ระเบียบวิธีวิจัยการศึกษา บรรยาย โดย รศ . ดร . บุญมี  พันธุ์ไทย ภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
จุดมุ่งหมายของการบรรยาย 1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้สึกที่ดีต่อการทำวิจัย 2.  เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกระบวนการวิจัย 3.  เพื่อให้นักศึกษาสามารถทำวิจัยได้
การแสวงหาความรู้ ความจริงของมนุษย์ ตามคำบอกเล่าของผู้มีอำนาจ  ( Authority ) ตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมที่เชื่อกันมา  ( Tradition ) โดยใช้ประสบการณ์ของตนเอง  ( Experience ) โดยการหยั่งรู้  ( Intuition )
โดยใช้ความรู้สึก  ( Subjective ) โดยใช้หลักเหตุผลเชิงตรรกศาสตร์   อริสโตเติล  ( Aristotle )  ได้เสนอ   วิธีอนุมาน  ( Deductive reasoning ) ก .  ข้อตกลงหลัก  ( Major premise ) ข .  ข้อตกลงย่อย  ( Minor premise ) ค .  ข้อสรุป  ( Conclusion )
ฟรานซิส  เบคอน  ( Francis Bacon ) ได้เสนอ  วิธีอุปมาน  ( Inductive reasoning )  โดยเริ่มจากข้อความรู้ย่อยๆก่อนแล้วสรุปเป็นข้อความ รู้หลัก หรือกฎ ทฤษฎี
โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์  ( Scientific method )  ชารส์  ดาร์วิน  ( Charies Darwin )  ได้นำเอาวิธีการอนุมาน  ( Deductive method )  รวมกับวิธีการอุปมาน  ( Inductive method )  รวมเรียกว่า วิธีการอนุมานและอุปมาน  ( Deductive- inductive method )  หรือเรียกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ( Scientific method )
ความหมายและกระบวนการวิจัย ความหมายของการวิจัย การวิจัยมาจากคำภาษาอังกฤษว่า  Research  ถ้าแปลตามคำศัพท์ก็แปลว่า  การค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำกันหลายๆ ครั้ง
การวิจัย   หมายถึง การหาความรู้ใหม่ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ( Scientific method )  หรือการวิจัย  หมายถึง กระบวนการให้ได้มาซึ่งข้อความรู้ที่น่าเชื่อถือได้ โดยอาศัยการสังเกต และการนิรนัย  ( Deduction )
หรือการวิจัย หมายถึง วิธีการหรือกระบวนการในการแสวงหาข้อความรู้ ความจริง หรือคำตอบจากปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นข้อความรู้ ความจริงที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยพยานหลักฐานหรือข้อมูลยืนยันที่ได้มาอย่างมีระเบียบแบบแผน
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีทางวิทยาศาสตร์  ( Scientific method )  ซึ่งเป็นวิธีการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์  ( Empirical data )  ซึ่งมีวิธีการต่างๆ ดังนี้
การสังเกตซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาหรือข้อสงสัย กำหนดสมมุติฐาน ทดสอบสมมุติฐาน การทำซ้ำ และสรุป
กระบวนการวิจัย  ( Research methodology )  มีวิธีการดังนี้ ขั้นที่  1  กำหนดปัญหา ขั้นที่  2  ตั้งสมมุติฐานการวิจัย ขั้นที่  3  การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นที่  4  การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นที่  5  สรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย
ลักษณะของการวิจัย เป็นการกระทำที่ให้ได้มาซึ่งของใหม่ เป็นการกระทำที่ต้องการใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีความเป็นปรนัย ผลของการวิจัยต้องมีความเชื่อถือได้ การวิจัยต้องมีการเขียนรายงานผลเพื่อเผยแพร่
ประเภทของการวิจัย
แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย 1.1  การวิจัยพื้นฐาน  ( Basic research )       หรือการวิจัยบริสุทธิ์  ( Pure research) 1.2  การวิจัยประยุกต์  ( Applied research ) การแบ่งประเภทของการวิจัย สามารถแบ่งโดยอาศัยหลักเกณฑ์ในการแบ่งอีกได้ดังนี้
แบ่งตามลักษณะของข้อมูล 2.1  การวิจัยเชิงคุณภาพ  ( Qualitative  research ) 2.2  การวิจัยเชิงปริมาณ  ( Quantitative  research )
แบ่งตามวิธีการวิจัย 3.1  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์    ( Historical research ) 3.2  การวิจัยเชิงบรรยาย    ( Descriptive research ) 3.3  การวิจัยเชิงทดลอง    ( Experimental research )
แบ่งตามที่มาของข้อความรู้ 4.1  การวิจัยเชิงประจักษ์  ( Empirical research ) 4.2  การวิจัยแบบทางการ  ( Formal research )
