More Related Content
PDF
IS1 - 1.2 การตั้งประเด็นปัญหาหรือคำถาม PDF
PDF
Is2 การสื่อสารและการนำเสนอ กลุ่ม1 PDF
หลักสูตร Is คำอธิบายรายวิชา ม.ปลายdoc PDF
คู่มือการเขียนรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ DOCX
PDF
Is2 การสื่อสารและการนำเสนอ กลุ่ม2 PPTX
การตั้งสมมติฐานและการกำหนดตัวแปร What's hot
PDF
PDF
PDF
Casestudy การศึกษารายกรณี PDF
PDF
PDF
แผนบูรณาการสะเต็ม ร่มพยุงไข่ PDF
เล่มที่ 2 โครงสร้างของราก PPTX
บทบาทหน้าที่ของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ PDF
PDF
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส PDF
Mindmap การลำเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ PDF
เล่มที่ 3 การเคลื่อนที่ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง PDF
11แบบทดสอบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ตอนที่ 2) PDF
PDF
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ PDF
บทที่ 1 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต PDF
แบบรายงานการแสดงทางวิทยาศาสตร์ PDF
PDF
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก PDF
บทที่ 3 เครื่องสำอางในชีวิตประจำวัน Viewers also liked
PDF
โครงงานวิชาไอเอส เรื่องความพึงพอใจในการใช้ห้องน้ำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท... PDF
โครงงานการประดิษฐ์กระถางจากขวดพลาสติก PDF
โครงงาน เรื่อง การย้อมผ้าจากเปลือกมังคุด PDF
PDF
PDF
PPTX
Ptกระบวนการเรียนรู้ 5 steps (ใหม่) DOC
PDF
Similar to IS1 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ กลุ่ม1
PDF
2ชุดฝึกทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ PDF
เนื้อหาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ PDF
เค้าโครงงานวิจัยในชั้นเรียน PDF
PDF
การจัดการเรียนรู้แบบสืบสวนสอบสวน PPT
PDF
PDF
PDF
ppt การวิจัยทางรัฐศาสตร์เชิงคุณภาพ 09 ต.ค. 2565.pdf PPT
PDF
ระเบียบวิธีวิจัยเผื่อใช้สอบ Is PDF
PDF
DOC
DOC
PDF
PDF
PPT
PPTX
PPS
การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ More from พัน พัน
PDF
PDF
PDF
รายงานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
PDF
เรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น PDF
PDF
ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ PDF
ระบบคอมพิวเตอร์และยุคสมัย PDF
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น PDF
การทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
หลักการทำงาน บทบาทและอุปกรณ์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
PDF
PDF
DOCX
การเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นตัวอักษร PDF
PDF
IS1 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ กลุ่ม1
- 1.
IS 1- การศึกษาค้นคว้ าและสร้ างองค์ ความรู้
(Research and Knowledge Formation)
บ ท นา
บ ท ที่ 1 ก า ร ตั้ งป ร ะเ ด็ น ปั ญ ห า / คา ถ า ม
บ ท ที่ 2 ก า ร ตั้ งส ม ม ติ ฐ า น
บ ท ที่ 3 ก า ร อ อ ก แ บ บ ว า ง แ ผ นร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล
บ ท ที่ 4 ก า ร แ ส ว ง ห า แ ล ะต ร วจ ส อ บ ค ว า ม รู้
บ ท ที่ 5 วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ด้ ว ย ส ถิ ติ
บ ท ที่ 6 สั ง เ ค ร า ะ ห์ อ ง ค์ ค ว า ม รู้
บ ท ที่ 7 ก า ร นา เ ส น อ ข้ อ มู ล
- 2.
IS 1- การศึกษาค้นคว้ าและสร้ างองค์ ความรู้
(Research and Knowledge Formation)
ความหมาย
เป็ นสาระที่มุ่งให้ผเู ้ รี ยนกาหนดประเด็นปั ญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า
แสวงหาความรู้และฝึ กทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้
- 3.
บทนา
บทนา คือ ส่วนที่ใช้สาหรับใส่ขอมูลเพื่ออธิบายและชี้แจงวัตถุประสงค์
้
และยังสามารถใช้พ้ืนที่ในส่ วนนี้ เนรมิตเรื่ องราว และรู ปประกอบให้สวยงาม ดึงดูด
สายตาผูเ้ ข้าชม ก่อนที่จะไปถึงคอลัมน์จริ ง โดยการใส่ ภาพประกอบ และใส่ เนื้อหา
ตามที่ตองการ ซึ่ งจะเสริ มให้ดูมีรายละเอียดน่าสนใจมากขึ้น
้
- 4.
