การศึกษาไทยในสมัยโบราณ
การศึกษาเป็นรากฐานที่มีความสาคัญที่สุดประการหนึ่งในการสร้างส
รรค์ความ เจ ริญก ้าว หน ้าแ ล ะแก ้ไ ขปั ญ หา ต่า ง ๆ ใน สังคม ไ ด้
โดยเฉพาะระบบการจัดการศึกษาซึ่งเป็นตัวกาหนดหลักสูตร จุดมุ่งหมาย
แ น ว น โ ย บ า ย ใ น ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า
เพื่อให้การศึกษาพัฒน าชีวิตของคนไ ปใน แน วทางที่พึงปร ะส งค์
สาหรับประเทศไทยมีวิวัฒนาการของการจัดการศึกษามาโดยตลอด
อาจจะเป็นเพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศทาให้สังคมมีการเ
ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก ล่ า ว คื อ
ปัจจัยภายในเกิดจากความต้องการพัฒนาสังคมให้มีความเจริญและทันสมั
ย ส่วนปัจจัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ทั้ ง ท า ง ด้ า น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ ก า ร เ มื อ ง
ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกันทาให้ประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทันสมัยเพื่อ
ความ อ ยู่รอ ดและเกิดก ารพัฒนาให้ทัดเทียม กับนานาประ เ ท ศ
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทาให้การจัดการศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการเรื่อยมา
ส า ห รั บ ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง ไ ท ย ใ น ส มั ย โ บ ร า ณ นั้ น
การศึกษาสมัยนี้เป็นการศึกษาแบบสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่เดิ
ม จาเป็นที่คนไทยในสมัยนั้นต้องขวนขวายหาความรู้จากผู้รู้ในชุมชนต่างๆ
ซึ่งการศึกษาในสมัยนี้มีบ ้านและวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา เช่น
บ ้านเป็ นส ถานที่ อ บรมกล่อมเกลาจิตใจของส มาชิกภายในบ ้าน
โดยมีพ่อ และแม่ทาหน ้าที่ใน การถ่ายทอ ดอ าชีพและอ บรมลูกๆ
วั ง เ ป็ น ส ถ า น ที่ ร ว ม เ อ า นั ก ป ร า ช ญ์ ส า ข า ต่ า ง ๆ
ม า เ ป็ น ขุ น น า ง รั บ ใ ช ้ เ บื้ อ ง พ ร ะ ยุ ค ล บ า ท
โดยเฉพาะงานช่างศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างพระราชวังและประกอบพระราช
พิ ธี ต่ า ง ๆ ซึ่ ง เ ป็ น ส ถ า น ที่ ที่ ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม รู้ ต่ า ง ๆ
จ า ก ค น รุ่ น ห นึ่ ง ไ ป สู่ ค น อี ก รุ่ น ห นึ่ ง
ส่ ว น วั ด เ ป็ น ส ถ า น ที่ ป ร ะ ก อ บ พิ ธี ก ร ร ม ท า ง ศ า ส น า
พระจ ะทาหน ้าที่ใน ก ารอ บรม สั่งส อ น ธรรม ะแก่พุทธศาส นิก ชน
โดยเฉพาะผู้ช ายไ ทยมี โอ ก าส ไ ด้ศึก ษ า ธร รม ะแ ละ บ วช เ รี ย น
ในสังคมไทยจึงนิยมให้ผู้ชายบวชเรียนก่อนแต่งงานทาให้มีคุณธรรมและจิ
ต ใ จ มั่ น ค ง ส า ม า ร ถ ค ร อ ง เ รื อ น ไ ด้ อ ย่ า ง มี ค ว า ม สุ ข
นอกจากนี้ผู้ที่มาบวชเรียนนอกจากมาแสวงหาความรู้เรื่องธรรมะในวัดแล้ว
ยังสามารถแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ในด้านศิลปวิทยาการต่าง ๆ
ที่ เ ค ย ไ ด้ อ บ ร ม จ า ก ค ร อ บ ค รั ว ม า
จะเห็นได้ว่าสถาบันทั้งสามนี้ล้วนแต่มีบทบาทในการศึกษาอบรมสาหรับคน
ไทยในสมัยนั้นในการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
น อ ก จ า ก นี้ ใ น ชุ ม ช น ต่ า ง ๆ
ก็มีภูมิปัญญามากมายซึ่งมีปราชญ์แต่ละสาขาวิชา เช่น ด้านการก่อสร้าง
หัตถกรรม ศิลปกรรม ประติมากรรม และแพทย์แผนโบราณ เป็นต้น
ส่วนพระมหากษัตริย์ในสมัยนี้มีพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการจั
ด ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ส มั ย นั้ น แ ล ะ มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ ม า ก ล่ า ว คื อ
พ่อขุนรามคาแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ ้าลิไท)
ซึ่งพระราชกรณียกิจที่สาคัญ เช่น การประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นครั้งแรก
โ ด ย ท ร ง ดั ด แ ป ล ง ม า จ า ก ตั ว ห นั ง สื อ ข อ ม แ ล ะ ม อ ญ
อันเป็นรากฐานด้านอักษรศาสตร์จนนามาสู่การพัฒนาปรับปรุงเป็นอักษรไ
ท ย ใ น ปั จ จุ บั น ศิ ล า จ า รึ ก ห ลั ก ที่ 1
จึงเป็นศิลาจารึกที่จารึกเป็นอักษรไทยให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็ นม
า ข อ ง สุ โ ข ทั ย ใ น ด้ า น ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์
ส่วนการบารุงพุทธศาสนาในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 ( พระเจ ้าลิไท)
ท า ใ ห้ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ จ ริ ญ รุ่ ง เ รื อ ง ม า ก ใ น ส มั ย นี้
ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงสละราชย์สมบัติออกบวชเป็นพระภิกษุชั่วระยะ
ห นึ่ ง นั บ เ ป็ น แ บ บ อ ย่ า ง ข อ ง ก า ร บ ว ช เ รี ย น ใ น ส มั ย ต่ อ ม า
การที่พระองค์ทรงจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์โดยกาหนดให้การปกค
รองสงฆ์ออกเป็นสองคณะ กล่าวคือ คณะอรัญวาสีและคณะคามวาสี
แ ล ะ ก า ร ที่ พ ร ะ อ ง ค์ท ร ง พ ร ะ นิพ น ธ์ห นั ง สื อ ไ ต ร ภู มิพ ร ะ ร่ ว ง
ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่มุ่งเน ้นการสอนศีลธรรมให้ราษฎร
ป ร ะ พ ฤ ติ แ ต่ สิ่ ง ที่ ดี ง า ม ล ะ เ ว ้ น ค ว า ม ชั่ ว
ผู้ป ร ะ พ ฤ ติ ดี จ ะ ไ ด้ขึ้ น ส ว ร ร ค์ ผู้ป ร ะ พ ฤ ติชั่ ว จ ะ ต้อ ง ต ก น ร ก
ซึ่ ง พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง บ ร ร ย า ย ไ ว ้ อ ย่ า ง น่ า ส ะ พ รึ ง ก ลั ว
นับเป็นวรรณคดีร้อยแก ้วที่มีความสาคัญที่สุดในสมัยสุโขทัย โดยกล่าวถึง
โ ล ก ม นุ ษ ย์
สวรรค์และนรกเป็นวรรณคดีที่ได้รับการกล่าวอ ้างถึงในวรรณกรรมต่างๆ
แ ล ะ เ ป็ น
วรรณคดีที่มีความสาคัญต่อคาสอนในพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบันนี้
การศึกษาในสมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 – พ.ศ. 1921) มีลักษณะ
ดังนี้
1. รูปแบบการจัดการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
1 . 1 ฝ่ า ย อ า ณ า จั ก ร แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 2 ส่ ว น ไ ด้แ ก่
ส่วนที่หนึ่งเป็นการจัดการศึกษาสาหรับผู้ชายที่เป็นทหาร เช่น มวย กระบี่
ก ร ะ บ อ ง แ ล ะ อ า วุ ธ ต่ า ง ๆ ต ล อ ด จ น วิธี ก า ร บั ง คั บ ม ้า ช ้า ง
ตาราพิชัยสงครามซึ่งเป็ นวิชาชั้นสูงของผู้ที่จะเป็ นแม่ทัพนายก อ ง
และส่วนที่สอง พลเรือน เป็นการจัดการศึกษาให้แก่พลเรือนผู้ชายเรียน
คั ม ภี ร์ ไ ต ร เ พ ท โ ห ร า ศ า ส ต ร์ เ ว ช ก ร ร ม ฯ ล ฯ
ส่วนพลเรือนผู้หญิงให้เรียนวิชาช่างสตรี การปัก การย้อม การเย็บ
ก า ร ถัก ท อ น อ ก จ า ก นั้ น มี ก า ร อ บ ร ม บ่ม นิสั ย กิริย า ม า ร ย า ท
การทาอาหารการกินเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ ้านแม่เรือนที่ดีต่อไป
1.2 ฝ่ ายศาสนจักร เป็ นการศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
การจัดการศึกษาในสมัยสุโขทัยจึงเป็นการจัดการศึกษาที่เน ้นพระพุทธศา
ส น า แ ล ะ ศิ ล ป ศ า ส ต ร์
สมัยนี้พ่อขุนรามคาแหงได้นาช่างชาวจีนเข้ามาเผยแพร่การทาถ ้วยชามสัง
ค โ ล ก ใ ห้ แ ก่ ค น ไ ท ย
และหลังจากที่ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยแล้วงานด้านอักษรศาสตร์เจริญขึ้
น มีการสอนภาษาไทยในพระบรมมหาราชวัง มีวรรณคดีที่สาคัญ คือ
หนังสือไตรภูมิพระร่วงและตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
2. สถานศึกษา สาหรับสถานศึกษาในสมัยนี้ ประกอบด้วย
2 . 1 บ ้ า น
เป็นสถาบันสังคมพื้นฐานที่ช่วยทาหน ้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ด้านอาชีพ
ต า ม บ ร ร พ บุ รุ ษ ก า ร ก่ อ ส ร้ า ง บ ้ า น เ รื อ น
ศิลปะการป้องกันตัวสาหรับลูกผู้ชายและการบ ้านการเรือน เช่น การจีบพลู
การทาอาหารและการทอผ้าสาหรับลูกผู้หญิง เป็นต้น
2.2 สานักสงฆ์ เป็นสถานศึกษาที่สาคัญของราษฎรทั่วไป
เพื่อทาหน้าที่ขัดเกลาจิตใจ และแสวงหาธรรมะต่างๆ
2 . 3 ส า นั ก ร า ช บั ณ ฑิ ต
เป็นบ ้านของบุคคลที่ประชาชนยกย่องว่ามีความรู้สูง บางคนก็เป็นขุนนาง
มี ย ศ ถ า บ ร ร ด า ศั ก ดิ์ บ า ง ค น ก็ เ ค ย บ ว ช เ รี ย น แ ล้ว จึง มี ค วาม รู้
แตกฉานในแขนงต่างๆ
2 . 4 พ ร ะ ร า ช ส า นั ก
เป็นสถานศึกษาของพระราชวงศ์และบุตรหลานของขุนนางในราชสานัก
มีพราหมณ์หรือราชบัณฑิตเป็นครูสอน
3. วิชาที่สอน ไม่ได้กาหนดตายตัว สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
3 . 1 วิ ช า ค ว า ม รู้ ส า มั ญ
สันนิษฐานว่าในช่วงต้นสุโขทัยใช ้ภาษาบาลีและสันสกฤตในการศึกษา
ต่อมาในสมัยหลังจากที่พ่อขุนรามคาแหงได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช ้เ
มื่อ พ.ศ. 1826 จึงมีการเรียนภาษาไทยกัน
3 . 2 วิช า ชีพ เ รี ย น กั น ต า ม แ บ บ อ ย่ า ง บ ร ร พ บุ รุ ษ
ตระกูลใดมีความชานาญด้านใดลูกหลานจะมีความถนัดและประกอบอาชีพ
ต า ม แ บ บ อ ย่ า ง กั น ม า เ ช่ น
ตระกูลใดเป็นแพทย์ก็จะสอนบุตรหลานให้เป็นแพทย์
3.3 วิชาจ ริยศึก ษ า ส อ น ให้เคารพนับถือ บรรพบุรุษ
ก ารรู้จัก ก ตัญญูรู้คุณ ก ารรัก ษ าขน บธรรม เนียมประเพณี ดั้งเดิม
และการรู้จักทาบุญให้ทาน ถือศีลในระหว่างเข้าพรรษา เป็นต้น
3.4 วิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รู้จักการใช ้อาวุธ
การบังคับสัตว์ที่ใช ้เป็นพาหนะในการออกศึกและตาราพิชัยสงคราม
ความรู้เพิ่มเติมจากคาศัพท์ในเนื้อหา
1 . ค ณ ะ อ รั ญ ว า สี ( อ่ า น ว่ า อ ะ - รั น - ย ะ - ว า - สี )
เป็นชื่อเรียกคณะสงฆ์โบราณคณะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในป่ าห่างชุมชน หมายถึง
ภิ ก ษุ ผู้ อ ยู่ ใ น ป่ า ห รื อ ที่ เ รี ย ก โ ด ย ทั่ ว ไ ป ว่ า พ ร ะ ป่ า
ซึ่งมีกิจวัตรประจาวันเน ้นหนักไปในทางวิปัสสนา ธุระคือ อบรมจิต
เ จ ริ ญ ปั ญ ญ า นุ่ ง ห่ ม ด้ ว ย ผ้ า สี ป อ น ห รื อ สี ก รั ก
มุ่ ง ก า ร ป ฏิ บั ติ ธ ร ร ม แ ล ะ ก า ร เ ผ ย แ ผ่ เ ป็ น ห ลั ก
ไ ม่เน ้น งาน ด้าน ก ารบริหารปก ครอ ง ก ารศึก ษ าพระปริยัติธรรม
และสาธารณูปการหรือการก่อสร้างพัฒนาวัด ปัจจุบัน “อรัญวาสี”
ถูกนามาใช ้เป็นสร้อยนามสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะขึ้นไปเ
พื่อแสดงให้รู้ว่าเป็นพระป่า
2 . ค ณ ะ ค า ม ว า สี ( อ่ า น ว่ า ค า - ม ะ - ว า - สี )
เป็นชื่อเรียกคณะสงฆ์โบราณคณะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ ้าน ชุมชน หรือ
