1
0000
ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์
นักวิชาการอิสระ
การประยุกต์แผนที่วัถนธรรมเพื่องานด้านการพัถนาเมือง
กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application
การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง
กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application
ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์
นักวิชาการอิสระ
แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง
ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
กันยายน 2559
ก
สารบัญ
หน้า
สารบัญ ก
สารบัญตาราง ค
สารบัญรูป ง
บทที่ 1 บทนา 1
1.1 ที่มาและความสาคัญในการศึกษา 1
1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา 3
1.3 ขอบเขตการศึกษา 3
1.4 วิธีดาเนินการศึกษา 4
บทที่ 2 แผนที่วัฒนธรรมกับการพัฒนาเมืองโดยการปกป้ องรักษามรดก 5
ของเมือง
2.1 แผนที่วัฒนธรรม 5
2.2 ความจาเป็นของการพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดก 12
ของเมือง
2.2.1 มุมมองด้านเศรษฐกิจ 12
2.2.2 มุมมองด้านสังคม 19
2.2.3 มุมมองด้านสิ่งแวดล้อม 24
2.3 การพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ 25
2.3.1 เมืองสร้างสรรค์ 25
2.3.2 เมืองสุขภาวะ 29
บทที่ 3 กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application 33
3.1 ความนา : iDiscover City Walks 33
3.2 โครงสร้างและองค์ประกอบของเส้นทางเดินเท้า iDiscover 37
City Walk
ข
สารบัญ (ต่อ)
หน้า
3.2.1 การกาหนด/ระบุประเด็น 38
3.2.2 การกาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข 38
3.2.3 การกาหนดรายการแผนที่ 44
3.3 ปฏิบัติการสร้างเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks 47
ย่านเมืองเก่าลาปาง
3.3.1 การสารวจและสัมภาษณ์ 48
3.2.2 การสังเคราะห์ข้อมูล 50
3.2.3 การบันทึกข้อมูล 50
บทที่ 4 ข้อค้นพบจากการศึกษา 54
เอกสารอ้างอิง 56
ภาคผนวก 59
ค
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
3.1 ตัวอย่างการบันทึกข้อมูลตามเค้าโครง (Template) เนื้อหาที่ใช้แสดง 53
ใน iDiscover City Walks Application
ง
สารบัญรูป
รูปที่ หน้า
2.1 แผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่แสดงในหน้าหลัก (Home) ของเว็บไซต์เครือข่าย 6
เมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก
2.2 แผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่เลือกแสดงเฉพาะประเภทเมืองแห่งดนตรี (Music) 7
2.3 ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้างสรรค์ (Icon) และภาพประกอบหลัก 8
2.4 ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก และภาพประกอบเพิ่มเติม 9
2.5 แบบจาลองการจ้างงานเปรียบเทียบกรณีการก่อสร้างอาคารใหม่กับการอนุรักษ์ 13
อาคารเก่า
2.6 การก่อให้เกิดรายได้ในสาขาการผลิตหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา 14
2.7 สิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่า สหรัฐอเมริกา 15
2.8 ผลกระทบของย่านประวัติศาสตร์ที่มีต่อมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในสหรัฐอเมริกา 17
2.9 การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา 18
2.10 “บ้านพิพิธภักดี” อาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ที่กลุ่มสตรีสายบุรีร่วมกันระดม 22
เงินทุนเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ และเปิดให้องค์กรต่างๆ ใช้พื้นที่เพื่อจัดกิจกรรม
สาธารณะ
3.1 iDiscover City Walks Application แนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมมรดก 33
ของเมือง
3.2 เส้นทางเดินเท้าที่เปิดให้เข้าชมจาก iDiscover City Walks Application 34
3.3 iDiscover City Walks Application จาแนกตามขอบเขตพื้นที่ดาเนินงาน 36
ที่เปิดให้ดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย
3.4 ตัวอย่างเส้นทางที่เปิดให้เข้าชมโดยมีค่าใช้จ่าย (Sham Shui Po, Wan Chai – 37
Buy Walk) และไม่มีค่าใช้จ่าย (Sai Kung – Start)
3.5 เกณฑ์ในการคัดเลือกเส้นทาง iDiscover City Walks 39
3.6 เส้นทาง iDiscover City Walks ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 40
3.7 ขอบเขตของข้อมูลเส้นทางเดิน iDiscover City Walks 5 ประเภท และสัญรูป 42
(Icon)
จ
สารบัญรูป (ต่อ)
รูปที่ หน้า
3.8 ตัวอย่างของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมตามเส้นทาง iDiscover City Walks 43
ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง
3.9 ตัวอย่างเนื้อหาประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นาเสนอตามเส้นทาง 45
iDiscover City Walks ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง
3.10 ตัวอย่างเนื้อหาประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นาเสนอตามเส้นทาง iDiscover 46
City Walks (ซ้าย) เรื่องทั่วไปให้อ่านเพิ่มเติม (Read More) และ (ขวา)
ชุดข้อมูลภาพประกอบ (Gallery)
3.11 ตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 49
(ศาลเจ้าแม่ทับทิม)
3.12 ตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 49
(ร้าน Grandma’s Café)
3.13 แผนที่แสดงจุดที่น่าสนใจ จาแนกเป็น 5 ประเภท ตามเกณฑ์ iDiscover City 51
Walks Application
3.14 (ร่าง) เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่าลาปาง 52
1
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ที่มำและควำมสำคัญในกำรศึกษำ
“การพัฒนาเมือง” เป็นคาสาคัญที่ปรากฎตัวในวงกว้างมาเป็นเวลานานไม่ต่ากว่าครึ่ง
ศตวรรษนับตั้งแต่การสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบกับสถานการณ์ความเป็นเมือง
ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทุกมุมโลก องค์การสหประชาชาติระบุว่าปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่
ในเขตเมือง โดยในปี ค.ศ. 2007 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรเมืองมีจานวนสูงกว่า
ประชากรชนบท ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมือง
อย่างรวดเร็วและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในปี ค.ศ. 2050 มีการคาดการณ์ว่า
จานวนประชากรที่อาศัยในเมืองจะมีมากขึ้นถึงร้อยละ 66 ของประชากรโลกทั้งหมด (ปี ค.ศ. 1950
ร้อยละ 30 ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2014 ร้อยละ 54) หรือกล่าวได้ว่าในปี ค.ศ. 2050 สองในสามของ
ประชากรโลกอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเมื่อพิจารณาถึงอัตราการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ความเป็นเมืองจะ
พบว่าภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตในอัตราสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในปี ค.ศ. 2050 คือ
ร้อยละ 64 ซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่มีอัตราความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 7 เนื่องจาก
เป็นภูมิภาคที่มีระดับความเป็นเมืองสูงอยู่แล้ว1 “การพัฒนาเมือง” จึงยิ่งทวีความสาคัญมากขึ้น
ต่อเนื่องไปในอนาคต
“การพัฒนาเมือง” ในบริบทของประเทศไทย และตามความเข้าใจของผู้คนในสังคม เน้น
ความสาคัญไปที่การผังเมืองที่ดี เพราะเข้าใจว่าการพัฒนาเมืองเป็นเรื่องทางกายภาพ เกี่ยวข้องกับ
การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกัน ตัวอย่างแนวทาง/วิถีทาง/เครื่องมือ/
นวัตกรรมการพัฒนาเมืองตามหลักการผังเมือง (Planning Principles) ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ
เมืองใหม่ (New Town) เมืองอุทยานนคร (Garden City) การควบคุมการเติบโตเมืองอย่างชาญ
ฉลาด (Smart Growth) การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ (Land Readjustment) การพัฒนาพื้นที่
โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-oriented Development หรือ TOD) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาเมืองแท้จริงแล้วมีเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างทางกายภาพ
วิถีชีวิต/คุณภาพชีวิตของประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม
รวมไปถึงพฤติกรรมส่วนบุคคลของประชาชนในเมือง
1 Department of Economic and Social Affairs, United Nations. (2014) “World Urbanization Prospests: The 2014 Revesion
(Highlights)”. Retrieved from https://esa.un.org/unpd/wup/Publications/Files/WUP2014-Highlights.pdf (15 September 2016).
2
“การพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง” เป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเมือง
ที่มีความสาคัญเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับชาวเมืองหลากหลายประเด็น
ทั้งโครงสร้างกายภาพที่เกิดจากการอนุรักษ์บ้านเก่าอาคารเก่า ด้านวิถีชีวิต/คุณภาพชีวิตของ
ประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม ด้วยการใช้พื้นที่บ้านเก่า
อาคารเก่าที่ผ่านการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเป็นเวทีจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน
ขยายฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน สนับสนุนให้เกิดสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเป็นแรง
บันดาลใจให้ปัจเจกชนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านกาย จิต สังคม และปัญญา นาไปสู่
เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ในท้ายที่สุด การพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมืองจึงมี
ความสาคัญในบริบทโลกยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ
วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สานักงานประจากรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ได้นาเสนอ
เครื่องมือในการดาเนินงานเพื่อปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรม (Tools for Safeguarding
Culture) ประกอบด้วย การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทาง
วัฒนธรรม (GIS and Cultural Resource Management) แผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping) และ
Cultural Diversity Lens
“แผนที่วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้กรอบ
การทางานด้านการพัฒนาเมือง แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความ
หลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้
อัตลักษณ์ของเมือง ซึ่งเป็นผลจากการที่ชาวเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม
ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนัก
ถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมือง ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนาไปสู่การสร้างแรง
บันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และ
ทรัพยากรของเมือง นับเป็นมิติหนึ่งของการพัฒนาเมืองที่นาไปสู่เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ดังที่
กล่าวไว้ข้างต้น
การศึกษาในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงความสาคัญ/ความจาเป็นของการพัฒนาเมือง
โดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง โดยเลือกศึกษาการประยุกต์เครื่องมือแผนที่วัฒนธรรม ภายใต้
ฐานที่รองรับ (Platform) แผนที่และชุดข้อมูลที่เป็นแอปพลิเคชั่น (Application) บนโทรศัพท์มือถือ
ได้แก่ iDiscover City Walks Application ที่ดาเนินการโดยกลุ่มองค์กรเพื่อสังคมที่ใช้ชื่อว่า “Urban
Discovery” ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมี Dr.Ester Van Steekelenburg เป็นผู้ก่อตั้ง และได้
ริเริ่มดาเนินการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ในประเทศไทย ภายใต้ “โครงการ
ฝึกอบรมการจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง”
ระหว่างวันที่ 10 – 15 มกราคม พ.ศ. 2559 (แสดงกาหนดการในภาคผนวก ก) ซึ่งได้รับการ
3
สนับสนุนจากการเคหะแห่งประเทศไทย มูลนิธิ นิยม ปัทมะเสวี International Institute for Asian
Studies (IIAS) และ AIM โดยกาหนดให้บริเวณย่านเมืองเก่าลาปางเป็นพื้นที่ดาเนินการ/ปฏิบัติการ
1.2 วัตถุประสงค์กำรศึกษำ
เพื่อศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover
City Walks Application และเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนในระยะปฏิบัติการของการจัดทาเส้นทาง
เดินเท้า iDiscover City Walks โดยใช้การดาเนินงานบริเวณย่านเมืองเก่าลาปางเป็นกรณีศึกษา
1.3 ขอบเขตกำรศึกษำ
การศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover
City Walks Application เน้นประเด็นการพัฒนาเมืองด้านการอนุรักษ์/การปกป้องรักษา
(Safeguarding) มรดกของเมือง ขอบเขตเชิงเนื้อหาจึงเกี่ยวข้องกับการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม
ความจาเป็นของการพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง พิจารณาจากมุมมองด้าน
เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ อันได้แก่
เมืองสร้างสรรค์ และเมืองสุขภาวะ (Healthy City หรือ “เมืองน่าอยู่” เมื่อแปลตามบริบทของประเทศ
ไทย) ตลอดจนแนะนา iDiscover City Walks Application โดยเน้นไปที่ขั้นตอน/กระบวนการ
ปฏิบัติงานในการจัดทาเส้นทางเดินเท้าเพื่อการเยี่ยมชมมรดกของเมือง ซึ่งมีพื้นที่ดาเนินการอยู่ใน
เมืองสาคัญของทวีปเอเซีย สามารถประมวลขั้นตอน/กระบวนการปฏิบัติงานของ iDiscover City
Walks ได้เป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 การออกแบบฐานที่รองรับแผนที่และข้อมูล (Designing
Platform) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ การกาหนด/ระบุประเด็น การกาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข
และการกาหนดรายการแผนที่ อาศัยตัวอย่างจากเส้นทางเดินเท้า iDiscover Hong Kong
ประกอบการอธิบาย ระยะที่ 2 ระยะปฏิบัติการ (Operating and Processing) มีขั้นตอนการ
ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล โดยใช้
กรณีศึกษาการจัดทาเส้นทางเดิน iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่าลาปางเป็นหลัก ส่วนการ
สรุปผลงานและการเผยแพร่สู่สาธารณะจะเป็นการดาเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักจะ
คืนสู่Urban Discovery ผู้เป็นเจ้าของ iDiscover City Walks Application อีกครั้ง จึงไม่อยู่ในขอบเขต
การศึกษาในครั้งนี้
4
1.4 วิธีดำเนินกำรศึกษำ
การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City
Walks Application มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนา
เมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application และเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนในระยะ
ปฏิบัติการของการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks โดยใช้กรณีศึกษาย่านเมืองเก่า
ลาปาง ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีการในการศึกษา
(Research Methodology) ประกอบด้วย การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร และการศึกษาวิจัยภาคสนาม
มีรายละเอียดดังนี้
การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ใช้การค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจาก
เอกสารชั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ ในประเด็นการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ความจาเป็นของการพัฒนา
เมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง
ประเด็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ และเมืองสุขภาวะ
(Healthy City หรือ “เมืองน่าอยู่” เมื่อแปลตามบริบทของประเทศไทย) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิง
ทฤษฎีในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่อไป
การศึกษาวิจัยภาคสนาม (Field Study Research) เป็นการเก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้การ
สังเกตอย่างมีส่วนร่วมในประเด็นการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่า
ลาปาง ภายใต้โครงการฝึกอบรมการจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดก
อันมีคุณค่าของเมือง ระหว่างวันที่ 10 – 15 มกราคม พ.ศ. 2559 โดยผู้วิจัยมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
ของระยะปฏิบัติการ ได้แก่ การสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล
ผลการศึกษานาเสนอด้วยการอธิบายเชิงพรรณนา (Descriptive Method) จากการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีเนื้อหาความบรรยาย (Content Analysis) โดยการ
จัดประเภทของข้อมูล (Categories) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล อธิบายประเด็นต่างๆ และวิเคราะห์ข้อมูล
ตามแนวคิดที่เกี่ยวข้อง อันนาไปสู่ความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษาในท้ายที่สุด
5
บทที่ 2
แผนที่วัฒนธรรมกับกำรพัฒนำเมืองโดยกำรปกป้ องรักษำมรดกของเมือง
2.1 แผนที่วัฒนธรรม
แผนที่วัฒนธรรมในมุมมองขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เป็นเครื่องมือและเทคนิควิธีที่สาคัญมากในการอนุรักษ์
สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของโลก ทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (The World's Intangible
and Tangible Cultural Assets) การจัดทาแผนที่วัฒนธรรมเต็มไปด้วยวิธีการและกิจกรรมจานวน
มากที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและจัดการข้อมูลโดยอาศัยการมีส่วนร่วมกับชุมชน (community-
based participatory data collection and management) เพื่อนาเข้าสู่การจัดทาแผนที่ที่ซับซ้อน
โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)2 อย่างไรก็ดี การจัดทาแผนที่วัฒนธรรมอาจจะมี
องค์ประกอบที่นอกเหนือไปจากการเขียนแผนที่ตามขนบ (goes beyond strict Cartography) จึงไม่
ควรยึดติดกับรูปแบบของผลลัพธ์ที่ได้ เนื่องจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้สามารถนาเสนอได้หลาย
รูปแบบ (represented through a variety of formats) ตั้งแต่แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนภูมิ แผนภาพ
ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ฐานข้อมูลสถิติ และอื่นๆ
ปัจจุบันแผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้
กรอบการทางานของ UNESCO แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความ
หลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้
อัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งเป็นผลจากการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม
ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน ซึ่งเป็นการช่วยเสริมสร้าง
สานึกอัตลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนักถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่
ในชุมชน ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนาไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value)
ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และทรัพยากรของชุมชนต่อไป
การนาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์ในการดาเนินงานภายใต้องค์การยูเนสโกที่เห็นเด่นชัด
ตัวอย่างหนึ่งคือแผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่แสดงในหน้าหลัก (Home) ของเว็บไซต์เครือข่ายเมือง
สร้างสรรค์แห่งยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network หรือ UCCN) (รูปที่ 2.1) มีการกาหนด
สัญลักษณ์รูปปักหมุดแสดงตาแหน่งที่ตั้งของเมืองสร้างสรรค์ที่จาแนกออกเป็น 7 ประเภท โดย
2 UNESCO Bangkok. (2013) “Cultural Mapping”. Retrieved from http://www.unescobkk.org/culture/tools-and-resources/tools-
for-safeguarding-culture/culturalmapping/ (5 September 2016).
6
เลือกใช้สีที่แตกต่างกันให้แก่สัญลักษณ์รูปปักหมุดของเมืองแต่ละประเภท ได้แก่ สีแสดแสดงเมือง
แห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Arts) สีเหลืองแสดงเมืองแห่งงานออกแบบ
(Design) สีน้าเงินแสดงเมืองแห่งภาพยนตร์ (Film) สีเขียวแสดงเมืองแห่งอาหาร (Gastronomy)
สีฟ้าแสดงเมืองแห่งวรรณกรรม (Literature) สีม่วงเมืองแห่งสื่อศิลปะ (Media Arts) และสีชมพูแสดง
เมืองแห่งดนตรี (Music) ทั้งนี้ ผู้เยี่ยมชมสามารถเลือกดูตาแหน่งที่ตั้งของเมืองเฉพาะประเภทได้
จากแถบสีแสดงชื่อประเภทของเมืองที่อยู่ด้านล่าง ตัวอย่างการเลือกแถบสีชมพูเพื่อแสดงตาแหน่ง
ที่ตั้งเฉพาะเมืองแห่งดนตรี (Music) จานวน 18 แห่ง แสดงในรูปที่ 2.2 จากนั้นผู้ใช้งานสามารถเข้า
ชมรายละเอียดของแต่ละเมืองโดยเลือกไปที่สัญลักษณ์รูปปักหมุดบนแผนที่ การออกแบบชุดข้อมูล
ของแต่ละเมือง มีองค์ประกอบดังนี้
ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/
รูปที่ 2.1 แผนที่เมืองสร้ำงสรรค์ที่แสดงในหน้ำหลัก (Home) ของเว็บไซต์
เครือข่ำยเมืองสร้ำงสรรค์แห่งยูเนสโก
7
ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/
รูปที่ 2.2 แผนที่เมืองสร้ำงสรรค์ที่เลือกแสดงเฉพำะประเภทเมืองแห่งดนตรี (Music)
1) ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้างสรรค์ (Icon) และภาพประกอบหลัก (รูปที่
2.3)
2) ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Practical Information) ประกอบด้วย (รูปที่ 2.4 กรอบสีชมพู
บานเย็นด้านขวา)
2.1) ที่ตั้งของเมือง (Location of point)
2.2) ปีที่เริ่มเป็นสมาชิก (Member since)
2.3) ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานในพื้นที่ (Contact)
2.4) ไฟล์แนบแสดงรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ของเมืองสมาชิก
(Membership Monitoring Reports) (ถ้ามี)
2.5) ช่องทางเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Related Links) (ถ้ามี)
3) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก (Key Information) และภาพประกอบที่สอดคล้องกับ
เนื้อหาที่นาเสนอ จานวน 2-4 ภาพ ซึ่งในส่วนของเนื้อหาประกอบด้วย (รูปที่ 2.4)
8
3.1) รายละเอียดของเมืองในบริบทเมืองสร้างสรรค์ (About the Creative City)
3.2) คุณค่าของเมืองในฐานะที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Added Value)
ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/
รูปที่ 2.3 ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้ำงสรรค์ (Icon) และภำพประกอบหลัก
ตัวอย่างการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมกับการดาเนินงานเรื่องเมืองสร้างสรรค์ของเครือข่าย
เมืองสร้างสรรค์แห่งองค์การยูเนสโกแสดงให้เห็นว่าการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping)
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลทางวัฒนธรรมเพื่อนาเสนอโดยใช้
แผนที่ (หรืออาจจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นตาแหน่งที่ตั้งของสิ่งที่
ต้องการศึกษาได้) เผยแพร่ผ่านช่องทางประเภทต่างๆ เช่น เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นบน
โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งนี้ กระบวนการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ อย่างน้อย 3
ขั้นตอน เริ่มจากการกาหนดกรอบและวางแผนการทางาน กระบวนการสร้างแผนที่ และสุดท้ายคือ
การเผยแพร่และประเมินผล ซึ่งคู่มือแต่ละเล่ม เอกสารแต่ละเรื่อง กาหนดขั้นตอนและรายละเอียด
การดาเนินการแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด จึงไม่มีรูปแบบและขั้นตอนการดาเนินงานที่
แน่นอนตายตัว แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทรัพยากรในการดาเนินงานได้ อย่างไรก็ดี
เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์แห่งประเทศแคนาดา (Creative City Network of Canada) ได้พัฒนาคู่มือ
9
ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/
รูปที่ 2.4 ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลที่เป็นเนื้อหำสำระหลัก และภำพประกอบเพิ่มเติม
10
การจัดทาแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping Toolkit)3 ที่แสดงขั้นตอนการดาเนินงานต่างๆ ไว้
อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย มีรายละเอียดดังนี้
กำรวำงแผน (Stage 1 – Planning)
ขั้นตอนที่ 1 พิจารณากาหนดประเด็น (Determine Objectives) โดยการประชุมปรึกษาหารือ
ร่วมกับคนในชุมชน (Community Meeting) เพื่อค้นหาประเด็นที่จะนาแผนที่วัฒนธรรมไป
ประยุกต์ใช้ รวมถึงเพื่อสร้างสานึกความเป็นเจ้าของให้คนในชุมชน ไปพร้อมๆ กับให้ข้อมูลเพื่อสร้าง
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม
ขั้นตอนที่ 2 ระบุประเด็น (State the Objectives) เป็นการระบุว่าจะใช้แผนที่วัฒนธรรมไป
ประยุกต์กับเรื่องหรือสถานการณ์ใด (Pillai, J. เริ่มต้นการดาเนินงานจากขั้นตอนนี้ เรียกว่า
Mapping Brief4 ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ศึกษา วัตถุประสงค์และเหตุผลในการจัดทา
การนาข้อมูลไปใช้ ผู้ใช้ข้อมูลเป็นใคร และระยะเวลาที่ต้องการใช้ข้อมูล)
ขั้นตอนที่ 3 กาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข (Set Parameters) ได้แก่ ระดับของพื้นที่
ดาเนินการ (Scale) เป็นชุมชน ย่าน เมือง หรือภาค ขอบเขตของเรื่อง/ข้อมูล (Scope) และผู้ให้
ข้อมูล (Respondents)
ขั้นตอนที่ 4 ประเมินความพร้อมในด้านต่างๆ (Estimate Readiness) โดยเฉพาะ
งบประมาณ กาลังคน และระยะเวลาดาเนินการ
ขั้นตอนที่ 5 รวบรวมทรัพยากร (Assemble Resource) โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์หรือ
กาลังคนที่ต้องใช้ในการดาเนินงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากองค์กรท้องถิ่น และองค์กรภาคีอื่นๆ
กำรออกแบบโครงกำร (Stage 2 – Project Design)
ขั้นตอนที่ 6 ตั้งคาถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล (Frame the Fundamental Questions)
โดยนาประเด็นที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาตั้งเป็นคาถามเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างเช่น
หากจะใช้แผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การตั้งคาถามจึงควรเป็น
ว่า “เราเป็นใคร?” “อะไรคือสินทรัพย์หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมหลักของเรา?” “อะไรคือลักษณะ
เฉพาะที่ทาให้เราโดดเด่น?” “อะไรคือสิ่งที่เราจะพูดหรือนาเสนอแก่คนแปลกหน้า?” อย่างนี้เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 7 กาหนดรายการแผนที่ (Inventory) เริ่มจากการจัดแบ่งกลุ่มประเภทข้อมูล
ดังเช่นกรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ที่จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่ออกเป็น 7 กลุ่ม
3 Creative City Network of Canada. “Cultural Mapping Toolkit”. Retrieved from https://www.creativecity.ca/database/files/
library/cultural_mapping _toolkit.pdf (5 September 2016).
4 Pillai, J. (2013) Cultural Mapping: A Guide to Understanding Place, Community and Continuity. Malaysia: Strategic
Information and Research Development Center. p.26.
11
ตามการแบ่งประเภทเมืองสร้างสรรค์ทั้ง 7 ประเภท และการกาหนดโครงสร้างฐานข้อมูลหรือจัดชุด
ข้อมูลที่ต้องการนาเสนอประกอบกับแผนที่ ในกรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ชุดข้อมูลที่นาเสนอ
มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Practical Information) ประกอบด้วย ที่ตั้งของเมือง ปีที่เริ่มเป็นสมาชิก
ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานในพื้นที่ ไฟล์แนบแสดงรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ของ
เมืองสมาชิก และช่องทางเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และชุดข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก (Key
Information) ประกอบด้วย รายละเอียดของเมืองในบริบทเมืองสร้างสรรค์ และคุณค่าของเมืองใน
ฐานะที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่นาเสนอ
ขั้นตอนที่ 8 ออกแบบการสารวจและสัมภาษณ์ (Design Survey and Interview Questions
) โดยให้ความสาคัญกับการตั้งคาถามผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้ให้ข้อมูลสนับสนุน (Core and
Supporting Respondents)
กำรปฏิบัติงำน (Stage 3 – Implementation)
ขั้นตอนที่ 9 ติดต่อชุมชน (Contacting the Community) เพื่อลงเก็บข้อมูล
ขั้นตอนที่ 10 บันทึกข้อมูล (Tallying and Entering Results) ตามแผนที่ได้วางไว้
กำรสังเครำะห์ข้อมูล (Stage 4 – Synthesis)
ขั้นตอนที่ 11 ร่างแผนที่แบบคร่าวๆ (Roughing out the Map) จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้
ซึ่งในเบื้องต้นจะมีข้อมูลอยู่เป็นจานวนมาก ขั้นนี้จึงเหมือนการคัดเลือกข้อมูลที่ตรงกับรายการชุด
ข้อมูลที่วางไว้
ขั้นตอนที่ 12 แปลงรายการต่างๆ ลงบนแผนที่ (Converting an Inventory to Map) โดยการ
นาข้อมูลต่างๆ ที่คัดเลือกไว้แล้ว ผนวกเข้ากับระบบสัญลักษณ์ของแผนที่
ขั้นตอนที่ 13 วิเคราะห์และตีความ (Analysis and Interpretation) เพื่อตอบคาถามหลักที่ว่า
“แผนที่ที่จัดทาขึ้นแสดงหรือสะท้อนสถานการณ์ได้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่” (The map faithfully
represent the situation?)
หลังจากจัดทาแผนที่วัฒนธรรมเสร็จเรียบร้อย ระยะต่อไปเป็นการสรุปผลงาน (Stage 5 –
Finalizing the Report) และการเผยแพร่สู่สาธารณะ (Stage 6 – Going Public) ตามแผนการ
ดาเนินงานที่กาหนดไว้ในระยะเริ่มต้น สิ่งที่ควรตระหนักในขั้นตอนนี้คือการวางแผนเพื่อติดตาม
ตรวจสอบการใช้งานแผนที่วัฒนธรรมที่ได้ นาไปสู่การปรับปรุงข้อมูลเป็นระยะ เนื่องจากวัฒนธรรมมี
พลวัต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
12
2.2 ควำมจำเป็นของกำรพัฒนำเมืองโดยกำรปกป้ องรักษำมรดกของเมือง
2.2.1 มุมมองด้ำนเศรษฐกิจ
การสร้างเศรษฐกิจของเมืองโดยใช้การปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเริ่มต้น
จากความเข้าใจในจุดเด่น (Identity) ของเมือง ดังเช่น เมื่อคิดถึงความโรแมนติค (Romantic) ผู้คน
ส่วนใหญ่จะคิดถึงเมืองปารีส (Paris) เมื่อคิดถึงศาสนา (Religion) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเมือง
เยรูซาเล็ม (Jerusalem) เมื่อคิดถึงความทะเยอทะยาน (Ambition) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงมหานคร
นิวยอร์ค (New York) เมื่อคิดถึงการเรียนรู้ (Learning) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเมืองอ๊อกฟอร์ด
(Oxford) และเมื่อคิดถึงการเงิน (Money) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงฮ่องกง (Hong Kong) เป็นต้น แต่
ปัจจุบัน ประเทศในเอเชียกาลังมุ่งสร้างสิ่งที่เหมือนกัน เช่น บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม อาคารสูง
อีกทั้งให้ความสาคัญเรื่องการปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองค่อนข้างน้อย ส่งผลให้เกิด
การสูญเสียจุดเด่นหรืออัตลักษณ์ของเมือง ทั้งนี้ ภายในปี ค.ศ. 2050 แนวโน้มประชากรทั่วโลก
จานวน 2 ใน 3 จะอาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้น ถ้าเมืองไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เมืองนั้นก็จะ
เสียเปรียบในเชิงการแข่งขันไปในที่สุด
ปัจจุบัน มีข้อโต้แย้งเรื่องการปกป้องรักษามรดกของเมืองในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทาง
สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม หรือแม้กระทั่งในเชิงเศรษฐกิจ มรดกทางวัฒนธรรม
ของเมืองจึงมีความเสี่ยงสูงหากเมืองนั้นมีงบประมาณน้อยหรือมีงบประมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้
หลายเมืองมีการละเลยอาคารเก่า ดังเช่น ในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา หรือเขตบริหารพิเศษ
ฮ่องกง เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์หลายกรณีที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีทางเศรษฐกิจ
จากการอนุรักษ์มรดกของเมืองซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองก่อให้เกิดการ
จ้างงาน ทั้งการจ้างงานทางตรงที่เกี่ยวข้องกับงานการอนุรักษ์อาคารเก่าและการจ้างงานทางอ้อม
อื่นๆ การอนุรักษ์มรดกของเมืองยังเป็นการฟื้นฟูเขตเมืองชั้นในให้กลับมามีชีวิตชีวา มูลค่าทรัพย์สิน
บนที่ดินเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังดึงดูดให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม
การเพิ่มขึ้นของจานวนนักท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของคนในพื้นที่
ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวตามมาอีกเป็นจานวนมาก ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดในแต่ละเรื่อง
ได้ดังนี้
1) กำรสร้ำงงำน (Job Creation)
การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนขึ้นใหม่เน้นการใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยทุ่นแรงพอๆ
กับการจ้างแรงงานคน ขณะที่การซ่อมแซมอาคารเก่าจะใช้แรงงานคนมากกว่า การอนุรักษ์อาคาร
13
เก่าจึงส่งผลให้เกิดการสร้างงานทางตรงที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10-20 (รูปที่ 2.5) และผล
การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่าสาขาการอนุรักษ์ฟื้นฟู (Rehabilitation) ก่อให้เกิด
รายได้สูงสุดราว 762,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าสาขาการก่อสร้างใหม่ (New Construction) และ
สาขาอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ที่ก่อให้เกิดรายได้ราว 653,000 และ 515,000
ดอลลาร์สหรัฐ ตามลาดับ (รูปที่ 2.6) ทั้งนี้ การอนุรักษ์อาคารเก่ายังสร้างความต้องการช่างฝีมือ
ท้องถิ่นผู้มีความเชี่ยวชาญในงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบดั้งเดิม อีกทั้งการใช้วัสดุก่อสร้าง
ในท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์อาคารเก่ายังช่วยลดการนาเข้าวัสดุก่อสร้างจากภายนอกพื้นที่ที่มีราคาแพง
การใช้ทั้งช่างฝีมือและวัสดุในท้องถิ่นจึงเป็นการส่งเสริมให้เมืองมีความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a)
รูปที่ 2.5 แบบจำลองกำรจ้ำงงำนเปรียบเทียบกรณีกำรก่อสร้ำงอำคำรใหม่กับกำรอนุรักษ์อำคำรเก่ำ
14
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a)
รูปที่ 2.6 กำรก่อให้เกิดรำยได้ในสำขำกำรผลิตหลักของประเทศสหรัฐอเมริกำ
2) กำรฟื้นฟูเขตเมืองชั้นใน (Inner City Revitalization)
ประสบการณ์จากประเทศเนเธอแลนด์ชี้ให้เห็นว่าทุกหนึ่งยูโรที่ได้รับการสนับสนุน
จากกองทุนการบูรณะฟื้นฟูของประเทศเนเธอร์แลนด์ (The Dutch Restoration Fund) จะกระตุ้นให้
เกิดการลงทุนสมทบเพิ่มเติมจากภาคเอกชนสูงกว่าถึง 3 เท่า เงินเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงาน
โดยตรง และประเมินว่าทุกปีที่การบูรณะฟื้นฟูอนุสาวรีย์ถูกเลื่อนออกไป จะทาให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง
ร้อยละ 15 นี่คือผลเสียทางเศรษฐกิจของการไม่อนุรักษ์มรดกของเมืองเสียตั้งแต่วันนี้
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ความสาเร็จเกือบทั้งหมดของโครงการฟื้นฟูเขตเมืองชั้นใน
เกิดจากการผนวกรวมเอาการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์เข้าไปเป็นองค์ประกอบหลักของ
ยุทธศาสตร์การดาเนินงาน ตัวอย่างเช่น ชุมชนติดถนนสายหลัก (Main Street Communities)
ในช่วงระยะเวลาเกินกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับปรุงสภาพทางกายภาพ
จานวน 23.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นโครงการก่อสร้างและฟื้นฟูอาคารจานวน 107,179 แห่ง
สามารถเพิ่มจานวนธุรกิจใหม่ได้ถึง 67,000 ธุรกิจ และสร้างงานใหม่ได้กว่า 308,370 งาน ขณะที่
เมืองตูนิส เมืองหลวงของประเทศตูนิเซีย การบูรณะฟื้นฟูมรดกของเมืองในพื้นที่จตุรัสเก่าเมดินา
(Old Medina) ทาให้เกิดการกลับเข้ามาอยู่อาศัยของชนชั้นกลาง มีการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ มูลค่า
ของสินทรัพย์บนที่ดินมีราคาเพิ่มสูงขึ้น และการกลับมาลงทุนโดยเจ้าของสินทรัพย์บนที่ดินนั้น
15
3) กำรท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทำงวัฒนธรรม (Heritage Tourism)
การท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Tourism) เป็นส่วนหนึ่งของ
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ซึ่งเป็นสาขาหลักของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่
มีอัตราการเจริญเติบโตสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนของผู้คนในยุค Baby Boom ที่
มีอัตราการเกิดของประชากรสูงในช่วงทศวรรษที่ 1950 ปัจจุบันประชากรกลุ่มนี้กลายเป็นคนกลุ่ม
ใหญ่ที่มีกาลังซื้อสูงและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ระยะเวลาพานักอยู่ในจุดหมาย
ปลายทางยาวนานกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น มีอัตราการกลับมาเที่ยวซ้าสูงในหลายพื้นที่ และที่
สาคัญคือมีการใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวต่อครั้งสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นถึง 2.5 เท่า
ประสบการณ์จากประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่าสิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้
นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่า ทั้งกลุ่มที่มาเยือนเป็นครั้งแรก (First Time Visitors) และ
กลุ่มที่มาเที่ยวซ้า (Repeat Visitors) ได้แก่ อาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ (รูปที่ 2.7) ในประเทศ
จีน กาแพงเมืองจีนเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติ
หลั่งไหลมาเยี่ยมชมกว่า 24 ล้านคนต่อปี ขณะที่เมืองเก่าลี่เจียง เมืองที่เคยหลับใหลในช่วงเวลา
หลายร้อยปี ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง มีนักท่องเที่ยวจานวนกว่า 11
ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ให้เมืองที่มีผู้อยู่อาศัยเพียง 1.4 แสนคน กว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a)
รูปที่ 2.7 สิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมำเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่ำ สหรัฐอเมริกำ
16
เมืองเก่ามะละกา เป็นเสาหลักด้านการท่องเที่ยวของรัฐมะละกา สหพันธรัฐมาเลเซีย
มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 และได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 2008 ปัจจุบันสามารถ
ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 4 ล้านคนต่อปี ส่วนมาเก๊าเป็นเมืองที่มีการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวแบบ
ก้าวกระโดดภายหลังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 2005 โดยในปี ค.ศ. 2001
มาเก๊ามีนักท่องเที่ยวราว 9.1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 100 เป็น 18.7 ล้านคนในปี ค.ศ.
