็ นธรรม
                              ่
            นี่ คื อภาคปฏิ บัติ แต่ถ้ าหากเราไปมองผิ วเผิ น ว่า ธรรมะ
หมวดนันก็อยากรู้ ธรรมะหมวดนี ้ก็อยากเข้ าใจ นี่คือ ขี ้โลภเกินไป
            ้
เพราะสิ่งที่ใกล้ ตาใกล้ ใจยังมองข้ ามไป การปฏิบติจึงเป็ นหมันเสีย
                                                    ั
ไม่ได้ ผลอะไรเลย ธรรมะหมวดง่ายๆ หิริความละอาย โอตตัปปะ
ความเกรงกลัว จึงเป็ นจุดเด่นที่ต้องทําให้ ได้ ไม่มีใครในโลกนีจะ    ้
ช่วยเราได้ หรอก พระพุทธเจ้ ากล่าวว่า เราตถาคตเป็ นเพียงผู้บอก
ผู้เตือนเท่านัน ส่วนการปฏิบติอบรมตนเองเป็ นหน้ าที่ของเราที่ต้อง
                    ้             ั
ทํ า เอง หากเราไม่ มี ก ารอบรมตนเองอยู่ เ สมอแล้ ว จิ ต เราจะ
กลายเป็ นหมัน จิตเราคิดไปทางโลกทางสงสาร ทําไมความคิด
29

ทังหมดจึงไม่นํามาทางหลักปฏิบติธรรม เพราะหลักปฏิบติธรรมอยู่
    ้                                 ั                           ั
ที่นี่ ส่วนกิริยาทางกาย วาจา เป็ นอิริยาบถ เป็ นอีกส่วนหนึ่งของ
การปฏิบติธรรม เรื่ องการยืนเดินนั่งนอนนัน เป็ นส่วนประกอบ
               ั                                       ้
การปฏิบติธรรม ไม่ใช่หลักที่แท้ จริ ง หลักที่แท้ จริ งคือสติปัญญา
             ั
อยู่ที่ไหนก็ตามก็ปฏิบติได้ มีความรอบรู้ อยู่เสมอ รอบรู้ ว่าสิ่งใด
                          ั
ควร สิงใดไม่ควร
          ่
            ในโลกทังหมดเป็ นธรรมะสอนใจตนเองได้ ทงหมด คือ ต้ อง
                       ้                                     ั้
รู้ จั ก การเปรี ย บเที ย บ เที ย บเคี ย งว่ า สิ่ ง ใดในโลกนี ้ มี ค วาม
แปรปรวน ไม่เที่ยง เราก็สามารถนําสิ่งนันมาเป็ นอุบายสอนใจว่า
                                                ้
แม้ กายเราก็เป็ นของไม่เที่ยงเหมือนกับของสิ่งนัน เราไปเห็นต้ นไม้
                                                         ้
ใบหญ้ า ที่ ล้มหายตายไป ก็ น้อมมาสอนใจว่า เราก็ เป็ นอย่างนัน              ้
ท่านจึงว่า สามัญลักษณะธาตุ เหมือนกันด้ วยความไม่เที่ยง ธาตุ
เราก็ไม่เที่ยง สิงภายนอกก็ไม่เที่ยง พยายามใช้ ปัญญาสอนตนเอง
                     ่
สิ่งภายนอกทังหมดให้ นํามาสอนใจตนเอง สร้ างเรื่ องขึ ้นมาว่า ตัว
                   ้
ของเราเป็ นละครเรื่ องหนึง ละครประจําโลก โลกนี ้เป็ นละครอยู่ใน
                              ่
ตัว ต่างคนต่างเล่น เราคนเดียวเป็ นพระเอกได้ เป็ นนางเอกได้
เราเป็ นตัวละครหลายอย่างได้ เช่น วันหนึ่งคืนหนึ่งตัวเราแสดง
ออกมาทางดีบ้าง ทางชัวบ้ าง ทางไม่ดีไม่ชวบ้ าง ทังหมดนี่คือเรา
                            ่                       ั่          ้
เป็ นละครอยู่ในตัวด้ วยเช่นกัน พยายามปรั บตัวเองว่า ให้ เป็ นตัว
ละครที่ดี มีเหตุมีผล
            เมื่อคืนอธิบายให้ ฟังแล้ วว่า โลกนี ้เป็ นสิ่งที่น่ากลัว สําหรับ
ผู้มีความรู้ รอบแล้ ว เป็ นสิ่งที่น่ากลัวมาก แต่บุคคลผู้ไม่เห็นความ
30
จริ งของโลก เขาจะไม่กลัว อยากจะอยู่ในโลกนี ้ตลอดไป อันนันก็          ้
ยินดี อันนี ้ก็พอใจ ความยินดีพอใจคือเป็ นภพ เป็ นภพของใจที่จะ
ไปเกิดเป็ นชาติ ลักษณะความรักความผูกพันทังหมดเป็ นภพ การ
                                                      ้
อบรมสอนใจตนเองเพื่อไม่ให้ ตดในภพต่างๆ การติดภพต่างๆ เป็ น
                                 ิ
เรื่ องยากมากที่บคคลนันจะไปสูสคติได้ เมื่อตายไป
                   ุ     ้         ่ ุ
         พระพุทธเจ้ าบอกพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ บุคคลที่
จะไปสู่สุคติได้ เหมือนกับโคที่มีสองเขาเท่านัน บุคคลที่จะไปสู่
                                                    ้
อบายภูมิ เท่ากับขนโคทังตัว เพราะอบายภูมิมีไว้ สําหรับบุคคลที่
                           ้
มีความผูกพันยึดติดกับของในโลกนี ้ การภาวนาปฏิบติ คือ สอนใจ  ั
ตนเองว่า เราจะทําใจ ไม่ยึดติดกับของสิ่งใด ถึงมีก็มีไป ไม่ยึดติด
กับของสิ่งนัน การฝึ กใจอย่างนี ้ต้ องฝึ กเนิ่นๆ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อ
               ้
สติยงดีอยู่ หากถึงเวลาที่สติไม่ดี สัญญาความจําเสื่อมโทรม หรื อ
       ั
จิตจะออกจากร่าง แล้ วค่อยมาสอนกันช่วงนี ้จะไม่ทน        ั
         เหมือนกับสงครามกําลังประชิดบ้ านเมืองอยู่ แล้ วค่อยมา
ฝึ กนักรบ จะไม่ทนเหตุการณ์ การภาวนาก็เช่นเดียวกัน ต้ องเริ่ ม
                     ั
ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ มีความรู้ ความเข้ าใจในเหตุผล มีความเข้ มแข็ง
มีการฝึ กตนฝึ กตัว เป็ นหน้ าที่ที่เราต้ องฝึ กตนเอง คนอื่นเพียงแค่
ผู้อธิบายเท่านัน พวกเราทังหลายเป็ นชาวพุทธ แต่ยงเข้ าใจผิดใน
                 ้            ้                           ั
บางสิ่งบางอย่าง เพราะเป็ นชาวพุทธยังไม่เต็มตัว ถ้ าเป็ นชาวพุทธ
เต็มตัวความผิ ดต่างๆ จะน้ อยมาก เพราะมี ความเข้ าใจถูกต้ อ ง
ส่วนมากเป็ นเพียงความรู้ ความเข้ าใจในเหตุผลภายนอกธรรมดา
แต่จิตใจตนเองยังเป็ นไปไม่ได้ ทําไม่ได้
31

            ธรรมะทังหมดเรามี สิทธิ ที่จ ะศึกษาได้ แต่ยากที่ จะทํ าได้
                         ้
เช่น หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ยากที่จะทํา
ได้ ในธรรมะขันสูง ธรรมะขันธรรมดาก็ยงยากที่จะทําได้ อยู่แล้ ว นี่
                   ้                   ้            ั
คือเราต้ องสํานึกตัวเองให้ มาก ถ้ าขาดสัจจะความจริ งใจแก่ตนเอง
แล้ ว การปฏิบตจะเป็ นไปได้ ยากมาก สัจจะความจริ งใจแก่ตนเอง
                     ัิ
ก็เป็ นเรื่ องใหญ่อีกเรื่ องหนึ่ง ให้ เราฝึ กสัจจะความจริ งใจกับตนเอง
ให้ มาก เป็ นคนมันใจกับตนเองให้ มากขึน เชื่อมั่นในเหตุผลของ
                           ่                            ้
ตนเอง ถ้ าเราไม่ตังสัจจะขึนมาแล้ ว ความคิดความเห็นความ
                               ้             ้
เข้ า ใจจะเลื่ อ นลอยไปตามกระแสโลก หาที่ สิ น สุด ไม่ ไ ด้ ต้ อ งมี
                                                            ้
เหตุผล สิ่งใดควรทํา สิ่งใดควรพูด ให้ กลันกรองว่า การทําการพูด
                                                      ่
มีทงส่วนดีสวนเสีย เราต้ องพยายามเลือกคัดส่วนดี ส่วนที่ไม่ดีเรา
     ั้          ่
จะไม่ทําอีก ระลึกอยู่เสมอ สิ่งไม่ดีพยายามที่จะละถอนปล่อยวาง
ไป
            หลักการปฏิบติถ้าดูผิวเผินจะง่าย แต่ถ้าดูลึกๆ แล้ วยาก
                                 ั
พอสมควร ถึ ง จะยากสัก เพี ย งใด ถ้ าเรารู้ จั ก ช่ อ งทางแล้ วก็
กลายเป็ นของง่าย คือลัดขันตอนได้ ไม่ใช่วา พูดอย่างหนึง แต่ไป
                                     ้                    ่                ่
ทําอีกอย่างหนึ่ง การทํางานต่างๆ จึงเป็ นไปไม่ได้ เลย เพราะข้ าม
หน้ าข้ ามหลัง ไม่เป็ นไปตามขันตอน พระพุทธเจ้ าได้ วางขันตอนไว้
                                               ้                         ้
แล้ ว เพื่ อ ให้ ถึง ที่ สิน สุด แห่ง ทุก ข์ คื อ มรรค 8 ซึ่ง มี ตัว สํ า คัญ คื อ
                             ้
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็ นจุดเด่นในการปฏิบติธรรม เพราะ       ั
ตัวอื่ นจะมารวมอยู่ในตัวนี ทังหมด ไม่ว่าจะเป็ น สัมมาสังกัปโป
                                         ้ ้
สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
32
            ฉะนันการปฏิบตของเราจึงต้ องฝึ กตนเองให้ อยูในความเห็น
                    ้          ัิ                               ่
ชอบอยูเ่ สมอ ความเห็นชอบคือ เห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง
            สัมมาวายาโม ความเพียรชอบเป็ นไปตามหลักความเป็ น
จริ ง
            สัมมาสติ ระลึกชอบ ระลึกไปตามหลักความเป็ นจริ ง
            สั ม มาสมาธิ ตั ง ใจมั่ น ชอบ ถ้ ามี ค วามเห็ น ชอบเป็ น
                                  ้
เบื ้องต้ นแล้ ว การทําสมาธิทงหมดก็จะเป็ นสัมมาสมาธิทงนัน
                                     ั้                           ั้ ้
            ความเห็นชอบจึงเป็ นฐานที่นักปฏิบติต้องทําจุดนีใ้ ห้ มาก
                                                    ั
ขึ ้น ซึงตรงข้ ามกับมิจฉา ความเห็นผิด หากมีความเห็นผิดตัวเดียว
          ่
ทํานัน การดําริ พิจารณาต่างๆ ก็เป็ นมิจฉา ดําริ ผิด รวมถึงการ
       ้
พูดการทําต่างๆ ก็จะกลายเป็ น มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันโต มิจฉา
อาชีโว มิจฉาวายาโม มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ การเข้ าใจว่าตนเอง
ทําถูกแล้ วนัน ไม่เป็ นผลดีอะไรเลย ความจริ งกับความไม่จริ งมัน
                  ้
อยู่เ กี่ ย วข้ อ งใกล้ กัน นิ ด เดี ย ว การศึก ษาจึง ต้ อ งศึก ษาให้ เ ข้ า ใจ
หนึ่ง มิจฉา สอง สัมมา เราต้ องศึกษาทังสองเส้ นทางเพื่อให้ ร้ ู จก
                                                  ้                           ั
ว่าอะไรเป็ นอะไร
            นี่คือภาคปฏิบติ ไม่จําเป็ นต้ องรี บด่วนรี บเร่ ง ทําตามชอบ
                             ั
ใจ ให้ ศึกษาแนวทางให้ เข้ าใจเสียก่อน ก่อนตอบคําถามเราก็คิด
คํานวณให้ ถูกต้ องก่อน จึงจะนําไปส่งครู นันคือ ก่อนตัดสินใจ
                                                      ่
เชื่อ ต้ องพิจารณาเหตุผลให้ ชดเจน นี่คือ การใช้ ชีวิตต้ องตัดสินใจ
                                        ั
ให้ ผิดพลาดน้ อยที่สุด หรื อไม่ผิดเลย คําว่า ทําไปเถอะ ผิดแล้ ว
ค่อยแก้ กนทีหลัง อย่าทําแบบนัน ต้ องคิดก่อนทํา
             ั                            ้
33

         โยนิโสมนสิการ ใคร่ครวญก่อนในเบื ้องต้ น
         นิสมมะ กะระณัง เสยโย ใคร่ครวญก่อน จึงทํา จึงพูด
             ั
         หากเราทํ าได้ อย่างนี ้ ความผิ ดพลาดจะน้ อยมาก ฉะนัน       ้
หลัก ปฏิ บัติ ที่ พ ระพุ ท ธเจ้ าได้ ว างไว้ คื อ สมถกรรมฐาน และ
วิปัสสนากรรมฐาน ทังสองอย่างมีความเกี่ยวข้ องกัน สมถะ คือ
                           ้
การทําสมาธิ มีมาตังแต่ก่อนพระพุทธศาสนา เป็ นหลักสากล เมื่อ
                       ้
สิทธัตถะภิกขุออกบวชก็ไปศึกษากับดาบสฤาษี แต่ท่านก็ได้ เข้ าใจ
ว่าการทําสมาธิ เป็ นอุบายวิธีพักใจเฉยๆ เมื่อทําสมาธิ แล้ ว จะให้
เกิดความรู้ ความฉลาดขึ ้นนัน เป็ นไปไม่ได้ จึงไม่มีฤาษี คนใดเมื่อ
                                 ้
ทําสมาธิ จิตสงบแล้ วมีปัญญาเกิดขึนแต่อย่างใด เป็ นเพียงพักใจ
                                          ้
บางช่วงบางขณะเท่านัน อย่างมากก็เป็ นญาณ เป็ นฌานไปบาง
                             ้
ช่วงบางคราว จะให้ เกิดความฉลาดรู้แจ้ งเห็นจริ งธรรมะไม่ได้ แต่
ก็มีสวนเป็ นอุบายอุดหนุนให้ เห็นชอบเห็นจริ งได้
      ่
          พระพุทธเจ้ าได้ วางหลักการปฏิบัติคือ สัมมาทิฏฐิ ความ
เห็นชอบ วิปัสสนา หมายถึง การคิดตริ ตรอง หาเหตุหาผล มา
สอนตนอยู่เสมอ นี่คือ อุบายปั ญญา วิปัสสนาเป็ นธรรมะขันกลางๆ้
ถ้ าเป็ นวิปัสสนาญาณแล้ วจะกลายเป็ นธรรมะขันสูง ขันพื ้นฐานคือ
                                                       ้ ้
สร้ างปั ญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบให้ เกิดขึ ้น ต่อไปวันข้ างหน้ า
ปั ญญาตัวนี ้จะพัฒนาตัวเองไปกลายเป็ นปั ญญาวิปัสสนา และ
เมื่ อพัฒนาปั ญญาวิปัส สนาให้ ล ะเอี ยดยิ่ งขึนไปอี ก ในที่ สุดก็ จ ะ
                                                     ้
กลายเป็ น ภาวนามยปั ญญา เป็ นปั ญญาขันสูง หากผู้ใดปฏิบติได้
                                                 ้             ั
ปฏิบัติถึง จนเกิดปั ญญาประเภทนีขึน ผู้นันจะอยู่เป็ นปุถุชนได้
                                            ้้     ้
34
ไม่ กี่ น าที อี ก ไม่ กี่ น าที ข้ า งหน้ า ผู้ นัน จะบรรลุเ ป็ นพระอริ ย เจ้ า
                                                   ้
อย่ า งน้ อ ยเป็ นพระโสดาบัน ขึน ไป ปั ญ ญาตัว นี จ ะเกิ ด ขึน ได้ ก็
                                         ้                         ้      ้
เพราะฐานปั ญญาเบื ้องต้ นคือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ปั ญญา
ย่อมเกิดขึ ้นจากปั ญญาเอง ปั ญญาขันละเอียดก็ย่อมเกิดขึ ้นจาก
                                                     ้
ปั ญ ญาขันกลาง ปั ญญาขันกลางก็ ย่อ มเกิ ด ขึนจากปั ญญาขัน
             ้                         ้                     ้                 ้
หยาบ ปั ญญาขันหยาบคือปั ญญาสัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ ต้ อง
                        ้
วางรากฐานตัวนี ้ให้ ถกต้ องเสียก่อน
                              ู
           ตัวความเห็นเป็ นสิ่งสําคัญในการปฏิบติ คือ เห็นจริ งตาม
                                                          ั
ความเป็ นจริ ง ไม่ใช่ร้ ู จริ งอย่างเดียว ต้ องเห็นจริ งด้ วย การรู้ จริ ง
อย่างเดียวมีหลายช่องทาง เช่น เราศึกษาธรรมะจากตํารา ฟั งธรรม
จากครู อาจารย์ อันนันก็ร้ ู อันนีก็ร้ ู การรู้ อย่างนี ้ ไม่มีผลดีอะไร
                                ้           ้
เพราะเรายังไม่เห็นจริ งตามความรู้ จริ งที่ว่ามา การศึกษาธรรมะที่
เราต้ องการคือ เพื่อให้ เห็นจริ งในขันสุดท้ าย การเห็นจริ งมีทังขัน
                                              ้                             ้ ้
หยาบ ขันกลาง ขันละเอียด ต้ องอบรมตนเองให้ เป็ นอย่างนี ้
           ้              ้
           การทํ า สมาธิ ที่ ว่ า มา ก็ อ ย่ า ไปทิ ง หากไม่ ทํ า สมาธิ แ ล้ ว
                                                       ้
กํ า ลัง ใจที่ คิด ก็ เ หนื่ อ ยได้ การทํ า สมาธิ เ ป็ นการพัก ใจชั่ว ครู่ ห นึ่ง
เมื่อทําสมาธิแล้ วก็ต้องใช้ ปัญญาพิจารณา คือเราไม่ติดใจในการ
ทําสมาธินน แต่เราก็ต้องทํา เหมือนการเดินทางเพื่อให้ ถึงจุดหมาย
               ั้
เมื่ อ เราเดิ น ไป เกิ ด การเหน็ ด เหนื่ อ ยเมื่ อ ยล้ า ขึ น ก็ จํ า เป็ นต้ อ ง
                                                               ้
พักผ่อนตามสายทางนัน เพื่อเอากํ าลังให้ เกิดขึนในการเดินทาง
                                  ้                              ้
เมื่อพักมีกําลังแล้ วก็เดินทางต่อไป นี ้ฉันใด เรื่ องการทําสมาธิเป็ น
การพักใจ เรื่ องการเดินทางเป็ นเรื่ องของสติปัญญา คิดอยูเ่ สมอ
35

           บางคนมีความเข้ าใจว่า ตนเองรู้อย่างนี ้ เข้ าใจอย่างนี ้ นึก
ว่าตนเองมีความคิด ไม่ใช่เลย นันเป็ นเพียงความรู้ ให้ แยกออกให้
                                     ่
เป็ น ความรู้ กบความคิด ลักษณะอย่างไร คนละเรื่ องกัน ส่วนมาก
                 ั
นักปฏิบตจะเอาความรู้มาตัดสินปั ญญาตนเองว่า ธรรมะหมวดนัน
           ัิ                                                         ้
ก็ร้ ู หมวดนีก็ร้ ู ความรู้ จะเป็ นการบันทอนปั ญญาตนเองทังหมด
               ้                         ่                       ้
เลย ถ้ าบุคคลใดมีความเข้ าใจว่าตนเองรู้ แล้ ว คนนันจะใช้ ปัญญา
                                                          ้
ไม่ได้ อย่าทําตัวเองให้ เป็ นคนรู้ แล้ ว สิ่งที่เราต้ องการคือความเห็น
ความรู้ ทงหมดที่ว่ามา เราจะรู้ ได้ จากการศึกษาเล่าเรี ยน แต่การ
            ั้
เห็นด้ วยตนเองเป็ นเรื่ องที่ ยากมาก เราจึงเอาความรู้ ทังหมดมา ้
อบรม มาสอนตนอยู่เ สมอว่า ความรู้ ทัง หมดเป็ นชื่ อ ของธรรมะ
                                              ้
เท่านัน เรารู้ชื่อของธรรมะ แต่ตวธรรมะยังไม่เห็น พยายามสอนใจ
         ้                         ั
ตนเองให้ มี ค วามรู้ รอบมากกว่า นี ้ เรี ย กว่า ใจเรามี ปั ญ ญา มี
เหตุผล เอาความรู้ เห็นต่างๆ มาฝั งที่ใจของตนเองให้ มาก เรี ยกว่า
ญาณทัสสนะ ทังรู้ทงเห็นไปพร้ อมๆ กัน
                    ้ ั้
           ในโลกของเรานี ้ เป็ นธรรมะทังหมดถ้ าคนมีปัญญา โลก
                                            ้
อยู่ท่ี ไ หน ธรรมะอยู่ที่ นั่น ภายในตัว เองเป็ นธรรมะ ภายนอก
ทังหมดก็เป็ นธรรมะ ให้ เราพิจารณาความจริ ง เช่น ความแก่เจ็บ
   ้
ตาย คนแก่คนหนุ่ม นี่เป็ นธรรมะทังหมด สมมติว่า คนหนุ่มกับคน
                                       ้
แก่อยู่ด้วยกัน คนหนุ่มก็เอาเรื่ องของคนแก่มาเป็ นธรรมะได้ ถ้ ามี
ปั ญญาดี หรื อคนแก่ก็สามารถเอาเรื่ องของคนหนุ่มมาเป็ นธรรมะ
ได้ ถ้ ามีปัญญาดี คนหนุ่มจะเอาคนแก่มาเป็ นธรรมะได้ โดยมอง
ว่า แต่ก่อนเขาก็หนุ่มเหมือนเรา เมื่ออายุเขาเท่ากับเรา รู ปร่ าง
36
ลักษณะของเขาก็เหมือนกับเรา แต่บัดนีอายุเขามากขึน อีกวัน
                                                 ้               ้
หนึงข้ างหน้ า เมื่อเราอายุเท่ากับเขา รูปร่างกายเราก็เหมือนเขาทุก
     ่
ส่ว น นี่ คื อ คนหนุ่ม เอาคนแก่ ม าเป็ นอุบ ายสอนใจได้ ถ้ า เขามี
ปั ญญาที่ดี
            หรื อคนแก่ดคนหนุ่มก็เหมือนกัน แต่ก่อนเราก็เป็ นคนหนุ่ม
                       ู
เหมื อ นคนนี ้ แต่ ค นหนุ่ม คนนัน เมื่ อ มี อ ายุเ ท่ า กับ เรา เขาก็ จ ะ
                                        ้
เหมื อ นเราทั ง หมด ให้ สามารถเที ย บเคี ย งได้ ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า ง
                    ้
เทียบเคียงตามความเป็ นจริ ง คือสามัญลักษณะธาตุ คือธาตุเสมอ
กันทังหมด นี่คือปั ญญาของเรา หลักภาวนาปฏิบติอย่าเพิ่งบอก
        ้                                                   ั
ว่ารู้ แล้ ว ถ้ าบอกว่ารู้ แล้ ว ปั ญญาจะหมดสิทธิ์ทนที คิดไม่ได้ ตรึ ก
                                                       ั
ตรองไม่ได้ เลย มันรู้แล้ ว
            ในครังพุทธกาลคนสมัยนันทําไมจึงบรรลุมรรคผลนิพพาน
                  ้                       ้
ได้ ง่าย เพราะเขาเหล่านัน ไม่มีคําว่า รู้ แล้ ว ไม่นําเอาความรู้ มา
                                 ้
ตัดทอนปั ญญาของตนเองแต่อย่างใด มีแต่จะทําอย่างไรให้ ร้ ู จริ ง
เห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง เขาภาวนากันอย่างนัน สมัยก่อน    ้
พระพุทธเจ้ ายัง ไม่ได้ บัญ ญัติตําราไว้ การเผยแผ่ก็ไม่มี เทปหรื อ
หนังสือ การเผยแผ่สมัยนันเพียงแต่นําเอาความรู้ ความเห็นของ
                                    ้
พระสงฆ์เป็ นตัวประกาศศาสนา ให้ บคคลทังหลายเข้ าใจอย่างเป็ น
                                             ุ     ้
ธรรมตามหลักความเป็ นจริ ง เอาปั ญญาพิจารณาเหตุผลไปเลย
ตามประวัติ บางคนว่านะโมยังไม่เป็ นเลย ก็สามารถเป็ นพระอริ ย
เจ้ าได้ บางคนศีลห้ ายังไม่ร้ ูเรื่ อง ก็เป็ นพระอริ ยเจ้ าได้
            สมัย เราทุก วัน นี ้ มี ห ลัก ธรรมะหลายหมวดหมู่ จึ ง ควร
37

รักษาให้ ได้ ว่า เรื่ องศีลเราก็ต้องรักษาเอาไว้ เพราะศีลเป็ นอุบาย
ข้ อบังคับอย่างหยาบ กิริยากายวาจาที่เรามีตอสังคม เราต้ องเลือก
                                                  ่
การแสดง ไม่ใช่ว่าจะทําตามชอบใจ ต้ องมีเหตุมีผล รักษาศีลคือ
รั กษากายวาจาให้ อยู่ในขอบเขตของสังคม เพื่อความเป็ นธรรม
ของหมู่คณะ ศีลทังหมดมารวมอยู่ที่ใจ ทีนีใ้ จของเรายังมีกิเลส
                        ้
ตัณหาอยู่มาก การแสดงออกของเราจึงพยายามรักษาอย่าให้ โลด
โผนเกินไป ถึงจะมีความรักความยินดีก็ให้ เป็ นเรื่ องของภายใน
เราจะพยายามรักษาอบรมใจของตนเองด้ วยปั ญญาของเรา ศีล
ทังหมดจะรักษาได้ ด้วยปั ญญา คนทังหลายเข้ าใจว่า รักษาศีลให้
    ้                                        ้
ได้ ก่ อ นจึง จะเกิ ด สมาธิ แท้ จ ริ ง การรั ก ษาศี ล นัน ปั ญ ญาเป็ นตัว
                                                        ้
รักษา ถ้ าจะรักษาศีลโดยไม่มีปัญญาเป็ นตัวรักษาแล้ ว จะรับศีล
วัน ละร้ อยครั ง พัน ครั ง ก็ ห ายหมด เพราะจะรั ก ษาศี ล ได้ ต้ อ งมี
                 ้        ้
ปั ญญาเข้ าใจในเหตุในผล ปั ญญารอบรู้ในการรักษา ศีลแต่ละข้ อ
จะใช้ ปัญญารักษาอย่างไร นี่คือคนฉลาดจะรักษาอะไรก็รักษาได้
ง่าย ทําได้ งาย ปั ญญาเป็ นสิงสําคัญที่เราต้ องสร้ างขึ ้นมา
              ่                  ่
38
     หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 3