ตัวเมือง หมายถึง ภิกษุที่พานักอยู่ตามวัดในหมู่บ ้านหรือในตัวเมือง
มี กิ จ วั ต ร ป ร ะ จ า เ น้ น ห นั ก ไ ป ใ น ท า ง คั น ถ ธุ ร ะ
คือศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม มีภารกิจคือการบริหารปกครอง
การเผยแผ่ธรรม และการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามเป็นหลัก
เรียกกันทั่วไปว่า พระบ ้าน พระเมือง ปัจจุบัน “คามวาสี” ถูกนามาใช ้เป็น
สร้อยนามสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะชั้นราชขึ้นไป
เ พื่ อ แ ส ด ง ใ ห้รู้ว่า เ ป็ น พ ร ะ บ ้า น ทั้ง พ ร ะ ส ง ฆ์ฝ่ า ย ม ห า นิ ก า ย
และพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
3 . คั ม ภี ร์ไ ต ร เ พ ท คื อ คั ม ภี ร์ที่ ก ล่ า ว ถึง พ ร ะ เ ว ท 3 อ ย่ า ง
ซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่
3.1 ฤคเวท ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ ้า
3.2 ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ
3 . 3 ส า ม เ ว ท
ประมวลบทเพลงขับสาหรับสวดหรือร้องเป็นทานองในพิธีบูชายัญ
4. หนังสือตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เรียกอีกชื่อนึงว่า เรื่องนางนพมาศ
เป็นหนังสือที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย ผู้แต่งคือ นางนพมาศ หรือ
" ท้า ว ศ รี จุ ฬ า ลั ก ษ ณ์ " แ ต่ ห นั ง สื อ อ า จ ช า รุ ด เ สี ย ห า ย
และได้มีการแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่คงเนื้อหาเดิมของโบราณ
เพิ่งมีการชาระและตีพิม พ์เผยแพร่เป็ น ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457
เริ่ม ต้นว่าด้วยก าเนิดมนุษย์ ชาติภาษ า พร้อ ม แนะนาตัวผู้เขียน
“ข้าน้อยผู้ได้นามบัญญัติชื่อว่า ศรีจุฬาลักษณ์” เล่าถึงกาเนิดอาณาจักรและ
จ าก นั้นก็ส รรเส ริญพระเกียรติส ม เด็จ พร ะร่ว งเจ ้า เล่าถึงผู้ค น
ชาติตระกูลใน สุโขทัย และมาถึงประวัติส่วน ตัวขอ งน างน พม าศ
พ ร ะ ม โ ห ส ถ พ ร า ห ม ณ์
บิดาขอ งน า ง น พ ม า ศไ ด้เล่ า นิท า น ส อ น ใจ แก่ น า งส าม สี่ เ รื่ อ ง
จ า ก นั้ น น า ง เ ร ว ดี ม า ร ด า ใ ห้ โ อ ว า ท ส อ น ม า ร ย า ท
แ ล้ ว น า ไ ป ถ ว า ย ตั ว พ ร ะ ร่ ว ง เ จ ้ า
ช่วงต่อมานางนพมาศเล่าถึงพิธีพราหมณ์ทั้งสิ้น 12 พิธี เริ่มตั้งแต่เดือน 12
พิ ธี จ อ ง เ ป รี ย ง ต ร ง กั บ ช่ ว ง “ วั น เ พ็ ญ เ ดื อ น 1 2
เป็นนักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม” ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกม าเป็ น
“ ล อ ย ก ร ะ ท ง ท ร ง ป ร ะ ที ป ”
และสืบทอดกันมาเป็นพิธีลอยกระทงจนถึงปัจจุบัน
การศึกษาไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 – พ.ศ. 2310)
มีลักษณะ ดังนี้
ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ซึ่ง เ ป็ น ร า ช ธ า นี อั น ย า ว น า น ถึง 4 1 7 ปี
มีความเจริญทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง ระบบเศรษฐกิจและสังคม
สาหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากชนชาติ
ต่ า ง ๆ
ในเอเชียที่มีการเข้ามาติดต่อค้าขายและเข้ามาเพื่อตั้งหลักแหล่งหากินใน
ดินแดนไทย เช่น จีน มอญ ญวน เขมร อินเดีย และอาหรับ เป็นต้น
และตั้งแต่รัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 ชาติตะวันตกได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย
เช่น ชาติโปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรก และมีชนชาติอื่น ๆ ติดตามมา เช่น
ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น มีผลให้การศึกษาไทยมีความเจริญขึ้น
โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระเจ ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์ม
หาราช
สาหรับในสมัยก รุงศรีอ ยุธยา (พ.ศ. 1893 – พ.ศ. 2310)
การศึกษาได้มีการเปลี่ยนรูปแบบต่างไปจากการศึกษาในสมัยกรุงสุโขทัยเ
ล็ก น้อ ย จ ะมีก ารเรียน ก ารส อ น ใน วิช า ภาษ า บ าลี ภาษ าไ ท ย
และวิชาสามัญขั้นต้น โดยได้มีการแบ่งสานักเรียนออกเป็น 2 แห่ง ได้แก่
วัด ที่เปิดสอนนักเรียนของบรรดาบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป
และสานักราชบัณฑิตที่เปิดสอนแต่เฉพาะเจ ้านายและบุตรหลานข้าราชการ
เ ท่ า นั้ น ส า ห รั บ ก า ร ศึ ก ษ า ทั่ ว ไ ป ที่ เ ปิ ด ส อ น ใ น วั ด
ราษฎรจะนิยมพาบุตรหลานไ ปฝากกับพระ เพื่อเล่าเรียนหนังสือ
พ ร ะ ก็ จ ะ รั บ เ ด็ ก ๆ ที่ ผู้ป ก ค ร อ ง ม า ฝ า ก ไ ว ้เ ป็ น ลู ก ศิ ษ ย์
เพื่อทาการอบรมในทางศาสนา สอนหนังสือภาษาไทย ภาษาบาลี
ตามสมควร เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ (ผู้ชาย)
ก็ จ ะ ต้ อ ง ท า ก า ร อุ ป ส ม บ ท เ ป็ น พ ร ะ ภิ ก ษุ
ซึ่งถือ ไ ด้ว่าเป็ น ประเพณี ที่ถูก ปฏิบัติสืบต่อ กัน ม าอ ย่างยาวนาน
โ ด ย สื บ เ นื่ อ ง ม า จ า ก แ ผ่ น ดิ น ใ น ส มั ย พ ร ะ เ จ ้า บ ร ม โ ก ศ
เ พ ร า ะ พ ร ะ อ ง ค์ท ร ง ก ว ด ขั น ก า ร ศึก ษ า ท า ง พ ร ะ ศ า ส น า ม า ก
บุ ต ร ห ล า น ข้า ร า ช ก า ร ค น ใ ด ที่ จ ะ ถ ว า ย ตั ว เ ข้า รั บ ร า ช ก า ร
ถ ้า ยั ง ไ ม่ ไ ด้อุ ป ส ม บ ท ก็ ไ ม่ ท ร ง แ ต่ ง ตั้ ง ใ ห้เ ป็ น ข้า ร า ช ก า ร
และประเพณีนี้ยังถือได้ว่าเป็นตัวกาหนดที่ทาให้ทุกวัดในสมัยนั้นต้องเป็นโ
รงเรียน และพระภิกษุทุกรูปจะมีหน ้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอนหนังสือเด็กๆ
ไ ป ด้ ว ย แ ต่ ค า ว่ า “ โ ร ง เ รี ย น ”
ใ น เ ว ล า นั้น มี ลั ก ษ ณะ ต่ า ง กั บ โ รง เ รี ย นใ น ปั จ จุ บัน นี้ ก ล่ า วคือ
จ ะ ไ ม่ มี อ า ค า ร ป ลู ก ขึ้ น ส า ห รั บ ใ ช ้เ ป็ น ที่ เ รี ย น โ ด ย เ ฉ พ า ะ
หากเป็นศิษย์ของใครก็สอนอยู่ที่กุฎิของตนตามสะดวกและความพอใจ
พ ร ะ ภิ ก ษุ รู ป ห นึ่ ง ๆ
มี ศิษ ย์ไ ม่ กี่ ค น เ พ ร า ะ จ ะ ต้อ ง บิณ ฑ บ า ต ม า เ ลี้ ย ง ดู ศิษ ย์ ด้ว ย
ช า ว ยุ โ ร ป ที่ เ ข้ า ม า เ มื อ ง ไ ท ย ใ น ส มั ย ต่ า ง ๆ
ได้เล่าเรื่องการศึกษาของไทยไว ้ในหนังสือที่พวกเขาเหล่านั้นแต่งขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น เมอร์ซิเออร์ เดอะ ลาลูแบร์
ราชทูตผู้หนึ่งในคณะฑูตฝรั่งเศสครั้งที่ 2 ของพระเจ ้าหลุยส์ที่ 14
ซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว ้ ใ น ห นั ง สื อ ร า ช อ า ณ า จั ก ร ส ย า ม ว่ า
" พ ร ะ ส อ น ห นั ง สื อ ใ ห้ แ ก่ เ ย า ว ช น
ดังที่ข้าพเจ ้าได้เล่าแล้วและท่านอธิบายคาสั่งสอนแก่ราษฎร์ตามที่เขียนไว ้
ในหนังสือบาลี"
หรือจะเป็ นหนังสือ “ราชอาณาจักรไทยหรือประเทศสยาม” ของ
ม อ ง เ ซ น เ ย อ ร์ ปั ล เ ล อ กัว ซ์ สั ง ฆ ร า ช แ ห่ ง มั ล ล อ ส
ใ น ค ณ ะ ส อ น ศ า ส น า โ ร มั น ค า ท อ ลิ ก ข อ ง ฝ รั่ ง เ ศ ส
ประจาประเทศไทยซึ่งพิมพ์ออกจาหน่าย เมื่อ พ.ศ. 2397 กล่าวว่า
" ภ า ย ห ลั ง ห รื อ บ า ง ที ก่ อ น พิ ธี โ ก น จุ ก
บิดาม ารดาส่งบุตรขอ งตน ไ ปอ ยู่วัดเพื่อ เรียน อ่าน และเขียน ณ
ที่ นั่ น เ ด็ ก เ ห ล่ า นี้ รั บ ใ ช ้ พ ร ะ พ า ย เ รื อ ใ ห้ พ ร ะ
แ ล ะ รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ซึ่ง บิณ ฑ บ า ต ม า ไ ด้ร่ ว ม กั บ พ ร ะ ด้ว ย
พระส อ น อ่าน หนังสือ ให้เพีย งเล็ก น ้อ ย วัน ล ะค รั้ง หรือ ส อ ง ค รั้ง
ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทน ส่วนการศึกษาของเด็กหญิงมีการสอนให้ทาครัว
ตาน้าพริก ทาขนมมวนบุหรี่และจีบพลู”
ต่ อ ม า ใ น รั ช ส มั ย ข อ ง ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช
ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง ไ ท ย ก็ ไ ด้ มี ค ว า ม เ จ ริ ญ ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น
เพราะได้มีการเรียนการสอนทั้งภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร
พม่า มอญ และจีน ตามบันทึกแม ้กระทั่งนายประตูก็สามารถแต่งโคลงได้
แ ล ะ ไ ด้ป ร า ก ฏ ต า ม พ ง ศ า ว ด า ร ว่า ส ม เ ด็ จ เ จ้า ฟ
้ า ต รัส น้อย
โอรสองค์หนึ่งของ สมเด็จพระเพทราชา หรือ
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ม ห า บุรุ ษ วิสุ ท ธิเ ด ช อุด ม บ ร ม จัก ร พ ร ร ดิศ ร
บ ร ม น า ถ บ พิ ต ร ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า อ ยู่ หั ว
(พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 28) ได้ทรงศึกษาภาษาต่างๆ
จนชานาญทั้งภาษาบาลี สันสกฤต ฝรั่ง เขมร ลาว ญวน พม่า รามัญ
แ ล ะ จี น ทั้ ง ยั ง ท ร ง ศึ ก ษ า ด้ า น วิ ช า โ ห ร า ศ า ส ต ร์
และแพทยศาสตร์จากอาจารย์ต่าง ๆ เป็นอันมาก
ใ น ส่ ว น ข อ ง ส า นั ก เ รี ย น น อ ก จ า ก วัด ใ น บ า ง รั ช ก า ล ยั งมี
สานักราชบัณฑิต และโรงเรียนมิชชันนารี - สานักราชบัณฑิต
ก็จะมีพวกราชบัณฑิตที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือคอยสอนหนังสือให้แก่ลูก
ศิษย์ ซึ่งสานักราชบัณฑิตนี้มีต่อ มาจน ถึงสมัยก รุงรัตน โก สิน ทร์
แ ม ้ ใ น ต้ น รั ช ก า ล ที่ 5
ก็ยังมีราชบัณฑิตที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือพระเณรอยู่ในวัดพระศรีรัตนศา
ส ดาราม และวัดอื่น ๆ จ นเมื่อ มีโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ
และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแพร่หลายแล้ว สานักราชบัณฑิตจึงได้หมดไป
- โ ร ง เ รี ย น มิ ช ชั น น า รี
เป็นโรงเรียนที่ชาวตะวันตกได้เข้ามาสร้างเพื่อเผยแพร่ศาสนาและขณะเดีย
ว กั น ก็ ส อ น วิ ช า ส า มั ญ ด้ ว ย
ชาวยุโรปที่เข้ามาค้าขายและได้สร้างโรงเรียนมิชชันนารีขึ้นเป็นชาติแรก
คื อ ช า ว โ ป ร ตุ เ ก ส
ในระยะนั้นไทยเป็นประเทศเดียวในแถบเอเชียตะวันออกที่ไม่รังเกียจศาสน
า ใ ด ศ า ส น า ห นึ่ ง เ ล ย
พวกฝรั่งเห็นเป็นโอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมคนไทยให้เข้ารีตได้มากกว่าที่อื่น
ดั ง นั้ น บ า ท ห ล ว ง จึ ง ไ ด้ เ ดิ น ท า ง เ ข้ า ม า ม า ก ขึ้ น
พระเจ ้าแผ่นดินก็ทรงให้ความอุปถัมภ์พวกบาทหลวงถึงแก่พระราชทานทรั
พ ย์ ใ ห้ ส ร้ า ง โ บ ส ถ์ ก็ มี ดั ง เ ช่ น
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ได้พระราชทานทรัพย์ให้แก่บาทหลวงฝรั่งเศ
ส เป็นต้น
ในเวลาต่อมา เมื่อวิชาภาษาไทยได้มีการวางรากฐานที่ดีแล้ว
พระโหราธิบดี ก็ได้ประพันธ์หนังสือ “จินดามณี” ขึ้นมาในปี พ.ศ.