2005 จากนั้นจานวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 22 และ 28 ล้านคนในปี ค.ศ. 2010
และ ค.ศ. 2012 ตามลาดับ ซึ่งประมาณว่าร้อยละ 60 ของการค้าปลีกล้วนเกิดขึ้นในเขตเมืองเก่าของ
มาเก๊า
ปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองกลายเป็นจุดขายหลักของการท่องเที่ยว
ดังเช่น เมืองเหมืองแร่หลายแห่งในประเทศออสเตรเลียที่กาลังได้รับความนิยม ซึ่งเป็นผลจากการ
กาหนดยุทธศาสตร์ให้ใช้สินทรัพย์ที่เป็นมรดกของเมืองอย่างเหมืองแร่เก่ามาเป็นจุดขายเพื่อการ
ท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือเมืองเบนดิโก้ (Bendigo) รัฐวิกตอเรีย ซึ่งได้รับรางวัล Heritage Award ในปี
ค.ศ. 2013 ขณะที่โรงแรมประเภท Heritage Hotel ที่มีสถาปัตยกรรมเชิงอนุรักษ์จะได้รับความนิยม
และมีราคาสูงกว่าโรงแรมทั่วไป เป็นต้น
4) กำรเพิ่มมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดิน (Property Values)
ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีผลการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการ
อนุรักษ์อาคารในย่านประวัติศาสตร์ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในหลายพื้นที่ เมือง
โคลัมเบีย เมืองหลวงของมลรัฐแคโรไลน่าใต้ (Columbia, South Carolina) มีมูลค่าทรัพย์สินบน
ที่ดินในย่านเมืองเก่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มที่เร็วกว่าอัตราการเพิ่มของตลาด
อสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม ส่วนเมืองโบฟอร์ต (Beaufort) ที่อยู่ในมลรัฐเดียวกันนั้น บ้านในย่าน
เมืองเก่ามีอัตราการขายสูงกว่าบ้านที่อยู่นอกเขตเมืองเก่าในบริเวณเดียวกันถึงร้อยละ 21 (รูปที่ 2.8)
ขณะที่สถิติจากเมืองทั้ง 6 แห่งในมลรัฐแมรี่แลนด์ (Maryland) และเมืองสตอนตัน
มลรัฐเวอร์จิเนีย (Staunton, Virginia) ก็แสดงผลไปในทิศทางเดียวกัน ในกรณีมลรัฐแมรี่แลนด์
อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าสูงกว่าเขตเมืองทั้งหมดถึง 5 แห่ง ได้แก่ เมือง
Annapolis, Chestertown, Frederick, Laurel และ Mt.Vernon-Baltimore ยกเว้นเมือง Berlin ที่มี
อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าและเขตเมืองทั้งหมดใกล้เคียงกัน (รูปที่ 2.8)
กรณีเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย ผลการศึกษาพบว่าในช่วงเวลาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987-
1995 อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าทั้ง 4 แห่งสูงกว่าย่านที่ไม่ใช่เมืองเก่า
อย่างเห็นได้ชัด โดยย่านที่ไม่ใช่เมืองเก่า (กราฟแท่งสีแดง รูปที่ 2.9) มีอัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์
สินบนที่ดินต่าที่สุดคือร้อยละ 51.1 ส่วนมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในเขตเมืองเก่าอีก 4 แห่งล้วนมีอัตรา
17
การเพิ่มสูงกว่าทั้งสิ้น ได้แก่ ร้อยละ 51.9, 54.2, 62.8 และ 66.0 ในย่านเมืองเก่า Newtown,
Beverly, Gospel Hill และ Stuart Historic District ตามลาดับ
ในประเทศสิงคโปร์ อาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงกับศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์
ของเมืองมีค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าในภาพรวมร้อยละ 10-20 ขณะที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดที่อยู่
อาศัยในรอบสิบปีที่ผ่านมาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ที่อยู่อาศัยในย่านประวัติศาสตร์มีมูลค่า
สูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายคอนโดมีเนียมที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 150 เท่านั้น
ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยผู้อยู่อาศัยในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ชี้ชัดว่าประชาชนยินดีที่จะจ่ายเงิน
จานวนมากขึ้นเพื่อซื้อหรือปรับปรุงอาคารบ้านเรือนในย่านเมืองเก่าเพื่อเป็นการรับประกันว่า
บรรยากาศและสภาพแวดล้อมบริเวณละแวกบ้านใกล้เคียงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a)
รูปที่ 2.8 ผลกระทบของย่ำนประวัติศำสตร์ที่มีต่อมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดินในสหรัฐอเมริกำ
18
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a)
รูปที่ 2.9 กำรเพิ่มมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดินในเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกำ
5) กำรบ่มเพำะธุรกิจขนำดเล็ก (Small Business Incubation)
ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ มากกว่าร้อยละ 80 ของงานใหม่เกิดจากธุรกิจขนาด
กลางและขนาดย่อม ในประเทศกาลังพัฒนา ร้อยละ 99 ของงานใหม่เกิดจากธุรกิจขนาดเล็ก ย่าน
เมืองเก่าเป็นอีกทาเลหนึ่งที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเกิดขึ้นและดารงอยู่ได้ในภาวะที่มี
การแข่งขันสูง ตัวอย่างเช่น ย่านหูถ่ง (Hutong) ตรอกเล็กๆ ในเมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่มีสภาพการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและชุมชนแบบในศตวรรษที่ 16 ซึ่งกลายเป็นเหยื่อของการฟื้นฟู
เมืองขนานใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ของหูถ่งถูกนักพัฒนาที่ดินกว้านซื้อ
อย่างรวดเร็วเพื่อซ่อมแซม ปรับปรุงและเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ให้เป็นย่านการค้าและบริการรองรับ
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะดึงการจ้างงานธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าไปในพื้นที่
อีกเป็นจานวนมาก อีกตัวอย่างหนึ่งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แม้จะมีอาคารเก่าเหลืออยู่น้อย แต่
เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการริเริ่มโครงการอนุรักษ์โดยไม่ทาลายอาคารเก่าเสื่อมโทรมใจกลางเมือง แต่จะใช้
อาคารดังกล่าวเป็นศูนย์บ่มเพาะความรู้ด้านการออกแบบ เป็นต้น
19
เห็นได้ว่าการสร้างเศรษฐกิจของเมืองโดยใช้การปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมือง
มีปัจจัยส่งเสริมคืออิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ที่เอื้อให้การอนุรักษ์มรดกของเมืองขยายตัวขึ้นอย่าง
รวดเร็วทั่วทุกมุมโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมที่เชื่อมโยงพื้นที่และผู้คนจากถิ่นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
อย่างการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาการอนุรักษ์มรดกของเมืองได้รับความสนใจจากผู้อยู่อาศัย
ในเขตเมืองเก่า ด้วยเพราะเห็นผลดีของการอนุรักษ์จากมุมมองด้านเศรษฐกิจ มรดกของเมืองควร
ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์หรือต้นทุนมากกว่าเป็นสิ่งกีดขวางการพัฒนา แม้ประสบการณ์จากเมือง
ต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเซียชี้ให้เห็นว่าย่านใจกลางเมืองเก่า (inner city area) ล้วน
เคยถูกละทิ้ง ไม่เห็นความสาคัญ กระทั่งได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยเล็งเห็นถึง
ศักยภาพของอาคารบ้านเรือนเก่าในการพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์มรดกของเมืองจึงไม่เพียงแต่
จะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองให้ดาเนินต่อเนื่องไปในอนาคต
แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วย
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอีกด้วย
2.2.2 มุมมองด้ำนสังคม
การปกป้องรักษามรดกของเมืองในมิติทางสังคมเกี่ยวข้องกับ “ทุนทางสังคม” (Social
Capital) ซึ่งเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาเมือง โดยทั่วไปทุนทาง
สังคมหมายถึงทรัพยากรทางสังคมและวัฒนธรรม ที่รวมไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเกื้อกูลกัน
การยึดมั่นในหลักศีลธรรม การสร้างเครือข่ายทางสังคม การมีบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ทางสังคม
ร่วมกัน และการมีภูมิปัญญาของตนเอง5 ปัจจุบันมีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์หลายกรณีที่ชี้ให้เห็น
ถึงผลดีทางสังคมจากการอนุรักษ์มรดกของเมือง ซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของ
เมืองช่วยสร้างความภาคภูมิใจ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนทางสังคมของชุมชนเมืองในท้ายที่สุด ซึ่งสามารถอธิบาย
รายละเอียดในแต่ละเรื่องได้ดังนี้6
5 ปิยะพงษ์ บุษบงก์ และ สุนทรชัย ชอบยศ. (2558) สถานะทุนทางสังคมที่สะท้อนความเป็นอีสานในชุมชนเมืองและบทบาทในการ
เสริมสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์และยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนเมืองเก่าในอีสานกลาง. กรุงเทพฯ : แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการ
พัฒนาอนาคตของเมือง. หน้า 12.
6 ดัดแปลงจากเอกสารเผยแพร่เรื่อง “Social Benefits of Heritage Conservation” ของกระทรวงการท่องเที่ยว อุทยาน วัฒนธรรม
และกีฬา ประเทศแคนาดา. เข้าถึงได้จาก http://www.pcs.gov.sk.ca/socialbenefits (8 September 2016).
20
1) กำรสร้ำงควำมภำคภูมิใจ (Builds Community Pride)
แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์คือหลักฐานที่เชื่อมโยงอดีต สะท้อนเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อ
สภาพปัจจุบันของชุมชน ทั้งยังเป็นที่ระลึกถึงวิสัยทัศน์และคุณูปการของคนรุ่นก่อน ประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละชุมชนถูกเขียนขึ้นบนตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง และภูมิ
ทัศน์ต่างๆ แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์จึงทาให้คนมีสานึกแห่งอัตลักษณ์และช่วยสร้างความภาคภูมิใจ
ให้แก่พลเมือง
ผลการสารวจล่าสุดในมลรัฐซัสแคตเชวัน (Saskatchewan) ประเทศแคนาดาพบว่า
มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ให้ข้อมูลเห็นด้วยที่ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองเป็นเรื่องสาคัญ
โดยเฉพาะการปกป้องรักษาอาคารเก่าจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจและเสริมอัตลักษณ์ของเมือง
ขณะที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในย่านหอกลอง กรุงปักกิ่ง (Gulou Area in Beijing) ชี้ว่าผลประโยชน์ที่
สาคัญสูงสุดที่ได้รับจากโครงการอนุรักษ์ย่านหอกลองคือความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้อยู่อาศัยในย่านนี้7
2) กำรเสริมสร้ำงคุณภำพชีวิตที่ดี (Enhances Quality of Life)
อาคารบ้านเรือนและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมีส่วนสาคัญที่ช่วยสร้าง
คุณภาพชีวิตที่ดีและความน่าอยู่ให้เกิดขึ้นภายในเมือง ชุมชนย่านแหล่งประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ
ปกป้องรักษาเป็นอย่างดีจะสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นมิตรกันของผู้คน ทั้งนี้ คุณลักษณะที่โดด
เด่นของเมือง สิ่งแวดล้อมในระดับมนุษย์อยู่อาศัย (Human Scale) และความคุ้นเคยกันของผู้คน
เป็นส่วนสาคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็ง ดึงดูดสานึกในถิ่นที่ (Sense of Place) ของทั้งผู้อยู่อาศัย
และผู้เยี่ยมเยือน ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา “โครงการถนนสายหลัก” (Main Street Project) ช่วย
ฟื้นฟูชุมชนมากกว่า 1,500 แห่งด้วยการฟื้นฟูย่านเก่าชุมชนเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวา
ในแง่ปัจเจกบุคคล ชุมชนย่านแหล่งประวัติศาสตร์ประกอบด้วยบริการและสิ่ง
อานวยความสะดวกในระยะการเดินเท้า ซึ่งมีส่วนส่งเสริมให้เกิดวิถีสุขภาวะดี (Healthy Lifestyle)
เพราะเอื้อให้ผู้คนเข้ามาเดินออกกาลังกายในชีวิตประจาวัน ผลการวิจัยยืนยันว่าผู้อยู่อาศัยในชุมชน
ที่เดินถึงกันได้ มีโอกาสได้ออกกาลังกายสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้คนทั่วไป และมีความเสี่ยงต่าต่อปัจจัย
ที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน อีกทั้งการพึ่งพารถยนต์ที่ต่าลงยังช่วยปรับปรุง
คุณภาพอาศ จึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและปอดที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ความตายและ
ความเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุทางถนนยังอาจจะลดลงได้อีกด้วย
7 Cheng Yuchen. (2014) “Does Heritage Conservation Generate Social Benefit?”. (Thesis) HK: University of Hong Kong.
p.57. Retrieved from http://dx.doi.org/10.5353/th_b5334549 (8 September 2016).
21
3) กำรสร้ำงควำมเข้มแข็งของชุมชน (Strengthens Communities)
แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์สร้างสานึกร่วมทางประวัติศาสตร์ นาไปสู่ความรู้สึก
เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในหมู่สมาชิกของชุมชน อีกทั้งยังเปิดโอกาสและพื้นที่สาหรับงานเทศกาล งาน
เฉลิมฉลอง และงานกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนที่นาผู้คนมารวมตัวกัน ในหลายชุมชนอาคารเก่าคือ
แหล่งสาคัญในฐานะสถานที่ทางานของกลุ่มอาสาสมัคร องค์กรบริการสังคม และองค์การพัฒนา
ชุมชนต่างๆ8 นาไปสู่การติดต่อกันทางสังคมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้คน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทุนทางสังคม
และความสามารถในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้ ย่านชุมชน
เก่านาเสนอบริการและรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย จึงเอื้อให้เกิดการผสมกลมกลืนของผู้คน
ที่มาจากภูมิหลังอันแตกต่างหลากหลาย นาไปสู่การก่อร่างเครือข่ายทางสังคมขนาดใหญ่ที่ถูก
รวบรวมเข้ามา การปกป้องมรดกของเมืองจึงช่วยรักษาการสร้างความเชื่อมโยงและเครือข่ายทาง
สังคมในระยะยาว
ในประเทศไทย ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือ “กลุ่มผู้เฝ้ามองแห่งสายบุรี” (Saiburi
Looker) เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เฝ้ามองปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน
เมืองสายบุรี ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นาไปสู่การฟื้นฟู
ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและค้นหาคาอธิบายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและ
วัฒนธรรม ผ่านเรื่องเล่าของผู้คนที่ถ่ายทอดถึงตัวตนของคนสายบุรีและความเป็นสายบุรี โดยใช้
บ้านเก่า อาคารเก่า ย่านเก่า เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน (รูปที่ 2.10) นอกจากจะมี
วัตถุประสงค์เพื่อค้นหาร่องรอยและทาความเข้าใจกับที่มาที่ไปของของตนเองแล้ว Saiburi Looker
ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจกับบุคคลทั้งที่เป็นคนในพื้นที่และบุคคลภายนอก โดยสื่อสาร
ผ่านกิจกรรมทางด้านศิลปะ ภาพถ่าย หนังสั้น และสื่อสมัยใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นของคนที่มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา นาไปสู่การลดความขัดแย้ง สร้างสังคมที่
เข้มแข็ง มีสุขภาวะที่ดีและยั่งยืน9
4) กำรสนับสนุนควำมยั่งยืนทำงสังคม (Promoting Social Sustainability)
แหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองคือทรัพยากรทางการศึกษาที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจและ
ซาบซึ้งกับสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม เห็นได้จากการที่อาคารเก่าในแหล่ง
ประวัติศาสตร์รวบรวมทักษะฝีมือเชิงช่างดั้งเดิม จึงเพิ่มโอกาสให้มีการศึกษาเรียนรู้และใช้งานทักษะ
8 ตัวอย่างเช่น โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น (พ.ศ. 2468) ปัจจุบันเป็นที่ทาการของภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม (Songkhla Heritage Trust
Office)
9 แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “สาดสีเมืองสาย: ศิลปะกับการพัฒนาเมืองสายบุรี” (สูจิบัตร) ใน
การประชุมวิชาการ “คนสร้างเมือง” เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ.
22
ต่างๆ เพื่อสืบทอดและส่งต่อ ในฐานะที่เป็นที่รองรับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แหล่งประวัติศาสตร์ยัง
ช่วยให้ผู้คนเข้าใจชุมชนของตนเอง และกระตุ้นเตือนให้เกิดความรับผิดชอบต่อคนรุ่นก่อนและคนรุ่น
ต่อไป
การปกป้องรักษามรดกของเมืองสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระตุ้นให้ผู้คน
พัฒนาทักษะความสามารถเพื่อเข้าร่วมกิจการงานของชุมชน กลายเป็นพลเมืองผู้ร่วมมือพัฒนา
(engaged citizens) ซึ่งเข้าร่วมกับกลุ่มองค์กรอนุรักษ์มรดกของเมืองในกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นความ
สนใจในประเด็นปัญหาของชุมชน และหนุนเสริมผู้คนให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการวางแผน
พัฒนา ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการสร้างความยั่งยืนของชุมชน
ที่มา : https://www.facebook.com/saiburilooker/
รูปที่ 2.10 “บ้ำนพิพิธภักดี” อำคำรเก่ำแก่ทำงประวัติศำสตร์ที่กลุ่มสตรีสำยบุรีร่วมกันระดมเงินทุน
เพื่อใช้ในกำรอนุรักษ์ และเปิ ดให้องค์กรต่ำงๆ ใช้พื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมสำธำรณะ
23
เห็นได้ว่าการขยายฐานทุนทางสังคมของเมืองให้กว้างขวางขึ้นโดยใช้การปกป้องรักษา
มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองนั้น เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องการเกื้อกูลกัน (Social Cohesion)
การสร้างเครือข่ายทางสังคม (Social Network) และการมีภูมิปัญญาของตนเอง โดยมีปัจจัยส่งเสริม
คืออิทธิพลของกระแสท้องถิ่นนิยม (Localism) ภายใต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรชุมชนและภาค
ประชาสังคมของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วโลก เพื่อผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรใน
ชุมชนด้วยตนเอง ในประเทศไทย ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ส่งผลต่อสถานภาพของท้องถิ่นนิยมมาก
ที่สุด ได้แก่ การกระจายอานาจการปกครองให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น และการกระจายอานาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยมีเป้าหมาย
ในการขยายสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง การปกป้องรักษามรดกของ
เมืองจึงเป็นวิธีการที่กลุ่มองค์กรชุมชนนามาใช้ในการดึงพลังจากผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้น
คืนชีวิตชีวาให้แก่เมือง ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาความเสื่อมโทรม และมีภัยคุกคามจากภายนอก
หลายประการ ด้วยเพราะเห็นผลดีของการอนุรักษ์จากมุมมองด้านสังคม มรดกของเมืองควรถูกมอง
ว่าเป็นต้นทุนทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาของเมืองในแง่ของแหล่งเสื่อมโทรม แม้ประสบการณ์จาก
เมืองต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเซียชี้ให้เห็นว่าย่านใจกลางเมืองเก่าล้วนเคยถูกละทิ้งให้
เป็นแหล่งเสื่อมโทรมและเต็มไปด้วยอาชญากรรม กระทั่งได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ให้มีความ
ปลอดภัยเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยและต้อนรับนักท่องเที่ยว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม” ที่เข้ามาประสานและสนับสนุนการ
ทางานทั้งของภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูย่านเมืองเก่าสงขลาที่ประสบปัญหา
หลากหลายประการ ได้แก่ การย้ายออกของผู้คนไปยังศูนย์กลางแห่งใหม่คือสงขลาและที่อื่นๆ การ
เข้ามาของกิจการประมงขนาดใหญ่นามาซึ่งท่าเรือ รถบรรทุก กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับประมง และ
ประชากรแฝง ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาขยะ อาชญากรรม ยาเสพติด การค้าประเวณี ฯลฯ ล้วนชักนา
ให้เกิดสภาพความเสื่อมโทรมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปลุกกระแสฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลาที่เกิดขึ้น
จากกิจกรรมต่างๆ ที่ทางภาคีฯ จัดขึ้น ประกอบกับการยกระดับการทางานสู่สากลด้วยการจัดตั้ง
Heritage Trust ขึ้นอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ปัจจุบันภาคีฯ มีสมาชิกที่ทางานเป็นกลุ่มหลัก (Core
Team) จากหลากหลายอาชีพราว 60 คน มีสมาชิกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกับสมาคมอีกกว่า 800 คน
และมีสมาชิกที่ติดตามข่าวสารทาง Facebook ภาคีคนรักเมืองสงขลาอีกประมาณ 7,000 กว่าคน
โดยมีวิธีการทางานเพื่อนาไปสู่เป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวดังนี้10
ในระยะสั้น ภาคีฯ มีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยตระหนักถึงคุณค่าของเมืองเก่า
โดยเน้นให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่า ภายใต้การจัดโครงการและกิจกรรมระดับเมือง
อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรยากาศเมืองที่จะนาไปสู่การสร้างคน รวมถึงการจัดทาข้อมูลมรดกเมือง
10 แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “Heritage Trust กับการพัฒนาย่านเมืองเก่าสงขลา” ใน
นวัตกรรมการพัฒนาเมืองของไทย. กรุงเทพฯ : นพม.
24
ในด้านต่างๆ เพื่อถ่ายทอดจูงใจผู้คน ส่งผลให้ช่วงปี พ.ศ. 2557-2558 เมืองสงขลามีความคึกคักและ
จุดกระแสการฟื้นฟูเมืองได้สาเร็จ ซึ่งแต่ละกิจกรรมมีผู้คนในเมืองออกมาเข้าร่วมเป็นจานวนมาก
อาทิ โครงการ “ฉายภาพเก่า เล่าเรื่องแต่แรก” โครงการอบรมมัคคุเทศก์เมืองเก่า ศูนย์การเรียนรู้
นครสงขลา เทศกาลดนตรี เทศกาลละคร และ Street Art เป็นต้น
ในระยะยาว ภาคีฯ มีเป้าหมายในการนาเมืองสงขลาเข้าสู่เมืองมรดกโลก โดยมีการเตรียม
ข้อมูลด้านต่างๆ ทั้งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจากนักวิชาการในพื้นที่ โดยเฉพาะมรดกทาง
สถาปัตยกรรม เพื่อนาเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในขณะเดียวกันก็ถูกนาไปใช้เป็นข้อมูล
สาหรับการจัดทาแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่าต่อไป
2.2.3 มุมมองด้ำนสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันมีการศึกษาในเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีทางสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์มรดก
ของเมือง ซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองช่วยลดการบริโภคพลังงานและ
ทรัพยากร รวมถึงลดขยะและมลพิษ ในแง่การลดใช้ทรัพยากร การทาลายอาคารเก่ามีสาเหตุจาก
ปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวอาคารเพียงร้อยละ 4 ที่เหลือนั้นถูกทาลายเนื่องจากการปรับปรุงย่าน
ชุมชนอยู่อาศัย เนื่องจากอาคารเก่าถูกพิจารณาว่าไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและ
อนาคต นับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองรูปแบบหนึ่ง
ส่วนการลดใช้พลังงานจัดเป็นประเด็นที่สาคัญ เนื่องจากช่างฝีมือดั้งเดิมเรียนรู้ว่าวัตถุดิบใน
การก่อสร้างและการออกแบบอย่างไรที่จะส่งผลต่อการลดใช้พลังงาน อาทิ เพดานสูงและช่องลมช่วย
นาแสงสว่างตามธรรมชาติเข้าสู่อาคารและช่วยระบายอากาศ กันสาด ระเบียง และผนังที่หนามีส่วน
ช่วยในการควบคุมบังคับน้าฝนและอุณหภูมิให้พอเหมาะพอดี ตลอดจนการวางผังบริเวณและ
กาหนดทิศทางอาคารส่งผลในเรื่องการควบคุมแสงแดด ร่มเงา และการเปิดรับลม สิ่งเหล่านี้จะช่วย
ลดพลังงานที่เกิดจากการใช้งาน (Operating Energy) ตลอดช่วงอายุการใช้งาน อย่างไรก็ดี มีข้อ
โต้แย้งว่าอาคารสมัยใหม่จะช่วยลดพลังงานที่เกิดจากการใช้งานได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การ
วิเคราะห์ว่าการใช้พลังงานในอาคารหนึ่งหลังส่งผลกระทบอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมจาเป็นต้อง
พิจารณาต้นทุนด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับอาคารทั้งหมด ได้แก่ การก่อสร้างอาคาร (Construction
Energy) การใช้งานอาคาร (Operating Energy) การดูแลรักษาอาคาร (Maintenance Energy) และ
การทาลายอาคาร (Demolition Energy) การอนุรักษ์อาคารเก่าจึงไม่มีต้นทุนด้านพลังงานในการ
ทาลายอาคารเก่าและก่อสร้างอาคารใหม่ แม้จะมีต้นทุนในการดูแลรักษาที่สูงกว่า
25
การทาลายอาคารเก่ายังส่งผลให้เกิดขยะพวกเศษวัสถุก่อสร้างจานวนมากในบ่อฝังกลบ ใน
ปี ค.ศ. 1996 ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาแสดงว่าขยะจากการทาลายอาคารเก่ามีสัดส่วนถึงร้อยละ
19 ของเศษวัสดุที่ส่งไปยังบ่อฝังกลบ ขณะที่ในประเทศแคนาดา ประมาณว่ามีขยะจากการทาลาย
อาคารเก่าอยู่ระหว่าง 1-2 ล้านตันที่ถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ11
2.3 กำรพัฒนำเมืองภำยใต้บริบทเมืองยุคใหม่
2.2.1 เมืองสร้ำงสรรค์ (Creative City)
เมืองสร้างสรรค์ (Creative City) เกิดขึ้นภายใต้กรอบคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่เริ่มใน
ยุโรป โดยสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้ความสาคัญต่อแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ
สร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นประเทศต้นแบบที่มีความสาเร็จในการพัฒนาจนได้รับการ
ยอมรับให้เป็น “ศูนย์กลางความสร้างสรรค์ของโลก” (World Creative Hub)12 ขณะที่องค์การ
ระหว่างประเทศอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ องค์การความร่วมมือเพื่อการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ หรือองค์การยูเนศโก (UNESCO) ได้มีส่วนสาคัญในการขับเคลื่อนกรอบคิดเรื่อง
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชน เมือง ประเทศ ที่ครอบงานโยบายการ
พัฒนาชุมชน เมือง และประเทศทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ 2000 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สาหรับประเทศไทย การดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกรอบคิดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เริ่มต้น
อย่างเป็นทางการจากรายงานการศึกษาเบื้องต้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (The Creative
Economy) ในปี พ.ศ. 2552 นาไปสู่การจัดตั้งสานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ (สศส.) ในปีถัด
มา ซึ่งตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีฯ ที่ให้มีการจัดตั้ง สศส. ยังได้มีการกาหนดบทนิยาม
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หมายความว่า “แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์
ความรู้ การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม
การสั่งสมความรู้ของสังคม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่”13 เห็นได้ว่า “พื้นฐานทางวัฒนธรรม”
11 ดัดแปลงจากเอกสารเผยแพร่เรื่อง “Environmental Benefits of Heritage Conservation” ของกระทรวงการท่องเที่ยว อุทยาน
วัฒนธรรมและกีฬา ประเทศแคนาดา. เข้าถึงได้จาก http://www.pcs.gov.sk.ca/envirobenefits (8 September 2016).
12 สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สานักงานบริหารและจัดการ
องค์ความรู้. (2552) รายงานการศึกษาเบื้องต้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (The Creative Economy). กรุงเทพฯ: บริษัท บี.ซี. เพรส (บุญ
ชิน) จากัด.
13 สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ พ.ศ. 2553.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 107 ง (12 กันยายน 2553) หน้า 1-8.
26
เป็นคาสาคัญ (Keyword) ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่หนึ่ง
ครั้นถึงปี พ.ศ. 2554 นับเป็นจุดเริ่มต้นสาคัญที่มีการกาหนดให้ธุรกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์
เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่
การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.
2555 – 2559)14 และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กองทุน
ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์15 ในปี พ.ศ. 2556 แม้ว่า
ภายหลังจะมีการยุบเลิกกองทุนฯ อีกทั้งคาว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะถูกแทนที่ด้วย “เศรษฐกิจ
ดิจิทัล” ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แต่กรอบคิดและการดาเนินงานเรื่อง
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทยยังคงมีอยู่ต่อไปภายใต้บริบทโลกยุคคลื่นลูกที่ 4 และบริบทการ
พัฒนาประเทศ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ซึ่งต้องอาศัยความคิด
สร้างสรรค์ต่อยอดต้นทุนทางกายภาพ (ความหลากหลายทางชีวภาพ) และวัฒนธรรม
“เมืองสร้างสรรค์” (Creative Cities) เป็นแนวคิดที่ปรากฎขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษที่
1980 ภายใต้บริบทความหยุดนิ่งและเสื่อมถอยของเมืองในยุโรป อันเนื่องมาจากการปรับโครงสร้าง
การค้าการลงทุนของโลกที่เคลื่อนย้ายไปสู่ซีกโลกตะวันออกและที่อื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากข้อคิดของ
ชาร์ลส์ แลนดรีย์ (Charles Landry) ที่ว่าเมืองมีทรัพยากรที่สาคัญมากอยู่เพียงประการเดียวนั่นคือ
ประชากรของเมือง ซึ่งความสร้างสรรค์ของประชากรในเมืองกาลังแทนที่ทาเลที่ตั้ง
ทรัพยากรธรรมชาติ และการเข้าถึงตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเมืองภายใต้บริบทที่
อุตสาหกรรมการผลิตเฟื่องฟู ปัจจุบันเมืองระดับโลกหลายแห่งต่างเผชิญหน้ากับช่วงเวลาแห่งการ
เปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เมืองในเอเซียกาลังเติบโต ขณะที่
อุตสาหกรรมการผลิตดั้งเดิมของเมืองในยุโรปกาลังหายไป ส่งผลให้การสร้างมูลค่าเพิ่มในเมือง
ต่าลง16
แนวคิดเมืองสร้างสรรค์ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการและมีการดาเนินงานอย่างเป็น
รูปธรรมภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network หรือ
UCCN) ที่จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดยมีหลักคิดเรื่องเมืองสร้างสรรค์ที่เน้นการสร้างความร่วมมือ
ระหว่างชุมชนท้องถิ่นและภาครัฐในการสร้างสรรค์เมืองผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้าง
14 สานักนายกรัฐมนตรี. ประกาศ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559). ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม 128 ตอนพิเศษ 152 ง (14 ธันวาคม 2554) หน้า 49.
15 สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ
13 ง (29 มกราคม 2556) หน้า 1-8.
16 UNCTAD and UNDP. (2008) “Creative Economy Report 2008”. Retrieved from http://unctad.org/en/docs/ditc20082cer_
en.pdf (12 September 2016).
27
ทางสังคม-เศรษฐกิจ และการนาสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม อาทิ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม
ประเพณีของท้องถิ่น มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ นาไปสู่การสร้างเมืองที่มีบรรยากาศที่เอื้อ
ต่อการสร้างธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งกาหนดประเภทเมืองสร้างสรรค์โดยอ้างอิงจาก
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ 7 ประเภท ได้แก่ เมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and
Folk Arts) เมืองแห่งงานออกแบบ (Design) เมืองแห่งภาพยนตร์ (Film) เมืองแห่งอาหาร
(Gastronomy) เมืองแห่งวรรณกรรม (Literature) เมืองแห่งสื่อศิลปะ (Media Arts) และเมืองแห่ง
ดนตรี (Music) โดยบทนิยามของเมืองสร้างสรรค์ที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางในปัจจุบันถูกระบุไว้ใน
รายงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ค.ศ. 2008 (UNCTAD) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
(UNDP) ที่ว่า17
“เมืองสร้างสรรค์คือที่ซึ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันหลากหลายเป็นส่วน
สาคัญของเศรษฐกิจและสังคมของเมือง เมืองสร้างสรรค์มีแนวโน้มที่จะสร้าง
ตัวขึ้นจากพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง (strong social and
culturalinfrastructure)มีการรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของการจ้างงานด้าน
การสร้างสรรค์ (creative employment) และสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุน
ต่อเนื่อง (inward investment) อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม
ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี (well-established cultural facilities)”
เมื่อพิจารณาจากบทนิยามข้างต้นจะเห็นได้ว่าเมืองสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับมิติทาง
วัฒนธรรมอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ พื้นฐานทางวัฒนธรรม กิจกรรมทางวัฒนธรรม และ
สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะพื้นฐานทางวัฒนธรรมของเมือง ซึ่งประกอบด้วยมรดกทาง
วัฒนธรรมทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (Tangible and Intangible Heritage) การ
ดาเนินการต่างๆ เพื่อปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองจึงสอดรับกับกรอบคิดเรื่องเมือง
สร้างสรรค์ และควรถูกพิจารณาให้เป็นประเด็นหลักของการพัฒนาเมือง แม้ว่าผลของการพัฒนา
อาจจะไม่ดึงดูดให้เกิด “การรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของการจ้างงานด้านการสร้างสรรค์” และ
“การลงทุนต่อเนื่องอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี” ตาม
บทนิยามที่วางขึ้นตามกรอบคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งให้ความสาคัญกับตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจของ
เมืองเป็นหลัก แต่อย่างน้อย “สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี” จากการ
ปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้คน
17 อ้างแล้ว (เชิงอรรถที่ 16), หน้า 16-17.
