เซต
      เซตจํากัด คือ เซตที่สามารถระบุจํานวนสมาชิกได
      เซตอนันต คือ เซตที่มีจํานวนสมาชิกมากมาย
      เซตวาง คือ เซตที่ไมมีสมาชิก หรือมีจํานวนสมาชิกเปนศูนย เขียนแทนดวย φ หรือ { }

ตัวอยางที่ 1 ให A เปนเซตจํากัด และ B เปนเซตอนันต ขอความใดตอไปนี้เปนเท็จ
              1) มีเซตจํากัดที่เปนสับเซตของ A
              2) มีเซตจํากัดที่เปนสับเซตของ B
             *3) มีเซตอนันตที่เปนสับเซตของ A
              4) มีเซตอนันตที่เปนสับเซตของ B

จํานวนสมาชิกของเซตจํากัด
      ให n(A) แทนจํานวนสมาชิกของเซต A
      1. n(U) = n(A) + n(A′)
      2. n(A U B) = n(A) + n(B) - n(A I B)
      3. n(A U B U C) = n(A) + n(B) + n(C) - n(A I B) - n(A I C) - n(B I C) + n(A I B I C)
      4. n(A - B) = n(A) - n(A I B)




คณิตศาสตร (2)_______________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 2 ถากําหนดจํานวนสมาชิกของเซตตางๆ ตามตารางตอไปนี้
                      เซต            AUB         AUC        BUC        AUBUC          AIBIC
                 จํานวนสมาชิก         25          27         26          30             7
               แลวจํานวนสมาชิกของ (A I B) U C เทากับขอใดตอไปนี้
              *1) 23                 2) 24                    3) 25                            4) 26




ตัวอยางที่ 3 นักเรียนกลุมหนึ่งจํานวน 46 คน แตละคนมีเสื้อสีเหลืองหรือเสื้อสีฟาอยางนอยสีละหนึ่งตัว ถา
              นักเรียน 39 คนมีเสื้อสีเหลือง และ 19 คนมีเสื้อสีฟา แลวนักเรียนกลุมนี้ที่มทั้งเสื้อสีเหลืองและเสื้อ
                                                                                          ี
              สีฟามีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 9                       2) 10                   3) 11                        *4) 12




ตัวอยางที่ 4 นักเรียนกลุมหนึ่งจํานวน 50 คน มี 32 คน ไมชอบเลนกีฬาและไมชอบฟงเพลง ถามี 6 คน ชอบฟง
              เพลงแตไมชอบเลนกีฬา และมี 1 คน ชอบเลนกีฬาแตไมชอบฟงเพลง แลวนักเรียนในกลุมนี้ที่ชอบ
              เลนกีฬาและชอบฟงเพลงมีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้
             *1) 11 คน                  2) 12 คน               3) 17 คน              4) 18 คน




ตัวอยางที่ 5 กําหนดให A และ B เปนเซต ซึ่ง n(A U B) = 88 และ n[(A - B) U (B - A)] = 76
              ถา n(A) = 45 แลว n(B) เทากับขอใดตอไปนี้
              1) 45                   2) 48                3) 53          *4) 55




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _______________________________ คณิตศาสตร (3)
ตัวอยางที่ 6 ในการสอบถามพอบานจํานวน 300 คน พบวามีคนที่ไมดื่มทั้งชาและกาแฟ 100 คน มีคนที่ดื่มชา
              100 คน และมีคนที่ด่มกาแฟ 150 คน พอบานที่ดื่มทั้งชาและกาแฟมีจํานวนเทาใด (ตอบ 50 คน)
                                 ื




      สับเซต
      บทนิยาม เซต A เปนสับเซตของเซต B ก็ตอเมื่อสมาชิกทุกตัวของเซต A เปนสมาชิกของเซต B และ
              เขียนเปนสัญลักษณ คือ A ⊂ B

ตัวอยางที่ 7 ให A = {1, 2} และ B = {1, 2, 3, 4, 5} เนื่องจากสมาชิกของเซต A ทุกตัวเปนสมาชิกของ
              เซต B ดังนั้น A ⊂ B




      เพาเวอรเซต
      บทนิยาม เพาเวอรเซตของเซต A คือ เซตที่มีสมาชิกเปนสับเซตทั้งหมดของเซต A เขียนแทนดวย P(A)

ตัวอยางที่ 8 ให A = {1, 2, 3} จะไดสับเซตทั้งหมดของ A ไดแก
              φ, {1}, {2}, {3}, {1, 2}, {1, 3}, {2, 3}, {1, 2, 3}
              P(A) = {φ, {1}, {2}, {3}, {1, 2}, {1, 3}, {2, 3}, {1, 2, 3}}




     สมบัติของสับเซตและเพาเวอรเซต
     1. φ เปนสับเซตของเซตทุกเซต
     2. φ เปนสมาชิกของเพาเวอรเซตเสมอ
     3. A ⊂ A
     4. A ∈ P(A)
     5. ถา A ⊂ B แลว P(A) ⊂ P(B)
     6. จํานวนสับเซตของเซต A ทั้งหมดเทากับ 2n(A)
     7. จํานวนสมาชิกของ P(A) ทั้งหมดเทากับ 2n(A)



คณิตศาสตร (4)_______________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การดําเนินการทางเซต
     1. ยูเนียน เซต A ยูเนียนกับเซต B คือ เซตที่มีสมาชิกเปนสมาชิกของเซต A หรือเซต B เขียนแทนดวย
AUB
     2. อินเตอรเซกชัน เซต A อินเตอรเซกชันกับเซต B คือ เซตที่มีสมาชิกเปนสมาชิกของเซต A และเซต B
เขียนแทนดวย A I B
     3. ผลตาง ผลตางของ A และ B คือ เซตที่มีสมาชิกในเซต A แตไมเปนสมาชิกในเซต B เขียนแทนดวย
A-B
     4. คอมพลีเมนต ถา A เปนเซตเซตใดในเอกภพสัมพันธ U แลว คอมพลีเมนตของเซต A คือ เซตที่มี
สมาชิกเปนสมาชิกของ U แตไมเปนสมาชิกของ A เขียนแทนดวย A′

ตัวอยางที่ 9 กําหนดให U     =    {1, 2, 3, ..., 10}
                        A     =    {1, 2, 4, 8}
                         B    =    {2, 4, 6, 10}
              จะได A U B     =    {1, 2, 4, 6, 8, 10}
                     AIB      =    {2, 4}
                     A-B      =    {1, 8}
                     B-A      =    {6, 10}
                        A′    =    {3, 5, 6, 7, 9, 10}
              และ       B′    =    {1, 3, 5, 7, 8, 9}




ตัวอยางที่ 10 ถา A - B = {2, 4, 6}, B - A = {0, 1, 3} และ A U B = {0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8} แลว
               A I B เปนสับเซตในขอใดตอไปนี้
               1) {0, 1, 4, 5, 6, 7}                       2) {1, 2, 4, 5, 6, 8}
              *3) {0, 1, 3, 5, 7, 8}                       4) {0, 2, 4, 5, 6, 8}




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _______________________________ คณิตศาสตร (5)
การใหเหตุผล
          การใหเหตุผลทางคณิตศาสตรที่สําคัญมีอยู 2 วิธี ไดแก
          1. การใหเหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning)
             หมายถึง วิธีการสรุปผลในการคนหาความจริง จากการสังเกตหรือการทดลองหลายๆ ครั้งจากกรณี
ยอยแลวนํามาสรุปเปนความรูแบบทั่วไป
          2. การใหเหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Reasoning)
             หมายถึง วิธีการสรุปขอเท็จจริงโดยการนําความรูพื้นฐาน ความเชื่อ ขอตกลง หรือบทนิยาม ซึ่งเปนสิ่ง
ที่รูมากอนและยอมรับวาเปนจริง เพื่อหาเหตุผลนําไปสูขอสรุป

ตัวอยางที่ 1 จงพิจารณาการใหเหตุผลตอไปนี้เปนการใหเหตุผลแบบอุปนัยหรือนิรนัย
              1) เหตุ 1. นัทชอบทานไอศกรีม
                       2. แนทชอบทานไอศกรีม
                 ผล เด็กทุกคนชอบทานไอศกรีม
              2) เหตุ 1. เด็กทุกคนชอบทานไอศกรีม
                       2. แนทเปนเด็ก
                 ผล แนทชอบทานไอศกรีม

ตัวอยางที่ 2 จงหาคา a จากแบบรูปของจํานวนที่กําหนดให
              1, 4, 9, 16, 25, a
              2, 4, 8, 16, 32, a

       ความสมเหตุสมผล
       สวนประกอบของการใหเหตุผล
       การตรวจสอบความสมเหตุสมผลโดยแผนภาพเวนน-ออยเลอร
       1. a เปนสมาชิกของ A               2. a ไมเปนสมาชิกของ A




คณิตศาสตร (6)_______________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3. สมาชิกทุกตัวของ A เปนสมาชิกของ B               4. ไมมีสมาชิกตัวใดใน A เปนสมาชิกของ B




       5. สมาชิกบางตัวของ A เปนสมาชิกของ B               6. สมาชิกบางตัวของ A ไมเปนสมาชิกของ B




ตัวอยางที่ 3 กําหนดเหตุใหดังตอไปนี้
              เหตุ ก. ทุกจังหวัดที่อยูไกลจากกรุงเทพมหานครเปนจังหวัดที่มีอากาศดี
                     ข. เชียงใหมเปนจังหวัดที่มีอากาศไมดี
              ขอสรุปในขอใดตอไปนี้สมเหตุสมผล
             *1) เชียงใหมเปนจังหวัดที่อยูไมไกลจากกรุงเทพมหานคร
              2) นราธิวาสเปนจังหวัดที่อยูไมไกลจากกรุงเทพมหานคร
              3) เชียงใหมเปนจังหวัดที่อยูไกลจากกรุงเทพมหานคร
              4) นราธิวาสเปนจังหวัดที่อยูไกลจากกรุงเทพมหานคร




ตัวอยางที่ 4 จงพิจารณาขอความตอไปนี้
                 1. คนตีกอลฟทุกคนเปนคนสายตาดี
                 2. คนที่ตีกอลฟไดไกลกวา 300 หลา บางคน เปนคนสายตาดี
                 3. ธงชัยตีกอลฟเกงแตตีไดไมไกลกวา 300 หลา
              แผนภาพในขอใดตอไปนี้ มีความเปนไปไดที่จะสอดคลองกับขอความทั้งสามขางตน เมื่อจุดแทนธงชัย

              1)                         2)                      *3)                     4)




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _______________________________ คณิตศาสตร (7)
ตัวอยางที่ 5 จากแบบรูปตอไปนี้
                         7              14              21                   77
                       1 2 4          2 4 8           3 6 12         ...   a b c
              โดยการใหเหตุผลแบบอุปนัย 2a - b + c มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 11                 2) 22                  3) 33                              *4) 44




ตัวอยางที่ 6 พิจารณาขอความตอไปนี้
                  ก. นักกีฬาทุกคนมีสุขภาพดี
                  ข. คนที่มีสุขภาพดีบางคนเปนคนดี
                  ค. ภราดรเปนนักกีฬา และเปนคนดี
              แผนภาพในขอใดตอไปนี้ มีความเปนไปไดที่จะสอดคลองกับขอความทั้งสามขอขางตน เมื่อจุดแทนภราดร

              1)                                                2)


              3)                                               *4)




ตัวอยางที่ 7 เหตุ 1. ไมมีคนขยันคนใดเปนคนตกงาน
                   2. มีคนตกงานที่เปนคนใชเงินเกง
                   3. มีคนขยันที่ไมเปนคนใชเงินเกง
              ผล ในขอใดตอไปนี้ที่เปนการสรุปผลจากเหตุขางตนที่เปนไปอยางสมเหตุสมผล
              1) มีคนขยันที่เปนคนใชเงินเกง                 *2) มีคนใชเงินเกงที่เปนคนตกงาน
              3) มีคนใชเงินเกงที่เปนคนขยัน                  4) มีคนตกงานที่เปนคนขยัน




คณิตศาสตร (8)_______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ระบบจํานวนจริง
                                แผนผังแสดงความสัมพันธของระบบจํานวน
                                        จํานวนเชิงซอน
                               จํานวนจริง (R)         จํานวนจินตภาพ

               จํานวนอตรรกยะ (Q′) จํานวนตรรกยะ (Q)

        จํานวนตรรกยะ (I′) ที่ไมใชจํานวนเต็ม       จํานวนเต็ม (I)

                                จํานวนเต็มลบ (I-)               จํานวนเต็มบวก (I+) (จํานวนนับ) (N)
                                           จํานวนเต็มศูนย (I0)
         จํานวนอตรรกยะ หมายถึง จํานวนที่ไมสามารถเขียนใหอยูในรูปเศษสวนของจํานวนเต็ม หรือทศนิยม
ซ้ําได เชน 2 , 5 , - 3 , π, 2.17254... เปนตน
         จํานวนตรรกยะ หมายถึง จํานวนที่สามารถเขียนในรูปเศษสวนของจํานวนเต็มได

ตัวอยางที่ 1 พิจารณาขอความตอไปนี้
                  ก. มีจํานวนตรรกยะที่นอยที่สุดที่มากกวา 0
                  ข. มีจํานวนอตรรกยะที่นอยที่สุดที่มากกวา 0
              ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง
              1) ก. ถูก และ ข. ผิด 2) ก. และ ข. ถูก           3) ก. ผิด และ ข. ถูก *4) ก. และ ข. ผิด

ตัวอยางที่ 2 กําหนดใหคาประมาณที่ถูกตองถึงทศนิยมตําแหนงที่ 3 ของ 3 และ 5 คือ 1.732 และ
              2.236 ตามลําดับ พิจารณาขอความตอไปนี้
                  ก. 2.235 + 1.731 ≤ 5 + 3 ≤ 2.237 + 1.733
                  ข. 2.235 - 1.731 ≤ 5 - 3 ≤ 2.237 - 1.733
              ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง
              *1) ก. และ ข. ถูก        2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _______________________________ คณิตศาสตร (9)
สมบัติของจํานวนจริง
       1. สมบัติการเทากันของจํานวนจริง
          กําหนดให a, b, c ∈ R
          1) สมบัติการสะทอน
              a=a
          2) สมบัติการสมมาตร
              ถา a = b แลว b = a
          3) สมบัติการถายทอด
              ถา a = b และ b = c แลว a = c
          4) สมบัติการบวกดวยจํานวนที่เทากัน
              ถา a = b แลว a + c = b + c
          5) สมบัติการคูณดวยจํานวนที่เทากัน
              ถา a = b แลว a + c = b + c
       2. สมบัติของจํานวนจริงเกี่ยวกับพีชคณิต
          กําหนดให a, b, c ∈ R
                 สมบัติ                 สมบัติของการบวก                     สมบัติของการคูณ
        สมบัติปด                           a+b∈R                               a⋅b ∈ R
        สมบัติการสลับที่                   a+b=b+a                             a⋅b = b⋅a
        สมบัติการเปลี่ยนกลุม        a + (b + c) = (a + b) + c    a ⋅ (b ⋅ c) = (a ⋅ b) ⋅ c
        สมบัติการมีเอกลักษณ      มี 0 เปนเอกลักษณการบวก        มี 1 เปนเอกลักษณการคูณ
                                  ซึ่ง 0 + a = a = a + 0          ซึ่ง 1 ⋅ a = a = a ⋅ 1
        สมบัติการมีอินเวอรส      สําหรับจํานวนจริง a             สําหรับจํานวนจริง a ที่ a ≠ 0
                                  มีจํานวนจริง -a                 จะมี a-1 ที่ a ⋅ a-1 = a-1 ⋅ a = 1
                                  ที่ (-a) + a = 0 = a + (-a)
        สมบัติการแจกแจง                 a(b + c) = ab + ac

ตัวอยางที่ 3 ให a และ b เปนจํานวนตรรกยะที่แตกตางกัน
                  c และ d เปนจํานวนอตรรกยะที่แตกตางกัน
              พิจารณาขอความตอไปนี้
                  ก. a - b เปนจํานวนตรรกยะ
                  ข. c - d เปนจํานวนอตรรกยะ
              ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง
              1) ก. และ ข. ถูก         *2) ก. ถูก และ ข. ผิด     3) ก. ผิด และ ข. ถูก         4) ก. และ ข. ผิด


คณิตศาสตร (10)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 4 พิจารณาขอความตอไปนี้
                  ก. สมบัติการมีอินเวอรสการบวกของจํานวนจริง b ที่ b + a = 0 = a + b
                  ข. สมบัติการมีอินเวอรสการคูณของจํานวนจริงกลาววา สําหรับจํานวนจริง a จะมีจานวนจริง b
                                                                                              ํ
                     ที่ ba = 1 = ab
              ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง
              1) ก. และ ข. ถูก         *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด

      ทบทวนสูตร
      1. กําลังสองสมบูรณ
         (a + b)2 = a2 + 2ab + b2
         (a - b)2 = a2 - 2ab + b2
      2. กําลังสามสมบูรณ
         (a + b)3 = a3 + 3a2b + 3ab2 + b3
         (a - b)3 = a3 - 3a2b + 3a2b - b3
      3. ผลตางกําลังสอง
         a2 - b2 = (a - b)(a + b)
      4. ผลตางกําลังสาม
         a3 - b3 = (a - b)(a2 + ab + b2)
         a3 + b3 = (a + b)(a2 - ab + b2)
      จากสมการพหุนามกําลังสอง
      ax2 + bx + c = 0 เมื่อ a, b และ c เปนคาคงที่, a ≠ 0
                       b2
      จะได x = -b ± 2a - 4ac
      ถา b2 - 4ac > 0 แลว x จะมี 2 คําตอบ
      ถา b2 - 4ac = 0 แลว x จะมี 1 คําตอบ
      ถา b2 - 4ac < 0 แลว x จะไมมีคําตอบที่เปนจํานวนจริง




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (11)
สมบัติของอสมการ ให a, b และ c เปนจํานวนจริง
       1. สมบัตการถายทอด
                  ิ
           ถา a > b และ b > c แลว a > c
       2. สมบัติการบวกดวยจํานวนจริงที่เทากัน
           ถา a > b แลว a + c > b + c
       3. สมบัติการคูณดวยจํานวนที่เทากัน
           ถา a > b และ c > 0 แลว ac > bc
           ถา a > b และ c < 0 แลว ac < bc
       4. ให a และ b เปนจํานวนจริง
           จาก a < x < b
           จะได a < x และ x < b
       ชวงของจํานวนจริง ให a และ b เปนจํานวนจริง และ a < b
       1. (a, b) = {x|a < x < b}
           เสนจํานวน คือ              a       b
       2. [a, b] = {x|a ≤ x ≤ b}
          เสนจํานวน คือ                   a         b
       3. (a, b] = {x|a < x ≤ b}
          เสนจํานวน คือ                   a         b
       4. [a, b) = {x|a ≤ x < b}
          เสนจํานวน คือ                   a         b
       5. (-∞, a) = {x|x < a}
          เสนจํานวน คือ                             a
       6. [a, ∞) = {x|x ≥ a}
          เสนจํานวน คือ                   a

ตัวอยางที่ 5 ตองการลอมรั้วรอบที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผาซึ่งมีพื้นที่ 65 ตารางวา โดยดานยาวของที่ดินยาวกวาสองเทาของ
              ดานกวางอยู 3 วา จะตองใชรั้วที่มีความยาวเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 30 วา                   *2) 36 วา                         3) 42 วา                 4) 48 วา




คณิตศาสตร (12)______________________________                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 6 เมื่อเขียนกราฟของ y = ax2 + bx + c โดยที่ a ≠ 0 เพื่อหาคําตอบของสมการ ax2 + bx + c = 0
              กราฟในขอใดตอไปนี้แสดงวาสมการไมมีคําตอบที่เปนจํานวนจริง
                                  y                                                y
                              5                                                5

              1)
                               0                x                2)
                                                                                0               x
                   -5                      5                          -5                   5

                            -5                                                -5
                                  y                                                y
                              5                                                5

              3)                                x               *4)
                                                                                0               x
                   -5          0           5                          -5                   5

                            -5                                                -5




ตัวอยางที่ 7 แมคานําเมล็ดมะมวงหิมพานต 1 กิโลกรัม ถั่วลิสง 3 กิโลกรัม และเมล็ดฟกทอง 4 กิโลกรัม มาผสมกัน
              แลวแบงใสถุง ถุงละ 100 กรัม ถาแมคาซื้อเมล็ดมะมวงหิมพานต ถั่วลิสง และเมล็ดฟกทองมาในราคา
              กิโลกรัมละ 250 บาท 50 บาท และ 100 บาท ตามลําดับ แลวแมคาจะตองขายเมล็ดพืชผสมถุงละ
              100 กรัมนี้ ในราคาเทากับขอใดตอไปนี้จึงจะไดกําไร 20% เมื่อขายหมด
              1) 10 บาท                 *2) 12 บาท                   3) 14 บาท             4) 16 บาท




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (13)
ตัวอยางที่ 8 เซตคําตอบของอสมการ -1 ≤         2+       x     ≤1    คือเซตในขอใดตอไปนี้
                                                1- 2
              1) [ 2 - 1, 1]            2) [ 2 - 1, 2]          *3) [3 - 2 2 , 1]              4) [3 - 2 2 , 2]




       คาสัมบูรณ
       บทนิยาม ให a เปนจํานวนจริง
                          a เมื่อ a ≥ 0
                   |a| = 
                         
                         -a เมื่อ a < 0
                         
       ทฤษฎีบทเกี่ยวกับคาสัมบูรณ
       1. |x| = a ก็ตอเมื่อ x = a หรือ x = -a
       2. ให a เปนจํานวนจริงบวก
           |x| < a ก็ตอเมื่อ -a < x < a
           |x| ≤ a ก็ตอเมื่อ -a ≤ x ≤ a
           |x| > a ก็ตอเมื่อ x < -a หรือ x > a
           |x| ≥ a ก็ตอเมื่อ x ≤ -a หรือ x ≥ a

ตัวอยางที่ 9 พิจารณาสมการ |x - 7| = 6 ขอสรุปใดตอไปนี้เปนเท็จ
              1) คําตอบหนึ่งของสมการมีคาระหวาง 10 และ 15
              2) ผลบวกของคําตอบทั้งหมดของสมการมีคาเทากับ 14
             *3) สมการนี้มีคําตอบมากกวา 2 คําตอบ
              4) ในบรรดาคําตอบทั้งหมดของสมการ คําตอบที่มีคานอยที่สุดมีคานอยกวา 3




คณิตศาสตร (14)______________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
                                                                            
                                                            2          2                                        
ตัวอยางที่ 10 จํานวนสมาชิกของเซต       xx   = 
                                                   a + |1| - |a|- 1   เมื่อ a เปนจํานวนจริงซึ่งไมเทากับ 0 
                                                          a 
                                                            
                                                                     a 
                                                                         
                                                                                                                
                                                                                                               
              เทากับขอใดตอไปนี้
              1) 1                                                    *2) 2
              3) 3                                                     4) มากกวาหรือเทากับ 4




ตัวอยางที่ 11 ผลบวกของคําตอบทุกคําตอบของสมการ x3 - 2x = |x| เทากับขอใดตอไปนี้
               1) 0                  2) 3                  *3) 3 - 1                             4)     3 +1




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010    ______________________________ คณิตศาสตร (15)
ความสัมพันธและฟงกชัน
       ผลคูณคารทีเชียน กําหนดให A และ B เปนเซตใดๆ
       ผลคูณคารทีเชียนของ A และ B คือ A × B = {(a, b)|a ∈ A และ b ∈ B}
       เชน ให A = {1, 2} และ B = {a, b, c}
             จะได A × B = {(1, a), (1, b), (1, c), (2, a), (2, b), (2, c)}
                   B × A = {(a, 1), (a, 2), (b, 1), (b, 2), (c, 1), (c, 2)}
       สมบัติของผลคูณคารทีเชียน ให A, B และ C เปนเซตใดๆ
       1. A × φ = φ × A = φ
       2. A × B ≠ B × A
       3. n(A × B) = n(A) × n(B)
       4. A × (B U C) = (A × B) U (A × C)
           (B U C) × A = (B × A) U (C × A)
       5. A × (B I C) = (A × B) I (A × C)
           (B I C) × A = (B × A) I (C × A)

ตัวอยางที่ 1 กําหนดให A = {1, 2} และ B = {a, b} คูอันดับในขอใดตอไปนี้เปนสมาชิกของผลคูณคารทีเชียน A × B
             *1) (2, b)                2) (b, a)                  3) (a, 1)                 4) (1, 2)




       ความสัมพันธ คือ เซตของคูอันดับที่เกี่ยวของกันตามเงื่อนไขที่กําหนดและเปนสับเซตของผลคูณคารทีเชียน
       กําหนดให A และ B เปนเซตใดๆ
           r เปนความสัมพันธจาก A ไป B เขียนแทนดวย r ⊂ A × B
           r เปนความสัมพันธใน A          เขียนแทนดวย r ⊂ A × A
       *จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจาก A ไป B เทากับ 2n(A)×n(B)




คณิตศาสตร (16)______________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 2   กําหนดให A = {1, 2, 3, 4, 5, 6}
                          B = {1, 2, 3, ... , 11, 12}
                                                        
                          S = (a, b) ∈ A × B b = 2a + a 
                                                       2
                                                               
                จํานวนสมาชิกของเซต S เทากับขอใดตอไปนี้
                1) 1                   *2) 2                        3) 3               4) 4




ตัวอยางที่ 3 ถา A = {1, 2, 3, 4} และ r = {(m, n) ∈ A × A | m ≤ n} แลวจํานวนสมาชิกในความสัมพันธ r
              เทากับขอใดตอไปนี้
              1) 8                   *2) 10                3) 12                  4) 16




      โดเมนของ r เขียนแทนดวย Dr คือ เซตของสมาชิกตัวหนาของคูอันดับทั้งหมดใน r สัญลักษณ คือ
                       Dr = {x|(x, y) ∈ r}
      เรนจของ r เขียนแทนดวย Rr คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคูอันดับทั้งหมดใน r สัญลักษณ คือ
                       Rr = {y|(x, y) ∈ r}
                       เชน จาก r = {(-2, 4), (-1, 1), (1, 1)}
                            จะได Dr = {-2, -1, 1}
                            และ Rr = {1, 4}
      การหาโดเมนและเรนจของความสมพันธของ r ⊂ R × R
      1. โดเมน หาโดยจัดรูปสมการเปน y ในรูปของ x และพิจารณาวา x สามารถเปนจํานวนจริงใดไดบาง
                    ที่สามารถหาคา y ที่เปนจํานวนจริงได
      2. เรนจ หาโดยจัดรูปสมการเปน x ในรูปของ y และพิจารณาวา y สามารถเปนจํานวนจริงใดไดบาง
      ฟงกชัน คือ ความสัมพันธที่คอนดับทุกๆ ตัวในความสัมพันธ ถาสมาชิกตัวหนาของคูอันดับสองคูเทากัน
                                         ูั
แลวสมาชิกตัวหลังของทั้งสองคูอันดับตองเทากันดวย
      นั่นคือ r เปนฟงกชันก็ตอเมื่อ ถา (x, y) ∈ r และ (x, z) ∈ r แลว y = z
              r ไมเปนฟงกชันก็ตอเมื่อ มี (x, y) ∈ r และ (x, z) ∈ r ซึ่ง y ≠ z




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (17)
การตรวจสอบฟงกชัน
         1. กรณี r เขียนแบบแจกแจงสมาชิก
             ถามีสมาชิกตัวหนาของคูอันดับ ซึ่งเปนสมาชิกใน r จับคูกับสมาชิกตัวหลังของคูอันดับมากกวา 1 ตัว
ขึ้นไป r ไมเปนฟงกชัน
             เชน r1 = {(a, 1), (b, 2), (b, 3), (c, 4)}
                   จะได r1 ไมเปนฟงกชัน เพราะ b จับคูกับ 2 และ 3
                   r2 = {(p, 2), (q, 4), (r, 6)}
                   จะได r2 เปนฟงกชัน เพราะสมาชิกตัวหนาของคูอันดับทุกตัวจับคูกับสมาชิกตัวหลังเพียงตัวเดียว
เทานั้น
         2. กรณี r วาดเปนรูปกราฟ
             ใหลากเสนตรงตั้งฉากกับแกน x ถามีกรณีที่เสนตรงที่ลากตั้งฉากกับแกน x ตัดกับกราฟของ r เกินเกิน
1 จุดขึ้นไป r ไมเปนฟงกชัน
                          y                  r1
             เชน                                      เนื่องจากมีกรณีท่เสนตรงที่ตั้งฉากกับแกน x ตัดกับกราฟ r
                                                                          ี
                                                       เกิน 1 จุด
                                                       ดังนั้น r1 ไมเปนฟงกชัน
                                                x



                       y
                                                    เนื่องจากไมมีกรณีที่เสนตรงที่ตั้งฉากกับแกน x ตัดกับกราฟ
                                                    r เกิน 1 จุด
                                                    ดังนั้น r2 เปนฟงกชัน
                                            x
                                     r2


ตัวอยางที่ 4 จํานวนในขอใดตอไปนี้เปนสมาชิกของโดเมนของฟงกชัน f = (x, y)|y = 2 x       + 2x - 1
                                                                                x + 3x + 2 x 2 - 1
              1) -2                     2) -1                *3) 0                  4) 1




คณิตศาสตร (18)______________________________                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 5 ให A = {1, 99} ความสัมพันธใน A ในขอใดไมเปนฟงกชัน
              1) เทากับ             2) ไมเทากับ           *3) หารลงตัว                          4) หารไมลงตัว




ตัวอยางที่ 6 จากความสัมพันธ r ที่แสดงดวยกราฟดังรูป
                                                                y
                                                            3
                                                            2
                                                            1
                                                                              x
                                            -3 -2 -1 0              1 2 3
                                                    -1
                                                    -2
                                                    -3

                   ขอใดตอไปนี้ถกตอง
                                 ู
                   1) r เปนฟงกชันเพราะ (1, 1), (2, 2) และ (3, 3) อยูในแนวเสนตรงเดียวกัน
                   2) r เปนฟงกชันเพราะมีจํานวนจุดเปนจํานวนจํากัด
                  *3) r ไมเปนฟงกชันเพราะมีจุด (3, 3) และ (3, -1) อยูบนกราฟ
                   4) r ไมเปนฟงกชันเพราะมีจด (1, 1) และ (-1, 1) อยูบนกราฟ
                                                ุ

        ฟงกชันประเภทตางๆ
        ฟงกชันเชิงเสน (Linear Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป f(x) = ax + b เมื่อ a, b ∈ R
        ฟงกชันคงที่ (Constant Function) คือ ฟงกชันเชิงเสนที่มี a = 0 กราฟของฟงกชันจะเปนเสนตรง
ขนานกับแกน X
        ฟงกชันกําลังสอง (Quadratic Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป f(x) = ax2 + bx + c เมื่อ a, b, c ∈ R
และ a ≠ 0
        ถา a > 0 กราฟหงาย มีจุดวกกลับเปนจุดต่ําสุดของฟงกชัน และถา a < 0 กราฟคว่ํา มีจุดวกกลับเปน
จุดสูงสุดของฟงกชัน
                                                                                             b          
        ถารูปทั่วไปของสมการ คือ f(x) = ax2 + bx + c เมื่อ a, b, c ∈ R จุดวกกลับอยูที่  -2a , f  -b   หรือ
                                                                                                     
                                                                                                   2a 
                                                                                                            

     b
    -2a ,   4ac - b2 
                     

               4a    
            ถารูปทั่วไปของสมการ คือ f(x) = a(x - h)2 + k เมื่อ a, k ∈ R และ a ≠ 0 จุดวกกลับอยูที่ (h, k)

                         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (19)
การแกสมการโดยใชกราฟ
       1. ในกรณีที่กราฟไมตัดแกน x จะไมมีคําตอบของสมการที่เปนจํานวนจริง
       2. กราฟของ y = a(x + c)2 เมื่อ c > 0 จะตัดแกน x ที่จุด (-c, 0) สมการมีคําตอบเดียว คือ x = -c
          กราฟของ y = a(x - c)2 เมื่อ c > 0 จะตัดแกน x ที่จุด (c, 0) สมการมีคําตอบเดียว คือ x = c
                                                                                                    2
       3. นอกเหนือจากนี้กราฟตัดแกน x สองจุด โดยพิจารณาจากการแกสมการ หรือสูตร x = -b ± b - 4ac    2a
       ฟงกชันเอกซโพเนนเชียล (Exponential Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป y = a x เมื่อ a > 0 และ a ≠ 1
       ฟงกชันคาสัมบูรณ (Absolute Value Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป y = |x - a| + c เมื่อ a, c ∈ R
       ฟงกชนขั้นบันได (Step Function) คือ ฟงกชันที่มโดเมนเปนสับเซตของ R และมีคาฟงกชันคงตัวเปน
              ั                                         ี
ชวงๆ มากกวาสองชวง กราฟของฟงกชันจะมีรูปคลายบันได

ตัวอยางที่ 7 คาของ a ที่ทําใหกราฟของฟงกชัน y = a(2x) ผานจุด (3, 16) คือขอใดตอไปนี้
             *1) 2                     2) 3                      3) 4                      4) 5




ตัวอยางที่ 8 ทุก x ในชวงใดตอไปนี้ที่กราฟของสมการ y = -4x2 - 5x + 6 อยูเหนือแกน x
             *1)  - 2 , - 1 
                  
                   3 3
                                        2)  - 5 , - 3 
                                            
                                             2 2
                                                            3)  1 , 6 
                                                                
                                                                4 7
                                                                                    4)  1 , 3 
                                                                                        
                                                                                        2 2
                                                                                                




ตัวอยางที่ 9 กําหนดให a และ b เปนจํานวนจริงบวก ถากราฟของฟงกชัน y1 = 1 + ax และ y2 = 1 + bx มี
              ลักษณะดังแสดงในภาพตอไปนี้
                                              y
                                         x                  y1 = 1 + a x
                              y2 = 1 + b

                                               2

                                               1
                                                                    x
                                                   0
              ขอใดตอไปนี้เปนจริง
              1) 1 < a < b             2) a < 1 < b            *3) b < 1 < a                  4) b < a < 1



คณิตศาสตร (20)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 10 ถาเสนตรง x = 3 เปนเสนสมมาตรของกราฟของฟงกชัน f(x) = -x2 + (k + 5)x + (k2 - 10)
               เมื่อ k เปนจํานวนจริง แลว f มีคาสูงสุดเทากับขอใดตอไปนี้
               1) -4                   *2) 0                       3) 6           4) 14




ตัวอยางที่ 11 กําหนดให f(x) = x2 - 2x - 15 ขอใดตอไปนี้ผิด
               1) f(x) ≥ -17 ทุกจํานวนจริง x
               2) f(-3 - 2 - 3 ) > 0
               3) f(1 + 3 + 5 ) = f(1 - 3 - 5 )
              *4) f(-1 + 3 + 5 ) > f(-1 - 3 - 5 )




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (21)
เลขยกกําลัง
      สมบัตของเลขยกกําลัง
             ิ
      ให a และ b เปนจํานวนจริงใดๆ โดยที่ m และ n เปนจํานวนเต็มบวก และ k เปนจํานวนเต็ม
      1. am ⋅ an = am+n
            m
      2. a n = am-n
           a
      3. (am)n = amn
      4. (am ⋅ bn)k = amk ⋅ bnk
              k         mk
        5. am  = a nk , b ≠ 0
         
         
             bn 
                        b
        6. a -n = 1 , a ≠ 0
                   an
        7. a0 = 1, a ≠ 0
        เลขยกกําลังที่มเลขชี้กําลังเปนจํานวนตรรกยะ
                       ี
        บทนิยาม เมื่อ a เปนจํานวนจริงบวก และ n เปนจํานวนที่มากกวา 1
                    a1/n = n a
        บทนิยาม กําหนด a เปนจํานวนจริง m และ n เปนจํานวนเต็มที่มากกวา 1 ที่ ห.ร.ม ของ m และ n
เทากับ 1
                     n a m = am/n

        สมการในรูปเลขยกกําลัง
        ให a และ b เปนจํานวนจริงบวกที่ไมเทากับ 1 และ m, n เปนจํานวนตรรกยะ
        จะไดวา 1. am = an ก็ตอเมื่อ m = n
                 2. am = bm ก็ตอเมื่อ m = 0 และ a, b ≠ 0

                              1/2     
ตัวอยางที่ 1 คาของ (-2)2 +  8 + 2 2  เทากับขอใดตอไปนี้
                             
                                   32 
                                       
              1) -1               2) 1                *3) 3                              4) 5




คณิตศาสตร (22)______________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
4
                  8   16  1/ x
ตัวอยางที่ 2 ถา 125  =  625  แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                  
                             
                     

              1) 3
                 4              *2) 2
                                    3                   3) 32
                                                                                            4
                                                                                         4) 3




ตัวอยางที่ 3 ขอใดตอไปนี้ผิด
              1) (24)30 < 220 ⋅ 330 ⋅ 440                       2) (24)30 < 230 ⋅ 320 ⋅ 440
             *3) 220 ⋅ 340 ⋅ 430 < (24)30                       4) 230 ⋅ 340 ⋅ 420 < (24)30




ตัวอยางที่ 4 ( 18 + 2 3 - 125 - 3 4 4 ) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
             *1) -10                                         2) 10
              3) 2 5 - 5 2                                   4) 5 2 - 2 5




                           2
ตัวอยางที่ 5
              
              
                  5 - 2  มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                         
              
                 6   15 
                         
                   3
              *1) 10               2) 107                       3)    5 -2               4)     6 -2




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (23)
อสมการในรูปเลขยกกําลัง
       ให a เปนจํานวนจริงบวกที่ไมเทากับ 1 และ m, n เปนจํานวนตรรกยะ
       จะไดวา 1. am < an และ a > 1 จะไดวา m < n
                 2. am < an และ 0 < a < 1 จะไดวา m > n

ตัวอยางที่ 6 เซตคําตอบของอสมการ 4(2x2-4x-5) ≤ 32 คือเซตในขอใดตอไปนี้
                                               1

              1) - 5 , 5 
                  2 2
                         
                                 2) - 5 , 1
                                      2 
                                           
                                                       3) - 1 , 1
                                                           2 
                                                                 
                                                                                               *4) - 1 , 5 
                                                                                                    2 2
                                                                                                           




ตัวอยางที่ 7 ถา 8x - 8(x+1) + 8(x+2) = 228 แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 1 3                   *2) 2
                                           3                     3) 34                          4) 5
                                                                                                   3




                            3x
ตัวอยางที่ 8 ถา  3 + 3  = 16 แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                  
                       8
                               81
             *1) - 9 4            2) - 92                         1
                                                             3) - 9                                1
                                                                                                4) 9




ตัวอยางที่ 9 ขอใดตอไปนีผิด
                          ้
              1) 0.9 + 10 < 0.9 + 10                            *2) ( 0.9 )( 4 0.9 ) < 0.9
              3) ( 0.9 )( 3 1.1 ) < ( 1.1 )( 3 0.9 )             4) 300 125 < 200 100




คณิตศาสตร (24)______________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 10 ถา 4a =   2 และ 16-b = 1 แลว a + b มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 0.75)
                                       4




                                                         (x2)      (4x)
ตัวอยางที่ 11 คาของ x ที่สอดคลองกับสมการ          2          = 2 4 เทากับขอใดตอไปนี้
                                                                   4
              1) 2                      2) 3                           *3) 4                 4) 5




ตัวอยางที่ 12 อสมการในขอใดตอไปนี้เปนจริง
               1) 21000 < 3600 < 10300                                 2) 3600 < 21000 < 10300
              *3) 3600 < 10300 < 21000                                 4) 10300 < 21000 < 3600




                5        6
ตัวอยางที่ 13 3 -32 + 2 3/2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                  27 (64)
              *1) - 13
                    24            2) - 56
                                                                          2
                                                                       3) 3                  4) 19
                                                                                                24




ตัวอยางที่ 14 ( 2 +      8 +      18 + 32 )2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 60                   2) 60 2                3) 100 2                        *4) 200




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (25)
อัตราสวนตรีโกณมิติ
     ทฤษฎีบทพีทาโกรัส
     ถา ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉากซึ่งมี ACB เปนมุมฉาก c แทนความยาวของดานตรงขามมุมฉาก
                                            ˆ
a และ b แทนความยาวของดานประกอบมุมฉากจะไดความสัมพันธระหวางความยาวของดานทั้งสามของรูป
สามเหลี่ยมมุมฉาก ABC ดังนี้
                            B

                c            a        c2 = a2 + b2

      A          b          C
     อัตราสวนตรีโกณมิติของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
     บทนิยาม กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
                                                       ความยาวของดานตรงขามมุม A
                     B    ไซน (sine) ของมุม A = sin A =
                                                       ความยาวของดานตรงขามมุมฉาก
           c          a โคไซน (cosine) ของมุม A = cos A = ความยาวของดานประชิดมุม A
                                                           ความยาวของดานตรงขามมุมฉาก
 A         b         C แทนเจนต (tangent) ของมุม A = tan A = ความยาวของดานตรงขามมุม A
                                                                ความยาวของดานประชิดมุม A

     sin A = a , cos A = b , tan A = a
               c            c            b
     และยังมีอัตราสวนอื่นๆ อีก คือ
                     1                1           1
     1. csc A = sin A , sec A = cos A , cot A = tan A
     2. tan A = cos A , cot A = cos A
                  sin
                       A            sin
                                        A
     3. sin2 A + cos2 A = 1
     4. tan2 A + 1 = sec2 A
     5. 1 + cot2 A = csc2 A




คณิตศาสตร (26)______________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ความสัมพันธระหวางมุม A กับมุม 90° - A ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
                                                                     C




                                           A                         B
       sin A = cos (90° - A), csc A = sec (90° - A)
       cos A = sin (90° - A), sec A = csc (90° - A)
       tan A = cot (90° - A), cot A = tan (90° - A)

       อัตราสวนตรีโกณมิติของมุม 30°, 45° และ 60°
            มุม         sin          cos             tan       csc           sec       cot
                         1             3              1                       2
           30°           2                             3        2              3         3
                                      2
                          2            2                     2 = 2        2 = 2
           45°                                        1       2            2            1
                         2            2
                          3           1                         2                       1
           60°                        2               3          3            2          3
                         2

       การเปรียบเทียบมาตรการวัดมุมระบบอังกฤษและระบบเรเดียน
       360° = 2π เรเดียน               180° = π เรเดียน                        90° = π เรเดียน
                                                                                     2
         60° = π เรเดียน
               3                                     45° = π เรเดียน
                                                           4
                                                                                     π เรเดียน
                                                                               30° = 6

ตัวอยางที่ 1                        จากรูป ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
                                  C *1) sin 21° = cos 69°
                                     2) sin 21° = cos 21°
          A       21°              B 3) cos 21° = tan 21°
                                     4) tan 21° = cos 69°




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (27)
ตัวอยางที่ 2 ขอใดตอไปนีถูกตอง
                          ้
             *1) sin 30° < sin 45°                            2) cos 30° < cos 45°
              3) tan 45° < cot 45°                            4) tan 60° < cot 60°




ตัวอยางที่ 3 กําหนดใหตาราง A ตาราง B และตาราง C เปนตารางหาอัตราสวนตรีโกณมิติของมุมขนาดตางๆ
              ดังนี้
               ตาราง A                         ตาราง B                           ตาราง C
            θ         sin θ                 θ         cos θ                   θ         tan θ
           40°        0.643                40°        0.766                  40°        0.839
           41°        0.656                41°        0.755                  41°        0.869
           42°        0.669                42°        0.743                  42°        0.900
             ถารูปสามเหลี่ยม ABC มีมุม B เปนมุมฉาก มุม C มีขนาด 41° และสวนสูง BX ยาว 1 หนวย แลว
             ความยาวของสวนของเสนตรง AX เปนดังขอใดตอไปนี้
                            B                               1) ปรากฏอยูในตาราง A
                                                            2) ปรากฏอยูในตาราง B
                                                           *3) ปรากฏอยูในตาราง C
               A                           C                4) ไมปรากฏอยูในตาราง A, B และ C
                            X




ตัวอยางที่ 4 ถารูปสามเหลี่ยมดานเทารูปหนึ่งมีความสูง 1 หนวย แลวดานของรูปสามเหลี่ยมรูปนี้ยาวเทากับ
              ขอใดตอไปนี้
              1) 23 หนวย             *2) 2 3 3 หนวย             4
                                                               3) 3 หนวย           4) 3 หนวย
                                                                                         2




คณิตศาสตร (28)______________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 5 กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มีมุม C เปนมุมฉาก และ cos B = 2 ถาดาน BC ยาว
                                                                               3
              1 หนวย แลว พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยม ABC เทากับขอใดตอไปนี้
              1) 55 ตารางหนวย                               *2) 45 ตารางหนวย

              3) 35 ตารางหนวย                                4) 25 ตารางหนวย




ตัวอยางที่ 6 กําหนดให ABCD เปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผาซึ่งมีพ้นที่เทากับ 12 หนวย และ tan ABD = 1
                                                            ื                             ˆ    3
              ถา AE ตั้งฉากกับ BD ที่จุด E แลว AE ยาวเทากับขอใดตอไปนี้
                    10
              1) 3 หนวย                                            2) 2 510 หนวย
                    10
              3) 2 หนวย                                           *4) 3 510 หนวย




ตัวอยางที่ 7        C                               พิจารณารูปสามเหลี่ยมตอไปนี้ โดยที่ CFE , CAB , AEB
                                                                                          ˆ     ˆ     ˆ
                                                     และ EDB ตางเปนมุมฉาก ขอใดตอไปนีผิด
                                                           ˆ                              ้
                                                     1) sin ( 1 ) = sin ( 5 )
                                                              ˆ           ˆ
                                                     2) cos ( 3 ) = cos ( 5 )
                                                              ˆ            ˆ
                                                    *3) sin ( 2 ) = cos ( ˆ )
                                                              ˆ           4
                             1 E
                  F         2 3                      4) cos ( 2 ) = sin ( 3 )
                                                              ˆ           ˆ
                                4
                 A                   5 B
                                 D




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (29)
ลําดับและอนุกรม
       ลําดับ (Sequences)
       บทนิยาม ลําดับ คือ ฟงกชันที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก n ตัวแรก หรือโดเมนเปนเซต
       ของจํานวนเต็มบวก
       ลําดับที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก n ตัวแรกเรียกวา ลําดับจํากัด (Finite Sequences)
       ลําดับที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก เรียกวา ลําดับอนันต (Infinite Sequences)
       ลําดับเลขคณิต (Arithmetic Sequences)
       บทนิยาม ลําดับเลขคณิต คือ ลําดับที่ผลตางซึ่งไดจากพจนที่ n + 1 ลบดวยพจนที่ n มีคาคงตัว
       คาคงตัวนี้เรียกวา ผลตางรวม (Common difference)
        1. เมื่อกําหนดใหพจนแรกของลําดับเลขคณิต คือ a1 และผลตางรวม คือ d โดยที่ d = an+1 - an
พจนท่ี n ของลําดับนี้คือ an = a1 + (n - 1)d
        2. ลําดับเลขคณิต n พจนแรก คือ a, a + d, a + 2d, ..., a + (n - 1)d

ตัวอยางที่ 1 ลําดับเลขคณิตในขอใดตอไปนี้มีบางพจนเทากับ 40
              1) an = 1 - 2n          2) an = 1 + 2n          *3) an = 2 - 2n                4) an = 2 + 2n




                                             1      1      1
ตัวอยางที่ 2 พจนที่ 31 ของลําดับเลขคณิต - 20 , - 30 , - 60 , ... เทากับขอใดตอไปนี้
                  5
              1) 12                   2) 13                  *3) 209                       7
                                                                                        4) 15
                                          30




ตัวอยางที่ 3 ถา a1, a2, a3, ... เปนลําดับเลขคณิต ซึ่ง a30 - a10 = 30 แลว ผลตางรวมของลําดับเลขคณิตนี้
              มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                 
              1) 1.25                    *2) 1.5                 3) 1.75                4) 2.0




คณิตศาสตร (30)______________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ลําดับเรขาคณิต (Geometric Sequences)
       บทนิยาม ลําดับเรขาคณิต คือ ลําดับที่อัตราสวนของพจนที่ n + 1 ตอพจนที่ n เปนคาคงตัว
       คาคงตัวนี้เรียกวา อัตราสวนรวม (Common ration)
                                                                                       a +1
       1. เมื่อกําหนดพจนแรกของลําดับเรขาคณิตเปน a1 และอัตราสวนรวม คือ r โดยที่ r = na
                                                                                          n
          พจนท่ี n ของลําดับเรขาคณิตนี้ คือ an = a1 ⋅ rn-1
       2. ลําดับเรขาคณิต n พจนแรก คือ a, ar, ar2, ..., arn-1

ตัวอยางที่ 4 กําหนดให a1, a2, a3 เปนลําดับเรขาคณิต โดยที่ a1 = 2 และ a3 = 200 ถา a2 คือคาในขอใดขอหนึ่ง
              ตอไปนี้แลวขอดังกลาวคือขอใด
             *1) -20                     2) -50                  3) 60                    4) 100




ตัวอยางที่ 5 กําหนดให a1, a2, a3, ... เปนลําดับเรขาคณิต พิจารณาลําดับสามลําดับตอไปนี้
                  ก. a1 + a3 , a2 + a4 , a3 + a5 , ...
                  ข. a1a2      , a2a3          , a3a4      , ...
                  ค. a1        , a   1         , a  1      , ...
                       1               2                3
              ขอใดตอไปนีถูก
                          ้
             *1) ทั้งสามลําดับเปนลําดับเรขาคณิต                 2) มีหนึ่งลําดับไมเปนลําดับเรขาคณิต
              3) มีสองลําดับไมเปนลําดับเรขาคณิต                4) ทั้งสามลําดับไมเปนลําดับเรขาคณิต




ตัวอยางที่ 6 พจนที่ 16 ของลําดับเรขาคณิต 625 , 1 ,
                                            1                    1
                                                                125 , ... เทากับขอใดตอไปนี้
                                                125 5
              1) 25 5                                            2) 125
             *3) 125 5                                           4) 625




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (31)
ตัวอยางที่ 7 ลําดับในขอใดตอไปนี้ เปนลําดับเรขาคณิต
             *1) an = 2n ⋅ 32n          2) an = 2n + 4n        3) an = 3n2                   4) an = (2n)n




       อนุกรมเลขคณิต (Arinmetic Series)
       เมื่อ    a1, a2, a3, ..., an     เปนลําดับเลขคณิต
       จะไดวา a1 + a2 + a3 + ... + an เปนอนุกรมเลขคณิต
       ให Sn แทนผลบวก n พจนแรกของอนุกรม
       คือ S1 = a1
             S2 = a1 + a2
             S3 = a1 + a2 + a3
            M        M
            Sn = a1 + a2 + a3 + ... + an

       ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิต
            Sn = n [2a1 + (n - 1)d]
                  2
                  n [a + a ]
       หรือ Sn = 2 1 n

ตัวอยางที่ 8 คาของ 1 + 6 + 11 + 16 + ... + 101 เทากับขอใดตอไปนี้
              1) 970                 2) 1020                   3) 1050                       *4) 1071




ตัวอยางที่ 9 ถา a1, a2, a3, ... เปนลําดับเลขคณิต ซึ่ง a2 + a3 + ... + a9 = 100
              แลว S10 = a1 + a2 + ... + a10 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 120                   *2) 125                  3) 130                       4) 135




คณิตศาสตร (32)______________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 10 กําหนดให S = {101, 102, 103, ... , 999} ถา a เทากับผลบวกของจํานวนคี่ทั้งหมดใน S และ b
               เทากับผลบวกของจํานวนคูทั้งหมดใน S แลว b - a มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
              *1) -550                2) -500                   3) -450                 4) 450




       อนุกรมเรขาคณิต (Geometrics Series)
       เมื่อ   a1, a2, a3, ..., an     เปนลําดับแรขาคณิต
       จะไดวา a1 + a2 + a3 + ... + an เปนอนุกรมเรขาคณิต
             
       ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิต
                  a (1 - r n )
             Sn = 1 1 - r เมื่อ r ≠ 1

ตัวอยางที่ 11 ขอใดตอไปนี้เปนอนุกรมเรขาคณิตที่มี 100 พจน
               1) 1 + 3 + 5 + ... + (2n - 1) + ... + 199
               2) 1 + 1 + 5 + ... + (2n1- 1) + ... + 199
                        3
                               1                          1
             3) 1 + 2 + 4 + ... + (2n-1) + ... + 2199
                 1     1        1               1
             *4) 5 + 125 + 3125 + ... + 2n-1 + ... + 1991
                                             5        5



ตัวอยางที่ 12 ผลบวกของอนุกรมเรขาคณิต 1 - 2 + 4 - 8 + ... + 256 เทากับขอใดตอไปนี้
               1) -171            2) -85                  3) 85                  *4) 171




ตัวอยางที่ 13 กําหนดให Sn เปนผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิต ซึ่งมีอัตราสวนรวมเทากับ 2
               ถา S10 - S8 = 32 แลวพจนที่ 9 ของอนุกรมนี้เทากับขอใดตอไปนี้
               1) 163                  2) 20 3                    3) 263             *4) 323



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (33)
ความนาจะเปน
      กฎเกณฑเบื้องตนเกี่ยวกับการนับ
      1. กฎการบวก ถาการทํางานอยางหนึ่งแบงออกเปน k กรณี
                      โดยที่กรณีที่ 1 มีจํานวน n1 วิธี
                            กรณีที่ 2 มีจํานวน n2 วิธี
                            กรณีที่ 3 มีจํานวน n3 วิธี
                                   M          M
                         กรณีที่ k มีจํานวน nk วิธี
                  ดังนั้น จํานวนวิธในการทํางานทั้งหมดจะเทากับ n1 + n2 + n3 + ... + nk วิธี
                                     ี
      2. กฎการคูณ ถาการทํางานอยางหนึ่งแบงออกเปน k ขั้นตอน
                  โดยที่ขั้นตอนที่ 1 มีจํานวน n1 วิธี
                         ขั้นตอนที่ 2 มีจํานวน n2 วิธี
                         ขั้นตอนที่ 3 มีจํานวน n3 วิธี
                                       M      M
                              ขั้นตอนที่ k มีจํานวน nk วิธี
                       ดังนั้น จํานวนวิธีในการทํางานทั้งหมดจะเทากับ n1 × n2 × n3 × ... × nk วิธี
      แฟกทอเรียล
      นิยาม กําหนดให n เปนจํานวนเต็มที่มีคามากกวาหรือเทากับ 0 ขึ้นไป
            n! = n × (n - 1) × (n - 2) × (n - 3) × ... × 3 × 2 × 1
      เชน 5! = 5 × 4 × 3 × 2 × 1
            8! = 8 × 7 × 6 × 5 × 4 × 3 × 2 × 1
          * 0! = 1

ตัวอยางที่ 1 ในการคัดเลือกคณะกรรมการหมูบานซึ่งประกอบดวยประธานฝายชาย 1 คน ประธานฝายหญิง
              1 คน กรรมการฝายชาย 1 คน และกรรมการฝายหญิง 1 คน จากผูสมัครชาย 4 คน และหญิง
              8 คน มีวิธการเลือกคณะกรรมการไดกี่วิธี
                        ี
              1) 168 วิธี           2) 324 วิธี           *3) 672 วิธี       4) 1344 วิธี




คณิตศาสตร (34)______________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 2 มาลีตองการเดินทางจากเมือง A ไปยังเมือง C โดยตองเดินทางผานไปยังเมือง B กอน จากเมือง A
              ไปเมือง B มาลีสามารถเลือกเดินทางโดยรถยนต รถไฟ หรือเครื่องบินได แตจากเมือง B ไป
              เมือง C สามารถเดินทางไปทางเรือ รถยนต รถไฟ หรือเครื่องบิน ขอใดตอไปนี้คือจํานวนวิธีใน
              การเดินทางจากเมือง A ไปยังเมือง C ที่จะตองเดินทางโดยรถไฟเปนจํานวน 1 ครั้ง
             *1) 5                    2) 6                    3) 8                    4) 9




ตัวอยางที่ 3 ครอบครัวหนึ่งมีพี่นอง 6 คน เปนชาย 2 คน หญิง 4 คน จํานวนวิธีที่จะจัดใหคนทั้ง 6 คนยืนเรียงกัน
              เพื่อถายรูป โดยใหชาย 2 คนยืนอยูริมสองขางเสมอเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 12 วิธี                2) 24 วิธี             3) 36 วิธี               *4) 48 วิธี




       การทดลองสุม คือ การทดลองใดๆ ซึ่งทราบวาผลลัพธอาจจะเปนอะไรไดบาง แตไมสามารถทํานายผล
ลวงหนาได
       ความนาจะเปน คือ อัตราสวนระหวางจํานวนสมาชิกของเหตุการณที่สนใจกับจํานวนสมาชิกของแซมเปลสเปซ
เขียนแทนดวย P(E)
       ความนาจะเปนของเหตุการณ E คือ P(E) = n(E)
                                                n(S)
       โดยที่ n(E) คือ จํานวนของเหตุการณที่สนใจ
               n(S) คือ จํานวนเหตุการณที่เปนไปไดทั้งหมด
       สมบัตของความนาจะเปน
             ิ
       1. 0 ≤ P(E) ≤ 1
       2. P(φ) = 0, P(S) = 1
       3. P(E1 U E2) = P(E1) + P(E2) - P(E1 I E2)
       4. P(E1 U E2 U E3) = P(E1) + P(E2) + P(E3) - P(E1 I E2) - P(E1 I E3) - P(E2 I E3)
                               + P(E1 I E2 I E3)
       5. P(E) = 1 - P(E′) เมื่อ P(E′) แทนความนาจะเปนของเหตุการณที่ไมตองการ




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (35)
ตัวอยางที่ 4 พิจารณาขอความตอไปนี้
                  ก. การทดลองสุมเปนการทดลองที่ทราบวาผลลัพธอาจเปนอะไรไดบาง
                  ข. แตละผลลัพธของการทดลองสุมมีโอกาสเกิดขึ้นเทาๆ กัน
              ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง
              1) ก. และ ข. ถูก         *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก             4) ก. และ ข. ผิด




ตัวอยางที่ 5 โรงเรียนแหงหนึ่งมีรถโรงเรียน 3 คัน นักเรียน 9 คน กําลังเดินไปขึ้นรถโรงเรียนโดยสุม ความ
              นาจะเปนที่ไมมีนักเรียนคนใดขึ้นรถคันแรกเทากับขอใดตอไปนี้
                       9                          9                        3                   3
              1)  1 
                   
                  3
                                        *2)  2 
                                               
                                              3
                                                                      1
                                                                  3)  9 
                                                                       
                                                                                          2
                                                                                      4)  9 
                                                                                           




ตัวอยางที่ 6 โรงแรมแหงหนึ่งมีหองวางชั้นที่หนึ่ง 15 หอง ชั้นที่สอง 10 หอง ชั้นที่สาม 25 หอง ถาครูสมใจ
              ตองการเขาพักในโรงแรมแหงนี้โดยวิธีสุมแลว ความนาจะเปนที่ครูสมใจจะไดเขาพักหองชั้นที่สอง
              ของโรงแรมเทากับขอใดตอไปนี้
              1) 101                  *2) 5   1                         3
                                                                    3) 10                  4) 12




ตัวอยางที่ 7 ในการหยิบบัตรสามใบ โดยหยิบทีละใบจากบัตรสี่ใบ ซึ่งมีหมายเลข 0, 1, 2 และ 3 กํากับ ความ
              นาจะเปนที่จะไดผลรวมของตัวเลขบนบัตรสองใบแรกนอยกวาตัวเลขบนบัตรใบที่สามเทากับขอใด
             *1) 14                   2) 3 4                3) 1 2                  4) 23




คณิตศาสตร (36)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางที่ 8 กลอง 12 ใบ มีหมายเลขกํากับเปนเลข 1, 2, ... , 12 และกลองแตละใบบรรจุลูกบอล 4 ลูก เปน
              ลูกบอลสีดํา สีแดง สีขาว และสีเขียว ถาสุมหยิบลูกบอลจากกลองแตละใบ ใบละ 1 ลูก แลว
              ความนาจะเปนที่จะหยิบไดลูกบอลสีแดงจากกลองหมายเลขคี่        และไดลูกบอลสีดําจากกลอง
              หมายเลขคูเทากับขอใดตอไปนี้
                        2                         12                   12                      4
                   1 
              1)  12                *2)  1 
                                                            3)  1 
                                                                                       1 
                                                                                     4)  12 
                                            4                2                     




ตัวอยางที่ 9 กําหนดให A = {1, 2, 3}
                             B = {5, 6, ... , 14}
              และ            r = {(m, n) | m ∈ A และ n ∈ B}
              ถาสุมหยิบคูอันดับ 1 คู จากความสัมพันธ r แลวความนาจะเปนที่จะไดคูอันดับ (m, n) ซึ่ง 5 หาร
              n แลวเหลือเศษ 3 เทากับขอใดตอไปนี้
              1) 15  1                         1
                                           2) 10                 *3) 51                       4) 53




ตัวอยางที่ 10 ชางไฟคนหนึ่งสุมหยิบบันได 1 อันจากบันได 9 อัน ซึ่งมีความยาว 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 และ
               12 ฟุต แลวนํามาพาดกับกําแพง โดยใหปลายขางหนึ่งหางจากกําแพง 3 ฟุต ความนาจะเปนที่
               บันไดจะทํามุมกับพื้นราบนอยกวา 60° มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
               1) 9 1                  *2) 92                     3) 93                 4) 94




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (37)
ตัวอยางที่ 11 ถาสุมตัวเลขหนึ่งตัวจากขอมูลชุดใดๆ ซึ่งประกอบดวยตัวเลข 101 ตัว แลวขอใดตอไปนี้ถูก
              *1) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคามัธยฐาน < 1 2
               2) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคาเฉลี่ยเลขคณิต < 1
                                                                                  2
               3) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคามัธยฐาน > 2 1
               4) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคาเฉลี่ยเลขคณิต > 1
                                                                                  2




คณิตศาสตร (38)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สถิติ
        สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive) คือ การวิเคราะหขั้นตนที่มุงวิเคราะห เพื่ออธิบายลักษณะกวางๆ ของ
ขอมูลชุดนั้น เชน การวัดคาแนวโนมเขาสูสวนกลาง คาวัดการกระจาย การแจกแจงความถี่ของขอมูล และการ
นําเสนอผลสรุปดวย ตาราง แผนภูมิแทง เพื่ออธิบายขอมูลชุดนั้น
        สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistice) คือ การวิเคราะหขอมูลที่เก็บรวบรวมไดจากตัวอยางเพื่อ
อางอิงไปถึงขอมูลทั้งหมด
        องคประกอบของสถิติ
        1. การเก็บรวบรวมขอมูล เชน การสอบถาม การสังเกต การทดลอง เปนตน
        2. การวิเคราะหขอมูล โดยขอมูลที่นํามาวิเคราะหเพียงสวนหนึ่ง เรียกวา กลุมตัวอยางและขอมูลที่เลือก
มาจากขอมูลทั้งหมด เรียกวา ประชากร
        3. การนําเสนอขอสรุป
        ขอมูล คือ ขอความจริงหรือสิ่งที่บงบอกถึงสภาพ สถานการณหรือปรากฏการณ โดยที่ขอมูลอาจเปน
ตัวเลขหรือขอความก็ได
        สารสนเทศหรือขาวสาร คือ ขอมูลที่ผานการวิเคราะหเบื้องตนหรือขั้นสูงแลว
        ประเภทของขอมูล
        1. แบงตามวิธีเก็บ
            1.1 ขอมูลปฐมภูมิ คือ ขอมูลที่ผูใชเก็บรวบรวมเอง เชน การสํามะโน การสํารวจกลุมตัวอยาง
            1.2 ขอมูลทุติยภูมิ คือ ขอมูลที่ไดจากผูอื่นเก็บรวบรวมไวแลว เชน รายงาน บทความ เปนตน
        2. แบงตามลักษณะของขอมูล
            2.1 ขอมูลเชิงปริมาณ คือ ขอมูลที่ใชแทนขนาดหรือปริมาณซึ่งวัดออกมาเปนจํานวนที่สามารถ
นํามาใชเปรียบเทียบกันไดโดยตรง
            2.2 ขอมูลเชิงคุณภาพ คือ ขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมาไดโดยตรง แตอธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติ
ในเชิงคุณภาพได

ตัวอยางที่ 1 ขอใดตอไปนีเปนเท็จ
                           ้
              1) สถิติเชิงพรรณนาคือสถิติของการวิเคราะหขอมูลขั้นตนที่มุงอธิบายลักษณะกวางๆ ของขอมูล
              2) ขอมูลที่เปนหมายเลขที่ใชเรียกสายรถโดยสารประจําทางเปนขอมูลเชิงคุณภาพ
             *3) ขอมูลปฐมภูมิคือขอมูลที่ผูใชเก็บรวบรวมจากแหลงขอมูลโดยตรง
              4) ขอมูลที่นักเรียนรวบรวมจากรายงานตางๆ ที่ไดจากหนวยงานราชการเปนขอมูลปฐมภูมิ




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (39)
การวิเคราะหขอมูลเบื้องตน
        ขอมูลเชิงปริมาณที่ใชในการวิเคราะหทางสถิติมีสองประเภท คือ ขอมูลที่ไมไดแจกแจงความถี่ ซึ่งจะเห็นคา
ของขอมูลทุกตัวและขอมูลที่แจกแจงความถี่ จะเห็นเปนอันตรภาคชั้น
                       ความกวางของอันตรภาพชั้น = ขอบบน - ขอบลาง
                           จุดกึ่งกลางอันตรภาคชั้น = (ขอบบน + ขอบลาง) ÷ 2
        ฮิสโทแกรม คือ รูปสี่เหลี่ยมมุมฉากวางเรียงตอกันบนแกนนอน โดยมีแกนนอนแทนคาของตัวแปร ความกวาง
ของสี่เหลี่ยมมุมฉากแทนความกวางของอันตรภาคชั้น               และพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากแทนความถี่ของแตละ
อันตรภาคชั้น ซึ่งถาความกวางของทุกชั้นเทากัน ความสูงของรูปสี่เหลี่ยมจะแสดงความถี่
        แผนภาพตน-ใบ (Stem-and-Leaf Plot) เปนวิธีการสรางแผนภาพเพื่อแจกแจงความถี่และวิเคราะห
ขอมูลเบื้องตน โดยเริ่มจากการนําขอมูลมาแบงกลุม โดยใชเลขหลักสิบ แลวนํามาสรางเปนลําตน (Stem) แลวใช
เลขโดดในหลักหนวยมาสรางเปนใบ (Leaf)
        การวัดตําแหนงของขอมูล : มีสองขั้นตอน คือ การหาตําแหนงและการหาคา
        1. ควอรไทล (Quartiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 4 สวนเทาๆ กัน โดย Q1, Q2, และ Q3 คือ
คะแนนของตัวแบงทั้ง 3 ตัว
        2. เดไซล (Deciles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 10 สวนเทาๆ กัน โดย D1, D2, ..., D9 คือ คะแนนของ
ตัวแบงทั้ง 9 ตัว
        3. เปอรเซ็นไทล (Percentiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 100 สวนเทาๆ กัน มี P1, ..., P99
คือ คะแนนของตัวแบงทั้ง 99 ตัว
                               การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Qr คือ r(N 4+ 1)
                                                   ตําแหนงของ Dr คือ r(N10 1)
                                                                             +


                                                   ตําแหนงของ Pr คือ r(N + 1)
                                                                          100
                                    การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค
        หมายเหตุ เมื่อหาคาขอมูลที่มีคาสูงสุด ต่ําสุด Q1, Q2 และ Q3 สามารถนํามาสรางแผนภาพกลอง (Box-
and-Whisker Plot หรือ Box-Plot) โดยแผนภาพจะทําใหเราทราบถึงลักษณะการกระจายของขอมูล
        การวัดแนวโนมเขาสูสวนกลาง
        1. คาเฉลี่ยเลขคณิต, Mean, x
                                                      N
                                                      ∑ xi
           x ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่      x= N  i=1
                                                      k
                                                      ∑ fi x i
           x ของขอมูลที่แจกแจงความถี่         x=    i=1
                                                        N




คณิตศาสตร (40)______________________________                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
N
      ขอสังเกต 1. ∑ x i = N x
                        i=1
                         N
                   2.    ∑ (x i   - x) = 0
                        i=1
                         N
                   3.    ∑ (x i   - a ) 2 มีคานอยที่สุดเมื่อ a = x
                        i=1
                   4. ถา x1, x2, x3, ... , xn มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x
                      x1 + k, x2 + k, x3 + k, ... , xn + k มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x + k
                      x1k, x2k, x3k, ..., xnk มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x k
                                  N x +N x
                   5. x รวม = 1N 1 + N2 2
                                           2      2
      2. มัธยฐาน, Median, Me
         Me สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                        Me = คาของขอมูลตําแหนงตรงกลาง (ตัวที่ N 2 1 ) เมื่อเรียงลําดับขอมูลแลว
                                                                        +

      ขอสังเกต 1. การหามัธยฐานมีสองขั้นตอน คือ หาตําแหนง และหาคาโดยใชสูตรหรือการเทียบบัญญัติไตรยางค
                         N
                   2. ∑ | x i - a | มีคานอยสุดเมื่อ a = Me
                        i=1
      3. ฐานนิยม, Mode, Mo
         Mo สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                                                      Mo = คาของขอมูลที่มีความถี่มากที่สุด
      ขอสังเกต ใชไดกับขอมูลเชิงคุณภาพ

ตัวอยางที่ 2 สวนสูงของพี่นอง 2 คน มีพิสัยเทากับ 12 เซนติเมตร มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 171 เซนติเมตร
              ขอใดตอไปนี้เปนสวนสูงของพี่หรือนองคนใดคนหนึ่ง
              1) 167 เซนติเมตร                                   2) 172 เซนติเมตร
              3) 175 เซนติเมตร                                  *4) 177 เซนติเมตร




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010      ______________________________ คณิตศาสตร (41)
ตัวอยางที่ 3 ขอมูลชุดหนึ่งประกอบดวย 4, 9, 2, 7, 6, 5, 4, 6, 3, 4
              ขอใดตอไปนีถูกตอง
                           ้
              1) คาเฉลี่ยเลขคณิต < ฐานนิยม < มัธยฐาน
             *2) ฐานนิยม < มัธยฐาน < คาเฉลี่ยเลขคณิต
              3) ฐานนิยม < คาเฉลี่ยเลขคณิต < มัธยฐาน
              4) มัธยฐาน < ฐานนิยม < คาเฉลี่ยเลขคณิต



ตัวอยางที่ 4 ความสูงในหนวยเซนติเมตรของนักเรียนกลุมหนึ่งซึ่งมี 10 คน เปนดังนี้
                                            155, 157, 158, 158, 160, 161, 161, 163, 165, 166
              ถามีนักเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ซึ่งมีความสูง 158 เซนติเมตร แลวคาสถิติใดตอไปนี้ไมเปลี่ยนแปลง
              1) คาเฉลี่ยเลขคณิต                                   2) มัธยฐาน
              3) ฐานนิยม                                           *4) พิสัย



ตัวอยางที่ 5 การเลือกใชคากลางของขอมูลควรพิจารณาสิ่งตอไปนี้ ยกเวนขอใด
              1) ลักษณะของขอมูล                            *2) วิธีจัดเรียงลําดับขอมูล
              3) จุดประสงคของการนําไปใช                    4) ขอดีและขอเสียของคากลางแตละชนิด


       การวัดการกระจายของขอมูล
       1. พิสัย (Range)                Range = xmax - xmin
       2. สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
                          N           2       N 2
                          ∑ (x i - x)         ∑xi
              S.D. =     i=1             =  i =1          2
                              N                  N -x
       ขอสังเกต 1.     ความแปรปรวน (Variance) = S.D.2 = S2
                 2.     S.D. ≥ 0
                 3.     S.D. = 0 ↔ x1 = x2 = ... = xn = x
                 4.     ถา x1, x2, ..., xn มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2
                        x1 + k, x2 + k, ..., xn + k มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2
                        x1k, x2k, ..., xnk มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D.|k| ความแปรปรวนเปน S.D.2k2



คณิตศาสตร (42)______________________________                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
5. The 95% Rule กลาววา มีจํานวนขอมูลที่อยูในชวง ( x - 2s, x + 2s) ประมาณ 95%
ของจํานวนขอมูลทั้งหมด
                   6. โดย The 95% Rule ไดวา s ≈ Range
                                                     4
      ความสัมพันธของ x , Me และ Mo
                        x = Me = Mo            x > Me > Mo        x < Me < Mo
                          โคงปกติ               โคงเบขวา         โคงเบซาย




       การสํารวจความคิดเห็น
       1. ขอบเขตของการสํารวจ กําหนดดวยพื้นที่ ลักษณะผูใหขอมูล การมีสวนไดสวนเสียกับขอมูล
                                                                         
       2. วิธีเลือกตัวอยาง การสุมตัวอยาง (Sampling) การเลือกตัวอยางแบบชั้นภูมิ การเลือกตัวอยางแบบ
หลายขั้นและการเลือกตัวอยางแบบกําหนดโควตา
       3. การสรางแบบสํารวจความคิดเห็น แบบสํารวจที่ดีประกอบดวย ลักษณะของผูตอบที่คาดวามีผลตอ
การแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของผูตอบในดานตางๆ และขอเสนอแนะ โดยตองไมเปนคําถามที่ชี้นํา และมี
จํานวนไมมากเกินไป ตลอดจนความสอดคลองของความรูของผูใหขอมูลกับเรื่องที่สอบถาม
       4. การประมวลผลและวิเคราะหความคิดเห็น
          1. รอยละของผูตอบแบบสํารวจความคิดเห็นในแตละดานที่เกี่ยวของ
          2. ระดับความคิดเห็นเฉลี่ย

ตัวอยางที่ 6 ขอมูลชุดหนึ่งมีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 20 มัธยฐานเทากับ 25 และฐานนิยมเทากับ 30 ขอสรุปใด
              ตอไปนี้ถูกตอง
             *1) ลักษณะการกระจายของขอมูลเปนการกระจายที่เบทางซาย
              2) ลักษณะการกระจายของขอมูลเปนการกระจายที่เบทางขวา
              3) ลักษณะการกระจายของขอมูลเปนการกระจายแบบสมมาตร
              4) ไมสามารถสรุปลักษณะการกระจายของขอมูลได




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (43)
ตัวอยางที่ 7 พิจารณาขอมูลตอไปนี้ 10, 5, 6, 9, 12, 15, 8, 18 คาของ P80 ใกลเคียงกับขอใดตอไปนีมากที่สุด
                                                                                                  ้
              1) 15.1                  2) 15.4                 *3) 15.7                   4) 16.0




ตัวอยางที่ 8 ในกรณีที่มีขอมูลจํานวนมาก       การนําเสนอขอมูลในรูปแบบใดตอไปนี้ทาใหเห็นการกระจายของ
                                                                                  ํ
              ขอมูลไดชัดเจนนอยที่สุด
              1) ตารางแจกแจงความถี่                             2) แผนภาพตน-ใบ
              3) ฮิสโทแกรม                                     *4) การแสดงคาสังเกตทุกคา




ตัวอยางที่ 9 จากการสอบถามเยาวชนจํานวน 12 คน วาเคยฟงพระธรรมเทศนามาแลวจํานวนกี่ครั้ง ปรากฏผล
              ดังแสดงในแผนภาพตอไปนี้
                     จํานวนเยาวชน
                          5
                          4
                          3
                          2
                          1
                          0 1 2 3 4 5 6                จํานวนครั้งที่เคยฟงพระธรรมเทศนา

              มัธยฐานของขอมูลนี้คือขอใด
             *1) 3 ครั้ง               2) 3.25 ครั้ง            3) 3.5 ครั้ง                  4) 4 ครั้ง




ตัวอยางที่ 10 ขอใดตอไปนี้มีผลกระทบตอความถูกตองของการตัดสินใจโดยใชสถิติ ยกเวนขอใด
               1) ขอมูล               2) สารสนเทศ           3) ขาวสาร               *4) ความเชื่อ




คณิตศาสตร (44)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เก็งขอสอบ O-NET
1. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือเซต U = {a, b, c, d, e} และ A, B, C เปนเซตใดๆ ซึ่งเปนสับเซตใน U โดยมี
   เงื่อนไข ดังนี้
                                  n(A) = n(B) = n(C) = 3
                          n(A I B) = n(B I C) = n(A I C) = 2
   และ                            n(A U B U C) = n(U)
   ขอใดตอไปนีผิด
                ้
   1) n[A U (B I C)] = 3                          2) n(A U C) = 4
   3) n[A I (B I C)] = 2                          4) n(A I B I C) = 1
2. กําหนดให A = {1, 2, {3}} ขอใดตอไปนีผิด้
   1) 1 ∈ A                                       2) {3} ∈ P(A)
   3) {2, {3}} ⊂ A                                4) {{1, 2}, {3}} ⊂ P(A)
3. กําหนดให a, b, c และ d เปนจํานวนจริงใดๆ โดยที่ 0 < a < b และ d < c < 0 จงพิจารณาขอความ
   ตอไปนี้
        ก. ac > bd
        ข. a < d
            c
                   b
   1) ก. และ ข. ถูก                               2) ก. ถูก และ ข. ผิด
   3) ก. ผิด และ ข. ถูก                           4) ก. และ ข. ผิด
4. กําหนดให A คือ เซตคําตอบของอสมการ |2x + 1| ≤ 5
   และ         B คือ เซตคําตอบของอสมการ |x + 3| ≥ 2
   ขอใดตอไปนี้ คือเซตคําตอบของ A I B
   1) [-5, -1]                                    2) [-1, 2]
   3) [-5, 2]                                     4) [-1, 5]
5. ถา x - 1 หารพหุนาม x2 + 2x - 1 เศษเหลือมีคาเทากับ a
   และ x - 2 หารพหุนาม x2 + 3ax - b ลงตัว แลวคาของ a + b มีคาตรงกับขอใด
   1) 12                                          2) 14
   3) 16                                          4) 18
                                                      3/2n
                                            4n + 1 
6. กําหนดให n เปนจํานวนเต็ม  55n +1 + 52n + 1 
                               53n + 1 + 5        
                                                               มีคาตรงกับขอใด
                                                  
   1) 5                                                       2) 25
   3) 125                                                     4) 625


                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (45)
7. กําหนดให 5 - a = 7 - 2 10 คาของ a ตรงกับขอใด
   1) 2                                             2) 3
   3) 4                                             4) 5
8. กําหนดให A = {1, 2, 3, 4, 5, 6, ...}
   และ        B = {{1}, {2, 3}, 4, 5, 6, ...}
   จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจากเซต A - B ไปเซต B - A มีคาเทาใด
   1) 16 จํานวน                                     2) 32 จํานวน
   3) 64 จํานวน                                     4) 128 จํานวน
9. ถาสามจํานวนนี้เรียงกันเปนลําดับเลขคณิตคือ x - 2, x, x2 - 4 แลวผลบวกของคา x ทั้งหมดตรงกับขอใด
   1) -2                                            2) -1
   3) 1                                             4) 2




คณิตศาสตร (46)______________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เฉลย
1. เฉลย 4) n(A I B I C) = 1
           จากสูตร              n(A U B U C) = n(A) + n(B) + n(C) - n(A I B) - n(A I C)
                                               - n(B I C) + n(A I B I C)
           และ                  n(A U B U C) = n(U)
                                             = 5
           จะไดวา                        5 = 3 + 3 + 3 - 2 - 2 - 2 + n(A I B I C)
                                n(A I B I C) = 5 - 9 + 6 = 2
2. เฉลย 2) {3} ∈ P(A)
           ที่ถูกตอง คือ {{3}} ∈ P(A)
3. เฉลย 2) ก. ถูก และ ข. ผิด
           จาก 0 < a < b
           สมมติให a = 4, b = 9
           จาก d < c < 0
           สมมติให d = -3, c = -2
           ก.                             ac > bd
                                       4(-2) > 9(-3)
                                          -8 > -27
                 ดังนั้น ก. ถูก
           ข.                             a < b
                                          c     d
                                          4 < 9
                                         -2    -3
                                          -2 < -3
                 ดังนั้น ข. ผิด




                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (47)
4. เฉลย 2) [-1, 2]
           จาก                   |2x + 1|     ≤    5
           จะได             -5 ≤ 2x + 1      ≤    5
                      -5 - 1 ≤ 2x + 1 - 1     ≤    5-1
                                       -6     ≤    2x ≤ 4
                                      -6      ≤     2x ≤ 4
                                       2             2      2
                                       -3     ≤    x ≤ 2
              จะได                     A     =    [-3, 2]
              จาก                 |x + 3|     ≥    2
              จะได         x + 3 ≤ -2      หรือ      |x + 3| ≥ 2
                                x ≤ -5      หรือ            x ≥ -1
           จะได                        B    =     (-∞, -5] U [-1, ∞)
           ดังนั้น                  AIB      =     [-1, 2]
5. เฉลย 4) 18
           ให                        p(x) = x2 + 2x - 1
           จาก x - 1 หารพหุนาม x2 + 2x - 1 เศษเหลือมีคาเทากับ a
           นั่นคือ                    p(1) = a
                            12 + 2(1) - 1 = a
                                         a = 2
           ให                        q(x) = x2 + 3ax - b
                                      q(x) = x2 + 3(2)x - b
                                      q(x) = x2 + 6x - b
           จาก x - 2 หารพหุนาม x2 + 3ax - b ลงตัว
           นั่นคือ                    q(2) = 0
                            22 + 6(2) - b = 0
                                        b = 16
           ดังนั้น                  a + b = 2 + 16 = 18




คณิตศาสตร (48)______________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
6. เฉลย 3) 125
                                                3/2n                               3/2n
            จาก
                       
                          55n +1 + 54n +1           =      5 4n +1 (5n + 1) 
                                                                                
                       
                          53n +1 + 52n + 1 
                                            
                                                           
                                                              52n +1 (5n + 1) 