2 2 1 5 เ พื่ อ ถ ว า ย ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช
โดยมีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องของการใช ้สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์
การแจกลูก (การสะกดคา) การผันอักษร อักษรศัพท์ อักษรเลข
แ ล ะ ก า ร ส ะ ก ด ก า รั น ต์ ฯ ล ฯ
และได้ถูกนามาใช ้เป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทยสืบต่อมาเป็นเวลานาน
รูปแบบการจัดการศึกษาไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 –
พ.ศ. 2310) มีลักษณะ ดังนี้
1. การศึกษาวิชาสามัญ
เ น้น ก า ร อ่ า น เ ขี ย น เ รี ย น เ ล ข อั น เ ป็ น วิช า พื้ น ฐ า น
ส า ห รั บ ก า ร ป ร ะ ก อ บ สั ม ม า อ า ชี พ ข อ ง ค น ไ ท ย
โดยได้มีการใช ้หนังสือจินดามณีในการเรียนการสอน
2. การศึกษาทางด้านศาสนา
วัดยังมีบทบาทม าก ในส มัยส ม เด็จ พระเจ ้าอ ยู่หัวบรม โก ศ
พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง ส่ ง เ ส ริ ม พุ ท ธ ศ า ส น า
โดยทรงวางกฎเกณฑ์ไว ้ว่าประชาชนคนใดไม่เคยบวชเรียนเขียนอ่านมาก่อ
น จ ะ ไ ม่ ท ร ง แ ต่ ง ตั้ ง ใ ห้ เ ป็ น ข้ า ร า ช ก า ร
แ ล ะ ใ น ส มั ย ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช เ ป็ น ต้ น ม า
มีนักสอนศาสนาหรือมิชชันนารีได้จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือและวิชาอื่นๆ
ขึ้ น เ รี ย ก โ ร ง เ รี ย น มิ ช ชั น น า รี นี้ ว่ า “ โ ร ง เ รี ย น ส า ม เ ณ ร ”
เพื่อชักจูงให้ชาวไทยหันไปนับถือศาสนาคริสต์
3. การศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดี
ปรากฎว่า มีการสอนทั้งภาษาไทยบาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า
ม อ ญ แ ล ะ ภ า ษ า จี น
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ม หาราชมีวรรณคดีหลายเล่ม เช่น
เ สื อ โ ค ค า ฉั น ท์ ส มุ ท ร โ ฆ ษ ค า ฉั น ท์ อ นิ รุ ท ธ์ ค า ฉั น ท์
และกาสรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น
4. การศึกษาของผู้หญิง
มีการเรียนวิชาชีพ การเรือนการครัว ทอผ้า ตลอดจนกิริยามารยาท
เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ไ ม่ ใ ห้เ ขี ย น เ พ ล ง ย า ว โ ต้ ต อ บ กั บ ผู้ช า ย
แต่ผู้หญิงที่อยู่ในราชตระกูลเริ่มเรียนภาษาไทยตลอดทั้งการประพันธ์ด้วย
ในสมัยนี้โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่นาวิธีการทาขนมหวานที่ใช ้ไข่มาเป็นส่วน
ผ ส ม เ ช่ น ท อ ง ห ยิ บ ฝ อ ย ท อ ง
มาเผยแพร่จนขนมเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ขนมหวานของไทยในปัจจุบัน
5. การศึกษาวิชาการด้านทหาร
มีการจัดระเบียบการปกครองในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถท
ร ง แ ย ก ร า ช ก า ร ฝ่ า ย ท ห า ร แ ล ะ ฝ่ า ย พ ล เ รื อ น อ อ ก จ า ก กั น
หัวหน้าฝ่ ายทหารเรียก ว่า “สมุหกลาโหม” ฝ่ ายพลเรือนเรียก ว่า
“ส มุหนายก ” ในรัชส มัยพระราม าธิบดีที่ 2
ท ร ง จั ด ว า ง ร ะ เ บี ย บ ท า ง ด้ า น ก า ร ท ห า ร
มีการทาบัญชีคือการเกณฑ์คนเข้ารับราชการทหาร ผู้ชายอายุตั้งแต่ 13
ปี ขึ้ น ไ ป ถึ ง 6 0 ปี เ รี ย ก ว่ า ไ พ ร่ ห ล ว ง
เชื่อว่าต้องมีการศึกษาวิชาการทหารเป็นการศึกษาด้านพลศึกษาสาหรับผู้
ชาย ฝึกระเบียบวินัยเพื่อฝึกอบรมให้เป็นกาลังสาคัญของชาติ
สถานศึกษา
ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ยังคงเหมือนกับสมัยสุโขทัยแต่ที่แตกต่างออก
ไ ป ก็ คื อ มี “ โ ร ง เ รี ย น มิ ช ชั น น า รี ”
เป็นโรงเรียนที่ชาวตะวันตกได้เข้ามาสร้างเพื่อเผยแพร่ศาสนาและขณะเดีย
วกันก็สอนวิชาสามัญด้วย
เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการเรียนการสอน
1 . วิ ช า ส า มั ญ มี ก า ร เ รี ย น วิ ช า ก า ร อ่ า น เ ขี ย น เ ล ข
ใช ้แบบเรียนภาษาไทยจินดามณี (สอนโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน)
2. วิชาชีพเรียนรู้กันในวงศ์ตระกูล สาหรับเด็กผู้ชายได้เรียนวิชาวาดเขียน
แ ก ะ ส ลั ก แ ล ะ ช่ า ง ฝี มื อ ต่ า ง ๆ ที่ พ ร ะ ส ง ฆ์เ ป็ น ผู้ส อ น ใ ห้
ส่ ว น เ ด็ ก ผู้ห ญิ ง เ รี ย น รู้ก า ร บ ้า น ก า ร เ รื อ น จ า ก พ่ อ แ ม่
สมัยต่อมาหลังชาติตะวันตกเข้ามาแล้วมีการเรียนวิชาชีพชั้นสูงด้วย เช่น
ดาราศาสตร์ การทาน้าประปา การทาปืน การพาณิชย์ แพทยศาสตร์
ตารายา การก่อสร้าง ตาราอาหาร เป็นต้น
3 . ด้า น อั ก ษ ร ศ า ส ต ร์ มี ก า ร ศึ ก ษ า ด้า น อั ก ษ ร ศ า ส ต ร์
มี ว ร ร ณ ค ดี ห ล า ย เ ล่ ม ที่ เ กิ ด ขึ้ น เ ช่ น ส มุ ท ร โ ฆ ษ ค า ฉั น ท์
และกาศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น อีกทั้งมีการสอนภาษาไทย บาลี สันสกฤต
ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และจีน
4. วิชาจ ริยศึก ษ า เน ้น ก ารศึก ษ าด้าน พระพุทธศาส น าม าก ขึ้น
เ ช่ น ใ น ส มั ย พ ร ะ เ จ ้ า อ ยู่ หั ว บ ร ม โ ก ศ
ทรงกวดขันในเรื่องการศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาม าก
มีการกาหนดให้ผู้ชายที่เข้ารับราชการทุกคนจะต้องเคยบวชเรียนมาแล้ว
เ กิ ด ป ร ะ เ พ ณี ก า ร อุ ป ส ม บ ท เ มื่ อ อ า ยุ ค ร บ 2 0 ปี
นอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงให้เสรีภาพไม่กีดกันศาสนา
ท ร ง อุ ป ถั ม ภ์ พ ว ก ส อ น ศ า ส น า
เพราะทรงเห็นว่าศาสนาทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี
5. วิชาพลศึกษา ยังคงเหมือนสมัยสุโขทัย เน้นสอนด้านการทหาร
การศึกษาในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2311 –
พ.ศ. 2411)
1. สภาพการจัดการศึกษา
ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นระยะเวลาสั้นมาก คือ 15 ปี (พ.ศ. 2310-2326)
และบ ้านเมืองก็ยังอ ยู่ใน ระหว่างเสื่อมโทรม จากส งครามกั บพม่า
ฉะนั้น ส ภาพก ารศึก ษ าขอ งป ระ ชา ชน ค งไ ม่ไ ด้ฟื้ น ฟูเท่ า ที่ ค ว ร
วัดก็คงยังเป็นสถานศึกษาที่สาคัญสาหรับประชาชนเช่นเดียวกับสมัยกรุงศ
รีอยุธยา
ค รั้ น รั ช ส มั ย ร . 1 แ ล ะ ร . 2 บ ้า น เ มื อ ง ส ง บ สุ ข ม า ก ขึ้น
ไ ด้ มี ก า ร ฟื้ น ฟู ส ร ร พ วิ ท ย า ก า ร ต่ า ง ๆ
ที่ สู ญ ห า ย ไ ป ส มั ย เ สี ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ค รั้ ง ที่ 2
และใด้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตมากขึ้นทั้งฝ่ ายวัดและฝ่ ายราชสานัก
จึงพบว่าได้มีการรวบรวมชาระ แต่งซ่อมเสริมวรรณกรรมต่าง ๆ มากมายเช่น
ชาาระรวบรวมไตรปิฎก และชาระกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง
รวมทั้งวรรณกรรมสาคัญ ๆ เช่น ราชาธิราช สามก๊ก บทละครเรื่องรามเกียรติ์
บทละครเรื่องอิเหนา บทละครเรื่องอุณรุท และบทละครเรื่องสังข์ทอง ฯลฯ
(ในรัชส มัย ร.2 ไ ด้มีวรรณก รรม ประเภทบทละคร จ านวนม าก)
ซึ่งเหล่านี้แสดงให้เห็น ว่าประชาชนไ ด้มีการศึกษ าเล่าเรีย น ดีขึ้น
และคงมีสานักเรียนที่มีชื่อเสียงมากขึ้นทั้งในราชสานักและตามวัดต่าง ๆ
อีกประการหนึ่งน่าจะมีแบบเรียนที่เหมาะสมแก่การศึกษาเล่าเรียนในชั้นมูล
ฐาน จึงมีส่วนให้สร้างนักปราชญ์ขึ้นมามากมายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตามผลงานทางด้านวรรณกรรมในสมัยนี้มักจะเป็นผลงานของ
นั ก ป ร า ช ญ์ ใ น ร า ช ส า นั ก ม า ก ก ว่ า ป ร ะ ช า ช น ทั่ ว ไ ป
ส่ ว น วิ ธี ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า เ ล่ า เ รี ย น นั้ น
ยังไ ม่อ าจ จ ะส รุปใด้ว่ามีก ารพัฒนาดีขึ้นก ว่าส มัยก รุงศรีอยุธยา
กล่าวคือยังอยู่ในลักษณะวัดเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนเฉพาะกุลบุตรกุลธิดาที่ส
น ใ จ ห รื อ ใ ฝ่ ใ จ ที่ จ ะ ศึ ก ษ า เ ล่ า เ รี ย น
แต่การที่มีแบบเรียนที่เหมาะแก่การศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย เช่น ประถม
ก . ก า แ ล ะ ป ร ะ ถ ม ก . ก า หั ต อ่ า น
ย่อมทาให้กุลบุตรกุลธิดาเรียนรู้การเขียนการอ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ต่ อ ม า ส มั ย รั ช ก า ล ที่ 3
การจัดการศึกษายังคงอยู่ในรูปแบบเดิมคือวัดยังคงมีบทบาทสาคัญในการ
จั ด ก า ร ศึ ก ษ า แ ก่ ป ร ะ ช า ช น
ครั้นเมื่อได้มีการบูรณะวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) รัชกาลที่ 3
ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นแหล่งความรู้ทั่วไปสาหรับประชาชนจึงโป
รดเกล้าให้จารึกบทกวีนิพนธ์และตาราแพทย์แผนโบราณของไทยซึ่งเป็นปั
จจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้ประชาชนใส่ใจในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่จะได้มาศึ
ก ษ าหาความ รู้เพิ่ม เติม จ าก ส รรพ วิทยาก ารที่จ ารึก ไ ว ้เหล่านั้น
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งวิชาการที่ประชาชนทั่วไปอาจจะแสวงหาได้ด้วยตน
เอ งเพราะเหตุว่าใน ส มัยนั้น คนไ ท ยมัก จ ะ ปิ ด บัง คว าม รู้กั น อ ยู่
ก า ร ที่ น า วิ ท ย า ก า ร ต่ า ง ๆ
มาจารึกไว ้ในที่เปิดเผยเช่นนี้ทาให้ประชาชนเริ่มเห็นประโยชน์ที่จะศึกษาเ
ล่าเรียนเพื่ออ่านเขียนหนังสือได้
รั ช ส มั ย รั ช ก า ล ที่ 4
