IS 1- การศึกษาค้ นคว้ าและสร้ างองค์ ความรู้
(Research and Knowledge Formation)

บ ท นา
บ ท ที่ 1 ก า ร ตั้ งป ร ะเ ด็ น ปั ญ ห า / คา ถ า ม
บ ท ที่ 2 ก า ร ตั้ งส ม ม ติ ฐ า น
บ ท ที่ 3 ก า ร อ อ ก แ บ บ ว า ง แ ผ นร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล
บ ท ที่ 4 ก า ร แ ส ว ง ห า แ ล ะต ร วจ ส อ บ ค ว า ม รู้
บ ท ที่ 5 วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ด้ ว ย ส ถิ ติ
บ ท ที่ 6 สั ง เ ค ร า ะ ห์ อ ง ค์ ค ว า ม รู้
บ ท ที่ 7 ก า ร นา เ ส น อ ข้ อ มู ล
IS 1- การศึกษาค้ นคว้ าและสร้ างองค์ ความรู้
(Research and Knowledge Formation)

ความหมาย
เป็ นสาระที่มุ่งให้ผเู ้ รี ยนกาหนดประเด็นปั ญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า
แสวงหาความรู้และฝึ กทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้
บทนา
บทนา คือ ส่วนที่ใช้สาหรับใส่ขอมูลเพื่ออธิบาย และชี้แจงวัตถุประสงค์
้
และยังสามารถใช้พ้ืนที่ในส่ วนนี้ เนรมิตเรื่ องราว และรู ปประกอบให้สวยงาม ดึงดูด
สายตาผูเ้ ข้าชม ก่อนที่จะไปถึงคอลัมน์จริ ง โดยการใส่ ภาพประกอบ และใส่ เนื้อหา
ตามที่ตองการ ซึ่ งจะเสริ มให้ดูมีรายละเอียดน่าสนใจมากขึ้น
้
บทที่ 1 การตั้งประเด็นปัญหา/คาถาม
การใช้คาถามเป็ นเทคนิคสาคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิ ทธิภาพ
เป็ นกลวิธีการสอนที่ก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้ที่พฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตร่ ตรอง
ั
การถามเป็ นส่ วนหนึ่ งของกระบวนการเรี ยนรู ้ ช่วยให้ผเู ้ รี ยนสร้างความรู ้ ความ
เข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด ทาความ
เข้าใจให้กระจ่าง ได้ขอมูลป้ อนกลับทั้งด้านการเรี ยนการสอน ก่อให้เกิดการทบทวน
้
การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่าง ๆ ส่ งเสริ มความอยากรู ้อยากเห็นและเกิดความท้าทาย
บทที่ 1 การตั้งประเด็นปัญหา/คาถาม(ต่ อ)
การสังเกต (Observation) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มกจะเริ่ มจากการ
ั
่
สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อยูรอบๆ ตัวเรา เมื่อได้ขอสังเกตบางอย่างที่เราสนใจจะทา
้
ให้ได้สิ่งที่ตามมาคือ ปั ญหา (Problem)
่
เช่น ต้นหญ้าใต้ตนไม้ใหญ่ หรื อต้นหญ้าที่อยูใต้หลังคามักจะไม่งอกงาม ส่ วนต้นหญ้า
้
ในบริ เวณใกล้เคียงกันที่ได้รับแสงเจริ ญงอกงามดี
การตั้งปั ญหา "แสงแดดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริ ญงอกงามของต้นหญ้าหรื อไม่“
่
"แบคทีเรี ยในจานเพาะเชื่อเจริ ญช้าไม่งอกงามถ้ามีราสี เขียวอยูในจาน
เพาะเชื้อนั้น“
การตั้งปั ญหานั้นสาคัญกว่าการแก้ปัญหา เพราะ การตั้งปั ญหาที่ดีและชัดเจนจะทาให้ผู ้
ตั้งปั ญหาเกิดความเข้าใจและมองเห็นลู่ทางของการค้นหาคาตอบเพื่อแก้ปัญหาที่ต้ งขึ้น
ั
ดังนั้น จึงต้องหมันฝึ กการสังเกตสิ่ งที่สังเกตนั้น
่
เป็ นอะไร? เกิดขึ้นเมื่อไร? เกิดขึ้นที่ไหน? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ทาไมจึงเป็ นเช่นนั้น?