                                                                      3/2n
                                                       =    5 4n +1 
                                                                     
                                                           
                                                            52n +1 
                                                       =   [5(4n+1)-(2n+1)]3/2n
                                                       =   [52n]3/2n
                                                       =   52n ⋅ 3/2n
                                                       =   53
                                                       =   125
7. เฉลย 1) 2
           จาก                        5 -         a    =        7 - 2 10
                                      5 -         a    =        (5 + 2) - 2 5 ⋅ 2
                                      5 -         a    =        ( 5 )2 - 2 5 ⋅ 2 + ( 2 )2
                                      5 -         a =    ( 5 - 2 )2
                                      5 -         a =    5 - 2
           จะได                                   a = 2
8. เฉลย 3) 64 จํานวน
                                         A - B = {1, 2, 3}
            จะได                   n(A - B) = 3
                                         B - A = {{1}, {2, 3}}
            จะได                   n(B - A) = 2
            จากสูตร จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจากเซต A ไปเซต B เทากับ 2n(A)×n(B)
            ดังนั้น จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจากเซต A - B ไปเซต B - A
            เทากับ 2n(A-B)×n(B-A) = 23×2 = 26 = 64 จํานวน




              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010     ______________________________ คณิตศาสตร (49)
9. เฉลย 3) 1
           จาก x - 2, x, x2 - 4 เปนลําดับเลขคณิต
           นั่นคือ              (x2 - 4) - x = x - (x - 2)
                                  x2 - x - 4 = 2
                                  x2 - x - 6 = 0
                              (x - 3)(x + 2) = 0
           จะได                           x = -2, 3
           ดังนั้น ผลบวกของคา x ทั้งหมดเทากับ -2 + 3 = 1




คณิตศาสตร (50)______________________________     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตรรกศาสตร
         ประพจน (Proposition หรือ Statement)
         คือ ประโยคที่เปน “จริง” หรือ “เท็จ” อยางใดอยางหนึ่งเทานั้น ประโยคที่มีลักษณะดังกลาวจะอยูในรูป
ประโยคบอกเลาหรือประโยคปฏิเสธก็ได
         การเชื่อมประพจน
         เปนการนําเอาประพจนมาสรางเปนประพจนใหม โดยเติมตัวเชื่อม (connectives)
ตัวเชื่อมประพจนหลักๆ มีอยู 5 ชนิด ไดแก คําวา “และ” (∧), “หรือ” (∨), “ถา...แลว...” (⇒), “ก็ตอเมื่อ” (⇔)
และ “นิเสธ (ไม)” (∼)
         ประพจนที่นํามาเชื่อมกันดวยตัวเชื่อมตางๆ เรียกวา ประพจนยอย (atomic statement)
         การหาคาความจริงของประพจน
              p          q        p∧q         p∨q p→q              p↔q            ∼p         ∼q
              T          T         T           T   T                T              F          F
              T          F         F           T   F                F              F          T
              F          T         F           T   T                F              T          F
              F          F         F           F   T                T              T          T




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (51)
ขอสังเกตเกี่ยวกับคาความจริงที่ไดจากการเชื่อมประพจน
         ตัวเชื่อม                   T                                    F
            ∧                 ทุกประพจนเปน T             มีประพจนอยางนอย 1 ตัวเปน F
            ∨          มีประพจนอยางนอย 1 ตัวเปน T               ทุกประพจนเปน F
            ⇒               F ⇒ ? (หนาเปน F)
                                                          T ⇒ F (หนาเปน T และหลังเปน F)
                             ?⇒T     (หลังเปน T)
            ⇔               หนา-หลัง เหมือนกัน                    หนา-หลัง ตางกัน

      ประพจนที่สมมูลกัน คือ ประพจนท่มีคาความจริงเหมือนกันทุกกรณี กรณีตอกรณี แทนดวย p ≡ q
                                      ี                                     
      ประพจนที่ไมสมมูลกัน คือ ประพจนท่มีคาความจริงตางกันอยางนอยหนึ่งกรณี แทนดวย p ≡ q
                                          ี
      ประพจนที่เปนนิเสธกัน คือ ประพจนที่มคาความจริงตรงขามกันทุกกรณี กรณีตอกรณี แทนดวย p ≡ ∼q
                                            ี
      การตรวจสอบประพจนที่สมมูล ทําได 3 วิธี คือ
      1. ใชตาราง
      2. ใชรูปแบบประพจนที่สมมูล
      3. แทนคาประพจน
   สัจนิรนดร (Tautology) คือ รูปแบบของประพจนที่มีคาความจริงเปนจริงทุกกรณี
         ั
      การตรวจสอบสัจนิรันดร ทําได 3 วิธี คือ
      1. ใชตาราง
      2. ใชรปแบบประพจนที่สมมูล
             ู
      3. การหาขอขัดแยง
      รูปแบบของประพจนที่สมมูลกัน
      1. p ∧ q           ≡ q∧p
      2. p ∨ q           ≡ q∨p
      3. p ∧ p           ≡ p
      4. p ∨ p           ≡ p
      5. (p ∧ q) ∧ r ≡ p ∧ (q ∧ r)
      6. (p ∨ q) ∨ r ≡ p ∨ (q ∨ r)
      7. p ∧ (q ∨ r) ≡ (p ∧ q) ∨ (p ∧ r)
      8. p ∨ (q ∧ r) ≡ (p ∨ q) ∧ (p ∨ r)
      9. p ⇒ (q ∧ r) ≡ (p ⇒ q) ∧ (p ⇒ r)
      10. p ⇒ (q ∨ r) ≡ (p ⇒ q) ∨ (p ⇒ r)




คณิตศาสตร (52)______________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
11. (p ∧ q) ⇒ r ≡ (p ⇒ r) ∨ (q ⇒ r)
       12. (p ∨ q) ⇒ r ≡ (p ⇒ r) ∧ (q ⇒ r)
       13. p ⇒ q           ≡ ∼p ∨ q        ≡ ∼q ⇒ ∼p **
       14. p ⇔ q           ≡ q⇔p           ≡ ∼p ⇔ ∼q ≡ ∼q ⇔ ∼p
       15. ∼(∼p)           ≡ p
       13. ∼(p ∧ q)        ≡ ∼p ∨ ∼q
       17. ∼(p ∨ q)        ≡ ∼p ∧ ∼q
       18. ∼(p ⇒ q) ≡ p ∧ ∼q
       19. ∼(p ⇔ q) ≡ ∼p ⇔ q ≡ p ⇔ ∼q ≡ q ⇔ ∼p                             ≡ ∼q ⇔ p
       ขอสังเกตของสมมูล
       1. ♥ ∨ ∼♥ ≡ T
       2. ♥ ∧ ∼♥ ≡ F
       3. ♥ ∨ T          ≡ T
       4. ♥ ∧ T          ≡ ♥
       5. ♥ ∨ F          ≡ ♥
       6. ♥ ∧ F          ≡ F
       7. T ⇒ ♥          ≡ ♥
       8. ♥ ⇒ F          ≡ ∼♥
       9. ♥ ⇒ T          ≡ T
       10. F ⇒ ♥         ≡ T
       ประโยคเปด
       คือ ประโยคบอกเลา หรือประโยคปฏิเสธ ที่มีตัวแปรและเมื่อแทนคาของตัวแปรดวยสมาชิกในเอกภพ
สัมพัทธแลวไดประพจน เชน กําหนดใหเอกภพสัมพัทธ คือ เซตของจํานวนจริง
       2x + 1 = 3 เปนประโยคเปด เพราะเมื่อแทน x ดวยจํานวนจริงใดๆ แลวไดประพจน
       แทน x = 1 ได 2(1) + 1 = 3 จริง
       แทน x = 3 ได 2(3) + 1 = 3 เท็จ
      สัญลักษณแทนประโยคเปด
      P(x), Q(x), R(x), ...          แทน ประโยคเปดที่มีตัวแปรเปน x เชน P(x) : x + 3 = 2
      P(x, y), Q(x, y), R(x, y), ... แทน ประโยคเปดที่มีตัวแปรเปน x, y เชน Q(x, y) : x - 2y = 0




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (53)
ตัวบงปริมาณ (Quantifier)
      ∀x แทนคําวา “สําหรับ x ทุกตัว” หรือ “สําหรับแตละคาของ x”
      ∃x แทนคําวา “สําหรับ x บางตัว” หรือ “มี x บางคา”
      เชน
      คาความจริงของประโยคเปดที่มีตัวบงปริมาณ (ตัวแปรเดียว)
             ประพจน          มีคาความจริงเปน “จริง” เมื่อ         มีคาความจริงเปน “เท็จ” เมื่อ
                                  ทุก x ∈ U แทนใน P(x)                 มีบาง x ∈ U แทนใน P(x)
             ∀x[P(x)]
                                   แลวทําให P(x) เปนจริง               แลวทําให P(x) เปนเท็จ
                                 มีบาง x ∈ U แทนใน P(x)                  ทุก x ∈ U แทนใน P(x)
             ∃x[P(x)]
                                   แลวทําให P(x) เปนจริง               แลวทําให P(x) เปนเท็จ

      คาความจริงของประโยคเปดที่มีตัวบงปริมาณ (หลายตัวแปร)
             ประพจน              มีคาความจริงเปน “จริง”                มีคาความจริงเปน “เท็จ”
                                          ทุก x, y ∈ U                          มีบาง x, y ∈ U
           ∀x∀y[P(x,    y)]           เมื่อแทนใน P(x, y)                       เมื่อแทนใน P(x, y)
                                  แลวทําให P(x, y) เปนจริง             แลวทําให P(x, y) เปนเท็จ
                                   ทุก x ∈ U จะมี y ∈ U                   มีบาง x ∈ U ที่ทุก y ∈ U
           ∀x∃y[P(x,    y)]           เมื่อแทนใน P(x, y)                       เมื่อแทนใน P(x, y)
                                  แลวทําให P(x, y) เปนจริง             แลวทําให P(x, y) เปนเท็จ
                                 มีบาง x ∈ U ซึ่งทุก y ∈ U                  ทุก x ∈ U จะมี y ∈ U
           ∃x∀y[P(x,    y)]           เมื่อแทนใน P(x, y)                       เมื่อแทนใน P(x, y)
                                  แลวทําให P(x, y) เปนจริง             แลวทําให P(x, y) เปนเท็จ
                                       มีบาง x, y ∈ U                              ทุก x, y ∈ U
           ∃x∃y[P(x,    y)]           เมื่อแทนใน P(x, y)                        เมื่อแทนใน P(x)
                                  แลวทําให P(x, y) เปนจริง               แลวทําให P(x) เปนเท็จ

ตัวอยาง      จงหาคาความจริงของประโยคเปดที่มีตัวบงปริมาณ เมื่อกําหนดเอกภพสัมพัทธใหในแตละขอตอไปนี้
              1. ∀x∀y[x + y = y + x] เมื่อ U = {0, 1}
              2. ∀x∃y[y < x]            เมื่อ U = {0, 1, 2}
              3. ∃x∀y[x + y = 0]        เมื่อ U = {-1, 0, 1}
              4. ∃x∃y[x + 3 = 2y]       เมื่อ U = {4, 5, 6}




คณิตศาสตร (54)______________________________                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สมมูลของประโยคที่มตวบงปริมาณ
                       ี ั
    ∀x[P(x)] ≡ ∀x[Q(x)] ก็ตอเมื่อ P(x) ≡ Q(x)
    ∃x[P(x)] ≡ ∃x[Q(x)] ก็ตอเมื่อ P(x) ≡ Q(x)
นิเสธของประโยคที่มีตัวบงปริมาณ
    ∼∀x[P(x)]              ≡ ∃x[∼P(x)]
    ∼∃x[P(x)]              ≡ ∀x[∼P(x)]
    ∼∀x∀y[P(x, y)]         ≡ ∃x∃y[∼P(x, y)]
    ∼∃x∀y [P(x, y)] ≡ ∀x∃y[∼P(x, y)]
การอางเหตุผล ประกอบดวยสวนที่สําคัญ 2 สวน คือ
1. เหตุหรือสิ่งที่กําหนดให ไดแก P1, P2, P3, …, Pn
2. สวนที่เปนผล ไดแก Q
การตรวจสอบการอางเหตุผล
1. สรางประพจน เพื่อตรวจสอบสัจนิรันดร
    (1) เชื่อมเหตุทกตัว “และ” จะได
                     ุ                                P1 ∧ P2 ∧ P3 ∧ ... ∧ Pn
    (2) เชื่อม “ขอ 1” กับ “ผล” ดวย “⇒” จะได (P1 ∧ P2 ∧ P3 ∧ ... ∧ Pn) ⇒ Q
    (3) ถาประพจนในขอ (2) เปนสัจนิรันดร แสดงวา การอางเหตุผล “สมเหตุสมผล (valid)”
         ถาประพจนในขอ (2) ไมเปนสัจนิรันดร แสดงวา การอางเหตุผล “ไมสมเหตุสมผล (invalid)”
2. ใชรูปแบบประพจนที่สมเหตุสมผล
    รูปแบบการอางเหตุผลที่สมเหตุสมผล
    1) เหตุ 1. p → q                               2) เหตุ 1. p → q
               2. p                                         2. ∼q
        ผล q                                          ผล ∼p
   3) เหตุ 1. p ∨ q                                 4) เหตุ 1. p → q
           2. ∼p (หรือ ∼q)                                  2. q → r
      ผล q (หรือ p)                                    ผล p → r
   5) เหตุ 1. p → q                                 6) เหตุ 1. p ∧ q
           2. q → s                                    ผล p (หรือ q)
           3. p ∨ q
      ผล r ∨ s
   7) เหตุ 1. p → q                                 8) เหตุ 1. p
      ผล ∼p ∨ q                                        ผล p ∨ q ∨ r
           หรือ ∼q → ∼q



           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (55)
แบบทดสอบ
1. กําหนดให p, q และ r เปนประพจน พิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. ถา q ∧ r มีคาความจริงเปนจริง แลว p และ p ∨ [(q ∧ r) ⇒ p] มีคาความจริงเหมือนกัน
         ข. ถา p มีคาความจริงเปนเท็จ แลว r และ (p ⇒ q) ∧ r มีคาความจริงเหมือนกัน
    ขอใดตอไปนี้เปนจริง
   *1) ก. และ ข. ถูก            2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
2. กําหนดให ประพจน (∼p ↔ ∼r) ∨ (p ↔ q) มีคาความจริงเปนเท็จ ประพจนใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ
    1) ∼p → (q ∨ r)             2) ∼p → (q ∧ r)        3) p ∨ q ∨ ∼r            *4) p ∧ q ∧ ∼r
3. กําหนดให p, q และ r เปนประพจน ถาประพจน p → (q ∧ r) มีคาความจริงเปนเท็จ และ (p ∨ q) ↔ r
    มีคาความจริงเปนจริง แลวพิจารณาคาความจริงของประพจนตอไปนี้
         ก. (p ↔ q) ↔ ∼r                               ข. p ↔ (q ∨ ∼r)
    1) ก. และ ข. จริง           2) ก. จริง และ ข. เท็จ 3) ก. เท็จ และ ข. จริง 4) ก. และ ข. เท็จ
4. กําหนดให p, q, r เปนประพจน จงพิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. ประพจน p ⇒ (p ⇒ (q ∨ r)) สมมูลกับประพจน p ⇒ (q ∨ r)
         ข. ประพจน p ∧ (q ⇒ r) สมมูลกับประพจน (q ⇒ p) ∨ ∼(p ⇒ ∼r)
    ขอใดตอไปนี้ถก
                  ู
    1) ก. และ ข. ถูก           *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
5. พิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. ถา q มีคาความจริงเปนเท็จแลว ประพจน p → (q → r) มีคาความจริงเปนจริง
         ข. นิเสธของประพจน (p → q) → r คือ (∼p ∧ ∼r) ∨ (∼r ∧ q)
    ขอใดตอไปนี้ถูก
   *1) ก. และ ข. ถูก            2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. ผิด และ ข. ผิด
6. กําหนด p, q, r และ s เปนประพจน ประพจนในขอใดตอไปนี้ไมเปนสัจนิรันดร
    1) [(p ∨ (q ∧ r)] ↔ [(p ∨ q) ∧ (p ∨ r)]            2) [p ∨ (q ∧ r)] ∨ ∼[p ∨ (q ∧ r)]
    3) [(p ∨ q) → r] ↔ [∼r → (∼p ∧ ∼q)] *4) [(p → q) ∧ (q → r) ∧ (s ∨ ∼r) ∧ ∼s] ↔ p
7. ประพจนตอไปนี้ขอใดเปนสัจนิรนดร
                                   ั
         ก. [(p → q) ∨ (q → r)] ∨ (p → r) เมื่อ p, q และ r เปนประพจนใดๆ
         ข. (∼p → q) ∨ (∼p ∨ q) เมื่อ p และ q เปนประพจนใดๆ
    ขอใดตอไปนี้ถูก
   *1) ก. และ ข. เปนสัจนิรนดร
                             ั                         2) ก. เปน แต ข. ไมเปนสัจนิรันดร
    3) ก. ไมเปน แต ข. เปนสัจนิรันดร               4) ก. และ ข. ไมเปนสัจนิรันดร



คณิตศาสตร (56)______________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
8. เอกภพสัมพัทธในขอใดตอไปนี้ ทําใหประโยค ก. และ ข. ที่กําหนดใหขางลางนี้มคาความจริงเปนเท็จทั้งคู
                                                                               ี
         ก. ∀x [(x2 - 1)(x2 - 3x) = 0]                  ข. ∃x[ |x| + 2 = 2]
    1) {-2, 0, 1, 2}         2) {-1, 0, 1, 3}          *3) {-3, -1, 0, 1}        4) {-1, 0, 2, 3}
9. พิจารณาประโยคตอไปนี้
         ก. ∃x[ |x| + 2 < x]                            ข. ∃x[2|x| > 3x]
    เอกภพสัมพัทธในขอใดทําใหประโยค ก. และ ข. มีคาความจริงเปนจริง
    1) {-2, 0, 2}           *2) {-2, 0, 3}              3) {0, 1, 2}             4) {0, 1, 3}
10. เอกภพสัมพัทธ U ที่กําหนดใหขอใดตอไปนี้ที่ทําใหประโยค
                                 
                             ∃x [2x2 + x - 1 ≤ 0 ∧ x 2 - 4x + 4 ≤ 3]
    มีคาความจริงเปนจริง
    1) U = เซตของจํานวนเต็มบวกคู                       2) U = เซตของจํานวนเต็มบวกคี่
    3) U = เซตของจํานวนเต็มลบคู                       *4) U = เซตของจํานวนเต็มลบคี่
                                           
                               2
11. กําหนดให U = x ∈ R (x - 1) < 1
                     
                     
                         x+5       
                     
                                  
                                   
    ให P(x) แทนประโยค |x| < 5 และ Q(x) แทนประโยค 1 < x2 < 16
    ถา U เปนเอกภพสัมพัทธ แลวขอความในขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ
    1) ∀x[P(x)] ⇒ ∀x[Q(x)]                          2) ∃x[P(x)] ∧ ∃x[Q(x)]
    3) ∀x[P(x)] ∨ ∃x[Q(x)]                         *4) ∃x[Q(x)] ⇒ ∀x[P(x)]
12. กําหนดให P(x) และ Q(x) เปนประโยคเปด โดยที่ ∀x[P(x)] → ∃x[∼Q(x)] มีคาความจริงเปนเท็จ เมื่อ
    เอกภพสัมพัทธ คือเซตของจํานวนจริง ขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนจริง
    1) ∃x[P(x) ∧ ∼Q(x)]                             2) ∃x[∼Q(x) ∨ ∼Q(x)]
    3) ∀x[P(x) → ∼Q(x)]                            *4) ∀x[P(x) → Q(x)]
13. กําหนดให เอกภพสัมพัทธ คือ U = {-3, -2, -1, 1, 2, 3} ขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ
    1) ∃x∀y[x + y < y]                              2) ∃x∀y[x - y2 < x]
   *3) ∃x∀y[xy2 = x]                                4) ∃x∀y[x2y = y]
14. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือเซต {-2, -1, 1, 2} ประโยคในขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ
    1) ∃x∃y[x ≤ 0 ∧ |x| = y + 1]                    2) ∃x∀y[x ≤ y ∧ -(x + y) ≥ 0]
    3) ∀x∃y[x + y = 0 ∨ x - y = 0]                 *4) ∀x∀y[|x| < |y| ∨ |x| > |y|]
15. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือ U = {{1, 2}, {1, 3}, {2, 3}} ขอใดตอไปนีถูก
                                                                         ้
   *1) ∀x∀y[x I y ≠ ∅]                              2) ∀x∀y[x U y = U]
    3) ∀x∃y[y ≠ x ∧ y ⊂ x]                          4) ∃x∀y[y ≠ x ∧ y ⊂ x]




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (57)
16. กําหนดให U = { n ∈ I+ | n ≤ 10 } ประโยคในขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ
                                                                 
    1) ∀x∀y[(x2 = y2) ⇒ (x = y)]                   *2) ∀x∃y[(x ≠ 1) ⇒ (x > y2)]
    3) ∃x∀y[xy ≤ x + y]                             4) ∃x∃y[(x - y)2 ≥ y2 + 9xy]
17. พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. ใหเอกภพสัมพัทธคือเซตของจํานวนเฉพาะบวก ขอความ ∀x∃y[x2 + x + 1 = y] มีคาความจริง
           เปนจริง
        ข. นิเสธของขอความ ∀x[P(x) → (Q(x) ∨ R(x))] คือ ∃x[P(x) ∧ ∼Q(x) ∧ ∼R(x)]
    ขอใดตอไปนี้ถูก
    1) ก. และ ข. ถูก                                2) ก. ถูก และ ข. ผิด
   *3) ก. ผิด และ ข. ถูก                            4) ก. และ ข. ผิด
18. พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. ถา p, q เปนประพจน โดยที่ p มีคาความจริงเปนจริง และ ∼q → (∼p ∨ q) เปนสัจนิรันดร
                                            
           แลว q มีคาความจริงเปนจริง
        ข. นิเสธของขอความ ∃x[(∼P(x)) ∧ Q(x) ∧ (∼R(x))] คือขอความ ∀x[Q(x) → (P(x) ∨ R(x))]
    ขอใดตอไปนีถูก
                 ้
   *1) ก. และ ข. ถูก                                2) ก. ถูก และ ข. ผิด
    3) ก. ผิด และ ข. ถูก                            4) ก. และ ข. ผิด
19. กําหนดให P(x) และ Q(x) เปนประโยคเปด โดยที่ ∀x[P(x)] ⇒ ∃x[∼Q(x)] มีคาความจริงเปนเท็จ เมื่อ
    เอกภพสัมพัทธ คือเซตของจํานวนจริง ขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนจริง
    1) ∀x[∼P(x)] ⇒ ∃x[Q(x)]                        *2) ∀x[Q(x)] ⇒ ∃x[∼P(x)]
    3) ∃x[P(x)] ⇒ ∀x[Q(x)]                          4) ∃x[∼Q(x)] ⇒ ∀x[P(x)]
20. นิเสธของขอความ ∀x∃y[(xy = 0 ∧ x ≠ 0) → y = 0] สมมูลกับขอความในขอใดตอไปนี้
    1) ∃x∀y[(xy = 0 ∨ x = 0) ∧ y ≠ 0]               2) ∃x∀y[(xy ≠ 0 ∧ x = 0) ∨ y = 0]
   *3) ∃x∀y[(xy = 0 ∧ x ≠ 0 ∧ y ≠ 0]                4) ∃x∀y[xy ≠ 0 ∨ x = 0 ∨ y = 0]
21. นิเสธของ ∀r > 0 ∃s > 0 ∀x ∈ R [|x + 1| < s → |f(x) - 2| < r] คือประพจนในขอใดตอไปนี้
    1) ∃r ≤ 0 ∀s ≤ 0 ∃x ∈ R [|x + 1| ≥ s → |f(x) - 2| ≥ r]
   *2) ∃r > 0 ∀s > 0 ∃x ∈ R [|x + 1| < s ∧ |f(x) - 2| ≥ r]
    3) ∃r ≤ 0 ∀s ≤ 0 ∃x ∈ R [|x + 1| < s ∧ |f(x) - 2| ≥ r]
    4) ∃r > 0 ∀s > 0 ∃x ∈ R [|f(x) - 2| ≥ r → |x + 1| ≥ s]




คณิตศาสตร (58)______________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
22. พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. ถา p ⇒ (q ∧ r) มีคาความจริงเปนจริง และ (p ∨ q) ⇒ r มีคาความจริงเปนเท็จ แลว
           q ⇒ (p ∨ r) มีคาความจริงเปนจริง
        ข. การอางเหตุผลตอไปนี้สมแหตุสมผล
    เหตุ 1. (∼p) ∨ q
           2. (p ∨ q) ⇒ ∼r
           3. p ⇒ ∼r
    ผล q ∨ r
    ขอใดตอไปนีถูก
                  ้
    1) ก. และ ข ถูก            2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก *4) ก. และ ข. ผิด
23. กําหนดให เหตุ 1. ∼p → ∼q
                           2. p → (r ∨ s)
                           3. q ∨ t
                           4. ∼t
    ผลในขอใดตอไปนี้ทําใหการอางเหตุผลนี้ สมเหตุสมผล
    1) s → r                   2) s → ∼r             3) r → ∼s            *4) ∼r → s
24. พิจารณาการใหเหตุผลตอไปนี้
        ก. เหตุ 1. p → (q → r)                       ข. เหตุ 1. p → (q → ∼s)
                      2. p                                     2. p ∧ s
                      3. ∼t → q                         ผล p
           ผล r → t
    ขอใดตอไปนีถูก
                ้
    1) ก. และ ข. สมเหตุสมผล                          2) ก. สมเหตุสมผล และ ข. ไมสมเหตุสมผล
   *3) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข. สมเหตุสมผล            4) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข ไมสมเหตุสมผล
25. พิจารณาการอางเหตุผลตอไปนี้ เมื่อ p, q และ r เปนประพจน
        ก. เหตุ 1. p ∨ (p ∧ ∼q)                      ข. เหตุ 1. ∼p → r
                      2. p → q                                 2. ∼r ∨ s
                                                               3. ∼s
           ผล q                                         ผล p
    ขอใดตอไปนีถูก ้
   *1) ก. และ ข. สมเหตุสมผล                          2) ก. สมเหตุสมผล และ ข. ไมสมเหตุสมผล
    3) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข. สมเหตุสมผล            4) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข ไมสมเหตุสมผล




                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (59)
26. กําหนดให p, q, r และ s เปนประพจน ในการอางเหตุผล ถา
    “เหตุ” คือ 1. (p ∨ q) → (r ∧ s)
                2. r → ∼s
    แลว ประพจนในขอใดตอไปนี้เปน “ผล” ที่ทําใหการอางเหตุผลมีความสมเหตุสมผล
    1) p                     2) q                    *3) ∼p ∧ ∼q              4) ∼p ∧ q
27. กําหนด เหตุ 1. A ↔ ∼B
                      2. ∼A → (C → ∼B)
                      3. (∼D ∨ ∼C) → ∼(∼B)
                      4. ∼D
    ผลในขอใดตอไปนี้ไดจากการสรุปที่สมเหตุสมผลจากเหตุที่กําหนดใหทั้งสี่ขอ
    1) A                     2) ∼B                   *3) ∼C                   4) D
28. กําหนดเหตุใหดังตอไปนี้
    1) เอกภพสัมพัทธไมเปนเซตวาง                     2) ∀x[P(x) → Q(x)]
    3) ∀x[Q(x) ∨ R(x)]                                 4) ∃x[∼R(x)]
29. ขอความในขอใดตอไปนี้เปนผลที่ทําใหการอางเหตุผล สมเหตุสมผล
    1) ∃x[P(x)]              2) ∃x[Q(x)]               3) ∀x[P(x)]           *4) ∀x[Q(x)]




คณิตศาสตร (60)______________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ระบบจํานวนจริง
โครงสรางของระบบจํานวนจริง
                                                  จํานวนจริง (R)
            จํานวนตรรกยะ (Q)                                         จํานวนอตรรกยะ (Q′)
      จํานวนเต็ม เชน ..., -2, -1, 0, 1, 2, ...             ทศนิยมไมรูจบแบบไมซ้ํา เชน 0.1637...
      เศษสวน เชน 1 , 5
                     2 4
                                                             n A เชน 2 , 5 , 3 7 , 4 11 , 5 25

      ทศนิยมรูจบ เชน 0.3, 0.123                           ♥ 49 , 3 343 , 4 2401 ไมใชจํานวนอตรรกยะ
      ทศนิยมซ้ํา เชน 0.1 , 0.23 , 0.325
                         & &&           &                   π = 3.14159... ≈ 3.1416 ≈ 22    7
                                                            e = 2.718... ≈ 2.718

      สมบัตของระบบจํานวนจริง
            ิ
      ให a, b, c ∈ R
      สมบัติ                           การบวก                                      การคูณ
 ปด                  1.  a+b∈R                                    6.  ab ∈ R
 การสลับที่           2.  a+b=b+a                                  7.  ab = ba
 การเปลี่ยนหมู       3.   (a + b) + c = a + (b + c)               8.  (ab)c = a(bc)
 การมีเอกลักษณ       4.  มีจํานวนจริง 0 ซึ่ง                      9.  มีจํานวนจริง 1, 1 ≠ 0
                          0+a=a=a+0                                    ซึ่ง 1 ⋅ a = a = a ⋅ 1
 การมีอินเวอรส       5. สําหรับ a จะมีจํานวนจริง -a               10. สําหรับ a ที่ไมเปน 0 จะมีจํานวนจริง
                          โดยที่ (-a) + a = 0 = a + (-a)               a-1 โดยที่ a-1 ⋅ a = 1 = a ⋅ a-1
                          เรียก -a วาอินเวอรสการบวกของ a             เรียก a-1 วาอินเวอรสการคูณของ a
 การแจกแจง            11. a(b + c) = ab + ac
      การแกสมการพหุนามตัวแปรเดียว
      เราสามารถหาคําตอบของสมการพหุนามตัวแปรเดียวโดยใชการแยกตัวประกอบ หรือสูตรตางๆ ของการ
แยกตัวประกอบ




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (61)
สูตรการแยกตัวประกอบของพหุนาม
     ผลตางกําลังสอง      A2 - B2                    = (A + B)(A - B)
     กําลังสองสมบูรณ A    2 + 2AB + B2              = (A + B)2
                          A2 - 2AB + B2              = (A - B)2
     ผลตางกําลังสาม      A3 - B3                    = (A - B)(A2 + AB + B2)
     ผลบวกกําลังสาม A3 + B3                          = (A + B)(A2 - AB + B2)
     กําลังสามสมบูรณ A3 + 3A2B + 3AB2 + B3 = (A + B)3
                          A3 - 3A2B + 3AB2 - B3 = (A - B)3
     การแกสมการกําลังสอง
     1. แยกตัวประกอบพหุนาม
     2. ใชสูตร
         ถา ax2 + bx + c = 0 โดยที่ a, b และ c เปนจํานวนจริงใดๆ แลว
                                                    b2
                                       x = -b ± 2a - 4ac
         ถา b2 - 4ac > 0 แลว คําตอบของสมการมี 2 คําตอบ
         ถา b2 - 4ac = 0 แลว คําตอบของสมการมี 1 คําตอบ
         ถา b2 - 4ac < 0 แลว ไมมีคําตอบสมการในระบบจํานวนจริง
     การแกสมการพหุนามโดยใชทฤษฎีบทเศษเหลือ

       ทฤษฎีบทเศษเหลือ (remainder theorem)
       เมื่อ p(x) คือ พหุนาม anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ n เปนจํานวนเต็มบวก
       an, a n-1, ..., a1, a0 เปนจํานวนจริง ซึ่ง an ≠ 0
       ถาหารพหุนาม p(x) ดวย x - c เมื่อ c เปนจํานวนจริง เศษเหลือจะเทากับ p(c)

     นั่นคือ แทนคา x = c ลงใน p(x) จะได p(c) เปนเศษ

        ทฤษฎีบทตัวประกอบ (factor theorem)
        เมื่อ p(x) คือ พหุนาม anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ n เปนจํานวนเต็มบวก
        an, a n-1, ..., a1, a0 เปนจํานวนจริง ซึ่ง an ≠ 0
        พหุนาม p(x) จะมี x - c เปนตัวประกอบก็ตอเมื่อ p(c) = 0

     นั่นคือ
     1. สําหรับพหุนาม p(x) ถา x - c เปนตัวประกอบแลวจะได p(c) = 0
     2. สําหรับพหุนาม p(x) ถา p(c) = 0 แลว x - c จะเปนตัวประกอบของ p(x)



คณิตศาสตร (62)______________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การหารสังเคราะห (Synthetic Division)
ตัวอยาง จงหาผลหารและเศษจากการหารพหุนาม 2x3 + 3x2 - 5x + 4 ดวย x + 3
วิธีทํา .......................................................................................................................................................................
          .......................................................................................................................................................................
          .......................................................................................................................................................................
          .......................................................................................................................................................................

               ทฤษฎีบทตัวประกอบจํานวนตรรกยะ (Factor Theorem)
               เมื่อ p(x) คือ พหุนามในรูป anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ n เปนจํานวนเต็มบวก
               an, a n-1, ..., a1, a0 เปนจํานวนจริง ซึ่ง an ≠ 0
                          k
               ถา x - m เปนตัวประกอบของพหุนาม p(x) โดยที่ m และ k เปนจํานวนเต็มซึ่ง m ≠ 0
               และ ห.ร.ม. ของ m และ k เปน 1 แลว m หาร an ลงตัว และ k หาร a0 ลงตัว
         สมบัตของการไมเทากัน
                 ิ
         ถา a และ b เปนจํานวนจริงแลว a = b, a < b และ a > b จะเปนจริงเพียงอยางใดอยางหนึ่ง เทานั้น
เรียกวา “สมบัติไตรวิภาค”
         ทฤษฎีบท กําหนดให a, b และ c เปนจํานวนจริงใดๆ
         1. ถา a > b และ b > c แลว a > c
         2. ถา a > b แลว a + c > b + c
         3. ถา a > b และ c > 0 แลว ac > bc และถา a > b และ c < 0 แลว ac < bc
         4. ถา ac > bc และ c > 0 แลว a > b และถา ac > bc และ c < 0 แลว a < b
         5. ถา a < 0 และ b < 0 แลว ab > 0
         6. ถา a < 0 และ b > 0 แลว ab < 0
         7. ถา a > 0 และ b < 0 แลว ab < 0
         8. ถา a < b < c แลว a < b และ b < c
         หลักการแกอสมการ
         1. จัดดานขวามือของอสมการใหเปนศูนย
         2. แยกตัวประกอบของพหุนาม เชน (ax - b)(cx - d) > 0
              ∗ ถาอสมการอยูในรูปเศษสวน ตองระวังไวเสมอวา ตัวสวนตองไมเปนศูนย
         3. ใหตัวประกอบแตละตัว เทากับ 0 แลวแกสมการหาคา x จากนั้นจึงนําคา x ที่ไดไปเขียนบนเสนจํานวน
ซึ่งคา x ที่ไดจะแบงเสนจํานวนเปนชวงๆ
         4. พิจารณาเครื่องหมายของพหุนามในแตละชวง สวนใหญเครื่องหมายบวก ลบ จะสลับกันไป
         5. จากนั้นพิจารณาชวงคําตอบ ถาอสมการมีเครื่องหมายเปน “>” ใหตอบชวงที่เปน บวก
              ถาอสมการมีเครื่องหมายเปน “<” ใหตอบชวงที่เปน บวก
         6. กรณีที่วงเล็บใดไมสามารถแยกตัวประกอบได ใหคงไวอยางนั้น แลวคิดเครื่องหมายไดเลย
              เชน (x2 + 4) (2x + 1)(3x - 2) ≤ 0

                               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010                 ______________________________ คณิตศาสตร (63)
การแกสมการและอสมการในรูปคาสัมบูรณ
     คาสัมบูรณของจํานวนจริง a เขียนแทนดวย |a| หมายถึง ระยะจากจุด 0 ถึงจุด a บนเสนจํานวน

                                                  x;x>0
                                                   
                                                   
                                                   
     บทนิยาม ให x เปนจํานวนจริง          |x| = 0 ; x = 0
                                                   
                                                   
                                                 -x ; x < 0
                                                   
                                                   


     ทฤษฎีบทของคาสัมบูรณ เมื่อ x และ y เปนจํานวนจริง
     1. |x|     ≥ 0
     2. |x|     = |-x|
     3. |x ⋅ y| = |x| ⋅ |y|
     4. xy      = |x|
                    |y
                      |

     5.   |x - y|   = |y - x|
     6.   |x|2      = x2
     7.     x2      = |x|
     8.   |x + y|   ≤ |x| + |y|
     9.   |x - y|   ≥ |x| - |y|

     การแกสมการในรูปคาสัมบูรณ
     1. ถา |f(x)| = 0                   แลว f(x) = 0
     2. ถา |f(x)| = a และ a ≥ 0 แลว f(x) = a หรือ f(x) = -a
     3. ถา |f(x)| = a และ a < 0 แลว x ∈ ∅
     4. ถา |f(x)| = |g(x)|              แลว f(x) = g(x) หรือ f(x) = -g(x)
     5. ถา |f(x)| = g(x)                แลว f(x) = g(x) หรือ f(x) = -g(x) โดยที่ g(x) ≥ 0
     6. ถา |P(x)| = P(x)                แลว P(x) ≥ 0
        ถา |P(x)| = - P(x)              แลว P(x) ≤ 0
     7. ถา |P(x)| + |Q(x)| = |P(x) + Q(x)| แลว P(x) ⋅ Q(x) ≥ 0
        ถา |P(x)| - |Q(x)| = |P(x) - Q(x)| แลว P(x) ⋅ Q(x) ≥ 0 ∧ P(x) ≥ Q(x)
     การแกอสมการในรูปคาสัมบูรณ
     1. |x| ≤ ∆             ก็ตอเมื่อ -∆ ≤ x ≤ ∆
                               
        |x| < ∆             ก็ตอเมื่อ -∆ < x < ∆
                                 
     2. |x| ≥ ∆             ก็ตอเมื่อ x ≤ -∆ หรือ x ≥ ∆
                                   
        |x| > ∆             ก็ตอเมื่อ x < -∆ หรือ x > ∆
                                     
     3. |P(x)| < |Q(x)| ก็ตอเมื่อ (P(x) + Q(x)) ⋅ (P(x) - Q(x)) < 0
                                       

คณิตศาสตร (64)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แบบทดสอบ
1. ให a เปนจํานวนเต็ม ถา x - a หาร x3 + 2x2 - 5x - 2 เหลือเศษ 4 แลว ผลบวกของคา a ทั้งหมดที่
    สอดคลองเงื่อนไขดังกลาว เทากับขอใดตอไปนี้
    1) -6                     *2) -2                  3) 2                    4) 6
2. กําหนดให x + 1 และ x - 1 เปนตัวประกอบของพหุนาม P(x) = 3x3 + x2 - ax + b เมื่อ a, b เปนคาคงตัว
    เศษเหลือที่ไดจากการหาร P(x) ดวย x - a - b เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 15                      2) 17                  3) 19                  *4) 21
3. กําหนดให f(x) = x3 + kx2 + mx + 4 เมื่อ k และ m เปนคาคงตัว ถา x - 2 เปนตัวประกอบหนึ่งของ
    f(x) และเมื่อนํา x + 1 ไปหาร f(x) ไดเศษเหลือ 3 แลวคาสัมบูรณของ k + m เทากับ เทาใด (ตอบ 4)
4. กําหนดให k และ l เปนจํานวนเต็ม ซึ่งเมื่อหาร x3 - 6x2 + (k + l)x + 2 ดวย x - 2 แลวเหลือเศษเปน
    -4 ถา k : l = 3 : 2 แลว ผลหารของการหาร 6x3 + 2x2 + 8x + 1 ดวย kx - l มีคาเปนเทาใด
    (ตอบ 9)
5. ให P(x) = x3 + ax2 + bx + 10 เมื่อ a, b เปนจํานวนเต็ม และ Q(x) = x2 + 9 ถา Q(x) หาร P(x) เหลือ
    เศษ 1 แลว P(a) + P(b) มีคาเทาใด (ตอบ 922)
6. ให p(x) เปนพหุนาม ถาหาร p(x) ดวย x - 1 จะเหลือเศษ 3 และ ถาหาร p(x) ดวย x - 3 จะเหลือเศษ 5
    ถา r(x) = ax + b คือ เศษที่เกิดจากการหาร p(x) ดวย (x - 1)(x - 3) แลว 3a + 2b เทากับเทาใด
    (ตอบ 7)
7. ให a และ b เปนจํานวนจริงที่ทําให x2 + ax + b หาร x3 - 3x2 + 5x + 7 มีเศษเทากับ 10 คา a + b
    เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 1                       2) 2                   3) 3                    4) 4
8. กําหนดให S = {x ||x|3 = 1} เซตในขอใดตอไปนี้เทากับเซต S
    1) {x | x3 = 1}           *2) {x | x2 = 1}        3) {x | x3 = -1}        4) {x | x4 = x}
9. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของสมการ 2x3 - 7x2 + 7x - 2 = 0 ผลบวกของสมาชิกทั้งหมดของ S
    เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 2.1                     2) 2.2                 3) 3.3                 *4) 3.5
10. ถา a, b และ c เปนคําตอบทั้ง 3 คําตอบของสมการ x3 - 8x2 + 5x + 7 = 0 แลวคาของ a2 + b2 + c2
    มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 39                     *2) 54                  3) 63                   4) 74
11. กําหนดให A = {x ||x - 1| ≤ 3 - x} และ a เปนสมาชิกคามากที่สุดของ A คาของ a อยูในชวงใด
    ตอไปนี้
    1) (0, 0.5]                2) (0.5, 1]            3) (1, 1.5]            *4) (1.5, 2]


                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (65)
12. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของสมการ x3 + x2 - 27x - 27 = 0
    และ        B เปนเซตคําตอบของสมการ x3 + (1 - 3 )x2 - (36 + 3 )x - 36 = 0
               A I B เปนสับเซตของชวงในขอใดตอไปนี้
   *1) [-3 5 , -0.9]         2) [1.1, 0]           3) [0, 3 5 ]        4) [1, 5 3 ]
13. กําหนดให A = {x | (2x + 1)(x - 1) < 2} และ B = {x | 16 - 9x2 > 0} เซต A I B เปนสับเซตของ
    ชวงในขอใดตอไปนี้
    1)  -2 , 7 
        
         3 3
                           *2)  -1, 5 
                                 
                                     3
                                                   3)  -3 , 5 
                                                        4
                                                            4
                                                                       4)  -5 , 1 
                                                                           
                                                                            3 
                                                                                   

                                           
14. กําหนดให S =  x 2 x
                                   ≥ x + 2  ชวงในขอใดตอไปนี้เปนสับเซตของ S
                                        2 - 1
                                              
                     x - 3x + 2
                                      x 
    1) (-∞, -3)             *2) (-1, 0, 5)              3) (-0.5, 2)           4) (1, ∞)
15. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของอสมการ (2x + 1)(x - 1) ≥ 0
                                                   2-x
    และ       B เปนเซตคําตอบของอสมการ 2x       2 - 7x + 3 < 0
    ถา A I B = [c, d) แลว 6c - d เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 4                     2) 5                       3) 6                   4) 7
16. กําหนดให A = {x | (x2 - 1)(x2 - 3) ≤ 15 } ถา a เปนสมาชิกคานอยสุดในเซต A และ b เปนสมาชิก
    คามากสุดในเซต A แลว (b - a)2 เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 24                    2) 16                      3) 8                   4) 4
                                                4- 2
17. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของอสมการ x 2 13x + 36 ≥ 0 ถา a เปนจํานวนที่มีคานอยที่สุดในเซต
                                                x + 5x + 6
    S I (2, ∞) และ b เปนจํานวนลบที่มีคามากที่สุด ซึ่ง b ∉ S แลว a2 - b2 เทากับขอใดตอไปนี้
    1) -9                    2) -5                     *3) 5                   4) 9
18. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของสมการ |(2x - 1)(x + 3) | = |(x + 7)(3 - 4x) | ผลบวกของสมาชิก
    ทั้งหมดของ A เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) -15                   2) - 15
                                   2                    3) 15
                                                            2                  4) 15
19. กําหนดให I เปนเซตของจํานวนเต็ม ถา S = {x | 2x2 - 9x - 26 ≤ 0 และ |1 - 2x| ≥ 0} แลว ผลบวก
    ของสมาชิกของ S เทากับเทาใด (ตอบ 17)
20. เซตคําตอบของอสมการ |3x - 1| | (2x + 1) < 1 และ 5x < 1 เทากับขอใดตอไปนี้
    1)  -∞, -1  U  0, 5 
        
              3  
                     
                         1
                           
                                                     2)  -∞, -1  U  0, 5 
                                                        
                                                              2  
                                                                    
                                                                          1
                                                                            

                  U  1, 1                                1  1 
                     
     3) (-∞, 0)    6 5
                    
                                              *4)  -∞, -6  U  0, 5 
                                                    
                                                                    

21. ถาเซตคําตอบของอสมการ |x2 + x - 2| < (x + 2) คือชวง (a, b) แลว a + b มีคาเทากับเทาใด
    (ตอบ 2)

คณิตศาสตร (66)______________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
22. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของอสมการ |x2 + x - 2| ≤ |x2 - 4x + 3| และ B = A - {1} ถา
    a เปนสมาชิกของ B ซึ่ง a - b ≥ 0 ทุก b ∈ B แลว พิจารณาขอความตอไปนี้
            4
        ก. 3 a เปนจํานวนคู                        ข. 5 เปนจํานวนคู
                                                        a
    ขอใดตอไปนี้ถูก
    1) ก. และ ข. ถูก       *2) ก. ผิด และ ข. ถูก 3) ก. ถูก และ ข. ผิด 4) ก. และ ข. ผิด
23. กําหนดให A = {x|x2 + 2x - 3 < 0} และ B = {x|x + 1 ≥ 2|x|} ถา A - B = (a, b) แลว
    3|a + b| มีคาเทาใด (ตอบ 10)
24. กําหนดให U เปนเซตคําตอบของอสมการ ||x + 1| + 2 | ⋅ ||x + 1| - 2 | ≤ 25 ประโยคในขอใดตอไปนี้มี
    คาความจริงเปนจริง
    1) ∃x∃y[x + y = 14]                             2) ∃x∃y[x + y = 11]
   *3) ∃x∃y[x + y = -11]                            4) ∃x∃y[x + y = -14]
25. ถา A = {(x, y) ∈ R × R ||x + y| ≥ |x| + |y|} แลว A คือเซตในขอใดตอไปนี้
    1) A = {(x, y) ∈ R × R | x = 0 หรือ y = 0}
    2) A = {(x, y) ∈ R × R | x ≥ 0 หรือ y ≥ 0}
    3) A = {(x, y) ∈ R × R | xy ≤ 0}
   *4) A = {(x, y) ∈ R × R | xy ≥ 0}
26. ถา A = { x ∈ R+ | 3|x + 2| ≤ |2x2 + x|} แลวสมาชิกของ A ที่มคานอยที่สุดเทากับคาในขอใดตอไปนี้
                                                                     ี
    1) 13 - 1
            2              *2) 13 + 1
                                    2               3) 13 - 1                4) 13 + 1
27. กําหนดให P(x) และ Q(x) เปนพหุนามดีกรี 2551 ซึ่งสอดคลองกับ P(n) = Q(n) สําหรับ n = 1, 2, 3, ...,
    2551 และ P(2552) = Q(2552) + 1 คาของ P(0) - Q(0) เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 0                                            2) 1
   *3) -1                                           4) หาคาไมไดเพราะขอมูลไมเพียงพอ




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (67)
ทฤษฎีจํานวนเบื้องตน
     นิยามการหารลงตัว
     ให a และ b เปนจํานวนเต็มโดยที่ b ≠ 0
          b หาร a ลงตัวก็ตอเมื่อ มีจํานวนเต็ม c ที่ทําให a = bc เรียก b วา ตัวหาร (Divisor) ของ a และเรียก
a วา พหุคูณ (Multiple) ของ b
          b | a แทน “b หาร a ลงตัว”
          และ b | a แทน “b หาร a ไมลงตัว”
         สมบัตการหารลงตัว
                ิ
         ♥ ถา a, b และ c เปนจํานวนเต็มโดยที่ b และ c ไมเทากับศูนย แลว a | b และ b | c แลว a | c
         ♥ ถา a | b และ c | d แลว ac | bd
         ♥ ถา a และ b เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง a | b และ b ≠ 0 แลว a ≤ b
         ♥ ถา a, b และ c เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง a | b และ a | c จะได a | (bx + cy) โดย x, y ∈ I และเรียก
            bx + cy วา “ผลรวมเชิงเสน”

ตัวอยางที่ 1 กําหนด a, b และ c เปนจํานวนเต็มใดๆ ที่ไมเปนศูนย ถา a | (b + c) แลวขอใดตอไปนีถูก                                                                    ้
         1) a | b                                   2) a | c                                    3) a | (b     2 + c2)                      4) a | (b     2 - c2)
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

ตัวอยางที่ 2 ถา d เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง d | 15k + 27) และ d | (3k + 2) แลว d ตรงกับขอใดตอไปนี้
         1) 1 หรือ 17                               2) 3 หรือ 11                                3) 2 หรือ 13                               4) 4 หรือ 19
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................




คณิตศาสตร (68)______________________________                                                           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
จํานวนคูและจํานวนคี่
            ♥ จํานวนคู เขียนแทนดวย 2n                 เมื่อ n เปนจํานวนเต็ม
            ♥ จํานวนคี่ เขียนแทนดวย 2n + 1 หรือ 2n - 1 เมื่อ n เปนจํานวนเต็ม

ตัวอยางที่ 3 จงแสดงวา ถา x เปนจํานวนเต็มคี่ แลว 4 | (x2 - 1)
วิธีทํา .......................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

            จํานวนเฉพาะ (Prime numbers)
            ♥ จํานวนเต็ม p ≠ 0 จะเปนจํานวนเฉพาะ ก็ตอเมื่อ p ≠ 1, -1 และถาจํานวนเต็ม x หาร p ลงตัว แลว
                x ∈ {1, -1, p, -p}
            ♥ เรียกจํานวนเต็มที่ไมใชจํานวนเฉพาะ และไมใช -1, 0, 1 วาเปน “จํานวนประกอบ (composite
                numbers)”

ตัวอยางที่ 4 จงหาจํานวนเต็มบวก n ทั้งหมดที่ทําให n3 - 14n2 + 64n - 93 เปนจํานวนเฉพาะ
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

            ทฤษฎีบทหลักมูลทางเลขคณิต
            ♥ จํานวนเต็ม n ทุกจํานวนที่มากกวา 1 สามารถเขียนไดในรูปผลคูณของจํานวนเฉพาะไดเพียงแบบเดียว
              เทานั้น
              เชน 28 = 22 × 7
                       60 = 22 × 3 × 5
                                                          c      c     c           c
            ♥ จํานวนตัวประกอบทั้งหมดที่เปนบวกของ n = p 1 1 ⋅ p 22 ⋅ p 33 ⋅... ⋅ p k k มีคาเทากับ

                                                           (c1 + 1)(c2 + 1)(c3 + 1) … (ck + 1)


                                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010                    ______________________________ คณิตศาสตร (69)
ตัวอยางที่ 5 จํานวนเต็มบวกทั้งหมดที่หาร 210 ลงตัว มีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้
         1) 14                                      2) 15                                       3) 16                                      4) 17
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

ตัวอยางที่ 6 ถา A = {x ∈ I | x เปนจํานวนเฉพาะ และ 2x | (252 - 6x)7} แลว จํานวนสมาชิกทั้งหมดใน
A เทากับขอใด
         1) 1                                       2) 2                                        3) 4                                       4) 6
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

            ตัวหารรวมมาก (ห.ร.ม.)
            ♥ กําหนดจํานวนเต็ม a, b ซึ่ง a2 + b2 ≠ 0 จํานวนเต็มบวก d จะเปนตัวหารรวมมาก (ห.ร.ม.) ของ a
               และ b ก็ตอเมื่อ

                                           1) d | a และ d | b
                                           2) ถา c เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง c | a และ c | b จะไดวา c | d

            ♥     d = (a, b) = ห.ร.ม. ของ a และ b
            ♥     เราสามารถเขียน d ในรูปของผลรวมเชิงเสนของ a และ b คือ d = am + bn เมื่อ m, n ∈ I
            ♥     ถา (a, b) = 1 เราเรียก a, b วาเปน “ จํานวนเฉพาะสัมพัทธ (Relative primes) ”

ตัวอยางที่ 7 ถา a เปน ห.ร.ม. ของ 403 และ 465 และ b เปน ห.ร.ม. ของ 431 และ 465 แลว a - b มีคา
เทาใด
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

ตัวอยางที่ 8 จํานวนเต็มทั้งหมดตั้งแต 0 ถึง 100 ที่ไมเปนจํานวนเฉพาะสัมพัทธกบ 15 มีทั้งหมดกี่จํานวน                                    ั
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................



คณิตศาสตร (70)______________________________                                                           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ขั้นตอนวิธีการหาร
      ให m และ n เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง n ≠ 0 แลว จะมีจํานวนเต็ม q และ r ชุดเดียว ซึ่ง m = nq + r โดยที่
0 ≤ r < | n | เรียก q วา ผลหาร และ r วา เศษเหลือ

ตัวอยางที่ 9 กําหนดให n เปนจํานวนนับใดๆ และ r เปนเศษเหลือจากการหาร n2 ดวย 11 จํานวนในขอใด
ตอไปนี้เปนคาของ r ไมได
         1) 1                                       2) 3                                        3) 5                                       4) 7
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

ตัวอยางที่ 10 กําหนดให n เปนจํานวนเต็มที่มีคามากที่สุด ซึ่งมีสมบัติวา n หาร 551 และ 731 เหลือเศษ r
เทากัน และ n หาร 1093 เหลือเศษ r + 2 แลว r - 1 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้          n
         1) 17   1                                  2) 18    1                                  3) 19   1                                  4) 20    1
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

            ขั้นตอนวิธียุคลิด
            กําหนดจํานวนเต็มบวก a และ b จากการนําขั้นตอนการหารมาใชซ้ําๆ กัน จะไดสมการ
            b = (a ⋅ q1) + r1          0 < r1 < a                   ...(1)
            a = (r1 ⋅ q2) + r2         0 < r2 < r1                  ...(2)
            r1 = (r2 ⋅ q3) + r3        0 < r3 < r2                  ...(3)
            M                                                                M
            rn-2 = (rn-1 ⋅ qn) + rn                                0 < rn < rn-1                                           ...(n)
            rn-1 = (rn ⋅ qn+1) + 0                                 0 < r1 < a                                              ...(n + 1)

                                                rn = (a, b) = ห.ร.ม.

            ตัวคูณรวมนอย (ค.ร.น.)
            ♥ ให m และ n เปนจํานวนเต็มที่ไมเปนศูนย c จะเปนตัวคูณรวมนอย (ค.ร.น.) ของ m และ n ก็ตอเมื่อ

                                             1. m | c และ n | c
                                             2. ถา a เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง m | a และ n | จะได c | a
            ♥     c = [ m, n ] = ค.ร.น. ของ m, n
            ♥     ถา d และ c เปน ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ที่เปนบวกของจํานวนเต็ม m, n ตามลําดับ จะไดวา dc = mn

                                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010                   ______________________________ คณิตศาสตร (71)
แบบทดสอบ
1. ถา d เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง d | (20k + 36) และ d | (4k + 3) แลว d ตรงกับขอใดตอไปนี้
    1) 1 หรือ 11              *2) 3 หรือ 5             3) 2 หรือ 11              4) 4 หรือ 5
2. ให a, b และ c เปนจํานวนเต็ม จงพิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. ถา a | bc แลว a | b หรือ a | c
        ข. ถา a | b และ b | c แลว a | (c - b)
    ขอใดตอไปนี้ถูก
    1) ถูกทั้ง ก. และ ข. 2) ถูกเฉพาะขอ ก.            *3) ถูกเฉพาะขอ ข.         4) ผิดทั้ง ก. และ ข.
3. กําหนดให a, b และ c เปนจํานวนเต็ม ขอใดตอไปนี้เปนจริง
    1) ถา a | (b + c) แลว a | b หรือ a | c
    2) ถา a | bc แลว a | b หรือ a | c
   *3) ถา a | (2a - 3b) และ a | (4a - 5b) แลว a | b
    4) ถา a | c และ b | c จะได ab | c
4. พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. 3 | (a4 + 2a3 - a2 - 2a) ทุกจํานวนเต็ม a
        ข. {x ∈ I- | 6x3 + 17x2 + 14x + 3 ≥ 0} มีสมาชิกเพียงตัวเดียว
    ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
   *1) ก. และ ข. ถูก            2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
5. พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. ถา a, b และ c เปนจํานวนเต็มซึ่ง a | (2b - c) และ a2 | (b + c) แลว a | 3c
                                              
        ข. ถา A =  x ∈ R x -x2x 2+ 2 < 1 และ B = {x ∈ R | x3 - 2x2 < 0} แลว A = B
                                  -         
   ขอใดตอไปนีถูก
               ้
   1) ก. และ ข. ถูก        *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
6. ถา A = {p | p เปนจํานวนเฉพาะบวก และ p | (980 - p)3} แลว ผลบวกของสมาชิกทั้งหมดใน A เทากับ
   ขอใด
   1) 10                    2) 12                *3) 14                     4) 16
7. กําหนด a เปนจํานวนเต็มใดๆ จงพิจารณาขอความตอไปนี้
       ก. (a2 + a) เปนจํานวนคี่                  ข. (a2 - a) เปนจํานวนคู
   ขอใดกลาวถูกตอง
   1) ก. และ ข. ถูก         2) ก. ถูก และ ข. ผิด *3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด



คณิตศาสตร (72)______________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
8. ขอความใดตอไปนีผิด ้
    1) ถา a และ b เปนจํานวนคูแลว (a - b)2 เปนจํานวนคู
    2) ถา b | a และ |a| < |b| แลว a = 0
   *3) ห.ร.ม. ของ 364 และ 1012 คือ 2
    4) ถา a เปนจํานวนคี่ และ b เปนจํานวนคูแลว a2 + 2b เปนจํานวนคี่
9. กําหนดให a เปนคําตอบของ 2 ⋅ 3 + 3 ⋅ 4 + 4 ⋅ 5 + 5 ⋅ 6
    และ         b เปนคําตอบของ 4 ⋅ 6 + 6 ⋅ 8 + 8 ⋅ 10 + 10 ⋅ 12
    แลว (a, b) มีคาตรงกับขอใดตอไปนี้
    1) 70                      *2) 68                  3) 66                   4) 64
10. กําหนดให a และ b เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง (a, b) = c แลว ห.ร.ม. ของ 2a และ 2b ตรงกับขอใดตอไปนี้
    1) c                       *2) 2c                  3) 4c                   4) 8c
11. กําหนดให a, b และ c เปนจํานวนเต็มบวกใดๆ พิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. ถา a | b และ b | c แลว a | c
         ข. ถา a | b แลว ห.ร.ม. ของ a กับ b คือ a
    ขอใดตอไปนีถูก
                  ้
   *1) ถูกทั้ง ก. และ ข. 2) ถูกเฉพาะขอ ก.             3) ถูกเฉพาะขอ ข.       4) ผิดทั้ง ก. และ ข.
12. กําหนดให x และ y เปนจํานวนเต็มบวก โดยที่ x < y ห.ร.ม. ของ x, y เทากับ 9 ค.ร.น. ของ x, y
    เทากับ 28215 และจํานวนเฉพาะที่แตกตางกันทั้งหมดที่หาร x ลงตัว มี 3 จํานวน คาของ y - x เทากับ
    ขอใดตอไปนี้
    1) 36                       2) 45                  3) 9                   *4) 18
13. ให x และ y เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง 80 < x < 200 และ x = pq เมื่อ p และ q เปนจํานวนเฉพาะ
    ซึ่ง p ≠ q ถา x และ y เปนจํานวนเฉพาะสัมพัทธ และ ค.ร.น. ของ x, y เทากับ 15015 แลว ผลบวก
    ของคาของ y ทั้งหมดที่สอดคลองเงื่อนไขทั้งหมดที่กําหนดใหเทากับเทาใด (ตอบ 270)
14. ถา 1 = ax + by โดย a, x, b, y เปนจํานวนเต็ม จงหา ห.ร.ม. ของ x, y (ตอบ 1)
15. ให a เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง 3 | a และ 5 | a หา ห.ร.ม. ของ a และ 7 เทากับ 1 แลว ห.ร.ม. ของ a และ
    105 เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 5                       *2) 15                  3) 35                   4) 105
16. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือ {x | x เปนจํานวนเต็มที่ไมใช 0 และ -100 ≤ x ≤ 100}
    ให A = {x | ห.ร.ม. ของ x กับ 21 เปน 3} จํานวนสมาชิกของ A เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 29                       2) 34                  3) 68                  *4) 58
17. สําหรับจํานวนเต็ม a, b ใดๆ ให (a, b) = ห.ร.ม. ของ a และ b ให A = {1, 2, 3, ..., 400} จํานวน
    สมาชิกของเซต {x ∈ A | (x, 40) = 5} มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 30                      *2) 40                  3) 60                   4) 80


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (73)
18. ถา a เปน ห.ร.ม. ของ 403 และ 465 และ b เปน ห.ร.ม. ของ 431 และ 465 แลว a - b มีคาเทาใด
    (ตอบ 30)
19. กําหนดให n เปนจํานวนเต็มบวกที่มีคานอยที่สุด ซึ่งหารดวย 7 แลวมีเศษเหลือเทากับ 4 ถา 9 และ 11 ตาง
                                        
    ก็หาร (n - 2) ลงตัวแลว n คือจํานวนใด
20. กําหนด a, b, n, r เปนจํานวนเต็มใดๆ จงพิจารณาขอความตอไปนี้
        a = b(n) + r
        b = r(2) + 70
        r = 70(1) + 21
        70 = 21(3) + 7
        21 = 7(3) + 0
    ขอใดตอไปนี้ผิด
    1) (a, b) = (70, 21) *2) (b, n) = 3                 3) (r, 70) = (70, 21) 4) (a, b) = 7
21. ถา a, b, q1, q2 เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง
        a = bq1 + 231
        b = 231q2 + 126
    แลว ห.ร.ม. ของ a, b เทากับเทาใด (ตอบ 21)
22. กําหนดให a และ b เปนจํานวนเต็มบวก ถา b หาร a ไดผลลัพธ 1 เหลือเศษ 24 โดยที่ 24 < b, 24
    หาร b ไดผลลัพธ 1 เศษ 12 แลว ห.ร.ม. ของ a และ b เทากับจํานวนในขอใดตอไปนี้
    1) 1                      2) 2                      3) 6                   *4) 12
23. ให n ∈ I+ ซึ่ง ห.ร.ม. ของ n และ 42 เทากับ 6
    ถา 42 = n q0 + r0 , 0 < r0 < n
           n = 2 r0 + r1 , 0 < r1 < r0
    และ r0 = 2 r1
    โดยที่ q0, r0, r1 เปนจํานวนเต็ม แลว ค.ร.น. ของ n และ 42 มีคาเทากับเทาไร (ตอบ 210)
24. กําหนดให a, b เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง a เปน ห.ร.ม. ของ b และ 216 ให q1, q2 เปนจํานวนเต็มบวกโดยที่
        216 = bq1 + 106
        b = 106q2 + 4
    ถา f(x) = x3 + ax2 + bx - 36 แลว เมื่อหาร f(x) ดวย x - a ไดเศษเทากับเทาใด
    1) 192                   *2) 200                    3) 236                  4) 272
25. ในระบบจํานวนเต็ม ให a และ b > 0
            a = 1998 b + r , 0 < r < 1998
        1998 = 47 r + r1 , 0 < r1 < r
    และ (r, r1) = 6 ขอความใดตอไปนีถูกตอง
                                          ้
    1) (a, b) = 6            *2) (a, 1998) = 6          3) (b, r) = 6           4) (1998, r) > 6

คณิตศาสตร (74)______________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
26. เมื่อหารจํานวนเต็มบวก x ดวย 6 มีเศษเหลือเปน 4 จงหาเศษเหลือ เมื่อหาร 4x ดวย 3 (ตอบ 1)
27. ถา n เปนจํานวนเต็มบวกที่มากที่สุดซึ่งหาร 90 เหลือเศษ 6 และหาร 150 เหลือเศษ 3 แลว n หาร 41
    เหลือเศษเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 5                         2) 6                    3) 18                  *4) 20
28. ขอความในขอใดตอไปนีผิด  ้
    1) ถา a, b, n เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง n | a และ n | b แลวจะไดวา n หาร ห.ร.ม. ของ a, b ลงตัวดวย
    2) ถา a, b, n เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง a | n และ b | n แลวจะไดวา ค.ร.น. ของ a, b หาร n ลงตัวดวย
   *3) ถา a, m, n เปนจํานวนเต็มบวก และ a | mn แลวจะไดวา a | m และ a | n
    4) ถา d และ c เปน ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของจํานวนเต็มบวก m, n แลวจะไดวา dc = mn
29. ให a เปนจํานวนคูบวก และ b เปนจํานวนคี่บวก ขอใดตอไปนี้ถูก
    1) a และ b เปนจํานวนเฉพาะสัมพัทธ
    2) a + b เปนจํานวนเฉพาะ
    3) ห.ร.ม. ของ a และ b เทากับ ห.ร.ม. ของ a และ 2b
   *4) ค.ร.น. ของ a และ b เทากับ ค.ร.น. ของ a และ 2b
30. กําหนดให m เปนจํานวนเต็มบวก และ n เปนจํานวนเฉพาะ ถา m หาร 777 และ 910 แลวเหลือเศษ n
    แลว m – n มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 2)
31. ถา n เปนจํานวนเต็มบวกที่มีคานอยสุด ซึ่ง 3 | (n - 2) และ 7 | (n - 6) แลว ห.ร.ม. ของ n และ (n + 4)
    มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 3                        *2) 4                    3) 5                    4) 7
32. ให m และ n เปนจํานวนเต็มบวก ถา 5 หาร m เหลือเศษ 4 และ 5 หาร n เหลือเศษ 2 แลว 5 หาร
    (m + n) เหลือเศษเทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 1                         2) 2                    3) 3                    4) 4
33. ถา S เปนเซตของจํานวนเต็ม m ที่มีสมบัติดังนี้ 50 ≤ m ≤ 100 และ 7 หาร m3 เหลือเศษ 6 แลว
    จํานวนสมาชิกของ S เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 7                         2) 14                   3) 18                  *4) 21
34. ถา n เปนจํานวนเต็มบวกซึ่งมีสมบัติดงนี้ 100 ≤ n ≤ 1000, 45 และ 75 หาร n ลงตัว, 7 หาร n เหลือเศษ
                                        ั
    3 แลว n มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 675)
35. กําหนดให n เปนจํานวนนับใดๆ และ r เปนเศษที่เหลือจากการหาร n2 ดวย 11 จํานวนในขอใดตอไปนี้เปน
    คาของ r ไมได
    1) 1                         2) 3                    3) 5                   *4) 7
36. กําหนดให n เปน ห.ร.ม. ของ 14097 และ 14351 จํานวนในขอใดตอไปนี้หารดวย n แลวไดเศษเหลือเปน
    จํานวนเฉพาะ
    1) 135                      *2) 144                  3) 153                  4) 162


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (75)
ความสัมพันธและฟงกชัน
     ผลคูณคารทีเซียน (Cartesian product)          A × B = {(x, y) | x ∈ A และ y ∈ B}
     สมบัตของผลคูณคารทีเซียน
           ิ
     1. A × B = B × A ก็ตอเมื่อ A = B หรือ A = ∅ หรือ B = ∅
     2. A × ∅ = ∅ = ∅ × A
     3. ถา A และ B เปนเซตจํากัดแลว n(A × B) = n(A) × n(B)
     4. มีสมบัติการแจกแจง
        A × (B U C) = (A × B) U (A × C)
        A × (B I C) = (A × B) I (A × C)
        A × (B - C) = (A × B) - (A × C)
     ความสัมพันธ (relation)
     ♥ ความสัมพันธ คือ เซตที่เกิดจากสมาชิกของผลคูณคารทีเซียนที่สอดคลองกับเงื่อนไขที่กําหนด
     ♥ r เปนความสัมพันธจากเซต A ไปเซต B เมื่อ r ⊂ A × B
     ♥ r เปนความสัมพันธใน A                 เมื่อ r ⊂ A × A
     ♥ ถา (x, y) ∈ r แสดงวา x มีความสัมพันธ r กับ y เขียนแทนดวย x r y
     ♥ ถา (x, y) ∉ r แสดงวา x ไมมีความสัมพันธ r กับ y เขียนแทนดวย x r y
     ♥ จํานวนความสัมพันธท่เปนไปไดจาก A ไป B = 2n(A)×n(B) ความสัมพันธ
                            ี
     โดเมนและเรนจของความสัมพันธ
     ♥ โดเมนของความสัมพันธ r (Dr) คือ เซตของสมาชิกตัวหนาของคูอนดับ Dr = {a | (a, b) ∈ r}
                                                                      ั
     ♥ เรนจของความสัมพันธ r (Rr) คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคูอันดับ Rr = {b | (a, b) ∈ r}
     ♥ การหา Dr และ Rr ของความสัมพันธ
        1) จัดรูปสมการ หาโดเมน ⇒ จัด y ใหอยูในรูปของ x (หรือ y = ... x)
                         หาเรนจ ⇒ จัด x ใหอยูในรูปของ y (หรือ x = ... y)
        2) ตรวจสอบคา x, y โดย
           ถา       แลว ∆ ≠ 0
                 ∆
            ถา = ∆ แลว ≥ 0 และ ∆ ≥ 0 หรือ ถา = - ∆ แลว ≤ 0 และ ∆ ≥ 0
            ถา = | ∆ | แลว ≥ 0 และ ∆ ∈ R หรือ ถา = -|∆| แลว ≤ 0 และ ∆ ∈ R
            ถา = ∆2 แลว ≥ 0 และ ∆ ∈ R หรือ ถา = -∆2 แลว ≤ 0 และ ∆ ∈ R
     อินเวอรสของความสัมพันธ
     ♥ ถา r = {(a, b)} แลว r-1 = {(b, a)}
     ♥ D -1 = Rr และ R -1 = Dr
          r               r


คณิตศาสตร (76)______________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ฟงกชัน (Function)
คือ ความสัมพันธที่สมาชิกในโดเมนแตละตัวจับคูกับสมาชิกในเรนจของความสัมพันธเพียงตัวเดียวเทานั้น
               r1                                                         r2
        1              -1                                          1            -1
        2              -2                                          2            -2
        3              -3                                          3            -3

r1 เปนความสัมพันธที่เปนฟงกชัน                            r1 เปนความสัมพันธที่ไมเปนฟงกชัน
นั่นคือ f จะเปนฟงกชน ก็ตอเมื่อ f เปนความสัมพันธ ซึ่งถามี (x, y) ∈ f และ (x , z) ∈ f แลว y = z
                      ั
แทนฟงกชันดวยสัญลักษณ f = {(x, y) | y = f(x)} หรือ y = f(x)
ฟงกชันแบบตางๆ
1. f เปนฟงกชันจาก A ไป B เมื่อ f เปนฟงกชัน ที่มี Df = A และ Rf ⊂ B
    แทนดวยสัญลักษณ f : A → B
2. f เปนฟงกชันจาก A ไปทั่วถึง B เมื่อ f เปนฟงกชัน ที่มี Df = A และ Rf = B
    แทนดวยสัญลักษณ f : A ทั่ว→ B หรือ f : A onto → B
                                     
                                       ถึง
                                                                 
3. f เปนฟงกชันหนึ่งตอหนึ่งจาก A ไป B เมื่อ f เปนฟงกชันจาก A ไป B ซึ่งถา f(x1) = f(x2) แลว x1 = x2
    แทนดวยสัญลักษณ f : A 1 - 1→ B 
4. f เปนฟงกชันหนึ่งตอหนึ่งจาก A ไปทั่วถึง B เมื่อ f เปนฟงกชัน 1 - 1 ที่มี Df = A และ Rf = B
    แทนดวยสัญลักษณ f : A 1onto→ B หรือ f : A 1 - 1→ B
                                     
                                      -1
                                                               
                                                                  ทั่วถึง
5. f เปนฟงกชันเพิ่มใน A ก็ตอเมื่อ สําหรับ x1 และ x2 ใดๆ ใน A ถา x1 < x2 แลว f(x1) < f(x2)
6. f เปนฟงกชันลดใน A ก็ตอเมื่อ สําหรับ x1 และ x2 ใดๆ ใน A ถา x1 < x2 แลว f(x1) > f(x2)
ฟงกชันประกอบ (composite function)
กําหนด f และ g เปนฟงกชัน โดยที่ Rf I Dg ≠ ∅
              A              f                B         C         g             D




                                                  gof

            ฟงกชันคอมโพสิทของ f และ g เขียนแทนดวย gof โดยที่ (gof)(x) = g(f(x))


            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (77)
การหาคาของฟงกชันจากฟงกชันประกอบ
ตัวอยางที่ 1   กําหนดให f = {(1, 3), (3, 5), (5, 1)} และ g = {(3, 1), (1, 1), (2, 5), (5, 3)} จงหา
                gof = ..............................................................................................................................................
                fog = ..............................................................................................................................................
                fof = ..............................................................................................................................................
                gog = ..............................................................................................................................................