เริ่มเห็นความสาคัญในการศึกษาภาษาต่างประเทศซึ่งเป็นผลมาจากสมัยรั
ช ก า ล ที่ 2 ต อ น ป ล า ย พ . ศ 2 3 6 5
บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษอยากจะขยายการค้าขายมาถึงกรุงเทพ
ฯ ในครั้งนั้นการติดต่อค้าขายจาเป็นที่จะต้องมีการแปรผ่านล่ามถึง 2
ครั้งคืออังกฤษเป็นมลายูและมลายูเป็นไทยด้วยเหตุนี้เจ ้านายไทยจึงเริ่มเห็
นความสาคัญในก ารเรียน รู้ภาษ าอังก ฤษ โดยเฉพาะรัชก าลที่ 4
ส า ม า ร ถ เ รี ย น รู้ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ไ ด้ตั้ง แ ต่ ส มั ย ที่ ท ร ง ผ น ว ช อ ยู่
ครั้นเมื่อพระองค์ขึ้นเสวยราชสมบัติพระองค์ก็ได้จ ้างแหม่มแอนนามาสอนภ
า ษ า อั ง ก ฤ ษ แ ก่ ร า ช โ อ ร ส
และราชธิดาในราชสานักแต่อย่างไรก็ตามการศึกษาของประชาชนก็คงอยู่ใ
นสภาพเดิมคือวัดเป็นผู้จัดการศึกษาตามสภาพที่อานวยและยังไม่เห็นถึงก
า ร พั ฒ น า ก า ร ศึ ก ษ า ที่ ดี ขึ้ น จ า ก ส มั ย ก่ อ น ๆ
ส่วนหมอศาสนาคริสต์กลุ่มแบบติสได้จัดโรงเรียนมิชชันนารีขึ้นมาและได้รั
บความสนใจจากชาวไทยพอสมควรแต่อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาของ
กลุ่มสอนศาสนาคริสต์นี้เป็นผลให้เกิดการพัฒนาการศึกษาในสมัยรัชกาลที่
5 และเป็นการพัฒนาการศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบโรงเรียน
ในการเรียนการสอนในระยะสมัยกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนอ
ก จ า ก จ ะ ใ ช ้ จิ น ด า ม ณี ฉ บั บ
พระโหราธิบดีและจินดามณีฉบับสมัยพระเจ ้าบรมโกศแล้วปรากฏว่ามีหนังสื
อ แ บ บ เ รี ย น อื่ น ๆ
เพิ่มมาอีกหลายเล่มซึ่งจากในหนังสือบันทึกโบราณศึกษาบอกไว ้ว่าแบบเรี
ยนที่ศึกษากันในสมัยนี้มีอยู่ 5 เล่มคือประถม ก.กา สุบินทกุมาร
ประถม ม าลา ประถม จินดาม ณี เล่ม 1 ประถม จินดาม ณี เล่ม 2
ห นั ง สื อ ที่ ก ล่ า ว ข้า ง ต้น นี้ นั ก เ รี ย น จ ะ ต้อ ง เ รี ย น เ ป็ น ขั้ น ๆ
ขึ้ น ไ ป เ ริ่ ม ต้ น ด้ ว ย ป ร ะ ถ ม ก . ก า
ก่อนแล้วจึงจะอ่านสุบินทกุมารและเรียนประถมมาลาต่อจากนั้นจึงเรียนจิน
ดามณีเล่ม 1 ตามด้วยจินดามณีเล่ม 2 และหนังสืออ่านปร ะก อ บ
แ ต่ ก่ อ น ที่ จ ะ เ รี ย น ห นั ง สื อ ต่ า ง ๆ
นั้นครูจะต้องสอนให้อ่านบนกระดานดาและหัดเขียนตามตัวอย่างก่อนเรียก
ว่า นโม ก.ข. ในขั้นตอนนี้ไม่ต้องมีหนังสือเรียน
น อ ก จ าก นี้ยังอ าจ จ ะมีหนังสือ อื่นๆประก อ บอีก โดยเฉพาะ
กาพย์พระไชยสุริยาและหนังสือกลอนสวดอื่นๆเพื่อเป็นการทบทวนฝึกฝนก
า ร อ่ า น แ ล ะ ไ ด้ รั บ ค ว า ม เ พ ลิ ด เ พ ลิ น ไ ป ด้ ว ย
ตัวหนังสือโบราณศึกษาได้กล่าวว่าหนังสืออ่านประกอบเพื่อให้นักเรียนอ่า
นหนังสือได้คล่องมีอีกหลายเล่ม เช่น เสือโค จันทโครพ อนิรุธ สมุทรโฆษ
เพชรมงกุฎ สังข์ทอง กากี และอื่นๆ
สรุปท้ายบท (สิ่งที่ควรจา)
- ส มั ย ก รุ ง ธ น บุ รี แ ล ะ รั ต น โ ก สิ น ท ร์ ต อ น ต้ น
วัดยังคงเป็ น ส ถาน ที่ศึก ษ าเล่าเ รียน ขอ งปร ะช าชน ทั่ ว ไ ป
พระภิกษุที่มีความรู้เป็นครูสอนหนังสือแก่กุลบุตรไทย
- สมัย ร.3 ได้สร้างจารึกวัดโพธิ์ (วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม )
เป็นแหล่งวิทยาการเป็นปัจจัยให้วิชาการของไทยแพร่หลายมากขึ้น
และไม่จาเป็นจะต้องปิดบังเหมือนสมัยก่อนหน้านี้
- โรงเรียนที่เป็นระบบของพวกมิชชันนารี เปิดครั้งแรกปลายรัชสมัย
ร.3 แล้วถูกปิด เปิดกิจการใหม่สมัย ร.4
- หนังสือแบบเรียนที่สาคัญสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตัน ได้แก่ จินดามณี
ประถม ก.กา (และ ประถม ก.กา หัดอ่าน) ประถมมาลา สุบินทกุมาร
ประถมจินดามณี เล่ม 2
- ป ร ะ ถ ม ก . ก า แ ต่ ง ขั้ น ต อ น ป ล า ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า
และมานิยมมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตัน
- ป ร ะ ถ ม ก . ก า หั ด อ่ า น เ ป็ น ห นั ง สื อ อ่ า น ป ร ะ ก อ บ
แบบเสริมประสบการณ์คู่กับประถม ก.กา
- ประถม ก.กา เป็นหนังสือแบบเรียนที่ปรับปรุงจากจินดามณีให้ง่ายขึ้น
- ธรรมเนียมการประพันธ์ (ศิลปะการเรียบเรียง) หนังสือประถม ก.กา
เ ริ่ ม ตั้ ง แ ต่ ง่ า ย คื อ แ ม่ ก . ก า เ ป็ น ต้น ไ ป
แต่ละแม่สะกดนั้นมีการเทรกบทประพันธ์ประเภทกาพย์เป็นการทบท
วนและเป็นแบบฝึกหัด
- ห นั ง สื อ ป ร ะ ถ ม ก . ก า
ใ น ต อ น ท้า ย ที่ ก ล่ า ว ถึง ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ท า ง ด้น อั ก ข ร วิ ธี นั้ น
เข้าใจว่าบางส่วนได้มีการคัดลอกเพิ่มเติมสมัยที่ฝรั่งเข้ามาอยู่ในกรุงเ
ทพฯ มากขึ้น และเริ่มสนใจศึกษาภาษาไทย
- ประถม ก.กา มีเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนของอังกฤษด้วย
- ประถม ก .ก า หัดอ่าน แต่งขึ้นส มัยเดี ยวกับประถม ก .ก า
หรือในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน
- ประถม ก.กา หัดอ่าน แต่งเป็นกาพย์ล้วน ที่เรียกว่า "กลอนสวด"
- ประถม ก.กา หัดอ่านแต่งขึ้นหลังหนังสือกาพย์สุบิน ทกุม าร
เพราะมีการกล่าวถึงเรื่องสุบินทกุมาร
- ป ร ะ ถ ม ก . ก า หั ด อ่ า น
นอกจากจะเป็นหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์แล้วยังสอนใจเด็กอีกด้
วย คือ ส อ นจ ริยธรรม ส อ บวัตรปฏิบัติต่อ พระภิก ษุ (ครู)
และสอนการทามาหากินอีกด้วย
- สุ บิ น ท กุ ม า ร เ ป็ น ห นั ง สื อ ป ร ะ เ ภ ท ก ล อ น ส ว ด
และนิยมนามาสวดในที่ประชุมชนและสวดฟังคนเดียวในสมัยก่อน
- ก า พ ย์ สุ บิ น แ ต่ ง ขึ้ น ส มั ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ต อ น ป ล า ย
และแพร่หลายมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตัน
- ก า พ ย์เ รื่ อ ง สุ บิน เ ห ม า ะ แ ก่ ก า ร น า ม า ใ ห้เ ด็ ก อ่ า น ม า ก
เพระเป็นกลอนสวดมีจังหวะลีลาคล้ายกับกลอนประกอบการเล่นของเ
ด็ ก ๆ
และที่สาคัญมากเพราะตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กที่เป็นแบบอย่างที่ดี
- เ นื้ อ เ รื่ อ ง สุ บิ น
มีส่วนในการ์ปลูกฝังทัศนคติของเด็กให้เสื่อมใสในพุทธศาสนา
- ประถมมาลา เชื่อกันว่าพระเทพโมลี ( ผึ้ง หรือพึ่ง) วัดราชบูรณะ
แต่งขึ้นในสมัย ร.3
- วิธีก า ร ป ร ะ พั น ธ์ป ร ะ ถ ม ม า ล า แ ต่ ง เ ป็ น ก า พ ย์ต ล อ ดเล่ม
เนื้อหากล่าวถึงกฎเกณฑ์ทางด้านอักขรวิธีไทย
- ใ น ต อ น ท้ า ย ข อ ง ห นั ง สื อ ป ร ะ ถ ม ม า ล า
ได้กล่าวถึงวิธีการแต่งคาประพันธ์เล็กน้อย (ฉันท-ลักษณ์)
- หนังสือประถมจินดามณี เล่ม 2 กรมหลวงวงศาธิราชสนิทแต่งขึ้น
เมื่อ พ.ศ. 2392
- ประถมจินดามณีเล่ม 2 แต่งเลียนแบบจินดามณีของพระโหราธิบดี
เพียงแต่ปรับปรุงให้ง่ายขึ้น
- เนื้อหาโดยทั่วไปคล้ายกลึงกับหนังสือแบบเรียนอื่น ๆ คือประถม
ก.กา ประถมมาลา
- หนังสือแบบเรียนที่นิยมใช ้มากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ
จินดามณีฉบับของพระโหราธิบดี
- ห นั ง สื อ แ บ บ เ รี ย น เ ล่ ม อื่ น ๆ ใ ช ้ กั น บ ้ า ง
แต่ยังถือจินดามณีฉบับของพระโหราธิบดี เป็นหลัก
- เมื่อนักเรียนอ่านหนังสือได้พอควรแล้ว ครูมักจะให้อ่านหนังสืออื่น ๆ
เพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะเป็ นหนังสือที่เกี่ยวด้วยศาสนา ที่เรียกว่า
ธรรมนิทาน หรือชาดก
- บางสานักมีหนังสือวรรณคดีอื่น ๆ ก็นามาให้ลูกศิษย์ฝึกฝนในการอ่าน
เช่น สังข์ทอง ไกรทอง มณีพิชัย พระอภัยมณี กาพย์พระไชยสุริยา
ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (2547). [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/374332.
(วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
ประวัติปกครองคณะสงฆ์ไทย. (2551). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/reli/37.ht
m. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
มงคล สุตัญตั้งใจ. (2553). อีเลินนิ่ง: ตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
หรือตารับนางนพมาศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.mtk.ac.th/ebook/forum_posts.asp?TID=1755&
PN=1. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
คนสมัยก่อนเขาเรียนวิชาอะไรกันบ้าง? ย้อนประวัติศาสตร์
การศึกษาในสมัยกรุงศรีอยุธยา. (2561). [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : https://campus.campus-
star.com/variety/65904.html. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
การศึกสมัยโบราณ. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://sites.google.com/site/wanlop7777/kar- suk-thiy-ni-
xdit/ni-smay-xyuthya. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
การศึกษาในสมัยกรุงศรีอยุธยา. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-
1/study_of_thailand/03.html (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
แบบเรียนสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4.
(2550). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://old-book.ru.ac.th/e-
book/t/TH245(50)/TH245-3.pdf (วันที่ค้นข้อมูล 26 สิงหาคม 2564)
ผ่าหนังสือ “แบบเรียน” ยุคสุโขทัยถึงคณะราษฎร
การศึกษาเจริญช้า เกี่ยวกับแบบเรียนไหม?. (2562).
