บทที่ 2
การใหเหตุผล
( 8 ชั่วโมง )
การใหเหตุผลเปนสาระใหมของวิชาคณิตศาสตรในชวงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาปที่ 4 – 6) ซึ่ง
เปนเนื้อหาที่มีความสําคัญ เพราะการดําเนินชีวิตของคนเราตองขึ้นอยูกับเหตุผล ไมวาจะเปนความเชื่อ
การโตแยง การตัดสินใจ ตองใชเหตุผลประกอบทั้งสิ้น อีกทั้งยังเปนพื้นฐานที่สําคัญในการหาความรู
ของศาสตรตางๆ
สาระเรื่องการใหเหตุผลที่จะกลาวถึงในหนังสือเรียนประกอบดวยเรื่อง การใหเหตุผลแบบ
อุปนัย และการใหเหตุผลแบบนิรนัย โดยมุงใหผูเรียนมีผลการเรียนรู ดังตอไปนี้
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. เขาใจและใชการใหเหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัยได
2. บอกไดวาการอางเหตุผลสมเหตุสมผลหรือไมโดยใชแผนภาพแทนเซต
ผลการเรียนรูดังกลาวเปนผลการเรียนรูที่สอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นทางดาน
ความรู ในการเรียนการสอนทุกครั้งผูสอนตองคํานึงถึงมาตรฐานการเรียนรูทางดานทักษะและ
กระบวนการทางคณิตศาสตรที่จําเปนและสอดแทรกกิจกรรม ปญหา หรือคําถามที่เสริมสรางทักษะ
กระบวนการเหลานั้นดวย นอกจากนั้นควรปลูกฝงใหผูเรียนทํางานอยางเปนระบบ มีระเบียบวินัย
รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
29
ขอเสนอแนะ
1. การใหเหตุผลแบบอุปนัยเปนการใหเหตุผลเพื่อหาขอสรุป โดยการสังเกตหรือการทดลองหลายๆ
ครั้ง ผูสอนควรเริ่มสอนจากตัวอยางที่งาย ๆ กอน เพื่อที่จะใหผูเรียนเกิดความเขาใจในความหมาย
ของการใหเหตุผลแบบอุปนัย เชน
ใหผูเรียนพิจารณาตัวอยางตอไปนี้
1, 2, 4, 8, …
ผูสอนอาจถามผูเรียนวา พจนถัดไปของแบบรูปนี้คือจํานวนใด หรือสองพจนถัดไป
ของแบบรูปนี้คือจํานวนใด เมื่อผูเรียนตอบคําถามแลวผูสอนควรใหผูเรียนแสดงเหตุผลดวยวา
คําตอบที่ผูเรียนตอบนั้นไดมาอยางไร ถาผูเรียนใหเหตุผลวาเกิดจากสังเกตแบบรูปของขอมูลที่มีอยู
ผูสอนควรจะสรุปดวยวาการสังเกตของผูเรียนเพื่อหาคําตอบนั้นเปนการใหเหตุผลแบบอุปนัย
2. การเรียนเรื่อง การใหเหตุผลแบบอุปนัย นอกจากผูสอนจะยกตัวอยางการใหเหตุผลที่เกี่ยวของ
กับวิชาคณิตศาสตรแลว ผูสอนควรยกตัวอยางการใหเหตุผลที่เกี่ยวของกับชีวิตประจําวันและ
ใหผูเรียนฝกการยกตัวอยางดวย เพื่อผูเรียนจะไดเห็นถึงความสําคัญของเนื้อหาสาระ อีกทั้งไดฝก
ทักษะกระบวนการใหเหตุผลและมีความคิดริเริ่มสรางสรรค
3. หลังจากที่ผูสอนสอนเรื่องการใหเหตุผลแบบอุปนัยแลว ผูสอนควรสรุปใหผูเรียนมีความเขาใจวา
การสรุปผลจากการสังเกตเหตุการณหรือการทดลองหลาย ๆ ครั้ง ผลสรุปที่ไดอาจจะไมจริงเสมอ
ไป ซึ่งอาจขึ้นอยูกับ ลักษณะของขอมูล ความคิดหรือประสบการณเดิมของผูใหเหตุผล เชน
น้ําฝนสังเกตเห็นไขเปดที่คุณแมซื้อมาจากตลาดมีสีขาว แลวน้ําฝนสรุปวาไขเปดทุกฟองมีสีขาว
ซึ่งเปนผลสรุปที่ผิดเพราะมีไขเปดบางฟองมีสีเทาอมเขียว
4. ในการสอนเรื่อง การใหเหตุผลแบบนิรนัย ผูสอนควรสอนใหผูเรียนเขาใจวา การใหเหตุผล
แบบนิรนัยนั้นเราตองยอมรับวา เหตุ เปนจริงเสมอ ถึงแมวาเหตุนั้นจะขัดกับความเปนจริงทาง
โลก ก็ตาม เชน ขอความ “ คนทุกคนเปนลิง ” “ แมวทุกตัวลอยน้ําได ”
5. การเรียนเรื่อง การใหเหตุผลแบบนิรนัย หลังจากแนะนําใหผูเรียนรูจักตัวอยางของการใหเหตุผล
แบบนิรนัยแลว กอนที่ผูสอนจะสอนเรื่อง การอางเหตุผล (สําหรับเรื่องการอางเหตุผลของ
หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานนี้จะมีความแตกตางจากเรื่องการอางเหตุผลที่ผูสอนเคยสอนมาใน
30
รายวิชา ค011 (หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
โดยการตรวจสอบความสมเหตุสมผลของขอความจะใชแผนภาพแทนเซตของเวนน – ออยเลอร
ตรวจสอบ) ผูสอนควรสอนใหผูเรียนฝกการเขียนแผนภาพแทนขอความ ซึ่งเปนไปตามรูปแบบที่
กําหนดไวในหนังสือเรียนจนเกิดความเขาใจ แลวจึงสอนวิธีการตรวจสอบความสมเหตุสมผล
ของขอความ เชน
ขอความ นักเรียนทุกคนเปนคนฉลาด
ให A แทนเซตของนักเรียน
B แทนเซตของคนฉลาด
เขียนแผนภาพแทนขอความ ไดดังนี้
ขอความ ปลาบางตัวบินได
ให M แทนเซตของปลา
N แทนเซตของสัตวที่บินได
เขียนแผนภาพแทนขอความ ไดดังนี้
6. การตรวจสอบผลสรุปของขอความที่สมเหตุสมผลนั้น จะตองตรวจสอบแผนภาพทุกแผนภาพที่
เปนไปไดทุกกรณี สวนขอความที่มีผลสรุปไมสมเหตุสมผล ไมจําเปนตองวาดแผนภาพทั้งหมด
ทุกกรณี เพียงยกตัวอยางกรณีที่ผลสรุปนั้นไมสอดคลองเพียงกรณีเดียวก็พอ
กิจกรรมเสนอแนะ
ผูสอนสามารถใชกิจกรรมนี้เสริมสรางทักษะการใหเหตุผลและการแกปญหา ซึ่งอาจใช
ประกอบการเรียนการสอนไดทั้งกอนหรือหลังการเรียนเรื่อง การใหเหตุผลแบบนิรนัย
(1) (2) (3)
ฟ ลฟ ล ฟ ล
A
B
M N
31
1) ลูกบอลที่อยูในกลองที่มีปาย ฟ ฟ ปายที่ถูกตองอาจจะเปน ล ล หรือ ฟ ล ก็ได
2) ลูกบอลที่อยูในกลองที่มีปาย ล ล ปายที่ถูกตองอาจจะเปน ฟ ฟ หรือ ฟ ล ก็ได
3) ลูกบอลที่อยูในกลองที่มีปาย ฟ ล ปายที่ถูกตองอาจจะเปน ฟ ฟ หรือ ล ล ก็ได
มีกลองอยู 3 ใบ แตละใบมีลูกบอลอยู 2 ลูก ซึ่งอาจเปนสีฟาทั้ง 2 ลูก หรือสีเหลือง
ทั้ง 2 ลูก หรือสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก
กลองแตละใบมีปายติดดังนี้
(1) ฟ ฟ หมายถึง มีลูกบอลสีฟาอยู 2 ลูก
(2) ล ล หมายถึง มีลูกบอลสีเหลืองอยู 2 ลูก
(3) ฟ ล หมายถึง มีลูกบอลสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก
แตไมมีกลองใดเลยที่ติดปายตรงกับความเปนจริง เปนไปไดหรือไมวา
วิธีการดําเนินกิจกรรม
ผูสอนใหผูเรียนทดลองหยิบลูกบอล 1 ลูก จากกลองใดก็ไดที่ผูสอนเตรียมไวใหแลวชวย
กันหาขอสรุปวา ลูกบอลที่อยูในกลองที่เหลือควรจะเปนสีใด เมื่อผูเรียนไดคําตอบแลวผูสอนจึงใหผู
เรียนออกมาแสดงเหตุผล จากนั้นผูสอนและผูเรียนจึงคอยสรุปที่มาของคําตอบอีกครั้ง หรือผูสอนใช
คําถามเพื่อแนะนําใหผูเรียนหาคําตอบไดดวยตนเองดังนี้
1. ผูเรียนสามารถสรุปขอมูลใดไดบางจากสิ่งที่โจทยกําหนดให
คําตอบ เนื่องจากไมมีกลองใดที่ติดปายตรงกับความเปนจริง สรุปไดวา
ถาหยิบลูกบอลจากกลองใดก็ไดมา 1 ลูก แลวสามารถบอกไดวา ที่ถูกตองแลวกลองใด
ควรจะมีลูกบอลสีอะไร และจะตองหยิบลูกบอลจากกลองใดจึงจะไดคําตอบที่ถูกตอง
เมื่อทราบคําตอบแลว ใหติดปายที่ถูกตองดวย
(1) (2) (3)
ฟ ลฟ ล ฟ ล
32
ฟ ล ฟ ฟ
ล ล ฟ ล
2. ถาหยิบลูกบอลจากกลองที่ (1) หรือ (2) จะบอกไดหรือไมวา ลูกบอลอีกลูกในกลอง
ควรเปนสีใด (ใหผูเรียนแสดงเหตุผล)
3. ถาใหผูเรียนหยิบลูกบอลจากกลองที่ (3) ซึ่งมีปาย ฟ ล ติดไว
ถาผูเรียนหยิบไดลูกบอลสีฟา ฟ ความจริงแลวกลองนี้จะตองมีลูกบอลสีใด
คําตอบ จากคําตอบของขอที่ 1. จะไดวากลองนี้ควรจะมีลูกบอลสีฟา 2 ลูก
หยิบไดลูกบอลสีฟา
ปายผิด ปายที่ถูกตอง
4. เมื่อหาไดแลววา กลองที่มีปาย ฟ ล ที่ถูกตอง จะตองเปน ฟ ฟ อีก 2 กลองที่เหลือ
ควรจะมีลูกบอลสีใดบาง
(1) (2)
คําตอบ กลองที่เหลือในภาพขางบนจะตองเปนกลองที่มี
(1) ลูกบอลสีเหลือง 2 ลูก ล ล
และ (2) ลูกบอลสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก ฟ ล
