น้ำเคลือบเบื้องต้น
(BASIC GLAZES)
CHAPTER 2.1 GLAZE
CLASSIFICATIONS
ดร.อ่อนลมี กมลอินทร์
โปรแกรมวิชำเทคโนโลยีเซรำมิกส์ คณะเทคโนโลยีอุตสำหกรรม
มหำวิทยำลัยรำชภัฏนครรำชสีมำ
OUTLINE
ควำมหมำยของน้ำเคลือบเซรำมิก
ประวัติของน้ำเคลือบเซรำมิก
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
ควำมหมำยของน้ำเคลือบเซรำมิก
เคลือบคือชั้นแก้วบางๆ ที่หลอมละลายติดอยู่กับ
ผิวดินซึ่งขึ้นรูปเป็นภาชนะทรงต่างๆ วัตถุดิบที่เป็น
น้ายาเคลือบถูกบดจนละเอียดมากกว่าเดิมหลาย
เท่า ก่อนนามาเคลือบบนผิวดินเผาเป็นชั้นหนา 1
- 1.5 มม. เมื่อเคลือบแล้วต้องทิ้งให้ผลิตภัณฑ์
แห้ง เช็ดก้นผลิตภัณฑ์ให้สะอาดก่อนนาเข้าเผา
(ไพจิตร อิงศิริวัฒน์ (2537 : 1)
ควำมหมำยของน้ำเคลือบเซรำมิก
สารประกอบอย่างหนึ่งซึ่งประกอบด้วยสารประกอบ
พวกกรด ด่าง และกลาง ผสมกันตามสูตรส่วนผสม
แล้วนามาเคลือบลงบนผลิตภัณฑ์ที่ทาจากดินแล้ว
นาไปเผาให้ได้รับความร้อนจนถึงอุณหภูมิที่กาหนดไว้
จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างพวกกรด ด่าง และ
กลาง กลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนอะลูมิโนซิลิเกต
(Alumino Silicate) สมศักดิ์ ชวาลาวัณย์
(2549 : 85)
ควำมหมำยของน้ำเคลือบเซรำมิก
เคลือบเซรามิกคือแก้วชนิดหนึ่ง มีโครงสร้างพื้นฐาน
เหมือนกับแก้ว คือเป็นสารอนินทรีย์ที่มีโครงสร้างมีการ
จัดเรียงตัวแบบไร้ระเบียบหรือมีระเบียบในช่วงสั้นคล้าย
กับโครงสร้างของของเหลวทั้งนี้เนื่องจากเมื่อสารที่ทาให้
เกิดเป็นแก้ว เช่น สารซิลิกามีการหลอมตัวจะกลายเป็น
ของเหลวที่มีความหนืดสูงมาก อยู่ในโครงสร้างอสัญ
ฐานที่อะตอมมีการจัดเรียงตัวอย่างไร้ระเบียบหรือมี
ระเบียบในระยะสั้นเท่านั้น ดรุณี วัฒนศิริเวช และ สุธี
วัฒนศิริเวช (2552 : 53)
ควำมหมำยของน้ำเคลือบเซรำมิก
ชั้นของแก้วที่ห่อหุ้มผิวของผลิตภัณฑ์ เกิดจากการนาวัตถุดิบ
ที่ประกอบด้วยออกไซด์ของสารอนินทรีย์ประเภทด่าง กลาง
และกรด มาผสมรวมกันในน้า จากนั้นนาไปผ่านกระบวนการ
ชุบเคลือบหรือพ่นเคลือบลงบนผิวของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
แล้วผ่านกระบวนการเผาให้ความร้อนจนเกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมี เกิดการหลอมตัว
รวมกันกลายเป็นของเหลวที่มีความหนืดสูง และเมื่อลด
อุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจะทาให้เกิดชั้นแก้วมันวาวที่ยึดเกาะ
กับผิวของผลิตภัณฑ์อย่างสมบูรณ์
คุณสมบัติของแก้วและเคลือบ
• เคลือบจะต้องไม่ละลายในน้าและสารละลายกรด รวมทั้งสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
• เคลือบจะต้องทนต่อการขัดสี หรือการครูด
• เคลือบจะต้องไม่ยอมให้น้าหรือแก๊สซึมผ่านไปได้
• เคลือบจะต้องทนต่อการแตกร้าว การกะเทาะ และการเกิดตาหนิต่างๆ
• เคลือบมีความเหมาะสมสาหรับการนาไปตกแต่งลวดลาย เช่น สามารถตกแต่งสี เพิ่ม
ออกไซด์เพื่อพัฒนาผลึกเคลือบ และเทคนิคการตกแต่งเคลือบอื่นๆ ได้
• เคลือบสามารถหลอมละลายได้ในช่วงอุณหภูมิที่กาหนด
วัตถุประสงค์ของกำรเคลือบ
• การเคลือบเพื่อให้สามารถทาความสะอาดได้ง่ายเวลาชาระล้างภาชนะ
• การเคลือบเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน เมื่อล้างภาชนะบ่อยๆ อาจเกิดการกระทบกันได้
• การเคลือบเพื่อให้สามารถป้ องกันการรั่วซึม เมื่อใส่ของเหลวได้
วัตถุประสงค์ของกำรเคลือบ
• การเคลือบเพื่อให้สามารถทาความสะอาดได้ง่ายเวลาชาระล้างภาชนะ
• การเคลือบเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน เมื่อล้างภาชนะบ่อยๆ อาจเกิดการกระทบกันได้
• การเคลือบเพื่อให้สามารถป้ องกันการรั่วซึม เมื่อใส่ของเหลวได้
ประวัติของน้ำเคลือบ
5,000 - 7,000 ปี
ยุคก่อนประวัติศำสตร์
ประวัติของน้ำเคลือบ
เครื่องปั้นดินเผำด่ำนเกวียน จังหวัดนครรำชสีมำ
ยุคก่อนประวัติศำสตร์
ประวัติของน้ำเคลือบ
ประวัติศำสตร์ของกำรค้นพบน้ำเคลือบ
เป็นเคลือบอุณหภูมิต่าสีฟ้ าสด (Turquoise) เป็นของชาว