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.silpa-
mag.com/history/article_33105 (วันที่ค้นข้อมูล 27 สิงหาคม 2564)
สมาชิกในกลุ่ม
✘ 1. นางสาวชนิดา จาปาศรี รหัสนักศึกษา
6419050003
✘ 2. นายปิยะวัฒน์ รักราวี รหัสนักศึกษา 6419050006
✘ 3. นายวุฒิพงษ์ คงคาวงศ์ รหัสนักศึกษา
6419050011
✘ 4. นางสาวลดาวัลย์ สุวรรโณ รหัสนักศึกษา
6419050031
✘ 5. นายสมโภชน์ ไชยสิริวรากรณ์ รหัสนักศึกษา
6419050032

การศึกษาไทยในสมัยโบราณ

  • 1.
    การศึกษาไทยในสมัยโบราณ การศึกษาเป็นรากฐานที่มีความสาคัญที่สุดประการหนึ่งในการสร้างส รรค์ความ เจ ริญก้าว หน ้าแ ล ะแก ้ไ ขปั ญ หา ต่า ง ๆ ใน สังคม ไ ด้ โดยเฉพาะระบบการจัดการศึกษาซึ่งเป็นตัวกาหนดหลักสูตร จุดมุ่งหมาย แ น ว น โ ย บ า ย ใ น ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า เพื่อให้การศึกษาพัฒน าชีวิตของคนไ ปใน แน วทางที่พึงปร ะส งค์ สาหรับประเทศไทยมีวิวัฒนาการของการจัดการศึกษามาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศทาให้สังคมมีการเ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก ล่ า ว คื อ ปัจจัยภายในเกิดจากความต้องการพัฒนาสังคมให้มีความเจริญและทันสมั ย ส่วนปัจจัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ทั้ ง ท า ง ด้ า น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ ก า ร เ มื อ ง ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกันทาให้ประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทันสมัยเพื่อ ความ อ ยู่รอ ดและเกิดก ารพัฒนาให้ทัดเทียม กับนานาประ เ ท ศ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทาให้การจัดการศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการเรื่อยมา ส า ห รั บ ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง ไ ท ย ใ น ส มั ย โ บ ร า ณ นั้ น การศึกษาสมัยนี้เป็นการศึกษาแบบสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่เดิ ม จาเป็นที่คนไทยในสมัยนั้นต้องขวนขวายหาความรู้จากผู้รู้ในชุมชนต่างๆ ซึ่งการศึกษาในสมัยนี้มีบ ้านและวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา เช่น บ ้านเป็ นส ถานที่ อ บรมกล่อมเกลาจิตใจของส มาชิกภายในบ ้าน โดยมีพ่อ และแม่ทาหน ้าที่ใน การถ่ายทอ ดอ าชีพและอ บรมลูกๆ วั ง เ ป็ น ส ถ า น ที่ ร ว ม เ อ า นั ก ป ร า ช ญ์ ส า ข า ต่ า ง ๆ ม า เ ป็ น ขุ น น า ง รั บ ใ ช ้ เ บื้ อ ง พ ร ะ ยุ ค ล บ า ท โดยเฉพาะงานช่างศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างพระราชวังและประกอบพระราช พิ ธี ต่ า ง ๆ ซึ่ ง เ ป็ น ส ถ า น ที่ ที่ ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม รู้ ต่ า ง ๆ จ า ก ค น รุ่ น ห นึ่ ง ไ ป สู่ ค น อี ก รุ่ น ห นึ่ ง ส่ ว น วั ด เ ป็ น ส ถ า น ที่ ป ร ะ ก อ บ พิ ธี ก ร ร ม ท า ง ศ า ส น า พระจ ะทาหน ้าที่ใน ก ารอ บรม สั่งส อ น ธรรม ะแก่พุทธศาส นิก ชน โดยเฉพาะผู้ช ายไ ทยมี โอ ก าส ไ ด้ศึก ษ า ธร รม ะแ ละ บ วช เ รี ย น ในสังคมไทยจึงนิยมให้ผู้ชายบวชเรียนก่อนแต่งงานทาให้มีคุณธรรมและจิ ต ใ จ มั่ น ค ง ส า ม า ร ถ ค ร อ ง เ รื อ น ไ ด้ อ ย่ า ง มี ค ว า ม สุ ข นอกจากนี้ผู้ที่มาบวชเรียนนอกจากมาแสวงหาความรู้เรื่องธรรมะในวัดแล้ว
  • 2.
    ยังสามารถแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ในด้านศิลปวิทยาการต่าง ๆ ที่ เค ย ไ ด้ อ บ ร ม จ า ก ค ร อ บ ค รั ว ม า จะเห็นได้ว่าสถาบันทั้งสามนี้ล้วนแต่มีบทบาทในการศึกษาอบรมสาหรับคน ไทยในสมัยนั้นในการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง น อ ก จ า ก นี้ ใ น ชุ ม ช น ต่ า ง ๆ ก็มีภูมิปัญญามากมายซึ่งมีปราชญ์แต่ละสาขาวิชา เช่น ด้านการก่อสร้าง หัตถกรรม ศิลปกรรม ประติมากรรม และแพทย์แผนโบราณ เป็นต้น ส่วนพระมหากษัตริย์ในสมัยนี้มีพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการจั ด ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ส มั ย นั้ น แ ล ะ มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ ม า ก ล่ า ว คื อ พ่อขุนรามคาแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ ้าลิไท) ซึ่งพระราชกรณียกิจที่สาคัญ เช่น การประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นครั้งแรก โ ด ย ท ร ง ดั ด แ ป ล ง ม า จ า ก ตั ว ห นั ง สื อ ข อ ม แ ล ะ ม อ ญ อันเป็นรากฐานด้านอักษรศาสตร์จนนามาสู่การพัฒนาปรับปรุงเป็นอักษรไ ท ย ใ น ปั จ จุ บั น ศิ ล า จ า รึ ก ห ลั ก ที่ 1 จึงเป็นศิลาจารึกที่จารึกเป็นอักษรไทยให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็ นม า ข อ ง สุ โ ข ทั ย ใ น ด้ า น ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ส่วนการบารุงพุทธศาสนาในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 ( พระเจ ้าลิไท) ท า ใ ห้ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ จ ริ ญ รุ่ ง เ รื อ ง ม า ก ใ น ส มั ย นี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงสละราชย์สมบัติออกบวชเป็นพระภิกษุชั่วระยะ ห นึ่ ง นั บ เ ป็ น แ บ บ อ ย่ า ง ข อ ง ก า ร บ ว ช เ รี ย น ใ น ส มั ย ต่ อ ม า การที่พระองค์ทรงจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์โดยกาหนดให้การปกค รองสงฆ์ออกเป็นสองคณะ กล่าวคือ คณะอรัญวาสีและคณะคามวาสี แ ล ะ ก า ร ที่ พ ร ะ อ ง ค์ท ร ง พ ร ะ นิพ น ธ์ห นั ง สื อ ไ ต ร ภู มิพ ร ะ ร่ ว ง ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่มุ่งเน ้นการสอนศีลธรรมให้ราษฎร ป ร ะ พ ฤ ติ แ ต่ สิ่ ง ที่ ดี ง า ม ล ะ เ ว ้ น ค ว า ม ชั่ ว ผู้ป ร ะ พ ฤ ติ ดี จ ะ ไ ด้ขึ้ น ส ว ร ร ค์ ผู้ป ร ะ พ ฤ ติชั่ ว จ ะ ต้อ ง ต ก น ร ก ซึ่ ง พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง บ ร ร ย า ย ไ ว ้ อ ย่ า ง น่ า ส ะ พ รึ ง ก ลั ว นับเป็นวรรณคดีร้อยแก ้วที่มีความสาคัญที่สุดในสมัยสุโขทัย โดยกล่าวถึง โ ล ก ม นุ ษ ย์
  • 3.
    สวรรค์และนรกเป็นวรรณคดีที่ได้รับการกล่าวอ ้างถึงในวรรณกรรมต่างๆ แ ละ เ ป็ น วรรณคดีที่มีความสาคัญต่อคาสอนในพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบันนี้ การศึกษาในสมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 – พ.ศ. 1921) มีลักษณะ ดังนี้ 1. รูปแบบการจัดการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย 1 . 1 ฝ่ า ย อ า ณ า จั ก ร แ บ่ ง อ อ ก เ ป็ น 2 ส่ ว น ไ ด้แ ก่ ส่วนที่หนึ่งเป็นการจัดการศึกษาสาหรับผู้ชายที่เป็นทหาร เช่น มวย กระบี่ ก ร ะ บ อ ง แ ล ะ อ า วุ ธ ต่ า ง ๆ ต ล อ ด จ น วิธี ก า ร บั ง คั บ ม ้า ช ้า ง ตาราพิชัยสงครามซึ่งเป็ นวิชาชั้นสูงของผู้ที่จะเป็ นแม่ทัพนายก อ ง และส่วนที่สอง พลเรือน เป็นการจัดการศึกษาให้แก่พลเรือนผู้ชายเรียน คั ม ภี ร์ ไ ต ร เ พ ท โ ห ร า ศ า ส ต ร์ เ ว ช ก ร ร ม ฯ ล ฯ ส่วนพลเรือนผู้หญิงให้เรียนวิชาช่างสตรี การปัก การย้อม การเย็บ ก า ร ถัก ท อ น อ ก จ า ก นั้ น มี ก า ร อ บ ร ม บ่ม นิสั ย กิริย า ม า ร ย า ท การทาอาหารการกินเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ ้านแม่เรือนที่ดีต่อไป 1.2 ฝ่ ายศาสนจักร เป็ นการศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา การจัดการศึกษาในสมัยสุโขทัยจึงเป็นการจัดการศึกษาที่เน ้นพระพุทธศา ส น า แ ล ะ ศิ ล ป ศ า ส ต ร์ สมัยนี้พ่อขุนรามคาแหงได้นาช่างชาวจีนเข้ามาเผยแพร่การทาถ ้วยชามสัง ค โ ล ก ใ ห้ แ ก่ ค น ไ ท ย และหลังจากที่ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยแล้วงานด้านอักษรศาสตร์เจริญขึ้ น มีการสอนภาษาไทยในพระบรมมหาราชวัง มีวรรณคดีที่สาคัญ คือ หนังสือไตรภูมิพระร่วงและตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ 2. สถานศึกษา สาหรับสถานศึกษาในสมัยนี้ ประกอบด้วย 2 . 1 บ ้ า น เป็นสถาบันสังคมพื้นฐานที่ช่วยทาหน ้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ด้านอาชีพ ต า ม บ ร ร พ บุ รุ ษ ก า ร ก่ อ ส ร้ า ง บ ้ า น เ รื อ น
  • 4.
    ศิลปะการป้องกันตัวสาหรับลูกผู้ชายและการบ ้านการเรือน เช่นการจีบพลู การทาอาหารและการทอผ้าสาหรับลูกผู้หญิง เป็นต้น 2.2 สานักสงฆ์ เป็นสถานศึกษาที่สาคัญของราษฎรทั่วไป เพื่อทาหน้าที่ขัดเกลาจิตใจ และแสวงหาธรรมะต่างๆ 2 . 3 ส า นั ก ร า ช บั ณ ฑิ ต เป็นบ ้านของบุคคลที่ประชาชนยกย่องว่ามีความรู้สูง บางคนก็เป็นขุนนาง มี ย ศ ถ า บ ร ร ด า ศั ก ดิ์ บ า ง ค น ก็ เ ค ย บ ว ช เ รี ย น แ ล้ว จึง มี ค วาม รู้ แตกฉานในแขนงต่างๆ 2 . 4 พ ร ะ ร า ช ส า นั ก เป็นสถานศึกษาของพระราชวงศ์และบุตรหลานของขุนนางในราชสานัก มีพราหมณ์หรือราชบัณฑิตเป็นครูสอน 3. วิชาที่สอน ไม่ได้กาหนดตายตัว สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 3 . 1 วิ ช า ค ว า ม รู้ ส า มั ญ สันนิษฐานว่าในช่วงต้นสุโขทัยใช ้ภาษาบาลีและสันสกฤตในการศึกษา ต่อมาในสมัยหลังจากที่พ่อขุนรามคาแหงได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช ้เ มื่อ พ.ศ. 1826 จึงมีการเรียนภาษาไทยกัน 3 . 2 วิช า ชีพ เ รี ย น กั น ต า ม แ บ บ อ ย่ า ง บ ร ร พ บุ รุ ษ ตระกูลใดมีความชานาญด้านใดลูกหลานจะมีความถนัดและประกอบอาชีพ ต า ม แ บ บ อ ย่ า ง กั น ม า เ ช่ น ตระกูลใดเป็นแพทย์ก็จะสอนบุตรหลานให้เป็นแพทย์ 3.3 วิชาจ ริยศึก ษ า ส อ น ให้เคารพนับถือ บรรพบุรุษ ก ารรู้จัก ก ตัญญูรู้คุณ ก ารรัก ษ าขน บธรรม เนียมประเพณี ดั้งเดิม และการรู้จักทาบุญให้ทาน ถือศีลในระหว่างเข้าพรรษา เป็นต้น 3.4 วิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รู้จักการใช ้อาวุธ การบังคับสัตว์ที่ใช ้เป็นพาหนะในการออกศึกและตาราพิชัยสงคราม
  • 5.