28
ให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการอยู่อาศัยใช้ชีวิต มากกว่าความรู้สึกทุกข์ทนสิ้นหวังกับสภาพ
ปัญหาของเมืองที่กาลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน
สาหรับประเทศไทย เมืองภูเก็ตได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์
แห่งยูเนสโก (UCCN) ประเภทเมืองแห่งอาหาร (Gastronomy)18 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ภายใต้จุดเด่นของเมืองภูเก็ตในแง่ของการมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรม
อาหารที่เกิดจากสังคมพหุวัฒนธรรม อีกทั้งอาหารภูเก็ตยังเป็นองค์ประกอบสาคัญในทุกเทศกาล
พิธีการ วิถีชีวิตในครอบครัว และใช้เพื่อการต้อนรับแขกบ้านเมืองให้ประทับใจอยู่เสมอ เนื่องจาก
อาหารท้องถิ่นภูเก็ตหลายประเภทมีอัตลักษณ์ ซึ่งเกิดจากสูตรลับเฉพาะที่ถ่ายทอดผ่านคนใน
ครอบครัว และหลายอย่างเป็นวัตถุดิบที่มีเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จาเป็นต้องอาศัยการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการดารงอยู่อย่างยั่งยืน ตลอดจนมีความเข้มแข็งและความ
ร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ทาให้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมบนพื้นฐานวิทยาการ
ด้านอาหารหลากหลายชนิด อาทิ การจาหน่ายอาหารท้องถิ่นแปรรูป เพื่อเป็นของฝาก ของที่ระลึก
การจัดบริการอาหารในร้านอาหารหรือโรงแรม การมีเทศกาลอาหารต่างๆ รวมถึงการเข้ามา
แลกเปลี่ยนของอาหารนานาชาติ ทาให้เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้แก่
เมืองและประชาชน จุดเด่นประการสุดท้ายคือชาวภูเก็ตมีอัธยาศัยแบบไทย (Thai Hospitality) ยินดี
ต้อนรับด้วยเมืองที่มีภูมิทัศน์งดงาม บรรยากาศอบอุ่น สมกับคากล่าวที่ว่า “กินดี อยู่ดี มีจิตงาม ที่
ภูเก็ต” (Good Food, Good Health, Good Spirit in Phuket)19
เมืองเชียงใหม่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเมืองที่มีความพร้อมด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถดึงดูดและรักษากลุ่มนักคิด
และคนทางานสร้างสรรค์ให้มารวมตัวกันได้ รวมถึงมีสถาบันการศึกษาที่เป็นผู้นาทางความคิดและ
ผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่น โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์กลุ่มทักษะและ
อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษาใน 3 พื้นที่เศรษฐกิจหลักของเมือง ได้แก่ ย่านคูเมือง ย่าน
นิมมานเหมินท์และย่านอุโมงค์-โป่งน้อย พบว่า ย่านนิมมานเหมินท์และย่านคูเมืองมีอุตสาหกรรม
สร้างสรรค์และอุตสาหกรรมสนับสนุนแทรกตัวอยู่ภายในพื้นที่ โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ประเภท
เฟอร์นิเจอร์ในย่านนิมมานเหมินท์ และธุรกิจสานักงานออกแบบและสื่อสิ่งพิมพ์ในย่านคูเมืองมี
ศักยภาพในการพัฒนามากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าทั้ง 3 พื้นที่มีบุคลากรสร้างสรรค์ที่เป็นคนทางาน
18 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของภูเก็ตเมืองวัฒนธรรมสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก
http://phuketgastronomy.com/
19 เทศบาลนครภูเก็ต. (2558) “นครภูเก็ตได้รับประกาศเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโก (Phuket : City of
Gastronomy)” เข้าถึงได้จาก http://www.phuketcity.go.th/news/detail/1701 (12 กันยายน 2559).
29
ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ประกอบการ พนักงาน กลุ่ม
คนทางานอิสระ (Freelance) นักคิด และนักเคลื่อนไหวทางานและอาศัยอยู่ในพื้นที่20 ซึ่งหาก
พิจารณาตามบทนิยามของเมืองสร้างสรรค์แล้ว เมืองเชียงใหม่มีครบพร้อมทั้งพื้นฐานทางสังคมและ
วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง กิจจกรรมทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ถูก
สร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี ที่เอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของการจ้างงานด้านการ
สร้างสรรค์ และสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องไปได้ในอนาคต
2.2.2 เมืองสุขภำวะ (Healthy City)
เมืองสุขภาวะ ริเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1986 โดยสานักงานองค์การอนามัยโลก
ภาคพื้นยุโรป (The WHO Regional Office for Europe หรือ WHO/Europe) จากนั้นถูกนาไปใช้
เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วทั้งยุโรปและ
ส่วนอื่นๆ ของโลกอย่างรวดเร็ว ภายใต้กรอบคิดการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมสุขภาวะ (Healthy
Settings Movement)21 ขององค์การอนามัยโลก อย่างไรก็ดี พบว่า มีผู้พัฒนาแนวคิดเมืองสุขภาวะ
มาก่อนหน้านั้นแล้วคือเมืองโตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ซึ่งได้เริ่มจัดตั้งหน่วยส่งเสริม
สุขภาพขึ้นโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 และประกาศตัวในปี ค.ศ.
1984 ว่าโตรอนโตจะเป้าลุเป้าหมายเมืองสุขภาวะในปี ค.ศ. 2000 (Healthy Toronto 2000)
การเกิดขึ้นของแนวคิดเมืองสุขภาวะเป็นผลจากบริบทสังคมยุโรปและอเมริกาเหนือในยุค
สมัยใหม่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมืองต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ชาวเมืองประสบปัญหาด้านสุขภาพหลายประการที่แนวทางการ
สาธารณสุขแบบดั้งเดิม (Conventional public health approaches เน้นการป้องกันและรักษาโรค)
ไม่เพียงพอที่จะจัดการปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ต่อการก่อโรค ซึ่งมีทั้งเรื่องการใช้ความรุนแรง อุบัติเหตุทาง
ถนน ความยากจน ฯลฯ ทั้งนี้ มีผลการศึกษาจากนักวิชาการชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักในการปรับปรุง
ระบบสาธารณสุขภายในเมืองไม่ใช่การมีระบบรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เป็น
20 หน่วยวิจัยเมือง (City Research Unit), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2555) “เชียงใหม่
ต้นแบบเมืองสร้างสรรค์” เข้าถึงได้จาก http://www.cityresearchunit.org/th/projects/chiangmai_creative_city.html (12 กันยายน
2559).
21 สภาพแวดล้อมสุขภาวะ (Healthy Setting) คือสถานที่หรือบริบททางสังคม (Social Context) ที่ผู้คนใช้ชีวิตประกอบกิจกรรม
ประจาวัน ซึ่งสิ่งแวดล้อม องค์กร และปัจจัยส่วนบุคคลล้วนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ปัจจุบัน
สภาพแวดล้อมสุขภาวะขององค์การอนามัยโลก ประกอบด้วย หมู่บ้าน หมู่บ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทางาน ตลาด
โรงพยาบาล เรือนจา ชุมชนและเทศบาล เมือง หมู่เกาะ และสังคมผู้สูงอายุ (WHO, “Healthy Seyying”. Retrieved from
http://www.who.int/healthy_settings/about/en/ (12 กันยายน 2559).
30
ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข
ภายในเมือง อาทิ การจากัดขนาดของครัวเรือน การเพิ่มขึ้นของระบบห่วงโซ่การผลิตอาหาร
สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ดี เป็นต้น ส่งผลให้เกิดแนวทางการพัฒนาเมืองที่รวมแนวคิดทางด้าน
สาธารณสุข (Health) เข้ามาด้วย22 โดยแนวคิดทางด้านสาธารณสุขที่กล่าวถึง ได้แก่ แนวคิด
สาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) และยุทธศาสตร์สุขภาพดีถ้วนหน้า (WHO Strategy of
Health for All in 1980) รวมถึงมีกระแสการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) และวาระการ
พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นบริบทที่สาคัญในช่วงเวลานั้น
บทนิยามเมืองสุขภาวะ (Healthy Cities) โดยองค์การอนามัยโลกคือเมืองที่มีการสร้างสรรค์
และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการขยายฐาน
ทรัพยากรของชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันในการดารงชีวิตทุก
บทบาทหน้าที่ และพัฒนาให้แต่ละคนมีศักยภาพสูงสุด การพัฒนาเมืองสุขภาวะจึงเป็นกระบวนการ
ที่จะทาให้ประชาชนตระหนักถึงความสาคัญและเห็นคุณค่าของสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพ
สังคม และพร้อมที่จะร่วมกันสร้างสรรค์และปรับปรุงสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดาเนินชีวิต
เห็นได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของเมืองสุขภาวะคือเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้
ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง
สาหรับประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยการสนับสนุนจากองค์การ
อนามัยโลกได้ดาเนินการเรื่อง “เมืองน่าอยู่” ในความหมายของ “Healthy Cities” มาตั้งแต่ปี พ.ศ.
2537 จากนั้นหน่วยงานอื่นๆ ต่างเริ่มดาเนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ตามกรอบอานาจหน้าที่ของตน
อาทิ กรุงเทพมหานคร การเคหะแห่งชาติ สานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ที่สาคัญคือ
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้กาหนดกรอบคิด “การ
พัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน : เมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่” เป็นแนวนโยบายในการพัฒนาเมืองและ
ชุมชนของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 254223 ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบของเมืองสุขภาวะตาม
เอกสารเผยแพร่ของสานักที่ปรึกษา กรมอนามัย สรุปได้ว่าสุขภาวะของคน สุขภาวะของเมืองและ
22 Kenzer, M. (1999) Healthy Cities: A Guide to the Literature. Environment and Urbanization, 11(1), p.202.
23 อ้างอิงจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 ธันวาคม 2542 เรื่อง มติการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค
และท้องถิ่น มีข้อความดังนี้ “คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น
(กนภ.) ครั้งที่ 2/2542 เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน : เมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ ตามที่สานักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สาหรับการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาตินั้น ให้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ กนภ. พิจารณาเลือกสรรผู้ที่จะเป็นกรรมการให้ครอบคลุมหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป” เข้าถึงได้จาก http://www.cabinet.soc.go.th/soc/Program2-
1.jsp?menu=1 (12 กันยายน 2559).
31
ชุมชน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางบริการ
สาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ และปัจจัยด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิตของคน24 ดังนี้
ปัจจัยทางชีวภาพคือปัจจัยที่เป็นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เช่น เพศ ความเป็นหญิงหรือเป็น
ชายมาแต่กาเนิดย่อมทาให้สรีระแตกต่างกัน โอกาสป่วยจากโรคของอวัยวะต่างๆ จึงมีไม่เท่ากัน อีก
ตัวอย่างหนึ่งคืออายุ ความเป็นเด็ก วัยกลางคน หรือคนชรา ก็มีโอกาสเกิดโรคหรือความเจ็บป่วย
ต่างกัน เช่น โรคต้อกระจก โรคข้อเสื่อม ความจาเสื่อม เป็นต้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือลักษณะ
ต่างๆ ที่ถ่ายทอดกันโดยหน่วยพันธุกรรมจากพ่อหรือแม่สู่ลูก เช่น โรคตาบอดสี โรคกล้ามเนื้อฝ่อ
โรคซีดจากพันธุกรรม (Thallasmia) ที่สาคัญคือภาวะภูมิคุ้มกันโรคที่ร่างกายสร้างขึ้นจากระบบ
ภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง จะโดยธรรมชาติหรือการกระตุ้นให้สร้างขึ้นด้วยวัคซีนก็ตาม เป็นปัจจัย
ทางชีวิภาพอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยป้องกันสุขภาพของผู้คนได้ โดยทาให้ร่างกายไม่ติดเชื้อโรคง่าย
หรือติดเชื้อแล้วก็หายป่วยได้โดยง่าย เป็นต้น
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนนั้น มีมากมายตั้งแต่
สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ได้แก่ เชื้อโรคต่างๆ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ สัตว์พวกหนอนพยาธิและ
แมลงต่างๆ หนู สุนัข สุกร โค กระบือ ซึ่งอาจนาโรคร้ายต่างๆ มาสู่คน รวมถึงพวกพืชต่างๆ อย่างไร
ก็ดี สิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคน และสุขภาวะของเมืองหรือชุมชน ซึ่งเป็นที่สนใจกัน
อย่างกว้างขวาง อาทิ อาหาร ขยะน้าเสีย การจราจร เป็นต้น
ปัจจัยทางบริการสาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ ปัจจุบันนานาประเทศเริ่มเรียนรู้ว่า
การมุ่งมั่นทุ่มเททรัพยากรในการพัฒนาบริการและเครือข่ายการบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุม
ยิ่งขึ้น โดยไม่คานึงถึงดุลยภาพในการพัฒนาเพื่อควบคุมปัจจัยด้านอื่นนั้น เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
ตรงข้ามกับบางประเทศ ที่ทุ่มเทการลงทุนพัฒนาเพื่อควบคุมปัจจัยอื่นๆ ควบคู่กันไปอย่างสมดุล
หลายประเทศในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ ตลอดจนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ต่างเปลี่ยนแปลง
แนวคิดการจัดบริการสาธารณสุขใหม่ โดยหันมาส่งเสริมพัฒนางานด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ของคน และการควบคุมดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น
เช่น การหวนกลับมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเลิกบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การหันมาสนใจกับ
อาการการกินที่กลับไปสู่ธรรมชาติมากขึ้น รวมไปถึงการตื่นตัวเพื่อเคลื่อนไหวออกกาลังกาย รวมถึง
การเฝ้าระวังคุมมลพิษและมลภาวะต่างๆ มากขึ้น เป็นต้น
ปัจจัยด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิตของคน จะเห็นว่ามีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นผลใน
ระยะสั้นหรือระยะยาว ต่อสุขภาพของตนเองหรือผู้อื่นทั้งสิ้นกลุ่มพฤติกรรมนี้เรียกว่า “พฤติกรรม
24 สานักที่ปรึกษา กรมอนามัย. “แนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่”. เข้าถึงได้จาก http://advisor.anamai.moph.go.th/main.php?filename=
tamra_cities (12 กันยายน 2559).
32
สุขภาพ” (Health Behaviors) แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่คือพฤติกรรมในการป้องกันสุขภาพ
(Preventive Health Behavior) พฤติกรรม (ที่เปลี่ยนไป) เมื่อยามเจ็บป่วย (Illness Behavior) และ
พฤติกรรมในการดูแลตนเองเมื่อป่วย (Sickrole Behavior) ในที่นี้จะเน้นพฤติกรรมในการป้องกัน
สุขภาพเป็นหลัก เพราะหากประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะช่วยให้คนนั้น (และผู้ที่อยู่
ใกล้เคียงตามแต่กรณี) มีสุขภาพที่ดีเป็นปกติ แต่หากปฏิบัติไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะก่อให้เกิด
โรคภัยไข้เจ็บ ไม่สบาย ไม่มีความสุขความพอใจ หรือเรียกว่าไม่อยู่ในสุขภาวะ ซึ่งอาจจะลุกลามไป
ถึงความตายหรือพิการได้ในที่สุด โดยตัวอย่างพฤติกรรมในการป้องกันสุขภาพ อาทิ พฤติกรรมใน
การกินดื่ม (รวมการผลิตอาหาร การเลือกอาหาร การปรุง เก็บถนอมอาหาร การรักษาความสะอาด)
พฤติกรรมที่ถือปฏิบัติระหว่างการตั้งครรภ์ การดูแลครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูลูกอ่อน หรือ
ทารก รวมถึงการป้องกันโรค การเลี้ยวลูกด้วยนมแม่ การเตรียมอาหารเด็ก การเลี้ยงดูเด็กวัยเรียน
วัยรุ่น การดูแลเลี้ยงดูผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ด้อยโอกาสประเภทต่างๆ พฤติกรรมใน
การบริโภคที่ทาให้สุขภาพเสื่อม พฤติกรรมในการคลายเครียด พักผ่อนหย่อนใจ คลายอารมณ์ การ
บันเทิง การออกกาลังกาย และการเล่นกีฬา พฤติกรรมในการเดินทางอย่างปลอดภัยจากอุบัติเหตุ
อุบัติภัย เป็นต้น
หากจะมองที่ผลต่อสุขภาวะของชุมชนและเมือง หรือความน่าอยู่ของเมือง ก็จะต้องคานึงถึง
พฤติกรรมและวิถีชีวิตของคนทั้งเมืองหรือทั้งชุมชนนั้นๆ เป็นสาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่
ปฏิบัติต่อผู้อื่นหรือวิถีปฏิบัติต่อสาธารณะเป็นหลัก บ้านเมืองแม้จะมีอาคารที่มีสถาปัตยกรรม
สวยงาม มีสิ่งอานวยความสะดวก มีบริการสาธารณะที่จาเป็นและมีคุณภาพดี แต่หากคนในเมืองยัง
ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ป้องกันตนด้วยการสวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัด
นิรภัย แม่ๆ ทั้งหลายไม่เลี้ยงลูกอย่างถูกต้อง ไม่ให้ลูกได้กินนมแม่ ไม่ให้อาหารที่เหมาะสม เพียงพอ
จนลูกขาดสารอาหาร หรือได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนและทั่วถึง เมื่อมีเด็กรายใดติดเชื้อโรคและป่วยไข้ก็
อาจจะระบาดลุกลามไปทั่ว เป็นต้น
33
บทที่ 3
กรณีศึกษำ iDiscover City Walks Application
3.1 ควำมนำ : iDiscover City Walks
iDiscover City Walks หรือ iDiscover เป็นแอปพลิเคชั่นแนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยม
ชมย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่สาคัญของเมือง (รูปที่ 3.1) ซึ่งมีพื้นที่ดาเนินการ
ทั้งหมดในทวีปเอเชีย ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเท้าที่เปิดให้ดาวน์โหลดจานวน 17 เส้นทาง (รูปที่ 3.2)
ซึ่งกระจายอยู่ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ เกาะบาหลี เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐ
แห่งสหภาพเมียนมาเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ตัวแอปพลิเคชั่นจึง
แยกออกเป็น 5 ชุด ตามขอบเขตพื้นที่ดาเนินงานทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ iJAVA, iBALI, iYangon, iHK
และ iMACAO (ภาพที่ 3.3) ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้จากโทรศัพท์มือถือ
ทั้งที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ iOS (App Store) และ Android (Google Play)
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016b)
รูปที่ 3.1 iDiscover City Walks Application แนะนำเส้นทำงเดินเท้ำเพื่อเยี่ยมชมมรดกของเมือง
34
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.2 เส้นทำงเดินเท้ำที่เปิ ดให้เข้ำชมจำก iDiscover City Walks Application
35
iDiscover City Walks ได้รับการพัฒนาขึ้นจากกลุ่มองค์กรเพื่อสังคมที่มีชื่อว่า “Urban
Discovery” ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมี Dr.Ester Van Steekelenburg เป็นผู้ก่อตั้ง Urban
Discovery มีพันธกิจหลักในการรักษามรดกของเมืองให้ดารงอยู่ โดยเน้นการทางานด้านการอนุรักษ์
มรดกของเมืองร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นของเมืองต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การศึกษาวิจัย
และให้คาปรึกษาการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการและกิจกรรม รวมถึงการพัฒนา
แอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Apps) แนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมย่านมรดกทาง
วัฒนธรรมที่แสดงถึงหัวใจและจิตวิญญาณที่รุ่มรวยของเมืองซึ่งนับวันจะสูญหายไปอย่างรวดเร็ว
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.2 (ต่อ) เส้นทำงเดินเท้ำที่เปิ ดให้เข้ำชมจำก
iDiscover City Walks Application
36
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.3 iDiscover City Walks Application จำแนกตำมขอบเขตพื้นที่ดำเนินงำน ที่เปิ ดให้ดำวน์โหลด
แบบไม่มีค่ำใช้จ่ำย
หลักคิดสาคัญของ iDiscover City Walks คือเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่รับรู้กันเฉพาะชาวเมือง
ให้แก่ผู้ใช้งาน (1. Unlock City Secrets) การใช้แอปพลิเคชั่น iDiscover นาทางจึงทาให้ผู้ใช้งาน
สามารถเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองได้เหมือนคนท้องถิ่น (2. Travel like a Local) หรือ
เหมือนกับว่ามีคนท้องถิ่นพาไปเดินด้วยกัน ซึ่งเหนือกว่าการเที่ยวชมเมืองแบบทั่วไปตามกระแส
หลัก (3. Go beyond the Beaten Track) เนื่องจาก iDiscover เกิดจากการมีส่วนร่วมดูแลจัดการ
เส้นทางเดินในละแวกบ้านโดยคนในชุมชน (4. Community-curated Neighborhood Walk) และให้
ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งในเส้นทางนาร่องบางเส้นทาง อาทิ อ่าวอเบอร์ดีน
(Aberdeen) ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง อนุญาติให้ผู้ใช้งานเปิดดูได้แบบไม่มี
ค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่การเปิดดูข้อมูลเพื่อนาทางเที่ยวชมของเส้นทางส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่าย (รูปที่
3.4) โดยเงินที่ได้จะถูกส่งต่อให้แก่ผู้ประสานงานในชุมชนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลปรับปรุง
เนื้อหา/ข้อมูล และเพื่อสนับสนุนการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของเมือง
(5. Give Back to Keep Heritage Alive) iDiscover จึงเป็นแอปพลิเคชั่นเพื่อการท่องเที่ยวที่
ดาเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม (6. Socially Responsibility Travel App)25 อย่างแท้จริง
25 iDiscover City Walks เข้าถึงได้จาก http://i-discoverasia.com/ (15 กันยายน 2559)
37
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.4 ตัวอย่ำงเส้นทำงที่เปิ ดให้เข้ำชมโดยมีค่ำใช้จ่ำย (Sham Shui Po, Wan Chai – Buy Walk)
และไม่มีค่ำใช้จ่ำย (Sai Kung – Start)
3.2 โครงสร้ำงและองค์ประกอบของเส้นทำงเดินเท้ำ iDiscover City Walks
แอปพลิเคชั่น iDiscover City Walks แต่ละชุด (5 ชุด คือ iJAVA, iBALI, iYangon, iHK และ
iMACAO) นาเสนอเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมในย่านประวัติศาสตร์ที่มี
ความสาคัญของเมือง โดยองค์ประกอบที่สาคัญของแต่ละเส้นทาง ได้แก่ แผนที่แสดงเส้นทางที่ผ่าน
แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองอันหลากหลาย จาแนกเป็น 5 ประเภทคือ แหล่งที่น่าชม แหล่ง
ซื้อสินค้า แหล่งเครื่องดื่ม แหล่งอาหาร และแหล่งที่มีเรื่องราวอันน่าประหลาดใจ โดยมีชุดข้อมูลหลัก
ที่เชื่อมโยงกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแต่ละจุด ซึ่งสามารถวิเคราะห์โครงสร้างและองค์ประกอบ
ของเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ตามหลักและวิธีการในการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมได้
ดังนี้
38
3.2.1 กำรกำหนด/ระบุประเด็น
iDiscover City Walks นาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์กับเรื่องการอนุรักษ์มรดกทาง
วัฒนธรรมของเมือง ภายใต้สถานการณ์/บริบทของการท่องเที่ยว ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นเส้นทางเดินเท้า
เพื่อเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ในย่านเก่าแก่ที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์
หรือมีความสาคัญต่อลักษณะกายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของเมือง ซึ่งกาลังเป็นหรือมี
ศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว (Tourism Destination) มีโครงสร้างพื้น
ฐานรองรับการท่องเที่ยว และมีอุปสงค์การท่องเที่ยว (Tourism Demand) อยู่บ้าง อาทิ ย่านใจกลาง
เมืองย่างกุ้ง ย่านเกาลูนของฮ่องกง ย่านใจกลางเมืองเดนปาซาร์ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
เป็นต้น
3.2.2 กำรกำหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข
1) ระดับของพื้นที่ดำเนินกำร (Scale)
พื้นที่ดาเนินการ iDiscover City Walks มีลักษณะเป็นย่านเก่าแก่ที่มีความสาคัญ
ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่นย่านโบสถ์เซนต์ลาซารัส (St. Lazarus Quarter) ซึ่งเป็นย่าน
ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว อาคารบ้านเรือนที่เก่าแก่สวยงามของมาเก๊า หรือเป็นย่านที่มี
ความสาคัญต่อลักษณะกายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของเมือง อาทิ ย่านไซกุง (Sai
Kung) ย่านที่เติบโตขึ้นจากหมู่บ้านชายฝั่งทะเลที่มีทิวทัศน์ตามธรรมชาติผสมผสานกับกลิ่นอายของ
วิถีชีวิตชาวประมงดั้งเดิมอย่างลงตัว ปัจจุบันเป็นย่านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงของฮ่องกง หรือย่านใจ
กลางเมือง (Downtown) ย่านชาวจีน (Chinatown) และย่านชาวอินเดีย (Indian Quarter) เมืองย่าง
กุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นตัวอย่างของย่านที่มีความสาคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์
การตั้งถิ่นฐานของผู้คน เกี่ยวพันมาถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของเมืองย่างกุ้งใน
ปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเด็นสาคัญเรื่องพื้นที่ดาเนินการของ iDiscover City Walks ยังเกี่ยวข้องกับ
เส้นทางเดิน โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกเส้นทาง (Site Selection) (รูปที่ 3.5) ดังนี้
- ความยาวของเส้นทางตั้งแต่ 1-3 กิโลเมตร หรืออยู่ในระยะที่คนทั่วไปสามารถ
เดินได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไปนัก (ราว 1-2 ชั่วโมง) ตัวอย่างเช่น เส้นทางย่าน
หว่านไจ๋ (Wan Chai) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง มีระยะทาง 2.3 กิโลเมตร ใช้เวลา
เดิน 2 ชั่วโมง เป็นต้น (รูปที่ 3.4)
39
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016b)
รูปที่ 3.5 เกณฑ์ในกำรคัดเลือกเส้นทำง iDiscover City Walks
- จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเส้นทางเป็นจุดที่มีความหมายและมีความสาคัญ อาทิ
จุดนัดพบที่สังเกตเห็นหรือพบเจอได้สะดวก จุดหมายตาของเมือง (Landmark)
หรือจุดที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยการขนส่งสาธารณะ ตัวอย่างเช่น เส้นทาง
ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (รูปที่ 3.6) มีจุดเริ่มต้น (จุดที่ 1)
ที่วัดทินหัว (Tin Hau Temple) ซึ่งเป็นจุดอ้างอิง/เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของ
ผู้คนภายในย่าน โดยมีจุดสิ้นสุด (จุดที่ 33) ที่ร้าน Seafoot ร้านนวดเท้าเล็กๆ
ที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก นับเป็นจุดสิ้นสุดที่มีความหมาย เพราะเป็นการดีที่จะ
สิ้นสุดการเดินชมย่านไซกุงด้วยการนวดเท้าเพื่อบาบัดความอ่อนล้า เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ถนนที่มีสภาพการจราจรวุ่นวายพลุกพล่าน
- เป็นถนนที่สามารถเดินเท้าได้อย่างสะดวกสบาย และเป็นถนน/ตรอกซอกซอยที่
น่าสนใจ กล่าวคือ มีมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองทั้งแบบที่จับต้องได้และจับ
ต้องไม่ได้ (Tangible and Intangible Heritage) กระจายอยู่ต่อเนื่องตลอด
เส้นทางอย่างสม่าเสมอ ตัวอย่างเช่น เส้นทางย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหาร
พิเศษฮ่องกง มีแหล่งที่แนะนาให้เยี่ยมชม 33 จุด กระจายอยู่ตลอดเส้นทางเดินที่
มีระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น (รูปที่ 3.6)
40
- อาจจะเป็นถนนที่มีเส้นทางแยกย่อยออกจากเส้นทางหลักเพื่อเป็นทางเลือก
สาหรับผู้ใช้งานในการเดินเที่ยวชม
- อาจจะแนะนาพาหนะในการเดินทางประเภทอื่นประกอบการเดินเท้า เช่น
รถจักรยาน หรือรถจักรยานยนต์ เป็นต้น
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.6 เส้นทำง iDiscover City Walks ย่ำนไซกุง (Sai Kung) เขตบริหำรพิเศษฮ่องกง
2) ขอบเขตของเรื่อง/ข้อมูล (Scope)
iDiscover City Walks รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง
ทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (Tangible and Intangible Heritage) ภายใต้บริบท/
สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยกาหนดขอบเขตของข้อมูลแบ่งเป็น 5 เรื่อง ประกอบการ
ออกแบบสีและสัญรูป (Icon) เพื่อแสดงลงบนแผนที่ (รูปที่ 3.7) มีรายละเอียดดังนี้
- แหล่งที่น่ำชม (iSEE) แสดงด้วยสัญรูปกล้องถ่ายรูป สีม่วง เป็นสิ่งที่
นักท่องเที่ยว “ต้องเห็น” หรือพลาดไม่ได้เมื่อมาเดินเที่ยวชมในย่านนี้ จึงควรเป็น
สิ่งที่มีความโดดเด่น เป็นตัวแทนของยุคสมัยหรือมีรูปแบบตามช่วงเวลาที่ระบุได้
41
แน่ชัด อาจจะเป็นบ้านเก่า อาคารเก่า ตลาด ท่าเรือ หรือเป็นธุรกิจที่กาลังเลือน
หายไป/กาลังมีภัยคุกคามจากการถูกทาลาย ตัวอย่างของ iSEE ตามเส้นทาง
เดินย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 1 วัดทินหัว (Tin Hau Temple)
ที่ประดิษฐานเจ้าแม่ทับทิบ ซึ่งตัวอาคารได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรม
พื้นถิ่นของมณฑลกวางตุ้ง หรือ จุดที่ 15 ตลาดค้าส่งปลา (Sai Gung Wholesale
Fish Market) แม้จะมีขนาดเล็ก แต่อัดแน่นไปด้วยวิถีชีวิตที่มีพื้นฐานมาจาก
หมู่บ้านประมงดั้งเดิม ด้านหลังตลาดมีท่าเรือขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวสามารถยืน
ชมวิวทิวทัศน์ชายฝั่งทะเลที่คราคร่าไปด้วยเรือต่างๆ ได้จากจุดนี้ (รูปที่ 3.8)
- แหล่งซื้อสินค้ำ (iSHOP) แสดงด้วยสัญรูปถุงหูหิ้ว สีชมพูบานเย็น เป็นร้านที่
ควรเข้า สินค้าที่ควรซื้อ หรือควรดู ควรชม จึงต้องเป็นสิ่งที่มีความโดดเด่นเป็น
เอกลักษณ์ เป็นตัวแทนของยุคสมัยหรือมีรูปแบบตามช่วงเวลาที่ระบุได้แน่ชัด
อาจจะเป็นของเก่า หรือเป็นธุรกิจที่กาลังเลือนหายไป/กาลังมีภัยคุกคามจากการ
ถูกทาลาย หรืออาจจะเป็นของใหม่ที่มีการพัฒนาสินค้าโดยผู้ประกอบการเชิง
สร้างสรรค์/ผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่รวมตัวอยู่ในพื้นที่ ตัวอย่างของ iSHOP
ตามเส้นทางเดินย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 24 ปลาตากแห้ง
(Sun Dry Fish) รวมถึงอาหารทะเลตากแห้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่แสดงถึงเอกลักษณ์
ของหมู่บ้านประมงดั้งเดิมในย่านนี้ หรือ จุดที่ 30 ร้าน Goods of Desire ที่ผลิต
และขายสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน อาทิ หมอน ปลอกหมอน เสื้อยืด
กระเป๋าสตางค์ โดยเน้นการออกแบบให้สื่อถึงความเป็นฮ่องกง (Iconic HK
Design) (รูปที่ 3.8)
- แหล่งเครื่องดื่ม (iDRINK) แสดงด้วยสัญรูปแก้วเครื่องดื่มค็อกเทล สีฟ้า มี
ลักษณะคล้ายกับแหล่งซื้อสินค้า แต่เปลี่ยนจากสินค้าเป็นเครื่องดื่ม ตัวอย่างของ
iDRINK ตามเส้นทางเดินย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 5 ร้าน
Slow Coffee ร้านกาแฟที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่นในช่วง
สงครามโลกครั้งที่สอง หรือ จุดที่ 9 ร้าน Time For Tea ร้านน้าชาสมุนไพรเพื่อ
สุขภาพ ที่ใช้วัตถุดิบสดจากธรรมชาติและผลไม้แปรรูป (ดอง) มาเป็นส่วนผสม
ในเครื่องดื่ม (รูปที่ 3.8)
42
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016b)
รูปที่ 3.7 ขอบเขตของข้อมูลเส้นทำงเดิน iDiscover City Walks 5 ประเภท และสัญรูป (Icon)
- แหล่งอำหำร (iEAT) แสดงด้วยสัญรูปช้อนส้อม สีแดง มีลักษณะคล้ายกับแหล่ง
ซื้อสินค้า แต่เปลี่ยนจากสินค้าเป็นอาหาร ตัวอย่างของ iEAT ตามเส้นทางเดิน
ย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 4 ร้านเกี๊ยวน้า (Dumplings
Queen) ธุรกิจครอบครัวที่เปิดดาเนินการมากว่า 50 ปี ด้วยจุดเด่นที่มีเกี๊ยวน้าให้
เลือกรับประทานหลากหลายชนิด น้าซุปเข้มข้นจากวัตถุดิบสดใหม่หาได้ใน
ท้องถิ่น จึงเป็นร้านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้คนในบริเวณนั้น หรือ จุดที่ 7
ขนม/ของทานเล่นแบบชาวฮากกา (หรือจีนแคะ) กลุ่มชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน
ในฮ่องกงหลายร้อยปี (รูปที่ 3.8)
- แหล่งที่มีเรื่องรำวอันน่ำประหลำดใจ (iSURPRISE) แสดงด้วยสัญรูปดาว สี
เขียว เป็นจุดที่มีเรื่องราวน่าประทับใจ (Cultural or Creative Expression) ซึ่ง
อาจจะเป็นได้ทั้งสถานที่ สิ่งของ ผู้คน กิจกรรม ฯลฯ ที่มีเรื่องเล่า/ตานาน หรือ
เป็นเรื่องที่เคยนิยม เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ปัจจุบันเลือนหายไป
หมดแล้ว (Vanishing Customs) ตัวอย่างของ iSURPRISE ตามเส้นทางเดิน
43
ย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 11 หัวสิงโต (Lion King) ซึ่งเหลือ
แหล่งผลิตแบบดั้งเดิมเพียงไม่กี่แห่งในย่านนี้ (รูปที่ 3.8)
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.8 ตัวอย่ำงของแหล่งมรดกทำงวัฒนธรรมตำมเส้นทำง iDiscover City Walks
ย่ำนไซกุง (Sai Kung) เขตบริหำรพิเศษฮ่องกง
44
การคัดเลือกแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเพื่อนาเสนอบนเส้นทาง iDiscover
City Walks นอกจากจะพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์เฉพาะตามหมวดข้อมูล/เนื้อหาทั้ง 5 ประเภท
แล้ว ยังต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ร่วมอีก 3 ประการคือ 1) แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของเมือง
(Spirit and Soul) จึงต้องเป็นจุดเด่นที่มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประวัติความเป็นมาของเมือง
หรือแสดงตัวตนของเมืองในปัจจุบัน ในแง่ที่เป็นวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Culture) 2) หยิบ
ยกเอาสิ่งที่ซ่อนอยู่มานาเสนอ (Handpick) จึงต้องเป็นเรื่องราว/ข้อมูลภายใน ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ใน
เมืองนั้นต้องเป็นผู้ให้ข้อมูล อาจจะไม่มีอยู่ในหนังสือหรือสื่อรูปแบบอื่น และ 3) มีตาแหน่งที่ตั้ง
ชัดเจน เพื่อป้องกันการหลงทาง
3.2.3 กำรกำหนดรำยกำรแผนที่
การกาหนดรายการแผนที่ (Inventory) เริ่มจากการจัดแบ่งกลุ่มประเภทของข้อมูล ดังเช่น
กรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ที่จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่ออกเป็น 7 กลุ่มตามการ
แบ่งประเภทเมืองสร้างสรรค์ทั้ง 7 ประเภท ในที่นี้ มีการจัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่
เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังแสดงรายละเอียดในหัวข้อที่ผ่านมา
ลาดับต่อไปคือการกาหนดโครงสร้างฐานข้อมูลหรือจัดชุดข้อมูลที่ต้องการนาเสนอประกอบกับแผนที่
เส้นทางเดินเท้า ได้แก่ ชุดข้อมูลทั่วไป (Info) ชุดข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก แสดงเนื้อหา/เรื่องราว
ที่โดดเด่นของจุดที่นาเสนอ แบ่งเป็นเรื่องราวความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน (Insider Secret) และเรื่อง
ทั่วไปให้อ่านเพิ่มเติม (Read More) รวมถึงชุดข้อมูลภาพประกอบ (Gallery) ซึ่งแนวทางการพัฒนา
เนื้อหา (Content Development) ข้อมูลแต่ละชุด/เรื่อง มีดังนี้
1) ชุดข้อมูลทั่วไป (Info)
นาเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อแสดงรายละเอียดการในการเยี่ยมชมสถานที่
(Practical Information) ได้แก่ ชื่อสถานที่/ชื่อร้าน ที่อยู่/ที่ตั้ง อธิบายการเดินทางเข้าถึง เวลาเปิดทา
การ ค่าธรรมเนียมการเข้าชม ข้อควรปฏิบัติในการเข้าชม (ถอดรองเท้า แต่งกายสุภาพ) ช่อง
ทางการติดต่อ/ติดตาม เช่น เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น พร้อมกับแสดงภาพถ่าย
1 ภาพ ที่สร้างการจดจาได้หมายรู้ให้แก่ผู้ใช้งาน อาจจะเป็นป้ายชื่อสถานที่/ชื่อร้าน บรรยากาศหน้า
ร้าน/ในร้าน หรือตัวสินค้าและบริการที่เสนอขาย (รูปที่ 3.9)
45
2) เรื่องรำวควำมลับที่ซ่อนอยู่ภำยใน (Insider Secret)
นาเสนอข้อมูลลับอย่างน้อย 1 เรื่อง ที่ได้จากการพูดคุยกับผู้คนในเมืองหรือผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ซึ่งไม่เคยปรากฎอยู่ในสื่อรูปแบบอื่น ข้อมูลลับอาจจะเป็นความลับจริงๆ หรือ
คาแนะนาให้ลอง (Our Pick) หรือเป็นข้อมูล/เรื่องราวที่สร้างความรู้สึกดีให้แก่ผู้เข้าชม (Nice to
Know) พร้อมกับแสดงภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง 1 ภาพ ตัวอย่างเช่น ร้านเกี๊ยวน้า (Dumplings Queen)
จุดที่ 4 ในเส้นทางเดินเท้าย่านไซกุง (Sai Kung) ที่นาเสนอเรื่องราวดีๆ ของร้านที่รับบริจาคเงินจาก
ลูกค้าเพื่อทาอาหารไปเลี้ยงผู้สูงอายุในชุมชน รวมถึงให้คาแนะนารายการอาหารที่น่าลอง
รับประทาน (รูปที่ 3.9)
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.9 ตัวอย่ำงเนื้อหำประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นำเสนอตำมเส้นทำง iDiscover City Walks
(ซ้ำย) ชุดข้อมูลทั่วไป (Info) และ (ขวำ) ควำมลับที่ซ่อนอยู่ภำยใน (Insider Secret)
3) เรื่องทั่วไปให้อ่ำนเพิ่มเติม (Read More)
นาเสนอข้อมูลสาคัญของจุดที่นาเสนออย่างน้อย 2 เรื่อง ข้อมูลสาคัญอาจจะเป็น
ข้อมูลที่แสดง/สนับสนุนความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ อาจจะแสดงพัฒนาการความเป็นมาของ
46
สถานที่/ร้านที่เกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในบริเวณนั้น หรือแสดงการพัฒนาสินค้าและ
บริการที่มีการสร้างสรรค์/ประยุกต์/ดัดแปลงจากต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ชุมชนมี พร้อมกับแสดง
ภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง 1 ภาพ ตัวอย่างเช่น ร้านเกี๊ยวน้า (Dumplings Queen) จุดที่ 4 ในเส้นทางเดิน
เท้าย่านไซกุง (Sai Kung) ที่เสนอความโดดเด่นของกระบวนการผลิตที่ทาด้วยมือทุกขั้นตอน แสดง
วัตถุดิบในการปรุงน้าซุปให้มีรสชาติกลมกล่อม ตลอดจนแสดงพัฒนาการของร้านมีมายาวนานกว่า
50 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้านเติบโตไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของชุมชน (รูปที่ 3.10)
4) ชุดข้อมูลภำพประกอบ (Gallery)
นาเสนอภาพประกอบเพิ่มเติม พร้อมคาอธิบายภาพ อย่างน้อย 3 ภาพ ควรเป็น
ภาพถ่ายที่คมชัดของแหล่ง/จุดที่นาเสนอ (Visual Illustration of Point) ซึ่งมีความสาคัญมาก เพราะ
จะกลายเป็นสิ่งดึงดูดใจให้ผู้ใช้งานเกิดความสนใจ นาไปสู่การเยี่ยมชม ร่วมชื่นชม และตระหนักถึง
ความสาคัญของมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองในท้ายที่สุด (รูปที่ 3.10)
ที่มา : http://i-discoverasia.com/
รูปที่ 3.10 ตัวอย่ำงเนื้อหำประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นำเสนอตำมเส้นทำง iDiscover City Walks
(ซ้ำย) เรื่องทั่วไปให้อ่ำนเพิ่มเติม (Read More) และ (ขวำ) ชุดข้อมูลภำพประกอบ (Gallery)
47
3.3 ปฏิบัติกำรสร้ำงเส้นทำงเดินเท้ำ iDiscover City Walks ย่ำนเมืองเก่ำลำปำง
iDiscover City Walks กาหนดกรอบประเด็น/หัวข้อ/เนื้อหาในการจัดทาเส้นทางเดินเพื่อ
เยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง มีรายละเอียดดังกล่าวในหัวข้อที่ 3.2 ซึ่งโครงสร้างและ
องค์ประกอบของแต่ละเส้นทางถูกกาหนดไว้อย่างเป็นระบบระเบียบบนฐานที่รองรับ (Platform)
เดียวกัน อาจกล่าวได้ว่าขั้นตอนทั้งหมดนั้นอยู่ในระยะของการออกแบบฐานที่รองรับแผนที่และ
ข้อมูล (Designing Platform)การดาเนินงานในระยะต่อไปคือระยะปฏิบัติการ (Operating and
Processing) มีขั้นตอนการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และ
การบันทึกข้อมูล ส่วนการสรุปผลงานและการเผยแพร่สู่สาธารณะนั้น จะเป็นการดาเนินงานในระยะ
สุดท้าย ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักจะหวนกลับไปสู่กลุ่มองค์กร “Urban Discovery” โดย Dr.Ester Van
Steekelenburg และคณะ อีกครั้ง
ในระยะปฏิบัติการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ที่ประกอบด้วย การสารวจ
และสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล ดาเนินการโดยใช้ย่านเมืองเก่าลาปางเป็น
กรณีศึกษา โดย “ย่านเมืองเก่าลาปาง” ในที่นี้หมายถึง ย่านการค้าเก่าริมแม่น้าวัง หรือย่านตลาดจีน
(กาดกองต้า) มีจุดศูนย์กลางบริเวณกลุ่มอาคารบ้านเรือนริมถนนตลาดเก่าที่มีความงดงามทาง
สถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้มอบรางวัลแก่มรดกทางวัฒนธรรมใน
ย่านนี้หลายแห่ง อาทิ บ้านสินานนท์ บ้านหม่องโง่ยซิ่น อาคารฟองหลี รวมถึงรางวัลอนุรักษ์ศิลป
สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทชุมชนพื้นถิ่น ของชุมชนอนุรักษ์กาดกองต้าในปี พ.ศ. 2551 แม้
ปัจจุบันย่านตลาดจีนจะไม่ใช่ย่านการค้าที่สาคัญที่มีความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนในอดีตเมื่อร้อย
กว่าปีที่ผ่านมา ทว่าผู้คนก็ยังดารงอยู่ด้วยกิจการเล็กๆ ที่สืบทอดมาแต่ครั้งอดีต จาพวกร้านค้า
ร้านอาหาร โดยมีกิจการใหม่ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ที่พักแรมขนาดเล็ก
(Guesthouse) รวมถึง “ถนนคนเดินกาดกองต้า” เป็นศูนย์รวมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าและจิต
วิญญาณของย่านเมืองเก่าลาปางให้คืนมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา (อันที่จริง
โครงการถนนคนเดินกาดกองต้าเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2541 โดยการสนับสนุนงบประมาณของการ
ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้เทศบาลนครลาปางอนุรักษ์ถนนตลาดเก่าเป็นถนนสาย
ประวัติศาสตร์ แต่การดาเนินงานไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร จึงถูกทิ้งช่วงไปนาน ก่อนที่จะฟื้นฟู
ขึ้นใหม่ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 โดยคนในชุมชนเข้ามามี
ส่วนร่วมในการจัดการมากขึ้น)26 ทั้งนี้ รายละเอียดของขั้นตอนการดาเนินงานต่างๆ มีดังนี้
26 กิติศักด์ เฮงษฎีกุล. (2552) กาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลาปาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. ลาปาง : บุรีรัตน์ธารา. หน้า 104.