        ข้ อธรรมะที่นํามาอบรมวันนี ้ คือการยอมรับความจริ งตาม
หลักความเป็ นจริ ง เพราะความจริ งทังหมดมีอยู่ประจําโลก ตังแต่
                                      ้                           ้
กาลไหนๆ ว่าสิ่งนันมีความจริ งอย่างนัน สิ่งนี ้มีความจริ งอย่างนี ้
                      ้                   ้
ความจริ งบางสิ่งบางอย่างเราไม่ควรเอามาเป็ นตัวอย่าง เราก็ทิ ้งไป
ความจริ งบางสิ่งที่มีประโยชน์ เราก็จะนํามาเป็ นข้ อปฏิบัติต่อไป
ความจริ งของโลกมีหลักฐานชัดเจน เรี ยกว่า จริ งโลก
        นิ สั ย ใจคอของบุ ค คลที่ ม าเกิ ด ในโลกนี ไ ม่ เ หมื อ นกั น
                                                     ้
พระพุทธเจ้ าตรั สไว้ 2 ประเภท คือ อเสวนา จะ พาลานัง ปั ณฑิ
ตานัญจะ เสวนา คือ กลุ่มของคนพาล และกลุ่มของนักปราชญ์
บัณฑิต คนสองกลุมนี ้มีอยู่ประจําโลกมาทุกยุคสมัย เราคนเดียวก็
                    ่
ยังแบ่งเป็ นสองอย่างได้ เป็ นคนพาลด้ วย เป็ นนักปราชญ์ด้วย บาง
ทีก็ชว บางทีก็ดี เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โลกของเราจึงแบ่ง
     ่ั
ออกเป็ นสองกลุ่ม กลุ่มคนพาลและกลุ่มบัณฑิต ลักษณะอย่างนี ้
เป็ นการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของโลก
        หากยุคใดสมัยใด มีคนพาลเกิดขึนกับโลกมาก ในโลกก็
                                            ้
จะเกิดความเดือดร้ อนวุ่นวายไปทุกแห่ง ฆ่ากันตีกนเห็นแก่ตวทุก
                                                   ั            ั
หนแห่ ง เกิ ด ความเดื อ ดร้ อน หากยุค ใดสมัย ใดเกิ ด นัก ปราชญ์
บัณฑิตขึ ้นมาก กําลังศีลธรรมมากขึ ้น ความเป็ นอยู่ของสัตว์โลกก็
มีความเจริ ญมากขึน การพูดอย่างนีจะเอาอะไรเป็ นเครื่ องวัดว่า
                        ้               ้
ยุคไหนมีคนพาลเกิดขึนมาก ยุคไหนมีนักปราชญ์ บณฑิตเกิดขึน
                          ้                            ั            ้
39

มาก ให้ เราดูตามหลักความเป็ นจริ งของโลกที่มีการเคลื่อนไหวอยู่
แต่ที่จริ งแล้ วคนทังสองจํ าพวกจะไม่ขาดจากโลกนี เ้ ลย ในยุคนี ้
                       ้
สมัยนี ้ ให้ พวกเราสังเกตดูง่าย พวกเรามีอายุที่ผ่านมา 50 ปี 60 ปี
ในยุคก่อนสมัยโน้ น นิสยของคนเราทังหลายมีนิสยอย่างไร มีความ
                            ั              ้         ั
เป็ นอยู่อย่างไร มีความซื่อสัตย์สจริ ตอย่างไรบ้ าง ลักขโมยปล้ นจี ้
                                         ุ
เป็ นอย่างไรบ้ าง การเห็นแก่ตว เห็นประโยชน์แก่พวกพ้ อง ในยุค
                                   ั
นันกับยุคนี ้แตกต่างกันอย่างไรบ้ าง หากพิจารณาดูแล้ ว ทุกคนคง
  ้
ตอบว่า ความเป็ นอยู่สมัยปู่ ย่าตาทวดเป็ นแบบสบายๆ ไม่มีคนลัก
ขโมยจี ป ล้ น หรื อ มี น้ อ ยมาก การข่ม ขื นชํ า เรามี น้ อ ยมาก เรื่ อ ง
          ้
หายนะเลวร้ ายต่างๆ ไม่ค่อยมี ในยุคนันมีนกปราชญ์ บณฑิตมาก
                                             ้ ั              ั
ต่างจากยุคนีที่มีคนพาลมากขึน คนพาลอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในสังคม
                  ้                  ้
โลกนี เ้ อง การกํ าจัดคนพาล กํ าจัดได้ ยากมาก เพราะถึงยุคถึง
กาลเวลาแล้ ว นิสยของคนจะเลวร้ ายลงไปทุกที
                     ั
            อีกส่วนหนึ่งที่พูดว่า โลกมี ความเจริ ญ คําว่า เจริ ญ เอา
วัตถุเป็ นเครื่ องวัด ว่ายุคนีสมัยนี ้ มีการก่อสร้ าง สิ่งอํานวยความ
                                ้
สะดวกให้ คนกินดีอยู่ดีมากขึ ้น จึงถือเอาวัตถุเป็ นความเจริ ญของ
โลก แต่เรื่ องศีลธรรมได้ เสื่อมไปจากใจคน ความละอายแก่ใจของ
คนมีน้อยมาก คนพาลสันดานชัวเริ่ มจะก่อตัวมากขึ ้นๆ ตามที่เรา
                                       ่
ได้ ติดตามข่าวโลก ดังคําว่า ประชาชนเป็ นใหญ่ในแผ่นดิน เสียง
ประชาชนเป็ นเสียงสวรรค์ นี่พูดแบบการเมือง ประชาชนเป็ นผู้มี
หน้ าที่ทําให้ โลกเจริ ญได้ ฉิบหายได้ เช่นเดียวกัน ผู้ปกครองเป็ น
เพียงผู้ตามหลังประชาชน ประชาชนต้ องการอย่างไร เขาก็ต้องทํา
40
อย่างนัน  ้
            ตั ว อย่ า งเช่ น ประเทศไทยมี นั ก การเมื อ งอย่ า งนี ้ ถ้ า
ประชาชนต้ องการอย่างไร ฝ่ ายบริ หารก็ต้องทําตาม บ้ านเมืองจะ
เจริ ญหรื อไม่ ไม่ได้ ขึ ้นอยู่กบผู้แทนราษฎร แต่ขึ ้นอยู่กบประชาชน
                                  ั                         ั
ทัง ประเทศ ถ้ าประชาชนในยุ ค นี มี ค นพาลมากขึ น จํ า เป็ นที่
   ้                                       ้              ้
นักการเมื องต้ องทํ าตามคนหมู่มาก ยิ่งทํ าตามคนหมู่มาก ก็ ยิ่ ง
เสื่อมเร็ วยิ่งขึน เพราะสันดานคนในยุคนีมีแต่เลวร้ ายลงไปทุกที
                   ้                             ้
เราต้ องยอมรั บความจริ ง ทําใจให้ ได้ แต่สําหรั บนักปฏิบัตินันมี        ้
เพียงส่วนน้ อย ให้ เราทําใจอยู่เสมอว่า ใครจะยอมรั บความจริ ง
หรื อไม่ก็ตาม มันก็จะหมุนตัวไปในทางที่ตํ่า การภาวนาปฏิบติจึง        ั
เป็ นการหลีก หรื อตีตวออกห่างคนพาลเหล่านี ้ให้ มากที่สดเท่าที่จะ
                             ั                                ุ
มากได้ การตีตัวออกห่างไม่ใช่ว่าเราจะไปบังคับเขา ทําร้ ายเขา
การคบค้ าสมาคมเป็ นเรื่ องธรรมดาในสังคมโลก การสมาคมเป็ น
กิริยาในการคบหา แต่อกิริยาเราจะทําใจเฉย วางตัวได้ ว่านิสยใจ           ั
คอของคนจะเลวร้ ายลงไปทุก ที การภาวนาปฏิ บัติ เ ป็ นอุบ าย
กระตุ้นใจตนเองให้ มีเหตุผลยอมรับความจริ งของโลกให้ ได้ หาก
เราไม่สอนใจตนเองแล้ ว เราก็จะเป็ นทุกข์ กับสังคมโลก จึงต้ อง
อบรมตนเองให้ หางจากคนพาล
                       ่
            นี ้แล ตนเป็ นที่พึ่งของตน ต้ องพึ่งความสามารถสติปัญญา
ของเราเอง ปั จจุบัน นี กําลังเริ่ มเกิ ดกลียุค ขึนทุกที เรี ยกว่า สุญ
                               ้                   ้
กัปป เริ่ มก่อตัวขึ ้น ผู้ที่ปฏิญาณตนว่านับถือศาสนาพุทธ เป็ นเพียง
     ์
ภาคทฤษฎี หรื อภาคบังคับเท่านัน ส่วนการนับถือด้ านจิตใจจริ งๆ
                                      ้
41

ยากมาก ถ้ าทุกคนยอมรั บความจริ งว่าสังคมกําลังเปลี่ยนแปลง
อย่างนี ้ สังคมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงไป แต่เรา
เป็ นผู้ป ฏิ บัติ ก็ จ ะยอมรั บ ความจริ ง อย่ า งนี ๆ พยายามทํ า ตัว อยู่
                                                    ้
เสมอว่า เราจะเป็ นมิตรกับคนทุกคน ถึงแม้ ว่าเราจะเป็ นผู้ฝึกตัวให้
เป็ นบัณฑิตนักปราชญ์ก็ตาม แต่ก็หนีจากคนพาลไม่ได้ หนีไม่ได้ ก็
ต้ องคบกัน คบกันในสังคม เราจะทําตัวไม่เป็ นภัยกับใคร ไม่ก่อ
เหตุใดๆ ทังสิ ้น ้
           เรื่ องการสมัครสมานสามัคคีกน เราก็สามัคคีเป็ นบางส่วน
                                              ั
ส่วนไหนหลีกเลี่ยงได้ ก็หลีกเลี่ยงไป บางสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อยู่ไป
ตามกิริยาของการอยู่ แต่ใจเราจะไม่พอใจกับของสิงนันเลย สังคม
                                                         ่ ้
โลกกํ าลังเป็ นอย่างนี ้ ความทุกข์ ที่เกิ ดขึนเกิดจากเราไม่ยอมรั บ
                                                 ้
ความจริ ง ความจริ งในสังคมมีอะไรบ้ าง ความจริ งในส่วนตัวมี
อะไรบ้ าง แจกแจงออกมา ขยายออกมาให้ กว้ างขวาง เพื่อให้ ใช้
ปั ญญาติดตามให้ ทนต่อเหตุการณ์ในสังคมนี ้ ใจจะมองโลกในทาง
                         ั
ที่เป็ นจริ ง นี่เป็ นเหตุสําคัญของนักภาวนา ไม่ใช่นึกคําบริ กรรม จะ
ไม่ทนต่อเหตุการณ์ ต้ องใช้ สติปัญญารอบรู้ร้ ูรอบ แก้ ปัญหาส่วนตัว
       ั
และสังคมให้ ทนเหตุการณ์ จึงจะอยูได้ อย่างสบาย
                   ั                      ่
           นี่คือการปฏิบติที่เราต้ องรู้รอบในทุกแง่มม มีปัญหาอะไรก็
                           ั                           ุ
ต้ องแก้ ไขให้ ทันต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึน ดังพระพุทธเจ้ าตรั สไว้ ว่า
                                            ้
ธรรมทังหลายเกิดแต่เหตุ ดับไปเพราะเหตุ คําว่า เหตุ มีหลัก
         ้
ใหญ่ อยู่สองประการคือ เหตุที่ดี และเหตุที่ชั่ว เหตุดีเหตุชั่วนัน      ้
เราใช้ เหตุผลเป็ นข้ อบังคับ เหตุที่ดีมีเหตุผลอะไร เหตุที่ชวมีเหตุผล
                                                             ั่
42
อะไร เราต้ องรู้ จักนําเหตุทังสองอย่างมาใช้ งาน บางสิ่งแก้ ไม่ได้
                                     ้
บางสิ่งแก้ ได้ เราก็ต้องแก้ กันไป ไม่ใช่ว่าจะเอาทังหมด หรื อทิง
                                                           ้                   ้
ทังหมด เรี ยกว่า ธรรมวิจยะ เลือกเฟนธรรมะ
     ้                                       ้
            ธรรมะทังหมดมีประจําโลก ศาสนาต่างๆ เกิดขึ ้นบางช่วง
                       ้
บางขณะ เมื่อถึงกาลเวลาก็หมดไป เมื่อหมดไปก็ก่อตัวขึนใหม่             ้
แล้ วก็ฉิบหายไปอีก แต่ธรรมะคือธรรมชาติไม่หมดไปจากโลกนี ้
ความเป็ นอยู่ของโลกเป็ นอย่างไรก็เป็ นอย่างนัน เช่น คนมีการ
                                                         ้
เกิดแก่เจ็บตายก็เป็ นไปอย่างนัน คนมีความสุขความทุกข์ก็เป็ นไป
                                         ้
อย่างนัน นี่คือธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่มีใครจะลบเลือนได้ เลย ทุกคน
          ้
ต้ องประสบพบเห็น พระพุทธเจ้ าเผยแผ่คําสอนเพียงช่วงระยะเวลา
สันๆ คําสอนของพระองค์ในหนังสือพระไตรปิ ฎกมีปริ มาณเพียง
   ้
นิ ด เดี ย วเมื่ อ เที ย บกับ หลัก ความเป็ นจริ ง ทัง หมดมี ม ากกว่ า นัน
                                                    ้                        ้
ขอให้ เรานําเอาหลักความจริ งทังหมดมาพิจารณากัน
                                           ้
            พระพุทธเจ้ าตรัสไว้ ว่า เมื่อพระองค์อุบติขึ ้นในโลกนี ้ เพื่อ
                                                       ั
ต้ องการให้ สงคมโลกอยู่ด้วยกันอย่างสันติสข มีความรักกันสงสาร
                  ั                               ุ
กัน ให้ อภัยกัน มีอเุ บกขาทําใจให้ เป็ นกลาง พระองค์ได้ วางหลัก
พรหมวิห ารสี่ คื อ เมตตาความรั ก กรุ ณ าความสงสาร มุทิ ต า
พลอยยิ น ดี เ มื่ อ ผู้อื่ น ได้ ดี อุเ บกขาความวางเฉย ทัง สี่ ข้ อ นี เ้ ป็ น
                                                             ้
หน้ าที่ของทุกคนที่จะนํามาปฏิบัติเฉพาะตัว หากสัตว์ โลกไม่นํา
ธรรมะสี่ข้อนี ้ไปปฏิบติ ปั ญหาย่อมตามมาได้
                            ั
            เมตตา คือความรักกันในแง่สงสารกัน หากมีความรักกัน
สงสารกันแล้ ว ความรักจะยืนยงตลอดไป เช่น ถ้ าผัวเมียมีความ
43

รั กกันแต่ไม่มีความสงสารกัน ความรั กนันจะไม่ยืนยงเท่าที่ควร
                                                ้
แต่หากผัวเมียมีความรักกันและมีความสงสารกัน ผัวเมียคู่นนจะ         ั้
อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ความสงสารจะเป็ นตัวบังคับความรักอีกต่อ
หนึ่ง ความรั กความเมตตามี อยู่ประจํ าโลก แต่ก็มีตามยุคตาม
สมัย หากสังคมใดมีความรักเมตตาต่อกัน สังคมก็จะมีความเจริ ญ
มีความเป็ นอยูที่ดี เมตตาเป็ นเครื่ องคํ ้าจุนโลก
                  ่
             โลกของเรานี ้ ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ าเกิดมา
หรื อไม่ก็ตาม ลักษณะความรักกันมีทุกยุคทุกสมัย นี่คือสันดาน
ของสัตว์ โลก ทังมนุษย์ และสัตว์ ดิรัจฉาน มี ความรั กกันอยู่เสมอ
                     ้
สัตว์ตางๆ เมื่อมีลก ก็จะมีความรักต่อลูกมาก ดังจะเห็นได้ จาก ไก่
         ่             ู
สัตว์ก็มีความรักกัน ไม่ใช่จะมีแต่คนเพียงอย่างเดียว เมตตาจึงเป็ น
รากแก้ ว โน้ มน้ าวสัตว์โลกให้ อยู่ร่วมกันได้ อย่างผาสุก อยู่ด้วยกัน
ไม่ มี เ วรภัย ต่อ กัน ไม่ ป องร้ ายกัน การเอาเปรี ย บกัน จะไม่ มี ใ น
สังคมนันเลย้
             หากเมื่อใดสังคมโลกมีความเมตตาสงสารกันน้ อย เมื่อนัน       ้
คนก็จะเอารัดเอาเปรี ยบกัน สังคมเดือดร้ อนทุกหย่อมหญ้ า เมื่อมี
ความรักกัน ความสมัครสมานสามัคคีย่อมเกิดขึ ้นเป็ นเงาตามตัว
จะพูดจะทําก็มีแต่จะช่วยกันทํา โลกก็จะมีความเจริ ญมากขึ ้น ถ้ า
ยุคใดความรักความสงสารมีน้อย ความสมัครสมานสามัคคีก็ย่อม
น้ อ ยลง คื อ ไม่ อ ยากช่ ว ยเหลื อ กัน สัง คมโลกมี 2 ประเภท คื อ
สังคมบัณฑิตนักปราชญ์ กับสังคมคนพาล แล้ วสังคมของคนพาล
มีความรักความเมตตาหรื อไม่ มีอยู่เหมือนกัน เช่น คนพาลก็ยงไม่         ั
44
ฆ่าลูกตนเองเลย เขาก็ยงรักลูกเมียเขาอยู่พอสมควร สัตว์ตางๆ ที่
                           ั                                 ่
ดุร้าย เสือสิงห์กระทิงแรด มันก็ยงรักลูกของมัน นี่คือ เมตตาเป็ น
                                     ั
เครื่ องคําจุนโลก มีเมตตามากเท่าไร คนพาลก็น้อยลง บัณฑิตก็
          ้
มากขึ ้น
         นี่คือส่วนหนึงที่เราต้ องทําตัวเป็ นนักปราชญ์ บณฑิตให้ มาก
                         ่                              ั
ที่สุด ความเมตตาต่อกันเป็ นเครื่ องอํานวยความสะดวกในชีวิต
เพราะเราเกิดในโลกนีไ้ ม่ใช่ว่าเกิดชาติหนึ่งชาติเดียว หลายชาติ
หลายภพจะต้ องพบเห็นสิ่งเหล่านี ้อยู่ ไม่แน่ว่าเราจะหลุดพ้ นจาก
วัฏสงสารไปเมื่อไร เรายังต้ องเกิดตายอยู่หลายภพชาติ การศึกษา
ธรรมะทังหมดจึงเป็ นแนวทางสําหรับผู้ที่จะหนีจากวัฏสงสาร คือ
            ้
ไม่เพียงแค่จะไปอยูบนสวรรค์เท่านัน
                       ่               ้
         สําหรั บเรื่ องสวรรค์มีความจริ งอยู่ว่า ทุกศาสนาที่มาเกิด
บนโลกนี ้ ล้ วนแล้ วแต่สอนการไปสวรรค์ เช่น คริ สต์ อิสลาม พุทธ
มีความเหมือนกันคือสอนไปสวรรค์ แต่ศาสนาพุทธมีการสอน
พิเศษอีกขันหนึ่ง คือหนีพ้นจากสวรรค์ไปได้ เพราะสวรรค์ยงคง
              ้                                                 ั
ต้ องมาเกิดอีก คนไปสวรรค์เพราะผลคุณงามความดีที่ได้ สร้ างไว้
บนโลกนี ้ เมื่อตายแล้ วก็ไปเกิดบนสวรรค์ พรหมโลกก็เป็ นผลจาก
คุณงามความดีที่ทําไว้ คือ ทําฌานให้ เกิดขึ ้น ถึงจะไปเกิดที่พรหม
โลก เมื่ออํานาจฌานเสื่อมก็ต้องกลับมาเกิดบนโลกเช่นเดียวกัน
         นี่คือวัฏจักร กามภพ รู ปภพ อรู ปภพ เป็ นวัฏจักร สิ่งที่
พระพุทธเจ้ าสอนคือทําอย่างไรให้ คนหลุดพ้ นจากวัฏจักรได้ นี่คือ
ธรรมะที่มีเฉพาะพระพุทธศาสนาเท่านัน เช่น การทําใจไม่ให้ เกิด
                                            ้
45

ความยึดมันถือมัน ผูกพันในภพทังสาม การทําใจอย่างนี ้คืออะไร
                 ่   ่                 ้
คือการใช้ ปัญญาพิจารณาเอาภพทังสามมาวิเคราะห์ ทําไมคนเรา
                                           ้
จึง ชอบมาเกิ ด อยู่บ่อ ยๆ เพราะความผูก พัน ในภพทัง สามมี อ ยู่
                                                             ้
ผูกพันกับสิงใดย่อมจะทําให้ มาเกิด การเกิดนี ้แลมาเป็ นชาติ ชาติ
                   ่
ก็อาศัยภพ ภพอาศัยความผูกพันความยินดีสงนันๆ อยู่  ิ่ ้
            การภาวนาปฏิ บัติคื อ การสอนใจตนเองไม่ใ ห้ ห ลงในภพ
นันๆ ไม่ให้ ยินดีในภพนันๆ ถึงเราจะมีอยู่ก็ตาม ก็ไม่ให้ เกิดความ
     ้                       ้
ยิ น ดี ฝึ กใจเราให้ ร อบรู้ ในหลัก ความเป็ นจริ ง เรี ย กว่า ยอมรั บ
ความจริ ง นี่คือนักปฏิบติ ไม่ใช่แค่ร้ ู ธรรมดา แต่ต้องให้ ใจยอมรับ
                           ั
อย่างชัดเจนจึงจะผ่อนคลายได้
            นักปฏิ บัติหลายคนได้ พูด ว่า ทํ าอย่า งไรจะให้ จิต ละถอน
ปล่อยวางจากกิเลสตัณหาอวิชชาทังหมดได้ เรื่ องจะให้ จิตละถอน
                                         ้
ปล่อยวางจากกิเลสอวิชชานันเป็ นอีกส่วนหนึ่ง เป็ นผลซึ่งสูงเกินไป
                                ้
แล้ ว สําหรับนักปฏิบติครังแรก ไม่จําเป็ นต้ องให้ จิตละถอนปล่อย
                         ั ้
วาง ขันแรกคือทําอย่างไรให้ ใจยอมรับความเป็ นจริ ง ความเป็ น
          ้
จริ งทังหมดเรารู้ จริ งไหม เรารู้ จริ ง แต่ใจไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี ้ จึง
        ้
ต้ องสอนใจตนเองให้ มาก สอนบ่อยๆ เอาปั ญญาสอน หากเราไม่
ใช้ ปัญญาสอนแล้ ว เราก็ จะลุ่ม หลงในภพอี กต่อไป ความยิน ดี
ผูกพันในสิงต่างๆ นี่แหละจะเป็ นภพ ภพคือความยินดีผกพันกับสิ่ง
               ่                                           ู
นันๆ อะไรก็แล้ วแต่สามารถเป็ นภพให้ เกิดได้ ทงนันเลย
   ้                                               ั้ ้
            ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ยินดีผูกพันกับลูกหลานมากเกินไป
นี่คือเอาลูกเป็ นภพแล้ ว เมื่อพ่อแม่ตายไปก็จะมาเกิดกับลูกหลาน
46
ต่อไป หรื อหากผู้นนยินดีผกพันกับบ้ านเรื อนหรื อสิ่งใด นันคือฐาน
                        ั้         ู                      ่
ภพ เมื่อตายไปก็จะไปเกิดในภพนันๆ ดังพระพุทธเจ้ าตรัสไว้ กับ
                                      ้
อานนท์วา ดูกรอานนท์ บุคคลที่จะไปสูสคติมีน้อยมาก เท่ากับเขา
           ่                               ่ ุ
วัวที่มีเพียงสองเขาเท่านัน บุคคลที่จะไปสู่อบายภูมิมีมาก เท่ากับ
                              ้
ขนวัวที่มีทงตัว เพราะคนเรามีความติดภพเป็ นสิงสําคัญ
              ั้                                ่
          ความยึดติดภพต่างๆ ก็ต้องแก้ โดยการภาวนาปฏิบติ ส่วน    ั
การทําบุญให้ ทานต่างๆ ที่เราต้ องการไปสวรรค์อย่างนันอย่างนี ้
                                                            ้
หากเราไม่มี ความผูกพัน กับ ภพนี ้ เราก็ จ ะไปได้ แต่ส่ว นมากไป
ไม่ได้ เลย
          สมมติวา บุคคลทําบุญทําทานทุ่มเทเงินหลายล้ าน เมื่อทํา
                   ่
ไปแล้ ว แต่ใจเรายังคงยินดีผูกพันกับลูกหลานบ้ านเรื อนอยู่ ช่วง
ขณะที่ตาย ใจยังคงยินดีผูกพันกับลูกหลานอยู่ แทนที่บญกุศลสิ่ง
                                                        ุ
ที่เราทําไปจะกลายเป็ นเครื่ องอํานวยให้ เราไปสู่สวรรค์ ก็ไปไม่ได้
เพราะบุญทังหมดไม่มีกําลังเหนืออุปาทานความยึดมันในภพ ภพ
                 ้                                    ่
ต่างๆ เราต้ องแก้ ด้วยตัวเอง การแก้ ต้องพิจารณาตามหลักความ
เป็ นจริ ง อย่าให้ จิตใจเราไปผูกพันยึดมันกับสิ่งใด เมื่อใจเราเห็น
                                            ่
ความจริ งมากขึนเท่าใด ใจเราก็จะถอนตัวเองได้ มากขึนเท่านัน
                     ้                                        ้   ้
เรี ยกว่า โยนิโสมนสิการ การใคร่ ครวญ ตรึ กตรอง พิจารณาใน
เหตุผ ลว่ า สัต ว์ โ ลกทัง หลายย่ อ มเป็ นไปตามกรรม สัต ว์ โ ลก
                            ้
ทังหลายย่อมมีภพเป็ นที่ตง สัตว์โลกทังหลายย่อมเกิดเป็ นชาติใน
    ้                           ั้       ้
ภพนันๆ ต่อไป
       ้
          นี่คือเอาเรื่ องภพต่างๆ มาพิจารณา ให้ กลัวในการเกิด ให้
47

เห็นโทษในการเกิด เห็นภัยในการเกิด เห็นทุกข์ในการเกิดให้ มาก
ขึ ้น ถ้ าใจมีความกลัวแล้ ว การจะหาอุบายออกจากโลกมันง่ายนิด
เดียว การละถอนปล่อยวางก็ง่ายนิดเดียว
          สมมติว่า เราไปนอนที่แห่งใด แต่ก่อนก็บอกว่า มันดีอย่าง
นัน อย่ า งนี ้ แต่เ มื่ อ มาเห็ น ทุก ข์ โ ทษภัย ว่า สถานที่ ที่ เ ราอยู่มี ภัย
    ้
อันตรายมากทีเดียว มองเห็นเสือ เห็นภัยอันตรายรอบตัว การผูก
ใจว่าจะพักผ่อนหลับนอนก็ไม่มีอีกแล้ ว มีแต่จะเอาตัวรอดหนีจาก
ที่แห่งนันไป โดยไม่เสียดายที่ แห่งนันเลย นี ฉันใด เรื่ องบุคคล
            ้                                 ้           ้
พิจารณาภพที่ตวเองอยู่นี ้ ว่าเป็ นทุกข์ เป็ นโทษ เป็ นภัย ก็จะกลัว
                   ั
ในการเกิดอีกต่อไป หากใจกลัวในการเกิดแล้ ว หลักภาวนาอื่นนัน                     ้
ง่ายนิดเดียว เส้ นทางสําหรับพาคนกลัวเดินทางออกไปนัน หาง่าย            ้
นิดเดียว
          สมมติว่า เรานอนอยู่ในป่ า ทีแรกนอนหลับสบาย เมื่อเรา
ลืมตาขึนมาแล้ วเห็นเสือยืนอยู่ข้างๆ คนผู้นันจะนอนไม่หลับอีก
          ้                                             ้
ต่อไป และจะอยูที่นนอีกไม่ได้ มีแต่จะหาวิธีวิ่งหนีจากที่แห่งนันไป
                     ่ ั้                                                  ้
สุดกําลัง การวิ่งหนีจะไปทางไหน เรื่ องเส้ นทางไม่ต้องบอกกันเลย
ถ้ ากลัวสิงใดแล้ ว ทางออกไม่ใช่เรื่ องยาก มันจะบอกอยู่ในตัวว่าอยู่
              ่
ทางไหน ไม่ต้องถามใครทังสิ ้น ประตูแห่งพระนิพพานจะเปิ ดอ้ า
                                   ้
รับบุคคลที่มีความกลัวต่อโลกนี ้ คือมันจะไม่ยอมรับความจริ งว่า
คนนัน พู ด อย่ า งนี ้ ให้ อ ยู่ก่ อ น มัน ไม่ ย อมรั บ อี ก แล้ ว นี่ คื อ ใจ
      ้
ยอมรับความจริ งอย่างหนึ่ง อีกทังจะให้ อยู่กบโลกที่กําลังปั่ นป่ วน
                                            ้         ั
มันไม่ยอมรับเลย มันจะวางทังหมด มันจะไปเอง
                                     ้
48
              การฝึ กใจให้ เ ป็ นอย่ า งนี ้ ฝึ กยากพอสมควร แต่ถ้ า เป็ น
อย่างนีแล้ ว การละถอนปล่อยวางนันง่ายนิดเดียว ไม่จําเป็ นต้ อง
            ้                                   ้
ไปบังคับให้ ละ สําคัญคือให้ จิตเห็น เห็นตามหลักความเป็ นจริ ง นี่
คื อ สิ่ ง สํ า คัญ ของการปฏิ บัติ การภาวนาปฏิ บัติ ทัง ด้ า นสมถ
                                                                ้
กรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน จุดสําคัญอยู่ที่ร้ ูจริ งเห็นจริ งตาม
หลักความเป็ นจริ ง ถ้ าเห็นอย่างนี ้แล้ ว ความสงสัยต่างๆ จะถอน
ตัว ความลัง เลต่ า งๆ ก็ ถ อนตัว ความรั ก ความยิ น ดี ก็ ถ อนตัว
อุปาทานความยึดมันก็ถอนตัว นี่คือรู้จกทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารที่
                            ่                       ั
เกิ ด ขึ น คํ า สอนอย่ า งนี มี อ ยู่ ที่ ศ าสนาพุ ท ธแห่ ง เดี ย วเท่ า นั น
          ้                       ้                                         ้
พระพุ ท ธเจ้ าก็ เ ป็ นตัว อย่ า งได้ ทํ า มาแล้ ว และสอนพระภิ ก ษุ
สามเณร ฆราวาสญาติโยม ในสมัยพุทธกาล ได้ บรรลุมรรคผล
นิพพานเป็ นจํานวนมากหลายแสนคน
              คนในยุคนันกับยุคนีต่างกันอย่างไร อวัยวะต่างๆ รู ปร่ าง
                          ้          ้
กลางตัวก็เหมือนกันหมด ทําไมจะทําไม่ได้ เหมือนพุทธกาล ทําได้
ถ้ าหากตังใจจริ ง
               ้
              สําหรับบุคคลผู้ที่ต้องการเข้ าสูมรรคผลนิพพาน มีหลักใหญ่
                                                  ่
อยูสามประการ
    ่
              1. บารมีพร้ อมไหม
              2.หลัก การภาวนาปฏิ บัติ ถู ก ต้ อ งตามแนวพระอริ ย เจ้ า
หรื อไม่
              3. ความตังใจอันแน่วแน่
                        ้
              หากบุคคลใดมีพร้ อมทังสามหลัก บุคคลนันจะได้ เป็ นพระ
                                        ้                 ้
49