    ความรู้เพิ่มเติมจากคาศัพท์ในเนื้อหา 1 . คณ ะ อ รั ญ ว า สี ( อ่ า น ว่ า อ ะ - รั น - ย ะ - ว า - สี ) เป็นชื่อเรียกคณะสงฆ์โบราณคณะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในป่ าห่างชุมชน หมายถึง ภิ ก ษุ ผู้ อ ยู่ ใ น ป่ า ห รื อ ที่ เ รี ย ก โ ด ย ทั่ ว ไ ป ว่ า พ ร ะ ป่ า ซึ่งมีกิจวัตรประจาวันเน ้นหนักไปในทางวิปัสสนา ธุระคือ อบรมจิต เ จ ริ ญ ปั ญ ญ า นุ่ ง ห่ ม ด้ ว ย ผ้ า สี ป อ น ห รื อ สี ก รั ก มุ่ ง ก า ร ป ฏิ บั ติ ธ ร ร ม แ ล ะ ก า ร เ ผ ย แ ผ่ เ ป็ น ห ลั ก ไ ม่เน ้น งาน ด้าน ก ารบริหารปก ครอ ง ก ารศึก ษ าพระปริยัติธรรม และสาธารณูปการหรือการก่อสร้างพัฒนาวัด ปัจจุบัน “อรัญวาสี” ถูกนามาใช ้เป็นสร้อยนามสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะขึ้นไปเ พื่อแสดงให้รู้ว่าเป็นพระป่า 2 . ค ณ ะ ค า ม ว า สี ( อ่ า น ว่ า ค า - ม ะ - ว า - สี ) เป็นชื่อเรียกคณะสงฆ์โบราณคณะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ ้าน ชุมชน หรือ ตัวเมือง หมายถึง ภิกษุที่พานักอยู่ตามวัดในหมู่บ ้านหรือในตัวเมือง มี กิ จ วั ต ร ป ร ะ จ า เ น้ น ห นั ก ไ ป ใ น ท า ง คั น ถ ธุ ร ะ คือศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม มีภารกิจคือการบริหารปกครอง การเผยแผ่ธรรม และการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามเป็นหลัก เรียกกันทั่วไปว่า พระบ ้าน พระเมือง ปัจจุบัน “คามวาสี” ถูกนามาใช ้เป็น สร้อยนามสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะชั้นราชขึ้นไป เ พื่ อ แ ส ด ง ใ ห้รู้ว่า เ ป็ น พ ร ะ บ ้า น ทั้ง พ ร ะ ส ง ฆ์ฝ่ า ย ม ห า นิ ก า ย และพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
  • 6.
    3 . คัม ภี ร์ไ ต ร เ พ ท คื อ คั ม ภี ร์ที่ ก ล่ า ว ถึง พ ร ะ เ ว ท 3 อ ย่ า ง ซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ 3.1 ฤคเวท ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ ้า 3.2 ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ 3 . 3 ส า ม เ ว ท ประมวลบทเพลงขับสาหรับสวดหรือร้องเป็นทานองในพิธีบูชายัญ 4. หนังสือตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เรียกอีกชื่อนึงว่า เรื่องนางนพมาศ เป็นหนังสือที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย ผู้แต่งคือ นางนพมาศ หรือ " ท้า ว ศ รี จุ ฬ า ลั ก ษ ณ์ " แ ต่ ห นั ง สื อ อ า จ ช า รุ ด เ สี ย ห า ย และได้มีการแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่คงเนื้อหาเดิมของโบราณ เพิ่งมีการชาระและตีพิม พ์เผยแพร่เป็ น ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 เริ่ม ต้นว่าด้วยก าเนิดมนุษย์ ชาติภาษ า พร้อ ม แนะนาตัวผู้เขียน “ข้าน้อยผู้ได้นามบัญญัติชื่อว่า ศรีจุฬาลักษณ์” เล่าถึงกาเนิดอาณาจักรและ จ าก นั้นก็ส รรเส ริญพระเกียรติส ม เด็จ พร ะร่ว งเจ ้า เล่าถึงผู้ค น ชาติตระกูลใน สุโขทัย และมาถึงประวัติส่วน ตัวขอ งน างน พม าศ พ ร ะ ม โ ห ส ถ พ ร า ห ม ณ์ บิดาขอ งน า ง น พ ม า ศไ ด้เล่ า นิท า น ส อ น ใจ แก่ น า งส าม สี่ เ รื่ อ ง จ า ก นั้ น น า ง เ ร ว ดี ม า ร ด า ใ ห้ โ อ ว า ท ส อ น ม า ร ย า ท แ ล้ ว น า ไ ป ถ ว า ย ตั ว พ ร ะ ร่ ว ง เ จ ้ า ช่วงต่อมานางนพมาศเล่าถึงพิธีพราหมณ์ทั้งสิ้น 12 พิธี เริ่มตั้งแต่เดือน 12 พิ ธี จ อ ง เ ป รี ย ง ต ร ง กั บ ช่ ว ง “ วั น เ พ็ ญ เ ดื อ น 1 2 เป็นนักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม” ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกม าเป็ น “ ล อ ย ก ร ะ ท ง ท ร ง ป ร ะ ที ป ” และสืบทอดกันมาเป็นพิธีลอยกระทงจนถึงปัจจุบัน การศึกษาไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 – พ.ศ. 2310) มีลักษณะ ดังนี้ ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ซึ่ง เ ป็ น ร า ช ธ า นี อั น ย า ว น า น ถึง 4 1 7 ปี มีความเจริญทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง ระบบเศรษฐกิจและสังคม
  • 7.
    สาหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากชนชาติ ต่ า งๆ ในเอเชียที่มีการเข้ามาติดต่อค้าขายและเข้ามาเพื่อตั้งหลักแหล่งหากินใน ดินแดนไทย เช่น จีน มอญ ญวน เขมร อินเดีย และอาหรับ เป็นต้น และตั้งแต่รัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 ชาติตะวันตกได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย เช่น ชาติโปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรก และมีชนชาติอื่น ๆ ติดตามมา เช่น ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น มีผลให้การศึกษาไทยมีความเจริญขึ้น โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระเจ ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์ม หาราช สาหรับในสมัยก รุงศรีอ ยุธยา (พ.ศ. 1893 – พ.ศ. 2310) การศึกษาได้มีการเปลี่ยนรูปแบบต่างไปจากการศึกษาในสมัยกรุงสุโขทัยเ ล็ก น้อ ย จ ะมีก ารเรียน ก ารส อ น ใน วิช า ภาษ า บ าลี ภาษ าไ ท ย และวิชาสามัญขั้นต้น โดยได้มีการแบ่งสานักเรียนออกเป็น 2 แห่ง ได้แก่ วัด ที่เปิดสอนนักเรียนของบรรดาบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป และสานักราชบัณฑิตที่เปิดสอนแต่เฉพาะเจ ้านายและบุตรหลานข้าราชการ เ ท่ า นั้ น ส า ห รั บ ก า ร ศึ ก ษ า ทั่ ว ไ ป ที่ เ ปิ ด ส อ น ใ น วั ด ราษฎรจะนิยมพาบุตรหลานไ ปฝากกับพระ เพื่อเล่าเรียนหนังสือ พ ร ะ ก็ จ ะ รั บ เ ด็ ก ๆ ที่ ผู้ป ก ค ร อ ง ม า ฝ า ก ไ ว ้เ ป็ น ลู ก ศิ ษ ย์ เพื่อทาการอบรมในทางศาสนา สอนหนังสือภาษาไทย ภาษาบาลี ตามสมควร เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ (ผู้ชาย) ก็ จ ะ ต้ อ ง ท า ก า ร อุ ป ส ม บ ท เ ป็ น พ ร ะ ภิ ก ษุ ซึ่งถือ ไ ด้ว่าเป็ น ประเพณี ที่ถูก ปฏิบัติสืบต่อ กัน ม าอ ย่างยาวนาน โ ด ย สื บ เ นื่ อ ง ม า จ า ก แ ผ่ น ดิ น ใ น ส มั ย พ ร ะ เ จ ้า บ ร ม โ ก ศ เ พ ร า ะ พ ร ะ อ ง ค์ท ร ง ก ว ด ขั น ก า ร ศึก ษ า ท า ง พ ร ะ ศ า ส น า ม า ก บุ ต ร ห ล า น ข้า ร า ช ก า ร ค น ใ ด ที่ จ ะ ถ ว า ย ตั ว เ ข้า รั บ ร า ช ก า ร ถ ้า ยั ง ไ ม่ ไ ด้อุ ป ส ม บ ท ก็ ไ ม่ ท ร ง แ ต่ ง ตั้ ง ใ ห้เ ป็ น ข้า ร า ช ก า ร และประเพณีนี้ยังถือได้ว่าเป็นตัวกาหนดที่ทาให้ทุกวัดในสมัยนั้นต้องเป็นโ รงเรียน และพระภิกษุทุกรูปจะมีหน ้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอนหนังสือเด็กๆ ไ ป ด้ ว ย แ ต่ ค า ว่ า “ โ ร ง เ รี ย น ” ใ น เ ว ล า นั้น มี ลั ก ษ ณะ ต่ า ง กั บ โ รง เ รี ย นใ น ปั จ จุ บัน นี้ ก ล่ า วคือ
  • 8.
    จ ะ ไม่ มี อ า ค า ร ป ลู ก ขึ้ น ส า ห รั บ ใ ช ้เ ป็ น ที่ เ รี ย น โ ด ย เ ฉ พ า ะ หากเป็นศิษย์ของใครก็สอนอยู่ที่กุฎิของตนตามสะดวกและความพอใจ พ ร ะ ภิ ก ษุ รู ป ห นึ่ ง ๆ มี ศิษ ย์ไ ม่ กี่ ค น เ พ ร า ะ จ ะ ต้อ ง บิณ ฑ บ า ต ม า เ ลี้ ย ง ดู ศิษ ย์ ด้ว ย ช า ว ยุ โ ร ป ที่ เ ข้ า ม า เ มื อ ง ไ ท ย ใ น ส มั ย ต่ า ง ๆ ได้เล่าเรื่องการศึกษาของไทยไว ้ในหนังสือที่พวกเขาเหล่านั้นแต่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมอร์ซิเออร์ เดอะ ลาลูแบร์ ราชทูตผู้หนึ่งในคณะฑูตฝรั่งเศสครั้งที่ 2 ของพระเจ ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว ้ ใ น ห นั ง สื อ ร า ช อ า ณ า จั ก ร ส ย า ม ว่ า " พ ร ะ ส อ น ห นั ง สื อ ใ ห้ แ ก่ เ ย า ว ช น ดังที่ข้าพเจ ้าได้เล่าแล้วและท่านอธิบายคาสั่งสอนแก่ราษฎร์ตามที่เขียนไว ้ ในหนังสือบาลี" หรือจะเป็ นหนังสือ “ราชอาณาจักรไทยหรือประเทศสยาม” ของ ม อ ง เ ซ น เ ย อ ร์ ปั ล เ ล อ กัว ซ์ สั ง ฆ ร า ช แ ห่ ง มั ล ล อ ส ใ น ค ณ ะ ส อ น ศ า ส น า โ ร มั น ค า ท อ ลิ ก ข อ ง ฝ รั่ ง เ ศ ส ประจาประเทศไทยซึ่งพิมพ์ออกจาหน่าย เมื่อ พ.ศ. 2397 กล่าวว่า " ภ า ย ห ลั ง ห รื อ บ า ง ที ก่ อ น พิ ธี โ ก น จุ ก บิดาม ารดาส่งบุตรขอ งตน ไ ปอ ยู่วัดเพื่อ เรียน อ่าน และเขียน ณ ที่ นั่ น เ ด็ ก เ ห ล่ า นี้ รั บ ใ ช ้ พ ร ะ พ า ย เ รื อ ใ ห้ พ ร ะ แ ล ะ รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ซึ่ง บิณ ฑ บ า ต ม า ไ ด้ร่ ว ม กั บ พ ร ะ ด้ว ย พระส อ น อ่าน หนังสือ ให้เพีย งเล็ก น ้อ ย วัน ล ะค รั้ง หรือ ส อ ง ค รั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทน ส่วนการศึกษาของเด็กหญิงมีการสอนให้ทาครัว ตาน้าพริก ทาขนมมวนบุหรี่และจีบพลู” ต่ อ ม า ใ น รั ช ส มั ย ข อ ง ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง ไ ท ย ก็ ไ ด้ มี ค ว า ม เ จ ริ ญ ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น เพราะได้มีการเรียนการสอนทั้งภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และจีน ตามบันทึกแม ้กระทั่งนายประตูก็สามารถแต่งโคลงได้ แ ล ะ ไ ด้ป ร า ก ฏ ต า ม พ ง ศ า ว ด า ร ว่า ส ม เ ด็ จ เ จ้า ฟ ้ า ต รัส น้อย โอรสองค์หนึ่งของ สมเด็จพระเพทราชา หรือ
  • 9.
