อารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ คือ อารยธรรมที่มนุษย์ถ่ายทอดความรู้ ค่านิยม
จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งด้วยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
แหล่งอารยธรรมยุคโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโลกมี ๔ แห่ง คือ อารยธรรมเมโส
โปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอินเดีย และอารยธรรมจีน
กาเนิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้า 2 สาย คือ แม่น้าไทกรีสและแม่น้ายูเฟรทีส เป็นแหล่งอารย
ธรรมแห่งแรกของโลก บริเวณนี้เป็นเขตที่ราบลุ่มแม่น้าอันอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางอาณาบริเวณ
ที่เป็นทะเลทรายและเขตภูเขา แม่น้าทั้งสองไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย ดินแดนเมโสโปเต
เมียเป็นดินแดนที่ควบคุมอาณาเขตกว้างขวาง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ามีลักษณะเป็นพื้นที่
ราบสูงกว่าตอนใต้ และจะลาดต่าลงมายังพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้าจึงมี
ความแห้งแล้ง การกสิกรรมจะต้องใช้ระบบชลประทาน ส่วนพื้นที่ราบลุ่มตอนล่างเป็นที่ราบต่า
เป็นที่ราบดินดอนที่อุดมสมบูรณ์ เกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่แม่น้าทั้งสองสายพัดเอา
โคลนตมมาทับถมไว้บริเวณ ปากน้า ทาให้เกิดพื้นดินงอกตรงปากแม่น้าทุกปี บริเวณนี้เรียกว่า
“บาบิโบเนีย” โดยเหตุนี้ทาให้มีชนหลายกลุ่มหลายเผ่าผลัดกันมาตั้งถิ่นฐาน และมีอานาจใน
ดินแดนแถบนี้
ชนเผ่าสุเมเรียน (Sumerian)
- เป็นชนเผ่าแรกที่เข้าครอบครอง และทาการก่อสร้างระบบชลประทานเป็นชาติแรก
- สังคมของสุเมเรียนยกย่อง เกรงกลัวเทพเจ้า จึงก่อสร้างเทวสถานที่เรียกว่า “ซิกกูแรต
(Ziggurat)” สร้างด้วยอิฐตากแห้ง เพื่อบูชาเทพเจ้าและขอความคุ้มครอง
- ชาวสุเมเรียน เป็นกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์อักษร ได้แก่ อักษรลิ่ม หรือ “คูนิฟอร์ม(cuneiform)” นัก
ประวัติศาสตร์จึงนับเอาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งยุคประวัติศาสตร์
- “กิลกาเมซ” Epic of Gilgamesh เป็นมหากาพย์ ที่ถูกแต่งขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้าท่วมโลก
- มีความเจริญทางด้านคณิตศาสตร์ ปฏิทิน และการชั่ง ตวง วัด
ชนเผ่าอะมอไรต์ (Amorite)
- หลังจากสุเมเรียนเสื่อมอานาจ ชาวอามอไรต์ Amorite ได้ตั้ง อาณาจักรบาบิโลเนีย
Babylonia ขึ้นมา การปกครองแบบรวมศูนย์ การจัดเก็บภาษี การเกณฑ์ทหาร
- สมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ( 1792-1745 B.C.) ได้มี “ประมวลกฎหมายฮัมมุราบี” เป็นลายลักษณ์
อักษร จารึกแผ่นศิลา ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในการลงโทษ
ชนเผ่าฮิตไทต์ (Hittite)
- เข้ายึดครองแทนในดินแดนแถบนี้ เมื่อ 1590 B.C.