อียิปต์ที่นิยมใช้เคลือบลูกปัด (Beads) และโถขนาดใหญ่ที่มี
มือจับสองที (Amphora) มีอายุราว 3,100 - 4,000 ปี
ก่อนศริสต์ศักราช
(Amphora)
(Beads)
ประวัติของน้ำเคลือบ
ประวัติศำสตร์ของกำรค้นพบน้ำเคลือบ
เคลือบสโตนแวร์ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียมออกไซด์
(Calcium Oxide) และเถ้าไม้ (Wood Ash) ถูกค้นพบ
ในประเทศจีนในช่วง 1,500 - 1,600 ก่อนศริสต์ศักราช
(China Stoneware Glaze)
ประวัติของน้ำเคลือบ
ประวัติศำสตร์ของกำรค้นพบน้ำเคลือบ
100 ปีต่อมา จันจึงได้ค้นพบเคลือบเผาที่อุณหภูมิสูงหรือ
เรียกว่าเคลือบเฟลด์สปาร์
(China Feldspar Glaze)
ประวัติของน้ำเคลือบ
ประวัติศำสตร์ของกำรค้นพบน้ำเคลือบ
บริษัท Han Dynasty ก็ได้ผลิตเคลือบสาหรับ
เครื่องปั้นดินเผาซึ่งเคลือบที่ผลิตมีส่วนผสมของตะกั่วออกไซด์
(Lead Oxide)
(China Lead Oxide Glaze)
ประวัติของน้ำเคลือบ
ประวัติศำสตร์ของกำรค้นพบน้ำเคลือบ
ประมาณศริสต์ศักราช 900 ได้มีการค้นพบเคลือบทึบสีขาวซึ่งมี
ส่วนผสมของทินออกไซด์ (Tin Oxide) ซึ่งทาหน้าที่เป็นตัวทา
ให้เกิดความทึบ ถูกค้นพบในเครื่องปั้นดินเผาของชาวอิสลาม
( Opaque white Glaze)
ประวัติของน้ำเคลือบ
ประวัติศำสตร์ของกำรค้นพบน้ำเคลือบ
ปีศริสต์ศักราช 1,900 ได้มีการพัฒนาเคลือบเซรามิกส์อย่างมากมาย
สาหรับงานศิลปะ โดยนักวิทยาศาสตร์ Hermann Seger นักบุกเบิก
ในช่วง 20 ปีแรกของทศวรรษผู้สร้างวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเคลือบ
เซรามิกส์ให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
จนถึงปัจจุบัน
Hermann August Seger (1839-1893)
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 1
ปี ศริสต์ศักรำช 1510 – 1590
ช่วงระยะเวลำที่ 2
ปี ศริสต์ศักรำช 1730 – 1795
ช่วงระยะเวลำที่ 3
ปี ศริสต์ศักรำช 1839 - 1894
เบอร์นำด พำลิซซี่ (Bernard Palissy) โจไซห์ เวจด์วูด (Josiah Wedgwood) เฮอร์แมน เซเกอร์ (Hermann Seger)
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 1
ปี ศริสต์ศักรำช 1510 – 1590
เบอร์นำด พำลิซซี่ (Bernard Palissy)
1) รวบรวมการทาสูตรเคลือบ และการเผาเตา
2) จดบันทึกการเตรียมน้าเคลือไว้อย่างละเอียด
ในสมัยนั้นการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาสามารถทาได้ยาก
เนื่องจากเตาเผาที่สามารถเผาได้อุณหภูมิต่า จึงทาให้เคลือบเกิดการ
หลอมตัวได้ไม่สมบูรณ์
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 2
ปี ศริสต์ศักรำช 1730 – 1795
โจไซห์ เวจด์วูด (Josiah Wedgwood)
1) ทาการทดลองวัตถุดิบ ดิน และเคลือบไว้เป็นจานวนมาก
2) มีหลักฐานการจดบันทึกรายละเอียดในการเตรียมน้าเคลือบ
3) การพัฒนาเทคนิคการตกแต่ง และเทคนิคการเคลือบแบบใหม่ๆ
4) สามารถนาไปพัฒนาในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาจนเริญรุ่งเรืองได้
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 3
ปี ศริสต์ศักรำช 1839 - 1894
เฮอร์แมน เซเกอร์ (Hermann Seger)
1) สร้างกฏเกณฑ์ในการเขียนสูตรเคลือบตามหลักทาง
วิทยาศาสตร์โดยคานึงถึงส่วนผสมทางเคมีเป็นหลัก
2) แบ่งวัตถุดิบทางเคมีออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งได้แก่
1) วัตถุดิบกลุ่มด่าง (Basic Oxide)
2) วัตถุดิบกลุ่มกลาง (Intermediate Oxide)
3) วัตถุดิบกลุ่มกรด (Acid Oxide)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
1) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมอุณหภูมิในกำรเผำเคลือบ
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
1) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมอุณหภูมิในกำรเผำเคลือบ
1.1 เคลือบอุณหภูมิต่ำ (Low Temperature
Glaze)
เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 800 - 1,100 องศำเซลเซียส
1.2 เคลือบอุณหภูมิปำนกลำง (Medium Temperature