ตัวอยางที่ 2   กําหนดให f(x) = x + 1 และ                                     ตัวอยางที่ 3             ถา f(g(x)) = x2 และ f(x) = x – 1
                 (gof)(x) = x2 + 2x + 3 จงหา g(x)                                                        จงหา g(x)




       ฟงกชันอินเวอรส (Inverse Function)
       การหาอินเวอรสของฟงกชัน จะเหมือนกับการหาอินเวอรสของความสัมพันธ r ซึ่งมีหลักการดังนี้
       กําหนด f = {(x, y) ∈ A × B | y = เทอมของ x} จะไดวา
                f-1 = {(x, y) ∈ B × A | y = เทอมของ x}
       หรือ f-1 = {(y, x) ∈ B × A | x = เทอมของ y}
       สมบัติของฟงกชนอินเวอรส
                       ั
       1. Df = R f -1 ; Rf = D f -1
       2. กราฟของ f-1 จะสมมาตรกับกราฟของ f เมื่อเทียบกับเสนตรง y = x
       3. (fog)-1 (x) = (g-1of-1)(x) เมื่อ f(x) และ g(x) เปนฟงกชัน 1 - 1
       4. (fof-1)(x) = x
       5. (f-1o f)(x) = x
       6. ถา f (∆) =         แลว ∆ = f-1( )
       พีชคณิตของฟงกชัน (Algebra of functions)
       1. f + g = {(x, y) | y = f(x) + g(x) และ Df+g = Df I Dg}
       2. f - g = {(x, y) | y = f(x) - g(x) และ Df-g = Df I Dg}
       3. fg = {(x, y) | y = f(x) g(x) และ Dfg = Df I Dg}
           f                      f(x)
       4. g = {(x, y) | y = g(x) และ Df/g = Df I Dg - {x | g(x) = 0}}


คณิตศาสตร (78)______________________________                                          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แบบทดสอบ
1. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของอสมการ x2 ≤ 8x + 20 ถา A = {x ∈ S | x เปนจํานวนเฉพาะบวก}
   และ B = {x ∈ S | x เปนจํานวนเต็มคี่} แลว (A × B) - (B × A) มีจํานวนสมาชิกเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 11                   *2) 15                  3) 21                  4) 23
2. ให A = {0, 1, 2, 3} และ P(A) คือเพาเวอรเซตของ A ถา r เปนความสัมพันธจาก A ไปยัง P(A)
   กําหนดโดย r = {(a, B) | a ≥ 2, a ∉ B และ a + 1 ∉ B} แลว r มีจํานวนสมาชิกกี่จํานวน (ตอบ 12)
3. กําหนดให S = [-2, 2] และ r = {(x, y) ∈ S × S | x2 + 2y2 = 2} ชวงในขอใดตอไปนี้ไมเปนสับเซตของ
   Dr - Rr
   1) (-1.4, -1.3)          2) (-1.3, -1.2)        3) (1.2, 1.4)         *4) (1.4, 1.5)
4. กําหนดให r = {(x, y) | (x - 2)(y - 1) = 1} และ s = {(x, y) | xy2 = (y + 1)2} เซตในขอใดตอไปนี้
   ไมเปนสับเซตของ Rr I Rs
   1) (-∞, -1)              2)  -2, -1 
                                
                                     2
                                                  *3)  1 , 2 
                                                       
                                                       2 
                                                                         4) (1, ∞)
5. กําหนดให r = {(x, y) ∈ R × R | x2 + y2 = 16}, s = {(x, y) ∈ R × R | xy2 + x + 3y2 + 2 = 0}
   เซตในขอใดตอไปนี้เปนสับเซตของ Dr - Ds
   1) [-4, -1]               2) [-3, 0]           *3) [-2, 1]              4) [-1, 2]
6. กําหนดให A = [-2, -1] U [1, 2] และ r = {(x, y) ∈ A × A | x - y = -1} ถา a, b > 0 และ
   a ∈ Dr, b ∈ Rr แลว a + b เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 2.5                   *2) 3                  3) 3.5                  4) 4
7. กําหนดให r = {(x, y) | x > 0, x ≠ y, x - 3 x = y - 3 y } สมาชิกคามากที่สุดของ Dr เทากับขอใด
   ตอไปนี้
   1) 4                     *2) 8                  3) 94                   4) 98
        3 3                      3 3
8. กําหนดให r = {(x, y) | x ≥ y และ y2 = x2 + 2x - 3} พิจารณาขอความตอไปนี้
       ก. Dr = [1, ∞)                              ข. Rr = (-∞, ∞)
   ขอใดตอไปนี้ถูก
   1) ก. และ ข. ถูก         *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
9. ถา r = {(x, y) | y ≤ x2 และ y ≥ 2x} แลวเรนจของ r-1 คือเซตในขอใดตอไปนี้
   1) [0, 2]                 2) [0, 4]            *3) (-∞, 0] U [2, ∞) 4. (-∞, 0] U [4, ∞)




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (79)
10. หนดให r = {(x, y) | x ∈ [-1, 1] และ y = x2}
    พิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. r-1 = {(x, y) | x ∈ [0, 1] และ y = ± | x | }
         ข. กราฟของ r และกราฟของ r-1 ตัดกัน 2 จุด
    ขอใดตอไปนี้ถูก
   *1) ก. และ ข. ถูก            2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
11. ให R เปนเซตของจํานวนจริง และ f : R → R กําหนดโดย
                       -1 - x ; x < 0
                       
         f(1 - x) =  0 ; x = 0
                       
                       
                        1- x ; x > 0
                       
    ถา x * y = f(y – x2) สําหรับจํานวนจริง x และ y ใดๆ แลวคาของ f(-2) * f(3) มีคาอยูในชวงใดตอไปนี้
   *1) (-4, -2]                 2) (-2, 2]            3) (2, 4]                   4) (4, 6)
                         2         ; x ≤ -1
                        
12. กําหนดให f(x) = (x - 1)2 ; -1 < x < 2 เซตคําตอบของสมการ f(|x|) - 4 = 0 เปนสับเซตของเซต
                        
                        
                        (x + 1)    ; x≥2
                        
    ซึ่งเปนชวงในขอใดตอไปนี้
    1) (-3, 5)                  2) (-6, -1)          *3) (-5, 4)                  4) (1, 6)
13. กําหนดให f(x) = x - 1 เมื่อ x ∈ (-∞, -1] U [0, 1]
    และ          g(x) = 2x         เมื่อ x ∈ (-∞, 0]
    ขอใดตอไปนี้ถูก
   *1) Rg ⊂ Df                                        2) Rf ⊂ Dg
    3) f เปนฟงกชัน 1 - 1                           4) g ไมเปนฟงกชัน 1 - 1
14. ให A = {1, 2, 3, 4, 5} และ B = {a, b, c} เซต S = {f | f : A → B เปนฟงกชันทั่วถึง} มีจํานวนสมาชิก
    เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 12                       2) 24                *3) 36                       4) 39
                                                                      1-1
15. กําหนดให A = {1, 2} และ B = {1, 2, 3, 4} เซต { f | f : A  → B และ f(x) ≠ x ทุก x ∈ A }
                                                                        
    มีจํานวนสมาชิกเทาใด (ตอบ 7)
16. ให A = {1, 2, 3, 4} และ B = {1, 2, 3, 4, 5} ถา f เปนฟงกชันจาก A ไป B โดยที่ f(1) = 2 หรือ
    f(2) = m เมื่อ m เปนจํานวนคี่ แลว จํานวนของฟงกชัน f ที่มีสมบัตดังกลาวเทากับขอใด
                                                                      ิ
    1) 75                       2) 150               *3) 425                      4) 500
17. กําหนดให f(x) = x2 + x + 1 และ a, b เปนคาคงตัวโดยที่ b ≠ 0 ถา f(a + b) = f(a - b) แลว a2 อยู
    ในชวงใดตอไปนี้
   *1) (0, 0.5)                 2) (0.5, 1)           3) (1, 1.5)                 4) (1.5, 2)


คณิตศาสตร (80)______________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
18. กําหนดให n เปนจํานวนนับ ถา f : {1, 2, ..., n} → {1, 2, ..., n} เปนฟงกชัน 1 – 1 และทั่วถึง ซึ่ง
    สอดคลองกับเงื่อนไข f(1) + f(2) + ... + f(n) = f(1)f(2) ... f(n) แลวคามากสุดที่เปนไปไดของ f(1) - f(n)
    เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 2                     2) 5                     3) 8                       4) 11
19. ถา f(x) = 1 และ g(x) = 2f(x) แลว gof(3) + fog-1(3) มีคาเทาใด (ตอบ 7.5)
               x
20. กําหนดให f(x) = x - 5 และ g(x) = x2 ถา a เปนจํานวนจริงซึ่ง (gof)(a) = (fog)(a) แลว (fg)(a) มีคา
    เทากับขอใดตอไปนี้
    1) -25                 *2) -18                  3) 18                   4) 25
                                          x2 , x ≥ 0
21. กําหนดให f(x) = 3x - 1 และ g-1(x) = 
                                                      คาของ f-1(g(2) + g(-8)) เทากับขอใดตอไปนี้
                                         -x 2 , x < 0
                                         

   *1) 1 -3 2                 2) 1 +3 2               3) 1 --3 2                4) 1 +-3 2
22. กําหนดให f(x) = x2 และ g เปนฟงกชันพหุนามโดยที่ gof(x) = 3x2 + 1
    ถาเซต {y | y = g-1of(x), x ∈ [-10, 10]} คือชวง [a, b] แลว 3(a + b) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 88                     2) 90                  *3) 98                     4) 100
23. กําหนดให f(x) = 10x และ g(x) = 100 - 3x 2 จํานวนเต็มที่มคามากที่สุดที่เปนสมาชิกของ Rgof มีคา
                                                                       ี
    เทาใด (ตอบ 10)
24. กําหนดฟงกชัน f และ g ดังนี้ f(2x - 1) = 4x - a, a > 0 และ g-1(x) = x + 1 ถา (fog)(a) = a2 + 20
    แลว f(a) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 6                      *2) 7                      3) 10                   4) 17
25. กําหนดให f, g เปนฟงกชัน ซึ่ง Df = [0, ∞) โดยที่ f-1(x) = x2 ; x ≥ 0 และ g-1(x) = (f(x))2 + 1 ; x ≥ 0
    ถา a > 0 และ f(a) + g(a) = 19 แลว f -1 (a) + g-1 (a) เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 273                     2) 274                    3) 513                  4) 514
26. กําหนดให f(x) = ax2 + b และ g(x - 1) = 6x + c เมื่อ a, b, c เปนคาคงตัว ถา f(x) = g(x) เมื่อ
    x = 1, 2 และ (f + g)(1) = 8 แลว (fog-1)(16 ) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 319                     2) 61 9                   3) 10                  *4) 20
27. ให I เปนเซตของจํานวนเต็ม ถา f และ g เปนฟงกชันซึ่งกําหนดโดย f(x) = 2x และ g(x) = x - 1 ทุก
    x ∈ I แลวเรนจของ (fog) + f คือเซตในขอใดตอไปนี้
   *1) {x ∈ I | x เปนจํานวนเต็มคี่}
                 2                                 2) {x ∈ I | x เปนจํานวนเต็มคู}
                                                                 2
    3) เซตของจํานวนเต็มคี่ทั้งหมด                  4) เซตของจํานวนเต็มคูทั้งหมด




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (81)
x-1 ; x < 0
                                                          
                                                          
28. กําหนดให f และ g เปนฟงกชัน ซึ่งนิยามโดย f(x) =                   และ g(x) = x2 + 4x + 13 ถา a
                                                        x3 - 1 ; x ≥ 0
                                                          
                                                          
    เปนจํานวนจริงบวก ซึ่ง g(a) = 25 แลว f-1(-2a) + f-1(13a) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 0                     2) 2                     3) 4                     4) 6
29. กําหนดให f และ g เปนฟงกชัน ซึ่งนิยามโดย f(x) = x2 + 1 และ g(x) = ax เมื่อ a ∈ (0, 1) ถา k เปน
                                                             
    จํานวนจริงที่ทําให (fog)(k) = (gof)(k) แลว (fog-1)  12  มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                                                             
                                                         k 
    1) 1                       *2) 2                       3) 3                       4) 4
30. กําหนดให f, g เปนฟงกชันซึ่ง f(x) = (x - 1)3 + 3 และ g-1(x) = x2 - 1, x ≥ 0 ถา gof-1(a) = 0
    แลว a2 อยูในเซตใดตอไปนี้
   *1) [10, 40]                 2) [40, 70]                3) [70, 100]               4) [100, 130]
31. กําหนดให f(x) = 3x + 5 และ h(x) = 3x2 + 3x - 1 ถา g เปนฟงกชัน ซึ่งทําให fog = h แลว g(5) มีคา
    เทาใด (ตอบ 28)
32. กําหนดให f(x) = -(x - 1)2 ทุก x ≤ 1 และ g(x) = 1 - x ทุก x ≤ 1 พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. f-1(x) = 1 - | x | ทุก x ≤ 0
        ข. (g-1of-1)  -1  = 3
                      
                       4
                            
                                 4
     ขอใดตอไปนี้ถูก
     1) ก. และ ข. ถูก         2) ก. ถูก และ ข. ผิด       3) ก. ผิด และ ข. ถูก       4) ก. และ ข. ผิด
33. กําหนดให f และ g เปนฟงกชัน ซึ่ง f(x) < 0 ทุก x ถา (gof)(x) = 2[f(x)]2 + 2f(x) - 4 และ
    g-1(x) = x 3 1 แลว พิจารณาขอความตอไปนี้
                  +

        ก. gof เปนฟงกชันคงตัว                     ข. f(100) + g(100) = 300
    ขอใดตอไปนีถูก
                ้
    1) ก. และ ข. ถูก        *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
                       2        ; x ≤ -1
                      
34. กําหนดให f(x) = (x - 1)2 ; -1 < x < 2 และ g(x) = f(x) + 2 ถา k เปนจํานวนเต็มที่นอยที่สุดที่ทําให
                      
                      
                      (x + 1)   ; x≥2
                      
    g(k) > 5 แลว (gof)(k) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                               
    1) 5                      2) 6                  *3) 7                   4) 8




คณิตศาสตร (82)______________________________                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
35. กําหนด f เปนฟงกชันจากเซต {0, 1, 2, ..., 2551} ไปยังเซตของจํานวนเต็มบวก ถา f สอดคลองทุก
    เงื่อนไขตอไปนี้
           (1) f(2x + 1) = f(2x)
           (2) f(3x + 1) = f(3x)
           (3) f(5x + 1) = f(5x)
    และ (4) f(7x + 1) = f(7x)
    แลวเรนจของ f มีจํานวนสมาชิกมากที่สุดที่เปนไปไดกี่จํานวน (ตอบ 584)




                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (83)
เมตริกซ (Matrices)
                          a
                          11    a11 ... a1n 
                         
                          a
                          21    a22 .... a2n 
                                              
       A = [aij]m×n =    
                         M
                                              
                                                   
                                                       เปนเมตริกซที่มี m แถว และ n หลัก
                                  M            M
                                                  
                          a
                          m1       am2 ... a   mn 
                                                   
       นั่นคือ A เปนเมตริกซที่มีมิติ m × n โดยที่ aij คือ สมาชิกของเมตริกซ A ที่อยูในแถวที่ i และหลักที่ j
       ชนิดของเมตริกซ
       1. เมตริกซศูนย (zero matrix หรือ null matrix) คือ เมตริกซที่มีสมาชิกทุกตัวเปนศูนย แทนดวย 0
       2. เมตริกซจตุรัส (square matrix) คือ เมตริกซที่มีจํานวนแถวเทากับจํานวนหลัก
                     ั
       3. เสนทแยงมุมหลัก (main diagonal) คือ แนวที่ลากจากมุมบนซาย ทแยงมายังมุมลางขวาของ
เมตริกซจัตรส หรือสมาชิกในตําแหนง a11, a22, a33, …, ann
           ุั
       4. เมตริกซหนึ่งหนวย หรือเมตริกซเอกลักษณ (Unit matrix หรือ Identity matrix ; In)
                                                                         1 0 0 
                                               1 0                               
           เชน I1 = [1]1×1               I2 = 0 1
                                                       
                                                                   I3 = 0 1 0 
                                                                                   
                                                        2×2             0 0 1
                                                                                    3×3

     5. เมตริกซสามเหลี่ยม (Triangular matrix)               คือ เมตริกซจัตุรัสที่มีสมาชิกที่อยูดานบน หรือดานลาง
ของแนวเสนทแยงมุมหลัก เปนศูนยทั้งหมด เชน
                          1 2 3           0               0 0                   0 0 0
          2 3                                                                      
                        0 4 5           0               4 0                   0 0 0
          0 9 
              
                                                                                     
                          0 0 6           4               2 6                   5 0 0
                                                                                     

        การเทากันของเมตริกซ         เมตริกซจะเทากันก็ตอเมื่อมีมิติเทากัน   และสมาชิกในตําแหนงเดียวกันมีคา
             1     30 
เทากัน เชน 0  =  3 
                  0 
                   

       การบวกและการลบเมตริกซ ถา A = [aij]m×n และ B = [bij]m×n แลว A ± B = [aij ± bij]m×n
       นั่นคือ จะตองตรวจสอบกอนวาเมตริกซที่นํามาบวกหรือลบกันนั้น มีมิติเทากันหรือไม
               - ถาเทากันใหนําสมาชิกที่อยูในตําแหนงเดียวกันมาบวก หรือลบกัน เชน
                   -1 2        1 3              (-1) + 1 2 + 3         0 5
                           +            =                         = -1 3 
                    0 1
                              -1 2 
                                                  0 + (-1) 1 + 2 
                                                                          
                                                                                  
                                                                                   
                   -1 2         1 3             (-1) - 1 2 - 3        -2 -1 
                   
                    0 1
                            -        
                                 -1 2 
                                            =                      
                                                    0 - (-1) 1 - 2 
                                                                        =  1 -1
                                                                                   
                                                                             
               - ถาไมเทากัน ไมสามารถนํามาบวก หรือลบกันได


คณิตศาสตร (84)______________________________                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การคูณเมตริกซ
     1. คูณเมตริกซดวยคาคงที่ ถา A = [aij]m×n แลว c ⋅ A = [c ⋅ aij]m×n
                             1 2 3     10 20 30 
                  เชน 10 ⋅  4 5 6  =  40 50 60 
                                                       
                                                       
     2. คูณเมตริกซดวยเมตริกซ
        เมตริกซจะคูณกันไดก็ตอเมื่อ จํานวนหลักของเมตริกซตัวตั้ง เทากับ จํานวนแถวของเมตริกซตัวคูณ
                                 
และผลคูณที่ไดจะมีมิติเทากับ “แถวของเมตริกซตัวตั้ง (ตัวหนา) × หลักของเมตริกซตัวคูณ (ตัวหลัง)” ดังนี้
                                    A 2×2 × B2×3 = C 2×3
                                              เทากัน


      3. สมบัติเกี่ยวกับการคูณของเมตริกซ
         ถา A, B และ C เปนเมตริกซที่บวก ลบ และคูณกันได และ k เปนจํานวนจริงใดๆ แลว
         1. ถา A เปนเมตริกซจัตุรสแลว An = A ⋅ A ⋅ A ⋅ ... ⋅ A
                                   ั
         2. เมตริกซท่จะนํามายกกําลังได ตองเปนเมตริกซจัตุรัสเทานั้น
                        ี
         3. AI             = IA        = A        (I เปนเมตริกซหนึ่งหนวย)
         4. k(AB)          = A(k)B = (AB)k
         5. (AB)C          = A(BC)
         6. A(B + C) = AB + AC                    (การแจกแจงดานซาย)
         7. (A + B)C = AC + BC                    (การแจกแจงดานขวา)
         8. (kA)n          = kn ⋅ An
         9. (-A)2          = A2
         10. AB อาจจะเทาหรือไมเทากับ BA ก็ได
         11. ถา AB ≠ BA แลว
              1) (A + B)2            = (A + B)(A + B)           = A2 + AB + BA + A2
              2) A - B)2             = (A - B)(A - B)           = A2 - AB - BA + A2
              3) (A + B)(A - B) = A2 - AB + BA - B2
         12. ถา AB = BA แลว
              1) (A + B)2            = A2 + 2AB + A2            = A2 + 2BA + A2
              2) (A - B)2            = A2 - 2AB + A2            = A2 - 2BA + A2
              3) (A + B)(A - B) = A2 - B2
         13. ถา AB = 0 แลว A = 0 หรือ B = 0 หรือ ทั้ง A, B ≠ 0




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (85)
ทรานสโพสของเมตริกซ (At) คือ เมตริกซที่เกิดจากการเปลี่ยนสมาชิกในแถว m ใดๆ เปนหลัก m หรือ
                                                                                         1 
เมตริกซที่เกิดจากการเปลี่ยนสมาชิกในหลัก n ใดๆ เปนแถว n เชน ถา A = [1 4] แลว At =  4 
                                                                                          
                                                                                          
       สมบัตเกี่ยวกับทรานโพสของเมตริกซ
               ิ
       1. (At)t = A
       2. (A + B)t = At + Bt
       3. (A - B)t = At - Bt
       4. (cA)t = cAt
       5. (AB)t = BtAt
       6. (ABC)t = CtBtAt
       7. (At)n = (An)t
       ดีเทอรมแนนต (Determinant)
                 ิ
       คือ คาของจํานวนจริงที่ไดจากเมตริกซจัตุรัสเทานั้น ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ A แทนดวย det (A)
                   a b
หรือ |A| หรือ c d

      การหาคา Determiant
      1. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ 1 × 1 เชน ถา A = [1] แลว det A = 1
      2. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ 2 × 2 เชน
                             6
                   1   2
         ถา A =                แลว det (A) = คูณลง - คูณขึ้น = (-1) - (6) = -7
                    3 -1 
                         
                            -1
      3. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ 3 × 3 เชน
                                 0 5 -4
                    1 -1 0  1 -1
                              
         ถา A =  2 3 1  2 3 แลว det (A) = คูณลง - คูณขึ้น = (6 + 4 + 0) - (0 + 5 - 4)
                              
                   -4
                        5 2  -4 5
                               
                                                                              = 10 - 1 = 9
                                  6 4 0
      4. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ n × n เชน
                                a      a12 a13                c     c12 c13 
                                 11                            11             
         กําหนดให        A =  a21 a22 a23  และ C(A) = c21 c22 c23 
                                                                              
                                a
                                  31 a32 a33   
                                                                c
                                                                  31 c32 c33   
         พิจารณาแถวที่ 1 det A = a11c11 + a12c12 + a13c13
         พิจารณาแถวที่ 2 det A = a21c21 + a22c22 + a23c23
         พิจารณาหลักที่ 1 det A = a11c11 + a21c21 + a31c31
         พิจารณาหลักที่ 2 det A = a12c12 + a22c22 + a32c32

คณิตศาสตร (86)______________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สมบัตของดีเทอรมิแนนต กําหนดให A, B, C เปนเมตริกซมติ n × n
            ิ                                                       ิ
       1. det (At)                  = det (A)
       2. det (A ⋅ B ⋅ C ⋅ ... ⋅ Z) = det (A) ⋅ det (B) ⋅ det (C) ⋅ ... ⋅ det (Z)
       3. det (I)        = 1
       4. det (0)        = 0
       5. det (Ak)       = (det A)k
       6. det (A-1) = (det A)-1 = det1(A)
       7. det (kA)      = kn ⋅ det (A), n เปนมิติของ A
       8. det (adj A) = (det A)n-1
       9. ถา A = B แลว det (A) = det (B)
       อินเวอรสการคูณของเมตริกซ
       1. อินเวอรสการคูณของ A เขียนแทนดวยสัญลักษณ A-1 ซึ่ง A ⋅ A-1 = I = A-1
       2. A-1 = det (A)
                  adj
                      (A)
          นั่นคือ เมตริกซ A ใดๆ จะหาอินเวอรสได ก็ตอเมื่อ A เปนเมตริกซจัตุรัสเทานั้น และ det (A) ≠ 0
          ถา “det (A) = 0” เรียก A วา “เมตริกซเอกฐาน (Singular Matrix)”
          ถา “det (A) ≠ 0” เรียก A วา “เมตริกซไมเอกฐาน (Non - Singular Matrix)”
       การหาอินเวอรสการคูณของเมตริกซ
                                                                                 d -b 
                                                                                         
                                                        a b
       1. อินเวอรสการคูณของเมตริกซ 2 × 2 ถา A = c d  แลว A        -1 = -c a 
                                                                                         
                                                        
                                                              
                                                               
                                                                                 det (A)
       2. อินเวอรสการคูณของเมตริกซ n × n หาไดดังแผนภาพตอไปนี้
                                   A        M(A)      C(A)      adj(A)       A-1
                                        
                                        
                                         m11 m12 m13     
       ไมเนอร (Minor) เชน M(A) = m21 m22 m23  โดยที่
                                        
                                                         
                                        
                                        m31 m32 m33     
       ไมเนอรตําแหนง ij (mij) คือ ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซที่ไดจากการตัดแถวที่ i และหลักที่ j ของเมตริกซ
เชน
                  แถวที่ 1
                    a11 a12 a13 
                               
                                       a 22 a23 
          m11 = det a21 a22 a23  = det  a a  = a22a33 - a32a23
                               
                                       32
                                               33 
                                                   
                    a31 a32 a33 
                               
                               

                   หลักที่ 1




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (87)

                                             
                                               c11 c12 c13  
     โคแฟกเตอร (Cofactor) เชน C(A) = c21 c22 c23  โดยที่ cij = (-1)i+j ⋅ mij
                                             
                                                            
                                             
                                              c31 c32 c33  

     เมตริกซผูกพัน (Adjoint)         adj (A) = [C(A)]t
     อินเวอรสการคูณของเมตริกซ A-1 = det (A) adj
                                                  (A)
     ระบบสมการเชิงเสน
     กําหนดระบบสมการเชิงเสน               a1x + b1y + c1z           = d1
                                           a2x + b2y + c2z           = d2
                                           a3x + b3y + c3z           = d3
                                          a      b1 c1   x          d 
                                           1                         1
                                          a
     เขียนสมการดังกลาวในรูปเมตริกซ  2 b2 c2         ⋅ y     =  d2 
                                                                         
                                          a
                                           3     b3 c 3   z 
                                                           
                                                                        d 
                                                                         3
                   หรือ                            A           X     = B
     การแกระบบสมการเชิงเสน
     1. โดยใชอินเวอรสของเมตริกซ ถา AX = B แลว X = A-1B เมื่อ det A ≠ 0
     2. โดยใชกฎของเครเมอร (Kramer’s rule)
           d1      b1   c1                   a1   d1   c1                       a1       b1   d1
           d2      b2   c2                   a2   d2   c2                       a2       b2   d2
           d       b3   c3   D               a3   d3   c3   D                   a3       b3   d3 D z
        x= 3               = Dx ; y =                     = Dy ; z =                             = D
           a1      b1   c1                   a1   b1   c1                       a1       b1   c1
           a2      b2   c2                   a2   b2   c2                       a2       b2   c2
           a3      b3   c3                   a3   b3   c3                       a3       b3   c3
     3. โดยใชการดําเนินการตามแถว (row operation)
        วิธีดําเนินการบนแถวของเมตริกซ
        1. สามารถสลับ 2 แถวใดๆ ได
        2. สามารถคูณแถวใดแถวหนึ่งดวยตัวเลขทีไมใชศูนยได
                                             ่
        3. สามารถนําสองแถวใดๆ มาบวก หรือ ลบกันได
        4. สามารถคูณแถวใดแถวหนึ่งดวยตัวเลขที่ไมใชศูนย แลวนําไปบวก หรือ ลบกับอีกแถวหนึ่งได
              a      b1 c1 d1  1 0 0 x 
               1                                    
              a      b2 c 2 d1  ∼  0 1 0 y 
               2                                    
              a                 
                      b3 c 3 d1     0  0 1 z
               3                                      
             [A : I] ∼ [I : A-1]


คณิตศาสตร (88)______________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แบบทดสอบ
         1 2             2 1
1. A = 3 4  และ B = -1 1 พิจารณาขอความตอไปนี้
                              
                              
       ก. (A + B)  2 = A2 + 2AB + B2
       ข. (A - B)2 = A2 - 2AB + B2
       ค. A2 - B2 = (A - B)(A + B)
   ขอใดสรุปเกี่ยวกับขอความขางตนไดถูกตองที่สุด
   1) ถูกทุกขอ             2) มีถูก 2 ขอ          3) มีถูก 1 ขอ            *4) ผิดทุกขอ
         0 x 0 -1 
         
                 
              
2. det 2 0 2 2   = x 1 1 แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
            
                   -
         3 1 5 
         
         
             
               

     1) 1                     2) 2                       3) 3                 *4) 4
                                         
                                            x2       -2 2 
                                                                    -2 -4x 
                                                                     
3. นดเมตริกซ A และ B ดังนี้ A =                             ,B=   
                                                                     2 0  โดยที่ x เปนจํานวนจริง ถา
                                                                            
                                         2 2
                                         
                                                   x      
                                                           
                                                                           

    det (2A) = -76 แลว เมทริกซ C ในขอใดตอไปนี้ ที่ทําใหคาของ det (BC) อยูภายในชวง (-100, -50)
             1 -1                    -1 2                    2 1                   2 1 
   *1) C = 1 2 
                   
                             2) C =  1 1 
                                            
                                                       3) C = -1 4 
                                                                      
                                                                                4) C = 3 -1
                                                                                               
                                                                                         
                                             1 a          1 -3 
4. กําหนดให a, b เปนจํานวนจริง และ A = 1 b  , B = 2 3  ถา (A + B)2 - 2AB = A2 + B2 แลว
                                                                 
                                                                 
    det (A) เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 0.5                   2) 1.5                    3) 3.5                   4) 4.5
5. กําหนดให A เปนเมทริกซที่มีมิติ 2 × 2 และ det (A) = 4 ถา I เปนเมทริกซเอกลักษณ และ A - 3I เปน
    เมทริกซเอกฐาน แลว det (A + 3I) เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 0                     2) 6                      3) 13                  *4) 26
6. ให A เปนเมตริกซมิติ 3 × 3 และ Aij คือเมตริกซที่ไดจากการตัดแถวที่ i และหลักที่ j ของเมตริกซ A ออก
                  2 -5 -1
                                         -1 -2                 1 -1 
    ถา adj A = -28 10 -1  , A11 =  5 8  และ A32 = 3 -2  แลว det (A) มีคาเทากับขอใด
                                                                     
                  17 -5 -1                                           
                                
    1) -92                  *2) -15                    3) 15                    4) 92



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (89)

                                                                
                                                                   3 3 -1  
7.    กําหนดเมตริกซ A = [aij] ถา det (A) = -92 และ adj(A) = -9 1 -1 2  แลว 3a11 + 3a21 – a31
                                                                
                                                                           
                                                                  2 1 2
                                                                           
      มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 9)
                                                -1 3           -1 1                 2 1
8.    ให A เปนเมตริกซมิติ 3 × 3 ถา M13 =  1 2  , M21 =  2 4  และ M32 = -1 0  แลว
                                                                                        
                                                                                        
      det A มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 15)
9.    ให A เปนเมตริกซจัตุรัสมิติ 4 × 4 และ Mij(A) คือไมเนอรของ aij ถา M23(A) = 5 แลว M32(2At)
      เทากับขอใดตอไปนี้
      1) 10                     2) 20               *3) 40                  4) 80
                         1 2 4
                                   
10.   กําหนดให A = -3 8 0  สมาชิกในแถวที่ 3 หลักที่ 1 ของ A-1 เทากับเทาใด (ตอบ 1 )
                                                                                    5
                         1 2 -1 
                                   
                    
                    
                       1 2 -1  
11. กําหนดให A = 2 x 2  โดยที่ x และ y เปนจํานวนจริง ถา C11(A) = 13 และ C21(A) = 9 แลว
                    
                               
                      2 1 y
                               
    det(A) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) -33                    2) -30            3) 30                   *4) 33
               -2     2 3
                           
12. กําหนดให  1 -1 0  สมาชิกในแถวที่ 2 และหลักที่ 3 ของ A-1 เทากับขอใดตอไปนี้
                           
                0     1 4
                           
         2
    1) - 3                    2) -2           *3) 2                      4) 2
                                                     3
                         
                         
                          2 x 1    
13. กําหนดเมทริกซ A = -1 0 1  โดยที่ x เปนจํานวนจริง ถา C22(A) = 14 แลว det (adj (A)) มี
                         
                                   
                         
                        1 - x 2 2x 
                                   
    คาเทาใด (ตอบ 36)
                   x 1 1 
                            
14. กําหนดให A = 3 1 1  ถา C12(A) = 4 แลว det (2A) มีคาเทาใด (ตอบ 16)
                            
                    x 0 -1
                            




คณิตศาสตร (90)______________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3 4              -1 2 
15. ถา A และ B เปนเมทริกซซึ่ง 2A - B = 3 6  และ 2A + B =  4 -2  แลว (AB)-1 คือเมทริกซใน
                                                                  
                                                                  
    ขอใดตอไปนี้
        - 1   0                -1   0            1   1              1 -1 
    1)  4 
                         2)    1 -1 
                                         
                                                  3)  4 
                                                                   *4)  1 
                                                                          0 - 
         1 -1
                               
                                      4           0 -1 
                                                                        
                                                                               4
                                                                                 

16. กําหนดให   n เปนจํานวนนับ และ x เปนจํานวนจริงซึงไมเทากับ 1 ถา A คือตัวผกผันการคูณของเมทริกซ
    x
    
          x2     xn 
                                                     0                0 
                                                                      
    0    x      x2  แลวคาของ n ที่ทําให [1 0 0]A 0  = [2 0 0]A 0  เทากับขอใดตอไปนี้
                                                                        
                   
    0   0       x                                   2                3 
                                                                        
                   
    1) 1                     *2) 3                       3) 6                4) 9
                        
                     a b c
                             
                     2       
17. กําหนดให A = 0 c a  ถา A + AT เปนเมทริกซเอกฐานและ a3 + b3 + c3 = 1 แลว det (A-1)
                        
                        2 
                             
                     0 0 b
                        
                        
                            2
                              
    เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 24                  2) 8                      3) 2                 4) 0
                                                       60 20     5 0 
18. ถา A เปน 2 × 2 เมตริกซ ซึ่งมิใชเอกฐาน และ ถา 30 40  A = 0 5  แลว A-1 คือเมตริกซในขอ
                                                                     
                                                                     
    ใดตอไปนี้
        6 2                     9 -18                12 4              12 20 
    1) 3 4 
              
                           2) -12 6 
                                           
                                                    *3)  6 8 
                                                               
                                                                          4) 30 8 
                                                                                    
                                                                              

                                                                        1 2 -1   
                                                                                    
                                                                                    
19. ให A เปนเมตริกซ และ I เปนเมตริกซเอกลักษณมติ 3 × 3 ถา B = 3 0 1 และ
                                                   ิ                              
                                                                                    
                                                                                    
                                                                       -2 1 0      
                                                                                   
          0 2 -3 
          
    C = 3 -1 2  สอดคลองกับสมการ AB - AC - 1 I = 0 แลว A-1 คือเมตริกซในขอใดตอไปนี้
                                                   2
          0 2 1
                  
         1  0 2           2   0 4             -1  0 -2       -2   0 -4 
                                                                          
    1)  0 1 -1
                  
                        *2)  0 2 -2 
                                       
                                               3)  0 -1 1 
                                                            
                                                                 4)  0 -2 2 
                                                                               
        -2 -1 -1          -4 -2 -2              2  1 1        4   2 2
                                                                          




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (91)
x                                        1 2 1       1 -1 0 
                                                                                
20. กําหนดให X = y  สอดคลองสมการ AX = C เมื่อ A = -2 0 1 , B = 2 0 -1  และ
                    
                                                                                
                                                                                               C=
                    
                    z
                                                               0 1 2
                                                                        
                                                                             1 4 0 
                                                                                    
     2                     a 
                            
    -2  ถา (2A + B)X =  b  แลว a + b + c มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                            
     3                     c 
                            
    1) 3                      2) 6                  *3) 9                  4) 12
21. ถา x, y และ z สอดคลองกับระบบสมการ
                              x + 2y - 2z = -2
                              2x + y + 2z = 5
                              x - 3y - 2z = 3
                           2          1      -3
    แลว ดีเทอรมิแนนต -2            2     -2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                         x + 2y 2x + y x - 3y
   *1) 60                     2) 75                  3) 90                 4) 105
22. ถา x, y และ z เปนจํานวนจริงซึ่งสอดคลองกับระบบสมการเชิงเสน
                              2x - 2y - z = 1
                               x - 3y + z = 7
                               -x + y - z = -5
    แลว 1 + 2 + 3 เทากับขอใดตอไปนี้
          x y z
   *1) 0                    2) 2                   3) 5                      4) 8
23. ถา x, y และ z เปนจํานวนจริงซึ่งสอดคลองระบบสมการ
                            2x - 2y - z = -5
                             x - 3y + z = -6
                             -x + y - z = 4
    ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
   *1) x2 + y2 + z2 = 6 2) x + y + z = 2           3) xyz = 6                4) xy = -2
                                                                                 z
                    1 -1 0 
                    
                             
                                    1 
                                     
                                             x
                                              
24. กําหนดให B = 0 1 2  , C = 0  , X =  y  และ I เปนเมตริกซเอกลักษณ ถา A เปนเมตริกซมิติ
                    
                                          
                    3 0 1
                                   2      z 
                                          
    3 × 3 ซึ่งสอดคลองกับสมการ 2AB = I และ AX = C แลว คาของ x + y + z เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 20                  2) 24                3) 26                  4) 30


คณิตศาสตร (92)______________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010

                        
                          1    2 a  
                                            x
                                             
                                                       1 
                                                        
25. กําหนดให A =        2    3 b  , X =  y  , B = 1  โดยที่ a, b, c เปนจํานวนจริง ถา AX = B
                                                    
                        
                        -1     0 c         z        0 
                                                    
             1
              
                         2     3

    และ A ∼ 0          -1    -1  R2 - 2R1 แลว x มีคาเทากับเทาใด
                                
            -1          0     2
                                

    1) -1                       *2) - 23               3) 3 4                 4) 2
                    
                    
                     4 12 -3    
26. กําหนดให A = 7 -10 5  และ B, C, D เปนเมตริกซมิติ 3 × 3 ซึ่ง A ∼ B ∼ C ∼ D
                    
                                
                    1 0 0
                                
                                            4
    โดยที่ B ไดจาก A โดยการดําเนินการ R1 - 3 R2
           C ไดจาก B โดยการดําเนินการ 5R1
           D ไดจาก C โดยการดําเนินการ R23
    แลว det (D) เทากับขอใดตอไปนี้
    1) -3,750                2) -150           *3) 150                 4) 3,750
                     3 x 3 
                              
27. กําหนดให A = 2 0 9  เมื่อ x เปนจํานวนจริง
                              
                     1 1 2 
                              

        3 x 3               1 0 0   1 0 0                 9 5 -36
    ถา 2 0 9               0 1 0 ∼ 0 1 0                -5 -3 21    แลว x มีคาเทากับเทาใด
        1 1 2               0 0 1   0 0 1                -2 -1 8
28. ให x, y และ z เปนคําตอบของระบบสมการเชิงเสน
                    a11x + a12y + a13z = 2
                    a21x + a22y + a23z = 1
                    a31x + a32y + a33z = 0
        a
         11
               a12 a13 1 0 0  1 0 0 1 -1 1 
                                                
    ถา  a21 a22 a23 0 1 0  ∼ 0 1 0 0 -2 1  แลว คาของ x + y + z เทากับเทาใด
                                               
        a
         31   a32 a33 0 0 1  0 0 1 2 3 0 
                                                
    (ตอบ 6)




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (93)

                                           
                                             1 0 2   
29. กําหนดให a เปนจํานวนจริง และ A = 0 3 0  ถา a > 0 และ det (adj A) = 225 แลว a มีคา
                                           
                                                     
                                             4 0 a
                                                     
    เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 11                   2) 12                    *3) 13                      4) 14
30. ให A และ B เปนเมตริกซจัตุรัสมิติ 4 × 4 และ I เปนเมตริกซเอกลักษณมติ 4 × 4 โดยที่ A(adj A) - BA
                                                                             ิ
    = I
    ถา det B = 0 แลว det A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) -1                   2) 0                     *3) 1                       4) 2
                                         2i-1 ; i = j                 t 
31. กําหนดให A = [aij]3×3 โดยที่ aij =                 det  4 adj (A )  เทากับขอใดตอไปนี้
                                                               det (A) 
                                         2
                                              ; i ≠ j                    

   *1) -16                  2) -4                      3) 4                      4) 16
                                   1 2      0
                                              
                                                                                    1
32. ถา A เปนเมตริกซซึ่ง A-1 = 3 1 -1  , x > 0 และ det (2 adj A) = 18 แลว x เปนจริงตาม
                                              
                                    x 0 -2 
                                              
    ขอใดตอไปนี้
    1) x < 5                2) 5 ≤ x < 9             *3) 9 ≤ x < 13              4) x ≥ 13




คณิตศาสตร (94)______________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เรขาคณิตวิเคราะห และภาคตัดกรวย
1. ระยะตางๆ
   1.1 ระยะระหวางจุดสองจุด
                      B (x , y )
                               2 2


                            y2 - y1                       AB =     (x 2 - x 1 ) 2 + (y 2 - y 1 ) 2
           A
        (x1, y1) x2 - x1

   1.2 ระยะตั้งฉากจากจุด (m, n) ไปยังเสนตรง Ax + By + C = 0
         (m, n)
             d                                             d = |Am + Bn + C|
                                                                  A 2 + B2
                      Ax + By + C = 0

   1.3 ระยะระหวางเสนคูขนาน
           Ax + By + C = 0

                                                           d =     |C - D|
                  d                                                A 2 + B2
                       Ax + By + D = 0

2. จุดแบงสวนของเสนตรง
   2.1 จุดกึ่งกลาง
                                              B(x2, y2)
                                                              P (x, y) =    
                                                                            
                                                                                x 1 + x 2 , y1 + y 2 
                                                                                   2          2    
        A(x1, y1)             P(x, y)




          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (95)
2.2 จุดแบงสวนของเสนตรงออกเปนอัตราสวน m : n
                                                B(x2, y2)
                                          m                                         mx1 + nx2 , my1 + ny2 
                          n                                      P(x, y) =       
                                                                                     m+n         m+n     
              A(x1, y1)        P(x, y)

        2.3 จุดตัดของเสนมัธยฐาน
                         A(x1, y1)
                                          P(x, y)                                      x1 + x 2 + x 3
                              2                                            x =               3
                                                                                       y1 + y 2 + y 3
                                  1
                                                                           y =               3
         B(x2, y2)                    D             C(x2, y2)
     3. ความชันของเสนตรง (Slope, m)
        3.1 กําหนดมุม θ

                                                                      m = tan θ
                     θ

        3.2 กําหนดจุดสองจุด
                                               B(x2, y2)
                                                                                 y2 - y1
                                                                      m =        x2 - x1
                                                    y2- y1
                                                                                 y1 - y 2
                                                                           =     x 1 - x 2 โดยที่ x1 ≠ x2
             A(x1, y1)            x2 - x1

        3.3 กําหนดสมการเสนตรง
            แบบที่ 1 y = ax + b             a       จะได       คือ ความชัน
                                            b                   คือ ระยะตัดแกน y
            แบบที่ 2 Ax + By + C = 0 จะได - A
                                             B                  คือ ความชัน
                                           -BC                  คือ ระยะตัดแกน y




คณิตศาสตร (96)______________________________                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3.4 ความชันแบบตางๆ




                                                                               m หาคาไมได
      m=O                        m>O                        m<O

  3.5 มุมระหวางเสนตรงสองเสน
        Y              L2
                                L1                              m -m
                       θ                               tan θ = 1 +2 m m1
                                                                     2 1
               θ1 θ2
                                     X

  3.6 ความสัมพันธระหวางเสนตรงสองเสน
                                                            L1
                                  L1

       m 1 = m2                                                                  m1 ⋅ m2 = -1
                                     L2
                                                      L2


4. สมการเสนตรง
                                                      y - y1 = m(x - x1)
            (x1, y1)
                                            เมื่อ m คือ ความชัน และ (x1, y1) คือ จุดบนเสนตรง




         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ______________________________ คณิตศาสตร (97)
5. วงกลม (Circle)
        คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบที่หางจากจุดๆ หนึ่งที่ตรึงอยูกับที่เปนระยะทางคงตัว
        5.1 สมการรูปแบบมาตรฐานของวงกลม

                   x2 + y2 = r2                            (x - h)2 + (y - k)2 = r2
                       Y                                              Y
                                                                                P(x, y)
                                   P(x, y)                                  r
                           r
                                                                          C(h, k)
                        C(0, 0)              X                                            X



        5.2 สมการรูปแบบทั่วไปของวงกลม
            x2 + y2 + Ax + By + C = 0 จุดศูนยกลาง (h, k) =  -A , -B 
                                                            
                                                             2 2
                                                                      


                                                 รัศมี (r) =      h2 + k2 - C =               A 2 + B 2 - 4C
                                                                                                   2
        5.3 ระยะจากจุดใดๆ ไปยังวงกลม
            ใหวงกลมมีสมการเปน x2 + y2 + Ax + By + C = 0 หรือ (x - h)2 + (y - k)2 = r2
            ♥ ความยาวเสนสัมผัสวงกลม
                                 P(x1, y1)
                                                    PA =           2     2
                                                                 x 1 + y 1 + Ax 1 + By 1 + C
                    A
                                                     หรือ PA =                  (x 1 - h) 2 + (y 1 - k) 2 - r 2
                       O


             ♥   ระยะทางที่สั้นที่สุดจากจุดไปยังวงกลม
                                             P
                                                     •   P เปนจุดภายนอกวงกลม PA = PO - r
                                    r A              •   Q เปนจุดภายในวงกลม QB = r - QO
                      O
                               Q
                          B

คณิตศาสตร (98)______________________________                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
♥       ระยะทางที่ยาวที่สุดจากจุดไปยังวงกลม
                                                            P
                            B                                       •   P เปนจุดภายนอกวงกลม PA = PO + r
                                    r                               •   Q เปนจุดภายในวงกลม QB = QO + r

                                r       O
                        A               Q

        6. พาราโบลา (Parabola)
            คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบซึ่งหางจากจุด F ที่ตรึงอยูกับที่จุดหนึ่งและเสนตรง l ที่ตรึงอยูกับที่
เสนหนึ่งเปนระยะทางเทากัน

                                F       พาราโบลา                    V  คือ จุดยอดของพาราโบลา
       A                                           B
                            c                                       F  คือ จุดโฟกัสของพาราโบลา
                                                                    l คือ เสนไดเรกตริกซ (directrix)
                                V                  l                c คือ ระยะโฟกัส
                                                                    AB คือ เสนเลตัสเรกตัม (latus rectum line)

                  12                                                                   6
                                                                                                 y=k+c
                  10                                                                   4

                    8                                                                  2             (x, y)
                    6    F(h, k + c)                                                       F(h, k - c)
                                            (x, y)                          -5                       5
                    4                                                                 -2

                    2
                                y=k-c                                                 -4


                                                                                      -6
        -5                              5              10



              (x - h)2 = 4c(y - k)                                                 (x - h)2 = 4c(y - k)




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010             ______________________________ คณิตศาสตร (99)
10                                                          10

            8                                                 (x, y)   8

                         (x, y)
    x=h-c
       6                                                               6

            4                                                          4

            2
                                                           F(h - c, k)
                                                                    2
                                                                                     x=h+c
                         F(h + c, k)
                            5           10
           -2                                                          -2




                (y - k)2 = 4c(x - h)                                   (y - k)2 = 4c(x - h)
        7. วงรี (Ellipse)
            คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบซึ่งผลบวกของระยะทางจากจุดใดๆ ไปยังจุด F1 และ F2 ที่ตรึงอยูกับ
ที่มีคาคงตัว โดยคาคงตัวนี้มีคามากกวาระยะหางระหวางจุดที่ตรึงอยูกับที่ท้งสอง จุดสองจุดที่ตรึงอยูกับที่นี้เรียกวา
                                                                           ั
โฟกัส (focus) ของวงรี
                                                       Y
                                                                  a
                                                 P2 B             P1
                                                                       G
                                                     b
                                    V ′ F′                                F V          X
                                                        C
                                                                c
                                 2                                     G′
                      x = - ac                                                     x = ac
                                                                                         2
                                                         B′

                                             P1F1 + P1F2 = P2F1 + P2F2 = 2a

       ♥   C               คือ
                         จุดศูนยกลางของวงรี
       ♥   V, V′           คือ
                         จุดยอดของวงรี
       ♥   F, F′           คือ
                         จุดโฟกัสของวงรี
       ♥   VV′             คือ
                         แกนเอก (major axis) ของวงรี ยาว 2a หนวย
       ♥   BB′             คือ
                         แกนโท (minor axis) ของวงรี ยาว 2b หนวย
       ♥   CF = CF′        คือ
                         ระยะโฟกัส                   ยาว c หนวย
                                                            2
       ♥ GG′         คือ เลตัสเรกตัม                 ยาว 2b หนวย
                                                          a
       ♥ 0 < b < a เสมอ
       ♥ สมการรูปแบบมาตรฐานของวงรี


คณิตศาสตร (100)_____________________________                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
(x - h)2 + (y - k)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 - b2                                  (y - k)2 + (x - h)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 - b2
    a2         b2                                                               a2           b2
                                                                                     Y          V(h, k + a)
            Y
                                                                                                      F′(h, k + c)
                           B(h, k + b) P(x, y)                                         P(x, y)
                                                                                                     C(h, k) B(h + b, k)
 V′(h - a, k)                 C(h, k)                                          B′(h - b, k)
                 F′(h - c, k) F(h + c, k) V(h + a, k)
                                                                                       O                                X
           O                                                 X                                            F(h, k - c)
                           B′(h, k - b)
                                                                                                     V′(h, k - a)

         8. ไฮเพอรโบลา (hyperbola)
            คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบซึ่ง ผลตาง ของระยะทางจากจุดใดๆ ไปยังจุด F1 และ F2 ที่ตรึงอยู
กับที่มีคาคงตัว โดยคาคงตัวนอยกวาระยะหางระหวางจุดคงที่ที่ตรึงอยูกับที่ทั้งสอง จุด F1 และ F2 ดังกลาวนี้
         
เรียกวา โฟกัส ของไฮเพอรโบลา
                             Y
                 P(x, y)

                                                         X                 |PF1 - PF2| = คาคงตัว = 2a
           F1(-c, O)                F2(c, O)



       สวนประกอบของไฮเพอรโบลา
                                          l2                                                    l1
                                                                      B1
                                               G1                                          G3
                                                                 2
                                                                      b
                                          F2        V2                            V1
                                          -5
                                                         c C(h, k)            a            5

                                               G2
                                                                 -2
                                                                                       G4
                                                                 -4
                                                                      B2




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010           _____________________________ คณิตศาสตร (101)
♥    C            คือ
                       จุดศูนยกลางของไฮเพอรโบลา
      ♥    V, V′        คือ
                       จุดยอดของไฮเพอรโบลา
      ♥    F, F′        คือ
                       จุดโฟกัสของไฮเพอรโบลา
      ♥    VV′          คือ
                       แกนตามขวาง (transveral axis) ยาว 2a หนวย
      ♥    BB′          คือ
                       แกนสังยุค (conjugate axis) ยาว 2b หนวย
      ♥    CF = CF′     คือ
                       ระยะโฟกัส                    ยาว c หนวย
                                                           2
      ♥ GG′        คือ เลตัสเรกตัม                  ยาว 2b หนวย
                                                         a
      ♥ l1, l2     คือ เสนกํากับ(asymptote)
      ♥ สมการรูปแบบมาตรฐานของไฮเพอรโบลา

(x - h)2 + (y - k)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 + b2        (y - k)2 + (x - h)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 + b2
   a2         b2                                     a2         b2

       Y                                                Y
                        B(h, k + b)                                    F(h, k + c)
                                                                 V(h, k + a)
              V′                 V                    B′(h + b, k)          B(h + b, k)
 F′(h - c, k) (h - a, k) (h + a, k) F(h + c, k)                    C(h, k)
                                                                       V′(h, k - a)
                        B′(h, k - b)         X                         F′(h, k - c) X




คณิตศาสตร (102)_____________________________     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แบบทดสอบ
1. กําหนดให A = {(x, y) | x2 + y2 = 1} และ B = {(x, y) | x2 + y2 - 10x - 10y + 49 = 0} ถา p ∈ A
   และ q ∈ B แลว ระยะทางมากสุดที่เปนไปไดระหวางจุด p และ q เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 5 2 หนวย            *2) 2 + 5 2 หนวย 3) 2 5 หนวย                  4) 5 + 2 5 หนวย
2. ให a, b และ c เปนจํานวนจริง ถาวงกลม x2 + y2 + ax + by + c = 0 มีจุดศูนยกลางที่ (2, 1) และมี
   เสนตรง x - y + 2 = 0 เปนเสนสัมผัสวงกลม แลว | a + b + c | (ตอบ 5.5)
3. กําหนดใหเสนตรง l1 และ l2 สัมผัสวงกลม (x - 5)2 + y2 = 20 ที่จุด P และ Q ตามลําดับ และจุด
   ศูนยกลางของวงกลมอยูบนเสนตรงที่ผานจุด P และ Q ถา l1 มีสมการเปน x - 2y + 5 = 0 แลวจุดใน
   ขอใดตอไปนี้อยูบน l2
   1)  0, 5 
       
        2
                           2) (8, -1)            3) (1, -8)              *4) (15, 0)
4. กําหนดให วงกลมรูปหนึ่งมีจุดศูนยกลางอยูที่จุด (2, 1) ถาเสนสัมผัสวงกลมที่จุด x = 1 เสนหนึ่งมีความชัน
    เทากับ 1 แลวจุดในขอใดตอไปนี้อยูบนวงกลมที่กําหนด
              3
   *1) (0, 1)                2) (0, 2)                  3) (1, 0)                4) (3, 0)
5. กําหนดให C1 และ C2 เปนวงกลมที่มีสมการเปน x2 + y2 = 2y และ x2 + y2 + 2y = 3 ตามลําดับ และ
    L เปนเสนตรงที่ความชันนอยกวา 0 ซึ่งสัมผัสทั้งวงกลม C1 และ C2 ขอใดตอไปนี้เปนความชันของ L
    1) - 2                   2) - 1                    *3) - 3                   4) 1
                                      2                                                 3
6. วงกลมวงหนึ่งมีจุดศูนยกลางอยูที่จุดศูนยกลางของวงรีท่มีสมการเปน 9x2 + 4y2 - 36x - 24y + 36 = 0
                                                           ี
    ถาวงกลมนี้สัมผัสกับเสนตรงที่ผานจุด (1, 3) และ (5, 0) แลว รัศมีของวงกลมนี้เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 5 3                   2) 5  4                    3) 7                     4) 139
                                                             8
7. พาราโบลามีจุดยอดที่ (-1, 0) และมีจุดกําเนิดเปนโฟกัส ถาเสนตรง y = x ตัดพาราโบลาที่จุด P และจุด Q
    แลว ระยะทางระหวางจุด P กับจุด Q เทากับเทาใด (ตอบ 8)
8. ถาเสนตรงหนึ่งผานจุดกําเนิดและจุดยอดของพาราโบลา y2 - 4y + 4x = 0 และตัดเสนไดเรกตริกซที่จุด
    (a, b) แลว a + b มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 4                       2) 5                 *3) 6                    4) 7
9. ถาระยะทางระหวางจุด (x, y) กับจุด (2, 2) เทากับระยะทางระหวางจุด (x, y) กับเสนตรง x + y = 0 แลว
    จุด (x, y) อยูบนกราฟของสมการในขอใดตอไปนี้
   *1) (x - y)2 = 8(x + y - 2)                       2) (x - y)2 = 4(x + y - 2)
    3) (x + y)2 = 8(x + y) - 12                      4) (x + y)2 = (x + y) + 2



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (103)
10. วงกลม C มีจุดศูนยกลางที่จุดกําเนิด และผานจุดโฟกัสของพาราโบลาซึ่งมีสมการเปน (x - 2)2 = 8y โดย
    เสนไดเรกตริกซของพาราโบลาตัดวงกลม C ที่จุด P และจุด Q ถาจุด R อยูบนพาราโบลาและอยูหางจาก
    จุดโฟกัสเปนระยะทาง 4 หนวย แลวสามเหลี่ยม PQR มีพื้นที่เทากับขอใด
    1) 8 หนวย              2) 9 หนวย              3) 10 หนวย            4) 12 หนวย
11. วงรีวงหนึ่งมี F1(1, 1) และ F2(1, -3) เปนจุดโฟกัส ถา A และ B เปนจุดบนวงรีที่ทําใหรูปสามเหลี่ยม
    ABF2 มีเสนรอบรูปยาว 12 หนวย และสวนของเสนตรง AB ผาน F1 แลวจุดในขอใดตอไปนี้อยูบนวงรี
         3
   *1)  3, 5 5 - 1            3
                            2)  2, 5 5 - 1            2
                                                    3)  3, 5 5 - 1           2
                                                                           4)  2, 5 5 - 1 
                                                                                     
                                                                
                                                                    21 
12. กําหนดให วงรีรูปหนึ่งมีโฟกัสอยูที่จุด (±3, 0) และผานจุด  2, 2  จุดในขอใดตอไปนี้อยูบนวงรีที่
                                                                      
                                                                      
    กําหนด
                                            
   *1) (-4, 0)               2)  0, 5 2 2 
                                                    3) (6, 0)          4) (0, -3 2 )
                                            

13. กําหนดใหวงรี E มีโฟกัสทั้งสองอยูบนวงกลม C ซึ่งมีสมการเปน x2 + y2 = 1 ถา E สัมผัสกับ C ที่จุด
    (1, 0) แลวจุดในขอใดตอไปนี้อยูบน E
    1)  1, 3 
             
          2 2
                              2)  1, 5 
                                    
                                    2 2
                                                         3)  1, 2 
                                                               
                                                               3 3
                                                                             *4)  1, 3 
                                                                                   4
                                                                                  3 

14. ให E เปนวงรีที่มีแกนเอกขนานกับแกน x มีจุดศูนยกลางที่ (-2, 1) สัมผัสเสนตรง x = 1 และ y = 3 โดยมี
    F1 และ F2 เปนจุดโฟกัสของ E ให C เปนวงกลมที่มี F1 F2 เปนเสนผานศูนยกลาง ถาวงรี E ตัดวงกลม C
    ที่จด P, Q, R, S แลว พื้นที่รูปสี่เหลี่ยม PQRS มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
        ุ
    1) 12 ตารางหนวย 2) 24 ตารางหนวย 3) 36 ตารางหนวย *4) 48 ตารางหนวย
           5                          5                          5                 5
15. ถา k, λ และ m เปนจํานวนจริงที่ทําใหวงรี kx2 + λy2 - 72x - 24y + m = 0 มีจุดศูนยกลางอยูที่จุด
    (4, 3) และสัมผัสแกน Y แลว ขอใดตอไปนี้ผิด
    1) ความยาวแกนเอกเทากับ 12 หนวย
    2) ความยาวแกนโทเทากับ 8 หนวย
    3) ระยะหางระหวางจุดโฟกัสทั้งสองเทากับ 4 5 หนวย
    4) จุด (2, 6) อยูบนวงรี
16. ให F1 , F2 เปนจุดโฟกัสของวงรีที่มีสมการเปน kx2 + 4y2 - 4y = 8 และ B เปนจุดที่วงรีตดแกน y และ
                                                                                          ั
    อยูเหนือแกน x ถา F1, B, F2 ไมอยูในแนวเสนตรงเดียวกัน และ F1BF2 เปนสามเหลี่ยมที่มีพื้นที่เทากับ
     3 7 ตารางหนวยแลว k มีคาเทากับเทาใด
       4
17. กําหนดใหวงรีวงหนึ่งมีสมการเปน 3x2 + 4y2 - 6x + 8y - 5 = 0 ถา P เปนจุดบนวงรี ซึ่งมีระยะหางจาก
    โฟกัสจุดหนึ่งเปนสองเทาของระยะระหวางโฟกัสกับจุดยอด จงหาระยะทางระหวางจุด P กับจุดยอดของวงรี
    (ตอบ 7 )


คณิตศาสตร (104)_____________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
18. กําหนดให E เปนวงรีท่มีโฟกัสอยูที่จุดยอดของไฮเพอรโบลา x2 - y2 = 1 ถา E ผานจุด (0, 1) แลว จุดใน
                          ี
    ขอใดตอไปนี้อยูบน E
                                                                                       
   *1)  1, - 22 
                            2) (1, 2 )              3)  1, -1 
                                                          
                                                              2           4)  1, 23 
                                                                                         
                                                                                       

19. กําหนดให A และ B เปนโฟกัสของไฮเพอรโบลา 3x2 - y2 = 3 ถา P เปนจุดใดๆ บนวงรีที่มีโฟกัสที่จุด
    A, B และ AP + BP = 8 แลวสมการของวงรีคือขอใดตอไปนี้
    1) 4x2 + 3y2 = 24        2) 4x2 + 3y2 = 48      3) 3x2 + 4y2 = 24      4) 3x2 + 4y2 = 48
20. กําหนด H เปนไฮเพอรโบลาที่มีแกนตามขวางยาว 6 หนวย และแกนสังยุคยาว 8 หนวย โดยมี F1 และ F2
    เปนจุดโฟกัส ถา P เปนจุดบนไฮเพอรโบลา H ที่ทําให F1 PF2 = 90° แลวรูปสามเหลี่ยม F1PF2 มีพื้นที่
                                                           ˆ
    กี่ตารางหนวย (ตอบ 16 ตารางหนวย)
21. กําหนดให H เปนไฮเพอรโบลาที่มีสมการเปน 16x2 - 9y2 - 144 = 0 ถาจุด A(6, k) เมื่อ k > 0 เปนจุด
    อยูบนเสนกํากับของ H และ F1, F2 เปนโฟกัสของ H แลว พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยม AF1F2 เทากับขอใด
    ตอไปนี้
    1) 37 ตารางหนวย 2) 45 ตารางหนวย 3) 30 ตารางหนวย *4) 40 ตารางหนวย
          2                      2
22. กําหนด F เปนจุดโฟกัสของพาราโบลา y2 - 2y + 4x + 9 = 0
    และ C เปนจุดศูนยกลางของวงกลม x2 + y2 - 6x + 4y + 12 = 0
    ถาสวนของเสนตรง FC ตัดวงกลมที่จุด T แลวสวนของเสนตรง FT มีความยาวเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 4                     2) 29 - 1              3) 41 - 1              *4) 3 5 - 1
23. กําหนดให A = {a | เสนตรง y = ax ไมตัดกราฟ y2 = 1 + x2}
    และ B = {b | เสนตรง y = x + b ตัดกราฟ y2 = 1 - x2 สองจุด}
    เซต {d | d = c2 , c ∈ B - A} เทากับชวงในขอใดตอไปนี้
    1) (0, 1)                2) (0, 2)             *3) (1, 2)               4) (0, 4)
24. กําหนดให A = {(x, y) | x2 + y2 > 1}, B = {(x, y) | 4x2 + 9y2 < 1}, C = {(x, y) | y2 - x2 > 1}
    ขอใดตอไปนีผิด
                ้
    1) A - B = A                                    2) B - C = B
    3) B I (A U C) = ∅                              4) A I (B U C) = ∅
25. ให A และ B เปนจุดยอดของไฮเพอรโบลา 4x2 - y2 - 24x + 6y + 11 = 0 สมการของพาราโบลาที่มี
     AB เปนเลตัสเรกตัม และมีกราฟอยูเหนือแกน X คือสมการในขอใดตอไปนี้
   *1) (x - 3)2 = 4(y - 2)                          2) (x - 3)2 = 8(y - 1)
    3) (x - 2)2 = 4(y - 2)                          4) (x - 2)2 = 8(y - 1)
26. กําหนดให S = {(x, y) | x2 + y2 ≤ 17}, A = {(x, y) | x2 - y2 = 1}, B = {(x, y) | y2 - x2 = 1}
    ถา p ∈ S I A และ q ∈ S I B แลวระยะทางทีนอยสุดทีเปนไปไดระหวางจุด p และ q เทากับขอใดตอไปนี้
                                               ่        ่
   *1) 3 2 - 4               2) 3 2 - 2             3) 2 3 - 2              4) 2 3 - 3


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (105)
ฟงกชันเอกซโพเนนเชียล และฟงกชันลอการิทึม
      (Exponential and Logarithm Functions)

     เลขยกกําลัง
         บทนิยาม          ถา a เปนจํานวนจริง และ n เปนจํานวนนับ
                          1. an = a × a × a × ... × a
                                                 n ตัว
                          2.   a m ⋅ an = am+n
                          3.   (an)m = anm
                          4.   (ab)n = an ⋅ bn
                                a
                                     n an
                          5.      =
                                b
                                               เมื่อ b ≠ 0
                                          bn
                          6.    a m = am-n เมื่อ a ≠ 0
                                 an
                          7.   a0 = 1          เมื่อ a ≠ 0
                          8. a-n =       1     เมื่อ a ≠ 0
                                        an
     รากที่ n ในระบบจํานวนจริง
       บทนิยาม ให n เปนจํานวนเต็มที่มากกวา 1, x และ y เปนจํานวนจริง
               y เปนรากที่ n ของ x ก็ตอเมื่อ yn = x

     คาหลักของรากที่ n
 บทนิยาม        ให x เปนจํานวนจริงที่มรากที่ n จะกลาววา จํานวนจริง y เปนคาหลักของรากที่ n ของ x
                                        ี
                ก็ตอเมื่อ 1. y เปนรากที่ n ของ x
                            2. yx ≥ 0
                แทนคาหลักของรากที่ n ของ x ดวย n x




คณิตศาสตร (106)_____________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ขอสรุปเกี่ยวกับรากที่ 2 ของจํานวนจริง
1. รากที่สองของจํานวนจริงบวก (A) มี 2 คา คือ 1) รากที่เปนบวก ( A )
                                                  2) รากที่เปนลบ (- A )
2. รากที่สองของจํานวนศูนย มี 1 คา คือ 0
3. รากที่สองของจํานวนจริงลบ ไมสามารถหาคาได
4. สัญลักษณแทน รากที่สองที่เปนบวกของ 25 คือ 25 = 5
                   รากที่สองที่เปนลบของ 25 คือ - 25 = -5
5. A               เรียกสัญลักษณ วา กรณฑ (Radical) ที่ 2
                   อานวา กรณฑที่ 2 ที่เปนบวกของ A หรือ อานวา square root A
6. คาหลักของรากที่ 2 ของจํานวนจริงบวก คือ รากที่สองที่เปนบวกของจํานวนจริงนั้น
ขอสรุปเกี่ยวกับรากที่ 3 ของจํานวนจริง
1. รากที่สามของจํานวนจริง มีเพียง 1 คา
2. รากที่สามของจํานวนจริงบวก เปนจํานวนจริงบวก
   รากที่สามของจํานวนศูนย เปนศูนย
   รากที่สามของจํานวนจริงลบ เปนจํานวนจริงลบ
3. สัญลักษณแทน รากที่สามของ 64 คือ 3 64 = 4
                      รากที่สามของ 0 คือ 3 0            = 0
                      รากที่สามของ -343 คือ 3 - 343 = -7
4. 3 A เรียก 3 วา กรณฑที่สาม อานวา กรณฑท่สามของ A
                                                     ี
5. คาหลักของรากที่ 3 ของจํานวนจริง คือ ตัวมันเอง
ทฤษฎีบทเกี่ยวกับรากที่ n
ทฤษฎีบทที่ 1 ถา x ≥ 0 และ y ≥ 0 แลว x ⋅ y = xy
ทฤษฎีบทที่ 2 ถา x ≥ 0 และ y > 0 แลว x = x       y
                                            y
ทฤษฎีบทที่ 3 ถา x และ y มีรากที่ n แลว n x ⋅ n y = n xy
                                                    n
ทฤษฎีบทที่ 4 ถา x และ y มีรากที่ n และ y ≠ 0 แลว n x = n x
                                                           y
                                                      y
เลขยกกําลังที่มีเลขชี้กาลังเปนจํานวนตรรกยะ
                       ํ
บทนิยาม เมื่อ a เปนจํานวนจริง n เปนจํานวนเต็มที่มากกวา 1 และ a มีรากที่ n แลว a1/n = n x
บทนิยาม ให a เปนจํานวนจริง p, q เปนจํานวนเต็มที่ (p, q) = 1, q > 0 และ a1/q ∈ R
         โดยเมื่อ p < 0 แลว a ตองไมเปน 0 ap/q = (a1/q)p




           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (107)
การหารากที่สองของจํานวนที่อยูในรูป x ± 2 y
            x + 2 y = ( a + b )2 เมื่อ y = a × b และ x = a + b
            x - 2 y = ( a - b )2 เมื่อ y = a × b และ x = a + b

ตัวอยาง                จํานวนจริง x ที่เปนคําตอบของสมการ 15 - b = 22 - 2 105 มีคาเทากับเทาใด
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

            ฟงกชันเอกซโพเนนเชียล (Exponential Function)
            คือ ฟงกชัน f = {(x, y) ∈ R × R+ | y = ax ; a > 0 and a ≠ 1}

                             3                                                                                                          3
                             2                                                                                                          2
                             1                                                                                                          1

                -2 -1                 1      2      3      4      5                                   -5 -4 -3 -2 -1                             1      2

                        0 < a < 1 ฟงกชันลด                                                                       a > 1 ฟงกชันเพิ่ม

            การแกสมการฟงกชันเอกซโพเนนเชียล
            แบบที่ 1 สมการมี 2 พจน
                     1. จัดสมการในรูป ax = ay โดยใชสมบัติของเลขยกกําลัง
                     2. ถา ax = ay แลว x = y
            แบบที่ 2 สมการมี 3 พจนขึ้นไป
                     1. ใชวิธีการสมมติ
                     2. การแกสมการที่มีหลายพจนพยายามถอดตัวรวมออก
            แบบที่ 3 การแกสมการที่ตองใช Conjugate เขาชวย
            การแกอสมการฟงกชันเอกซโพเนนเชียล
                                อสมการ                ฐาน (a)            ขอสรุป
                                                     0<a<1               x<y
                                ax > ay
                                                        a>1              x>y


คณิตศาสตร (108)_____________________________                                                           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ฟงกชันลอการิทึม (Logarithm Function)
       คือ ฟงกชัน f = {(x, y) ∈ R+ × R|x = ay; a > 0 and a ≠ 1}
                    f = {(x, y) ∈ R+ × R|y = loga x; a > 0 and a ≠ 1}

                             3                                                             3
                             2                                                             2
                             1                                                             1
                             0                                                             0
                  -3 -2 -1        0 1   2   3   4   5   6   7                   -3 -2 -2        0 1   2   3   4   5   6   7
                             -1                                                            -1
                             -2                                                            -2
                             -3                                                            -3
                             -4                                                            -4


                    0 < a < 1 ฟงกชันลด                                             a > 1 ฟงกชันเพิ่ม

ตัวอยางที่ 1 จงเขียนสมการแตละขอตอไปนี้ใหอยูในรูปของลอการิทึม
                                                              3    1
     1) 25 = 32           2) 82/3 = 2                 3)  1  = 27
                                                          
                                                         3
                                                                                                                  4) 3 = 31

ตัวอยางที่ 2 จงเขียนสมการแตละขอตอไปนี้ใหอยูในรูปเลขยกกําลัง
     1) log10 100 = 2     2) log1 16 = -4             3) log5 1 = 0                                               4) log6 6 = 1
       สมบัติของลอการิทึม
       1. loga 1 = 0                                                    2. loga 1 = 0
       3. log a y Mx = x loga M
                        y                                               4. loga M = log a x Mx
       5. loga (x ⋅ y) = loga x + loga y                                6. loga  x  = loga x - loga y
                                                                                   
                                                                                  y

       7.     x log a y = y log a x                                     8. a log a M = M
                         log x
       9. loga x = logc a                                               10. loga x = log1 a
                             c                                                           x
       การแกสมการลอการิทึม
       1. ทําฐานของ log ใหเทากัน แลวปลด log ออก โดยนําเอาทฤษฎีตางๆ มาใช
       2. เมื่อหาคา x มาได จะตองพิจารณาดวยวาคา x ที่ไดมานั้นทําใหสมการเปนจริงหรือไม
       การแกอสมการลอการิทึม
                                           log a x > log a y
                                                                0<a<1     a>1

                                                    x<y                          x>y

                                                                  x>0∧y>0


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010                  _____________________________ คณิตศาสตร (109)
แบบทดสอบ
1. ถา 4x-y = 128 และ 32x+y = 81 แลวคาของ y เทากับขอใดตอไปนี้
   1) -2                 *2) -1                   3) 1                         4) 2
2. ถา 6x+y = 36 และ 5x+2y = 125 แลวคาของ x เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 1                   2) 1.5                 *3) 2                         4) 2.5
                    (x + y)2
3. ถา xy = 2 แลว 2 2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                   2(x- y)
   1) 4                      2) 8                 3) 64                   *4) 256
4. กําหนดให x, y > 0 ถา xy = yx และ y = 5x แลวคาของ x อยูในชวงใดตอไปนี้
   1) [0, 1)                *2) [1, 2)            3) [2, 3)                4) [3, 4)
5. ถา x > 0 และ 8x + 8 = 4x + 2x+3 แลวคาของ x อยูในชวงใดตอไปนี้
   1) [0, 1)                *2) [1, 2)            3) [2, 3)                4) [3, 4)
                          x       x
                     4     9 
6. กําหนดสมการ  25  +  25  = 1 จงพิจารณาขอความตอไปนี้
                             
       ก. ถา a เปนคําตอบของสมการ แลว a > 1
       ข. ถาสมการมีคําตอบ แลวคําตอบจะมีเพียงคาเดียว
   ขอใดถูก
   1) ก ถูก และ ข ถูก 2) ก ถูก และ ข ผิด *3) ก ผิด และ ข ถูก 4) ก ผิด และ ข ผิด
7. ให f : R → R+ ถา f สอดคลองสมการ f(x) - 3f  1  = 4x สําหรับทุกจํานวนจริงบวก x แลว ขอใด
                                                     
                                                    x
   ตอไปนี้เปนจริง
                                                                             
   1) ∃x[f(x) > 0]                                 2) ∃x  f(x) + f  1  > 0 
                                                                    x
                                                                     
                                                                             
                                                                            2    
    *3) ∃x[(f(x))2 < 8]                             4) ∃x  f(x) + f  1   < 9 
                                                          
                                                                      x 
                                                                                
                                                                               

8. กําหนดให x เปนจํานวนตรรกยะที่สอดคลองสมการ ( 5 - 1)(3 + 5 )x + ( 5 + 1)(3 - 5 )x
   = 4 ⋅ 2x ถาเขียน x = m ในรูปเศษสวนอยางต่ํา โดยที่ m และ n เปนจํานวนเต็ม จงหา m (ตอบ 2 )
                         n                                                           n
                                                                                           1

9. คําตอบของสมการ 3x(3x+1) + 3x+1(3x+2) = 2[2x(2x+1) + 2x+1 (2x+2)] อยูในชวงใด
   1) (-1, 0)              2) [-2, -1)             3) (-2, -1]             4) (0, 1]




คณิตศาสตร (110)_____________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
10. ถา a, b เปนคําตอบของสมการ 6x - 3x+1 - 2x+2 + 12 = 0 แลวคําตอบของสมการ (ab)2x+1 = (ab + 3)x
    เทากับขอใดตอไปนี้
    1) log 2 - 3 3
              log
                    log          2) log log 4 6
                                           7 - log         3) log 18 - 2           *4) log 15 - 2
                                                                   5                       2
11. ให S เปนเซตคําตอบของสมการ 52x + 11 ≤ |12(5x) - 9| ถา a และ b เปนสมาชิกของ S ที่มีคามาก
    ที่สุดและนอยที่สุดตามลําดับ แลว a + b เทากับขอใดตอไปนี้
    1) log5 15                  *2) log5 20                3) 2                     4) log5 30
                                   2(x-3)
12. เซตคําตอบของอสมการ 2x                 < 82/3-x เปนสับเซตของเซตในขอใดตอไปนี้
    1) (1, ∞)                    2) (-2, 100)              3) (-10, 10)            *4) (-∞, 2)
13. กําหนดให A และ B เปนจํานวนเต็มบวก ถา A log50 5 + B log50 2 = 1 แลว A + B เทากับขอใด
    ตอไปนี้
   *1) 2                         2) 3                      3) 1                     4) 2
14. กําหนดให a, b, c > 1 ถา loga d = 30, logb d = 50 และ logabc d = 15 แลวคาของ logc d เทากับขอ
    ใดตอไปนี้
   *1) 75                        2) 90                     3) 120                   4) 120
15. จงพิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. ถา (log a)3 = x - 1 และ (log b)3 = x + 1 แลว log(a + b) = 3 x 2 - 1
         ข. กราฟของ y = x2 และกราฟของ y = 2x ตัดกันเพียงสองจุดเทานั้น
    ขอใดตอไปนีถูก
                  ้
    1) ก. และ ข. ถูก             2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก *4) ก. และ ข. ผิด
16. ถา log4x 2x2 = log9y 3y2 = log25z 5z2 แลว logxz (yz) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) log 6                     2) log 10                *3) log 15                4) log 30
17. ถา xlog y ⋅ ylog z ⋅ zlog x = 1 และ xy ≠ 1 แลว ขอใดตอไปนีผิด ้
    1) ถา x = y แลว xz     2=1                          *2) ถา x 2y = 1 แลว z = x2
    3) ถา x = y2 แลว xz3 = 1                             4) ถา xy2 = 1 แลว z = x
18. กําหนดให a > 1 และ b, c > 0 ถา a2 + b2 = c2 และ x เปนจํานวนจริงซึ่ง
                                  logc+b a + logc-b a = x (logc+b a logc-b a)
    แลว x มีคาเทาใด (ตอบ 2)
19. รากที่มีคานอยที่สุดของสมการ 2log (x-2) ⋅ 2log (x-3) = 2log 2 มีคาเทาใด (ตอบ 4)
20. กําหนด logy x + 4 logx y = 4 แลว logy x3 มีคาเทาใด (ตอบ 6)
21. ผลบวกของคําตอบทั้งหมดของสมการ log3 x = 1 + logx 9 อยูในชวงใดตอไปนี้
    1) [0, 4)                    2) [4, 8)                *3) [8, 12)               4) [12, 16)


                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (111)
22. คําตอบของสมการ log           (4 - x) = log2 (9 - 4x) + 1 อยูในชวงใดตอไปนี้
                             2
      1) [-10, -6]             2) [-6, -2)             *3) [-2, 2)            4) [2, 6)
                                                             3-9
23.   กําหนดให A = {n|n เปนจํานวนนับและ n2+9 = nn }
                   B = {n|n เปนจํานวนนับและ log n = log(n + 1)}
      ผลบวกของสมาชิกทุกตัวในเซต A U B เทากับเทาใด (ตอบ 4)
24.   ถา 4 (log x)2 + 9 (log y)2 = 12 (log x)(log y) แลวขอใดตอไปนี้ถูก
      1) y2 = x                2) x2 = y               *3) x3 = y3            4) x2 = y3
25.                                                                        1
      ผลบวกของรากทั้งหมดของสมการ log3 (31/x + 27) = log3 4 + 1 + 2x เทากับขอใดตอไปนี้
      1) 0                     2) 1 2                  *3) 3 4                4) 1
26.   ถา log2 3 = 1.59 แลวคาของ x ที่สอดคลองกับสมการ 22x+1 ⋅ 32x+2 = 122x เทากับเทาใด (ตอบ 2.09)
                                                                   
27. กําหนดให A = z ∈ R z = x และ 6 log (x - 2y) = log x3 + log y3  แลวผลบวกของสมาชิกทั้งหมดใน
                             y
                                                                         
    เซต A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 3                    *2) 4             3) 5                    4) 6
28. ผลบวกของคําตอบของสมการ log2 (4x-1 + 2x-1 + 6) = 2 + log2 (2x-1 + 1) มีคาเทาใด (ตอบ 3)
29. ขอใดตอไปนีถูกตอง
                ้
   *1) log7 3 < log7 3 < log7 10              2) log5 3 < log7 3 < log7 10
    3) log7 3 < log7 10 < log5 3              4) log7 10 < log5 3 < log7 3
30. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของอสมการ log4 log3 log2 (x2 + 2x) ≤ 0 จํานวนเต็มที่เปนสมาชิกของ
    A มีท้งหมดกี่จํานวน (ตอบ 3)
          ั
31. ถา A = {x|a < x < b} เปนเซตคําตอบของอสมการ log2 (2x - 1) - log4  x2 + 1  < 1 แลว
                                                                            
                                                                                  2 2
                                                                                     
    a + b มีคาเทาใด (ตอบ 2.5)
32. จํานวนเต็มที่สอดคลองกับอสมการ log1/2 [log3 (x + 1)] > -1 มีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 6                    2) 7                   *3) 8                      4) มากกวา 8
                                                    2
33. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของอสมการ 4 ⋅ 2log x - 9 ⋅ 2(log x/10 + 1) + 2 ≤ 0 ถา a และ b เปน
    สมาชิกของ S ที่มีคามากและคานอยสุด ตามลําดับแลว a เทากับขอใดตอไปนี้
                                                       b
    1) 20                   2) 100                 *3) 200                    4) 1000
34. เซตคําตอบของอสมการ (4x - 2) ⋅ log (1 - x2) > 0 เปนสับเซตของเซตในขอใดตอไปนี้
   *1)  -2, 1 
        
            2
                            2)  -1, 2 
                                
                                 2 
                                                   3) (0, 10)                4)  1, 20 
                                                                                 
                                                                                 2
                                                                                         
                                                                                         




คณิตศาสตร (112)_____________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ฟงกชันตรีโกณมิติ (Trigonometry)
                       B
                                            1. sin A = a ; cosec A = c
                                                       c             a
                                                       b ; sec A = c
                                               cos A = c
             c                                                       b
                      a                                a ; cot A = b
                                               tan A = b             a
              b
       A                  C

                        1
     2. cosec A = sin A , sec A =                      1               1
                                                     cos A , cot A = tan A
        tan A = cos A , cot A =
                      sin
                          A
                                                     cos A
                                                     sin A
     3. ถา A + B = 90° แลว 1) sin A               = cos B
                             2) tan A               = cot B
                             3) sec A               = cosec B
     4. -1 ≤ sin A ≤ 1
        -1 ≤ cos A ≤ 1
     5. sin2 A + cos2 A = 1
        sec2 A - tan2 A = 1
        cosec2 A - cot2 a = 1
      วงกลมหนึ่งหนวย (the unit circle)
                                      1. x = cos θ , y = sin θ
                   π                  2. ตาราง
            (0, 1) 2 , 90°
                                                           มุม θ° (เรเดียน)
              S       +       มุม (+)   ฟงกชัน
          (-, +) (+, +)                          30°  π 
                                                             45°  π 
                                                                    
                                                                   4
                                                                                       60°  π 
                                                                                            
                                                     6                                    3  
π, 180°                      0°
 (-1, 0)                     (1, 0)
                                          sin       1          1 = 2                        3
              T       C                             2           2      2                   2
           (-, -) (+, -) มุม (-)
                                                      3        1 = 2                       1
          (0, -1) 3 π , 270°              cos       2                  2                   2
                   2                                            2
                                          tan    1 = 3            1                         3
                                                  3      3


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (113)
3. cos (-A)     =   cos A
        sec (-A)     =   sec A
        sin (-A)     =   -sin A
        cosec (-A)   =   -cosec A
        tan (-A)     =   -tan A
        cot (-A)     =   -cot A
     สูตรเอกลักษณตรีโกณมิติ
     1. sin (A ± B) = sin A cos B ± cos A sin B
        cos (A ± B) = cos A cos B m sin A sin B     มุมบวก/ลบกัน
        tan (A ± B) = 1tantan ± tan BB
                          m
                             A
                               A tan
     2. sin 2A   =    2 sin A cos A
                 =      2 tan A
                      1 + tan 2 A
        cos 2A = cos2 A - sin2 A
                  = 2 cos2 A - 1        มุม 2 เทา
                  = 1 - 2 sin2 A
                               2
                  = 1 - tan 2 A
                      1 + tan A
        tan 2A =        2 tan A
                      1 - tan 2 A
     3. sin A = ± 1 - cos A
             2                  2
        cos A = ± 1 + cos A
             2                  2        ครึ่งมุม
        tan A = ± 1 - cos A
             2
                           1
                             + cos A

     4. sin 3A = 3 sin A - 4 sin3 A
        cos 3A = 4 cos3 A - 3 cos A           มุม 3 เทา
                                     3A
        tan 3A = 3 tan A - tan
                         1 - 3 tan 2 A
     5. 2 sin A cos B = sin (A + B) + sin (A - B)
        2 cos A sin B = sin (A + B) - sin (A - B) ฟงกชันคูณกัน
        -2 cos A cos B = cos (A + B) + cos (A - B)




คณิตศาสตร (114)_____________________________     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
6. sin A + sin B = 2 sin  A 2 B  cos  A 2 B 
                          + 
                                
                                        - 
                                              
                          A + B      A - B
   sin A - sin B = 2 cos  2  sin  2 
                                                           ฟงกชันบวก/ลบกัน
   cos A + cos B = 2 cos  A 2 B  cos  A 2 B 
                           + 
                                 
                                         - 
                                               

   cos A - cos B = -2 sin  A 2 B  sin  A 2 B 
                                 + 
                                        
                                             - 
                                               

7. คาของฟงกชันตรีโกณมิติของมุมที่นาสนใจ
                                               มุม θ° (เรเดียน)
      ฟงกชัน                                                                 1
                       15°                   36°             72°            22 2 °
                       3 -1             10 - 2 5          10 + 2 5      1    2- 2
       sin θ                                                            2
                      2 2                  4                 4
                       3 +1               5 +1              5 -1        1    2+ 2
       cos θ                               4                 4          2
                      2 2
                       3 -1                                                2- 2
       tan θ           3 +1             10 - 2 5          10 + 2 5
                                                                           2+ 2
                 หรือ 2 - 3               5 +1              5 -1
                                                                       หรือ 3 - 1

อัตราสวนตรีโกณมิติของรูปสามเหลี่ยมที่ไมใชสามเหลี่ยมมุมฉาก
                          1. Law of cosine
          C                                                                   2 c2 2
     b         a             a2 = b2 + c2 - 2bc cos A                cos A = b +2bc - a
                                                                              2 a2 2
   A              B          b2 = c2 + a2 - 2ac cos B                cos B = c + 2ac - b
          c                                                                   2 b2 2
                             c2 = a2 + b2 - 2ab cos C                cos C = a +2ab - c

2. Law of sine                   sin A = sin B = sin C              a         b     c
                                     a         b         c        sin A = sin B = sin C
                                 พื้นที่ ∆ = 1 ab sin C = 1 ac sin B = 1 bc sin A
                                             2             2           2




           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (115)
ตัวผกผันของฟงกชันตรีโกณมิติ
                         ฟงกชัน                            โดเมน                                    เรนจ
                     y = arcsin x                       x ∈ [-1, 1]                           y ∈ - π,
                                                                                                   2
                                                                                                  
                                                                                                                  π
                                                                                                                  2
                                                                                                                   

                     y = arctan x                            x∈R                              y ∈  - π,
                                                                                                  
                                                                                                   22
                                                                                                                  π
                                                                                                                   


                    y = arccosec x               x ∈ (-∞, 1] U [1, ∞)                 y ∈ - π, 0  U  0, π 
                                                                                           2
                                                                                          
                                                                                                  
                                                                                                  
                                                                                                      
                                                                                                          2
                     y = arccos x                       x ∈ [-1, 1]                         y ∈ [0, π]
                     y = arccot x                         x∈R                               y ∈ (0, π)
                     y = arcsec x                x ∈ (-∞, 1] U [1, ∞)                 y ∈  0, π  U  π , π 
                                                                                          
                                                                                              2  2 
                                                                                                           

ตัวอยางที่ 1 จงหาคาของ
     1) arcsin (0)       = ....................                             2) arcsin  1 
                                                                                       
                                                                                      2
                                                                                                         = ....................
                     
     3) arccos           2
                           
                                    = ....................
                                                                                            
                                                                            4) arccos  - 23            = ....................
                     
                     
                         2 
                           
                                                                                      
                                                                                      
                                                                                             
                                                                                             

     5) arcsin  -1 
               
                2
                          = ....................                           6) arctan (-1)               = ....................
ตัวอยางที่ 2 จงเติมชองวางใหถูกตอง
     1) arcsin  1 
                
               2
                        = arccosec ..........                     = arccos ..........
                3
     2) arccos  -5              = arcsec ..........             = arccot ..........
                   
                12 
     3) arctan  5 
                
                                  = arccot ..........             = arcsec ..........
ตัวอยางที่ 3       จงเติมชองวางใหถูกตอง
                                                                                                          
                                                                               2) sin arcsin 23  
                                                                                      
     1) sin arcsin 1
                           
                                           = ....................                   
                                                                                                  
                                                                                                                       = ....................
                  2                                                                           
                                                                                            
                                                                                                        

     3) sin (arctan (2))                      = ....................           4) sec (arccosec ( 2 )) = ....................
                                  