ชนเผ่าคัสไซต์ (Kassite)
- อพยพมาจาก เทือกเขาซากรอส เข้าครอบครองต่อ และมีอายุยาวนานต่อเนื่องกว่า 400 ปี
ชนเผ่าอัสซีเรีย (Assyrian)
- พวกอัสซีเรียน ได้เข้ายึดครองกรุงบาบิโลน มีศูนย์กลางที่ นิเนเวห์ ตั้งจักรวรรดิอัสซีเรีย
- สมัยพระเจ้าอัสชูร์บานิปาล 668-629 B.C. อัสซีเรียมีความเจริญขีดสุด
ชนเผ่าคาลเดีย (Chaldean)
- เผ่าคาลเดียน เข้ายึดครองนิเนเวห์สาเร็จ สถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นใหม่
- สมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ 605-562 B.C. สามารถตีเยรูซาเลม และกวาดต้นเชลยมา
เป็นจานวนมาก ได้สร้าง “สวนลอยแห่งบาบิโลน” Hanging Gardens of Babylon
- ชาวคาลเดียน เป็นชาติแรกที่นาเอาความรู้ด้านดาราศาสตร์มาพยากรณ์โชคชะตามนุษย์ และยัง
สามารถคานวณด้านดาราศาสตร์ได้อย่างแม่นยา
539 B.C. พระเจ้าไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เซีย เข้ายึดครอง และผนวกเข้ากับจักรวรรดิ์เปอร์เซีย
ทาให้ประวัติศาสตร์แถบเมโสโปเตเมียสิ้นสุดลง
อารยธรรมที่มีความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกที่มีถิ่นกาเนิดในดินแดนใกล้เคียงกับอารย
ธรรมเมโสโปเตเมีย คือ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์เป็นอารยธรรมที่รู้จักกันอย่างกว้าง
ขว้างและมีผลต่อพัฒนาการทางความคิดในหลายๆ ด้าน เนื่องจากมีมรดกทางสถาปัตยกรรม เช่น
ปิรามิดและแนวความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาอีกด้วย
อียิปต์โบราณตั้งอยู่ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก โลกตะวันตกคือดินแดนที่อยู่รอบ
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนโลกตะวันออก ได้แก่ ดินแดนเมโสโปเตเมียและดินแดนในแถบลุ่ม
แม้น้าสินธุ ทิศเหนือของอียิปต์จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนทิศตะวันตกติดกับทะเลทรายซาฮา
รา ทะเลทรายลิเบีย และทะเลทรายนูเบียทางทิศตะวันออก ถัดไปคือ ทะเลแดง ทิศใต้จรด
ประเทศนูเบียหรือซูดานในปัจจุบัน อียิปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีพื้นที่ตั้งอยู่บน
สองฟากฝั่งแม่น้าไนล์ แม่น้าไนล์มีลักษณะที่ต่างไปจากแม่น้าอื่นๆ คือ ทอดตัวไหลจากภูเขาทาง
ตอนใต้ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ มีผลต่อการดาเนินชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ
มีนคือเส้นทางคมนาคมสายหลักและเป็นเสมือนเข็มทิศในการเดินทาง โดยใช้ร่วมกับทิศทางการ
ขึ้นและตกของดาวอาทิตย์ ชาวอียิปต์แบ่งช่วงแม่น้าไนล์เป็น 2 ช่วง คือ ต้นน้าทางตอนใต้เรียกว่า
“อียิปต์บน” (Upper Egypt) และปลายแม่น้าในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้าทางเหนือว่า “อียิปต์
ล่าง” (Lower Egypt)
ประมาณ 3,150 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าเมเนส (Menes) หรือนาเมอร์ (Narmer) สามารถ
รวบรวมเมืองต่างๆ ทั้งในอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน และตั้งเมืองเมมฟิส
(Memphis) เป็นเมืองหลวง ประวัติศาสตร์ของอียิปต์ยุคราชวงศ์จึงเริ่มต้นขึ้น ประวัติศาสตร์ของ
อียิปต์อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ดังนี้ 1.ยุคราชวงศ์เริ่มแรก อยู่ในช่วง 3100-2686 ปีก่อน
คริสตกาล โดยเริ่มตั้งแต่พระเจ้าเมเนส รวบรวมเมืองต่างๆ ได้ทั้งในอียิปต์ล้างและอียิปต์บนเข้า