บทที่ 1 การตั้งประเด็นปัญหา/คาถาม
การใช้คาถามเป็นเทคนิคสาคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิ ทธิภาพ
เป็ นกลวิธีการสอนที่ก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้ที่พฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตร่ ตรอง
ั
การถามเป็ นส่ วนหนึ่ งของกระบวนการเรี ยนรู ้ ช่วยให้ผเู ้ รี ยนสร้างความรู ้ ความ
เข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด ทาความ
เข้าใจให้กระจ่าง ได้ขอมูลป้ อนกลับทั้งด้านการเรี ยนการสอน ก่อให้เกิดการทบทวน
้
การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่าง ๆ ส่ งเสริ มความอยากรู ้อยากเห็นและเกิดความท้าทาย
- 5.
บทที่ 1 การตั้งประเด็นปัญหา/คาถาม(ต่อ)
การสังเกต (Observation) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มกจะเริ่ มจากการ
ั
่
สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อยูรอบๆ ตัวเรา เมื่อได้ขอสังเกตบางอย่างที่เราสนใจจะทา
้
ให้ได้สิ่งที่ตามมาคือ ปั ญหา (Problem)
่
เช่น ต้นหญ้าใต้ตนไม้ใหญ่ หรื อต้นหญ้าที่อยูใต้หลังคามักจะไม่งอกงาม ส่ วนต้นหญ้า
้
ในบริ เวณใกล้เคียงกันที่ได้รับแสงเจริ ญงอกงามดี
การตั้งปั ญหา "แสงแดดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริ ญงอกงามของต้นหญ้าหรื อไม่“
่
"แบคทีเรี ยในจานเพาะเชื่อเจริ ญช้าไม่งอกงามถ้ามีราสี เขียวอยูในจาน
เพาะเชื้อนั้น“
การตั้งปั ญหานั้นสาคัญกว่าการแก้ปัญหา เพราะ การตั้งปั ญหาที่ดีและชัดเจนจะทาให้ผู ้
ตั้งปั ญหาเกิดความเข้าใจและมองเห็นลู่ทางของการค้นหาคาตอบเพื่อแก้ปัญหาที่ต้ งขึ้น
ั
ดังนั้น จึงต้องหมันฝึ กการสังเกตสิ่ งที่สังเกตนั้น
่
เป็ นอะไร? เกิดขึ้นเมื่อไร? เกิดขึ้นที่ไหน? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ทาไมจึงเป็ นเช่นนั้น?
- 6.
บทที่ 2 การตั้งสมมติฐาน
สมมติฐานหมายถึง ความเชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรื อ ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรื อ
่
อาจกล่าวได้วา สมมติฐานเป็ นสิ่ งที่บุคคลหรื อกลุ่มบุคคลคาดว่าจะเกิดขึ้น โดยที่ความเชื่อ
็
หรื อสิ่ งที่คาดนั้นจะเป็ นจริ งหรื อไม่กได้
เช่น
- เจ้าของร้านค้าปลีกคาดว่าจะมีกาไรสุ ทธิ จากการขายสิ นค้าต่อปี ไม่ต่ากว่า
500,000 บาท
- หัวหน้าพรรคการเมือง A …..คาดว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
้
ในคราวหน้า พรรคอื่นๆ จะได้ที่นงในสภาต่ากว่า 50% ของทั้งหมด
ั่
- คาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในจังหวัดพิษณุโลกเท่ากับ 15,000
บาท
- 7.
บทที่ 2 การตั้งสมมติฐาน(ต่อ)
หลักการตั้งสมมุติฐาน
1) สมมติฐานต้องเป็ นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้น กับ ตัว
แปรตาม
2) ในสถานการณ์หนึ่ ง ๆ อาจตั้งหนึ่ งสมมติฐานหรื อหลายสมมติฐานก็ได้
สมมติฐานที่ต้ งขึ้นอาจจะถูกหรื อผิดก็ได้ ดังนั้นจาเป็ นต้องมีการทดลองเพื่อตรวจสอบว่า
ั
สมมติฐานที่ต้ งขึ้นนั้นเป็ นที่ยอมรับหรื อไม่ซ่ ึ งจะทราบภายหลังจากการทดลองหาคาตอบ
ั
แล้ว
- 8.
บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล
การทดลอง เป็ นกระบวนการปฏิบติ หรื อหาคาตอบหรื อตรวจสอบสมมติฐาน
ั
่
ที่ต้ งไว้ โดยการทดลองเพื่อทาการค้นคว้าหาข้อมูลและตรวจสอบดูวาสมมติฐานข้อใด
ั
เป็ นคาตอบที่ถูกต้องที่สุด ประกอบด้วยกิจกรรม 3 กระบวนการ คือ
3.1 การออกแบบการทดลอง คือการวางแผนการทดลองก่อนที่จะลงมือปฏิบติจริ ง
ั
โดยให้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ต้ งไว้เสมอ และควบคุมปั จจัยหรื อตัวแปรต่างๆ ที่มีผล
ั
ต่อ การทดลอง แบ่งได้เป็ น 3 ชนิด คือ
3.1.1 ตัวแปรอิสระหรื อตัวแปรต้น (Independent Variable or
Manipulated Variable) คือปั จจัยที่เป็ นสาเหตุทาให้เกิดผลการทดลองหรื อตัว
่
แปรที่ตองศึกษาทาการตรวจสอบดูวาเป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นกัน
้
- 9.
บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล(ต่ อ 1)
3.1.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ผลที่เกิดจากการ
ทดลอง ซึ่ งต้องใช้วธีการสังเกตหรื อวัดผลด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลไว้ และจะ
ิ
เปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรอิสระ
3.1.3 ตัวแปรที่ตองควบคุม (Control Variable) คือปัจจัยอื่นๆ ที่
้
นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลอง และต้องควบคุมให้เหมือนกันทุกชุด
การทดลอง เพื่อป้ องกันไม่ให้ผลการทดลองเกิดความคลาดเคลื่อนในการตรวจสอบ
สมมติฐาน นอกจากจะควบคุมปั จจัยที่มีผลต่อการทดลองจะต้องแบ่งชุดการทดลอง
ออกเป็ น 2 ชุด ดังนี้
ชุดทดลอง หมายถึง ชุดที่เราใช้ศึกษาผลของตัวแปรอิสระ
ชุดควบคุม หมายถึง ชุดของการทดลองที่ใช้เป็ นมาตาฐานอ้างอิง เพื่อเปรี ยบเทียบ
ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่ งชุดควบคุมนี้จะมีตวแปรต่างๆ เหมือนชุดทดลองแต่จะ
ั
แตกต่างจากชุดทดลองเพียง 1 ตัวแปรเท่านั้น คือตัวแปรที่เราจะตรวจสอบหรื อตัวแปร
อิสระ
- 10.
บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล(ต่ อ 2)
3.2 การปฏิบติการทดลอง ในกิจกรรมนี้จะลงมือปฏิบติการทดลองจริ งโดยจะ
ั
ั
ดาเนิ นการไปตามขั้นตอนที่ได้ออกแบบไว้ และควรจะทดลองซ้ าๆ หลายๆ ครั้งเพื่อให้
แน่ใจว่าได้ผลเช่นนั้นจริ ง
3.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกที่ได้จากการทดลองซึ่ ง
ข้อมูลที่ได้น้ ีสามารถรวบรวมไว้ใช้สาหรับยืนยันว่าสมมติฐานที่ต้ งไว้ถูกต้องหรื อไม่
ั
ในบางครั้งข้อมูลอาจได้มาจากการสร้างข้อเท็จจริ ง เอกสาร จากการสังเกต
ปรากฏการณ์ หรื อจากการซักถามผูรอบรู ้ แล้วนาข้อมูลที่ได้มานั้นไปแปรผลและลง
้
ข้อสรุ ปในต่อไป ดั้งนั้น การรวบรวมข้อมูลเป็ นสิ่ งจาเป็ นในวิธีการทางวิทยาศาสตร์
- 11.
บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้
การรวบรวมข้อมูลขั้นตอนนี้ เป็ นการออกภาคสนาม ต้องมีการวางแผนเป็ น
่
อย่างดีวาจะเก็บข้อมูลอย่างไร คนเดียว หรื อหลายคน ต้องมีการอบรมผูเ้ ก็บข้อมูลใน
กรณี ที่ใช้ผเู ้ ก็บหลายคน ที่สาคัญต้องมีการประสานงานเพื่อให้แหล่งที่ตองการเก็บ
้
ข้อมูลยินยอม
ั
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล มีหลายวิธีที่ใช้กนมากในทางพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่
• การสัมภาษณ์โดยตรง
ั
ผูวจยไปทาการสัมภาษณ์จากหน่วยทดลองโดยตรง วิธีน้ ีใช้กนมากในการทา
้ิั
สามะโนและการสารวจจากตัวอย่าง วิธีน้ ีเหมาะสาหรับงานวิจยที่มีขอคาถามเป็ น
ั
้
จานวนมาก ข้อคาถามมีความซับซ้อนมีคาศัพท์เฉพาะและมีคาจากัดความที่ตองการ
้
คาอธิ บาย แต่เป็ นวิธีที่เสี ยค่าใช้จ่ายสู ง
- 12.
บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้(ต่ อ1)
• การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
ในกรณี ที่คาถามไม่มากและไม่ซบซ้อน ปริ มาณคาถามมีไม่มากนัก การ
ั
สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จะทาให้ได้ขอมูลเร็ วขึ้น แต่มีขอเสี ยคือ สัมภาษณ์ได้เฉพาะหน่วย
้
้
ตัวอย่างที่มีโทรศัพท์เท่านั้น บางกรณี ผตอบอาจจะไม่เกรงใจ หรื อไม่พอใจที่จะตอบ หรื อ
ู้
็
อาจจะวางหูโทรศัพท์กได้
• การตอบแบบสอบถาม
เป็ นวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยมอบแบบสอบถามพร้อมทั้งอธิ บายวิธีบนทึก
ั
ตลอดจนคาอธิ บายศัพท์ต่างๆ ให้แก่หน่วยตัวอย่างล่วงหน้า ผูวจยจะกลับไปรับ
้ิั
แบบสอบถามตามวัน เวลาที่นดหมายไว้ ถ้าการบันทึกแบบสอบถามไม่ถกต้องหรื อไม่
ั
ู
เรี ยบร้อยก็จะได้มีการสอบถามหรื อสัมภาษณ์เพิ่มเติมจนกระทังได้ขอมูลตามที่ตองการ
้
่ ้
- 13.
บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้(ต่ อ2)
• การส่ งแบบสอบถามทางไปรษณี ย ์
ผูเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลส่ งแบบสอบถามทางไปรษณี ย ์ วิธีน้ ีเหมาะสาหรับการเก็บ
ข้อมูลที่ไม่มีความสาคัญมากนัก เป็ นข้อมูลง่ายๆ ที่ไม่ซบซ้อน ไม่มีศพท์หรื อคาจากัด
ั
ั
ความที่ตองการคาอธิ บาย จานวนข้อคาถามมีไม่มากนัก วิธีน้ ีมีขอดีคือ เสี ยค่าใช้จ่ายน้อย
้
้
แต่มีขอเสี ยคือ ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาน้อยหรื อผูบนทึกอาจจะเข้าใจข้อคาถามไม่
้
้ ั
ถูกต้อง หรื อบันทึกอย่างขาดความรับผิดชอบ ข้อจากัดคือ วิธีน้ ีใช้สาหรับหน่วยตัวอย่างที่
อ่านออกเขียนได้เท่านั้น
• การนับและการวัด
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลบางอย่างต้องใช้วธีนบ เช่น การสารวจจานวนรถที่
ิ ั
ผ่านจุดที่ตองการศึกษา และในเวลาที่สนใจศึกษา จานวนลูกค้าที่เข้าแถวเพื่อชาระเงินใน
้
คาบเวลาหนึ่ งๆ จานวนผูป่วยที่เข้ารับบริ การในโรงพยาบาลในคาบเวลาหนึ่ ง การเก็บ
้
ข้อมูลโดยให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบสอบ แบบวัดเป็ นต้น
- 14.
บทที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลด้ วยสถิติ
การวิเคราะห์ขอมูล สิ่ งที่สาคัญในการวิเคราะห์ขอมูลก็คือ ผูวิจยต้องเลือกใช้
้
้
้ ั
สถิติให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจย และลักษณะของข้อมูลสถิติที่
ั
ได้รับความนิยมในการนาไปใช้ได้แก่
3.1 สถิติอธิ บายคุณลักษณะหรื อรายละเอียดของกลุ่มที่ศึกษา ได้แก่
3.1.1 ร้อยละ
3.1.2 การวัดแนวโน้มเข้าสู่ ส่วนกลาง
3.1.3 การวัดการกระจาย
- 15.