อริ ยเจ้ าในชาตินี ้ ถ้ าอย่างใดยังบกพร่ องก็จะยังไม่ได้ สมมติว่า ผู้
นันมีวาสนาบารมีมา พอสมควรจะบรรลุเป็ นพระอริ ยเจ้ าได้ ก็ตาม
    ้
แต่แนวทางการปฏิบัติไม่ถูกต้ องตามหลักพระอริ ยเจ้ า บุญกุศล
ที่ ว่ า มาก็ ช่ ว ยไม่ ไ ด้ ยัง เป็ นปุถุ ช นต่ อ ไป หรื อ บางที ต นเองมี
แนวทางปฏิ บัติเป็ นไปตามหลักพระอริ ยเจ้ าอยู่ แต่ไม่เอาใจใส่
เกียจคร้ าน ไม่ขยันหมั่นเพียร นี่ก็ใช้ ไม่ได้ เช่นกัน ฉะนันหลักทัง ้        ้
สามประการนี จึง ต้ อ งสอดคล้ อ งกลมกลืน กัน ให้ เราพิ จารณา
                     ้
ตนเองว่า หลักทังสามประการนี ้เราพร้ อมแล้ วหรื อยัง
                       ้
           ส่วนหนึ่งที่เราดูได้ ยากคือ วาสนาบารมี เราไม่สามารถรู้
ตนเองได้ ว่า ในชาติก่ อ นเราได้ ส ร้ างสมบารมี ม าพอแล้ ว หรื อ ยัง
พอที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ หรื อยังในชาตินี ้ อย่างน้ อยก็ให้ ได้
เป็ นพระอริ ยโสดาบัน บารมีเราพร้ อมหรื อยัง เรามองไม่เห็นตนเอง
ว่ า พร้ อมหรื อ ไม่ พ ร้ อม อี ก สองอย่ า งที่ เ ราเห็ น ได้ ชัด คื อ แนว
ทางการปฏิ บัติ ที่ ถูก ต้ อ ง เราถูก แล้ ว หรื อ ยัง ถ้ า ทํ า ไม่ ถูก แต่ไ ป
เข้ าใจว่าทําถูก เรี ยกว่า เข้ าใจผิดเป็ นส่วนตัว ตนเองทําไม่ถกหลัก   ู
แต่ไปเข้ าใจว่าทําถูกหลัก นี่ใช้ ไม่ได้ เลย ตนเองไม่ได้ เดินตามองค์
มรรค แต่ไปเข้ าใจว่าตนอยู่ในองค์มรรค นี่ใช้ ไม่ได้ เลย เราต้ อง
สังเกตตนเอง
           หลวงพ่อ พยายามสอนลูกศิษย์ ให้ ศึกษาประวัติข องพระ
อริ ยเจ้ าให้ ดี ในครังพุทธกาลผู้บรรลุธรรม บรรลุอย่างไร นําธรรมะ
                            ้
หมวดไหนไปปฏิบติ ถ้ าเราไปดูประวัติพระอริ ยเจ้ าทําความเพียร
                          ั
ในสมัย ครั ง พุ ท ธกาล เราจะบรรลุธ รรมขัน ใดขัน หนึ่ ง ได้ อ ย่ า ง
                 ้                                    ้     ้
50
ง่ า ยดาย ให้ เราศึ ก ษาประวั ติ ข องพระอริ ย เจ้ าจากหนั ง สื อ
พระไตรปิ ฎก
            ดังมีตวอย่างที่หลวงพ่ออธิบายอยู่บ่อยๆ คือ มีภิกษุณีบาง
                      ั
ท่ า นเพี ย งไปดูด อกไม้ แล้ ว นํ า มาพิ จ ารณาด้ ว ยปั ญ ญา ท่ า นก็
สามารถบรรลุพระอริ ยเจ้ าได้ ดอกไม้ เป็ นรู ป เอารู ปดอกไม้ สวยๆ
นี่แหละมาพิจารณาตามหลักความเป็ นจริ งของดอกไม้ ว่า ดอกไม้
เมื่อปล่อยทิงไว้ นานๆ หลายวันหลายเดือน ก็จะมีการเน่า มีการ
                    ้
เปลี่ยนแปลงไปเป็ นธรรมดา นี่คือพิจารณารู ปดอกไม้ ลงสู่ความ
ไม่เที่ยง ท่านสามารถนําเอาดอกไม้ มาโอปนยิโก สังขารร่ างกาย
เราเองก็เหมือนกับดอกไม้ อย่างนัน ในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็ น
                                             ้
พระอริ ย เจ้ าได้ ประวัติข องพระอริ ยเจ้ า ในสมัยครั ง พุท ธกาลมี
                                                               ้
อุ บ ายการปฏิ บั ติ ม ากมาย อุ บ ายทั ง หมดไม่ เ หมื อ นกั น จะ
                                                 ้
เหมือนกันก็เพียงบางกลุ่ม ทีนี ้เราจะนําอุบายธรรมอะไรมาปฏิบติ               ั
เพื่อให้ บรรลุตามนิสยเดิมที่มีอยูในครังพุทธกาล หายากมาก
                            ั              ่   ้
            เรื่ อ งนิ สัย วาสนาที่ ไ ด้ อ บรมมาในชาติ ก่ อ น บรรดาพระ
สาวกทังหลายไม่สามารถทราบได้ ว่า ผู้นนเคยสร้ างบุญสร้ างกุศล
          ้                                        ั้
สร้ างวาสนาบารมีมาอย่างนีๆ พระสาวกรู้ ไม่ได้ แต่การรู้ อย่างนี ้
                                       ้
เป็ นหน้ าที่ ข องพระพุ ท ธเจ้ าองค์ เ ดี ย วเท่ า นั น ที่ บ อกได้ ว่ า ใน
                                                          ้
อดีตชาติเคยทําบุญมาอย่างนัน สร้ างบารมีมาอย่างนี ้
                                         ้
            ยกตัว อย่ า ง พระภิ ก ษุ ห นุ่ม ลูก ศิ ษ ย์ ข องพระสารี บุต ร มี
ความกระสัน อยากสึกออกไปเป็ นฆราวาส พระสารี บุต รท่า นมี
ความสงสารจึงแสดงธรรมให้ ฟังหลายแง่หลายมุม แต่ภิกษุรูปนันก็               ้
51

ยังคงอยากสึกอยู่ พระสารี บุตรผู้ซึ่งแตกฉานในปั ญญาทุกสิ่งทุก
อย่าง แต่ก็ไม่สามารถนําธรรมะหรื อปั ญญาไปบังคับลูกศิษย์ให้ ร้ ู
แจ้ งเห็นจริ งตามความเป็ นจริ งได้ พระสารี บุตรจึงนําภิกษุ นันไป         ้
กราบพระพุทธเจ้ า
           พระพุทธเจ้ าตรัสว่า ดูก่อนสารี บตร ไม่มีพระภิกษุรูปใดจะ
                                               ุ
เทศน์ ส อนได้ มี เ พี ย งตถาคตองค์ เ ดี ย วเท่ า นัน ที่ เ ทศน์ ไ ด้ ถูก จุด
                                                      ้
พระพุทธเจ้ าจึงให้ นิมิตดอกบัวตูม ให้ ภิกษุได้ จบไว้ ถือไว้ และสอน
                                                    ั
ว่า ให้ พิจารณาดอกบัวนี ลงสู่ความไม่เที่ ยง มี การเปลี่ยนแปลง
                                  ้
และน้ อ มดอกบัว นี เ้ ข้ า สู่ธ าตุขัน ธ์ ข องตนเอง ว่า ธาตุนี ก็ ไ ม่ เ ที่ ย ง
                                                               ้
เหมือนกับดอกบัวนี ้ เมื่อดอกบัวเหี่ยวแห้ ง ธาตุขนธ์ นี ้ก็เหี่ยวแห้ ง
                                                            ั
เช่ น เดี ย วกัน จึ ง ให้ ภิ ก ษุ พิ จ ารณาทวบทวนเข้ า หาร่ า งกายของ
ตนเอง ในที่สดภิกษุนนก็บรรลุเป็ นพระอรหันต์ นันเป็ นเพราะภิกษุ
                 ุ         ั้                           ่
นันเคยสร้ างบารมีมาในอดีต เคยเก็บดอกบัวถวายพระราชา ตี
   ้
ดอกบัวทองดอกบัวเงินถวายพระราชา ใจของเขามีความผูกพันกับ
ดอกบัวเป็ นอย่างมาก ทีนีการภาวนาปฏิบติก็ต้องเอาดอกบัวมา
                                    ้            ั
เป็ นสื่ออุบายในการปฏิบตธรรม นี่คือสร้ างบารมีเก่ามาอย่างนี ้
                               ัิ
           ยกตัวอย่างเพิ่มอีก คือ พระจูฬปั ณฑก ทําไมพระพุทธเจ้ า
จึงไม่ใช้ ดอกบัวเป็ นสื่ออุบายธรรม เพราะดอกบัวใช้ ได้ กบบางคน    ั
เท่านันเอง แต่นิสยของพระจูฬปั ณฑกต้ องใช้ ผ้าขาวเป็ นสื่ออุบาย
        ้              ั
ในการปฏิบติ ในการพิจารณา เมื่อจูฬปั ณฑกได้ จบผ้ าขาวไว้ ในมือ
               ั                                          ั
จับไปจับมา และพิจารณาผ้ าขาวลงสู่ความสกปรกโสโครก แล้ ว
น้ อมโอปนยิโก ผ้ าขาวผืนนี ้แต่ก่อนสะอาด เดี๋ยวนี ้เราจับไปจับมา
52
เหงื่อไคลจากตัวเราไปถูกผ้ า ทําให้ ผ้าดํา โอปนยิโก ใจเราถ้ าหา
กว่าถูกกิเลสครอบงําอยู่ จะทําให้ ใจเศร้ าหมองขุ่นมัวได้ เอาผ้ า
ขาวที่สกปรกโสโครกมาเทียบกับใจตนเอง พิจารณาไปพิจารณา
มา สุดท้ ายจึงนําผ้ าไปซักที่ริมสระแห่งหนึง การซักผ้ าไปพิจารณา
                                               ่
ไป ในที่สดก็สําเร็ จเป็ นพระอรหันต์ขณะซักผ้ ายังไม่เสร็ จ
           ุ
        ทําไมพระจูฬปั ณฑกจึงใช้ อบายผ้ าขาว เพราะในชาติอดีต
                                       ุ
เคยเป็ นพระราชาที่ ยิ่งใหญ่ วันหนึ่งออกเสด็จประภาสพระนคร
แต่งตัวสวยงาม แต่วนนันแดดจัดเหงื่อโทรมตัว หยิบผ้ าเช็ดหน้ า
                        ั ้
ออกมาเช็ดหน้ าเช็ดตัว แต่ก่อนผ้ าสะอาดมาก แต่บดนีผ้าดําลง  ั ้
กลิ่นหอมก็หายไป ก็พิจารณาว่า แต่ก่อนผ้ านี ้หอมไปด้ วยกลิ่นอบ
จันทร์ แต่บดนีเ้ หม็นเพราะผ้ าไปถูกกับรู ปร่ างสังขารร่ างกายของ
              ั
เราที่สกปรกโสโครก จึงเกิดสลดสังเวชว่า สังขารร่ างกายเราเป็ น
สิ่งสกปรกโสโครกทังหมด หลังจากชาตินนเมื่อตายไป กลับมาเกิด
                     ้                      ั้
ใหม่ในสมัยพุทธกาลเป็ นพระจูฬปั ณฑก สื่อในการปฏิบติของพระ      ั
จูฬปั ณฑกจึงไม่ใช่อย่างอื่นเลย ต้ องใช้ ผ้าอย่างเดียว ใช้ อย่างอื่น
ไม่ได้ จะพิจารณาความทุกข์ ต้ นไม้ ผลไม้ ใช้ ไม่ได้ จะต้ องใช้ สื่อ
ให้ ตรงกับอดีตในสมัยเป็ นพระราชาคือ ผ้ า บารมีใหม่ที่จะเชื่อม
กับบารมีเก่าต้ องให้ ตรงกันได้ เข้ ากันได้
        สิ่งสําคัญคือบารมีเก่าที่เราทําไว้ เราจําไม่ได้ วาสร้ างมาทาง
                                                         ่
ไหน จึงยากตรงนี ้ ทุกวันนีจึงต้ องสุ่มเดา บางคนมีนิสยอย่างนัน
                              ้                             ั       ้
แต่มาพิจารณาธาตุสี่อย่างเดียว พิจารณาได้ อ ยู่แต่จะไม่เป็ นผล
เพราะอุบายที่เป็ นสื่อสําคัญไม่เข้ ากัน การพิจารณาไตรลักษณ์ ก็
53

เป็ นเพียงส่วนประกอบในสื่อทังหมด ในครังพุทธกาลบางคนเห็น
                                       ้          ้
ดอกบัว บางคนเห็ นใบไม้ ที่ ห ล่น ก็ ส ามารถเป็ นพระอรหัน ต์ ไ ด้
บางคนเดินบิณฑบาตได้ ยินข่าวว่าคนนันตายคนนี ้ตาย ก็นําเรื่ อง
                                              ้
ของคนตายมาพิจารณา ก็ทําให้ เป็ นพระอรหันต์ได้ เราต้ องหาสื่อ
อุบายที่ตรงกับอดีตที่ได้ สร้ างมาแล้ ว
          หากบุคคลที่ได้ สร้ างวาสนาบารมีสมบูรณ์ มาแล้ วในอดีต
แต่ในชาตินีไ้ ม่มีสื่อที่ตรงกับอดีต ก็จะเป็ นไปไม่ได้ เลย สมมติว่า
พระจูฬปั ณฑกมีสื่อสําคัญคือ ผ้ าขาว เป็ นอุบายในการปฏิบติ ถ้ า      ั
พระจูฬปั ณฑกไปพิจารณาเรื่ องขันธ์ ห้าอย่างเดียว จะเป็ นไปไม่ได้
เลย เป็ นสื่อไม่ได้ คนละอุบายกัน หรื อจะนําดอกบัวมาให้ พระ
จูฬ ปั ณ ฑกพิ จ ารณาดูสิ ไม่ ไ ด้ สื่ อ ไม่ ต รงกัน หรื อ เอาเรื่ อ งของ
นายพรานดัดลูกศรให้ ตรงมาพิจารณา ก็ไม่ได้ ไม่ตรงกับที่ตนเอง
สร้ างมา การปฏิ บัติ ใ นยุ ค นี จึ ง ต้ อ งตรงกับ อดี ต ที่ เ คยสร้ างมา
                                     ้
เรี ยกว่า นิสยตรงกับบารมีเก่าที่เคยสร้ างมา
                ั
          ผู้ที่จะบรรลุธรรมมีหลักอยูสามประการนี ้
                                         ่
          1.บารมีเก่าที่ได้ สร้ างมา
          2.การภาวนาปฏิบตถกตามหลักความเป็ นจริ ง
                                ัิ ู
          3.มีความจริ งใจในการปฏิบตธรรม    ัิ
          สามหลักนี ้เป็ นต้ นทางของการปฏิบติ สื่อต่างๆ เราจึงต้ อง
                                                ั
หาเอง สื่อต่างๆ นันมีมาก เช่น บางคนเคยบริ จาคทานผ้ า หรื อ
                        ้
ทานสิ่งของต่างๆ ตัวอย่าง พระยสกุลบุตรจึงบรรลุธรรมเพราะเห็น
คนตาย เพราะสมัยก่อน ยสกุลบุตรเป็ นคนนําคนตายไปเผาที่ป่า
54
ช้ า เมื่อเผาแล้ วไฟไหม้ ไปเรื่ อยๆ เห็นเลือดเนือกะโหลก ตับไตไส้
                                                    ้
ต่างๆ ทะลักออกมา เกิดความสลดสังเวชใจว่า เราตายไปเราก็เป็ น
อย่ า งนัน เกิ ด สลดสัง เวชฝั ง ใจเป็ นนิ สัย ต่อ มามาเกิ ด ในเมื อ ง
            ้
พาราณสี วันหนึ่งมองเห็นนักดนตรี ที่จ้างมาแสดงที่บ้าน คนต่างๆ
เขานอนหลับมีทาทางต่างๆ นานา เห็นคนนอนหลับเหมือนกับซาก
                       ่
ผีตายทังหมด นี่คือนิสยเดิมที่ฝังแน่นสมัยเคยฝั งศพที่ป่าช้ าในอดีต
          ้                     ั
เกิดความคิดตามความเป็ นจริ งว่า คนนอนหลับเหมือนกับคนตาย
ทําให้ นิสยเดิมที่มีอยู่เกิดขยายขึ ้นมาทันที จึงได้ ออกจากบ้ าน เกิด
              ั
เบื่อหน่าย เกิดความกลัว นี่คือ พระยสกุลบุตร ได้ นําสื่อของคน
ตายมาเป็ นหลัก มิใช่จะนําสื่อผ้ าขาวมาพิจารณา ใช้ ไม่ได้
            นี่คือ เราไม่ร้ ูจกตนเองว่า ในสมัยก่อนเราสร้ างบารมีมาแล้ ว
                              ั
ทางไหน ถึงอย่างไรก็ตามเราต้ องค้ นคว้ าอยู่เสมอ อย่าหยุดยัง              ้
เมื่ออุบายถูกกับตนเองจะดูดดึงทันที ใจเราจะแจ่มใสพอใจในการ
พิจารณาสิ่งนันๆ ให้ มากขึน นันคือนิสยบารมีตรงตามอดีต ต้ อง
                     ้                ้ ่      ั
พิจารณาส่วนนี ้ให้ มาก อย่าเอาอย่างเดียว เอาหลายๆ อย่าง ถ้ า
อย่างนี ้ไม่ถก ก็ต้องใช้ อบายอื่น นี่คออุบายของปั ญญา
                 ู                ุ         ื
            วัน นี ้ หลวงพ่ อ ให้ ค วามเห็ น ในการปฏิ บัติ เ พื่ อ มรรค ผล
นิพพาน อย่างน้ อยก็เป็ นพระโสดาบัน ต้ องมีเหตุสามประการดังที่
ได้ อธิ บายมาแล้ ว ให้ เราพิจารณาให้ มาก ดูประวัติพระอริ ยเจ้ า
ท่านที่เป็ นพระโสดาบัน อุบายทังหมดที่ท่านเหล่านันใช้ พิจารณา
                                          ้                  ้
มีอุบายต่างกันอะไรบ้ าง ใช้ พิจารณาอย่างไร ให้ เรานํ ามาเป็ น
อุบายสอนใจตนเอง ปฏิบติตนเองให้ มากขึ ้นๆ อีกวันหนึ่งข้ างหน้ า
                                    ั
55

เราก็จะรู้ เห็นตามหลักความเป็ นจริ ง หลวงพ่อชี ้แนะการปฏิบติมา
                                                           ั
จนถึงขณะนี ้ คิดว่าเราทังหลายจะได้ สํานึกว่า เราต้ องทําอย่างไร
                        ้
จึงจะไปถึงจุดนันได้ เพราะคําสอนของพระพุทธเจ้ ามีจดเด่นอยูที่นี่
                 ้                                   ุ       ่
สามารถให้ คนเข้ าถึงมรรคผลได้ ณ จุดนีเ้ อง เรี ยกว่า ปั ญญายะ
ปริ สชฌะติ จิตจะมีความบริ สทธิ์ได้ เพราะปั ญญา
      ุ                     ุ
        การให้ อุบายธรรมะมาตังแต่เบืองต้ น คิดว่าทุกท่านจะได้
                                 ้     ้
เข้ าใจธรรมะพอสมควร หรื อสิ่งใดที่ไม่ชดเจน ก็ให้ เขียนคําถามมา
                                         ั
หลวงพ่อจะอธิบายให้ ฟัง บัดนี ้ก็สมควรแก่กาลเวลา
56




รายละเอียดของหนังสือ
ชื่อหนังสือ   : วัฏสงสาร
               พระธรรมเทศนาของ หลวงพ่อทูล ขิปปปญฺโญ ฺ
                วัดป่ าบ้ านค้ อ จ.อุดรธานี ในการอบรมธรรม ที่
                โรงเรี ยนปานะพันธ์ ครังที่ 4 (ตุลาคม 2535)
                                         ้
วัตถุประสงค์ : จัดพิมพ์เป็ นอนุสรณ์งานอุปสมบท พระเกรี ยงไกร
               มันเสถียรสิน (สัพพะปั ญโญ ภิกขุ)
                 ่
                วันที่ 28 มิถนายน 2552
                              ุ
                ณ วัดพุทธรัตนาราม เคลเลอร์ เท๊ กซัส
ผู้จดพิมพ์ : วัดซานฟรานธัมมาราม Tel.415.753.0857
    ั
                www.watsanfran.com
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร

หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร

  • 2.
  • 3.
  • 4.
    3 วัฏสงสาร หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 1 ขอเจริ ญธรรม แก่ท่านพุทธมามกะบริ ษัททังหลาย เนื่อง ้ ด้ วยพวกเราทังหลายได้ มารวมกัน เรี ยกว่า ธรรมสภา เป็ นสถานที่ ้ ร่ วมกันปฏิบตธรรม ครังนี ้ เป็ นครังที่ 4 หลายคนได้ ติดตามมาตังแต่ ัิ ้ ้ ้ ครังแรกจนถึงปั จจุบน บางท่านได้ ติดตามมาครังสองครัง หรื อครัง ้ ั ้ ้ ้ แรกก็เป็ นได้ ฉะนันสถานที่แห่งนี ้ ถือว่าเป็ นธรรมสภา อบรมธรรมะ ้ ค้ น คว้ า ในธรรม พวกเราทั ง หลายเข้ าใจว่ า ต้ องไปวัด จึ ง จะ ้ แสวงหาธรรมะได้ ไม่เข้ าใจว่า ธรรมะอยู่ที่ไหน ทําอย่างไรจึงจะ เข้ าถึงธรรม สถานที่ท่ีได้ จดไว้ ว่าเป็ นวัด นันเป็ นส่วนหนึ่งสําหรั บ ั ้ พระสงฆ์สามเณรอยูอาศัยนันเป็ นส่วนหนึง ่ ่ ่ ส่วนการแสวงหาธรรม หรื อสภาธรรม ไม่จํากัดในที่เช่นนัน ้ ตลอดไป เช่น เราอยู่ในที่แห่งนี ้ ก็ถือว่าเป็ นสภาธรรมได้ คือเป็ น สถานที่ศกษาธรรม หรื อปฏิบติธรรม ทีนี ้เราชาวพุทธทังหลาย ต้ อง ึ ั ้ ศึกษาธรรมะให้ มากขึน ตามหลักความเป็ นจริ ง ตามคําสอนของ ้
  • 5.
    4 พระพุทธเจ้ า พระพุทธเจ้า ได้ สอนธรรมะแก่เรานัน เป็ นธรรมะที่้ พระองค์ค้นพบด้ วยพระองค์เอง ค้ นพบที่ไหน ค้ นพบธรรมะที่มีอยู่ กับโลก โลกทังหมดมีธรรมะเป็ นหลักความจริ งอยู่แล้ ว แต่ก่อนมา ้ ไม่เ คยมี ใ ครพบว่าเป็ นหลักความจริ ง ทัง ที่ ค วามจริ ง มี อ ยู่ใ นตัว ้ ทังหมด คําสอนของพระพุทธเจ้ าที่นํามาสอนทังหลาย เรี ยกว่า ้ ้ ศาสนธรรมคําสอน เป็ นการนําความจริ งมาสอนคน คือคนเรามี ความจริ ง อยู่ ใ นตัว แต่ ป ฏิ บัติ ต ามความจริ ง ในตัว ทัง หมดไม่ ้ สมบูร ณ์ ขาดตกบกพร่ อ งอยู่เ สมอ เพราะไม่ร้ ู จัก วิธี แ นวทางที่ ถูกต้ อง ผิดบ้ าง ถูกบ้ าง ล้ มลุกคลุกคลานอยูเ่ สมอ คํ า สอนของพระพุท ธเจ้ า นี จึ ง เป็ นคํ า สอนที่ ม าประยุก ต์ ้ ความจริ ง ทัง หมดที่ เ ราปฏิ บัติ ม าแล้ ว ในอดี ต ให้ เ ป็ นกลุ่ม ก้ อ น ้ ปฏิบติได้ อย่างถูกต้ องอย่างชัดเจนขึ ้น คําสอนของพระพุทธเจ้ าจึง ั เป็ นของเก่าที่สตว์โลกทังหลายเป็ นมาในอดีต จนถึงปั จจุบน เอา ั ้ ั เรื่ องเก่าๆ นี่แหละ มาปรับปรุ งให้ คนได้ เข้ าใจในความเป็ นจริ ง คํา ว่า รู้จริ งตามความเป็ นจริ ง จริ งอะไร ถึงเราจะภาวนาปฏิบติตาม ั วิธีอ่ืนๆ ถ้ าเราไม่ปฏิบติตามแนวทางที่ถกต้ อง ความรู้ จริ งเห็นจริ ง ั ู จะไม่เกิดขึนกับเราได้ สัจธรรมเป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า คือ ้ พูดแล้ วไม่ผิด เป็ นความจริ งตลอดเวลา ไม่มีสงใดจะแก้ ไขได้ ิ่ ถึงแม้ ว่าจะมี คนใดคนหนึ่งที่ เกิ ดมาในโลกนี ้ จะมาแก้ ไ ข ความจริ ง ให้ เ ปลี่ ย นไปเป็ นอย่า งอื่ น จะเปลี่ย นแปลงไม่ไ ด้ เ ลย เพราะหลักความจริ งเป็ นหลักธรรมชาติที่มีอยู่กบโลกไม่ว่าจะกาล ั ไหนๆ ธรรมะ ในสมัยที่พระองค์ออกปฏิบติช่วงแรก ไม่มีใครให้ ั
  • 6.
    5 คําแนะนําพระองค์เลย แต่พระองค์ก็นําหลักธรรมชาติมาพิจารณา ว่าอะไรเป็ นอะไรธรรมชาติทงหมดเป็ นคําสอน เพราะคนเราอยูกบ ั้ ่ ั ธรรมชาติ เกิ ด มาตามธรรมชาติ อยู่ ต ามธรรมชาติ ชี วิ ต เรา หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติทงนัน อยู่กบที่ไม่ได้ ส่วนเรื่ อง ั้ ้ ั สังขารร่างกายหรื อรูปขันธ์เป็ นอีกเรื่ องหนึง ่ ธรรมชาติ ที่ ห มุน อยู่กับ โลกนี ้ ไม่ มี ใ ครกํ า หนดได้ ไม่ มี พระพุทธเจ้ า หรื อ พระเจ้ าองค์ใดจะกําหนดให้ เป็ นไปตามใจชอบ ได้ เรี ยกว่า วัฏจักร พูดง่ายๆ ว่า ชีวิตเราที่เป็ นอยู่นี ้ก็หมุนเวียนไป ตามธรรมชาติ ธรรมชาตินี ้ มีขึ ้นๆ ลงๆ เช่น อายุขยของคนเรา หรื อ ั ชีวตความเป็ นอยูก็มีการขึ ้นๆ ลงๆ ตามธรรมดา ส่วนมากเราศึกษา ิ ่ ในทางวิ ท ยาศาสตร์ วิท ยาศาสตร์ จ ะศึก ษาเรื่ อ งอดี ต แต่เ รื่ อ ง อนาคตไม่มีใครสามารถเขียนล่วงหน้ าให้ เป็ นไปตามจริ งได้ เพราะ หลักธรรมชาติเป็ นเรื่ องลึกลับละเอียดอ่อน ผู้จะรู้ เรื่ องธรรมชาติมี เพียงคําสอนของพระพุทธเจ้ า เรี ยกว่า โลกวิทู โลกวิทู คือ รู้ แจ้ ง โลก รู้ แจ้ ง ทัง อดี ต ที่ เ ป็ นมาของธรรมชาติ ว่ า เป็ นอย่ า งไร รู้ ใน ้ ปั จจุบนว่าธรรมชาติของโลกปั จจุบนเป็ นอย่างไร และสามารถจะรู้ ั ั ธรรมชาติของอนาคตต่อไปว่า อนาคตธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไป เป็ นอย่างไร พระพุทธเจ้ าสามารถรู้ได้ ทงหมด จึงนํามาเขียนเพื่อให้ ั้ คนได้ ศึก ษาตามหลัก ความเป็ นจริ ง ว่า วัฏ จักรที่ ห มุน ไปตาม ธรรมชาติหมุนอย่างไรบ้ าง ตัวเราที่เกิดตายในวัฏสงสารนี ้ เกิดกี่ ครั ง มาแล้ ว แต่ ล ะครั ง แต่ ล ะภพชาติ ที่ เ กิ ด มา การเกิ ด นั น มี ้ ้ ้ ความสุข มีความเจริ ญทุกภพชาติหรื อไม่ นี่คือศึกษาความจริ งของ
  • 7.
    6 ตนเอง ทีนี ้การศึกษาความจริ งของตนเอง จําเป็ นต้ องศึกษาความ จริ ง ของคนอื่ น ด้ ว ย จากธรรมชาติ ร อบตัว ด้ ว ย เพราะทุ ก สิ่ ง เปลี่ยนไปตามธรรมชาติทงหมด ที่พดเรื่ องธรรมชาติให้ ฟังนี ้ เพื่อให้ ั้ ู รู้ จกโทษ รู้ จกภัย รู้ จกทุกข์ เรามาเกิดกับธรรมชาตินี ้ ต้ องรู้ ว่า เรา ั ั ั จะได้ อะไร มีดีส่วนใด มีชวส่วนใด ส่วนไหนบ้ างที่เป็ นข้ อคิด เป็ น ั่ ข้ อ ปฏิ บัติ เราจะหาวิ ธี ห ลี ก เลี่ ย งได้ อ ย่ า งไร จะไม่ ใ ห้ เ กิ ด ตาม ธรรมชาตินานเกินไป สําหรับพระอริ ยเจ้ าทังหลายที่ได้ ศกษาธรรมชาติ ท่านจึงรู้ ้ ึ ว่า ธรรมชาติที่หมุนเวียนอย่างนี ้ ชีวิตของมวลสัตว์ทงหลาย ไม่ว่าั้ สัตว์น้อยใหญ่ สัตว์บกสัตว์นํ ้า ตลอดจนคนทุกชาติภาษาไม่ว่าจะ ดี ห รื อ ชั่ ว เมื่ อ มาเกิ ด กั บ โลกนี แ ล้ วก็ ต้ องหมุ น เวี ย นไปตาม ้ ธรรมชาติตลอดเวลา หาทางสิ ้นสุดไม่ได้ ขณะที่หมุนไปอยู่นน ก็ ั้ ได้ อาศัยความอยากของตนเอง ทําตามความอยากอยู่เรื่ อยๆ โดย ไม่เข้ าใจว่า การทําตามความอยาก ให้ โทษ ให้ ภย ให้ คณอย่างไร ั ุ ทําตามความอยากอยู่เสมอ สุดท้ ายแล้ วก็มีความผิดเป็ นส่วนใหญ่ เพราะจิตใจของคนพยายามรั่ วไหลไปในทางที่ตํ่าเสมอไป การ พยายามพยุงจิตใจให้ เข้ มแข็ง ให้ ก้าวหน้ า มีจิตใจที่สงขึ ้นนัน ยาก ู ้ มากที่ จ ะทํ า ได้ จึ ง ต้ อ งนํ า คํ า สอนของพระพุ ท ธเจ้ ามาศึ ก ษา เพื่อให้ เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสาร เห็นทุกข์โทษภัยในธรรมชาติ ที่มีอยู่ เราได้ เลื่อนลอยเกิดแก่เจ็บตายในวัฏสงสารมาหลายชาติภพ ก็เหมือนปั จจุบันชาตินีทังหมด ชาติก่อนเราก็ เป็ นอย่างนี ้ เกิ ด ้ ้
  • 8.
    7 ขึ ้นมา ผู้หญิงก็เป็นเพศหญิง ผู้ชายก็เป็ นเพศชาย เกิดมาแล้ วก็ต้อง แก่เจ็บตาย เป็ นธรรมชาติของสัตว์โลกทุกตัวต้ องเป็ นอย่างนี ้ ไม่มี คนหนึ่งคนใดหรื อสัตว์ใด จะอยู่ตลอดกัปตลอดกัลปได้ การเกิด์ มาทัง หมดจะมี อ ะไรเป็ นเครื่ อ งต่ อ รองได้ ว่ า เราจะมี ค วามสุข ้ ตลอดไป อะไรจะเป็ นเครื่ องต่อรองได้ ไม่มีเลย ในโลกนีหาสิ่งที่มีความเที่ยงแท้ แน่นอนอย่างจริ งจังไม่ได้ ้ ธรรมชาติเป็ นสิ่งที่หมุนเวียนกันอยู่เท่านัน เรื่ องความสุขความทุกข์ ้ ก็ เ ป็ นธรรมชาติ ข องคนที่ ต้ องเจอ นี่ คื อ ความจริ งของโลก พระพุทธเจ้ ามองเห็นชัด จึงได้ ประกาศศาสนาให้ คนในภายหลังได้ ศึกษาความจริ ง เอาความจริ งมาสอนคน ให้ คนได้ เห็นทุกข์โทษ ภัยในธรรมชาติ เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารที่หมุนเวียนกันอยู่ว่า เป็ นทุกข์อย่างไร เมื่อเห็นทุกข์แล้ ว เขาเหล่านันก็จะเกิดความเบื่อ ้ หน่าย กลัวในการเกิด กลัวในความทุกข์ กลัวในภัยต่างๆ การ ภาวนาปฏิบตก็คือเพื่อให้ ร้ ูธรรมชาติท่ีมีอยูนี ้เอง ัิ ่ ฉะนันหลักการภาวนาปฏิบติที่เราทําก็เพื่อมุ่งหวังให้ ร้ ูความ ้ ั จริ งในธรรมชาติที่มีอยู่ คําว่า โลกวิทู เป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า พระสาวกก็จะรู้ ได้ บางท่าน ถึงจะไม่ร้ ู ทังหมด รู้ ได้ บางส่วนก็ยงดี ้ ั โลกวิทู มีอะไรเป็ นเครื่ องวัด มีหลัก 3 ประการใหญ่ๆ คือ 1.ความจริ ง คือ ไม่เที่ยง 2.ความจริ ง คือ ความทุกข์ 3.ความจริ ง คือ ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา หลัก ใหญ่ ทัง 3 ประการนี ้ คื อ หลัก ประกัน ของโลกวิ ทู ้
  • 9.
    8 ทัง หมด โลกวิทูเ ป็ นผู้ร้ ู แจ้ ง โลกทัง หมดมารวมอยู่ใ นหลัก ไตร ้ ้ ลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และ ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา สําหรับผู้ปฏิบติทงพระและฆราวาสก็สามารถรู้ ได้ เป็ นโลกวิทูได้ ั ั้ ถึงจะไม่กว้ างขวางพิสดารเท่าพระพุทธเจ้ า แต่เราก็ร้ ู ได้ นี่คือหลัก ปฏิบติ ั ทําไมจึงต้ องปฏิบติ เพราะเราหลงโลกหลงสงสาร โมหะ ั อวิ ช ชา โมหะ หมายถึ ง ความหลงตามธรรมชาติ ที่ ล่ อ งลอยใน วัฏสงสาร หลงในภพ หลงในชาติ หลงในวัฏจักร ที่เราเกิดตายมา ยาวนาน การพิจารณาอย่างนี ้เพื่อแก้ ปัญหาความหลงของตนเอง ที่มีอยูในขณะนี ้ ให้ เบาบางลง คําว่า ไม่ร้ ู คือ อวิชชา ไม่ร้ ูจริ งตาม ่ หลักความเป็ นจริ ง การแก้ อวิชชาจะเอาอะไรมาแก้ คือ เอาความ จริ งมาเป็ นเครื่ องตัดสิน เอาความจริ งของธรรมชาติที่มีอยู่ ทังเรา ้ ทังเขา ทังใกล้ ทงไกล ทังหยาบทังละเอียด ทังหมดนํามาพิจารณา ้ ้ ั้ ้ ้ ้ เพื่อแก้ ให้ เกิดความรู้จริ งเห็นจริ งเฉพาะตัว เอาความจริ งมาสอนใจ เพื่อให้ หมดความหลง นี่คือธรรมชาติที่เราต้ องศึกษา ศึกษาให้ เห็นจริ งเมื่อไร เรา จะกลัวเมื่อนัน เช่นว่า ชีวิตของเรานีเ้ ลื่อนลอยตังแต่กัปนันจนถึง ้ ้ ้ กัป นี ้ มัน ยาวนาน ไม่ท ราบว่า ชี วิต ของเราหรื อ จิ ต ของเราเกิ ด ๆ ตายๆ มานับไม่ถ้วน จึงเชื่อพระพุทธเจ้ าไว้ ก่อนว่า ความจริ งเป็ น อย่างนี ้ เรื่ องปั จจุบน เรื่ องอดีต เรื่ องอนาคต สามอย่างนี ้เป็ นอุบาย ั ต่อเนื่องกัน เกี่ยวข้ องกันทังหมด ตัวอย่าง วันนี ้เป็ นวันที่ 25 เป็ น ้ วันที่ปัจจุบน นี่คือตัวอย่างของวัฏจักร ถ้ าเราพูดเมื่อวันวาน วันที่ ั
  • 10.
    9 25 ก็จะเป็ นอนาคตถ้ าจะพูดเรื่ องอนาคต วันพรุ่งนี ้ วันที่ 26 จะมี ไหม มี ถ้ าอย่างนันวันที่ 25 ก็ จะเป็ นอดีตไปได้ นี่ ก็เหมื อนกัน ้ เรื่ องของชีวตในอดีตในอนาคตก็มีเหมือนกัน ถึงคนใดจะไม่ยอมรับ ิ ในเรื่ องเหล่านี ้ แต่ความจริ งก็จะปรากฎว่า เมื่อเกิดตายไปแล้ ว ผลบุญบาป จิตไปเกาะอยู่ที่ไหน ก็จะไปเกิดที่นนทันที เหมือนกับ ั้ บุค คลเห็ น เม็ ด มะม่ ว งหรื อ ถื อ อยู่ก็ ต าม มี ค วามเข้ า ใจว่ า เม็ ด มะม่วงนี ้จะไม่เกิดขึ ้น แล้ วโยนทิ ้งไปเสีย แต่เมื่อโยนทิ ้งไปแล้ ว ไป ถูกนํ ้า ถูกปุยขึ ้นมา มะม่วงที่ไม่เกิดนันก็จะเกิดอีก ๋ ้ คนจะว่าเกิ ดหรื อไม่เกิ ดก็ตาม ลักษณะของการเกิ ดเป็ น ของแน่นอนอยู่แล้ ว ตราบใดที่ยงมีกิเลสตัณหาอวิชชาอยู่ การ ั เกิดอีกเป็ นของแน่นอน ให้ เราพิจารณาความจริ งว่า ทุกคนที่ เกิ ด มากับ โลกนี ้ ไม่มี ใ ครต้ อ งการความทุก ข์ ความสุข เป็ นสิ่ง ที่ ต้ องการ ทําอย่างไรจะได้ ความสุขมาเสวยให้ สมใจ ไม่ให้ มีทกข์มา ุ เจื อ ปนเลยได้ ไหม ไม่ ไ ด้ เพราะโลกนี มี ค วามสุ ข ความทุ ก ข์ ้ คลุก เคล้ า กัน ไป แต่ส่ว นใหญ่ จ ะมี ค วามทุก ข์ ม ากกว่า ความสุข ความสุข ทางโลกเจื อ ด้ ว ยความทุก ข์ สุข อยู่ที่ ไ หนทุก ข์ อ ยู่ที่ นั่น ความสุขของโลก รูป เสียง กลิน รส โผฏฐัพพะ ที่เรามีความถูกใจ มี ่ ความยินดี เราก็เคยเจอมาแล้ ว สัมผัสมาแล้ ว ไม่สขเกินนี ้เลย จะ ุ มีเงินทองกองสมบัติหลายพันล้ าน ความสุขในกามคุณทังหลาย ก็ ้ เท่านี ้ เท่าที่ มีอยู่แค่นีแหละ ถึงจะไปเกิ ดอี กชาติหน้ า ก็ ไม่เกิ นนี ้ ้ หรอก ความสุข ที่ เ ราแสวงหาจะให้ ส มหวัง ดัง ใจเรานัน ไม่ ไ ด้ ้ เพราะความสุขถาวรของโลกนัน ไม่มี มีแต่ความสุขที่เจือปนด้ วย ้
  • 11.
    10 ยาพิษ คือความทุกข์ด้วยกันทังนัน ความหลงตัวนี้ทําให้ เราเกิด ้ ้ ทุกข์ ยาวนานมาจนถึงปั จจุบน ั การศึกษาเรื่ องวัฏจักร เป็ นหลักภาวนาสําหรับบุคคลที่เกิด ในแห่ ง ใดแห่ ง หนึ่ ง เมื่ อ เขาเหล่ า นั น จะออกจากที่ แ ห่ ง นัน ไป ้ ้ จํ า เป็ นต้ อ งศึ ก ษาสถานที่ แ ห่ ง นั น ว่ า จะออกอย่ า งไร เป็ นทุ ก ข์ ้ อย่างไร มีโทษภัยอย่างไรบ้ าง เหมือนกับคนอาบนํ ้าอยู่ในหนองใน ห้ วย ขณะอาบนําก็มีความสุขสบายเพลิดเพลินอยู่ โดยไม่คํานึง ้ ว่าจะมีภยรอบตัวจะมาทําอันตรายได้ เมื่อเขาคํานึงว่าที่แห่งนันมี ั ้ ภัยรอบตัว อาจมีจระเข้ ลอยมากัดมาทําอันตรายได้ เขาก็จะมี ความกลัวเกิ ดขึนว่า จะอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่หลง เมื่ อ ้ จระเข้ ล อยมาก็ จ ะหาวิ ธี ห ลบ หาวิ ธี ขึ น ฝั่ ง ได้ ทัน กาล นี่ คื อ ไม่ ้ ประมาทศึกษารอบคอบ เหมื อ นกับ คนอยู่ใ นป่ า อาจมี ภัย นานาชนิ ด มี งู เสื อ ภัย นานาประการเกิ ด ขึ น กับ ตัว เรา ก็ จ ะตื่ น ตัว อยู่ เมื่ อ ภัย เหล่ า นี ้ ้ เกิดขึ ้น เราจะรู้ ทนเห็นทัน หาวิธีหลีกจากสิ่งนันได้ คือไม่หลง นี ้ก็ ั ้ เช่นกัน โลกที่เราอยู่ทกวันนี ้คือวัฏจักร ทําอย่างไรเราจะออกจาก ุ โลกนี ้ได้ คืออย่าประมาท อย่าติดกับโลกนี ้ ถือว่าเป็ นสถานที่พก ั จิตแห่งหนึงเท่านันเอง ไม่ถือว่าโลกนี ้เป็ นที่ของเรา เพียงเป็ นที่พก ่ ้ ั แรมของจิตซึงได้ หมุนเวียนมาขณะนี ้เท่านัน เมื่อเราตังใจไว้ อย่าง ่ ้ ้ นี ้ เราจะไม่ไปติดข้ องกับของสิงใด ่ เหมือนกับเราไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่ง เช่าโรงแรมอยู่ สัง ่ อาหารกิน ที่นอนดีๆ อยู่ไปตามวันเวลานัดหมาย อีกวันใดวันหนึ่ง
  • 12.
    11 ข้ างหน้ าเราก็จะออกจากโรงแรมนันไป นีฉันใด ใจของเรามา ้ ้ อาศัยโลกเพียงชัวคราว อีกสักวันก็จะออกจากโลกนีไ้ ป เช่น ใน ่ ชาตินี ้เราเป็ นมนุษย์ ชาติหน้ าเราจะเป็ นมนุษย์อีกหรื อไม่ ชาตินี ้ เราเกิดเป็ นคนพออยู่พอกิน แล้ วชาติหน้ ามาเกิดใหม่ ฐานะความ เป็ นอยู่จะเป็ นอย่างไร ไม่แน่น อน ขึน อยู่กับผลกรรมของชาตินี ้ ้ เมื่อทําอย่างนี ้จะส่งผลให้ ชาติหน้ าเป็ นอย่างไร ปั จจุบนจะเป็ นสิ่ง ั กําหนดอนาคต การศึกษาความจริ งของตัวเรา ถ้ าเราเห็นความจริ งว่า ไม่มี สิ่งใดเที่ยงแท้ แน่นอน นอกจากความตายเท่านัน การศึกษาโลกก็ ้ เพื่อให้ กลัวในการเกิด กลัวในความทุกข์ กลัวในสิ่งที่ไม่เที่ยง กลัว ว่า ไม่มี อ ะไรเป็ นของของเราที่ แ น่นอน เราเพี ยงมาพัก อาศัย อยู่ ชั่วขณะเท่านันเอง อีกสักวันหนึ่งภายหน้ าก็จะจากโลกนีไ้ ป หา ้ เกิดใหม่ไปเรื่ อยๆ เอาแน่อะไรไม่ได้ ชีวตของเราเลื่อนลอยไปเรื่ อยๆ ิ ตามวัฏจักร หมุนไปตามธรรมชาติทงหมด ั้ การพูดเรื่ องธรรมชาติเป็ นเรื่ องใหญ่ หากใครไม่ศกษาก็จะ ึ เข้ า ใจไปว่า เป็ นเรื่ อ งธรรมดา เป็ นเรื่ อ งธรรมชาติ เกิ ด ขึ น เป็ น ้ ธรรมดา ตายเป็ นธรรมดา แต่เราหยั่งไม่ถึงจุดนัน การเกิดมา ้ อาจจะไม่เท่าเทียมกันทุกชาติทุกภพ ธรรมชาติของโลกนี ้มันหมุน ตัว สัตว์ทุกตัว มนุษย์ทุกชาติภาษา ก็ต้องหมุนตัวตามธรรมชาติ ทังหมด เช่น อายุขยของเรา ส่วนใหญ่เราจะเข้ าใจว่า อายุขยของ ้ ั ั เราจะยาวขึ ้นไปเท่านี ้ หรื อน้ อยลงไปเท่านี ้ คือไม่คิดว่าอายุขยเรา ั เท่าไร ก็จะอยู่กันไป มีความเจ็บไข้ ได้ ป่วย ก็หายามากิน ถ้ าไม่
  • 13.
    12 หายก็ ต ายไปเท่า นั น เอง ที นี อ ายุ ขั ย ของเราไม่ ค งที่ เพราะ ้ ้ ธรรมชาติหมุนตัว สัตว์โลกทุกตัวต้ องหมุนไปตามธรรมชาติ หลักนี ้ ไม่ มี ใ นหลัก วิ ท ยาศาสตร์ เป็ นหลัก ความจริ ง ที่ เ ปลี่ ย นไปตาม ธรรมชาติ อายุขัยของเรากํ าลังตํ่าลงทุกที การอธิ บายนีต้องยก ้ เรื่ องศาสนามาด้ วย ก่อนที่พระพุทธเจ้ าของเราจะมาตรั สรู้ ทรง พิจารณาก่อนว่า เมื่อใดอายุขยตํ่ากว่า 100 ปี ในยุคนันจะไม่มา ั ้ ตรัสรู้ เป็ นพระพุทธเจ้ า เพราะคนเราประมาทมากเกินไป เมื่อใด อายุขัยของคน 100 ปี ขึนไป พระพุทธเจ้ าจะมาตรั สรู้ ได้ ดังเช่น ้ พระพุทธเจ้ าของเรามาเกิดในช่วงที่คนมีอายุขย 100 ปี เป็ นอายุขย ั ั พระพุทธเจ้ าจะมาตรั สรู้ ในช่วงที่อายุขัยของคน ตํ่าสุดไม่ เกิน 100 ปี อายุขย สูงสุดไม่เกิน 100,000 ปี อายุขย การพูดอย่าง ั ั นีหลักวิทยาศาสตร์ ไม่มี แต่ทางศาสนามีหลักการอย่างนี ้ ซึ่งคน ้ อาจไม่ยอมเชื่อว่า คนเราจะอายุร้อยปี พันปี แสนปี ได้ ยงไง นี่คือั หลัก ความจริ ง ของธรรมชาติ พระพุท ธเจ้ า ตรั ส ไว้ ซึ่ง เป็ นเรื่ อ งที่ ยาวนานเหลือเกิน ในช่วงที่ พระพุทธเจ้ าตรั สรู้ ในครั งพุทธกาลมี 100 ปี เป็ น ้ อายุขย อายุขยมีการขึ ้นได้ และลงได้ ขณะนี ้อยู่ในช่วงขาลง 100 ั ั ปี อายุขยลดลง 1 ปี อายุขยลดลงเรื่ อยๆ ตอนนี ้เหลืออยู่ 75 ปี เป็ น ั ั อายุ ขัย แต่ ก่ อ นเมื่ อ 2500 ปี ที่ แ ล้ ว อายุ ขัย 100 ปี แต่ บัด นี ้ ล่วงเลยมา 2535 ปี อายุขยของคนเราเหลือ 74 ปี เป็ นอายุขย ั ั หากนับต่อไปข้ างหน้ าอีก 100 ปี อายุขยของคนเราก็ลดลง ั เหลือเพียง 73 ปี เป็ นอายุขย อีก 100 ปี ถัดไป อายุขยของคนเราก็ ั ั
  • 14.