จากขอสรุปขอที่ 1. กลองที่มีปาย ล ล จะตองไมใชกลองที่มีลูกบอลสีเหลือง
2 ลูก เพราะปายที่ติดไวผิด
ดังนั้น ที่ถูกตองแลว กลองที่ติดปาย ล ล จะตองมีลูกบอลสีฟา 1 ลูก
และสีเหลือง 1 ลูก
ปายผิด ปายที่ถูกตอง
ฟ ฟ ล ล
33
ฟ ฟ ล ล
จากขอสรุปขางตนและขอสรุปขอที่ 1. จะไดกลองที่เหลือที่มีปาย ฟ ฟ จะตองมีลูกบอลสี
เหลือง 2 ลูก
ปายผิด ปายที่ถูกตอง
สรุปผลดังนี้
5. ครูใหผูเรียนชวยกันสรุปคําตอบในกรณีที่ผูเรียนหยิบไดลูกบอลสีเหลืองจากกลองที่มีปาย
ฟ ล และใหหาวากลองที่เหลือจะตองมีลูกบอลสีอะไรบาง และติดปายใหมใหถูกตอง
แบบทดสอบประจําบท
แบบทดสอบที่นําเสนอตอไปนี้เปนตัวอยางแบบทดสอบแสดงวิธีทํา ซึ่งจะใชประเมินผล
ดานเนื้อหาวิชาของผูเรียนเมื่อเรียนจบในเนื้อหาเรื่อง การใหเหตุผล ผูสอนสามารถเลือกและปรับ
แบบทดสอบใหเหมาะสมกับผูเรียนได
ฟ
ฟ ฟ ล ฟ ล ล
ลฟ ฟ ฟลล
34
ตัวอยางแบบทดสอบ
1. จงใชวิธีการใหเหตุผลเพื่อหาคําตอบตอไปนี้
1) จงเขียนคําตอบในชองวาง พรอมทั้งอธิบายเหตุผลที่ใชในการหาคําตอบและพิจารณาวา
เปนการใหเหตุผลแบบอุปนัยหรือนิรนัย
11 × 11 = 121
11 × 12 = 132
11 × 13 = 143
11 × 14 = ___
11 × 15 = ___
11 × 16 = ___
11 × 17 = ___
11 × 18 = ___
2) จงหาวาจํานวนรูปสามเหลี่ยมที่อยูในแถวที่ 5 ถึงแถวที่ 10 มีจํานวนเทาไร พรอมทั้งอธิบาย
เหตุผลที่ใชในการหาคําตอบและพิจารณาวาเปนการใหเหตุผลแบบอุปนัยหรือนิรนัย
2. จงหาจํานวน c จากแบบรูปของจํานวนที่กําหนดให โดยใชการใหเหตุผลแบบอุปนัย
1) -5, 5, -5, 5, c
2) 4, 2, 0, -2, c
3) 6, 12, 18, 24, c
4) 64, 32, 16, 8, c
5) -17, -12, -7, -2, c
3. ถาจํานวนเต็มที่เปนจํานวนคี่ หมายถึง จํานวนที่หารดวย 2 ไมลงตัว
ทานใชเหตุผลแบบใดในการหาขอสรุปวา 11 เปนจํานวนคูหรือจํานวนคี่
แถวที่ (1) มี 1 รูป
แถวที่ (2) มี 3 รูป
แถวที่ (3) มี......รูป
แถวที่ (5) มี......รูป
แถวที่ (4) มี......รูป
35
4. จงยกตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัยมาอยางละ 1 ตัวอยาง ตามที่ทานเขาใจ
5. จงยกตัวอยางเหตุการณในชีวิตประจําวัน ที่ทําใหทานหรือคนในครอบครัว หรือคนรูจักเคยใช
การใหเหตุผลแบบอุปนัย หรือ นิรนัยมาชวยในการหาขอสรุปเพื่อชวยในการตัดสินใจ
6. เหตุ 1. สัตวเลี้ยงลูกดวยนมบางชนิดไมมีขา
2. งูไมมีขา
ขอสรุป งูเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม
จงหาวาขอสรุปขางตนสมเหตุสมผลหรือไม โดยใชแผนภาพแทนเซต
7. จงตรวจสอบวาผลสรุปตอไปนี้สมเหตุสมผลหรือไม โดยใชแผนภาพ
1) เหตุ 1. คนที่ชอบดูภาพยนตรทุกคนไมชอบดูการแขงขันกีฬา
2. อภิรดีชอบดูภาพยนตร
ผล อภิรดีไมชอบดูการแขงขันกีฬา
2) เหตุ 1. คนที่คาขายทุกคนเปนคนขยัน
2. คนที่ขยันเปนคนรวย
ผล คนที่คาขายเปนคนรวย
8. สมมติวา ทานพบวา เพื่อนของทานทุกคนที่ตั้งใจเรียนจะไมคุยระหวางเรียน สุภิตา เปนเพื่อน
ในชั้นเรียนของทานที่ไมคุยระหวางเรียน ทานจะสรุปไดหรือไมวาสุภิตาเปนคนตั้งใจเรียน
จงอธิบายวิธีการหาขอสรุปโดยใชแผนภาพแทนเซต
เฉลยตัวอยางแบบทดสอบ
1. 1) โดยการใชเหตุผลแบบอุปนัย จะได
11 × 11 = 121 เหตุผล จากผลลัพธของการคูณของสามสมการ
11 × 12 = 132 แรก เลขโดดในหลักหนวยของผลลัพธคือเลขโดด
11 × 13 = 143 ในหลักหนวยของตัวคูณ เลขโดดในหลักสิบ
11 × 14 = 154 ของผลลัพธจะมากกวาเลขโดดในหลักหนวยอยู 1
11 × 15 = 165 และเลขโดดในหลักรอยคือ 1
11 × 16 = 176
11 × 17 = 187
11 × 18 = 198
36
2)
เหตุผล
แถวที่ 1 มีรูปสามเหลี่ยม 1 รูป
แถวที่ 2 มีรูปสามเหลี่ยม 3 รูป
แถวที่ 3 มีรูปสามเหลี่ยม 5 รูป
แถวที่ 4 มีรูปสามเหลี่ยม 7 รูป
ดังนั้น จํานวนรูปสามเหลี่ยมที่อยูในแถวที่ 5 จะตองมากกวาจํานวนรูปสามเหลี่ยมที่อยู
ในแถวที่ 4 อยู 2 ซึ่งเทากับ 7 + 2 หรือ 9 รูป
สรุปวา แถวที่ 5 จะตองมีรูปสามเหลี่ยม 9 รูป
แถวที่ 6, 7, 8, 9 และ 10 จะมีรูปสามเหลี่ยม 11, 13, 15, 17 และ 19 รูป ตามลําดับ
2. โดยการใหเหตุผลแบบอุปนัย จะได
แบบรูป เหตุผลแบบอุปนัย
1) -5, 5, -5, 5, -5
2) 4, 2, 0, -2, - 4
3) 6, 12, 18, 24, 30
4) 64, 32, 16, 8, 4
5) -17, -12, -7, -2, 3
พิจารณาจากแบบรูปของจํานวนที่กําหนดให พบวา
จํานวนที่อยูในลําดับที่ 1, 3 จะเทากับ -5
ดังนั้น c อยูในลําดับที่ 5 จึงควรมีคาเทากับ -5
จํานวนแตละจํานวนไดจากจํานวนที่อยูขางหนาลบดวย 2
ดังนั้น c = –2 –2 หรือ - 4
จํานวนแตละจํานวนไดจากจํานวนที่อยูขางหนาบวกดวย 6
ดังนั้น c = 24 + 6 = 30
จํานวนแตละจํานวนไดจากการนําจํานวนที่อยูขางหนามาหารดวย 2
ดังนั้น c = 8 ÷ 2 หรือ 4
จํานวนแตละจํานวนไดจากการนําจํานวนที่อยูขางหนาบวกดวย 5
ดังนั้น c = –2 + 5 = 3
หมายเหตุ การใหเหตุผลอาจแตกตางจากตัวอยางของคําตอบขางตนได
แถวที่ (1)มี 1 รูป
แถวที่ (2)มี 3 รูป
แถวที่ (3)มี 5 รูป
แถวที่ (4)มี 7 รูป
แถวที่ (5) มี 9 รูป
เพิ่ม 2 รูป
เพิ่ม 2 รูป
เพิ่ม 2 รูป
37
3. ถาจํานวนเต็มที่เปนจํานวนคี่ หมายถึง จํานวนที่หารดวย 2 ไมลงตัว
เนื่องจาก 11 ÷ 2 ไดผลลัพธเทากับ 5 เศษ 1
ดังนั้น 11 หารดวย 2 ไมลงตัว สรุปไดวา 11 เปนจํานวนคี่
การสรุปวา 11 เปนจํานวนคี่เปนการสรุปโดยอางอิงสิ่งที่ยอมรับวาเปนจริง
ดังนั้น การสรุปขางตนจึงเปนการสรุปโดยใชเหตุผลแบบนิรนัย
4. ตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนัย
41
– 1 = 3 หรือ 3 × 1
42
– 1 = 15 หรือ 3 × 5
43
– 1 = 63 หรือ 3 × 21
44
– 1 = 255 หรือ 3 × 75
45
– 1 = 1023 หรือ 3 × 341
จะเห็นวา จํานวนที่อยูทางดานขวาของเครื่องหมาย = จะมี 3 เปนตัวประกอบทุกจํานวน
จากตัวอยางขางตน ใชการใหเหตุผลแบบอุปนัยสรุปไดวา จํานวนที่มีคาเทากับ 46
– 1
จะมี 3 เปนตัวประกอบ นั่นคือ 46
– 1 = 4,095 หรือ 3 × 1,365
ตัวอยางการใหเหตุผลแบบนิรนัย
เหตุ 1. คนทุกคนตองการมีเพื่อน
2. อั้มเปนคน
ผล อั้มตองการมีเพื่อน
5. ตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนัย
เพื่อนบานที่เคยเปนโรคเกี่ยวกับกระดูกหลายคนไปพบแพทยที่รักษาโรคกระดูกที่โรงพยาบาล
แหงหนึ่งแลว ทุกคนบอกวาหมอรักษาไดผลดี ฉันจึงตัดสินใจพาคุณยายซึ่งเปนโรคเกี่ยวกับกระดูก
ไปพบแพทยที่รักษาโรคกระดูกที่โรงพยาบาลแหงนั้น
ตัวอยางการใหเหตุผลแบบนิรนัย
ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจําสําหรับเงินตนไมเกิน 500,000 บาท เทากับ 2.75% ตอป
ถาฉันนําเงิน 1 แสนบาทไปฝากในบัญชีฝากประจํา จะไดรับดอกเบี้ย 2,750 บาท เมื่อฝากครบ 1 ป
(ถาธนาคารไมเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย)
38
6. เหตุ 1. สัตวเลี้ยงลูกดวยนมบางชนิดไมมีขา
2. งูไมมีขา
ขอสรุป งูเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม
ให A แทนเซตของสัตวเลี้ยงลูกดวยนม
B แทนเซตของสัตวไมมีขา
c แทนงู
แผนภาพที่ 1 แผนภาพที่ 2
จากแผนภาพที่ 1 สรุปไดวา งูเปนสัตวไมมีขาที่ไมเลี้ยงลูกดวยนม
จากแผนภาพที่ 2 สรุปไดวา งูเปนสัตวไมมีขาที่เลี้ยงลูกดวยนม
แผนภาพที่ 1 ขัดแยงกับขอสรุป ดังนั้น ขอสรุปขางตนจึงไมสมเหตุสมผล
