1 จ ก 7
PA702 ระเบียบและวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์
1. ท่านเข้าใจว่าการวิจัยมีความหมายอย่างไร เหตุใดมนุษย์ต้องทาการวิจัย รูปแบบของวิธีการวิจัยที่ท่านทราบ
กระบวนการวิจัยมีอะไรบ้าง อธิบายอย่างละเอียด
ความหมายการวิจัย ในคาบรรยายของ ท่านอาจารย์ ดร.วิโรจน์ ก่อสกุล มีความหมายต่าง ๆ โดยกล่าว
เป็นหลักวิชาไว้ดังนี้
1. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ในความหมายว่า การค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา
2. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ การวิจัย คือกระบวนการต่าง ๆที่ดาเนินการไปอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ในการ
เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบอันถูกต้องต่อปัญหาหรือคาถามที่ตั้งไว้
3. ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช การวิจัย คือ การค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อนามาตอบปัญหาที่ตั้งไว้
4. นิศา ชูโต สรุปว่า การวิจัยเป็นวิถีทางในการสืบค้น หาความรู้ ความจริง เพื่อขยายองค์ความรู้ ค้นหา
คาอธิบาย ตรวจสอบจนกระทั่งสามารถสรุปเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีใหม่ ๆได้ วิธีวิจัยดังกล่าวจะต้องยอมรับว่าเป็นวิธีที่
เชื่อถือได้ กิจกรรมการวิจัยจึงเป็นที่ยอมรับในการค้นหาความจริงเป็นที่ยอมรับในการค้นหาความจริง เป็นกิจกรรมที่
เป็นระบบเรียกชื่อกันในวงวิชาการว่า กระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) นั่นเอง
5. ดร.วิโรจน์ ก่อสกุล การวิจัย คือ การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ การตรวจสอบ
อย่างมีเหตุผล สามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือเข้าใจองค์ความรู้เดิมที่มี
อยู่สามารถนาไปแก้ปัญหาได้ สาหรับท่าน รศ. เฉลิมพล ศรีหงษ์ อธิบายในห้องเรียนว่า เป็นหลักวิชาว่า การวิจัย
เป็นนามธรรม นักวิจัยคิดค้นหาวิธีการจากคาตอบ ได้จากคาถาม การค้นคว้า และเก็บข้อมูล และอธิบายอ้างถึง
นักวิชาการทั้งของไทยและต่างประเทศ เป็นหลักวิชาไว้ดังนี้
- ศาสตราจารย์ เทียนฉาย จีระนันท์ การวิจัยเป็นการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ซึ่งความรู้ใน
สิ่งที่วิจัยนั้น
- Earl Babbie การวิจัยคือวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
- ลอเร้นท์ นิวแมน การวิจัยคือวิธีการค้นหาคาตอบให้กับคาถาม
- ในคาบรรยายของท่าน รศ. เฉลิมพล ศรีหงษ์ การวิจัย คือการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์
ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เราต้องการทราบ
เหตุที่มนุษย์ต้องทาวิจัย ตามหลักวิชา Earl Babbie จาแนกตามวัตถุประสงค์ได้ 3 ประการ คือ
1. เพื่อศึกษาสารวจสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน (Exploration)
2 จ ก 7
2. เพื่อพรรณนาเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ว่า “คืออะไร” (Description) เป็นการวิจัยเพื่อที่จะรายงาน
หรือพรรณนาเกี่ยวกับสภาพที่เป็นอยู่จริงของปรากฎการณ์ที่ศึกษาว่า คืออะไร เช่น การทาโพลล์ เพื่อ
รายงานแนวโน้มของการลงคะแนนว่าใครมีคะแนนนิยมเท่าไหร่ เป็นต้น
3. เพื่ออธิบายเหตุผลว่า “ทาไม” จึงเป็นอย่างนั้น (Explanation) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้และ
รายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษา เพื่อตอบคาถามว่าทาไมเป็นอย่างนั้น (ความสัมพันธ์เชิงเหตุ-
ผล) เช่นการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้และรายงานว่า ทาไมเมืองบางเมืองจึงมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงกว่าเมืองอื่น ๆ
(เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ เชิงเหตุ-ผลระหว่างสภาพแวดล้อมของเมืองกับอัตราการเกิดอาชญากรรม)
รูปแบบวิธีการวิจัย (Research Methods) ตามที่ท่าน รศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ บรรยายในห้องเรียนและ
คาบรรยายในหนังสือ กล่าวเป็นหลักวิชาไว้ดังนี้
1. การทดลอง (Experiments)