    13 ลดลงเหลือเพียง 72 ปีเป็ นอายุขัย 100 ปี ลดลง 1 ปี ลดลงไป เรื่ อ ยๆ จนเหลื อเพี ยง 10 ปี เป็ นอายุขัย นี่ พูดทางศาสนา เรื่ อ ง ระยะยาวที่คนไม่เชื่อ จะเชื่อหรื อไม่ ไม่สําคัญ แต่ความจริ งมันเป็ น อย่างนี ้ หากมีการคํานวณ จะพบว่าอีกประมาณ 7000 ปี นับจากนี ้ ไป อายุขัยของคนเราจะเหลือ 10 ปี เป็ นอายุขัย การตังครรภ์ ใช้ ้ เวลาเพี ยง 3 เดือน เมื่ ออายุ 4 ปี ก็ กลายเป็ นพ่อ บ้ านแม่บ้านได้ สมบูรณ์แล้ ว เพราะมีอายุขยเพียง 10 ปี ลองคิดดูสวาตัวคนเราจะ ั ิ่ เด็กขนาดไหน เมื่อคนมีอายุขยระดับนัน นิสยของคนในยุคนันจะแตกต่าง ั ้ ั ้ จากยุคนี มาก หาความละอายไม่ได้ เลย เหมือนสัตว์ เดรั จฉาน ้ ทัวไป ทัวโลก ในยุคนันจะเป็ น มนุสสเดรัจฉาโน เต็มตัว รู ปร่ าง ่ ่ ้ เป็ นมนุษย์ แต่จิตใจเป็ นสัตว์ เดรั จฉาน ความละอายไม่มี มีแต่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่คือธรรมชาติท่ีกําลังหมุนตัวไป ในช่วงจากนี ้ไปอีก 7000 ปี ข้ างหน้ า ถ้ าคนใดมาเกิดตาย ในช่วงนี ้ จะได้ ร้ ู เห็นความจริ งว่าเกิดอะไรขึ ้น นี่คือการหมุนเวียน ของชีวิตสัตว์ ธรรมชาติเป็ นอย่างนี ้ ธรรมชาติมันหมุนตัว สัตว์ โลกทัง หลายก็ ต้ อ งหมุน ไปตามธรรมชาติ เมื่ อ ถึง ยุค นัน จิ ต ใจ ้ ้ มนุษย์จะเหี ้ยมเกินไป มีการฆ่ากันตีกนเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่มี ั ความเมตตาต่อกันหรื อมีน้อยมาก เกิดกลียคขึ ้นมาในยุคนัน ุ ้ ในยุคนันจะมีเทพอีกกลุมหนึ่ง สําหรับกอบกู้วฏจักร จะมา ้ ่ ั เกิดในยุคนี ้ มาเกิดกับคนกลุมนี ้แหละ กลุมอายุ 10 ปี ตาย เพียง ่ ่
  • 15.
    14 มาอาศัย สถานที่ เกิ ด เท่ า นัน ซึ่ ง จะมี เ ทพอี ก กลุ่ม รั ก ษาเขาอยู่ ้ บันดาลให้ เป็ นไป ให้ ละอายในการทําชัว เมื่อเขาเหล่านันเริ่ มเป็ น ่ ้ หนุ่มเป็ นสาว กําลังจะเกิดกลียค เขาจะไปอยู่ตามดงตามป่ าตาม ุ ถํา ไม่อยู่กับพ่อแม่ ถึงพ่อแม่จะเป็ นอย่างนัน แต่เขาไม่เล่นด้ วย ้ ้ เมื่ อ พ่ อ แม่ ร บราฆ่ า ฟั น ตายกั น ไปหมดแล้ ว ในยุ ค ต่ อ ไปคน เหล่านันก็จะจับกลุ่มเป็ นผัวเมียกัน หาอยู่กินกันอย่างมีศีลธรรม ้ กรรมบถ 10 เมื่ อ คนกลุ่ ม นี เ้ กิ ด ขึ น ในโลกแล้ ว อี ก 100 ปี ข้ างหน้ า ้ อายุขัย เพิ่ ม ขึ น เป็ น 11 ปี จึ ง ตาย อี ก 100 ปี ข้ า งหน้ า อายุขัย ้ เพิ่มขึ ้นเป็ น 12 ปี จึงตาย 100 ปี อายุขยเพิ่ม 1 ปี เพิ่มขึ ้นเรื่ อยๆ ั จนถึง 100 ปี ตาย 1,000 ปี ตาย เพิ่มไปถึง ล้ านปี อายุขัย โกฏิปี อายุขย ในที่สดจะยืนยาวมาก เรี ยกว่า อสงไขยปี คนจะตัวใหญ่ ั ุ มาก สิบกว่าศอกก็แล้ วกัน เมื่อคนในยุคนันมีอายุมากขึ ้น จะมีธรรมชาติอย่างหนึง คือ ้ ่ ความเบื่อหน่าย มันทุกข์ มันยาวนาน มันจะเบื่อของเขาเอง เกิด การหมุนกลับอีกทีหนึ่ง 100 ปี อายุขยลดลง 1 ปี กลับมาที่ขาลง ั ลดลงเหลื อ โกฏิ ปี ล้ า นปี แสนปี จนถึ ง ในยุค 80,000 ปี เป็ น อายุ ขั ย ในช่ ว งนี ้ พระศรี อาริ ยเมตไตรย์ จะมาตรั ส รู้ เป็ น พระพุ ท ธเจ้ า เมื่ อ ตรั ส รู้ แล้ ว ประกาศศาสนาถึ ง ที่ สุ ด จน ปริ นิ พ พานพร้ อมกั บ พระสาวก ไม่ ไ ด้ วางศาสนาเหมื อ นกั บ พระพุทธเจ้ าของเรา เลิกราไปทังหมด คนจะรู้ ได้ ปฏิบติได้ ช่วงที่ ้ ั พระศรี อาริ ยเมตไตรย์มีชีวตอยูเ่ ท่านัน ิ ้
  • 16.
    15 ต่อมาอายุขัยลดลงเรื่ อยๆ ธรรมชาติของโลกเป็ นอย่างนี ้ เดี๋ยวนี ้อายุขยของคนลดลง หรื อจะพูดว่า พระพุทธเจ้ าในภัทรกัปนี ้ ั มี 5 พระองค์ คือ 1.กกุธสันโธ ในช่วงนันมีอายุขย 40,000 ปี ้ ั 2.โกนาคมโน ในช่วงนันมีอายุขย 20,000 ปี ้ ั 3.กัสสโป ในช่วงนันมีอายุขย 10,000 ปี ้ ั 4.โคตโม พระพุ ท ธเจ้ า องค์ ปั จ จุบัน ในช่ ว งนัน มนุษ ย์ มี ้ อายุขย 100 ปี แต่พระองค์ทานมีอายุเพียง 80 ปี ั ่ 5.พระศรี อาริ ยเมตไตรย์ จะมาตรัสรู้ ในอนาคต ดังที่กล่าว มาแล้ ว ณ ปั จจุบน จากนี ้ไปข้ างหน้ าจนมนุษย์มีอายุ 10 ปี จะไม่มี ั พระพุทธเจ้ ามาเกิดเลย และอีกเพียง 2500 ปี ข้ างหน้ านี ้ ศาสนา พุทธก็จะหมดไป เพราะคนไม่เคารพเชื่อถือ ไม่ปฏิบติตามคําสอน ั ของพระพุทธเจ้ า ในยุคต่อไป ไม่ว่าศาสนาใดที่มีอยู่ก็จะหมดไป เช่นกัน เพราะคนไม่นบถือ เพราะคนมีนิสยมนุสเดรัจฉาโน กาย ั ั เป็ นมนุษย์ แต่ใจเป็ นสัตว์เดรัจฉาน เขาจะไม่นบถือศาสนาอะไร ั เลย เป็ นสูญกัป กัปที่วางจากพุทธศาสนา หรื อศาสนาอื่นใดก็ไม่มี ่ ด้ วย นี ้คือวัฏจักรที่เป็ นธรรมชาติหมุนตัวอยู่ มีหลักฐานก็คือคํา สอนของพระพุทธเจ้ า หลักความจริ งที่เราดูอยู่ในปั จจุบัน หาก พิจารณาแล้ วจะมีความเป็ นไปได้ เพราะธรรมชาติเปลี่ยนแปลง นิสยคนได้ ให้ พวกเราดูภาพพจน์ในอดีตที่ผ่านมา ในช่วงที่เราเป็ น ั
  • 17.
    16 หนุ่มสาวดูกิริยาท่าทางความเป็ นอยู่ในอดีต เทียบกับหนุ่มสาว ในยุคปัจจุบนนัน ด้ านจิตใจแตกต่างกันอย่างไรบ้ าง ในช่วงเวลา ั ้ เพียงไม่ก่ีปี ความแตกต่างด้ านจิตใจแตกต่างกันอย่างเห็นได้ ชัด ทีเดียว กิริยาทางกายวาจาใจ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้ าง ธรรมชาติบอกเอง กิริยาทางกาย สมัยก่อนพ่อแม่สอนลูกหลานให้ เคารพอ่ อ นน้ อ มคนเฒ่ า แก่ กราบไหว้ พ่ อ แม่ นุ่ง ห่ ม ให้ มิ ด ชิ ด แต่งงานตามพ่อแม่กําหนดให้ แต่เดี๋ยวนี ้เขากําหนดแต่งงานกันเอง นุ่งห่มยัวยุ นุ่งน้ อยห่มน้ อย ขาดความละอาย ต่อไปก็จะไม่น่งห่ม ่ ุ เลย เพราะสัตว์เดรัจฉานเข้ ามาแทรกแซงเต็มที่แล้ ว อนาคตภาย หน้ าจึงเป็ นไปได้ สมัยก่อน 50 ปี ที่แล้ วยังไม่เคยมี แต่สมัยนีก็ยง ้ ั เป็ นไปแล้ ว เรื่ องความโกรธก็ดี ราคะตัณหาก็ดี สมัยนี ้เลวกว่า ยุคก่อน คนสมัยก่อนพอนึกภาพได้ ไหม ผู้หญิงผู้ชาย 17-18 ปี ยัง กระโดดนํ ้าแก้ ผ้า เล่นนํ ้ากันอยู่เลย แต่ทุกวันนีเ้ กิดอะไรขึ ้น เรื่ อง ราคะตัณ หารุ น แรงขึน เร็ ว ขึน เพราะอายุสัน มากเท่า ใด ราคะ ้ ้ ้ ตัณหาก็เร็ วขึ ้น โทสะก็เร็ วขึ ้น เดี๋ยวนี ้มองหน้ ากันไม่ได้ สมัยก่อน เรื่ องปล้ นฆ่าลักของไม่มี หรื อมีน้อยมาก แต่เดี๋ยวนี ้ระวังยาก เรื่ อง ราคะก็เร็ วขึ ้น โทสะก็เร็ วขึ ้น การตัดสินใจของมนุษย์จะเร็ วขึ ้น ปั จจุบนนีมีองค์การสหประชาชาติรวบรวมสมาชิกทัวโลก ั ้ ่ ให้ อ ยู่ใ นขอบเขตการสู้ร บ การรวมกัน นัน รวมได้ ก็ ดี แต่คิด ว่า ้ รวมกันได้ ไม่นานนัก คิดว่า 100 ปี ก็จะพังลง เพราะคนไม่ลงรอย กัน ต่างคนต่างถือดีถือเก่ง แต่ละคนมีเครื่ องมืออุปกรณ์ ประหาร ชีวิตพร้ อม ต่างก็ไม่กลัวกัน เพราะมีอาวุธเครื่ องมือทัดเทียมกัน
  • 18.
    17 อีกไม่เกิน 100 ปีจะเจอของสิงเหล่านี ้มากทีเดียว ่ การพิจารณาอย่างนี ้ พิจารณาเพื่อให้ เห็นทุกข์ เห็นภัยใน วัฏสงสารนันเอง หลักการใช้ ปัญญาอย่างนี ้ ให้ เรากลัวว่า การเกิด ่ การตายเป็ นทุกข์อย่างนี ้ เป็ นภัยอย่างนี ้ เป็ นโทษอย่างนี ้ นีเ้ ป็ น หลักการใช้ ปัญญา เมื่อวัฏฏะหมุนเวียนอยู่อย่างนี ้ ทําไมเราจึงมาเกิดบ่อยๆ มาเกิดเอาอะไรกัน เพื่ออะไรกัน มาเกิดเป็ นกีฬา มาหาสมบัติแข่ง กัน เรี ยกว่า ตัณหาความอยาก คนเรามีความอยากในทางที่ดี คือ ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข มนุษย์ เรามีความอยากสี่จุดนี ้ เรื่ อง เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็ นอีกส่วน เป็ นของไม่แน่นอน แต่ ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข ในกามคุณ เป็ นสิงที่เราต้ องการ ่ ลองพิจารณาดูวา คนเรามีใครบ้ างที่หา ลาภ ยศ สรรเสริ ญ ่ สุข เพียงพอกับความต้ องการ หาไม่ได้ เลย นักภาวนาปฏิบติพึง ั ศึกษาว่า การแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุข มีอยู่คู่กบโลกใบนี ้ ั แต่คนอีกส่วนหนึ่งจะพิจารณาอยู่ว่า จะหาไปทําไม ส่วนที่หาก็หา ไปเพื่อสร้ างความเจริ ญให้ กับโลกใบนี ้ แต่นกปฏิบติจะพิจารณา ั ั ว่า หาไปทํ า ไม ในโลกของเรามี ค นห้ า พัน กว่ า ล้ า นคน เขาจะ แสวงหาความสุ ข ให้ มาก แต่ นั ก ปฏิ บั ติ ไ ม่ กี่ ร้ อยคนนี ้ กํ า ลั ง พยายามหยุดในการหาสิ่งเหล่านี ้ พอแล้ ว หาไปก็เท่านี ้ เหนื่อย เปล่า หาแล้ วก็ไม่มีอะไรเป็ นของของเรา รู้จกความพอดี หามาได้ ั แล้ วก็ไม่มีอะไรเป็ นของเราแน่นอน เพียงอาศัยกันชัวกาลเวลาหนึ่ง ่ เท่านัน เมื่อถึงกาลเวลาก็ตายจากกันไป จึงหยุดแล้ ว พออยู่พอ ้
  • 19.
    18 กินแล้ ว เท่านี้ก็สามารถอาศัยอยู่กินวันหนึ่งคืนหนึ่ง แต่เขาจะไม่ เดินตามกระแสโลกต่อไป เพราะหาทางสิ ้นสุดไม่ได้ เหมือนการ เดินรอบโลก เดินร้ อยครัง พันครั ง ก็หาทางสิ ้นสุดไม่เป็ น เรามา ้ ้ เกิดกับโลกนี ้หลายครังหลายหนแล้ ว แต่เราไม่ร้ ู ตวเองเลย เพราะ ้ ั ความหลง ความไม่ร้ ู ความลืมตัว การใช้ ปัญญาพิจารณาธรรมะ จึงต้ องพิจารณาว่า ความทุกข์ของโลกที่เรากําลังเวียนอยู่กบโลก มี ั อะไรบ้ าง ให้ ใจเราเบื่อเอาไว้ นี ้เป็ นหลักที่ใจเราต้ องพิจารณา ส่ ว น ห ลั ก ธ ร ร ม ห ม ว ด อื่ น ที่ เ ร า กํ า ลั ง ศึ ก ษ า กั น อ ยู่ พระพุทธเจ้ าได้ ตรั สธรรมะเอาไว้ ศึกษาประวัติของโลกทังหมด มี ้ หลักการปฏิบตสองประการ เป็ นกรรมฐานสองอย่างคือ ัิ 1.สมถกรรมฐาน 2.วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานสองประการนี ้ เป็ นการรวมตัวกันเพื่อให้ ร้ ูจริ งเห็น จริ งในธรรมชาติ หลักหนึ่งเป็ นการทําสมาธิ เป็ นอุบายพักใจ อีก หลักคือปั ญญาเป็ นหลักใช้ ความคิด เป็ นวิปัสสนากรรมฐาน คิด ตามหลักความเป็ นจริ ง สิ่งรอบตัวเป็ นหลักความจริ งทังหมด วัฏ ้ จัก รที่ ว่ า มาก็ เ ป็ นความจริ ง ทัง หมด เอาความจริ ง ทัง หมดมา ้ ้ พิจารณาเพื่อให้ เห็นความจริ ง เพื่อให้ เกิดความกลัว เมื่อใจเกิด ความกลัวอย่างเดียวเท่านัน ทุกอย่างจะหาทางออกได้ ด้วยตัวมัน ้ เอง เรี ยกว่า เห็นจริ งตามความเป็ นจริ ง มันจะกลัวเอง ตราบใดที่ ยังไม่เห็นจริ ง มันยังไม่กลัว มันอยากจะลอง ยกตัวอย่าง เช่น การมัวสุมทางเพศทําให้ ติดโรคเอดส์นะ ่ เขาประกาศความจริ งให้ โลกฟั ง แต่คนกลุ่มหนึ่งก็ยงคงเสพกันอยู่ ั
  • 20.
    19 ความอยากมันเหลือกําลังที่จะต้ านทานได้ สําหรับคนที่เขาเชื่อก็ หยุดไม่ทํา หาวิธีปองกัน กลัวโรค แต่คนที่ไม่เชื่อก็ได้ แต่ทําตาม ้ ความอยากของตนเอง การภาวนามีหลักใหญ่สองประการ คือ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ใช้ ปัญญาพิจารณาหลักธรรมะ ความเป็ นจริ ง คําสอนของพระพุทธเจ้ ารวมยอดอยูที่นี่ ่ นี่ คื อ ได้ อ ธิ บ ายเรื่ อ งธรรมชาติ และความจริ ง ตามหลัก ธรรมชาติของวัฏจักรที่หมุนเวียนกันอยู่ ให้ เราได้ นึกคิดใคร่ ครวญ ถ้ าเราไม่ปกปองตนเองในยุคนี ้ จะยากที่ปกปองได้ การเตรี ยมตัว ้ ้ ล่วงหน้ าดีที่สุด หาวิธีปองกันตัวเองในครั งหน้ าว่า ครั งหน้ าหรื อ ้ ้ ้ ชาติหน้ าจะไปอย่างไร ต้ องเตรี ยมตัวไว้ ก่อน ถ้ าเราไปอย่างนี ้ จะมี ภัย อะไรบ้ า งที่ เ กิ ด ขึ น กับ เรา เมื่ อ ภัย นัน เกิ ด ขึน เราจะได้ ห าวิ ธี ้ ้ ้ ป องกั น ตนเองได้ ดี ก ว่ า จะไปแบบหลงงมงาย ไม่ ร้ ู ต้ นสาย ้ ปลายทางที่จะไป การล่องลอยตามกระแสของโลก เราต้ องศึกษา ให้ เข้ าใจ เพราะภัยนานาชนิดย่อมเกิดขึ ้นกับเราได้ ทุกเวลา ชีวิต ของเราอยู่ในวงล้ อมของความจริ ง คือ ความไม่เที่ยง เป็ นทุกข์ และ เป็ นอนัตตา นี่หลวงพ่อได้ ให้ แนวคิดเป็ นครั งแรก วันเปิ ดประชุม ้ ของการอบรมธรรมะ ให้ จ ดในสิ่ ง ที่ ห ลวงพ่ อ พูด ไว้ แล้ ว นํ า มา พิจารณาว่า จริ งไหม สิ่งภายหน้ าจะเกิดขึ ้นจริ งดังว่าไหม หากเรา นึกถึงความจริ งเหล่านี ้ การจะหาวิธีหลบหลีกตัวก็พอจะได้ อยู่ ถึง จะหนีไม่พ้นก็พอหลีกตัวได้ ให้ ความทุกข์ทงหมดเบาบางลงได้ ั้ ยกตัวอย่าง เช่น ในอนาคตเดือนต่อไป มกรา กุมภา จะ
  • 21.
    20 หนาวมาก ถ้ าเรารู้เราก็เตรี ยมผ้ าห่มไว้ เมื่อหนาวจริ ง ก็นําผ้ ามา ห่ม ก็ทุเลาได้ เรานําสิ่งที่เตรี ยมไว้ มาอํานวยความสะดวกแก่เรา เหมือนเราเดินทางจากจุดหนึงไปอีกจุด อาจเกิดไข้ มาลาเรี ย หรื อมี ่ เสือสัตว์ ร้ายต่างๆ เมื่อเราศึกษาเส้ นทางไว้ ดีแล้ ว เราจะเตรี ยม อุปกรณ์ ต่างๆ ไว้ เดินทาง มีด ปื น ยา เมื่อเกิดอุปสรรคขึ ้นกับเรา เราก็จะสามารถแก้ ไขได้ ทน ไม่ประมาทในตนเอง ั นี ้ฉันใด ชีวิตเราจากนี ้ไปในชาติหน้ า เราก็ต้องเจออุปสรรค ดังที่ได้ อธิบายมาทังหมด ถ้ าเราไม่ประมาทในตนเอง สิ่งเหล่านัน ้ ้ พอจะทุเลาเบาบางลงได้ สิ่งที่ได้ อธิ บายไป เป็ นหลักภาวนาอี ก อย่าง เรี ยกว่า เจริ ญวิปัสสนา นัตถิ โลเก ระโหนามะ ความลับไม่ มีในโลก เพราะปั ญญาเรารู้เห็นทุกอย่างว่าเป็ นอย่างไร โลก คือ ธรรมชาติที่เป็ นอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สาม โลกสามภพพิจารณาให้ ชดเจนขึ ้น พิจารณาภายนอกภายใน ธาตุ ั สี่ขนธ์ ห้าของเราทังหมด ที่เรายึดถื อว่าเป็ นเรา เป็ นของของเรา ั ้ ความหลงไม่ใช่หลงเราอย่างเดียว หลงภายนอกบ้ าง ภายในบ้ าง เรี ยกว่า ภายนอกภายใน ใกล้ ไกล หยาบละเอียด พิจารณาลงสูไตร ่ ลักษณ์ทงหมด ตัดทอนความหลงให้ เบาบางลงจากใจของเรา ั้ การอบรมครังนี ้ หลวงพ่อก็ได้ นําพระวิทยากรมาช่วยอบรม ้ การศึกษาธรรมะนัน เราจะเอาอายุพรรษามาพูดไม่ได้ เอาธรรมะ ้ มาพูดกัน เรื่ องพรรษาเป็ นเรื่ องตัวเลข เป็ นสิ่งสมมติกัน แต่เรื่ อง ธรรมะเป็ นความจริ ง การพูดธรรมะความจริ งจึงไม่เกี่ยวกับการเอา พรรษาเอาอายุมาพูดกัน หากคนใดที่มีความเป็ นธรรมกับตัวเอง
  • 22.
    21 แล้ ว ถึงคนอื่ น คนใดฐานะใดไม่สํ า คัญ หากเขามาตัก เตื อ นว่า กล่า วเรา เกี่ ย วกับ ความบกพร่ อ งของเรา ถื อ ได้ ว่า เขามี ค วาม เมตตาต่อเรา ไม่ว่าเขาจะมีฐานะอะไรไม่สําคัญ สําคัญตรงที่ผ้ ู ที่มาตักเตือนเราว่า สิ่งนีควร สิ่งนีไ้ ม่ควร ชีแนะแนวทาง นันคือ ้ ้ ่ เขามี ค วามเมตตาสงสารเรา อายุ พ รรษาไม่ เ กี่ ย ว นี่ คื อ ธรรมาธิปไตย หากเรามีความคิดอย่างนี ้ จะมีความสุขมาก เพราะ ไม่ยึดติดในชาติชนวรรณะ ไม่นบว่า องค์นนบวชนานหรื อไม่นาน ั้ ั ั้ ให้ นบความจริ ง หากคนใดมาสอนเราให้ เราสํานึกตัวได้ ว่า เราทํา ั ผิ ด อย่า งนี ้ มี ค นอื่ น มาตัก เตื อ นเรา เราจะขอบคุณ เขา ที่ เ ขามี ความเมตตาสงสารเรา เราจะให้ ความเคารพผู้นนอยู่เสมอ นี่คือั้ ธรรมาธิปไตย ปี นี ้ นิ มนต์ พระมาหลายองค์ เพื่ อ ให้ ฟัง อุบายการปฏิ บัติ ของหลายองค์ จะได้ เลือกอุบายที่ตรงกับเรา เรี ยกว่า นําสินค้ ามา เยอะ มามาก เราต้ องการอะไรก็เลือกเองได้ อาหารมีมาก ยามี มาก เลือกเองได้ ว่า สิ่งไหนถูกธาตุขนธ์ กบเรา เอาละให้ พดคุยกัน ั ั ู ต่อไปนะ
  • 23.
    22 หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 2 จากนีไ้ ปจะได้ อบรมธรรมะ เพื่อให้ เข้ าใจในข้ อวัตรปฏิบติ ั อุบ ายในข้ อ วัต รปฏิ บัติ มี ม ากมาย แต่ จุด ใหญ่ ท่ี สุด สํ า หรั บ การ ปฏิ บัติคือ สติปัญญา เป็ นฐานรองรั บการปฏิ บัติทังหมด ไม่ว่า ้ ปฏิบติที่ไหนอย่างไร ปฏิบติทางกายก็ดี วาจาก็ดี หรื อนึกคิดทางใจ ั ั ก็ ดี สติ ปั ญ ญาเป็ นหลัก สํ า คัญ คํ า สอนของพระพุ ท ธเจ้ ามี มากมาย 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่ก็มารวมลงอยู่ที่ สติปัญญา นี่คือจุดสําคัญของการปฏิบติ ั ส่วนอุบายอื่นที่เป็ นหลักประกอบการปฏิบติ เช่น กิริยาทาง ั กาย วาจา หรื อ การนึกคิดทางใจ ทังหมดนี ้ เราจะมีอบายอย่างไร ้ ุ เพื่อใช้ อุบายทางกาย ให้ เป็ นธรรม อย่างถูกต้ อง เพราะกิริยาทาง กายมีมาก สิ่งที่เราต้ องคํานึงถึงคือ สติปัญญา สติ มีความหมาย อย่างไร ปั ญ ญามี ค วามหมายอย่างไร ที่ เ ราจะนํ ามาปฏิ บัติไ ด้ เพื่ อ จะเป็ นเครื่ อ งปกป องกายวาจาใจ ให้ อ ยู่ใ นกรอบของความ ้ ถูกต้ องเป็ นธรรม สติ หมายถึง ความระลึกได้ นี่เป็ นอุบายหนึ่ง ปั ญญา คือ ความรอบรู้ นี่เป็ นอีกอุบายหนึ่ง ทังสองอุบายมีความเกี่ยวเนื่อง ้ กันมากทีเดียว ถ้ าเรารอบรู้ แต่ขาดความระลึกได้ ความรอบรู้นนก็ ั้ มีผลน้ อยเต็มที ถึงเราจะระลึกได้ แต่ขาดความรอบรู้ แล้ ว ผลก็ น้ อยเต็มทีเช่นเดียวกัน ดังนัน การสร้ างความสัมพันธ์ อนดีระหว่าง ้ ั สติ กับ ปั ญ ญา เป็ นต้ น ทางสํ า คัญ ในการวางแผนการปฏิ บัติ
  • 24.
    23 ทังหมด จะเรี ยกว่าสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ก็อยู่ท่ีต้นทางนี ้ อยู่ ้ ที่สติปัญญาเป็ นหลักใหญ่ คนเราทุกวันนี ้มีสติอยู่ แต่การระลึกได้ มีทงทางโลก และ ั้ ทางธรรม ที่ระลึกได้ ตามธรรมชาติที่เป็ นเองก็มี โดยที่ไม่ต้องมีใคร มาบอกเรา บางทีก็ระลึกไปในทางที่ดี บางทีก็ระลึกไปในทางที่ชว ั่ สติเป็ นตัวระลึก ส่วนปั ญญาเป็ นอุบายกลันกรองรอบรู้ สิ่งที่ระลึก ่ ทังหมดว่า สิ่งใดมีประโยชน์ มีคุณค่า นํามาปฏิบติกับตนเองได้ ้ ั ไม่ใช่วา การระลึกได้ ทงหมดจะเป็ นสิงดี พยายามทิ ้งไปในส่วนที่ไม่ ่ ั้ ่ ควรเอา นักปฏิบตต้องวางพื ้นฐานนี ้ให้ ได้ ัิ หลายคนมีคําถามว่า การสร้ างสติให้ มีความเข้ มแข็ง ทํา อย่างไร คือ พยายามฝึ กตัวให้ มีความระลึกได้ อยู่เสมอ การระลึก ได้ ในที่นี ้ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรม สองหมวดนีทุกคนรู้ อยู่แล้ ว เข้ าใจในหลักการ แต่ภาคปฏิบัติไม่ ้ เข้ าใจ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว สอง อุบายนี ้ลึกซึ ้งมาก ยากที่บุคคลจะปฏิบติให้ เป็ นไปตามธรรมสอง ั หมวดนี ้ได้ หิริ ความละอาย เป็ นหลักใหญ่ในการปฏิบติ หากคนเรามี ั ความละอายแล้ ว การทําชัวทังหมดทังทางกายวาจาใจจะไม่เกิด ่ ้ ้ ขึ ้นกับคนนันเลย เพราะมีความละอายกับตนเอง นี่คือธรรมเพียง ้ หมวดเดียวในภาคปฏิบติจะทําได้ หรื อไม่ สมมติว่า เราจะไม่เอา ั ธรรมหมวดอื่นแล้ ว เราจะฝึ กความละอายอย่างเดียว ให้ มีความ เข้ มแข็ง จะทําได้ หรื อไม่ สติระลึกได้ แต่ละวันจะระลึกในความ
  • 25.