เป็นอาณาจักรเดียวกัน และเข้าสู่ราชวงศ์ที่ 1 และ 2 ยุคนี้เป็นยุคการสร้างอียิปต์ให้มีความเป็น
ปึกแผ่นเข็มแข็ง
2.ยุคราชวงศ์เก่า อยู่ในช่วง 2686-2181 ก่อนคริสตกาล โดยเริ่มจากราชวงศ์ที่ 3 อียิปต์ประสบ
ความวุ่นวายทางการเมือง มีการย้ายเมืองหลวงไปตามเมืองต่างๆ แต่หลังจากนั้นก็มีราชวงศ์
อียิปต์ปกครองต่อมาอีก 2 ราชวงศ์ คือ ราชวงษ์ที่ 9 และ 10 ในยุคนี้อียิปต์มีฟาโรห์ปกครองเริ่ม
ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 3 ถึงราชวงศ์ที่ 6 ราชวงศ์ที่โดดเด่นในสมัยนี้คือ ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งมีการสร้างปิรา
มิดที่ยิ่งใหญ่มากมายโดยเฉพาะมหาปิรามิดของฟาโรห์คูฟูที่เมืองเซห์ ซึ่งสร้างขึ้นประมาณ 2,500
ปีก่อนคริสตกาล อียิปต์ในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่ง และการสร้างสรรค์ความเจริญ
ในยุคนี้ได้เป็นรากฐานและแบบแผนของความเจริญของอียิปต์ในสมัยราชวงศ์ต่อๆ มา
3.ยุคราชวงศ์กลาง อยู่ในช่วง 2,040-1,782 ปีก่อนคริสตกาล ระหว่างราชวงศ์ที่ 11-13 ฟาโรห์ที่
มีบทบาทในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับอียิปต์ในยุคนี้คือ อเมนเนมเฮตที่หนึ่ง (Amenemhet I)
จนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของอียิปต์ด้านเศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม การสร้างคลองติดต่อไปถึง
ทะเลแดง การสร้างเขื่อนกั้นน้า วรรณคดีทั้งบทร้อยแก้วและร้อยกรอง ยุคนี้เป็นช่วงเดียวกันกับ
อารยธรรมบาบิโลนของพระเจ้าฮัมมูราบี แต่ความรุ่งเรืองของอียิปต์ก็หยุดชะงักลงจากการ
รุกรานของกลุ่มชนปศุสัตว์เร่ร่อนคือ พวกฮิกโซส (Hyksos) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้ายึดครองซีเรีย
ปาเลสไตน์ และเอเชียไมเนอร์ได้แล้ว เพราะพวกฮิกโซสมีความเก่งกาจในการรบกว่าชาวอียิปต์
ทาให้สามารถครอบครองอียิปต์ไว้ได้ตั้งแต่ 1,670-1,570 ปีก่อนคริสตกาล แต่เนื่องด้วยอียิปต์มี
ความเจริญที่เหนือกว่า พวกฮิกโซสจึงเป็นฝ่ายรับความเจริญไปจากอียิปต์ จึงทาให้อารยธรรม
อียิปต์ไม่ขาดความต่อเนื่องแต่อย่างใด
4.ยุคราชวงศ์ใหม่ อยู่ในช่วง 1,570-332 ก่อนคริสตกาล ระหว่างราชวงศ์ที่ 18-31 เมื่อ ชาวอียิปต์
ได้ก่อกบฏและมีชัยเหนือชาวฮิกโซส จึงเริ่มราชวงศ์ที่ 18 และขยายอานาจการปกครองไปยัง
ดินแดนซีเรีย ปาเลสไตน์และฟินิเซีย เพาะมีอาณาเขตกว้างมากขึ้น สมัยนี้จึงได้รับการขนานนาม
ว่า “สมัยจักรพรรดิ” (Empire) แต่ในช่วงหลังๆ อานาจการปกครองจากส่วนกลางค่อยลดลง
เหล่าขุนนางที่ปกครองเมืองที่หางไกลก็เริ่มแข็งขืนต่ออานาจมากขึ้นจนถึงประมาณ 700 ปีก่อน
คริสตกาล อียิปต์ก็พ่ายแพ้ต่อชาวอัสซีเรียน และเมื่ออาณาจักรเปอร์เซียได้เข้ายึดครองเมโสโปเต
เมีย อียิปต์ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของเปอร์เซีย และประมาณ 332 ปีก่อนคริสตกาล ดินแดน
อารยธรรมทั้งเมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย และอียิปต์ก็ได้ตกอยู่ภายใต้อานาจการปกครองของ
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
อารยธรรมของอียิปต์ได้สร้างมรดกมากมายหลายด้านแก่โลก การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆของ
ชาวอียิปต์โบราณนอกจากการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจากความโหดร้ายของธรรมชาติยัง
ได้รับแรงผลักดันจากความคิดความเชื่อทางศาสนาและชีวิตหลังความตายอีกด้วย ชาว