    ส ม เด็ จ พ ร ะ ม ห า บุรุ ษ วิสุ ท ธิเ ด ช อุด ม บ ร ม จัก ร พ ร ร ดิศ ร บ ร ม น า ถ บ พิ ต ร ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า อ ยู่ หั ว (พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 28) ได้ทรงศึกษาภาษาต่างๆ จนชานาญทั้งภาษาบาลี สันสกฤต ฝรั่ง เขมร ลาว ญวน พม่า รามัญ แ ล ะ จี น ทั้ ง ยั ง ท ร ง ศึ ก ษ า ด้ า น วิ ช า โ ห ร า ศ า ส ต ร์ และแพทยศาสตร์จากอาจารย์ต่าง ๆ เป็นอันมาก ใ น ส่ ว น ข อ ง ส า นั ก เ รี ย น น อ ก จ า ก วัด ใ น บ า ง รั ช ก า ล ยั งมี สานักราชบัณฑิต และโรงเรียนมิชชันนารี - สานักราชบัณฑิต ก็จะมีพวกราชบัณฑิตที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือคอยสอนหนังสือให้แก่ลูก ศิษย์ ซึ่งสานักราชบัณฑิตนี้มีต่อ มาจน ถึงสมัยก รุงรัตน โก สิน ทร์ แ ม ้ ใ น ต้ น รั ช ก า ล ที่ 5 ก็ยังมีราชบัณฑิตที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือพระเณรอยู่ในวัดพระศรีรัตนศา ส ดาราม และวัดอื่น ๆ จ นเมื่อ มีโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแพร่หลายแล้ว สานักราชบัณฑิตจึงได้หมดไป - โ ร ง เ รี ย น มิ ช ชั น น า รี เป็นโรงเรียนที่ชาวตะวันตกได้เข้ามาสร้างเพื่อเผยแพร่ศาสนาและขณะเดีย ว กั น ก็ ส อ น วิ ช า ส า มั ญ ด้ ว ย ชาวยุโรปที่เข้ามาค้าขายและได้สร้างโรงเรียนมิชชันนารีขึ้นเป็นชาติแรก คื อ ช า ว โ ป ร ตุ เ ก ส ในระยะนั้นไทยเป็นประเทศเดียวในแถบเอเชียตะวันออกที่ไม่รังเกียจศาสน า ใ ด ศ า ส น า ห นึ่ ง เ ล ย พวกฝรั่งเห็นเป็นโอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมคนไทยให้เข้ารีตได้มากกว่าที่อื่น ดั ง นั้ น บ า ท ห ล ว ง จึ ง ไ ด้ เ ดิ น ท า ง เ ข้ า ม า ม า ก ขึ้ น พระเจ ้าแผ่นดินก็ทรงให้ความอุปถัมภ์พวกบาทหลวงถึงแก่พระราชทานทรั พ ย์ ใ ห้ ส ร้ า ง โ บ ส ถ์ ก็ มี ดั ง เ ช่ น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ได้พระราชทานทรัพย์ให้แก่บาทหลวงฝรั่งเศ ส เป็นต้น ในเวลาต่อมา เมื่อวิชาภาษาไทยได้มีการวางรากฐานที่ดีแล้ว พระโหราธิบดี ก็ได้ประพันธ์หนังสือ “จินดามณี” ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2 2 1 5 เ พื่ อ ถ ว า ย ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช
  • 10.
    โดยมีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องของการใช ้สระ พยัญชนะวรรณยุกต์ การแจกลูก (การสะกดคา) การผันอักษร อักษรศัพท์ อักษรเลข แ ล ะ ก า ร ส ะ ก ด ก า รั น ต์ ฯ ล ฯ และได้ถูกนามาใช ้เป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทยสืบต่อมาเป็นเวลานาน รูปแบบการจัดการศึกษาไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 – พ.ศ. 2310) มีลักษณะ ดังนี้ 1. การศึกษาวิชาสามัญ เ น้น ก า ร อ่ า น เ ขี ย น เ รี ย น เ ล ข อั น เ ป็ น วิช า พื้ น ฐ า น ส า ห รั บ ก า ร ป ร ะ ก อ บ สั ม ม า อ า ชี พ ข อ ง ค น ไ ท ย โดยได้มีการใช ้หนังสือจินดามณีในการเรียนการสอน 2. การศึกษาทางด้านศาสนา วัดยังมีบทบาทม าก ในส มัยส ม เด็จ พระเจ ้าอ ยู่หัวบรม โก ศ พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง ส่ ง เ ส ริ ม พุ ท ธ ศ า ส น า โดยทรงวางกฎเกณฑ์ไว ้ว่าประชาชนคนใดไม่เคยบวชเรียนเขียนอ่านมาก่อ น จ ะ ไ ม่ ท ร ง แ ต่ ง ตั้ ง ใ ห้ เ ป็ น ข้ า ร า ช ก า ร แ ล ะ ใ น ส มั ย ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์ ม ห า ร า ช เ ป็ น ต้ น ม า มีนักสอนศาสนาหรือมิชชันนารีได้จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือและวิชาอื่นๆ ขึ้ น เ รี ย ก โ ร ง เ รี ย น มิ ช ชั น น า รี นี้ ว่ า “ โ ร ง เ รี ย น ส า ม เ ณ ร ” เพื่อชักจูงให้ชาวไทยหันไปนับถือศาสนาคริสต์ 3. การศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดี ปรากฎว่า มีการสอนทั้งภาษาไทยบาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า ม อ ญ แ ล ะ ภ า ษ า จี น ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ม หาราชมีวรรณคดีหลายเล่ม เช่น เ สื อ โ ค ค า ฉั น ท์ ส มุ ท ร โ ฆ ษ ค า ฉั น ท์ อ นิ รุ ท ธ์ ค า ฉั น ท์ และกาสรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น 4. การศึกษาของผู้หญิง
  • 11.
    มีการเรียนวิชาชีพ การเรือนการครัว ทอผ้าตลอดจนกิริยามารยาท เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ไ ม่ ใ ห้เ ขี ย น เ พ ล ง ย า ว โ ต้ ต อ บ กั บ ผู้ช า ย แต่ผู้หญิงที่อยู่ในราชตระกูลเริ่มเรียนภาษาไทยตลอดทั้งการประพันธ์ด้วย ในสมัยนี้โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่นาวิธีการทาขนมหวานที่ใช ้ไข่มาเป็นส่วน ผ ส ม เ ช่ น ท อ ง ห ยิ บ ฝ อ ย ท อ ง มาเผยแพร่จนขนมเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ขนมหวานของไทยในปัจจุบัน 5. การศึกษาวิชาการด้านทหาร มีการจัดระเบียบการปกครองในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถท ร ง แ ย ก ร า ช ก า ร ฝ่ า ย ท ห า ร แ ล ะ ฝ่ า ย พ ล เ รื อ น อ อ ก จ า ก กั น หัวหน้าฝ่ ายทหารเรียก ว่า “สมุหกลาโหม” ฝ่ ายพลเรือนเรียก ว่า “ส มุหนายก ” ในรัชส มัยพระราม าธิบดีที่ 2 ท ร ง จั ด ว า ง ร ะ เ บี ย บ ท า ง ด้ า น ก า ร ท ห า ร มีการทาบัญชีคือการเกณฑ์คนเข้ารับราชการทหาร ผู้ชายอายุตั้งแต่ 13 ปี ขึ้ น ไ ป ถึ ง 6 0 ปี เ รี ย ก ว่ า ไ พ ร่ ห ล ว ง เชื่อว่าต้องมีการศึกษาวิชาการทหารเป็นการศึกษาด้านพลศึกษาสาหรับผู้ ชาย ฝึกระเบียบวินัยเพื่อฝึกอบรมให้เป็นกาลังสาคัญของชาติ สถานศึกษา ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ยังคงเหมือนกับสมัยสุโขทัยแต่ที่แตกต่างออก ไ ป ก็ คื อ มี “ โ ร ง เ รี ย น มิ ช ชั น น า รี ” เป็นโรงเรียนที่ชาวตะวันตกได้เข้ามาสร้างเพื่อเผยแพร่ศาสนาและขณะเดีย วกันก็สอนวิชาสามัญด้วย เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการเรียนการสอน 1 . วิ ช า ส า มั ญ มี ก า ร เ รี ย น วิ ช า ก า ร อ่ า น เ ขี ย น เ ล ข ใช ้แบบเรียนภาษาไทยจินดามณี (สอนโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน) 2. วิชาชีพเรียนรู้กันในวงศ์ตระกูล สาหรับเด็กผู้ชายได้เรียนวิชาวาดเขียน แ ก ะ ส ลั ก แ ล ะ ช่ า ง ฝี มื อ ต่ า ง ๆ ที่ พ ร ะ ส ง ฆ์เ ป็ น ผู้ส อ น ใ ห้ ส่ ว น เ ด็ ก ผู้ห ญิ ง เ รี ย น รู้ก า ร บ ้า น ก า ร เ รื อ น จ า ก พ่ อ แ ม่
  • 12.
    สมัยต่อมาหลังชาติตะวันตกเข้ามาแล้วมีการเรียนวิชาชีพชั้นสูงด้วย เช่น ดาราศาสตร์ การทาน้าประปาการทาปืน การพาณิชย์ แพทยศาสตร์ ตารายา การก่อสร้าง ตาราอาหาร เป็นต้น 3 . ด้า น อั ก ษ ร ศ า ส ต ร์ มี ก า ร ศึ ก ษ า ด้า น อั ก ษ ร ศ า ส ต ร์ มี ว ร ร ณ ค ดี ห ล า ย เ ล่ ม ที่ เ กิ ด ขึ้ น เ ช่ น ส มุ ท ร โ ฆ ษ ค า ฉั น ท์ และกาศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น อีกทั้งมีการสอนภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และจีน 4. วิชาจ ริยศึก ษ า เน ้น ก ารศึก ษ าด้าน พระพุทธศาส น าม าก ขึ้น เ ช่ น ใ น ส มั ย พ ร ะ เ จ ้ า อ ยู่ หั ว บ ร ม โ ก ศ ทรงกวดขันในเรื่องการศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาม าก มีการกาหนดให้ผู้ชายที่เข้ารับราชการทุกคนจะต้องเคยบวชเรียนมาแล้ว เ กิ ด ป ร ะ เ พ ณี ก า ร อุ ป ส ม บ ท เ มื่ อ อ า ยุ ค ร บ 2 0 ปี นอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงให้เสรีภาพไม่กีดกันศาสนา ท ร ง อุ ป ถั ม ภ์ พ ว ก ส อ น ศ า ส น า เพราะทรงเห็นว่าศาสนาทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี 5. วิชาพลศึกษา ยังคงเหมือนสมัยสุโขทัย เน้นสอนด้านการทหาร การศึกษาในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2311 – พ.ศ. 2411) 1. สภาพการจัดการศึกษา
  • 13.
    ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นระยะเวลาสั้นมาก คือ 15ปี (พ.ศ. 2310-2326) และบ ้านเมืองก็ยังอ ยู่ใน ระหว่างเสื่อมโทรม จากส งครามกั บพม่า ฉะนั้น ส ภาพก ารศึก ษ าขอ งป ระ ชา ชน ค งไ ม่ไ ด้ฟื้ น ฟูเท่ า ที่ ค ว ร วัดก็คงยังเป็นสถานศึกษาที่สาคัญสาหรับประชาชนเช่นเดียวกับสมัยกรุงศ รีอยุธยา ค รั้ น รั ช ส มั ย ร . 1 แ ล ะ ร . 2 บ ้า น เ มื อ ง ส ง บ สุ ข ม า ก ขึ้น ไ ด้ มี ก า ร ฟื้ น ฟู ส ร ร พ วิ ท ย า ก า ร ต่ า ง ๆ ที่ สู ญ ห า ย ไ ป ส มั ย เ สี ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ค รั้ ง ที่ 2 และใด้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตมากขึ้นทั้งฝ่ ายวัดและฝ่ ายราชสานัก จึงพบว่าได้มีการรวบรวมชาระ แต่งซ่อมเสริมวรรณกรรมต่าง ๆ มากมายเช่น ชาาระรวบรวมไตรปิฎก และชาระกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง รวมทั้งวรรณกรรมสาคัญ ๆ เช่น ราชาธิราช สามก๊ก บทละครเรื่องรามเกียรติ์ บทละครเรื่องอิเหนา บทละครเรื่องอุณรุท และบทละครเรื่องสังข์ทอง ฯลฯ (ในรัชส มัย ร.2 ไ ด้มีวรรณก รรม ประเภทบทละคร จ านวนม าก) ซึ่งเหล่านี้แสดงให้เห็น ว่าประชาชนไ ด้มีการศึกษ าเล่าเรีย น ดีขึ้น และคงมีสานักเรียนที่มีชื่อเสียงมากขึ้นทั้งในราชสานักและตามวัดต่าง ๆ อีกประการหนึ่งน่าจะมีแบบเรียนที่เหมาะสมแก่การศึกษาเล่าเรียนในชั้นมูล ฐาน จึงมีส่วนให้สร้างนักปราชญ์ขึ้นมามากมายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามผลงานทางด้านวรรณกรรมในสมัยนี้มักจะเป็นผลงานของ นั ก ป ร า ช ญ์ ใ น ร า ช ส า นั ก ม า ก ก ว่ า ป ร ะ ช า ช น ทั่ ว ไ ป ส่ ว น วิ ธี ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า เ ล่ า เ รี ย น นั้ น ยังไ ม่อ าจ จ ะส รุปใด้ว่ามีก ารพัฒนาดีขึ้นก ว่าส มัยก รุงศรีอยุธยา กล่าวคือยังอยู่ในลักษณะวัดเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนเฉพาะกุลบุตรกุลธิดาที่ส น ใ จ ห รื อ ใ ฝ่ ใ จ ที่ จ ะ ศึ ก ษ า เ ล่ า เ รี ย น แต่การที่มีแบบเรียนที่เหมาะแก่การศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย เช่น ประถม ก . ก า แ ล ะ ป ร ะ ถ ม ก . ก า หั ต อ่ า น ย่อมทาให้กุลบุตรกุลธิดาเรียนรู้การเขียนการอ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ต่ อ ม า ส มั ย รั ช ก า ล ที่ 3 การจัดการศึกษายังคงอยู่ในรูปแบบเดิมคือวัดยังคงมีบทบาทสาคัญในการ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า แ ก่ ป ร ะ ช า ช น
  • 14.