48
3.3.1 กำรสำรวจและสัมภำษณ์
เริ่มจากการกาหนดขอบเขตเส้นทางเดินในเบื้องต้นเพื่อเป็นกรอบในการสารวจ โดยแบ่ง
พื้นที่ดาเนินการย่านเมืองเก่าลาปางออกเป็นพื้นที่/เส้นทางย่อย 5 พื้นที่/เส้นทาง ซึ่งเป็นผลจากการ
วิเคราะห์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ (หรือ “จุดที่น่าสนใจ”) จากการเดินสารวจภาคสนาม
เบื้องต้น และจากการประชุมร่วมกันของผู้ปฏิบัติงานและผู้ให้ข้อมูลหลักในพื้นที่ ข้อดีของการแบ่ง
พื้นที่ย่อยคือเพื่อให้ทีมงานเริ่มดาเนินการสารวจได้พร้อมกัน จึงใช้เวลาน้อย โดยแบ่งทีมงานทั้งหมด
(15 คน) ออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน รับผิดชอบดาเนินการสารวจในแต่ละพื้นที่/เส้นทาง จากนั้น
จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 เพื่อรวบรวมจุดที่น่าสนใจตามประเภทกิจกรรม
ทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ iSEE, iSHOP, iDRINK, iEAT และ iSURPRISE ทั้งหมดที่มีในพื้นที่/เส้นทางย่อย
รูปที่ 3.11 และ 3.12 แสดงตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1
ประกอบด้วย
1) ชื่อสถานที่/ร้านค้า/กิจการ ได้แก่ Tub Tim Goddess Shrine (ศาลเจ้าแม่
ทับทิม) และGrandma’s Café
2) ข้อความสั้นๆ แนะนาสถานที่/ร้านค้า/กิจการ ตัวอย่างของ Tub Tim Goddess
Shrine คือ A center of Hainan Chinese people in Lumpang city (ศูนย์รวม
ของชาวจีนไหหลาในเมืองลาปาง) และ Grandma’s Café คือ Warm and cozy
coffee shop in grandma’s house (ร้านกาแฟเล็กๆ ที่อบอุ่นในบ้านของคุณ
ยาย)
3) ความโดดเด่นของสถานที่/ร้าน/กิจการ ที่ตรงตามเกณฑ์การเลือกจุดที่น่าสนใจ
ตามประเภทกิจกรรมทั้ง 5 กลุ่ม อย่างน้อย 3 ประการ (รายเอียดดังรูปที่ 3.11
และ 3.12) ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะได้จากการสัมภาษณ์เจ้าของ/ผู้เกี่ยวข้องกับ
สถานที่/ร้านค้า/กิจการแห่งนั้น
4) ภาพแผนที่ (Google Map) แสดงตาแหน่งที่ตั้งของสถานที่/ร้านค้า/กิจการ และ
ภาพประกอบที่เหมาะสมกับเนื้อหา/ข้อมูลอีก 3 ภาพ
49
รูปที่ 3.11 ตัวอย่ำงของข้อมูลที่ต้องกำรจำกกำรสำรวจและสัมภำษณ์ครั้งที่ 1 (ศำลเจ้ำแม่ทับทิม)
รูปที่ 3.12 ตัวอย่ำงของข้อมูลที่ต้องกำรจำกกำรสำรวจและสัมภำษณ์ครั้งที่ 1 (ร้ำน Grandma’s Café)
50
3.3.2 กำรสังเครำะห์ข้อมูล
การสังเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนภายหลังจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 ได้แก่ การ
จัดทาแผนที่แสดงจุดที่น่าสนใจ โดยจุดที่น่าสนใจที่ได้จากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 จะถูก
นามาวาง (Plot) ลงบนแผนที่ฐาน (Base Map) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตาแหน่งอีกครั้ง (รูป
ที่ 3.13) การแปลงจุดที่น่าสนใจลงบนแผนที่ (Converting an Inventory to Map) จะดาเนินการตาม
ระบบสัญลักษณ์ของแผนที่ที่กาหนดขึ้น ในที่นี้ใช้สัญรูป (Icon) รูปปักหมุด จาแนกจุดที่น่าสนใจทั้ง 5
ประเภทออกตามสีทั้ง 5 สี ได้แก่ ได้แก่ iSEE (สีม่วง), iSHOP (สีเหลือง), iDRINK (สีฟ้า), iEAT (สี
แดง) และ iSURPRISE (สีเขียว) ซึ่งผลลัพธ์จากการปฏิบัติงานในขั้นตอนนี้มีจุดที่น่าสนใจรวม 37
จุด ได้แก่ iSEE 13 จุด, iSHOP 7 จุด, iDRINK 6 จุด, iEAT 9 จุด และ iSURPRISE 2 จุด
จากนั้นทาการร่างแผนที่เส้นทางเดินเท้า (Roughing out the Map) โดยการเชื่อมต่อจุดที่
น่าสนใจเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนนี้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนจะต้องร่วมประชุมเพื่อตัด/ลดทอนจุดที่น่าสนใจ
ประเภทเดียวกันที่ตั้งอยู่ใกล้กันออกไป หรือเป็นจุดที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ตรงกับหลักคิด/หลักเกณฑ์ใน
การคัดเลือกมากนัก รวมถึงเพิ่มจุดที่น่าสนใจ โดยนาจุดที่ไม่ได้รับการคัดเลือกในรอบแรกกลับมา
พิจารณาอีกครั้ง ตลอดจนเปลี่ยนประเภทจุดที่น่าสนใจให้เหมาะสมกับเกณฑ์ที่กาหนดมากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์จากการปฏิบัติงานในขั้นตอนนี้คือ (ร่าง) เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมือง
เก่าลาปาง (รูปที่ 3.14)
3.3.3 กำรบันทึกข้อมูล
ในความเป็นจริงแล้ว การสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล
เป็นกระบวนการที่ทาต่อเนื่องกันเป็นวงรอบหลายครั้ง เพื่อตรวจสอบ (Recheck) ความถูกต้อง
เหมาะสมของเส้นทางเดินเท้าที่จัดทาก่อนจะนาไปสู่การสรุปผลงานและเผยแพร่ ซึ่งการบันทึกข้อมูล
จะดาเนินไปพร้อมๆ กับการสารวจและสัมภาษณ์ ดังแสดงรายการข้อมูลที่ต้องบันทึก (4 รายการ)
จากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ 3.3.1 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การบันทึกข้อมูลอย่าง
เป็นทางการตามฐานรองรับ (Platform) ของ iDiscover Application จาเป็นต้องแสดงรายละเอียดใน
ส่วนที่ 3 (ความโดดเด่นของสถานที่/ร้านค้า/กิจการ) และบันทึกภาพเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้อง/ตรง
ตามเนื้อหาที่ปรับเปลี่ยนไป รวมถึงการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเพยี่ยมชมต่างๆ
(Practical Info) ตลอดจนค้นหาเรื่องราวความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน (Insider Secret ของสถานที่/
ร้านค้า/กิจการ) เพิ่มเติมในขั้นตอนนี้อีกด้วย ตัวอย่างการบันทึกข้อมูลที่ครบถ้วนแสดงในตารางที่
3.1
51
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016c)
รูปที่ 3.13 แผนที่แสดงจุดที่น่ำสนใจ จำแนกเป็น 5 ประเภท ตำมเกณฑ์ iDiscover City Walks
Application
52
ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016c)
รูปที่ 3.14 (ร่ำง) เส้นทำงเดินเท้ำ iDiscover City Walks ย่ำนเมืองเก่ำลำปำง
53
ตำรำงที่ 3.1 ตัวอย่ำงกำรบันทึกข้อมูลตำมเค้ำโครง (Template) เนื้อหำที่ใช้แสดงใน
iDiscover City Walks Application
54
บทที่ 4
ข้อค้นพบจำกกำรศึกษำ
“แผนที่วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้กรอบ
การทางานด้านการพัฒนาเมือง แผนที่วัฒนธรรมถูกมองว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้อง
รักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง นาไปสู่เป้าหมายเมืองน่าอยู่/เมืองสุขภาวะที่มีการสร้างสรรค์และ
ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพและสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีคุณภาพ
ชีวิตที่ดี ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทาง
วัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้คนให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการ
อยู่อาศัยใช้ชีวิต ประเด็นสาคัญ/เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเมืองในยุคปัจจุบันจึงอยู่ที่ “การ
เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน” แผนที่วัฒนธรรมจึงสามารถประยุกต์กับ
งานด้านการพัฒนาเมืองได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยมีข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้
ประกำรแรก แผนที่วัฒนธรรมส่วนใหญ่ถูกสร้างและนาไปใช้โดย “คนนอก” จึงเกิดช่องว่าง/
รอยต่อของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานในระยะต่างๆ แม้แต่คู่มือการปฏิบัติงานยัง
มีนัยยะของการนาเสนอที่ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าผู้ริเริ่มดาเนินการคือนักวิจัย นักวิชาการ หรือ
ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานภายนอก มากกว่าการริเริ่มดาเนินงานโดยคนในชุมชน/เมือง โจทย์สาคัญ
คือทาอย่างไรให้ “คนใน” เห็นความสาคัญและมีความต้องการสร้าง/ใช้แผนที่วัฒนธรรมเพื่อ
เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของตนเอง ด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ “การกาหนด/ระบุ
ประเด็น” ในการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมจึงควรเกิดจากคนในชุมชน/เมือง ซึ่งควรเป็นประเด็นที่
เกี่ยวข้องกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต กรณีของ iDiscover City Walks นา
แผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของเมือง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม
เชิงวัฒนธรรมรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวนั้นกระจายผลประโยชน์ต่อคนใน
ชุมชน/เมืองที่กาลังเป็นหรือมีศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่
สาหรับชุมชน/เมืองที่ไม่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การกาหนด/ระบุประเด็นเพื่อจัดทาแผนที่
วัฒนธรรมควรให้ความสาคัญกับประเด็นเรื่องอื่นๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน/เมืองให้มาก
ที่สุด
ประกำรที่สอง ในกรณีที่แผนที่วัฒนธรรมถูกสร้างด้วย “คนนอก” ข้อควรพิจารณาคือแผนที่
นั้นยังคงต้องถูกใช้โดย “คนใน” หรือถูกใช้ “เพื่อประโยชน์” ของคนในชุมชน/เมือง ดังเช่นกรณี
iDiscover City Walks ที่สร้างเส้นทางเดินเท้าเพื่อนาเสนอมรดกของเมืองด้านต่างๆ ให้แก่
55
นักท่องเที่ยว และส่งผลให้เกิดกระจายผลประโยชน์ต่อคนในชุมชน/เมืองนั้น ทั้งนี้ ข้อควรพิจารณา
ในการใช้แผนที่วัฒนธรรมโดยคนเมือง อาจจะอยู่ในรูปแบบการคืนข้อมูลที่สาคัญบางเรื่อง อาทิ
ข้อมูลสุขภาพ ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพที่กาลังเผชิญ และนาไปสู่การ
แสวงหาทางออกร่วมกันในการป้องกัน/ดูแล ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง “ระบบสุขภาพอาเภอ” (District
Health System หรือ DHS) ที่ให้ความสาคัญกับการดูแลป้องกันสุขภาพในระดับอาเภอ โดยอาศัย
ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลประจาอาเภอ (รพอ.) สาธารณสุขอาเภอ (สสอ.) โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพตาบล (รพ.สต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคส่วนอื่นๆ ซึ่ง
สามารถนาแนวคิด/หลักการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์กับการคืนข้อข้อมูลสถานการณ์ของ
ประเด็นสุขภาพที่สาคัญให้แก่ประชาชน อาทิ เด็กอ้วน ท้องก่อนวัย การดูแลผู้สูงอายุ ไข้เลือดออก
เป็นต้น หรืออาจเป็นการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกินดี (แหล่ง/ย่าน
อาหารปรุงสุกที่สะอาด ปรุงแต่งรสชาติแต่พอดี แหล่ง/ย่านผลิตวัตถุดิบคุณภาพดี) หรือการอยู่ดี
(สถานที่/กิจกรรมการออกกาลังกาย การแสดงศิลปะและดนตรี ฯลฯ) เป็นต้น
ประกำรที่สำม การพิจารณาถึงฐานที่รองรับแผนที่และข้อมูล (Platform) ให้เหมาะสมกับ
งบประมาณ ผู้ใช้งาน และผู้ปฏิบัติงานในการแก้ไข/ปรับปรุง/เพิ่มเติมข้อมูลเพื่อให้ทันสมัยอยู่เสมอ
อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมอาจจะมีองค์ประกอบที่นอกเหนือไปจากการ
เขียนแผนที่ตามขนบในวิชาภูมิศาสตร์ (Cartography) ผลลัพธ์ที่ได้จึงสามารถนาเสนอได้หลาย
รูปแบบ ตั้งแต่แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนภูมิ แผนภาพ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ฐานข้อมูล
สถิติ และอื่นๆ รวมถึงนาเสนอได้ในฐานรองรับ (Platform) ที่หลากหลาย ทั้งเว็บไซต์ (Website)
ดังเช่นกรณีการนาเสนอแผนที่และข้อมูลเกี่ยวกับเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (http://en.unesco.
org/ creative-cities/) หรือแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ (Application) ดังเช่นกรณีของ iDiscover
City Walks ที่นาเสนอในรายงาน อย่างไรก็ดี การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมในขอบเขตงบประมาณ
ผู้ใช้งาน และผู้ปฏิบัติงานระดับท้องถิ่น/ชุมชน ฐานที่รองรับ (Platform) ควรเป็นแผนที่เดินดินที่
ร่วมกันจัดทาโดยคนในชุมชนเป็นหลัก ผู้คน/ชุมชนควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับแผนที่ว่าเป็นเรื่อง
ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่จาเป็นต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่ซับซ้อนเกินกว่ากาลังของชุมชน เรื่องทางเทคนิคจึง
ไม่ใช่อุปสรรคในการเลือกใช้เครื่องมือ/การปฏิบัติงาน ขณะที่ประเด็นการนาเสนอ และการประยุกต์
แนวคิด/หลักการของแผนที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สาคัญและควรได้รับการพิจารณามากกว่า
56
เอกสำรอ้ำงอิง
ภำษำไทย
กิติศักด์ เฮงษฎีกุล. (2552) กาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลาปาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. ลาปาง : บุรี
รัตน์ธารา.
เทศบาลนครภูเก็ต. (2558) “นครภูเก็ตได้รับประกาศเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของ
ยูเนสโก (Phuket : City of Gastronomy)”. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.phuketcity.go.th/
news/detail/ 1701 (12 กันยายน 2559).
ปิยะพงษ์ บุษบงก์ และ สุนทรชัย ชอบยศ. (2558) สถานะทุนทางสังคมที่สะท้อนความเป็นอีสานใน
ชุมชนเมืองและบทบาทในการเสริมสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์และยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนเมืองเก่าใน
อีสานกลาง. กรุงเทพฯ : แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง.
แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “สาดสีเมืองสาย: ศิลปะกับการ
พัฒนาเมืองสายบุรี”. (สูจิบัตร) ในการประชุมวิชาการ “คนสร้างเมือง” เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559
ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ.
แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “Heritage Trust กับการพัฒนา
ย่านเมืองเก่าสงขลา”. ใน นวัตกรรมการพัฒนาเมืองของไทย. กรุงเทพฯ : นพม.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ
สานักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้. (2552) รายงานการศึกษาเบื้องต้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์
(The Creative Economy). กรุงเทพฯ: บริษัท บี.ซี. เพรส (บุญชิน) จากัด.
สานักที่ปรึกษา กรมอนามัย. “แนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่”. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
http://advisor.anamai.moph.go.th/ main.php?filename=tamra_cities (12 กันยายน 2559).
สานักนายกรัฐมนตรี. ประกาศ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.
2555-2559). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 152 ง (14 ธันวาคม 2554).
57
สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ
สร้างสรรค์แห่งชาติ พ.ศ. 2553. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 107 ง (12 กันยายน
2553).
สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์. ราช
กิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 13 ง (29 มกราคม 2556).
หน่วยวิจัยเมือง (City Research Unit), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง, มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์. (2555) “เชียงใหม่ ต้นแบบเมืองสร้างสรรค์”. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
http://www.cityresearchunit.org/ th/projects/chiangmai_creative_city.html (12 กันยายน 2559).
ภำษำอังกฤษ
Cheng Yuchen. (2014) “Does Heritage Conservation Generate Social Benefit?”. (Thesis)
HK: University of Hong Kong. Retrieved from http://dx.doi.org/10.5353/th_b5334549
(8 September 2016).
Creative City Network of Canada. “Cultural Mapping Toolkit”. Retrieved from
https://www.creativecity.ca/ database/files/library/cultural_mapping_toolkit.pdf (5 September
2016).
Department of Economic and Social Affairs, United Nations. (2014) “World Urbanization
Prospests: The 2014 Revesion (Highlights)”. Retrieved from https://esa.un.org/unpd/wup/
Publications/Files/ WUP2014-Highlights.pdf (15 September 2016).
Kenzer, M. (1999). Healthy Cities: A Guide to the Literature. Environment and Urbanization,
11(1), p.202.
Ministry of Tourism, Parks, Culture and Sport. “Environmental Benefits of Heritage
Conservation”. Retrieved from http://www.pcs.gov.sk.ca/envirobenefits (8 September 2016).
58
Ministry of Tourism, Parks, Culture and Sport. “Social Benefits of Heritage Conservation”.
Retrieved from http://www.pcs.gov.sk.ca/socialbenefits (8 September 2016).
Pillai, J. (2013). Cultural Mapping: A Guide to Understanding Place, Community and
Continuity. Malaysia: Strategic Information and Research Development Center.
Steekelenburg, Ester Van. (2016a) “Economisc of Heritage”. ในโครงการฝึกอบรม
“การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” เมื่อวันที่
11 มกราคม 2559 ณ บ้านบริบูรณ์ ลาปาง.
Steekelenburg, Ester Van. (2016b) “iDiscover City Walk of Lampang”. ในโครงการฝึกอบรม
“การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” เมื่อวันที่
13 มกราคม 2559 ณ บ้านบริบูรณ์ ลาปาง.
Steekelenburg, Ester Van. (2016c) “iDiscover Lampang”. ในโครงการฝึกอบรม
“การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” เมื่อวันที่
15 มกราคม 2559 ณ บ้านบริบูรณ์ ลาปาง.
UNCTAD and UNDP. (2008) “Creative Economy Report 2008”. Retrieved from
http://unctad.org/ en/docs/ditc20082cer_en.pdf (12 September 2016).
UNESCO Bangkok. “Cultural Mapping”. Retrieved from http://www.unescobkk.org/culture/
tools-and-resources/tools-for-safeguarding-culture/culturalmapping/ (5 September 2016).
World Health Organization (WHO). “Healthy Setting”. Retrieved from http://www.who.int/
healthy_ settings/about/en/ (12 September 2016).
59
ภำคผนวก
60
ภำคผนวก ก
กาหนดการโครงการฝึกอบรม
“การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง”
วันที่ 10 – 15 มกราคม 2559
วันอำทิตย์
10 มกรำคม 59
พิธีเปิ ด
16.30-17.00 ลงทะเบียน
17.10-17.20 กล่าวต้อนรับ
โดย นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลาปาง
นางณรงค์ ปัทมะเสวี ประธานมูลนิธิ นิยม ปัทมเสวี
กล่าวรายงาน
โดย นางสาวอุบลวรรณ สืบยุบล
รองผู้ว่าการ รักษาการแทนผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
17.20-17.30 กล่าวเปิด
โดย ดร.พิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ
17.30-18.00 ปาฐกถานา มรดกเมือง : มุมมองด้านเศรษฐกิจและสังคม
Mr.Cor Dijkgraaf
ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน
18.00-20.00 งานเลี้ยงรับรอง (กาดมั่ว) และเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินกาดกองต้า
วันจันทร์
11 มกรำคม 59
กำรบรรยำย
8.30-9.00 ลงทะเบียน
9.00-9.30 แนะนาหลักสูตร
Paul Rabe Ph.D.
9.30-11.00 มรดกของเมือง : มุมมองด้านเศรษฐกิจ บทเรียนจากเขตบริหารพิเศษ
ฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์
Ester Van Steekelenburg Ph.D.
11.00-11.15 ถ่ายภาพหมู่ และรับประทานอาหารว่าง
11.15-12.30 บทบาทของการเคหะแห่งชาติในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเชิงอนุรักษ์
โดย นางสุชาดา ศิโรรังษี ผู้อานวยการฝ่ายวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัย
12.30-13.30 รับประทานอาหารกลางวัน
61
13.30-14.30 บทเรียนจากภาคีคนรักเมืองสงขลา
โดย นายรังษี รัตนปราการ นายกสมาคมภาคีคนรักเมืองสงขลา
ดร.จเร สุวรรณชาต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
14.30-15.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
แนะนาการจัดทาแผนปฏิบัติการ
Paul Rabe Ph.D.
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
แนะนาการใช้แอปพลิเคชั่น
iDiscover
Ester Van Steekelenburg Ph.D.
15.30-15.45 รับประทานอาหารว่าง
15.45-17.00 การเดินสารวจมรดกของเมือง (ภาคสนาม)
วันอังคำร
12 มกรำคม 59
ภำคสนำม กำรบรรยำยและกำรทำงำนกลุ่ม
8.30-12.00 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 1: วิเคราะห์ปัญหาที่มีความ
เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกของ
นครลาปาง
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การประชุม: การวิเคราะห์จุดที่
น่าสนใจในการเดินสารวจภาคสนาม
กาหนดจุดที่น่าสนใจ 20 แห่ง โดย
แบ่งตามประเภทของอาคาร สถานที่
และการใช้ประโยชน์
12.30-13.30 รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 1: วิเคราะห์ปัญหาที่มีความ
เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกของ
นครลาปาง
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การแบ่งกลุ่มการทางาน โดย
คัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมที่มีพื้น
ฐานความรู้ที่หลากหลายสาขา และ
มอบหมายให้ทาการศึกษาวิจัย
พื้นฐานและความเป็นมาของแต่ละ
จุดที่น่าสนใจ
14.30-14.45 รับประทานอาหารว่าง
14.45-16.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 1: การวิเคราะห์ปัญหา
การนาเสนอ และอภิปราย
แลกเปลี่ยนข้อความคิดเห็น
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การทบทวนจุดที่ได้ทาการสารวจ
เบื้องต้น เพื่อศึกษาวิจัยและ
สัมภาษณ์
62
วันพุธ
13 มกรำคม 59
กำรบรรยำยและกำรทำงำนกลุ่ม
8.30-10.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 2: การกาหนดและการทดสอบ
วัตถุประสงค์ เพื่อระบุหรือบ่งชี้
ปัญหา (การทางานเป็นกลุ่มใน
เบื้องต้น)
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การนาเสนอของกลุ่ม โดยเลือก
สถานที่น่าสนใจ พร้อมข้อเสนอแนะ
และให้ข้อคิดเห็น
10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง
10.45-11.45 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 2: การกาหนดและการทดสอบ
วัตถุประสงค์ เพื่อระบุหรือบ่งชี้
ปัญหา (ทางานเป็นกลุ่ม)
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การทางานงานกลุ่ม (ต่อ)
11.45-12.30 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้องรักษามรดกของเมือง
Paul Rabe Ph.D.
12.30-13.30 รับประทานอาหารกลางวัน
13.30-14.30 เครื่องมือสาหรับการฟื้นฟูมรดกของเมือง : กรณีศึกษาเมืองย่างกุ้ง
Ester Van Steekelenburg Ph.D.
14.30-14.45 รับประทานอาหารว่าง
14.45-16.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 2: การนาเสนองานกลุ่มและ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ
วัตถุปรสงค์ที่จะนาเสนอ
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การสารวจพื้นที่โดยใช้รูปแบบ
แอปพลิเคชั่น iDiscover หลังจากได้
มีการพูดคุยในกลุ่ม พร้อมทั้งเขียน
รายละเอียดที่มีการปรับแก้ของจุดที่
น่าสนใจต่างๆ
วันพฤหัสบดี
14 มกรำคม 59
กำรบรรยำยและกำรทำงำนกลุ่ม
8.30-10.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 3: การพัฒนาทางเลือกและ
ข้อเสนอแนะสาหรับการทา
แผนปฏิบัติการ
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การประชุมเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะ
เกี่ยวกับผลของการใช้
แอปพลิเคชั่น iDiscover ทั้งด้าน
เนื้อหาและรูปภาพ
63
10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 การบรรยาย การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP)
Paul Rabe Ph.D.
12.00-13.00 รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00 การบรรยาย นโยบายด้านมรดกของเมืองในยุโรปและเอเซีย
วิธีการปรับเปลี่ยนและนาอาคารที่เป็นมรดกของเมืองมาใช้ในรูปแบบใหม่
Cor Dijkgraaf
14.00-15.00 การบรรยาย การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน อัมสเตอร์ดัม
(Heritage PPP)
Ester Van Steekelenburg Ph.D.
15.00-15.15 รับประทานอาหารว่าง
15.15-16.30 การวิเคราะห์การพัฒนามรดกวัฒนธรรมนครลาปาง
โดย อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ มหาวิทยาลัยพะเยา
16.30-17.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 3: การนาเสนองานกลุ่มและ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสาหรับ
ทางเลือกต่างๆ ในการจัดทา
แผนปฏิบัติการ
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
การแนะนากลุ่มในการใช้
แอปพลิเคชั่น iDiscover ในการ
สารวจและวิจัยในพื้นที่
วันศุกร์
15 มกรำคม 59
กำรนำเสนอ และพิธีปิ ด
8.30-10.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ
ขั้นที่ 4: การนาเสนอของกลุ่มในการ
จัดทาแผนปฏิบัติการเพื่อปกป้อง
รักษามรดกของเมืองลาปาง และการ
อภิปรายกลุ่ม (ขั้นตอนที่ 1-3)
กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
Feedback จากกลุ่มด้านเนื้อหา
และภาพของจุดที่น่าสนใจ เพื่อการ
นาเสนอ พร้อมปรับปรุงแก้ไข
เนื้อหาและรายละเอียดสาหรับการ
นาเสนอ
10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง
10.45-11.45 การนาเสนอรายงานกลุ่ม
11.45-12.30 พิธีปิดและพิธีมอบประกาศนียบัตร
12.30 เลี้ยงอาลา
64
ภำคผนวก ข
สไลด์ (Slide) ประกอบการบรรยาย เรื่อง “มรดกของเมือง : มุมมองด้านเศรษฐกิจ”
โดย Dr. Ester Van Steekelenburg (11 มกราคม 2559)
65
66
67
68
69
70
71
ภำคผนวก ค
สไลด์ (Slide) ชี้แจงการปฏิบัติงาน (Workshop) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
โดย Dr. Ester Van Steekelenburg (13 มกราคม 2559)
72
73
ภำคผนวก ง
สไลด์ (Slide) ประกอบการนาเสนอผลการปฏิบัติงาน (Workshop) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover
โดย Dr. Ester Van Steekelenburg (15 มกราคม 2559)
74
75
76
77
78

การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application

  • 1.