Glaze)
เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,150 - 1,200 องศำเซลเซียส
1.3 เคลือบอุณหภูมิสูง (High Temperature
Glaze)
เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,230 - 1,300 องศำเซลเซียส
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
1) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมอุณหภูมิในกำรเผำเคลือบ
1.1 เคลือบอุณหภูมิต่ำ (Low Temperature
Glaze)
เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 800 - 1,100 องศำเซลเซียส
 เคลือบอุณหภูมิต่ำเปนเคลือบที่นิยมใช้กับงำน
เซรำมิกส์ประเภทของประดับตกแต่ง
 มีส่วนผสมของตะกั่ว บอแรกซ์ หรือแก้วฟริตของ
ตะกั่วกับบอแรกซ์ ซึ่งผ่ำนกระบวนกำรทำให้ตะกั่ว
และบอแรกซ์หลอมรวมตัวกับแก้ว
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
1) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมอุณหภูมิในกำรเผำเคลือบ
1.2 เคลือบอุณหภูมิปำนกลำง (Medium Temperature
Glaze)
เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,150 - 1,200 องศำเซลเซียส
 เคลือบสุขภัณฑ์ ซึ่งเผาในช่วงอุณหภูมิ 1,150 - 1,220 องศาเซลเซียส
 เคลือบผลิตภัณฑ์โบนไชน่า
 เคลือบบนผลิตภัณฑ์บนโต๊ะอาการ
 ส่วนผสมมักจะประกอบด้วยฟริตในสูตรเคลือบ ซึ่งเผาในบรรยากาศการ
เผาไหม้แบบสมบูรณ์
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
1) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมอุณหภูมิในกำรเผำเคลือบ
1.3 เคลือบอุณหภูมิสูง (High Temperature
Glaze)
เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,230 - 1,300 องศำเซลเซียส
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
1.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์เอิร์ทเทินแวร์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,000 - 1,180 องศำเซลเซียส
2.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์สโตนแวร์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,250 - 1,300 องศำเซลเซียส
3.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์ปอร์ซเลน เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,250 - 1,380 องศำเซลเซียส
4.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์สุขภัณ์์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,200 - 1,220 องศำเซลเซียส
5.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์โบนไชน่ำ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,100 - 1,140 องศำเซลเซียส
ผลิตภัณ์์ประเภทโบนไชน่ำจะต้องผ่ำนกระบวนกำรเผำดิบ (Biscuit) ที่อุณหภูมิ 1,250
องศำเซลเซียส ก่อนนำมำชุบเคลือบ
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
1.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์เอิร์ทเทินแวร์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,000 - 1,180 องศำเซลเซียส
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
2. เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์สโตนแวร์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,250 - 1,300 องศำเซลเซียส
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
3. เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์ปอร์ซเลน เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,250 - 1,380 องศำเซลเซียส
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
4. เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์สุขภัณ์์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,200 - 1,220 องศำเซลเซียส
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
5. เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์โบนไชน่ำ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,100 - 1,140 องศำเซลเซียส