    ครั้นเมื่อได้มีการบูรณะวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) รัชกาลที่3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นแหล่งความรู้ทั่วไปสาหรับประชาชนจึงโป รดเกล้าให้จารึกบทกวีนิพนธ์และตาราแพทย์แผนโบราณของไทยซึ่งเป็นปั จจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้ประชาชนใส่ใจในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่จะได้มาศึ ก ษ าหาความ รู้เพิ่ม เติม จ าก ส รรพ วิทยาก ารที่จ ารึก ไ ว ้เหล่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งวิชาการที่ประชาชนทั่วไปอาจจะแสวงหาได้ด้วยตน เอ งเพราะเหตุว่าใน ส มัยนั้น คนไ ท ยมัก จ ะ ปิ ด บัง คว าม รู้กั น อ ยู่ ก า ร ที่ น า วิ ท ย า ก า ร ต่ า ง ๆ มาจารึกไว ้ในที่เปิดเผยเช่นนี้ทาให้ประชาชนเริ่มเห็นประโยชน์ที่จะศึกษาเ ล่าเรียนเพื่ออ่านเขียนหนังสือได้ รั ช ส มั ย รั ช ก า ล ที่ 4 เริ่มเห็นความสาคัญในการศึกษาภาษาต่างประเทศซึ่งเป็นผลมาจากสมัยรั ช ก า ล ที่ 2 ต อ น ป ล า ย พ . ศ 2 3 6 5 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษอยากจะขยายการค้าขายมาถึงกรุงเทพ ฯ ในครั้งนั้นการติดต่อค้าขายจาเป็นที่จะต้องมีการแปรผ่านล่ามถึง 2 ครั้งคืออังกฤษเป็นมลายูและมลายูเป็นไทยด้วยเหตุนี้เจ ้านายไทยจึงเริ่มเห็ นความสาคัญในก ารเรียน รู้ภาษ าอังก ฤษ โดยเฉพาะรัชก าลที่ 4 ส า ม า ร ถ เ รี ย น รู้ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ไ ด้ตั้ง แ ต่ ส มั ย ที่ ท ร ง ผ น ว ช อ ยู่ ครั้นเมื่อพระองค์ขึ้นเสวยราชสมบัติพระองค์ก็ได้จ ้างแหม่มแอนนามาสอนภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ แ ก่ ร า ช โ อ ร ส และราชธิดาในราชสานักแต่อย่างไรก็ตามการศึกษาของประชาชนก็คงอยู่ใ นสภาพเดิมคือวัดเป็นผู้จัดการศึกษาตามสภาพที่อานวยและยังไม่เห็นถึงก า ร พั ฒ น า ก า ร ศึ ก ษ า ที่ ดี ขึ้ น จ า ก ส มั ย ก่ อ น ๆ ส่วนหมอศาสนาคริสต์กลุ่มแบบติสได้จัดโรงเรียนมิชชันนารีขึ้นมาและได้รั บความสนใจจากชาวไทยพอสมควรแต่อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาของ กลุ่มสอนศาสนาคริสต์นี้เป็นผลให้เกิดการพัฒนาการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นการพัฒนาการศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบโรงเรียน ในการเรียนการสอนในระยะสมัยกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนอ ก จ า ก จ ะ ใ ช ้ จิ น ด า ม ณี ฉ บั บ
  • 15.
    พระโหราธิบดีและจินดามณีฉบับสมัยพระเจ ้าบรมโกศแล้วปรากฏว่ามีหนังสื อ แบ บ เ รี ย น อื่ น ๆ เพิ่มมาอีกหลายเล่มซึ่งจากในหนังสือบันทึกโบราณศึกษาบอกไว ้ว่าแบบเรี ยนที่ศึกษากันในสมัยนี้มีอยู่ 5 เล่มคือประถม ก.กา สุบินทกุมาร ประถม ม าลา ประถม จินดาม ณี เล่ม 1 ประถม จินดาม ณี เล่ม 2 ห นั ง สื อ ที่ ก ล่ า ว ข้า ง ต้น นี้ นั ก เ รี ย น จ ะ ต้อ ง เ รี ย น เ ป็ น ขั้ น ๆ ขึ้ น ไ ป เ ริ่ ม ต้ น ด้ ว ย ป ร ะ ถ ม ก . ก า ก่อนแล้วจึงจะอ่านสุบินทกุมารและเรียนประถมมาลาต่อจากนั้นจึงเรียนจิน ดามณีเล่ม 1 ตามด้วยจินดามณีเล่ม 2 และหนังสืออ่านปร ะก อ บ แ ต่ ก่ อ น ที่ จ ะ เ รี ย น ห นั ง สื อ ต่ า ง ๆ นั้นครูจะต้องสอนให้อ่านบนกระดานดาและหัดเขียนตามตัวอย่างก่อนเรียก ว่า นโม ก.ข. ในขั้นตอนนี้ไม่ต้องมีหนังสือเรียน น อ ก จ าก นี้ยังอ าจ จ ะมีหนังสือ อื่นๆประก อ บอีก โดยเฉพาะ กาพย์พระไชยสุริยาและหนังสือกลอนสวดอื่นๆเพื่อเป็นการทบทวนฝึกฝนก า ร อ่ า น แ ล ะ ไ ด้ รั บ ค ว า ม เ พ ลิ ด เ พ ลิ น ไ ป ด้ ว ย ตัวหนังสือโบราณศึกษาได้กล่าวว่าหนังสืออ่านประกอบเพื่อให้นักเรียนอ่า นหนังสือได้คล่องมีอีกหลายเล่ม เช่น เสือโค จันทโครพ อนิรุธ สมุทรโฆษ เพชรมงกุฎ สังข์ทอง กากี และอื่นๆ สรุปท้ายบท (สิ่งที่ควรจา) - ส มั ย ก รุ ง ธ น บุ รี แ ล ะ รั ต น โ ก สิ น ท ร์ ต อ น ต้ น วัดยังคงเป็ น ส ถาน ที่ศึก ษ าเล่าเ รียน ขอ งปร ะช าชน ทั่ ว ไ ป พระภิกษุที่มีความรู้เป็นครูสอนหนังสือแก่กุลบุตรไทย
  • 16.
    - สมัย ร.3ได้สร้างจารึกวัดโพธิ์ (วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม ) เป็นแหล่งวิทยาการเป็นปัจจัยให้วิชาการของไทยแพร่หลายมากขึ้น และไม่จาเป็นจะต้องปิดบังเหมือนสมัยก่อนหน้านี้ - โรงเรียนที่เป็นระบบของพวกมิชชันนารี เปิดครั้งแรกปลายรัชสมัย ร.3 แล้วถูกปิด เปิดกิจการใหม่สมัย ร.4 - หนังสือแบบเรียนที่สาคัญสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตัน ได้แก่ จินดามณี ประถม ก.กา (และ ประถม ก.กา หัดอ่าน) ประถมมาลา สุบินทกุมาร ประถมจินดามณี เล่ม 2 - ป ร ะ ถ ม ก . ก า แ ต่ ง ขั้ น ต อ น ป ล า ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า และมานิยมมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตัน - ป ร ะ ถ ม ก . ก า หั ด อ่ า น เ ป็ น ห นั ง สื อ อ่ า น ป ร ะ ก อ บ แบบเสริมประสบการณ์คู่กับประถม ก.กา - ประถม ก.กา เป็นหนังสือแบบเรียนที่ปรับปรุงจากจินดามณีให้ง่ายขึ้น - ธรรมเนียมการประพันธ์ (ศิลปะการเรียบเรียง) หนังสือประถม ก.กา เ ริ่ ม ตั้ ง แ ต่ ง่ า ย คื อ แ ม่ ก . ก า เ ป็ น ต้น ไ ป แต่ละแม่สะกดนั้นมีการเทรกบทประพันธ์ประเภทกาพย์เป็นการทบท วนและเป็นแบบฝึกหัด - ห นั ง สื อ ป ร ะ ถ ม ก . ก า ใ น ต อ น ท้า ย ที่ ก ล่ า ว ถึง ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ท า ง ด้น อั ก ข ร วิ ธี นั้ น เข้าใจว่าบางส่วนได้มีการคัดลอกเพิ่มเติมสมัยที่ฝรั่งเข้ามาอยู่ในกรุงเ ทพฯ มากขึ้น และเริ่มสนใจศึกษาภาษาไทย - ประถม ก.กา มีเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนของอังกฤษด้วย - ประถม ก .ก า หัดอ่าน แต่งขึ้นส มัยเดี ยวกับประถม ก .ก า หรือในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน - ประถม ก.กา หัดอ่าน แต่งเป็นกาพย์ล้วน ที่เรียกว่า "กลอนสวด" - ประถม ก.กา หัดอ่านแต่งขึ้นหลังหนังสือกาพย์สุบิน ทกุม าร เพราะมีการกล่าวถึงเรื่องสุบินทกุมาร - ป ร ะ ถ ม ก . ก า หั ด อ่ า น นอกจากจะเป็นหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์แล้วยังสอนใจเด็กอีกด้ วย คือ ส อ นจ ริยธรรม ส อ บวัตรปฏิบัติต่อ พระภิก ษุ (ครู) และสอนการทามาหากินอีกด้วย
  • 17.
    - สุ บิน ท กุ ม า ร เ ป็ น ห นั ง สื อ ป ร ะ เ ภ ท ก ล อ น ส ว ด และนิยมนามาสวดในที่ประชุมชนและสวดฟังคนเดียวในสมัยก่อน - ก า พ ย์ สุ บิ น แ ต่ ง ขึ้ น ส มั ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ต อ น ป ล า ย และแพร่หลายมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตัน - ก า พ ย์เ รื่ อ ง สุ บิน เ ห ม า ะ แ ก่ ก า ร น า ม า ใ ห้เ ด็ ก อ่ า น ม า ก เพระเป็นกลอนสวดมีจังหวะลีลาคล้ายกับกลอนประกอบการเล่นของเ ด็ ก ๆ และที่สาคัญมากเพราะตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กที่เป็นแบบอย่างที่ดี - เ นื้ อ เ รื่ อ ง สุ บิ น มีส่วนในการ์ปลูกฝังทัศนคติของเด็กให้เสื่อมใสในพุทธศาสนา - ประถมมาลา เชื่อกันว่าพระเทพโมลี ( ผึ้ง หรือพึ่ง) วัดราชบูรณะ แต่งขึ้นในสมัย ร.3 - วิธีก า ร ป ร ะ พั น ธ์ป ร ะ ถ ม ม า ล า แ ต่ ง เ ป็ น ก า พ ย์ต ล อ ดเล่ม เนื้อหากล่าวถึงกฎเกณฑ์ทางด้านอักขรวิธีไทย - ใ น ต อ น ท้ า ย ข อ ง ห นั ง สื อ ป ร ะ ถ ม ม า ล า ได้กล่าวถึงวิธีการแต่งคาประพันธ์เล็กน้อย (ฉันท-ลักษณ์) - หนังสือประถมจินดามณี เล่ม 2 กรมหลวงวงศาธิราชสนิทแต่งขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2392 - ประถมจินดามณีเล่ม 2 แต่งเลียนแบบจินดามณีของพระโหราธิบดี เพียงแต่ปรับปรุงให้ง่ายขึ้น - เนื้อหาโดยทั่วไปคล้ายกลึงกับหนังสือแบบเรียนอื่น ๆ คือประถม ก.กา ประถมมาลา - หนังสือแบบเรียนที่นิยมใช ้มากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ จินดามณีฉบับของพระโหราธิบดี - ห นั ง สื อ แ บ บ เ รี ย น เ ล่ ม อื่ น ๆ ใ ช ้ กั น บ ้ า ง แต่ยังถือจินดามณีฉบับของพระโหราธิบดี เป็นหลัก - เมื่อนักเรียนอ่านหนังสือได้พอควรแล้ว ครูมักจะให้อ่านหนังสืออื่น ๆ เพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะเป็ นหนังสือที่เกี่ยวด้วยศาสนา ที่เรียกว่า ธรรมนิทาน หรือชาดก
  • 18.
    - บางสานักมีหนังสือวรรณคดีอื่น ๆก็นามาให้ลูกศิษย์ฝึกฝนในการอ่าน เช่น สังข์ทอง ไกรทอง มณีพิชัย พระอภัยมณี กาพย์พระไชยสุริยา ฯลฯ เอกสารอ้างอิง พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (2547). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/374332. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564) ประวัติปกครองคณะสงฆ์ไทย. (2551). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/reli/37.ht m. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564)
  • 19.
    มงคล สุตัญตั้งใจ. (2553).อีเลินนิ่ง: ตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือตารับนางนพมาศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.mtk.ac.th/ebook/forum_posts.asp?TID=1755& PN=1. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564) คนสมัยก่อนเขาเรียนวิชาอะไรกันบ้าง? ย้อนประวัติศาสตร์ การศึกษาในสมัยกรุงศรีอยุธยา. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://campus.campus- star.com/variety/65904.html. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564) การศึกสมัยโบราณ. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/wanlop7777/kar- suk-thiy-ni- xdit/ni-smay-xyuthya. (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564) การศึกษาในสมัยกรุงศรีอยุธยา. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.baanjomyut.com/library_3/extension- 1/study_of_thailand/03.html (วันที่ค้นข้อมูล 16 สิงหาคม 2564) แบบเรียนสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4. (2550). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://old-book.ru.ac.th/e- book/t/TH245(50)/TH245-3.pdf (วันที่ค้นข้อมูล 26 สิงหาคม 2564) ผ่าหนังสือ “แบบเรียน” ยุคสุโขทัยถึงคณะราษฎร การศึกษาเจริญช้า เกี่ยวกับแบบเรียนไหม?. (2562). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.silpa- mag.com/history/article_33105 (วันที่ค้นข้อมูล 27 สิงหาคม 2564) สมาชิกในกลุ่ม ✘ 1. นางสาวชนิดา จาปาศรี รหัสนักศึกษา 6419050003 ✘ 2. นายปิยะวัฒน์ รักราวี รหัสนักศึกษา 6419050006
  • 20.
    ✘ 3. นายวุฒิพงษ์คงคาวงศ์ รหัสนักศึกษา 6419050011 ✘ 4. นางสาวลดาวัลย์ สุวรรโณ รหัสนักศึกษา 6419050031 ✘ 5. นายสมโภชน์ ไชยสิริวรากรณ์ รหัสนักศึกษา 6419050032