บทที่ 2 การตั้งสมมติฐาน
สมมติฐาน หมายถึง ความเชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรื อ ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรื อ
่
อาจกล่าวได้วา สมมติฐานเป็ นสิ่ งที่บุคคลหรื อกลุ่มบุคคลคาดว่าจะเกิดขึ้น โดยที่ความเชื่อ
็
หรื อสิ่ งที่คาดนั้นจะเป็ นจริ งหรื อไม่กได้
เช่น
- เจ้าของร้านค้าปลีกคาดว่าจะมีกาไรสุ ทธิ จากการขายสิ นค้าต่อปี ไม่ต่ากว่า
500,000 บาท
- หัวหน้าพรรคการเมือง A …..คาดว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
้
ในคราวหน้า พรรคอื่นๆ จะได้ที่นงในสภาต่ากว่า 50% ของทั้งหมด
ั่
- คาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในจังหวัดพิษณุโลกเท่ากับ 15,000
บาท
บทที่ 2 การตั้งสมมติฐาน(ต่ อ)
หลักการตั้งสมมุติฐาน
1) สมมติฐานต้องเป็ นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้น กับ ตัว
แปรตาม
2) ในสถานการณ์หนึ่ ง ๆ อาจตั้งหนึ่ งสมมติฐานหรื อหลายสมมติฐานก็ได้
สมมติฐานที่ต้ งขึ้นอาจจะถูกหรื อผิดก็ได้ ดังนั้นจาเป็ นต้องมีการทดลองเพื่อตรวจสอบว่า
ั
สมมติฐานที่ต้ งขึ้นนั้นเป็ นที่ยอมรับหรื อไม่ซ่ ึ งจะทราบภายหลังจากการทดลองหาคาตอบ
ั
แล้ว
บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้ อมูล
การทดลอง เป็ นกระบวนการปฏิบติ หรื อหาคาตอบหรื อตรวจสอบสมมติฐาน
ั
่
ที่ต้ งไว้ โดยการทดลองเพื่อทาการค้นคว้าหาข้อมูลและตรวจสอบดูวาสมมติฐานข้อใด
ั
เป็ นคาตอบที่ถูกต้องที่สุด ประกอบด้วยกิจกรรม 3 กระบวนการ คือ
3.1 การออกแบบการทดลอง คือการวางแผนการทดลองก่อนที่จะลงมือปฏิบติจริ ง
ั
โดยให้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ต้ งไว้เสมอ และควบคุมปั จจัยหรื อตัวแปรต่างๆ ที่มีผล
ั
ต่อ การทดลอง แบ่งได้เป็ น 3 ชนิด คือ
3.1.1 ตัวแปรอิสระหรื อตัวแปรต้น (Independent Variable or
Manipulated Variable) คือปั จจัยที่เป็ นสาเหตุทาให้เกิดผลการทดลองหรื อตัว
่
แปรที่ตองศึกษาทาการตรวจสอบดูวาเป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นกัน
้
บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้ อมูล(ต่ อ 1)
3.1.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ผลที่เกิดจากการ
ทดลอง ซึ่ งต้องใช้วธีการสังเกตหรื อวัดผลด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลไว้ และจะ
ิ
เปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรอิสระ
3.1.3 ตัวแปรที่ตองควบคุม (Control Variable) คือปัจจัยอื่นๆ ที่
้
นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลอง และต้องควบคุมให้เหมือนกันทุกชุด
การทดลอง เพื่อป้ องกันไม่ให้ผลการทดลองเกิดความคลาดเคลื่อนในการตรวจสอบ
สมมติฐาน นอกจากจะควบคุมปั จจัยที่มีผลต่อการทดลองจะต้องแบ่งชุดการทดลอง
ออกเป็ น 2 ชุด ดังนี้
ชุดทดลอง หมายถึง ชุดที่เราใช้ศึกษาผลของตัวแปรอิสระ
ชุดควบคุม หมายถึง ชุดของการทดลองที่ใช้เป็ นมาตาฐานอ้างอิง เพื่อเปรี ยบเทียบ
ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่ งชุดควบคุมนี้จะมีตวแปรต่างๆ เหมือนชุดทดลองแต่จะ
ั
แตกต่างจากชุดทดลองเพียง 1 ตัวแปรเท่านั้น คือตัวแปรที่เราจะตรวจสอบหรื อตัวแปร
อิสระ
บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้ อมูล(ต่ อ 2)
3.2 การปฏิบติการทดลอง ในกิจกรรมนี้จะลงมือปฏิบติการทดลองจริ งโดยจะ
ั
ั
ดาเนิ นการไปตามขั้นตอนที่ได้ออกแบบไว้ และควรจะทดลองซ้ าๆ หลายๆ ครั้งเพื่อให้
แน่ใจว่าได้ผลเช่นนั้นจริ ง
3.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกที่ได้จากการทดลองซึ่ ง
ข้อมูลที่ได้น้ ีสามารถรวบรวมไว้ใช้สาหรับยืนยันว่าสมมติฐานที่ต้ งไว้ถูกต้องหรื อไม่
ั
ในบางครั้งข้อมูลอาจได้มาจากการสร้างข้อเท็จจริ ง เอกสาร จากการสังเกต
ปรากฏการณ์ หรื อจากการซักถามผูรอบรู ้ แล้วนาข้อมูลที่ได้มานั้นไปแปรผลและลง
้
ข้อสรุ ปในต่อไป ดั้งนั้น การรวบรวมข้อมูลเป็ นสิ่ งจาเป็ นในวิธีการทางวิทยาศาสตร์
บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้
การรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนนี้ เป็ นการออกภาคสนาม ต้องมีการวางแผนเป็ น
่
อย่างดีวาจะเก็บข้อมูลอย่างไร คนเดียว หรื อหลายคน ต้องมีการอบรมผูเ้ ก็บข้อมูลใน
กรณี ที่ใช้ผเู ้ ก็บหลายคน ที่สาคัญต้องมีการประสานงานเพื่อให้แหล่งที่ตองการเก็บ