7. 1) เหตุ 1. คนที่ชอบดูภาพยนตรทุกคนไมชอบดูการแขงขันกีฬา
2. อภิรดีชอบดูภาพยนตร
ผล อภิรดีไมชอบดูการแขงขันกีฬา
ให A แทนเซตของคนที่ชอบดูภาพยนตร
B แทนเซตของคนที่ชอบดูการแขงขันกีฬา
c แทนอภิรดี
จากแผนภาพ พบวา ขอสรุปที่วาอภิรดีไมชอบดูการแขงขันกีฬา สมเหตุสมผล
2) เหตุ 1. คนที่คาขายทุกคนเปนคนขยัน
2. คนที่ขยันเปนคนรวย
ผล คนที่คาขายเปนคนรวย
ให M แทนเซตของคนที่คาขาย
A แทนเซตของคนที่ขยัน
R แทนเซตของคนที่รวย
จากแผนภาพ พบวา ขอสรุปที่วาคนที่คาขายเปนคนรวย สมเหตุสมผล
A B
c•
A B
c•
A B
• c
M
A
R
39
8. ถาเพื่อนทุกคนที่ตั้งใจเรียนจะไมคุยระหวางเรียน สุภิตาไมคุยระหวางเรียน
ให A แทนเซตของคนที่ตั้งใจเรียน
B แทนเซตของคนที่ไมคุยระหวางเรียน
c แทนสุภิตา
แผนภาพที่ 1 แผนภาพที่ 2
จากแผนภาพที่ 1 สรุปไดวา สุภิตาไมคุยระหวางเรียน และสุภิตาตั้งใจเรียน
จากแผนภาพที่ 2 สรุปไดวา สุภิตาไมคุยระหวางเรียน แตสุภิตาไมตั้งใจเรียน
เนื่องจาก แผนภาพทั้งสองขัดแยงกัน จึงไมสามารถสรุปวา สุภิตาเปนคนที่ตั้งใจเรียน
เฉลยแบบฝกหัด
แบบฝกหัด 2.1
1. การใหเหตุผลในคําตอบที่ไดแสดงไวเปนเพียงตัวอยางของการใหเหตุผลแบบอุปนัยในการ
หาคา a อาจมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่ไดแสดงไวไดอีก
1) 12, 22, 32, 42, a
จากจํานวนแรกคือ 12 = (1 × 10) + 2
22 = (2 × 10) + 2
32 = (3 × 10) + 2
42 = (4 × 10) + 2
จะได a = (5 × 10) + 2 หรือ 52
2) 12, 10, 8, 6, a
จากจํานวนแรกคือ 12 = 6 × 2
10 = 5 × 2
8 = 4 × 2
6 = 3 × 2
จะได a = 2 × 2 หรือ 4
A
B
c•
A
B
c•
40
3) 5, 3, 1, -1, -3, a
จากจํานวนแรกคือ 5 = 7 – 2
3 = 5 – 2
1 = 3 – 2
-1 = 1 – 2
-3 = –1 – 2
จะได a = –3 – 2 หรือ -5
4) 1, -1, 1, -1, 1, a
เหตุผล พิจารณาแบบรูปที่กําหนดใหพบวา จํานวนในลําดับที่เปนจํานวนคี่ คือ 1
และจํานวนในลําดับที่เปนจํานวนคู คือ -1
เนื่องจาก a อยูในลําดับที่ 6 ซึ่งเปนจํานวนคู ดังนั้น a ควรเทากับ -1
5) 1, 4, 9, 16, 25, a
จากจํานวนแรกคือ 1 = 12
4 = 22
9 = 32
16 = 42
25 = 52
จะได a = 62
หรือ 36
6) -15, -5, 5, 15, a
จากจํานวนแรกคือ -15
-5 = -15 + 10
5 = -5 + 10
15 = 5 + 10
จะได a = 15 + 10 หรือ 25
7) 1, -1, -3, -5, a
จากจํานวนแรกคือ 1
-1 = 1 – 2
-3 = –1 – 2
-5 = –3 – 2
จะได a = –5 – 2 หรือ -7
41
8) -5, -3, -1, 1, a
จากจํานวนแรกคือ -5
-3 = –5 + 2
-1 = –3 + 2
1 = –1 + 2
จะได a = 1 + 2หรือ 3
9) 1, 6, 11, 16, a
จากจํานวนแรกคือ 1
6 = 1 + 5
11 = 6 + 5
16 = 11 + 5
จะได a = 16 + 5หรือ 21
10) 8, 14, 20, 26, a
จากจํานวนแรกคือ 8
14 = 8 + 6
20 = 14 + 6
26 = 20 + 6
จะได a = 26 + 6หรือ 32
2. พิจารณาผลคูณที่กําหนดใหตอไปนี้
1 × 9 = 9 6 × 9 = 54 11 × 9 = 99
2 × 9 = 18 7 × 9 = 63 12 × 9 = 108
3 × 9 = 27 8 × 9 = 72 13 × 9 = 117
4 × 9 = 36 9 × 9 = 81 14 × 9 = 126
5 × 9 = 45 10 × 9 = 90 15 × 9 = 135
จากผลคูณที่ไดพบวา เมื่อนําตัวเลขที่แทนจํานวนในแตละหลักของผลคูณที่ไดมาบวกกัน
ผลบวกที่ไดจะหารลงตัวดวย 9 เสมอ เชน 15 × 9 = 135
เมื่อนําตัวเลขที่แทนจํานวนในแตละหลักของผลคูณมาบวกกัน
จะได 1 + 3 + 5 = 9 ซึ่งหารดวย 9 ลงตัว
โดยใชเหตุผลแบบอุปนัยจะสรุปไดวา เมื่อนําตัวเลขที่แทนจํานวนในแตละหลักของผลคูณ
ของจํานวนเต็มบวกใด ๆ กับ 9 มาบวกกัน ผลบวกที่ไดจะหารลงตัวดวย 9 เสมอ
42
3. 1) พิจารณาผลคูณของจํานวนที่มี 142,857 ตอไปนี้
142,857 × 1 = 142,857
142,857 × 2 = 285,714
142,857 × 3 = 428,571
142,857 × 4 = 571,428
จากการสังเกตจํานวนที่เปนผลคูณพบวา ผลคูณที่ไดประกอบดวยเลขโดด 1, 4, 2, 8, 5
และ 7 เสมอ
2) โดยการใชเหตุผลแบบอุปนัย ผลคูณของ 142,857 × 5 และ 142,857 × 6 ควรจะประกอบ
ดวยตัวเลขโดดชุดเดียวกับตัวคูณ 142,857 เมื่อหาผลคูณขางตนพบวา 142,857 × 5 = 714,285
และ 142,857 × 6 = 857,142
3) เนื่องจาก 142,857 × 7 พบวา 7 × 7 = 49 ซึ่งทําใหผลคูณมีจํานวนที่อยูในหลักหนวย
แทนดวยเลข 9 ซึ่ง 9 ไมอยูในชุดตัวเลข 142857
142,857 × 8 พบวา 7 × 8 = 56 ซึ่งทําใหผลคูณมีจํานวนที่อยูในหลักหนวยแทนดวย
เลข 6 ซึ่ง 6 ไมอยูในชุดตัวเลข 142857
ดังนั้น คําตอบที่ไดจากการคูณ 142,857 ดวย 7 หรือ 8 โดยใชขอสรุปขางตนไมเปนจริง
หมายเหตุ 142,857 × 7 = 999,999
และ 142,857 × 8 = 1,142,856
4. พิจารณาผลคูณตอไปนี้
1) 37 × 3 = 11
37 × 6 = 22
37 × 9 = 33
37 × 12 = 44
จากผลคูณในแบบรูปขางตนพบวา
37 × 3 × 1 = 111
37 × 3 × 2 = 222
37 × 3 × 3 = 333
37 × 3 × 4 = 444
43
2) จากแบบรูปขางตน และใชเหตุผลแบบอุปนัย จะไดวา
37 × 3 × 5 = 555
37 × 3 × 6 = 666
37 × 3 × 7 = 777
37 × 3 × 8 = 888
37 × 3 × 9 = 999
5. 1) 9 × 9 + 7 = 88
98 × 9 + 6 = 888
987 × 9 + 5 = 8,888
9,876 × 9 + 4 = 88,888
2) 34 × 34 = 1,156
334 × 334 = 111,556
3,334 × 3,334 = 11,115,556
3) 2 = 4 – 2
2 + 4 = 8 – 2
2 + 4 + 8 = 16 – 2
2 + 4 + 8 + 16 = 32 – 2
4) 3 =
2
)2(3
3 + 6 =
2
)3(6
3 + 6 + 9 =
2
)4(9
3 + 6 + 9 + 12 =
2
)5(12
98,765 × 9 + 3 = 888,888
33,334 × 33,334=1,111,155,556
2 + 4 + 8 + 16 + 32 = 64 –2
3 + 6 + 9 + 12 + 15 = 2
)6(15
44
5) 5(6) = 6(6 – 1)
5(6) + 5(36) = 6(36 – 1)
5(6) + 5(36) + 5(216) = 6(216 – 1)
หรือ 5(6) + 5(6 × 6) + 5(6 × 6 × 6) + 5(6 × 6 × 6 × 6) = 6(6 × 6 × 6 × 6 – 1)
6. 1) 1 + 2 + 3 + … + 148 + 149 + 150 มีจํานวน 151 ทั้งหมด 75 จํานวน
151
151
151
จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 150 = 151 × 75 หรือ 11,325
2) 1 + 2 + 3 + … + 298 + 299 + 300 มีจํานวน 301 ทั้งหมด 150 จํานวน
301
301
301
จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 300 = 301 × 150 หรือ 45,150
3) 1 + 2 + 3 + … + 498 + 499 + 500 มีจํานวน 501 ทั้งหมด 250 จํานวน
501
501
501
จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 500 = 501 × 250 = 125,250
4) 1 + 2 + 3 + … + 998 + 999 + 1,000 มีจํานวน 1,001 ทั้งหมด 500 จํานวน
1,001
1,001
1,001
จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 1,000 = 1,001 × 500 = 500,500
5(6) + 5(36) + 5(216) + 5(216 × 6) = 6(1,296 – 1)
45
7. 1) 2 + 4 + 6 + … + 96 + 98 + 100 มีจํานวน 102 ทั้งหมด 25 จํานวน
102
102
102
จะไดวา 2 + 4 + 6 + … + 1,000 = 102 × 25 หรือ 2,550
2) 1 + 2 + 3 + … + 122 + 123 + 124 + 125 มีจํานวน 125 ทั้งหมด 62 จํานวน
125
125
125
จะไดวา 1 + 2 + 3 + ... + 125 = (125 × 62) + 125 หรือ 7,875
3) 1 + 2 + 3 + ... + (n – 1) + n เมื่อ n เปนจํานวนนับที่เปนจํานวนคี่ จะเทากับ
[(n – 1) + 1] บวกกัน
2
1n −
จํานวน แลวบวกกับ n
1 + 2 + 3 + ... + n = [(n – 1) + 1] ⎟
⎠
⎞
⎜
⎝
⎛ −
2
1n
+ n
= ⎟
⎠
⎞
⎜
⎝
⎛ −
2
1n
n + n
8.