แบ่งตามเวลา 5.1  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์       (Historical research) 5.2  การวิจัยร่วมสมัย            ( Contemporaneous research ) 5.3  การวิจัยเชิงอนาคต      ( Futuristic research )
แบ่งตามศาสตร์หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง 6.1  การวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ 6.2  การวิจัยสาขาสังคมศาสตร์
ประโยชน์ของการวิจัย
ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ใช้ในการกำหนดนโยบาย หรือวางแผน ใช้แนะแนวทางในการเลือกวิธีปฏิบัติ ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ตรง และอย่างมีเหตุผล ใช้ในการติดตามและประเมินผลของหน่วยงาน หรือโครงการต่างๆ
การกำหนดปัญหา และวัตถุประสงค์ของ  การวิจัย
แหล่งที่มาของปัญหาการวิจัย 1.  ทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย  2. ประสบการณ์ของตัวเอง 3. งานเขียนทางวิชาการ 4.  ข้อเสนอแนะในวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย
5.  บทคัดย่อของวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย 6.  ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ 7.  องค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการใช้ผลวิจัย 8.  การวิเคราะห์ระบบ
บริบท ปัจจัย กระบวนการ ผลผลิต
ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำวิจัยควรประเมินปัญหานั้นๆ ก่อนโดยใช้เกณฑ์ต่างๆ ดังนี้ หัวข้อปัญหาที่ทำวิจัยอยู่ในแนวเดียวกับความต้องการ ผู้วิจัยมีความสนใจในปัญหาที่จะทำวิจัยอย่างจริงจังหรือไม่
ความรู้ของผู้วิจัยเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่อง  ที่จะทำ เครื่องมือที่จะใช้ในการวิจัยมีหรือไม่ ข้อมูลที่ผู้วิจัยจะไปเก็บรวบรวมนั้นมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ระยะเวลาและจำนวนเงินที่ใช้ในการทำวิจัย มีมากเพียงพอหรือไม่
มีผลกระทบต่อหน่วยงานนั้นในด้านใดบ้าง ข้อค้นพบจากการวิจัยเพิ่มพูนความรู้ใหม่ในวงวิชาการหรือไม่ ข้อค้นพบได้นำไปใช้กว้างขวางแค่ไหน งานวิจัยทำซ้ำกับของคนอื่นที่ทำไว้แล้วหรือไม่ มีข้อจำกัดต่างๆในการทำวิจัยมากหรือไม่
ปัญหาการวิจัยมี  2  ระดับคือ ปัญหาระดับกว้างหรือปัญหาทั่วไป จะนำไปเขียนเป็นชื่อเรื่อง หรือหัวข้อวิจัย ปัญหาเฉพาะ  จะนำไปเขียนเป็นวัตถุประสงค์ของการวิจัย
การตั้งชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัยมีหลักการดังนี้ ชื่อเรื่องต้องระบุตัวแปรกรณีการวิจัยเชิงบรรยายหรือสิ่งที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นกรณีการวิจัยเชิงทดลอง ชื่อเรื่องต้องระบุประชากรในการวิจัย ชื่อเรื่องอาจระบุวิธีการวิจัยด้วยก็ได้
ตัวอย่าง มีข้อสงสัยหรือมีปัญหาระดับกว้าง อยากจะรู้ว่าคนกรุงเทพมหานครมีเจตคติทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างไรในขณะนี้ การตั้งชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัยจะเขียนเป็นประโยคบอกเล่า
ตัวแปรการวิจัย ได้แก่ เจตคติทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ประชากรการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร วิธีการวิจัย ใช้การวิจัยเชิงสำรวจ
การตั้งชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัย จะเขียนเป็นประโยคบอกเล่าดังนี้ การสำรวจเจตคติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในกรุงเทพมหานคร หรือเจตคติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในกรุงเทพมหานคร
จากปัญหาระดับกว้าง ผู้วิจัยมีปัญหาเฉพาะดังนี้ 1. คนกรุงเทพมหานครโดยรวมจะมีเจตคติอยู่ในระดับใด 2. คนกรุงเทพมหานครที่มีเพศต่างกันจะมีเจตคติทางการเมืองต่างกันหรือไม่อย่างไร 3. คนกรุงเทพมหานครที่มีอาชีพต่างกันจะมีเจตคติทางการเมืองต่างกันหรือไม่อย่างไร 4. คนกรุงเทพมหานครที่มีระดับการศึกษาต่างกันจะมีเจตคติทางการเมืองต่างกันหรือไม่อย่างไร
จากปัญหาเฉพาะของการวิจัยที่กล่าวมานำมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ คำว่าวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะเขียนเป็นประโยคบอกเล่าและขึ้นต้นด้วยคำว่า  “ เพื่อ ”  แล้วตามด้วยข้อความที่แสดงถึงวิธีการที่จะศึกษาตัวแปร  เช่น  เพื่อศึกษา ......  เพื่อสำรวจ … .  เพื่อเปรียบเทียบ … .   เพื่อหาความสัมพันธ์ … .