     5) cos arcsin  - 22
                                                                                                    
                                          = ....................           6) arccos  tan  - 54   = ....................
                                                                                               π
                                                                                                     
                                                                                                             
                                  

ตัวอยางที่ 4       จงเติมชองวางใหถูกตอง
                                                                                                             
                                                                                                  
1) sin  arcsin 12 + arcsin 5 
       
               13
                            4
                              
                                                   = ....................      2) sec  2 arcsin 1  = ..................
                                                                                      
                                                                                                 3
                                                                                                   




คณิตศาสตร (116)_____________________________                                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แบบทดสอบ
1. ถา 1 – cot 20° =      x      แลว x มีคาเทาใด (ตอบ 2)
                     1 - cot 25o
2. ถา cos θ - sin θ = 35 แลวคาของ sin 2θ เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 134                 2) 139                       4
                                                  * 3) 9         4)                        13
                                                                                           9
3. ถา sin A = 2 และ cos A = 1 แลว tan2 B มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
        sin B              cos B
                   3                  2
   1) 4                  *2) 23                     3) 1         4)         2
                                                                            3
4. ถา sin 15° + sin 55° = x และ cos 15° + cos 55° = y แลว (x + y)2 - 2xy เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 4 cos2 20°          2) 2 cos2 20°         3) 4 cos2 40°          4) 2 cos2 40°
          sin 2 3A         cos 2 3A
5. ถา                 −                 =2   แลว cos 2A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
            sin 2 A        cos 2 A
    *1) 1
        4                          2) 1
                                      2                          3) 1                 4)      1
                                                                     2                         3
              sin 30o          cos 30o
6. คาของ                  −             เทากับขอใดตอไปนี้
              sin10o           cos10o
     1) -1                         2) 1                         * 3) 2                4) -2
7. ถา (sinθ + cos θ)2 = 3 เมื่อ 0 ≤ θ ≤ π แลว arcos(tan 3 θ) มีคาเทาใด (ตอบ 0)
                          2                 4
8. ถา arcsin (5x) + arcsin (x) = π แลวคาของ tan (arcsin x) เทากับขอใดตอไปนี้
                                   2
   *1) 51                   2) 3 1                3) 1                      4) 1
                                                         3                      2
                                                             π                  π
9. ให -1 ≤ x ≤ 1 เปนจํานวนจริงซึ่ง arccos x - arcsin x = 2552 แลวคาของ sin 2552 เทากับขอใด
   ตอไปนี้
   1) 2x                 *2) 1 - 2x2              3) 2x2 - 1            4) -2x
10. ถา arccos x - arcsin x = π แลว arccos x - arctan 2x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                               6
        π
    1) 12                     5π
                           2) 12                3) 7 π                   4) 11π
                                                    12                        12
11. sec  1  arcsin 3 + arccos 3   + tan  1  arcsin 4 + arccos 5   มีคาเทากับขอใด
         
                                5          
                                                                    4 
         2         5                     2          5           

    1) 2                     2) 3                      * 3) 1 + 2                  4) 2 + 3


                      โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (117)
12. กําหนดให arccos 5 + arcsin 12 + x = π แลว tan x มีคาเทากับเทาใด
                        4
                                     13       2
    1) 6316                       6
                              2) 63             * 3) - 16                4) - 636
                                                        63
                 arctan 3 
13. คาของ sin  2 4  + cos  2 arcsin 5  เทากับขอใดตอไปนี้
                
                
                           
                           
                                     
                                     
                                             3
                                              
                          

    1) 1 + 25      6          2) 1 + 25 6       *3) 1 + 25     7         4) 1 + 25      7
           10                       3                    10                      3
14. ถา arctan x = arctan 1 - 2 arctan 1 แลว sin (180° + arctan x) มีคาเทากับขอใด
                             4           2
   *1)     13                 2)    16            3) - 13                4) - 16
         5 17                    5 17                   5 17                    5 17
15. ถา a และ b เปนคําตอบของสมการ sin (2 arcsin x) = x โดยที่ a ≠ 0, b ≠ 0 และ a ≠ b แลว
    |sin arctan (ab)| เทากับเทาใด (ตอบ 0.6)
16. ให A เปนเซตคําตอบของสมการ cos (2 arcsin x) + 2 = 4 sin2 (arccos x) ขอใดตอไปนี้คือ ผลคูณของ
    สมาชิกในเซต A
    1) - 14                  *2) - 1
                                   2              3) 14                  4) 1 2
17. -sin2 1° + sin2 2° - sin2 3° + … - sin2 89° + sin2 90° มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 0.5)
18. กําหนดให 0° < α < 30° ถา sin2 (7α) - sin2 (5α) = sin (2α) sin (6α) แลว α เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) 10°                     2) 15°               3) 20°                  4) 25°
19. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมซึ่งมี 2 sin A + 3 cos B = 4 และ 3 sin B + 2 cos A = 1 คาของ
    sin C เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 61                  *2) 1                    3) 1                    4) 1
                                  3                    2
20. พิจารณาขอความตอไปนี้ เมื่อเอกภพสัมพัทธคือเซตของจํานวนจริง
        ก. ∃x(cot 2x - cot x = 0)                   ข. ∀x  sin 4 x + cos4 x = 1 - 1 sin2 2x 
                                                           
                                                                                  2         
                                                                                             

    คาความจริงของขอความ ก. และขอความ ข. เปนไปตามขอใดตอไปนี้
    1) ก. เปนจริง และ ข. เปนจริง               2) ก. เปนจริง และ ข. เปนเท็จ
   *3) ก. เปนเท็จ และ ข. เปนจริง               4) ก. เปนเท็จ และ ข. เปนเท็จ
21. กําหนดให x ∈ [ 0, 4π ] เซตคําตอบของสมการ cos x = 3 (1 - sin x) คือขอใดตอไปนี้
    1)  π , 56π , 13π 
        
        6          6 
                                                 2)  56π , π , 13π 
                                                    
                                                           2 6    

    *3)  π , π , 13π , 52 
        
        6 2       6
                         π
                           
                                                    4)  π , 56π , π , 54 
                                                       
                                                       6          2 
                                                                        π
                                                                          




คณิตศาสตร (118)_____________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
22. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มีดาน AB ยาว 2 หนวย ถา BC3 + AC3 = 2BC + 2AC แลว
    cot C มีคาเทากับเทาใด
   *1) 1                     2) 12                   3) 1                  4) 3
           3
23. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มีมุม A เทากับ 60°, BC = 6 และ AC = 1 คาของ cos 2B
    เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 1 4                   2) 12                   3) 23                *4) 3
                                                                              4
24. ถา A(1, 2) , B(4, 3) และ C(3, 5) เปนจุดยอดของสามเหลี่ยม ABC แลว sin B มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                                                                            2
                      1 / 2                                              1 / 2
     1) 1
            
            
                50 - 1 
                                                         2) 1
                                                                 
                                                                 
                                                                     50 + 1 
                                                                            
        2       50                                         2        50 
                                                                         

                   1 / 2                                              1 / 2
    3)
        
        
             50 + 1 
                                                * 4)  50 - 1 
                                                                
        
          2 50    
                                                       2 50 
                                                                

25. รูปสามเหลี่ยม ABC มี a, b และ c เปนความยาวของดานตรงขามมุม A, Bและ C ตามลําดับ
    ถา cos B = 1 และ (a + b + c)(a - b + c) = 30 แลว ac มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                  4
   *1) 12                   2) 20                  3) 205                   4) 40
                                                                                3
26. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยม ซึ่งมี ACB = 60° ลากเสนตรงจากจุด A ไปพบดาน BC ที่จุด D โดย
                                            ˆ
    ทําให BAD = 30° ถาระยะ BD ยาว 3 หนวย และระยะ AD ยาว 2 หนวยแลว ระยะ CD ยาวเทากับขอ
             ˆ
    ใดตอไปนี้
    1) 4 3 3                2) 5 3 3               3) 7 9 6                *4) 8 9 6
27. นายดํายืนอยูบนสนามแหงหนึ่งมองเห็นยอดเสาธงเปนมุมเงย 60° แตเมื่อเขาเดินตรงเขาไปหา เสาธงอีก
    20 เมตร เขามองเห็นยอดเสาธงเปนมุมเงย 75° ในขณะที่เขามองเห็นยอดเสาธงเปนมุมเงย 60° นั้นเขายืน
    อยูหางจากเสาธงเทากับเทาใด
         
    1) 10  2 + 3 3 
           
               2    
                            2) 10  2 + 1 3 
                                  
                                       2   
                                                   3) 10(2 + 2 3 )         *4) 10(2 + 3 )
28. ให A, B และ C เปนจุดยอดของรูปสามเหลี่ยม ABC และ A < B < C
                                                         ˆ ˆ ˆ
    โดยที่ tan A ⋅ tan B ⋅ tan C = 3 + 2 3 และ tan B + tan C = 2 + 2 3
    พิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. tan C = 2 + 3                           ข. C = 5 π
                                                      ˆ 12
    ขอใดตอไปนีถูก
                ้
   *1) ก. และ ข. ถูก          2) ก. ผิด และ ข. ถูก 3) ก. ถูก และ ข. ผิด 4) ก. และ ข. ผิด


                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (119)
29. ให θ เปนจํานวนจริง ซึ่งสอดคลองกับสมการ     1 + 1 + 1 + 1 = 7 แลว tan2 2θ
                                                tan 2θ cot 2θ sin 2θ cos2θ
    มีคาเทาใด (ตอบ 8)
30. พิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. tan 14° + tan 76° = 2 cosec 28°
                                              4
         ข. ถา x > 0 และ sin (2 arctan x) = 5 แลว x ∈  1 , 3 
                                                               
                                                             3 
    ขอใดตอไปนีถูกตอง
                 ้
   *1) ก. และ ข. ถูก         2) ก. ผิด และ ข. ถูก 3) ก. ถูก และ ข. ผิด 4) ก. และ ข. ผิด
31. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมซึ่งมีดานตรงขามมุม A , B และ C ยาว 2a, 3a, 4a ตามลําดับ
                                                            ˆ ˆ      ˆ
    ถา sin A = k แลว cot B + cot C มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 6k 1                  2) 6k                         1
                                                     * 3) 3k           4) k
                                                                          3




คณิตศาสตร (120)_____________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เวกเตอร (Vectors)
          บทนิยาม ปริมาณที่มีแตขนาดเพียงอยางเดียว เรียกวา ปริมาณสเกลาร (scalar quantity) สวนปริมาณ
ที่มีทั้งขนาดและทิศทางเรียกวา ปริมาณเวกเตอร (vector quantity) หรือเรียกสั้นๆ วา เวกเตอร
          การเขียนสัญลักษณแทนเวกเตอร
          เวกเตอรจาก A ไป B อานวา เวกเตอร เอบี เขียนแทนดวย
          1) รูปเรขาคณิต
                                                                B

                                           A
      2) AB (เรียก A วา จุดเริ่มตน (initial point) เรียก B วา จุดสิ้นสุด (terminal point) ของเวกเตอร)
      3) ถาพิกัดของ A เปน (x1, y1) และ B เปน (x2, y2) แลว
                  x - x                v               v
          AB =  y 2 - y 1  = (x2 - x1) i + (y2 - y1) j
                   2       
                         1
      4) ถาพิกัดของ A เปน (x1, y1, z1) และ B เปน (x2, y2, z2) แลว
                  x - x 
                   2      1                                           v
                                         v               v
          AB =  y2 - y1  = (x2 - x1) i + (y2 - y1) j + (z2 - z1) k
                  
                            
                  
                  
                   z2 - z1 
                            
                            
                v
         เมื่อ i เปนเวกเตอร 1 หนวย ในทิศ +x
                v
                 j เปนเวกเตอร 1 หนวย ในทิศ +y
                v
                k เปนเวกเตอร 1 หนวย ในทิศ +z
      ขนาดของเวกเตอร
      | AB | แทน ความยาวของสวนของเสนตรง AB หรือ BA หรือ ขนาดของเวกเตอรน่นเอง          ั
                        v v
      1) ถา AB = a i + b j             แลว | AB | = a 2 + b 2
                        v v v
      2) ถา AB = a i + b j + c k แลว | AB | = a 2 + b 2 + c 2




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (121)
การเทากัน และนิเสธของเวกเตอร
      บทนิยาม v และ v ขนานกัน ก็ตอเมื่อ เวกเตอรทั้งสองมีทิศทางเดียวกัน หรือทิศทางตรงกันขาม
                   u         v
      บทนิยาม u v  v = v ก็ตอเมื่อ เวกเตอรทั้งสอง มีขนาดเทากัน และทิศทางเดียวกัน
                       a1      a2 
                  ถา  b  =  b  แลว a1 = a2 และ b1 = b2
                       1       2
                               
              a        a 
               1        2
          ถา  b1  =  b2  a1 = a2 และ b1 = b2 และ c1 = c2
                        
              c        c 
               1
                        2
                          
      บทนิยาม นิเสธของ v (negative of v ) คือ เวกเตอรที่มีขนาดเทากับขนาดของ v แตมีทิศทาง
                               u                  u                                   u
ตรงกันขามกับทิศทางของ u   v เขียนแทนดวย - v
                                            u
                                                               a    -a 

          -u v = -  a  = -a  = -a v - b v หรือ - v = -  b  = -b  = -a v - b v - c v
                                   i        j       u                    i  j     k
                    b
                           -b 
                                                                   
                                                               c    -c 
                                                                     

      เวกเตอรศูนย (zero vector)
                                                                 0 
                                               v 0         v  
      คือ เวกเตอรที่มีขนาดเปน 0 เขียนแทนดวย 0 = 0  หรือ 0 = 0 
                                                                
                                                               0 
                                                                  

      การบวกเวกเตอร
      ♥ เชิงเรขาคณิต
                                                                                  v
                                                                                  u
                                                  v+v
                                                  u v
                                     v                      v
                                                            v           v
                  v                  v                                  v        v+v
                                                                                 v u
                  u                               v
                                                  u

                          a 1   a 2   a1 + a 2               v            v
      ♥   เชิงพีชคณิต      b1  +  b2  =  b1 + b2  = (a1 + a2) i + (b1 + b2) j
                                                
                         
                                                
                         a      a      a + a 
                          1      2      1     2                                   v
                          b  +  b  =  b + b  = (a + a ) v + (b + b ) v + (c + c ) k
                          1      2       1 2         1 2 i         1 2 j     1 2
                         c      c      c + c 
                          1
                                 2
                                          1     2




คณิตศาสตร (122)_____________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การลบเวกเตอร
หมายถึง การบวกเวกเตอรดวยนิเสธการบวกของเวกเตอรตัวลบ เชน v - v = v + ( v - v )
                                                           u v u u v
♥ เชิงเรขาคณิต

            v
            u                -v
                              u
                                                                    v
                                                                    u
          v
          v          -v
                      v                        u - v = v + (- v )
                                                   v u        v         -v
                                                                         v

                     a1   a 2   a1 - a 2             v           v
♥   เชิงพีชคณิต          -   =            = (a - a ) i + (b - b ) j
                     b1   b2   b1 - b2        1 2          1   2
                                         
                    a      a    a - a 
                     1      2    1     2                                     v
                     b  -  b  =  b - b  = (a - a ) v + (b + b ) v + (c - c ) k
                      1  2  1 2               1 2 i        1 2 j      1 2
                    c      c    c - c 
                     1
                            2
                                   1    2
การคูณเวกเตอร
1. การคูณเวกเตอรดวยสเกลาร
     a      ka           1      5 × 1     5
                                          
   k  b  =  kb  เชน 5 2  = 5 × 2  = 10 
                                          
     c      kc           3      5 × 3    15 
                                          
        v ≠ v และ a เปนจํานวนจริง
   ให u 0
                         v                                 v
   ♥ ถา a > 0 แลว a u คือ เวกเตอรที่มีทิศทางเดียวกับ u และมีขนาดเทากับ a เทาของ u
                                                                                       v
                         v                                v
   ♥ ถา a < 0 แลว a u คือ เวกเตอรที่มีทิศตรงขามกับ u และมีขนาดเทากับ |a| เทาของ u
                                                                                       v
                       v     v
   ♥ ถา a = 0 แลว a u = 0
        เชน 2 v คือเวกเตอรที่มีทิศทางเดียวกับเวกเตอร v และมีขนาดเปน 2 เทาของเวกเตอร
                u                                       u                                   v
                                                                                            u
                v คือเวกเตอรที่มีทิศตรงขามกับเวกเตอร v และมีขนาดเปน 3 เทาของเวกเตอร
             -3 u                                       u                                   v
                                                                                            u
                                  v             v
     ทฤษฎีบทที่ 1 ให v ≠ 0 และ v ≠ 0
                           u               v
                        v ขนานกับ v ก็ตอเมื่อ มีจํานวนจริง a ≠ 0 ซึ่งทําให v = a v
                        u             v                                      u     v
     ทฤษฎีบทที่ 2 ให u 0  v ≠ v และ v ≠ v และ v ไมขนานกับ v จะไดวา
                                           v 0          u             v
                             v + b v = v แลว a = 0 และ b = 0
                       ถา a u       v 0




           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (123)
เวกเตอรหนึ่งหนวย (unit vector)
        คือ เวกเตอรที่มีขนาดหนึ่งหนวย
                                                                       v
        เวกเตอรหนึ่งหนวยที่มีทิศทางเดียวกับเวกเตอร v คือเวกเตอร |v|
                                                        u               u
                                                                        u
        เวกเตอรหนึ่งหนวยที่มีทิศทางเดียวกับเวกเตอร u v คือเวกเตอร - v u
                                                                        |v|
                                                                          u
                                v        v v
        เชน กําหนดให v = 3 i - 4 j - k จะได | v | = 3 2 + 4 2 + (-1) 2 =
                         u                              u                                    26
                                                                 v v v
                                                      v คือ คือ 3 i - 4 j - k
        ดังนั้น เวกเตอรหนึ่งหนวยที่มีทิศทางเดียวกับ u
                                                                      26
                     v             v            v
        หรือ 3 i - 4 j - 1 k
                  26          26            26

     2. การคูณเวกเตอรดวยเวกเตอร (ผลคูณเชิงสเกลาร (dot product))
                    a  a 
                      1     2
        v ⋅ v = b  ⋅ b  = a a + b b + c c
        u v  1  2
                                 1 2 1 2 12
                    c  c 
                     1  2
                       
        v ⋅ v = | v || v | cos θ เมื่อ θ เปนมุมระหวาง v และ v เมื่อ v และ
        u v          u v                                      u        v      u         v มีจุดเริ่มตนเดียวกัน
                                                                                        v
          v + v |2 = | v |2 + 2 v ⋅ v + | v |2
        |u v             u        u v          v
          v - v |2 = | v |2 - 2 v ⋅ v + | v |2
        |u v             u        u v           v
        สมบัติที่สําคัญของผลคูณเชิงสเกลาร
        1. ให v , v และ w เปนเวกเตอรใดๆ
               u v         v
               v v v v
           ♥ u⋅v = v⋅u
               v v v v v v v
           ♥ u ⋅( v + w) = u ⋅ v + u ⋅ w
                   v v        v v v v
           ♥ a( u ⋅ v ) = (a u ) ⋅ v = u ⋅ (a v )
               v v
           ♥ 0⋅u =0
               v v v
           ♥ u ⋅ u = u 2 = | u |2
                                 v
               v v v v v v
           ♥ i ⋅ i = k⋅k = j ⋅ j =1
               v v v v v v
           ♥ i ⋅ j = i ⋅k = j ⋅k =0
        2. ให v , v เปนเวกเตอรที่ไมใชเวกเตอรศูนย เวกเตอร v ตั้งฉากกับเวกเตอร
               u v                                               u                      v ก็ตอเมื่อ v ⋅ v = 0
                                                                                        v            u v




คณิตศาสตร (124)_____________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3. การคูณเวกเตอรดวยเวกเตอร (ผลคูณเชิงเวกเตอร (cross product))
       v × v อานวา เวกเตอรยู ครอส เวกเตอรวี (หาไดเฉพาะเวกเตอร 3 มิติเทานั้น)
       u v
               a          a                       a b - a b 
                1          2                       2 3      3 2
       ถา v =  b1  , v =  b2  แลว v × v =  a3b1 - a1b3 
           u   v                    u v                         
               c          c                                     
                1
                           2
                                                     a1b2 - a 2b1 
                                                                    
                                                     a 2 a 3 v a 3 a1 v                   a1   a2 v
     v×v                                          = b b i + b b j +
     u v                                               2 3             3 1                b1   b2 k

              v
              v                          | v × v | = | v || v | sin θ
                                           u v          u v
                                                   = พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมดานขนานที่มี v
                                                                                       u
                       v                             และ v   v เปนดานของรูปสี่เหลี่ยมนั้น
                       u

v
r                                        ให v , v , v เปนดานของทรงสี่เหลี่ยมดานขนานแลว
                                             u v r
         v
         v                                   ปริมาตรของสี่เหลี่ยมดานขนานทรงตัน = | v ⋅ ( v × v )|
                                                                                     u v r

                  v
                  u                                                            a1         
                                                                                          
    โคไซนแสดงทิศทาง (Direction Cosines) ถากําหนดจุด P(a1, a2, a3) จะได OP = a2 
                                                                                  
                                                                                           
                                                                                           
                                                                               a3         
                                                                                  
                                                                                          
                                                                                           


                           a1                           a2                           a3
       cos α =                       , cos β =                      , cos γ =
                      a1 + a2 + a2
                       2
                            2    3                  a1 + a2 + a 2
                                                     2
                                                          2     3               a1 + a2 + a 2
                                                                                 2
                                                                                      2     3

    α, β, γ  คือ มุมที่ OP ทํากับแกน x, y, z ตามลําดับ
    เรียก cos α, cos β, cos γ วา “โคไซนระบุทิศทางของ OP ”




               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (125)
แบบฝกหัด
1. กําหนดให ABC เปนสามเหลี่ยมใดๆ และ E เปนจุดที่ทําให CE = 2 BA ถา BE = a CB + b CA เมื่อ
   a, b เปนคาคงตัวแลว b - a คือคาในขอใด
   1) -1                    2) 2                  3) 3                  *4) 5
2. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมีสมบัตวา 5| AB | = | BC | + | CA | ถา M และ N เปนจุดแบงครึ่ง
                                            ิ
   ดาน BC และ AC ตามลําดับ แลวพิจารณาขอความตอไปนี้
       ก. MN = 1 ( BC - AC )
                   2                              ข. AM ⋅ BN = 0
   ขอใดถูก
   1) ก. และ ข. ถูก      *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
3. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มี D เปนจุดบนดาน AC และ F เปนจุดบนดาน BC
   ถา AD = 1 AC , BF = 1 BC และ DF = a AB + b BC แลว a มีคาเทาใด (ตอบ 9)
               4             3                                        b
                                                                           1
4. กําหนดให ABCD เปนรูปสี่เหลี่ยมดานขนาน, M เปนจุดบนดาน AD ซึ่ง AM = 5 AD และ N เปนจุด
                                   1
    บนเสนทแยงมุม AC ซึ่ง AN = 6 AC ถา MN = a AB + b AD แลว a + b เทากับขอใดตอไปนี้
        2
   *1) 12                 2) 5 1                  3) 1                 4) 1
                                                      3
5. ให A, B และ C เปนจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมใดๆ
   พิจารณาขอความตอไปนี้
                               v
       ก. AB + BC + CA = 0                       ข. (BC)2 ≤ (CA)2 + (AB)2
   ขอใดถูก
   1) ก. และ ข. ถูก       *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
6. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมดานเทา และ D เปนจุดบนดาน DC ซึ่งทําให | BD | : | BC | = 1 : 3
   พิจารณาขอความตอไปนี้
       ก. 3AD = 2AB + BC                         ข. AD ⋅ BC = - 1 | BC |2
                                                                  6
   ขอใดถูก
   1) ก. และ ข. ถูก       2) ก. ถูก และ ข. ผิด *3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
7. ให A, B และ C เปนจุดสามจุดที่ไมอยูบนเสนตรงเดียวกัน และ D เปนจุดบนเสนตรง BC ที่ทําให BD : DC
   = 2 : 1 ถา | AD |2 = a| AB |2 + b| AC |2 + c| AB ⋅ AC | โดยที่ a, b และ c เปนจํานวนจริง และ
    AB ⋅ AC ≠ 0 แลว a2 + b2 + c2 มีคาเทากับขอใด
   1) 3181                2) 3281                    3) 1027               *4) 11
                                                                                27



คณิตศาสตร (126)_____________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
v        v            v v
8. ให v = i + 3 j , v = 2 i + j ถา θ เปนมุมระหวาง ( v + v ) และ ( v - v ) แลว cos θ
           u                     v                                   u v              u v
    มีคาเทากับขอใด
         
   *1) 1                           2) 2                   3) 51                  4) 52
              5                          5
9. ถา | v + v | = 5 2 และ | v - v | = 26 แลว v ⋅ v เทากับขอใด
             u v                         u v                    u v
    1) 3                         *2) 6                    3) 8                   4) 12
10. ถา u   v และ v ทํามุมกัน 60° และ | v + v | = 37 , | v - v | = 13 แลว | v | + | v |
                       v                        u v                u v                       u       v
    มีคาเทากับขอใด
       
    1) 5                         *2) 7                    3) 37                  4) 50
11. พิจารณาขอความตอไปนี้ เมื่อ u     v และ v เปนเวกเตอร
                                               v
           ก. ถา | u v | = | v | ≠ v แลว ( v - v )( v + v ) = 0
                               v      0        u v u v
                       v + v | = | v | แลว | v | ⋅ ( v + v ) = 0
           ข. ถา |2 u v             v           u u v
    ขอใดตอไปนีถูกตอง
                    ้
    1) ก. และ ข. ถูก             *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
12. กําหนดให u   v และ v เปนเวกเตอรที่มขนาดหนึ่งหนวย ถาเวกเตอร v + 2 v ตั้งฉากกับเวกเตอร 2 v + v
                             v               ี                        u      v                    u v
    แลว u v v ⋅ v เทากับขอใดตอไปนี้
   *1) - 5   4                     2) 0                   3) 51                  4) 53

13. กําหนดให v และ v เปนเวกเตอรที่ไมเทากับเวกเตอรศูนยซึ่ง v ตั้งฉากกับ v และ v + v ตั้งฉากกับ
                  u          v                                     u             v      u v
    v - v พิจารณาขอความตอไปนี้
     u v
           ก. | v | = | v |
                u          v                              ข. v + 2 v ตั้งฉากกับ 2 v - v
                                                              u    v              u v
    ขอใดตอไปนี้เปนจริง
   *1) ก. และ ข. ถูก          2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด
14. กําหนดให v และ v เปนเวกเตอรที่มขนาดหนึ่งหนวย ถาเวกเตอร 3 v + v ตั้งฉากกับเวกเตอร v + 3 v
               u         v                 ี                       u v                      u     v
                     v - v มีขนาดเทากับขอใดตอไปนี้
    แลวเวกเตอร 5 u v
    1) 3 หนวย                2) 3 2 หนวย            3) 4 หนวย         *4) 4 2 หนวย
15. กําหนดให uv และ v เปนเวกเตอรซึ่ง | v ⋅ v | ≠ | v || v | ถา a(v − 2u) + 3u = b(2u + v)
                           v                 u v           u v
                                                                        r      r      r       r r

    แลวคาของ a อยูในชวงใดตอไปนี้
    1) 0, 1 
         2
            
                             *2)  1 , 1 
                                 2 
                                        
                                                      3) 0, 3 
                                                          2
                                                              
                                                                          4)  3, 1 
                                                                               2 
                                                                                   




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (127)
16. กําหนดให v และ v ไมเปนเวกเตอรและ | v + v | = | v - v | ถา | v | = 1 | v | เปนมุม
                  u         v                        u v             u v              v           u
                                                                                                3
     ระหวางเวกเตอร v + v และเวกเตอร v - v เทากับขอใดตอไปนี้
                       u v                      u v
     1) 30°                     2) 45°                   *3) 60°                    4) 90°
         r r          r                       r        r                r             r r r r
17. ให A , B และ C เปนเวกเตอร ซึ่ง | A | = 3, | B | = 2 และ | C | = 1 ถา A + B + 4 C = 0 แลว
      r r r r r r
      A ⋅ B + B ⋅ C + C ⋅ A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
    *1) - 5 2                   2) -1                     3) 0                      4) 12
18. กําหนดให P(-8, 5), Q(-15, -19), R(1, -7) เปนจุดบนระนาบ ถา v         v = a v + b v (a, b เปนจํานวน
                                                                                    i      j
     จริง) เปนเวกเตอรซ่งมีทิศทางขนานกับเสนตรงซึ่งแบงครึ่งมุม QPR แลว a มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                         ึ                                            ˆ          b
     1) 2                       2) -2                         2
                                                          3) 11                           2
                                                                                   *4) - 11
                       v        v                v     v
19. กําหนดให v = 3 i + 4 j ถา w = a i + b j โดยที่ w มีทิศทางเดียวกันกับ v และ | w | = 10
                 u                       v                        v                        u        v
     แลว a + b เทากับเทาใด (ตอบ 14)
                 u v          v                                    u v            v v
20. กําหนดให v , v และ w เปนเวกเตอรที่สอดคลองกับสมการ v + 5 v - 2 w = 0 โดยที่ v = 3 i + 4 ju
                                                                                                     v v
     และ v ตั้งฉากกับ v ถา θ เปนมุมระหวาง v และ w แลวคาของ | w |cos θ เทากับเทาใด (ตอบ 2.5)
           u            v                         u       v                 v
                    v                v                                         99
21. ถา vn = 1 i + 1 - 12 j เมื่อ n = 1, 2, 3, ..., 99 แลวคาของ ∑ | vn +1 - vn | อยูในชวงใด
          v      n                                                                  v       v
                                 n                                            n =1
     1) (1, 1.2)                2) (1.2, 1.4)            *3) (1.4, 1.6)             4) (1.6, 1.8)
                           1                                  5       1 
22. กําหนดใหเวกเตอร  4  ตั้งฉากกับเวกเตอร -8  และ 3  = b  4  + c -8  ถา θ เปนมุมระหวาง
                                                     a                             a
                                                                             
                 a           b
     เวกเตอร  0  และ c  แลว cos2 θ เทากับเทาใด (ตอบ 0.8)
                           
                           

23. กําหนดทรงสี่เหลี่ยมดานขนาน มีจุดยอดอยูที่จุด O(0, 0, 0), A(1, 5, 7), B(2a, -b, -1) และ C(a, 3b, 2)
    โดยที่ a และ b เปนจํานวนเต็ม ถา OA ตั้งฉากกับฐานที่ประกอบดวย OB และ OC และ θ เปนมุม
    ระหวาง OB และ OC แลวขอใดตอไปนี้ถูก
    1) sin θ = 5
                  3 7
    2) | OB || OC | = 21
    3) พื้นที่ฐานของทรงสี่เหลี่ยมดานขนานเทากับ 5 2 3 ตารางหนวย
   *4) ปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมดานขนานเทากับ 75 ลูกบาศกหนวย




คณิตศาสตร (128)_____________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
24. กําหนดให    v = v + 3v
                 u    i        k
                 v = 2 j + xv เมื่อ x เปนจํานวนจริง
                 v              k
                 v = - 3v + v - v
                 w        i j k
        v , v และ w อยูในระนาบเดียวกัน แลว x มีคาเทาใด
    ถา u v        v
    1) -12                  2) -8                 3) 8                  *4) 16
        v = av + bv + 2v = a และ v = 2av - 3bv โดยที่ a, b เปนจํานวนเต็มบวก และ θ เปนมุม
25. ให u      i    j      k         v        i        j
    ระหวาง v และ v ถา | v | = 3 และ cos θ = 1 แลว v × v มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
             u      v        u                  3          u v
         v v          v                                   v   v      v
   *1) 6 i + 8 j - 10 k                           2) - 6 i - 8 j + 10 k
           v     v      v                                  v    v      v
    3) 12 i + 4 j - 10 k                          4) - 12 i - 4 j + 10 k




                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (129)
จํานวนเชิงซอน (Complex)
1. จํานวนเชิงซอน
       เซต C = {(a, b)| a, b ∈ R} จะเรียกวา เซตของจํานวนเชิงซอน ก็ตอเมื่อสําหรับทุกๆ สมาชิก (a, b)
และ (c, d) ใน C
       1. (a, b) = (c, d) ก็ตอเมื่อ a = c และ b = d
       2. (a, b) + (c, d) = (a + c, b + d)
       3. (a, b) ⋅ (c, d) = (ac - bd, ad + bc)
       จํานวนเชิงซอน (a, b) นิยมเขียนแทนดวย a + bi เรียก a วา สวนจริง และเรียก b วา สวนจินตภาพ
       ขอสังเกต 1. c(a, b) = (ca, cb)
                   2. i2 = -1, i3 = -i, i4 = 1
       สังยุคของจํานวนเชิงซอน
       กําหนดใหจํานวนเชิงซอน z = a + bi นิยามสังยุคของ z แทนดวย z คือ z = a - bi
       สมบัติ 1. (a + bi)(a - bi) = a2 + b2
                   2. z1 + z 2 = z1 + z 2
                   3. z1 - z2 = z1 - z 2
                   4. z1 ⋅ z 2 = z1 ⋅ z 2
                        Z      z
                   5. z 1 = z1 โดยที่ z 2 ≠ 0
                         2      2
                   6. z + z = 2Re(z) เมื่อ Re(z) คือ สวนจริงของ z
                   7. z - z = 2Im(z) เมื่อ Im(z) คือ สวนจินตภาพของ z
                   8. z = z

คณิตศาสตร (130)_____________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คาสัมบูรณของจํานวนเชิงซอน
      กําหนดใหจํานวนเชิงซอน z = a + bi นิยามคาสัมบูรณของ z แทนดวย |z| คือ |z| =       a 2 + b2
      สมบัติ 1. z z = |z|2
                 2. |z| = |-z|
                 3. |z1z2| = |z1||z2|
                     z       z
                 4. z1 = z1 , z2 ≠ 0
                      2       2
                 5. |z -1|= |z|-1
                 6. |z| = | z |
                 7. |z1 + z2| ≤ |z1| + |z2|
                 8. |z1 - z2| ≥ ||z1| - |z2||

2. จํานวนเชิงซอนในรูปเชิงขั้ว
       ให z = a + bi โดยที่ z ≠ 0 และ θ เปนมุมบวกที่เล็กที่สุดซึ่ง tan θ = b จะไดวา รูปเชิงขั้วของ z
                                                                             a
คือ z = |z|(cos  θ + i sin θ) เรียก θ วา อารกิวเมนต (argument) ของ z
       การคูณและการหารจํานวนเชิงซอนในรูปเชิงขั้ว
       กําหนดให z1, z2 เปนจํานวนเชิงซอนที่ไมใชศูนย
       โดย z1 = |z1|(cos θ1 + i sin θ1)
       และ z2 = |z2|(cos θ2 + i sin θ2) จะไดวา
       1. z1z2 = |z1||z2|(cos(θ1 + θ2) + i sin (θ1 + θ2))
            z         |z |
       2. z 1 = |z1| (cos(θ1 - θ2) + i sin(θ1 - θ2))
              2         2
       3. z1 = |z1|n (cos nθ1 + i sin nθ1)
             n

        การแกสมการจํานวนเชิงซอน
        สําหรับจํานวนเชิงซอน z = |z|(cos θ + i sin θ) เมื่อ n ≥ 2 จะไดวา
        n z = n |z|  cos θ + 2kπ  + i sin  θ + 2kπ   เมื่อ k = 0, 1, 2, ..., n - 1
                                                       
                       
                                n   
                                             
                                                 n  
        กําหนดให f(x) = anxn + an-1 xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ a0, a1, a2, ..., an ∈ R และ an ≠ 0
จะไดวา ถา f(z) = 0 แลว f( z ) = 0 ดวย
        นั่นคือ ถา z เปนคําตอบของสมการแลว z จะเปนคําตอบของสมการดวย




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (131)
แบบฝกหัด
1. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของสมการ z2 + z + 1 = 0 เมื่อ z เปนจํานวนเชิงซอน เซตในขอใดตอไปนี้
   เทากับเซต S
   1) {-cos 120° - i sin 60°, cos 60° + i sin 60°}
   2) {cos 120° + i sin 60°, -cos 60° + i sin 60°}
   3) {-cos 120° - i sin 120°, -cos 60° + i sin 60°}
   4) {cos 120° + i sin 120°, -cos 60° - i sin 60°}
2. กําหนดให z1 และ z2 เปนจํานวนเชิงซอนซึ่ง |z1 + z2|2 = 5 และ |z1 - z2|2 = 1
   คาของ |z1|2 + |z2|2 เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 1                    2) 2                     3) 3                  4) 4
                                                                                    2
3. กําหนดให z เปนจํานวนเชิงซอนที่สอดคลองกับสมการ z4 + 1 = 0 คาของ z + 1 เทากับขอใดตอไปนี้
                                                                                  z
   1) 1                      2) 2                     3) 3                   4) 4
4. กําหนดให z1,z2 เปนจํานวนเชิงซอนซึ่ง |z1 + z2| = 3 และ z1 ⋅ z2 = 3 + 4i
   คาของ |z1|2 + |z2|2 เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 3                      2) 4                     3) 5                   4) 6
5. กําหนดให z เปนจํานวนเชิงซอนที่สอดคลองกับ z 3 - 2z2 + 2z = 0 และ z ≠ 0 ถาอารกิวเมนตของ z อยู
                           4
   ในชวง  0, π  แลว z 2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
          
           2
                 
                        ( z)
   1) -2i                    2) 1 - i                 3) 1 + i               4) 2i
6. กําหนดให w, z เปนจํานวนเชิงซอนซึ่ง w = z - 2i และ |w|2 = z + 6 ถาอารกิวเมนตของ w อยู
   ในชวง 0, π  และ w = a + bi เมื่อ a, b เปนจํานวนจริง แลว a + b มีคาเทาใด
           2
               
   1) 2                      2) 4                     3) 6                   4) 8

                                              เฉลย
1. 4)     2. 3)      3. 2)     4. 1)      5. 1)     6. 2)




คณิตศาสตร (132)_____________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
กําหนดการเชิงเสน (Linear Programing)
1. กราฟอสมการเชิงเสน
       1. วาดกราฟสมการเชิงเสน (โดยหาจุดที่สอดคลองกับสมการเชิงเสนสองจุด มักใชจุดตัดแกน X และ
จุดตัดแกน Y)
       2. พิจารณาอาณาบริเวณ โดยใชจุดที่ไมอยูบนเสนกราฟทดสอบ (มักใชจุด (0, 0))
          ถาจุดที่ทดสอบสอดคลองกับอสมการ จะไดกราฟเปนอาณาบริเวณที่มีจุดนั้นอยู
          ถาจุดที่ทดสอบขัดแยงกับอสมการ จะไดกราฟเปนอาณาบริเวณที่อยูตรงขามกับบริเวณที่มีจุดนั้นอยู
       3. พิจารณาวาอสมการนั้นยอมรับการเทากันไดหรือไม โดยเลือกแทนดวยเสนทึบ หรือเสนประให
สอดคลอง
2. กราฟของระบบอสมการเชิงเสน
       1. วาดกราฟของอสมการเชิงเสน หาบริเวณที่สอดคลองในทุกๆ อสมการ (คืออาณาบริเวณที่ซอนทับกัน)
เรียกอาณาบริเวณนั้นวา อาณาบริเวณที่หาคําตอบได แลวหาพิกัดของมุมของอาณาบริเวณที่หาคําตอบได
       2. ในกรณีที่ระบบอสมการเชิงเสนมีหลายอสมการ ในการวาดกราฟของอสมการเชิงเสน อาจตองมีการ
หาพิกัดของจุดตัดของสองเสนกอน
3. การแกปญหากําหนดการเชิงเสนโดยวิธีใชกราฟ
          
        - ปญหากําหนดการเชิงเสนประกอบดวย ฟงกชันจุดประสงค (Objective Function) และอสมการ
ขอจํากัด (Constraint Inequalities)
        - ผลเฉลยของปญหาจะเปนพิกดที่อยูในบริเวณที่หาคําตอบไดของระบบอสมการเชิงเสนที่ไดมาจากอสมการ
                                          ั
ขอจํากัด โดยเปนพิกัดที่ทาใหฟงกชันมีคาสูงสุดหรือต่ําสุดตามฟงกชันจุดประสงค
                          ํ
        - โดยการใชการเลื่อนของกราฟฟงกชันจุดประสงคที่มความชันคงที่ แตมีระยะตัดแกน Y ที่เปลี่ยนแปลง
                                                                 ี
พบวาคําตอบที่ตองการจะอยูที่จุดมุมของอาณาบริเวณที่หาคําตอบได
4. สรุปขั้นตอนการแกปญหากําหนดการเชิงเสน
                     
        1. สมมติตัวแปร กําหนดฟงกชนจุดประสงค และอสมการขอจํากัด
                                   ั
        2. วาดกราฟของระบบอสมการเชิงเสนที่ไดจากอสมการขอจํากัด แลวหาอาณาบริเวณที่หาคําตอบได
        3. หาพิกดของจุดมุมของอาณาบริเวณที่หาคําตอบได
                 ั
        4. นําจุดมุมทั้งหมดไปทดสอบกับฟงกชันจุดประสงค โดยเลือกพิกัดที่ทําใหคาของฟงกชันสูงสุดหรือต่ําสุด
ตามที่ตองการ
ขอสังเกต ในบางสถานการณปญหา ตองการคําตอบที่เปนจํานวนเต็ม แตถาพิกดที่เปนคําตอบไมใชจํานวนเต็ม
                                                                                      ั
จะตองนําพิกัดที่เปนจํานวนเต็มที่อยูใกลเคียงกับจุดนั้น มาพิจารณาหาพิกัดที่ใหคาที่ดีที่สุดแทน



                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (133)
แบบฝกหัด
1. ถา C เปนปริมาณที่มีคาขึ้นกับคาของตัวแปร x และ y ดวยความสัมพันธ C = 3x + 5y เมื่อ x, y เปนไป
   ตามเงื่อนไข 3x + 4y ≥ 5, x + 3y ≥ 3, x ≥ 0 และ y ≥ 0 แลวคาต่ําสุดของ C ตามเงื่อนไขขางตน มีคา
   เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 215                     2) 295                3) 254                 4) 27
                                                                               4
2. ถา P = 5x + 4y เมื่อ x และ y เปนไปตามเงื่อนไข x + 2y ≤ 40, 3x + 2y ≤ 60, x ≥ 0 และ y ≥ 0
   แลวคาสูงสุดของ P เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 90                     2) 100               3) 110                  4) 115
3. กําหนดให a และ b เปนจํานวนจริงบวกซึ่ง a < b ถาคามากสุดและคานอยสุดของ P = 2x + y เมื่อ x, y
   เปนไปตามเงื่อนไข a ≤ x + 2y ≤ b, x ≥ 0 และ y ≥ 0 มีคาเทากับ 100 และ 10 ตามลําดับ แลว a + b
   มีคาเทาใด
   1) 70                     2) 50                3) 30                   4) 10

                                             เฉลย
1. 2)     2. 3)     3. 1)




คณิตศาสตร (134)_____________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ลําดับและอนุกรม (Sequence and Series)
1. ลําดับ
          คือ ฟงกชันที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนนับ n ตัวแรก (ลําดับจํากัด) หรือเซตของจํานวนนับ (ลําดับ
อนันต)
        การเขียนลําดับ เขียนได 3 แบบ คือ เขียนแบบเซต เขียนแบบแจกแจงเฉพาะคาของลําดับ เขียนแบบ
พจนทั่วไป
        ลิมิตของลําดับ
        1. ลําดับที่จะนํามาพิจารณาตองเปนลําดับอนันต
        2. ลิมิตของลําดับ (an) มีคาเปนจํานวนจริง L เขียนแทนดวย lim a n = L ก็ตอเมื่อ เมื่อ n มีคา
                                                                 n →∞
มากขึ้น an จะมีคาเขาใกลหรือเทากับ L ( lim a n = L ↔ ∀∈ > 0 ∃n0 ∈ N, n ≥ n0 → |an - L| < ∈)
                                         n →∞
       3. ถา lim a n = L (L ∈ R) แลว จะกลาววา ลําดับ an ลูเขา (converge) สู L และถาลําดับ (an)
               n →∞
ไมมีลิมตแลวเราจะกลาววา ลําดับ an ลูออก (diverge) (ถาลิมิตของลําดับมีคาแลว จะมีไดคาเดียว)
        ิ
          ทฤษฎีบท กําหนดให c เปนคาคงตัวใดๆ lim a n = A, lim b n = B
                                                  n →∞           n →∞
          1. lim c = c
             n →∞
          2. lim c ⋅ an = cA
             n →∞
          3. lim (an + bn) = A + B
             n →∞
          4. lim (an ⋅ bn) = AB
             n →∞
      5. lim k a n = k A (เมื่อ k เปนคาคงที่และทุกเทอมมีความหมาย)
         n →∞
                a
      6. lim bn = A (เมื่อทุกเทอมมีความหมาย)
                       B
         n →∞ n
      หมายเหตุ
                  p(x)
      1. ถา an = q(x) โดยที่ p(x) และ q(x) เปนพหุนาม
         ถา deg p(x) = deg q(x) จะได lim a n = A เมื่อ A และ B คือ สัมประสิทธิ์ของ x กําลังสูงสุด
                                                     B
                                       n →∞
ของพหุนาม p(x) และ q(x) ตามลําดับ
         ถา deg p(x) > deg q(x) จะได lim a n ลูออก
                                              n →∞
             ถา deg p(x) < deg q(x) จะได lim a n = 0
                                           n →∞


                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (135)
2. ถา an อยูในรูปแบบของฟงกชันชี้กําลัง ใหดึงตัวรวมและใชขอเท็จจริงที่วา lim a n = 0 เมื่อ 0 < a < 1
                                                                      
                                                                                     n →∞
       3. ใชคอนจูเกต
       ลําดับเลขคณิต
       คือ ลําดับที่มผลตางของพจนที่ n + 1 กับพจนที่ n เปนคาคงที่เสมอ เรียกผลตางที่คงที่น้วา ผลตางรวม
                     ี                                                                         ี
แทนดวย d (d = an + 1 - an)
       พจนทั่วไปของลําดับเลขคณิต an = a1 + (n - 1)d
       ลําดับเรขาคณิต
       คือ ลําดับที่มีอัตราสวนของพจนที่ n + 1 กับพจนที่ n เปนคาคงที่เสมอ เรียกอัตราสวนที่คงที่น้วา  ี
                                an
อัตราสวนรวม แทนดวย r (r = a +1 )
                                   n
       พจนทั่วไปของลําดับเรขาคณิต an = a1 ⋅ rn-1
2. อนุกรม
       คือลําดับของผลบวกยอย เรียก sn วาผลบวกยอย n พจนแรกของลําดับ (an)
                                                                                         N
       อนุกรมที่เกิดจากลําดับจํากัด เรียก อนุกรมจํากัด sn = a1 + a2 + ... + an = ∑ a i
                                                                                        i =1
                                                                                                   ∞
       อนุกรมที่เกิดจากลําดับอนันต เรียก อนุกรมอนันต lim s n = s∞ = a1 + a2 + ... = ∑ a i
                                                       n →∞                           i =1
       โดยถา lim s n มีคา จะกลาววาอนุกรมลูเขา และมีผลบวกเทากับคาของลิมิตนั้น และถา lim s n หา
               n →∞                                                                                    n →∞
คาไมไดจะกลาววาอนุกรมลูออก
        อนุกรมเลขคณิต
        ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิต
                                                  sn = n (2a1 + (n - 1)d) = n (a1 + an)
                                                       2                    2
       อนุกรมเรขาคณิต
       ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิต
                                                            a1 (1 - r n )
                                                  sn =         1 - r เมื่อ r ≠ 1
       ผลบวกอนันตพจนของอนุกรมเรขาคณิต
                                                             ∞          a1
                                            lim s n =        ∑ ai    = 1 - r ก็ตอเมื่อ |r| < 1
                                          n →∞              i =1
                                                             ∞
                                         lim s = ∑ a i ลูออก ก็ตอเมื่อ |r| ≥ 1
                                       n →∞ n            i =1
       อนุกรมผสม ใชเทคนิคคูณตลอดดวย r
       อนุกรมที่อยูในรูปเศษสวนยอย ปรับแตละพจนใชอยูในรูปเศษสวนยอย

คณิตศาสตร (136)_____________________________                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
อนุกรมพี
                                             ∞
                                             ∑ 1p    ลูเขา ก็ตอเมื่อ p > 1
                                            n =1 n
                                             ∞
                                             ∑ 1p    ลูออก ก็ตอเมื่อ p ≤ 1
                                            n =1 n
      สัญลักษณแทนการบวก
            n
      1. ∑ c = nc
           i =1
             n               n
      2.    ∑ cx i = c ∑ x i
           i =1            i =1
             n                    n     n
      3.    ∑ (x i ± y i ) = ∑ x i ± ∑ y i
           i =1                 i =1  i =1
             n      n(n + 1)
      4.    ∑i =
                          2
           i =1
             n       n(n + 1)(2n + 1)
      5.    ∑ i2 =              6
           i =1
             n        n 2
      6.    ∑i  3 =  ∑ i  = 1 (n(n + 1))2
           i =1       i =1 
                             
                                    4

      ทฤษฎีบท
                ∞                                                                      ∞
      1. ถา ∑ a n เปนอนุกรมลูเขา แลว lim a n = 0 หรือ ถา lim a n ≠ 0 แลว ∑ a n ลูออก
             n =1                        n →∞                  n →∞             n =1
                 ∞               ∞                                                         ∞
      2. ถา ∑ a n และ ∑ b n เปนอนุกรมลูเขา แลวสําหรับจํานวนจริง c, d ใดๆ จะไดวา ∑ (ca n ± db n )
                                                                                    
             n =1      n =1                                                           i =1
                                 ∞                        ∞             ∞
เปนอนุกรมลูเขาดวย โดยที่ ∑ (ca n ± db n ) = c ∑ a n ± d ∑ b n
                              n =1                        n =1         n =1
      3. กําหนดให       0 ≤ an ≤ bn จะไดวา
                ∞                      ∞
           ถา ∑ b n ลูเขา แลว ∑ a n จะลูเขาดวย
                n =1                  n =1
                ∞                       ∞
           ถา ∑ a n ลูออก แลว ∑ b n จะลูออกดวย
               n =1              n =1




                       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (137)
แบบฝกหัด
              2                                          ∞         n
1. ถา lim n 2b + 1 = 1 แลวผลบวกของอนุกรม              ∑  
                                                                 ab 
                                                                   2
                                                                          เทากับขอใดตอไปนี้
       n →∞ 2n a - 1                                   n = 1   a2 b
                                                                 +  
   1) 13                  2) 2 3                        3) 1                       4) หาคาไมได
                                         an                                                         10
2. กําหนดให an เปนลําดับที่สอดคลองกับ a + 2          = 2 สําหรับทุกจํานวนนับ n              ถา ∑ a n = 31
                                            n                                                     n =1
          2552
     แลว ∑ a n     เทากับขอใดตอไปนี้
          n =1
     1) 21275 - 1              2) 21276 - 1             3) 22551 - 1               4) 22552 - 1
                                                 ∞
3. ถา a1, a2, a3, ... เปนลําดับเรขาคณิตซึ่ง ∑ a n = 4 แลวคามากที่สุดที่เปนไปไดของ a2 เทากับขอใด
                                                n =1
   ตอไปนี้
   1) 4                                             2) 2
   3) 1                                             4) หาคาไมไดเพราะ a2 มีคามากไดอยางไมมีขีดจํากัด
4. กําหนดแบบรูป 1, 1, 2, 1, 2, 3, 1, 2, 3, 4, 1, 2, 3, 4, 5, ... จํานวนในพจนที่ 5060 ของรูปแบบนี้มีคา
   เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 1                     2) 10                   3) 100                   4) 1000
5. กําหนดให an เปนลําดับเลขคณิตที่สอดคลองกับเงื่อนไข lim  an n a1  = 5 ถา a9 + a5 = 100
                                                                
                                                                
                                                                     - 
                                                                         
                                                         n→∞
   แลว a100 เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 500                                           2) 515
   3) 520                                           4) หาไมไดเพราะขอมูลไมเพียงพอ
                                             
6. ถา A = lim                 2nk            มีคาเปนจํานวนจริงบวกแลว แลวคาของ A เทากับขอใดตอไปนี้
                n→∞ 
                       1 + 8 + 27 + ... + n3 
                                              
     1) 0                      2) 2                      3) 4                   4) 8
            ∞                 ∞
7. ถา ∑         1 = A แลว ∑ 1 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
        n =2 n 4 - n 2       n =2 n 2
     1) 3 + A
        4              2) 5 + A
                           4               3) 3 - A
                                               4                                   4) 5 - A
                                                                                      4




คณิตศาสตร (138)_____________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
8. กําหนดให an เปนลําดับซึ่งสอดคลองกับเงื่อนไข a1 + a 1 = 1 สําหรับทุกจํานวนนับ n
                                                   n    n +1
   ถา a1 + a2 + ... + a100 = 250 แลว |a2552 - 2.5| มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                                                         
   1) 1 + 5                   2) 2 + 5               3) 25                4) 2 5
9. พิจารณาขอความตอไปนี้
                                                ∞
         ก. ถาลําดับ an ลูเขา แลวอนุกรม     ∑ an     ลูเขา
                                               n =1
                          ∞                             ∞ 
                                  ลูเขา แลวอนุกรม ∑  1 + an  ลูเขา
                                                                        
         ข. ถาอนุกรม     ∑ an                                n
                                                          
                         n =1                        n =1   2 
      ขอใดตอไปนีเปนจริง
                  ้
      1) ก. และ ข. ถูก                                         2) ก. ถูก และ ข. ผิด
      3) ก. ผิด และ ข. ถูก                                     4) ก. และ ข. ผิด
                                      2           2                      a -a
10. ถา an เปนลําดับเลขคณิตซึ่ง lim  a n + 1 - a n 
                                            n                = 4 แลว 17 2 9 มีคาเทาใด
                                n → ∞               
                                                                                                 2
      1) 2      2                2) 2 2                        3)   2                 4)     2
                                        
11.     lim  3n + 12n + 27n + ...+3 3n3  มีคาเทาใด
                                        
      n → ∞  1 + 8 + 27 +...+ n         
      1) 6                  2) 5                       3) 4                           4) 3

                                                       เฉลย
1. 2)        2. 2)      3. 3)       4. 2)        5. 2)         6. 4)        7. 3)   8. 3)        9. 4)   10. 1)
11. 3)




                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (139)
แคลคูลัส (Calculus)
1. ลิมิตและความตอเนื่องของฟงกชัน
       เมื่อ x มีคาเขาใกลจํานวนจริง a ทางดานซายของเสนจํานวน (x < a) แลวคาของ f(x) เขาใกลจํานวน
จริง L จะกลาววา L เปนลิมิตซายของ f ที่ a แทนดวยสัญลักษณ lim f(x) = L1
                                                                    -           x →a
       เมื่อ x มีคาเขาใกลจํานวนจริง a ทางดานขวาของเสนจํานวน (x > a) แลวคาของ f(x) เขาใกลจํานวน
จริง L จะกลาววา L เปนลิมิตขวาของ f ที่ a แทนดวยสัญลักษณ lim f(x) = L2
                                                                                x →a +
       ถาลิมตทางซายและลิมตทางขวาของฟงกชัน f เทากัน และมีคาเทากับ L จะกลาววา
             ิ                ิ                                 
       ฟงกชัน f มีลิมิตเปน L ที่ a แทนดวยสัญลักษณ lim f(x) = L
                                                                     x→a
       ถาลิมิตทางซายไมเทากับลิมิตทางขวา หรือลิมิตขางใดขางหนึ่งหาคาไมได จะกลาววา ฟงกชัน f ไมมีลิมิตที่ a
       ทฤษฎีบทของลิมิต
       กําหนดให a เปนจํานวนจริงใดๆ f และ g เปนฟงกชันที่มีลิมิตที่จุด a จะไดวา
       1. lim c = c เมื่อ c เปนคาคงตัวใดๆ
           x →a
       2. lim x = a
           x →a
       3. lim x n = an เมื่อ n ∈ N
           x →a
       4. lim cf(x) = c lim f(x) เมื่อ c เปนคาคงตัวใดๆ
           x →a               x →a
       5. lim (f(x) ± g(x)) = lim f(x)               ±    lim g(x)
           x→a                       x→a                 x→a
       6. lim (f(x) ⋅ g(x)) = lim f(x) ⋅ lim g(x)
           x→a                     x→a              x→a
                        lim f(x)
              f(x)  = x → a
                
       7. lim g(x) 
                               เมื่อ lim g(x) ≠ 0
                
           x → a     lim g(x)        x→a
                               x→a
                                           
                                                n
       8. lim     (f(x)) n
                  (
                              
                             = lim f(x)
                              
                                            
                                                   เมื่อ n ∈ N
           x →a                x→ a        
       9. lim n f(x) = n lim f(x) เมื่อ n ∈ N และ lim f(x) ≥ 0
           x →a                    x→a                                   x →a
                                                 n
                         n                     m
       10. lim (f(x)) m =  lim f(x) 
                  (
                                                   เมื่อ n, m ∈ N และ lim f(x) ≥ 0
           x →a                 x→ a                                         x →a
        11. ถา f เปนฟงกชันพหุนาม นั่นคือ f(x) =          anxn    +   an-1xn-1 + ...   + a1x + a0 เมื่อ a0, a1, a2, ..., an
เปนคาคงตัวโดย an ≠ 0 จะไดวา lim f(x) = f(a)
                                     x →a

คณิตศาสตร (140)_____________________________                              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ความตอเนื่องของฟงกชัน
           นิยาม ให a เปนจํานวนจริงใดๆ ฟงกชัน f เปนฟงกชันตอเนื่องที่จุด a ก็ตอเมื่อ ฟงกชัน f มีสมบัติ
ตอไปนี้
           1. lim f(x) หาคาได
               x →a
           2. f(a) หาคาได
           3. lim f(x) = f(a)
               x →a

2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของฟงกชัน
           นิยาม ถา y = f(x) เปนฟงกชันใดๆ และ h เปนจํานวนจริงที่ไมใชศูนย
           อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x ในชวง x ถึง x + h คือ f(x + h) - f(x)
                                                                                  h
           อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ใดๆ คือ lim        f(x + h) - f(x)
                                                             h →0          h

3. อนุพันธของฟงกชัน
       นิยาม ถา y = f(x) เปนฟงกชันที่มีโดเมนและเรนจเปนสับเซตของจํานวนจริง และ lim f(x + h) - f(x)
                                                                                                h
                                                                                            h→0
                                                                               d           dy
หาคาได เรียกคาลิมตที่ไดนี้วา อนุพันธของฟงกชัน f ที่ x แทนดวย f ′(x) , dx f(x) และ dx
                    ิ
       ทฤษฎีบทของอนุพันธ
             dc
       1. dx = 0 เมื่อ c คือ คาคงตัวใดๆ
       2. dx = 1
             dx
             d
       3. dx xn = nxn-1 เมื่อ n เปนจํานวนจริงใดๆ
             d                      d
       4. dx [f(x) ± g(x)] = dx f(x) ± dx g(x)  d
             d              d
       5. dx cf(x) = c dx f(x) เมื่อ c คือ คาคงตัวใดๆ
             d                      d               d
       6. dx [f(x)g(x)] = f(x) dx g(x) + g(x) dx f(x)
                                   d             d
             d  f(x)  = g(x) dx f(x) - f(x) dx g(x) เมื่อ g(x) ≠ 0
       7. dx  g(x) 
                                      (g(x))2
             d                d        d
       8. dx gof(x) = dy g(y) dx f(x) เมื่อ y = f(x) (กฎลูกโซ (Chain rule))
             d
       9. dx [f(x)]n = n[f(x)]n-1 dx f(x)d




                      โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (141)
อนุพันธอันดับสูงของฟงกชน  ั
         นิยาม ถา f′(x) หาอนุพันธไดแลวจะเรียกอนุพันธของ f′(x) วา อนุพันธอันดับสองของ f แทนดวย f ″(x),
 d 2 y , d2 f(x) ในทํานองเดียวกันเราสามารถนิยามอนุพันธอันดับ 3, 4, ... ของฟงกชัน ตลอดจนกําหนด
dx 2 dx 2
สัญลักษณไดโดยวิธีเดียวกัน
         การประยุกตของอนุพันธ
         ความชันของเสนสัมผัสโคง ถา f เปนสมการเสนโคง ความชันของเสนตรงที่สัมผัสเสนโคงที่จุด (a, f(a))
คือ f ′(a)
         ฟงกชันเพิ่มและฟงกชันลด กําหนดให f มีโดเมนเปน Df ฟงกชัน f เปนฟงกชันเพิ่มบน (a, b) ⊂ Df
ถา f ′(c) > 0 ทุก c ∈ (a, b) และฟงกชัน f เปนฟงกชันลดบน (a, b) ⊂ Df ถา f ′(c) < 0 ทุก c ∈ (a, b)
         คาสุดขีดของฟงกชัน
         กําหนดให f มีโดเมนเปน Df
         ฟงกชัน f มีคาสูงสุดสัมพัทธที่จุด x = c ถามีชวง (a, b) ⊂ Df และ c ∈ (a, b) ซึ่ง f (c) > f(x) สําหรับ
ทุกๆ x ในชวง (a, b) ที่ x ≠ c
         ฟงกชัน f มีคาต่ําสุดสัมพัทธที่จุด x = c ถามีชวง (a, b) ⊂ Df และ c ∈ (a, b) ซึ่ง f (c) < f(x) สําหรับ
ทุกๆ x ในชวง (a, b) ที่ x ≠ c
         นิยาม ถา f ′(c) = 0 แลวเราจะเรียก c วา คาวิกฤตของฟงกชัน f และเรียกจุด (c, f(c)) วา จุดวิกฤตของ f
         ทฤษฎีบท กําหนดให f เปนฟงกชันตอเนื่องใดๆ บน (a, b) ⊂ Df และ c เปนคาวิกฤตของ f แลว
         ถา f ″(c) < 0 แลว f(c) เปนคาสูงสุดสัมพัทธ
         ถา f″(c) > 0 แลว f(c) เปนคาต่ําสุดสัมพัทธ
         โจทยปญหาคาสุดขีด ทําความเขาใจปญหาเพื่อสรางฟงกชัน f(x) โดยให f(x) เปนสิ่งที่โจทยตองการทราบ
                                                                                                       
คาสุดขีด และตัวแปร x คือสิ่งที่สงผลตอคาสุดขีดนั้น
4. การอินทิเกรต
      นิยาม ฟงกชัน F เปนปฏิยานุพันธของฟงกชัน f เมื่อ F ′(x) = f(x) สําหรับทุกคา x ∈ Df ใช ∫ f(x)dx
แทน F(x) + c เมื่อ c เปนคาคงตัวใดๆ และเรียก ∫ f(x)dx วา อินทิกรัลไมจํากัดเขตของฟงกชัน f
      ทฤษฎีบท
      1. ∫ kdx = kx + c เมื่อ k และ c เปนคาคงตัว
                      n +1
      2. ∫ xndx = x + 1 + c เมื่อ n ≠ -1
                    n
      3. ∫ kf(x)dx = k∫ f(x)dx เมื่อ k เปนคาคงตัว
      4. ∫ (f(x) ± g(x))dx = ∫ f(x)dx ± ∫ g(x)dx




คณิตศาสตร (142)_____________________________                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
อินทิกรัลจํากัดเขต
        นิยาม ให f เปนฟงกชันตอเนื่องบนชวง [a, b] ถา F เปนฟงกชันที่มีอนุพันธบนชวง [a, b] โดยที่ F ′(x) =
f(x) แลว
                                                    b
                                                ∫     f(x)dx        = F(b) - F(a)
                                                    a
                 b                                                                    b
       เรียก ∫ f(x)dx วา อินทิกรัลจํากัดเขตของฟงกชัน f บน [a, b] ใชสัญลักษณ F(x) a แทน F(b) - F(a)
              a
       ทฤษฎีบท
             b                      b
       1. ∫ kf(x)dx = k ∫ f(x)dx เมื่อ k เปนคาคงตัว
           a             a
             b                          b                    b
       2. ∫ (f(x) ± g(x))dx = ∫ f(x)dx               ±   ∫       g(x)dx
           a                   a                             a
             b              c               b
       3. ∫ f(x)dx = ∫ f(x)dx + ∫ f(x)dx เมื่อ c ∈ (a, b)
           a          a          c
             b                  a
       4. ∫ f(x)dx = - ∫ f(x)dx
           a            b
      พื้นที่ที่ปดลอมดวยเสนโคง
      นิยาม กําหนดใหฟงกชัน f(x) ตอเนื่องบน [a, b] พื้นที่ปดลอมดวยเสนโคงของ f(x) จาก x = a ถึง x = b
หมายถึง พื้นที่ของบริเวณที่ลอมรอบดวยกราฟของ f แกน X เสนตรง x = a และเสนตรง x = b
      ทฤษฎีบท กําหนดใหฟงกชัน f ตอเนื่องบน [a, b] และ A เปนพื้นที่ที่ปดลอมดวยเสนโคงของ f จาก
x = a ถึง x = b จะหาไดจากสูตรตอไปนี้
                                                                          b
       1. ถา f(x) ≥ 0 สําหรับทุก x ในชวง [a, b] และ A = ∫ f(x)dx
                                                           a
                                                                           b
       2. ถา f(x) ≤ 0 สําหรับทุก x ในชวง [a, b] และ A = - ∫ f(x)dx
                                                                           a




                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010             _____________________________ คณิตศาสตร (143)
แบบฝกหัด
1. กําหนดให A แทนพื้นที่ของอาณาบริเวณที่ปดลอมดวยเสนโคง y = 1 - x2 และแกน X
                                                             2
               B แทนพื้นที่ของอาณาบริเวณที่ใตเสนโคง y = x4 เหนือแกน X จาก x = -c ถึง x = c
       คาของ c ที่ทําให A = B เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 2                      2) 2                     3) 2 2               4) 4
2. กําหนดให f(x) = x4 - 3x2 + 7
   f เปนฟงกชันเพิ่มบนเซตในขอใดตอไปนี้
   1) (-3, -2) U (2, 3) 2) (-3, -2) U (1, 2) 3) (-1, 0) U (2, 3)           4) (-1, 0) U (1, 2)
                                   
                   
3. ถา f′(x) = 1      1    +   1  แลวคาของ lim f(1 + h) - f(1) เทากับขอใดตอไปนี้
                                   
               2   
                       x         3
                                x             h →0 f(4 + h) - f(4)
                                  
     1) 1                        2) 16
                                     5                3) 75                    4) 51
                                                      1
4. ถา f′(x) = 3x2 + x - 5 และ f(0) = 1 แลว ∫ f(x)dx มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                                                      -1
   1) 5 3                     2) 73                  3) 23                4) 13
5. ถา f, g และ h สอดคลองกับ f(1) = g(1) = h(1) = 1 และ f′(1) = g′(1) = h′(1) = 2 แลวคาของ
   (fg + h)′(1) เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 1                       2) 2                   3) 4                 4) 6
6. เสนตรงซึ่งตัดตั้งฉากกับเสนสัมผัสของเสนโคง y = 2x3 - 1 ที่จุด x = 1 คือเสนตรงในขอใดตอไปนี้
                                                             x
   1) 13x - 2y - 11 = 0                              2) 13x + 2y - 15 = 0
   3) 2x - 13y - 11 = 0                              4) 2x + 13y - 15 = 0
                                1
7.    ถา f′(x) = x2 - 1 และ ∫ f(x)dx = 0 แลว |f(1)| มีคาเทากับเทาใด
                                0
     1) 0.25                    2) 0.50                    3) 0.75                   4) 1.00
                                                                                          f(4)
8. ถา f(x) = ax2 + b x เมื่อ a และ b เปนจํานวนจริงที่ b ≠ 0 ถา 2f′(1) = f(1) แลว f'(9) มีคาเทาใด
   1) 8                     2) 12                        3) 16                   4) 20
9. กําหนดให y = f(x) เปนฟงกชนซึ่งมีคาสูงสุดที่ x = 1 ถา f"(x) = -4 ทุก x และ f(-1) + f(3) = 0 แลว f มี
                                ั
   คาสูงสุดเทาใด
   1) 38                    2) 28                        3) 18                   4) 8


คณิตศาสตร (144)_____________________________                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เฉลย
1. 2)   2. 3)      3. 2)       4. 2)        5. 4)      6. 4)    7. 1)   8. 2)    9. 4)




                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (145)
วิธีเรียงสับเปลี่ยน วิธีจัดหมู และความนาจะเปน
   (Permutation, Combination, and Probability)
1. หลักการเบื้องตนเกี่ยวกับการนับ
        กฎการบวก ถาการทํางานหนึ่งอยางแบงออกเปน n กรณียอยโดยในแตละกรณีเปนการทํางานที่เสร็จสิ้น
จํานวนวิธีในการทํางานจะเทากับผลรวมของจํานวนวิธีของทุกกรณี
        กฎการคูณ
        1. ถางานที่ทําแบงออกเปนสองขั้นตอน โดยงานขั้นตอนแรกเลือกทําได n1 วิธี และในแตละวิธีในการ
เลือกทํางานอยางแรกนี้สามารถเลือกทํางานอยางที่สองได n2 วิธี จํานวนวิธีที่จะเลือกทํางานชิ้นนี้ คือ n1n2 วิธี
        2. ถางานที่ทําแบงออกเปน k ขั้นตอน โดยงานขั้นตอนแรกเลือกทําได n1 วิธี และในแตละวิธีในการเลือก
ทํางานอยางแรกนี้สามารถเลือกทํางานอยางที่สองได n2 วิธี ในแตละวิธีในการเลือกทํางานอยางที่สองสามารถ
เลือกทํางานอยางที่สามได n3 วิธี ฯลฯ จํานวนวิธีที่จะเลือกทํางานชิ้นนี้ คือ n1n2n3 ... nk วิธี
        นิยาม กําหนดให n ∈ N n! = 1 × 2 × 3 × 4 × ... × n และ 0! = 1

2. วิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจดหมู
                              ั
    กฎขอที่ 1      จํานวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนของสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกันทั้งหมด เทากับ n!
    กฎขอที่ 2      จํานวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนของสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกันโดยนํามาเรียงแค r สิ่ง (r ≤ n) คือ
nP = n!
  r (n - r)!
    กฎขอที่ 3      จํานวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนเชิงวงกลมของสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกันทั้งหมด เทากับ (n - 1)!
    กฎขอที่ 4      ถามีสิ่งของอยู n สิ่ง ในจํานวนนี้มี
                    n1 สิ่งที่เหมือนกันอยูกลุมที่หนึ่ง
                    n2 สิ่งที่เหมือนกันอยูกลุมที่สอง
                    M
                    nk สิ่งที่เหมือนกันอยูกลุมที่ k โดยที่ n1 + n2 + ... + nk = n
                    จํานวนวิธเรียงสับเปลี่ยนของสิ่งของทั้ง n สิ่ง เทากับ n !n n!... n !
                             ี
                                                                             1 2!     k
                                                                                          n
       กฎขอที่ 5 จํานวนวิธีเลือกสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกัน ที่ละ r สิ่ง (r ≤ n) เทากับ  r  = nCr =
                                                                                           
                                                                                           
   n!
(n - r)!r!
       เทคนิค       การนับจํานวนฟงกชน, คอมพลีเมนท, การจัดเรียงของใหตดกันโดยการมัด
                                      ั                                 ิ




คณิตศาสตร (146)_____________________________                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3. ความนาจะเปน
       การทดลองสุม คือ การทดลองใดๆ ซึ่งทราบวาผลลัพธอาจเปนอะไรไดบาง แตไมสามารถทํานายผล
ลวงหนาได
       แซมเปลสเปซ คือ เซตที่มีสมาชิกเปนผลลัพธที่เปนไปไดทั้งหมดของการทดลองสุม
       เหตุการณ คือ สับเซตของแซมเปลสเปซ
                          ความนาจะเปนของเหตุการณ E แทนดวย P(E) = n(E)n(S)
       สมบัติบางประการของความนาจะเปน
       1. 0 ≤ P(E) ≤ 1
       2. P(φ) = 0
       3. P(S) = 1
       4. P(E1 U E2) = P(E1) + P(E2) - P(E1 I E2)
       5. P(E1 U E2 U E3) = P(E1) + P(E2) + P(E3) - P(E1 I E2) - P(E1 I E3) - P(E2 I E3) +
                              P(E1 I E2 I E3)
       6. P(E) = 1 - P(E′)

4. ทฤษฎีบททวินาม
                     n            n              n                      n                n
        (a + b)n =  0  anb0 +  1  an-1b1 +  2  an-2b2 + ... +  n - 1  a1bn-1 +  n  a0bn
                                                                                
                                                                                


             n
      เรียก  r  วาสัมประสิทธิ์ทวินาม
              
              
      ขอสังเกต
      1. การกระจาย (a + b)n จะได n + 1 พจน
      2. ในแตละพจนผลรวมของกําลังของ a และ b จะไดเทากับ n
      3. พจนทั่วไปของการกระจาย (a + b)n
                                                             n  n-r r
                                              Tr+1 =      
                                                             r a b
                                                                
                                                               




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (147)
แบบฝกหัด
1. กําหนดให A = {1, 2, 3, 4} และ B = {a, b, c} เซต S = {f|f : A → B เปนฟงกชันทั่วถึง} มีจํานวน
   สมาชิกเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 12                    2) 24                          3) 36                     4) 39
2. คุณลุง คุณปา ลูกชาย และลูกสาว มาเยี่ยมครอบครัวเราซึ่งมี 4 คน คือ คุณพอ คุณแม ตัวฉัน และนองชาย ในการ
   จัดที่นั่งรอบโตะอาหารกลมที่มี 8 ที่น่ง โดยใหคุณลุงนั่งติดกับคุณพอ คุณปานั่งติดกับคุณแม ลูกชายของคุณลุง
                                         ั
   นั่งติดกับนองชายของฉัน และลูกสาวของคุณลุงนั่งติดกับฉัน จะมีจํานวนวิธีจัดไดเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 96 วิธี               2) 192 วิธี                    3) 288 วิธี               4) 384 วิธี
3. ขาวสารบรรจุถุงแลวกองหนึ่งประกอบดวย ขาวหอมมะลิ 4 ถุง ขาวเสาไห 3 ถุง ขาวขาวตาแหง 2 ถุง และ
   ขาวบัสมาตี 1 ถุง สุมหยิบขาวจากกองนี้มา 4 ถุง ความนาจะเปนที่จะไดขาวครบทุกชนิด เทากับขอใด
   ตอไปนี้
   1) 35  4                 2) 35  3                       3) 52                     4) 14
4. กิตติและสมาน กับเพื่อนๆ รวม 7 คน ไปเที่ยวตางจังหวัดดวยกัน ในการคางแรมที่มบานพัก 3 หลัง
                                                                                         ี
   หลังแรกพักได 3 คน สวนหลังที่สองและหลังที่สามพักไดหลังละ 2 คน ซึ่งแตละหลังมีความแตกตางกัน
   พวกเขาจึงตกลงที่จะจับสลากวาใครจะไดพักที่บานหลังใด        ความนาจะเปนที่กตติและสมานจะไดพักบานหลัง
                                                                                ิ
   เดียวกันในหลังที่หนึ่งหรือหลังที่สาม เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 214                     2) 21 5                   3) 218                    4) 10
                                                                                     21
5. กําหนดให n เปนจํานวนนับ ในการสุมหยิบเลข n จํานวนพรอมๆ กันจากเซต {1, 2, ..., 2n} ถาความนาจะเปน
                                 1
   ที่จะไดเลขคูทั้งหมดเทากับ 20 แลว ความนาจะเปนที่จะไดเลขคูเพียง 1 จํานวนเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 20 1                         3
                               2) 20                           9
                                                           3) 20                4) 2011

6. ตองการสรางจํานวนคูบวก 4 หลัก จากเลขโดด 0, 1, 2, 3, 7, 8 โดยแตละจํานวนที่สรางขึ้นไมมีเลขโดดใน
   หลักใดที่ซ้ํากันเลย จะมีจํานวนวิธีที่สรางไดเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 180                      2) 156                      3) 144               4) 136
7. จํานวนเต็มที่มีคาตั้งแต 100 ถึง 999 ที่หารดวย 2 ลงตัว แตหารดวย 3 ไมลงตัว มีจานวนเทากับขอใด
                                                                                           ํ
   ตอไปนี้
   1) 250                      2) 283                      3) 300               4) 303
8. ถุงใบหนึ่งบรรจุลูกกวาดรสสตรอเบอรี่ 5 ลูก รสชอคโกแลต 4 ลูก รสกาแฟและรสมินทอยางละ 2 ลูก หาก
   สุมหยิบลูกกวาดจากถุงใบนี้มา 3 ลูก ความนาจะเปนที่จะหยิบไดลูกกวาดตางรสกันทั้งหมดเทากับขอใด
   ตอไปนี้
   1) 14357                        58
                               2) 143                          59
                                                           3) 143                    60
                                                                                4) 143


คณิตศาสตร (148)_____________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
9. กําหนดให A = {(0, n) | n = 1, 2, ..., 10} และ B = {(1, n) | n = 1, 2, ..., 10} ในการเลือกจุดสอง
   จุดที่แตกตางกันจากเซต A และอีกหนึ่งจุดจากเซต B เพื่อเปนจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมบนระนาบ ความ
   นาจะเปนจะไดรปสามเหลี่ยมที่มีพื้นที่ 1 ตารางหนวย เทากับขอใดตอไปนี้
                   ู
   1) 45 8                  2) 459                    3) 10                 4) 11
                                                           45                   45
10. ในลิ้นชักมีถุงเทาสีขาว 4 คู สีดํา 3 คู และสีน้ําเงิน 2 คู แตไมไดจัดเรียงไวเปนคูๆ ถาสุมหยิบถุงเทามา 2
    ขาง ความนาจะเปนที่จะไดถุงเทาสีเดียวกันเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 1 2                    2) 2  3                      3) 15343                     4) 15349
11. ถุงใบหนึ่งบรรจุลูกแกวสีแดง 5 ลูก สีเขียว 4 ลูก และสีเหลือง 3 ลูก ถาหยิบลูกแกวจากถุงทีละลูก 3 ครั้ง
    โดยไมใสคืน แลวความนาจะเปนที่จะหยิบไดลูกแกว ลูกที่หนึ่ง สอง และสาม เปนสีแดง สีเขียว และสีเหลือง
    ตามลําดับเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 211                        1
                              2) 22                    3) 22 3                  4) 253

12. ในการโยนลูกเตา 2 ลูกหนึ่งครั้ง ความนาจะเปนที่จะไดแตมรวมเปน 7 โดยที่มลูกเตาลูกหนึ่งขึ้นแตมไมนอย
                                                                                  ี
    กวา 4 เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 1  3                     2) 1 4                  3) 6 1                          1
                                                                                    4) 12
13. มีสิ่งของซึ่งแตกตางกันอยู 8 ชิ้น ตองแบงใหคน 2 คน คนหนึ่งได 6 ชิ้น และอีกคนหนึ่งได 2 ชิ้น จะมีจํานวน
    วิธีแบงกี่วิธี
    1) 56                       2) 128                  3) 270                      4) 326
14. ในการแขงขันฟุตบอลฤดูกาลหนึ่ง มีทีมเขารวมการแขงขัน 7 ทีม จัดแขงแบบพบกันหมด (แตละทีมตองลง
    แขงกับทีมอื่นทุกทีม) จะตองจัดการแขงขันอยางนอยกี่นัด
    1) 7                        2) 14                   3) 21                       4) 28

                                                       เฉลย
1. 3)       2. 1)       3. 1)       4. 1)        5. 3)      6. 2)       7. 3)       8. 2)       9. 1)       10. 4)
11. 2)      12. 3)      13. 1)      14. 3)




                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (149)
สถิติ (Statistics)
1. ขอมูล
       ขอมูลที่ใชในการวิเคราะหทางสถิติมีสองประเภท คือ ขอมูลที่ไมไดแจกแจงความถี่ ซึ่งจะเห็นคาของขอมูล
ทุกตัวและขอมูลที่แจกแจงความถี่ จะเห็นเปนอันตรภาคชั้น
                       ความกวางของอันตรภาพชั้น = ขอบบน - ขอบลาง
                                                        ขอบบน + ขอบลาง
                           จุดกึ่งกลางอันตรภาคชั้น =
                                                                2

2. การวัดแนวโนมเขาสูสวนกลาง
                        
       1. คาเฉลี่ยเลขคณิต, Mean, x
                                                               N
                                                               ∑ xi
           x ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่        x =          i=1
                                                                N
                                                               K
                                                               ∑ fi x i
           x ของขอมูลที่แจกแจงความถี่           x =          i=1
                                                                 N
                         N
       ขอสังเกต 1.      ∑ xi = N x
                        i=1
                         N
                   2.    ∑ (x i - x ) = 0
                        i=1
                         N           2
                   3.    ∑ (x i - a ) มีคานอยที่สุดเมื่อ   a= x
                        i=1
                   4. ถา x1, x2, x3, ... , xn มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x
                      x1 + k, x2 + k, x3 + k, ... , xn + k มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x + k
                      x1k, x2k, x3k, ..., xnk มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x k
                                  N x +N x
                   5. x รวม = 1N 1 + N2 2
                                       2      2




คณิตศาสตร (150)_____________________________                       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
2. มัธยฐาน, Median, Me
   Me สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                Me = คาของขอมูลตําแหนงตรงกลาง (ตัวที่ N 2 1 ) เมื่อเรียงลําดับขอมูลแลว
                                                                 +

   Me สําหรับขอมูลที่แจกแจงความถี่
                                 N - ∑f 
                                        L
                Me = L +  2 f            
                                            I
                                       M
ขอสังเกต 1. การหามัธยฐานมีสองขั้นตอน คือ หาตําแหนง และหาคาโดยใชสูตรหรือการเทียบบัญญัติไตรยางค
                 N
            2. ∑ | x i - a | มีคานอยสุดเมื่อ a = Me
                i=1
3. ฐานนิยม, Mode, Mo
   Mo สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                                         Mo = คาของขอมูลที่มีความถี่มากที่สุด
   Mo สําหรับขอมูลที่แจกแจงความถี่
                                     Mo = จุดกึ่งกลางของชั้นที่มีความถี่สูงสุด (แบบหยาบ)
                                         = L +  d d1 d  I
                                                            
                                                                             (แบบละเอียด)
                                                    1 + 2
ขอสังเกต 1. ใชไดกับขอมูลเชิงคุณภาพ
          2. ถาแตละอันตรภาคชั้นมีความกวางตางกัน ตองถวงดวยน้ําหนักของความกวางดวย
4. ความสัมพันธของ x , Me และ Mo
         x = Me = Mo                    x > Me > Mo               x < Me < Mo
             โคงปกติ                        โคงเบขวา              โคงเบซาย




           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (151)
3. การวัดตําแหนงของขอมูล
       เราจะมองการวัดตําแหนงของขอมูลเปนเหมือนภาคขยายของการหามัธยฐาน ซึ่งมีสองขั้นตอนคือ การหา
ตําแหนงและการหาคา
       1. ควอรไทล (Quartiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 4 สวนเทาๆ กัน โดย Q1, Q2, และ Q3 คือ
คะแนนของตัวแบงทั้ง 3 ตัว
            Qr ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                                    การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Qr คือ r(N 4+ 1)
                                         การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค
            Qr ของขอมูลที่แจกแจงความถี่
                                    การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Qr คือ rN    4
                                                                  rN
                                                                 
                                                                  4
                                                                      - ∑ fL 
                                                                             
                                                                             
                                         การหาคา : Qr = L +          fM        I
       2. เดไซล (Deciles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 10 สวนเทาๆ กัน โดย D1, D2, ..., D9 คือ คะแนนของ
ตัวแบงทั้ง 9 ตัว
            Dr ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                                    การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Dr คือ r(N10 1)    +

                                         การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค
            Dr ของขอมูลที่แจกแจงความถี่
                                    การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Dr คือ rN  10
                                                                  rN
                                                                 
                                                                  10
                                                                      - ∑ fL 
                                                                              
                                         การหาคา : Dr = L +          fM         I
       3. เปอรเซ็นไทล (Percentiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 100 สวนเทาๆ กัน มี P1, P2, ..., P99
คือ คะแนนของตัวแบงทั้ง 99 ตัว
            Pr ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่
                                    การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Pr คือ r(N + 1)
                                                                              100
                                         การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค
            Pr ของขอมูลที่แจกแจงความถี่
                                    การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Pr คือ 100  rN
                                                                 rN
                                                                
                                                                 100
                                                                       - ∑ fL 
                                                                               