1 3 6 10 15 21
จากจํานวนสามเหลี่ยมที่กําหนดให จะหาจํานวนสามเหลี่ยมถัดไปอีกสองจํานวนไดดังนี้
1) จํานวนสามเหลี่ยมที่อยูถัดจาก 21 อีก 2 จํานวน ไดแก จํานวน 28 และ 36 ซึ่งแสดง
ดวยภาพไดดังนี้
28 36
46
2) จํานวนจุดในแตละแถวตามแนวนอนจะเพิ่มขึ้นทีละ 1 จุด จากรูปที่อยูกอนเปน 2, 3, 4, 5,
6, 7, 8 หรือแถวที่ n จะมีจํานวน n จุดเมื่อ n เปนจํานวนนับ
3) พิจารณาวา 72 เปนจํานวนสามเหลี่ยมหรือไม ไดดังนี้
พิจารณาจากจํานวนแรกคือ 1 จะพบความสัมพันธของจํานวนดังนี้
3 = 1 + 2
6 = 3 + 3
10 = 6 + 4
15 = 10 + 5
21 = 15 + 6
28 = 21 + 7
36 = 28 + 8
45 = 36 + 9
55 = 45 + 10
66 = 55 + 11
78 = 66 + 12
จากการหาผลบวกขางตน พบวา 72 ไมใชจํานวนสามเหลี่ยม
9. 1) ผลคูณของจํานวนนับสองจํานวนใด ๆ จะหารดวย 2 ลงตัวเสมอ ไมเปนจริง เพราะ
1 และ 11 เปนจํานวนนับ
1 × 11 = 11
แต 11 หารดวย 2 ไมลงตัว
2) จํานวนนับใด ๆ ที่มีคามากกวา 4 จะเขียนไดในรูปของผลบวกของจํานวนถัดไป
สองจํานวน หรือมากกวาสองจํานวน ไมเปนจริง เพราะ
8 เปนจํานวนนับ และ 8 มีคามากกวา 4
แต 8 ไมสามารถเขียนในรูปของผลบวกของจํานวนถัดไปไดโดยพิจารณาจากผลบวก
ของจํานวนตอไปนี้
พิจารณาผลบวกของจํานวนถัดไปที่มีคาเทากับ 9 และ 10 มีดังนี้
1 + 2 + 3 + 4 = 10
2 + 3 + 4 = 9 และ 4 + 5 = 9
แตผลบวกของจํานวนนับที่มีคาเทากับ 8 มีดังนี้
47
8 = 4 + 4
= 3 + 5
= 2 + 6
= 1 + 7
3) กําลังสองของจํานวนนับใด ๆ จะเปนจํานวนคูเสมอ
ไมเปนจริง เพราะ
1 เปนจํานวนนับ และ 12
= 1
แต 1 ไมเปนจํานวนคู
10.
1)
2)
แบบฝกหัด 2.2
1. เหตุ 1) กบทุกตัววายน้ําได
2) สัตวที่วายน้ําได จะบินได
ผล กบทุกตัวบินได
ให A แทน เซตของกบทุกตัว
B แทน เซตของสัตวที่วายน้ําได
C แทน เซตของสัตวที่บินได
จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา กบทุกตัวบินได สมเหตุสมผล
(1)
(2)
(3)
(4)
(1) (2)
(3)
(4)
AC B
48
2. เหตุ 1) จํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนเต็ม
2) จํานวนเต็มทุกจํานวนเปนจํานวนจริง
ผล จํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนจริง
ให A แทน เซตของจํานวนนับ
B แทน เซตของจํานวนเต็ม
C แทน เซตของจํานวนจริง
จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา จํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนจริง สมเหตุสมผล
3. เหตุ 1) คนที่มีสุขภาพดีทุกคนเปนคนที่มีความสุข
2) ก มีความสุข
ผล ก มีสุขภาพดี
ให A แทนเซตของคนมีสุขภาพดี
B แทนเซตของคนมีความสุข
c แทน ก
(1) (2)
จากแผนภาพ (1) ก เปนคนมีความสุข แต ก สุขภาพไมดี
จากแผนภาพ (2) ก เปนคนมีความสุข และ ก มีสุขภาพดี
แผนภาพที่ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา ก มีความสุข แลว ก มีสุขภาพดี จึงไมสมเหตุสมผล
4. เหตุ 1) จํานวนเต็มที่หารดวย 2 ลงตัว ทุกจํานวนเปนจํานวนคู
2) 7 หารดวย 2 ลงตัว
ผล 7 เปนจํานวนคู
ให A แทนเซตของจํานวนเต็มที่หารดวย 2 ลงตัว
B แทนเซตของจํานวนคู
c แทน 7
จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา 7 เปนจํานวนคู สมเหตุสมผล
A
CB
A
c•
B
A
c B
•
A
c•
B
49
5. เหตุ 1) สุนัขบางตัวมีขนยาว
2) มอมเปนสุนัขของฉัน
ผล มอมเปนสุนัขที่มีขนยาว
ให A แทนเซตของสุนัขA
B แทนเซตของสิ่งที่มีขนยาว
c แทนมอมc
B
•
(1)
จากแผนภาพ (1) พบวา มอมเปนสุนัข แตขนไมยาว
จากแผนภาพ (2) พบวา มอมเปนสุนัขขนยาว
แผนภาพที่ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป
A
c•
B
(2) ดังนั้น ผลสรุปที่วา มอมเปนสุนัขที่มีขนยาว ไมสมเหตุสมผล
6. เหตุ 1) มาทุกตัวมี 4 ขา
2) ไมมีสัตวที่มีสี่ขาตัวใดที่บินได
ผล ไมมีมาตัวใดบินได
ให A แทนเซตของมา
B แทนเซตของสัตวที่มี 4 ขา
C แทนเซตของสัตวที่บินได
A
CB
จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา ไมมีมาตัวใดบินได สมเหตุสมผล
7. เหตุ 1) ไมมีจํานวนเฉพาะตัวใดหารดวย 2 ลงตัว
2) 21 หารดวย 2 ไมลงตัว
ผล 21 เปนจํานวนเฉพาะ
ให A แทนเซตของจํานวนเฉพาะ
B แทนเซตของจํานวนที่หารดวย 2 ลงตัว
c แทน 21
(1) จากแผนภาพ (1) จะเห็นวา 21 ไมเปนจํานวนเฉพาะ
A
• c
B
จากแผนภาพ (2) จะเห็นวา 21 เปนจํานวนเฉพาะ
แผนภาพที่ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา 21 เปนจํานวนเฉพาะไมสมเหตุสมผล
A
c•
B
(2)
50
8. เหตุ 1) วันที่มีฝนตกทั้งวัน จะมีทองฟามืดครึ้มทุกวัน
2) วันนี้ทองฟามืดครึ้ม
ผล วันนี้มีฝนตกทั้งวัน
ให A แทนเซตของวันที่มีฝนตกทั้งวัน
B แทนเซตของวันที่มีทองฟามืดครึ้ม
A
c•
B
(1) (2) c แทนวันนี้
A
c• B
จากแผนภาพ (1) พบวา วันนี้เปนวันที่ทองฟามืดครึ้ม แตฝนไมไดตกทั้งวัน
จากแผนภาพ (2) พบวา วันนี้ฝนตกทั้งวัน และทองฟามืดครึ้ม
แผนภาพ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา วันนี้ฝนตกทั้งวัน ไมสมเหตุสมผล
9. เหตุ 1) แมวบางตัวมีสองขา
2) นกทุกตัวมีสองขา
ผล นกบางตัวเปนแมว
ให A แทนเซตของแมว
B แทนเซตของสัตวที่มีสองขา
C แทนเซตของนก
(1) (2) (3)
A
C
BA
C
B A
C
B
จากแผนภาพ (1) พบวา นกทุกตัวเปนแมว
จากแผนภาพ (2) พบวา นกบางตัวเปนแมว
จากแผนภาพ (3) พบวา นกทุกตัวไมเปนแมว
แผนภาพที่ (3) ไมสอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา นกบางตัวเปนแมว ไมสมเหตุสมผล
10. เหตุ 1) ชายไทยทุกคนตองรับการเกณฑทหาร เมื่ออายุครบ 21 ปบริบูรณ
2) มานะเปนชายไทย
ผล มานะจะตองเขารับการเกณฑทหารเมื่ออายุ 21 ปบริบูรณ
51
ให A แทน เซตของผูที่ตองเขารับการเกณฑทหาร
B แทน เซตชายไทยที่อายุครบ 21 ปบริบูรณ
c แทน มานะ
จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป
ดังนั้น ผลสรุปที่วา มานะตองเขารับการเกณฑทหารเมื่ออายุครบ 21 ปบริบูรณ สมเหตุสมผล
B
c•
A

Basic m4-1-chapter2

  • 1.