บทที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลด้ วยสถิต(ต่ อ1)
ิ
3.2 สถิติหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวได้แก่
3.2.1 สหสัมพันธ์อย่างง่าย
3.2.2 สหสัมพันธ์ระหว่างอันดับ
3. 3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ กลุ่มเดียว
ได้แก่ t-test one-Group
3. 4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ กลุ่ม
2 กลุ่ม ได้แก่ t-test
3.5 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
มากกว่า 2 กลุ่มขึ้นไปได้แก่ Analysis of Variance (ANOVA)
3.6 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างและความสัมพันธ์ กรณี
่
ข้อมูลอยูในรู ปของความถี่ได้แก่ Chi-Square
- 16.
บทที่ 6 สังเคราะห์ องค์ ความรู้
การสังเคราะห์ เป็ นกระบวนบูรณาการปั จจัยต่างๆตั้งแต่สองปั จจัยขึ้นไปซึ่ งอาจ
่
เป็ นได้ท้ งคน สัตว์ สิ่ งของรวมทั้งเหตุการณ์และสิ่ งที่อยูในรู ปของแนวคิดเข้ามาเป็ น
ั
่
องค์ประกอบร่ วมกันเพื่อให้เกิดสิ่ งใหม่หรื อเกิดปรากฏการใหม่ที่อาจเรี ยกได้วาเป็ น
การบูรณาภาพ โดยปั จจัยหรื อองค์ประกอบต่างๆที่เข้ามาสู่ กระบวนบูรณาการในการ
่
สังเคราะห์น้ นบางปั จจัยอาจจะได้ผานการวิเคราะห์แยกแยะสื บค้นมาก่อนแล้วขณะที่บาง
ั
่
ปั จจัยก็อาจจะยังไม่ได้ผานการวิเคราะห์แยกแยะสื บค้นมาก่อน สภาวะรู ปของปั จจัยและ
องค์ประกอบต่างๆที่นามาเป็ นปั จจัยและองค์ประกอบในการสังเคราะห์น้ นอาจเป็ นไปได้
ั
ทั้งแบบรู ปธรรมและนามธรรม ซึ่ งบูรณภาพที่เป็ นปรากฏการณ์ใหม่หรื อสิ่ งใหม่อน
ั
เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์น้ นก็เป็ นไปได้ท้ งแบบรู ปธรรมและนามธรรมเช่นกัน
ั
ั
- 17.
บทที่ 6 สังเคราะห์ องค์ ความรู้ (ต่ อ1)
ขั้นตอนการสังเคราะห์
1.กาหนดหัวเรื่ องและจุดประสงค์ที่จะสังเคราะห์ให้ชดเจนว่าต้องการสังเคราะห์
ั
เพื่อให้เกิดบูรณาภาพหรื อปรากฏการณ์ใหม่ในรู ปแบบใด เช่นเพื่อให้เกิดผลผลิต เพื่อให้
เกิดข้อสรุ ป หรื อ เพื่อให้เกิดการทานายเหตุการณ์ในอนาคตโดยกาหนดวัตถุประสงค์ให้
ชัดเจนด้วยว่าจะสังเคราะห์เพื่อนาผลการสังเคราะห์ที่ได้ไปดาเนิ นการในสิ่ งใดต่อ
2.จัดเตรี ยมปั จจัยและองค์ประกอบต่างๆที่จะนาเข้าสู่ กระบวนการสังเคราะห์ซ่ ึ ง
อาจเป็ นคน
สัตว์ สิ่ งของ หรื อเป็ นประเด็นนามธรรมต่างๆ คัดกรอง คัดเลือกให้ได้ขอมูลหรื อปั จจัย
้
วัตถุดิบต่างๆที่มีคุณภาพเพื่อนาสู่ กระบวนการสังเคราะห์
- 18.
บทที่ 6 สังเคราะห์ องค์ ความรู้ (ต่ อ2)
3.สังเคราะห์ปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่เตรี ยมไว้ตามจุดประสงค์ที่กาหนด
โดยให้กระบวนการสังเคราะห์มุ่งที่การนาปรากฏการใหม่หรื อบูรณาภาพที่ได้จากการ
สังเคราะห์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ได้กาหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของการสังเคราะห์
่
4.ตรวจสอบและประเมินผลการสังเคราะห์ที่ได้วาน่าจะมีความแม่นยา ความ
เที่ยง และความเป็ นไปได้มากน้อยเพียงใดเพื่อเตรี ยมนาไปใช้ตามวัตถุประสงค์
- 19.