                                         การหาคา : Pr = L +          fM          I




คณิตศาสตร (152)_____________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
4. การวัดการกระจายของขอมูล
      1. การวัดการกระจายสัมบูรณ (Absolute Variation) ใชเพื่อวัดการกระจายของขอมูลชุดเดียว
         1.1 พิสัย (Range)
                                       Range = xmax - xmin
         1.2 สวนเบี่ยงเบนควอรไทล (Quatile Deviation)
                                                      Q 3 - Q1
                                          Q.D. =          2
         1.3 สวนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (Mean Deviation)
                                                           N
                                                           ∑ | xi - x |
                                       M.D. =             i=1
                                                       N
         1.4 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
                                                             N           2     N 2
                                                             ∑ (x i - x)       ∑xi
                                              S.D. =        i=1      =       i =1  2
                                                             N             N -x
      2. การวัดการกระจายสัมพัทธ (Relative Variation) ใชเพื่อตองการเปรียบเทียบการกระจายของขอมูล
มากกวาหนึ่งชุด
         2.1 สัมประสิทธิ์พิสัย
                                                    x -x
                               สัมประสิทธิ์พิสัย = x max + x min
                                                           max       min
         2.2 สัมประสิทธิ์ควอรไทล
                                                          Q -Q
                            สัมประสิทธิ์ควอรไทล = Q 3 + Q1
                                                            3    1
         2.3 สัมประสิทธิ์สวนเบี่ยงเบนเฉลี่ย
                 สัมประสิทธิ์สวนเบี่ยงเบนเฉลี่ย = M.D.     x
         2.4 สัมประสิทธิ์การแปรผัน
                          สัมประสิทธิ์การแปรผัน = S.D.     x
      ขอสังเกต 1. ความแปรปรวน (Variance) = S.D.        2 = S2
                2. S.D. ≥ 0
                3. S.D. = 0 ↔ x1 = x2 = ... = xn = x
                4. ถา x1, x2, ..., xn มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2
                    x1 + k, x2 + k, ..., xn + k มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2
                    x1k, x2k, ..., xnk มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D.|k| ความแปรปรวนเปน S.D.2k2




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (153)
5. คามาตรฐาน
                                                             xi - x
                                                     zi = S.D.
     ขอสังเกต 1. ขอมูลที่มการแจกแจงปกติจะมี x = Me = Mo
                                    ี
                     2. พื้นที่ใตโคงปกติเทากับ 1 หรือ 100% ซึ่งคือปริมาณขอมูลทั้งหมด
                     3. การแจกแจงปกติมาตรฐาน คือ การแจกแจงปกติที่มี x = 0 และ S.D. = 1
                     4. ถา z1, z2, z3, ..., zn จะมี x = 0 และ S.D. = 1
                     5. คา z สามารถเปนไดทั้งบวก (xi > x ) และลบ (xi < x )
                     6. zi = 0 ↔ xi = x
                     7. โดยมาก -3 < zi < 3
                     8. มีความสัมพันธระหวาง คะแนนมาตรฐาน, คะแนนดิบ, คาเฉลี่ยเลขคณิต, สวนเบี่ยงเบน-
มาตรฐาน, พื้นที่ใตโคงปกติมาตรฐาน, ปริมาณขอมูล, เปอรเซนไทล




คณิตศาสตร (154)_____________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แบบฝกหัด
1. ขอมูลชุดหนึ่งมี 99 จํานวน เรียงลําดับจากนอยไปมากไดเปน x1, x2, ..., x99 ถาคาเฉลี่ยเลขคณิตของขอมูล
   ชุดนี้เทากับมัธยฐาน แลวขอใดตอไปนี้ถูก
          49          99                                        49                   99
     1) ∑ x i = ∑ x i                                      2) ∑ (x 50 - x i ) = ∑ (x 50 - x i )
          i=1      i = 51                                       i=1                   i = 51
           49               99                                   49                       99
     3)    ∑ x50 - x i = ∑ x50 - x i                       4)    ∑ (x 50   - x i ) 2 = ∑ (x 50   - x i )2
          i=1             i = 51                                i=1                     i = 51
2. โรงเรียนอนุบาลแหงหนึ่งมีนักเรียน 80 คน โดยการแจกแจงของอายุนักเรียนเปนดังตาราง
                           อายุ (ป)     3.5              4     4.5       5    5.5        6
                     จํานวนนักเรียน (คน) a                15    10        20    b         5
     ถาคาเฉลี่ยของอายุนักเรียนมีคา 4.5 ป แลวสวนเบี่ยงเบนเฉลี่ยของอายุนักเรียนมีคาเทากับขอใดตอไปนี้
                                   
     1) 16 5                   2) 16 7                       9
                                                         3) 16                    4) 1611

3. ถาตารางแจกแจงความถี่แสดงน้ําหนักของเด็กจํานวน 40 คน เปนดังนี้
                                       น้ําหนัก (กิโลกรัม)       จํานวน
                                              9-11                  15
                                             12-14                  5
                                             15-17                  5
                                             18-20                  10
                                             21-23                  5
   ถา x แทนคาเฉลี่ยของน้ําหนักเด็กกลุมนี้ แลวขอใดตอไปนี้ถูก
   1) x = 17.444 และมัธยฐานนอยกวาฐานนิยม 2) x = 14.875 และมัธยฐานนอยกวาฐานนิยม
   3) x = 17.444 และมัธยฐานมากกวาฐานนิยม 4) x = 14.875 และมัธยฐานมากกวาฐานนิยม
4. ขอมูลชุดหนึ่งมีการแจกแจงปกติ ถาหยิบขอมูล a, b, c, d มาคํานวณคามาตรฐาน ปรากฏวาไดคาดังตาราง
                                ขอมูล                a        b        c        d
                           คามาตรฐาน (z)            -3      -0.45    0.45       1
     ขอใดตอไปนี้ถูก
     1) -a + 2b + 2c - 3d = 0                              2) -a + b + c - 3d = 0
     3) a - 2b + 3c + 2d = 0                               4) a - b + c - d = 0

                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (155)
5. ขอมูลความสูงของนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนแหงหนึ่งมีการแจกแจงปกติ ถาจํานวนนักเรียนที่มความสูง
                                                                                              ี
   นอยกวา 140.6 เซนติเมตร มีอยู 3.01% และจํานวนนักเรียนที่มีความสูงมากกวาคามัธยฐานแตนอยกวา
   159.4 เซนติเมตรมีอยู 46.99% แลวจํานวนนักเรียนที่มความสูงไมนอยกวา 155 เซนติเมตร แตไมเกิน
                                                        ี
   160 เซนติเมตร มีเปอรเซ็นตเทากับขอใดตอไปนี้ เมื่อกําหนดตารางแสดงพื้นที่ใตเสนโคงปกติมาตรฐาน
   ระหวาง 0 ถึง z เปนดังนี้
                                 z            1.00 1.12 1.88 2.00
                        พื้นที่ใตเสนโคง   0.3413 0.3686 0.4699 0.4772
   1) 12.86%                2) 13.14%                     3) 15.87%    4) 13.59%
6. ถาความยาวรัศมีของวงกลม 10 วงมีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 3 และมีความแปรปรวนเทากับ 5 แลวผลรวม
   ของพื้นที่วงกลมทั้ง 10 วงนี้ มีคาเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 90π                   2) 95π                        3) 140π      4) 340π
7. กําหนดตารางแจกแจงความถี่แสดงความสูงของนักเรียนในโรงเรียนแหงหนึ่ง เปนดังนี้
                           ความสูง (เซนติเมตร)       จํานวนนักเรียน (คน)
                               120-129                       10
                               130-139                       20
                               140-149                       40
                               150-159                       50
                               160-169                       30
   ขอใดตอไปนี้ถูก
   1) มัธยฐานของความสูงมีคานอยกวา 149 เซนติเมตร
   2) ฐานนิยมของความสูงมีคานอยกวา 147 เซนติเมตร
   3) ควอรไทลที่ 3 ของความสูงมีคามากกวา 150 เซนติเมตร
   4) เปอรเซ็นไทลที่ 20 ของความสูงมีคามากกวา 145 เซนติเมตร
                                       
8. จากการแจกแจงขอมูลเงินเดือนของพนักงานบริษัทแหงหนึ่งพบวา
                     เดไซลที่           1        3        5           7           9
                 เงินเดือน (บาท)       10,000   15,000   20,000      25,000      40,000
    ถานายเอกและนายยศมีเงินเดือนรวมกันเทากับ 40,000 บาท และมีจํานวนพนักงานที่ไดเงินเดือนมากกวา
    นายยศอยูประมาณ 30% ของพนักงานทั้งหมด แลวเปอรเซ็นตของจํานวนพนักงานที่ไดเงินเดือนนอยกวา
    นายเอกเทากับขอใดตอไปนี้
    1) 10%                 2) 30%                3) 50%              4) 70%


คณิตศาสตร (156)_____________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
9. กําหนดใหขอมูลชุดหนึ่งมีการแจกแจงแบบปกติ ถาหยิบขอมูล x และ y จากขอมูลชุดนี้มาพิจารณา พบวา
   13.14% ของขอมูลมีคามากกวา x และ x มากกวา y อยู 2% ของสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แลวจํานวน
   ขอมูล (คิดเปนเปอรเซ็นต) ที่มีคานอยกวา y เทากับขอใดตอไปนี้ เมื่อกําหนดตารางแสดงพื้นที่ใตเสนโคง
   ปกติมาตรฐานระหวาง 0 ถึง z เปนดังนี้
                             z             1.00         1.10     1.12     1.14      1.16
                    พื้นที่ใตเสนโคง    0.3413       0.3643   0.3686   0.3729    0.3770
    1) 36.43%               2) 37.29%             3) 86.43%            4) 87.29%
10. คะแนนสอบวิชาความถนัดของนักเรียนกลุมหนึ่งมีการแจกแจงปกติ ถาผลรวมของคามาตรฐานของคะแนน
    ของนายแดงและนายดําเทากับ 0 และผลรวมของคะแนนนายแดงและนายดําเปน 4 เทาของสวนเบี่ยงเบน
    มาตรฐาน แลวสัมประสิทธิ์ของความแปรผันของคะแนนสอบของนักเรียนกลุมนี้เทากับขอใดตอไปนี้
    1) 0.5                  2) 1                  3) 1.5               4) 2
11. กําหนดใหความสูงของคนกลุมหนึ่งมีการแจกแจงแบบปกติ ถามีคนสูงกวา 145 เซนติเมตร และ 165
    เซนติเมตรอยู 84.13% และ 15.87% ตามลําดับ แลวสัมประสิทธิ์ของความแปรผันของความสูงของคนกลุม
    นี้เทากับขอใดตอไปนี้
                             Z                   1.00   1.12   1.14   1.16
       พื้นที่ใตเสนโคงปกติมาตรฐานจาก 0 ถึง z 0.3413 0.3686 0.3729 0.3770
    1) 311                    2) 312                   3) 313                  4) 31 4

12. กําหนดใหขอมูลชุดหนึ่งมีการแจกแจงปกติ หยิบขอมูล x1, x2, x3 มาคํานวณคามาตรฐานปรากฏวาไดคา
    เปน z1, z2, z3 ตามลําดับ ถา z1 + z2 = z3 แลวคาเฉลี่ยเลขคณิตของขอมูลชุดนี้เทากับขอใดตอไปนี้
    1) x1 + x2 - z3           2) x1 - x2 - x3          3) x3 - x2 - x1         4) x1 + x2 + x3
13. ขอมูลชุดหนึ่งเรียงจากนอยไปมากเปนดังนี้ 1, 4, x, y, 9 และ 10 ถามัธยมฐานของขอมูลชุดนี้เทากับ
    คาเฉลี่ยเลขคณิต และสวนเบี่ยงเบนเฉลี่ยคณิตของขอมูลชุดนี้เทากับ 8 แลว y - x มีคาเทาใด
                                                                        3
    1) 4.5                    2) 4                     3) 2.5                  4) 2
14. ขอมูลชุดหนึ่งมี 5 จํานวนและมีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 12 ถาควอรไทลที่ 1 และ 3 ของขอมูลชุดนี้มีคา
    เทากับ 5 และ 20 ตามลําดับ แลวเดไซลท่ี 5 ของขอมูลชุดนี้มีคาเทาใด
    1) 20                     2) 15                    3) 10                   4) 5

                                                      เฉลย
1. 3)      2. 4)       3. 4)        4. 1)       5. 4)      6. 3)    7. 3)     8. 2)       9. 3)      10. 1)
11. 2)     12. 1)      13. 4)       14. 3)

                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (157)
ความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางขอมูล
          (Funtional Relation Between Data)
1. การวิเคราะหความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางขอมูล
     1. ความสัมพันธของตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม
     2. การเขียนแผนภาพการกระจาย

2. ระเบียบวิธีกําลังสองนอยสุด
     สมการเสนตรง : รูปทั่วไปคือ                    y = mx + c
     สมการปกติ
                                               n              n
                                              ∑ yi     = m ∑ x i + nc
                                             i =1            i =1
                                            n                  n          n
                                          ∑ xiyi       =   m ∑ x2 + c ∑ x i
                                                                  i
                                          i =1               i =1       i =1
     สมการเสนพาราโบลา : รูปทั่วไปคือ               y =    ax2 + bx + c
     สมการปกติ
                                                n            n           n
                                               ∑ yi    = a ∑ x 2 + b ∑ x i + nc
                                                               i
                                              i =1           i =1     i =1
                                             n                 n        n        n
                                            ∑ xiyi     =   a ∑ x3 + b ∑ x2 + c ∑ x i
                                                                  i        i
                                           i =1              i =1     i =1     i =1
                                           n 2                 n        n        n
                                          ∑ xi yi      =   a ∑ x4 + b ∑ x3 + c ∑ x2
                                                                  i        i        i
                                         i =1                i =1     i =1     i =1
     สมการเอกซโพเนนเชียล : รูปทั่วไปคือ            y =    abx หรือ log y = log a              + x log b
     สมการปกติ
                                        n                                    n
                                       ∑ log y i      = n log a + log b ∑ x i
                                      i =1                                i =1
                                     n                            n               n
                                    ∑ x i log y i     = log a ∑ x i + log b ∑ x 2
                                                                                i
                                   i =1                          i =1            i =1




คณิตศาสตร (158)_____________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3. ความสัมพันธเชิงฟงกชันของขอมูลที่อยูในรูปอนุกรมเวลา
        เราสามารถแทนขอมูลที่เปนตัวแปรอิสระซึ่งเปนชวงเวลาที่หางเทากันไดดังนี้ ถาจํานวนชวงเวลาที่นํามา
สรางความสัมพันธเปนจํานวนคี่ มักจะแทนดวย ..., -3, -2, -1, 0, 1, 2, 3, ... โดยใหชวงเวลาที่อยูตรงการเปน
0 ถาจํานวนชวงเวลาที่นํามาสรางความสัมพันธเปนจํานวนคู มักจะแทนดวย ..., -5, -3, -1, 1, 3, 5, ... โดยให
ชวงเวลาที่อยูตรงกลางเปน -1 และ 1
        ขอสังเกต 1. รูตัวแปรอิสระทํานายตัวแปรตาม ไมสามารถทํานายกลับได
                        (ถาจะทํานายตองสลับตัวแปรแลวสรางความสัมพันธเชิงฟงกชันใหม)
                    2. เมื่อจะทํานายความสัมพันธในรูปอนุกรมเวลา ตองแปลงขอมูลกอน
                    3. สําหรับสมการรูปเสนตรง ( x , y ) อยูบนเสน
                    4. สําหรับสมการรูปเสนตรง ∆y = m∆x




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _____________________________ คณิตศาสตร (159)
แบบฝกหัด
1. ในการหาความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร (X) และวิชาฟสิกส (Y) ของนักเรียน
   100 คนของโรงเรียนแหงหนึ่ง ไดพจนตางๆ ที่ใชในการคํานวณคาคงตัวจากสมการปกติของความสัมพันธ
   เชิงฟงกชันที่มีรูปสมการเปน Y = a + bX ดังนี้
                    100        100               100                     100
                     ∑ xi    = ∑ y i = 1000, ∑ x i y i = 2000, ∑ x 2 = 4000
                                                                   i
                    i=1        i=1               i=1                     i=1
   ถาคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตรของนายสมชายเทากับ 15 คะแนน แลวคะแนนสอบวิชาฟสิกส (โดยประมาณ)
   ของนายสมชายเทากับขอใดตอไปนี้
   1) 16 คะแนน            2) 16.67 คะแนน          3) 17 คะแนน              4) 17.67 คะแนน
2. ในการหาความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางปริมาณสารปนเปอนชนิดที่ 1 (X) และปริมาณสารปนเปอนชนิดที่ 2
   (Y) จากตัวอยางอาหารจํานวน 100 ตัวอยาง พบวาความแปรปรวนของปริมาณสารชนิดที่ 1 มีคาเทากับ
                                                                     100                      100
                                                                                           2
     1.75, คาเฉลี่ยเลขคณิตของปริมาณสารชนิดที่ 2 มีคาเทากับ 0.5, ∑ x i y i = 100 และ ∑ x 1 = 200
                                                                      i =1                    i =1
   ถาสมการปกติของความสัมพันธเชิงฟงกชันดังกลาวอยูในรูป Y = a + bX แลว เมื่อพบสารปนเปอนชนิดที่ 1
   อยู 4 หนวย จะพบสารปนเปอนชนิดที่ 2 (โดยประมาณ) เทากับขอใดตอไปนี้
   1) 0.5 หนวย           2) 1 หนวย                3) 1.5 หนวย            4) 2 หนวย
3. กําหนดใหขอมูล X และ Y มีความพันธกันดังตารางตอไปนี้
                              X              1          2            3           3
                              Y              1          3            4           6
     ถาสมการปกติของความสัมพันธเชิงฟงกชันดังกลาวอยูในรูป Y = a + bX แลวเมื่อ X = 10 คาของ Y
     เทากับเทาใด
     1) 8.5               2) 19                      3) 22                4) 25.5

                                              เฉลย
1. 2)     2. 4)      3. 2)




คณิตศาสตร (160)_____________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010