    บทที่ 2 การใหเหตุผล ( 8ชั่วโมง ) การใหเหตุผลเปนสาระใหมของวิชาคณิตศาสตรในชวงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาปที่ 4 – 6) ซึ่ง เปนเนื้อหาที่มีความสําคัญ เพราะการดําเนินชีวิตของคนเราตองขึ้นอยูกับเหตุผล ไมวาจะเปนความเชื่อ การโตแยง การตัดสินใจ ตองใชเหตุผลประกอบทั้งสิ้น อีกทั้งยังเปนพื้นฐานที่สําคัญในการหาความรู ของศาสตรตางๆ สาระเรื่องการใหเหตุผลที่จะกลาวถึงในหนังสือเรียนประกอบดวยเรื่อง การใหเหตุผลแบบ อุปนัย และการใหเหตุผลแบบนิรนัย โดยมุงใหผูเรียนมีผลการเรียนรู ดังตอไปนี้ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. เขาใจและใชการใหเหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัยได 2. บอกไดวาการอางเหตุผลสมเหตุสมผลหรือไมโดยใชแผนภาพแทนเซต ผลการเรียนรูดังกลาวเปนผลการเรียนรูที่สอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นทางดาน ความรู ในการเรียนการสอนทุกครั้งผูสอนตองคํานึงถึงมาตรฐานการเรียนรูทางดานทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตรที่จําเปนและสอดแทรกกิจกรรม ปญหา หรือคําถามที่เสริมสรางทักษะ กระบวนการเหลานั้นดวย นอกจากนั้นควรปลูกฝงใหผูเรียนทํางานอยางเปนระบบ มีระเบียบวินัย รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
  • 2.
    29 ขอเสนอแนะ 1. การใหเหตุผลแบบอุปนัยเปนการใหเหตุผลเพื่อหาขอสรุป โดยการสังเกตหรือการทดลองหลายๆ ครั้งผูสอนควรเริ่มสอนจากตัวอยางที่งาย ๆ กอน เพื่อที่จะใหผูเรียนเกิดความเขาใจในความหมาย ของการใหเหตุผลแบบอุปนัย เชน ใหผูเรียนพิจารณาตัวอยางตอไปนี้ 1, 2, 4, 8, … ผูสอนอาจถามผูเรียนวา พจนถัดไปของแบบรูปนี้คือจํานวนใด หรือสองพจนถัดไป ของแบบรูปนี้คือจํานวนใด เมื่อผูเรียนตอบคําถามแลวผูสอนควรใหผูเรียนแสดงเหตุผลดวยวา คําตอบที่ผูเรียนตอบนั้นไดมาอยางไร ถาผูเรียนใหเหตุผลวาเกิดจากสังเกตแบบรูปของขอมูลที่มีอยู ผูสอนควรจะสรุปดวยวาการสังเกตของผูเรียนเพื่อหาคําตอบนั้นเปนการใหเหตุผลแบบอุปนัย 2. การเรียนเรื่อง การใหเหตุผลแบบอุปนัย นอกจากผูสอนจะยกตัวอยางการใหเหตุผลที่เกี่ยวของ กับวิชาคณิตศาสตรแลว ผูสอนควรยกตัวอยางการใหเหตุผลที่เกี่ยวของกับชีวิตประจําวันและ ใหผูเรียนฝกการยกตัวอยางดวย เพื่อผูเรียนจะไดเห็นถึงความสําคัญของเนื้อหาสาระ อีกทั้งไดฝก ทักษะกระบวนการใหเหตุผลและมีความคิดริเริ่มสรางสรรค 3. หลังจากที่ผูสอนสอนเรื่องการใหเหตุผลแบบอุปนัยแลว ผูสอนควรสรุปใหผูเรียนมีความเขาใจวา การสรุปผลจากการสังเกตเหตุการณหรือการทดลองหลาย ๆ ครั้ง ผลสรุปที่ไดอาจจะไมจริงเสมอ ไป ซึ่งอาจขึ้นอยูกับ ลักษณะของขอมูล ความคิดหรือประสบการณเดิมของผูใหเหตุผล เชน น้ําฝนสังเกตเห็นไขเปดที่คุณแมซื้อมาจากตลาดมีสีขาว แลวน้ําฝนสรุปวาไขเปดทุกฟองมีสีขาว ซึ่งเปนผลสรุปที่ผิดเพราะมีไขเปดบางฟองมีสีเทาอมเขียว 4. ในการสอนเรื่อง การใหเหตุผลแบบนิรนัย ผูสอนควรสอนใหผูเรียนเขาใจวา การใหเหตุผล แบบนิรนัยนั้นเราตองยอมรับวา เหตุ เปนจริงเสมอ ถึงแมวาเหตุนั้นจะขัดกับความเปนจริงทาง โลก ก็ตาม เชน ขอความ “ คนทุกคนเปนลิง ” “ แมวทุกตัวลอยน้ําได ” 5. การเรียนเรื่อง การใหเหตุผลแบบนิรนัย หลังจากแนะนําใหผูเรียนรูจักตัวอยางของการใหเหตุผล แบบนิรนัยแลว กอนที่ผูสอนจะสอนเรื่อง การอางเหตุผล (สําหรับเรื่องการอางเหตุผลของ หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานนี้จะมีความแตกตางจากเรื่องการอางเหตุผลที่ผูสอนเคยสอนมาใน
  • 3.
    30 รายวิชา ค011 (หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โดยการตรวจสอบความสมเหตุสมผลของขอความจะใชแผนภาพแทนเซตของเวนน – ออยเลอร ตรวจสอบ) ผูสอนควรสอนใหผูเรียนฝกการเขียนแผนภาพแทนขอความ ซึ่งเปนไปตามรูปแบบที่ กําหนดไวในหนังสือเรียนจนเกิดความเขาใจ แลวจึงสอนวิธีการตรวจสอบความสมเหตุสมผล ของขอความ เชน ขอความ นักเรียนทุกคนเปนคนฉลาด ให A แทนเซตของนักเรียน B แทนเซตของคนฉลาด เขียนแผนภาพแทนขอความ ไดดังนี้ ขอความ ปลาบางตัวบินได ให M แทนเซตของปลา N แทนเซตของสัตวที่บินได เขียนแผนภาพแทนขอความ ไดดังนี้ 6. การตรวจสอบผลสรุปของขอความที่สมเหตุสมผลนั้น จะตองตรวจสอบแผนภาพทุกแผนภาพที่ เปนไปไดทุกกรณี สวนขอความที่มีผลสรุปไมสมเหตุสมผล ไมจําเปนตองวาดแผนภาพทั้งหมด ทุกกรณี เพียงยกตัวอยางกรณีที่ผลสรุปนั้นไมสอดคลองเพียงกรณีเดียวก็พอ กิจกรรมเสนอแนะ ผูสอนสามารถใชกิจกรรมนี้เสริมสรางทักษะการใหเหตุผลและการแกปญหา ซึ่งอาจใช ประกอบการเรียนการสอนไดทั้งกอนหรือหลังการเรียนเรื่อง การใหเหตุผลแบบนิรนัย (1) (2) (3) ฟ ลฟ ล ฟ ล A B M N
  • 4.
    31 1) ลูกบอลที่อยูในกลองที่มีปาย ฟฟ ปายที่ถูกตองอาจจะเปน ล ล หรือ ฟ ล ก็ได 2) ลูกบอลที่อยูในกลองที่มีปาย ล ล ปายที่ถูกตองอาจจะเปน ฟ ฟ หรือ ฟ ล ก็ได 3) ลูกบอลที่อยูในกลองที่มีปาย ฟ ล ปายที่ถูกตองอาจจะเปน ฟ ฟ หรือ ล ล ก็ได มีกลองอยู 3 ใบ แตละใบมีลูกบอลอยู 2 ลูก ซึ่งอาจเปนสีฟาทั้ง 2 ลูก หรือสีเหลือง ทั้ง 2 ลูก หรือสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก กลองแตละใบมีปายติดดังนี้ (1) ฟ ฟ หมายถึง มีลูกบอลสีฟาอยู 2 ลูก (2) ล ล หมายถึง มีลูกบอลสีเหลืองอยู 2 ลูก (3) ฟ ล หมายถึง มีลูกบอลสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก แตไมมีกลองใดเลยที่ติดปายตรงกับความเปนจริง เปนไปไดหรือไมวา วิธีการดําเนินกิจกรรม ผูสอนใหผูเรียนทดลองหยิบลูกบอล 1 ลูก จากกลองใดก็ไดที่ผูสอนเตรียมไวใหแลวชวย กันหาขอสรุปวา ลูกบอลที่อยูในกลองที่เหลือควรจะเปนสีใด เมื่อผูเรียนไดคําตอบแลวผูสอนจึงใหผู เรียนออกมาแสดงเหตุผล จากนั้นผูสอนและผูเรียนจึงคอยสรุปที่มาของคําตอบอีกครั้ง หรือผูสอนใช คําถามเพื่อแนะนําใหผูเรียนหาคําตอบไดดวยตนเองดังนี้ 1. ผูเรียนสามารถสรุปขอมูลใดไดบางจากสิ่งที่โจทยกําหนดให คําตอบ เนื่องจากไมมีกลองใดที่ติดปายตรงกับความเปนจริง สรุปไดวา ถาหยิบลูกบอลจากกลองใดก็ไดมา 1 ลูก แลวสามารถบอกไดวา ที่ถูกตองแลวกลองใด ควรจะมีลูกบอลสีอะไร และจะตองหยิบลูกบอลจากกลองใดจึงจะไดคําตอบที่ถูกตอง เมื่อทราบคําตอบแลว ใหติดปายที่ถูกตองดวย (1) (2) (3) ฟ ลฟ ล ฟ ล
  • 5.