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาระดับเจตคติทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในกรุงเทพมหานคร เพื่อเปรียบเทียบเจตคติทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ที่มี เพศ อาชีพ และระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน
บางสถาบันหรือบางหน่วยงานจะใช้คำว่าประเด็นปัญหาก็จะต้องเขียนให้อยู่ในรูปของปัญหาดังนี้
ถ้าใช้คำว่าประเด็นปัญหาการวิจัยเขียนได้ดังนี้ ประชาชนในกรุงเทพมหานครจะมีเจตคติทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับมากน้อยเพียงใด ประชาชนในกรุงเทพมหานครที่มีเพศ อาชีพและระดับการศึกษาต่างกันจะมีเจตคติทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
อยากจะรู้ว่า หรือสงสัยว่าชุดการสอนที่สร้างขึ้นมานั้นจะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่าการสอนตามปกติหรือไม่ การตั้งชื่อเรื่องหรือหัวข้อวิจัยได้ดังนี้ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ....... ระหว่างการสอนโดยใช้ชุดการสอนกับการสอนตามปกติ  นักเรียน .................
ความหมายของสมมุติฐาน  สมมุติฐานเป็นคำสองคำรวมกันคือ สมมุติ กับ ฐาน สมมุติ หมายถึง นึกเอา ทึกทักเอา สมมุติเอา ส่วนฐานหมายถึง สิ่งรองรับ ถ้าตีความตามศัพท์สมมุติฐาน หมายถึง ข้อความที่สมมุติขึ้นเพื่อใช้เป็นสิ่งรองรับสิ่งอื่นๆ ที่จะสร้าง ตามมา ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า  Assumtion
ในทางการวิจัยสมมุติฐานหมายถึง ผลการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับตามเหตุและผลซึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาที่ผู้วิจัยกำลังจะทำการวิจัยอยู่สมมุติฐานที่ดีจะต้องมีส่วนประกอบสองส่วนดังนี้
เป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร สมมุติฐานจะต้องชัดเจนและสามารถทดสอบความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ หมายเหตุ   สมมุติฐานการวิจัยไม่จำเป็นต้องมีเสมอไปในการทำวิจัย การวิจัยบางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีสมมุติฐาน ถ้าเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ
แหล่งที่มาของสมมุติฐาน การนิรนัยทฤษฎี หรือแนวคิดเชิงทฤษฎีต่างๆ  ข้อค้นพบในงานวิจัยที่มีผู้อื่นทำไว้แล้ว ความเชื่อของผู้วิจัยหรือสามัญสำนึก การฉุกคิดได้เอง หรือการหยั่งรู้ของผู้วิจัย
5.  ประสบการณ์ของผู้วิจัยเอง 6.  การเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปมัยกับสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ 7.  จากหลักเหตุผลและความอยากรู้อยากเห็นของผู้วิจัย
ประโยชน์ของสมมุติฐาน ช่วยให้ผู้วิจัยมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่วิจัยชัดเจน ช่วยกำหนดขอบเขตของการวิจัย ช่วยบอกถึงข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการวิจัย แนะแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล
ช่วยให้ผู้วิจัยได้แนวทางในการเขียนผลของการวิจัย การทดสอบสมมุติฐานจะนำไปสู่การสร้างทฤษฎี
ประเภทของสมมุติฐาน  1.  สมมุติฐานการวิจัย  ( Research hypothesis )  หมายถึงสมมุติฐานที่ผู้วิจัยตั้งไว้ในการวิจัยเรื่องหนึ่งซึ่งต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือปัญหาการวิจัย
2.  สมมุติฐานทางสถิติ  ( Statistical hypothesis )  หมายถึง สมมุติฐานที่ใช้สำหรับทดสอบทางสถิติ แบ่งออกได้เป็น  2  แบบ คือ
2.1  สมมุติฐานไร้นัยสำคัญ  ( Null hypothesis : H 0 ) 2.2  สมมุติฐานทางเลือก  ( Alternative hypothesis : H 1 )

44444444444444

Editor's Notes