Brands math

  • 2.
    เซต เซตจํากัด คือ เซตที่สามารถระบุจํานวนสมาชิกได เซตอนันต คือ เซตที่มีจํานวนสมาชิกมากมาย เซตวาง คือ เซตที่ไมมีสมาชิก หรือมีจํานวนสมาชิกเปนศูนย เขียนแทนดวย φ หรือ { } ตัวอยางที่ 1 ให A เปนเซตจํากัด และ B เปนเซตอนันต ขอความใดตอไปนี้เปนเท็จ 1) มีเซตจํากัดที่เปนสับเซตของ A 2) มีเซตจํากัดที่เปนสับเซตของ B *3) มีเซตอนันตที่เปนสับเซตของ A 4) มีเซตอนันตที่เปนสับเซตของ B จํานวนสมาชิกของเซตจํากัด ให n(A) แทนจํานวนสมาชิกของเซต A 1. n(U) = n(A) + n(A′) 2. n(A U B) = n(A) + n(B) - n(A I B) 3. n(A U B U C) = n(A) + n(B) + n(C) - n(A I B) - n(A I C) - n(B I C) + n(A I B I C) 4. n(A - B) = n(A) - n(A I B) คณิตศาสตร (2)_______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 3.
    ตัวอยางที่ 2 ถากําหนดจํานวนสมาชิกของเซตตางๆตามตารางตอไปนี้ เซต AUB AUC BUC AUBUC AIBIC จํานวนสมาชิก 25 27 26 30 7 แลวจํานวนสมาชิกของ (A I B) U C เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 23 2) 24 3) 25 4) 26 ตัวอยางที่ 3 นักเรียนกลุมหนึ่งจํานวน 46 คน แตละคนมีเสื้อสีเหลืองหรือเสื้อสีฟาอยางนอยสีละหนึ่งตัว ถา นักเรียน 39 คนมีเสื้อสีเหลือง และ 19 คนมีเสื้อสีฟา แลวนักเรียนกลุมนี้ที่มทั้งเสื้อสีเหลืองและเสื้อ ี สีฟามีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 9 2) 10 3) 11 *4) 12 ตัวอยางที่ 4 นักเรียนกลุมหนึ่งจํานวน 50 คน มี 32 คน ไมชอบเลนกีฬาและไมชอบฟงเพลง ถามี 6 คน ชอบฟง เพลงแตไมชอบเลนกีฬา และมี 1 คน ชอบเลนกีฬาแตไมชอบฟงเพลง แลวนักเรียนในกลุมนี้ที่ชอบ เลนกีฬาและชอบฟงเพลงมีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้ *1) 11 คน 2) 12 คน 3) 17 คน 4) 18 คน ตัวอยางที่ 5 กําหนดให A และ B เปนเซต ซึ่ง n(A U B) = 88 และ n[(A - B) U (B - A)] = 76 ถา n(A) = 45 แลว n(B) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 45 2) 48 3) 53 *4) 55 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________________ คณิตศาสตร (3)
  • 4.
    ตัวอยางที่ 6 ในการสอบถามพอบานจํานวน300 คน พบวามีคนที่ไมดื่มทั้งชาและกาแฟ 100 คน มีคนที่ดื่มชา 100 คน และมีคนที่ด่มกาแฟ 150 คน พอบานที่ดื่มทั้งชาและกาแฟมีจํานวนเทาใด (ตอบ 50 คน) ื สับเซต บทนิยาม เซต A เปนสับเซตของเซต B ก็ตอเมื่อสมาชิกทุกตัวของเซต A เปนสมาชิกของเซต B และ เขียนเปนสัญลักษณ คือ A ⊂ B ตัวอยางที่ 7 ให A = {1, 2} และ B = {1, 2, 3, 4, 5} เนื่องจากสมาชิกของเซต A ทุกตัวเปนสมาชิกของ เซต B ดังนั้น A ⊂ B เพาเวอรเซต บทนิยาม เพาเวอรเซตของเซต A คือ เซตที่มีสมาชิกเปนสับเซตทั้งหมดของเซต A เขียนแทนดวย P(A) ตัวอยางที่ 8 ให A = {1, 2, 3} จะไดสับเซตทั้งหมดของ A ไดแก φ, {1}, {2}, {3}, {1, 2}, {1, 3}, {2, 3}, {1, 2, 3} P(A) = {φ, {1}, {2}, {3}, {1, 2}, {1, 3}, {2, 3}, {1, 2, 3}} สมบัติของสับเซตและเพาเวอรเซต 1. φ เปนสับเซตของเซตทุกเซต 2. φ เปนสมาชิกของเพาเวอรเซตเสมอ 3. A ⊂ A 4. A ∈ P(A) 5. ถา A ⊂ B แลว P(A) ⊂ P(B) 6. จํานวนสับเซตของเซต A ทั้งหมดเทากับ 2n(A) 7. จํานวนสมาชิกของ P(A) ทั้งหมดเทากับ 2n(A) คณิตศาสตร (4)_______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 5.
    การดําเนินการทางเซต 1. ยูเนียน เซต A ยูเนียนกับเซต B คือ เซตที่มีสมาชิกเปนสมาชิกของเซต A หรือเซต B เขียนแทนดวย AUB 2. อินเตอรเซกชัน เซต A อินเตอรเซกชันกับเซต B คือ เซตที่มีสมาชิกเปนสมาชิกของเซต A และเซต B เขียนแทนดวย A I B 3. ผลตาง ผลตางของ A และ B คือ เซตที่มีสมาชิกในเซต A แตไมเปนสมาชิกในเซต B เขียนแทนดวย A-B 4. คอมพลีเมนต ถา A เปนเซตเซตใดในเอกภพสัมพันธ U แลว คอมพลีเมนตของเซต A คือ เซตที่มี สมาชิกเปนสมาชิกของ U แตไมเปนสมาชิกของ A เขียนแทนดวย A′ ตัวอยางที่ 9 กําหนดให U = {1, 2, 3, ..., 10} A = {1, 2, 4, 8} B = {2, 4, 6, 10} จะได A U B = {1, 2, 4, 6, 8, 10} AIB = {2, 4} A-B = {1, 8} B-A = {6, 10} A′ = {3, 5, 6, 7, 9, 10} และ B′ = {1, 3, 5, 7, 8, 9} ตัวอยางที่ 10 ถา A - B = {2, 4, 6}, B - A = {0, 1, 3} และ A U B = {0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8} แลว A I B เปนสับเซตในขอใดตอไปนี้ 1) {0, 1, 4, 5, 6, 7} 2) {1, 2, 4, 5, 6, 8} *3) {0, 1, 3, 5, 7, 8} 4) {0, 2, 4, 5, 6, 8} โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________________ คณิตศาสตร (5)
  • 6.
    การใหเหตุผล การใหเหตุผลทางคณิตศาสตรที่สําคัญมีอยู 2 วิธี ไดแก 1. การใหเหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning) หมายถึง วิธีการสรุปผลในการคนหาความจริง จากการสังเกตหรือการทดลองหลายๆ ครั้งจากกรณี ยอยแลวนํามาสรุปเปนความรูแบบทั่วไป 2. การใหเหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Reasoning) หมายถึง วิธีการสรุปขอเท็จจริงโดยการนําความรูพื้นฐาน ความเชื่อ ขอตกลง หรือบทนิยาม ซึ่งเปนสิ่ง ที่รูมากอนและยอมรับวาเปนจริง เพื่อหาเหตุผลนําไปสูขอสรุป ตัวอยางที่ 1 จงพิจารณาการใหเหตุผลตอไปนี้เปนการใหเหตุผลแบบอุปนัยหรือนิรนัย 1) เหตุ 1. นัทชอบทานไอศกรีม 2. แนทชอบทานไอศกรีม ผล เด็กทุกคนชอบทานไอศกรีม 2) เหตุ 1. เด็กทุกคนชอบทานไอศกรีม 2. แนทเปนเด็ก ผล แนทชอบทานไอศกรีม ตัวอยางที่ 2 จงหาคา a จากแบบรูปของจํานวนที่กําหนดให 1, 4, 9, 16, 25, a 2, 4, 8, 16, 32, a ความสมเหตุสมผล สวนประกอบของการใหเหตุผล การตรวจสอบความสมเหตุสมผลโดยแผนภาพเวนน-ออยเลอร 1. a เปนสมาชิกของ A 2. a ไมเปนสมาชิกของ A คณิตศาสตร (6)_______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 7.
    3. สมาชิกทุกตัวของ Aเปนสมาชิกของ B 4. ไมมีสมาชิกตัวใดใน A เปนสมาชิกของ B 5. สมาชิกบางตัวของ A เปนสมาชิกของ B 6. สมาชิกบางตัวของ A ไมเปนสมาชิกของ B ตัวอยางที่ 3 กําหนดเหตุใหดังตอไปนี้ เหตุ ก. ทุกจังหวัดที่อยูไกลจากกรุงเทพมหานครเปนจังหวัดที่มีอากาศดี ข. เชียงใหมเปนจังหวัดที่มีอากาศไมดี ขอสรุปในขอใดตอไปนี้สมเหตุสมผล *1) เชียงใหมเปนจังหวัดที่อยูไมไกลจากกรุงเทพมหานคร 2) นราธิวาสเปนจังหวัดที่อยูไมไกลจากกรุงเทพมหานคร 3) เชียงใหมเปนจังหวัดที่อยูไกลจากกรุงเทพมหานคร 4) นราธิวาสเปนจังหวัดที่อยูไกลจากกรุงเทพมหานคร ตัวอยางที่ 4 จงพิจารณาขอความตอไปนี้ 1. คนตีกอลฟทุกคนเปนคนสายตาดี 2. คนที่ตีกอลฟไดไกลกวา 300 หลา บางคน เปนคนสายตาดี 3. ธงชัยตีกอลฟเกงแตตีไดไมไกลกวา 300 หลา แผนภาพในขอใดตอไปนี้ มีความเปนไปไดที่จะสอดคลองกับขอความทั้งสามขางตน เมื่อจุดแทนธงชัย 1) 2) *3) 4) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________________ คณิตศาสตร (7)
  • 8.
    ตัวอยางที่ 5 จากแบบรูปตอไปนี้ 7 14 21 77 1 2 4 2 4 8 3 6 12 ... a b c โดยการใหเหตุผลแบบอุปนัย 2a - b + c มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 11 2) 22 3) 33 *4) 44 ตัวอยางที่ 6 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. นักกีฬาทุกคนมีสุขภาพดี ข. คนที่มีสุขภาพดีบางคนเปนคนดี ค. ภราดรเปนนักกีฬา และเปนคนดี แผนภาพในขอใดตอไปนี้ มีความเปนไปไดที่จะสอดคลองกับขอความทั้งสามขอขางตน เมื่อจุดแทนภราดร 1) 2) 3) *4) ตัวอยางที่ 7 เหตุ 1. ไมมีคนขยันคนใดเปนคนตกงาน 2. มีคนตกงานที่เปนคนใชเงินเกง 3. มีคนขยันที่ไมเปนคนใชเงินเกง ผล ในขอใดตอไปนี้ที่เปนการสรุปผลจากเหตุขางตนที่เปนไปอยางสมเหตุสมผล 1) มีคนขยันที่เปนคนใชเงินเกง *2) มีคนใชเงินเกงที่เปนคนตกงาน 3) มีคนใชเงินเกงที่เปนคนขยัน 4) มีคนตกงานที่เปนคนขยัน คณิตศาสตร (8)_______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 9.
    ระบบจํานวนจริง แผนผังแสดงความสัมพันธของระบบจํานวน จํานวนเชิงซอน จํานวนจริง (R) จํานวนจินตภาพ จํานวนอตรรกยะ (Q′) จํานวนตรรกยะ (Q) จํานวนตรรกยะ (I′) ที่ไมใชจํานวนเต็ม จํานวนเต็ม (I) จํานวนเต็มลบ (I-) จํานวนเต็มบวก (I+) (จํานวนนับ) (N) จํานวนเต็มศูนย (I0) จํานวนอตรรกยะ หมายถึง จํานวนที่ไมสามารถเขียนใหอยูในรูปเศษสวนของจํานวนเต็ม หรือทศนิยม ซ้ําได เชน 2 , 5 , - 3 , π, 2.17254... เปนตน จํานวนตรรกยะ หมายถึง จํานวนที่สามารถเขียนในรูปเศษสวนของจํานวนเต็มได ตัวอยางที่ 1 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. มีจํานวนตรรกยะที่นอยที่สุดที่มากกวา 0 ข. มีจํานวนอตรรกยะที่นอยที่สุดที่มากกวา 0 ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง 1) ก. ถูก และ ข. ผิด 2) ก. และ ข. ถูก 3) ก. ผิด และ ข. ถูก *4) ก. และ ข. ผิด ตัวอยางที่ 2 กําหนดใหคาประมาณที่ถูกตองถึงทศนิยมตําแหนงที่ 3 ของ 3 และ 5 คือ 1.732 และ 2.236 ตามลําดับ พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. 2.235 + 1.731 ≤ 5 + 3 ≤ 2.237 + 1.733 ข. 2.235 - 1.731 ≤ 5 - 3 ≤ 2.237 - 1.733 ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________________ คณิตศาสตร (9)
  • 10.
    สมบัติของจํานวนจริง 1. สมบัติการเทากันของจํานวนจริง กําหนดให a, b, c ∈ R 1) สมบัติการสะทอน a=a 2) สมบัติการสมมาตร ถา a = b แลว b = a 3) สมบัติการถายทอด ถา a = b และ b = c แลว a = c 4) สมบัติการบวกดวยจํานวนที่เทากัน ถา a = b แลว a + c = b + c 5) สมบัติการคูณดวยจํานวนที่เทากัน ถา a = b แลว a + c = b + c 2. สมบัติของจํานวนจริงเกี่ยวกับพีชคณิต กําหนดให a, b, c ∈ R สมบัติ สมบัติของการบวก สมบัติของการคูณ สมบัติปด a+b∈R a⋅b ∈ R สมบัติการสลับที่ a+b=b+a a⋅b = b⋅a สมบัติการเปลี่ยนกลุม a + (b + c) = (a + b) + c a ⋅ (b ⋅ c) = (a ⋅ b) ⋅ c สมบัติการมีเอกลักษณ มี 0 เปนเอกลักษณการบวก มี 1 เปนเอกลักษณการคูณ ซึ่ง 0 + a = a = a + 0 ซึ่ง 1 ⋅ a = a = a ⋅ 1 สมบัติการมีอินเวอรส สําหรับจํานวนจริง a สําหรับจํานวนจริง a ที่ a ≠ 0 มีจํานวนจริง -a จะมี a-1 ที่ a ⋅ a-1 = a-1 ⋅ a = 1 ที่ (-a) + a = 0 = a + (-a) สมบัติการแจกแจง a(b + c) = ab + ac ตัวอยางที่ 3 ให a และ b เปนจํานวนตรรกยะที่แตกตางกัน c และ d เปนจํานวนอตรรกยะที่แตกตางกัน พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. a - b เปนจํานวนตรรกยะ ข. c - d เปนจํานวนอตรรกยะ ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด คณิตศาสตร (10)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 11.
    ตัวอยางที่ 4 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. สมบัติการมีอินเวอรสการบวกของจํานวนจริง b ที่ b + a = 0 = a + b ข. สมบัติการมีอินเวอรสการคูณของจํานวนจริงกลาววา สําหรับจํานวนจริง a จะมีจานวนจริง b ํ ที่ ba = 1 = ab ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด ทบทวนสูตร 1. กําลังสองสมบูรณ (a + b)2 = a2 + 2ab + b2 (a - b)2 = a2 - 2ab + b2 2. กําลังสามสมบูรณ (a + b)3 = a3 + 3a2b + 3ab2 + b3 (a - b)3 = a3 - 3a2b + 3a2b - b3 3. ผลตางกําลังสอง a2 - b2 = (a - b)(a + b) 4. ผลตางกําลังสาม a3 - b3 = (a - b)(a2 + ab + b2) a3 + b3 = (a + b)(a2 - ab + b2) จากสมการพหุนามกําลังสอง ax2 + bx + c = 0 เมื่อ a, b และ c เปนคาคงที่, a ≠ 0 b2 จะได x = -b ± 2a - 4ac ถา b2 - 4ac > 0 แลว x จะมี 2 คําตอบ ถา b2 - 4ac = 0 แลว x จะมี 1 คําตอบ ถา b2 - 4ac < 0 แลว x จะไมมีคําตอบที่เปนจํานวนจริง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (11)
  • 12.
    สมบัติของอสมการ ให a,b และ c เปนจํานวนจริง 1. สมบัตการถายทอด ิ ถา a > b และ b > c แลว a > c 2. สมบัติการบวกดวยจํานวนจริงที่เทากัน ถา a > b แลว a + c > b + c 3. สมบัติการคูณดวยจํานวนที่เทากัน ถา a > b และ c > 0 แลว ac > bc ถา a > b และ c < 0 แลว ac < bc 4. ให a และ b เปนจํานวนจริง จาก a < x < b จะได a < x และ x < b ชวงของจํานวนจริง ให a และ b เปนจํานวนจริง และ a < b 1. (a, b) = {x|a < x < b} เสนจํานวน คือ a b 2. [a, b] = {x|a ≤ x ≤ b} เสนจํานวน คือ a b 3. (a, b] = {x|a < x ≤ b} เสนจํานวน คือ a b 4. [a, b) = {x|a ≤ x < b} เสนจํานวน คือ a b 5. (-∞, a) = {x|x < a} เสนจํานวน คือ a 6. [a, ∞) = {x|x ≥ a} เสนจํานวน คือ a ตัวอยางที่ 5 ตองการลอมรั้วรอบที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผาซึ่งมีพื้นที่ 65 ตารางวา โดยดานยาวของที่ดินยาวกวาสองเทาของ ดานกวางอยู 3 วา จะตองใชรั้วที่มีความยาวเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 30 วา *2) 36 วา 3) 42 วา 4) 48 วา คณิตศาสตร (12)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 13.
    ตัวอยางที่ 6 เมื่อเขียนกราฟของy = ax2 + bx + c โดยที่ a ≠ 0 เพื่อหาคําตอบของสมการ ax2 + bx + c = 0 กราฟในขอใดตอไปนี้แสดงวาสมการไมมีคําตอบที่เปนจํานวนจริง y y 5 5 1) 0 x 2) 0 x -5 5 -5 5 -5 -5 y y 5 5 3) x *4) 0 x -5 0 5 -5 5 -5 -5 ตัวอยางที่ 7 แมคานําเมล็ดมะมวงหิมพานต 1 กิโลกรัม ถั่วลิสง 3 กิโลกรัม และเมล็ดฟกทอง 4 กิโลกรัม มาผสมกัน แลวแบงใสถุง ถุงละ 100 กรัม ถาแมคาซื้อเมล็ดมะมวงหิมพานต ถั่วลิสง และเมล็ดฟกทองมาในราคา กิโลกรัมละ 250 บาท 50 บาท และ 100 บาท ตามลําดับ แลวแมคาจะตองขายเมล็ดพืชผสมถุงละ 100 กรัมนี้ ในราคาเทากับขอใดตอไปนี้จึงจะไดกําไร 20% เมื่อขายหมด 1) 10 บาท *2) 12 บาท 3) 14 บาท 4) 16 บาท โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (13)
  • 14.
    ตัวอยางที่ 8 เซตคําตอบของอสมการ-1 ≤ 2+ x ≤1 คือเซตในขอใดตอไปนี้ 1- 2 1) [ 2 - 1, 1] 2) [ 2 - 1, 2] *3) [3 - 2 2 , 1] 4) [3 - 2 2 , 2] คาสัมบูรณ บทนิยาม ให a เปนจํานวนจริง  a เมื่อ a ≥ 0 |a| =   -a เมื่อ a < 0  ทฤษฎีบทเกี่ยวกับคาสัมบูรณ 1. |x| = a ก็ตอเมื่อ x = a หรือ x = -a 2. ให a เปนจํานวนจริงบวก |x| < a ก็ตอเมื่อ -a < x < a |x| ≤ a ก็ตอเมื่อ -a ≤ x ≤ a |x| > a ก็ตอเมื่อ x < -a หรือ x > a |x| ≥ a ก็ตอเมื่อ x ≤ -a หรือ x ≥ a ตัวอยางที่ 9 พิจารณาสมการ |x - 7| = 6 ขอสรุปใดตอไปนี้เปนเท็จ 1) คําตอบหนึ่งของสมการมีคาระหวาง 10 และ 15 2) ผลบวกของคําตอบทั้งหมดของสมการมีคาเทากับ 14 *3) สมการนี้มีคําตอบมากกวา 2 คําตอบ 4) ในบรรดาคําตอบทั้งหมดของสมการ คําตอบที่มีคานอยที่สุดมีคานอยกวา 3 คณิตศาสตร (14)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 15.
       2 2   ตัวอยางที่ 10 จํานวนสมาชิกของเซต  xx =   a + |1| - |a|- 1   เมื่อ a เปนจํานวนจริงซึ่งไมเทากับ 0  a    a           เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 *2) 2 3) 3 4) มากกวาหรือเทากับ 4 ตัวอยางที่ 11 ผลบวกของคําตอบทุกคําตอบของสมการ x3 - 2x = |x| เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0 2) 3 *3) 3 - 1 4) 3 +1 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (15)
  • 16.
    ความสัมพันธและฟงกชัน ผลคูณคารทีเชียน กําหนดให A และ B เปนเซตใดๆ ผลคูณคารทีเชียนของ A และ B คือ A × B = {(a, b)|a ∈ A และ b ∈ B} เชน ให A = {1, 2} และ B = {a, b, c} จะได A × B = {(1, a), (1, b), (1, c), (2, a), (2, b), (2, c)} B × A = {(a, 1), (a, 2), (b, 1), (b, 2), (c, 1), (c, 2)} สมบัติของผลคูณคารทีเชียน ให A, B และ C เปนเซตใดๆ 1. A × φ = φ × A = φ 2. A × B ≠ B × A 3. n(A × B) = n(A) × n(B) 4. A × (B U C) = (A × B) U (A × C) (B U C) × A = (B × A) U (C × A) 5. A × (B I C) = (A × B) I (A × C) (B I C) × A = (B × A) I (C × A) ตัวอยางที่ 1 กําหนดให A = {1, 2} และ B = {a, b} คูอันดับในขอใดตอไปนี้เปนสมาชิกของผลคูณคารทีเชียน A × B *1) (2, b) 2) (b, a) 3) (a, 1) 4) (1, 2) ความสัมพันธ คือ เซตของคูอันดับที่เกี่ยวของกันตามเงื่อนไขที่กําหนดและเปนสับเซตของผลคูณคารทีเชียน กําหนดให A และ B เปนเซตใดๆ r เปนความสัมพันธจาก A ไป B เขียนแทนดวย r ⊂ A × B r เปนความสัมพันธใน A เขียนแทนดวย r ⊂ A × A *จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจาก A ไป B เทากับ 2n(A)×n(B) คณิตศาสตร (16)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 17.
    ตัวอยางที่ 2 กําหนดให A = {1, 2, 3, 4, 5, 6} B = {1, 2, 3, ... , 11, 12}   S = (a, b) ∈ A × B b = 2a + a  2   จํานวนสมาชิกของเซต S เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 *2) 2 3) 3 4) 4 ตัวอยางที่ 3 ถา A = {1, 2, 3, 4} และ r = {(m, n) ∈ A × A | m ≤ n} แลวจํานวนสมาชิกในความสัมพันธ r เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 8 *2) 10 3) 12 4) 16 โดเมนของ r เขียนแทนดวย Dr คือ เซตของสมาชิกตัวหนาของคูอันดับทั้งหมดใน r สัญลักษณ คือ Dr = {x|(x, y) ∈ r} เรนจของ r เขียนแทนดวย Rr คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคูอันดับทั้งหมดใน r สัญลักษณ คือ Rr = {y|(x, y) ∈ r} เชน จาก r = {(-2, 4), (-1, 1), (1, 1)} จะได Dr = {-2, -1, 1} และ Rr = {1, 4} การหาโดเมนและเรนจของความสมพันธของ r ⊂ R × R 1. โดเมน หาโดยจัดรูปสมการเปน y ในรูปของ x และพิจารณาวา x สามารถเปนจํานวนจริงใดไดบาง ที่สามารถหาคา y ที่เปนจํานวนจริงได 2. เรนจ หาโดยจัดรูปสมการเปน x ในรูปของ y และพิจารณาวา y สามารถเปนจํานวนจริงใดไดบาง ฟงกชัน คือ ความสัมพันธที่คอนดับทุกๆ ตัวในความสัมพันธ ถาสมาชิกตัวหนาของคูอันดับสองคูเทากัน ูั แลวสมาชิกตัวหลังของทั้งสองคูอันดับตองเทากันดวย นั่นคือ r เปนฟงกชันก็ตอเมื่อ ถา (x, y) ∈ r และ (x, z) ∈ r แลว y = z r ไมเปนฟงกชันก็ตอเมื่อ มี (x, y) ∈ r และ (x, z) ∈ r ซึ่ง y ≠ z โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (17)
  • 18.
    การตรวจสอบฟงกชัน 1. กรณี r เขียนแบบแจกแจงสมาชิก ถามีสมาชิกตัวหนาของคูอันดับ ซึ่งเปนสมาชิกใน r จับคูกับสมาชิกตัวหลังของคูอันดับมากกวา 1 ตัว ขึ้นไป r ไมเปนฟงกชัน เชน r1 = {(a, 1), (b, 2), (b, 3), (c, 4)} จะได r1 ไมเปนฟงกชัน เพราะ b จับคูกับ 2 และ 3 r2 = {(p, 2), (q, 4), (r, 6)} จะได r2 เปนฟงกชัน เพราะสมาชิกตัวหนาของคูอันดับทุกตัวจับคูกับสมาชิกตัวหลังเพียงตัวเดียว เทานั้น 2. กรณี r วาดเปนรูปกราฟ ใหลากเสนตรงตั้งฉากกับแกน x ถามีกรณีที่เสนตรงที่ลากตั้งฉากกับแกน x ตัดกับกราฟของ r เกินเกิน 1 จุดขึ้นไป r ไมเปนฟงกชัน y r1 เชน เนื่องจากมีกรณีท่เสนตรงที่ตั้งฉากกับแกน x ตัดกับกราฟ r ี เกิน 1 จุด ดังนั้น r1 ไมเปนฟงกชัน x y เนื่องจากไมมีกรณีที่เสนตรงที่ตั้งฉากกับแกน x ตัดกับกราฟ r เกิน 1 จุด ดังนั้น r2 เปนฟงกชัน x r2 ตัวอยางที่ 4 จํานวนในขอใดตอไปนี้เปนสมาชิกของโดเมนของฟงกชัน f = (x, y)|y = 2 x + 2x - 1 x + 3x + 2 x 2 - 1 1) -2 2) -1 *3) 0 4) 1 คณิตศาสตร (18)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 19.
    ตัวอยางที่ 5 ใหA = {1, 99} ความสัมพันธใน A ในขอใดไมเปนฟงกชัน 1) เทากับ 2) ไมเทากับ *3) หารลงตัว 4) หารไมลงตัว ตัวอยางที่ 6 จากความสัมพันธ r ที่แสดงดวยกราฟดังรูป y 3 2 1 x -3 -2 -1 0 1 2 3 -1 -2 -3 ขอใดตอไปนี้ถกตอง ู 1) r เปนฟงกชันเพราะ (1, 1), (2, 2) และ (3, 3) อยูในแนวเสนตรงเดียวกัน 2) r เปนฟงกชันเพราะมีจํานวนจุดเปนจํานวนจํากัด *3) r ไมเปนฟงกชันเพราะมีจุด (3, 3) และ (3, -1) อยูบนกราฟ 4) r ไมเปนฟงกชันเพราะมีจด (1, 1) และ (-1, 1) อยูบนกราฟ ุ ฟงกชันประเภทตางๆ ฟงกชันเชิงเสน (Linear Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป f(x) = ax + b เมื่อ a, b ∈ R ฟงกชันคงที่ (Constant Function) คือ ฟงกชันเชิงเสนที่มี a = 0 กราฟของฟงกชันจะเปนเสนตรง ขนานกับแกน X ฟงกชันกําลังสอง (Quadratic Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป f(x) = ax2 + bx + c เมื่อ a, b, c ∈ R และ a ≠ 0 ถา a > 0 กราฟหงาย มีจุดวกกลับเปนจุดต่ําสุดของฟงกชัน และถา a < 0 กราฟคว่ํา มีจุดวกกลับเปน จุดสูงสุดของฟงกชัน  b  ถารูปทั่วไปของสมการ คือ f(x) = ax2 + bx + c เมื่อ a, b, c ∈ R จุดวกกลับอยูที่  -2a , f  -b   หรือ     2a      b -2a , 4ac - b2     4a   ถารูปทั่วไปของสมการ คือ f(x) = a(x - h)2 + k เมื่อ a, k ∈ R และ a ≠ 0 จุดวกกลับอยูที่ (h, k) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (19)
  • 20.
    การแกสมการโดยใชกราฟ 1. ในกรณีที่กราฟไมตัดแกน x จะไมมีคําตอบของสมการที่เปนจํานวนจริง 2. กราฟของ y = a(x + c)2 เมื่อ c > 0 จะตัดแกน x ที่จุด (-c, 0) สมการมีคําตอบเดียว คือ x = -c กราฟของ y = a(x - c)2 เมื่อ c > 0 จะตัดแกน x ที่จุด (c, 0) สมการมีคําตอบเดียว คือ x = c 2 3. นอกเหนือจากนี้กราฟตัดแกน x สองจุด โดยพิจารณาจากการแกสมการ หรือสูตร x = -b ± b - 4ac 2a ฟงกชันเอกซโพเนนเชียล (Exponential Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป y = a x เมื่อ a > 0 และ a ≠ 1 ฟงกชันคาสัมบูรณ (Absolute Value Function) คือ ฟงกชันที่อยูในรูป y = |x - a| + c เมื่อ a, c ∈ R ฟงกชนขั้นบันได (Step Function) คือ ฟงกชันที่มโดเมนเปนสับเซตของ R และมีคาฟงกชันคงตัวเปน ั ี ชวงๆ มากกวาสองชวง กราฟของฟงกชันจะมีรูปคลายบันได ตัวอยางที่ 7 คาของ a ที่ทําใหกราฟของฟงกชัน y = a(2x) ผานจุด (3, 16) คือขอใดตอไปนี้ *1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 ตัวอยางที่ 8 ทุก x ในชวงใดตอไปนี้ที่กราฟของสมการ y = -4x2 - 5x + 6 อยูเหนือแกน x *1)  - 2 , - 1    3 3  2)  - 5 , - 3    2 2  3)  1 , 6   4 7  4)  1 , 3   2 2  ตัวอยางที่ 9 กําหนดให a และ b เปนจํานวนจริงบวก ถากราฟของฟงกชัน y1 = 1 + ax และ y2 = 1 + bx มี ลักษณะดังแสดงในภาพตอไปนี้ y x y1 = 1 + a x y2 = 1 + b 2 1 x 0 ขอใดตอไปนี้เปนจริง 1) 1 < a < b 2) a < 1 < b *3) b < 1 < a 4) b < a < 1 คณิตศาสตร (20)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 21.
    ตัวอยางที่ 10 ถาเสนตรงx = 3 เปนเสนสมมาตรของกราฟของฟงกชัน f(x) = -x2 + (k + 5)x + (k2 - 10) เมื่อ k เปนจํานวนจริง แลว f มีคาสูงสุดเทากับขอใดตอไปนี้ 1) -4 *2) 0 3) 6 4) 14 ตัวอยางที่ 11 กําหนดให f(x) = x2 - 2x - 15 ขอใดตอไปนี้ผิด 1) f(x) ≥ -17 ทุกจํานวนจริง x 2) f(-3 - 2 - 3 ) > 0 3) f(1 + 3 + 5 ) = f(1 - 3 - 5 ) *4) f(-1 + 3 + 5 ) > f(-1 - 3 - 5 ) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (21)
  • 22.
    เลขยกกําลัง สมบัตของเลขยกกําลัง ิ ให a และ b เปนจํานวนจริงใดๆ โดยที่ m และ n เปนจํานวนเต็มบวก และ k เปนจํานวนเต็ม 1. am ⋅ an = am+n m 2. a n = am-n a 3. (am)n = amn 4. (am ⋅ bn)k = amk ⋅ bnk  k  mk 5. am  = a nk , b ≠ 0    bn   b 6. a -n = 1 , a ≠ 0 an 7. a0 = 1, a ≠ 0 เลขยกกําลังที่มเลขชี้กําลังเปนจํานวนตรรกยะ ี บทนิยาม เมื่อ a เปนจํานวนจริงบวก และ n เปนจํานวนที่มากกวา 1 a1/n = n a บทนิยาม กําหนด a เปนจํานวนจริง m และ n เปนจํานวนเต็มที่มากกวา 1 ที่ ห.ร.ม ของ m และ n เทากับ 1 n a m = am/n สมการในรูปเลขยกกําลัง ให a และ b เปนจํานวนจริงบวกที่ไมเทากับ 1 และ m, n เปนจํานวนตรรกยะ จะไดวา 1. am = an ก็ตอเมื่อ m = n 2. am = bm ก็ตอเมื่อ m = 0 และ a, b ≠ 0  1/2  ตัวอยางที่ 1 คาของ (-2)2 +  8 + 2 2  เทากับขอใดตอไปนี้   32   1) -1 2) 1 *3) 3 4) 5 คณิตศาสตร (22)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 23.
    4 8   16  1/ x ตัวอยางที่ 2 ถา 125  =  625  แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้        1) 3 4 *2) 2 3 3) 32 4 4) 3 ตัวอยางที่ 3 ขอใดตอไปนี้ผิด 1) (24)30 < 220 ⋅ 330 ⋅ 440 2) (24)30 < 230 ⋅ 320 ⋅ 440 *3) 220 ⋅ 340 ⋅ 430 < (24)30 4) 230 ⋅ 340 ⋅ 420 < (24)30 ตัวอยางที่ 4 ( 18 + 2 3 - 125 - 3 4 4 ) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ *1) -10 2) 10 3) 2 5 - 5 2 4) 5 2 - 2 5  2 ตัวอยางที่ 5   5 - 2  มีคาเทากับขอใดตอไปนี้    6 15   3 *1) 10 2) 107 3) 5 -2 4) 6 -2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (23)
  • 24.
    อสมการในรูปเลขยกกําลัง ให a เปนจํานวนจริงบวกที่ไมเทากับ 1 และ m, n เปนจํานวนตรรกยะ จะไดวา 1. am < an และ a > 1 จะไดวา m < n 2. am < an และ 0 < a < 1 จะไดวา m > n ตัวอยางที่ 6 เซตคําตอบของอสมการ 4(2x2-4x-5) ≤ 32 คือเซตในขอใดตอไปนี้ 1 1) - 5 , 5   2 2   2) - 5 , 1  2    3) - 1 , 1  2    *4) - 1 , 5   2 2   ตัวอยางที่ 7 ถา 8x - 8(x+1) + 8(x+2) = 228 แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 3 *2) 2 3 3) 34 4) 5 3 3x ตัวอยางที่ 8 ถา  3 + 3  = 16 แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้   8 81 *1) - 9 4 2) - 92 1 3) - 9 1 4) 9 ตัวอยางที่ 9 ขอใดตอไปนีผิด ้ 1) 0.9 + 10 < 0.9 + 10 *2) ( 0.9 )( 4 0.9 ) < 0.9 3) ( 0.9 )( 3 1.1 ) < ( 1.1 )( 3 0.9 ) 4) 300 125 < 200 100 คณิตศาสตร (24)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 25.
    ตัวอยางที่ 10 ถา4a = 2 และ 16-b = 1 แลว a + b มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 0.75) 4 (x2) (4x) ตัวอยางที่ 11 คาของ x ที่สอดคลองกับสมการ 2 = 2 4 เทากับขอใดตอไปนี้ 4 1) 2 2) 3 *3) 4 4) 5 ตัวอยางที่ 12 อสมการในขอใดตอไปนี้เปนจริง 1) 21000 < 3600 < 10300 2) 3600 < 21000 < 10300 *3) 3600 < 10300 < 21000 4) 10300 < 21000 < 3600 5 6 ตัวอยางที่ 13 3 -32 + 2 3/2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 27 (64) *1) - 13 24 2) - 56 2 3) 3 4) 19 24 ตัวอยางที่ 14 ( 2 + 8 + 18 + 32 )2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 60 2) 60 2 3) 100 2 *4) 200 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (25)
  • 26.
    อัตราสวนตรีโกณมิติ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ถา ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉากซึ่งมี ACB เปนมุมฉาก c แทนความยาวของดานตรงขามมุมฉาก ˆ a และ b แทนความยาวของดานประกอบมุมฉากจะไดความสัมพันธระหวางความยาวของดานทั้งสามของรูป สามเหลี่ยมมุมฉาก ABC ดังนี้ B c a c2 = a2 + b2 A b C อัตราสวนตรีโกณมิติของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก บทนิยาม กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ความยาวของดานตรงขามมุม A B ไซน (sine) ของมุม A = sin A = ความยาวของดานตรงขามมุมฉาก c a โคไซน (cosine) ของมุม A = cos A = ความยาวของดานประชิดมุม A ความยาวของดานตรงขามมุมฉาก A b C แทนเจนต (tangent) ของมุม A = tan A = ความยาวของดานตรงขามมุม A ความยาวของดานประชิดมุม A sin A = a , cos A = b , tan A = a c c b และยังมีอัตราสวนอื่นๆ อีก คือ 1 1 1 1. csc A = sin A , sec A = cos A , cot A = tan A 2. tan A = cos A , cot A = cos A sin A sin A 3. sin2 A + cos2 A = 1 4. tan2 A + 1 = sec2 A 5. 1 + cot2 A = csc2 A คณิตศาสตร (26)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 27.
    ความสัมพันธระหวางมุม A กับมุม90° - A ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก C A B sin A = cos (90° - A), csc A = sec (90° - A) cos A = sin (90° - A), sec A = csc (90° - A) tan A = cot (90° - A), cot A = tan (90° - A) อัตราสวนตรีโกณมิติของมุม 30°, 45° และ 60° มุม sin cos tan csc sec cot 1 3 1 2 30° 2 3 2 3 3 2 2 2 2 = 2 2 = 2 45° 1 2 2 1 2 2 3 1 2 1 60° 2 3 3 2 3 2 การเปรียบเทียบมาตรการวัดมุมระบบอังกฤษและระบบเรเดียน 360° = 2π เรเดียน 180° = π เรเดียน 90° = π เรเดียน 2 60° = π เรเดียน 3 45° = π เรเดียน 4 π เรเดียน 30° = 6 ตัวอยางที่ 1 จากรูป ขอใดตอไปนี้ถูกตอง C *1) sin 21° = cos 69° 2) sin 21° = cos 21° A 21° B 3) cos 21° = tan 21° 4) tan 21° = cos 69° โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (27)
  • 28.
    ตัวอยางที่ 2 ขอใดตอไปนีถูกตอง ้ *1) sin 30° < sin 45° 2) cos 30° < cos 45° 3) tan 45° < cot 45° 4) tan 60° < cot 60° ตัวอยางที่ 3 กําหนดใหตาราง A ตาราง B และตาราง C เปนตารางหาอัตราสวนตรีโกณมิติของมุมขนาดตางๆ ดังนี้ ตาราง A ตาราง B ตาราง C θ sin θ θ cos θ θ tan θ 40° 0.643 40° 0.766 40° 0.839 41° 0.656 41° 0.755 41° 0.869 42° 0.669 42° 0.743 42° 0.900 ถารูปสามเหลี่ยม ABC มีมุม B เปนมุมฉาก มุม C มีขนาด 41° และสวนสูง BX ยาว 1 หนวย แลว ความยาวของสวนของเสนตรง AX เปนดังขอใดตอไปนี้ B 1) ปรากฏอยูในตาราง A 2) ปรากฏอยูในตาราง B *3) ปรากฏอยูในตาราง C A C 4) ไมปรากฏอยูในตาราง A, B และ C X ตัวอยางที่ 4 ถารูปสามเหลี่ยมดานเทารูปหนึ่งมีความสูง 1 หนวย แลวดานของรูปสามเหลี่ยมรูปนี้ยาวเทากับ ขอใดตอไปนี้ 1) 23 หนวย *2) 2 3 3 หนวย 4 3) 3 หนวย 4) 3 หนวย 2 คณิตศาสตร (28)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 29.
    ตัวอยางที่ 5 กําหนดใหABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มีมุม C เปนมุมฉาก และ cos B = 2 ถาดาน BC ยาว 3 1 หนวย แลว พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยม ABC เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 55 ตารางหนวย *2) 45 ตารางหนวย 3) 35 ตารางหนวย 4) 25 ตารางหนวย ตัวอยางที่ 6 กําหนดให ABCD เปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผาซึ่งมีพ้นที่เทากับ 12 หนวย และ tan ABD = 1 ื ˆ 3 ถา AE ตั้งฉากกับ BD ที่จุด E แลว AE ยาวเทากับขอใดตอไปนี้ 10 1) 3 หนวย 2) 2 510 หนวย 10 3) 2 หนวย *4) 3 510 หนวย ตัวอยางที่ 7 C พิจารณารูปสามเหลี่ยมตอไปนี้ โดยที่ CFE , CAB , AEB ˆ ˆ ˆ และ EDB ตางเปนมุมฉาก ขอใดตอไปนีผิด ˆ ้ 1) sin ( 1 ) = sin ( 5 ) ˆ ˆ 2) cos ( 3 ) = cos ( 5 ) ˆ ˆ *3) sin ( 2 ) = cos ( ˆ ) ˆ 4 1 E F 2 3 4) cos ( 2 ) = sin ( 3 ) ˆ ˆ 4 A 5 B D โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (29)
  • 30.
    ลําดับและอนุกรม ลําดับ (Sequences) บทนิยาม ลําดับ คือ ฟงกชันที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก n ตัวแรก หรือโดเมนเปนเซต ของจํานวนเต็มบวก ลําดับที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก n ตัวแรกเรียกวา ลําดับจํากัด (Finite Sequences) ลําดับที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก เรียกวา ลําดับอนันต (Infinite Sequences) ลําดับเลขคณิต (Arithmetic Sequences) บทนิยาม ลําดับเลขคณิต คือ ลําดับที่ผลตางซึ่งไดจากพจนที่ n + 1 ลบดวยพจนที่ n มีคาคงตัว คาคงตัวนี้เรียกวา ผลตางรวม (Common difference) 1. เมื่อกําหนดใหพจนแรกของลําดับเลขคณิต คือ a1 และผลตางรวม คือ d โดยที่ d = an+1 - an พจนท่ี n ของลําดับนี้คือ an = a1 + (n - 1)d 2. ลําดับเลขคณิต n พจนแรก คือ a, a + d, a + 2d, ..., a + (n - 1)d ตัวอยางที่ 1 ลําดับเลขคณิตในขอใดตอไปนี้มีบางพจนเทากับ 40 1) an = 1 - 2n 2) an = 1 + 2n *3) an = 2 - 2n 4) an = 2 + 2n 1 1 1 ตัวอยางที่ 2 พจนที่ 31 ของลําดับเลขคณิต - 20 , - 30 , - 60 , ... เทากับขอใดตอไปนี้ 5 1) 12 2) 13 *3) 209 7 4) 15 30 ตัวอยางที่ 3 ถา a1, a2, a3, ... เปนลําดับเลขคณิต ซึ่ง a30 - a10 = 30 แลว ผลตางรวมของลําดับเลขคณิตนี้ มีคาเทากับขอใดตอไปนี้  1) 1.25 *2) 1.5 3) 1.75 4) 2.0 คณิตศาสตร (30)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 31.
    ลําดับเรขาคณิต (Geometric Sequences) บทนิยาม ลําดับเรขาคณิต คือ ลําดับที่อัตราสวนของพจนที่ n + 1 ตอพจนที่ n เปนคาคงตัว คาคงตัวนี้เรียกวา อัตราสวนรวม (Common ration) a +1 1. เมื่อกําหนดพจนแรกของลําดับเรขาคณิตเปน a1 และอัตราสวนรวม คือ r โดยที่ r = na n พจนท่ี n ของลําดับเรขาคณิตนี้ คือ an = a1 ⋅ rn-1 2. ลําดับเรขาคณิต n พจนแรก คือ a, ar, ar2, ..., arn-1 ตัวอยางที่ 4 กําหนดให a1, a2, a3 เปนลําดับเรขาคณิต โดยที่ a1 = 2 และ a3 = 200 ถา a2 คือคาในขอใดขอหนึ่ง ตอไปนี้แลวขอดังกลาวคือขอใด *1) -20 2) -50 3) 60 4) 100 ตัวอยางที่ 5 กําหนดให a1, a2, a3, ... เปนลําดับเรขาคณิต พิจารณาลําดับสามลําดับตอไปนี้ ก. a1 + a3 , a2 + a4 , a3 + a5 , ... ข. a1a2 , a2a3 , a3a4 , ... ค. a1 , a 1 , a 1 , ... 1 2 3 ขอใดตอไปนีถูก ้ *1) ทั้งสามลําดับเปนลําดับเรขาคณิต 2) มีหนึ่งลําดับไมเปนลําดับเรขาคณิต 3) มีสองลําดับไมเปนลําดับเรขาคณิต 4) ทั้งสามลําดับไมเปนลําดับเรขาคณิต ตัวอยางที่ 6 พจนที่ 16 ของลําดับเรขาคณิต 625 , 1 , 1 1 125 , ... เทากับขอใดตอไปนี้ 125 5 1) 25 5 2) 125 *3) 125 5 4) 625 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (31)
  • 32.
    ตัวอยางที่ 7 ลําดับในขอใดตอไปนี้เปนลําดับเรขาคณิต *1) an = 2n ⋅ 32n 2) an = 2n + 4n 3) an = 3n2 4) an = (2n)n อนุกรมเลขคณิต (Arinmetic Series) เมื่อ a1, a2, a3, ..., an เปนลําดับเลขคณิต จะไดวา a1 + a2 + a3 + ... + an เปนอนุกรมเลขคณิต ให Sn แทนผลบวก n พจนแรกของอนุกรม คือ S1 = a1 S2 = a1 + a2 S3 = a1 + a2 + a3 M M Sn = a1 + a2 + a3 + ... + an ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิต Sn = n [2a1 + (n - 1)d] 2 n [a + a ] หรือ Sn = 2 1 n ตัวอยางที่ 8 คาของ 1 + 6 + 11 + 16 + ... + 101 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 970 2) 1020 3) 1050 *4) 1071 ตัวอยางที่ 9 ถา a1, a2, a3, ... เปนลําดับเลขคณิต ซึ่ง a2 + a3 + ... + a9 = 100 แลว S10 = a1 + a2 + ... + a10 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 120 *2) 125 3) 130 4) 135 คณิตศาสตร (32)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 33.
    ตัวอยางที่ 10 กําหนดใหS = {101, 102, 103, ... , 999} ถา a เทากับผลบวกของจํานวนคี่ทั้งหมดใน S และ b เทากับผลบวกของจํานวนคูทั้งหมดใน S แลว b - a มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ *1) -550 2) -500 3) -450 4) 450 อนุกรมเรขาคณิต (Geometrics Series) เมื่อ a1, a2, a3, ..., an เปนลําดับแรขาคณิต จะไดวา a1 + a2 + a3 + ... + an เปนอนุกรมเรขาคณิต  ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิต a (1 - r n ) Sn = 1 1 - r เมื่อ r ≠ 1 ตัวอยางที่ 11 ขอใดตอไปนี้เปนอนุกรมเรขาคณิตที่มี 100 พจน 1) 1 + 3 + 5 + ... + (2n - 1) + ... + 199 2) 1 + 1 + 5 + ... + (2n1- 1) + ... + 199 3 1 1 3) 1 + 2 + 4 + ... + (2n-1) + ... + 2199 1 1 1 1 *4) 5 + 125 + 3125 + ... + 2n-1 + ... + 1991 5 5 ตัวอยางที่ 12 ผลบวกของอนุกรมเรขาคณิต 1 - 2 + 4 - 8 + ... + 256 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) -171 2) -85 3) 85 *4) 171 ตัวอยางที่ 13 กําหนดให Sn เปนผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิต ซึ่งมีอัตราสวนรวมเทากับ 2 ถา S10 - S8 = 32 แลวพจนที่ 9 ของอนุกรมนี้เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 163 2) 20 3 3) 263 *4) 323 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (33)
  • 34.
    ความนาจะเปน กฎเกณฑเบื้องตนเกี่ยวกับการนับ 1. กฎการบวก ถาการทํางานอยางหนึ่งแบงออกเปน k กรณี โดยที่กรณีที่ 1 มีจํานวน n1 วิธี กรณีที่ 2 มีจํานวน n2 วิธี กรณีที่ 3 มีจํานวน n3 วิธี M M กรณีที่ k มีจํานวน nk วิธี ดังนั้น จํานวนวิธในการทํางานทั้งหมดจะเทากับ n1 + n2 + n3 + ... + nk วิธี ี 2. กฎการคูณ ถาการทํางานอยางหนึ่งแบงออกเปน k ขั้นตอน โดยที่ขั้นตอนที่ 1 มีจํานวน n1 วิธี ขั้นตอนที่ 2 มีจํานวน n2 วิธี ขั้นตอนที่ 3 มีจํานวน n3 วิธี M M ขั้นตอนที่ k มีจํานวน nk วิธี ดังนั้น จํานวนวิธีในการทํางานทั้งหมดจะเทากับ n1 × n2 × n3 × ... × nk วิธี แฟกทอเรียล นิยาม กําหนดให n เปนจํานวนเต็มที่มีคามากกวาหรือเทากับ 0 ขึ้นไป n! = n × (n - 1) × (n - 2) × (n - 3) × ... × 3 × 2 × 1 เชน 5! = 5 × 4 × 3 × 2 × 1 8! = 8 × 7 × 6 × 5 × 4 × 3 × 2 × 1 * 0! = 1 ตัวอยางที่ 1 ในการคัดเลือกคณะกรรมการหมูบานซึ่งประกอบดวยประธานฝายชาย 1 คน ประธานฝายหญิง 1 คน กรรมการฝายชาย 1 คน และกรรมการฝายหญิง 1 คน จากผูสมัครชาย 4 คน และหญิง 8 คน มีวิธการเลือกคณะกรรมการไดกี่วิธี ี 1) 168 วิธี 2) 324 วิธี *3) 672 วิธี 4) 1344 วิธี คณิตศาสตร (34)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 35.
    ตัวอยางที่ 2 มาลีตองการเดินทางจากเมืองA ไปยังเมือง C โดยตองเดินทางผานไปยังเมือง B กอน จากเมือง A ไปเมือง B มาลีสามารถเลือกเดินทางโดยรถยนต รถไฟ หรือเครื่องบินได แตจากเมือง B ไป เมือง C สามารถเดินทางไปทางเรือ รถยนต รถไฟ หรือเครื่องบิน ขอใดตอไปนี้คือจํานวนวิธีใน การเดินทางจากเมือง A ไปยังเมือง C ที่จะตองเดินทางโดยรถไฟเปนจํานวน 1 ครั้ง *1) 5 2) 6 3) 8 4) 9 ตัวอยางที่ 3 ครอบครัวหนึ่งมีพี่นอง 6 คน เปนชาย 2 คน หญิง 4 คน จํานวนวิธีที่จะจัดใหคนทั้ง 6 คนยืนเรียงกัน เพื่อถายรูป โดยใหชาย 2 คนยืนอยูริมสองขางเสมอเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 12 วิธี 2) 24 วิธี 3) 36 วิธี *4) 48 วิธี การทดลองสุม คือ การทดลองใดๆ ซึ่งทราบวาผลลัพธอาจจะเปนอะไรไดบาง แตไมสามารถทํานายผล ลวงหนาได ความนาจะเปน คือ อัตราสวนระหวางจํานวนสมาชิกของเหตุการณที่สนใจกับจํานวนสมาชิกของแซมเปลสเปซ เขียนแทนดวย P(E) ความนาจะเปนของเหตุการณ E คือ P(E) = n(E) n(S) โดยที่ n(E) คือ จํานวนของเหตุการณที่สนใจ n(S) คือ จํานวนเหตุการณที่เปนไปไดทั้งหมด สมบัตของความนาจะเปน ิ 1. 0 ≤ P(E) ≤ 1 2. P(φ) = 0, P(S) = 1 3. P(E1 U E2) = P(E1) + P(E2) - P(E1 I E2) 4. P(E1 U E2 U E3) = P(E1) + P(E2) + P(E3) - P(E1 I E2) - P(E1 I E3) - P(E2 I E3) + P(E1 I E2 I E3) 5. P(E) = 1 - P(E′) เมื่อ P(E′) แทนความนาจะเปนของเหตุการณที่ไมตองการ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (35)
  • 36.
    ตัวอยางที่ 4 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. การทดลองสุมเปนการทดลองที่ทราบวาผลลัพธอาจเปนอะไรไดบาง ข. แตละผลลัพธของการทดลองสุมมีโอกาสเกิดขึ้นเทาๆ กัน ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด ตัวอยางที่ 5 โรงเรียนแหงหนึ่งมีรถโรงเรียน 3 คัน นักเรียน 9 คน กําลังเดินไปขึ้นรถโรงเรียนโดยสุม ความ นาจะเปนที่ไมมีนักเรียนคนใดขึ้นรถคันแรกเทากับขอใดตอไปนี้ 9 9 3 3 1)  1    3 *2)  2    3 1 3)  9    2 4)  9    ตัวอยางที่ 6 โรงแรมแหงหนึ่งมีหองวางชั้นที่หนึ่ง 15 หอง ชั้นที่สอง 10 หอง ชั้นที่สาม 25 หอง ถาครูสมใจ ตองการเขาพักในโรงแรมแหงนี้โดยวิธีสุมแลว ความนาจะเปนที่ครูสมใจจะไดเขาพักหองชั้นที่สอง ของโรงแรมเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 101 *2) 5 1 3 3) 10 4) 12 ตัวอยางที่ 7 ในการหยิบบัตรสามใบ โดยหยิบทีละใบจากบัตรสี่ใบ ซึ่งมีหมายเลข 0, 1, 2 และ 3 กํากับ ความ นาจะเปนที่จะไดผลรวมของตัวเลขบนบัตรสองใบแรกนอยกวาตัวเลขบนบัตรใบที่สามเทากับขอใด *1) 14 2) 3 4 3) 1 2 4) 23 คณิตศาสตร (36)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 37.
    ตัวอยางที่ 8 กลอง12 ใบ มีหมายเลขกํากับเปนเลข 1, 2, ... , 12 และกลองแตละใบบรรจุลูกบอล 4 ลูก เปน ลูกบอลสีดํา สีแดง สีขาว และสีเขียว ถาสุมหยิบลูกบอลจากกลองแตละใบ ใบละ 1 ลูก แลว ความนาจะเปนที่จะหยิบไดลูกบอลสีแดงจากกลองหมายเลขคี่ และไดลูกบอลสีดําจากกลอง หมายเลขคูเทากับขอใดตอไปนี้ 2 12 12 4  1  1)  12  *2)  1    3)  1     1  4)  12     4 2   ตัวอยางที่ 9 กําหนดให A = {1, 2, 3} B = {5, 6, ... , 14} และ r = {(m, n) | m ∈ A และ n ∈ B} ถาสุมหยิบคูอันดับ 1 คู จากความสัมพันธ r แลวความนาจะเปนที่จะไดคูอันดับ (m, n) ซึ่ง 5 หาร n แลวเหลือเศษ 3 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 15 1 1 2) 10 *3) 51 4) 53 ตัวอยางที่ 10 ชางไฟคนหนึ่งสุมหยิบบันได 1 อันจากบันได 9 อัน ซึ่งมีความยาว 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 และ 12 ฟุต แลวนํามาพาดกับกําแพง โดยใหปลายขางหนึ่งหางจากกําแพง 3 ฟุต ความนาจะเปนที่ บันไดจะทํามุมกับพื้นราบนอยกวา 60° มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 9 1 *2) 92 3) 93 4) 94 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (37)
  • 38.
    ตัวอยางที่ 11 ถาสุมตัวเลขหนึ่งตัวจากขอมูลชุดใดๆซึ่งประกอบดวยตัวเลข 101 ตัว แลวขอใดตอไปนี้ถูก *1) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคามัธยฐาน < 1 2 2) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคาเฉลี่ยเลขคณิต < 1 2 3) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคามัธยฐาน > 2 1 4) ความนาจะเปนที่ตัวเลขที่สุมไดมีคานอยกวาคาเฉลี่ยเลขคณิต > 1 2 คณิตศาสตร (38)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 39.
    สถิติ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive) คือ การวิเคราะหขั้นตนที่มุงวิเคราะห เพื่ออธิบายลักษณะกวางๆ ของ ขอมูลชุดนั้น เชน การวัดคาแนวโนมเขาสูสวนกลาง คาวัดการกระจาย การแจกแจงความถี่ของขอมูล และการ นําเสนอผลสรุปดวย ตาราง แผนภูมิแทง เพื่ออธิบายขอมูลชุดนั้น สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistice) คือ การวิเคราะหขอมูลที่เก็บรวบรวมไดจากตัวอยางเพื่อ อางอิงไปถึงขอมูลทั้งหมด องคประกอบของสถิติ 1. การเก็บรวบรวมขอมูล เชน การสอบถาม การสังเกต การทดลอง เปนตน 2. การวิเคราะหขอมูล โดยขอมูลที่นํามาวิเคราะหเพียงสวนหนึ่ง เรียกวา กลุมตัวอยางและขอมูลที่เลือก มาจากขอมูลทั้งหมด เรียกวา ประชากร 3. การนําเสนอขอสรุป ขอมูล คือ ขอความจริงหรือสิ่งที่บงบอกถึงสภาพ สถานการณหรือปรากฏการณ โดยที่ขอมูลอาจเปน ตัวเลขหรือขอความก็ได สารสนเทศหรือขาวสาร คือ ขอมูลที่ผานการวิเคราะหเบื้องตนหรือขั้นสูงแลว ประเภทของขอมูล 1. แบงตามวิธีเก็บ 1.1 ขอมูลปฐมภูมิ คือ ขอมูลที่ผูใชเก็บรวบรวมเอง เชน การสํามะโน การสํารวจกลุมตัวอยาง 1.2 ขอมูลทุติยภูมิ คือ ขอมูลที่ไดจากผูอื่นเก็บรวบรวมไวแลว เชน รายงาน บทความ เปนตน 2. แบงตามลักษณะของขอมูล 2.1 ขอมูลเชิงปริมาณ คือ ขอมูลที่ใชแทนขนาดหรือปริมาณซึ่งวัดออกมาเปนจํานวนที่สามารถ นํามาใชเปรียบเทียบกันไดโดยตรง 2.2 ขอมูลเชิงคุณภาพ คือ ขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมาไดโดยตรง แตอธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติ ในเชิงคุณภาพได ตัวอยางที่ 1 ขอใดตอไปนีเปนเท็จ ้ 1) สถิติเชิงพรรณนาคือสถิติของการวิเคราะหขอมูลขั้นตนที่มุงอธิบายลักษณะกวางๆ ของขอมูล 2) ขอมูลที่เปนหมายเลขที่ใชเรียกสายรถโดยสารประจําทางเปนขอมูลเชิงคุณภาพ *3) ขอมูลปฐมภูมิคือขอมูลที่ผูใชเก็บรวบรวมจากแหลงขอมูลโดยตรง 4) ขอมูลที่นักเรียนรวบรวมจากรายงานตางๆ ที่ไดจากหนวยงานราชการเปนขอมูลปฐมภูมิ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (39)
  • 40.
    การวิเคราะหขอมูลเบื้องตน ขอมูลเชิงปริมาณที่ใชในการวิเคราะหทางสถิติมีสองประเภท คือ ขอมูลที่ไมไดแจกแจงความถี่ ซึ่งจะเห็นคา ของขอมูลทุกตัวและขอมูลที่แจกแจงความถี่ จะเห็นเปนอันตรภาคชั้น ความกวางของอันตรภาพชั้น = ขอบบน - ขอบลาง จุดกึ่งกลางอันตรภาคชั้น = (ขอบบน + ขอบลาง) ÷ 2 ฮิสโทแกรม คือ รูปสี่เหลี่ยมมุมฉากวางเรียงตอกันบนแกนนอน โดยมีแกนนอนแทนคาของตัวแปร ความกวาง ของสี่เหลี่ยมมุมฉากแทนความกวางของอันตรภาคชั้น และพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากแทนความถี่ของแตละ อันตรภาคชั้น ซึ่งถาความกวางของทุกชั้นเทากัน ความสูงของรูปสี่เหลี่ยมจะแสดงความถี่ แผนภาพตน-ใบ (Stem-and-Leaf Plot) เปนวิธีการสรางแผนภาพเพื่อแจกแจงความถี่และวิเคราะห ขอมูลเบื้องตน โดยเริ่มจากการนําขอมูลมาแบงกลุม โดยใชเลขหลักสิบ แลวนํามาสรางเปนลําตน (Stem) แลวใช เลขโดดในหลักหนวยมาสรางเปนใบ (Leaf) การวัดตําแหนงของขอมูล : มีสองขั้นตอน คือ การหาตําแหนงและการหาคา 1. ควอรไทล (Quartiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 4 สวนเทาๆ กัน โดย Q1, Q2, และ Q3 คือ คะแนนของตัวแบงทั้ง 3 ตัว 2. เดไซล (Deciles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 10 สวนเทาๆ กัน โดย D1, D2, ..., D9 คือ คะแนนของ ตัวแบงทั้ง 9 ตัว 3. เปอรเซ็นไทล (Percentiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 100 สวนเทาๆ กัน มี P1, ..., P99 คือ คะแนนของตัวแบงทั้ง 99 ตัว การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Qr คือ r(N 4+ 1) ตําแหนงของ Dr คือ r(N10 1) + ตําแหนงของ Pr คือ r(N + 1) 100 การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค หมายเหตุ เมื่อหาคาขอมูลที่มีคาสูงสุด ต่ําสุด Q1, Q2 และ Q3 สามารถนํามาสรางแผนภาพกลอง (Box- and-Whisker Plot หรือ Box-Plot) โดยแผนภาพจะทําใหเราทราบถึงลักษณะการกระจายของขอมูล การวัดแนวโนมเขาสูสวนกลาง 1. คาเฉลี่ยเลขคณิต, Mean, x N ∑ xi x ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ x= N i=1 k ∑ fi x i x ของขอมูลที่แจกแจงความถี่ x= i=1 N คณิตศาสตร (40)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 41.
    N ขอสังเกต 1. ∑ x i = N x i=1 N 2. ∑ (x i - x) = 0 i=1 N 3. ∑ (x i - a ) 2 มีคานอยที่สุดเมื่อ a = x i=1 4. ถา x1, x2, x3, ... , xn มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x x1 + k, x2 + k, x3 + k, ... , xn + k มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x + k x1k, x2k, x3k, ..., xnk มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x k N x +N x 5. x รวม = 1N 1 + N2 2 2 2 2. มัธยฐาน, Median, Me Me สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ Me = คาของขอมูลตําแหนงตรงกลาง (ตัวที่ N 2 1 ) เมื่อเรียงลําดับขอมูลแลว + ขอสังเกต 1. การหามัธยฐานมีสองขั้นตอน คือ หาตําแหนง และหาคาโดยใชสูตรหรือการเทียบบัญญัติไตรยางค N 2. ∑ | x i - a | มีคานอยสุดเมื่อ a = Me i=1 3. ฐานนิยม, Mode, Mo Mo สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ Mo = คาของขอมูลที่มีความถี่มากที่สุด ขอสังเกต ใชไดกับขอมูลเชิงคุณภาพ ตัวอยางที่ 2 สวนสูงของพี่นอง 2 คน มีพิสัยเทากับ 12 เซนติเมตร มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 171 เซนติเมตร ขอใดตอไปนี้เปนสวนสูงของพี่หรือนองคนใดคนหนึ่ง 1) 167 เซนติเมตร 2) 172 เซนติเมตร 3) 175 เซนติเมตร *4) 177 เซนติเมตร โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (41)
  • 42.
    ตัวอยางที่ 3 ขอมูลชุดหนึ่งประกอบดวย4, 9, 2, 7, 6, 5, 4, 6, 3, 4 ขอใดตอไปนีถูกตอง ้ 1) คาเฉลี่ยเลขคณิต < ฐานนิยม < มัธยฐาน *2) ฐานนิยม < มัธยฐาน < คาเฉลี่ยเลขคณิต 3) ฐานนิยม < คาเฉลี่ยเลขคณิต < มัธยฐาน 4) มัธยฐาน < ฐานนิยม < คาเฉลี่ยเลขคณิต ตัวอยางที่ 4 ความสูงในหนวยเซนติเมตรของนักเรียนกลุมหนึ่งซึ่งมี 10 คน เปนดังนี้ 155, 157, 158, 158, 160, 161, 161, 163, 165, 166 ถามีนักเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ซึ่งมีความสูง 158 เซนติเมตร แลวคาสถิติใดตอไปนี้ไมเปลี่ยนแปลง 1) คาเฉลี่ยเลขคณิต 2) มัธยฐาน 3) ฐานนิยม *4) พิสัย ตัวอยางที่ 5 การเลือกใชคากลางของขอมูลควรพิจารณาสิ่งตอไปนี้ ยกเวนขอใด 1) ลักษณะของขอมูล *2) วิธีจัดเรียงลําดับขอมูล 3) จุดประสงคของการนําไปใช 4) ขอดีและขอเสียของคากลางแตละชนิด การวัดการกระจายของขอมูล 1. พิสัย (Range) Range = xmax - xmin 2. สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) N 2 N 2 ∑ (x i - x) ∑xi S.D. = i=1 = i =1 2 N N -x ขอสังเกต 1. ความแปรปรวน (Variance) = S.D.2 = S2 2. S.D. ≥ 0 3. S.D. = 0 ↔ x1 = x2 = ... = xn = x 4. ถา x1, x2, ..., xn มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2 x1 + k, x2 + k, ..., xn + k มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2 x1k, x2k, ..., xnk มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D.|k| ความแปรปรวนเปน S.D.2k2 คณิตศาสตร (42)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 43.
    5. The 95%Rule กลาววา มีจํานวนขอมูลที่อยูในชวง ( x - 2s, x + 2s) ประมาณ 95% ของจํานวนขอมูลทั้งหมด 6. โดย The 95% Rule ไดวา s ≈ Range 4 ความสัมพันธของ x , Me และ Mo x = Me = Mo x > Me > Mo x < Me < Mo โคงปกติ โคงเบขวา โคงเบซาย การสํารวจความคิดเห็น 1. ขอบเขตของการสํารวจ กําหนดดวยพื้นที่ ลักษณะผูใหขอมูล การมีสวนไดสวนเสียกับขอมูล  2. วิธีเลือกตัวอยาง การสุมตัวอยาง (Sampling) การเลือกตัวอยางแบบชั้นภูมิ การเลือกตัวอยางแบบ หลายขั้นและการเลือกตัวอยางแบบกําหนดโควตา 3. การสรางแบบสํารวจความคิดเห็น แบบสํารวจที่ดีประกอบดวย ลักษณะของผูตอบที่คาดวามีผลตอ การแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของผูตอบในดานตางๆ และขอเสนอแนะ โดยตองไมเปนคําถามที่ชี้นํา และมี จํานวนไมมากเกินไป ตลอดจนความสอดคลองของความรูของผูใหขอมูลกับเรื่องที่สอบถาม 4. การประมวลผลและวิเคราะหความคิดเห็น 1. รอยละของผูตอบแบบสํารวจความคิดเห็นในแตละดานที่เกี่ยวของ 2. ระดับความคิดเห็นเฉลี่ย ตัวอยางที่ 6 ขอมูลชุดหนึ่งมีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 20 มัธยฐานเทากับ 25 และฐานนิยมเทากับ 30 ขอสรุปใด ตอไปนี้ถูกตอง *1) ลักษณะการกระจายของขอมูลเปนการกระจายที่เบทางซาย 2) ลักษณะการกระจายของขอมูลเปนการกระจายที่เบทางขวา 3) ลักษณะการกระจายของขอมูลเปนการกระจายแบบสมมาตร 4) ไมสามารถสรุปลักษณะการกระจายของขอมูลได โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (43)
  • 44.
    ตัวอยางที่ 7 พิจารณาขอมูลตอไปนี้10, 5, 6, 9, 12, 15, 8, 18 คาของ P80 ใกลเคียงกับขอใดตอไปนีมากที่สุด ้ 1) 15.1 2) 15.4 *3) 15.7 4) 16.0 ตัวอยางที่ 8 ในกรณีที่มีขอมูลจํานวนมาก การนําเสนอขอมูลในรูปแบบใดตอไปนี้ทาใหเห็นการกระจายของ ํ ขอมูลไดชัดเจนนอยที่สุด 1) ตารางแจกแจงความถี่ 2) แผนภาพตน-ใบ 3) ฮิสโทแกรม *4) การแสดงคาสังเกตทุกคา ตัวอยางที่ 9 จากการสอบถามเยาวชนจํานวน 12 คน วาเคยฟงพระธรรมเทศนามาแลวจํานวนกี่ครั้ง ปรากฏผล ดังแสดงในแผนภาพตอไปนี้ จํานวนเยาวชน 5 4 3 2 1 0 1 2 3 4 5 6 จํานวนครั้งที่เคยฟงพระธรรมเทศนา มัธยฐานของขอมูลนี้คือขอใด *1) 3 ครั้ง 2) 3.25 ครั้ง 3) 3.5 ครั้ง 4) 4 ครั้ง ตัวอยางที่ 10 ขอใดตอไปนี้มีผลกระทบตอความถูกตองของการตัดสินใจโดยใชสถิติ ยกเวนขอใด 1) ขอมูล 2) สารสนเทศ 3) ขาวสาร *4) ความเชื่อ คณิตศาสตร (44)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 45.
    เก็งขอสอบ O-NET 1. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือเซตU = {a, b, c, d, e} และ A, B, C เปนเซตใดๆ ซึ่งเปนสับเซตใน U โดยมี เงื่อนไข ดังนี้ n(A) = n(B) = n(C) = 3 n(A I B) = n(B I C) = n(A I C) = 2 และ n(A U B U C) = n(U) ขอใดตอไปนีผิด ้ 1) n[A U (B I C)] = 3 2) n(A U C) = 4 3) n[A I (B I C)] = 2 4) n(A I B I C) = 1 2. กําหนดให A = {1, 2, {3}} ขอใดตอไปนีผิด้ 1) 1 ∈ A 2) {3} ∈ P(A) 3) {2, {3}} ⊂ A 4) {{1, 2}, {3}} ⊂ P(A) 3. กําหนดให a, b, c และ d เปนจํานวนจริงใดๆ โดยที่ 0 < a < b และ d < c < 0 จงพิจารณาขอความ ตอไปนี้ ก. ac > bd ข. a < d c b 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 4. กําหนดให A คือ เซตคําตอบของอสมการ |2x + 1| ≤ 5 และ B คือ เซตคําตอบของอสมการ |x + 3| ≥ 2 ขอใดตอไปนี้ คือเซตคําตอบของ A I B 1) [-5, -1] 2) [-1, 2] 3) [-5, 2] 4) [-1, 5] 5. ถา x - 1 หารพหุนาม x2 + 2x - 1 เศษเหลือมีคาเทากับ a และ x - 2 หารพหุนาม x2 + 3ax - b ลงตัว แลวคาของ a + b มีคาตรงกับขอใด 1) 12 2) 14 3) 16 4) 18  3/2n 4n + 1  6. กําหนดให n เปนจํานวนเต็ม  55n +1 + 52n + 1   53n + 1 + 5  มีคาตรงกับขอใด   1) 5 2) 25 3) 125 4) 625 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (45)
  • 46.
    7. กําหนดให 5- a = 7 - 2 10 คาของ a ตรงกับขอใด 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 8. กําหนดให A = {1, 2, 3, 4, 5, 6, ...} และ B = {{1}, {2, 3}, 4, 5, 6, ...} จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจากเซต A - B ไปเซต B - A มีคาเทาใด 1) 16 จํานวน 2) 32 จํานวน 3) 64 จํานวน 4) 128 จํานวน 9. ถาสามจํานวนนี้เรียงกันเปนลําดับเลขคณิตคือ x - 2, x, x2 - 4 แลวผลบวกของคา x ทั้งหมดตรงกับขอใด 1) -2 2) -1 3) 1 4) 2 คณิตศาสตร (46)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 47.
    เฉลย 1. เฉลย 4)n(A I B I C) = 1 จากสูตร n(A U B U C) = n(A) + n(B) + n(C) - n(A I B) - n(A I C) - n(B I C) + n(A I B I C) และ n(A U B U C) = n(U) = 5 จะไดวา 5 = 3 + 3 + 3 - 2 - 2 - 2 + n(A I B I C) n(A I B I C) = 5 - 9 + 6 = 2 2. เฉลย 2) {3} ∈ P(A) ที่ถูกตอง คือ {{3}} ∈ P(A) 3. เฉลย 2) ก. ถูก และ ข. ผิด จาก 0 < a < b สมมติให a = 4, b = 9 จาก d < c < 0 สมมติให d = -3, c = -2 ก. ac > bd 4(-2) > 9(-3) -8 > -27 ดังนั้น ก. ถูก ข. a < b c d 4 < 9 -2 -3 -2 < -3 ดังนั้น ข. ผิด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (47)
  • 48.
    4. เฉลย 2)[-1, 2] จาก |2x + 1| ≤ 5 จะได -5 ≤ 2x + 1 ≤ 5 -5 - 1 ≤ 2x + 1 - 1 ≤ 5-1 -6 ≤ 2x ≤ 4 -6 ≤ 2x ≤ 4 2 2 2 -3 ≤ x ≤ 2 จะได A = [-3, 2] จาก |x + 3| ≥ 2 จะได x + 3 ≤ -2 หรือ |x + 3| ≥ 2 x ≤ -5 หรือ x ≥ -1 จะได B = (-∞, -5] U [-1, ∞) ดังนั้น AIB = [-1, 2] 5. เฉลย 4) 18 ให p(x) = x2 + 2x - 1 จาก x - 1 หารพหุนาม x2 + 2x - 1 เศษเหลือมีคาเทากับ a นั่นคือ p(1) = a 12 + 2(1) - 1 = a a = 2 ให q(x) = x2 + 3ax - b q(x) = x2 + 3(2)x - b q(x) = x2 + 6x - b จาก x - 2 หารพหุนาม x2 + 3ax - b ลงตัว นั่นคือ q(2) = 0 22 + 6(2) - b = 0 b = 16 ดังนั้น a + b = 2 + 16 = 18 คณิตศาสตร (48)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 49.
    6. เฉลย 3)125 3/2n  3/2n จาก   55n +1 + 54n +1  =  5 4n +1 (5n + 1)     53n +1 + 52n + 1     52n +1 (5n + 1)   3/2n =  5 4n +1     52n +1  = [5(4n+1)-(2n+1)]3/2n = [52n]3/2n = 52n ⋅ 3/2n = 53 = 125 7. เฉลย 1) 2 จาก 5 - a = 7 - 2 10 5 - a = (5 + 2) - 2 5 ⋅ 2 5 - a = ( 5 )2 - 2 5 ⋅ 2 + ( 2 )2 5 - a = ( 5 - 2 )2 5 - a = 5 - 2 จะได a = 2 8. เฉลย 3) 64 จํานวน A - B = {1, 2, 3} จะได n(A - B) = 3 B - A = {{1}, {2, 3}} จะได n(B - A) = 2 จากสูตร จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจากเซต A ไปเซต B เทากับ 2n(A)×n(B) ดังนั้น จํานวนความสัมพันธทั้งหมดจากเซต A - B ไปเซต B - A เทากับ 2n(A-B)×n(B-A) = 23×2 = 26 = 64 จํานวน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (49)
  • 50.
    9. เฉลย 3)1 จาก x - 2, x, x2 - 4 เปนลําดับเลขคณิต นั่นคือ (x2 - 4) - x = x - (x - 2) x2 - x - 4 = 2 x2 - x - 6 = 0 (x - 3)(x + 2) = 0 จะได x = -2, 3 ดังนั้น ผลบวกของคา x ทั้งหมดเทากับ -2 + 3 = 1 คณิตศาสตร (50)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 51.
    ตรรกศาสตร ประพจน (Proposition หรือ Statement) คือ ประโยคที่เปน “จริง” หรือ “เท็จ” อยางใดอยางหนึ่งเทานั้น ประโยคที่มีลักษณะดังกลาวจะอยูในรูป ประโยคบอกเลาหรือประโยคปฏิเสธก็ได การเชื่อมประพจน เปนการนําเอาประพจนมาสรางเปนประพจนใหม โดยเติมตัวเชื่อม (connectives) ตัวเชื่อมประพจนหลักๆ มีอยู 5 ชนิด ไดแก คําวา “และ” (∧), “หรือ” (∨), “ถา...แลว...” (⇒), “ก็ตอเมื่อ” (⇔) และ “นิเสธ (ไม)” (∼) ประพจนที่นํามาเชื่อมกันดวยตัวเชื่อมตางๆ เรียกวา ประพจนยอย (atomic statement) การหาคาความจริงของประพจน p q p∧q p∨q p→q p↔q ∼p ∼q T T T T T T F F T F F T F F F T F T F T T F T F F F F F T T T T โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (51)
  • 52.
    ขอสังเกตเกี่ยวกับคาความจริงที่ไดจากการเชื่อมประพจน ตัวเชื่อม T F ∧ ทุกประพจนเปน T มีประพจนอยางนอย 1 ตัวเปน F ∨ มีประพจนอยางนอย 1 ตัวเปน T ทุกประพจนเปน F ⇒ F ⇒ ? (หนาเปน F) T ⇒ F (หนาเปน T และหลังเปน F) ?⇒T (หลังเปน T) ⇔ หนา-หลัง เหมือนกัน หนา-หลัง ตางกัน ประพจนที่สมมูลกัน คือ ประพจนท่มีคาความจริงเหมือนกันทุกกรณี กรณีตอกรณี แทนดวย p ≡ q ี  ประพจนที่ไมสมมูลกัน คือ ประพจนท่มีคาความจริงตางกันอยางนอยหนึ่งกรณี แทนดวย p ≡ q ี ประพจนที่เปนนิเสธกัน คือ ประพจนที่มคาความจริงตรงขามกันทุกกรณี กรณีตอกรณี แทนดวย p ≡ ∼q ี การตรวจสอบประพจนที่สมมูล ทําได 3 วิธี คือ 1. ใชตาราง 2. ใชรูปแบบประพจนที่สมมูล 3. แทนคาประพจน สัจนิรนดร (Tautology) คือ รูปแบบของประพจนที่มีคาความจริงเปนจริงทุกกรณี ั การตรวจสอบสัจนิรันดร ทําได 3 วิธี คือ 1. ใชตาราง 2. ใชรปแบบประพจนที่สมมูล ู 3. การหาขอขัดแยง รูปแบบของประพจนที่สมมูลกัน 1. p ∧ q ≡ q∧p 2. p ∨ q ≡ q∨p 3. p ∧ p ≡ p 4. p ∨ p ≡ p 5. (p ∧ q) ∧ r ≡ p ∧ (q ∧ r) 6. (p ∨ q) ∨ r ≡ p ∨ (q ∨ r) 7. p ∧ (q ∨ r) ≡ (p ∧ q) ∨ (p ∧ r) 8. p ∨ (q ∧ r) ≡ (p ∨ q) ∧ (p ∨ r) 9. p ⇒ (q ∧ r) ≡ (p ⇒ q) ∧ (p ⇒ r) 10. p ⇒ (q ∨ r) ≡ (p ⇒ q) ∨ (p ⇒ r) คณิตศาสตร (52)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 53.
    11. (p ∧q) ⇒ r ≡ (p ⇒ r) ∨ (q ⇒ r) 12. (p ∨ q) ⇒ r ≡ (p ⇒ r) ∧ (q ⇒ r) 13. p ⇒ q ≡ ∼p ∨ q ≡ ∼q ⇒ ∼p ** 14. p ⇔ q ≡ q⇔p ≡ ∼p ⇔ ∼q ≡ ∼q ⇔ ∼p 15. ∼(∼p) ≡ p 13. ∼(p ∧ q) ≡ ∼p ∨ ∼q 17. ∼(p ∨ q) ≡ ∼p ∧ ∼q 18. ∼(p ⇒ q) ≡ p ∧ ∼q 19. ∼(p ⇔ q) ≡ ∼p ⇔ q ≡ p ⇔ ∼q ≡ q ⇔ ∼p ≡ ∼q ⇔ p ขอสังเกตของสมมูล 1. ♥ ∨ ∼♥ ≡ T 2. ♥ ∧ ∼♥ ≡ F 3. ♥ ∨ T ≡ T 4. ♥ ∧ T ≡ ♥ 5. ♥ ∨ F ≡ ♥ 6. ♥ ∧ F ≡ F 7. T ⇒ ♥ ≡ ♥ 8. ♥ ⇒ F ≡ ∼♥ 9. ♥ ⇒ T ≡ T 10. F ⇒ ♥ ≡ T ประโยคเปด คือ ประโยคบอกเลา หรือประโยคปฏิเสธ ที่มีตัวแปรและเมื่อแทนคาของตัวแปรดวยสมาชิกในเอกภพ สัมพัทธแลวไดประพจน เชน กําหนดใหเอกภพสัมพัทธ คือ เซตของจํานวนจริง 2x + 1 = 3 เปนประโยคเปด เพราะเมื่อแทน x ดวยจํานวนจริงใดๆ แลวไดประพจน แทน x = 1 ได 2(1) + 1 = 3 จริง แทน x = 3 ได 2(3) + 1 = 3 เท็จ สัญลักษณแทนประโยคเปด P(x), Q(x), R(x), ... แทน ประโยคเปดที่มีตัวแปรเปน x เชน P(x) : x + 3 = 2 P(x, y), Q(x, y), R(x, y), ... แทน ประโยคเปดที่มีตัวแปรเปน x, y เชน Q(x, y) : x - 2y = 0 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (53)
  • 54.
    ตัวบงปริมาณ (Quantifier) ∀x แทนคําวา “สําหรับ x ทุกตัว” หรือ “สําหรับแตละคาของ x” ∃x แทนคําวา “สําหรับ x บางตัว” หรือ “มี x บางคา” เชน คาความจริงของประโยคเปดที่มีตัวบงปริมาณ (ตัวแปรเดียว) ประพจน มีคาความจริงเปน “จริง” เมื่อ มีคาความจริงเปน “เท็จ” เมื่อ ทุก x ∈ U แทนใน P(x) มีบาง x ∈ U แทนใน P(x) ∀x[P(x)] แลวทําให P(x) เปนจริง แลวทําให P(x) เปนเท็จ มีบาง x ∈ U แทนใน P(x) ทุก x ∈ U แทนใน P(x) ∃x[P(x)] แลวทําให P(x) เปนจริง แลวทําให P(x) เปนเท็จ คาความจริงของประโยคเปดที่มีตัวบงปริมาณ (หลายตัวแปร) ประพจน มีคาความจริงเปน “จริง” มีคาความจริงเปน “เท็จ” ทุก x, y ∈ U มีบาง x, y ∈ U ∀x∀y[P(x, y)] เมื่อแทนใน P(x, y) เมื่อแทนใน P(x, y) แลวทําให P(x, y) เปนจริง แลวทําให P(x, y) เปนเท็จ ทุก x ∈ U จะมี y ∈ U มีบาง x ∈ U ที่ทุก y ∈ U ∀x∃y[P(x, y)] เมื่อแทนใน P(x, y) เมื่อแทนใน P(x, y) แลวทําให P(x, y) เปนจริง แลวทําให P(x, y) เปนเท็จ มีบาง x ∈ U ซึ่งทุก y ∈ U ทุก x ∈ U จะมี y ∈ U ∃x∀y[P(x, y)] เมื่อแทนใน P(x, y) เมื่อแทนใน P(x, y) แลวทําให P(x, y) เปนจริง แลวทําให P(x, y) เปนเท็จ มีบาง x, y ∈ U ทุก x, y ∈ U ∃x∃y[P(x, y)] เมื่อแทนใน P(x, y) เมื่อแทนใน P(x) แลวทําให P(x, y) เปนจริง แลวทําให P(x) เปนเท็จ ตัวอยาง จงหาคาความจริงของประโยคเปดที่มีตัวบงปริมาณ เมื่อกําหนดเอกภพสัมพัทธใหในแตละขอตอไปนี้ 1. ∀x∀y[x + y = y + x] เมื่อ U = {0, 1} 2. ∀x∃y[y < x] เมื่อ U = {0, 1, 2} 3. ∃x∀y[x + y = 0] เมื่อ U = {-1, 0, 1} 4. ∃x∃y[x + 3 = 2y] เมื่อ U = {4, 5, 6} คณิตศาสตร (54)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 55.
    สมมูลของประโยคที่มตวบงปริมาณ ี ั ∀x[P(x)] ≡ ∀x[Q(x)] ก็ตอเมื่อ P(x) ≡ Q(x) ∃x[P(x)] ≡ ∃x[Q(x)] ก็ตอเมื่อ P(x) ≡ Q(x) นิเสธของประโยคที่มีตัวบงปริมาณ ∼∀x[P(x)] ≡ ∃x[∼P(x)] ∼∃x[P(x)] ≡ ∀x[∼P(x)] ∼∀x∀y[P(x, y)] ≡ ∃x∃y[∼P(x, y)] ∼∃x∀y [P(x, y)] ≡ ∀x∃y[∼P(x, y)] การอางเหตุผล ประกอบดวยสวนที่สําคัญ 2 สวน คือ 1. เหตุหรือสิ่งที่กําหนดให ไดแก P1, P2, P3, …, Pn 2. สวนที่เปนผล ไดแก Q การตรวจสอบการอางเหตุผล 1. สรางประพจน เพื่อตรวจสอบสัจนิรันดร (1) เชื่อมเหตุทกตัว “และ” จะได ุ P1 ∧ P2 ∧ P3 ∧ ... ∧ Pn (2) เชื่อม “ขอ 1” กับ “ผล” ดวย “⇒” จะได (P1 ∧ P2 ∧ P3 ∧ ... ∧ Pn) ⇒ Q (3) ถาประพจนในขอ (2) เปนสัจนิรันดร แสดงวา การอางเหตุผล “สมเหตุสมผล (valid)” ถาประพจนในขอ (2) ไมเปนสัจนิรันดร แสดงวา การอางเหตุผล “ไมสมเหตุสมผล (invalid)” 2. ใชรูปแบบประพจนที่สมเหตุสมผล รูปแบบการอางเหตุผลที่สมเหตุสมผล 1) เหตุ 1. p → q 2) เหตุ 1. p → q 2. p 2. ∼q ผล q ผล ∼p 3) เหตุ 1. p ∨ q 4) เหตุ 1. p → q 2. ∼p (หรือ ∼q) 2. q → r ผล q (หรือ p) ผล p → r 5) เหตุ 1. p → q 6) เหตุ 1. p ∧ q 2. q → s ผล p (หรือ q) 3. p ∨ q ผล r ∨ s 7) เหตุ 1. p → q 8) เหตุ 1. p ผล ∼p ∨ q ผล p ∨ q ∨ r หรือ ∼q → ∼q โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (55)
  • 56.
    แบบทดสอบ 1. กําหนดให p,q และ r เปนประพจน พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา q ∧ r มีคาความจริงเปนจริง แลว p และ p ∨ [(q ∧ r) ⇒ p] มีคาความจริงเหมือนกัน ข. ถา p มีคาความจริงเปนเท็จ แลว r และ (p ⇒ q) ∧ r มีคาความจริงเหมือนกัน ขอใดตอไปนี้เปนจริง *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 2. กําหนดให ประพจน (∼p ↔ ∼r) ∨ (p ↔ q) มีคาความจริงเปนเท็จ ประพจนใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ 1) ∼p → (q ∨ r) 2) ∼p → (q ∧ r) 3) p ∨ q ∨ ∼r *4) p ∧ q ∧ ∼r 3. กําหนดให p, q และ r เปนประพจน ถาประพจน p → (q ∧ r) มีคาความจริงเปนเท็จ และ (p ∨ q) ↔ r มีคาความจริงเปนจริง แลวพิจารณาคาความจริงของประพจนตอไปนี้ ก. (p ↔ q) ↔ ∼r ข. p ↔ (q ∨ ∼r) 1) ก. และ ข. จริง 2) ก. จริง และ ข. เท็จ 3) ก. เท็จ และ ข. จริง 4) ก. และ ข. เท็จ 4. กําหนดให p, q, r เปนประพจน จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ประพจน p ⇒ (p ⇒ (q ∨ r)) สมมูลกับประพจน p ⇒ (q ∨ r) ข. ประพจน p ∧ (q ⇒ r) สมมูลกับประพจน (q ⇒ p) ∨ ∼(p ⇒ ∼r) ขอใดตอไปนี้ถก ู 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 5. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา q มีคาความจริงเปนเท็จแลว ประพจน p → (q → r) มีคาความจริงเปนจริง ข. นิเสธของประพจน (p → q) → r คือ (∼p ∧ ∼r) ∨ (∼r ∧ q) ขอใดตอไปนี้ถูก *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. ผิด และ ข. ผิด 6. กําหนด p, q, r และ s เปนประพจน ประพจนในขอใดตอไปนี้ไมเปนสัจนิรันดร 1) [(p ∨ (q ∧ r)] ↔ [(p ∨ q) ∧ (p ∨ r)] 2) [p ∨ (q ∧ r)] ∨ ∼[p ∨ (q ∧ r)] 3) [(p ∨ q) → r] ↔ [∼r → (∼p ∧ ∼q)] *4) [(p → q) ∧ (q → r) ∧ (s ∨ ∼r) ∧ ∼s] ↔ p 7. ประพจนตอไปนี้ขอใดเปนสัจนิรนดร  ั ก. [(p → q) ∨ (q → r)] ∨ (p → r) เมื่อ p, q และ r เปนประพจนใดๆ ข. (∼p → q) ∨ (∼p ∨ q) เมื่อ p และ q เปนประพจนใดๆ ขอใดตอไปนี้ถูก *1) ก. และ ข. เปนสัจนิรนดร ั 2) ก. เปน แต ข. ไมเปนสัจนิรันดร 3) ก. ไมเปน แต ข. เปนสัจนิรันดร 4) ก. และ ข. ไมเปนสัจนิรันดร คณิตศาสตร (56)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 57.
    8. เอกภพสัมพัทธในขอใดตอไปนี้ ทําใหประโยคก. และ ข. ที่กําหนดใหขางลางนี้มคาความจริงเปนเท็จทั้งคู ี ก. ∀x [(x2 - 1)(x2 - 3x) = 0] ข. ∃x[ |x| + 2 = 2] 1) {-2, 0, 1, 2} 2) {-1, 0, 1, 3} *3) {-3, -1, 0, 1} 4) {-1, 0, 2, 3} 9. พิจารณาประโยคตอไปนี้ ก. ∃x[ |x| + 2 < x] ข. ∃x[2|x| > 3x] เอกภพสัมพัทธในขอใดทําใหประโยค ก. และ ข. มีคาความจริงเปนจริง 1) {-2, 0, 2} *2) {-2, 0, 3} 3) {0, 1, 2} 4) {0, 1, 3} 10. เอกภพสัมพัทธ U ที่กําหนดใหขอใดตอไปนี้ที่ทําใหประโยค  ∃x [2x2 + x - 1 ≤ 0 ∧ x 2 - 4x + 4 ≤ 3] มีคาความจริงเปนจริง 1) U = เซตของจํานวนเต็มบวกคู 2) U = เซตของจํานวนเต็มบวกคี่ 3) U = เซตของจํานวนเต็มลบคู *4) U = เซตของจํานวนเต็มลบคี่   2 11. กําหนดให U = x ∈ R (x - 1) < 1   x+5      ให P(x) แทนประโยค |x| < 5 และ Q(x) แทนประโยค 1 < x2 < 16 ถา U เปนเอกภพสัมพัทธ แลวขอความในขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ 1) ∀x[P(x)] ⇒ ∀x[Q(x)] 2) ∃x[P(x)] ∧ ∃x[Q(x)] 3) ∀x[P(x)] ∨ ∃x[Q(x)] *4) ∃x[Q(x)] ⇒ ∀x[P(x)] 12. กําหนดให P(x) และ Q(x) เปนประโยคเปด โดยที่ ∀x[P(x)] → ∃x[∼Q(x)] มีคาความจริงเปนเท็จ เมื่อ เอกภพสัมพัทธ คือเซตของจํานวนจริง ขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนจริง 1) ∃x[P(x) ∧ ∼Q(x)] 2) ∃x[∼Q(x) ∨ ∼Q(x)] 3) ∀x[P(x) → ∼Q(x)] *4) ∀x[P(x) → Q(x)] 13. กําหนดให เอกภพสัมพัทธ คือ U = {-3, -2, -1, 1, 2, 3} ขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ 1) ∃x∀y[x + y < y] 2) ∃x∀y[x - y2 < x] *3) ∃x∀y[xy2 = x] 4) ∃x∀y[x2y = y] 14. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือเซต {-2, -1, 1, 2} ประโยคในขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ 1) ∃x∃y[x ≤ 0 ∧ |x| = y + 1] 2) ∃x∀y[x ≤ y ∧ -(x + y) ≥ 0] 3) ∀x∃y[x + y = 0 ∨ x - y = 0] *4) ∀x∀y[|x| < |y| ∨ |x| > |y|] 15. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือ U = {{1, 2}, {1, 3}, {2, 3}} ขอใดตอไปนีถูก ้ *1) ∀x∀y[x I y ≠ ∅] 2) ∀x∀y[x U y = U] 3) ∀x∃y[y ≠ x ∧ y ⊂ x] 4) ∃x∀y[y ≠ x ∧ y ⊂ x] โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (57)
  • 58.
    16. กําหนดให U= { n ∈ I+ | n ≤ 10 } ประโยคในขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนเท็จ  1) ∀x∀y[(x2 = y2) ⇒ (x = y)] *2) ∀x∃y[(x ≠ 1) ⇒ (x > y2)] 3) ∃x∀y[xy ≤ x + y] 4) ∃x∃y[(x - y)2 ≥ y2 + 9xy] 17. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ใหเอกภพสัมพัทธคือเซตของจํานวนเฉพาะบวก ขอความ ∀x∃y[x2 + x + 1 = y] มีคาความจริง เปนจริง ข. นิเสธของขอความ ∀x[P(x) → (Q(x) ∨ R(x))] คือ ∃x[P(x) ∧ ∼Q(x) ∧ ∼R(x)] ขอใดตอไปนี้ถูก 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด *3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 18. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา p, q เปนประพจน โดยที่ p มีคาความจริงเปนจริง และ ∼q → (∼p ∨ q) เปนสัจนิรันดร  แลว q มีคาความจริงเปนจริง ข. นิเสธของขอความ ∃x[(∼P(x)) ∧ Q(x) ∧ (∼R(x))] คือขอความ ∀x[Q(x) → (P(x) ∨ R(x))] ขอใดตอไปนีถูก ้ *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 19. กําหนดให P(x) และ Q(x) เปนประโยคเปด โดยที่ ∀x[P(x)] ⇒ ∃x[∼Q(x)] มีคาความจริงเปนเท็จ เมื่อ เอกภพสัมพัทธ คือเซตของจํานวนจริง ขอใดตอไปนี้มีคาความจริงเปนจริง 1) ∀x[∼P(x)] ⇒ ∃x[Q(x)] *2) ∀x[Q(x)] ⇒ ∃x[∼P(x)] 3) ∃x[P(x)] ⇒ ∀x[Q(x)] 4) ∃x[∼Q(x)] ⇒ ∀x[P(x)] 20. นิเสธของขอความ ∀x∃y[(xy = 0 ∧ x ≠ 0) → y = 0] สมมูลกับขอความในขอใดตอไปนี้ 1) ∃x∀y[(xy = 0 ∨ x = 0) ∧ y ≠ 0] 2) ∃x∀y[(xy ≠ 0 ∧ x = 0) ∨ y = 0] *3) ∃x∀y[(xy = 0 ∧ x ≠ 0 ∧ y ≠ 0] 4) ∃x∀y[xy ≠ 0 ∨ x = 0 ∨ y = 0] 21. นิเสธของ ∀r > 0 ∃s > 0 ∀x ∈ R [|x + 1| < s → |f(x) - 2| < r] คือประพจนในขอใดตอไปนี้ 1) ∃r ≤ 0 ∀s ≤ 0 ∃x ∈ R [|x + 1| ≥ s → |f(x) - 2| ≥ r] *2) ∃r > 0 ∀s > 0 ∃x ∈ R [|x + 1| < s ∧ |f(x) - 2| ≥ r] 3) ∃r ≤ 0 ∀s ≤ 0 ∃x ∈ R [|x + 1| < s ∧ |f(x) - 2| ≥ r] 4) ∃r > 0 ∀s > 0 ∃x ∈ R [|f(x) - 2| ≥ r → |x + 1| ≥ s] คณิตศาสตร (58)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 59.
    22. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา p ⇒ (q ∧ r) มีคาความจริงเปนจริง และ (p ∨ q) ⇒ r มีคาความจริงเปนเท็จ แลว q ⇒ (p ∨ r) มีคาความจริงเปนจริง ข. การอางเหตุผลตอไปนี้สมแหตุสมผล เหตุ 1. (∼p) ∨ q 2. (p ∨ q) ⇒ ∼r 3. p ⇒ ∼r ผล q ∨ r ขอใดตอไปนีถูก ้ 1) ก. และ ข ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก *4) ก. และ ข. ผิด 23. กําหนดให เหตุ 1. ∼p → ∼q 2. p → (r ∨ s) 3. q ∨ t 4. ∼t ผลในขอใดตอไปนี้ทําใหการอางเหตุผลนี้ สมเหตุสมผล 1) s → r 2) s → ∼r 3) r → ∼s *4) ∼r → s 24. พิจารณาการใหเหตุผลตอไปนี้ ก. เหตุ 1. p → (q → r) ข. เหตุ 1. p → (q → ∼s) 2. p 2. p ∧ s 3. ∼t → q ผล p ผล r → t ขอใดตอไปนีถูก ้ 1) ก. และ ข. สมเหตุสมผล 2) ก. สมเหตุสมผล และ ข. ไมสมเหตุสมผล *3) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข. สมเหตุสมผล 4) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข ไมสมเหตุสมผล 25. พิจารณาการอางเหตุผลตอไปนี้ เมื่อ p, q และ r เปนประพจน ก. เหตุ 1. p ∨ (p ∧ ∼q) ข. เหตุ 1. ∼p → r 2. p → q 2. ∼r ∨ s 3. ∼s ผล q ผล p ขอใดตอไปนีถูก ้ *1) ก. และ ข. สมเหตุสมผล 2) ก. สมเหตุสมผล และ ข. ไมสมเหตุสมผล 3) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข. สมเหตุสมผล 4) ก. ไมสมเหตุสมผล และ ข ไมสมเหตุสมผล โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (59)
  • 60.
    26. กําหนดให p,q, r และ s เปนประพจน ในการอางเหตุผล ถา “เหตุ” คือ 1. (p ∨ q) → (r ∧ s) 2. r → ∼s แลว ประพจนในขอใดตอไปนี้เปน “ผล” ที่ทําใหการอางเหตุผลมีความสมเหตุสมผล 1) p 2) q *3) ∼p ∧ ∼q 4) ∼p ∧ q 27. กําหนด เหตุ 1. A ↔ ∼B 2. ∼A → (C → ∼B) 3. (∼D ∨ ∼C) → ∼(∼B) 4. ∼D ผลในขอใดตอไปนี้ไดจากการสรุปที่สมเหตุสมผลจากเหตุที่กําหนดใหทั้งสี่ขอ 1) A 2) ∼B *3) ∼C 4) D 28. กําหนดเหตุใหดังตอไปนี้ 1) เอกภพสัมพัทธไมเปนเซตวาง 2) ∀x[P(x) → Q(x)] 3) ∀x[Q(x) ∨ R(x)] 4) ∃x[∼R(x)] 29. ขอความในขอใดตอไปนี้เปนผลที่ทําใหการอางเหตุผล สมเหตุสมผล 1) ∃x[P(x)] 2) ∃x[Q(x)] 3) ∀x[P(x)] *4) ∀x[Q(x)] คณิตศาสตร (60)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 61.
    ระบบจํานวนจริง โครงสรางของระบบจํานวนจริง จํานวนจริง (R) จํานวนตรรกยะ (Q) จํานวนอตรรกยะ (Q′) จํานวนเต็ม เชน ..., -2, -1, 0, 1, 2, ... ทศนิยมไมรูจบแบบไมซ้ํา เชน 0.1637... เศษสวน เชน 1 , 5 2 4 n A เชน 2 , 5 , 3 7 , 4 11 , 5 25 ทศนิยมรูจบ เชน 0.3, 0.123 ♥ 49 , 3 343 , 4 2401 ไมใชจํานวนอตรรกยะ ทศนิยมซ้ํา เชน 0.1 , 0.23 , 0.325 & && & π = 3.14159... ≈ 3.1416 ≈ 22 7 e = 2.718... ≈ 2.718 สมบัตของระบบจํานวนจริง ิ ให a, b, c ∈ R สมบัติ การบวก การคูณ ปด 1. a+b∈R 6. ab ∈ R การสลับที่ 2. a+b=b+a 7. ab = ba การเปลี่ยนหมู 3. (a + b) + c = a + (b + c) 8. (ab)c = a(bc) การมีเอกลักษณ 4. มีจํานวนจริง 0 ซึ่ง 9. มีจํานวนจริง 1, 1 ≠ 0 0+a=a=a+0 ซึ่ง 1 ⋅ a = a = a ⋅ 1 การมีอินเวอรส 5. สําหรับ a จะมีจํานวนจริง -a 10. สําหรับ a ที่ไมเปน 0 จะมีจํานวนจริง โดยที่ (-a) + a = 0 = a + (-a) a-1 โดยที่ a-1 ⋅ a = 1 = a ⋅ a-1 เรียก -a วาอินเวอรสการบวกของ a เรียก a-1 วาอินเวอรสการคูณของ a การแจกแจง 11. a(b + c) = ab + ac การแกสมการพหุนามตัวแปรเดียว เราสามารถหาคําตอบของสมการพหุนามตัวแปรเดียวโดยใชการแยกตัวประกอบ หรือสูตรตางๆ ของการ แยกตัวประกอบ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (61)
  • 62.
    สูตรการแยกตัวประกอบของพหุนาม ผลตางกําลังสอง A2 - B2 = (A + B)(A - B) กําลังสองสมบูรณ A 2 + 2AB + B2 = (A + B)2 A2 - 2AB + B2 = (A - B)2 ผลตางกําลังสาม A3 - B3 = (A - B)(A2 + AB + B2) ผลบวกกําลังสาม A3 + B3 = (A + B)(A2 - AB + B2) กําลังสามสมบูรณ A3 + 3A2B + 3AB2 + B3 = (A + B)3 A3 - 3A2B + 3AB2 - B3 = (A - B)3 การแกสมการกําลังสอง 1. แยกตัวประกอบพหุนาม 2. ใชสูตร ถา ax2 + bx + c = 0 โดยที่ a, b และ c เปนจํานวนจริงใดๆ แลว b2 x = -b ± 2a - 4ac ถา b2 - 4ac > 0 แลว คําตอบของสมการมี 2 คําตอบ ถา b2 - 4ac = 0 แลว คําตอบของสมการมี 1 คําตอบ ถา b2 - 4ac < 0 แลว ไมมีคําตอบสมการในระบบจํานวนจริง การแกสมการพหุนามโดยใชทฤษฎีบทเศษเหลือ ทฤษฎีบทเศษเหลือ (remainder theorem) เมื่อ p(x) คือ พหุนาม anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ n เปนจํานวนเต็มบวก an, a n-1, ..., a1, a0 เปนจํานวนจริง ซึ่ง an ≠ 0 ถาหารพหุนาม p(x) ดวย x - c เมื่อ c เปนจํานวนจริง เศษเหลือจะเทากับ p(c) นั่นคือ แทนคา x = c ลงใน p(x) จะได p(c) เปนเศษ ทฤษฎีบทตัวประกอบ (factor theorem) เมื่อ p(x) คือ พหุนาม anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ n เปนจํานวนเต็มบวก an, a n-1, ..., a1, a0 เปนจํานวนจริง ซึ่ง an ≠ 0 พหุนาม p(x) จะมี x - c เปนตัวประกอบก็ตอเมื่อ p(c) = 0 นั่นคือ 1. สําหรับพหุนาม p(x) ถา x - c เปนตัวประกอบแลวจะได p(c) = 0 2. สําหรับพหุนาม p(x) ถา p(c) = 0 แลว x - c จะเปนตัวประกอบของ p(x) คณิตศาสตร (62)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 63.
    การหารสังเคราะห (Synthetic Division) ตัวอยางจงหาผลหารและเศษจากการหารพหุนาม 2x3 + 3x2 - 5x + 4 ดวย x + 3 วิธีทํา ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ทฤษฎีบทตัวประกอบจํานวนตรรกยะ (Factor Theorem) เมื่อ p(x) คือ พหุนามในรูป anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ n เปนจํานวนเต็มบวก an, a n-1, ..., a1, a0 เปนจํานวนจริง ซึ่ง an ≠ 0 k ถา x - m เปนตัวประกอบของพหุนาม p(x) โดยที่ m และ k เปนจํานวนเต็มซึ่ง m ≠ 0 และ ห.ร.ม. ของ m และ k เปน 1 แลว m หาร an ลงตัว และ k หาร a0 ลงตัว สมบัตของการไมเทากัน ิ ถา a และ b เปนจํานวนจริงแลว a = b, a < b และ a > b จะเปนจริงเพียงอยางใดอยางหนึ่ง เทานั้น เรียกวา “สมบัติไตรวิภาค” ทฤษฎีบท กําหนดให a, b และ c เปนจํานวนจริงใดๆ 1. ถา a > b และ b > c แลว a > c 2. ถา a > b แลว a + c > b + c 3. ถา a > b และ c > 0 แลว ac > bc และถา a > b และ c < 0 แลว ac < bc 4. ถา ac > bc และ c > 0 แลว a > b และถา ac > bc และ c < 0 แลว a < b 5. ถา a < 0 และ b < 0 แลว ab > 0 6. ถา a < 0 และ b > 0 แลว ab < 0 7. ถา a > 0 และ b < 0 แลว ab < 0 8. ถา a < b < c แลว a < b และ b < c หลักการแกอสมการ 1. จัดดานขวามือของอสมการใหเปนศูนย 2. แยกตัวประกอบของพหุนาม เชน (ax - b)(cx - d) > 0 ∗ ถาอสมการอยูในรูปเศษสวน ตองระวังไวเสมอวา ตัวสวนตองไมเปนศูนย 3. ใหตัวประกอบแตละตัว เทากับ 0 แลวแกสมการหาคา x จากนั้นจึงนําคา x ที่ไดไปเขียนบนเสนจํานวน ซึ่งคา x ที่ไดจะแบงเสนจํานวนเปนชวงๆ 4. พิจารณาเครื่องหมายของพหุนามในแตละชวง สวนใหญเครื่องหมายบวก ลบ จะสลับกันไป 5. จากนั้นพิจารณาชวงคําตอบ ถาอสมการมีเครื่องหมายเปน “>” ใหตอบชวงที่เปน บวก ถาอสมการมีเครื่องหมายเปน “<” ใหตอบชวงที่เปน บวก 6. กรณีที่วงเล็บใดไมสามารถแยกตัวประกอบได ใหคงไวอยางนั้น แลวคิดเครื่องหมายไดเลย เชน (x2 + 4) (2x + 1)(3x - 2) ≤ 0 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (63)