- เป็นการวัดผลกระทบของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม
- เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าของตัวแปรตามที่วัดก่อนการทดลอง(ก่อนนาตัวแปรอิสระเข้า
มาใช้เป็นตัวกระตุ้นในการทดลอง) กับค่าของตัวแปรตามที่วัดหลังการทดลอง(หลังนาตัวแปรอิสระเข้ามาใช้เป็น
ตัวกระตุ้น) หรือ Pre test ก่อนทดลอง Prost test หลังทดลอง
- แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง (กลุ่มที่มีการนาตัวแปรอิสระเข้าไปใช้เป็นตัวกระตุ้น)
กับกลุ่มควบคุม((กลุ่มที่ไม่มีการนาตัวแปรอิสระเข้าไปใช้เป็นตัวกระตุ้น) ตามที่อาจารย์ยกตัวอย่าง การวิจัยเรื่องแสง
สว่างมีผลต่อประสิทธิภาพการเย็บผ้าของคนงาน ตัวแปรอิสระคือแสงสว่าง ตัวแปรตามคือการเย็บผ้าของคนงาน
โดยแบ่งคนงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มควบคุมไม่ไปยุ่งเกี่ยว กลุ่มทดลองนักวิจัยมีการควบคุมแสงสว่างให้มากขึ้น และ
น้อยลง เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีการทดลองว่าแสงสว่างส่งผลต่อประสิทธิภาพการเย็บผ้าหรือไม่
2. การวิจัยสารวจ (Survey Research)
- นักวิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษาจากประชากรของการวิจัย
- เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน(standardized questionnaire)
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 วิธีใหญ่ ๆคือ
1. แบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเป็นผู้อ่านคาถามและกรอกคาตอบด้วยตนเอง
2. ให้นักสัมภาษณ์เป็นผู้ถามคาถามตามแบบสอบถามและจดบันทึกคาตอนตามคาบอกของผู้ตอบ ซึ่ง
แบ่งเป็น สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า และสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การวิจัยเชิงสารวจ ได้แก่ การทาโพลล์เพื่อสอบถาม
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การขายไข่ไก่แบบช่างกิโลว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่
3 จ ก 7
3. การวิจัยสนาม (Field Research) หรือเรียกชื่ออย่างอื่นว่าการวิจัยแบบมีส่วนร่วม(Participant
observation)
- บทบาทของนักวิจัยสนามจะมีความแตกต่างกันในแง่ของการมีส่วนร่วมในสิ่งที่นักวิจัยศึกษา โดยอาจจะอยู่
ในช่วงระหว่างเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างสมบูรณ์กับเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างสมบูรณ์
- วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะกับการวิจัยสนาม เช่น การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การสุ่มตัวอย่างแบบ
Snow ball
- ในกรณีที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการถามคาถาม มักใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างคือการสัมภาษณ์
โดยมีแนวทางกว้าง ๆของเรื่องที่ต้องการทราบแต่ไม่มีชุดคาถามที่เฉพาะเจาะจงแน่นอนโดยทั่ว ๆไปมักเป็นการวิจัยเชิง
คุณภาพ
ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช อธิบายเกี่ยวกับ “สนาม” ในการวิจัยเชิงคุณภาพคือที่ที่ปรากฏการณ์
สังคมที่เราจะศึกษานั้นเกิดขึ้น สนามอาจจะเป็นหมู่บ้านในชนบท ชุมชนแออัดในเมือง กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย
หรือบริษัทเอกชนอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ สนามจึงหมายถึงสถานที่ที่นักวิจัยจะเข้าไปทาวิจัย การวิจัยสนามผู้วิจัยเข้า
ไปมีส่วนร่วม หรือไม่มีส่วนร่วมแต่เป็นผู้สังเกตก็ได้ ซึ่งอาจจะเปิดเผยตนเองเป็นนักวิจัย หรือไม่เปิดเผยก็ได้ แต่โดย
หลักจรรยาบรรณต้องเปิดเผยตนเอง เพื่อไม่เป็นการหลอกเอาข้อมูลคนอื่น
4. การวิจัยจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้แล้วโดยผู้อื่นซึ่งผู้วิจัยไม่ต้องแสดงตัวต่อผู้ให้ข้อมูล
(Unobtrusive Research) เป็นวิธีการวิจัยที่ผู้วิจัยอาศัยข้อมูลที่มีการวัดหรือจดบันทึกไว้แล้วโดยผู้อื่น ผู้วิจัยจึงไม่
มีอิทธิพลหรือผลกระทบใด ๆต่อผู้ให้ข้อมูล หรือบางทีเรียกว่าการวิจัยเอกสาร
การวิจัยนี้จะเป็นเชิงปริมาณ หรือคุณภาพก็ได้แล้วแต่ว่าข้อมูลจะเป็นตัวเลข สถิติ เป็นการวิจัย เชิง
