More Related Content
PDF
PDF
PDF
ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
โครงงานศิลปะ การเชิดหนังใหญ่วัดบ้านดอน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน พระรามตามกวาง PPTX
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโซเดียมคลอไรด์ DOCX
ลักษณะเฉพะของข้อสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ PPTX
Chapter 1 ประวัติความเป็นมาในการควบคุมคุณภาพ PDF
What's hot
PDF
02412106 AnalChem_LabManual PDF
PDF
PDF
แบบเรียน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ PDF
อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับโซเดียมคลอไรด์ PDF
PDF
PDF
แนวข้อสอบคอมพิวเตอร์กราฟิก ปี 2555 PDF
การเรียงหนังสือบนชั้นเนื้อหา PDF
PDF
ตัวอย่างแผนธุรกิจบริษัทมิสเตอร์ไฟล์จำกัด PDF
PDF
PDF
DOCX
กำหนดการสอน วิชา วิทยาศาสตร์กับการแก้ปัญหา PDF
PDF
PDF
ส่วนประกอบหนังสือและสิ่งพิมพ์ PPTX
PDF
Viewers also liked
PPTX
PPTX
Decorating a cake_with_fondant_miranda_offill PPT
PPTX
Dos and donts of clay power point PDF
บทที่ 10 ธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรม PPT
Presentation Dla Naturals Products PPTX
PPTX
ธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรม PPTX
PPTX
PDF
บทที่ 10 ธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรม PPTX
PPT
PPTX
PPTX
PDF
PDF
Glazes Theory And Practice Bryant Hudson PPTX
Ceramics and clay products Similar to Chapter 2.1 glaze classifications
PDF
PPTX
PPTX
Chapter 4 properties of glazes and control PDF
Chapter 3 glaze manufacturing PPTX
Chapter 3 glaze manufacturing PPTX
Chapter 3 glaze manufacturing PDF
Chapter 2.3 glaze calculations PPTX
วิธีเคลือบผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ PPTX
Chapter 1.3 properties of glass crystalline mixtures PPTX
Chapter 1.3 properties of glass crystalline mixtures PPTX
PPTX
Chapter 1.2 properties of glass PDF
PPTX
PDF
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง น้ำยาเช็ดกระจกจากแป้งข้าวโพด PDF
PPTX
PPTX
PDF
More from Gawewat Dechaapinun
PDF
เน€เธ—เธเนเธเนเธฅเธขเธตเธเธฑเธเนเธฅเธฐเธเธฅเนเธกเน PPT
เน€เธ—เธเนเธเนเธฅเธขเธตเธเธฑเธเนเธฅเธฐเธเธฅเนเธกเน PPTX
PPTX
DOCX
บทที่ 8 แนวคิดและความเชื่อเรื่องผีในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถร PDF
DOCX
บทที่ 8 แนวคิดและความเชื่อเรื่องผีในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถร PPTX
PPTX
PPTX
บทที่ 2 ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ PPTX
PPTX
PPTX
DOCX
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น PPTX
PPTX
PDF
PDF
PDF
PDF
Chapter 2.1 glaze classifications
- 1.
- 2.
- 3.
- 4.
- 5.
- 6.
- 7.
- 8.
- 9.
- 10.
- 11.
- 12.
- 13.
- 14.
- 15.
- 16.
- 17.
- 18.
- 19.
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 1
ปี ศริสต์ศักรำช1510 – 1590
เบอร์นำด พำลิซซี่ (Bernard Palissy)
1) รวบรวมการทาสูตรเคลือบ และการเผาเตา
2) จดบันทึกการเตรียมน้าเคลือไว้อย่างละเอียด
ในสมัยนั้นการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาสามารถทาได้ยาก
เนื่องจากเตาเผาที่สามารถเผาได้อุณหภูมิต่า จึงทาให้เคลือบเกิดการ
หลอมตัวได้ไม่สมบูรณ์
- 20.
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 2
ปี ศริสต์ศักรำช1730 – 1795
โจไซห์ เวจด์วูด (Josiah Wedgwood)
1) ทาการทดลองวัตถุดิบ ดิน และเคลือบไว้เป็นจานวนมาก
2) มีหลักฐานการจดบันทึกรายละเอียดในการเตรียมน้าเคลือบ
3) การพัฒนาเทคนิคการตกแต่ง และเทคนิคการเคลือบแบบใหม่ๆ
4) สามารถนาไปพัฒนาในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาจนเริญรุ่งเรืองได้
- 21.