  • 64.
    การแกสมการและอสมการในรูปคาสัมบูรณ คาสัมบูรณของจํานวนจริง a เขียนแทนดวย |a| หมายถึง ระยะจากจุด 0 ถึงจุด a บนเสนจํานวน x;x>0    บทนิยาม ให x เปนจํานวนจริง |x| = 0 ; x = 0   -x ; x < 0   ทฤษฎีบทของคาสัมบูรณ เมื่อ x และ y เปนจํานวนจริง 1. |x| ≥ 0 2. |x| = |-x| 3. |x ⋅ y| = |x| ⋅ |y| 4. xy = |x| |y | 5. |x - y| = |y - x| 6. |x|2 = x2 7. x2 = |x| 8. |x + y| ≤ |x| + |y| 9. |x - y| ≥ |x| - |y| การแกสมการในรูปคาสัมบูรณ 1. ถา |f(x)| = 0 แลว f(x) = 0 2. ถา |f(x)| = a และ a ≥ 0 แลว f(x) = a หรือ f(x) = -a 3. ถา |f(x)| = a และ a < 0 แลว x ∈ ∅ 4. ถา |f(x)| = |g(x)| แลว f(x) = g(x) หรือ f(x) = -g(x) 5. ถา |f(x)| = g(x) แลว f(x) = g(x) หรือ f(x) = -g(x) โดยที่ g(x) ≥ 0 6. ถา |P(x)| = P(x) แลว P(x) ≥ 0 ถา |P(x)| = - P(x) แลว P(x) ≤ 0 7. ถา |P(x)| + |Q(x)| = |P(x) + Q(x)| แลว P(x) ⋅ Q(x) ≥ 0 ถา |P(x)| - |Q(x)| = |P(x) - Q(x)| แลว P(x) ⋅ Q(x) ≥ 0 ∧ P(x) ≥ Q(x) การแกอสมการในรูปคาสัมบูรณ 1. |x| ≤ ∆ ก็ตอเมื่อ -∆ ≤ x ≤ ∆  |x| < ∆ ก็ตอเมื่อ -∆ < x < ∆  2. |x| ≥ ∆ ก็ตอเมื่อ x ≤ -∆ หรือ x ≥ ∆  |x| > ∆ ก็ตอเมื่อ x < -∆ หรือ x > ∆  3. |P(x)| < |Q(x)| ก็ตอเมื่อ (P(x) + Q(x)) ⋅ (P(x) - Q(x)) < 0  คณิตศาสตร (64)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 65.
    แบบทดสอบ 1. ให aเปนจํานวนเต็ม ถา x - a หาร x3 + 2x2 - 5x - 2 เหลือเศษ 4 แลว ผลบวกของคา a ทั้งหมดที่ สอดคลองเงื่อนไขดังกลาว เทากับขอใดตอไปนี้ 1) -6 *2) -2 3) 2 4) 6 2. กําหนดให x + 1 และ x - 1 เปนตัวประกอบของพหุนาม P(x) = 3x3 + x2 - ax + b เมื่อ a, b เปนคาคงตัว เศษเหลือที่ไดจากการหาร P(x) ดวย x - a - b เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 15 2) 17 3) 19 *4) 21 3. กําหนดให f(x) = x3 + kx2 + mx + 4 เมื่อ k และ m เปนคาคงตัว ถา x - 2 เปนตัวประกอบหนึ่งของ f(x) และเมื่อนํา x + 1 ไปหาร f(x) ไดเศษเหลือ 3 แลวคาสัมบูรณของ k + m เทากับ เทาใด (ตอบ 4) 4. กําหนดให k และ l เปนจํานวนเต็ม ซึ่งเมื่อหาร x3 - 6x2 + (k + l)x + 2 ดวย x - 2 แลวเหลือเศษเปน -4 ถา k : l = 3 : 2 แลว ผลหารของการหาร 6x3 + 2x2 + 8x + 1 ดวย kx - l มีคาเปนเทาใด (ตอบ 9) 5. ให P(x) = x3 + ax2 + bx + 10 เมื่อ a, b เปนจํานวนเต็ม และ Q(x) = x2 + 9 ถา Q(x) หาร P(x) เหลือ เศษ 1 แลว P(a) + P(b) มีคาเทาใด (ตอบ 922) 6. ให p(x) เปนพหุนาม ถาหาร p(x) ดวย x - 1 จะเหลือเศษ 3 และ ถาหาร p(x) ดวย x - 3 จะเหลือเศษ 5 ถา r(x) = ax + b คือ เศษที่เกิดจากการหาร p(x) ดวย (x - 1)(x - 3) แลว 3a + 2b เทากับเทาใด (ตอบ 7) 7. ให a และ b เปนจํานวนจริงที่ทําให x2 + ax + b หาร x3 - 3x2 + 5x + 7 มีเศษเทากับ 10 คา a + b เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 8. กําหนดให S = {x ||x|3 = 1} เซตในขอใดตอไปนี้เทากับเซต S 1) {x | x3 = 1} *2) {x | x2 = 1} 3) {x | x3 = -1} 4) {x | x4 = x} 9. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของสมการ 2x3 - 7x2 + 7x - 2 = 0 ผลบวกของสมาชิกทั้งหมดของ S เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 2.1 2) 2.2 3) 3.3 *4) 3.5 10. ถา a, b และ c เปนคําตอบทั้ง 3 คําตอบของสมการ x3 - 8x2 + 5x + 7 = 0 แลวคาของ a2 + b2 + c2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 39 *2) 54 3) 63 4) 74 11. กําหนดให A = {x ||x - 1| ≤ 3 - x} และ a เปนสมาชิกคามากที่สุดของ A คาของ a อยูในชวงใด ตอไปนี้ 1) (0, 0.5] 2) (0.5, 1] 3) (1, 1.5] *4) (1.5, 2] โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (65)
  • 66.
    12. กําหนดให Aเปนเซตคําตอบของสมการ x3 + x2 - 27x - 27 = 0 และ B เปนเซตคําตอบของสมการ x3 + (1 - 3 )x2 - (36 + 3 )x - 36 = 0 A I B เปนสับเซตของชวงในขอใดตอไปนี้ *1) [-3 5 , -0.9] 2) [1.1, 0] 3) [0, 3 5 ] 4) [1, 5 3 ] 13. กําหนดให A = {x | (2x + 1)(x - 1) < 2} และ B = {x | 16 - 9x2 > 0} เซต A I B เปนสับเซตของ ชวงในขอใดตอไปนี้ 1)  -2 , 7    3 3  *2)  -1, 5    3 3)  -3 , 5   4  4 4)  -5 , 1    3     14. กําหนดให S =  x 2 x  ≥ x + 2  ชวงในขอใดตอไปนี้เปนสับเซตของ S 2 - 1   x - 3x + 2  x  1) (-∞, -3) *2) (-1, 0, 5) 3) (-0.5, 2) 4) (1, ∞) 15. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของอสมการ (2x + 1)(x - 1) ≥ 0 2-x และ B เปนเซตคําตอบของอสมการ 2x 2 - 7x + 3 < 0 ถา A I B = [c, d) แลว 6c - d เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 4 2) 5 3) 6 4) 7 16. กําหนดให A = {x | (x2 - 1)(x2 - 3) ≤ 15 } ถา a เปนสมาชิกคานอยสุดในเซต A และ b เปนสมาชิก คามากสุดในเซต A แลว (b - a)2 เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 24 2) 16 3) 8 4) 4 4- 2 17. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของอสมการ x 2 13x + 36 ≥ 0 ถา a เปนจํานวนที่มีคานอยที่สุดในเซต x + 5x + 6 S I (2, ∞) และ b เปนจํานวนลบที่มีคามากที่สุด ซึ่ง b ∉ S แลว a2 - b2 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) -9 2) -5 *3) 5 4) 9 18. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของสมการ |(2x - 1)(x + 3) | = |(x + 7)(3 - 4x) | ผลบวกของสมาชิก ทั้งหมดของ A เทากับขอใดตอไปนี้ *1) -15 2) - 15 2 3) 15 2 4) 15 19. กําหนดให I เปนเซตของจํานวนเต็ม ถา S = {x | 2x2 - 9x - 26 ≤ 0 และ |1 - 2x| ≥ 0} แลว ผลบวก ของสมาชิกของ S เทากับเทาใด (ตอบ 17) 20. เซตคําตอบของอสมการ |3x - 1| | (2x + 1) < 1 และ 5x < 1 เทากับขอใดตอไปนี้ 1)  -∞, -1  U  0, 5    3     1  2)  -∞, -1  U  0, 5    2     1  U  1, 1  1  1    3) (-∞, 0) 6 5  *4)  -∞, -6  U  0, 5       21. ถาเซตคําตอบของอสมการ |x2 + x - 2| < (x + 2) คือชวง (a, b) แลว a + b มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 2) คณิตศาสตร (66)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 67.
    22. กําหนดให Aเปนเซตคําตอบของอสมการ |x2 + x - 2| ≤ |x2 - 4x + 3| และ B = A - {1} ถา a เปนสมาชิกของ B ซึ่ง a - b ≥ 0 ทุก b ∈ B แลว พิจารณาขอความตอไปนี้ 4 ก. 3 a เปนจํานวนคู ข. 5 เปนจํานวนคู a ขอใดตอไปนี้ถูก 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ผิด และ ข. ถูก 3) ก. ถูก และ ข. ผิด 4) ก. และ ข. ผิด 23. กําหนดให A = {x|x2 + 2x - 3 < 0} และ B = {x|x + 1 ≥ 2|x|} ถา A - B = (a, b) แลว 3|a + b| มีคาเทาใด (ตอบ 10) 24. กําหนดให U เปนเซตคําตอบของอสมการ ||x + 1| + 2 | ⋅ ||x + 1| - 2 | ≤ 25 ประโยคในขอใดตอไปนี้มี คาความจริงเปนจริง 1) ∃x∃y[x + y = 14] 2) ∃x∃y[x + y = 11] *3) ∃x∃y[x + y = -11] 4) ∃x∃y[x + y = -14] 25. ถา A = {(x, y) ∈ R × R ||x + y| ≥ |x| + |y|} แลว A คือเซตในขอใดตอไปนี้ 1) A = {(x, y) ∈ R × R | x = 0 หรือ y = 0} 2) A = {(x, y) ∈ R × R | x ≥ 0 หรือ y ≥ 0} 3) A = {(x, y) ∈ R × R | xy ≤ 0} *4) A = {(x, y) ∈ R × R | xy ≥ 0} 26. ถา A = { x ∈ R+ | 3|x + 2| ≤ |2x2 + x|} แลวสมาชิกของ A ที่มคานอยที่สุดเทากับคาในขอใดตอไปนี้ ี 1) 13 - 1 2 *2) 13 + 1 2 3) 13 - 1 4) 13 + 1 27. กําหนดให P(x) และ Q(x) เปนพหุนามดีกรี 2551 ซึ่งสอดคลองกับ P(n) = Q(n) สําหรับ n = 1, 2, 3, ..., 2551 และ P(2552) = Q(2552) + 1 คาของ P(0) - Q(0) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0 2) 1 *3) -1 4) หาคาไมไดเพราะขอมูลไมเพียงพอ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (67)
  • 68.
    ทฤษฎีจํานวนเบื้องตน นิยามการหารลงตัว ให a และ b เปนจํานวนเต็มโดยที่ b ≠ 0 b หาร a ลงตัวก็ตอเมื่อ มีจํานวนเต็ม c ที่ทําให a = bc เรียก b วา ตัวหาร (Divisor) ของ a และเรียก a วา พหุคูณ (Multiple) ของ b b | a แทน “b หาร a ลงตัว” และ b | a แทน “b หาร a ไมลงตัว” สมบัตการหารลงตัว ิ ♥ ถา a, b และ c เปนจํานวนเต็มโดยที่ b และ c ไมเทากับศูนย แลว a | b และ b | c แลว a | c ♥ ถา a | b และ c | d แลว ac | bd ♥ ถา a และ b เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง a | b และ b ≠ 0 แลว a ≤ b ♥ ถา a, b และ c เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง a | b และ a | c จะได a | (bx + cy) โดย x, y ∈ I และเรียก bx + cy วา “ผลรวมเชิงเสน” ตัวอยางที่ 1 กําหนด a, b และ c เปนจํานวนเต็มใดๆ ที่ไมเปนศูนย ถา a | (b + c) แลวขอใดตอไปนีถูก ้ 1) a | b 2) a | c 3) a | (b 2 + c2) 4) a | (b 2 - c2) ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ตัวอยางที่ 2 ถา d เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง d | 15k + 27) และ d | (3k + 2) แลว d ตรงกับขอใดตอไปนี้ 1) 1 หรือ 17 2) 3 หรือ 11 3) 2 หรือ 13 4) 4 หรือ 19 ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... คณิตศาสตร (68)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 69.
    จํานวนคูและจํานวนคี่ ♥ จํานวนคู เขียนแทนดวย 2n เมื่อ n เปนจํานวนเต็ม ♥ จํานวนคี่ เขียนแทนดวย 2n + 1 หรือ 2n - 1 เมื่อ n เปนจํานวนเต็ม ตัวอยางที่ 3 จงแสดงวา ถา x เปนจํานวนเต็มคี่ แลว 4 | (x2 - 1) วิธีทํา ....................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... จํานวนเฉพาะ (Prime numbers) ♥ จํานวนเต็ม p ≠ 0 จะเปนจํานวนเฉพาะ ก็ตอเมื่อ p ≠ 1, -1 และถาจํานวนเต็ม x หาร p ลงตัว แลว x ∈ {1, -1, p, -p} ♥ เรียกจํานวนเต็มที่ไมใชจํานวนเฉพาะ และไมใช -1, 0, 1 วาเปน “จํานวนประกอบ (composite numbers)” ตัวอยางที่ 4 จงหาจํานวนเต็มบวก n ทั้งหมดที่ทําให n3 - 14n2 + 64n - 93 เปนจํานวนเฉพาะ ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ทฤษฎีบทหลักมูลทางเลขคณิต ♥ จํานวนเต็ม n ทุกจํานวนที่มากกวา 1 สามารถเขียนไดในรูปผลคูณของจํานวนเฉพาะไดเพียงแบบเดียว เทานั้น เชน 28 = 22 × 7 60 = 22 × 3 × 5 c c c c ♥ จํานวนตัวประกอบทั้งหมดที่เปนบวกของ n = p 1 1 ⋅ p 22 ⋅ p 33 ⋅... ⋅ p k k มีคาเทากับ (c1 + 1)(c2 + 1)(c3 + 1) … (ck + 1) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (69)
  • 70.
    ตัวอยางที่ 5 จํานวนเต็มบวกทั้งหมดที่หาร210 ลงตัว มีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 14 2) 15 3) 16 4) 17 ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ตัวอยางที่ 6 ถา A = {x ∈ I | x เปนจํานวนเฉพาะ และ 2x | (252 - 6x)7} แลว จํานวนสมาชิกทั้งหมดใน A เทากับขอใด 1) 1 2) 2 3) 4 4) 6 ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ตัวหารรวมมาก (ห.ร.ม.) ♥ กําหนดจํานวนเต็ม a, b ซึ่ง a2 + b2 ≠ 0 จํานวนเต็มบวก d จะเปนตัวหารรวมมาก (ห.ร.ม.) ของ a และ b ก็ตอเมื่อ 1) d | a และ d | b 2) ถา c เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง c | a และ c | b จะไดวา c | d ♥ d = (a, b) = ห.ร.ม. ของ a และ b ♥ เราสามารถเขียน d ในรูปของผลรวมเชิงเสนของ a และ b คือ d = am + bn เมื่อ m, n ∈ I ♥ ถา (a, b) = 1 เราเรียก a, b วาเปน “ จํานวนเฉพาะสัมพัทธ (Relative primes) ” ตัวอยางที่ 7 ถา a เปน ห.ร.ม. ของ 403 และ 465 และ b เปน ห.ร.ม. ของ 431 และ 465 แลว a - b มีคา เทาใด ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ตัวอยางที่ 8 จํานวนเต็มทั้งหมดตั้งแต 0 ถึง 100 ที่ไมเปนจํานวนเฉพาะสัมพัทธกบ 15 มีทั้งหมดกี่จํานวน ั ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... คณิตศาสตร (70)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 71.
    ขั้นตอนวิธีการหาร ให m และ n เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง n ≠ 0 แลว จะมีจํานวนเต็ม q และ r ชุดเดียว ซึ่ง m = nq + r โดยที่ 0 ≤ r < | n | เรียก q วา ผลหาร และ r วา เศษเหลือ ตัวอยางที่ 9 กําหนดให n เปนจํานวนนับใดๆ และ r เปนเศษเหลือจากการหาร n2 ดวย 11 จํานวนในขอใด ตอไปนี้เปนคาของ r ไมได 1) 1 2) 3 3) 5 4) 7 ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ตัวอยางที่ 10 กําหนดให n เปนจํานวนเต็มที่มีคามากที่สุด ซึ่งมีสมบัติวา n หาร 551 และ 731 เหลือเศษ r เทากัน และ n หาร 1093 เหลือเศษ r + 2 แลว r - 1 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ n 1) 17 1 2) 18 1 3) 19 1 4) 20 1 ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ขั้นตอนวิธียุคลิด กําหนดจํานวนเต็มบวก a และ b จากการนําขั้นตอนการหารมาใชซ้ําๆ กัน จะไดสมการ b = (a ⋅ q1) + r1 0 < r1 < a ...(1) a = (r1 ⋅ q2) + r2 0 < r2 < r1 ...(2) r1 = (r2 ⋅ q3) + r3 0 < r3 < r2 ...(3) M M rn-2 = (rn-1 ⋅ qn) + rn 0 < rn < rn-1 ...(n) rn-1 = (rn ⋅ qn+1) + 0 0 < r1 < a ...(n + 1) rn = (a, b) = ห.ร.ม. ตัวคูณรวมนอย (ค.ร.น.) ♥ ให m และ n เปนจํานวนเต็มที่ไมเปนศูนย c จะเปนตัวคูณรวมนอย (ค.ร.น.) ของ m และ n ก็ตอเมื่อ 1. m | c และ n | c 2. ถา a เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง m | a และ n | จะได c | a ♥ c = [ m, n ] = ค.ร.น. ของ m, n ♥ ถา d และ c เปน ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ที่เปนบวกของจํานวนเต็ม m, n ตามลําดับ จะไดวา dc = mn โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (71)
  • 72.
    แบบทดสอบ 1. ถา dเปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง d | (20k + 36) และ d | (4k + 3) แลว d ตรงกับขอใดตอไปนี้ 1) 1 หรือ 11 *2) 3 หรือ 5 3) 2 หรือ 11 4) 4 หรือ 5 2. ให a, b และ c เปนจํานวนเต็ม จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา a | bc แลว a | b หรือ a | c ข. ถา a | b และ b | c แลว a | (c - b) ขอใดตอไปนี้ถูก 1) ถูกทั้ง ก. และ ข. 2) ถูกเฉพาะขอ ก. *3) ถูกเฉพาะขอ ข. 4) ผิดทั้ง ก. และ ข. 3. กําหนดให a, b และ c เปนจํานวนเต็ม ขอใดตอไปนี้เปนจริง 1) ถา a | (b + c) แลว a | b หรือ a | c 2) ถา a | bc แลว a | b หรือ a | c *3) ถา a | (2a - 3b) และ a | (4a - 5b) แลว a | b 4) ถา a | c และ b | c จะได ab | c 4. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. 3 | (a4 + 2a3 - a2 - 2a) ทุกจํานวนเต็ม a ข. {x ∈ I- | 6x3 + 17x2 + 14x + 3 ≥ 0} มีสมาชิกเพียงตัวเดียว ขอใดตอไปนี้ถูกตอง *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 5. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา a, b และ c เปนจํานวนเต็มซึ่ง a | (2b - c) และ a2 | (b + c) แลว a | 3c   ข. ถา A =  x ∈ R x -x2x 2+ 2 < 1 และ B = {x ∈ R | x3 - 2x2 < 0} แลว A = B  -  ขอใดตอไปนีถูก ้ 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 6. ถา A = {p | p เปนจํานวนเฉพาะบวก และ p | (980 - p)3} แลว ผลบวกของสมาชิกทั้งหมดใน A เทากับ ขอใด 1) 10 2) 12 *3) 14 4) 16 7. กําหนด a เปนจํานวนเต็มใดๆ จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. (a2 + a) เปนจํานวนคี่ ข. (a2 - a) เปนจํานวนคู ขอใดกลาวถูกตอง 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด *3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด คณิตศาสตร (72)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 73.
    8. ขอความใดตอไปนีผิด ้ 1) ถา a และ b เปนจํานวนคูแลว (a - b)2 เปนจํานวนคู 2) ถา b | a และ |a| < |b| แลว a = 0 *3) ห.ร.ม. ของ 364 และ 1012 คือ 2 4) ถา a เปนจํานวนคี่ และ b เปนจํานวนคูแลว a2 + 2b เปนจํานวนคี่ 9. กําหนดให a เปนคําตอบของ 2 ⋅ 3 + 3 ⋅ 4 + 4 ⋅ 5 + 5 ⋅ 6 และ b เปนคําตอบของ 4 ⋅ 6 + 6 ⋅ 8 + 8 ⋅ 10 + 10 ⋅ 12 แลว (a, b) มีคาตรงกับขอใดตอไปนี้ 1) 70 *2) 68 3) 66 4) 64 10. กําหนดให a และ b เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง (a, b) = c แลว ห.ร.ม. ของ 2a และ 2b ตรงกับขอใดตอไปนี้ 1) c *2) 2c 3) 4c 4) 8c 11. กําหนดให a, b และ c เปนจํานวนเต็มบวกใดๆ พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา a | b และ b | c แลว a | c ข. ถา a | b แลว ห.ร.ม. ของ a กับ b คือ a ขอใดตอไปนีถูก ้ *1) ถูกทั้ง ก. และ ข. 2) ถูกเฉพาะขอ ก. 3) ถูกเฉพาะขอ ข. 4) ผิดทั้ง ก. และ ข. 12. กําหนดให x และ y เปนจํานวนเต็มบวก โดยที่ x < y ห.ร.ม. ของ x, y เทากับ 9 ค.ร.น. ของ x, y เทากับ 28215 และจํานวนเฉพาะที่แตกตางกันทั้งหมดที่หาร x ลงตัว มี 3 จํานวน คาของ y - x เทากับ ขอใดตอไปนี้ 1) 36 2) 45 3) 9 *4) 18 13. ให x และ y เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง 80 < x < 200 และ x = pq เมื่อ p และ q เปนจํานวนเฉพาะ ซึ่ง p ≠ q ถา x และ y เปนจํานวนเฉพาะสัมพัทธ และ ค.ร.น. ของ x, y เทากับ 15015 แลว ผลบวก ของคาของ y ทั้งหมดที่สอดคลองเงื่อนไขทั้งหมดที่กําหนดใหเทากับเทาใด (ตอบ 270) 14. ถา 1 = ax + by โดย a, x, b, y เปนจํานวนเต็ม จงหา ห.ร.ม. ของ x, y (ตอบ 1) 15. ให a เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง 3 | a และ 5 | a หา ห.ร.ม. ของ a และ 7 เทากับ 1 แลว ห.ร.ม. ของ a และ 105 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 5 *2) 15 3) 35 4) 105 16. กําหนดใหเอกภพสัมพัทธคือ {x | x เปนจํานวนเต็มที่ไมใช 0 และ -100 ≤ x ≤ 100} ให A = {x | ห.ร.ม. ของ x กับ 21 เปน 3} จํานวนสมาชิกของ A เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 29 2) 34 3) 68 *4) 58 17. สําหรับจํานวนเต็ม a, b ใดๆ ให (a, b) = ห.ร.ม. ของ a และ b ให A = {1, 2, 3, ..., 400} จํานวน สมาชิกของเซต {x ∈ A | (x, 40) = 5} มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 30 *2) 40 3) 60 4) 80 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (73)
  • 74.
    18. ถา aเปน ห.ร.ม. ของ 403 และ 465 และ b เปน ห.ร.ม. ของ 431 และ 465 แลว a - b มีคาเทาใด (ตอบ 30) 19. กําหนดให n เปนจํานวนเต็มบวกที่มีคานอยที่สุด ซึ่งหารดวย 7 แลวมีเศษเหลือเทากับ 4 ถา 9 และ 11 ตาง  ก็หาร (n - 2) ลงตัวแลว n คือจํานวนใด 20. กําหนด a, b, n, r เปนจํานวนเต็มใดๆ จงพิจารณาขอความตอไปนี้ a = b(n) + r b = r(2) + 70 r = 70(1) + 21 70 = 21(3) + 7 21 = 7(3) + 0 ขอใดตอไปนี้ผิด 1) (a, b) = (70, 21) *2) (b, n) = 3 3) (r, 70) = (70, 21) 4) (a, b) = 7 21. ถา a, b, q1, q2 เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง a = bq1 + 231 b = 231q2 + 126 แลว ห.ร.ม. ของ a, b เทากับเทาใด (ตอบ 21) 22. กําหนดให a และ b เปนจํานวนเต็มบวก ถา b หาร a ไดผลลัพธ 1 เหลือเศษ 24 โดยที่ 24 < b, 24 หาร b ไดผลลัพธ 1 เศษ 12 แลว ห.ร.ม. ของ a และ b เทากับจํานวนในขอใดตอไปนี้ 1) 1 2) 2 3) 6 *4) 12 23. ให n ∈ I+ ซึ่ง ห.ร.ม. ของ n และ 42 เทากับ 6 ถา 42 = n q0 + r0 , 0 < r0 < n n = 2 r0 + r1 , 0 < r1 < r0 และ r0 = 2 r1 โดยที่ q0, r0, r1 เปนจํานวนเต็ม แลว ค.ร.น. ของ n และ 42 มีคาเทากับเทาไร (ตอบ 210) 24. กําหนดให a, b เปนจํานวนเต็ม ซึ่ง a เปน ห.ร.ม. ของ b และ 216 ให q1, q2 เปนจํานวนเต็มบวกโดยที่ 216 = bq1 + 106 b = 106q2 + 4 ถา f(x) = x3 + ax2 + bx - 36 แลว เมื่อหาร f(x) ดวย x - a ไดเศษเทากับเทาใด 1) 192 *2) 200 3) 236 4) 272 25. ในระบบจํานวนเต็ม ให a และ b > 0 a = 1998 b + r , 0 < r < 1998 1998 = 47 r + r1 , 0 < r1 < r และ (r, r1) = 6 ขอความใดตอไปนีถูกตอง ้ 1) (a, b) = 6 *2) (a, 1998) = 6 3) (b, r) = 6 4) (1998, r) > 6 คณิตศาสตร (74)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 75.
    26. เมื่อหารจํานวนเต็มบวก xดวย 6 มีเศษเหลือเปน 4 จงหาเศษเหลือ เมื่อหาร 4x ดวย 3 (ตอบ 1) 27. ถา n เปนจํานวนเต็มบวกที่มากที่สุดซึ่งหาร 90 เหลือเศษ 6 และหาร 150 เหลือเศษ 3 แลว n หาร 41 เหลือเศษเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 5 2) 6 3) 18 *4) 20 28. ขอความในขอใดตอไปนีผิด ้ 1) ถา a, b, n เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง n | a และ n | b แลวจะไดวา n หาร ห.ร.ม. ของ a, b ลงตัวดวย 2) ถา a, b, n เปนจํานวนเต็มบวก ซึ่ง a | n และ b | n แลวจะไดวา ค.ร.น. ของ a, b หาร n ลงตัวดวย *3) ถา a, m, n เปนจํานวนเต็มบวก และ a | mn แลวจะไดวา a | m และ a | n 4) ถา d และ c เปน ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของจํานวนเต็มบวก m, n แลวจะไดวา dc = mn 29. ให a เปนจํานวนคูบวก และ b เปนจํานวนคี่บวก ขอใดตอไปนี้ถูก 1) a และ b เปนจํานวนเฉพาะสัมพัทธ 2) a + b เปนจํานวนเฉพาะ 3) ห.ร.ม. ของ a และ b เทากับ ห.ร.ม. ของ a และ 2b *4) ค.ร.น. ของ a และ b เทากับ ค.ร.น. ของ a และ 2b 30. กําหนดให m เปนจํานวนเต็มบวก และ n เปนจํานวนเฉพาะ ถา m หาร 777 และ 910 แลวเหลือเศษ n แลว m – n มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 2) 31. ถา n เปนจํานวนเต็มบวกที่มีคานอยสุด ซึ่ง 3 | (n - 2) และ 7 | (n - 6) แลว ห.ร.ม. ของ n และ (n + 4) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 3 *2) 4 3) 5 4) 7 32. ให m และ n เปนจํานวนเต็มบวก ถา 5 หาร m เหลือเศษ 4 และ 5 หาร n เหลือเศษ 2 แลว 5 หาร (m + n) เหลือเศษเทากับขอใดตอไปนี้ *1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 33. ถา S เปนเซตของจํานวนเต็ม m ที่มีสมบัติดังนี้ 50 ≤ m ≤ 100 และ 7 หาร m3 เหลือเศษ 6 แลว จํานวนสมาชิกของ S เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 7 2) 14 3) 18 *4) 21 34. ถา n เปนจํานวนเต็มบวกซึ่งมีสมบัติดงนี้ 100 ≤ n ≤ 1000, 45 และ 75 หาร n ลงตัว, 7 หาร n เหลือเศษ ั 3 แลว n มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 675) 35. กําหนดให n เปนจํานวนนับใดๆ และ r เปนเศษที่เหลือจากการหาร n2 ดวย 11 จํานวนในขอใดตอไปนี้เปน คาของ r ไมได 1) 1 2) 3 3) 5 *4) 7 36. กําหนดให n เปน ห.ร.ม. ของ 14097 และ 14351 จํานวนในขอใดตอไปนี้หารดวย n แลวไดเศษเหลือเปน จํานวนเฉพาะ 1) 135 *2) 144 3) 153 4) 162 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (75)
  • 76.
    ความสัมพันธและฟงกชัน ผลคูณคารทีเซียน (Cartesian product) A × B = {(x, y) | x ∈ A และ y ∈ B} สมบัตของผลคูณคารทีเซียน ิ 1. A × B = B × A ก็ตอเมื่อ A = B หรือ A = ∅ หรือ B = ∅ 2. A × ∅ = ∅ = ∅ × A 3. ถา A และ B เปนเซตจํากัดแลว n(A × B) = n(A) × n(B) 4. มีสมบัติการแจกแจง A × (B U C) = (A × B) U (A × C) A × (B I C) = (A × B) I (A × C) A × (B - C) = (A × B) - (A × C) ความสัมพันธ (relation) ♥ ความสัมพันธ คือ เซตที่เกิดจากสมาชิกของผลคูณคารทีเซียนที่สอดคลองกับเงื่อนไขที่กําหนด ♥ r เปนความสัมพันธจากเซต A ไปเซต B เมื่อ r ⊂ A × B ♥ r เปนความสัมพันธใน A เมื่อ r ⊂ A × A ♥ ถา (x, y) ∈ r แสดงวา x มีความสัมพันธ r กับ y เขียนแทนดวย x r y ♥ ถา (x, y) ∉ r แสดงวา x ไมมีความสัมพันธ r กับ y เขียนแทนดวย x r y ♥ จํานวนความสัมพันธท่เปนไปไดจาก A ไป B = 2n(A)×n(B) ความสัมพันธ ี โดเมนและเรนจของความสัมพันธ ♥ โดเมนของความสัมพันธ r (Dr) คือ เซตของสมาชิกตัวหนาของคูอนดับ Dr = {a | (a, b) ∈ r} ั ♥ เรนจของความสัมพันธ r (Rr) คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคูอันดับ Rr = {b | (a, b) ∈ r} ♥ การหา Dr และ Rr ของความสัมพันธ 1) จัดรูปสมการ หาโดเมน ⇒ จัด y ใหอยูในรูปของ x (หรือ y = ... x) หาเรนจ ⇒ จัด x ใหอยูในรูปของ y (หรือ x = ... y) 2) ตรวจสอบคา x, y โดย ถา แลว ∆ ≠ 0 ∆ ถา = ∆ แลว ≥ 0 และ ∆ ≥ 0 หรือ ถา = - ∆ แลว ≤ 0 และ ∆ ≥ 0 ถา = | ∆ | แลว ≥ 0 และ ∆ ∈ R หรือ ถา = -|∆| แลว ≤ 0 และ ∆ ∈ R ถา = ∆2 แลว ≥ 0 และ ∆ ∈ R หรือ ถา = -∆2 แลว ≤ 0 และ ∆ ∈ R อินเวอรสของความสัมพันธ ♥ ถา r = {(a, b)} แลว r-1 = {(b, a)} ♥ D -1 = Rr และ R -1 = Dr r r คณิตศาสตร (76)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 77.
    ฟงกชัน (Function) คือ ความสัมพันธที่สมาชิกในโดเมนแตละตัวจับคูกับสมาชิกในเรนจของความสัมพันธเพียงตัวเดียวเทานั้น r1 r2 1 -1 1 -1 2 -2 2 -2 3 -3 3 -3 r1 เปนความสัมพันธที่เปนฟงกชัน r1 เปนความสัมพันธที่ไมเปนฟงกชัน นั่นคือ f จะเปนฟงกชน ก็ตอเมื่อ f เปนความสัมพันธ ซึ่งถามี (x, y) ∈ f และ (x , z) ∈ f แลว y = z ั แทนฟงกชันดวยสัญลักษณ f = {(x, y) | y = f(x)} หรือ y = f(x) ฟงกชันแบบตางๆ 1. f เปนฟงกชันจาก A ไป B เมื่อ f เปนฟงกชัน ที่มี Df = A และ Rf ⊂ B แทนดวยสัญลักษณ f : A → B 2. f เปนฟงกชันจาก A ไปทั่วถึง B เมื่อ f เปนฟงกชัน ที่มี Df = A และ Rf = B แทนดวยสัญลักษณ f : A ทั่ว→ B หรือ f : A onto → B  ถึง   3. f เปนฟงกชันหนึ่งตอหนึ่งจาก A ไป B เมื่อ f เปนฟงกชันจาก A ไป B ซึ่งถา f(x1) = f(x2) แลว x1 = x2 แทนดวยสัญลักษณ f : A 1 - 1→ B  4. f เปนฟงกชันหนึ่งตอหนึ่งจาก A ไปทั่วถึง B เมื่อ f เปนฟงกชัน 1 - 1 ที่มี Df = A และ Rf = B แทนดวยสัญลักษณ f : A 1onto→ B หรือ f : A 1 - 1→ B  -1   ทั่วถึง 5. f เปนฟงกชันเพิ่มใน A ก็ตอเมื่อ สําหรับ x1 และ x2 ใดๆ ใน A ถา x1 < x2 แลว f(x1) < f(x2) 6. f เปนฟงกชันลดใน A ก็ตอเมื่อ สําหรับ x1 และ x2 ใดๆ ใน A ถา x1 < x2 แลว f(x1) > f(x2) ฟงกชันประกอบ (composite function) กําหนด f และ g เปนฟงกชัน โดยที่ Rf I Dg ≠ ∅ A f B C g D gof ฟงกชันคอมโพสิทของ f และ g เขียนแทนดวย gof โดยที่ (gof)(x) = g(f(x)) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (77)
  • 78.
    การหาคาของฟงกชันจากฟงกชันประกอบ ตัวอยางที่ 1 กําหนดให f = {(1, 3), (3, 5), (5, 1)} และ g = {(3, 1), (1, 1), (2, 5), (5, 3)} จงหา gof = .............................................................................................................................................. fog = .............................................................................................................................................. fof = .............................................................................................................................................. gog = .............................................................................................................................................. ตัวอยางที่ 2 กําหนดให f(x) = x + 1 และ ตัวอยางที่ 3 ถา f(g(x)) = x2 และ f(x) = x – 1 (gof)(x) = x2 + 2x + 3 จงหา g(x) จงหา g(x) ฟงกชันอินเวอรส (Inverse Function) การหาอินเวอรสของฟงกชัน จะเหมือนกับการหาอินเวอรสของความสัมพันธ r ซึ่งมีหลักการดังนี้ กําหนด f = {(x, y) ∈ A × B | y = เทอมของ x} จะไดวา f-1 = {(x, y) ∈ B × A | y = เทอมของ x} หรือ f-1 = {(y, x) ∈ B × A | x = เทอมของ y} สมบัติของฟงกชนอินเวอรส ั 1. Df = R f -1 ; Rf = D f -1 2. กราฟของ f-1 จะสมมาตรกับกราฟของ f เมื่อเทียบกับเสนตรง y = x 3. (fog)-1 (x) = (g-1of-1)(x) เมื่อ f(x) และ g(x) เปนฟงกชัน 1 - 1 4. (fof-1)(x) = x 5. (f-1o f)(x) = x 6. ถา f (∆) = แลว ∆ = f-1( ) พีชคณิตของฟงกชัน (Algebra of functions) 1. f + g = {(x, y) | y = f(x) + g(x) และ Df+g = Df I Dg} 2. f - g = {(x, y) | y = f(x) - g(x) และ Df-g = Df I Dg} 3. fg = {(x, y) | y = f(x) g(x) และ Dfg = Df I Dg} f f(x) 4. g = {(x, y) | y = g(x) และ Df/g = Df I Dg - {x | g(x) = 0}} คณิตศาสตร (78)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 79.
    แบบทดสอบ 1. กําหนดให Sเปนเซตคําตอบของอสมการ x2 ≤ 8x + 20 ถา A = {x ∈ S | x เปนจํานวนเฉพาะบวก} และ B = {x ∈ S | x เปนจํานวนเต็มคี่} แลว (A × B) - (B × A) มีจํานวนสมาชิกเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 11 *2) 15 3) 21 4) 23 2. ให A = {0, 1, 2, 3} และ P(A) คือเพาเวอรเซตของ A ถา r เปนความสัมพันธจาก A ไปยัง P(A) กําหนดโดย r = {(a, B) | a ≥ 2, a ∉ B และ a + 1 ∉ B} แลว r มีจํานวนสมาชิกกี่จํานวน (ตอบ 12) 3. กําหนดให S = [-2, 2] และ r = {(x, y) ∈ S × S | x2 + 2y2 = 2} ชวงในขอใดตอไปนี้ไมเปนสับเซตของ Dr - Rr 1) (-1.4, -1.3) 2) (-1.3, -1.2) 3) (1.2, 1.4) *4) (1.4, 1.5) 4. กําหนดให r = {(x, y) | (x - 2)(y - 1) = 1} และ s = {(x, y) | xy2 = (y + 1)2} เซตในขอใดตอไปนี้ ไมเปนสับเซตของ Rr I Rs 1) (-∞, -1) 2)  -2, -1    2 *3)  1 , 2   2   4) (1, ∞) 5. กําหนดให r = {(x, y) ∈ R × R | x2 + y2 = 16}, s = {(x, y) ∈ R × R | xy2 + x + 3y2 + 2 = 0} เซตในขอใดตอไปนี้เปนสับเซตของ Dr - Ds 1) [-4, -1] 2) [-3, 0] *3) [-2, 1] 4) [-1, 2] 6. กําหนดให A = [-2, -1] U [1, 2] และ r = {(x, y) ∈ A × A | x - y = -1} ถา a, b > 0 และ a ∈ Dr, b ∈ Rr แลว a + b เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 2.5 *2) 3 3) 3.5 4) 4 7. กําหนดให r = {(x, y) | x > 0, x ≠ y, x - 3 x = y - 3 y } สมาชิกคามากที่สุดของ Dr เทากับขอใด ตอไปนี้ 1) 4 *2) 8 3) 94 4) 98 3 3 3 3 8. กําหนดให r = {(x, y) | x ≥ y และ y2 = x2 + 2x - 3} พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. Dr = [1, ∞) ข. Rr = (-∞, ∞) ขอใดตอไปนี้ถูก 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 9. ถา r = {(x, y) | y ≤ x2 และ y ≥ 2x} แลวเรนจของ r-1 คือเซตในขอใดตอไปนี้ 1) [0, 2] 2) [0, 4] *3) (-∞, 0] U [2, ∞) 4. (-∞, 0] U [4, ∞) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (79)
  • 80.
    10. หนดให r= {(x, y) | x ∈ [-1, 1] และ y = x2} พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. r-1 = {(x, y) | x ∈ [0, 1] และ y = ± | x | } ข. กราฟของ r และกราฟของ r-1 ตัดกัน 2 จุด ขอใดตอไปนี้ถูก *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 11. ให R เปนเซตของจํานวนจริง และ f : R → R กําหนดโดย -1 - x ; x < 0  f(1 - x) =  0 ; x = 0    1- x ; x > 0  ถา x * y = f(y – x2) สําหรับจํานวนจริง x และ y ใดๆ แลวคาของ f(-2) * f(3) มีคาอยูในชวงใดตอไปนี้ *1) (-4, -2] 2) (-2, 2] 3) (2, 4] 4) (4, 6)  2 ; x ≤ -1  12. กําหนดให f(x) = (x - 1)2 ; -1 < x < 2 เซตคําตอบของสมการ f(|x|) - 4 = 0 เปนสับเซตของเซต   (x + 1) ; x≥2  ซึ่งเปนชวงในขอใดตอไปนี้ 1) (-3, 5) 2) (-6, -1) *3) (-5, 4) 4) (1, 6) 13. กําหนดให f(x) = x - 1 เมื่อ x ∈ (-∞, -1] U [0, 1] และ g(x) = 2x เมื่อ x ∈ (-∞, 0] ขอใดตอไปนี้ถูก *1) Rg ⊂ Df 2) Rf ⊂ Dg 3) f เปนฟงกชัน 1 - 1 4) g ไมเปนฟงกชัน 1 - 1 14. ให A = {1, 2, 3, 4, 5} และ B = {a, b, c} เซต S = {f | f : A → B เปนฟงกชันทั่วถึง} มีจํานวนสมาชิก เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 12 2) 24 *3) 36 4) 39 1-1 15. กําหนดให A = {1, 2} และ B = {1, 2, 3, 4} เซต { f | f : A  → B และ f(x) ≠ x ทุก x ∈ A }  มีจํานวนสมาชิกเทาใด (ตอบ 7) 16. ให A = {1, 2, 3, 4} และ B = {1, 2, 3, 4, 5} ถา f เปนฟงกชันจาก A ไป B โดยที่ f(1) = 2 หรือ f(2) = m เมื่อ m เปนจํานวนคี่ แลว จํานวนของฟงกชัน f ที่มีสมบัตดังกลาวเทากับขอใด ิ 1) 75 2) 150 *3) 425 4) 500 17. กําหนดให f(x) = x2 + x + 1 และ a, b เปนคาคงตัวโดยที่ b ≠ 0 ถา f(a + b) = f(a - b) แลว a2 อยู ในชวงใดตอไปนี้ *1) (0, 0.5) 2) (0.5, 1) 3) (1, 1.5) 4) (1.5, 2) คณิตศาสตร (80)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 81.
    18. กําหนดให nเปนจํานวนนับ ถา f : {1, 2, ..., n} → {1, 2, ..., n} เปนฟงกชัน 1 – 1 และทั่วถึง ซึ่ง สอดคลองกับเงื่อนไข f(1) + f(2) + ... + f(n) = f(1)f(2) ... f(n) แลวคามากสุดที่เปนไปไดของ f(1) - f(n) เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 2 2) 5 3) 8 4) 11 19. ถา f(x) = 1 และ g(x) = 2f(x) แลว gof(3) + fog-1(3) มีคาเทาใด (ตอบ 7.5) x 20. กําหนดให f(x) = x - 5 และ g(x) = x2 ถา a เปนจํานวนจริงซึ่ง (gof)(a) = (fog)(a) แลว (fg)(a) มีคา เทากับขอใดตอไปนี้ 1) -25 *2) -18 3) 18 4) 25  x2 , x ≥ 0 21. กําหนดให f(x) = 3x - 1 และ g-1(x) =   คาของ f-1(g(2) + g(-8)) เทากับขอใดตอไปนี้ -x 2 , x < 0  *1) 1 -3 2 2) 1 +3 2 3) 1 --3 2 4) 1 +-3 2 22. กําหนดให f(x) = x2 และ g เปนฟงกชันพหุนามโดยที่ gof(x) = 3x2 + 1 ถาเซต {y | y = g-1of(x), x ∈ [-10, 10]} คือชวง [a, b] แลว 3(a + b) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 88 2) 90 *3) 98 4) 100 23. กําหนดให f(x) = 10x และ g(x) = 100 - 3x 2 จํานวนเต็มที่มคามากที่สุดที่เปนสมาชิกของ Rgof มีคา ี เทาใด (ตอบ 10) 24. กําหนดฟงกชัน f และ g ดังนี้ f(2x - 1) = 4x - a, a > 0 และ g-1(x) = x + 1 ถา (fog)(a) = a2 + 20 แลว f(a) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 6 *2) 7 3) 10 4) 17 25. กําหนดให f, g เปนฟงกชัน ซึ่ง Df = [0, ∞) โดยที่ f-1(x) = x2 ; x ≥ 0 และ g-1(x) = (f(x))2 + 1 ; x ≥ 0 ถา a > 0 และ f(a) + g(a) = 19 แลว f -1 (a) + g-1 (a) เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 273 2) 274 3) 513 4) 514 26. กําหนดให f(x) = ax2 + b และ g(x - 1) = 6x + c เมื่อ a, b, c เปนคาคงตัว ถา f(x) = g(x) เมื่อ x = 1, 2 และ (f + g)(1) = 8 แลว (fog-1)(16 ) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 319 2) 61 9 3) 10 *4) 20 27. ให I เปนเซตของจํานวนเต็ม ถา f และ g เปนฟงกชันซึ่งกําหนดโดย f(x) = 2x และ g(x) = x - 1 ทุก x ∈ I แลวเรนจของ (fog) + f คือเซตในขอใดตอไปนี้ *1) {x ∈ I | x เปนจํานวนเต็มคี่} 2 2) {x ∈ I | x เปนจํานวนเต็มคู} 2 3) เซตของจํานวนเต็มคี่ทั้งหมด 4) เซตของจํานวนเต็มคูทั้งหมด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (81)
  • 82.
    x-1 ; x< 0   28. กําหนดให f และ g เปนฟงกชัน ซึ่งนิยามโดย f(x) =  และ g(x) = x2 + 4x + 13 ถา a x3 - 1 ; x ≥ 0   เปนจํานวนจริงบวก ซึ่ง g(a) = 25 แลว f-1(-2a) + f-1(13a) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ *1) 0 2) 2 3) 4 4) 6 29. กําหนดให f และ g เปนฟงกชัน ซึ่งนิยามโดย f(x) = x2 + 1 และ g(x) = ax เมื่อ a ∈ (0, 1) ถา k เปน   จํานวนจริงที่ทําให (fog)(k) = (gof)(k) แลว (fog-1)  12  มีคาเทากับขอใดตอไปนี้   k  1) 1 *2) 2 3) 3 4) 4 30. กําหนดให f, g เปนฟงกชันซึ่ง f(x) = (x - 1)3 + 3 และ g-1(x) = x2 - 1, x ≥ 0 ถา gof-1(a) = 0 แลว a2 อยูในเซตใดตอไปนี้ *1) [10, 40] 2) [40, 70] 3) [70, 100] 4) [100, 130] 31. กําหนดให f(x) = 3x + 5 และ h(x) = 3x2 + 3x - 1 ถา g เปนฟงกชัน ซึ่งทําให fog = h แลว g(5) มีคา เทาใด (ตอบ 28) 32. กําหนดให f(x) = -(x - 1)2 ทุก x ≤ 1 และ g(x) = 1 - x ทุก x ≤ 1 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. f-1(x) = 1 - | x | ทุก x ≤ 0 ข. (g-1of-1)  -1  = 3   4  4 ขอใดตอไปนี้ถูก 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 33. กําหนดให f และ g เปนฟงกชัน ซึ่ง f(x) < 0 ทุก x ถา (gof)(x) = 2[f(x)]2 + 2f(x) - 4 และ g-1(x) = x 3 1 แลว พิจารณาขอความตอไปนี้ + ก. gof เปนฟงกชันคงตัว ข. f(100) + g(100) = 300 ขอใดตอไปนีถูก ้ 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด  2 ; x ≤ -1  34. กําหนดให f(x) = (x - 1)2 ; -1 < x < 2 และ g(x) = f(x) + 2 ถา k เปนจํานวนเต็มที่นอยที่สุดที่ทําให   (x + 1) ; x≥2  g(k) > 5 แลว (gof)(k) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้  1) 5 2) 6 *3) 7 4) 8 คณิตศาสตร (82)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 83.
    35. กําหนด fเปนฟงกชันจากเซต {0, 1, 2, ..., 2551} ไปยังเซตของจํานวนเต็มบวก ถา f สอดคลองทุก เงื่อนไขตอไปนี้ (1) f(2x + 1) = f(2x) (2) f(3x + 1) = f(3x) (3) f(5x + 1) = f(5x) และ (4) f(7x + 1) = f(7x) แลวเรนจของ f มีจํานวนสมาชิกมากที่สุดที่เปนไปไดกี่จํานวน (ตอบ 584) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (83)
  • 84.
    เมตริกซ (Matrices) a  11 a11 ... a1n   a  21 a22 .... a2n   A = [aij]m×n =  M   เปนเมตริกซที่มี m แถว และ n หลัก M M    a  m1 am2 ... a mn   นั่นคือ A เปนเมตริกซที่มีมิติ m × n โดยที่ aij คือ สมาชิกของเมตริกซ A ที่อยูในแถวที่ i และหลักที่ j ชนิดของเมตริกซ 1. เมตริกซศูนย (zero matrix หรือ null matrix) คือ เมตริกซที่มีสมาชิกทุกตัวเปนศูนย แทนดวย 0 2. เมตริกซจตุรัส (square matrix) คือ เมตริกซที่มีจํานวนแถวเทากับจํานวนหลัก ั 3. เสนทแยงมุมหลัก (main diagonal) คือ แนวที่ลากจากมุมบนซาย ทแยงมายังมุมลางขวาของ เมตริกซจัตรส หรือสมาชิกในตําแหนง a11, a22, a33, …, ann ุั 4. เมตริกซหนึ่งหนวย หรือเมตริกซเอกลักษณ (Unit matrix หรือ Identity matrix ; In) 1 0 0  1 0    เชน I1 = [1]1×1 I2 = 0 1   I3 = 0 1 0      2×2  0 0 1   3×3 5. เมตริกซสามเหลี่ยม (Triangular matrix) คือ เมตริกซจัตุรัสที่มีสมาชิกที่อยูดานบน หรือดานลาง ของแนวเสนทแยงมุมหลัก เปนศูนยทั้งหมด เชน 1 2 3  0 0 0  0 0 0 2 3          0 4 5  0 4 0  0 0 0 0 9          0 0 6  4 2 6  5 0 0       การเทากันของเมตริกซ เมตริกซจะเทากันก็ตอเมื่อมีมิติเทากัน และสมาชิกในตําแหนงเดียวกันมีคา 1   30  เทากัน เชน 0  =  3    0      การบวกและการลบเมตริกซ ถา A = [aij]m×n และ B = [bij]m×n แลว A ± B = [aij ± bij]m×n นั่นคือ จะตองตรวจสอบกอนวาเมตริกซที่นํามาบวกหรือลบกันนั้น มีมิติเทากันหรือไม - ถาเทากันใหนําสมาชิกที่อยูในตําแหนงเดียวกันมาบวก หรือลบกัน เชน -1 2   1 3 (-1) + 1 2 + 3   0 5   +   =   = -1 3   0 1   -1 2    0 + (-1) 1 + 2        -1 2   1 3 (-1) - 1 2 - 3  -2 -1    0 1  -   -1 2  =   0 - (-1) 1 - 2  =  1 -1           - ถาไมเทากัน ไมสามารถนํามาบวก หรือลบกันได คณิตศาสตร (84)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 85.
    การคูณเมตริกซ 1. คูณเมตริกซดวยคาคงที่ ถา A = [aij]m×n แลว c ⋅ A = [c ⋅ aij]m×n 1 2 3  10 20 30  เชน 10 ⋅  4 5 6  =  40 50 60          2. คูณเมตริกซดวยเมตริกซ เมตริกซจะคูณกันไดก็ตอเมื่อ จํานวนหลักของเมตริกซตัวตั้ง เทากับ จํานวนแถวของเมตริกซตัวคูณ  และผลคูณที่ไดจะมีมิติเทากับ “แถวของเมตริกซตัวตั้ง (ตัวหนา) × หลักของเมตริกซตัวคูณ (ตัวหลัง)” ดังนี้ A 2×2 × B2×3 = C 2×3 เทากัน 3. สมบัติเกี่ยวกับการคูณของเมตริกซ ถา A, B และ C เปนเมตริกซที่บวก ลบ และคูณกันได และ k เปนจํานวนจริงใดๆ แลว 1. ถา A เปนเมตริกซจัตุรสแลว An = A ⋅ A ⋅ A ⋅ ... ⋅ A ั 2. เมตริกซท่จะนํามายกกําลังได ตองเปนเมตริกซจัตุรัสเทานั้น ี 3. AI = IA = A (I เปนเมตริกซหนึ่งหนวย) 4. k(AB) = A(k)B = (AB)k 5. (AB)C = A(BC) 6. A(B + C) = AB + AC (การแจกแจงดานซาย) 7. (A + B)C = AC + BC (การแจกแจงดานขวา) 8. (kA)n = kn ⋅ An 9. (-A)2 = A2 10. AB อาจจะเทาหรือไมเทากับ BA ก็ได 11. ถา AB ≠ BA แลว 1) (A + B)2 = (A + B)(A + B) = A2 + AB + BA + A2 2) A - B)2 = (A - B)(A - B) = A2 - AB - BA + A2 3) (A + B)(A - B) = A2 - AB + BA - B2 12. ถา AB = BA แลว 1) (A + B)2 = A2 + 2AB + A2 = A2 + 2BA + A2 2) (A - B)2 = A2 - 2AB + A2 = A2 - 2BA + A2 3) (A + B)(A - B) = A2 - B2 13. ถา AB = 0 แลว A = 0 หรือ B = 0 หรือ ทั้ง A, B ≠ 0 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (85)
  • 86.
    ทรานสโพสของเมตริกซ (At) คือเมตริกซที่เกิดจากการเปลี่ยนสมาชิกในแถว m ใดๆ เปนหลัก m หรือ 1  เมตริกซที่เกิดจากการเปลี่ยนสมาชิกในหลัก n ใดๆ เปนแถว n เชน ถา A = [1 4] แลว At =  4      สมบัตเกี่ยวกับทรานโพสของเมตริกซ ิ 1. (At)t = A 2. (A + B)t = At + Bt 3. (A - B)t = At - Bt 4. (cA)t = cAt 5. (AB)t = BtAt 6. (ABC)t = CtBtAt 7. (At)n = (An)t ดีเทอรมแนนต (Determinant) ิ คือ คาของจํานวนจริงที่ไดจากเมตริกซจัตุรัสเทานั้น ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ A แทนดวย det (A) a b หรือ |A| หรือ c d การหาคา Determiant 1. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ 1 × 1 เชน ถา A = [1] แลว det A = 1 2. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ 2 × 2 เชน 6 1 2 ถา A =   แลว det (A) = คูณลง - คูณขึ้น = (-1) - (6) = -7  3 -1    -1 3. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ 3 × 3 เชน 0 5 -4  1 -1 0  1 -1   ถา A =  2 3 1  2 3 แลว det (A) = คูณลง - คูณขึ้น = (6 + 4 + 0) - (0 + 5 - 4)   -4  5 2  -4 5  = 10 - 1 = 9 6 4 0 4. ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซ n × n เชน a a12 a13  c c12 c13   11   11  กําหนดให A =  a21 a22 a23  และ C(A) = c21 c22 c23      a  31 a32 a33   c  31 c32 c33   พิจารณาแถวที่ 1 det A = a11c11 + a12c12 + a13c13 พิจารณาแถวที่ 2 det A = a21c21 + a22c22 + a23c23 พิจารณาหลักที่ 1 det A = a11c11 + a21c21 + a31c31 พิจารณาหลักที่ 2 det A = a12c12 + a22c22 + a32c32 คณิตศาสตร (86)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 87.
    สมบัตของดีเทอรมิแนนต กําหนดให A,B, C เปนเมตริกซมติ n × n ิ ิ 1. det (At) = det (A) 2. det (A ⋅ B ⋅ C ⋅ ... ⋅ Z) = det (A) ⋅ det (B) ⋅ det (C) ⋅ ... ⋅ det (Z) 3. det (I) = 1 4. det (0) = 0 5. det (Ak) = (det A)k 6. det (A-1) = (det A)-1 = det1(A) 7. det (kA) = kn ⋅ det (A), n เปนมิติของ A 8. det (adj A) = (det A)n-1 9. ถา A = B แลว det (A) = det (B) อินเวอรสการคูณของเมตริกซ 1. อินเวอรสการคูณของ A เขียนแทนดวยสัญลักษณ A-1 ซึ่ง A ⋅ A-1 = I = A-1 2. A-1 = det (A) adj (A) นั่นคือ เมตริกซ A ใดๆ จะหาอินเวอรสได ก็ตอเมื่อ A เปนเมตริกซจัตุรัสเทานั้น และ det (A) ≠ 0 ถา “det (A) = 0” เรียก A วา “เมตริกซเอกฐาน (Singular Matrix)” ถา “det (A) ≠ 0” เรียก A วา “เมตริกซไมเอกฐาน (Non - Singular Matrix)” การหาอินเวอรสการคูณของเมตริกซ  d -b    a b 1. อินเวอรสการคูณของเมตริกซ 2 × 2 ถา A = c d  แลว A -1 = -c a        det (A) 2. อินเวอรสการคูณของเมตริกซ n × n หาไดดังแผนภาพตอไปนี้ A M(A) C(A) adj(A) A-1   m11 m12 m13   ไมเนอร (Minor) เชน M(A) = m21 m22 m23  โดยที่     m31 m32 m33   ไมเนอรตําแหนง ij (mij) คือ ดีเทอรมิแนนตของเมตริกซที่ไดจากการตัดแถวที่ i และหลักที่ j ของเมตริกซ เชน แถวที่ 1 a11 a12 a13     a 22 a23  m11 = det a21 a22 a23  = det  a a  = a22a33 - a32a23    32  33   a31 a32 a33    หลักที่ 1 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (87)
  • 88.
     c11 c12 c13   โคแฟกเตอร (Cofactor) เชน C(A) = c21 c22 c23  โดยที่ cij = (-1)i+j ⋅ mij      c31 c32 c33   เมตริกซผูกพัน (Adjoint) adj (A) = [C(A)]t อินเวอรสการคูณของเมตริกซ A-1 = det (A) adj (A) ระบบสมการเชิงเสน กําหนดระบบสมการเชิงเสน a1x + b1y + c1z = d1 a2x + b2y + c2z = d2 a3x + b3y + c3z = d3 a b1 c1   x  d   1     1 a เขียนสมการดังกลาวในรูปเมตริกซ  2 b2 c2     ⋅ y  =  d2    a  3 b3 c 3   z     d   3 หรือ A X = B การแกระบบสมการเชิงเสน 1. โดยใชอินเวอรสของเมตริกซ ถา AX = B แลว X = A-1B เมื่อ det A ≠ 0 2. โดยใชกฎของเครเมอร (Kramer’s rule) d1 b1 c1 a1 d1 c1 a1 b1 d1 d2 b2 c2 a2 d2 c2 a2 b2 d2 d b3 c3 D a3 d3 c3 D a3 b3 d3 D z x= 3 = Dx ; y = = Dy ; z = = D a1 b1 c1 a1 b1 c1 a1 b1 c1 a2 b2 c2 a2 b2 c2 a2 b2 c2 a3 b3 c3 a3 b3 c3 a3 b3 c3 3. โดยใชการดําเนินการตามแถว (row operation) วิธีดําเนินการบนแถวของเมตริกซ 1. สามารถสลับ 2 แถวใดๆ ได 2. สามารถคูณแถวใดแถวหนึ่งดวยตัวเลขทีไมใชศูนยได ่ 3. สามารถนําสองแถวใดๆ มาบวก หรือ ลบกันได 4. สามารถคูณแถวใดแถวหนึ่งดวยตัวเลขที่ไมใชศูนย แลวนําไปบวก หรือ ลบกับอีกแถวหนึ่งได a b1 c1 d1  1 0 0 x   1    a b2 c 2 d1  ∼  0 1 0 y   2    a  b3 c 3 d1   0 0 1 z  3  [A : I] ∼ [I : A-1] คณิตศาสตร (88)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 89.
    แบบทดสอบ 1 2   2 1 1. A = 3 4  และ B = -1 1 พิจารณาขอความตอไปนี้         ก. (A + B) 2 = A2 + 2AB + B2 ข. (A - B)2 = A2 - 2AB + B2 ค. A2 - B2 = (A - B)(A + B) ขอใดสรุปเกี่ยวกับขอความขางตนไดถูกตองที่สุด 1) ถูกทุกขอ 2) มีถูก 2 ขอ 3) มีถูก 1 ขอ *4) ผิดทุกขอ 0 x 0 -1          2. det 2 0 2 2   = x 1 1 แลว x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้       - 3 1 5        1) 1 2) 2 3) 3 *4) 4   x2 -2 2   -2 -4x   3. นดเมตริกซ A และ B ดังนี้ A =   ,B=  2 0  โดยที่ x เปนจํานวนจริง ถา  2 2   x     det (2A) = -76 แลว เมทริกซ C ในขอใดตอไปนี้ ที่ทําใหคาของ det (BC) อยูภายในชวง (-100, -50) 1 -1 -1 2   2 1 2 1  *1) C = 1 2    2) C =  1 1    3) C = -1 4    4) C = 3 -1           1 a  1 -3  4. กําหนดให a, b เปนจํานวนจริง และ A = 1 b  , B = 2 3  ถา (A + B)2 - 2AB = A2 + B2 แลว         det (A) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0.5 2) 1.5 3) 3.5 4) 4.5 5. กําหนดให A เปนเมทริกซที่มีมิติ 2 × 2 และ det (A) = 4 ถา I เปนเมทริกซเอกลักษณ และ A - 3I เปน เมทริกซเอกฐาน แลว det (A + 3I) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0 2) 6 3) 13 *4) 26 6. ให A เปนเมตริกซมิติ 3 × 3 และ Aij คือเมตริกซที่ไดจากการตัดแถวที่ i และหลักที่ j ของเมตริกซ A ออก  2 -5 -1   -1 -2  1 -1  ถา adj A = -28 10 -1  , A11 =  5 8  และ A32 = 3 -2  แลว det (A) มีคาเทากับขอใด        17 -5 -1        1) -92 *2) -15 3) 15 4) 92 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (89)
  • 90.
     3 3 -1  7. กําหนดเมตริกซ A = [aij] ถา det (A) = -92 และ adj(A) = -9 1 -1 2  แลว 3a11 + 3a21 – a31     2 1 2   มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 9) -1 3  -1 1   2 1 8. ให A เปนเมตริกซมิติ 3 × 3 ถา M13 =  1 2  , M21 =  2 4  และ M32 = -1 0  แลว             det A มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 15) 9. ให A เปนเมตริกซจัตุรัสมิติ 4 × 4 และ Mij(A) คือไมเนอรของ aij ถา M23(A) = 5 แลว M32(2At) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 10 2) 20 *3) 40 4) 80  1 2 4   10. กําหนดให A = -3 8 0  สมาชิกในแถวที่ 3 หลักที่ 1 ของ A-1 เทากับเทาใด (ตอบ 1 )   5  1 2 -1      1 2 -1   11. กําหนดให A = 2 x 2  โดยที่ x และ y เปนจํานวนจริง ถา C11(A) = 13 และ C21(A) = 9 แลว     2 1 y   det(A) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) -33 2) -30 3) 30 *4) 33 -2 2 3   12. กําหนดให  1 -1 0  สมาชิกในแถวที่ 2 และหลักที่ 3 ของ A-1 เทากับขอใดตอไปนี้    0 1 4   2 1) - 3 2) -2 *3) 2 4) 2 3   2 x 1  13. กําหนดเมทริกซ A = -1 0 1  โดยที่ x เปนจํานวนจริง ถา C22(A) = 14 แลว det (adj (A)) มี     1 - x 2 2x    คาเทาใด (ตอบ 36) x 1 1    14. กําหนดให A = 3 1 1  ถา C12(A) = 4 แลว det (2A) มีคาเทาใด (ตอบ 16)    x 0 -1   คณิตศาสตร (90)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 91.
    3 4  -1 2  15. ถา A และ B เปนเมทริกซซึ่ง 2A - B = 3 6  และ 2A + B =  4 -2  แลว (AB)-1 คือเมทริกซใน         ขอใดตอไปนี้ - 1 0 -1 0 1 1 1 -1  1)  4    2)   1 -1   3)  4    *4)  1  0 -   1 -1     4 0 -1      4  16. กําหนดให n เปนจํานวนนับ และ x เปนจํานวนจริงซึงไมเทากับ 1 ถา A คือตัวผกผันการคูณของเมทริกซ x  x2 xn   0  0        0 x x2  แลวคาของ n ที่ทําให [1 0 0]A 0  = [2 0 0]A 0  เทากับขอใดตอไปนี้       0 0 x 2  3        1) 1 *2) 3 3) 6 4) 9  a b c   2   17. กําหนดให A = 0 c a  ถา A + AT เปนเมทริกซเอกฐานและ a3 + b3 + c3 = 1 แลว det (A-1)  2    0 0 b    2  เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 24 2) 8 3) 2 4) 0  60 20  5 0  18. ถา A เปน 2 × 2 เมตริกซ ซึ่งมิใชเอกฐาน และ ถา 30 40  A = 0 5  แลว A-1 คือเมตริกซในขอ         ใดตอไปนี้ 6 2   9 -18  12 4  12 20  1) 3 4    2) -12 6    *3)  6 8    4) 30 8            1 2 -1     19. ให A เปนเมตริกซ และ I เปนเมตริกซเอกลักษณมติ 3 × 3 ถา B = 3 0 1 และ ิ    -2 1 0     0 2 -3   C = 3 -1 2  สอดคลองกับสมการ AB - AC - 1 I = 0 แลว A-1 คือเมตริกซในขอใดตอไปนี้   2 0 2 1    1 0 2   2 0 4 -1 0 -2  -2 0 -4         1)  0 1 -1   *2)  0 2 -2    3)  0 -1 1    4)  0 -2 2    -2 -1 -1  -4 -2 -2   2 1 1   4 2 2        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (91)
  • 92.
    x  1 2 1 1 -1 0        20. กําหนดให X = y  สอดคลองสมการ AX = C เมื่อ A = -2 0 1 , B = 2 0 -1  และ        C=  z  0 1 2   1 4 0     2 a      -2  ถา (2A + B)X =  b  แลว a + b + c มีคาเทากับขอใดตอไปนี้      3 c      1) 3 2) 6 *3) 9 4) 12 21. ถา x, y และ z สอดคลองกับระบบสมการ x + 2y - 2z = -2 2x + y + 2z = 5 x - 3y - 2z = 3 2 1 -3 แลว ดีเทอรมิแนนต -2 2 -2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ x + 2y 2x + y x - 3y *1) 60 2) 75 3) 90 4) 105 22. ถา x, y และ z เปนจํานวนจริงซึ่งสอดคลองกับระบบสมการเชิงเสน 2x - 2y - z = 1 x - 3y + z = 7 -x + y - z = -5 แลว 1 + 2 + 3 เทากับขอใดตอไปนี้ x y z *1) 0 2) 2 3) 5 4) 8 23. ถา x, y และ z เปนจํานวนจริงซึ่งสอดคลองระบบสมการ 2x - 2y - z = -5 x - 3y + z = -6 -x + y - z = 4 ขอใดตอไปนี้ถูกตอง *1) x2 + y2 + z2 = 6 2) x + y + z = 2 3) xyz = 6 4) xy = -2 z 1 -1 0     1    x   24. กําหนดให B = 0 1 2  , C = 0  , X =  y  และ I เปนเมตริกซเอกลักษณ ถา A เปนเมตริกซมิติ        3 0 1  2  z        3 × 3 ซึ่งสอดคลองกับสมการ 2AB = I และ AX = C แลว คาของ x + y + z เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 20 2) 24 3) 26 4) 30 คณิตศาสตร (92)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 93.
     1 2 a  x   1    25. กําหนดให A =  2 3 b  , X =  y  , B = 1  โดยที่ a, b, c เปนจํานวนจริง ถา AX = B        -1 0 c z  0        1  2 3 และ A ∼ 0  -1 -1  R2 - 2R1 แลว x มีคาเทากับเทาใด   -1 0 2   1) -1 *2) - 23 3) 3 4 4) 2   4 12 -3   26. กําหนดให A = 7 -10 5  และ B, C, D เปนเมตริกซมิติ 3 × 3 ซึ่ง A ∼ B ∼ C ∼ D    1 0 0   4 โดยที่ B ไดจาก A โดยการดําเนินการ R1 - 3 R2 C ไดจาก B โดยการดําเนินการ 5R1 D ไดจาก C โดยการดําเนินการ R23 แลว det (D) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) -3,750 2) -150 *3) 150 4) 3,750 3 x 3    27. กําหนดให A = 2 0 9  เมื่อ x เปนจํานวนจริง   1 1 2    3 x 3 1 0 0 1 0 0 9 5 -36 ถา 2 0 9 0 1 0 ∼ 0 1 0 -5 -3 21 แลว x มีคาเทากับเทาใด 1 1 2 0 0 1 0 0 1 -2 -1 8 28. ให x, y และ z เปนคําตอบของระบบสมการเชิงเสน a11x + a12y + a13z = 2 a21x + a22y + a23z = 1 a31x + a32y + a33z = 0 a  11 a12 a13 1 0 0  1 0 0 1 -1 1     ถา  a21 a22 a23 0 1 0  ∼ 0 1 0 0 -2 1  แลว คาของ x + y + z เทากับเทาใด     a  31 a32 a33 0 0 1  0 0 1 2 3 0     (ตอบ 6) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (93)
  • 94.
     1 0 2  29. กําหนดให a เปนจํานวนจริง และ A = 0 3 0  ถา a > 0 และ det (adj A) = 225 แลว a มีคา     4 0 a   เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 11 2) 12 *3) 13 4) 14 30. ให A และ B เปนเมตริกซจัตุรัสมิติ 4 × 4 และ I เปนเมตริกซเอกลักษณมติ 4 × 4 โดยที่ A(adj A) - BA ิ = I ถา det B = 0 แลว det A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) -1 2) 0 *3) 1 4) 2 2i-1 ; i = j  t  31. กําหนดให A = [aij]3×3 โดยที่ aij =  det  4 adj (A )  เทากับขอใดตอไปนี้  det (A)  2  ; i ≠ j   *1) -16 2) -4 3) 4 4) 16 1 2 0   1 32. ถา A เปนเมตริกซซึ่ง A-1 = 3 1 -1  , x > 0 และ det (2 adj A) = 18 แลว x เปนจริงตาม    x 0 -2    ขอใดตอไปนี้ 1) x < 5 2) 5 ≤ x < 9 *3) 9 ≤ x < 13 4) x ≥ 13 คณิตศาสตร (94)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 95.
    เรขาคณิตวิเคราะห และภาคตัดกรวย 1. ระยะตางๆ 1.1 ระยะระหวางจุดสองจุด B (x , y ) 2 2 y2 - y1 AB = (x 2 - x 1 ) 2 + (y 2 - y 1 ) 2 A (x1, y1) x2 - x1 1.2 ระยะตั้งฉากจากจุด (m, n) ไปยังเสนตรง Ax + By + C = 0 (m, n) d d = |Am + Bn + C| A 2 + B2 Ax + By + C = 0 1.3 ระยะระหวางเสนคูขนาน Ax + By + C = 0 d = |C - D| d A 2 + B2 Ax + By + D = 0 2. จุดแบงสวนของเสนตรง 2.1 จุดกึ่งกลาง B(x2, y2) P (x, y) =   x 1 + x 2 , y1 + y 2   2 2   A(x1, y1) P(x, y) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (95)
  • 96.
    2.2 จุดแบงสวนของเสนตรงออกเปนอัตราสวน m: n B(x2, y2) m  mx1 + nx2 , my1 + ny2  n P(x, y) =   m+n m+n   A(x1, y1) P(x, y) 2.3 จุดตัดของเสนมัธยฐาน A(x1, y1) P(x, y) x1 + x 2 + x 3 2 x = 3 y1 + y 2 + y 3 1 y = 3 B(x2, y2) D C(x2, y2) 3. ความชันของเสนตรง (Slope, m) 3.1 กําหนดมุม θ m = tan θ θ 3.2 กําหนดจุดสองจุด B(x2, y2) y2 - y1 m = x2 - x1 y2- y1 y1 - y 2 = x 1 - x 2 โดยที่ x1 ≠ x2 A(x1, y1) x2 - x1 3.3 กําหนดสมการเสนตรง แบบที่ 1 y = ax + b a จะได คือ ความชัน b คือ ระยะตัดแกน y แบบที่ 2 Ax + By + C = 0 จะได - A B คือ ความชัน -BC คือ ระยะตัดแกน y คณิตศาสตร (96)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 97.
    3.4 ความชันแบบตางๆ m หาคาไมได m=O m>O m<O 3.5 มุมระหวางเสนตรงสองเสน Y L2 L1 m -m θ tan θ = 1 +2 m m1 2 1 θ1 θ2 X 3.6 ความสัมพันธระหวางเสนตรงสองเสน L1 L1 m 1 = m2 m1 ⋅ m2 = -1 L2 L2 4. สมการเสนตรง y - y1 = m(x - x1) (x1, y1) เมื่อ m คือ ความชัน และ (x1, y1) คือ จุดบนเสนตรง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (97)
  • 98.
    5. วงกลม (Circle) คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบที่หางจากจุดๆ หนึ่งที่ตรึงอยูกับที่เปนระยะทางคงตัว 5.1 สมการรูปแบบมาตรฐานของวงกลม x2 + y2 = r2 (x - h)2 + (y - k)2 = r2 Y Y P(x, y) P(x, y) r r C(h, k) C(0, 0) X X 5.2 สมการรูปแบบทั่วไปของวงกลม x2 + y2 + Ax + By + C = 0 จุดศูนยกลาง (h, k) =  -A , -B    2 2  รัศมี (r) = h2 + k2 - C = A 2 + B 2 - 4C 2 5.3 ระยะจากจุดใดๆ ไปยังวงกลม ใหวงกลมมีสมการเปน x2 + y2 + Ax + By + C = 0 หรือ (x - h)2 + (y - k)2 = r2 ♥ ความยาวเสนสัมผัสวงกลม P(x1, y1) PA = 2 2 x 1 + y 1 + Ax 1 + By 1 + C A หรือ PA = (x 1 - h) 2 + (y 1 - k) 2 - r 2 O ♥ ระยะทางที่สั้นที่สุดจากจุดไปยังวงกลม P • P เปนจุดภายนอกวงกลม PA = PO - r r A • Q เปนจุดภายในวงกลม QB = r - QO O Q B คณิตศาสตร (98)______________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 99.
    ระยะทางที่ยาวที่สุดจากจุดไปยังวงกลม P B • P เปนจุดภายนอกวงกลม PA = PO + r r • Q เปนจุดภายในวงกลม QB = QO + r r O A Q 6. พาราโบลา (Parabola) คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบซึ่งหางจากจุด F ที่ตรึงอยูกับที่จุดหนึ่งและเสนตรง l ที่ตรึงอยูกับที่ เสนหนึ่งเปนระยะทางเทากัน F พาราโบลา V คือ จุดยอดของพาราโบลา A B c F คือ จุดโฟกัสของพาราโบลา l คือ เสนไดเรกตริกซ (directrix) V l c คือ ระยะโฟกัส AB คือ เสนเลตัสเรกตัม (latus rectum line) 12 6 y=k+c 10 4 8 2 (x, y) 6 F(h, k + c) F(h, k - c) (x, y) -5 5 4 -2 2 y=k-c -4 -6 -5 5 10 (x - h)2 = 4c(y - k) (x - h)2 = 4c(y - k) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ______________________________ คณิตศาสตร (99)
  • 100.
    10 10 8 (x, y) 8 (x, y) x=h-c 6 6 4 4 2 F(h - c, k) 2 x=h+c F(h + c, k) 5 10 -2 -2 (y - k)2 = 4c(x - h) (y - k)2 = 4c(x - h) 7. วงรี (Ellipse) คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบซึ่งผลบวกของระยะทางจากจุดใดๆ ไปยังจุด F1 และ F2 ที่ตรึงอยูกับ ที่มีคาคงตัว โดยคาคงตัวนี้มีคามากกวาระยะหางระหวางจุดที่ตรึงอยูกับที่ท้งสอง จุดสองจุดที่ตรึงอยูกับที่นี้เรียกวา  ั โฟกัส (focus) ของวงรี Y a P2 B P1 G b V ′ F′ F V X C c 2 G′ x = - ac x = ac 2 B′ P1F1 + P1F2 = P2F1 + P2F2 = 2a ♥ C คือ จุดศูนยกลางของวงรี ♥ V, V′ คือ จุดยอดของวงรี ♥ F, F′ คือ จุดโฟกัสของวงรี ♥ VV′ คือ แกนเอก (major axis) ของวงรี ยาว 2a หนวย ♥ BB′ คือ แกนโท (minor axis) ของวงรี ยาว 2b หนวย ♥ CF = CF′ คือ ระยะโฟกัส ยาว c หนวย 2 ♥ GG′ คือ เลตัสเรกตัม ยาว 2b หนวย a ♥ 0 < b < a เสมอ ♥ สมการรูปแบบมาตรฐานของวงรี คณิตศาสตร (100)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 101.
    (x - h)2+ (y - k)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 - b2 (y - k)2 + (x - h)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 - b2 a2 b2 a2 b2 Y V(h, k + a) Y F′(h, k + c) B(h, k + b) P(x, y) P(x, y) C(h, k) B(h + b, k) V′(h - a, k) C(h, k) B′(h - b, k) F′(h - c, k) F(h + c, k) V(h + a, k) O X O X F(h, k - c) B′(h, k - b) V′(h, k - a) 8. ไฮเพอรโบลา (hyperbola) คือ เซตของจุดทั้งหมดในระนาบซึ่ง ผลตาง ของระยะทางจากจุดใดๆ ไปยังจุด F1 และ F2 ที่ตรึงอยู กับที่มีคาคงตัว โดยคาคงตัวนอยกวาระยะหางระหวางจุดคงที่ที่ตรึงอยูกับที่ทั้งสอง จุด F1 และ F2 ดังกลาวนี้  เรียกวา โฟกัส ของไฮเพอรโบลา Y P(x, y) X |PF1 - PF2| = คาคงตัว = 2a F1(-c, O) F2(c, O) สวนประกอบของไฮเพอรโบลา l2 l1 B1 G1 G3 2 b F2 V2 V1 -5 c C(h, k) a 5 G2 -2 G4 -4 B2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (101)
  • 102.
    C คือ จุดศูนยกลางของไฮเพอรโบลา ♥ V, V′ คือ จุดยอดของไฮเพอรโบลา ♥ F, F′ คือ จุดโฟกัสของไฮเพอรโบลา ♥ VV′ คือ แกนตามขวาง (transveral axis) ยาว 2a หนวย ♥ BB′ คือ แกนสังยุค (conjugate axis) ยาว 2b หนวย ♥ CF = CF′ คือ ระยะโฟกัส ยาว c หนวย 2 ♥ GG′ คือ เลตัสเรกตัม ยาว 2b หนวย a ♥ l1, l2 คือ เสนกํากับ(asymptote) ♥ สมการรูปแบบมาตรฐานของไฮเพอรโบลา (x - h)2 + (y - k)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 + b2 (y - k)2 + (x - h)2 = 1 เมื่อ c2 = a2 + b2 a2 b2 a2 b2 Y Y B(h, k + b) F(h, k + c) V(h, k + a) V′ V B′(h + b, k) B(h + b, k) F′(h - c, k) (h - a, k) (h + a, k) F(h + c, k) C(h, k) V′(h, k - a) B′(h, k - b) X F′(h, k - c) X คณิตศาสตร (102)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 103.
    แบบทดสอบ 1. กําหนดให A= {(x, y) | x2 + y2 = 1} และ B = {(x, y) | x2 + y2 - 10x - 10y + 49 = 0} ถา p ∈ A และ q ∈ B แลว ระยะทางมากสุดที่เปนไปไดระหวางจุด p และ q เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 5 2 หนวย *2) 2 + 5 2 หนวย 3) 2 5 หนวย 4) 5 + 2 5 หนวย 2. ให a, b และ c เปนจํานวนจริง ถาวงกลม x2 + y2 + ax + by + c = 0 มีจุดศูนยกลางที่ (2, 1) และมี เสนตรง x - y + 2 = 0 เปนเสนสัมผัสวงกลม แลว | a + b + c | (ตอบ 5.5) 3. กําหนดใหเสนตรง l1 และ l2 สัมผัสวงกลม (x - 5)2 + y2 = 20 ที่จุด P และ Q ตามลําดับ และจุด ศูนยกลางของวงกลมอยูบนเสนตรงที่ผานจุด P และ Q ถา l1 มีสมการเปน x - 2y + 5 = 0 แลวจุดใน ขอใดตอไปนี้อยูบน l2 1)  0, 5    2  2) (8, -1) 3) (1, -8) *4) (15, 0) 4. กําหนดให วงกลมรูปหนึ่งมีจุดศูนยกลางอยูที่จุด (2, 1) ถาเสนสัมผัสวงกลมที่จุด x = 1 เสนหนึ่งมีความชัน เทากับ 1 แลวจุดในขอใดตอไปนี้อยูบนวงกลมที่กําหนด 3 *1) (0, 1) 2) (0, 2) 3) (1, 0) 4) (3, 0) 5. กําหนดให C1 และ C2 เปนวงกลมที่มีสมการเปน x2 + y2 = 2y และ x2 + y2 + 2y = 3 ตามลําดับ และ L เปนเสนตรงที่ความชันนอยกวา 0 ซึ่งสัมผัสทั้งวงกลม C1 และ C2 ขอใดตอไปนี้เปนความชันของ L 1) - 2 2) - 1 *3) - 3 4) 1 2 3 6. วงกลมวงหนึ่งมีจุดศูนยกลางอยูที่จุดศูนยกลางของวงรีท่มีสมการเปน 9x2 + 4y2 - 36x - 24y + 36 = 0 ี ถาวงกลมนี้สัมผัสกับเสนตรงที่ผานจุด (1, 3) และ (5, 0) แลว รัศมีของวงกลมนี้เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 5 3 2) 5 4 3) 7 4) 139 8 7. พาราโบลามีจุดยอดที่ (-1, 0) และมีจุดกําเนิดเปนโฟกัส ถาเสนตรง y = x ตัดพาราโบลาที่จุด P และจุด Q แลว ระยะทางระหวางจุด P กับจุด Q เทากับเทาใด (ตอบ 8) 8. ถาเสนตรงหนึ่งผานจุดกําเนิดและจุดยอดของพาราโบลา y2 - 4y + 4x = 0 และตัดเสนไดเรกตริกซที่จุด (a, b) แลว a + b มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 4 2) 5 *3) 6 4) 7 9. ถาระยะทางระหวางจุด (x, y) กับจุด (2, 2) เทากับระยะทางระหวางจุด (x, y) กับเสนตรง x + y = 0 แลว จุด (x, y) อยูบนกราฟของสมการในขอใดตอไปนี้ *1) (x - y)2 = 8(x + y - 2) 2) (x - y)2 = 4(x + y - 2) 3) (x + y)2 = 8(x + y) - 12 4) (x + y)2 = (x + y) + 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (103)
  • 104.
    10. วงกลม Cมีจุดศูนยกลางที่จุดกําเนิด และผานจุดโฟกัสของพาราโบลาซึ่งมีสมการเปน (x - 2)2 = 8y โดย เสนไดเรกตริกซของพาราโบลาตัดวงกลม C ที่จุด P และจุด Q ถาจุด R อยูบนพาราโบลาและอยูหางจาก จุดโฟกัสเปนระยะทาง 4 หนวย แลวสามเหลี่ยม PQR มีพื้นที่เทากับขอใด 1) 8 หนวย 2) 9 หนวย 3) 10 หนวย 4) 12 หนวย 11. วงรีวงหนึ่งมี F1(1, 1) และ F2(1, -3) เปนจุดโฟกัส ถา A และ B เปนจุดบนวงรีที่ทําใหรูปสามเหลี่ยม ABF2 มีเสนรอบรูปยาว 12 หนวย และสวนของเสนตรง AB ผาน F1 แลวจุดในขอใดตอไปนี้อยูบนวงรี  3 *1)  3, 5 5 - 1    3 2)  2, 5 5 - 1    2 3)  3, 5 5 - 1    2 4)  2, 5 5 - 1           21  12. กําหนดให วงรีรูปหนึ่งมีโฟกัสอยูที่จุด (±3, 0) และผานจุด  2, 2  จุดในขอใดตอไปนี้อยูบนวงรีที่     กําหนด   *1) (-4, 0) 2)  0, 5 2 2    3) (6, 0) 4) (0, -3 2 )   13. กําหนดใหวงรี E มีโฟกัสทั้งสองอยูบนวงกลม C ซึ่งมีสมการเปน x2 + y2 = 1 ถา E สัมผัสกับ C ที่จุด (1, 0) แลวจุดในขอใดตอไปนี้อยูบน E 1)  1, 3    2 2 2)  1, 5   2 2  3)  1, 2   3 3  *4)  1, 3   4 3  14. ให E เปนวงรีที่มีแกนเอกขนานกับแกน x มีจุดศูนยกลางที่ (-2, 1) สัมผัสเสนตรง x = 1 และ y = 3 โดยมี F1 และ F2 เปนจุดโฟกัสของ E ให C เปนวงกลมที่มี F1 F2 เปนเสนผานศูนยกลาง ถาวงรี E ตัดวงกลม C ที่จด P, Q, R, S แลว พื้นที่รูปสี่เหลี่ยม PQRS มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ ุ 1) 12 ตารางหนวย 2) 24 ตารางหนวย 3) 36 ตารางหนวย *4) 48 ตารางหนวย 5 5 5 5 15. ถา k, λ และ m เปนจํานวนจริงที่ทําใหวงรี kx2 + λy2 - 72x - 24y + m = 0 มีจุดศูนยกลางอยูที่จุด (4, 3) และสัมผัสแกน Y แลว ขอใดตอไปนี้ผิด 1) ความยาวแกนเอกเทากับ 12 หนวย 2) ความยาวแกนโทเทากับ 8 หนวย 3) ระยะหางระหวางจุดโฟกัสทั้งสองเทากับ 4 5 หนวย 4) จุด (2, 6) อยูบนวงรี 16. ให F1 , F2 เปนจุดโฟกัสของวงรีที่มีสมการเปน kx2 + 4y2 - 4y = 8 และ B เปนจุดที่วงรีตดแกน y และ ั อยูเหนือแกน x ถา F1, B, F2 ไมอยูในแนวเสนตรงเดียวกัน และ F1BF2 เปนสามเหลี่ยมที่มีพื้นที่เทากับ 3 7 ตารางหนวยแลว k มีคาเทากับเทาใด 4 17. กําหนดใหวงรีวงหนึ่งมีสมการเปน 3x2 + 4y2 - 6x + 8y - 5 = 0 ถา P เปนจุดบนวงรี ซึ่งมีระยะหางจาก โฟกัสจุดหนึ่งเปนสองเทาของระยะระหวางโฟกัสกับจุดยอด จงหาระยะทางระหวางจุด P กับจุดยอดของวงรี (ตอบ 7 ) คณิตศาสตร (104)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 105.
    18. กําหนดให Eเปนวงรีท่มีโฟกัสอยูที่จุดยอดของไฮเพอรโบลา x2 - y2 = 1 ถา E ผานจุด (0, 1) แลว จุดใน ี ขอใดตอไปนี้อยูบน E     *1)  1, - 22    2) (1, 2 ) 3)  1, -1    2 4)  1, 23        19. กําหนดให A และ B เปนโฟกัสของไฮเพอรโบลา 3x2 - y2 = 3 ถา P เปนจุดใดๆ บนวงรีที่มีโฟกัสที่จุด A, B และ AP + BP = 8 แลวสมการของวงรีคือขอใดตอไปนี้ 1) 4x2 + 3y2 = 24 2) 4x2 + 3y2 = 48 3) 3x2 + 4y2 = 24 4) 3x2 + 4y2 = 48 20. กําหนด H เปนไฮเพอรโบลาที่มีแกนตามขวางยาว 6 หนวย และแกนสังยุคยาว 8 หนวย โดยมี F1 และ F2 เปนจุดโฟกัส ถา P เปนจุดบนไฮเพอรโบลา H ที่ทําให F1 PF2 = 90° แลวรูปสามเหลี่ยม F1PF2 มีพื้นที่ ˆ กี่ตารางหนวย (ตอบ 16 ตารางหนวย) 21. กําหนดให H เปนไฮเพอรโบลาที่มีสมการเปน 16x2 - 9y2 - 144 = 0 ถาจุด A(6, k) เมื่อ k > 0 เปนจุด อยูบนเสนกํากับของ H และ F1, F2 เปนโฟกัสของ H แลว พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยม AF1F2 เทากับขอใด ตอไปนี้ 1) 37 ตารางหนวย 2) 45 ตารางหนวย 3) 30 ตารางหนวย *4) 40 ตารางหนวย 2 2 22. กําหนด F เปนจุดโฟกัสของพาราโบลา y2 - 2y + 4x + 9 = 0 และ C เปนจุดศูนยกลางของวงกลม x2 + y2 - 6x + 4y + 12 = 0 ถาสวนของเสนตรง FC ตัดวงกลมที่จุด T แลวสวนของเสนตรง FT มีความยาวเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 4 2) 29 - 1 3) 41 - 1 *4) 3 5 - 1 23. กําหนดให A = {a | เสนตรง y = ax ไมตัดกราฟ y2 = 1 + x2} และ B = {b | เสนตรง y = x + b ตัดกราฟ y2 = 1 - x2 สองจุด} เซต {d | d = c2 , c ∈ B - A} เทากับชวงในขอใดตอไปนี้ 1) (0, 1) 2) (0, 2) *3) (1, 2) 4) (0, 4) 24. กําหนดให A = {(x, y) | x2 + y2 > 1}, B = {(x, y) | 4x2 + 9y2 < 1}, C = {(x, y) | y2 - x2 > 1} ขอใดตอไปนีผิด ้ 1) A - B = A 2) B - C = B 3) B I (A U C) = ∅ 4) A I (B U C) = ∅ 25. ให A และ B เปนจุดยอดของไฮเพอรโบลา 4x2 - y2 - 24x + 6y + 11 = 0 สมการของพาราโบลาที่มี AB เปนเลตัสเรกตัม และมีกราฟอยูเหนือแกน X คือสมการในขอใดตอไปนี้ *1) (x - 3)2 = 4(y - 2) 2) (x - 3)2 = 8(y - 1) 3) (x - 2)2 = 4(y - 2) 4) (x - 2)2 = 8(y - 1) 26. กําหนดให S = {(x, y) | x2 + y2 ≤ 17}, A = {(x, y) | x2 - y2 = 1}, B = {(x, y) | y2 - x2 = 1} ถา p ∈ S I A และ q ∈ S I B แลวระยะทางทีนอยสุดทีเปนไปไดระหวางจุด p และ q เทากับขอใดตอไปนี้ ่ ่ *1) 3 2 - 4 2) 3 2 - 2 3) 2 3 - 2 4) 2 3 - 3 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (105)
  • 106.
    ฟงกชันเอกซโพเนนเชียล และฟงกชันลอการิทึม (Exponential and Logarithm Functions) เลขยกกําลัง บทนิยาม ถา a เปนจํานวนจริง และ n เปนจํานวนนับ 1. an = a × a × a × ... × a n ตัว 2. a m ⋅ an = am+n 3. (an)m = anm 4. (ab)n = an ⋅ bn a n an 5.   = b เมื่อ b ≠ 0 bn 6. a m = am-n เมื่อ a ≠ 0 an 7. a0 = 1 เมื่อ a ≠ 0 8. a-n = 1 เมื่อ a ≠ 0 an รากที่ n ในระบบจํานวนจริง บทนิยาม ให n เปนจํานวนเต็มที่มากกวา 1, x และ y เปนจํานวนจริง y เปนรากที่ n ของ x ก็ตอเมื่อ yn = x คาหลักของรากที่ n บทนิยาม ให x เปนจํานวนจริงที่มรากที่ n จะกลาววา จํานวนจริง y เปนคาหลักของรากที่ n ของ x ี ก็ตอเมื่อ 1. y เปนรากที่ n ของ x 2. yx ≥ 0 แทนคาหลักของรากที่ n ของ x ดวย n x คณิตศาสตร (106)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 107.
    ขอสรุปเกี่ยวกับรากที่ 2 ของจํานวนจริง 1.รากที่สองของจํานวนจริงบวก (A) มี 2 คา คือ 1) รากที่เปนบวก ( A ) 2) รากที่เปนลบ (- A ) 2. รากที่สองของจํานวนศูนย มี 1 คา คือ 0 3. รากที่สองของจํานวนจริงลบ ไมสามารถหาคาได 4. สัญลักษณแทน รากที่สองที่เปนบวกของ 25 คือ 25 = 5 รากที่สองที่เปนลบของ 25 คือ - 25 = -5 5. A เรียกสัญลักษณ วา กรณฑ (Radical) ที่ 2 อานวา กรณฑที่ 2 ที่เปนบวกของ A หรือ อานวา square root A 6. คาหลักของรากที่ 2 ของจํานวนจริงบวก คือ รากที่สองที่เปนบวกของจํานวนจริงนั้น ขอสรุปเกี่ยวกับรากที่ 3 ของจํานวนจริง 1. รากที่สามของจํานวนจริง มีเพียง 1 คา 2. รากที่สามของจํานวนจริงบวก เปนจํานวนจริงบวก รากที่สามของจํานวนศูนย เปนศูนย รากที่สามของจํานวนจริงลบ เปนจํานวนจริงลบ 3. สัญลักษณแทน รากที่สามของ 64 คือ 3 64 = 4 รากที่สามของ 0 คือ 3 0 = 0 รากที่สามของ -343 คือ 3 - 343 = -7 4. 3 A เรียก 3 วา กรณฑที่สาม อานวา กรณฑท่สามของ A ี 5. คาหลักของรากที่ 3 ของจํานวนจริง คือ ตัวมันเอง ทฤษฎีบทเกี่ยวกับรากที่ n ทฤษฎีบทที่ 1 ถา x ≥ 0 และ y ≥ 0 แลว x ⋅ y = xy ทฤษฎีบทที่ 2 ถา x ≥ 0 และ y > 0 แลว x = x y y ทฤษฎีบทที่ 3 ถา x และ y มีรากที่ n แลว n x ⋅ n y = n xy n ทฤษฎีบทที่ 4 ถา x และ y มีรากที่ n และ y ≠ 0 แลว n x = n x y y เลขยกกําลังที่มีเลขชี้กาลังเปนจํานวนตรรกยะ ํ บทนิยาม เมื่อ a เปนจํานวนจริง n เปนจํานวนเต็มที่มากกวา 1 และ a มีรากที่ n แลว a1/n = n x บทนิยาม ให a เปนจํานวนจริง p, q เปนจํานวนเต็มที่ (p, q) = 1, q > 0 และ a1/q ∈ R โดยเมื่อ p < 0 แลว a ตองไมเปน 0 ap/q = (a1/q)p โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (107)
  • 108.
    การหารากที่สองของจํานวนที่อยูในรูป x ±2 y x + 2 y = ( a + b )2 เมื่อ y = a × b และ x = a + b x - 2 y = ( a - b )2 เมื่อ y = a × b และ x = a + b ตัวอยาง จํานวนจริง x ที่เปนคําตอบของสมการ 15 - b = 22 - 2 105 มีคาเทากับเทาใด ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ฟงกชันเอกซโพเนนเชียล (Exponential Function) คือ ฟงกชัน f = {(x, y) ∈ R × R+ | y = ax ; a > 0 and a ≠ 1} 3 3 2 2 1 1 -2 -1 1 2 3 4 5 -5 -4 -3 -2 -1 1 2 0 < a < 1 ฟงกชันลด a > 1 ฟงกชันเพิ่ม การแกสมการฟงกชันเอกซโพเนนเชียล แบบที่ 1 สมการมี 2 พจน 1. จัดสมการในรูป ax = ay โดยใชสมบัติของเลขยกกําลัง 2. ถา ax = ay แลว x = y แบบที่ 2 สมการมี 3 พจนขึ้นไป 1. ใชวิธีการสมมติ 2. การแกสมการที่มีหลายพจนพยายามถอดตัวรวมออก แบบที่ 3 การแกสมการที่ตองใช Conjugate เขาชวย การแกอสมการฟงกชันเอกซโพเนนเชียล อสมการ ฐาน (a) ขอสรุป 0<a<1 x<y ax > ay a>1 x>y คณิตศาสตร (108)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 109.
    ฟงกชันลอการิทึม (Logarithm Function) คือ ฟงกชัน f = {(x, y) ∈ R+ × R|x = ay; a > 0 and a ≠ 1} f = {(x, y) ∈ R+ × R|y = loga x; a > 0 and a ≠ 1} 3 3 2 2 1 1 0 0 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 7 -3 -2 -2 0 1 2 3 4 5 6 7 -1 -1 -2 -2 -3 -3 -4 -4 0 < a < 1 ฟงกชันลด a > 1 ฟงกชันเพิ่ม ตัวอยางที่ 1 จงเขียนสมการแตละขอตอไปนี้ใหอยูในรูปของลอการิทึม 3 1 1) 25 = 32 2) 82/3 = 2 3)  1  = 27   3 4) 3 = 31 ตัวอยางที่ 2 จงเขียนสมการแตละขอตอไปนี้ใหอยูในรูปเลขยกกําลัง 1) log10 100 = 2 2) log1 16 = -4 3) log5 1 = 0 4) log6 6 = 1 สมบัติของลอการิทึม 1. loga 1 = 0 2. loga 1 = 0 3. log a y Mx = x loga M y 4. loga M = log a x Mx 5. loga (x ⋅ y) = loga x + loga y 6. loga  x  = loga x - loga y   y 7. x log a y = y log a x 8. a log a M = M log x 9. loga x = logc a 10. loga x = log1 a c x การแกสมการลอการิทึม 1. ทําฐานของ log ใหเทากัน แลวปลด log ออก โดยนําเอาทฤษฎีตางๆ มาใช 2. เมื่อหาคา x มาได จะตองพิจารณาดวยวาคา x ที่ไดมานั้นทําใหสมการเปนจริงหรือไม การแกอสมการลอการิทึม log a x > log a y 0<a<1 a>1 x<y x>y x>0∧y>0 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (109)
  • 110.
    แบบทดสอบ 1. ถา 4x-y= 128 และ 32x+y = 81 แลวคาของ y เทากับขอใดตอไปนี้ 1) -2 *2) -1 3) 1 4) 2 2. ถา 6x+y = 36 และ 5x+2y = 125 แลวคาของ x เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 2) 1.5 *3) 2 4) 2.5 (x + y)2 3. ถา xy = 2 แลว 2 2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 2(x- y) 1) 4 2) 8 3) 64 *4) 256 4. กําหนดให x, y > 0 ถา xy = yx และ y = 5x แลวคาของ x อยูในชวงใดตอไปนี้ 1) [0, 1) *2) [1, 2) 3) [2, 3) 4) [3, 4) 5. ถา x > 0 และ 8x + 8 = 4x + 2x+3 แลวคาของ x อยูในชวงใดตอไปนี้ 1) [0, 1) *2) [1, 2) 3) [2, 3) 4) [3, 4) x x  4   9  6. กําหนดสมการ  25  +  25  = 1 จงพิจารณาขอความตอไปนี้     ก. ถา a เปนคําตอบของสมการ แลว a > 1 ข. ถาสมการมีคําตอบ แลวคําตอบจะมีเพียงคาเดียว ขอใดถูก 1) ก ถูก และ ข ถูก 2) ก ถูก และ ข ผิด *3) ก ผิด และ ข ถูก 4) ก ผิด และ ข ผิด 7. ให f : R → R+ ถา f สอดคลองสมการ f(x) - 3f  1  = 4x สําหรับทุกจํานวนจริงบวก x แลว ขอใด   x ตอไปนี้เปนจริง   1) ∃x[f(x) > 0] 2) ∃x  f(x) + f  1  > 0  x      2  *3) ∃x[(f(x))2 < 8] 4) ∃x  f(x) + f  1   < 9     x        8. กําหนดให x เปนจํานวนตรรกยะที่สอดคลองสมการ ( 5 - 1)(3 + 5 )x + ( 5 + 1)(3 - 5 )x = 4 ⋅ 2x ถาเขียน x = m ในรูปเศษสวนอยางต่ํา โดยที่ m และ n เปนจํานวนเต็ม จงหา m (ตอบ 2 ) n n 1 9. คําตอบของสมการ 3x(3x+1) + 3x+1(3x+2) = 2[2x(2x+1) + 2x+1 (2x+2)] อยูในชวงใด 1) (-1, 0) 2) [-2, -1) 3) (-2, -1] 4) (0, 1] คณิตศาสตร (110)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 111.