  • 2.
    การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover CityWalks Application ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์ นักวิชาการอิสระ แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กันยายน 2559
  • 3.
    ก สารบัญ หน้า สารบัญ ก สารบัญตาราง ค สารบัญรูปง บทที่ 1 บทนา 1 1.1 ที่มาและความสาคัญในการศึกษา 1 1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา 3 1.3 ขอบเขตการศึกษา 3 1.4 วิธีดาเนินการศึกษา 4 บทที่ 2 แผนที่วัฒนธรรมกับการพัฒนาเมืองโดยการปกป้ องรักษามรดก 5 ของเมือง 2.1 แผนที่วัฒนธรรม 5 2.2 ความจาเป็นของการพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดก 12 ของเมือง 2.2.1 มุมมองด้านเศรษฐกิจ 12 2.2.2 มุมมองด้านสังคม 19 2.2.3 มุมมองด้านสิ่งแวดล้อม 24 2.3 การพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ 25 2.3.1 เมืองสร้างสรรค์ 25 2.3.2 เมืองสุขภาวะ 29 บทที่ 3 กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application 33 3.1 ความนา : iDiscover City Walks 33 3.2 โครงสร้างและองค์ประกอบของเส้นทางเดินเท้า iDiscover 37 City Walk
  • 4.
    ข สารบัญ (ต่อ) หน้า 3.2.1 การกาหนด/ระบุประเด็น38 3.2.2 การกาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข 38 3.2.3 การกาหนดรายการแผนที่ 44 3.3 ปฏิบัติการสร้างเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks 47 ย่านเมืองเก่าลาปาง 3.3.1 การสารวจและสัมภาษณ์ 48 3.2.2 การสังเคราะห์ข้อมูล 50 3.2.3 การบันทึกข้อมูล 50 บทที่ 4 ข้อค้นพบจากการศึกษา 54 เอกสารอ้างอิง 56 ภาคผนวก 59
  • 5.
  • 6.
    ง สารบัญรูป รูปที่ หน้า 2.1 แผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่แสดงในหน้าหลัก(Home) ของเว็บไซต์เครือข่าย 6 เมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก 2.2 แผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่เลือกแสดงเฉพาะประเภทเมืองแห่งดนตรี (Music) 7 2.3 ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้างสรรค์ (Icon) และภาพประกอบหลัก 8 2.4 ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก และภาพประกอบเพิ่มเติม 9 2.5 แบบจาลองการจ้างงานเปรียบเทียบกรณีการก่อสร้างอาคารใหม่กับการอนุรักษ์ 13 อาคารเก่า 2.6 การก่อให้เกิดรายได้ในสาขาการผลิตหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา 14 2.7 สิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่า สหรัฐอเมริกา 15 2.8 ผลกระทบของย่านประวัติศาสตร์ที่มีต่อมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในสหรัฐอเมริกา 17 2.9 การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา 18 2.10 “บ้านพิพิธภักดี” อาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ที่กลุ่มสตรีสายบุรีร่วมกันระดม 22 เงินทุนเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ และเปิดให้องค์กรต่างๆ ใช้พื้นที่เพื่อจัดกิจกรรม สาธารณะ 3.1 iDiscover City Walks Application แนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมมรดก 33 ของเมือง 3.2 เส้นทางเดินเท้าที่เปิดให้เข้าชมจาก iDiscover City Walks Application 34 3.3 iDiscover City Walks Application จาแนกตามขอบเขตพื้นที่ดาเนินงาน 36 ที่เปิดให้ดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย 3.4 ตัวอย่างเส้นทางที่เปิดให้เข้าชมโดยมีค่าใช้จ่าย (Sham Shui Po, Wan Chai – 37 Buy Walk) และไม่มีค่าใช้จ่าย (Sai Kung – Start) 3.5 เกณฑ์ในการคัดเลือกเส้นทาง iDiscover City Walks 39 3.6 เส้นทาง iDiscover City Walks ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 40 3.7 ขอบเขตของข้อมูลเส้นทางเดิน iDiscover City Walks 5 ประเภท และสัญรูป 42 (Icon)
  • 7.
    จ สารบัญรูป (ต่อ) รูปที่ หน้า 3.8ตัวอย่างของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมตามเส้นทาง iDiscover City Walks 43 ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 3.9 ตัวอย่างเนื้อหาประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นาเสนอตามเส้นทาง 45 iDiscover City Walks ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 3.10 ตัวอย่างเนื้อหาประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นาเสนอตามเส้นทาง iDiscover 46 City Walks (ซ้าย) เรื่องทั่วไปให้อ่านเพิ่มเติม (Read More) และ (ขวา) ชุดข้อมูลภาพประกอบ (Gallery) 3.11 ตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 49 (ศาลเจ้าแม่ทับทิม) 3.12 ตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 49 (ร้าน Grandma’s Café) 3.13 แผนที่แสดงจุดที่น่าสนใจ จาแนกเป็น 5 ประเภท ตามเกณฑ์ iDiscover City 51 Walks Application 3.14 (ร่าง) เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่าลาปาง 52
  • 8.
    1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มำและควำมสำคัญในกำรศึกษำ “การพัฒนาเมือง”เป็นคาสาคัญที่ปรากฎตัวในวงกว้างมาเป็นเวลานานไม่ต่ากว่าครึ่ง ศตวรรษนับตั้งแต่การสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบกับสถานการณ์ความเป็นเมือง ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทุกมุมโลก องค์การสหประชาชาติระบุว่าปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ ในเขตเมือง โดยในปี ค.ศ. 2007 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรเมืองมีจานวนสูงกว่า ประชากรชนบท ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมือง อย่างรวดเร็วและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในปี ค.ศ. 2050 มีการคาดการณ์ว่า จานวนประชากรที่อาศัยในเมืองจะมีมากขึ้นถึงร้อยละ 66 ของประชากรโลกทั้งหมด (ปี ค.ศ. 1950 ร้อยละ 30 ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2014 ร้อยละ 54) หรือกล่าวได้ว่าในปี ค.ศ. 2050 สองในสามของ ประชากรโลกอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเมื่อพิจารณาถึงอัตราการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ความเป็นเมืองจะ พบว่าภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตในอัตราสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในปี ค.ศ. 2050 คือ ร้อยละ 64 ซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่มีอัตราความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 7 เนื่องจาก เป็นภูมิภาคที่มีระดับความเป็นเมืองสูงอยู่แล้ว1 “การพัฒนาเมือง” จึงยิ่งทวีความสาคัญมากขึ้น ต่อเนื่องไปในอนาคต “การพัฒนาเมือง” ในบริบทของประเทศไทย และตามความเข้าใจของผู้คนในสังคม เน้น ความสาคัญไปที่การผังเมืองที่ดี เพราะเข้าใจว่าการพัฒนาเมืองเป็นเรื่องทางกายภาพ เกี่ยวข้องกับ การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกัน ตัวอย่างแนวทาง/วิถีทาง/เครื่องมือ/ นวัตกรรมการพัฒนาเมืองตามหลักการผังเมือง (Planning Principles) ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ เมืองใหม่ (New Town) เมืองอุทยานนคร (Garden City) การควบคุมการเติบโตเมืองอย่างชาญ ฉลาด (Smart Growth) การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ (Land Readjustment) การพัฒนาพื้นที่ โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-oriented Development หรือ TOD) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเมืองแท้จริงแล้วมีเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างทางกายภาพ วิถีชีวิต/คุณภาพชีวิตของประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม รวมไปถึงพฤติกรรมส่วนบุคคลของประชาชนในเมือง 1 Department of Economic and Social Affairs, United Nations. (2014) “World Urbanization Prospests: The 2014 Revesion (Highlights)”. Retrieved from https://esa.un.org/unpd/wup/Publications/Files/WUP2014-Highlights.pdf (15 September 2016).
  • 9.
    2 “การพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง” เป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเมือง ที่มีความสาคัญเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับชาวเมืองหลากหลายประเด็น ทั้งโครงสร้างกายภาพที่เกิดจากการอนุรักษ์บ้านเก่าอาคารเก่าด้านวิถีชีวิต/คุณภาพชีวิตของ ประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม ด้วยการใช้พื้นที่บ้านเก่า อาคารเก่าที่ผ่านการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเป็นเวทีจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน ขยายฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน สนับสนุนให้เกิดสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเป็นแรง บันดาลใจให้ปัจเจกชนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านกาย จิต สังคม และปัญญา นาไปสู่ เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ในท้ายที่สุด การพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมืองจึงมี ความสาคัญในบริบทโลกยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สานักงานประจากรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ได้นาเสนอ เครื่องมือในการดาเนินงานเพื่อปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรม (Tools for Safeguarding Culture) ประกอบด้วย การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทาง วัฒนธรรม (GIS and Cultural Resource Management) แผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping) และ Cultural Diversity Lens “แผนที่วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้กรอบ การทางานด้านการพัฒนาเมือง แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความ หลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ อัตลักษณ์ของเมือง ซึ่งเป็นผลจากการที่ชาวเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนัก ถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมือง ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนาไปสู่การสร้างแรง บันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และ ทรัพยากรของเมือง นับเป็นมิติหนึ่งของการพัฒนาเมืองที่นาไปสู่เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ดังที่ กล่าวไว้ข้างต้น การศึกษาในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงความสาคัญ/ความจาเป็นของการพัฒนาเมือง โดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง โดยเลือกศึกษาการประยุกต์เครื่องมือแผนที่วัฒนธรรม ภายใต้ ฐานที่รองรับ (Platform) แผนที่และชุดข้อมูลที่เป็นแอปพลิเคชั่น (Application) บนโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ iDiscover City Walks Application ที่ดาเนินการโดยกลุ่มองค์กรเพื่อสังคมที่ใช้ชื่อว่า “Urban Discovery” ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมี Dr.Ester Van Steekelenburg เป็นผู้ก่อตั้ง และได้ ริเริ่มดาเนินการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ในประเทศไทย ภายใต้ “โครงการ ฝึกอบรมการจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” ระหว่างวันที่ 10 – 15 มกราคม พ.ศ. 2559 (แสดงกาหนดการในภาคผนวก ก) ซึ่งได้รับการ
  • 10.
    3 สนับสนุนจากการเคหะแห่งประเทศไทย มูลนิธิ นิยมปัทมะเสวี International Institute for Asian Studies (IIAS) และ AIM โดยกาหนดให้บริเวณย่านเมืองเก่าลาปางเป็นพื้นที่ดาเนินการ/ปฏิบัติการ 1.2 วัตถุประสงค์กำรศึกษำ เพื่อศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application และเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนในระยะปฏิบัติการของการจัดทาเส้นทาง เดินเท้า iDiscover City Walks โดยใช้การดาเนินงานบริเวณย่านเมืองเก่าลาปางเป็นกรณีศึกษา 1.3 ขอบเขตกำรศึกษำ การศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application เน้นประเด็นการพัฒนาเมืองด้านการอนุรักษ์/การปกป้องรักษา (Safeguarding) มรดกของเมือง ขอบเขตเชิงเนื้อหาจึงเกี่ยวข้องกับการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ความจาเป็นของการพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง พิจารณาจากมุมมองด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ อันได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ และเมืองสุขภาวะ (Healthy City หรือ “เมืองน่าอยู่” เมื่อแปลตามบริบทของประเทศ ไทย) ตลอดจนแนะนา iDiscover City Walks Application โดยเน้นไปที่ขั้นตอน/กระบวนการ ปฏิบัติงานในการจัดทาเส้นทางเดินเท้าเพื่อการเยี่ยมชมมรดกของเมือง ซึ่งมีพื้นที่ดาเนินการอยู่ใน เมืองสาคัญของทวีปเอเซีย สามารถประมวลขั้นตอน/กระบวนการปฏิบัติงานของ iDiscover City Walks ได้เป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 การออกแบบฐานที่รองรับแผนที่และข้อมูล (Designing Platform) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ การกาหนด/ระบุประเด็น การกาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข และการกาหนดรายการแผนที่ อาศัยตัวอย่างจากเส้นทางเดินเท้า iDiscover Hong Kong ประกอบการอธิบาย ระยะที่ 2 ระยะปฏิบัติการ (Operating and Processing) มีขั้นตอนการ ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล โดยใช้ กรณีศึกษาการจัดทาเส้นทางเดิน iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่าลาปางเป็นหลัก ส่วนการ สรุปผลงานและการเผยแพร่สู่สาธารณะจะเป็นการดาเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักจะ คืนสู่Urban Discovery ผู้เป็นเจ้าของ iDiscover City Walks Application อีกครั้ง จึงไม่อยู่ในขอบเขต การศึกษาในครั้งนี้
  • 11.
    4 1.4 วิธีดำเนินกำรศึกษำ การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาiDiscover City Walks Application มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนา เมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application และเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนในระยะ ปฏิบัติการของการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks โดยใช้กรณีศึกษาย่านเมืองเก่า ลาปาง ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีการในการศึกษา (Research Methodology) ประกอบด้วย การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร และการศึกษาวิจัยภาคสนาม มีรายละเอียดดังนี้ การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ใช้การค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจาก เอกสารชั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ ในประเด็นการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ความจาเป็นของการพัฒนา เมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ประเด็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ และเมืองสุขภาวะ (Healthy City หรือ “เมืองน่าอยู่” เมื่อแปลตามบริบทของประเทศไทย) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิง ทฤษฎีในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่อไป การศึกษาวิจัยภาคสนาม (Field Study Research) เป็นการเก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้การ สังเกตอย่างมีส่วนร่วมในประเด็นการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่า ลาปาง ภายใต้โครงการฝึกอบรมการจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดก อันมีคุณค่าของเมือง ระหว่างวันที่ 10 – 15 มกราคม พ.ศ. 2559 โดยผู้วิจัยมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ของระยะปฏิบัติการ ได้แก่ การสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล ผลการศึกษานาเสนอด้วยการอธิบายเชิงพรรณนา (Descriptive Method) จากการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีเนื้อหาความบรรยาย (Content Analysis) โดยการ จัดประเภทของข้อมูล (Categories) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล อธิบายประเด็นต่างๆ และวิเคราะห์ข้อมูล ตามแนวคิดที่เกี่ยวข้อง อันนาไปสู่ความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษาในท้ายที่สุด
  • 12.
    5 บทที่ 2 แผนที่วัฒนธรรมกับกำรพัฒนำเมืองโดยกำรปกป้ องรักษำมรดกของเมือง 2.1แผนที่วัฒนธรรม แผนที่วัฒนธรรมในมุมมองขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เป็นเครื่องมือและเทคนิควิธีที่สาคัญมากในการอนุรักษ์ สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของโลก ทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (The World's Intangible and Tangible Cultural Assets) การจัดทาแผนที่วัฒนธรรมเต็มไปด้วยวิธีการและกิจกรรมจานวน มากที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและจัดการข้อมูลโดยอาศัยการมีส่วนร่วมกับชุมชน (community- based participatory data collection and management) เพื่อนาเข้าสู่การจัดทาแผนที่ที่ซับซ้อน โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)2 อย่างไรก็ดี การจัดทาแผนที่วัฒนธรรมอาจจะมี องค์ประกอบที่นอกเหนือไปจากการเขียนแผนที่ตามขนบ (goes beyond strict Cartography) จึงไม่ ควรยึดติดกับรูปแบบของผลลัพธ์ที่ได้ เนื่องจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้สามารถนาเสนอได้หลาย รูปแบบ (represented through a variety of formats) ตั้งแต่แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนภูมิ แผนภาพ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ฐานข้อมูลสถิติ และอื่นๆ ปัจจุบันแผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้ กรอบการทางานของ UNESCO แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความ หลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ อัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งเป็นผลจากการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน ซึ่งเป็นการช่วยเสริมสร้าง สานึกอัตลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนักถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ ในชุมชน ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนาไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และทรัพยากรของชุมชนต่อไป การนาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์ในการดาเนินงานภายใต้องค์การยูเนสโกที่เห็นเด่นชัด ตัวอย่างหนึ่งคือแผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่แสดงในหน้าหลัก (Home) ของเว็บไซต์เครือข่ายเมือง สร้างสรรค์แห่งยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network หรือ UCCN) (รูปที่ 2.1) มีการกาหนด สัญลักษณ์รูปปักหมุดแสดงตาแหน่งที่ตั้งของเมืองสร้างสรรค์ที่จาแนกออกเป็น 7 ประเภท โดย 2 UNESCO Bangkok. (2013) “Cultural Mapping”. Retrieved from http://www.unescobkk.org/culture/tools-and-resources/tools- for-safeguarding-culture/culturalmapping/ (5 September 2016).
  • 13.
    6 เลือกใช้สีที่แตกต่างกันให้แก่สัญลักษณ์รูปปักหมุดของเมืองแต่ละประเภท ได้แก่ สีแสดแสดงเมือง แห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน(Crafts and Folk Arts) สีเหลืองแสดงเมืองแห่งงานออกแบบ (Design) สีน้าเงินแสดงเมืองแห่งภาพยนตร์ (Film) สีเขียวแสดงเมืองแห่งอาหาร (Gastronomy) สีฟ้าแสดงเมืองแห่งวรรณกรรม (Literature) สีม่วงเมืองแห่งสื่อศิลปะ (Media Arts) และสีชมพูแสดง เมืองแห่งดนตรี (Music) ทั้งนี้ ผู้เยี่ยมชมสามารถเลือกดูตาแหน่งที่ตั้งของเมืองเฉพาะประเภทได้ จากแถบสีแสดงชื่อประเภทของเมืองที่อยู่ด้านล่าง ตัวอย่างการเลือกแถบสีชมพูเพื่อแสดงตาแหน่ง ที่ตั้งเฉพาะเมืองแห่งดนตรี (Music) จานวน 18 แห่ง แสดงในรูปที่ 2.2 จากนั้นผู้ใช้งานสามารถเข้า ชมรายละเอียดของแต่ละเมืองโดยเลือกไปที่สัญลักษณ์รูปปักหมุดบนแผนที่ การออกแบบชุดข้อมูล ของแต่ละเมือง มีองค์ประกอบดังนี้ ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่ 2.1 แผนที่เมืองสร้ำงสรรค์ที่แสดงในหน้ำหลัก (Home) ของเว็บไซต์ เครือข่ำยเมืองสร้ำงสรรค์แห่งยูเนสโก
  • 14.
    7 ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่2.2 แผนที่เมืองสร้ำงสรรค์ที่เลือกแสดงเฉพำะประเภทเมืองแห่งดนตรี (Music) 1) ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้างสรรค์ (Icon) และภาพประกอบหลัก (รูปที่ 2.3) 2) ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Practical Information) ประกอบด้วย (รูปที่ 2.4 กรอบสีชมพู บานเย็นด้านขวา) 2.1) ที่ตั้งของเมือง (Location of point) 2.2) ปีที่เริ่มเป็นสมาชิก (Member since) 2.3) ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานในพื้นที่ (Contact) 2.4) ไฟล์แนบแสดงรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ของเมืองสมาชิก (Membership Monitoring Reports) (ถ้ามี) 2.5) ช่องทางเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Related Links) (ถ้ามี) 3) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก (Key Information) และภาพประกอบที่สอดคล้องกับ เนื้อหาที่นาเสนอ จานวน 2-4 ภาพ ซึ่งในส่วนของเนื้อหาประกอบด้วย (รูปที่ 2.4)
  • 15.
    8 3.1) รายละเอียดของเมืองในบริบทเมืองสร้างสรรค์ (Aboutthe Creative City) 3.2) คุณค่าของเมืองในฐานะที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Added Value) ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่ 2.3 ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้ำงสรรค์ (Icon) และภำพประกอบหลัก ตัวอย่างการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมกับการดาเนินงานเรื่องเมืองสร้างสรรค์ของเครือข่าย เมืองสร้างสรรค์แห่งองค์การยูเนสโกแสดงให้เห็นว่าการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลทางวัฒนธรรมเพื่อนาเสนอโดยใช้ แผนที่ (หรืออาจจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นตาแหน่งที่ตั้งของสิ่งที่ ต้องการศึกษาได้) เผยแพร่ผ่านช่องทางประเภทต่างๆ เช่น เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นบน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งนี้ กระบวนการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ อย่างน้อย 3 ขั้นตอน เริ่มจากการกาหนดกรอบและวางแผนการทางาน กระบวนการสร้างแผนที่ และสุดท้ายคือ การเผยแพร่และประเมินผล ซึ่งคู่มือแต่ละเล่ม เอกสารแต่ละเรื่อง กาหนดขั้นตอนและรายละเอียด การดาเนินการแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด จึงไม่มีรูปแบบและขั้นตอนการดาเนินงานที่ แน่นอนตายตัว แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทรัพยากรในการดาเนินงานได้ อย่างไรก็ดี เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์แห่งประเทศแคนาดา (Creative City Network of Canada) ได้พัฒนาคู่มือ
  • 16.
    9 ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่2.4 ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลที่เป็นเนื้อหำสำระหลัก และภำพประกอบเพิ่มเติม
  • 17.
    10 การจัดทาแผนที่วัฒนธรรม (Cultural MappingToolkit)3 ที่แสดงขั้นตอนการดาเนินงานต่างๆ ไว้ อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย มีรายละเอียดดังนี้ กำรวำงแผน (Stage 1 – Planning) ขั้นตอนที่ 1 พิจารณากาหนดประเด็น (Determine Objectives) โดยการประชุมปรึกษาหารือ ร่วมกับคนในชุมชน (Community Meeting) เพื่อค้นหาประเด็นที่จะนาแผนที่วัฒนธรรมไป ประยุกต์ใช้ รวมถึงเพื่อสร้างสานึกความเป็นเจ้าของให้คนในชุมชน ไปพร้อมๆ กับให้ข้อมูลเพื่อสร้าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ขั้นตอนที่ 2 ระบุประเด็น (State the Objectives) เป็นการระบุว่าจะใช้แผนที่วัฒนธรรมไป ประยุกต์กับเรื่องหรือสถานการณ์ใด (Pillai, J. เริ่มต้นการดาเนินงานจากขั้นตอนนี้ เรียกว่า Mapping Brief4 ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ศึกษา วัตถุประสงค์และเหตุผลในการจัดทา การนาข้อมูลไปใช้ ผู้ใช้ข้อมูลเป็นใคร และระยะเวลาที่ต้องการใช้ข้อมูล) ขั้นตอนที่ 3 กาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข (Set Parameters) ได้แก่ ระดับของพื้นที่ ดาเนินการ (Scale) เป็นชุมชน ย่าน เมือง หรือภาค ขอบเขตของเรื่อง/ข้อมูล (Scope) และผู้ให้ ข้อมูล (Respondents) ขั้นตอนที่ 4 ประเมินความพร้อมในด้านต่างๆ (Estimate Readiness) โดยเฉพาะ งบประมาณ กาลังคน และระยะเวลาดาเนินการ ขั้นตอนที่ 5 รวบรวมทรัพยากร (Assemble Resource) โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์หรือ กาลังคนที่ต้องใช้ในการดาเนินงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากองค์กรท้องถิ่น และองค์กรภาคีอื่นๆ กำรออกแบบโครงกำร (Stage 2 – Project Design) ขั้นตอนที่ 6 ตั้งคาถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล (Frame the Fundamental Questions) โดยนาประเด็นที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาตั้งเป็นคาถามเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างเช่น หากจะใช้แผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การตั้งคาถามจึงควรเป็น ว่า “เราเป็นใคร?” “อะไรคือสินทรัพย์หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมหลักของเรา?” “อะไรคือลักษณะ เฉพาะที่ทาให้เราโดดเด่น?” “อะไรคือสิ่งที่เราจะพูดหรือนาเสนอแก่คนแปลกหน้า?” อย่างนี้เป็นต้น ขั้นตอนที่ 7 กาหนดรายการแผนที่ (Inventory) เริ่มจากการจัดแบ่งกลุ่มประเภทข้อมูล ดังเช่นกรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ที่จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่ออกเป็น 7 กลุ่ม 3 Creative City Network of Canada. “Cultural Mapping Toolkit”. Retrieved from https://www.creativecity.ca/database/files/ library/cultural_mapping _toolkit.pdf (5 September 2016). 4 Pillai, J. (2013) Cultural Mapping: A Guide to Understanding Place, Community and Continuity. Malaysia: Strategic Information and Research Development Center. p.26.
  • 18.
    11 ตามการแบ่งประเภทเมืองสร้างสรรค์ทั้ง 7 ประเภทและการกาหนดโครงสร้างฐานข้อมูลหรือจัดชุด ข้อมูลที่ต้องการนาเสนอประกอบกับแผนที่ ในกรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ชุดข้อมูลที่นาเสนอ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Practical Information) ประกอบด้วย ที่ตั้งของเมือง ปีที่เริ่มเป็นสมาชิก ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานในพื้นที่ ไฟล์แนบแสดงรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ของ เมืองสมาชิก และช่องทางเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และชุดข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก (Key Information) ประกอบด้วย รายละเอียดของเมืองในบริบทเมืองสร้างสรรค์ และคุณค่าของเมืองใน ฐานะที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่นาเสนอ ขั้นตอนที่ 8 ออกแบบการสารวจและสัมภาษณ์ (Design Survey and Interview Questions ) โดยให้ความสาคัญกับการตั้งคาถามผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้ให้ข้อมูลสนับสนุน (Core and Supporting Respondents) กำรปฏิบัติงำน (Stage 3 – Implementation) ขั้นตอนที่ 9 ติดต่อชุมชน (Contacting the Community) เพื่อลงเก็บข้อมูล ขั้นตอนที่ 10 บันทึกข้อมูล (Tallying and Entering Results) ตามแผนที่ได้วางไว้ กำรสังเครำะห์ข้อมูล (Stage 4 – Synthesis) ขั้นตอนที่ 11 ร่างแผนที่แบบคร่าวๆ (Roughing out the Map) จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ซึ่งในเบื้องต้นจะมีข้อมูลอยู่เป็นจานวนมาก ขั้นนี้จึงเหมือนการคัดเลือกข้อมูลที่ตรงกับรายการชุด ข้อมูลที่วางไว้ ขั้นตอนที่ 12 แปลงรายการต่างๆ ลงบนแผนที่ (Converting an Inventory to Map) โดยการ นาข้อมูลต่างๆ ที่คัดเลือกไว้แล้ว ผนวกเข้ากับระบบสัญลักษณ์ของแผนที่ ขั้นตอนที่ 13 วิเคราะห์และตีความ (Analysis and Interpretation) เพื่อตอบคาถามหลักที่ว่า “แผนที่ที่จัดทาขึ้นแสดงหรือสะท้อนสถานการณ์ได้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่” (The map faithfully represent the situation?) หลังจากจัดทาแผนที่วัฒนธรรมเสร็จเรียบร้อย ระยะต่อไปเป็นการสรุปผลงาน (Stage 5 – Finalizing the Report) และการเผยแพร่สู่สาธารณะ (Stage 6 – Going Public) ตามแผนการ ดาเนินงานที่กาหนดไว้ในระยะเริ่มต้น สิ่งที่ควรตระหนักในขั้นตอนนี้คือการวางแผนเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้งานแผนที่วัฒนธรรมที่ได้ นาไปสู่การปรับปรุงข้อมูลเป็นระยะ เนื่องจากวัฒนธรรมมี พลวัต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  • 19.
    12 2.2 ควำมจำเป็นของกำรพัฒนำเมืองโดยกำรปกป้ องรักษำมรดกของเมือง 2.2.1มุมมองด้ำนเศรษฐกิจ การสร้างเศรษฐกิจของเมืองโดยใช้การปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเริ่มต้น จากความเข้าใจในจุดเด่น (Identity) ของเมือง ดังเช่น เมื่อคิดถึงความโรแมนติค (Romantic) ผู้คน ส่วนใหญ่จะคิดถึงเมืองปารีส (Paris) เมื่อคิดถึงศาสนา (Religion) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเมือง เยรูซาเล็ม (Jerusalem) เมื่อคิดถึงความทะเยอทะยาน (Ambition) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงมหานคร นิวยอร์ค (New York) เมื่อคิดถึงการเรียนรู้ (Learning) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเมืองอ๊อกฟอร์ด (Oxford) และเมื่อคิดถึงการเงิน (Money) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงฮ่องกง (Hong Kong) เป็นต้น แต่ ปัจจุบัน ประเทศในเอเชียกาลังมุ่งสร้างสิ่งที่เหมือนกัน เช่น บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม อาคารสูง อีกทั้งให้ความสาคัญเรื่องการปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองค่อนข้างน้อย ส่งผลให้เกิด การสูญเสียจุดเด่นหรืออัตลักษณ์ของเมือง ทั้งนี้ ภายในปี ค.ศ. 2050 แนวโน้มประชากรทั่วโลก จานวน 2 ใน 3 จะอาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้น ถ้าเมืองไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เมืองนั้นก็จะ เสียเปรียบในเชิงการแข่งขันไปในที่สุด ปัจจุบัน มีข้อโต้แย้งเรื่องการปกป้องรักษามรดกของเมืองในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทาง สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม หรือแม้กระทั่งในเชิงเศรษฐกิจ มรดกทางวัฒนธรรม ของเมืองจึงมีความเสี่ยงสูงหากเมืองนั้นมีงบประมาณน้อยหรือมีงบประมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้ หลายเมืองมีการละเลยอาคารเก่า ดังเช่น ในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา หรือเขตบริหารพิเศษ ฮ่องกง เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์หลายกรณีที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีทางเศรษฐกิจ จากการอนุรักษ์มรดกของเมืองซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองก่อให้เกิดการ จ้างงาน ทั้งการจ้างงานทางตรงที่เกี่ยวข้องกับงานการอนุรักษ์อาคารเก่าและการจ้างงานทางอ้อม อื่นๆ การอนุรักษ์มรดกของเมืองยังเป็นการฟื้นฟูเขตเมืองชั้นในให้กลับมามีชีวิตชีวา มูลค่าทรัพย์สิน บนที่ดินเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังดึงดูดให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม การเพิ่มขึ้นของจานวนนักท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของคนในพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวตามมาอีกเป็นจานวนมาก ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดในแต่ละเรื่อง ได้ดังนี้ 1) กำรสร้ำงงำน (Job Creation) การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนขึ้นใหม่เน้นการใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยทุ่นแรงพอๆ กับการจ้างแรงงานคน ขณะที่การซ่อมแซมอาคารเก่าจะใช้แรงงานคนมากกว่า การอนุรักษ์อาคาร
  • 20.
    13 เก่าจึงส่งผลให้เกิดการสร้างงานทางตรงที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10-20 (รูปที่2.5) และผล การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่าสาขาการอนุรักษ์ฟื้นฟู (Rehabilitation) ก่อให้เกิด รายได้สูงสุดราว 762,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าสาขาการก่อสร้างใหม่ (New Construction) และ สาขาอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ที่ก่อให้เกิดรายได้ราว 653,000 และ 515,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลาดับ (รูปที่ 2.6) ทั้งนี้ การอนุรักษ์อาคารเก่ายังสร้างความต้องการช่างฝีมือ ท้องถิ่นผู้มีความเชี่ยวชาญในงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบดั้งเดิม อีกทั้งการใช้วัสดุก่อสร้าง ในท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์อาคารเก่ายังช่วยลดการนาเข้าวัสดุก่อสร้างจากภายนอกพื้นที่ที่มีราคาแพง การใช้ทั้งช่างฝีมือและวัสดุในท้องถิ่นจึงเป็นการส่งเสริมให้เมืองมีความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในระยะยาว ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.5 แบบจำลองกำรจ้ำงงำนเปรียบเทียบกรณีกำรก่อสร้ำงอำคำรใหม่กับกำรอนุรักษ์อำคำรเก่ำ
  • 21.
    14 ที่มา : Dr.EsterVan Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.6 กำรก่อให้เกิดรำยได้ในสำขำกำรผลิตหลักของประเทศสหรัฐอเมริกำ 2) กำรฟื้นฟูเขตเมืองชั้นใน (Inner City Revitalization) ประสบการณ์จากประเทศเนเธอแลนด์ชี้ให้เห็นว่าทุกหนึ่งยูโรที่ได้รับการสนับสนุน จากกองทุนการบูรณะฟื้นฟูของประเทศเนเธอร์แลนด์ (The Dutch Restoration Fund) จะกระตุ้นให้ เกิดการลงทุนสมทบเพิ่มเติมจากภาคเอกชนสูงกว่าถึง 3 เท่า เงินเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงาน โดยตรง และประเมินว่าทุกปีที่การบูรณะฟื้นฟูอนุสาวรีย์ถูกเลื่อนออกไป จะทาให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง ร้อยละ 15 นี่คือผลเสียทางเศรษฐกิจของการไม่อนุรักษ์มรดกของเมืองเสียตั้งแต่วันนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ความสาเร็จเกือบทั้งหมดของโครงการฟื้นฟูเขตเมืองชั้นใน เกิดจากการผนวกรวมเอาการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์เข้าไปเป็นองค์ประกอบหลักของ ยุทธศาสตร์การดาเนินงาน ตัวอย่างเช่น ชุมชนติดถนนสายหลัก (Main Street Communities) ในช่วงระยะเวลาเกินกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับปรุงสภาพทางกายภาพ จานวน 23.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นโครงการก่อสร้างและฟื้นฟูอาคารจานวน 107,179 แห่ง สามารถเพิ่มจานวนธุรกิจใหม่ได้ถึง 67,000 ธุรกิจ และสร้างงานใหม่ได้กว่า 308,370 งาน ขณะที่ เมืองตูนิส เมืองหลวงของประเทศตูนิเซีย การบูรณะฟื้นฟูมรดกของเมืองในพื้นที่จตุรัสเก่าเมดินา (Old Medina) ทาให้เกิดการกลับเข้ามาอยู่อาศัยของชนชั้นกลาง มีการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ มูลค่า ของสินทรัพย์บนที่ดินมีราคาเพิ่มสูงขึ้น และการกลับมาลงทุนโดยเจ้าของสินทรัพย์บนที่ดินนั้น
  • 22.