บทที่ 7 การนาเสนอข้อมูล
การนาเสนอข้อมูลอย่างง่ายๆ ซึ่ งจะทาให้น่าสนใจมากขึ้น
1. การนาเสนอข้อมูลโดยบทความ ( Text Presentation )
การนาเสนอข้อมูลโดยบทความ จะมีลกษณะการเสนอเป็ นบทความสั้นๆ และมีขอมูล
ั
้
่ ้
ตัวเลขอยูดวย ซึ่ งทาให้อ่านเข้าใจง่าย อาจเป็ นการนาเสนอบทความทางวิทยุ
โทรทัศน์ หรื ออาจจะเป็ นบทความในหนังสื อพิมพ์ วารสาร และรายงานต่าง ๆ
2. การนาเสนอโดยบทความกึ่งตาราง ( Seml – Tabular
Presentation )
เป็ นการนาเสนอข้อมูลโดยแยกตัวเลขออกจากข้อความ หรื อการนาเสนอบทความแต่
มีการตั้งแนวตัวเลขขึ้นในบทความ เพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน และเปรี ยบเทียบสะดวก
เมื่อต้องการ
- 20.
บทที่ 7 การนาเสนอข้อมูล (ต่ อ1)
3. การนาเสนอโดยตาราง ( Tabular Presentation )
คือการนาเสนอข้อมูลโดยใช้ตาราง กรอกข้อมูลที่เป็ นตัวเลขโดยแบ่งเป็ นแถวตั้ง
(Columns ) และแถวนอน ( Row ) เพื่อจัดข้อมูลให้เป็ นระเบียบ ซึ่ งลักษณะ
่ ั
ของตารางขึ้นอยูกบจุดมุ่งหมายของการนาเสนอข้อมูล
ส่ วนประกอบของตารางสถิติที่ควรมี หมายเลขตาราง ( Table Number ),
ชื่อเรื่ อง ( Title ) , หมายเหตุ ควรมีต่อท้ายให้ทราบแหล่งที่มาของข้อมูล ,
หัวเรื่ อง ( Caption ) เป็ นส่ วนประกอบของหัวขั้ว เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ข้ ึน
, ต้นขั้ว ( Stub ) ประกอบด้วย หัวขั้วและต้นขั้ว หัวขั้วเป็ นคาอธิ บายเกี่ยวกับตัวเลข
ในแนวตั้ง อาจมีหลายขั้ว , ตัวเรื่ อง ( Body ) ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็ นตัวเลข
- 21.
บทที่ 7 การนาเสนอข้อมูล (ต่ อ2)
4. การนาเสนอด้วยกราฟหรื อแผนภูมิ ( Graphical Presentation )
เมื่อได้จดข้อมูลที่จะนาเสนอแล้ว เราอาจจะพิจารณาในการนาเสนอข้อมูลด้วยกราฟหรื อ
ั
แผนภูมิ ซึ่ งเป็ นวิธีที่ใช้ได้ดี เพราะรู ปภาพที่แสดงข้อมูลจะทาให้เกิดความน่าสนใจ ทา
ให้อ่านเข้าใจได้ง่าย และรวดเร็ วกว่าวิธีอื่น ๆ การราเสนอด้วยกราฟหรื อแผนภูมิมีหลาย
ลักษณะดังนี้
1. แผนภูมิวงกลม ( Pie Chart )
2.
แผนภูมิแท่งหรื อกราฟแท่ง ( Bar Chart )
3.
กราฟเส้น ( Line Graphs )
4.
แผนภูมิภาพ ( Pictogram )
- 22.
สมาชิกกลุ่ม 1
1. นายปกรณ์
2.นายณัฐกาญจน์
3. นางสาวบวรรัตน์
4. นางสาวดวงใจ
5. นางสาวรุ่ งนภา
6. นางสาวพรนารี
บุญญะฐี
สุ ขสม
จิตรบวรวงศ์
แสนสุ ข
คาตา
เหมหงษา
ชั้นมัธยมศึกษา 5 ห้อง 2
เลขที่ 1
เลขที่ 7
เลขที่ 13
เลขที่ 20
เลขที่ 26
เลขที่ 32