    10. ถา a,b เปนคําตอบของสมการ 6x - 3x+1 - 2x+2 + 12 = 0 แลวคําตอบของสมการ (ab)2x+1 = (ab + 3)x เทากับขอใดตอไปนี้ 1) log 2 - 3 3 log log 2) log log 4 6 7 - log 3) log 18 - 2 *4) log 15 - 2 5 2 11. ให S เปนเซตคําตอบของสมการ 52x + 11 ≤ |12(5x) - 9| ถา a และ b เปนสมาชิกของ S ที่มีคามาก ที่สุดและนอยที่สุดตามลําดับ แลว a + b เทากับขอใดตอไปนี้ 1) log5 15 *2) log5 20 3) 2 4) log5 30 2(x-3) 12. เซตคําตอบของอสมการ 2x < 82/3-x เปนสับเซตของเซตในขอใดตอไปนี้ 1) (1, ∞) 2) (-2, 100) 3) (-10, 10) *4) (-∞, 2) 13. กําหนดให A และ B เปนจํานวนเต็มบวก ถา A log50 5 + B log50 2 = 1 แลว A + B เทากับขอใด ตอไปนี้ *1) 2 2) 3 3) 1 4) 2 14. กําหนดให a, b, c > 1 ถา loga d = 30, logb d = 50 และ logabc d = 15 แลวคาของ logc d เทากับขอ ใดตอไปนี้ *1) 75 2) 90 3) 120 4) 120 15. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถา (log a)3 = x - 1 และ (log b)3 = x + 1 แลว log(a + b) = 3 x 2 - 1 ข. กราฟของ y = x2 และกราฟของ y = 2x ตัดกันเพียงสองจุดเทานั้น ขอใดตอไปนีถูก ้ 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก *4) ก. และ ข. ผิด 16. ถา log4x 2x2 = log9y 3y2 = log25z 5z2 แลว logxz (yz) มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) log 6 2) log 10 *3) log 15 4) log 30 17. ถา xlog y ⋅ ylog z ⋅ zlog x = 1 และ xy ≠ 1 แลว ขอใดตอไปนีผิด ้ 1) ถา x = y แลว xz 2=1 *2) ถา x 2y = 1 แลว z = x2 3) ถา x = y2 แลว xz3 = 1 4) ถา xy2 = 1 แลว z = x 18. กําหนดให a > 1 และ b, c > 0 ถา a2 + b2 = c2 และ x เปนจํานวนจริงซึ่ง logc+b a + logc-b a = x (logc+b a logc-b a) แลว x มีคาเทาใด (ตอบ 2) 19. รากที่มีคานอยที่สุดของสมการ 2log (x-2) ⋅ 2log (x-3) = 2log 2 มีคาเทาใด (ตอบ 4) 20. กําหนด logy x + 4 logx y = 4 แลว logy x3 มีคาเทาใด (ตอบ 6) 21. ผลบวกของคําตอบทั้งหมดของสมการ log3 x = 1 + logx 9 อยูในชวงใดตอไปนี้ 1) [0, 4) 2) [4, 8) *3) [8, 12) 4) [12, 16) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (111)
  • 112.
    22. คําตอบของสมการ log (4 - x) = log2 (9 - 4x) + 1 อยูในชวงใดตอไปนี้ 2 1) [-10, -6] 2) [-6, -2) *3) [-2, 2) 4) [2, 6) 3-9 23. กําหนดให A = {n|n เปนจํานวนนับและ n2+9 = nn } B = {n|n เปนจํานวนนับและ log n = log(n + 1)} ผลบวกของสมาชิกทุกตัวในเซต A U B เทากับเทาใด (ตอบ 4) 24. ถา 4 (log x)2 + 9 (log y)2 = 12 (log x)(log y) แลวขอใดตอไปนี้ถูก 1) y2 = x 2) x2 = y *3) x3 = y3 4) x2 = y3 25. 1 ผลบวกของรากทั้งหมดของสมการ log3 (31/x + 27) = log3 4 + 1 + 2x เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0 2) 1 2 *3) 3 4 4) 1 26. ถา log2 3 = 1.59 แลวคาของ x ที่สอดคลองกับสมการ 22x+1 ⋅ 32x+2 = 122x เทากับเทาใด (ตอบ 2.09)   27. กําหนดให A = z ∈ R z = x และ 6 log (x - 2y) = log x3 + log y3  แลวผลบวกของสมาชิกทั้งหมดใน y   เซต A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 3 *2) 4 3) 5 4) 6 28. ผลบวกของคําตอบของสมการ log2 (4x-1 + 2x-1 + 6) = 2 + log2 (2x-1 + 1) มีคาเทาใด (ตอบ 3) 29. ขอใดตอไปนีถูกตอง ้ *1) log7 3 < log7 3 < log7 10 2) log5 3 < log7 3 < log7 10 3) log7 3 < log7 10 < log5 3 4) log7 10 < log5 3 < log7 3 30. กําหนดให A เปนเซตคําตอบของอสมการ log4 log3 log2 (x2 + 2x) ≤ 0 จํานวนเต็มที่เปนสมาชิกของ A มีท้งหมดกี่จํานวน (ตอบ 3) ั 31. ถา A = {x|a < x < b} เปนเซตคําตอบของอสมการ log2 (2x - 1) - log4  x2 + 1  < 1 แลว   2 2  a + b มีคาเทาใด (ตอบ 2.5) 32. จํานวนเต็มที่สอดคลองกับอสมการ log1/2 [log3 (x + 1)] > -1 มีจํานวนเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 6 2) 7 *3) 8 4) มากกวา 8 2 33. กําหนดให S เปนเซตคําตอบของอสมการ 4 ⋅ 2log x - 9 ⋅ 2(log x/10 + 1) + 2 ≤ 0 ถา a และ b เปน สมาชิกของ S ที่มีคามากและคานอยสุด ตามลําดับแลว a เทากับขอใดตอไปนี้ b 1) 20 2) 100 *3) 200 4) 1000 34. เซตคําตอบของอสมการ (4x - 2) ⋅ log (1 - x2) > 0 เปนสับเซตของเซตในขอใดตอไปนี้ *1)  -2, 1    2 2)  -1, 2    2   3) (0, 10) 4)  1, 20   2   คณิตศาสตร (112)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 113.
    ฟงกชันตรีโกณมิติ (Trigonometry) B 1. sin A = a ; cosec A = c c a b ; sec A = c cos A = c c b a a ; cot A = b tan A = b a b A C 1 2. cosec A = sin A , sec A = 1 1 cos A , cot A = tan A tan A = cos A , cot A = sin A cos A sin A 3. ถา A + B = 90° แลว 1) sin A = cos B 2) tan A = cot B 3) sec A = cosec B 4. -1 ≤ sin A ≤ 1 -1 ≤ cos A ≤ 1 5. sin2 A + cos2 A = 1 sec2 A - tan2 A = 1 cosec2 A - cot2 a = 1 วงกลมหนึ่งหนวย (the unit circle) 1. x = cos θ , y = sin θ π 2. ตาราง (0, 1) 2 , 90° มุม θ° (เรเดียน) S + มุม (+) ฟงกชัน (-, +) (+, +) 30°  π    45°  π    4 60°  π    6  3  π, 180° 0° (-1, 0) (1, 0) sin 1 1 = 2 3 T C 2 2 2 2 (-, -) (+, -) มุม (-) 3 1 = 2 1 (0, -1) 3 π , 270° cos 2 2 2 2 2 tan 1 = 3 1 3 3 3 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (113)
  • 114.
    3. cos (-A) = cos A sec (-A) = sec A sin (-A) = -sin A cosec (-A) = -cosec A tan (-A) = -tan A cot (-A) = -cot A สูตรเอกลักษณตรีโกณมิติ 1. sin (A ± B) = sin A cos B ± cos A sin B cos (A ± B) = cos A cos B m sin A sin B มุมบวก/ลบกัน tan (A ± B) = 1tantan ± tan BB m A A tan 2. sin 2A = 2 sin A cos A = 2 tan A 1 + tan 2 A cos 2A = cos2 A - sin2 A = 2 cos2 A - 1 มุม 2 เทา = 1 - 2 sin2 A 2 = 1 - tan 2 A 1 + tan A tan 2A = 2 tan A 1 - tan 2 A 3. sin A = ± 1 - cos A 2 2 cos A = ± 1 + cos A 2 2 ครึ่งมุม tan A = ± 1 - cos A 2 1 + cos A 4. sin 3A = 3 sin A - 4 sin3 A cos 3A = 4 cos3 A - 3 cos A มุม 3 เทา 3A tan 3A = 3 tan A - tan 1 - 3 tan 2 A 5. 2 sin A cos B = sin (A + B) + sin (A - B) 2 cos A sin B = sin (A + B) - sin (A - B) ฟงกชันคูณกัน -2 cos A cos B = cos (A + B) + cos (A - B) คณิตศาสตร (114)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 115.
    6. sin A+ sin B = 2 sin  A 2 B  cos  A 2 B   +     -    A + B A - B sin A - sin B = 2 cos  2  sin  2      ฟงกชันบวก/ลบกัน cos A + cos B = 2 cos  A 2 B  cos  A 2 B   +     -    cos A - cos B = -2 sin  A 2 B  sin  A 2 B   +     -    7. คาของฟงกชันตรีโกณมิติของมุมที่นาสนใจ มุม θ° (เรเดียน) ฟงกชัน 1 15° 36° 72° 22 2 ° 3 -1 10 - 2 5 10 + 2 5 1 2- 2 sin θ 2 2 2 4 4 3 +1 5 +1 5 -1 1 2+ 2 cos θ 4 4 2 2 2 3 -1 2- 2 tan θ 3 +1 10 - 2 5 10 + 2 5 2+ 2 หรือ 2 - 3 5 +1 5 -1 หรือ 3 - 1 อัตราสวนตรีโกณมิติของรูปสามเหลี่ยมที่ไมใชสามเหลี่ยมมุมฉาก 1. Law of cosine C 2 c2 2 b a a2 = b2 + c2 - 2bc cos A cos A = b +2bc - a 2 a2 2 A B b2 = c2 + a2 - 2ac cos B cos B = c + 2ac - b c 2 b2 2 c2 = a2 + b2 - 2ab cos C cos C = a +2ab - c 2. Law of sine sin A = sin B = sin C a b c a b c sin A = sin B = sin C พื้นที่ ∆ = 1 ab sin C = 1 ac sin B = 1 bc sin A 2 2 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (115)
  • 116.
    ตัวผกผันของฟงกชันตรีโกณมิติ ฟงกชัน โดเมน เรนจ y = arcsin x x ∈ [-1, 1] y ∈ - π,  2  π 2  y = arctan x x∈R y ∈  - π,   22 π  y = arccosec x x ∈ (-∞, 1] U [1, ∞) y ∈ - π, 0  U  0, π   2      2 y = arccos x x ∈ [-1, 1] y ∈ [0, π] y = arccot x x∈R y ∈ (0, π) y = arcsec x x ∈ (-∞, 1] U [1, ∞) y ∈  0, π  U  π , π    2  2     ตัวอยางที่ 1 จงหาคาของ 1) arcsin (0) = .................... 2) arcsin  1    2 = ....................  3) arccos  2  = ....................   4) arccos  - 23  = ....................   2       5) arcsin  -1    2  = .................... 6) arctan (-1) = .................... ตัวอยางที่ 2 จงเติมชองวางใหถูกตอง 1) arcsin  1    2 = arccosec .......... = arccos ..........  3 2) arccos  -5  = arcsec .......... = arccot ..........    12  3) arctan  5    = arccot .......... = arcsec .......... ตัวอยางที่ 3 จงเติมชองวางใหถูกตอง    2) sin arcsin 23     1) sin arcsin 1      = ....................   = ....................  2            3) sin (arctan (2)) = .................... 4) sec (arccosec ( 2 )) = ....................    5) cos arcsin  - 22        = .................... 6) arccos  tan  - 54   = ....................   π           ตัวอยางที่ 4 จงเติมชองวางใหถูกตอง     1) sin  arcsin 12 + arcsin 5    13 4  = .................... 2) sec  2 arcsin 1  = ..................   3  คณิตศาสตร (116)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 117.
    แบบทดสอบ 1. ถา 1– cot 20° = x แลว x มีคาเทาใด (ตอบ 2) 1 - cot 25o 2. ถา cos θ - sin θ = 35 แลวคาของ sin 2θ เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 134 2) 139 4 * 3) 9 4) 13 9 3. ถา sin A = 2 และ cos A = 1 แลว tan2 B มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ sin B cos B 3 2 1) 4 *2) 23 3) 1 4) 2 3 4. ถา sin 15° + sin 55° = x และ cos 15° + cos 55° = y แลว (x + y)2 - 2xy เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 4 cos2 20° 2) 2 cos2 20° 3) 4 cos2 40° 4) 2 cos2 40° sin 2 3A cos 2 3A 5. ถา − =2 แลว cos 2A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ sin 2 A cos 2 A *1) 1 4 2) 1 2 3) 1 4) 1 2 3 sin 30o cos 30o 6. คาของ − เทากับขอใดตอไปนี้ sin10o cos10o 1) -1 2) 1 * 3) 2 4) -2 7. ถา (sinθ + cos θ)2 = 3 เมื่อ 0 ≤ θ ≤ π แลว arcos(tan 3 θ) มีคาเทาใด (ตอบ 0) 2 4 8. ถา arcsin (5x) + arcsin (x) = π แลวคาของ tan (arcsin x) เทากับขอใดตอไปนี้ 2 *1) 51 2) 3 1 3) 1 4) 1 3 2 π π 9. ให -1 ≤ x ≤ 1 เปนจํานวนจริงซึ่ง arccos x - arcsin x = 2552 แลวคาของ sin 2552 เทากับขอใด ตอไปนี้ 1) 2x *2) 1 - 2x2 3) 2x2 - 1 4) -2x 10. ถา arccos x - arcsin x = π แลว arccos x - arctan 2x มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 6 π 1) 12 5π 2) 12 3) 7 π 4) 11π 12 12 11. sec  1  arcsin 3 + arccos 3   + tan  1  arcsin 4 + arccos 5   มีคาเทากับขอใด   5    4   2 5   2 5  1) 2 2) 3 * 3) 1 + 2 4) 2 + 3 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (117)
  • 118.
    12. กําหนดให arccos5 + arcsin 12 + x = π แลว tan x มีคาเทากับเทาใด 4 13 2 1) 6316 6 2) 63 * 3) - 16 4) - 636 63  arctan 3  13. คาของ sin  2 4  + cos  2 arcsin 5  เทากับขอใดตอไปนี้       3    1) 1 + 25 6 2) 1 + 25 6 *3) 1 + 25 7 4) 1 + 25 7 10 3 10 3 14. ถา arctan x = arctan 1 - 2 arctan 1 แลว sin (180° + arctan x) มีคาเทากับขอใด 4 2 *1) 13 2) 16 3) - 13 4) - 16 5 17 5 17 5 17 5 17 15. ถา a และ b เปนคําตอบของสมการ sin (2 arcsin x) = x โดยที่ a ≠ 0, b ≠ 0 และ a ≠ b แลว |sin arctan (ab)| เทากับเทาใด (ตอบ 0.6) 16. ให A เปนเซตคําตอบของสมการ cos (2 arcsin x) + 2 = 4 sin2 (arccos x) ขอใดตอไปนี้คือ ผลคูณของ สมาชิกในเซต A 1) - 14 *2) - 1 2 3) 14 4) 1 2 17. -sin2 1° + sin2 2° - sin2 3° + … - sin2 89° + sin2 90° มีคาเทากับเทาใด (ตอบ 0.5) 18. กําหนดให 0° < α < 30° ถา sin2 (7α) - sin2 (5α) = sin (2α) sin (6α) แลว α เทากับขอใดตอไปนี้ *1) 10° 2) 15° 3) 20° 4) 25° 19. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมซึ่งมี 2 sin A + 3 cos B = 4 และ 3 sin B + 2 cos A = 1 คาของ sin C เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 61 *2) 1 3) 1 4) 1 3 2 20. พิจารณาขอความตอไปนี้ เมื่อเอกภพสัมพัทธคือเซตของจํานวนจริง ก. ∃x(cot 2x - cot x = 0) ข. ∀x  sin 4 x + cos4 x = 1 - 1 sin2 2x    2   คาความจริงของขอความ ก. และขอความ ข. เปนไปตามขอใดตอไปนี้ 1) ก. เปนจริง และ ข. เปนจริง 2) ก. เปนจริง และ ข. เปนเท็จ *3) ก. เปนเท็จ และ ข. เปนจริง 4) ก. เปนเท็จ และ ข. เปนเท็จ 21. กําหนดให x ∈ [ 0, 4π ] เซตคําตอบของสมการ cos x = 3 (1 - sin x) คือขอใดตอไปนี้ 1)  π , 56π , 13π   6 6  2)  56π , π , 13π    2 6   *3)  π , π , 13π , 52   6 2 6 π  4)  π , 56π , π , 54   6 2  π  คณิตศาสตร (118)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 119.
    22. กําหนดให ABCเปนรูปสามเหลี่ยมที่มีดาน AB ยาว 2 หนวย ถา BC3 + AC3 = 2BC + 2AC แลว cot C มีคาเทากับเทาใด *1) 1 2) 12 3) 1 4) 3 3 23. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มีมุม A เทากับ 60°, BC = 6 และ AC = 1 คาของ cos 2B เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 4 2) 12 3) 23 *4) 3 4 24. ถา A(1, 2) , B(4, 3) และ C(3, 5) เปนจุดยอดของสามเหลี่ยม ABC แลว sin B มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 2  1 / 2  1 / 2 1) 1   50 - 1   2) 1   50 + 1   2  50  2  50       1 / 2  1 / 2 3)   50 + 1   * 4)  50 - 1      2 50    2 50    25. รูปสามเหลี่ยม ABC มี a, b และ c เปนความยาวของดานตรงขามมุม A, Bและ C ตามลําดับ ถา cos B = 1 และ (a + b + c)(a - b + c) = 30 แลว ac มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 4 *1) 12 2) 20 3) 205 4) 40 3 26. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยม ซึ่งมี ACB = 60° ลากเสนตรงจากจุด A ไปพบดาน BC ที่จุด D โดย ˆ ทําให BAD = 30° ถาระยะ BD ยาว 3 หนวย และระยะ AD ยาว 2 หนวยแลว ระยะ CD ยาวเทากับขอ ˆ ใดตอไปนี้ 1) 4 3 3 2) 5 3 3 3) 7 9 6 *4) 8 9 6 27. นายดํายืนอยูบนสนามแหงหนึ่งมองเห็นยอดเสาธงเปนมุมเงย 60° แตเมื่อเขาเดินตรงเขาไปหา เสาธงอีก 20 เมตร เขามองเห็นยอดเสาธงเปนมุมเงย 75° ในขณะที่เขามองเห็นยอดเสาธงเปนมุมเงย 60° นั้นเขายืน อยูหางจากเสาธงเทากับเทาใด  1) 10  2 + 3 3    2   2) 10  2 + 1 3    2   3) 10(2 + 2 3 ) *4) 10(2 + 3 ) 28. ให A, B และ C เปนจุดยอดของรูปสามเหลี่ยม ABC และ A < B < C ˆ ˆ ˆ โดยที่ tan A ⋅ tan B ⋅ tan C = 3 + 2 3 และ tan B + tan C = 2 + 2 3 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. tan C = 2 + 3 ข. C = 5 π ˆ 12 ขอใดตอไปนีถูก ้ *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ผิด และ ข. ถูก 3) ก. ถูก และ ข. ผิด 4) ก. และ ข. ผิด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (119)
  • 120.
    29. ให θเปนจํานวนจริง ซึ่งสอดคลองกับสมการ 1 + 1 + 1 + 1 = 7 แลว tan2 2θ tan 2θ cot 2θ sin 2θ cos2θ มีคาเทาใด (ตอบ 8) 30. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. tan 14° + tan 76° = 2 cosec 28° 4 ข. ถา x > 0 และ sin (2 arctan x) = 5 แลว x ∈  1 , 3    3  ขอใดตอไปนีถูกตอง ้ *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ผิด และ ข. ถูก 3) ก. ถูก และ ข. ผิด 4) ก. และ ข. ผิด 31. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมซึ่งมีดานตรงขามมุม A , B และ C ยาว 2a, 3a, 4a ตามลําดับ ˆ ˆ ˆ ถา sin A = k แลว cot B + cot C มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 6k 1 2) 6k 1 * 3) 3k 4) k 3 คณิตศาสตร (120)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 121.
    เวกเตอร (Vectors) บทนิยาม ปริมาณที่มีแตขนาดเพียงอยางเดียว เรียกวา ปริมาณสเกลาร (scalar quantity) สวนปริมาณ ที่มีทั้งขนาดและทิศทางเรียกวา ปริมาณเวกเตอร (vector quantity) หรือเรียกสั้นๆ วา เวกเตอร การเขียนสัญลักษณแทนเวกเตอร เวกเตอรจาก A ไป B อานวา เวกเตอร เอบี เขียนแทนดวย 1) รูปเรขาคณิต B A 2) AB (เรียก A วา จุดเริ่มตน (initial point) เรียก B วา จุดสิ้นสุด (terminal point) ของเวกเตอร) 3) ถาพิกัดของ A เปน (x1, y1) และ B เปน (x2, y2) แลว x - x  v v AB =  y 2 - y 1  = (x2 - x1) i + (y2 - y1) j  2   1 4) ถาพิกัดของ A เปน (x1, y1, z1) และ B เปน (x2, y2, z2) แลว x - x   2 1 v v v AB =  y2 - y1  = (x2 - x1) i + (y2 - y1) j + (z2 - z1) k      z2 - z1    v เมื่อ i เปนเวกเตอร 1 หนวย ในทิศ +x v j เปนเวกเตอร 1 หนวย ในทิศ +y v k เปนเวกเตอร 1 หนวย ในทิศ +z ขนาดของเวกเตอร | AB | แทน ความยาวของสวนของเสนตรง AB หรือ BA หรือ ขนาดของเวกเตอรน่นเอง ั v v 1) ถา AB = a i + b j แลว | AB | = a 2 + b 2 v v v 2) ถา AB = a i + b j + c k แลว | AB | = a 2 + b 2 + c 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (121)
  • 122.
    การเทากัน และนิเสธของเวกเตอร บทนิยาม v และ v ขนานกัน ก็ตอเมื่อ เวกเตอรทั้งสองมีทิศทางเดียวกัน หรือทิศทางตรงกันขาม u v บทนิยาม u v v = v ก็ตอเมื่อ เวกเตอรทั้งสอง มีขนาดเทากัน และทิศทางเดียวกัน  a1   a2  ถา  b  =  b  แลว a1 = a2 และ b1 = b2  1  2     a  a   1  2 ถา  b1  =  b2  a1 = a2 และ b1 = b2 และ c1 = c2     c  c   1    2   บทนิยาม นิเสธของ v (negative of v ) คือ เวกเตอรที่มีขนาดเทากับขนาดของ v แตมีทิศทาง u u u ตรงกันขามกับทิศทางของ u v เขียนแทนดวย - v u a  -a  -u v = -  a  = -a  = -a v - b v หรือ - v = -  b  = -b  = -a v - b v - c v     i j u     i j k b   -b        c  -c      เวกเตอรศูนย (zero vector) 0  v 0  v   คือ เวกเตอรที่มีขนาดเปน 0 เขียนแทนดวย 0 = 0  หรือ 0 = 0        0    การบวกเวกเตอร ♥ เชิงเรขาคณิต v u v+v u v v v v v v v v v+v v u u v u  a 1   a 2   a1 + a 2  v v ♥ เชิงพีชคณิต b1  +  b2  =  b1 + b2  = (a1 + a2) i + (b1 + b2) j              a  a  a + a   1  2  1 2 v  b  +  b  =  b + b  = (a + a ) v + (b + b ) v + (c + c ) k  1  2  1 2 1 2 i 1 2 j 1 2 c  c  c + c   1    2    1 2 คณิตศาสตร (122)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 123.
    การลบเวกเตอร หมายถึง การบวกเวกเตอรดวยนิเสธการบวกของเวกเตอรตัวลบ เชนv - v = v + ( v - v ) u v u u v ♥ เชิงเรขาคณิต v u -v u v u v v -v v u - v = v + (- v ) v u v -v v  a1   a 2   a1 - a 2  v v ♥ เชิงพีชคณิต   -   =   = (a - a ) i + (b - b ) j  b1   b2   b1 - b2  1 2 1 2       a  a  a - a   1  2  1 2 v  b  -  b  =  b - b  = (a - a ) v + (b + b ) v + (c - c ) k  1  2  1 2 1 2 i 1 2 j 1 2 c  c  c - c   1    2    1 2 การคูณเวกเตอร 1. การคูณเวกเตอรดวยสเกลาร a   ka  1  5 × 1   5           k  b  =  kb  เชน 5 2  = 5 × 2  = 10            c   kc  3 5 × 3  15            v ≠ v และ a เปนจํานวนจริง ให u 0 v v ♥ ถา a > 0 แลว a u คือ เวกเตอรที่มีทิศทางเดียวกับ u และมีขนาดเทากับ a เทาของ u v v v ♥ ถา a < 0 แลว a u คือ เวกเตอรที่มีทิศตรงขามกับ u และมีขนาดเทากับ |a| เทาของ u v v v ♥ ถา a = 0 แลว a u = 0 เชน 2 v คือเวกเตอรที่มีทิศทางเดียวกับเวกเตอร v และมีขนาดเปน 2 เทาของเวกเตอร u u v u v คือเวกเตอรที่มีทิศตรงขามกับเวกเตอร v และมีขนาดเปน 3 เทาของเวกเตอร -3 u u v u v v ทฤษฎีบทที่ 1 ให v ≠ 0 และ v ≠ 0 u v v ขนานกับ v ก็ตอเมื่อ มีจํานวนจริง a ≠ 0 ซึ่งทําให v = a v u v u v ทฤษฎีบทที่ 2 ให u 0 v ≠ v และ v ≠ v และ v ไมขนานกับ v จะไดวา v 0 u v v + b v = v แลว a = 0 และ b = 0 ถา a u v 0 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (123)
  • 124.
    เวกเตอรหนึ่งหนวย (unit vector) คือ เวกเตอรที่มีขนาดหนึ่งหนวย v เวกเตอรหนึ่งหนวยที่มีทิศทางเดียวกับเวกเตอร v คือเวกเตอร |v| u u u เวกเตอรหนึ่งหนวยที่มีทิศทางเดียวกับเวกเตอร u v คือเวกเตอร - v u |v| u v v v เชน กําหนดให v = 3 i - 4 j - k จะได | v | = 3 2 + 4 2 + (-1) 2 = u u 26 v v v v คือ คือ 3 i - 4 j - k ดังนั้น เวกเตอรหนึ่งหนวยที่มีทิศทางเดียวกับ u 26 v v v หรือ 3 i - 4 j - 1 k 26 26 26 2. การคูณเวกเตอรดวยเวกเตอร (ผลคูณเชิงสเกลาร (dot product)) a  a  1 2 v ⋅ v = b  ⋅ b  = a a + b b + c c u v  1  2     1 2 1 2 12 c  c   1  2     v ⋅ v = | v || v | cos θ เมื่อ θ เปนมุมระหวาง v และ v เมื่อ v และ u v u v u v u v มีจุดเริ่มตนเดียวกัน v v + v |2 = | v |2 + 2 v ⋅ v + | v |2 |u v u u v v v - v |2 = | v |2 - 2 v ⋅ v + | v |2 |u v u u v v สมบัติที่สําคัญของผลคูณเชิงสเกลาร 1. ให v , v และ w เปนเวกเตอรใดๆ u v v v v v v ♥ u⋅v = v⋅u v v v v v v v ♥ u ⋅( v + w) = u ⋅ v + u ⋅ w v v v v v v ♥ a( u ⋅ v ) = (a u ) ⋅ v = u ⋅ (a v ) v v ♥ 0⋅u =0 v v v ♥ u ⋅ u = u 2 = | u |2 v v v v v v v ♥ i ⋅ i = k⋅k = j ⋅ j =1 v v v v v v ♥ i ⋅ j = i ⋅k = j ⋅k =0 2. ให v , v เปนเวกเตอรที่ไมใชเวกเตอรศูนย เวกเตอร v ตั้งฉากกับเวกเตอร u v u v ก็ตอเมื่อ v ⋅ v = 0 v u v คณิตศาสตร (124)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 125.
    3. การคูณเวกเตอรดวยเวกเตอร (ผลคูณเชิงเวกเตอร(cross product)) v × v อานวา เวกเตอรยู ครอส เวกเตอรวี (หาไดเฉพาะเวกเตอร 3 มิติเทานั้น) u v a  a  a b - a b   1  2  2 3 3 2 ถา v =  b1  , v =  b2  แลว v × v =  a3b1 - a1b3  u   v   u v   c  c     1    2    a1b2 - a 2b1    a 2 a 3 v a 3 a1 v a1 a2 v v×v = b b i + b b j + u v 2 3 3 1 b1 b2 k v v | v × v | = | v || v | sin θ u v u v = พื้นที่รูปสี่เหลี่ยมดานขนานที่มี v u v และ v v เปนดานของรูปสี่เหลี่ยมนั้น u v r ให v , v , v เปนดานของทรงสี่เหลี่ยมดานขนานแลว u v r v v ปริมาตรของสี่เหลี่ยมดานขนานทรงตัน = | v ⋅ ( v × v )| u v r v u a1     โคไซนแสดงทิศทาง (Direction Cosines) ถากําหนดจุด P(a1, a2, a3) จะได OP = a2     a3       a1 a2 a3 cos α = , cos β = , cos γ = a1 + a2 + a2 2 2 3 a1 + a2 + a 2 2 2 3 a1 + a2 + a 2 2 2 3 α, β, γ คือ มุมที่ OP ทํากับแกน x, y, z ตามลําดับ เรียก cos α, cos β, cos γ วา “โคไซนระบุทิศทางของ OP ” โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (125)
  • 126.
    แบบฝกหัด 1. กําหนดให ABCเปนสามเหลี่ยมใดๆ และ E เปนจุดที่ทําให CE = 2 BA ถา BE = a CB + b CA เมื่อ a, b เปนคาคงตัวแลว b - a คือคาในขอใด 1) -1 2) 2 3) 3 *4) 5 2. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมีสมบัตวา 5| AB | = | BC | + | CA | ถา M และ N เปนจุดแบงครึ่ง ิ ดาน BC และ AC ตามลําดับ แลวพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. MN = 1 ( BC - AC ) 2 ข. AM ⋅ BN = 0 ขอใดถูก 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 3. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมที่มี D เปนจุดบนดาน AC และ F เปนจุดบนดาน BC ถา AD = 1 AC , BF = 1 BC และ DF = a AB + b BC แลว a มีคาเทาใด (ตอบ 9) 4 3 b 1 4. กําหนดให ABCD เปนรูปสี่เหลี่ยมดานขนาน, M เปนจุดบนดาน AD ซึ่ง AM = 5 AD และ N เปนจุด 1 บนเสนทแยงมุม AC ซึ่ง AN = 6 AC ถา MN = a AB + b AD แลว a + b เทากับขอใดตอไปนี้ 2 *1) 12 2) 5 1 3) 1 4) 1 3 5. ให A, B และ C เปนจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมใดๆ พิจารณาขอความตอไปนี้ v ก. AB + BC + CA = 0 ข. (BC)2 ≤ (CA)2 + (AB)2 ขอใดถูก 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 6. กําหนดให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมดานเทา และ D เปนจุดบนดาน DC ซึ่งทําให | BD | : | BC | = 1 : 3 พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. 3AD = 2AB + BC ข. AD ⋅ BC = - 1 | BC |2 6 ขอใดถูก 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด *3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 7. ให A, B และ C เปนจุดสามจุดที่ไมอยูบนเสนตรงเดียวกัน และ D เปนจุดบนเสนตรง BC ที่ทําให BD : DC = 2 : 1 ถา | AD |2 = a| AB |2 + b| AC |2 + c| AB ⋅ AC | โดยที่ a, b และ c เปนจํานวนจริง และ AB ⋅ AC ≠ 0 แลว a2 + b2 + c2 มีคาเทากับขอใด 1) 3181 2) 3281 3) 1027 *4) 11 27 คณิตศาสตร (126)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 127.
    v v v v 8. ให v = i + 3 j , v = 2 i + j ถา θ เปนมุมระหวาง ( v + v ) และ ( v - v ) แลว cos θ u v u v u v มีคาเทากับขอใด  *1) 1 2) 2 3) 51 4) 52 5 5 9. ถา | v + v | = 5 2 และ | v - v | = 26 แลว v ⋅ v เทากับขอใด u v u v u v 1) 3 *2) 6 3) 8 4) 12 10. ถา u v และ v ทํามุมกัน 60° และ | v + v | = 37 , | v - v | = 13 แลว | v | + | v | v u v u v u v มีคาเทากับขอใด  1) 5 *2) 7 3) 37 4) 50 11. พิจารณาขอความตอไปนี้ เมื่อ u v และ v เปนเวกเตอร v ก. ถา | u v | = | v | ≠ v แลว ( v - v )( v + v ) = 0 v 0 u v u v v + v | = | v | แลว | v | ⋅ ( v + v ) = 0 ข. ถา |2 u v v u u v ขอใดตอไปนีถูกตอง ้ 1) ก. และ ข. ถูก *2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 12. กําหนดให u v และ v เปนเวกเตอรที่มขนาดหนึ่งหนวย ถาเวกเตอร v + 2 v ตั้งฉากกับเวกเตอร 2 v + v v ี u v u v แลว u v v ⋅ v เทากับขอใดตอไปนี้ *1) - 5 4 2) 0 3) 51 4) 53 13. กําหนดให v และ v เปนเวกเตอรที่ไมเทากับเวกเตอรศูนยซึ่ง v ตั้งฉากกับ v และ v + v ตั้งฉากกับ u v u v u v v - v พิจารณาขอความตอไปนี้ u v ก. | v | = | v | u v ข. v + 2 v ตั้งฉากกับ 2 v - v u v u v ขอใดตอไปนี้เปนจริง *1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด 14. กําหนดให v และ v เปนเวกเตอรที่มขนาดหนึ่งหนวย ถาเวกเตอร 3 v + v ตั้งฉากกับเวกเตอร v + 3 v u v ี u v u v v - v มีขนาดเทากับขอใดตอไปนี้ แลวเวกเตอร 5 u v 1) 3 หนวย 2) 3 2 หนวย 3) 4 หนวย *4) 4 2 หนวย 15. กําหนดให uv และ v เปนเวกเตอรซึ่ง | v ⋅ v | ≠ | v || v | ถา a(v − 2u) + 3u = b(2u + v) v u v u v r r r r r แลวคาของ a อยูในชวงใดตอไปนี้ 1) 0, 1   2   *2)  1 , 1  2    3) 0, 3   2   4)  3, 1  2    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (127)
  • 128.
    16. กําหนดให vและ v ไมเปนเวกเตอรและ | v + v | = | v - v | ถา | v | = 1 | v | เปนมุม u v u v u v v u 3 ระหวางเวกเตอร v + v และเวกเตอร v - v เทากับขอใดตอไปนี้ u v u v 1) 30° 2) 45° *3) 60° 4) 90° r r r r r r r r r r 17. ให A , B และ C เปนเวกเตอร ซึ่ง | A | = 3, | B | = 2 และ | C | = 1 ถา A + B + 4 C = 0 แลว r r r r r r A ⋅ B + B ⋅ C + C ⋅ A มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ *1) - 5 2 2) -1 3) 0 4) 12 18. กําหนดให P(-8, 5), Q(-15, -19), R(1, -7) เปนจุดบนระนาบ ถา v v = a v + b v (a, b เปนจํานวน i j จริง) เปนเวกเตอรซ่งมีทิศทางขนานกับเสนตรงซึ่งแบงครึ่งมุม QPR แลว a มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ ึ ˆ b 1) 2 2) -2 2 3) 11 2 *4) - 11 v v v v 19. กําหนดให v = 3 i + 4 j ถา w = a i + b j โดยที่ w มีทิศทางเดียวกันกับ v และ | w | = 10 u v v u v แลว a + b เทากับเทาใด (ตอบ 14) u v v u v v v 20. กําหนดให v , v และ w เปนเวกเตอรที่สอดคลองกับสมการ v + 5 v - 2 w = 0 โดยที่ v = 3 i + 4 ju v v และ v ตั้งฉากกับ v ถา θ เปนมุมระหวาง v และ w แลวคาของ | w |cos θ เทากับเทาใด (ตอบ 2.5) u v u v v v v 99 21. ถา vn = 1 i + 1 - 12 j เมื่อ n = 1, 2, 3, ..., 99 แลวคาของ ∑ | vn +1 - vn | อยูในชวงใด v n v v n n =1 1) (1, 1.2) 2) (1.2, 1.4) *3) (1.4, 1.6) 4) (1.6, 1.8) 1  5  1  22. กําหนดใหเวกเตอร  4  ตั้งฉากกับเวกเตอร -8  และ 3  = b  4  + c -8  ถา θ เปนมุมระหวาง  a  a           a b เวกเตอร  0  และ c  แลว cos2 θ เทากับเทาใด (ตอบ 0.8)         23. กําหนดทรงสี่เหลี่ยมดานขนาน มีจุดยอดอยูที่จุด O(0, 0, 0), A(1, 5, 7), B(2a, -b, -1) และ C(a, 3b, 2) โดยที่ a และ b เปนจํานวนเต็ม ถา OA ตั้งฉากกับฐานที่ประกอบดวย OB และ OC และ θ เปนมุม ระหวาง OB และ OC แลวขอใดตอไปนี้ถูก 1) sin θ = 5 3 7 2) | OB || OC | = 21 3) พื้นที่ฐานของทรงสี่เหลี่ยมดานขนานเทากับ 5 2 3 ตารางหนวย *4) ปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมดานขนานเทากับ 75 ลูกบาศกหนวย คณิตศาสตร (128)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 129.
    24. กําหนดให v = v + 3v u i k v = 2 j + xv เมื่อ x เปนจํานวนจริง v k v = - 3v + v - v w i j k v , v และ w อยูในระนาบเดียวกัน แลว x มีคาเทาใด ถา u v v 1) -12 2) -8 3) 8 *4) 16 v = av + bv + 2v = a และ v = 2av - 3bv โดยที่ a, b เปนจํานวนเต็มบวก และ θ เปนมุม 25. ให u i j k v i j ระหวาง v และ v ถา | v | = 3 และ cos θ = 1 แลว v × v มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ u v u 3 u v v v v v v v *1) 6 i + 8 j - 10 k 2) - 6 i - 8 j + 10 k v v v v v v 3) 12 i + 4 j - 10 k 4) - 12 i - 4 j + 10 k โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (129)
  • 130.
    จํานวนเชิงซอน (Complex) 1. จํานวนเชิงซอน เซต C = {(a, b)| a, b ∈ R} จะเรียกวา เซตของจํานวนเชิงซอน ก็ตอเมื่อสําหรับทุกๆ สมาชิก (a, b) และ (c, d) ใน C 1. (a, b) = (c, d) ก็ตอเมื่อ a = c และ b = d 2. (a, b) + (c, d) = (a + c, b + d) 3. (a, b) ⋅ (c, d) = (ac - bd, ad + bc) จํานวนเชิงซอน (a, b) นิยมเขียนแทนดวย a + bi เรียก a วา สวนจริง และเรียก b วา สวนจินตภาพ ขอสังเกต 1. c(a, b) = (ca, cb) 2. i2 = -1, i3 = -i, i4 = 1 สังยุคของจํานวนเชิงซอน กําหนดใหจํานวนเชิงซอน z = a + bi นิยามสังยุคของ z แทนดวย z คือ z = a - bi สมบัติ 1. (a + bi)(a - bi) = a2 + b2 2. z1 + z 2 = z1 + z 2 3. z1 - z2 = z1 - z 2 4. z1 ⋅ z 2 = z1 ⋅ z 2 Z z 5. z 1 = z1 โดยที่ z 2 ≠ 0 2 2 6. z + z = 2Re(z) เมื่อ Re(z) คือ สวนจริงของ z 7. z - z = 2Im(z) เมื่อ Im(z) คือ สวนจินตภาพของ z 8. z = z คณิตศาสตร (130)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 131.
    คาสัมบูรณของจํานวนเชิงซอน กําหนดใหจํานวนเชิงซอน z = a + bi นิยามคาสัมบูรณของ z แทนดวย |z| คือ |z| = a 2 + b2 สมบัติ 1. z z = |z|2 2. |z| = |-z| 3. |z1z2| = |z1||z2| z z 4. z1 = z1 , z2 ≠ 0 2 2 5. |z -1|= |z|-1 6. |z| = | z | 7. |z1 + z2| ≤ |z1| + |z2| 8. |z1 - z2| ≥ ||z1| - |z2|| 2. จํานวนเชิงซอนในรูปเชิงขั้ว ให z = a + bi โดยที่ z ≠ 0 และ θ เปนมุมบวกที่เล็กที่สุดซึ่ง tan θ = b จะไดวา รูปเชิงขั้วของ z a คือ z = |z|(cos θ + i sin θ) เรียก θ วา อารกิวเมนต (argument) ของ z การคูณและการหารจํานวนเชิงซอนในรูปเชิงขั้ว กําหนดให z1, z2 เปนจํานวนเชิงซอนที่ไมใชศูนย โดย z1 = |z1|(cos θ1 + i sin θ1) และ z2 = |z2|(cos θ2 + i sin θ2) จะไดวา 1. z1z2 = |z1||z2|(cos(θ1 + θ2) + i sin (θ1 + θ2)) z |z | 2. z 1 = |z1| (cos(θ1 - θ2) + i sin(θ1 - θ2)) 2 2 3. z1 = |z1|n (cos nθ1 + i sin nθ1) n การแกสมการจํานวนเชิงซอน สําหรับจํานวนเชิงซอน z = |z|(cos θ + i sin θ) เมื่อ n ≥ 2 จะไดวา n z = n |z|  cos θ + 2kπ  + i sin  θ + 2kπ   เมื่อ k = 0, 1, 2, ..., n - 1       n     n   กําหนดให f(x) = anxn + an-1 xn-1 + ... + a1x + a0 โดยที่ a0, a1, a2, ..., an ∈ R และ an ≠ 0 จะไดวา ถา f(z) = 0 แลว f( z ) = 0 ดวย นั่นคือ ถา z เปนคําตอบของสมการแลว z จะเปนคําตอบของสมการดวย โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (131)
  • 132.
    แบบฝกหัด 1. กําหนดให Sเปนเซตคําตอบของสมการ z2 + z + 1 = 0 เมื่อ z เปนจํานวนเชิงซอน เซตในขอใดตอไปนี้ เทากับเซต S 1) {-cos 120° - i sin 60°, cos 60° + i sin 60°} 2) {cos 120° + i sin 60°, -cos 60° + i sin 60°} 3) {-cos 120° - i sin 120°, -cos 60° + i sin 60°} 4) {cos 120° + i sin 120°, -cos 60° - i sin 60°} 2. กําหนดให z1 และ z2 เปนจํานวนเชิงซอนซึ่ง |z1 + z2|2 = 5 และ |z1 - z2|2 = 1 คาของ |z1|2 + |z2|2 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 2 3. กําหนดให z เปนจํานวนเชิงซอนที่สอดคลองกับสมการ z4 + 1 = 0 คาของ z + 1 เทากับขอใดตอไปนี้ z 1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 4. กําหนดให z1,z2 เปนจํานวนเชิงซอนซึ่ง |z1 + z2| = 3 และ z1 ⋅ z2 = 3 + 4i คาของ |z1|2 + |z2|2 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 3 2) 4 3) 5 4) 6 5. กําหนดให z เปนจํานวนเชิงซอนที่สอดคลองกับ z 3 - 2z2 + 2z = 0 และ z ≠ 0 ถาอารกิวเมนตของ z อยู 4 ในชวง  0, π  แลว z 2 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้   2  ( z) 1) -2i 2) 1 - i 3) 1 + i 4) 2i 6. กําหนดให w, z เปนจํานวนเชิงซอนซึ่ง w = z - 2i และ |w|2 = z + 6 ถาอารกิวเมนตของ w อยู ในชวง 0, π  และ w = a + bi เมื่อ a, b เปนจํานวนจริง แลว a + b มีคาเทาใด  2   1) 2 2) 4 3) 6 4) 8 เฉลย 1. 4) 2. 3) 3. 2) 4. 1) 5. 1) 6. 2) คณิตศาสตร (132)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 133.
    กําหนดการเชิงเสน (Linear Programing) 1.กราฟอสมการเชิงเสน 1. วาดกราฟสมการเชิงเสน (โดยหาจุดที่สอดคลองกับสมการเชิงเสนสองจุด มักใชจุดตัดแกน X และ จุดตัดแกน Y) 2. พิจารณาอาณาบริเวณ โดยใชจุดที่ไมอยูบนเสนกราฟทดสอบ (มักใชจุด (0, 0)) ถาจุดที่ทดสอบสอดคลองกับอสมการ จะไดกราฟเปนอาณาบริเวณที่มีจุดนั้นอยู ถาจุดที่ทดสอบขัดแยงกับอสมการ จะไดกราฟเปนอาณาบริเวณที่อยูตรงขามกับบริเวณที่มีจุดนั้นอยู 3. พิจารณาวาอสมการนั้นยอมรับการเทากันไดหรือไม โดยเลือกแทนดวยเสนทึบ หรือเสนประให สอดคลอง 2. กราฟของระบบอสมการเชิงเสน 1. วาดกราฟของอสมการเชิงเสน หาบริเวณที่สอดคลองในทุกๆ อสมการ (คืออาณาบริเวณที่ซอนทับกัน) เรียกอาณาบริเวณนั้นวา อาณาบริเวณที่หาคําตอบได แลวหาพิกัดของมุมของอาณาบริเวณที่หาคําตอบได 2. ในกรณีที่ระบบอสมการเชิงเสนมีหลายอสมการ ในการวาดกราฟของอสมการเชิงเสน อาจตองมีการ หาพิกัดของจุดตัดของสองเสนกอน 3. การแกปญหากําหนดการเชิงเสนโดยวิธีใชกราฟ  - ปญหากําหนดการเชิงเสนประกอบดวย ฟงกชันจุดประสงค (Objective Function) และอสมการ ขอจํากัด (Constraint Inequalities) - ผลเฉลยของปญหาจะเปนพิกดที่อยูในบริเวณที่หาคําตอบไดของระบบอสมการเชิงเสนที่ไดมาจากอสมการ ั ขอจํากัด โดยเปนพิกัดที่ทาใหฟงกชันมีคาสูงสุดหรือต่ําสุดตามฟงกชันจุดประสงค ํ - โดยการใชการเลื่อนของกราฟฟงกชันจุดประสงคที่มความชันคงที่ แตมีระยะตัดแกน Y ที่เปลี่ยนแปลง ี พบวาคําตอบที่ตองการจะอยูที่จุดมุมของอาณาบริเวณที่หาคําตอบได 4. สรุปขั้นตอนการแกปญหากําหนดการเชิงเสน  1. สมมติตัวแปร กําหนดฟงกชนจุดประสงค และอสมการขอจํากัด ั 2. วาดกราฟของระบบอสมการเชิงเสนที่ไดจากอสมการขอจํากัด แลวหาอาณาบริเวณที่หาคําตอบได 3. หาพิกดของจุดมุมของอาณาบริเวณที่หาคําตอบได ั 4. นําจุดมุมทั้งหมดไปทดสอบกับฟงกชันจุดประสงค โดยเลือกพิกัดที่ทําใหคาของฟงกชันสูงสุดหรือต่ําสุด ตามที่ตองการ ขอสังเกต ในบางสถานการณปญหา ตองการคําตอบที่เปนจํานวนเต็ม แตถาพิกดที่เปนคําตอบไมใชจํานวนเต็ม ั จะตองนําพิกัดที่เปนจํานวนเต็มที่อยูใกลเคียงกับจุดนั้น มาพิจารณาหาพิกัดที่ใหคาที่ดีที่สุดแทน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (133)
  • 134.
    แบบฝกหัด 1. ถา Cเปนปริมาณที่มีคาขึ้นกับคาของตัวแปร x และ y ดวยความสัมพันธ C = 3x + 5y เมื่อ x, y เปนไป ตามเงื่อนไข 3x + 4y ≥ 5, x + 3y ≥ 3, x ≥ 0 และ y ≥ 0 แลวคาต่ําสุดของ C ตามเงื่อนไขขางตน มีคา เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 215 2) 295 3) 254 4) 27 4 2. ถา P = 5x + 4y เมื่อ x และ y เปนไปตามเงื่อนไข x + 2y ≤ 40, 3x + 2y ≤ 60, x ≥ 0 และ y ≥ 0 แลวคาสูงสุดของ P เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 90 2) 100 3) 110 4) 115 3. กําหนดให a และ b เปนจํานวนจริงบวกซึ่ง a < b ถาคามากสุดและคานอยสุดของ P = 2x + y เมื่อ x, y เปนไปตามเงื่อนไข a ≤ x + 2y ≤ b, x ≥ 0 และ y ≥ 0 มีคาเทากับ 100 และ 10 ตามลําดับ แลว a + b มีคาเทาใด 1) 70 2) 50 3) 30 4) 10 เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 1) คณิตศาสตร (134)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 135.
    ลําดับและอนุกรม (Sequence andSeries) 1. ลําดับ คือ ฟงกชันที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวนนับ n ตัวแรก (ลําดับจํากัด) หรือเซตของจํานวนนับ (ลําดับ อนันต) การเขียนลําดับ เขียนได 3 แบบ คือ เขียนแบบเซต เขียนแบบแจกแจงเฉพาะคาของลําดับ เขียนแบบ พจนทั่วไป ลิมิตของลําดับ 1. ลําดับที่จะนํามาพิจารณาตองเปนลําดับอนันต 2. ลิมิตของลําดับ (an) มีคาเปนจํานวนจริง L เขียนแทนดวย lim a n = L ก็ตอเมื่อ เมื่อ n มีคา n →∞ มากขึ้น an จะมีคาเขาใกลหรือเทากับ L ( lim a n = L ↔ ∀∈ > 0 ∃n0 ∈ N, n ≥ n0 → |an - L| < ∈) n →∞ 3. ถา lim a n = L (L ∈ R) แลว จะกลาววา ลําดับ an ลูเขา (converge) สู L และถาลําดับ (an) n →∞ ไมมีลิมตแลวเราจะกลาววา ลําดับ an ลูออก (diverge) (ถาลิมิตของลําดับมีคาแลว จะมีไดคาเดียว) ิ ทฤษฎีบท กําหนดให c เปนคาคงตัวใดๆ lim a n = A, lim b n = B n →∞ n →∞ 1. lim c = c n →∞ 2. lim c ⋅ an = cA n →∞ 3. lim (an + bn) = A + B n →∞ 4. lim (an ⋅ bn) = AB n →∞ 5. lim k a n = k A (เมื่อ k เปนคาคงที่และทุกเทอมมีความหมาย) n →∞ a 6. lim bn = A (เมื่อทุกเทอมมีความหมาย) B n →∞ n หมายเหตุ p(x) 1. ถา an = q(x) โดยที่ p(x) และ q(x) เปนพหุนาม ถา deg p(x) = deg q(x) จะได lim a n = A เมื่อ A และ B คือ สัมประสิทธิ์ของ x กําลังสูงสุด B n →∞ ของพหุนาม p(x) และ q(x) ตามลําดับ ถา deg p(x) > deg q(x) จะได lim a n ลูออก n →∞ ถา deg p(x) < deg q(x) จะได lim a n = 0 n →∞ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (135)
  • 136.
    2. ถา anอยูในรูปแบบของฟงกชันชี้กําลัง ใหดึงตัวรวมและใชขอเท็จจริงที่วา lim a n = 0 เมื่อ 0 < a < 1  n →∞ 3. ใชคอนจูเกต ลําดับเลขคณิต คือ ลําดับที่มผลตางของพจนที่ n + 1 กับพจนที่ n เปนคาคงที่เสมอ เรียกผลตางที่คงที่น้วา ผลตางรวม ี ี แทนดวย d (d = an + 1 - an) พจนทั่วไปของลําดับเลขคณิต an = a1 + (n - 1)d ลําดับเรขาคณิต คือ ลําดับที่มีอัตราสวนของพจนที่ n + 1 กับพจนที่ n เปนคาคงที่เสมอ เรียกอัตราสวนที่คงที่น้วา ี an อัตราสวนรวม แทนดวย r (r = a +1 ) n พจนทั่วไปของลําดับเรขาคณิต an = a1 ⋅ rn-1 2. อนุกรม คือลําดับของผลบวกยอย เรียก sn วาผลบวกยอย n พจนแรกของลําดับ (an) N อนุกรมที่เกิดจากลําดับจํากัด เรียก อนุกรมจํากัด sn = a1 + a2 + ... + an = ∑ a i i =1 ∞ อนุกรมที่เกิดจากลําดับอนันต เรียก อนุกรมอนันต lim s n = s∞ = a1 + a2 + ... = ∑ a i n →∞ i =1 โดยถา lim s n มีคา จะกลาววาอนุกรมลูเขา และมีผลบวกเทากับคาของลิมิตนั้น และถา lim s n หา n →∞ n →∞ คาไมไดจะกลาววาอนุกรมลูออก อนุกรมเลขคณิต ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิต sn = n (2a1 + (n - 1)d) = n (a1 + an) 2 2 อนุกรมเรขาคณิต ผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิต a1 (1 - r n ) sn = 1 - r เมื่อ r ≠ 1 ผลบวกอนันตพจนของอนุกรมเรขาคณิต ∞ a1 lim s n = ∑ ai = 1 - r ก็ตอเมื่อ |r| < 1 n →∞ i =1 ∞ lim s = ∑ a i ลูออก ก็ตอเมื่อ |r| ≥ 1 n →∞ n i =1 อนุกรมผสม ใชเทคนิคคูณตลอดดวย r อนุกรมที่อยูในรูปเศษสวนยอย ปรับแตละพจนใชอยูในรูปเศษสวนยอย คณิตศาสตร (136)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 137.
    อนุกรมพี ∞ ∑ 1p ลูเขา ก็ตอเมื่อ p > 1 n =1 n ∞ ∑ 1p ลูออก ก็ตอเมื่อ p ≤ 1 n =1 n สัญลักษณแทนการบวก n 1. ∑ c = nc i =1 n n 2. ∑ cx i = c ∑ x i i =1 i =1 n n n 3. ∑ (x i ± y i ) = ∑ x i ± ∑ y i i =1 i =1 i =1 n n(n + 1) 4. ∑i = 2 i =1 n n(n + 1)(2n + 1) 5. ∑ i2 = 6 i =1 n  n 2 6. ∑i 3 =  ∑ i  = 1 (n(n + 1))2 i =1  i =1    4 ทฤษฎีบท ∞ ∞ 1. ถา ∑ a n เปนอนุกรมลูเขา แลว lim a n = 0 หรือ ถา lim a n ≠ 0 แลว ∑ a n ลูออก n =1 n →∞ n →∞ n =1 ∞ ∞ ∞ 2. ถา ∑ a n และ ∑ b n เปนอนุกรมลูเขา แลวสําหรับจํานวนจริง c, d ใดๆ จะไดวา ∑ (ca n ± db n )  n =1 n =1 i =1 ∞ ∞ ∞ เปนอนุกรมลูเขาดวย โดยที่ ∑ (ca n ± db n ) = c ∑ a n ± d ∑ b n n =1 n =1 n =1 3. กําหนดให 0 ≤ an ≤ bn จะไดวา ∞ ∞ ถา ∑ b n ลูเขา แลว ∑ a n จะลูเขาดวย n =1 n =1 ∞ ∞ ถา ∑ a n ลูออก แลว ∑ b n จะลูออกดวย n =1 n =1 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (137)
  • 138.
    แบบฝกหัด 2 ∞  n 1. ถา lim n 2b + 1 = 1 แลวผลบวกของอนุกรม ∑   ab  2 เทากับขอใดตอไปนี้ n →∞ 2n a - 1 n = 1 a2 b +  1) 13 2) 2 3 3) 1 4) หาคาไมได an 10 2. กําหนดให an เปนลําดับที่สอดคลองกับ a + 2 = 2 สําหรับทุกจํานวนนับ n ถา ∑ a n = 31 n n =1 2552 แลว ∑ a n เทากับขอใดตอไปนี้ n =1 1) 21275 - 1 2) 21276 - 1 3) 22551 - 1 4) 22552 - 1 ∞ 3. ถา a1, a2, a3, ... เปนลําดับเรขาคณิตซึ่ง ∑ a n = 4 แลวคามากที่สุดที่เปนไปไดของ a2 เทากับขอใด n =1 ตอไปนี้ 1) 4 2) 2 3) 1 4) หาคาไมไดเพราะ a2 มีคามากไดอยางไมมีขีดจํากัด 4. กําหนดแบบรูป 1, 1, 2, 1, 2, 3, 1, 2, 3, 4, 1, 2, 3, 4, 5, ... จํานวนในพจนที่ 5060 ของรูปแบบนี้มีคา เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 2) 10 3) 100 4) 1000 5. กําหนดให an เปนลําดับเลขคณิตที่สอดคลองกับเงื่อนไข lim  an n a1  = 5 ถา a9 + a5 = 100   -   n→∞ แลว a100 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 500 2) 515 3) 520 4) หาไมไดเพราะขอมูลไมเพียงพอ   6. ถา A = lim  2nk  มีคาเปนจํานวนจริงบวกแลว แลวคาของ A เทากับขอใดตอไปนี้ n→∞   1 + 8 + 27 + ... + n3   1) 0 2) 2 3) 4 4) 8 ∞ ∞ 7. ถา ∑ 1 = A แลว ∑ 1 มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ n =2 n 4 - n 2 n =2 n 2 1) 3 + A 4 2) 5 + A 4 3) 3 - A 4 4) 5 - A 4 คณิตศาสตร (138)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 139.
    8. กําหนดให anเปนลําดับซึ่งสอดคลองกับเงื่อนไข a1 + a 1 = 1 สําหรับทุกจํานวนนับ n n n +1 ถา a1 + a2 + ... + a100 = 250 แลว |a2552 - 2.5| มีคาเทากับขอใดตอไปนี้  1) 1 + 5 2) 2 + 5 3) 25 4) 2 5 9. พิจารณาขอความตอไปนี้ ∞ ก. ถาลําดับ an ลูเขา แลวอนุกรม ∑ an ลูเขา n =1 ∞ ∞  ลูเขา แลวอนุกรม ∑  1 + an  ลูเขา  ข. ถาอนุกรม ∑ an n  n =1 n =1  2  ขอใดตอไปนีเปนจริง ้ 1) ก. และ ข. ถูก 2) ก. ถูก และ ข. ผิด 3) ก. ผิด และ ข. ถูก 4) ก. และ ข. ผิด  2 2 a -a 10. ถา an เปนลําดับเลขคณิตซึ่ง lim  a n + 1 - a n   n  = 4 แลว 17 2 9 มีคาเทาใด n → ∞  2 1) 2 2 2) 2 2 3) 2 4) 2   11. lim  3n + 12n + 27n + ...+3 3n3  มีคาเทาใด   n → ∞  1 + 8 + 27 +...+ n  1) 6 2) 5 3) 4 4) 3 เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 3) 4. 2) 5. 2) 6. 4) 7. 3) 8. 3) 9. 4) 10. 1) 11. 3) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (139)
  • 140.
    แคลคูลัส (Calculus) 1. ลิมิตและความตอเนื่องของฟงกชัน เมื่อ x มีคาเขาใกลจํานวนจริง a ทางดานซายของเสนจํานวน (x < a) แลวคาของ f(x) เขาใกลจํานวน จริง L จะกลาววา L เปนลิมิตซายของ f ที่ a แทนดวยสัญลักษณ lim f(x) = L1 - x →a เมื่อ x มีคาเขาใกลจํานวนจริง a ทางดานขวาของเสนจํานวน (x > a) แลวคาของ f(x) เขาใกลจํานวน จริง L จะกลาววา L เปนลิมิตขวาของ f ที่ a แทนดวยสัญลักษณ lim f(x) = L2 x →a + ถาลิมตทางซายและลิมตทางขวาของฟงกชัน f เทากัน และมีคาเทากับ L จะกลาววา ิ ิ  ฟงกชัน f มีลิมิตเปน L ที่ a แทนดวยสัญลักษณ lim f(x) = L x→a ถาลิมิตทางซายไมเทากับลิมิตทางขวา หรือลิมิตขางใดขางหนึ่งหาคาไมได จะกลาววา ฟงกชัน f ไมมีลิมิตที่ a ทฤษฎีบทของลิมิต กําหนดให a เปนจํานวนจริงใดๆ f และ g เปนฟงกชันที่มีลิมิตที่จุด a จะไดวา 1. lim c = c เมื่อ c เปนคาคงตัวใดๆ x →a 2. lim x = a x →a 3. lim x n = an เมื่อ n ∈ N x →a 4. lim cf(x) = c lim f(x) เมื่อ c เปนคาคงตัวใดๆ x →a x →a 5. lim (f(x) ± g(x)) = lim f(x) ± lim g(x) x→a x→a x→a 6. lim (f(x) ⋅ g(x)) = lim f(x) ⋅ lim g(x) x→a x→a x→a lim f(x) f(x)  = x → a  7. lim g(x)    เมื่อ lim g(x) ≠ 0  x → a  lim g(x) x→a x→a   n 8. lim (f(x)) n (  = lim f(x)    เมื่อ n ∈ N x →a  x→ a  9. lim n f(x) = n lim f(x) เมื่อ n ∈ N และ lim f(x) ≥ 0 x →a x→a x →a n n  m 10. lim (f(x)) m =  lim f(x)  (   เมื่อ n, m ∈ N และ lim f(x) ≥ 0 x →a  x→ a  x →a 11. ถา f เปนฟงกชันพหุนาม นั่นคือ f(x) = anxn + an-1xn-1 + ... + a1x + a0 เมื่อ a0, a1, a2, ..., an เปนคาคงตัวโดย an ≠ 0 จะไดวา lim f(x) = f(a) x →a คณิตศาสตร (140)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 141.
    ความตอเนื่องของฟงกชัน นิยาม ให a เปนจํานวนจริงใดๆ ฟงกชัน f เปนฟงกชันตอเนื่องที่จุด a ก็ตอเมื่อ ฟงกชัน f มีสมบัติ ตอไปนี้ 1. lim f(x) หาคาได x →a 2. f(a) หาคาได 3. lim f(x) = f(a) x →a 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของฟงกชัน นิยาม ถา y = f(x) เปนฟงกชันใดๆ และ h เปนจํานวนจริงที่ไมใชศูนย อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x ในชวง x ถึง x + h คือ f(x + h) - f(x) h อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ใดๆ คือ lim f(x + h) - f(x) h →0 h 3. อนุพันธของฟงกชัน นิยาม ถา y = f(x) เปนฟงกชันที่มีโดเมนและเรนจเปนสับเซตของจํานวนจริง และ lim f(x + h) - f(x) h h→0 d dy หาคาได เรียกคาลิมตที่ไดนี้วา อนุพันธของฟงกชัน f ที่ x แทนดวย f ′(x) , dx f(x) และ dx ิ ทฤษฎีบทของอนุพันธ dc 1. dx = 0 เมื่อ c คือ คาคงตัวใดๆ 2. dx = 1 dx d 3. dx xn = nxn-1 เมื่อ n เปนจํานวนจริงใดๆ d d 4. dx [f(x) ± g(x)] = dx f(x) ± dx g(x) d d d 5. dx cf(x) = c dx f(x) เมื่อ c คือ คาคงตัวใดๆ d d d 6. dx [f(x)g(x)] = f(x) dx g(x) + g(x) dx f(x) d d d  f(x)  = g(x) dx f(x) - f(x) dx g(x) เมื่อ g(x) ≠ 0 7. dx  g(x)    (g(x))2 d d d 8. dx gof(x) = dy g(y) dx f(x) เมื่อ y = f(x) (กฎลูกโซ (Chain rule)) d 9. dx [f(x)]n = n[f(x)]n-1 dx f(x)d โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (141)
  • 142.
    อนุพันธอันดับสูงของฟงกชน ั นิยาม ถา f′(x) หาอนุพันธไดแลวจะเรียกอนุพันธของ f′(x) วา อนุพันธอันดับสองของ f แทนดวย f ″(x), d 2 y , d2 f(x) ในทํานองเดียวกันเราสามารถนิยามอนุพันธอันดับ 3, 4, ... ของฟงกชัน ตลอดจนกําหนด dx 2 dx 2 สัญลักษณไดโดยวิธีเดียวกัน การประยุกตของอนุพันธ ความชันของเสนสัมผัสโคง ถา f เปนสมการเสนโคง ความชันของเสนตรงที่สัมผัสเสนโคงที่จุด (a, f(a)) คือ f ′(a) ฟงกชันเพิ่มและฟงกชันลด กําหนดให f มีโดเมนเปน Df ฟงกชัน f เปนฟงกชันเพิ่มบน (a, b) ⊂ Df ถา f ′(c) > 0 ทุก c ∈ (a, b) และฟงกชัน f เปนฟงกชันลดบน (a, b) ⊂ Df ถา f ′(c) < 0 ทุก c ∈ (a, b) คาสุดขีดของฟงกชัน กําหนดให f มีโดเมนเปน Df ฟงกชัน f มีคาสูงสุดสัมพัทธที่จุด x = c ถามีชวง (a, b) ⊂ Df และ c ∈ (a, b) ซึ่ง f (c) > f(x) สําหรับ ทุกๆ x ในชวง (a, b) ที่ x ≠ c ฟงกชัน f มีคาต่ําสุดสัมพัทธที่จุด x = c ถามีชวง (a, b) ⊂ Df และ c ∈ (a, b) ซึ่ง f (c) < f(x) สําหรับ ทุกๆ x ในชวง (a, b) ที่ x ≠ c นิยาม ถา f ′(c) = 0 แลวเราจะเรียก c วา คาวิกฤตของฟงกชัน f และเรียกจุด (c, f(c)) วา จุดวิกฤตของ f ทฤษฎีบท กําหนดให f เปนฟงกชันตอเนื่องใดๆ บน (a, b) ⊂ Df และ c เปนคาวิกฤตของ f แลว ถา f ″(c) < 0 แลว f(c) เปนคาสูงสุดสัมพัทธ ถา f″(c) > 0 แลว f(c) เปนคาต่ําสุดสัมพัทธ โจทยปญหาคาสุดขีด ทําความเขาใจปญหาเพื่อสรางฟงกชัน f(x) โดยให f(x) เปนสิ่งที่โจทยตองการทราบ  คาสุดขีด และตัวแปร x คือสิ่งที่สงผลตอคาสุดขีดนั้น 4. การอินทิเกรต นิยาม ฟงกชัน F เปนปฏิยานุพันธของฟงกชัน f เมื่อ F ′(x) = f(x) สําหรับทุกคา x ∈ Df ใช ∫ f(x)dx แทน F(x) + c เมื่อ c เปนคาคงตัวใดๆ และเรียก ∫ f(x)dx วา อินทิกรัลไมจํากัดเขตของฟงกชัน f ทฤษฎีบท 1. ∫ kdx = kx + c เมื่อ k และ c เปนคาคงตัว n +1 2. ∫ xndx = x + 1 + c เมื่อ n ≠ -1 n 3. ∫ kf(x)dx = k∫ f(x)dx เมื่อ k เปนคาคงตัว 4. ∫ (f(x) ± g(x))dx = ∫ f(x)dx ± ∫ g(x)dx คณิตศาสตร (142)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 143.
    อินทิกรัลจํากัดเขต นิยาม ให f เปนฟงกชันตอเนื่องบนชวง [a, b] ถา F เปนฟงกชันที่มีอนุพันธบนชวง [a, b] โดยที่ F ′(x) = f(x) แลว b ∫ f(x)dx = F(b) - F(a) a b b เรียก ∫ f(x)dx วา อินทิกรัลจํากัดเขตของฟงกชัน f บน [a, b] ใชสัญลักษณ F(x) a แทน F(b) - F(a) a ทฤษฎีบท b b 1. ∫ kf(x)dx = k ∫ f(x)dx เมื่อ k เปนคาคงตัว a a b b b 2. ∫ (f(x) ± g(x))dx = ∫ f(x)dx ± ∫ g(x)dx a a a b c b 3. ∫ f(x)dx = ∫ f(x)dx + ∫ f(x)dx เมื่อ c ∈ (a, b) a a c b a 4. ∫ f(x)dx = - ∫ f(x)dx a b พื้นที่ที่ปดลอมดวยเสนโคง นิยาม กําหนดใหฟงกชัน f(x) ตอเนื่องบน [a, b] พื้นที่ปดลอมดวยเสนโคงของ f(x) จาก x = a ถึง x = b หมายถึง พื้นที่ของบริเวณที่ลอมรอบดวยกราฟของ f แกน X เสนตรง x = a และเสนตรง x = b ทฤษฎีบท กําหนดใหฟงกชัน f ตอเนื่องบน [a, b] และ A เปนพื้นที่ที่ปดลอมดวยเสนโคงของ f จาก x = a ถึง x = b จะหาไดจากสูตรตอไปนี้ b 1. ถา f(x) ≥ 0 สําหรับทุก x ในชวง [a, b] และ A = ∫ f(x)dx a b 2. ถา f(x) ≤ 0 สําหรับทุก x ในชวง [a, b] และ A = - ∫ f(x)dx a โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (143)
  • 144.
    แบบฝกหัด 1. กําหนดให Aแทนพื้นที่ของอาณาบริเวณที่ปดลอมดวยเสนโคง y = 1 - x2 และแกน X 2 B แทนพื้นที่ของอาณาบริเวณที่ใตเสนโคง y = x4 เหนือแกน X จาก x = -c ถึง x = c คาของ c ที่ทําให A = B เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 2 2) 2 3) 2 2 4) 4 2. กําหนดให f(x) = x4 - 3x2 + 7 f เปนฟงกชันเพิ่มบนเซตในขอใดตอไปนี้ 1) (-3, -2) U (2, 3) 2) (-3, -2) U (1, 2) 3) (-1, 0) U (2, 3) 4) (-1, 0) U (1, 2)    3. ถา f′(x) = 1  1 + 1  แลวคาของ lim f(1 + h) - f(1) เทากับขอใดตอไปนี้  2   x 3 x  h →0 f(4 + h) - f(4)   1) 1 2) 16 5 3) 75 4) 51 1 4. ถา f′(x) = 3x2 + x - 5 และ f(0) = 1 แลว ∫ f(x)dx มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ -1 1) 5 3 2) 73 3) 23 4) 13 5. ถา f, g และ h สอดคลองกับ f(1) = g(1) = h(1) = 1 และ f′(1) = g′(1) = h′(1) = 2 แลวคาของ (fg + h)′(1) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 2) 2 3) 4 4) 6 6. เสนตรงซึ่งตัดตั้งฉากกับเสนสัมผัสของเสนโคง y = 2x3 - 1 ที่จุด x = 1 คือเสนตรงในขอใดตอไปนี้ x 1) 13x - 2y - 11 = 0 2) 13x + 2y - 15 = 0 3) 2x - 13y - 11 = 0 4) 2x + 13y - 15 = 0 1 7. ถา f′(x) = x2 - 1 และ ∫ f(x)dx = 0 แลว |f(1)| มีคาเทากับเทาใด 0 1) 0.25 2) 0.50 3) 0.75 4) 1.00 f(4) 8. ถา f(x) = ax2 + b x เมื่อ a และ b เปนจํานวนจริงที่ b ≠ 0 ถา 2f′(1) = f(1) แลว f'(9) มีคาเทาใด 1) 8 2) 12 3) 16 4) 20 9. กําหนดให y = f(x) เปนฟงกชนซึ่งมีคาสูงสุดที่ x = 1 ถา f"(x) = -4 ทุก x และ f(-1) + f(3) = 0 แลว f มี ั คาสูงสุดเทาใด 1) 38 2) 28 3) 18 4) 8 คณิตศาสตร (144)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 145.
    เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 2) 4. 2) 5. 4) 6. 4) 7. 1) 8. 2) 9. 4) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (145)
  • 146.
    วิธีเรียงสับเปลี่ยน วิธีจัดหมู และความนาจะเปน (Permutation, Combination, and Probability) 1. หลักการเบื้องตนเกี่ยวกับการนับ กฎการบวก ถาการทํางานหนึ่งอยางแบงออกเปน n กรณียอยโดยในแตละกรณีเปนการทํางานที่เสร็จสิ้น จํานวนวิธีในการทํางานจะเทากับผลรวมของจํานวนวิธีของทุกกรณี กฎการคูณ 1. ถางานที่ทําแบงออกเปนสองขั้นตอน โดยงานขั้นตอนแรกเลือกทําได n1 วิธี และในแตละวิธีในการ เลือกทํางานอยางแรกนี้สามารถเลือกทํางานอยางที่สองได n2 วิธี จํานวนวิธีที่จะเลือกทํางานชิ้นนี้ คือ n1n2 วิธี 2. ถางานที่ทําแบงออกเปน k ขั้นตอน โดยงานขั้นตอนแรกเลือกทําได n1 วิธี และในแตละวิธีในการเลือก ทํางานอยางแรกนี้สามารถเลือกทํางานอยางที่สองได n2 วิธี ในแตละวิธีในการเลือกทํางานอยางที่สองสามารถ เลือกทํางานอยางที่สามได n3 วิธี ฯลฯ จํานวนวิธีที่จะเลือกทํางานชิ้นนี้ คือ n1n2n3 ... nk วิธี นิยาม กําหนดให n ∈ N n! = 1 × 2 × 3 × 4 × ... × n และ 0! = 1 2. วิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจดหมู ั กฎขอที่ 1 จํานวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนของสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกันทั้งหมด เทากับ n! กฎขอที่ 2 จํานวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนของสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกันโดยนํามาเรียงแค r สิ่ง (r ≤ n) คือ nP = n! r (n - r)! กฎขอที่ 3 จํานวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนเชิงวงกลมของสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกันทั้งหมด เทากับ (n - 1)! กฎขอที่ 4 ถามีสิ่งของอยู n สิ่ง ในจํานวนนี้มี n1 สิ่งที่เหมือนกันอยูกลุมที่หนึ่ง n2 สิ่งที่เหมือนกันอยูกลุมที่สอง M nk สิ่งที่เหมือนกันอยูกลุมที่ k โดยที่ n1 + n2 + ... + nk = n จํานวนวิธเรียงสับเปลี่ยนของสิ่งของทั้ง n สิ่ง เทากับ n !n n!... n ! ี 1 2! k n กฎขอที่ 5 จํานวนวิธีเลือกสิ่งของ n สิ่งที่แตกตางกัน ที่ละ r สิ่ง (r ≤ n) เทากับ  r  = nCr =     n! (n - r)!r! เทคนิค การนับจํานวนฟงกชน, คอมพลีเมนท, การจัดเรียงของใหตดกันโดยการมัด ั ิ คณิตศาสตร (146)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 147.
    3. ความนาจะเปน การทดลองสุม คือ การทดลองใดๆ ซึ่งทราบวาผลลัพธอาจเปนอะไรไดบาง แตไมสามารถทํานายผล ลวงหนาได แซมเปลสเปซ คือ เซตที่มีสมาชิกเปนผลลัพธที่เปนไปไดทั้งหมดของการทดลองสุม เหตุการณ คือ สับเซตของแซมเปลสเปซ ความนาจะเปนของเหตุการณ E แทนดวย P(E) = n(E)n(S) สมบัติบางประการของความนาจะเปน 1. 0 ≤ P(E) ≤ 1 2. P(φ) = 0 3. P(S) = 1 4. P(E1 U E2) = P(E1) + P(E2) - P(E1 I E2) 5. P(E1 U E2 U E3) = P(E1) + P(E2) + P(E3) - P(E1 I E2) - P(E1 I E3) - P(E2 I E3) + P(E1 I E2 I E3) 6. P(E) = 1 - P(E′) 4. ทฤษฎีบททวินาม n n n n n (a + b)n =  0  anb0 +  1  an-1b1 +  2  an-2b2 + ... +  n - 1  a1bn-1 +  n  a0bn                     n เรียก  r  วาสัมประสิทธิ์ทวินาม     ขอสังเกต 1. การกระจาย (a + b)n จะได n + 1 พจน 2. ในแตละพจนผลรวมของกําลังของ a และ b จะไดเทากับ n 3. พจนทั่วไปของการกระจาย (a + b)n  n  n-r r Tr+1 =   r a b    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (147)
  • 148.
    แบบฝกหัด 1. กําหนดให A= {1, 2, 3, 4} และ B = {a, b, c} เซต S = {f|f : A → B เปนฟงกชันทั่วถึง} มีจํานวน สมาชิกเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 12 2) 24 3) 36 4) 39 2. คุณลุง คุณปา ลูกชาย และลูกสาว มาเยี่ยมครอบครัวเราซึ่งมี 4 คน คือ คุณพอ คุณแม ตัวฉัน และนองชาย ในการ จัดที่นั่งรอบโตะอาหารกลมที่มี 8 ที่น่ง โดยใหคุณลุงนั่งติดกับคุณพอ คุณปานั่งติดกับคุณแม ลูกชายของคุณลุง ั นั่งติดกับนองชายของฉัน และลูกสาวของคุณลุงนั่งติดกับฉัน จะมีจํานวนวิธีจัดไดเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 96 วิธี 2) 192 วิธี 3) 288 วิธี 4) 384 วิธี 3. ขาวสารบรรจุถุงแลวกองหนึ่งประกอบดวย ขาวหอมมะลิ 4 ถุง ขาวเสาไห 3 ถุง ขาวขาวตาแหง 2 ถุง และ ขาวบัสมาตี 1 ถุง สุมหยิบขาวจากกองนี้มา 4 ถุง ความนาจะเปนที่จะไดขาวครบทุกชนิด เทากับขอใด ตอไปนี้ 1) 35 4 2) 35 3 3) 52 4) 14 4. กิตติและสมาน กับเพื่อนๆ รวม 7 คน ไปเที่ยวตางจังหวัดดวยกัน ในการคางแรมที่มบานพัก 3 หลัง ี หลังแรกพักได 3 คน สวนหลังที่สองและหลังที่สามพักไดหลังละ 2 คน ซึ่งแตละหลังมีความแตกตางกัน พวกเขาจึงตกลงที่จะจับสลากวาใครจะไดพักที่บานหลังใด ความนาจะเปนที่กตติและสมานจะไดพักบานหลัง ิ เดียวกันในหลังที่หนึ่งหรือหลังที่สาม เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 214 2) 21 5 3) 218 4) 10 21 5. กําหนดให n เปนจํานวนนับ ในการสุมหยิบเลข n จํานวนพรอมๆ กันจากเซต {1, 2, ..., 2n} ถาความนาจะเปน 1 ที่จะไดเลขคูทั้งหมดเทากับ 20 แลว ความนาจะเปนที่จะไดเลขคูเพียง 1 จํานวนเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 20 1 3 2) 20 9 3) 20 4) 2011 6. ตองการสรางจํานวนคูบวก 4 หลัก จากเลขโดด 0, 1, 2, 3, 7, 8 โดยแตละจํานวนที่สรางขึ้นไมมีเลขโดดใน หลักใดที่ซ้ํากันเลย จะมีจํานวนวิธีที่สรางไดเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 180 2) 156 3) 144 4) 136 7. จํานวนเต็มที่มีคาตั้งแต 100 ถึง 999 ที่หารดวย 2 ลงตัว แตหารดวย 3 ไมลงตัว มีจานวนเทากับขอใด ํ ตอไปนี้ 1) 250 2) 283 3) 300 4) 303 8. ถุงใบหนึ่งบรรจุลูกกวาดรสสตรอเบอรี่ 5 ลูก รสชอคโกแลต 4 ลูก รสกาแฟและรสมินทอยางละ 2 ลูก หาก สุมหยิบลูกกวาดจากถุงใบนี้มา 3 ลูก ความนาจะเปนที่จะหยิบไดลูกกวาดตางรสกันทั้งหมดเทากับขอใด ตอไปนี้ 1) 14357 58 2) 143 59 3) 143 60 4) 143 คณิตศาสตร (148)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 149.
    9. กําหนดให A= {(0, n) | n = 1, 2, ..., 10} และ B = {(1, n) | n = 1, 2, ..., 10} ในการเลือกจุดสอง จุดที่แตกตางกันจากเซต A และอีกหนึ่งจุดจากเซต B เพื่อเปนจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมบนระนาบ ความ นาจะเปนจะไดรปสามเหลี่ยมที่มีพื้นที่ 1 ตารางหนวย เทากับขอใดตอไปนี้ ู 1) 45 8 2) 459 3) 10 4) 11 45 45 10. ในลิ้นชักมีถุงเทาสีขาว 4 คู สีดํา 3 คู และสีน้ําเงิน 2 คู แตไมไดจัดเรียงไวเปนคูๆ ถาสุมหยิบถุงเทามา 2 ขาง ความนาจะเปนที่จะไดถุงเทาสีเดียวกันเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 2 2) 2 3 3) 15343 4) 15349 11. ถุงใบหนึ่งบรรจุลูกแกวสีแดง 5 ลูก สีเขียว 4 ลูก และสีเหลือง 3 ลูก ถาหยิบลูกแกวจากถุงทีละลูก 3 ครั้ง โดยไมใสคืน แลวความนาจะเปนที่จะหยิบไดลูกแกว ลูกที่หนึ่ง สอง และสาม เปนสีแดง สีเขียว และสีเหลือง ตามลําดับเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 211 1 2) 22 3) 22 3 4) 253 12. ในการโยนลูกเตา 2 ลูกหนึ่งครั้ง ความนาจะเปนที่จะไดแตมรวมเปน 7 โดยที่มลูกเตาลูกหนึ่งขึ้นแตมไมนอย ี กวา 4 เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 1 3 2) 1 4 3) 6 1 1 4) 12 13. มีสิ่งของซึ่งแตกตางกันอยู 8 ชิ้น ตองแบงใหคน 2 คน คนหนึ่งได 6 ชิ้น และอีกคนหนึ่งได 2 ชิ้น จะมีจํานวน วิธีแบงกี่วิธี 1) 56 2) 128 3) 270 4) 326 14. ในการแขงขันฟุตบอลฤดูกาลหนึ่ง มีทีมเขารวมการแขงขัน 7 ทีม จัดแขงแบบพบกันหมด (แตละทีมตองลง แขงกับทีมอื่นทุกทีม) จะตองจัดการแขงขันอยางนอยกี่นัด 1) 7 2) 14 3) 21 4) 28 เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 1) 4. 1) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 1) 10. 4) 11. 2) 12. 3) 13. 1) 14. 3) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (149)
  • 150.
    สถิติ (Statistics) 1. ขอมูล ขอมูลที่ใชในการวิเคราะหทางสถิติมีสองประเภท คือ ขอมูลที่ไมไดแจกแจงความถี่ ซึ่งจะเห็นคาของขอมูล ทุกตัวและขอมูลที่แจกแจงความถี่ จะเห็นเปนอันตรภาคชั้น ความกวางของอันตรภาพชั้น = ขอบบน - ขอบลาง ขอบบน + ขอบลาง จุดกึ่งกลางอันตรภาคชั้น = 2 2. การวัดแนวโนมเขาสูสวนกลาง  1. คาเฉลี่ยเลขคณิต, Mean, x N ∑ xi x ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ x = i=1 N K ∑ fi x i x ของขอมูลที่แจกแจงความถี่ x = i=1 N N ขอสังเกต 1. ∑ xi = N x i=1 N 2. ∑ (x i - x ) = 0 i=1 N 2 3. ∑ (x i - a ) มีคานอยที่สุดเมื่อ a= x i=1 4. ถา x1, x2, x3, ... , xn มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x x1 + k, x2 + k, x3 + k, ... , xn + k มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x + k x1k, x2k, x3k, ..., xnk มีคาเฉลี่ยเลขคณิตเปน x k N x +N x 5. x รวม = 1N 1 + N2 2 2 2 คณิตศาสตร (150)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 151.
    2. มัธยฐาน, Median,Me Me สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ Me = คาของขอมูลตําแหนงตรงกลาง (ตัวที่ N 2 1 ) เมื่อเรียงลําดับขอมูลแลว + Me สําหรับขอมูลที่แจกแจงความถี่  N - ∑f   L Me = L +  2 f  I M ขอสังเกต 1. การหามัธยฐานมีสองขั้นตอน คือ หาตําแหนง และหาคาโดยใชสูตรหรือการเทียบบัญญัติไตรยางค N 2. ∑ | x i - a | มีคานอยสุดเมื่อ a = Me i=1 3. ฐานนิยม, Mode, Mo Mo สําหรับขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ Mo = คาของขอมูลที่มีความถี่มากที่สุด Mo สําหรับขอมูลที่แจกแจงความถี่ Mo = จุดกึ่งกลางของชั้นที่มีความถี่สูงสุด (แบบหยาบ) = L +  d d1 d  I     (แบบละเอียด)  1 + 2 ขอสังเกต 1. ใชไดกับขอมูลเชิงคุณภาพ 2. ถาแตละอันตรภาคชั้นมีความกวางตางกัน ตองถวงดวยน้ําหนักของความกวางดวย 4. ความสัมพันธของ x , Me และ Mo x = Me = Mo x > Me > Mo x < Me < Mo โคงปกติ โคงเบขวา โคงเบซาย โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (151)
  • 152.
    3. การวัดตําแหนงของขอมูล เราจะมองการวัดตําแหนงของขอมูลเปนเหมือนภาคขยายของการหามัธยฐาน ซึ่งมีสองขั้นตอนคือ การหา ตําแหนงและการหาคา 1. ควอรไทล (Quartiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 4 สวนเทาๆ กัน โดย Q1, Q2, และ Q3 คือ คะแนนของตัวแบงทั้ง 3 ตัว Qr ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Qr คือ r(N 4+ 1) การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค Qr ของขอมูลที่แจกแจงความถี่ การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Qr คือ rN 4  rN   4 - ∑ fL    การหาคา : Qr = L + fM I 2. เดไซล (Deciles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 10 สวนเทาๆ กัน โดย D1, D2, ..., D9 คือ คะแนนของ ตัวแบงทั้ง 9 ตัว Dr ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Dr คือ r(N10 1) + การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค Dr ของขอมูลที่แจกแจงความถี่ การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Dr คือ rN 10  rN   10 - ∑ fL   การหาคา : Dr = L + fM I 3. เปอรเซ็นไทล (Percentiles) คือ การแบงขอมูลออกเปน 100 สวนเทาๆ กัน มี P1, P2, ..., P99 คือ คะแนนของตัวแบงทั้ง 99 ตัว Pr ของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Pr คือ r(N + 1) 100 การหาคา : ใชการเทียบบัญญัติไตรยางค Pr ของขอมูลที่แจกแจงความถี่ การหาตําแหนง : ตําแหนงของ Pr คือ 100 rN  rN   100 - ∑ fL   การหาคา : Pr = L + fM I คณิตศาสตร (152)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 153.
    4. การวัดการกระจายของขอมูล 1. การวัดการกระจายสัมบูรณ (Absolute Variation) ใชเพื่อวัดการกระจายของขอมูลชุดเดียว 1.1 พิสัย (Range) Range = xmax - xmin 1.2 สวนเบี่ยงเบนควอรไทล (Quatile Deviation) Q 3 - Q1 Q.D. = 2 1.3 สวนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (Mean Deviation) N ∑ | xi - x | M.D. = i=1 N 1.4 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) N 2 N 2 ∑ (x i - x) ∑xi S.D. = i=1 = i =1 2 N N -x 2. การวัดการกระจายสัมพัทธ (Relative Variation) ใชเพื่อตองการเปรียบเทียบการกระจายของขอมูล มากกวาหนึ่งชุด 2.1 สัมประสิทธิ์พิสัย x -x สัมประสิทธิ์พิสัย = x max + x min max min 2.2 สัมประสิทธิ์ควอรไทล Q -Q สัมประสิทธิ์ควอรไทล = Q 3 + Q1 3 1 2.3 สัมประสิทธิ์สวนเบี่ยงเบนเฉลี่ย สัมประสิทธิ์สวนเบี่ยงเบนเฉลี่ย = M.D. x 2.4 สัมประสิทธิ์การแปรผัน สัมประสิทธิ์การแปรผัน = S.D. x ขอสังเกต 1. ความแปรปรวน (Variance) = S.D. 2 = S2 2. S.D. ≥ 0 3. S.D. = 0 ↔ x1 = x2 = ... = xn = x 4. ถา x1, x2, ..., xn มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2 x1 + k, x2 + k, ..., xn + k มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D. ความแปรปรวนเปน S.D.2 x1k, x2k, ..., xnk มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน S.D.|k| ความแปรปรวนเปน S.D.2k2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (153)
  • 154.
    5. คามาตรฐาน xi - x zi = S.D. ขอสังเกต 1. ขอมูลที่มการแจกแจงปกติจะมี x = Me = Mo ี 2. พื้นที่ใตโคงปกติเทากับ 1 หรือ 100% ซึ่งคือปริมาณขอมูลทั้งหมด 3. การแจกแจงปกติมาตรฐาน คือ การแจกแจงปกติที่มี x = 0 และ S.D. = 1 4. ถา z1, z2, z3, ..., zn จะมี x = 0 และ S.D. = 1 5. คา z สามารถเปนไดทั้งบวก (xi > x ) และลบ (xi < x ) 6. zi = 0 ↔ xi = x 7. โดยมาก -3 < zi < 3 8. มีความสัมพันธระหวาง คะแนนมาตรฐาน, คะแนนดิบ, คาเฉลี่ยเลขคณิต, สวนเบี่ยงเบน- มาตรฐาน, พื้นที่ใตโคงปกติมาตรฐาน, ปริมาณขอมูล, เปอรเซนไทล คณิตศาสตร (154)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 155.
    แบบฝกหัด 1. ขอมูลชุดหนึ่งมี 99จํานวน เรียงลําดับจากนอยไปมากไดเปน x1, x2, ..., x99 ถาคาเฉลี่ยเลขคณิตของขอมูล ชุดนี้เทากับมัธยฐาน แลวขอใดตอไปนี้ถูก 49 99 49 99 1) ∑ x i = ∑ x i 2) ∑ (x 50 - x i ) = ∑ (x 50 - x i ) i=1 i = 51 i=1 i = 51 49 99 49 99 3) ∑ x50 - x i = ∑ x50 - x i 4) ∑ (x 50 - x i ) 2 = ∑ (x 50 - x i )2 i=1 i = 51 i=1 i = 51 2. โรงเรียนอนุบาลแหงหนึ่งมีนักเรียน 80 คน โดยการแจกแจงของอายุนักเรียนเปนดังตาราง อายุ (ป) 3.5 4 4.5 5 5.5 6 จํานวนนักเรียน (คน) a 15 10 20 b 5 ถาคาเฉลี่ยของอายุนักเรียนมีคา 4.5 ป แลวสวนเบี่ยงเบนเฉลี่ยของอายุนักเรียนมีคาเทากับขอใดตอไปนี้  1) 16 5 2) 16 7 9 3) 16 4) 1611 3. ถาตารางแจกแจงความถี่แสดงน้ําหนักของเด็กจํานวน 40 คน เปนดังนี้ น้ําหนัก (กิโลกรัม) จํานวน 9-11 15 12-14 5 15-17 5 18-20 10 21-23 5 ถา x แทนคาเฉลี่ยของน้ําหนักเด็กกลุมนี้ แลวขอใดตอไปนี้ถูก 1) x = 17.444 และมัธยฐานนอยกวาฐานนิยม 2) x = 14.875 และมัธยฐานนอยกวาฐานนิยม 3) x = 17.444 และมัธยฐานมากกวาฐานนิยม 4) x = 14.875 และมัธยฐานมากกวาฐานนิยม 4. ขอมูลชุดหนึ่งมีการแจกแจงปกติ ถาหยิบขอมูล a, b, c, d มาคํานวณคามาตรฐาน ปรากฏวาไดคาดังตาราง ขอมูล a b c d คามาตรฐาน (z) -3 -0.45 0.45 1 ขอใดตอไปนี้ถูก 1) -a + 2b + 2c - 3d = 0 2) -a + b + c - 3d = 0 3) a - 2b + 3c + 2d = 0 4) a - b + c - d = 0 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (155)
  • 156.
    5. ขอมูลความสูงของนักเรียนชั้น ม.6โรงเรียนแหงหนึ่งมีการแจกแจงปกติ ถาจํานวนนักเรียนที่มความสูง ี นอยกวา 140.6 เซนติเมตร มีอยู 3.01% และจํานวนนักเรียนที่มีความสูงมากกวาคามัธยฐานแตนอยกวา 159.4 เซนติเมตรมีอยู 46.99% แลวจํานวนนักเรียนที่มความสูงไมนอยกวา 155 เซนติเมตร แตไมเกิน ี 160 เซนติเมตร มีเปอรเซ็นตเทากับขอใดตอไปนี้ เมื่อกําหนดตารางแสดงพื้นที่ใตเสนโคงปกติมาตรฐาน ระหวาง 0 ถึง z เปนดังนี้ z 1.00 1.12 1.88 2.00 พื้นที่ใตเสนโคง 0.3413 0.3686 0.4699 0.4772 1) 12.86% 2) 13.14% 3) 15.87% 4) 13.59% 6. ถาความยาวรัศมีของวงกลม 10 วงมีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 3 และมีความแปรปรวนเทากับ 5 แลวผลรวม ของพื้นที่วงกลมทั้ง 10 วงนี้ มีคาเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 90π 2) 95π 3) 140π 4) 340π 7. กําหนดตารางแจกแจงความถี่แสดงความสูงของนักเรียนในโรงเรียนแหงหนึ่ง เปนดังนี้ ความสูง (เซนติเมตร) จํานวนนักเรียน (คน) 120-129 10 130-139 20 140-149 40 150-159 50 160-169 30 ขอใดตอไปนี้ถูก 1) มัธยฐานของความสูงมีคานอยกวา 149 เซนติเมตร 2) ฐานนิยมของความสูงมีคานอยกวา 147 เซนติเมตร 3) ควอรไทลที่ 3 ของความสูงมีคามากกวา 150 เซนติเมตร 4) เปอรเซ็นไทลที่ 20 ของความสูงมีคามากกวา 145 เซนติเมตร  8. จากการแจกแจงขอมูลเงินเดือนของพนักงานบริษัทแหงหนึ่งพบวา เดไซลที่ 1 3 5 7 9 เงินเดือน (บาท) 10,000 15,000 20,000 25,000 40,000 ถานายเอกและนายยศมีเงินเดือนรวมกันเทากับ 40,000 บาท และมีจํานวนพนักงานที่ไดเงินเดือนมากกวา นายยศอยูประมาณ 30% ของพนักงานทั้งหมด แลวเปอรเซ็นตของจํานวนพนักงานที่ไดเงินเดือนนอยกวา นายเอกเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 10% 2) 30% 3) 50% 4) 70% คณิตศาสตร (156)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 157.
    9. กําหนดใหขอมูลชุดหนึ่งมีการแจกแจงแบบปกติ ถาหยิบขอมูลx และ y จากขอมูลชุดนี้มาพิจารณา พบวา 13.14% ของขอมูลมีคามากกวา x และ x มากกวา y อยู 2% ของสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แลวจํานวน ขอมูล (คิดเปนเปอรเซ็นต) ที่มีคานอยกวา y เทากับขอใดตอไปนี้ เมื่อกําหนดตารางแสดงพื้นที่ใตเสนโคง ปกติมาตรฐานระหวาง 0 ถึง z เปนดังนี้ z 1.00 1.10 1.12 1.14 1.16 พื้นที่ใตเสนโคง 0.3413 0.3643 0.3686 0.3729 0.3770 1) 36.43% 2) 37.29% 3) 86.43% 4) 87.29% 10. คะแนนสอบวิชาความถนัดของนักเรียนกลุมหนึ่งมีการแจกแจงปกติ ถาผลรวมของคามาตรฐานของคะแนน ของนายแดงและนายดําเทากับ 0 และผลรวมของคะแนนนายแดงและนายดําเปน 4 เทาของสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน แลวสัมประสิทธิ์ของความแปรผันของคะแนนสอบของนักเรียนกลุมนี้เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0.5 2) 1 3) 1.5 4) 2 11. กําหนดใหความสูงของคนกลุมหนึ่งมีการแจกแจงแบบปกติ ถามีคนสูงกวา 145 เซนติเมตร และ 165 เซนติเมตรอยู 84.13% และ 15.87% ตามลําดับ แลวสัมประสิทธิ์ของความแปรผันของความสูงของคนกลุม นี้เทากับขอใดตอไปนี้ Z 1.00 1.12 1.14 1.16 พื้นที่ใตเสนโคงปกติมาตรฐานจาก 0 ถึง z 0.3413 0.3686 0.3729 0.3770 1) 311 2) 312 3) 313 4) 31 4 12. กําหนดใหขอมูลชุดหนึ่งมีการแจกแจงปกติ หยิบขอมูล x1, x2, x3 มาคํานวณคามาตรฐานปรากฏวาไดคา เปน z1, z2, z3 ตามลําดับ ถา z1 + z2 = z3 แลวคาเฉลี่ยเลขคณิตของขอมูลชุดนี้เทากับขอใดตอไปนี้ 1) x1 + x2 - z3 2) x1 - x2 - x3 3) x3 - x2 - x1 4) x1 + x2 + x3 13. ขอมูลชุดหนึ่งเรียงจากนอยไปมากเปนดังนี้ 1, 4, x, y, 9 และ 10 ถามัธยมฐานของขอมูลชุดนี้เทากับ คาเฉลี่ยเลขคณิต และสวนเบี่ยงเบนเฉลี่ยคณิตของขอมูลชุดนี้เทากับ 8 แลว y - x มีคาเทาใด 3 1) 4.5 2) 4 3) 2.5 4) 2 14. ขอมูลชุดหนึ่งมี 5 จํานวนและมีคาเฉลี่ยเลขคณิตเทากับ 12 ถาควอรไทลที่ 1 และ 3 ของขอมูลชุดนี้มีคา เทากับ 5 และ 20 ตามลําดับ แลวเดไซลท่ี 5 ของขอมูลชุดนี้มีคาเทาใด 1) 20 2) 15 3) 10 4) 5 เฉลย 1. 3) 2. 4) 3. 4) 4. 1) 5. 4) 6. 3) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1) 11. 2) 12. 1) 13. 4) 14. 3) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (157)
  • 158.
    ความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางขอมูล (Funtional Relation Between Data) 1. การวิเคราะหความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางขอมูล 1. ความสัมพันธของตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม 2. การเขียนแผนภาพการกระจาย 2. ระเบียบวิธีกําลังสองนอยสุด สมการเสนตรง : รูปทั่วไปคือ y = mx + c สมการปกติ n n ∑ yi = m ∑ x i + nc i =1 i =1 n n n ∑ xiyi = m ∑ x2 + c ∑ x i i i =1 i =1 i =1 สมการเสนพาราโบลา : รูปทั่วไปคือ y = ax2 + bx + c สมการปกติ n n n ∑ yi = a ∑ x 2 + b ∑ x i + nc i i =1 i =1 i =1 n n n n ∑ xiyi = a ∑ x3 + b ∑ x2 + c ∑ x i i i i =1 i =1 i =1 i =1 n 2 n n n ∑ xi yi = a ∑ x4 + b ∑ x3 + c ∑ x2 i i i i =1 i =1 i =1 i =1 สมการเอกซโพเนนเชียล : รูปทั่วไปคือ y = abx หรือ log y = log a + x log b สมการปกติ n n ∑ log y i = n log a + log b ∑ x i i =1 i =1 n n n ∑ x i log y i = log a ∑ x i + log b ∑ x 2 i i =1 i =1 i =1 คณิตศาสตร (158)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 159.
    3. ความสัมพันธเชิงฟงกชันของขอมูลที่อยูในรูปอนุกรมเวลา เราสามารถแทนขอมูลที่เปนตัวแปรอิสระซึ่งเปนชวงเวลาที่หางเทากันไดดังนี้ ถาจํานวนชวงเวลาที่นํามา สรางความสัมพันธเปนจํานวนคี่ มักจะแทนดวย ..., -3, -2, -1, 0, 1, 2, 3, ... โดยใหชวงเวลาที่อยูตรงการเปน 0 ถาจํานวนชวงเวลาที่นํามาสรางความสัมพันธเปนจํานวนคู มักจะแทนดวย ..., -5, -3, -1, 1, 3, 5, ... โดยให ชวงเวลาที่อยูตรงกลางเปน -1 และ 1 ขอสังเกต 1. รูตัวแปรอิสระทํานายตัวแปรตาม ไมสามารถทํานายกลับได (ถาจะทํานายตองสลับตัวแปรแลวสรางความสัมพันธเชิงฟงกชันใหม) 2. เมื่อจะทํานายความสัมพันธในรูปอนุกรมเวลา ตองแปลงขอมูลกอน 3. สําหรับสมการรูปเสนตรง ( x , y ) อยูบนเสน 4. สําหรับสมการรูปเสนตรง ∆y = m∆x โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _____________________________ คณิตศาสตร (159)
  • 160.
    แบบฝกหัด 1. ในการหาความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร (X)และวิชาฟสิกส (Y) ของนักเรียน 100 คนของโรงเรียนแหงหนึ่ง ไดพจนตางๆ ที่ใชในการคํานวณคาคงตัวจากสมการปกติของความสัมพันธ เชิงฟงกชันที่มีรูปสมการเปน Y = a + bX ดังนี้ 100 100 100 100 ∑ xi = ∑ y i = 1000, ∑ x i y i = 2000, ∑ x 2 = 4000 i i=1 i=1 i=1 i=1 ถาคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตรของนายสมชายเทากับ 15 คะแนน แลวคะแนนสอบวิชาฟสิกส (โดยประมาณ) ของนายสมชายเทากับขอใดตอไปนี้ 1) 16 คะแนน 2) 16.67 คะแนน 3) 17 คะแนน 4) 17.67 คะแนน 2. ในการหาความสัมพันธเชิงฟงกชันระหวางปริมาณสารปนเปอนชนิดที่ 1 (X) และปริมาณสารปนเปอนชนิดที่ 2 (Y) จากตัวอยางอาหารจํานวน 100 ตัวอยาง พบวาความแปรปรวนของปริมาณสารชนิดที่ 1 มีคาเทากับ 100 100 2 1.75, คาเฉลี่ยเลขคณิตของปริมาณสารชนิดที่ 2 มีคาเทากับ 0.5, ∑ x i y i = 100 และ ∑ x 1 = 200 i =1 i =1 ถาสมการปกติของความสัมพันธเชิงฟงกชันดังกลาวอยูในรูป Y = a + bX แลว เมื่อพบสารปนเปอนชนิดที่ 1 อยู 4 หนวย จะพบสารปนเปอนชนิดที่ 2 (โดยประมาณ) เทากับขอใดตอไปนี้ 1) 0.5 หนวย 2) 1 หนวย 3) 1.5 หนวย 4) 2 หนวย 3. กําหนดใหขอมูล X และ Y มีความพันธกันดังตารางตอไปนี้ X 1 2 3 3 Y 1 3 4 6 ถาสมการปกติของความสัมพันธเชิงฟงกชันดังกลาวอยูในรูป Y = a + bX แลวเมื่อ X = 10 คาของ Y เทากับเทาใด 1) 8.5 2) 19 3) 22 4) 25.5 เฉลย 1. 2) 2. 4) 3. 2) คณิตศาสตร (160)_____________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010