ผลิตภัณ์์ประเภทโบนไชน่ำจะต้องผ่ำนกระบวนกำรเผำดิบ (Biscuit) ที่อุณหภูมิ 1,250 องศำ
เซลเซียส ก่อนนำมำชุบเคลือบ
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
1.เคลือบบอแรกซ์ (Borax Glaze)
2.เคลือบตะกั่ว (Lead Glaze)
3.เคลือบฟริต (Frit Glaze)
4.เคลือบเคลือบขี้เถ้ำ (Wood ash Glaze)
5.เคลือบสีแดงจำกทองแดง (Copper red
Glaze)
6.เคลือบแบเรียม (Barium Glaze)
7.เคลือบลิเทียม (Lithium Glaze)
8.เคลือบไททำเนียม (Titanium Glaze)
9.เคลือบที่ใช้วัตถุดิบอื่น
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
1.เคลือบบอแรกซ์ (Borax Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
2. เคลือบตะกั่ว (Lead Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
3. เคลือบฟริต (Frit Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
4. เคลือบเคลือบขี้เถ้ำ (Wood ash Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
5. เคลือบสีแดงจำกทองแดง (Copper red
Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
6. เคลือบแบเรียม (Barium Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
7. เคลือบลิเทียม (Lithium Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
3) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมวัตถุดิบที่ใช้ในกำรเตรียมน้ำเคลือบ
8. เคลือบไททำเนียม (Titanium Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
1.เคลือบใส (Clear Glaze)
2.เคลือบทึบ (Opaque Glaze)
3.เคลือบด้ำน (Matt Glaze)
4.เคลือบกึ่งด้ำน (Semi-Matt Glaze)
5.เคลือบผลึก (Crystalline Glaze)
6.เคลือบมันวำวหรือเคลือบประกำยมุข (Luster Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
1.เคลือบใส (Clear Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
2. เคลือบทึบ (Opaque Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
3. เคลือบด้ำน (Matt Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
4. เคลือบกึ่งด้ำน (Semi-Matt Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
5. เคลือบผลึก (Crystalline Glaze)
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
4) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของกำรเกิดเคลือบที่พบเหน
6. เคลือบมันวำวหรือเคลือบประกำยมุข (Luster Glaze)

Chapter 2.1 glaze classifications

Editor's Notes

  • #13 การทำเคลือบในยุคแรกเริ่ม จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ชาวอียิปต์รู้จักการทำเคลือบมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยนำดินในท้องถิ่นมาปั้นและผึ่งให้แห้ง จากนั้นจึงนำไปเผา ชิ้นงานที่เผาแล้วจะมีพื้นผิวเรียบ เป็นมัน มีลักษณะเหมือนแก้วบางๆฉาบติดบนผิวของชิ้นงาน ซึ่งทราบภายหลังว่า เนื้อดินมีสารละลายของโซเดียม ( Soluble Sodium ) ผสมอยู่เมื่อนำดินนั้นไปปั่นและผึ่งให้แห้ง ขณะผึ่งชิ้นงานให้แห้งสารละลายโซเดียมจะออกมาจับอยู่ที่ผิวของชิ้นงาน เมื่อนำชิ้นงานไปเผาเกลือโซเดียมที่ติดอยู่บนผิวของชิ้นงานจะหลอมละลายทำปฏิกิริยากับผิวดิน กลายเป็นแก้วบางๆฉาบติดอยู่บนพื้นผิวของชิ้นงาน การใช้ดินในยุคนี้ส่วนใหญ่ใช้ทำเครื่องประดับ ลูกปัด และงานปติมากรรม จากนั้นได้มีการพัฒนาต่อจนกลายเป็นเคลือบที่เรียกว่า “เคลือบด่าง” ( Alkali Glaze ) เผาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 800-1,100 C ใช้เคลือบบนภาชนะเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ ยังมีการนำออกไซด์ของโลหะผสมลงในเคลือบมีสีเทอร์คอยซ์ ( Turquoise ) ซึ่งเป็นเคลือบสีที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ จากนั้นการทำเครื่องเคลือบดินเผาจึงได้แพร่เข้าสู่ดินแดนเมโสโปเตเมีย และภูมิภาคต่างๆของโลก