    24 ละอายแก่ ต นเองโดยไม่ ต้ อ งเอาธรรมหมวดอื่ น มาอวดอ้ า งว่า ธรรมหมวดนันก็ร้ ู หมวดนีก็ร้ ู เราจะฝึ กธรรมะเพียงหมวดย่อๆ นี ้ ้ ้ คื อ มี ส ติ ร ะลึก ได้ ว่า จะมี ค วามละอายแก่ ใ จอยู่ทุก เมื่ อ จะทํ า ได้ หรื อ ไม่ นี่ คื อ ส่ ว นที่ เ ราต้ อ งสํ า นึ ก ให้ ดี แต่ เ ราทํ า ไม่ ไ ด้ ต ามที่ ต้ องการหรอก เพราะจะเกิดความพลังเผลออยูบ้าง ้ ่ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว จะทําอย่างไรให้ ใจเกิดความ เกรงกลัวต่อสิ่งนันๆ ผู้ที่จ ะทํ าให้ เ กิ ด ความเกรงกลัว ขึน ในใจได้ ้ ้ ต้ องมีเหตุผลหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าจะกลัวอย่างเดียว อย่างนันใช้ ้ ไม่ได้ หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ธรรมสอง หมวดนี ้เป็ นต้ นทางของการปฏิบติ ในการเลือกเฟนความดีความ ั ้ ชัว ต้ องรู้ จกธรรมสองข้ อนี ้ให้ ดี คําว่า กลัว มีหลายพื ้นฐาน หลาย ่ ั ขันตอน กลัวอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด กลัวทางโลก ้ อย่างหนึง กลัวทางธรรมอีกอย่างหนึง ่ ่ สําหรับนักปฏิบติแล้ ว พยายามกลัวทางโลกให้ มาก อบรม ั สั่งสอนใจให้ กลัวความเป็ นอยู่ของโลกให้ ได้ ส่วนมากเราจะไม่ อบรมตัวเองให้ กลัวความเป็ นอยู่ของโลก มีแต่จะอบรมตนเองให้ ต่อ สู้ต ลอดไป ความเป็ นอยู่ข องโลกเป็ นไปอย่า งไรก็ ห ากลัว ไม่ พยายามต่อ สู้อ ยู่ต ลอดเวลา โลกเป็ นอย่า งไร เราเป็ นอย่า งนัน ้ เพื่อนฝูงเป็ นอย่างไร เราเป็ นอย่างนัน เพื่อนผิดถูกไม่สนใจ เขาทํา ้ ได้ เราก็ทําได้ ในที่สดเราก็ถือเอาคนกลุ่มใหญ่เป็ นหลักเป็ นเกณฑ์ ุ เมื่อคนกลุมนันผิด เราก็ผิดตามเขา ใช้ ไม่ได้ เลย ่ ้ คําว่า เกรงกลัว นัน กลัวอะไร ขันสูงสุดคือ กลัวการเกิด ้ ้
  • 26.
    25 ถ้ าเราฝึ กใจตนเองให้กลัวการเกิดได้ ฝึ กอย่างไร นี่คือขันสูงสุด ้ ของพระพุท ธศาสนา กลัว การเกิ ด อี ก ในชาติ ห น้ า ทํ า ไมจึง ฝึ ก ตนเองให้ กลัวอย่างนัน เพราะการเกิดอีกเป็ นทุกข์นานาประการ ้ ไม่เคยเลือกหน้ าใครทังสิ ้น ไม่วาที่ไหน ตระกูลใด ชนชาติใด ความ ้ ่ ทุกข์ไม่เลือกหน้ า เมื่อเกิดมาแล้ วย่อมมีความทุกข์ ด้วยกันทังนัน ้ ้ ทุกข์อย่างหนึง คือ ่ 1.สภาวะทุกข์ ทุกข์ประจําขันธ์ ขันธ์ ของเราเป็ นฐานแห่ง ความทุกข์ทงหมด ั้ 2. ปกิณกะทุกข์ ทุกข์ ที่จรมา ทุกคนต้ องประสบพบเห็น ทุกข์ที่จรมาเช่นเดียวกัน ความทุกข์ทงหมด เราจะกลัวได้ ไหม การอบรมสอนใจให้ ั้ กลัวในทุกข์เหล่านี ้ได้ นันคือ ผู้มีปัญญา ใช้ ปัญญาหาเหตุผลใน ่ แง่ต่างๆ อบรมสังสอนตนเองว่า การเป็ นอยู่ในโลกนีมีความทุกข์ ่ ้ อย่างไรบ้ าง ต้ องสอนทุกแง่ทุกมุม ทุกจุดทุกอุบาย ไม่ใช่ร้ ู ทุกข์ อย่างเดียว ต้ องเห็นทุกข์ด้วย หากรู้ อย่างเดียว แต่ไม่เห็นเหตุให้ เกิดทุกข์แล้ ว ผลประโยชน์น้อยเต็มที ฉะนันการภาวนาปฏิบติต้อง ้ ั ให้ ร้ ู เหตุใ ห้ เ กิ ด ทุก ข์ และเห็ น เหตุใ ห้ เ กิ ด ทุก ข์ ด้ ว ย ให้ เ กิ ด ความ ละอายแก่ใจ และให้ เกิดความเกรงกลัว คือกลัวการเกิดมากับโลก ทําอย่างไรจะได้ ไม่เกิดอีกต่อไป นี่เป็ นจุดที่ผ้ ูปฏิบัติจะแสวงหาธรรมะขันสูงต่อไป คิดจะ้ อบรมตนเอง ให้ เกิ ดความกลัว ขึนในใจ เราคนเดียวที่ สามารถ ้ อบรมตนเองได้ ถึงคนอื่นจะอบรมเราอย่างไร ก็เป็ นเพียงปลีกย่อย
  • 27.
    26 เตือนเราให้ เราอบรมตนเองเท่านันเอง เช่นขณะนี ้พวกเราได้ มา ้ อบรมธรรมะอยู่ก็ตาม นี่เป็ นส่วนปลีกย่อย เพียงมารั บนโยบาย จากผู้ให้ การอบรม ส่วนเราผู้รับการอบรมต้ องนําอุบายทังหมดไป ้ อบรมตนเองครังที่สอง อีกต่อหนึ่ง อุบายใดที่ได้ รับมาก็ต้องนําไป ้ อบรมตนเองอีกครังหนึง บุคคลที่อบรมตนเองได้ นนคือ ผู้มีปัญญา ้ ่ ั่ มีความฉลาดในการอบรมตนเองอยูเ่ สมอ การอบรมตนเองไม่จําเป็ นต้ องหากาลเวลา เวลานันก่อน้ เวลานี ้ก่อน หรื อต้ องเข้ าที่ภาวนาก่อนจึงจะอบรมตนเอง ไม่จําเป็ น การอบรมตนเองไม่มีกาลเวลา ทําที่ไหนก็ได้ กินข้ าวก็ได้ ทํางาน ก็ได้ สําคัญที่ให้ เรามีสติปัญญา รู้ อบายวิธีในการอบรมตนเองอยู่ ุ เสมอ ใจของเรามีความอยาก สันดานเดิมคือไม่ร้ ู เท่าตามความ เป็ นจริ ง เป็ นเวลานาน จนกลายเป็ นนิสัยจิตด้ านจนถึงปั จจุบัน หากไม่มีความขยันหมันเพียรแล้ ว การอบรมก็จะเป็ นไปยากมาก ่ เพราะจิตเราไม่ยอมรับความจริ งตามหลักความจริ ง ต้ องใช้ ปัญญา อบรมตนเองอยูเสมอ ไม่เช่นนันจิตเราจะด้ านเสีย ฉะนัน เราจึงไม่ ่ ้ ้ รอให้ คนอื่นอบรมเราฝ่ ายเดียว เราต้ องอบรมตนเองเป็ นสําคัญ เรี ยกว่า ตนแลเป็ นผู้อบรมตนเอง จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ถกอบรมอยู่เสมอๆ จิตจะมี ู ความฉลาด มี ค วามเข้ า ใจในเหตุใ นผล จิ ตจะมี ความสุข ความ เจริ ญ เราต้ องเป็ นผู้อบรมตนเองเสมอ ตนเตือนตนด้ วยตนเอง อบรมตนเอง สิ่งที่เราทําผิดไหม ถูกไหม เตือนตนอยู่เสมอ สิ่งนี ้ไม่
  • 28.
    27 ควรทํา สิงนี ้ควรทํา ่ จิตตัง รักเขถะ เมธาวี แปลว่า ผู้มีปัญญาดีเท่านัน จึงจะ ้ รักษาจิตได้ ถ้ าผู้มีปัญญาทราม จะรั กษาจิตไม่ได้ เลย ปล่อยไป ตามยถากรรม คิดเรื่ องดีเรื่ องชัวก็ไม่เข้ าใจว่า ผิดหรื อถูก เพราะ ่ ขาดปั ญญารอบรู้ การใช้ ปัญญาอบรมใจ ว่า สิ่งนันควรทํา ควร ้ พูด ควรคิด สิ่งนี ้ควรปฏิบติ สิ่งนี ้ควรละ ควรวาง ปั ญญาความรู้ ั รอบทังหมดว่า อะไรควร อะไรไม่ควร ธัมมะวิจยะ รู้ จกการเลือก ้ ั เฟนธรรมะมาปฏิบตกบตนเอง ้ ัิ ั อีกคําหนึง ตนแลเป็ นที่พงของตน จะพึงอย่างไร พึงคนอื่น ่ ึ่ ่ ่ พึ่ง ได้ ประเดี๋ย วประด๋า ว แต่พึ่งตนเองเป็ นสิ่งสํ าคัญ เราจะเอา สติปัญญาเป็ นที่พงตนเองได้ อย่างไร ต้ องสร้ างขึ ้นมา ึ่ ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่กับลูก ในเบื ้องต้ นต้ องอาศัยพ่อแม่ เป็ นผู้บํ า รุ ง รั ก ษาลูก ให้ เ จริ ญ เติบ โต แต่ที่ สํ า คัญ เมื่ อ ลูก ใหญ่ โ ต ขึ ้นมา เมื่อรู้ จักความเป็ นอยู่ของตนเองแล้ ว ไม่ใช่ลูกจะเกาะพ่อ แม่ ไ ปจนตลอดวัน ตาย จํ า เป็ นต้ อ งออกไปเป็ นตัว ของตัว เอง บุคคลจะเป็ นตัวของตัวเองได้ ต้ องรู้ จกว่า เป็ นที่พึ่งของตนเองได้ ั อย่างไร พึ่งความสามารถ สติปัญญาตนเองอย่างไร ให้ เราฝึ ก นิสยพึงตนเองอยูเ่ สมอ นี่คือสิงที่ต้องสํานึกให้ มาก ั ่ ่ อีกสิ่งหนึ่ง คือ เรากําลังอาศัยครู อาจารย์ ผู้เป็ นพ่อเป็ นแม่ ให้ ค วามรู้ ความฉลาดแก่ เ รา เพื่ อ เป็ นที่ พึ่ ง แก่ ต นเองให้ ไ ด้ นํ า ความรู้ ทังหมดบรรจุลงในตัวเองให้ มาก เพราะเราไม่สามารถจะ ้ อบรมธรรมะกันได้ ตลอดวันตลอดคืน ตลอดเดือนตลอดปี ถ้ าหาก
  • 29.
    28 วัน ใดที่ เราไม่ ไ ด้ รั บ การอบรมจากครู อ าจารย์ แต่ อุบ ายธรรมะ ทัง หมด เราบรรจุ ล งในใจเราแล้ ว วัน ดี คื น ดี เ วลาเหมาะสมก็ ้ พยายามนึกคิด วางแผนปฏิบตอบรมตนเองอยูเ่ สมอ ัิ ธรรมะเป็ นสิ่ ง ใกล้ ตั ว แต่ เ รามองเลยตั ว เองออกไป รู ปธรรม นามธรรม ให้ ร้ ู จกความเป็ นจริ งเหล่านี ้ จุดสําคัญในการ ั ปฏิบติธรรม มีคําว่า เพื่อความรู้ จริ งเห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง ั ความจริ งอยู่ท่ีไหน อย่างเช่น ตัวเรามีความจริ งอะไร ส่วนมากนัก ปฏิบติไปมองแต่ชื่อของความจริ งเท่านัน แต่ตวของความจริ ง เรา ั ้ ั ไม่สํานึกเลยว่า ตัวความจริ งเป็ นอย่างไร คําสอนของพระพุทธเจ้ า เป็ นความจริ ง ตัวเราเป็ นคําสอนของพระพุทธเจ้ า คําสอนของ พระพุทธเจ้ าเอาออกมาจากบุคคลนี ้ คนทําดีก็ตาม คนทําชัวก็ตาม ่ ทังกิริยา ทางกาย วาจา ใจ ทังหมดนี ้ พระพุทธเจ้ านําไปเรี ยบเรี ยง ้ ้ เป็ นอุบายสอนคนให้ อยูในความเป็ นธรรม ่ นี่ คื อภาคปฏิ บัติ แต่ถ้ าหากเราไปมองผิ วเผิ น ว่า ธรรมะ หมวดนันก็อยากรู้ ธรรมะหมวดนี ้ก็อยากเข้ าใจ นี่คือ ขี ้โลภเกินไป ้ เพราะสิ่งที่ใกล้ ตาใกล้ ใจยังมองข้ ามไป การปฏิบติจึงเป็ นหมันเสีย ั ไม่ได้ ผลอะไรเลย ธรรมะหมวดง่ายๆ หิริความละอาย โอตตัปปะ ความเกรงกลัว จึงเป็ นจุดเด่นที่ต้องทําให้ ได้ ไม่มีใครในโลกนีจะ ้ ช่วยเราได้ หรอก พระพุทธเจ้ ากล่าวว่า เราตถาคตเป็ นเพียงผู้บอก ผู้เตือนเท่านัน ส่วนการปฏิบติอบรมตนเองเป็ นหน้ าที่ของเราที่ต้อง ้ ั ทํ า เอง หากเราไม่ มี ก ารอบรมตนเองอยู่ เ สมอแล้ ว จิ ต เราจะ กลายเป็ นหมัน จิตเราคิดไปทางโลกทางสงสาร ทําไมความคิด
  • 30.
    29 ทังหมดจึงไม่นํามาทางหลักปฏิบติธรรม เพราะหลักปฏิบติธรรมอยู่ ้ ั ั ที่นี่ ส่วนกิริยาทางกาย วาจา เป็ นอิริยาบถ เป็ นอีกส่วนหนึ่งของ การปฏิบติธรรม เรื่ องการยืนเดินนั่งนอนนัน เป็ นส่วนประกอบ ั ้ การปฏิบติธรรม ไม่ใช่หลักที่แท้ จริ ง หลักที่แท้ จริ งคือสติปัญญา ั อยู่ที่ไหนก็ตามก็ปฏิบติได้ มีความรอบรู้ อยู่เสมอ รอบรู้ ว่าสิ่งใด ั ควร สิงใดไม่ควร ่ ในโลกทังหมดเป็ นธรรมะสอนใจตนเองได้ ทงหมด คือ ต้ อง ้ ั้ รู้ จั ก การเปรี ย บเที ย บ เที ย บเคี ย งว่ า สิ่ ง ใดในโลกนี ้ มี ค วาม แปรปรวน ไม่เที่ยง เราก็สามารถนําสิ่งนันมาเป็ นอุบายสอนใจว่า ้ แม้ กายเราก็เป็ นของไม่เที่ยงเหมือนกับของสิ่งนัน เราไปเห็นต้ นไม้ ้ ใบหญ้ า ที่ ล้มหายตายไป ก็ น้อมมาสอนใจว่า เราก็ เป็ นอย่างนัน ้ ท่านจึงว่า สามัญลักษณะธาตุ เหมือนกันด้ วยความไม่เที่ยง ธาตุ เราก็ไม่เที่ยง สิงภายนอกก็ไม่เที่ยง พยายามใช้ ปัญญาสอนตนเอง ่ สิ่งภายนอกทังหมดให้ นํามาสอนใจตนเอง สร้ างเรื่ องขึ ้นมาว่า ตัว ้ ของเราเป็ นละครเรื่ องหนึง ละครประจําโลก โลกนี ้เป็ นละครอยู่ใน ่ ตัว ต่างคนต่างเล่น เราคนเดียวเป็ นพระเอกได้ เป็ นนางเอกได้ เราเป็ นตัวละครหลายอย่างได้ เช่น วันหนึ่งคืนหนึ่งตัวเราแสดง ออกมาทางดีบ้าง ทางชัวบ้ าง ทางไม่ดีไม่ชวบ้ าง ทังหมดนี่คือเรา ่ ั่ ้ เป็ นละครอยู่ในตัวด้ วยเช่นกัน พยายามปรั บตัวเองว่า ให้ เป็ นตัว ละครที่ดี มีเหตุมีผล เมื่อคืนอธิบายให้ ฟังแล้ วว่า โลกนี ้เป็ นสิ่งที่น่ากลัว สําหรับ ผู้มีความรู้ รอบแล้ ว เป็ นสิ่งที่น่ากลัวมาก แต่บุคคลผู้ไม่เห็นความ
  • 31.
    30 จริ งของโลก เขาจะไม่กลัวอยากจะอยู่ในโลกนี ้ตลอดไป อันนันก็ ้ ยินดี อันนี ้ก็พอใจ ความยินดีพอใจคือเป็ นภพ เป็ นภพของใจที่จะ ไปเกิดเป็ นชาติ ลักษณะความรักความผูกพันทังหมดเป็ นภพ การ ้ อบรมสอนใจตนเองเพื่อไม่ให้ ตดในภพต่างๆ การติดภพต่างๆ เป็ น ิ เรื่ องยากมากที่บคคลนันจะไปสูสคติได้ เมื่อตายไป ุ ้ ่ ุ พระพุทธเจ้ าบอกพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ บุคคลที่ จะไปสู่สุคติได้ เหมือนกับโคที่มีสองเขาเท่านัน บุคคลที่จะไปสู่ ้ อบายภูมิ เท่ากับขนโคทังตัว เพราะอบายภูมิมีไว้ สําหรับบุคคลที่ ้ มีความผูกพันยึดติดกับของในโลกนี ้ การภาวนาปฏิบติ คือ สอนใจ ั ตนเองว่า เราจะทําใจ ไม่ยึดติดกับของสิ่งใด ถึงมีก็มีไป ไม่ยึดติด กับของสิ่งนัน การฝึ กใจอย่างนี ้ต้ องฝึ กเนิ่นๆ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อ ้ สติยงดีอยู่ หากถึงเวลาที่สติไม่ดี สัญญาความจําเสื่อมโทรม หรื อ ั จิตจะออกจากร่าง แล้ วค่อยมาสอนกันช่วงนี ้จะไม่ทน ั เหมือนกับสงครามกําลังประชิดบ้ านเมืองอยู่ แล้ วค่อยมา ฝึ กนักรบ จะไม่ทนเหตุการณ์ การภาวนาก็เช่นเดียวกัน ต้ องเริ่ ม ั ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ มีความรู้ ความเข้ าใจในเหตุผล มีความเข้ มแข็ง มีการฝึ กตนฝึ กตัว เป็ นหน้ าที่ที่เราต้ องฝึ กตนเอง คนอื่นเพียงแค่ ผู้อธิบายเท่านัน พวกเราทังหลายเป็ นชาวพุทธ แต่ยงเข้ าใจผิดใน ้ ้ ั บางสิ่งบางอย่าง เพราะเป็ นชาวพุทธยังไม่เต็มตัว ถ้ าเป็ นชาวพุทธ เต็มตัวความผิ ดต่างๆ จะน้ อยมาก เพราะมี ความเข้ าใจถูกต้ อ ง ส่วนมากเป็ นเพียงความรู้ ความเข้ าใจในเหตุผลภายนอกธรรมดา แต่จิตใจตนเองยังเป็ นไปไม่ได้ ทําไม่ได้
  • 32.
    31 ธรรมะทังหมดเรามี สิทธิ ที่จ ะศึกษาได้ แต่ยากที่ จะทํ าได้ ้ เช่น หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว ยากที่จะทํา ได้ ในธรรมะขันสูง ธรรมะขันธรรมดาก็ยงยากที่จะทําได้ อยู่แล้ ว นี่ ้ ้ ั คือเราต้ องสํานึกตัวเองให้ มาก ถ้ าขาดสัจจะความจริ งใจแก่ตนเอง แล้ ว การปฏิบตจะเป็ นไปได้ ยากมาก สัจจะความจริ งใจแก่ตนเอง ัิ ก็เป็ นเรื่ องใหญ่อีกเรื่ องหนึ่ง ให้ เราฝึ กสัจจะความจริ งใจกับตนเอง ให้ มาก เป็ นคนมันใจกับตนเองให้ มากขึน เชื่อมั่นในเหตุผลของ ่ ้ ตนเอง ถ้ าเราไม่ตังสัจจะขึนมาแล้ ว ความคิดความเห็นความ ้ ้ เข้ า ใจจะเลื่ อ นลอยไปตามกระแสโลก หาที่ สิ น สุด ไม่ ไ ด้ ต้ อ งมี ้ เหตุผล สิ่งใดควรทํา สิ่งใดควรพูด ให้ กลันกรองว่า การทําการพูด ่ มีทงส่วนดีสวนเสีย เราต้ องพยายามเลือกคัดส่วนดี ส่วนที่ไม่ดีเรา ั้ ่ จะไม่ทําอีก ระลึกอยู่เสมอ สิ่งไม่ดีพยายามที่จะละถอนปล่อยวาง ไป หลักการปฏิบติถ้าดูผิวเผินจะง่าย แต่ถ้าดูลึกๆ แล้ วยาก ั พอสมควร ถึ ง จะยากสัก เพี ย งใด ถ้ าเรารู้ จั ก ช่ อ งทางแล้ วก็ กลายเป็ นของง่าย คือลัดขันตอนได้ ไม่ใช่วา พูดอย่างหนึง แต่ไป ้ ่ ่ ทําอีกอย่างหนึ่ง การทํางานต่างๆ จึงเป็ นไปไม่ได้ เลย เพราะข้ าม หน้ าข้ ามหลัง ไม่เป็ นไปตามขันตอน พระพุทธเจ้ าได้ วางขันตอนไว้ ้ ้ แล้ ว เพื่ อ ให้ ถึง ที่ สิน สุด แห่ง ทุก ข์ คื อ มรรค 8 ซึ่ง มี ตัว สํ า คัญ คื อ ้ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็ นจุดเด่นในการปฏิบติธรรม เพราะ ั ตัวอื่ นจะมารวมอยู่ในตัวนี ทังหมด ไม่ว่าจะเป็ น สัมมาสังกัปโป ้ ้ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว
  • 33.
    32 ฉะนันการปฏิบตของเราจึงต้ องฝึ กตนเองให้ อยูในความเห็น ้ ัิ ่ ชอบอยูเ่ สมอ ความเห็นชอบคือ เห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง สัมมาวายาโม ความเพียรชอบเป็ นไปตามหลักความเป็ น จริ ง สัมมาสติ ระลึกชอบ ระลึกไปตามหลักความเป็ นจริ ง สั ม มาสมาธิ ตั ง ใจมั่ น ชอบ ถ้ ามี ค วามเห็ น ชอบเป็ น ้ เบื ้องต้ นแล้ ว การทําสมาธิทงหมดก็จะเป็ นสัมมาสมาธิทงนัน ั้ ั้ ้ ความเห็นชอบจึงเป็ นฐานที่นักปฏิบติต้องทําจุดนีใ้ ห้ มาก ั ขึ ้น ซึงตรงข้ ามกับมิจฉา ความเห็นผิด หากมีความเห็นผิดตัวเดียว ่ ทํานัน การดําริ พิจารณาต่างๆ ก็เป็ นมิจฉา ดําริ ผิด รวมถึงการ ้ พูดการทําต่างๆ ก็จะกลายเป็ น มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันโต มิจฉา อาชีโว มิจฉาวายาโม มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ การเข้ าใจว่าตนเอง ทําถูกแล้ วนัน ไม่เป็ นผลดีอะไรเลย ความจริ งกับความไม่จริ งมัน ้ อยู่เ กี่ ย วข้ อ งใกล้ กัน นิ ด เดี ย ว การศึก ษาจึง ต้ อ งศึก ษาให้ เ ข้ า ใจ หนึ่ง มิจฉา สอง สัมมา เราต้ องศึกษาทังสองเส้ นทางเพื่อให้ ร้ ู จก ้ ั ว่าอะไรเป็ นอะไร นี่คือภาคปฏิบติ ไม่จําเป็ นต้ องรี บด่วนรี บเร่ ง ทําตามชอบ ั ใจ ให้ ศึกษาแนวทางให้ เข้ าใจเสียก่อน ก่อนตอบคําถามเราก็คิด คํานวณให้ ถูกต้ องก่อน จึงจะนําไปส่งครู นันคือ ก่อนตัดสินใจ ่ เชื่อ ต้ องพิจารณาเหตุผลให้ ชดเจน นี่คือ การใช้ ชีวิตต้ องตัดสินใจ ั ให้ ผิดพลาดน้ อยที่สุด หรื อไม่ผิดเลย คําว่า ทําไปเถอะ ผิดแล้ ว ค่อยแก้ กนทีหลัง อย่าทําแบบนัน ต้ องคิดก่อนทํา ั ้
  • 34.
    33 โยนิโสมนสิการ ใคร่ครวญก่อนในเบื ้องต้ น นิสมมะ กะระณัง เสยโย ใคร่ครวญก่อน จึงทํา จึงพูด ั หากเราทํ าได้ อย่างนี ้ ความผิ ดพลาดจะน้ อยมาก ฉะนัน ้ หลัก ปฏิ บัติ ที่ พ ระพุ ท ธเจ้ าได้ ว างไว้ คื อ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ทังสองอย่างมีความเกี่ยวข้ องกัน สมถะ คือ ้ การทําสมาธิ มีมาตังแต่ก่อนพระพุทธศาสนา เป็ นหลักสากล เมื่อ ้ สิทธัตถะภิกขุออกบวชก็ไปศึกษากับดาบสฤาษี แต่ท่านก็ได้ เข้ าใจ ว่าการทําสมาธิ เป็ นอุบายวิธีพักใจเฉยๆ เมื่อทําสมาธิ แล้ ว จะให้ เกิดความรู้ ความฉลาดขึ ้นนัน เป็ นไปไม่ได้ จึงไม่มีฤาษี คนใดเมื่อ ้ ทําสมาธิ จิตสงบแล้ วมีปัญญาเกิดขึนแต่อย่างใด เป็ นเพียงพักใจ ้ บางช่วงบางขณะเท่านัน อย่างมากก็เป็ นญาณ เป็ นฌานไปบาง ้ ช่วงบางคราว จะให้ เกิดความฉลาดรู้แจ้ งเห็นจริ งธรรมะไม่ได้ แต่ ก็มีสวนเป็ นอุบายอุดหนุนให้ เห็นชอบเห็นจริ งได้ ่ พระพุทธเจ้ าได้ วางหลักการปฏิบัติคือ สัมมาทิฏฐิ ความ เห็นชอบ วิปัสสนา หมายถึง การคิดตริ ตรอง หาเหตุหาผล มา สอนตนอยู่เสมอ นี่คือ อุบายปั ญญา วิปัสสนาเป็ นธรรมะขันกลางๆ้ ถ้ าเป็ นวิปัสสนาญาณแล้ วจะกลายเป็ นธรรมะขันสูง ขันพื ้นฐานคือ ้ ้ สร้ างปั ญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบให้ เกิดขึ ้น ต่อไปวันข้ างหน้ า ปั ญญาตัวนี ้จะพัฒนาตัวเองไปกลายเป็ นปั ญญาวิปัสสนา และ เมื่ อพัฒนาปั ญญาวิปัส สนาให้ ล ะเอี ยดยิ่ งขึนไปอี ก ในที่ สุดก็ จ ะ ้ กลายเป็ น ภาวนามยปั ญญา เป็ นปั ญญาขันสูง หากผู้ใดปฏิบติได้ ้ ั ปฏิบัติถึง จนเกิดปั ญญาประเภทนีขึน ผู้นันจะอยู่เป็ นปุถุชนได้ ้้ ้
  • 35.
    34 ไม่ กี่ นาที อี ก ไม่ กี่ น าที ข้ า งหน้ า ผู้ นัน จะบรรลุเ ป็ นพระอริ ย เจ้ า ้ อย่ า งน้ อ ยเป็ นพระโสดาบัน ขึน ไป ปั ญ ญาตัว นี จ ะเกิ ด ขึน ได้ ก็ ้ ้ ้ เพราะฐานปั ญญาเบื ้องต้ นคือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ปั ญญา ย่อมเกิดขึ ้นจากปั ญญาเอง ปั ญญาขันละเอียดก็ย่อมเกิดขึ ้นจาก ้ ปั ญ ญาขันกลาง ปั ญญาขันกลางก็ ย่อ มเกิ ด ขึนจากปั ญญาขัน ้ ้ ้ ้ หยาบ ปั ญญาขันหยาบคือปั ญญาสัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ ต้ อง ้ วางรากฐานตัวนี ้ให้ ถกต้ องเสียก่อน ู ตัวความเห็นเป็ นสิ่งสําคัญในการปฏิบติ คือ เห็นจริ งตาม ั ความเป็ นจริ ง ไม่ใช่ร้ ู จริ งอย่างเดียว ต้ องเห็นจริ งด้ วย การรู้ จริ ง อย่างเดียวมีหลายช่องทาง เช่น เราศึกษาธรรมะจากตํารา ฟั งธรรม จากครู อาจารย์ อันนันก็ร้ ู อันนีก็ร้ ู การรู้ อย่างนี ้ ไม่มีผลดีอะไร ้ ้ เพราะเรายังไม่เห็นจริ งตามความรู้ จริ งที่ว่ามา การศึกษาธรรมะที่ เราต้ องการคือ เพื่อให้ เห็นจริ งในขันสุดท้ าย การเห็นจริ งมีทังขัน ้ ้ ้ หยาบ ขันกลาง ขันละเอียด ต้ องอบรมตนเองให้ เป็ นอย่างนี ้ ้ ้ การทํ า สมาธิ ที่ ว่ า มา ก็ อ ย่ า ไปทิ ง หากไม่ ทํ า สมาธิ แ ล้ ว ้ กํ า ลัง ใจที่ คิด ก็ เ หนื่ อ ยได้ การทํ า สมาธิ เ ป็ นการพัก ใจชั่ว ครู่ ห นึ่ง เมื่อทําสมาธิแล้ วก็ต้องใช้ ปัญญาพิจารณา คือเราไม่ติดใจในการ ทําสมาธินน แต่เราก็ต้องทํา เหมือนการเดินทางเพื่อให้ ถึงจุดหมาย ั้ เมื่ อ เราเดิ น ไป เกิ ด การเหน็ ด เหนื่ อ ยเมื่ อ ยล้ า ขึ น ก็ จํ า เป็ นต้ อ ง ้ พักผ่อนตามสายทางนัน เพื่อเอากํ าลังให้ เกิดขึนในการเดินทาง ้ ้ เมื่อพักมีกําลังแล้ วก็เดินทางต่อไป นี ้ฉันใด เรื่ องการทําสมาธิเป็ น การพักใจ เรื่ องการเดินทางเป็ นเรื่ องของสติปัญญา คิดอยูเ่ สมอ