    15 3) กำรท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทำงวัฒนธรรม (HeritageTourism) การท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Tourism) เป็นส่วนหนึ่งของ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ซึ่งเป็นสาขาหลักของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนของผู้คนในยุค Baby Boom ที่ มีอัตราการเกิดของประชากรสูงในช่วงทศวรรษที่ 1950 ปัจจุบันประชากรกลุ่มนี้กลายเป็นคนกลุ่ม ใหญ่ที่มีกาลังซื้อสูงและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ระยะเวลาพานักอยู่ในจุดหมาย ปลายทางยาวนานกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น มีอัตราการกลับมาเที่ยวซ้าสูงในหลายพื้นที่ และที่ สาคัญคือมีการใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวต่อครั้งสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นถึง 2.5 เท่า ประสบการณ์จากประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่าสิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้ นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่า ทั้งกลุ่มที่มาเยือนเป็นครั้งแรก (First Time Visitors) และ กลุ่มที่มาเที่ยวซ้า (Repeat Visitors) ได้แก่ อาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ (รูปที่ 2.7) ในประเทศ จีน กาแพงเมืองจีนเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติ หลั่งไหลมาเยี่ยมชมกว่า 24 ล้านคนต่อปี ขณะที่เมืองเก่าลี่เจียง เมืองที่เคยหลับใหลในช่วงเวลา หลายร้อยปี ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง มีนักท่องเที่ยวจานวนกว่า 11 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ให้เมืองที่มีผู้อยู่อาศัยเพียง 1.4 แสนคน กว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.7 สิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมำเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่ำ สหรัฐอเมริกำ
  • 23.
    16 เมืองเก่ามะละกา เป็นเสาหลักด้านการท่องเที่ยวของรัฐมะละกา สหพันธรัฐมาเลเซีย มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1985 และได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 2008 ปัจจุบันสามารถ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 4 ล้านคนต่อปี ส่วนมาเก๊าเป็นเมืองที่มีการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวแบบ ก้าวกระโดดภายหลังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 2005 โดยในปี ค.ศ. 2001 มาเก๊ามีนักท่องเที่ยวราว 9.1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 100 เป็น 18.7 ล้านคนในปี ค.ศ. 2005 จากนั้นจานวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 22 และ 28 ล้านคนในปี ค.ศ. 2010 และ ค.ศ. 2012 ตามลาดับ ซึ่งประมาณว่าร้อยละ 60 ของการค้าปลีกล้วนเกิดขึ้นในเขตเมืองเก่าของ มาเก๊า ปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองกลายเป็นจุดขายหลักของการท่องเที่ยว ดังเช่น เมืองเหมืองแร่หลายแห่งในประเทศออสเตรเลียที่กาลังได้รับความนิยม ซึ่งเป็นผลจากการ กาหนดยุทธศาสตร์ให้ใช้สินทรัพย์ที่เป็นมรดกของเมืองอย่างเหมืองแร่เก่ามาเป็นจุดขายเพื่อการ ท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือเมืองเบนดิโก้ (Bendigo) รัฐวิกตอเรีย ซึ่งได้รับรางวัล Heritage Award ในปี ค.ศ. 2013 ขณะที่โรงแรมประเภท Heritage Hotel ที่มีสถาปัตยกรรมเชิงอนุรักษ์จะได้รับความนิยม และมีราคาสูงกว่าโรงแรมทั่วไป เป็นต้น 4) กำรเพิ่มมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดิน (Property Values) ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีผลการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการ อนุรักษ์อาคารในย่านประวัติศาสตร์ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในหลายพื้นที่ เมือง โคลัมเบีย เมืองหลวงของมลรัฐแคโรไลน่าใต้ (Columbia, South Carolina) มีมูลค่าทรัพย์สินบน ที่ดินในย่านเมืองเก่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มที่เร็วกว่าอัตราการเพิ่มของตลาด อสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม ส่วนเมืองโบฟอร์ต (Beaufort) ที่อยู่ในมลรัฐเดียวกันนั้น บ้านในย่าน เมืองเก่ามีอัตราการขายสูงกว่าบ้านที่อยู่นอกเขตเมืองเก่าในบริเวณเดียวกันถึงร้อยละ 21 (รูปที่ 2.8) ขณะที่สถิติจากเมืองทั้ง 6 แห่งในมลรัฐแมรี่แลนด์ (Maryland) และเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย (Staunton, Virginia) ก็แสดงผลไปในทิศทางเดียวกัน ในกรณีมลรัฐแมรี่แลนด์ อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าสูงกว่าเขตเมืองทั้งหมดถึง 5 แห่ง ได้แก่ เมือง Annapolis, Chestertown, Frederick, Laurel และ Mt.Vernon-Baltimore ยกเว้นเมือง Berlin ที่มี อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าและเขตเมืองทั้งหมดใกล้เคียงกัน (รูปที่ 2.8) กรณีเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย ผลการศึกษาพบว่าในช่วงเวลาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987- 1995 อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าทั้ง 4 แห่งสูงกว่าย่านที่ไม่ใช่เมืองเก่า อย่างเห็นได้ชัด โดยย่านที่ไม่ใช่เมืองเก่า (กราฟแท่งสีแดง รูปที่ 2.9) มีอัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์ สินบนที่ดินต่าที่สุดคือร้อยละ 51.1 ส่วนมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในเขตเมืองเก่าอีก 4 แห่งล้วนมีอัตรา
  • 24.
    17 การเพิ่มสูงกว่าทั้งสิ้น ได้แก่ ร้อยละ51.9, 54.2, 62.8 และ 66.0 ในย่านเมืองเก่า Newtown, Beverly, Gospel Hill และ Stuart Historic District ตามลาดับ ในประเทศสิงคโปร์ อาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงกับศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ ของเมืองมีค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าในภาพรวมร้อยละ 10-20 ขณะที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดที่อยู่ อาศัยในรอบสิบปีที่ผ่านมาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ที่อยู่อาศัยในย่านประวัติศาสตร์มีมูลค่า สูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายคอนโดมีเนียมที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 150 เท่านั้น ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยผู้อยู่อาศัยในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ชี้ชัดว่าประชาชนยินดีที่จะจ่ายเงิน จานวนมากขึ้นเพื่อซื้อหรือปรับปรุงอาคารบ้านเรือนในย่านเมืองเก่าเพื่อเป็นการรับประกันว่า บรรยากาศและสภาพแวดล้อมบริเวณละแวกบ้านใกล้เคียงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.8 ผลกระทบของย่ำนประวัติศำสตร์ที่มีต่อมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดินในสหรัฐอเมริกำ
  • 25.
    18 ที่มา : Dr.EsterVan Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.9 กำรเพิ่มมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดินในเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกำ 5) กำรบ่มเพำะธุรกิจขนำดเล็ก (Small Business Incubation) ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ มากกว่าร้อยละ 80 ของงานใหม่เกิดจากธุรกิจขนาด กลางและขนาดย่อม ในประเทศกาลังพัฒนา ร้อยละ 99 ของงานใหม่เกิดจากธุรกิจขนาดเล็ก ย่าน เมืองเก่าเป็นอีกทาเลหนึ่งที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเกิดขึ้นและดารงอยู่ได้ในภาวะที่มี การแข่งขันสูง ตัวอย่างเช่น ย่านหูถ่ง (Hutong) ตรอกเล็กๆ ในเมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีสภาพการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและชุมชนแบบในศตวรรษที่ 16 ซึ่งกลายเป็นเหยื่อของการฟื้นฟู เมืองขนานใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ของหูถ่งถูกนักพัฒนาที่ดินกว้านซื้อ อย่างรวดเร็วเพื่อซ่อมแซม ปรับปรุงและเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ให้เป็นย่านการค้าและบริการรองรับ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะดึงการจ้างงานธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าไปในพื้นที่ อีกเป็นจานวนมาก อีกตัวอย่างหนึ่งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แม้จะมีอาคารเก่าเหลืออยู่น้อย แต่ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการริเริ่มโครงการอนุรักษ์โดยไม่ทาลายอาคารเก่าเสื่อมโทรมใจกลางเมือง แต่จะใช้ อาคารดังกล่าวเป็นศูนย์บ่มเพาะความรู้ด้านการออกแบบ เป็นต้น
  • 26.
    19 เห็นได้ว่าการสร้างเศรษฐกิจของเมืองโดยใช้การปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมือง มีปัจจัยส่งเสริมคืออิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ที่เอื้อให้การอนุรักษ์มรดกของเมืองขยายตัวขึ้นอย่าง รวดเร็วทั่วทุกมุมโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมที่เชื่อมโยงพื้นที่และผู้คนจากถิ่นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อย่างการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาการอนุรักษ์มรดกของเมืองได้รับความสนใจจากผู้อยู่อาศัย ในเขตเมืองเก่าด้วยเพราะเห็นผลดีของการอนุรักษ์จากมุมมองด้านเศรษฐกิจ มรดกของเมืองควร ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์หรือต้นทุนมากกว่าเป็นสิ่งกีดขวางการพัฒนา แม้ประสบการณ์จากเมือง ต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเซียชี้ให้เห็นว่าย่านใจกลางเมืองเก่า (inner city area) ล้วน เคยถูกละทิ้ง ไม่เห็นความสาคัญ กระทั่งได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยเล็งเห็นถึง ศักยภาพของอาคารบ้านเรือนเก่าในการพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์มรดกของเมืองจึงไม่เพียงแต่ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองให้ดาเนินต่อเนื่องไปในอนาคต แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอีกด้วย 2.2.2 มุมมองด้ำนสังคม การปกป้องรักษามรดกของเมืองในมิติทางสังคมเกี่ยวข้องกับ “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาเมือง โดยทั่วไปทุนทาง สังคมหมายถึงทรัพยากรทางสังคมและวัฒนธรรม ที่รวมไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเกื้อกูลกัน การยึดมั่นในหลักศีลธรรม การสร้างเครือข่ายทางสังคม การมีบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ทางสังคม ร่วมกัน และการมีภูมิปัญญาของตนเอง5 ปัจจุบันมีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์หลายกรณีที่ชี้ให้เห็น ถึงผลดีทางสังคมจากการอนุรักษ์มรดกของเมือง ซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของ เมืองช่วยสร้างความภาคภูมิใจ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนทางสังคมของชุมชนเมืองในท้ายที่สุด ซึ่งสามารถอธิบาย รายละเอียดในแต่ละเรื่องได้ดังนี้6 5 ปิยะพงษ์ บุษบงก์ และ สุนทรชัย ชอบยศ. (2558) สถานะทุนทางสังคมที่สะท้อนความเป็นอีสานในชุมชนเมืองและบทบาทในการ เสริมสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์และยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนเมืองเก่าในอีสานกลาง. กรุงเทพฯ : แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการ พัฒนาอนาคตของเมือง. หน้า 12. 6 ดัดแปลงจากเอกสารเผยแพร่เรื่อง “Social Benefits of Heritage Conservation” ของกระทรวงการท่องเที่ยว อุทยาน วัฒนธรรม และกีฬา ประเทศแคนาดา. เข้าถึงได้จาก http://www.pcs.gov.sk.ca/socialbenefits (8 September 2016).
  • 27.
    20 1) กำรสร้ำงควำมภำคภูมิใจ (BuildsCommunity Pride) แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์คือหลักฐานที่เชื่อมโยงอดีต สะท้อนเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อ สภาพปัจจุบันของชุมชน ทั้งยังเป็นที่ระลึกถึงวิสัยทัศน์และคุณูปการของคนรุ่นก่อน ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละชุมชนถูกเขียนขึ้นบนตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง และภูมิ ทัศน์ต่างๆ แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์จึงทาให้คนมีสานึกแห่งอัตลักษณ์และช่วยสร้างความภาคภูมิใจ ให้แก่พลเมือง ผลการสารวจล่าสุดในมลรัฐซัสแคตเชวัน (Saskatchewan) ประเทศแคนาดาพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ให้ข้อมูลเห็นด้วยที่ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองเป็นเรื่องสาคัญ โดยเฉพาะการปกป้องรักษาอาคารเก่าจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจและเสริมอัตลักษณ์ของเมือง ขณะที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในย่านหอกลอง กรุงปักกิ่ง (Gulou Area in Beijing) ชี้ว่าผลประโยชน์ที่ สาคัญสูงสุดที่ได้รับจากโครงการอนุรักษ์ย่านหอกลองคือความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้อยู่อาศัยในย่านนี้7 2) กำรเสริมสร้ำงคุณภำพชีวิตที่ดี (Enhances Quality of Life) อาคารบ้านเรือนและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมีส่วนสาคัญที่ช่วยสร้าง คุณภาพชีวิตที่ดีและความน่าอยู่ให้เกิดขึ้นภายในเมือง ชุมชนย่านแหล่งประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ ปกป้องรักษาเป็นอย่างดีจะสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นมิตรกันของผู้คน ทั้งนี้ คุณลักษณะที่โดด เด่นของเมือง สิ่งแวดล้อมในระดับมนุษย์อยู่อาศัย (Human Scale) และความคุ้นเคยกันของผู้คน เป็นส่วนสาคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็ง ดึงดูดสานึกในถิ่นที่ (Sense of Place) ของทั้งผู้อยู่อาศัย และผู้เยี่ยมเยือน ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา “โครงการถนนสายหลัก” (Main Street Project) ช่วย ฟื้นฟูชุมชนมากกว่า 1,500 แห่งด้วยการฟื้นฟูย่านเก่าชุมชนเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวา ในแง่ปัจเจกบุคคล ชุมชนย่านแหล่งประวัติศาสตร์ประกอบด้วยบริการและสิ่ง อานวยความสะดวกในระยะการเดินเท้า ซึ่งมีส่วนส่งเสริมให้เกิดวิถีสุขภาวะดี (Healthy Lifestyle) เพราะเอื้อให้ผู้คนเข้ามาเดินออกกาลังกายในชีวิตประจาวัน ผลการวิจัยยืนยันว่าผู้อยู่อาศัยในชุมชน ที่เดินถึงกันได้ มีโอกาสได้ออกกาลังกายสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้คนทั่วไป และมีความเสี่ยงต่าต่อปัจจัย ที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน อีกทั้งการพึ่งพารถยนต์ที่ต่าลงยังช่วยปรับปรุง คุณภาพอาศ จึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและปอดที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ความตายและ ความเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุทางถนนยังอาจจะลดลงได้อีกด้วย 7 Cheng Yuchen. (2014) “Does Heritage Conservation Generate Social Benefit?”. (Thesis) HK: University of Hong Kong. p.57. Retrieved from http://dx.doi.org/10.5353/th_b5334549 (8 September 2016).
  • 28.
    21 3) กำรสร้ำงควำมเข้มแข็งของชุมชน (StrengthensCommunities) แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์สร้างสานึกร่วมทางประวัติศาสตร์ นาไปสู่ความรู้สึก เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในหมู่สมาชิกของชุมชน อีกทั้งยังเปิดโอกาสและพื้นที่สาหรับงานเทศกาล งาน เฉลิมฉลอง และงานกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนที่นาผู้คนมารวมตัวกัน ในหลายชุมชนอาคารเก่าคือ แหล่งสาคัญในฐานะสถานที่ทางานของกลุ่มอาสาสมัคร องค์กรบริการสังคม และองค์การพัฒนา ชุมชนต่างๆ8 นาไปสู่การติดต่อกันทางสังคมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้คน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทุนทางสังคม และความสามารถในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้ ย่านชุมชน เก่านาเสนอบริการและรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย จึงเอื้อให้เกิดการผสมกลมกลืนของผู้คน ที่มาจากภูมิหลังอันแตกต่างหลากหลาย นาไปสู่การก่อร่างเครือข่ายทางสังคมขนาดใหญ่ที่ถูก รวบรวมเข้ามา การปกป้องมรดกของเมืองจึงช่วยรักษาการสร้างความเชื่อมโยงและเครือข่ายทาง สังคมในระยะยาว ในประเทศไทย ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือ “กลุ่มผู้เฝ้ามองแห่งสายบุรี” (Saiburi Looker) เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เฝ้ามองปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน เมืองสายบุรี ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นาไปสู่การฟื้นฟู ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและค้นหาคาอธิบายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและ วัฒนธรรม ผ่านเรื่องเล่าของผู้คนที่ถ่ายทอดถึงตัวตนของคนสายบุรีและความเป็นสายบุรี โดยใช้ บ้านเก่า อาคารเก่า ย่านเก่า เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน (รูปที่ 2.10) นอกจากจะมี วัตถุประสงค์เพื่อค้นหาร่องรอยและทาความเข้าใจกับที่มาที่ไปของของตนเองแล้ว Saiburi Looker ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจกับบุคคลทั้งที่เป็นคนในพื้นที่และบุคคลภายนอก โดยสื่อสาร ผ่านกิจกรรมทางด้านศิลปะ ภาพถ่าย หนังสั้น และสื่อสมัยใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นของคนที่มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา นาไปสู่การลดความขัดแย้ง สร้างสังคมที่ เข้มแข็ง มีสุขภาวะที่ดีและยั่งยืน9 4) กำรสนับสนุนควำมยั่งยืนทำงสังคม (Promoting Social Sustainability) แหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองคือทรัพยากรทางการศึกษาที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจและ ซาบซึ้งกับสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม เห็นได้จากการที่อาคารเก่าในแหล่ง ประวัติศาสตร์รวบรวมทักษะฝีมือเชิงช่างดั้งเดิม จึงเพิ่มโอกาสให้มีการศึกษาเรียนรู้และใช้งานทักษะ 8 ตัวอย่างเช่น โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น (พ.ศ. 2468) ปัจจุบันเป็นที่ทาการของภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม (Songkhla Heritage Trust Office) 9 แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “สาดสีเมืองสาย: ศิลปะกับการพัฒนาเมืองสายบุรี” (สูจิบัตร) ใน การประชุมวิชาการ “คนสร้างเมือง” เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ.
  • 29.
    22 ต่างๆ เพื่อสืบทอดและส่งต่อ ในฐานะที่เป็นที่รองรับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแหล่งประวัติศาสตร์ยัง ช่วยให้ผู้คนเข้าใจชุมชนของตนเอง และกระตุ้นเตือนให้เกิดความรับผิดชอบต่อคนรุ่นก่อนและคนรุ่น ต่อไป การปกป้องรักษามรดกของเมืองสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระตุ้นให้ผู้คน พัฒนาทักษะความสามารถเพื่อเข้าร่วมกิจการงานของชุมชน กลายเป็นพลเมืองผู้ร่วมมือพัฒนา (engaged citizens) ซึ่งเข้าร่วมกับกลุ่มองค์กรอนุรักษ์มรดกของเมืองในกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นความ สนใจในประเด็นปัญหาของชุมชน และหนุนเสริมผู้คนให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการวางแผน พัฒนา ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการสร้างความยั่งยืนของชุมชน ที่มา : https://www.facebook.com/saiburilooker/ รูปที่ 2.10 “บ้ำนพิพิธภักดี” อำคำรเก่ำแก่ทำงประวัติศำสตร์ที่กลุ่มสตรีสำยบุรีร่วมกันระดมเงินทุน เพื่อใช้ในกำรอนุรักษ์ และเปิ ดให้องค์กรต่ำงๆ ใช้พื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมสำธำรณะ
  • 30.
    23 เห็นได้ว่าการขยายฐานทุนทางสังคมของเมืองให้กว้างขวางขึ้นโดยใช้การปกป้องรักษา มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองนั้น เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องการเกื้อกูลกัน (SocialCohesion) การสร้างเครือข่ายทางสังคม (Social Network) และการมีภูมิปัญญาของตนเอง โดยมีปัจจัยส่งเสริม คืออิทธิพลของกระแสท้องถิ่นนิยม (Localism) ภายใต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรชุมชนและภาค ประชาสังคมของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วโลก เพื่อผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรใน ชุมชนด้วยตนเอง ในประเทศไทย ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ส่งผลต่อสถานภาพของท้องถิ่นนิยมมาก ที่สุด ได้แก่ การกระจายอานาจการปกครองให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และการกระจายอานาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยมีเป้าหมาย ในการขยายสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง การปกป้องรักษามรดกของ เมืองจึงเป็นวิธีการที่กลุ่มองค์กรชุมชนนามาใช้ในการดึงพลังจากผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้น คืนชีวิตชีวาให้แก่เมือง ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาความเสื่อมโทรม และมีภัยคุกคามจากภายนอก หลายประการ ด้วยเพราะเห็นผลดีของการอนุรักษ์จากมุมมองด้านสังคม มรดกของเมืองควรถูกมอง ว่าเป็นต้นทุนทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาของเมืองในแง่ของแหล่งเสื่อมโทรม แม้ประสบการณ์จาก เมืองต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเซียชี้ให้เห็นว่าย่านใจกลางเมืองเก่าล้วนเคยถูกละทิ้งให้ เป็นแหล่งเสื่อมโทรมและเต็มไปด้วยอาชญากรรม กระทั่งได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ให้มีความ ปลอดภัยเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยและต้อนรับนักท่องเที่ยว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม” ที่เข้ามาประสานและสนับสนุนการ ทางานทั้งของภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูย่านเมืองเก่าสงขลาที่ประสบปัญหา หลากหลายประการ ได้แก่ การย้ายออกของผู้คนไปยังศูนย์กลางแห่งใหม่คือสงขลาและที่อื่นๆ การ เข้ามาของกิจการประมงขนาดใหญ่นามาซึ่งท่าเรือ รถบรรทุก กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับประมง และ ประชากรแฝง ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาขยะ อาชญากรรม ยาเสพติด การค้าประเวณี ฯลฯ ล้วนชักนา ให้เกิดสภาพความเสื่อมโทรมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปลุกกระแสฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลาที่เกิดขึ้น จากกิจกรรมต่างๆ ที่ทางภาคีฯ จัดขึ้น ประกอบกับการยกระดับการทางานสู่สากลด้วยการจัดตั้ง Heritage Trust ขึ้นอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ปัจจุบันภาคีฯ มีสมาชิกที่ทางานเป็นกลุ่มหลัก (Core Team) จากหลากหลายอาชีพราว 60 คน มีสมาชิกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกับสมาคมอีกกว่า 800 คน และมีสมาชิกที่ติดตามข่าวสารทาง Facebook ภาคีคนรักเมืองสงขลาอีกประมาณ 7,000 กว่าคน โดยมีวิธีการทางานเพื่อนาไปสู่เป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวดังนี้10 ในระยะสั้น ภาคีฯ มีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยตระหนักถึงคุณค่าของเมืองเก่า โดยเน้นให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่า ภายใต้การจัดโครงการและกิจกรรมระดับเมือง อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรยากาศเมืองที่จะนาไปสู่การสร้างคน รวมถึงการจัดทาข้อมูลมรดกเมือง 10 แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “Heritage Trust กับการพัฒนาย่านเมืองเก่าสงขลา” ใน นวัตกรรมการพัฒนาเมืองของไทย. กรุงเทพฯ : นพม.
  • 31.
    24 ในด้านต่างๆ เพื่อถ่ายทอดจูงใจผู้คน ส่งผลให้ช่วงปีพ.ศ. 2557-2558 เมืองสงขลามีความคึกคักและ จุดกระแสการฟื้นฟูเมืองได้สาเร็จ ซึ่งแต่ละกิจกรรมมีผู้คนในเมืองออกมาเข้าร่วมเป็นจานวนมาก อาทิ โครงการ “ฉายภาพเก่า เล่าเรื่องแต่แรก” โครงการอบรมมัคคุเทศก์เมืองเก่า ศูนย์การเรียนรู้ นครสงขลา เทศกาลดนตรี เทศกาลละคร และ Street Art เป็นต้น ในระยะยาว ภาคีฯ มีเป้าหมายในการนาเมืองสงขลาเข้าสู่เมืองมรดกโลก โดยมีการเตรียม ข้อมูลด้านต่างๆ ทั้งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจากนักวิชาการในพื้นที่ โดยเฉพาะมรดกทาง สถาปัตยกรรม เพื่อนาเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในขณะเดียวกันก็ถูกนาไปใช้เป็นข้อมูล สาหรับการจัดทาแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่าต่อไป 2.2.3 มุมมองด้ำนสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีการศึกษาในเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีทางสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์มรดก ของเมือง ซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองช่วยลดการบริโภคพลังงานและ ทรัพยากร รวมถึงลดขยะและมลพิษ ในแง่การลดใช้ทรัพยากร การทาลายอาคารเก่ามีสาเหตุจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวอาคารเพียงร้อยละ 4 ที่เหลือนั้นถูกทาลายเนื่องจากการปรับปรุงย่าน ชุมชนอยู่อาศัย เนื่องจากอาคารเก่าถูกพิจารณาว่าไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและ อนาคต นับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองรูปแบบหนึ่ง ส่วนการลดใช้พลังงานจัดเป็นประเด็นที่สาคัญ เนื่องจากช่างฝีมือดั้งเดิมเรียนรู้ว่าวัตถุดิบใน การก่อสร้างและการออกแบบอย่างไรที่จะส่งผลต่อการลดใช้พลังงาน อาทิ เพดานสูงและช่องลมช่วย นาแสงสว่างตามธรรมชาติเข้าสู่อาคารและช่วยระบายอากาศ กันสาด ระเบียง และผนังที่หนามีส่วน ช่วยในการควบคุมบังคับน้าฝนและอุณหภูมิให้พอเหมาะพอดี ตลอดจนการวางผังบริเวณและ กาหนดทิศทางอาคารส่งผลในเรื่องการควบคุมแสงแดด ร่มเงา และการเปิดรับลม สิ่งเหล่านี้จะช่วย ลดพลังงานที่เกิดจากการใช้งาน (Operating Energy) ตลอดช่วงอายุการใช้งาน อย่างไรก็ดี มีข้อ โต้แย้งว่าอาคารสมัยใหม่จะช่วยลดพลังงานที่เกิดจากการใช้งานได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การ วิเคราะห์ว่าการใช้พลังงานในอาคารหนึ่งหลังส่งผลกระทบอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมจาเป็นต้อง พิจารณาต้นทุนด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับอาคารทั้งหมด ได้แก่ การก่อสร้างอาคาร (Construction Energy) การใช้งานอาคาร (Operating Energy) การดูแลรักษาอาคาร (Maintenance Energy) และ การทาลายอาคาร (Demolition Energy) การอนุรักษ์อาคารเก่าจึงไม่มีต้นทุนด้านพลังงานในการ ทาลายอาคารเก่าและก่อสร้างอาคารใหม่ แม้จะมีต้นทุนในการดูแลรักษาที่สูงกว่า
  • 32.
    25 การทาลายอาคารเก่ายังส่งผลให้เกิดขยะพวกเศษวัสถุก่อสร้างจานวนมากในบ่อฝังกลบ ใน ปี ค.ศ.1996 ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาแสดงว่าขยะจากการทาลายอาคารเก่ามีสัดส่วนถึงร้อยละ 19 ของเศษวัสดุที่ส่งไปยังบ่อฝังกลบ ขณะที่ในประเทศแคนาดา ประมาณว่ามีขยะจากการทาลาย อาคารเก่าอยู่ระหว่าง 1-2 ล้านตันที่ถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ11 2.3 กำรพัฒนำเมืองภำยใต้บริบทเมืองยุคใหม่ 2.2.1 เมืองสร้ำงสรรค์ (Creative City) เมืองสร้างสรรค์ (Creative City) เกิดขึ้นภายใต้กรอบคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่เริ่มใน ยุโรป โดยสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้ความสาคัญต่อแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นประเทศต้นแบบที่มีความสาเร็จในการพัฒนาจนได้รับการ ยอมรับให้เป็น “ศูนย์กลางความสร้างสรรค์ของโลก” (World Creative Hub)12 ขณะที่องค์การ ระหว่างประเทศอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ องค์การความร่วมมือเพื่อการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ หรือองค์การยูเนศโก (UNESCO) ได้มีส่วนสาคัญในการขับเคลื่อนกรอบคิดเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชน เมือง ประเทศ ที่ครอบงานโยบายการ พัฒนาชุมชน เมือง และประเทศทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ 2000 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สาหรับประเทศไทย การดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกรอบคิดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เริ่มต้น อย่างเป็นทางการจากรายงานการศึกษาเบื้องต้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (The Creative Economy) ในปี พ.ศ. 2552 นาไปสู่การจัดตั้งสานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ (สศส.) ในปีถัด มา ซึ่งตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีฯ ที่ให้มีการจัดตั้ง สศส. ยังได้มีการกาหนดบทนิยาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หมายความว่า “แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ ความรู้ การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่”13 เห็นได้ว่า “พื้นฐานทางวัฒนธรรม” 11 ดัดแปลงจากเอกสารเผยแพร่เรื่อง “Environmental Benefits of Heritage Conservation” ของกระทรวงการท่องเที่ยว อุทยาน วัฒนธรรมและกีฬา ประเทศแคนาดา. เข้าถึงได้จาก http://www.pcs.gov.sk.ca/envirobenefits (8 September 2016). 12 สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สานักงานบริหารและจัดการ องค์ความรู้. (2552) รายงานการศึกษาเบื้องต้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (The Creative Economy). กรุงเทพฯ: บริษัท บี.ซี. เพรส (บุญ ชิน) จากัด. 13 สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ พ.ศ. 2553. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 107 ง (12 กันยายน 2553) หน้า 1-8.
  • 33.
    26 เป็นคาสาคัญ (Keyword) ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่หนึ่ง ครั้นถึงปีพ.ศ. 2554 นับเป็นจุดเริ่มต้นสาคัญที่มีการกาหนดให้ธุรกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559)14 และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กองทุน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์15 ในปี พ.ศ. 2556 แม้ว่า ภายหลังจะมีการยุบเลิกกองทุนฯ อีกทั้งคาว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะถูกแทนที่ด้วย “เศรษฐกิจ ดิจิทัล” ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แต่กรอบคิดและการดาเนินงานเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทยยังคงมีอยู่ต่อไปภายใต้บริบทโลกยุคคลื่นลูกที่ 4 และบริบทการ พัฒนาประเทศ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ซึ่งต้องอาศัยความคิด สร้างสรรค์ต่อยอดต้นทุนทางกายภาพ (ความหลากหลายทางชีวภาพ) และวัฒนธรรม “เมืองสร้างสรรค์” (Creative Cities) เป็นแนวคิดที่ปรากฎขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษที่ 1980 ภายใต้บริบทความหยุดนิ่งและเสื่อมถอยของเมืองในยุโรป อันเนื่องมาจากการปรับโครงสร้าง การค้าการลงทุนของโลกที่เคลื่อนย้ายไปสู่ซีกโลกตะวันออกและที่อื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากข้อคิดของ ชาร์ลส์ แลนดรีย์ (Charles Landry) ที่ว่าเมืองมีทรัพยากรที่สาคัญมากอยู่เพียงประการเดียวนั่นคือ ประชากรของเมือง ซึ่งความสร้างสรรค์ของประชากรในเมืองกาลังแทนที่ทาเลที่ตั้ง ทรัพยากรธรรมชาติ และการเข้าถึงตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเมืองภายใต้บริบทที่ อุตสาหกรรมการผลิตเฟื่องฟู ปัจจุบันเมืองระดับโลกหลายแห่งต่างเผชิญหน้ากับช่วงเวลาแห่งการ เปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เมืองในเอเซียกาลังเติบโต ขณะที่ อุตสาหกรรมการผลิตดั้งเดิมของเมืองในยุโรปกาลังหายไป ส่งผลให้การสร้างมูลค่าเพิ่มในเมือง ต่าลง16 แนวคิดเมืองสร้างสรรค์ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการและมีการดาเนินงานอย่างเป็น รูปธรรมภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network หรือ UCCN) ที่จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดยมีหลักคิดเรื่องเมืองสร้างสรรค์ที่เน้นการสร้างความร่วมมือ ระหว่างชุมชนท้องถิ่นและภาครัฐในการสร้างสรรค์เมืองผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้าง 14 สานักนายกรัฐมนตรี. ประกาศ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 152 ง (14 ธันวาคม 2554) หน้า 49. 15 สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 13 ง (29 มกราคม 2556) หน้า 1-8. 16 UNCTAD and UNDP. (2008) “Creative Economy Report 2008”. Retrieved from http://unctad.org/en/docs/ditc20082cer_ en.pdf (12 September 2016).
  • 34.
    27 ทางสังคม-เศรษฐกิจ และการนาสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม อาทิประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ นาไปสู่การสร้างเมืองที่มีบรรยากาศที่เอื้อ ต่อการสร้างธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งกาหนดประเภทเมืองสร้างสรรค์โดยอ้างอิงจาก อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ 7 ประเภท ได้แก่ เมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Arts) เมืองแห่งงานออกแบบ (Design) เมืองแห่งภาพยนตร์ (Film) เมืองแห่งอาหาร (Gastronomy) เมืองแห่งวรรณกรรม (Literature) เมืองแห่งสื่อศิลปะ (Media Arts) และเมืองแห่ง ดนตรี (Music) โดยบทนิยามของเมืองสร้างสรรค์ที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางในปัจจุบันถูกระบุไว้ใน รายงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ค.ศ. 2008 (UNCTAD) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ว่า17 “เมืองสร้างสรรค์คือที่ซึ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันหลากหลายเป็นส่วน สาคัญของเศรษฐกิจและสังคมของเมือง เมืองสร้างสรรค์มีแนวโน้มที่จะสร้าง ตัวขึ้นจากพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง (strong social and culturalinfrastructure)มีการรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของการจ้างงานด้าน การสร้างสรรค์ (creative employment) และสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุน ต่อเนื่อง (inward investment) อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี (well-established cultural facilities)” เมื่อพิจารณาจากบทนิยามข้างต้นจะเห็นได้ว่าเมืองสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับมิติทาง วัฒนธรรมอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ พื้นฐานทางวัฒนธรรม กิจกรรมทางวัฒนธรรม และ สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะพื้นฐานทางวัฒนธรรมของเมือง ซึ่งประกอบด้วยมรดกทาง วัฒนธรรมทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (Tangible and Intangible Heritage) การ ดาเนินการต่างๆ เพื่อปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองจึงสอดรับกับกรอบคิดเรื่องเมือง สร้างสรรค์ และควรถูกพิจารณาให้เป็นประเด็นหลักของการพัฒนาเมือง แม้ว่าผลของการพัฒนา อาจจะไม่ดึงดูดให้เกิด “การรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของการจ้างงานด้านการสร้างสรรค์” และ “การลงทุนต่อเนื่องอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี” ตาม บทนิยามที่วางขึ้นตามกรอบคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งให้ความสาคัญกับตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจของ เมืองเป็นหลัก แต่อย่างน้อย “สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี” จากการ ปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้คน 17 อ้างแล้ว (เชิงอรรถที่ 16), หน้า 16-17.
  • 35.