วิวัฒนำกำรในกำรเขียนสูตรเคลือบ
ช่วงระยะเวลำที่ 3
ปี ศริสต์ศักรำช1839 - 1894
เฮอร์แมน เซเกอร์ (Hermann Seger)
1) สร้างกฏเกณฑ์ในการเขียนสูตรเคลือบตามหลักทาง
วิทยาศาสตร์โดยคานึงถึงส่วนผสมทางเคมีเป็นหลัก
2) แบ่งวัตถุดิบทางเคมีออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งได้แก่
1) วัตถุดิบกลุ่มด่าง (Basic Oxide)
2) วัตถุดิบกลุ่มกลาง (Intermediate Oxide)
3) วัตถุดิบกลุ่มกรด (Acid Oxide)
- 22.
- 23.
- 24.
- 25.
- 26.
- 27.
กำรจัดกลุ่มน้ำเคลือบและเคลือบชนิดต่ำง
2) กำรแบ่งน้ำเคลือบตำมลักษณะของผลิตภัณ์์
1.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์เอิร์ทเทินแวร์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ1,000 - 1,180 องศำเซลเซียส
2.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์สโตนแวร์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,250 - 1,300 องศำเซลเซียส
3.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์ปอร์ซเลน เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,250 - 1,380 องศำเซลเซียส
4.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์สุขภัณ์์ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,200 - 1,220 องศำเซลเซียส
5.เคลือบสำหรับผลิตภัณ์์โบนไชน่ำ เผำที่ช่วงอุณหภูมิ 1,100 - 1,140 องศำเซลเซียส
ผลิตภัณ์์ประเภทโบนไชน่ำจะต้องผ่ำนกระบวนกำรเผำดิบ (Biscuit) ที่อุณหภูมิ 1,250
องศำเซลเซียส ก่อนนำมำชุบเคลือบ
- 28.
- 29.
- 30.
- 31.
- 32.
- 33.
- 34.
- 35.
- 36.
- 37.
- 38.
- 39.
- 40.
- 41.
- 42.
- 43.
- 44.
- 45.
- 46.
- 47.
- 48.
Editor's Notes
- #13 การทำเคลือบในยุคแรกเริ่ม
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ชาวอียิปต์รู้จักการทำเคลือบมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยนำดินในท้องถิ่นมาปั้นและผึ่งให้แห้ง จากนั้นจึงนำไปเผา ชิ้นงานที่เผาแล้วจะมีพื้นผิวเรียบ เป็นมัน มีลักษณะเหมือนแก้วบางๆฉาบติดบนผิวของชิ้นงาน ซึ่งทราบภายหลังว่า เนื้อดินมีสารละลายของโซเดียม ( Soluble Sodium ) ผสมอยู่เมื่อนำดินนั้นไปปั่นและผึ่งให้แห้ง ขณะผึ่งชิ้นงานให้แห้งสารละลายโซเดียมจะออกมาจับอยู่ที่ผิวของชิ้นงาน เมื่อนำชิ้นงานไปเผาเกลือโซเดียมที่ติดอยู่บนผิวของชิ้นงานจะหลอมละลายทำปฏิกิริยากับผิวดิน กลายเป็นแก้วบางๆฉาบติดอยู่บนพื้นผิวของชิ้นงาน การใช้ดินในยุคนี้ส่วนใหญ่ใช้ทำเครื่องประดับ ลูกปัด และงานปติมากรรม จากนั้นได้มีการพัฒนาต่อจนกลายเป็นเคลือบที่เรียกว่า “เคลือบด่าง” ( Alkali Glaze ) เผาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 800-1,100 C ใช้เคลือบบนภาชนะเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ ยังมีการนำออกไซด์ของโลหะผสมลงในเคลือบมีสีเทอร์คอยซ์ ( Turquoise ) ซึ่งเป็นเคลือบสีที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ จากนั้นการทำเครื่องเคลือบดินเผาจึงได้แพร่เข้าสู่ดินแดนเมโสโปเตเมีย และภูมิภาคต่างๆของโลก