  • 36.
    35 บางคนมีความเข้ าใจว่า ตนเองรู้อย่างนี ้ เข้ าใจอย่างนี ้ นึก ว่าตนเองมีความคิด ไม่ใช่เลย นันเป็ นเพียงความรู้ ให้ แยกออกให้ ่ เป็ น ความรู้ กบความคิด ลักษณะอย่างไร คนละเรื่ องกัน ส่วนมาก ั นักปฏิบตจะเอาความรู้มาตัดสินปั ญญาตนเองว่า ธรรมะหมวดนัน ัิ ้ ก็ร้ ู หมวดนีก็ร้ ู ความรู้ จะเป็ นการบันทอนปั ญญาตนเองทังหมด ้ ่ ้ เลย ถ้ าบุคคลใดมีความเข้ าใจว่าตนเองรู้ แล้ ว คนนันจะใช้ ปัญญา ้ ไม่ได้ อย่าทําตัวเองให้ เป็ นคนรู้ แล้ ว สิ่งที่เราต้ องการคือความเห็น ความรู้ ทงหมดที่ว่ามา เราจะรู้ ได้ จากการศึกษาเล่าเรี ยน แต่การ ั้ เห็นด้ วยตนเองเป็ นเรื่ องที่ ยากมาก เราจึงเอาความรู้ ทังหมดมา ้ อบรม มาสอนตนอยู่เ สมอว่า ความรู้ ทัง หมดเป็ นชื่ อ ของธรรมะ ้ เท่านัน เรารู้ชื่อของธรรมะ แต่ตวธรรมะยังไม่เห็น พยายามสอนใจ ้ ั ตนเองให้ มี ค วามรู้ รอบมากกว่า นี ้ เรี ย กว่า ใจเรามี ปั ญ ญา มี เหตุผล เอาความรู้ เห็นต่างๆ มาฝั งที่ใจของตนเองให้ มาก เรี ยกว่า ญาณทัสสนะ ทังรู้ทงเห็นไปพร้ อมๆ กัน ้ ั้ ในโลกของเรานี ้ เป็ นธรรมะทังหมดถ้ าคนมีปัญญา โลก ้ อยู่ท่ี ไ หน ธรรมะอยู่ที่ นั่น ภายในตัว เองเป็ นธรรมะ ภายนอก ทังหมดก็เป็ นธรรมะ ให้ เราพิจารณาความจริ ง เช่น ความแก่เจ็บ ้ ตาย คนแก่คนหนุ่ม นี่เป็ นธรรมะทังหมด สมมติว่า คนหนุ่มกับคน ้ แก่อยู่ด้วยกัน คนหนุ่มก็เอาเรื่ องของคนแก่มาเป็ นธรรมะได้ ถ้ ามี ปั ญญาดี หรื อคนแก่ก็สามารถเอาเรื่ องของคนหนุ่มมาเป็ นธรรมะ ได้ ถ้ ามีปัญญาดี คนหนุ่มจะเอาคนแก่มาเป็ นธรรมะได้ โดยมอง ว่า แต่ก่อนเขาก็หนุ่มเหมือนเรา เมื่ออายุเขาเท่ากับเรา รู ปร่ าง
  • 37.
    36 ลักษณะของเขาก็เหมือนกับเรา แต่บัดนีอายุเขามากขึน อีกวัน ้ ้ หนึงข้ างหน้ า เมื่อเราอายุเท่ากับเขา รูปร่างกายเราก็เหมือนเขาทุก ่ ส่ว น นี่ คื อ คนหนุ่ม เอาคนแก่ ม าเป็ นอุบ ายสอนใจได้ ถ้ า เขามี ปั ญญาที่ดี หรื อคนแก่ดคนหนุ่มก็เหมือนกัน แต่ก่อนเราก็เป็ นคนหนุ่ม ู เหมื อ นคนนี ้ แต่ ค นหนุ่ม คนนัน เมื่ อ มี อ ายุเ ท่ า กับ เรา เขาก็ จ ะ ้ เหมื อ นเราทั ง หมด ให้ สามารถเที ย บเคี ย งได้ ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า ง ้ เทียบเคียงตามความเป็ นจริ ง คือสามัญลักษณะธาตุ คือธาตุเสมอ กันทังหมด นี่คือปั ญญาของเรา หลักภาวนาปฏิบติอย่าเพิ่งบอก ้ ั ว่ารู้ แล้ ว ถ้ าบอกว่ารู้ แล้ ว ปั ญญาจะหมดสิทธิ์ทนที คิดไม่ได้ ตรึ ก ั ตรองไม่ได้ เลย มันรู้แล้ ว ในครังพุทธกาลคนสมัยนันทําไมจึงบรรลุมรรคผลนิพพาน ้ ้ ได้ ง่าย เพราะเขาเหล่านัน ไม่มีคําว่า รู้ แล้ ว ไม่นําเอาความรู้ มา ้ ตัดทอนปั ญญาของตนเองแต่อย่างใด มีแต่จะทําอย่างไรให้ ร้ ู จริ ง เห็นจริ งตามหลักความเป็ นจริ ง เขาภาวนากันอย่างนัน สมัยก่อน ้ พระพุทธเจ้ ายัง ไม่ได้ บัญ ญัติตําราไว้ การเผยแผ่ก็ไม่มี เทปหรื อ หนังสือ การเผยแผ่สมัยนันเพียงแต่นําเอาความรู้ ความเห็นของ ้ พระสงฆ์เป็ นตัวประกาศศาสนา ให้ บคคลทังหลายเข้ าใจอย่างเป็ น ุ ้ ธรรมตามหลักความเป็ นจริ ง เอาปั ญญาพิจารณาเหตุผลไปเลย ตามประวัติ บางคนว่านะโมยังไม่เป็ นเลย ก็สามารถเป็ นพระอริ ย เจ้ าได้ บางคนศีลห้ ายังไม่ร้ ูเรื่ อง ก็เป็ นพระอริ ยเจ้ าได้ สมัย เราทุก วัน นี ้ มี ห ลัก ธรรมะหลายหมวดหมู่ จึ ง ควร
  • 38.
    37 รักษาให้ ได้ ว่าเรื่ องศีลเราก็ต้องรักษาเอาไว้ เพราะศีลเป็ นอุบาย ข้ อบังคับอย่างหยาบ กิริยากายวาจาที่เรามีตอสังคม เราต้ องเลือก ่ การแสดง ไม่ใช่ว่าจะทําตามชอบใจ ต้ องมีเหตุมีผล รักษาศีลคือ รั กษากายวาจาให้ อยู่ในขอบเขตของสังคม เพื่อความเป็ นธรรม ของหมู่คณะ ศีลทังหมดมารวมอยู่ที่ใจ ทีนีใ้ จของเรายังมีกิเลส ้ ตัณหาอยู่มาก การแสดงออกของเราจึงพยายามรักษาอย่าให้ โลด โผนเกินไป ถึงจะมีความรักความยินดีก็ให้ เป็ นเรื่ องของภายใน เราจะพยายามรักษาอบรมใจของตนเองด้ วยปั ญญาของเรา ศีล ทังหมดจะรักษาได้ ด้วยปั ญญา คนทังหลายเข้ าใจว่า รักษาศีลให้ ้ ้ ได้ ก่ อ นจึง จะเกิ ด สมาธิ แท้ จ ริ ง การรั ก ษาศี ล นัน ปั ญ ญาเป็ นตัว ้ รักษา ถ้ าจะรักษาศีลโดยไม่มีปัญญาเป็ นตัวรักษาแล้ ว จะรับศีล วัน ละร้ อยครั ง พัน ครั ง ก็ ห ายหมด เพราะจะรั ก ษาศี ล ได้ ต้ อ งมี ้ ้ ปั ญญาเข้ าใจในเหตุในผล ปั ญญารอบรู้ในการรักษา ศีลแต่ละข้ อ จะใช้ ปัญญารักษาอย่างไร นี่คือคนฉลาดจะรักษาอะไรก็รักษาได้ ง่าย ทําได้ งาย ปั ญญาเป็ นสิงสําคัญที่เราต้ องสร้ างขึ ้นมา ่ ่
  • 39.
    38 หลวงพ่ อทูล เทศน์ ท่ ี รร.ปานะพันธ์ กัณฑ์ ท่ ี 3 ข้ อธรรมะที่นํามาอบรมวันนี ้ คือการยอมรับความจริ งตาม หลักความเป็ นจริ ง เพราะความจริ งทังหมดมีอยู่ประจําโลก ตังแต่ ้ ้ กาลไหนๆ ว่าสิ่งนันมีความจริ งอย่างนัน สิ่งนี ้มีความจริ งอย่างนี ้ ้ ้ ความจริ งบางสิ่งบางอย่างเราไม่ควรเอามาเป็ นตัวอย่าง เราก็ทิ ้งไป ความจริ งบางสิ่งที่มีประโยชน์ เราก็จะนํามาเป็ นข้ อปฏิบัติต่อไป ความจริ งของโลกมีหลักฐานชัดเจน เรี ยกว่า จริ งโลก นิ สั ย ใจคอของบุ ค คลที่ ม าเกิ ด ในโลกนี ไ ม่ เ หมื อ นกั น ้ พระพุทธเจ้ าตรั สไว้ 2 ประเภท คือ อเสวนา จะ พาลานัง ปั ณฑิ ตานัญจะ เสวนา คือ กลุ่มของคนพาล และกลุ่มของนักปราชญ์ บัณฑิต คนสองกลุมนี ้มีอยู่ประจําโลกมาทุกยุคสมัย เราคนเดียวก็ ่ ยังแบ่งเป็ นสองอย่างได้ เป็ นคนพาลด้ วย เป็ นนักปราชญ์ด้วย บาง ทีก็ชว บางทีก็ดี เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โลกของเราจึงแบ่ง ่ั ออกเป็ นสองกลุ่ม กลุ่มคนพาลและกลุ่มบัณฑิต ลักษณะอย่างนี ้ เป็ นการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของโลก หากยุคใดสมัยใด มีคนพาลเกิดขึนกับโลกมาก ในโลกก็ ้ จะเกิดความเดือดร้ อนวุ่นวายไปทุกแห่ง ฆ่ากันตีกนเห็นแก่ตวทุก ั ั หนแห่ ง เกิ ด ความเดื อ ดร้ อน หากยุค ใดสมัย ใดเกิ ด นัก ปราชญ์ บัณฑิตขึ ้นมาก กําลังศีลธรรมมากขึ ้น ความเป็ นอยู่ของสัตว์โลกก็ มีความเจริ ญมากขึน การพูดอย่างนีจะเอาอะไรเป็ นเครื่ องวัดว่า ้ ้ ยุคไหนมีคนพาลเกิดขึนมาก ยุคไหนมีนักปราชญ์ บณฑิตเกิดขึน ้ ั ้
  • 40.
    39 มาก ให้ เราดูตามหลักความเป็นจริ งของโลกที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ แต่ที่จริ งแล้ วคนทังสองจํ าพวกจะไม่ขาดจากโลกนี เ้ ลย ในยุคนี ้ ้ สมัยนี ้ ให้ พวกเราสังเกตดูง่าย พวกเรามีอายุที่ผ่านมา 50 ปี 60 ปี ในยุคก่อนสมัยโน้ น นิสยของคนเราทังหลายมีนิสยอย่างไร มีความ ั ้ ั เป็ นอยู่อย่างไร มีความซื่อสัตย์สจริ ตอย่างไรบ้ าง ลักขโมยปล้ นจี ้ ุ เป็ นอย่างไรบ้ าง การเห็นแก่ตว เห็นประโยชน์แก่พวกพ้ อง ในยุค ั นันกับยุคนี ้แตกต่างกันอย่างไรบ้ าง หากพิจารณาดูแล้ ว ทุกคนคง ้ ตอบว่า ความเป็ นอยู่สมัยปู่ ย่าตาทวดเป็ นแบบสบายๆ ไม่มีคนลัก ขโมยจี ป ล้ น หรื อ มี น้ อ ยมาก การข่ม ขื นชํ า เรามี น้ อ ยมาก เรื่ อ ง ้ หายนะเลวร้ ายต่างๆ ไม่ค่อยมี ในยุคนันมีนกปราชญ์ บณฑิตมาก ้ ั ั ต่างจากยุคนีที่มีคนพาลมากขึน คนพาลอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในสังคม ้ ้ โลกนี เ้ อง การกํ าจัดคนพาล กํ าจัดได้ ยากมาก เพราะถึงยุคถึง กาลเวลาแล้ ว นิสยของคนจะเลวร้ ายลงไปทุกที ั อีกส่วนหนึ่งที่พูดว่า โลกมี ความเจริ ญ คําว่า เจริ ญ เอา วัตถุเป็ นเครื่ องวัด ว่ายุคนีสมัยนี ้ มีการก่อสร้ าง สิ่งอํานวยความ ้ สะดวกให้ คนกินดีอยู่ดีมากขึ ้น จึงถือเอาวัตถุเป็ นความเจริ ญของ โลก แต่เรื่ องศีลธรรมได้ เสื่อมไปจากใจคน ความละอายแก่ใจของ คนมีน้อยมาก คนพาลสันดานชัวเริ่ มจะก่อตัวมากขึ ้นๆ ตามที่เรา ่ ได้ ติดตามข่าวโลก ดังคําว่า ประชาชนเป็ นใหญ่ในแผ่นดิน เสียง ประชาชนเป็ นเสียงสวรรค์ นี่พูดแบบการเมือง ประชาชนเป็ นผู้มี หน้ าที่ทําให้ โลกเจริ ญได้ ฉิบหายได้ เช่นเดียวกัน ผู้ปกครองเป็ น เพียงผู้ตามหลังประชาชน ประชาชนต้ องการอย่างไร เขาก็ต้องทํา
  • 41.
    40 อย่างนัน ้ ตั ว อย่ า งเช่ น ประเทศไทยมี นั ก การเมื อ งอย่ า งนี ้ ถ้ า ประชาชนต้ องการอย่างไร ฝ่ ายบริ หารก็ต้องทําตาม บ้ านเมืองจะ เจริ ญหรื อไม่ ไม่ได้ ขึ ้นอยู่กบผู้แทนราษฎร แต่ขึ ้นอยู่กบประชาชน ั ั ทัง ประเทศ ถ้ าประชาชนในยุ ค นี มี ค นพาลมากขึ น จํ า เป็ นที่ ้ ้ ้ นักการเมื องต้ องทํ าตามคนหมู่มาก ยิ่งทํ าตามคนหมู่มาก ก็ ยิ่ ง เสื่อมเร็ วยิ่งขึน เพราะสันดานคนในยุคนีมีแต่เลวร้ ายลงไปทุกที ้ ้ เราต้ องยอมรั บความจริ ง ทําใจให้ ได้ แต่สําหรั บนักปฏิบัตินันมี ้ เพียงส่วนน้ อย ให้ เราทําใจอยู่เสมอว่า ใครจะยอมรั บความจริ ง หรื อไม่ก็ตาม มันก็จะหมุนตัวไปในทางที่ตํ่า การภาวนาปฏิบติจึง ั เป็ นการหลีก หรื อตีตวออกห่างคนพาลเหล่านี ้ให้ มากที่สดเท่าที่จะ ั ุ มากได้ การตีตัวออกห่างไม่ใช่ว่าเราจะไปบังคับเขา ทําร้ ายเขา การคบค้ าสมาคมเป็ นเรื่ องธรรมดาในสังคมโลก การสมาคมเป็ น กิริยาในการคบหา แต่อกิริยาเราจะทําใจเฉย วางตัวได้ ว่านิสยใจ ั คอของคนจะเลวร้ ายลงไปทุก ที การภาวนาปฏิ บัติ เ ป็ นอุบ าย กระตุ้นใจตนเองให้ มีเหตุผลยอมรับความจริ งของโลกให้ ได้ หาก เราไม่สอนใจตนเองแล้ ว เราก็จะเป็ นทุกข์ กับสังคมโลก จึงต้ อง อบรมตนเองให้ หางจากคนพาล ่ นี ้แล ตนเป็ นที่พึ่งของตน ต้ องพึ่งความสามารถสติปัญญา ของเราเอง ปั จจุบัน นี กําลังเริ่ มเกิ ดกลียุค ขึนทุกที เรี ยกว่า สุญ ้ ้ กัปป เริ่ มก่อตัวขึ ้น ผู้ที่ปฏิญาณตนว่านับถือศาสนาพุทธ เป็ นเพียง ์ ภาคทฤษฎี หรื อภาคบังคับเท่านัน ส่วนการนับถือด้ านจิตใจจริ งๆ ้
  • 42.
    41 ยากมาก ถ้ าทุกคนยอมรับความจริ งว่าสังคมกําลังเปลี่ยนแปลง อย่างนี ้ สังคมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงไป แต่เรา เป็ นผู้ป ฏิ บัติ ก็ จ ะยอมรั บ ความจริ ง อย่ า งนี ๆ พยายามทํ า ตัว อยู่ ้ เสมอว่า เราจะเป็ นมิตรกับคนทุกคน ถึงแม้ ว่าเราจะเป็ นผู้ฝึกตัวให้ เป็ นบัณฑิตนักปราชญ์ก็ตาม แต่ก็หนีจากคนพาลไม่ได้ หนีไม่ได้ ก็ ต้ องคบกัน คบกันในสังคม เราจะทําตัวไม่เป็ นภัยกับใคร ไม่ก่อ เหตุใดๆ ทังสิ ้น ้ เรื่ องการสมัครสมานสามัคคีกน เราก็สามัคคีเป็ นบางส่วน ั ส่วนไหนหลีกเลี่ยงได้ ก็หลีกเลี่ยงไป บางสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อยู่ไป ตามกิริยาของการอยู่ แต่ใจเราจะไม่พอใจกับของสิงนันเลย สังคม ่ ้ โลกกํ าลังเป็ นอย่างนี ้ ความทุกข์ ที่เกิ ดขึนเกิดจากเราไม่ยอมรั บ ้ ความจริ ง ความจริ งในสังคมมีอะไรบ้ าง ความจริ งในส่วนตัวมี อะไรบ้ าง แจกแจงออกมา ขยายออกมาให้ กว้ างขวาง เพื่อให้ ใช้ ปั ญญาติดตามให้ ทนต่อเหตุการณ์ในสังคมนี ้ ใจจะมองโลกในทาง ั ที่เป็ นจริ ง นี่เป็ นเหตุสําคัญของนักภาวนา ไม่ใช่นึกคําบริ กรรม จะ ไม่ทนต่อเหตุการณ์ ต้ องใช้ สติปัญญารอบรู้ร้ ูรอบ แก้ ปัญหาส่วนตัว ั และสังคมให้ ทนเหตุการณ์ จึงจะอยูได้ อย่างสบาย ั ่ นี่คือการปฏิบติที่เราต้ องรู้รอบในทุกแง่มม มีปัญหาอะไรก็ ั ุ ต้ องแก้ ไขให้ ทันต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึน ดังพระพุทธเจ้ าตรั สไว้ ว่า ้ ธรรมทังหลายเกิดแต่เหตุ ดับไปเพราะเหตุ คําว่า เหตุ มีหลัก ้ ใหญ่ อยู่สองประการคือ เหตุที่ดี และเหตุที่ชั่ว เหตุดีเหตุชั่วนัน ้ เราใช้ เหตุผลเป็ นข้ อบังคับ เหตุที่ดีมีเหตุผลอะไร เหตุที่ชวมีเหตุผล ั่
  • 43.
    42 อะไร เราต้ องรู้จักนําเหตุทังสองอย่างมาใช้ งาน บางสิ่งแก้ ไม่ได้ ้ บางสิ่งแก้ ได้ เราก็ต้องแก้ กันไป ไม่ใช่ว่าจะเอาทังหมด หรื อทิง ้ ้ ทังหมด เรี ยกว่า ธรรมวิจยะ เลือกเฟนธรรมะ ้ ้ ธรรมะทังหมดมีประจําโลก ศาสนาต่างๆ เกิดขึ ้นบางช่วง ้ บางขณะ เมื่อถึงกาลเวลาก็หมดไป เมื่อหมดไปก็ก่อตัวขึนใหม่ ้ แล้ วก็ฉิบหายไปอีก แต่ธรรมะคือธรรมชาติไม่หมดไปจากโลกนี ้ ความเป็ นอยู่ของโลกเป็ นอย่างไรก็เป็ นอย่างนัน เช่น คนมีการ ้ เกิดแก่เจ็บตายก็เป็ นไปอย่างนัน คนมีความสุขความทุกข์ก็เป็ นไป ้ อย่างนัน นี่คือธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่มีใครจะลบเลือนได้ เลย ทุกคน ้ ต้ องประสบพบเห็น พระพุทธเจ้ าเผยแผ่คําสอนเพียงช่วงระยะเวลา สันๆ คําสอนของพระองค์ในหนังสือพระไตรปิ ฎกมีปริ มาณเพียง ้ นิ ด เดี ย วเมื่ อ เที ย บกับ หลัก ความเป็ นจริ ง ทัง หมดมี ม ากกว่ า นัน ้ ้ ขอให้ เรานําเอาหลักความจริ งทังหมดมาพิจารณากัน ้ พระพุทธเจ้ าตรัสไว้ ว่า เมื่อพระองค์อุบติขึ ้นในโลกนี ้ เพื่อ ั ต้ องการให้ สงคมโลกอยู่ด้วยกันอย่างสันติสข มีความรักกันสงสาร ั ุ กัน ให้ อภัยกัน มีอเุ บกขาทําใจให้ เป็ นกลาง พระองค์ได้ วางหลัก พรหมวิห ารสี่ คื อ เมตตาความรั ก กรุ ณ าความสงสาร มุทิ ต า พลอยยิ น ดี เ มื่ อ ผู้อื่ น ได้ ดี อุเ บกขาความวางเฉย ทัง สี่ ข้ อ นี เ้ ป็ น ้ หน้ าที่ของทุกคนที่จะนํามาปฏิบัติเฉพาะตัว หากสัตว์ โลกไม่นํา ธรรมะสี่ข้อนี ้ไปปฏิบติ ปั ญหาย่อมตามมาได้ ั เมตตา คือความรักกันในแง่สงสารกัน หากมีความรักกัน สงสารกันแล้ ว ความรักจะยืนยงตลอดไป เช่น ถ้ าผัวเมียมีความ
  • 44.
    43 รั กกันแต่ไม่มีความสงสารกัน ความรักนันจะไม่ยืนยงเท่าที่ควร ้ แต่หากผัวเมียมีความรักกันและมีความสงสารกัน ผัวเมียคู่นนจะ ั้ อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ความสงสารจะเป็ นตัวบังคับความรักอีกต่อ หนึ่ง ความรั กความเมตตามี อยู่ประจํ าโลก แต่ก็มีตามยุคตาม สมัย หากสังคมใดมีความรักเมตตาต่อกัน สังคมก็จะมีความเจริ ญ มีความเป็ นอยูที่ดี เมตตาเป็ นเครื่ องคํ ้าจุนโลก ่ โลกของเรานี ้ ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ าเกิดมา หรื อไม่ก็ตาม ลักษณะความรักกันมีทุกยุคทุกสมัย นี่คือสันดาน ของสัตว์ โลก ทังมนุษย์ และสัตว์ ดิรัจฉาน มี ความรั กกันอยู่เสมอ ้ สัตว์ตางๆ เมื่อมีลก ก็จะมีความรักต่อลูกมาก ดังจะเห็นได้ จาก ไก่ ่ ู สัตว์ก็มีความรักกัน ไม่ใช่จะมีแต่คนเพียงอย่างเดียว เมตตาจึงเป็ น รากแก้ ว โน้ มน้ าวสัตว์โลกให้ อยู่ร่วมกันได้ อย่างผาสุก อยู่ด้วยกัน ไม่ มี เ วรภัย ต่อ กัน ไม่ ป องร้ ายกัน การเอาเปรี ย บกัน จะไม่ มี ใ น สังคมนันเลย้ หากเมื่อใดสังคมโลกมีความเมตตาสงสารกันน้ อย เมื่อนัน ้ คนก็จะเอารัดเอาเปรี ยบกัน สังคมเดือดร้ อนทุกหย่อมหญ้ า เมื่อมี ความรักกัน ความสมัครสมานสามัคคีย่อมเกิดขึ ้นเป็ นเงาตามตัว จะพูดจะทําก็มีแต่จะช่วยกันทํา โลกก็จะมีความเจริ ญมากขึ ้น ถ้ า ยุคใดความรักความสงสารมีน้อย ความสมัครสมานสามัคคีก็ย่อม น้ อ ยลง คื อ ไม่ อ ยากช่ ว ยเหลื อ กัน สัง คมโลกมี 2 ประเภท คื อ สังคมบัณฑิตนักปราชญ์ กับสังคมคนพาล แล้ วสังคมของคนพาล มีความรักความเมตตาหรื อไม่ มีอยู่เหมือนกัน เช่น คนพาลก็ยงไม่ ั
  • 45.
    44 ฆ่าลูกตนเองเลย เขาก็ยงรักลูกเมียเขาอยู่พอสมควร สัตว์ตางๆที่ ั ่ ดุร้าย เสือสิงห์กระทิงแรด มันก็ยงรักลูกของมัน นี่คือ เมตตาเป็ น ั เครื่ องคําจุนโลก มีเมตตามากเท่าไร คนพาลก็น้อยลง บัณฑิตก็ ้ มากขึ ้น นี่คือส่วนหนึงที่เราต้ องทําตัวเป็ นนักปราชญ์ บณฑิตให้ มาก ่ ั ที่สุด ความเมตตาต่อกันเป็ นเครื่ องอํานวยความสะดวกในชีวิต เพราะเราเกิดในโลกนีไ้ ม่ใช่ว่าเกิดชาติหนึ่งชาติเดียว หลายชาติ หลายภพจะต้ องพบเห็นสิ่งเหล่านี ้อยู่ ไม่แน่ว่าเราจะหลุดพ้ นจาก วัฏสงสารไปเมื่อไร เรายังต้ องเกิดตายอยู่หลายภพชาติ การศึกษา ธรรมะทังหมดจึงเป็ นแนวทางสําหรับผู้ที่จะหนีจากวัฏสงสาร คือ ้ ไม่เพียงแค่จะไปอยูบนสวรรค์เท่านัน ่ ้ สําหรั บเรื่ องสวรรค์มีความจริ งอยู่ว่า ทุกศาสนาที่มาเกิด บนโลกนี ้ ล้ วนแล้ วแต่สอนการไปสวรรค์ เช่น คริ สต์ อิสลาม พุทธ มีความเหมือนกันคือสอนไปสวรรค์ แต่ศาสนาพุทธมีการสอน พิเศษอีกขันหนึ่ง คือหนีพ้นจากสวรรค์ไปได้ เพราะสวรรค์ยงคง ้ ั ต้ องมาเกิดอีก คนไปสวรรค์เพราะผลคุณงามความดีที่ได้ สร้ างไว้ บนโลกนี ้ เมื่อตายแล้ วก็ไปเกิดบนสวรรค์ พรหมโลกก็เป็ นผลจาก คุณงามความดีที่ทําไว้ คือ ทําฌานให้ เกิดขึ ้น ถึงจะไปเกิดที่พรหม โลก เมื่ออํานาจฌานเสื่อมก็ต้องกลับมาเกิดบนโลกเช่นเดียวกัน นี่คือวัฏจักร กามภพ รู ปภพ อรู ปภพ เป็ นวัฏจักร สิ่งที่ พระพุทธเจ้ าสอนคือทําอย่างไรให้ คนหลุดพ้ นจากวัฏจักรได้ นี่คือ ธรรมะที่มีเฉพาะพระพุทธศาสนาเท่านัน เช่น การทําใจไม่ให้ เกิด ้
  • 46.