ปริมาณหรือถ้าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี กฎหมาย ก็จะเป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ
5. การวิจัยประเมินผล (Evalution Research) เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ของวิจัยมากว่าวิธีวิจัย
เพื่อที่จะวัดผลของโครงการต่าง ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ
- เพื่อจะพิจารณาตัดสินในภาพรวมเกี่ยวกับประสิทธิผลของโครงการที่ได้ดาเนินการสิ้นสุดแล้ว
-เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับความคืบหน้าและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ของโครงการที่กาลังดาเนินการอยู่
เพื่อใช้สาหรับแก้ไขปรับปรุงโครงการนั้น ๆ
กระบวนการวิจัย จากคาบรรยายของ รศ. เฉลิมพล ศรีหงษ์ ในการทาวิจัยแต่ละโครงการนั้นมีกิจกรรม
หลายอย่างที่นักวิจัยจะต้องทาอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1. ความสนใจ ความคิด และทฤษฎี
4 จ ก 7
นักวิจัยจะเริ่มจากมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงเริ่มสืบค้นข้อมูลโดยการอ่านหนังสือ
และผลงานวิจัยของผู้อื่น ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการศึกษา และอาจพูดคุยกับผู้อื่นเกี่ยวกับ
เรื่องนั้น เพื่อให้เกิดความคิดเกี่ยวกับตัวแปรต่าง ๆ ที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งได้ทราบว่าทฤษฎีอะไรบ้างที่
อธิบายความสัมพันธ์อย่างเป็นเหตุเป็นผลระหว่างตัวแปรต่าง ๆ
2. ระบุความหมายของแนวความคิดต่าง ๆ และตัวแปรต่าง ๆที่จะศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจงชัดเจนว่าคือ
อะไร
3. เลือกวิธีการวิจัยที่จะใช้ในการศึกษา ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่ การทดลอง การวิจัยสารวจการวิจัยสนาม
การวิจัยจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้แล้วโดยผู้อื่น และการวิจัยประเมินผล
4. การกาหนดเกี่ยวกับเครื่องมือและวิธีการที่จะใช้ในการวัดข้อมูล
5. การกาหนดว่าใครหรืออะไรคือประชาการของการวิจัย หากมีประชากรจานวนมากไม่สามารถเลือกได้
ทั้งหมด ต้องเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มหนึ่งสาหรับใช้ในการ
วัดข้อมูล
6. การวัดข้อมูล หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อนาไปใช้ในการวิเคราะห์และ แปรผล
7. การประมวลผลข้อมูล หมายถึงการแปลงข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมจะนาไปใช้
ในการแปลความหมายและวิเคราะห์
8. การวิเคราะห์ หมายถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้และสรุปผลการศึกษา
9. การเขียนรายงานผลการวิจัย เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบข้อค้นพบของงานวิจัย
สรุป
การวิจัยถือว่าเป็นกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม
และอื่น ๆอย่างมากมาย ซึ่งหากกระบวนการวิจัยได้ทาตามหลักวิชาและสามารถยืนยันผลด้วยการพิสูจน์ให้แน่ชัดแล้ว
ย่อมมีคุณอนันต์แก่มนุษยชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น การวิจัยทางการแพทย์เพื่อค้นหาวิธีการรักษาโรคมะเร็ง
เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาล จึงควรสนันสนุนให้มีการวิจัย และส่งเสริมนักวิจัย เพื่อค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์แก่
สังคมส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป
2. ให้อธิบายความหมายของคาต่อไปนี้
- Deductive Methods
- Inductive Methods
- Grounded Thory
ตาราเอกสารประกอบคาบรรยายของท่าน รศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ อธิบายเป็นหลักวิชาดังนี้
5 จ ก 7
Deductive Methods คือการวิจัยที่ใช้วิธีเชิงตรรกะแบบนิรนัย เหมาะกับการวิจัยเชิงปริมาณ จะเริ่มต้น
ศึกษาโดยใช้แบบแผนอย่างใดอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆตามที่คาดหวังในเชิงทฤษฎีเป็นกรอบแนวคิด
ในการศึกษา จากนั้นจึงทาการสังเกตหรือวัดข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างหรือกรณีศึกษาเฉพาะ เพื่อทดสอบว่าแบบแผน
ของความสัมพันธ์ตามที่คาดหวังในเชิงทฤษฎีนั้นเป็นจริงหรือไม่
การวิจัยโดยใช้วิธีการเชิงตรรกะแบบนิรนัย (Deductive Methods) จึงเป็นการเริ่มต้นจากสิ่งที่