้
ข้อมูลยินยอม
ั
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล มีหลายวิธีที่ใช้กนมากในทางพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่
• การสัมภาษณ์โดยตรง
ั
ผูวจยไปทาการสัมภาษณ์จากหน่วยทดลองโดยตรง วิธีน้ ีใช้กนมากในการทา
้ิั
สามะโนและการสารวจจากตัวอย่าง วิธีน้ ีเหมาะสาหรับงานวิจยที่มีขอคาถามเป็ น
ั
้
จานวนมาก ข้อคาถามมีความซับซ้อนมีคาศัพท์เฉพาะและมีคาจากัดความที่ตองการ
้
คาอธิ บาย แต่เป็ นวิธีที่เสี ยค่าใช้จ่ายสู ง
บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้ (ต่ อ1)
• การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
ในกรณี ที่คาถามไม่มากและไม่ซบซ้อน ปริ มาณคาถามมีไม่มากนัก การ
ั
สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จะทาให้ได้ขอมูลเร็ วขึ้น แต่มีขอเสี ยคือ สัมภาษณ์ได้เฉพาะหน่วย
้
้
ตัวอย่างที่มีโทรศัพท์เท่านั้น บางกรณี ผตอบอาจจะไม่เกรงใจ หรื อไม่พอใจที่จะตอบ หรื อ
ู้
็
อาจจะวางหูโทรศัพท์กได้
• การตอบแบบสอบถาม
เป็ นวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยมอบแบบสอบถามพร้อมทั้งอธิ บายวิธีบนทึก
ั
ตลอดจนคาอธิ บายศัพท์ต่างๆ ให้แก่หน่วยตัวอย่างล่วงหน้า ผูวจยจะกลับไปรับ
้ิั
แบบสอบถามตามวัน เวลาที่นดหมายไว้ ถ้าการบันทึกแบบสอบถามไม่ถกต้องหรื อไม่
ั
ู
เรี ยบร้อยก็จะได้มีการสอบถามหรื อสัมภาษณ์เพิ่มเติมจนกระทังได้ขอมูลตามที่ตองการ
้
่ ้
บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้ (ต่ อ2)
• การส่ งแบบสอบถามทางไปรษณี ย ์
ผูเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลส่ งแบบสอบถามทางไปรษณี ย ์ วิธีน้ ีเหมาะสาหรับการเก็บ
ข้อมูลที่ไม่มีความสาคัญมากนัก เป็ นข้อมูลง่ายๆ ที่ไม่ซบซ้อน ไม่มีศพท์หรื อคาจากัด
ั
ั
ความที่ตองการคาอธิ บาย จานวนข้อคาถามมีไม่มากนัก วิธีน้ ีมีขอดีคือ เสี ยค่าใช้จ่ายน้อย
้
้
แต่มีขอเสี ยคือ ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาน้อยหรื อผูบนทึกอาจจะเข้าใจข้อคาถามไม่
้
้ ั
ถูกต้อง หรื อบันทึกอย่างขาดความรับผิดชอบ ข้อจากัดคือ วิธีน้ ีใช้สาหรับหน่วยตัวอย่างที่
อ่านออกเขียนได้เท่านั้น
• การนับและการวัด
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลบางอย่างต้องใช้วธีนบ เช่น การสารวจจานวนรถที่
ิ ั
ผ่านจุดที่ตองการศึกษา และในเวลาที่สนใจศึกษา จานวนลูกค้าที่เข้าแถวเพื่อชาระเงินใน
้
คาบเวลาหนึ่ งๆ จานวนผูป่วยที่เข้ารับบริ การในโรงพยาบาลในคาบเวลาหนึ่ ง การเก็บ
้
ข้อมูลโดยให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบสอบ แบบวัดเป็ นต้น
บทที่ 5 วิเคราะห์ ข้อมูลด้ วยสถิติ
การวิเคราะห์ขอมูล สิ่ งที่สาคัญในการวิเคราะห์ขอมูลก็คือ ผูวิจยต้องเลือกใช้
้
้
้ ั
สถิติให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจย และลักษณะของข้อมูลสถิติที่
ั
ได้รับความนิยมในการนาไปใช้ได้แก่
3.1 สถิติอธิ บายคุณลักษณะหรื อรายละเอียดของกลุ่มที่ศึกษา ได้แก่
3.1.1 ร้อยละ
3.1.2 การวัดแนวโน้มเข้าสู่ ส่วนกลาง
3.1.3 การวัดการกระจาย
บทที่ 5 วิเคราะห์ ข้อมูลด้ วยสถิต(ต่ อ1)
ิ
3.2 สถิติหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวได้แก่
3.2.1 สหสัมพันธ์อย่างง่าย
3.2.2 สหสัมพันธ์ระหว่างอันดับ
3. 3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ กลุ่มเดียว
ได้แก่ t-test one-Group
3. 4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ กลุ่ม
2 กลุ่ม ได้แก่ t-test
3.5 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
มากกว่า 2 กลุ่มขึ้นไปได้แก่ Analysis of Variance (ANOVA)
3.6 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างและความสัมพันธ์ กรณี
่
ข้อมูลอยูในรู ปของความถี่ได้แก่ Chi-Square
บทที่ 6 สั งเคราะห์ องค์ ความรู้
การสังเคราะห์ เป็ นกระบวนบูรณาการปั จจัยต่างๆตั้งแต่สองปั จจัยขึ้นไปซึ่ งอาจ
่
เป็ นได้ท้ งคน สัตว์ สิ่ งของรวมทั้งเหตุการณ์และสิ่ งที่อยูในรู ปของแนวคิดเข้ามาเป็ น
ั
่
องค์ประกอบร่ วมกันเพื่อให้เกิดสิ่ งใหม่หรื อเกิดปรากฏการใหม่ที่อาจเรี ยกได้วาเป็ น
การบูรณาภาพ โดยปั จจัยหรื อองค์ประกอบต่างๆที่เข้ามาสู่ กระบวนบูรณาการในการ
่
สังเคราะห์น้ นบางปั จจัยอาจจะได้ผานการวิเคราะห์แยกแยะสื บค้นมาก่อนแล้วขณะที่บาง