    28 ให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการอยู่อาศัยใช้ชีวิต มากกว่าความรู้สึกทุกข์ทนสิ้นหวังกับสภาพ ปัญหาของเมืองที่กาลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน สาหรับประเทศไทยเมืองภูเก็ตได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ แห่งยูเนสโก (UCCN) ประเภทเมืองแห่งอาหาร (Gastronomy)18 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ภายใต้จุดเด่นของเมืองภูเก็ตในแง่ของการมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรม อาหารที่เกิดจากสังคมพหุวัฒนธรรม อีกทั้งอาหารภูเก็ตยังเป็นองค์ประกอบสาคัญในทุกเทศกาล พิธีการ วิถีชีวิตในครอบครัว และใช้เพื่อการต้อนรับแขกบ้านเมืองให้ประทับใจอยู่เสมอ เนื่องจาก อาหารท้องถิ่นภูเก็ตหลายประเภทมีอัตลักษณ์ ซึ่งเกิดจากสูตรลับเฉพาะที่ถ่ายทอดผ่านคนใน ครอบครัว และหลายอย่างเป็นวัตถุดิบที่มีเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จาเป็นต้องอาศัยการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการดารงอยู่อย่างยั่งยืน ตลอดจนมีความเข้มแข็งและความ ร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ทาให้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมบนพื้นฐานวิทยาการ ด้านอาหารหลากหลายชนิด อาทิ การจาหน่ายอาหารท้องถิ่นแปรรูป เพื่อเป็นของฝาก ของที่ระลึก การจัดบริการอาหารในร้านอาหารหรือโรงแรม การมีเทศกาลอาหารต่างๆ รวมถึงการเข้ามา แลกเปลี่ยนของอาหารนานาชาติ ทาให้เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้แก่ เมืองและประชาชน จุดเด่นประการสุดท้ายคือชาวภูเก็ตมีอัธยาศัยแบบไทย (Thai Hospitality) ยินดี ต้อนรับด้วยเมืองที่มีภูมิทัศน์งดงาม บรรยากาศอบอุ่น สมกับคากล่าวที่ว่า “กินดี อยู่ดี มีจิตงาม ที่ ภูเก็ต” (Good Food, Good Health, Good Spirit in Phuket)19 เมืองเชียงใหม่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเมืองที่มีความพร้อมด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถดึงดูดและรักษากลุ่มนักคิด และคนทางานสร้างสรรค์ให้มารวมตัวกันได้ รวมถึงมีสถาบันการศึกษาที่เป็นผู้นาทางความคิดและ ผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่น โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์กลุ่มทักษะและ อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษาใน 3 พื้นที่เศรษฐกิจหลักของเมือง ได้แก่ ย่านคูเมือง ย่าน นิมมานเหมินท์และย่านอุโมงค์-โป่งน้อย พบว่า ย่านนิมมานเหมินท์และย่านคูเมืองมีอุตสาหกรรม สร้างสรรค์และอุตสาหกรรมสนับสนุนแทรกตัวอยู่ภายในพื้นที่ โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ประเภท เฟอร์นิเจอร์ในย่านนิมมานเหมินท์ และธุรกิจสานักงานออกแบบและสื่อสิ่งพิมพ์ในย่านคูเมืองมี ศักยภาพในการพัฒนามากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าทั้ง 3 พื้นที่มีบุคลากรสร้างสรรค์ที่เป็นคนทางาน 18 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของภูเก็ตเมืองวัฒนธรรมสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก http://phuketgastronomy.com/ 19 เทศบาลนครภูเก็ต. (2558) “นครภูเก็ตได้รับประกาศเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโก (Phuket : City of Gastronomy)” เข้าถึงได้จาก http://www.phuketcity.go.th/news/detail/1701 (12 กันยายน 2559).
  • 36.
    29 ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ประกอบการ พนักงานกลุ่ม คนทางานอิสระ (Freelance) นักคิด และนักเคลื่อนไหวทางานและอาศัยอยู่ในพื้นที่20 ซึ่งหาก พิจารณาตามบทนิยามของเมืองสร้างสรรค์แล้ว เมืองเชียงใหม่มีครบพร้อมทั้งพื้นฐานทางสังคมและ วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง กิจจกรรมทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่ถูก สร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี ที่เอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของการจ้างงานด้านการ สร้างสรรค์ และสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องไปได้ในอนาคต 2.2.2 เมืองสุขภำวะ (Healthy City) เมืองสุขภาวะ ริเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1986 โดยสานักงานองค์การอนามัยโลก ภาคพื้นยุโรป (The WHO Regional Office for Europe หรือ WHO/Europe) จากนั้นถูกนาไปใช้ เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วทั้งยุโรปและ ส่วนอื่นๆ ของโลกอย่างรวดเร็ว ภายใต้กรอบคิดการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมสุขภาวะ (Healthy Settings Movement)21 ขององค์การอนามัยโลก อย่างไรก็ดี พบว่า มีผู้พัฒนาแนวคิดเมืองสุขภาวะ มาก่อนหน้านั้นแล้วคือเมืองโตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ซึ่งได้เริ่มจัดตั้งหน่วยส่งเสริม สุขภาพขึ้นโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 และประกาศตัวในปี ค.ศ. 1984 ว่าโตรอนโตจะเป้าลุเป้าหมายเมืองสุขภาวะในปี ค.ศ. 2000 (Healthy Toronto 2000) การเกิดขึ้นของแนวคิดเมืองสุขภาวะเป็นผลจากบริบทสังคมยุโรปและอเมริกาเหนือในยุค สมัยใหม่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมืองต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการปฏิวัติ อุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ชาวเมืองประสบปัญหาด้านสุขภาพหลายประการที่แนวทางการ สาธารณสุขแบบดั้งเดิม (Conventional public health approaches เน้นการป้องกันและรักษาโรค) ไม่เพียงพอที่จะจัดการปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ต่อการก่อโรค ซึ่งมีทั้งเรื่องการใช้ความรุนแรง อุบัติเหตุทาง ถนน ความยากจน ฯลฯ ทั้งนี้ มีผลการศึกษาจากนักวิชาการชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักในการปรับปรุง ระบบสาธารณสุขภายในเมืองไม่ใช่การมีระบบรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เป็น 20 หน่วยวิจัยเมือง (City Research Unit), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2555) “เชียงใหม่ ต้นแบบเมืองสร้างสรรค์” เข้าถึงได้จาก http://www.cityresearchunit.org/th/projects/chiangmai_creative_city.html (12 กันยายน 2559). 21 สภาพแวดล้อมสุขภาวะ (Healthy Setting) คือสถานที่หรือบริบททางสังคม (Social Context) ที่ผู้คนใช้ชีวิตประกอบกิจกรรม ประจาวัน ซึ่งสิ่งแวดล้อม องค์กร และปัจจัยส่วนบุคคลล้วนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมสุขภาวะขององค์การอนามัยโลก ประกอบด้วย หมู่บ้าน หมู่บ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทางาน ตลาด โรงพยาบาล เรือนจา ชุมชนและเทศบาล เมือง หมู่เกาะ และสังคมผู้สูงอายุ (WHO, “Healthy Seyying”. Retrieved from http://www.who.int/healthy_settings/about/en/ (12 กันยายน 2559).
  • 37.
    30 ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข ภายในเมืองอาทิ การจากัดขนาดของครัวเรือน การเพิ่มขึ้นของระบบห่วงโซ่การผลิตอาหาร สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ดี เป็นต้น ส่งผลให้เกิดแนวทางการพัฒนาเมืองที่รวมแนวคิดทางด้าน สาธารณสุข (Health) เข้ามาด้วย22 โดยแนวคิดทางด้านสาธารณสุขที่กล่าวถึง ได้แก่ แนวคิด สาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) และยุทธศาสตร์สุขภาพดีถ้วนหน้า (WHO Strategy of Health for All in 1980) รวมถึงมีกระแสการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) และวาระการ พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นบริบทที่สาคัญในช่วงเวลานั้น บทนิยามเมืองสุขภาวะ (Healthy Cities) โดยองค์การอนามัยโลกคือเมืองที่มีการสร้างสรรค์ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการขยายฐาน ทรัพยากรของชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันในการดารงชีวิตทุก บทบาทหน้าที่ และพัฒนาให้แต่ละคนมีศักยภาพสูงสุด การพัฒนาเมืองสุขภาวะจึงเป็นกระบวนการ ที่จะทาให้ประชาชนตระหนักถึงความสาคัญและเห็นคุณค่าของสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพ สังคม และพร้อมที่จะร่วมกันสร้างสรรค์และปรับปรุงสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดาเนินชีวิต เห็นได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของเมืองสุขภาวะคือเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้ ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง สาหรับประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยการสนับสนุนจากองค์การ อนามัยโลกได้ดาเนินการเรื่อง “เมืองน่าอยู่” ในความหมายของ “Healthy Cities” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 จากนั้นหน่วยงานอื่นๆ ต่างเริ่มดาเนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ตามกรอบอานาจหน้าที่ของตน อาทิ กรุงเทพมหานคร การเคหะแห่งชาติ สานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ที่สาคัญคือ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้กาหนดกรอบคิด “การ พัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน : เมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่” เป็นแนวนโยบายในการพัฒนาเมืองและ ชุมชนของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 254223 ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบของเมืองสุขภาวะตาม เอกสารเผยแพร่ของสานักที่ปรึกษา กรมอนามัย สรุปได้ว่าสุขภาวะของคน สุขภาวะของเมืองและ 22 Kenzer, M. (1999) Healthy Cities: A Guide to the Literature. Environment and Urbanization, 11(1), p.202. 23 อ้างอิงจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 ธันวาคม 2542 เรื่อง มติการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น มีข้อความดังนี้ “คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น (กนภ.) ครั้งที่ 2/2542 เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน : เมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ ตามที่สานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สาหรับการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาตินั้น ให้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ กนภ. พิจารณาเลือกสรรผู้ที่จะเป็นกรรมการให้ครอบคลุมหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป” เข้าถึงได้จาก http://www.cabinet.soc.go.th/soc/Program2- 1.jsp?menu=1 (12 กันยายน 2559).
  • 38.
    31 ชุมชน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางบริการ สาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ และปัจจัยด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิตของคน24 ดังนี้ ปัจจัยทางชีวภาพคือปัจจัยที่เป็นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เช่น เพศ ความเป็นหญิงหรือเป็น ชายมาแต่กาเนิดย่อมทาให้สรีระแตกต่างกัน โอกาสป่วยจากโรคของอวัยวะต่างๆ จึงมีไม่เท่ากัน อีก ตัวอย่างหนึ่งคืออายุ ความเป็นเด็ก วัยกลางคน หรือคนชรา ก็มีโอกาสเกิดโรคหรือความเจ็บป่วย ต่างกัน เช่น โรคต้อกระจก โรคข้อเสื่อม ความจาเสื่อม เป็นต้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือลักษณะ ต่างๆ ที่ถ่ายทอดกันโดยหน่วยพันธุกรรมจากพ่อหรือแม่สู่ลูก เช่น โรคตาบอดสี โรคกล้ามเนื้อฝ่อ โรคซีดจากพันธุกรรม (Thallasmia) ที่สาคัญคือภาวะภูมิคุ้มกันโรคที่ร่างกายสร้างขึ้นจากระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง จะโดยธรรมชาติหรือการกระตุ้นให้สร้างขึ้นด้วยวัคซีนก็ตาม เป็นปัจจัย ทางชีวิภาพอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยป้องกันสุขภาพของผู้คนได้ โดยทาให้ร่างกายไม่ติดเชื้อโรคง่าย หรือติดเชื้อแล้วก็หายป่วยได้โดยง่าย เป็นต้น ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนนั้น มีมากมายตั้งแต่ สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ได้แก่ เชื้อโรคต่างๆ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ สัตว์พวกหนอนพยาธิและ แมลงต่างๆ หนู สุนัข สุกร โค กระบือ ซึ่งอาจนาโรคร้ายต่างๆ มาสู่คน รวมถึงพวกพืชต่างๆ อย่างไร ก็ดี สิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคน และสุขภาวะของเมืองหรือชุมชน ซึ่งเป็นที่สนใจกัน อย่างกว้างขวาง อาทิ อาหาร ขยะน้าเสีย การจราจร เป็นต้น ปัจจัยทางบริการสาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ ปัจจุบันนานาประเทศเริ่มเรียนรู้ว่า การมุ่งมั่นทุ่มเททรัพยากรในการพัฒนาบริการและเครือข่ายการบริการทางการแพทย์ให้ครอบคลุม ยิ่งขึ้น โดยไม่คานึงถึงดุลยภาพในการพัฒนาเพื่อควบคุมปัจจัยด้านอื่นนั้น เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ตรงข้ามกับบางประเทศ ที่ทุ่มเทการลงทุนพัฒนาเพื่อควบคุมปัจจัยอื่นๆ ควบคู่กันไปอย่างสมดุล หลายประเทศในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ ตลอดจนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ต่างเปลี่ยนแปลง แนวคิดการจัดบริการสาธารณสุขใหม่ โดยหันมาส่งเสริมพัฒนางานด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ของคน และการควบคุมดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น เช่น การหวนกลับมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเลิกบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การหันมาสนใจกับ อาการการกินที่กลับไปสู่ธรรมชาติมากขึ้น รวมไปถึงการตื่นตัวเพื่อเคลื่อนไหวออกกาลังกาย รวมถึง การเฝ้าระวังคุมมลพิษและมลภาวะต่างๆ มากขึ้น เป็นต้น ปัจจัยด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิตของคน จะเห็นว่ามีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นผลใน ระยะสั้นหรือระยะยาว ต่อสุขภาพของตนเองหรือผู้อื่นทั้งสิ้นกลุ่มพฤติกรรมนี้เรียกว่า “พฤติกรรม 24 สานักที่ปรึกษา กรมอนามัย. “แนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่”. เข้าถึงได้จาก http://advisor.anamai.moph.go.th/main.php?filename= tamra_cities (12 กันยายน 2559).
  • 39.
    32 สุขภาพ” (Health Behaviors)แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่คือพฤติกรรมในการป้องกันสุขภาพ (Preventive Health Behavior) พฤติกรรม (ที่เปลี่ยนไป) เมื่อยามเจ็บป่วย (Illness Behavior) และ พฤติกรรมในการดูแลตนเองเมื่อป่วย (Sickrole Behavior) ในที่นี้จะเน้นพฤติกรรมในการป้องกัน สุขภาพเป็นหลัก เพราะหากประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะช่วยให้คนนั้น (และผู้ที่อยู่ ใกล้เคียงตามแต่กรณี) มีสุขภาพที่ดีเป็นปกติ แต่หากปฏิบัติไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะก่อให้เกิด โรคภัยไข้เจ็บ ไม่สบาย ไม่มีความสุขความพอใจ หรือเรียกว่าไม่อยู่ในสุขภาวะ ซึ่งอาจจะลุกลามไป ถึงความตายหรือพิการได้ในที่สุด โดยตัวอย่างพฤติกรรมในการป้องกันสุขภาพ อาทิ พฤติกรรมใน การกินดื่ม (รวมการผลิตอาหาร การเลือกอาหาร การปรุง เก็บถนอมอาหาร การรักษาความสะอาด) พฤติกรรมที่ถือปฏิบัติระหว่างการตั้งครรภ์ การดูแลครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูลูกอ่อน หรือ ทารก รวมถึงการป้องกันโรค การเลี้ยวลูกด้วยนมแม่ การเตรียมอาหารเด็ก การเลี้ยงดูเด็กวัยเรียน วัยรุ่น การดูแลเลี้ยงดูผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ด้อยโอกาสประเภทต่างๆ พฤติกรรมใน การบริโภคที่ทาให้สุขภาพเสื่อม พฤติกรรมในการคลายเครียด พักผ่อนหย่อนใจ คลายอารมณ์ การ บันเทิง การออกกาลังกาย และการเล่นกีฬา พฤติกรรมในการเดินทางอย่างปลอดภัยจากอุบัติเหตุ อุบัติภัย เป็นต้น หากจะมองที่ผลต่อสุขภาวะของชุมชนและเมือง หรือความน่าอยู่ของเมือง ก็จะต้องคานึงถึง พฤติกรรมและวิถีชีวิตของคนทั้งเมืองหรือทั้งชุมชนนั้นๆ เป็นสาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่ ปฏิบัติต่อผู้อื่นหรือวิถีปฏิบัติต่อสาธารณะเป็นหลัก บ้านเมืองแม้จะมีอาคารที่มีสถาปัตยกรรม สวยงาม มีสิ่งอานวยความสะดวก มีบริการสาธารณะที่จาเป็นและมีคุณภาพดี แต่หากคนในเมืองยัง ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ป้องกันตนด้วยการสวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัด นิรภัย แม่ๆ ทั้งหลายไม่เลี้ยงลูกอย่างถูกต้อง ไม่ให้ลูกได้กินนมแม่ ไม่ให้อาหารที่เหมาะสม เพียงพอ จนลูกขาดสารอาหาร หรือได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนและทั่วถึง เมื่อมีเด็กรายใดติดเชื้อโรคและป่วยไข้ก็ อาจจะระบาดลุกลามไปทั่ว เป็นต้น
  • 40.
    33 บทที่ 3 กรณีศึกษำ iDiscoverCity Walks Application 3.1 ควำมนำ : iDiscover City Walks iDiscover City Walks หรือ iDiscover เป็นแอปพลิเคชั่นแนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยม ชมย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่สาคัญของเมือง (รูปที่ 3.1) ซึ่งมีพื้นที่ดาเนินการ ทั้งหมดในทวีปเอเชีย ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเท้าที่เปิดให้ดาวน์โหลดจานวน 17 เส้นทาง (รูปที่ 3.2) ซึ่งกระจายอยู่ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ เกาะบาหลี เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐ แห่งสหภาพเมียนมาเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ตัวแอปพลิเคชั่นจึง แยกออกเป็น 5 ชุด ตามขอบเขตพื้นที่ดาเนินงานทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ iJAVA, iBALI, iYangon, iHK และ iMACAO (ภาพที่ 3.3) ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้จากโทรศัพท์มือถือ ทั้งที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ iOS (App Store) และ Android (Google Play) ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016b) รูปที่ 3.1 iDiscover City Walks Application แนะนำเส้นทำงเดินเท้ำเพื่อเยี่ยมชมมรดกของเมือง
  • 41.
    34 ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่3.2 เส้นทำงเดินเท้ำที่เปิ ดให้เข้ำชมจำก iDiscover City Walks Application
  • 42.
    35 iDiscover City Walksได้รับการพัฒนาขึ้นจากกลุ่มองค์กรเพื่อสังคมที่มีชื่อว่า “Urban Discovery” ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมี Dr.Ester Van Steekelenburg เป็นผู้ก่อตั้ง Urban Discovery มีพันธกิจหลักในการรักษามรดกของเมืองให้ดารงอยู่ โดยเน้นการทางานด้านการอนุรักษ์ มรดกของเมืองร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นของเมืองต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การศึกษาวิจัย และให้คาปรึกษาการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการและกิจกรรม รวมถึงการพัฒนา แอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Apps) แนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมย่านมรดกทาง วัฒนธรรมที่แสดงถึงหัวใจและจิตวิญญาณที่รุ่มรวยของเมืองซึ่งนับวันจะสูญหายไปอย่างรวดเร็ว ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่ 3.2 (ต่อ) เส้นทำงเดินเท้ำที่เปิ ดให้เข้ำชมจำก iDiscover City Walks Application
  • 43.
    36 ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่3.3 iDiscover City Walks Application จำแนกตำมขอบเขตพื้นที่ดำเนินงำน ที่เปิ ดให้ดำวน์โหลด แบบไม่มีค่ำใช้จ่ำย หลักคิดสาคัญของ iDiscover City Walks คือเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่รับรู้กันเฉพาะชาวเมือง ให้แก่ผู้ใช้งาน (1. Unlock City Secrets) การใช้แอปพลิเคชั่น iDiscover นาทางจึงทาให้ผู้ใช้งาน สามารถเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองได้เหมือนคนท้องถิ่น (2. Travel like a Local) หรือ เหมือนกับว่ามีคนท้องถิ่นพาไปเดินด้วยกัน ซึ่งเหนือกว่าการเที่ยวชมเมืองแบบทั่วไปตามกระแส หลัก (3. Go beyond the Beaten Track) เนื่องจาก iDiscover เกิดจากการมีส่วนร่วมดูแลจัดการ เส้นทางเดินในละแวกบ้านโดยคนในชุมชน (4. Community-curated Neighborhood Walk) และให้ ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งในเส้นทางนาร่องบางเส้นทาง อาทิ อ่าวอเบอร์ดีน (Aberdeen) ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง อนุญาติให้ผู้ใช้งานเปิดดูได้แบบไม่มี ค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่การเปิดดูข้อมูลเพื่อนาทางเที่ยวชมของเส้นทางส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่าย (รูปที่ 3.4) โดยเงินที่ได้จะถูกส่งต่อให้แก่ผู้ประสานงานในชุมชนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลปรับปรุง เนื้อหา/ข้อมูล และเพื่อสนับสนุนการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของเมือง (5. Give Back to Keep Heritage Alive) iDiscover จึงเป็นแอปพลิเคชั่นเพื่อการท่องเที่ยวที่ ดาเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม (6. Socially Responsibility Travel App)25 อย่างแท้จริง 25 iDiscover City Walks เข้าถึงได้จาก http://i-discoverasia.com/ (15 กันยายน 2559)
  • 44.
    37 ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่3.4 ตัวอย่ำงเส้นทำงที่เปิ ดให้เข้ำชมโดยมีค่ำใช้จ่ำย (Sham Shui Po, Wan Chai – Buy Walk) และไม่มีค่ำใช้จ่ำย (Sai Kung – Start) 3.2 โครงสร้ำงและองค์ประกอบของเส้นทำงเดินเท้ำ iDiscover City Walks แอปพลิเคชั่น iDiscover City Walks แต่ละชุด (5 ชุด คือ iJAVA, iBALI, iYangon, iHK และ iMACAO) นาเสนอเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมในย่านประวัติศาสตร์ที่มี ความสาคัญของเมือง โดยองค์ประกอบที่สาคัญของแต่ละเส้นทาง ได้แก่ แผนที่แสดงเส้นทางที่ผ่าน แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองอันหลากหลาย จาแนกเป็น 5 ประเภทคือ แหล่งที่น่าชม แหล่ง ซื้อสินค้า แหล่งเครื่องดื่ม แหล่งอาหาร และแหล่งที่มีเรื่องราวอันน่าประหลาดใจ โดยมีชุดข้อมูลหลัก ที่เชื่อมโยงกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแต่ละจุด ซึ่งสามารถวิเคราะห์โครงสร้างและองค์ประกอบ ของเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ตามหลักและวิธีการในการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมได้ ดังนี้
  • 45.
    38 3.2.1 กำรกำหนด/ระบุประเด็น iDiscover CityWalks นาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์กับเรื่องการอนุรักษ์มรดกทาง วัฒนธรรมของเมือง ภายใต้สถานการณ์/บริบทของการท่องเที่ยว ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นเส้นทางเดินเท้า เพื่อเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ในย่านเก่าแก่ที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์ หรือมีความสาคัญต่อลักษณะกายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของเมือง ซึ่งกาลังเป็นหรือมี ศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว (Tourism Destination) มีโครงสร้างพื้น ฐานรองรับการท่องเที่ยว และมีอุปสงค์การท่องเที่ยว (Tourism Demand) อยู่บ้าง อาทิ ย่านใจกลาง เมืองย่างกุ้ง ย่านเกาลูนของฮ่องกง ย่านใจกลางเมืองเดนปาซาร์ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น 3.2.2 กำรกำหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข 1) ระดับของพื้นที่ดำเนินกำร (Scale) พื้นที่ดาเนินการ iDiscover City Walks มีลักษณะเป็นย่านเก่าแก่ที่มีความสาคัญ ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่นย่านโบสถ์เซนต์ลาซารัส (St. Lazarus Quarter) ซึ่งเป็นย่าน ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว อาคารบ้านเรือนที่เก่าแก่สวยงามของมาเก๊า หรือเป็นย่านที่มี ความสาคัญต่อลักษณะกายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของเมือง อาทิ ย่านไซกุง (Sai Kung) ย่านที่เติบโตขึ้นจากหมู่บ้านชายฝั่งทะเลที่มีทิวทัศน์ตามธรรมชาติผสมผสานกับกลิ่นอายของ วิถีชีวิตชาวประมงดั้งเดิมอย่างลงตัว ปัจจุบันเป็นย่านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงของฮ่องกง หรือย่านใจ กลางเมือง (Downtown) ย่านชาวจีน (Chinatown) และย่านชาวอินเดีย (Indian Quarter) เมืองย่าง กุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นตัวอย่างของย่านที่มีความสาคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานของผู้คน เกี่ยวพันมาถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของเมืองย่างกุ้งใน ปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเด็นสาคัญเรื่องพื้นที่ดาเนินการของ iDiscover City Walks ยังเกี่ยวข้องกับ เส้นทางเดิน โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกเส้นทาง (Site Selection) (รูปที่ 3.5) ดังนี้ - ความยาวของเส้นทางตั้งแต่ 1-3 กิโลเมตร หรืออยู่ในระยะที่คนทั่วไปสามารถ เดินได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไปนัก (ราว 1-2 ชั่วโมง) ตัวอย่างเช่น เส้นทางย่าน หว่านไจ๋ (Wan Chai) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง มีระยะทาง 2.3 กิโลเมตร ใช้เวลา เดิน 2 ชั่วโมง เป็นต้น (รูปที่ 3.4)
  • 46.
    39 ที่มา : Dr.EsterVan Steekelenburg (2016b) รูปที่ 3.5 เกณฑ์ในกำรคัดเลือกเส้นทำง iDiscover City Walks - จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเส้นทางเป็นจุดที่มีความหมายและมีความสาคัญ อาทิ จุดนัดพบที่สังเกตเห็นหรือพบเจอได้สะดวก จุดหมายตาของเมือง (Landmark) หรือจุดที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยการขนส่งสาธารณะ ตัวอย่างเช่น เส้นทาง ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (รูปที่ 3.6) มีจุดเริ่มต้น (จุดที่ 1) ที่วัดทินหัว (Tin Hau Temple) ซึ่งเป็นจุดอ้างอิง/เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของ ผู้คนภายในย่าน โดยมีจุดสิ้นสุด (จุดที่ 33) ที่ร้าน Seafoot ร้านนวดเท้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก นับเป็นจุดสิ้นสุดที่มีความหมาย เพราะเป็นการดีที่จะ สิ้นสุดการเดินชมย่านไซกุงด้วยการนวดเท้าเพื่อบาบัดความอ่อนล้า เป็นต้น - หลีกเลี่ยงการใช้ถนนที่มีสภาพการจราจรวุ่นวายพลุกพล่าน - เป็นถนนที่สามารถเดินเท้าได้อย่างสะดวกสบาย และเป็นถนน/ตรอกซอกซอยที่ น่าสนใจ กล่าวคือ มีมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองทั้งแบบที่จับต้องได้และจับ ต้องไม่ได้ (Tangible and Intangible Heritage) กระจายอยู่ต่อเนื่องตลอด เส้นทางอย่างสม่าเสมอ ตัวอย่างเช่น เส้นทางย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหาร พิเศษฮ่องกง มีแหล่งที่แนะนาให้เยี่ยมชม 33 จุด กระจายอยู่ตลอดเส้นทางเดินที่ มีระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น (รูปที่ 3.6)
  • 47.
    40 - อาจจะเป็นถนนที่มีเส้นทางแยกย่อยออกจากเส้นทางหลักเพื่อเป็นทางเลือก สาหรับผู้ใช้งานในการเดินเที่ยวชม - อาจจะแนะนาพาหนะในการเดินทางประเภทอื่นประกอบการเดินเท้าเช่น รถจักรยาน หรือรถจักรยานยนต์ เป็นต้น ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่ 3.6 เส้นทำง iDiscover City Walks ย่ำนไซกุง (Sai Kung) เขตบริหำรพิเศษฮ่องกง 2) ขอบเขตของเรื่อง/ข้อมูล (Scope) iDiscover City Walks รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง ทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (Tangible and Intangible Heritage) ภายใต้บริบท/ สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยกาหนดขอบเขตของข้อมูลแบ่งเป็น 5 เรื่อง ประกอบการ ออกแบบสีและสัญรูป (Icon) เพื่อแสดงลงบนแผนที่ (รูปที่ 3.7) มีรายละเอียดดังนี้ - แหล่งที่น่ำชม (iSEE) แสดงด้วยสัญรูปกล้องถ่ายรูป สีม่วง เป็นสิ่งที่ นักท่องเที่ยว “ต้องเห็น” หรือพลาดไม่ได้เมื่อมาเดินเที่ยวชมในย่านนี้ จึงควรเป็น สิ่งที่มีความโดดเด่น เป็นตัวแทนของยุคสมัยหรือมีรูปแบบตามช่วงเวลาที่ระบุได้
  • 48.
    41 แน่ชัด อาจจะเป็นบ้านเก่า อาคารเก่าตลาด ท่าเรือ หรือเป็นธุรกิจที่กาลังเลือน หายไป/กาลังมีภัยคุกคามจากการถูกทาลาย ตัวอย่างของ iSEE ตามเส้นทาง เดินย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 1 วัดทินหัว (Tin Hau Temple) ที่ประดิษฐานเจ้าแม่ทับทิบ ซึ่งตัวอาคารได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรม พื้นถิ่นของมณฑลกวางตุ้ง หรือ จุดที่ 15 ตลาดค้าส่งปลา (Sai Gung Wholesale Fish Market) แม้จะมีขนาดเล็ก แต่อัดแน่นไปด้วยวิถีชีวิตที่มีพื้นฐานมาจาก หมู่บ้านประมงดั้งเดิม ด้านหลังตลาดมีท่าเรือขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวสามารถยืน ชมวิวทิวทัศน์ชายฝั่งทะเลที่คราคร่าไปด้วยเรือต่างๆ ได้จากจุดนี้ (รูปที่ 3.8) - แหล่งซื้อสินค้ำ (iSHOP) แสดงด้วยสัญรูปถุงหูหิ้ว สีชมพูบานเย็น เป็นร้านที่ ควรเข้า สินค้าที่ควรซื้อ หรือควรดู ควรชม จึงต้องเป็นสิ่งที่มีความโดดเด่นเป็น เอกลักษณ์ เป็นตัวแทนของยุคสมัยหรือมีรูปแบบตามช่วงเวลาที่ระบุได้แน่ชัด อาจจะเป็นของเก่า หรือเป็นธุรกิจที่กาลังเลือนหายไป/กาลังมีภัยคุกคามจากการ ถูกทาลาย หรืออาจจะเป็นของใหม่ที่มีการพัฒนาสินค้าโดยผู้ประกอบการเชิง สร้างสรรค์/ผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่รวมตัวอยู่ในพื้นที่ ตัวอย่างของ iSHOP ตามเส้นทางเดินย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 24 ปลาตากแห้ง (Sun Dry Fish) รวมถึงอาหารทะเลตากแห้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่แสดงถึงเอกลักษณ์ ของหมู่บ้านประมงดั้งเดิมในย่านนี้ หรือ จุดที่ 30 ร้าน Goods of Desire ที่ผลิต และขายสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน อาทิ หมอน ปลอกหมอน เสื้อยืด กระเป๋าสตางค์ โดยเน้นการออกแบบให้สื่อถึงความเป็นฮ่องกง (Iconic HK Design) (รูปที่ 3.8) - แหล่งเครื่องดื่ม (iDRINK) แสดงด้วยสัญรูปแก้วเครื่องดื่มค็อกเทล สีฟ้า มี ลักษณะคล้ายกับแหล่งซื้อสินค้า แต่เปลี่ยนจากสินค้าเป็นเครื่องดื่ม ตัวอย่างของ iDRINK ตามเส้นทางเดินย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 5 ร้าน Slow Coffee ร้านกาแฟที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่นในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง หรือ จุดที่ 9 ร้าน Time For Tea ร้านน้าชาสมุนไพรเพื่อ สุขภาพ ที่ใช้วัตถุดิบสดจากธรรมชาติและผลไม้แปรรูป (ดอง) มาเป็นส่วนผสม ในเครื่องดื่ม (รูปที่ 3.8)
  • 49.
    42 - - - - - - - - - - - - - ที่มา : Dr.EsterVan Steekelenburg (2016b) รูปที่ 3.7 ขอบเขตของข้อมูลเส้นทำงเดิน iDiscover City Walks 5 ประเภท และสัญรูป (Icon) - แหล่งอำหำร (iEAT) แสดงด้วยสัญรูปช้อนส้อม สีแดง มีลักษณะคล้ายกับแหล่ง ซื้อสินค้า แต่เปลี่ยนจากสินค้าเป็นอาหาร ตัวอย่างของ iEAT ตามเส้นทางเดิน ย่านไซกุง (Sai Kung – รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 4 ร้านเกี๊ยวน้า (Dumplings Queen) ธุรกิจครอบครัวที่เปิดดาเนินการมากว่า 50 ปี ด้วยจุดเด่นที่มีเกี๊ยวน้าให้ เลือกรับประทานหลากหลายชนิด น้าซุปเข้มข้นจากวัตถุดิบสดใหม่หาได้ใน ท้องถิ่น จึงเป็นร้านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้คนในบริเวณนั้น หรือ จุดที่ 7 ขนม/ของทานเล่นแบบชาวฮากกา (หรือจีนแคะ) กลุ่มชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในฮ่องกงหลายร้อยปี (รูปที่ 3.8) - แหล่งที่มีเรื่องรำวอันน่ำประหลำดใจ (iSURPRISE) แสดงด้วยสัญรูปดาว สี เขียว เป็นจุดที่มีเรื่องราวน่าประทับใจ (Cultural or Creative Expression) ซึ่ง อาจจะเป็นได้ทั้งสถานที่ สิ่งของ ผู้คน กิจกรรม ฯลฯ ที่มีเรื่องเล่า/ตานาน หรือ เป็นเรื่องที่เคยนิยม เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ปัจจุบันเลือนหายไป หมดแล้ว (Vanishing Customs) ตัวอย่างของ iSURPRISE ตามเส้นทางเดิน
  • 50.
    43 ย่านไซกุง (Sai Kung– รูปที่ 3.6) อาทิ จุดที่ 11 หัวสิงโต (Lion King) ซึ่งเหลือ แหล่งผลิตแบบดั้งเดิมเพียงไม่กี่แห่งในย่านนี้ (รูปที่ 3.8) ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่ 3.8 ตัวอย่ำงของแหล่งมรดกทำงวัฒนธรรมตำมเส้นทำง iDiscover City Walks ย่ำนไซกุง (Sai Kung) เขตบริหำรพิเศษฮ่องกง
  • 51.
    44 การคัดเลือกแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเพื่อนาเสนอบนเส้นทาง iDiscover City Walksนอกจากจะพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์เฉพาะตามหมวดข้อมูล/เนื้อหาทั้ง 5 ประเภท แล้ว ยังต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ร่วมอีก 3 ประการคือ 1) แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของเมือง (Spirit and Soul) จึงต้องเป็นจุดเด่นที่มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประวัติความเป็นมาของเมือง หรือแสดงตัวตนของเมืองในปัจจุบัน ในแง่ที่เป็นวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Culture) 2) หยิบ ยกเอาสิ่งที่ซ่อนอยู่มานาเสนอ (Handpick) จึงต้องเป็นเรื่องราว/ข้อมูลภายใน ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ใน เมืองนั้นต้องเป็นผู้ให้ข้อมูล อาจจะไม่มีอยู่ในหนังสือหรือสื่อรูปแบบอื่น และ 3) มีตาแหน่งที่ตั้ง ชัดเจน เพื่อป้องกันการหลงทาง 3.2.3 กำรกำหนดรำยกำรแผนที่ การกาหนดรายการแผนที่ (Inventory) เริ่มจากการจัดแบ่งกลุ่มประเภทของข้อมูล ดังเช่น กรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ที่จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่ออกเป็น 7 กลุ่มตามการ แบ่งประเภทเมืองสร้างสรรค์ทั้ง 7 ประเภท ในที่นี้ มีการจัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่ เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังแสดงรายละเอียดในหัวข้อที่ผ่านมา ลาดับต่อไปคือการกาหนดโครงสร้างฐานข้อมูลหรือจัดชุดข้อมูลที่ต้องการนาเสนอประกอบกับแผนที่ เส้นทางเดินเท้า ได้แก่ ชุดข้อมูลทั่วไป (Info) ชุดข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก แสดงเนื้อหา/เรื่องราว ที่โดดเด่นของจุดที่นาเสนอ แบ่งเป็นเรื่องราวความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน (Insider Secret) และเรื่อง ทั่วไปให้อ่านเพิ่มเติม (Read More) รวมถึงชุดข้อมูลภาพประกอบ (Gallery) ซึ่งแนวทางการพัฒนา เนื้อหา (Content Development) ข้อมูลแต่ละชุด/เรื่อง มีดังนี้ 1) ชุดข้อมูลทั่วไป (Info) นาเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อแสดงรายละเอียดการในการเยี่ยมชมสถานที่ (Practical Information) ได้แก่ ชื่อสถานที่/ชื่อร้าน ที่อยู่/ที่ตั้ง อธิบายการเดินทางเข้าถึง เวลาเปิดทา การ ค่าธรรมเนียมการเข้าชม ข้อควรปฏิบัติในการเข้าชม (ถอดรองเท้า แต่งกายสุภาพ) ช่อง ทางการติดต่อ/ติดตาม เช่น เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น พร้อมกับแสดงภาพถ่าย 1 ภาพ ที่สร้างการจดจาได้หมายรู้ให้แก่ผู้ใช้งาน อาจจะเป็นป้ายชื่อสถานที่/ชื่อร้าน บรรยากาศหน้า ร้าน/ในร้าน หรือตัวสินค้าและบริการที่เสนอขาย (รูปที่ 3.9)
  • 52.