เป็นหลักทั่วไปไปสู่การศึกษาเฉพาะกรณี มี 3 ขั้นตอนคือ
1. ตั้งสมมุติฐาน โดยอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเป็นกรอบในการเลือกระบุตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่าง
เฉพาะเจาะจง
2. การวัดข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างหรือกรณีศึกษา
3. การนาข้อมูลที่วัดได้มาทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ โดยใช้วิธีการทางสถิติเพื่อสรุปว่ายอมรับหรือ
ปฏิเสธสมมุติฐาน
Deductive Methods
ทฤษฎี
สมมุติฐาน
เก็บข้อมูล
พิสูจน์
Inductive Methods คือการวิจัยที่ใช้วิธีเชิงตรรกะแบบอุปนัย เหมาะกับการวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มต้น
จากข้อมูลที่สังเกตหรือวัดข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือปรกกฎการณ์ที่ต้องการศึกษาจากกรณีศึกษาหนึ่ง ๆ เมื่อได้
ข้อมูลมาแล้วก็วิเคราะห์เพื่อค้นหาแบบแผนของความสัมพันธ์ที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษา
นั้น ข้อค้นพบดังกล่าวจะพัฒนาไปสู่การกาหนดเป็นหลักทั่วไปในอนาคต
การวิจัยโดยใช้วิธีการเชิงตรรกะแบบอุปนัย (Inductive Methods) จึงเป็นการเริ่มต้นจากข้อมูลที่
สังเกตหรือวัดได้จริงจากรณีศึกษา เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่การกาหนดเป็นหลักทั่วไป หรือการเริ่มจากข้อเท็จจริงไปสู่
ทฤษฎี มี 3 ขั้นตอนคือ
6 จ ก 7
1. การวัดข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ต้องการศึกษาจากกรณีศึกษาหนึ่ง ๆ
2. การค้นหาแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ของเหตุการณ์ที่ศึกษา
3. การสรุปผลการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นเพียงข้อสรุปชั่วคราวของเหตุการณ์ที่ศึกษา ข้อสรุปชั่วคราวเกี่ยวกับ
เหตุการณ์อย่างเดียวกันจากกรณีศึกษาหลาย ๆกรณีจะพัฒนาไปสู่การกาหนดเป็นหลักทั่วไปในอนาคต
Inductive Methods
ทฤษฎี
วิเคราะห์
เก็บข้อมูล
จากกรณีศึกษา
ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช กล่าวเป็นหลักวิชาไว้ดังนี้
การวิจัยที่มีพื้นฐานความเชื่อแบบปฏิฐานนิยม จะเน้น วิธีเชิงปริมาณ ให้ความสาคัญแก่ข้อมูลเชิง
ประจักษ์ที่แจงนับได้ วัดได้ใช้วิธีการทางสถิติมาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นตัวเลข และช่วยทดสอบความ
น่าเชื่อถือของข้อค้นพบ นอกจากนั้นยังมักเป็นการวิจัยที่อาศัยแนวคิดทฤษกีหรือสมมุติฐานที่มีผู้ตั้งไว้แล้วมาพิสูจน์
ตรวจสอบ
ส่วนการวิจัยที่มีความเชื่อแบบปรากฏการณ์นิยมจะเน้นวิธีเชิงคุณภาพ ให้ความสาคัญแก่ข้อมูลด้าน
ความรู้สึก โลกทัศน์ ความหมายและวัฒนธรรม เน้นการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลหรือปรากฏการณ์โดยตรง ไม่เน้นการ
ใช้สถิติตัวเลขในการวิเคราะห์และมุ่งที่จะกระตุ้นหรือก่อให้เกิดสมมุติฐานและข้อสรุปใหม่ ๆ มากกว่าพิสูจน์สมมติฐาน
เดิม ด้วยความเชื่อเช่นนี้นักปรากฏการณ์นิยมจะให้ความสาคัญแก่ข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และคุณค่าของมนุษย์
และโดยเฉพาอย่างยิ่ง ความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นอกจากนั้นนักปรากฏการณ์นิยมจะใช้วิธีการสลัด
ความเชื่อหรือระบบคิดเดิมของผู้วิจัยออกให้หมดสิ้น เพื่อรับรู้ความเชื่อ ระบบความคิดและความหมายที่เป็นของ
บุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้ให้ข้อมูล และใช้ความรู้สึกนึกคิดนั้นอธิบายพฤติกรรมของเขา นี่คือความแตกต่างของการวิจัย
ที่มีความเชื่อพื้นฐานต่างกัน
Grounded Thory
7 จ ก 7
ถ้าพบแบบแผนเป็นเหตุเป็นผลจากข้อสรุปชั่วคราวจะเป็นทฤษฎีพื้นฐาน"Grounded Theory" เป็น
แนวทางการวิจัยหรือวิทยาการวิจัย (Research Methodology) ที่มีเป้าหมาย เพื่อสร้างข้อสรุปเชิงทฤษฎีขึ้น
จากปรากฏการณ์ทางสังคม ตามความหมายของชุมชน อันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่นามาสู่การวิเคราะห์
สังเคราะห์ เพื่อให้ทราบลักษณะของปรากฏการณ์ทางสังคม
นามาเผยแพร่โดย
http://valrom.igetweb.com
ประพันธ์ เวารัมย์

ระเบียบวิธีวิจัยเผื่อใช้สอบ Is

  • 1.