ั
่
ปั จจัยก็อาจจะยังไม่ได้ผานการวิเคราะห์แยกแยะสื บค้นมาก่อน สภาวะรู ปของปั จจัยและ
องค์ประกอบต่างๆที่นามาเป็ นปั จจัยและองค์ประกอบในการสังเคราะห์น้ นอาจเป็ นไปได้
ั
ทั้งแบบรู ปธรรมและนามธรรม ซึ่ งบูรณภาพที่เป็ นปรากฏการณ์ใหม่หรื อสิ่ งใหม่อน
ั
เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์น้ นก็เป็ นไปได้ท้ งแบบรู ปธรรมและนามธรรมเช่นกัน
ั
ั
บทที่ 6 สั งเคราะห์ องค์ ความรู้ (ต่ อ1)
ขั้นตอนการสังเคราะห์
1.กาหนดหัวเรื่ องและจุดประสงค์ที่จะสังเคราะห์ให้ชดเจนว่าต้องการสังเคราะห์
ั
เพื่อให้เกิดบูรณาภาพหรื อปรากฏการณ์ใหม่ในรู ปแบบใด เช่นเพื่อให้เกิดผลผลิต เพื่อให้
เกิดข้อสรุ ป หรื อ เพื่อให้เกิดการทานายเหตุการณ์ในอนาคตโดยกาหนดวัตถุประสงค์ให้
ชัดเจนด้วยว่าจะสังเคราะห์เพื่อนาผลการสังเคราะห์ที่ได้ไปดาเนิ นการในสิ่ งใดต่อ
2.จัดเตรี ยมปั จจัยและองค์ประกอบต่างๆที่จะนาเข้าสู่ กระบวนการสังเคราะห์ซ่ ึ ง
อาจเป็ นคน
สัตว์ สิ่ งของ หรื อเป็ นประเด็นนามธรรมต่างๆ คัดกรอง คัดเลือกให้ได้ขอมูลหรื อปั จจัย
้
วัตถุดิบต่างๆที่มีคุณภาพเพื่อนาสู่ กระบวนการสังเคราะห์
บทที่ 6 สั งเคราะห์ องค์ ความรู้ (ต่ อ2)
3.สังเคราะห์ปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่เตรี ยมไว้ตามจุดประสงค์ที่กาหนด
โดยให้กระบวนการสังเคราะห์มุ่งที่การนาปรากฏการใหม่หรื อบูรณาภาพที่ได้จากการ
สังเคราะห์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ได้กาหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของการสังเคราะห์
่
4.ตรวจสอบและประเมินผลการสังเคราะห์ที่ได้วาน่าจะมีความแม่นยา ความ
เที่ยง และความเป็ นไปได้มากน้อยเพียงใดเพื่อเตรี ยมนาไปใช้ตามวัตถุประสงค์
บทที่ 7 การนาเสนอข้ อมูล
การนาเสนอข้อมูลอย่างง่ายๆ ซึ่ งจะทาให้น่าสนใจมากขึ้น
1. การนาเสนอข้อมูลโดยบทความ ( Text Presentation )
การนาเสนอข้อมูลโดยบทความ จะมีลกษณะการเสนอเป็ นบทความสั้นๆ และมีขอมูล
ั
้
่ ้
ตัวเลขอยูดวย ซึ่ งทาให้อ่านเข้าใจง่าย อาจเป็ นการนาเสนอบทความทางวิทยุ
โทรทัศน์ หรื ออาจจะเป็ นบทความในหนังสื อพิมพ์ วารสาร และรายงานต่าง ๆ
2. การนาเสนอโดยบทความกึ่งตาราง ( Seml – Tabular
Presentation )
เป็ นการนาเสนอข้อมูลโดยแยกตัวเลขออกจากข้อความ หรื อการนาเสนอบทความแต่
มีการตั้งแนวตัวเลขขึ้นในบทความ เพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน และเปรี ยบเทียบสะดวก
เมื่อต้องการ
บทที่ 7 การนาเสนอข้ อมูล (ต่ อ1)
3. การนาเสนอโดยตาราง ( Tabular Presentation )
คือการนาเสนอข้อมูลโดยใช้ตาราง กรอกข้อมูลที่เป็ นตัวเลขโดยแบ่งเป็ นแถวตั้ง
(Columns ) และแถวนอน ( Row ) เพื่อจัดข้อมูลให้เป็ นระเบียบ ซึ่ งลักษณะ
่ ั
ของตารางขึ้นอยูกบจุดมุ่งหมายของการนาเสนอข้อมูล
ส่ วนประกอบของตารางสถิติที่ควรมี หมายเลขตาราง ( Table Number ),
ชื่อเรื่ อง ( Title ) , หมายเหตุ ควรมีต่อท้ายให้ทราบแหล่งที่มาของข้อมูล ,
หัวเรื่ อง ( Caption ) เป็ นส่ วนประกอบของหัวขั้ว เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ข้ ึน
, ต้นขั้ว ( Stub ) ประกอบด้วย หัวขั้วและต้นขั้ว หัวขั้วเป็ นคาอธิ บายเกี่ยวกับตัวเลข
ในแนวตั้ง อาจมีหลายขั้ว , ตัวเรื่ อง ( Body ) ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็ นตัวเลข
บทที่ 7 การนาเสนอข้ อมูล (ต่ อ2)
4. การนาเสนอด้วยกราฟหรื อแผนภูมิ ( Graphical Presentation )
เมื่อได้จดข้อมูลที่จะนาเสนอแล้ว เราอาจจะพิจารณาในการนาเสนอข้อมูลด้วยกราฟหรื อ
ั
แผนภูมิ ซึ่ งเป็ นวิธีที่ใช้ได้ดี เพราะรู ปภาพที่แสดงข้อมูลจะทาให้เกิดความน่าสนใจ ทา
ให้อ่านเข้าใจได้ง่าย และรวดเร็ วกว่าวิธีอื่น ๆ การราเสนอด้วยกราฟหรื อแผนภูมิมีหลาย
ลักษณะดังนี้
1. แผนภูมิวงกลม ( Pie Chart )
2.
แผนภูมิแท่งหรื อกราฟแท่ง ( Bar Chart )
3.
กราฟเส้น ( Line Graphs )
4.
แผนภูมิภาพ ( Pictogram )
สมาชิกกลุ่ม 1
1. นายปกรณ์
2. นายณัฐกาญจน์
3. นางสาวบวรรัตน์
4. นางสาวดวงใจ
5. นางสาวรุ่ งนภา
6. นางสาวพรนารี

บุญญะฐี
สุ ขสม
จิตรบวรวงศ์
แสนสุ ข
คาตา
เหมหงษา

ชั้นมัธยมศึกษา 5 ห้อง 2

เลขที่ 1
เลขที่ 7
เลขที่ 13
เลขที่ 20
เลขที่ 26
เลขที่ 32

IS1 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ กลุ่ม1

  • 1.