    45 2) เรื่องรำวควำมลับที่ซ่อนอยู่ภำยใน (InsiderSecret) นาเสนอข้อมูลลับอย่างน้อย 1 เรื่อง ที่ได้จากการพูดคุยกับผู้คนในเมืองหรือผู้มีส่วน เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ซึ่งไม่เคยปรากฎอยู่ในสื่อรูปแบบอื่น ข้อมูลลับอาจจะเป็นความลับจริงๆ หรือ คาแนะนาให้ลอง (Our Pick) หรือเป็นข้อมูล/เรื่องราวที่สร้างความรู้สึกดีให้แก่ผู้เข้าชม (Nice to Know) พร้อมกับแสดงภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง 1 ภาพ ตัวอย่างเช่น ร้านเกี๊ยวน้า (Dumplings Queen) จุดที่ 4 ในเส้นทางเดินเท้าย่านไซกุง (Sai Kung) ที่นาเสนอเรื่องราวดีๆ ของร้านที่รับบริจาคเงินจาก ลูกค้าเพื่อทาอาหารไปเลี้ยงผู้สูงอายุในชุมชน รวมถึงให้คาแนะนารายการอาหารที่น่าลอง รับประทาน (รูปที่ 3.9) ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่ 3.9 ตัวอย่ำงเนื้อหำประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นำเสนอตำมเส้นทำง iDiscover City Walks (ซ้ำย) ชุดข้อมูลทั่วไป (Info) และ (ขวำ) ควำมลับที่ซ่อนอยู่ภำยใน (Insider Secret) 3) เรื่องทั่วไปให้อ่ำนเพิ่มเติม (Read More) นาเสนอข้อมูลสาคัญของจุดที่นาเสนออย่างน้อย 2 เรื่อง ข้อมูลสาคัญอาจจะเป็น ข้อมูลที่แสดง/สนับสนุนความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ อาจจะแสดงพัฒนาการความเป็นมาของ
  • 53.
    46 สถานที่/ร้านที่เกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในบริเวณนั้น หรือแสดงการพัฒนาสินค้าและ บริการที่มีการสร้างสรรค์/ประยุกต์/ดัดแปลงจากต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ชุมชนมี พร้อมกับแสดง ภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง1 ภาพ ตัวอย่างเช่น ร้านเกี๊ยวน้า (Dumplings Queen) จุดที่ 4 ในเส้นทางเดิน เท้าย่านไซกุง (Sai Kung) ที่เสนอความโดดเด่นของกระบวนการผลิตที่ทาด้วยมือทุกขั้นตอน แสดง วัตถุดิบในการปรุงน้าซุปให้มีรสชาติกลมกล่อม ตลอดจนแสดงพัฒนาการของร้านมีมายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้านเติบโตไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของชุมชน (รูปที่ 3.10) 4) ชุดข้อมูลภำพประกอบ (Gallery) นาเสนอภาพประกอบเพิ่มเติม พร้อมคาอธิบายภาพ อย่างน้อย 3 ภาพ ควรเป็น ภาพถ่ายที่คมชัดของแหล่ง/จุดที่นาเสนอ (Visual Illustration of Point) ซึ่งมีความสาคัญมาก เพราะ จะกลายเป็นสิ่งดึงดูดใจให้ผู้ใช้งานเกิดความสนใจ นาไปสู่การเยี่ยมชม ร่วมชื่นชม และตระหนักถึง ความสาคัญของมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองในท้ายที่สุด (รูปที่ 3.10) ที่มา : http://i-discoverasia.com/ รูปที่ 3.10 ตัวอย่ำงเนื้อหำประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นำเสนอตำมเส้นทำง iDiscover City Walks (ซ้ำย) เรื่องทั่วไปให้อ่ำนเพิ่มเติม (Read More) และ (ขวำ) ชุดข้อมูลภำพประกอบ (Gallery)
  • 54.
    47 3.3 ปฏิบัติกำรสร้ำงเส้นทำงเดินเท้ำ iDiscoverCity Walks ย่ำนเมืองเก่ำลำปำง iDiscover City Walks กาหนดกรอบประเด็น/หัวข้อ/เนื้อหาในการจัดทาเส้นทางเดินเพื่อ เยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง มีรายละเอียดดังกล่าวในหัวข้อที่ 3.2 ซึ่งโครงสร้างและ องค์ประกอบของแต่ละเส้นทางถูกกาหนดไว้อย่างเป็นระบบระเบียบบนฐานที่รองรับ (Platform) เดียวกัน อาจกล่าวได้ว่าขั้นตอนทั้งหมดนั้นอยู่ในระยะของการออกแบบฐานที่รองรับแผนที่และ ข้อมูล (Designing Platform)การดาเนินงานในระยะต่อไปคือระยะปฏิบัติการ (Operating and Processing) มีขั้นตอนการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และ การบันทึกข้อมูล ส่วนการสรุปผลงานและการเผยแพร่สู่สาธารณะนั้น จะเป็นการดาเนินงานในระยะ สุดท้าย ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักจะหวนกลับไปสู่กลุ่มองค์กร “Urban Discovery” โดย Dr.Ester Van Steekelenburg และคณะ อีกครั้ง ในระยะปฏิบัติการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ที่ประกอบด้วย การสารวจ และสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล ดาเนินการโดยใช้ย่านเมืองเก่าลาปางเป็น กรณีศึกษา โดย “ย่านเมืองเก่าลาปาง” ในที่นี้หมายถึง ย่านการค้าเก่าริมแม่น้าวัง หรือย่านตลาดจีน (กาดกองต้า) มีจุดศูนย์กลางบริเวณกลุ่มอาคารบ้านเรือนริมถนนตลาดเก่าที่มีความงดงามทาง สถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้มอบรางวัลแก่มรดกทางวัฒนธรรมใน ย่านนี้หลายแห่ง อาทิ บ้านสินานนท์ บ้านหม่องโง่ยซิ่น อาคารฟองหลี รวมถึงรางวัลอนุรักษ์ศิลป สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทชุมชนพื้นถิ่น ของชุมชนอนุรักษ์กาดกองต้าในปี พ.ศ. 2551 แม้ ปัจจุบันย่านตลาดจีนจะไม่ใช่ย่านการค้าที่สาคัญที่มีความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนในอดีตเมื่อร้อย กว่าปีที่ผ่านมา ทว่าผู้คนก็ยังดารงอยู่ด้วยกิจการเล็กๆ ที่สืบทอดมาแต่ครั้งอดีต จาพวกร้านค้า ร้านอาหาร โดยมีกิจการใหม่ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ที่พักแรมขนาดเล็ก (Guesthouse) รวมถึง “ถนนคนเดินกาดกองต้า” เป็นศูนย์รวมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าและจิต วิญญาณของย่านเมืองเก่าลาปางให้คืนมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา (อันที่จริง โครงการถนนคนเดินกาดกองต้าเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2541 โดยการสนับสนุนงบประมาณของการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้เทศบาลนครลาปางอนุรักษ์ถนนตลาดเก่าเป็นถนนสาย ประวัติศาสตร์ แต่การดาเนินงานไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร จึงถูกทิ้งช่วงไปนาน ก่อนที่จะฟื้นฟู ขึ้นใหม่ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 โดยคนในชุมชนเข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดการมากขึ้น)26 ทั้งนี้ รายละเอียดของขั้นตอนการดาเนินงานต่างๆ มีดังนี้ 26 กิติศักด์ เฮงษฎีกุล. (2552) กาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลาปาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. ลาปาง : บุรีรัตน์ธารา. หน้า 104.
  • 55.
    48 3.3.1 กำรสำรวจและสัมภำษณ์ เริ่มจากการกาหนดขอบเขตเส้นทางเดินในเบื้องต้นเพื่อเป็นกรอบในการสารวจ โดยแบ่ง พื้นที่ดาเนินการย่านเมืองเก่าลาปางออกเป็นพื้นที่/เส้นทางย่อย5 พื้นที่/เส้นทาง ซึ่งเป็นผลจากการ วิเคราะห์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ (หรือ “จุดที่น่าสนใจ”) จากการเดินสารวจภาคสนาม เบื้องต้น และจากการประชุมร่วมกันของผู้ปฏิบัติงานและผู้ให้ข้อมูลหลักในพื้นที่ ข้อดีของการแบ่ง พื้นที่ย่อยคือเพื่อให้ทีมงานเริ่มดาเนินการสารวจได้พร้อมกัน จึงใช้เวลาน้อย โดยแบ่งทีมงานทั้งหมด (15 คน) ออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน รับผิดชอบดาเนินการสารวจในแต่ละพื้นที่/เส้นทาง จากนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 เพื่อรวบรวมจุดที่น่าสนใจตามประเภทกิจกรรม ทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ iSEE, iSHOP, iDRINK, iEAT และ iSURPRISE ทั้งหมดที่มีในพื้นที่/เส้นทางย่อย รูปที่ 3.11 และ 3.12 แสดงตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 ประกอบด้วย 1) ชื่อสถานที่/ร้านค้า/กิจการ ได้แก่ Tub Tim Goddess Shrine (ศาลเจ้าแม่ ทับทิม) และGrandma’s Café 2) ข้อความสั้นๆ แนะนาสถานที่/ร้านค้า/กิจการ ตัวอย่างของ Tub Tim Goddess Shrine คือ A center of Hainan Chinese people in Lumpang city (ศูนย์รวม ของชาวจีนไหหลาในเมืองลาปาง) และ Grandma’s Café คือ Warm and cozy coffee shop in grandma’s house (ร้านกาแฟเล็กๆ ที่อบอุ่นในบ้านของคุณ ยาย) 3) ความโดดเด่นของสถานที่/ร้าน/กิจการ ที่ตรงตามเกณฑ์การเลือกจุดที่น่าสนใจ ตามประเภทกิจกรรมทั้ง 5 กลุ่ม อย่างน้อย 3 ประการ (รายเอียดดังรูปที่ 3.11 และ 3.12) ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะได้จากการสัมภาษณ์เจ้าของ/ผู้เกี่ยวข้องกับ สถานที่/ร้านค้า/กิจการแห่งนั้น 4) ภาพแผนที่ (Google Map) แสดงตาแหน่งที่ตั้งของสถานที่/ร้านค้า/กิจการ และ ภาพประกอบที่เหมาะสมกับเนื้อหา/ข้อมูลอีก 3 ภาพ
  • 56.
    49 รูปที่ 3.11 ตัวอย่ำงของข้อมูลที่ต้องกำรจำกกำรสำรวจและสัมภำษณ์ครั้งที่1 (ศำลเจ้ำแม่ทับทิม) รูปที่ 3.12 ตัวอย่ำงของข้อมูลที่ต้องกำรจำกกำรสำรวจและสัมภำษณ์ครั้งที่ 1 (ร้ำน Grandma’s Café)
  • 57.
    50 3.3.2 กำรสังเครำะห์ข้อมูล การสังเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนภายหลังจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1ได้แก่ การ จัดทาแผนที่แสดงจุดที่น่าสนใจ โดยจุดที่น่าสนใจที่ได้จากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 จะถูก นามาวาง (Plot) ลงบนแผนที่ฐาน (Base Map) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตาแหน่งอีกครั้ง (รูป ที่ 3.13) การแปลงจุดที่น่าสนใจลงบนแผนที่ (Converting an Inventory to Map) จะดาเนินการตาม ระบบสัญลักษณ์ของแผนที่ที่กาหนดขึ้น ในที่นี้ใช้สัญรูป (Icon) รูปปักหมุด จาแนกจุดที่น่าสนใจทั้ง 5 ประเภทออกตามสีทั้ง 5 สี ได้แก่ ได้แก่ iSEE (สีม่วง), iSHOP (สีเหลือง), iDRINK (สีฟ้า), iEAT (สี แดง) และ iSURPRISE (สีเขียว) ซึ่งผลลัพธ์จากการปฏิบัติงานในขั้นตอนนี้มีจุดที่น่าสนใจรวม 37 จุด ได้แก่ iSEE 13 จุด, iSHOP 7 จุด, iDRINK 6 จุด, iEAT 9 จุด และ iSURPRISE 2 จุด จากนั้นทาการร่างแผนที่เส้นทางเดินเท้า (Roughing out the Map) โดยการเชื่อมต่อจุดที่ น่าสนใจเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนนี้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนจะต้องร่วมประชุมเพื่อตัด/ลดทอนจุดที่น่าสนใจ ประเภทเดียวกันที่ตั้งอยู่ใกล้กันออกไป หรือเป็นจุดที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ตรงกับหลักคิด/หลักเกณฑ์ใน การคัดเลือกมากนัก รวมถึงเพิ่มจุดที่น่าสนใจ โดยนาจุดที่ไม่ได้รับการคัดเลือกในรอบแรกกลับมา พิจารณาอีกครั้ง ตลอดจนเปลี่ยนประเภทจุดที่น่าสนใจให้เหมาะสมกับเกณฑ์ที่กาหนดมากยิ่งขึ้น ผลลัพธ์จากการปฏิบัติงานในขั้นตอนนี้คือ (ร่าง) เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมือง เก่าลาปาง (รูปที่ 3.14) 3.3.3 กำรบันทึกข้อมูล ในความเป็นจริงแล้ว การสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล เป็นกระบวนการที่ทาต่อเนื่องกันเป็นวงรอบหลายครั้ง เพื่อตรวจสอบ (Recheck) ความถูกต้อง เหมาะสมของเส้นทางเดินเท้าที่จัดทาก่อนจะนาไปสู่การสรุปผลงานและเผยแพร่ ซึ่งการบันทึกข้อมูล จะดาเนินไปพร้อมๆ กับการสารวจและสัมภาษณ์ ดังแสดงรายการข้อมูลที่ต้องบันทึก (4 รายการ) จากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ 3.3.1 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การบันทึกข้อมูลอย่าง เป็นทางการตามฐานรองรับ (Platform) ของ iDiscover Application จาเป็นต้องแสดงรายละเอียดใน ส่วนที่ 3 (ความโดดเด่นของสถานที่/ร้านค้า/กิจการ) และบันทึกภาพเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้อง/ตรง ตามเนื้อหาที่ปรับเปลี่ยนไป รวมถึงการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเพยี่ยมชมต่างๆ (Practical Info) ตลอดจนค้นหาเรื่องราวความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน (Insider Secret ของสถานที่/ ร้านค้า/กิจการ) เพิ่มเติมในขั้นตอนนี้อีกด้วย ตัวอย่างการบันทึกข้อมูลที่ครบถ้วนแสดงในตารางที่ 3.1
  • 58.
    51 ที่มา : Dr.EsterVan Steekelenburg (2016c) รูปที่ 3.13 แผนที่แสดงจุดที่น่ำสนใจ จำแนกเป็น 5 ประเภท ตำมเกณฑ์ iDiscover City Walks Application
  • 59.
    52 ที่มา : Dr.EsterVan Steekelenburg (2016c) รูปที่ 3.14 (ร่ำง) เส้นทำงเดินเท้ำ iDiscover City Walks ย่ำนเมืองเก่ำลำปำง
  • 60.
    53 ตำรำงที่ 3.1 ตัวอย่ำงกำรบันทึกข้อมูลตำมเค้ำโครง(Template) เนื้อหำที่ใช้แสดงใน iDiscover City Walks Application
  • 61.
    54 บทที่ 4 ข้อค้นพบจำกกำรศึกษำ “แผนที่วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์แต่ภายใต้กรอบ การทางานด้านการพัฒนาเมือง แผนที่วัฒนธรรมถูกมองว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้อง รักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง นาไปสู่เป้าหมายเมืองน่าอยู่/เมืองสุขภาวะที่มีการสร้างสรรค์และ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพและสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทาง วัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้คนให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการ อยู่อาศัยใช้ชีวิต ประเด็นสาคัญ/เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเมืองในยุคปัจจุบันจึงอยู่ที่ “การ เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน” แผนที่วัฒนธรรมจึงสามารถประยุกต์กับ งานด้านการพัฒนาเมืองได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยมีข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้ ประกำรแรก แผนที่วัฒนธรรมส่วนใหญ่ถูกสร้างและนาไปใช้โดย “คนนอก” จึงเกิดช่องว่าง/ รอยต่อของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานในระยะต่างๆ แม้แต่คู่มือการปฏิบัติงานยัง มีนัยยะของการนาเสนอที่ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าผู้ริเริ่มดาเนินการคือนักวิจัย นักวิชาการ หรือ ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานภายนอก มากกว่าการริเริ่มดาเนินงานโดยคนในชุมชน/เมือง โจทย์สาคัญ คือทาอย่างไรให้ “คนใน” เห็นความสาคัญและมีความต้องการสร้าง/ใช้แผนที่วัฒนธรรมเพื่อ เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของตนเอง ด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ “การกาหนด/ระบุ ประเด็น” ในการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมจึงควรเกิดจากคนในชุมชน/เมือง ซึ่งควรเป็นประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต กรณีของ iDiscover City Walks นา แผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของเมือง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม เชิงวัฒนธรรมรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวนั้นกระจายผลประโยชน์ต่อคนใน ชุมชน/เมืองที่กาลังเป็นหรือมีศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่ สาหรับชุมชน/เมืองที่ไม่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การกาหนด/ระบุประเด็นเพื่อจัดทาแผนที่ วัฒนธรรมควรให้ความสาคัญกับประเด็นเรื่องอื่นๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน/เมืองให้มาก ที่สุด ประกำรที่สอง ในกรณีที่แผนที่วัฒนธรรมถูกสร้างด้วย “คนนอก” ข้อควรพิจารณาคือแผนที่ นั้นยังคงต้องถูกใช้โดย “คนใน” หรือถูกใช้ “เพื่อประโยชน์” ของคนในชุมชน/เมือง ดังเช่นกรณี iDiscover City Walks ที่สร้างเส้นทางเดินเท้าเพื่อนาเสนอมรดกของเมืองด้านต่างๆ ให้แก่
  • 62.
    55 นักท่องเที่ยว และส่งผลให้เกิดกระจายผลประโยชน์ต่อคนในชุมชน/เมืองนั้น ทั้งนี้ข้อควรพิจารณา ในการใช้แผนที่วัฒนธรรมโดยคนเมือง อาจจะอยู่ในรูปแบบการคืนข้อมูลที่สาคัญบางเรื่อง อาทิ ข้อมูลสุขภาพ ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพที่กาลังเผชิญ และนาไปสู่การ แสวงหาทางออกร่วมกันในการป้องกัน/ดูแล ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง “ระบบสุขภาพอาเภอ” (District Health System หรือ DHS) ที่ให้ความสาคัญกับการดูแลป้องกันสุขภาพในระดับอาเภอ โดยอาศัย ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลประจาอาเภอ (รพอ.) สาธารณสุขอาเภอ (สสอ.) โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตาบล (รพ.สต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคส่วนอื่นๆ ซึ่ง สามารถนาแนวคิด/หลักการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์กับการคืนข้อข้อมูลสถานการณ์ของ ประเด็นสุขภาพที่สาคัญให้แก่ประชาชน อาทิ เด็กอ้วน ท้องก่อนวัย การดูแลผู้สูงอายุ ไข้เลือดออก เป็นต้น หรืออาจเป็นการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกินดี (แหล่ง/ย่าน อาหารปรุงสุกที่สะอาด ปรุงแต่งรสชาติแต่พอดี แหล่ง/ย่านผลิตวัตถุดิบคุณภาพดี) หรือการอยู่ดี (สถานที่/กิจกรรมการออกกาลังกาย การแสดงศิลปะและดนตรี ฯลฯ) เป็นต้น ประกำรที่สำม การพิจารณาถึงฐานที่รองรับแผนที่และข้อมูล (Platform) ให้เหมาะสมกับ งบประมาณ ผู้ใช้งาน และผู้ปฏิบัติงานในการแก้ไข/ปรับปรุง/เพิ่มเติมข้อมูลเพื่อให้ทันสมัยอยู่เสมอ อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมอาจจะมีองค์ประกอบที่นอกเหนือไปจากการ เขียนแผนที่ตามขนบในวิชาภูมิศาสตร์ (Cartography) ผลลัพธ์ที่ได้จึงสามารถนาเสนอได้หลาย รูปแบบ ตั้งแต่แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนภูมิ แผนภาพ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ฐานข้อมูล สถิติ และอื่นๆ รวมถึงนาเสนอได้ในฐานรองรับ (Platform) ที่หลากหลาย ทั้งเว็บไซต์ (Website) ดังเช่นกรณีการนาเสนอแผนที่และข้อมูลเกี่ยวกับเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (http://en.unesco. org/ creative-cities/) หรือแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ (Application) ดังเช่นกรณีของ iDiscover City Walks ที่นาเสนอในรายงาน อย่างไรก็ดี การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมในขอบเขตงบประมาณ ผู้ใช้งาน และผู้ปฏิบัติงานระดับท้องถิ่น/ชุมชน ฐานที่รองรับ (Platform) ควรเป็นแผนที่เดินดินที่ ร่วมกันจัดทาโดยคนในชุมชนเป็นหลัก ผู้คน/ชุมชนควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับแผนที่ว่าเป็นเรื่อง ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่จาเป็นต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่ซับซ้อนเกินกว่ากาลังของชุมชน เรื่องทางเทคนิคจึง ไม่ใช่อุปสรรคในการเลือกใช้เครื่องมือ/การปฏิบัติงาน ขณะที่ประเด็นการนาเสนอ และการประยุกต์ แนวคิด/หลักการของแผนที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สาคัญและควรได้รับการพิจารณามากกว่า
  • 63.
    56 เอกสำรอ้ำงอิง ภำษำไทย กิติศักด์ เฮงษฎีกุล. (2552)กาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลาปาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. ลาปาง : บุรี รัตน์ธารา. เทศบาลนครภูเก็ต. (2558) “นครภูเก็ตได้รับประกาศเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของ ยูเนสโก (Phuket : City of Gastronomy)”. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.phuketcity.go.th/ news/detail/ 1701 (12 กันยายน 2559). ปิยะพงษ์ บุษบงก์ และ สุนทรชัย ชอบยศ. (2558) สถานะทุนทางสังคมที่สะท้อนความเป็นอีสานใน ชุมชนเมืองและบทบาทในการเสริมสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์และยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนเมืองเก่าใน อีสานกลาง. กรุงเทพฯ : แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “สาดสีเมืองสาย: ศิลปะกับการ พัฒนาเมืองสายบุรี”. (สูจิบัตร) ในการประชุมวิชาการ “คนสร้างเมือง” เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ. แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “Heritage Trust กับการพัฒนา ย่านเมืองเก่าสงขลา”. ใน นวัตกรรมการพัฒนาเมืองของไทย. กรุงเทพฯ : นพม. สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สานักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้. (2552) รายงานการศึกษาเบื้องต้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (The Creative Economy). กรุงเทพฯ: บริษัท บี.ซี. เพรส (บุญชิน) จากัด. สานักที่ปรึกษา กรมอนามัย. “แนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่”. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://advisor.anamai.moph.go.th/ main.php?filename=tamra_cities (12 กันยายน 2559). สานักนายกรัฐมนตรี. ประกาศ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 152 ง (14 ธันวาคม 2554).
  • 64.
    57 สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ สร้างสรรค์แห่งชาติ พ.ศ.2553. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 107 ง (12 กันยายน 2553). สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์. ราช กิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 13 ง (29 มกราคม 2556). หน่วยวิจัยเมือง (City Research Unit), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง, มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์. (2555) “เชียงใหม่ ต้นแบบเมืองสร้างสรรค์”. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.cityresearchunit.org/ th/projects/chiangmai_creative_city.html (12 กันยายน 2559). ภำษำอังกฤษ Cheng Yuchen. (2014) “Does Heritage Conservation Generate Social Benefit?”. (Thesis) HK: University of Hong Kong. Retrieved from http://dx.doi.org/10.5353/th_b5334549 (8 September 2016). Creative City Network of Canada. “Cultural Mapping Toolkit”. Retrieved from https://www.creativecity.ca/ database/files/library/cultural_mapping_toolkit.pdf (5 September 2016). Department of Economic and Social Affairs, United Nations. (2014) “World Urbanization Prospests: The 2014 Revesion (Highlights)”. Retrieved from https://esa.un.org/unpd/wup/ Publications/Files/ WUP2014-Highlights.pdf (15 September 2016). Kenzer, M. (1999). Healthy Cities: A Guide to the Literature. Environment and Urbanization, 11(1), p.202. Ministry of Tourism, Parks, Culture and Sport. “Environmental Benefits of Heritage Conservation”. Retrieved from http://www.pcs.gov.sk.ca/envirobenefits (8 September 2016).
  • 65.
    58 Ministry of Tourism,Parks, Culture and Sport. “Social Benefits of Heritage Conservation”. Retrieved from http://www.pcs.gov.sk.ca/socialbenefits (8 September 2016). Pillai, J. (2013). Cultural Mapping: A Guide to Understanding Place, Community and Continuity. Malaysia: Strategic Information and Research Development Center. Steekelenburg, Ester Van. (2016a) “Economisc of Heritage”. ในโครงการฝึกอบรม “การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 ณ บ้านบริบูรณ์ ลาปาง. Steekelenburg, Ester Van. (2016b) “iDiscover City Walk of Lampang”. ในโครงการฝึกอบรม “การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559 ณ บ้านบริบูรณ์ ลาปาง. Steekelenburg, Ester Van. (2016c) “iDiscover Lampang”. ในโครงการฝึกอบรม “การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 ณ บ้านบริบูรณ์ ลาปาง. UNCTAD and UNDP. (2008) “Creative Economy Report 2008”. Retrieved from http://unctad.org/ en/docs/ditc20082cer_en.pdf (12 September 2016). UNESCO Bangkok. “Cultural Mapping”. Retrieved from http://www.unescobkk.org/culture/ tools-and-resources/tools-for-safeguarding-culture/culturalmapping/ (5 September 2016). World Health Organization (WHO). “Healthy Setting”. Retrieved from http://www.who.int/ healthy_ settings/about/en/ (12 September 2016).
  • 66.
  • 67.
    60 ภำคผนวก ก กาหนดการโครงการฝึกอบรม “การจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” วันที่ 10– 15 มกราคม 2559 วันอำทิตย์ 10 มกรำคม 59 พิธีเปิ ด 16.30-17.00 ลงทะเบียน 17.10-17.20 กล่าวต้อนรับ โดย นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลาปาง นางณรงค์ ปัทมะเสวี ประธานมูลนิธิ นิยม ปัทมเสวี กล่าวรายงาน โดย นางสาวอุบลวรรณ สืบยุบล รองผู้ว่าการ รักษาการแทนผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ 17.20-17.30 กล่าวเปิด โดย ดร.พิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ 17.30-18.00 ปาฐกถานา มรดกเมือง : มุมมองด้านเศรษฐกิจและสังคม Mr.Cor Dijkgraaf ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน 18.00-20.00 งานเลี้ยงรับรอง (กาดมั่ว) และเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินกาดกองต้า วันจันทร์ 11 มกรำคม 59 กำรบรรยำย 8.30-9.00 ลงทะเบียน 9.00-9.30 แนะนาหลักสูตร Paul Rabe Ph.D. 9.30-11.00 มรดกของเมือง : มุมมองด้านเศรษฐกิจ บทเรียนจากเขตบริหารพิเศษ ฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์ Ester Van Steekelenburg Ph.D. 11.00-11.15 ถ่ายภาพหมู่ และรับประทานอาหารว่าง 11.15-12.30 บทบาทของการเคหะแห่งชาติในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเชิงอนุรักษ์ โดย นางสุชาดา ศิโรรังษี ผู้อานวยการฝ่ายวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัย 12.30-13.30 รับประทานอาหารกลางวัน
  • 68.
    61 13.30-14.30 บทเรียนจากภาคีคนรักเมืองสงขลา โดย นายรังษีรัตนปราการ นายกสมาคมภาคีคนรักเมืองสงขลา ดร.จเร สุวรรณชาต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 14.30-15.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ แนะนาการจัดทาแผนปฏิบัติการ Paul Rabe Ph.D. กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover แนะนาการใช้แอปพลิเคชั่น iDiscover Ester Van Steekelenburg Ph.D. 15.30-15.45 รับประทานอาหารว่าง 15.45-17.00 การเดินสารวจมรดกของเมือง (ภาคสนาม) วันอังคำร 12 มกรำคม 59 ภำคสนำม กำรบรรยำยและกำรทำงำนกลุ่ม 8.30-12.00 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 1: วิเคราะห์ปัญหาที่มีความ เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกของ นครลาปาง กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การประชุม: การวิเคราะห์จุดที่ น่าสนใจในการเดินสารวจภาคสนาม กาหนดจุดที่น่าสนใจ 20 แห่ง โดย แบ่งตามประเภทของอาคาร สถานที่ และการใช้ประโยชน์ 12.30-13.30 รับประทานอาหารกลางวัน 13.00-14.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 1: วิเคราะห์ปัญหาที่มีความ เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกของ นครลาปาง กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การแบ่งกลุ่มการทางาน โดย คัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมที่มีพื้น ฐานความรู้ที่หลากหลายสาขา และ มอบหมายให้ทาการศึกษาวิจัย พื้นฐานและความเป็นมาของแต่ละ จุดที่น่าสนใจ 14.30-14.45 รับประทานอาหารว่าง 14.45-16.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 1: การวิเคราะห์ปัญหา การนาเสนอ และอภิปราย แลกเปลี่ยนข้อความคิดเห็น กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การทบทวนจุดที่ได้ทาการสารวจ เบื้องต้น เพื่อศึกษาวิจัยและ สัมภาษณ์
  • 69.
    62 วันพุธ 13 มกรำคม 59 กำรบรรยำยและกำรทำงำนกลุ่ม 8.30-10.30กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 2: การกาหนดและการทดสอบ วัตถุประสงค์ เพื่อระบุหรือบ่งชี้ ปัญหา (การทางานเป็นกลุ่มใน เบื้องต้น) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การนาเสนอของกลุ่ม โดยเลือก สถานที่น่าสนใจ พร้อมข้อเสนอแนะ และให้ข้อคิดเห็น 10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง 10.45-11.45 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 2: การกาหนดและการทดสอบ วัตถุประสงค์ เพื่อระบุหรือบ่งชี้ ปัญหา (ทางานเป็นกลุ่ม) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การทางานงานกลุ่ม (ต่อ) 11.45-12.30 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้องรักษามรดกของเมือง Paul Rabe Ph.D. 12.30-13.30 รับประทานอาหารกลางวัน 13.30-14.30 เครื่องมือสาหรับการฟื้นฟูมรดกของเมือง : กรณีศึกษาเมืองย่างกุ้ง Ester Van Steekelenburg Ph.D. 14.30-14.45 รับประทานอาหารว่าง 14.45-16.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 2: การนาเสนองานกลุ่มและ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ วัตถุปรสงค์ที่จะนาเสนอ กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การสารวจพื้นที่โดยใช้รูปแบบ แอปพลิเคชั่น iDiscover หลังจากได้ มีการพูดคุยในกลุ่ม พร้อมทั้งเขียน รายละเอียดที่มีการปรับแก้ของจุดที่ น่าสนใจต่างๆ วันพฤหัสบดี 14 มกรำคม 59 กำรบรรยำยและกำรทำงำนกลุ่ม 8.30-10.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 3: การพัฒนาทางเลือกและ ข้อเสนอแนะสาหรับการทา แผนปฏิบัติการ กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การประชุมเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับผลของการใช้ แอปพลิเคชั่น iDiscover ทั้งด้าน เนื้อหาและรูปภาพ
  • 70.
    63 10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง 10.45-12.00 การบรรยายการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) Paul Rabe Ph.D. 12.00-13.00 รับประทานอาหารกลางวัน 13.00-14.00 การบรรยาย นโยบายด้านมรดกของเมืองในยุโรปและเอเซีย วิธีการปรับเปลี่ยนและนาอาคารที่เป็นมรดกของเมืองมาใช้ในรูปแบบใหม่ Cor Dijkgraaf 14.00-15.00 การบรรยาย การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน อัมสเตอร์ดัม (Heritage PPP) Ester Van Steekelenburg Ph.D. 15.00-15.15 รับประทานอาหารว่าง 15.15-16.30 การวิเคราะห์การพัฒนามรดกวัฒนธรรมนครลาปาง โดย อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ มหาวิทยาลัยพะเยา 16.30-17.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 3: การนาเสนองานกลุ่มและ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสาหรับ ทางเลือกต่างๆ ในการจัดทา แผนปฏิบัติการ กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover การแนะนากลุ่มในการใช้ แอปพลิเคชั่น iDiscover ในการ สารวจและวิจัยในพื้นที่ วันศุกร์ 15 มกรำคม 59 กำรนำเสนอ และพิธีปิ ด 8.30-10.30 กลุ่มแผนปฏิบัติการ ขั้นที่ 4: การนาเสนอของกลุ่มในการ จัดทาแผนปฏิบัติการเพื่อปกป้อง รักษามรดกของเมืองลาปาง และการ อภิปรายกลุ่ม (ขั้นตอนที่ 1-3) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover Feedback จากกลุ่มด้านเนื้อหา และภาพของจุดที่น่าสนใจ เพื่อการ นาเสนอ พร้อมปรับปรุงแก้ไข เนื้อหาและรายละเอียดสาหรับการ นาเสนอ 10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง 10.45-11.45 การนาเสนอรายงานกลุ่ม 11.45-12.30 พิธีปิดและพิธีมอบประกาศนียบัตร 12.30 เลี้ยงอาลา
  • 71.
    64 ภำคผนวก ข สไลด์ (Slide)ประกอบการบรรยาย เรื่อง “มรดกของเมือง : มุมมองด้านเศรษฐกิจ” โดย Dr. Ester Van Steekelenburg (11 มกราคม 2559)
  • 72.
  • 73.
  • 74.
  • 75.
  • 76.
  • 77.
  • 78.
    71 ภำคผนวก ค สไลด์ (Slide)ชี้แจงการปฏิบัติงาน (Workshop) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover โดย Dr. Ester Van Steekelenburg (13 มกราคม 2559)
  • 79.
  • 80.
    73 ภำคผนวก ง สไลด์ (Slide)ประกอบการนาเสนอผลการปฏิบัติงาน (Workshop) กลุ่มแอปพลิเคชั่น iDiscover โดย Dr. Ester Van Steekelenburg (15 มกราคม 2559)
  • 81.
  • 82.
  • 83.
  • 84.
  • 85.