    1 จ ก7 PA702 ระเบียบและวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ 1. ท่านเข้าใจว่าการวิจัยมีความหมายอย่างไร เหตุใดมนุษย์ต้องทาการวิจัย รูปแบบของวิธีการวิจัยที่ท่านทราบ กระบวนการวิจัยมีอะไรบ้าง อธิบายอย่างละเอียด ความหมายการวิจัย ในคาบรรยายของ ท่านอาจารย์ ดร.วิโรจน์ ก่อสกุล มีความหมายต่าง ๆ โดยกล่าว เป็นหลักวิชาไว้ดังนี้ 1. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ในความหมายว่า การค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา 2. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ การวิจัย คือกระบวนการต่าง ๆที่ดาเนินการไปอย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ในการ เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบอันถูกต้องต่อปัญหาหรือคาถามที่ตั้งไว้ 3. ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช การวิจัย คือ การค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อนามาตอบปัญหาที่ตั้งไว้ 4. นิศา ชูโต สรุปว่า การวิจัยเป็นวิถีทางในการสืบค้น หาความรู้ ความจริง เพื่อขยายองค์ความรู้ ค้นหา คาอธิบาย ตรวจสอบจนกระทั่งสามารถสรุปเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีใหม่ ๆได้ วิธีวิจัยดังกล่าวจะต้องยอมรับว่าเป็นวิธีที่ เชื่อถือได้ กิจกรรมการวิจัยจึงเป็นที่ยอมรับในการค้นหาความจริงเป็นที่ยอมรับในการค้นหาความจริง เป็นกิจกรรมที่ เป็นระบบเรียกชื่อกันในวงวิชาการว่า กระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) นั่นเอง 5. ดร.วิโรจน์ ก่อสกุล การวิจัย คือ การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ การตรวจสอบ อย่างมีเหตุผล สามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือเข้าใจองค์ความรู้เดิมที่มี อยู่สามารถนาไปแก้ปัญหาได้ สาหรับท่าน รศ. เฉลิมพล ศรีหงษ์ อธิบายในห้องเรียนว่า เป็นหลักวิชาว่า การวิจัย เป็นนามธรรม นักวิจัยคิดค้นหาวิธีการจากคาตอบ ได้จากคาถาม การค้นคว้า และเก็บข้อมูล และอธิบายอ้างถึง นักวิชาการทั้งของไทยและต่างประเทศ เป็นหลักวิชาไว้ดังนี้ - ศาสตราจารย์ เทียนฉาย จีระนันท์ การวิจัยเป็นการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ซึ่งความรู้ใน สิ่งที่วิจัยนั้น - Earl Babbie การวิจัยคือวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล - ลอเร้นท์ นิวแมน การวิจัยคือวิธีการค้นหาคาตอบให้กับคาถาม - ในคาบรรยายของท่าน รศ. เฉลิมพล ศรีหงษ์ การวิจัย คือการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เราต้องการทราบ เหตุที่มนุษย์ต้องทาวิจัย ตามหลักวิชา Earl Babbie จาแนกตามวัตถุประสงค์ได้ 3 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาสารวจสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน (Exploration)
  • 2.
    2 จ ก7 2. เพื่อพรรณนาเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ว่า “คืออะไร” (Description) เป็นการวิจัยเพื่อที่จะรายงาน หรือพรรณนาเกี่ยวกับสภาพที่เป็นอยู่จริงของปรากฎการณ์ที่ศึกษาว่า คืออะไร เช่น การทาโพลล์ เพื่อ รายงานแนวโน้มของการลงคะแนนว่าใครมีคะแนนนิยมเท่าไหร่ เป็นต้น 3. เพื่ออธิบายเหตุผลว่า “ทาไม” จึงเป็นอย่างนั้น (Explanation) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้และ รายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษา เพื่อตอบคาถามว่าทาไมเป็นอย่างนั้น (ความสัมพันธ์เชิงเหตุ- ผล) เช่นการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้และรายงานว่า ทาไมเมืองบางเมืองจึงมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงกว่าเมืองอื่น ๆ (เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ เชิงเหตุ-ผลระหว่างสภาพแวดล้อมของเมืองกับอัตราการเกิดอาชญากรรม) รูปแบบวิธีการวิจัย (Research Methods) ตามที่ท่าน รศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ บรรยายในห้องเรียนและ คาบรรยายในหนังสือ กล่าวเป็นหลักวิชาไว้ดังนี้ 1. การทดลอง (Experiments) - เป็นการวัดผลกระทบของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม - เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าของตัวแปรตามที่วัดก่อนการทดลอง(ก่อนนาตัวแปรอิสระเข้า มาใช้เป็นตัวกระตุ้นในการทดลอง) กับค่าของตัวแปรตามที่วัดหลังการทดลอง(หลังนาตัวแปรอิสระเข้ามาใช้เป็น ตัวกระตุ้น) หรือ Pre test ก่อนทดลอง Prost test หลังทดลอง - แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง (กลุ่มที่มีการนาตัวแปรอิสระเข้าไปใช้เป็นตัวกระตุ้น) กับกลุ่มควบคุม((กลุ่มที่ไม่มีการนาตัวแปรอิสระเข้าไปใช้เป็นตัวกระตุ้น) ตามที่อาจารย์ยกตัวอย่าง การวิจัยเรื่องแสง สว่างมีผลต่อประสิทธิภาพการเย็บผ้าของคนงาน ตัวแปรอิสระคือแสงสว่าง ตัวแปรตามคือการเย็บผ้าของคนงาน โดยแบ่งคนงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มควบคุมไม่ไปยุ่งเกี่ยว กลุ่มทดลองนักวิจัยมีการควบคุมแสงสว่างให้มากขึ้น และ น้อยลง เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีการทดลองว่าแสงสว่างส่งผลต่อประสิทธิภาพการเย็บผ้าหรือไม่ 2. การวิจัยสารวจ (Survey Research) - นักวิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษาจากประชากรของการวิจัย - เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน(standardized questionnaire) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 วิธีใหญ่ ๆคือ 1. แบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเป็นผู้อ่านคาถามและกรอกคาตอบด้วยตนเอง 2. ให้นักสัมภาษณ์เป็นผู้ถามคาถามตามแบบสอบถามและจดบันทึกคาตอนตามคาบอกของผู้ตอบ ซึ่ง แบ่งเป็น สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า และสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การวิจัยเชิงสารวจ ได้แก่ การทาโพลล์เพื่อสอบถาม ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การขายไข่ไก่แบบช่างกิโลว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่
  • 3.
    3 จ ก7 3. การวิจัยสนาม (Field Research) หรือเรียกชื่ออย่างอื่นว่าการวิจัยแบบมีส่วนร่วม(Participant observation) - บทบาทของนักวิจัยสนามจะมีความแตกต่างกันในแง่ของการมีส่วนร่วมในสิ่งที่นักวิจัยศึกษา โดยอาจจะอยู่ ในช่วงระหว่างเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างสมบูรณ์กับเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างสมบูรณ์ - วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะกับการวิจัยสนาม เช่น การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การสุ่มตัวอย่างแบบ Snow ball - ในกรณีที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการถามคาถาม มักใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างคือการสัมภาษณ์ โดยมีแนวทางกว้าง ๆของเรื่องที่ต้องการทราบแต่ไม่มีชุดคาถามที่เฉพาะเจาะจงแน่นอนโดยทั่ว ๆไปมักเป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช อธิบายเกี่ยวกับ “สนาม” ในการวิจัยเชิงคุณภาพคือที่ที่ปรากฏการณ์ สังคมที่เราจะศึกษานั้นเกิดขึ้น สนามอาจจะเป็นหมู่บ้านในชนบท ชุมชนแออัดในเมือง กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือบริษัทเอกชนอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ สนามจึงหมายถึงสถานที่ที่นักวิจัยจะเข้าไปทาวิจัย การวิจัยสนามผู้วิจัยเข้า ไปมีส่วนร่วม หรือไม่มีส่วนร่วมแต่เป็นผู้สังเกตก็ได้ ซึ่งอาจจะเปิดเผยตนเองเป็นนักวิจัย หรือไม่เปิดเผยก็ได้ แต่โดย หลักจรรยาบรรณต้องเปิดเผยตนเอง เพื่อไม่เป็นการหลอกเอาข้อมูลคนอื่น 4. การวิจัยจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้แล้วโดยผู้อื่นซึ่งผู้วิจัยไม่ต้องแสดงตัวต่อผู้ให้ข้อมูล (Unobtrusive Research) เป็นวิธีการวิจัยที่ผู้วิจัยอาศัยข้อมูลที่มีการวัดหรือจดบันทึกไว้แล้วโดยผู้อื่น ผู้วิจัยจึงไม่ มีอิทธิพลหรือผลกระทบใด ๆต่อผู้ให้ข้อมูล หรือบางทีเรียกว่าการวิจัยเอกสาร การวิจัยนี้จะเป็นเชิงปริมาณ หรือคุณภาพก็ได้แล้วแต่ว่าข้อมูลจะเป็นตัวเลข สถิติ เป็นการวิจัย เชิง ปริมาณหรือถ้าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี กฎหมาย ก็จะเป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ 5. การวิจัยประเมินผล (Evalution Research) เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ของวิจัยมากว่าวิธีวิจัย เพื่อที่จะวัดผลของโครงการต่าง ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ - เพื่อจะพิจารณาตัดสินในภาพรวมเกี่ยวกับประสิทธิผลของโครงการที่ได้ดาเนินการสิ้นสุดแล้ว -เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับความคืบหน้าและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ของโครงการที่กาลังดาเนินการอยู่ เพื่อใช้สาหรับแก้ไขปรับปรุงโครงการนั้น ๆ กระบวนการวิจัย จากคาบรรยายของ รศ. เฉลิมพล ศรีหงษ์ ในการทาวิจัยแต่ละโครงการนั้นมีกิจกรรม หลายอย่างที่นักวิจัยจะต้องทาอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ความสนใจ ความคิด และทฤษฎี
  • 4.