    IS 1- การศึกษาค้นคว้ าและสร้ างองค์ ความรู้ (Research and Knowledge Formation) บ ท นา บ ท ที่ 1 ก า ร ตั้ งป ร ะเ ด็ น ปั ญ ห า / คา ถ า ม บ ท ที่ 2 ก า ร ตั้ งส ม ม ติ ฐ า น บ ท ที่ 3 ก า ร อ อ ก แ บ บ ว า ง แ ผ นร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล บ ท ที่ 4 ก า ร แ ส ว ง ห า แ ล ะต ร วจ ส อ บ ค ว า ม รู้ บ ท ที่ 5 วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ด้ ว ย ส ถิ ติ บ ท ที่ 6 สั ง เ ค ร า ะ ห์ อ ง ค์ ค ว า ม รู้ บ ท ที่ 7 ก า ร นา เ ส น อ ข้ อ มู ล
  • 2.
    IS 1- การศึกษาค้นคว้ าและสร้ างองค์ ความรู้ (Research and Knowledge Formation) ความหมาย เป็ นสาระที่มุ่งให้ผเู ้ รี ยนกาหนดประเด็นปั ญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึ กทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้
  • 3.
    บทนา บทนา คือ ส่วนที่ใช้สาหรับใส่ขอมูลเพื่ออธิบายและชี้แจงวัตถุประสงค์ ้ และยังสามารถใช้พ้ืนที่ในส่ วนนี้ เนรมิตเรื่ องราว และรู ปประกอบให้สวยงาม ดึงดูด สายตาผูเ้ ข้าชม ก่อนที่จะไปถึงคอลัมน์จริ ง โดยการใส่ ภาพประกอบ และใส่ เนื้อหา ตามที่ตองการ ซึ่ งจะเสริ มให้ดูมีรายละเอียดน่าสนใจมากขึ้น ้
  • 4.
    บทที่ 1 การตั้งประเด็นปัญหา/คาถาม การใช้คาถามเป็นเทคนิคสาคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิ ทธิภาพ เป็ นกลวิธีการสอนที่ก่อให้เกิดการเรี ยนรู ้ที่พฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตร่ ตรอง ั การถามเป็ นส่ วนหนึ่ งของกระบวนการเรี ยนรู ้ ช่วยให้ผเู ้ รี ยนสร้างความรู ้ ความ เข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด ทาความ เข้าใจให้กระจ่าง ได้ขอมูลป้ อนกลับทั้งด้านการเรี ยนการสอน ก่อให้เกิดการทบทวน ้ การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่าง ๆ ส่ งเสริ มความอยากรู ้อยากเห็นและเกิดความท้าทาย
  • 5.
    บทที่ 1 การตั้งประเด็นปัญหา/คาถาม(ต่อ) การสังเกต (Observation) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มกจะเริ่ มจากการ ั ่ สังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อยูรอบๆ ตัวเรา เมื่อได้ขอสังเกตบางอย่างที่เราสนใจจะทา ้ ให้ได้สิ่งที่ตามมาคือ ปั ญหา (Problem) ่ เช่น ต้นหญ้าใต้ตนไม้ใหญ่ หรื อต้นหญ้าที่อยูใต้หลังคามักจะไม่งอกงาม ส่ วนต้นหญ้า ้ ในบริ เวณใกล้เคียงกันที่ได้รับแสงเจริ ญงอกงามดี การตั้งปั ญหา "แสงแดดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริ ญงอกงามของต้นหญ้าหรื อไม่“ ่ "แบคทีเรี ยในจานเพาะเชื่อเจริ ญช้าไม่งอกงามถ้ามีราสี เขียวอยูในจาน เพาะเชื้อนั้น“ การตั้งปั ญหานั้นสาคัญกว่าการแก้ปัญหา เพราะ การตั้งปั ญหาที่ดีและชัดเจนจะทาให้ผู ้ ตั้งปั ญหาเกิดความเข้าใจและมองเห็นลู่ทางของการค้นหาคาตอบเพื่อแก้ปัญหาที่ต้ งขึ้น ั ดังนั้น จึงต้องหมันฝึ กการสังเกตสิ่ งที่สังเกตนั้น ่ เป็ นอะไร? เกิดขึ้นเมื่อไร? เกิดขึ้นที่ไหน? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ทาไมจึงเป็ นเช่นนั้น?
  • 6.
    บทที่ 2 การตั้งสมมติฐาน สมมติฐานหมายถึง ความเชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรื อ ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรื อ ่ อาจกล่าวได้วา สมมติฐานเป็ นสิ่ งที่บุคคลหรื อกลุ่มบุคคลคาดว่าจะเกิดขึ้น โดยที่ความเชื่อ ็ หรื อสิ่ งที่คาดนั้นจะเป็ นจริ งหรื อไม่กได้ เช่น - เจ้าของร้านค้าปลีกคาดว่าจะมีกาไรสุ ทธิ จากการขายสิ นค้าต่อปี ไม่ต่ากว่า 500,000 บาท - หัวหน้าพรรคการเมือง A …..คาดว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ้ ในคราวหน้า พรรคอื่นๆ จะได้ที่นงในสภาต่ากว่า 50% ของทั้งหมด ั่ - คาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในจังหวัดพิษณุโลกเท่ากับ 15,000 บาท
  • 7.
    บทที่ 2 การตั้งสมมติฐาน(ต่อ) หลักการตั้งสมมุติฐาน 1) สมมติฐานต้องเป็ นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้น กับ ตัว แปรตาม 2) ในสถานการณ์หนึ่ ง ๆ อาจตั้งหนึ่ งสมมติฐานหรื อหลายสมมติฐานก็ได้ สมมติฐานที่ต้ งขึ้นอาจจะถูกหรื อผิดก็ได้ ดังนั้นจาเป็ นต้องมีการทดลองเพื่อตรวจสอบว่า ั สมมติฐานที่ต้ งขึ้นนั้นเป็ นที่ยอมรับหรื อไม่ซ่ ึ งจะทราบภายหลังจากการทดลองหาคาตอบ ั แล้ว
  • 8.
    บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล การทดลอง เป็ นกระบวนการปฏิบติ หรื อหาคาตอบหรื อตรวจสอบสมมติฐาน ั ่ ที่ต้ งไว้ โดยการทดลองเพื่อทาการค้นคว้าหาข้อมูลและตรวจสอบดูวาสมมติฐานข้อใด ั เป็ นคาตอบที่ถูกต้องที่สุด ประกอบด้วยกิจกรรม 3 กระบวนการ คือ 3.1 การออกแบบการทดลอง คือการวางแผนการทดลองก่อนที่จะลงมือปฏิบติจริ ง ั โดยให้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ต้ งไว้เสมอ และควบคุมปั จจัยหรื อตัวแปรต่างๆ ที่มีผล ั ต่อ การทดลอง แบ่งได้เป็ น 3 ชนิด คือ 3.1.1 ตัวแปรอิสระหรื อตัวแปรต้น (Independent Variable or Manipulated Variable) คือปั จจัยที่เป็ นสาเหตุทาให้เกิดผลการทดลองหรื อตัว ่ แปรที่ตองศึกษาทาการตรวจสอบดูวาเป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นกัน ้
  • 9.
    บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล(ต่ อ 1) 3.1.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ผลที่เกิดจากการ ทดลอง ซึ่ งต้องใช้วธีการสังเกตหรื อวัดผลด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลไว้ และจะ ิ เปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรอิสระ 3.1.3 ตัวแปรที่ตองควบคุม (Control Variable) คือปัจจัยอื่นๆ ที่ ้ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลอง และต้องควบคุมให้เหมือนกันทุกชุด การทดลอง เพื่อป้ องกันไม่ให้ผลการทดลองเกิดความคลาดเคลื่อนในการตรวจสอบ สมมติฐาน นอกจากจะควบคุมปั จจัยที่มีผลต่อการทดลองจะต้องแบ่งชุดการทดลอง ออกเป็ น 2 ชุด ดังนี้ ชุดทดลอง หมายถึง ชุดที่เราใช้ศึกษาผลของตัวแปรอิสระ ชุดควบคุม หมายถึง ชุดของการทดลองที่ใช้เป็ นมาตาฐานอ้างอิง เพื่อเปรี ยบเทียบ ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่ งชุดควบคุมนี้จะมีตวแปรต่างๆ เหมือนชุดทดลองแต่จะ ั แตกต่างจากชุดทดลองเพียง 1 ตัวแปรเท่านั้น คือตัวแปรที่เราจะตรวจสอบหรื อตัวแปร อิสระ
  • 10.
    บทที่ 3 การออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล(ต่ อ 2) 3.2 การปฏิบติการทดลอง ในกิจกรรมนี้จะลงมือปฏิบติการทดลองจริ งโดยจะ ั ั ดาเนิ นการไปตามขั้นตอนที่ได้ออกแบบไว้ และควรจะทดลองซ้ าๆ หลายๆ ครั้งเพื่อให้ แน่ใจว่าได้ผลเช่นนั้นจริ ง 3.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกที่ได้จากการทดลองซึ่ ง ข้อมูลที่ได้น้ ีสามารถรวบรวมไว้ใช้สาหรับยืนยันว่าสมมติฐานที่ต้ งไว้ถูกต้องหรื อไม่ ั ในบางครั้งข้อมูลอาจได้มาจากการสร้างข้อเท็จจริ ง เอกสาร จากการสังเกต ปรากฏการณ์ หรื อจากการซักถามผูรอบรู ้ แล้วนาข้อมูลที่ได้มานั้นไปแปรผลและลง ้ ข้อสรุ ปในต่อไป ดั้งนั้น การรวบรวมข้อมูลเป็ นสิ่ งจาเป็ นในวิธีการทางวิทยาศาสตร์
  • 11.
    บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้ การรวบรวมข้อมูลขั้นตอนนี้ เป็ นการออกภาคสนาม ต้องมีการวางแผนเป็ น ่ อย่างดีวาจะเก็บข้อมูลอย่างไร คนเดียว หรื อหลายคน ต้องมีการอบรมผูเ้ ก็บข้อมูลใน กรณี ที่ใช้ผเู ้ ก็บหลายคน ที่สาคัญต้องมีการประสานงานเพื่อให้แหล่งที่ตองการเก็บ ้ ข้อมูลยินยอม ั วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล มีหลายวิธีที่ใช้กนมากในทางพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่ • การสัมภาษณ์โดยตรง ั ผูวจยไปทาการสัมภาษณ์จากหน่วยทดลองโดยตรง วิธีน้ ีใช้กนมากในการทา ้ิั สามะโนและการสารวจจากตัวอย่าง วิธีน้ ีเหมาะสาหรับงานวิจยที่มีขอคาถามเป็ น ั ้ จานวนมาก ข้อคาถามมีความซับซ้อนมีคาศัพท์เฉพาะและมีคาจากัดความที่ตองการ ้ คาอธิ บาย แต่เป็ นวิธีที่เสี ยค่าใช้จ่ายสู ง
  • 12.
    บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้(ต่ อ1) • การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ในกรณี ที่คาถามไม่มากและไม่ซบซ้อน ปริ มาณคาถามมีไม่มากนัก การ ั สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จะทาให้ได้ขอมูลเร็ วขึ้น แต่มีขอเสี ยคือ สัมภาษณ์ได้เฉพาะหน่วย ้ ้ ตัวอย่างที่มีโทรศัพท์เท่านั้น บางกรณี ผตอบอาจจะไม่เกรงใจ หรื อไม่พอใจที่จะตอบ หรื อ ู้ ็ อาจจะวางหูโทรศัพท์กได้ • การตอบแบบสอบถาม เป็ นวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยมอบแบบสอบถามพร้อมทั้งอธิ บายวิธีบนทึก ั ตลอดจนคาอธิ บายศัพท์ต่างๆ ให้แก่หน่วยตัวอย่างล่วงหน้า ผูวจยจะกลับไปรับ ้ิั แบบสอบถามตามวัน เวลาที่นดหมายไว้ ถ้าการบันทึกแบบสอบถามไม่ถกต้องหรื อไม่ ั ู เรี ยบร้อยก็จะได้มีการสอบถามหรื อสัมภาษณ์เพิ่มเติมจนกระทังได้ขอมูลตามที่ตองการ ้ ่ ้
  • 13.
    บทที่ 4 การแสวงหาและตรวจสอบความรู้(ต่ อ2) • การส่ งแบบสอบถามทางไปรษณี ย ์ ผูเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลส่ งแบบสอบถามทางไปรษณี ย ์ วิธีน้ ีเหมาะสาหรับการเก็บ ข้อมูลที่ไม่มีความสาคัญมากนัก เป็ นข้อมูลง่ายๆ ที่ไม่ซบซ้อน ไม่มีศพท์หรื อคาจากัด ั ั ความที่ตองการคาอธิ บาย จานวนข้อคาถามมีไม่มากนัก วิธีน้ ีมีขอดีคือ เสี ยค่าใช้จ่ายน้อย ้ ้ แต่มีขอเสี ยคือ ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาน้อยหรื อผูบนทึกอาจจะเข้าใจข้อคาถามไม่ ้ ้ ั ถูกต้อง หรื อบันทึกอย่างขาดความรับผิดชอบ ข้อจากัดคือ วิธีน้ ีใช้สาหรับหน่วยตัวอย่างที่ อ่านออกเขียนได้เท่านั้น • การนับและการวัด ในการเก็บรวบรวมข้อมูลบางอย่างต้องใช้วธีนบ เช่น การสารวจจานวนรถที่ ิ ั ผ่านจุดที่ตองการศึกษา และในเวลาที่สนใจศึกษา จานวนลูกค้าที่เข้าแถวเพื่อชาระเงินใน ้ คาบเวลาหนึ่ งๆ จานวนผูป่วยที่เข้ารับบริ การในโรงพยาบาลในคาบเวลาหนึ่ ง การเก็บ ้ ข้อมูลโดยให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบสอบ แบบวัดเป็ นต้น
  • 14.
    บทที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลด้ วยสถิติ การวิเคราะห์ขอมูล สิ่ งที่สาคัญในการวิเคราะห์ขอมูลก็คือ ผูวิจยต้องเลือกใช้ ้ ้ ้ ั สถิติให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจย และลักษณะของข้อมูลสถิติที่ ั ได้รับความนิยมในการนาไปใช้ได้แก่ 3.1 สถิติอธิ บายคุณลักษณะหรื อรายละเอียดของกลุ่มที่ศึกษา ได้แก่ 3.1.1 ร้อยละ 3.1.2 การวัดแนวโน้มเข้าสู่ ส่วนกลาง 3.1.3 การวัดการกระจาย
  • 15.
    บทที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลด้ วยสถิต(ต่ อ1) ิ 3.2 สถิติหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวได้แก่ 3.2.1 สหสัมพันธ์อย่างง่าย 3.2.2 สหสัมพันธ์ระหว่างอันดับ 3. 3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ กลุ่มเดียว ได้แก่ t-test one-Group 3. 4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ กลุ่ม 2 กลุ่ม ได้แก่ t-test 3.5 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่ม มากกว่า 2 กลุ่มขึ้นไปได้แก่ Analysis of Variance (ANOVA) 3.6 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างและความสัมพันธ์ กรณี ่ ข้อมูลอยูในรู ปของความถี่ได้แก่ Chi-Square
  • 16.
    บทที่ 6 สังเคราะห์ องค์ ความรู้ การสังเคราะห์ เป็ นกระบวนบูรณาการปั จจัยต่างๆตั้งแต่สองปั จจัยขึ้นไปซึ่ งอาจ ่ เป็ นได้ท้ งคน สัตว์ สิ่ งของรวมทั้งเหตุการณ์และสิ่ งที่อยูในรู ปของแนวคิดเข้ามาเป็ น ั ่ องค์ประกอบร่ วมกันเพื่อให้เกิดสิ่ งใหม่หรื อเกิดปรากฏการใหม่ที่อาจเรี ยกได้วาเป็ น การบูรณาภาพ โดยปั จจัยหรื อองค์ประกอบต่างๆที่เข้ามาสู่ กระบวนบูรณาการในการ ่ สังเคราะห์น้ นบางปั จจัยอาจจะได้ผานการวิเคราะห์แยกแยะสื บค้นมาก่อนแล้วขณะที่บาง ั ่ ปั จจัยก็อาจจะยังไม่ได้ผานการวิเคราะห์แยกแยะสื บค้นมาก่อน สภาวะรู ปของปั จจัยและ องค์ประกอบต่างๆที่นามาเป็ นปั จจัยและองค์ประกอบในการสังเคราะห์น้ นอาจเป็ นไปได้ ั ทั้งแบบรู ปธรรมและนามธรรม ซึ่ งบูรณภาพที่เป็ นปรากฏการณ์ใหม่หรื อสิ่ งใหม่อน ั เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์น้ นก็เป็ นไปได้ท้ งแบบรู ปธรรมและนามธรรมเช่นกัน ั ั
  • 17.