    32 ฟ ล ฟฟ ล ล ฟ ล 2. ถาหยิบลูกบอลจากกลองที่ (1) หรือ (2) จะบอกไดหรือไมวา ลูกบอลอีกลูกในกลอง ควรเปนสีใด (ใหผูเรียนแสดงเหตุผล) 3. ถาใหผูเรียนหยิบลูกบอลจากกลองที่ (3) ซึ่งมีปาย ฟ ล ติดไว ถาผูเรียนหยิบไดลูกบอลสีฟา ฟ ความจริงแลวกลองนี้จะตองมีลูกบอลสีใด คําตอบ จากคําตอบของขอที่ 1. จะไดวากลองนี้ควรจะมีลูกบอลสีฟา 2 ลูก หยิบไดลูกบอลสีฟา ปายผิด ปายที่ถูกตอง 4. เมื่อหาไดแลววา กลองที่มีปาย ฟ ล ที่ถูกตอง จะตองเปน ฟ ฟ อีก 2 กลองที่เหลือ ควรจะมีลูกบอลสีใดบาง (1) (2) คําตอบ กลองที่เหลือในภาพขางบนจะตองเปนกลองที่มี (1) ลูกบอลสีเหลือง 2 ลูก ล ล และ (2) ลูกบอลสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก ฟ ล จากขอสรุปขอที่ 1. กลองที่มีปาย ล ล จะตองไมใชกลองที่มีลูกบอลสีเหลือง 2 ลูก เพราะปายที่ติดไวผิด ดังนั้น ที่ถูกตองแลว กลองที่ติดปาย ล ล จะตองมีลูกบอลสีฟา 1 ลูก และสีเหลือง 1 ลูก ปายผิด ปายที่ถูกตอง ฟ ฟ ล ล
  • 6.
    33 ฟ ฟ ลล จากขอสรุปขางตนและขอสรุปขอที่ 1. จะไดกลองที่เหลือที่มีปาย ฟ ฟ จะตองมีลูกบอลสี เหลือง 2 ลูก ปายผิด ปายที่ถูกตอง สรุปผลดังนี้ 5. ครูใหผูเรียนชวยกันสรุปคําตอบในกรณีที่ผูเรียนหยิบไดลูกบอลสีเหลืองจากกลองที่มีปาย ฟ ล และใหหาวากลองที่เหลือจะตองมีลูกบอลสีอะไรบาง และติดปายใหมใหถูกตอง แบบทดสอบประจําบท แบบทดสอบที่นําเสนอตอไปนี้เปนตัวอยางแบบทดสอบแสดงวิธีทํา ซึ่งจะใชประเมินผล ดานเนื้อหาวิชาของผูเรียนเมื่อเรียนจบในเนื้อหาเรื่อง การใหเหตุผล ผูสอนสามารถเลือกและปรับ แบบทดสอบใหเหมาะสมกับผูเรียนได ฟ ฟ ฟ ล ฟ ล ล ลฟ ฟ ฟลล
  • 7.
    34 ตัวอยางแบบทดสอบ 1. จงใชวิธีการใหเหตุผลเพื่อหาคําตอบตอไปนี้ 1) จงเขียนคําตอบในชองวางพรอมทั้งอธิบายเหตุผลที่ใชในการหาคําตอบและพิจารณาวา เปนการใหเหตุผลแบบอุปนัยหรือนิรนัย 11 × 11 = 121 11 × 12 = 132 11 × 13 = 143 11 × 14 = ___ 11 × 15 = ___ 11 × 16 = ___ 11 × 17 = ___ 11 × 18 = ___ 2) จงหาวาจํานวนรูปสามเหลี่ยมที่อยูในแถวที่ 5 ถึงแถวที่ 10 มีจํานวนเทาไร พรอมทั้งอธิบาย เหตุผลที่ใชในการหาคําตอบและพิจารณาวาเปนการใหเหตุผลแบบอุปนัยหรือนิรนัย 2. จงหาจํานวน c จากแบบรูปของจํานวนที่กําหนดให โดยใชการใหเหตุผลแบบอุปนัย 1) -5, 5, -5, 5, c 2) 4, 2, 0, -2, c 3) 6, 12, 18, 24, c 4) 64, 32, 16, 8, c 5) -17, -12, -7, -2, c 3. ถาจํานวนเต็มที่เปนจํานวนคี่ หมายถึง จํานวนที่หารดวย 2 ไมลงตัว ทานใชเหตุผลแบบใดในการหาขอสรุปวา 11 เปนจํานวนคูหรือจํานวนคี่ แถวที่ (1) มี 1 รูป แถวที่ (2) มี 3 รูป แถวที่ (3) มี......รูป แถวที่ (5) มี......รูป แถวที่ (4) มี......รูป
  • 8.
    35 4. จงยกตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัยมาอยางละ 1ตัวอยาง ตามที่ทานเขาใจ 5. จงยกตัวอยางเหตุการณในชีวิตประจําวัน ที่ทําใหทานหรือคนในครอบครัว หรือคนรูจักเคยใช การใหเหตุผลแบบอุปนัย หรือ นิรนัยมาชวยในการหาขอสรุปเพื่อชวยในการตัดสินใจ 6. เหตุ 1. สัตวเลี้ยงลูกดวยนมบางชนิดไมมีขา 2. งูไมมีขา ขอสรุป งูเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม จงหาวาขอสรุปขางตนสมเหตุสมผลหรือไม โดยใชแผนภาพแทนเซต 7. จงตรวจสอบวาผลสรุปตอไปนี้สมเหตุสมผลหรือไม โดยใชแผนภาพ 1) เหตุ 1. คนที่ชอบดูภาพยนตรทุกคนไมชอบดูการแขงขันกีฬา 2. อภิรดีชอบดูภาพยนตร ผล อภิรดีไมชอบดูการแขงขันกีฬา 2) เหตุ 1. คนที่คาขายทุกคนเปนคนขยัน 2. คนที่ขยันเปนคนรวย ผล คนที่คาขายเปนคนรวย 8. สมมติวา ทานพบวา เพื่อนของทานทุกคนที่ตั้งใจเรียนจะไมคุยระหวางเรียน สุภิตา เปนเพื่อน ในชั้นเรียนของทานที่ไมคุยระหวางเรียน ทานจะสรุปไดหรือไมวาสุภิตาเปนคนตั้งใจเรียน จงอธิบายวิธีการหาขอสรุปโดยใชแผนภาพแทนเซต เฉลยตัวอยางแบบทดสอบ 1. 1) โดยการใชเหตุผลแบบอุปนัย จะได 11 × 11 = 121 เหตุผล จากผลลัพธของการคูณของสามสมการ 11 × 12 = 132 แรก เลขโดดในหลักหนวยของผลลัพธคือเลขโดด 11 × 13 = 143 ในหลักหนวยของตัวคูณ เลขโดดในหลักสิบ 11 × 14 = 154 ของผลลัพธจะมากกวาเลขโดดในหลักหนวยอยู 1 11 × 15 = 165 และเลขโดดในหลักรอยคือ 1 11 × 16 = 176 11 × 17 = 187 11 × 18 = 198
  • 9.
    36 2) เหตุผล แถวที่ 1 มีรูปสามเหลี่ยม1 รูป แถวที่ 2 มีรูปสามเหลี่ยม 3 รูป แถวที่ 3 มีรูปสามเหลี่ยม 5 รูป แถวที่ 4 มีรูปสามเหลี่ยม 7 รูป ดังนั้น จํานวนรูปสามเหลี่ยมที่อยูในแถวที่ 5 จะตองมากกวาจํานวนรูปสามเหลี่ยมที่อยู ในแถวที่ 4 อยู 2 ซึ่งเทากับ 7 + 2 หรือ 9 รูป สรุปวา แถวที่ 5 จะตองมีรูปสามเหลี่ยม 9 รูป แถวที่ 6, 7, 8, 9 และ 10 จะมีรูปสามเหลี่ยม 11, 13, 15, 17 และ 19 รูป ตามลําดับ 2. โดยการใหเหตุผลแบบอุปนัย จะได แบบรูป เหตุผลแบบอุปนัย 1) -5, 5, -5, 5, -5 2) 4, 2, 0, -2, - 4 3) 6, 12, 18, 24, 30 4) 64, 32, 16, 8, 4 5) -17, -12, -7, -2, 3 พิจารณาจากแบบรูปของจํานวนที่กําหนดให พบวา จํานวนที่อยูในลําดับที่ 1, 3 จะเทากับ -5 ดังนั้น c อยูในลําดับที่ 5 จึงควรมีคาเทากับ -5 จํานวนแตละจํานวนไดจากจํานวนที่อยูขางหนาลบดวย 2 ดังนั้น c = –2 –2 หรือ - 4 จํานวนแตละจํานวนไดจากจํานวนที่อยูขางหนาบวกดวย 6 ดังนั้น c = 24 + 6 = 30 จํานวนแตละจํานวนไดจากการนําจํานวนที่อยูขางหนามาหารดวย 2 ดังนั้น c = 8 ÷ 2 หรือ 4 จํานวนแตละจํานวนไดจากการนําจํานวนที่อยูขางหนาบวกดวย 5 ดังนั้น c = –2 + 5 = 3 หมายเหตุ การใหเหตุผลอาจแตกตางจากตัวอยางของคําตอบขางตนได แถวที่ (1)มี 1 รูป แถวที่ (2)มี 3 รูป แถวที่ (3)มี 5 รูป แถวที่ (4)มี 7 รูป แถวที่ (5) มี 9 รูป เพิ่ม 2 รูป เพิ่ม 2 รูป เพิ่ม 2 รูป
  • 10.
    37 3. ถาจํานวนเต็มที่เปนจํานวนคี่ หมายถึงจํานวนที่หารดวย 2 ไมลงตัว เนื่องจาก 11 ÷ 2 ไดผลลัพธเทากับ 5 เศษ 1 ดังนั้น 11 หารดวย 2 ไมลงตัว สรุปไดวา 11 เปนจํานวนคี่ การสรุปวา 11 เปนจํานวนคี่เปนการสรุปโดยอางอิงสิ่งที่ยอมรับวาเปนจริง ดังนั้น การสรุปขางตนจึงเปนการสรุปโดยใชเหตุผลแบบนิรนัย 4. ตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนัย 41 – 1 = 3 หรือ 3 × 1 42 – 1 = 15 หรือ 3 × 5 43 – 1 = 63 หรือ 3 × 21 44 – 1 = 255 หรือ 3 × 75 45 – 1 = 1023 หรือ 3 × 341 จะเห็นวา จํานวนที่อยูทางดานขวาของเครื่องหมาย = จะมี 3 เปนตัวประกอบทุกจํานวน จากตัวอยางขางตน ใชการใหเหตุผลแบบอุปนัยสรุปไดวา จํานวนที่มีคาเทากับ 46 – 1 จะมี 3 เปนตัวประกอบ นั่นคือ 46 – 1 = 4,095 หรือ 3 × 1,365 ตัวอยางการใหเหตุผลแบบนิรนัย เหตุ 1. คนทุกคนตองการมีเพื่อน 2. อั้มเปนคน ผล อั้มตองการมีเพื่อน 5. ตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนัย เพื่อนบานที่เคยเปนโรคเกี่ยวกับกระดูกหลายคนไปพบแพทยที่รักษาโรคกระดูกที่โรงพยาบาล แหงหนึ่งแลว ทุกคนบอกวาหมอรักษาไดผลดี ฉันจึงตัดสินใจพาคุณยายซึ่งเปนโรคเกี่ยวกับกระดูก ไปพบแพทยที่รักษาโรคกระดูกที่โรงพยาบาลแหงนั้น ตัวอยางการใหเหตุผลแบบนิรนัย ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจําสําหรับเงินตนไมเกิน 500,000 บาท เทากับ 2.75% ตอป ถาฉันนําเงิน 1 แสนบาทไปฝากในบัญชีฝากประจํา จะไดรับดอกเบี้ย 2,750 บาท เมื่อฝากครบ 1 ป (ถาธนาคารไมเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย)
  • 11.