    4 จ ก7 นักวิจัยจะเริ่มจากมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงเริ่มสืบค้นข้อมูลโดยการอ่านหนังสือ และผลงานวิจัยของผู้อื่น ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการศึกษา และอาจพูดคุยกับผู้อื่นเกี่ยวกับ เรื่องนั้น เพื่อให้เกิดความคิดเกี่ยวกับตัวแปรต่าง ๆ ที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งได้ทราบว่าทฤษฎีอะไรบ้างที่ อธิบายความสัมพันธ์อย่างเป็นเหตุเป็นผลระหว่างตัวแปรต่าง ๆ 2. ระบุความหมายของแนวความคิดต่าง ๆ และตัวแปรต่าง ๆที่จะศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจงชัดเจนว่าคือ อะไร 3. เลือกวิธีการวิจัยที่จะใช้ในการศึกษา ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่ การทดลอง การวิจัยสารวจการวิจัยสนาม การวิจัยจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้แล้วโดยผู้อื่น และการวิจัยประเมินผล 4. การกาหนดเกี่ยวกับเครื่องมือและวิธีการที่จะใช้ในการวัดข้อมูล 5. การกาหนดว่าใครหรืออะไรคือประชาการของการวิจัย หากมีประชากรจานวนมากไม่สามารถเลือกได้ ทั้งหมด ต้องเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มหนึ่งสาหรับใช้ในการ วัดข้อมูล 6. การวัดข้อมูล หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อนาไปใช้ในการวิเคราะห์และ แปรผล 7. การประมวลผลข้อมูล หมายถึงการแปลงข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมจะนาไปใช้ ในการแปลความหมายและวิเคราะห์ 8. การวิเคราะห์ หมายถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้และสรุปผลการศึกษา 9. การเขียนรายงานผลการวิจัย เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบข้อค้นพบของงานวิจัย สรุป การวิจัยถือว่าเป็นกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆอย่างมากมาย ซึ่งหากกระบวนการวิจัยได้ทาตามหลักวิชาและสามารถยืนยันผลด้วยการพิสูจน์ให้แน่ชัดแล้ว ย่อมมีคุณอนันต์แก่มนุษยชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น การวิจัยทางการแพทย์เพื่อค้นหาวิธีการรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาล จึงควรสนันสนุนให้มีการวิจัย และส่งเสริมนักวิจัย เพื่อค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์แก่ สังคมส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป 2. ให้อธิบายความหมายของคาต่อไปนี้ - Deductive Methods - Inductive Methods - Grounded Thory ตาราเอกสารประกอบคาบรรยายของท่าน รศ.เฉลิมพล ศรีหงษ์ อธิบายเป็นหลักวิชาดังนี้
  • 5.