    บทที่ 6 สังเคราะห์ องค์ ความรู้ (ต่ อ1) ขั้นตอนการสังเคราะห์ 1.กาหนดหัวเรื่ องและจุดประสงค์ที่จะสังเคราะห์ให้ชดเจนว่าต้องการสังเคราะห์ ั เพื่อให้เกิดบูรณาภาพหรื อปรากฏการณ์ใหม่ในรู ปแบบใด เช่นเพื่อให้เกิดผลผลิต เพื่อให้ เกิดข้อสรุ ป หรื อ เพื่อให้เกิดการทานายเหตุการณ์ในอนาคตโดยกาหนดวัตถุประสงค์ให้ ชัดเจนด้วยว่าจะสังเคราะห์เพื่อนาผลการสังเคราะห์ที่ได้ไปดาเนิ นการในสิ่ งใดต่อ 2.จัดเตรี ยมปั จจัยและองค์ประกอบต่างๆที่จะนาเข้าสู่ กระบวนการสังเคราะห์ซ่ ึ ง อาจเป็ นคน สัตว์ สิ่ งของ หรื อเป็ นประเด็นนามธรรมต่างๆ คัดกรอง คัดเลือกให้ได้ขอมูลหรื อปั จจัย ้ วัตถุดิบต่างๆที่มีคุณภาพเพื่อนาสู่ กระบวนการสังเคราะห์
  • 18.
    บทที่ 6 สังเคราะห์ องค์ ความรู้ (ต่ อ2) 3.สังเคราะห์ปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่เตรี ยมไว้ตามจุดประสงค์ที่กาหนด โดยให้กระบวนการสังเคราะห์มุ่งที่การนาปรากฏการใหม่หรื อบูรณาภาพที่ได้จากการ สังเคราะห์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ได้กาหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของการสังเคราะห์ ่ 4.ตรวจสอบและประเมินผลการสังเคราะห์ที่ได้วาน่าจะมีความแม่นยา ความ เที่ยง และความเป็ นไปได้มากน้อยเพียงใดเพื่อเตรี ยมนาไปใช้ตามวัตถุประสงค์
  • 19.
    บทที่ 7 การนาเสนอข้อมูล การนาเสนอข้อมูลอย่างง่ายๆ ซึ่ งจะทาให้น่าสนใจมากขึ้น 1. การนาเสนอข้อมูลโดยบทความ ( Text Presentation ) การนาเสนอข้อมูลโดยบทความ จะมีลกษณะการเสนอเป็ นบทความสั้นๆ และมีขอมูล ั ้ ่ ้ ตัวเลขอยูดวย ซึ่ งทาให้อ่านเข้าใจง่าย อาจเป็ นการนาเสนอบทความทางวิทยุ โทรทัศน์ หรื ออาจจะเป็ นบทความในหนังสื อพิมพ์ วารสาร และรายงานต่าง ๆ 2. การนาเสนอโดยบทความกึ่งตาราง ( Seml – Tabular Presentation ) เป็ นการนาเสนอข้อมูลโดยแยกตัวเลขออกจากข้อความ หรื อการนาเสนอบทความแต่ มีการตั้งแนวตัวเลขขึ้นในบทความ เพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน และเปรี ยบเทียบสะดวก เมื่อต้องการ
  • 20.
    บทที่ 7 การนาเสนอข้อมูล (ต่ อ1) 3. การนาเสนอโดยตาราง ( Tabular Presentation ) คือการนาเสนอข้อมูลโดยใช้ตาราง กรอกข้อมูลที่เป็ นตัวเลขโดยแบ่งเป็ นแถวตั้ง (Columns ) และแถวนอน ( Row ) เพื่อจัดข้อมูลให้เป็ นระเบียบ ซึ่ งลักษณะ ่ ั ของตารางขึ้นอยูกบจุดมุ่งหมายของการนาเสนอข้อมูล ส่ วนประกอบของตารางสถิติที่ควรมี หมายเลขตาราง ( Table Number ), ชื่อเรื่ อง ( Title ) , หมายเหตุ ควรมีต่อท้ายให้ทราบแหล่งที่มาของข้อมูล , หัวเรื่ อง ( Caption ) เป็ นส่ วนประกอบของหัวขั้ว เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ข้ ึน , ต้นขั้ว ( Stub ) ประกอบด้วย หัวขั้วและต้นขั้ว หัวขั้วเป็ นคาอธิ บายเกี่ยวกับตัวเลข ในแนวตั้ง อาจมีหลายขั้ว , ตัวเรื่ อง ( Body ) ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็ นตัวเลข
  • 21.
    บทที่ 7 การนาเสนอข้อมูล (ต่ อ2) 4. การนาเสนอด้วยกราฟหรื อแผนภูมิ ( Graphical Presentation ) เมื่อได้จดข้อมูลที่จะนาเสนอแล้ว เราอาจจะพิจารณาในการนาเสนอข้อมูลด้วยกราฟหรื อ ั แผนภูมิ ซึ่ งเป็ นวิธีที่ใช้ได้ดี เพราะรู ปภาพที่แสดงข้อมูลจะทาให้เกิดความน่าสนใจ ทา ให้อ่านเข้าใจได้ง่าย และรวดเร็ วกว่าวิธีอื่น ๆ การราเสนอด้วยกราฟหรื อแผนภูมิมีหลาย ลักษณะดังนี้ 1. แผนภูมิวงกลม ( Pie Chart ) 2. แผนภูมิแท่งหรื อกราฟแท่ง ( Bar Chart ) 3. กราฟเส้น ( Line Graphs ) 4. แผนภูมิภาพ ( Pictogram )
  • 22.
    สมาชิกกลุ่ม 1 1. นายปกรณ์ 2.นายณัฐกาญจน์ 3. นางสาวบวรรัตน์ 4. นางสาวดวงใจ 5. นางสาวรุ่ งนภา 6. นางสาวพรนารี บุญญะฐี สุ ขสม จิตรบวรวงศ์ แสนสุ ข คาตา เหมหงษา ชั้นมัธยมศึกษา 5 ห้อง 2 เลขที่ 1 เลขที่ 7 เลขที่ 13 เลขที่ 20 เลขที่ 26 เลขที่ 32