    38 6. เหตุ 1.สัตวเลี้ยงลูกดวยนมบางชนิดไมมีขา 2. งูไมมีขา ขอสรุป งูเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม ให A แทนเซตของสัตวเลี้ยงลูกดวยนม B แทนเซตของสัตวไมมีขา c แทนงู แผนภาพที่ 1 แผนภาพที่ 2 จากแผนภาพที่ 1 สรุปไดวา งูเปนสัตวไมมีขาที่ไมเลี้ยงลูกดวยนม จากแผนภาพที่ 2 สรุปไดวา งูเปนสัตวไมมีขาที่เลี้ยงลูกดวยนม แผนภาพที่ 1 ขัดแยงกับขอสรุป ดังนั้น ขอสรุปขางตนจึงไมสมเหตุสมผล 7. 1) เหตุ 1. คนที่ชอบดูภาพยนตรทุกคนไมชอบดูการแขงขันกีฬา 2. อภิรดีชอบดูภาพยนตร ผล อภิรดีไมชอบดูการแขงขันกีฬา ให A แทนเซตของคนที่ชอบดูภาพยนตร B แทนเซตของคนที่ชอบดูการแขงขันกีฬา c แทนอภิรดี จากแผนภาพ พบวา ขอสรุปที่วาอภิรดีไมชอบดูการแขงขันกีฬา สมเหตุสมผล 2) เหตุ 1. คนที่คาขายทุกคนเปนคนขยัน 2. คนที่ขยันเปนคนรวย ผล คนที่คาขายเปนคนรวย ให M แทนเซตของคนที่คาขาย A แทนเซตของคนที่ขยัน R แทนเซตของคนที่รวย จากแผนภาพ พบวา ขอสรุปที่วาคนที่คาขายเปนคนรวย สมเหตุสมผล A B c• A B c• A B • c M A R
  • 12.
    39 8. ถาเพื่อนทุกคนที่ตั้งใจเรียนจะไมคุยระหวางเรียน สุภิตาไมคุยระหวางเรียน ใหA แทนเซตของคนที่ตั้งใจเรียน B แทนเซตของคนที่ไมคุยระหวางเรียน c แทนสุภิตา แผนภาพที่ 1 แผนภาพที่ 2 จากแผนภาพที่ 1 สรุปไดวา สุภิตาไมคุยระหวางเรียน และสุภิตาตั้งใจเรียน จากแผนภาพที่ 2 สรุปไดวา สุภิตาไมคุยระหวางเรียน แตสุภิตาไมตั้งใจเรียน เนื่องจาก แผนภาพทั้งสองขัดแยงกัน จึงไมสามารถสรุปวา สุภิตาเปนคนที่ตั้งใจเรียน เฉลยแบบฝกหัด แบบฝกหัด 2.1 1. การใหเหตุผลในคําตอบที่ไดแสดงไวเปนเพียงตัวอยางของการใหเหตุผลแบบอุปนัยในการ หาคา a อาจมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่ไดแสดงไวไดอีก 1) 12, 22, 32, 42, a จากจํานวนแรกคือ 12 = (1 × 10) + 2 22 = (2 × 10) + 2 32 = (3 × 10) + 2 42 = (4 × 10) + 2 จะได a = (5 × 10) + 2 หรือ 52 2) 12, 10, 8, 6, a จากจํานวนแรกคือ 12 = 6 × 2 10 = 5 × 2 8 = 4 × 2 6 = 3 × 2 จะได a = 2 × 2 หรือ 4 A B c• A B c•
  • 13.
    40 3) 5, 3,1, -1, -3, a จากจํานวนแรกคือ 5 = 7 – 2 3 = 5 – 2 1 = 3 – 2 -1 = 1 – 2 -3 = –1 – 2 จะได a = –3 – 2 หรือ -5 4) 1, -1, 1, -1, 1, a เหตุผล พิจารณาแบบรูปที่กําหนดใหพบวา จํานวนในลําดับที่เปนจํานวนคี่ คือ 1 และจํานวนในลําดับที่เปนจํานวนคู คือ -1 เนื่องจาก a อยูในลําดับที่ 6 ซึ่งเปนจํานวนคู ดังนั้น a ควรเทากับ -1 5) 1, 4, 9, 16, 25, a จากจํานวนแรกคือ 1 = 12 4 = 22 9 = 32 16 = 42 25 = 52 จะได a = 62 หรือ 36 6) -15, -5, 5, 15, a จากจํานวนแรกคือ -15 -5 = -15 + 10 5 = -5 + 10 15 = 5 + 10 จะได a = 15 + 10 หรือ 25 7) 1, -1, -3, -5, a จากจํานวนแรกคือ 1 -1 = 1 – 2 -3 = –1 – 2 -5 = –3 – 2 จะได a = –5 – 2 หรือ -7
  • 14.
    41 8) -5, -3,-1, 1, a จากจํานวนแรกคือ -5 -3 = –5 + 2 -1 = –3 + 2 1 = –1 + 2 จะได a = 1 + 2หรือ 3 9) 1, 6, 11, 16, a จากจํานวนแรกคือ 1 6 = 1 + 5 11 = 6 + 5 16 = 11 + 5 จะได a = 16 + 5หรือ 21 10) 8, 14, 20, 26, a จากจํานวนแรกคือ 8 14 = 8 + 6 20 = 14 + 6 26 = 20 + 6 จะได a = 26 + 6หรือ 32 2. พิจารณาผลคูณที่กําหนดใหตอไปนี้ 1 × 9 = 9 6 × 9 = 54 11 × 9 = 99 2 × 9 = 18 7 × 9 = 63 12 × 9 = 108 3 × 9 = 27 8 × 9 = 72 13 × 9 = 117 4 × 9 = 36 9 × 9 = 81 14 × 9 = 126 5 × 9 = 45 10 × 9 = 90 15 × 9 = 135 จากผลคูณที่ไดพบวา เมื่อนําตัวเลขที่แทนจํานวนในแตละหลักของผลคูณที่ไดมาบวกกัน ผลบวกที่ไดจะหารลงตัวดวย 9 เสมอ เชน 15 × 9 = 135 เมื่อนําตัวเลขที่แทนจํานวนในแตละหลักของผลคูณมาบวกกัน จะได 1 + 3 + 5 = 9 ซึ่งหารดวย 9 ลงตัว โดยใชเหตุผลแบบอุปนัยจะสรุปไดวา เมื่อนําตัวเลขที่แทนจํานวนในแตละหลักของผลคูณ ของจํานวนเต็มบวกใด ๆ กับ 9 มาบวกกัน ผลบวกที่ไดจะหารลงตัวดวย 9 เสมอ
  • 15.
    42 3. 1) พิจารณาผลคูณของจํานวนที่มี142,857 ตอไปนี้ 142,857 × 1 = 142,857 142,857 × 2 = 285,714 142,857 × 3 = 428,571 142,857 × 4 = 571,428 จากการสังเกตจํานวนที่เปนผลคูณพบวา ผลคูณที่ไดประกอบดวยเลขโดด 1, 4, 2, 8, 5 และ 7 เสมอ 2) โดยการใชเหตุผลแบบอุปนัย ผลคูณของ 142,857 × 5 และ 142,857 × 6 ควรจะประกอบ ดวยตัวเลขโดดชุดเดียวกับตัวคูณ 142,857 เมื่อหาผลคูณขางตนพบวา 142,857 × 5 = 714,285 และ 142,857 × 6 = 857,142 3) เนื่องจาก 142,857 × 7 พบวา 7 × 7 = 49 ซึ่งทําใหผลคูณมีจํานวนที่อยูในหลักหนวย แทนดวยเลข 9 ซึ่ง 9 ไมอยูในชุดตัวเลข 142857 142,857 × 8 พบวา 7 × 8 = 56 ซึ่งทําใหผลคูณมีจํานวนที่อยูในหลักหนวยแทนดวย เลข 6 ซึ่ง 6 ไมอยูในชุดตัวเลข 142857 ดังนั้น คําตอบที่ไดจากการคูณ 142,857 ดวย 7 หรือ 8 โดยใชขอสรุปขางตนไมเปนจริง หมายเหตุ 142,857 × 7 = 999,999 และ 142,857 × 8 = 1,142,856 4. พิจารณาผลคูณตอไปนี้ 1) 37 × 3 = 11 37 × 6 = 22 37 × 9 = 33 37 × 12 = 44 จากผลคูณในแบบรูปขางตนพบวา 37 × 3 × 1 = 111 37 × 3 × 2 = 222 37 × 3 × 3 = 333 37 × 3 × 4 = 444
  • 16.
    43 2) จากแบบรูปขางตน และใชเหตุผลแบบอุปนัยจะไดวา 37 × 3 × 5 = 555 37 × 3 × 6 = 666 37 × 3 × 7 = 777 37 × 3 × 8 = 888 37 × 3 × 9 = 999 5. 1) 9 × 9 + 7 = 88 98 × 9 + 6 = 888 987 × 9 + 5 = 8,888 9,876 × 9 + 4 = 88,888 2) 34 × 34 = 1,156 334 × 334 = 111,556 3,334 × 3,334 = 11,115,556 3) 2 = 4 – 2 2 + 4 = 8 – 2 2 + 4 + 8 = 16 – 2 2 + 4 + 8 + 16 = 32 – 2 4) 3 = 2 )2(3 3 + 6 = 2 )3(6 3 + 6 + 9 = 2 )4(9 3 + 6 + 9 + 12 = 2 )5(12 98,765 × 9 + 3 = 888,888 33,334 × 33,334=1,111,155,556 2 + 4 + 8 + 16 + 32 = 64 –2 3 + 6 + 9 + 12 + 15 = 2 )6(15
  • 17.