    45 ความยึดมันถือมัน ผูกพันในภพทังสาม การทําใจอย่างนี้คืออะไร ่ ่ ้ คือการใช้ ปัญญาพิจารณาเอาภพทังสามมาวิเคราะห์ ทําไมคนเรา ้ จึง ชอบมาเกิ ด อยู่บ่อ ยๆ เพราะความผูก พัน ในภพทัง สามมี อ ยู่ ้ ผูกพันกับสิงใดย่อมจะทําให้ มาเกิด การเกิดนี ้แลมาเป็ นชาติ ชาติ ่ ก็อาศัยภพ ภพอาศัยความผูกพันความยินดีสงนันๆ อยู่ ิ่ ้ การภาวนาปฏิ บัติคื อ การสอนใจตนเองไม่ใ ห้ ห ลงในภพ นันๆ ไม่ให้ ยินดีในภพนันๆ ถึงเราจะมีอยู่ก็ตาม ก็ไม่ให้ เกิดความ ้ ้ ยิ น ดี ฝึ กใจเราให้ ร อบรู้ ในหลัก ความเป็ นจริ ง เรี ย กว่า ยอมรั บ ความจริ ง นี่คือนักปฏิบติ ไม่ใช่แค่ร้ ู ธรรมดา แต่ต้องให้ ใจยอมรับ ั อย่างชัดเจนจึงจะผ่อนคลายได้ นักปฏิ บัติหลายคนได้ พูด ว่า ทํ าอย่า งไรจะให้ จิต ละถอน ปล่อยวางจากกิเลสตัณหาอวิชชาทังหมดได้ เรื่ องจะให้ จิตละถอน ้ ปล่อยวางจากกิเลสอวิชชานันเป็ นอีกส่วนหนึ่ง เป็ นผลซึ่งสูงเกินไป ้ แล้ ว สําหรับนักปฏิบติครังแรก ไม่จําเป็ นต้ องให้ จิตละถอนปล่อย ั ้ วาง ขันแรกคือทําอย่างไรให้ ใจยอมรับความเป็ นจริ ง ความเป็ น ้ จริ งทังหมดเรารู้ จริ งไหม เรารู้ จริ ง แต่ใจไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี ้ จึง ้ ต้ องสอนใจตนเองให้ มาก สอนบ่อยๆ เอาปั ญญาสอน หากเราไม่ ใช้ ปัญญาสอนแล้ ว เราก็ จะลุ่ม หลงในภพอี กต่อไป ความยิน ดี ผูกพันในสิงต่างๆ นี่แหละจะเป็ นภพ ภพคือความยินดีผกพันกับสิ่ง ่ ู นันๆ อะไรก็แล้ วแต่สามารถเป็ นภพให้ เกิดได้ ทงนันเลย ้ ั้ ้ ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ยินดีผูกพันกับลูกหลานมากเกินไป นี่คือเอาลูกเป็ นภพแล้ ว เมื่อพ่อแม่ตายไปก็จะมาเกิดกับลูกหลาน
  • 47.
    46 ต่อไป หรื อหากผู้นนยินดีผกพันกับบ้านเรื อนหรื อสิ่งใด นันคือฐาน ั้ ู ่ ภพ เมื่อตายไปก็จะไปเกิดในภพนันๆ ดังพระพุทธเจ้ าตรัสไว้ กับ ้ อานนท์วา ดูกรอานนท์ บุคคลที่จะไปสูสคติมีน้อยมาก เท่ากับเขา ่ ่ ุ วัวที่มีเพียงสองเขาเท่านัน บุคคลที่จะไปสู่อบายภูมิมีมาก เท่ากับ ้ ขนวัวที่มีทงตัว เพราะคนเรามีความติดภพเป็ นสิงสําคัญ ั้ ่ ความยึดติดภพต่างๆ ก็ต้องแก้ โดยการภาวนาปฏิบติ ส่วน ั การทําบุญให้ ทานต่างๆ ที่เราต้ องการไปสวรรค์อย่างนันอย่างนี ้ ้ หากเราไม่มี ความผูกพัน กับ ภพนี ้ เราก็ จ ะไปได้ แต่ส่ว นมากไป ไม่ได้ เลย สมมติวา บุคคลทําบุญทําทานทุ่มเทเงินหลายล้ าน เมื่อทํา ่ ไปแล้ ว แต่ใจเรายังคงยินดีผูกพันกับลูกหลานบ้ านเรื อนอยู่ ช่วง ขณะที่ตาย ใจยังคงยินดีผูกพันกับลูกหลานอยู่ แทนที่บญกุศลสิ่ง ุ ที่เราทําไปจะกลายเป็ นเครื่ องอํานวยให้ เราไปสู่สวรรค์ ก็ไปไม่ได้ เพราะบุญทังหมดไม่มีกําลังเหนืออุปาทานความยึดมันในภพ ภพ ้ ่ ต่างๆ เราต้ องแก้ ด้วยตัวเอง การแก้ ต้องพิจารณาตามหลักความ เป็ นจริ ง อย่าให้ จิตใจเราไปผูกพันยึดมันกับสิ่งใด เมื่อใจเราเห็น ่ ความจริ งมากขึนเท่าใด ใจเราก็จะถอนตัวเองได้ มากขึนเท่านัน ้ ้ ้ เรี ยกว่า โยนิโสมนสิการ การใคร่ ครวญ ตรึ กตรอง พิจารณาใน เหตุผ ลว่ า สัต ว์ โ ลกทัง หลายย่ อ มเป็ นไปตามกรรม สัต ว์ โ ลก ้ ทังหลายย่อมมีภพเป็ นที่ตง สัตว์โลกทังหลายย่อมเกิดเป็ นชาติใน ้ ั้ ้ ภพนันๆ ต่อไป ้ นี่คือเอาเรื่ องภพต่างๆ มาพิจารณา ให้ กลัวในการเกิด ให้
  • 48.
    47 เห็นโทษในการเกิด เห็นภัยในการเกิด เห็นทุกข์ในการเกิดให้มาก ขึ ้น ถ้ าใจมีความกลัวแล้ ว การจะหาอุบายออกจากโลกมันง่ายนิด เดียว การละถอนปล่อยวางก็ง่ายนิดเดียว สมมติว่า เราไปนอนที่แห่งใด แต่ก่อนก็บอกว่า มันดีอย่าง นัน อย่ า งนี ้ แต่เ มื่ อ มาเห็ น ทุก ข์ โ ทษภัย ว่า สถานที่ ที่ เ ราอยู่มี ภัย ้ อันตรายมากทีเดียว มองเห็นเสือ เห็นภัยอันตรายรอบตัว การผูก ใจว่าจะพักผ่อนหลับนอนก็ไม่มีอีกแล้ ว มีแต่จะเอาตัวรอดหนีจาก ที่แห่งนันไป โดยไม่เสียดายที่ แห่งนันเลย นี ฉันใด เรื่ องบุคคล ้ ้ ้ พิจารณาภพที่ตวเองอยู่นี ้ ว่าเป็ นทุกข์ เป็ นโทษ เป็ นภัย ก็จะกลัว ั ในการเกิดอีกต่อไป หากใจกลัวในการเกิดแล้ ว หลักภาวนาอื่นนัน ้ ง่ายนิดเดียว เส้ นทางสําหรับพาคนกลัวเดินทางออกไปนัน หาง่าย ้ นิดเดียว สมมติว่า เรานอนอยู่ในป่ า ทีแรกนอนหลับสบาย เมื่อเรา ลืมตาขึนมาแล้ วเห็นเสือยืนอยู่ข้างๆ คนผู้นันจะนอนไม่หลับอีก ้ ้ ต่อไป และจะอยูที่นนอีกไม่ได้ มีแต่จะหาวิธีวิ่งหนีจากที่แห่งนันไป ่ ั้ ้ สุดกําลัง การวิ่งหนีจะไปทางไหน เรื่ องเส้ นทางไม่ต้องบอกกันเลย ถ้ ากลัวสิงใดแล้ ว ทางออกไม่ใช่เรื่ องยาก มันจะบอกอยู่ในตัวว่าอยู่ ่ ทางไหน ไม่ต้องถามใครทังสิ ้น ประตูแห่งพระนิพพานจะเปิ ดอ้ า ้ รับบุคคลที่มีความกลัวต่อโลกนี ้ คือมันจะไม่ยอมรับความจริ งว่า คนนัน พู ด อย่ า งนี ้ ให้ อ ยู่ก่ อ น มัน ไม่ ย อมรั บ อี ก แล้ ว นี่ คื อ ใจ ้ ยอมรับความจริ งอย่างหนึ่ง อีกทังจะให้ อยู่กบโลกที่กําลังปั่ นป่ วน ้ ั มันไม่ยอมรับเลย มันจะวางทังหมด มันจะไปเอง ้
  • 49.
    48 การฝึ กใจให้ เ ป็ นอย่ า งนี ้ ฝึ กยากพอสมควร แต่ถ้ า เป็ น อย่างนีแล้ ว การละถอนปล่อยวางนันง่ายนิดเดียว ไม่จําเป็ นต้ อง ้ ้ ไปบังคับให้ ละ สําคัญคือให้ จิตเห็น เห็นตามหลักความเป็ นจริ ง นี่ คื อ สิ่ ง สํ า คัญ ของการปฏิ บัติ การภาวนาปฏิ บัติ ทัง ด้ า นสมถ ้ กรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน จุดสําคัญอยู่ที่ร้ ูจริ งเห็นจริ งตาม หลักความเป็ นจริ ง ถ้ าเห็นอย่างนี ้แล้ ว ความสงสัยต่างๆ จะถอน ตัว ความลัง เลต่ า งๆ ก็ ถ อนตัว ความรั ก ความยิ น ดี ก็ ถ อนตัว อุปาทานความยึดมันก็ถอนตัว นี่คือรู้จกทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารที่ ่ ั เกิ ด ขึ น คํ า สอนอย่ า งนี มี อ ยู่ ที่ ศ าสนาพุ ท ธแห่ ง เดี ย วเท่ า นั น ้ ้ ้ พระพุ ท ธเจ้ าก็ เ ป็ นตัว อย่ า งได้ ทํ า มาแล้ ว และสอนพระภิ ก ษุ สามเณร ฆราวาสญาติโยม ในสมัยพุทธกาล ได้ บรรลุมรรคผล นิพพานเป็ นจํานวนมากหลายแสนคน คนในยุคนันกับยุคนีต่างกันอย่างไร อวัยวะต่างๆ รู ปร่ าง ้ ้ กลางตัวก็เหมือนกันหมด ทําไมจะทําไม่ได้ เหมือนพุทธกาล ทําได้ ถ้ าหากตังใจจริ ง ้ สําหรับบุคคลผู้ที่ต้องการเข้ าสูมรรคผลนิพพาน มีหลักใหญ่ ่ อยูสามประการ ่ 1. บารมีพร้ อมไหม 2.หลัก การภาวนาปฏิ บัติ ถู ก ต้ อ งตามแนวพระอริ ย เจ้ า หรื อไม่ 3. ความตังใจอันแน่วแน่ ้ หากบุคคลใดมีพร้ อมทังสามหลัก บุคคลนันจะได้ เป็ นพระ ้ ้
  • 50.
    49 อริ ยเจ้ าในชาตินี้ ถ้ าอย่างใดยังบกพร่ องก็จะยังไม่ได้ สมมติว่า ผู้ นันมีวาสนาบารมีมา พอสมควรจะบรรลุเป็ นพระอริ ยเจ้ าได้ ก็ตาม ้ แต่แนวทางการปฏิบัติไม่ถูกต้ องตามหลักพระอริ ยเจ้ า บุญกุศล ที่ ว่ า มาก็ ช่ ว ยไม่ ไ ด้ ยัง เป็ นปุถุ ช นต่ อ ไป หรื อ บางที ต นเองมี แนวทางปฏิ บัติเป็ นไปตามหลักพระอริ ยเจ้ าอยู่ แต่ไม่เอาใจใส่ เกียจคร้ าน ไม่ขยันหมั่นเพียร นี่ก็ใช้ ไม่ได้ เช่นกัน ฉะนันหลักทัง ้ ้ สามประการนี จึง ต้ อ งสอดคล้ อ งกลมกลืน กัน ให้ เราพิ จารณา ้ ตนเองว่า หลักทังสามประการนี ้เราพร้ อมแล้ วหรื อยัง ้ ส่วนหนึ่งที่เราดูได้ ยากคือ วาสนาบารมี เราไม่สามารถรู้ ตนเองได้ ว่า ในชาติก่ อ นเราได้ ส ร้ างสมบารมี ม าพอแล้ ว หรื อ ยัง พอที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ หรื อยังในชาตินี ้ อย่างน้ อยก็ให้ ได้ เป็ นพระอริ ยโสดาบัน บารมีเราพร้ อมหรื อยัง เรามองไม่เห็นตนเอง ว่ า พร้ อมหรื อ ไม่ พ ร้ อม อี ก สองอย่ า งที่ เ ราเห็ น ได้ ชัด คื อ แนว ทางการปฏิ บัติ ที่ ถูก ต้ อ ง เราถูก แล้ ว หรื อ ยัง ถ้ า ทํ า ไม่ ถูก แต่ไ ป เข้ าใจว่าทําถูก เรี ยกว่า เข้ าใจผิดเป็ นส่วนตัว ตนเองทําไม่ถกหลัก ู แต่ไปเข้ าใจว่าทําถูกหลัก นี่ใช้ ไม่ได้ เลย ตนเองไม่ได้ เดินตามองค์ มรรค แต่ไปเข้ าใจว่าตนอยู่ในองค์มรรค นี่ใช้ ไม่ได้ เลย เราต้ อง สังเกตตนเอง หลวงพ่อ พยายามสอนลูกศิษย์ ให้ ศึกษาประวัติข องพระ อริ ยเจ้ าให้ ดี ในครังพุทธกาลผู้บรรลุธรรม บรรลุอย่างไร นําธรรมะ ้ หมวดไหนไปปฏิบติ ถ้ าเราไปดูประวัติพระอริ ยเจ้ าทําความเพียร ั ในสมัย ครั ง พุ ท ธกาล เราจะบรรลุธ รรมขัน ใดขัน หนึ่ ง ได้ อ ย่ า ง ้ ้ ้
  • 51.
    50 ง่ า ยดายให้ เราศึ ก ษาประวั ติ ข องพระอริ ย เจ้ าจากหนั ง สื อ พระไตรปิ ฎก ดังมีตวอย่างที่หลวงพ่ออธิบายอยู่บ่อยๆ คือ มีภิกษุณีบาง ั ท่ า นเพี ย งไปดูด อกไม้ แล้ ว นํ า มาพิ จ ารณาด้ ว ยปั ญ ญา ท่ า นก็ สามารถบรรลุพระอริ ยเจ้ าได้ ดอกไม้ เป็ นรู ป เอารู ปดอกไม้ สวยๆ นี่แหละมาพิจารณาตามหลักความเป็ นจริ งของดอกไม้ ว่า ดอกไม้ เมื่อปล่อยทิงไว้ นานๆ หลายวันหลายเดือน ก็จะมีการเน่า มีการ ้ เปลี่ยนแปลงไปเป็ นธรรมดา นี่คือพิจารณารู ปดอกไม้ ลงสู่ความ ไม่เที่ยง ท่านสามารถนําเอาดอกไม้ มาโอปนยิโก สังขารร่ างกาย เราเองก็เหมือนกับดอกไม้ อย่างนัน ในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็ น ้ พระอริ ย เจ้ าได้ ประวัติข องพระอริ ยเจ้ า ในสมัยครั ง พุท ธกาลมี ้ อุ บ ายการปฏิ บั ติ ม ากมาย อุ บ ายทั ง หมดไม่ เ หมื อ นกั น จะ ้ เหมือนกันก็เพียงบางกลุ่ม ทีนี ้เราจะนําอุบายธรรมอะไรมาปฏิบติ ั เพื่อให้ บรรลุตามนิสยเดิมที่มีอยูในครังพุทธกาล หายากมาก ั ่ ้ เรื่ อ งนิ สัย วาสนาที่ ไ ด้ อ บรมมาในชาติ ก่ อ น บรรดาพระ สาวกทังหลายไม่สามารถทราบได้ ว่า ผู้นนเคยสร้ างบุญสร้ างกุศล ้ ั้ สร้ างวาสนาบารมีมาอย่างนีๆ พระสาวกรู้ ไม่ได้ แต่การรู้ อย่างนี ้ ้ เป็ นหน้ าที่ ข องพระพุ ท ธเจ้ าองค์ เ ดี ย วเท่ า นั น ที่ บ อกได้ ว่ า ใน ้ อดีตชาติเคยทําบุญมาอย่างนัน สร้ างบารมีมาอย่างนี ้ ้ ยกตัว อย่ า ง พระภิ ก ษุ ห นุ่ม ลูก ศิ ษ ย์ ข องพระสารี บุต ร มี ความกระสัน อยากสึกออกไปเป็ นฆราวาส พระสารี บุต รท่า นมี ความสงสารจึงแสดงธรรมให้ ฟังหลายแง่หลายมุม แต่ภิกษุรูปนันก็ ้
  • 52.
    51 ยังคงอยากสึกอยู่ พระสารี บุตรผู้ซึ่งแตกฉานในปัญญาทุกสิ่งทุก อย่าง แต่ก็ไม่สามารถนําธรรมะหรื อปั ญญาไปบังคับลูกศิษย์ให้ ร้ ู แจ้ งเห็นจริ งตามความเป็ นจริ งได้ พระสารี บุตรจึงนําภิกษุ นันไป ้ กราบพระพุทธเจ้ า พระพุทธเจ้ าตรัสว่า ดูก่อนสารี บตร ไม่มีพระภิกษุรูปใดจะ ุ เทศน์ ส อนได้ มี เ พี ย งตถาคตองค์ เ ดี ย วเท่ า นัน ที่ เ ทศน์ ไ ด้ ถูก จุด ้ พระพุทธเจ้ าจึงให้ นิมิตดอกบัวตูม ให้ ภิกษุได้ จบไว้ ถือไว้ และสอน ั ว่า ให้ พิจารณาดอกบัวนี ลงสู่ความไม่เที่ ยง มี การเปลี่ยนแปลง ้ และน้ อ มดอกบัว นี เ้ ข้ า สู่ธ าตุขัน ธ์ ข องตนเอง ว่า ธาตุนี ก็ ไ ม่ เ ที่ ย ง ้ เหมือนกับดอกบัวนี ้ เมื่อดอกบัวเหี่ยวแห้ ง ธาตุขนธ์ นี ้ก็เหี่ยวแห้ ง ั เช่ น เดี ย วกัน จึ ง ให้ ภิ ก ษุ พิ จ ารณาทวบทวนเข้ า หาร่ า งกายของ ตนเอง ในที่สดภิกษุนนก็บรรลุเป็ นพระอรหันต์ นันเป็ นเพราะภิกษุ ุ ั้ ่ นันเคยสร้ างบารมีมาในอดีต เคยเก็บดอกบัวถวายพระราชา ตี ้ ดอกบัวทองดอกบัวเงินถวายพระราชา ใจของเขามีความผูกพันกับ ดอกบัวเป็ นอย่างมาก ทีนีการภาวนาปฏิบติก็ต้องเอาดอกบัวมา ้ ั เป็ นสื่ออุบายในการปฏิบตธรรม นี่คือสร้ างบารมีเก่ามาอย่างนี ้ ัิ ยกตัวอย่างเพิ่มอีก คือ พระจูฬปั ณฑก ทําไมพระพุทธเจ้ า จึงไม่ใช้ ดอกบัวเป็ นสื่ออุบายธรรม เพราะดอกบัวใช้ ได้ กบบางคน ั เท่านันเอง แต่นิสยของพระจูฬปั ณฑกต้ องใช้ ผ้าขาวเป็ นสื่ออุบาย ้ ั ในการปฏิบติ ในการพิจารณา เมื่อจูฬปั ณฑกได้ จบผ้ าขาวไว้ ในมือ ั ั จับไปจับมา และพิจารณาผ้ าขาวลงสู่ความสกปรกโสโครก แล้ ว น้ อมโอปนยิโก ผ้ าขาวผืนนี ้แต่ก่อนสะอาด เดี๋ยวนี ้เราจับไปจับมา
  • 53.
    52 เหงื่อไคลจากตัวเราไปถูกผ้ า ทําให้ผ้าดํา โอปนยิโก ใจเราถ้ าหา กว่าถูกกิเลสครอบงําอยู่ จะทําให้ ใจเศร้ าหมองขุ่นมัวได้ เอาผ้ า ขาวที่สกปรกโสโครกมาเทียบกับใจตนเอง พิจารณาไปพิจารณา มา สุดท้ ายจึงนําผ้ าไปซักที่ริมสระแห่งหนึง การซักผ้ าไปพิจารณา ่ ไป ในที่สดก็สําเร็ จเป็ นพระอรหันต์ขณะซักผ้ ายังไม่เสร็ จ ุ ทําไมพระจูฬปั ณฑกจึงใช้ อบายผ้ าขาว เพราะในชาติอดีต ุ เคยเป็ นพระราชาที่ ยิ่งใหญ่ วันหนึ่งออกเสด็จประภาสพระนคร แต่งตัวสวยงาม แต่วนนันแดดจัดเหงื่อโทรมตัว หยิบผ้ าเช็ดหน้ า ั ้ ออกมาเช็ดหน้ าเช็ดตัว แต่ก่อนผ้ าสะอาดมาก แต่บดนีผ้าดําลง ั ้ กลิ่นหอมก็หายไป ก็พิจารณาว่า แต่ก่อนผ้ านี ้หอมไปด้ วยกลิ่นอบ จันทร์ แต่บดนีเ้ หม็นเพราะผ้ าไปถูกกับรู ปร่ างสังขารร่ างกายของ ั เราที่สกปรกโสโครก จึงเกิดสลดสังเวชว่า สังขารร่ างกายเราเป็ น สิ่งสกปรกโสโครกทังหมด หลังจากชาตินนเมื่อตายไป กลับมาเกิด ้ ั้ ใหม่ในสมัยพุทธกาลเป็ นพระจูฬปั ณฑก สื่อในการปฏิบติของพระ ั จูฬปั ณฑกจึงไม่ใช่อย่างอื่นเลย ต้ องใช้ ผ้าอย่างเดียว ใช้ อย่างอื่น ไม่ได้ จะพิจารณาความทุกข์ ต้ นไม้ ผลไม้ ใช้ ไม่ได้ จะต้ องใช้ สื่อ ให้ ตรงกับอดีตในสมัยเป็ นพระราชาคือ ผ้ า บารมีใหม่ที่จะเชื่อม กับบารมีเก่าต้ องให้ ตรงกันได้ เข้ ากันได้ สิ่งสําคัญคือบารมีเก่าที่เราทําไว้ เราจําไม่ได้ วาสร้ างมาทาง ่ ไหน จึงยากตรงนี ้ ทุกวันนีจึงต้ องสุ่มเดา บางคนมีนิสยอย่างนัน ้ ั ้ แต่มาพิจารณาธาตุสี่อย่างเดียว พิจารณาได้ อ ยู่แต่จะไม่เป็ นผล เพราะอุบายที่เป็ นสื่อสําคัญไม่เข้ ากัน การพิจารณาไตรลักษณ์ ก็
  • 54.
    53 เป็ นเพียงส่วนประกอบในสื่อทังหมด ในครังพุทธกาลบางคนเห็น ้ ้ ดอกบัว บางคนเห็ นใบไม้ ที่ ห ล่น ก็ ส ามารถเป็ นพระอรหัน ต์ ไ ด้ บางคนเดินบิณฑบาตได้ ยินข่าวว่าคนนันตายคนนี ้ตาย ก็นําเรื่ อง ้ ของคนตายมาพิจารณา ก็ทําให้ เป็ นพระอรหันต์ได้ เราต้ องหาสื่อ อุบายที่ตรงกับอดีตที่ได้ สร้ างมาแล้ ว หากบุคคลที่ได้ สร้ างวาสนาบารมีสมบูรณ์ มาแล้ วในอดีต แต่ในชาตินีไ้ ม่มีสื่อที่ตรงกับอดีต ก็จะเป็ นไปไม่ได้ เลย สมมติว่า พระจูฬปั ณฑกมีสื่อสําคัญคือ ผ้ าขาว เป็ นอุบายในการปฏิบติ ถ้ า ั พระจูฬปั ณฑกไปพิจารณาเรื่ องขันธ์ ห้าอย่างเดียว จะเป็ นไปไม่ได้ เลย เป็ นสื่อไม่ได้ คนละอุบายกัน หรื อจะนําดอกบัวมาให้ พระ จูฬ ปั ณ ฑกพิ จ ารณาดูสิ ไม่ ไ ด้ สื่ อ ไม่ ต รงกัน หรื อ เอาเรื่ อ งของ นายพรานดัดลูกศรให้ ตรงมาพิจารณา ก็ไม่ได้ ไม่ตรงกับที่ตนเอง สร้ างมา การปฏิ บัติ ใ นยุ ค นี จึ ง ต้ อ งตรงกับ อดี ต ที่ เ คยสร้ างมา ้ เรี ยกว่า นิสยตรงกับบารมีเก่าที่เคยสร้ างมา ั ผู้ที่จะบรรลุธรรมมีหลักอยูสามประการนี ้ ่ 1.บารมีเก่าที่ได้ สร้ างมา 2.การภาวนาปฏิบตถกตามหลักความเป็ นจริ ง ัิ ู 3.มีความจริ งใจในการปฏิบตธรรม ัิ สามหลักนี ้เป็ นต้ นทางของการปฏิบติ สื่อต่างๆ เราจึงต้ อง ั หาเอง สื่อต่างๆ นันมีมาก เช่น บางคนเคยบริ จาคทานผ้ า หรื อ ้ ทานสิ่งของต่างๆ ตัวอย่าง พระยสกุลบุตรจึงบรรลุธรรมเพราะเห็น คนตาย เพราะสมัยก่อน ยสกุลบุตรเป็ นคนนําคนตายไปเผาที่ป่า
  • 55.
    54 ช้ า เมื่อเผาแล้วไฟไหม้ ไปเรื่ อยๆ เห็นเลือดเนือกะโหลก ตับไตไส้ ้ ต่างๆ ทะลักออกมา เกิดความสลดสังเวชใจว่า เราตายไปเราก็เป็ น อย่ า งนัน เกิ ด สลดสัง เวชฝั ง ใจเป็ นนิ สัย ต่อ มามาเกิ ด ในเมื อ ง ้ พาราณสี วันหนึ่งมองเห็นนักดนตรี ที่จ้างมาแสดงที่บ้าน คนต่างๆ เขานอนหลับมีทาทางต่างๆ นานา เห็นคนนอนหลับเหมือนกับซาก ่ ผีตายทังหมด นี่คือนิสยเดิมที่ฝังแน่นสมัยเคยฝั งศพที่ป่าช้ าในอดีต ้ ั เกิดความคิดตามความเป็ นจริ งว่า คนนอนหลับเหมือนกับคนตาย ทําให้ นิสยเดิมที่มีอยู่เกิดขยายขึ ้นมาทันที จึงได้ ออกจากบ้ าน เกิด ั เบื่อหน่าย เกิดความกลัว นี่คือ พระยสกุลบุตร ได้ นําสื่อของคน ตายมาเป็ นหลัก มิใช่จะนําสื่อผ้ าขาวมาพิจารณา ใช้ ไม่ได้ นี่คือ เราไม่ร้ ูจกตนเองว่า ในสมัยก่อนเราสร้ างบารมีมาแล้ ว ั ทางไหน ถึงอย่างไรก็ตามเราต้ องค้ นคว้ าอยู่เสมอ อย่าหยุดยัง ้ เมื่ออุบายถูกกับตนเองจะดูดดึงทันที ใจเราจะแจ่มใสพอใจในการ พิจารณาสิ่งนันๆ ให้ มากขึน นันคือนิสยบารมีตรงตามอดีต ต้ อง ้ ้ ่ ั พิจารณาส่วนนี ้ให้ มาก อย่าเอาอย่างเดียว เอาหลายๆ อย่าง ถ้ า อย่างนี ้ไม่ถก ก็ต้องใช้ อบายอื่น นี่คออุบายของปั ญญา ู ุ ื วัน นี ้ หลวงพ่ อ ให้ ค วามเห็ น ในการปฏิ บัติ เ พื่ อ มรรค ผล นิพพาน อย่างน้ อยก็เป็ นพระโสดาบัน ต้ องมีเหตุสามประการดังที่ ได้ อธิ บายมาแล้ ว ให้ เราพิจารณาให้ มาก ดูประวัติพระอริ ยเจ้ า ท่านที่เป็ นพระโสดาบัน อุบายทังหมดที่ท่านเหล่านันใช้ พิจารณา ้ ้ มีอุบายต่างกันอะไรบ้ าง ใช้ พิจารณาอย่างไร ให้ เรานํ ามาเป็ น อุบายสอนใจตนเอง ปฏิบติตนเองให้ มากขึ ้นๆ อีกวันหนึ่งข้ างหน้ า ั
  • 56.
    55 เราก็จะรู้ เห็นตามหลักความเป็ นจริง หลวงพ่อชี ้แนะการปฏิบติมา ั จนถึงขณะนี ้ คิดว่าเราทังหลายจะได้ สํานึกว่า เราต้ องทําอย่างไร ้ จึงจะไปถึงจุดนันได้ เพราะคําสอนของพระพุทธเจ้ ามีจดเด่นอยูที่นี่ ้ ุ ่ สามารถให้ คนเข้ าถึงมรรคผลได้ ณ จุดนีเ้ อง เรี ยกว่า ปั ญญายะ ปริ สชฌะติ จิตจะมีความบริ สทธิ์ได้ เพราะปั ญญา ุ ุ การให้ อุบายธรรมะมาตังแต่เบืองต้ น คิดว่าทุกท่านจะได้ ้ ้ เข้ าใจธรรมะพอสมควร หรื อสิ่งใดที่ไม่ชดเจน ก็ให้ เขียนคําถามมา ั หลวงพ่อจะอธิบายให้ ฟัง บัดนี ้ก็สมควรแก่กาลเวลา
  • 57.
    56 รายละเอียดของหนังสือ ชื่อหนังสือ : วัฏสงสาร พระธรรมเทศนาของ หลวงพ่อทูล ขิปปปญฺโญ ฺ วัดป่ าบ้ านค้ อ จ.อุดรธานี ในการอบรมธรรม ที่ โรงเรี ยนปานะพันธ์ ครังที่ 4 (ตุลาคม 2535) ้ วัตถุประสงค์ : จัดพิมพ์เป็ นอนุสรณ์งานอุปสมบท พระเกรี ยงไกร มันเสถียรสิน (สัพพะปั ญโญ ภิกขุ) ่ วันที่ 28 มิถนายน 2552 ุ ณ วัดพุทธรัตนาราม เคลเลอร์ เท๊ กซัส ผู้จดพิมพ์ : วัดซานฟรานธัมมาราม Tel.415.753.0857 ั www.watsanfran.com