    5 จ ก7 Deductive Methods คือการวิจัยที่ใช้วิธีเชิงตรรกะแบบนิรนัย เหมาะกับการวิจัยเชิงปริมาณ จะเริ่มต้น ศึกษาโดยใช้แบบแผนอย่างใดอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆตามที่คาดหวังในเชิงทฤษฎีเป็นกรอบแนวคิด ในการศึกษา จากนั้นจึงทาการสังเกตหรือวัดข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างหรือกรณีศึกษาเฉพาะ เพื่อทดสอบว่าแบบแผน ของความสัมพันธ์ตามที่คาดหวังในเชิงทฤษฎีนั้นเป็นจริงหรือไม่ การวิจัยโดยใช้วิธีการเชิงตรรกะแบบนิรนัย (Deductive Methods) จึงเป็นการเริ่มต้นจากสิ่งที่ เป็นหลักทั่วไปไปสู่การศึกษาเฉพาะกรณี มี 3 ขั้นตอนคือ 1. ตั้งสมมุติฐาน โดยอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเป็นกรอบในการเลือกระบุตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่าง เฉพาะเจาะจง 2. การวัดข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างหรือกรณีศึกษา 3. การนาข้อมูลที่วัดได้มาทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ โดยใช้วิธีการทางสถิติเพื่อสรุปว่ายอมรับหรือ ปฏิเสธสมมุติฐาน Deductive Methods ทฤษฎี สมมุติฐาน เก็บข้อมูล พิสูจน์ Inductive Methods คือการวิจัยที่ใช้วิธีเชิงตรรกะแบบอุปนัย เหมาะกับการวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มต้น จากข้อมูลที่สังเกตหรือวัดข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือปรกกฎการณ์ที่ต้องการศึกษาจากกรณีศึกษาหนึ่ง ๆ เมื่อได้ ข้อมูลมาแล้วก็วิเคราะห์เพื่อค้นหาแบบแผนของความสัมพันธ์ที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษา นั้น ข้อค้นพบดังกล่าวจะพัฒนาไปสู่การกาหนดเป็นหลักทั่วไปในอนาคต การวิจัยโดยใช้วิธีการเชิงตรรกะแบบอุปนัย (Inductive Methods) จึงเป็นการเริ่มต้นจากข้อมูลที่ สังเกตหรือวัดได้จริงจากรณีศึกษา เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่การกาหนดเป็นหลักทั่วไป หรือการเริ่มจากข้อเท็จจริงไปสู่ ทฤษฎี มี 3 ขั้นตอนคือ
  • 6.
    6 จ ก7 1. การวัดข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ต้องการศึกษาจากกรณีศึกษาหนึ่ง ๆ 2. การค้นหาแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ของเหตุการณ์ที่ศึกษา 3. การสรุปผลการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นเพียงข้อสรุปชั่วคราวของเหตุการณ์ที่ศึกษา ข้อสรุปชั่วคราวเกี่ยวกับ เหตุการณ์อย่างเดียวกันจากกรณีศึกษาหลาย ๆกรณีจะพัฒนาไปสู่การกาหนดเป็นหลักทั่วไปในอนาคต Inductive Methods ทฤษฎี วิเคราะห์ เก็บข้อมูล จากกรณีศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช กล่าวเป็นหลักวิชาไว้ดังนี้ การวิจัยที่มีพื้นฐานความเชื่อแบบปฏิฐานนิยม จะเน้น วิธีเชิงปริมาณ ให้ความสาคัญแก่ข้อมูลเชิง ประจักษ์ที่แจงนับได้ วัดได้ใช้วิธีการทางสถิติมาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นตัวเลข และช่วยทดสอบความ น่าเชื่อถือของข้อค้นพบ นอกจากนั้นยังมักเป็นการวิจัยที่อาศัยแนวคิดทฤษกีหรือสมมุติฐานที่มีผู้ตั้งไว้แล้วมาพิสูจน์ ตรวจสอบ ส่วนการวิจัยที่มีความเชื่อแบบปรากฏการณ์นิยมจะเน้นวิธีเชิงคุณภาพ ให้ความสาคัญแก่ข้อมูลด้าน ความรู้สึก โลกทัศน์ ความหมายและวัฒนธรรม เน้นการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลหรือปรากฏการณ์โดยตรง ไม่เน้นการ ใช้สถิติตัวเลขในการวิเคราะห์และมุ่งที่จะกระตุ้นหรือก่อให้เกิดสมมุติฐานและข้อสรุปใหม่ ๆ มากกว่าพิสูจน์สมมติฐาน เดิม ด้วยความเชื่อเช่นนี้นักปรากฏการณ์นิยมจะให้ความสาคัญแก่ข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และคุณค่าของมนุษย์ และโดยเฉพาอย่างยิ่ง ความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นอกจากนั้นนักปรากฏการณ์นิยมจะใช้วิธีการสลัด ความเชื่อหรือระบบคิดเดิมของผู้วิจัยออกให้หมดสิ้น เพื่อรับรู้ความเชื่อ ระบบความคิดและความหมายที่เป็นของ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้ให้ข้อมูล และใช้ความรู้สึกนึกคิดนั้นอธิบายพฤติกรรมของเขา นี่คือความแตกต่างของการวิจัย ที่มีความเชื่อพื้นฐานต่างกัน Grounded Thory
  • 7.
    7 จ ก7 ถ้าพบแบบแผนเป็นเหตุเป็นผลจากข้อสรุปชั่วคราวจะเป็นทฤษฎีพื้นฐาน"Grounded Theory" เป็น แนวทางการวิจัยหรือวิทยาการวิจัย (Research Methodology) ที่มีเป้าหมาย เพื่อสร้างข้อสรุปเชิงทฤษฎีขึ้น จากปรากฏการณ์ทางสังคม ตามความหมายของชุมชน อันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่นามาสู่การวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อให้ทราบลักษณะของปรากฏการณ์ทางสังคม นามาเผยแพร่โดย http://valrom.igetweb.com ประพันธ์ เวารัมย์