    44 5) 5(6) =6(6 – 1) 5(6) + 5(36) = 6(36 – 1) 5(6) + 5(36) + 5(216) = 6(216 – 1) หรือ 5(6) + 5(6 × 6) + 5(6 × 6 × 6) + 5(6 × 6 × 6 × 6) = 6(6 × 6 × 6 × 6 – 1) 6. 1) 1 + 2 + 3 + … + 148 + 149 + 150 มีจํานวน 151 ทั้งหมด 75 จํานวน 151 151 151 จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 150 = 151 × 75 หรือ 11,325 2) 1 + 2 + 3 + … + 298 + 299 + 300 มีจํานวน 301 ทั้งหมด 150 จํานวน 301 301 301 จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 300 = 301 × 150 หรือ 45,150 3) 1 + 2 + 3 + … + 498 + 499 + 500 มีจํานวน 501 ทั้งหมด 250 จํานวน 501 501 501 จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 500 = 501 × 250 = 125,250 4) 1 + 2 + 3 + … + 998 + 999 + 1,000 มีจํานวน 1,001 ทั้งหมด 500 จํานวน 1,001 1,001 1,001 จะไดวา 1 + 2 + 3 + … + 1,000 = 1,001 × 500 = 500,500 5(6) + 5(36) + 5(216) + 5(216 × 6) = 6(1,296 – 1)
  • 18.
    45 7. 1) 2+ 4 + 6 + … + 96 + 98 + 100 มีจํานวน 102 ทั้งหมด 25 จํานวน 102 102 102 จะไดวา 2 + 4 + 6 + … + 1,000 = 102 × 25 หรือ 2,550 2) 1 + 2 + 3 + … + 122 + 123 + 124 + 125 มีจํานวน 125 ทั้งหมด 62 จํานวน 125 125 125 จะไดวา 1 + 2 + 3 + ... + 125 = (125 × 62) + 125 หรือ 7,875 3) 1 + 2 + 3 + ... + (n – 1) + n เมื่อ n เปนจํานวนนับที่เปนจํานวนคี่ จะเทากับ [(n – 1) + 1] บวกกัน 2 1n − จํานวน แลวบวกกับ n 1 + 2 + 3 + ... + n = [(n – 1) + 1] ⎟ ⎠ ⎞ ⎜ ⎝ ⎛ − 2 1n + n = ⎟ ⎠ ⎞ ⎜ ⎝ ⎛ − 2 1n n + n 8. 1 3 6 10 15 21 จากจํานวนสามเหลี่ยมที่กําหนดให จะหาจํานวนสามเหลี่ยมถัดไปอีกสองจํานวนไดดังนี้ 1) จํานวนสามเหลี่ยมที่อยูถัดจาก 21 อีก 2 จํานวน ไดแก จํานวน 28 และ 36 ซึ่งแสดง ดวยภาพไดดังนี้ 28 36
  • 19.
    46 2) จํานวนจุดในแตละแถวตามแนวนอนจะเพิ่มขึ้นทีละ 1จุด จากรูปที่อยูกอนเปน 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 หรือแถวที่ n จะมีจํานวน n จุดเมื่อ n เปนจํานวนนับ 3) พิจารณาวา 72 เปนจํานวนสามเหลี่ยมหรือไม ไดดังนี้ พิจารณาจากจํานวนแรกคือ 1 จะพบความสัมพันธของจํานวนดังนี้ 3 = 1 + 2 6 = 3 + 3 10 = 6 + 4 15 = 10 + 5 21 = 15 + 6 28 = 21 + 7 36 = 28 + 8 45 = 36 + 9 55 = 45 + 10 66 = 55 + 11 78 = 66 + 12 จากการหาผลบวกขางตน พบวา 72 ไมใชจํานวนสามเหลี่ยม 9. 1) ผลคูณของจํานวนนับสองจํานวนใด ๆ จะหารดวย 2 ลงตัวเสมอ ไมเปนจริง เพราะ 1 และ 11 เปนจํานวนนับ 1 × 11 = 11 แต 11 หารดวย 2 ไมลงตัว 2) จํานวนนับใด ๆ ที่มีคามากกวา 4 จะเขียนไดในรูปของผลบวกของจํานวนถัดไป สองจํานวน หรือมากกวาสองจํานวน ไมเปนจริง เพราะ 8 เปนจํานวนนับ และ 8 มีคามากกวา 4 แต 8 ไมสามารถเขียนในรูปของผลบวกของจํานวนถัดไปไดโดยพิจารณาจากผลบวก ของจํานวนตอไปนี้ พิจารณาผลบวกของจํานวนถัดไปที่มีคาเทากับ 9 และ 10 มีดังนี้ 1 + 2 + 3 + 4 = 10 2 + 3 + 4 = 9 และ 4 + 5 = 9 แตผลบวกของจํานวนนับที่มีคาเทากับ 8 มีดังนี้
  • 20.
    47 8 = 4+ 4 = 3 + 5 = 2 + 6 = 1 + 7 3) กําลังสองของจํานวนนับใด ๆ จะเปนจํานวนคูเสมอ ไมเปนจริง เพราะ 1 เปนจํานวนนับ และ 12 = 1 แต 1 ไมเปนจํานวนคู 10. 1) 2) แบบฝกหัด 2.2 1. เหตุ 1) กบทุกตัววายน้ําได 2) สัตวที่วายน้ําได จะบินได ผล กบทุกตัวบินได ให A แทน เซตของกบทุกตัว B แทน เซตของสัตวที่วายน้ําได C แทน เซตของสัตวที่บินได จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา กบทุกตัวบินได สมเหตุสมผล (1) (2) (3) (4) (1) (2) (3) (4) AC B
  • 21.
    48 2. เหตุ 1)จํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนเต็ม 2) จํานวนเต็มทุกจํานวนเปนจํานวนจริง ผล จํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนจริง ให A แทน เซตของจํานวนนับ B แทน เซตของจํานวนเต็ม C แทน เซตของจํานวนจริง จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา จํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนจริง สมเหตุสมผล 3. เหตุ 1) คนที่มีสุขภาพดีทุกคนเปนคนที่มีความสุข 2) ก มีความสุข ผล ก มีสุขภาพดี ให A แทนเซตของคนมีสุขภาพดี B แทนเซตของคนมีความสุข c แทน ก (1) (2) จากแผนภาพ (1) ก เปนคนมีความสุข แต ก สุขภาพไมดี จากแผนภาพ (2) ก เปนคนมีความสุข และ ก มีสุขภาพดี แผนภาพที่ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา ก มีความสุข แลว ก มีสุขภาพดี จึงไมสมเหตุสมผล 4. เหตุ 1) จํานวนเต็มที่หารดวย 2 ลงตัว ทุกจํานวนเปนจํานวนคู 2) 7 หารดวย 2 ลงตัว ผล 7 เปนจํานวนคู ให A แทนเซตของจํานวนเต็มที่หารดวย 2 ลงตัว B แทนเซตของจํานวนคู c แทน 7 จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา 7 เปนจํานวนคู สมเหตุสมผล A CB A c• B A c B • A c• B
  • 22.
    49 5. เหตุ 1)สุนัขบางตัวมีขนยาว 2) มอมเปนสุนัขของฉัน ผล มอมเปนสุนัขที่มีขนยาว ให A แทนเซตของสุนัขA B แทนเซตของสิ่งที่มีขนยาว c แทนมอมc B • (1) จากแผนภาพ (1) พบวา มอมเปนสุนัข แตขนไมยาว จากแผนภาพ (2) พบวา มอมเปนสุนัขขนยาว แผนภาพที่ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป A c• B (2) ดังนั้น ผลสรุปที่วา มอมเปนสุนัขที่มีขนยาว ไมสมเหตุสมผล 6. เหตุ 1) มาทุกตัวมี 4 ขา 2) ไมมีสัตวที่มีสี่ขาตัวใดที่บินได ผล ไมมีมาตัวใดบินได ให A แทนเซตของมา B แทนเซตของสัตวที่มี 4 ขา C แทนเซตของสัตวที่บินได A CB จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา ไมมีมาตัวใดบินได สมเหตุสมผล 7. เหตุ 1) ไมมีจํานวนเฉพาะตัวใดหารดวย 2 ลงตัว 2) 21 หารดวย 2 ไมลงตัว ผล 21 เปนจํานวนเฉพาะ ให A แทนเซตของจํานวนเฉพาะ B แทนเซตของจํานวนที่หารดวย 2 ลงตัว c แทน 21 (1) จากแผนภาพ (1) จะเห็นวา 21 ไมเปนจํานวนเฉพาะ A • c B จากแผนภาพ (2) จะเห็นวา 21 เปนจํานวนเฉพาะ แผนภาพที่ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา 21 เปนจํานวนเฉพาะไมสมเหตุสมผล A c• B (2)
  • 23.
    50 8. เหตุ 1)วันที่มีฝนตกทั้งวัน จะมีทองฟามืดครึ้มทุกวัน 2) วันนี้ทองฟามืดครึ้ม ผล วันนี้มีฝนตกทั้งวัน ให A แทนเซตของวันที่มีฝนตกทั้งวัน B แทนเซตของวันที่มีทองฟามืดครึ้ม A c• B (1) (2) c แทนวันนี้ A c• B จากแผนภาพ (1) พบวา วันนี้เปนวันที่ทองฟามืดครึ้ม แตฝนไมไดตกทั้งวัน จากแผนภาพ (2) พบวา วันนี้ฝนตกทั้งวัน และทองฟามืดครึ้ม แผนภาพ (1) ไมสอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา วันนี้ฝนตกทั้งวัน ไมสมเหตุสมผล 9. เหตุ 1) แมวบางตัวมีสองขา 2) นกทุกตัวมีสองขา ผล นกบางตัวเปนแมว ให A แทนเซตของแมว B แทนเซตของสัตวที่มีสองขา C แทนเซตของนก (1) (2) (3) A C BA C B A C B จากแผนภาพ (1) พบวา นกทุกตัวเปนแมว จากแผนภาพ (2) พบวา นกบางตัวเปนแมว จากแผนภาพ (3) พบวา นกทุกตัวไมเปนแมว แผนภาพที่ (3) ไมสอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา นกบางตัวเปนแมว ไมสมเหตุสมผล 10. เหตุ 1) ชายไทยทุกคนตองรับการเกณฑทหาร เมื่ออายุครบ 21 ปบริบูรณ 2) มานะเปนชายไทย ผล มานะจะตองเขารับการเกณฑทหารเมื่ออายุ 21 ปบริบูรณ
  • 24.
    51 ให A แทนเซตของผูที่ตองเขารับการเกณฑทหาร B แทน เซตชายไทยที่อายุครบ 21 ปบริบูรณ c แทน มานะ จากแผนภาพพบวา สอดคลองกับผลสรุป ดังนั้น ผลสรุปที่วา มานะตองเขารับการเกณฑทหารเมื่ออายุครบ 21 ปบริบูรณ สมเหตุสมผล B c• A