อียิปต์ยอมรับนับถือเทพเจ้ามากมาย ในแต่ละชุมชนมีวัดหรือวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นที่
ประกอบพิธีทางศาสนา บูชาเทพเจ้าและดวงวิญญาณของฟาโรห์ ชาวอียิปต์นับถือเทพ
แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมาใน จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส แมว แมลงเต่าทอง และในเวลา
ต่อมาการบูชาสัตว์ได้เปลี่ยนเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ และเป็นคนโดยสมบูรณ์ เช่นการนับถือ
ดวงอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ และเทพเจ้าที่สาคัญที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ซึ่งชาว
อียิปต์ให้ความนับถือ คือ โอซิริส (Osiris) ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่มีความอมตะ เป็นประมุข
แห่งเทพเจ้าทั้งหลาย และเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และความตาย เทพเจ้าเร(Re) เป็น
เทพแห่งดวงอาทิตย์ผู้ประทานชีวิต นอกจากนั้นแล้วยังนิยมบูชาพระเครื่องและตะกรุดเป็น
เครื่องรางของขลัง จึงกล่าวได้ว่า ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากลึกและ
ความเชื่อที่โดดเด่นพิเศษของชาวอียิปต์อีกประการหนึ่ง คือ ความเชื่อในโลกหน้าหรือความเชื่อ
เกี่ยวกับโลกหลังความตาย ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่สาคัญยิ่งในการก่อสร้างปิรามิดและการทามัมมี่
กรีกเป็นคาที่ชาวโรมันเรียกชาวกรีก หรือกรีซในปัจจุบัน แต่ชาวกรีกเองเรียกตนเองว่า “เฮล
ลีนส์” และเรียกความเจริญอารยธรรมที่ตนสร้างสรรค์ว่า “เฮเลนนิค” (Hellenic) ประเทศต้น
กาเนิดของอารยธรรมตะวันออกคือ อินเดียและจีนส่วนต้นกาเนิดของอารยธรรมตะวันตกก็คือ
กรีกชาวตะวันตกทุกชาติไม่ว่าสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อังกฤษ อิตาลี
เยอรมนี ฯลฯ ใช้อารยธรรมที่ล้วนแล้วแต่มีรากดั้งเดิมมาจากกรีกทั้งนั้น
กรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณรอบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ติดต่อกับอารยธรรมยุคเก่าซึ่งมี
อานาจในการปกครองดินแดนแถบนี้ 2 แห่งของโลก คือ อียิปต์และตอนเหนือของเมโสโปเต
เมียและที่สาคัญอีกอย่างคือ ดินแดนรอบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นแหล่งเชื่อม 3 ทวีป คือ อาฟริกา
เอเซียและยุโรป และเป็นชุมทางการเคลื่อนตัวของมนุษย์สมัยโบราณในยุคหินเก่าและหินใหม่
เนื่องจากกรีกเป็นเมืองค้าขายจึงมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความคิดอันหลากหลายจากพ่อค้าจาก
ต่างถิ่นที่แวะเข้ามาทาการค้าขาย เมืองส่วนใหญ่ของกรีกเป็นเมืองค้าขายมีที่ราบเล็กๆ ในหุบเขา
ที่จะผลิตอาหารได้จานวนจากัด กรีกจึงมีแนวโน้มจัดตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่รวมศูนย์ การ
เป็นเมืองค้าขายเปิดโอกาสให้ได้รับการถ่ายทอดความคิดจากพ่อค้าที่แวะเข้ามาจากการเดินทาง
ออกไปยังอียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย เป็นต้น ทาให้กรีกสามารถตั้งคาถาม วิเคราะห์ความ
แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้มาก จากการที่กรีกปกครองเป็นนครรัฐ (Polis) จึงทาให้
กรีกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้านั้นหรือในยุคเดียวกัน คือ ไม่มีระบบความเชื่อเกี่ยวกับ
พระเจ้าที่มีอานาจสูงสุดหรือสมบูรณ์ตายตัว จากจุดนี้จึงเป็นสาเหตุให้กรีกกลายเป็นนักวิเคราะห์
และนักเหตุผลนิยมได้ดีกว่าอารยธรรมอื่นที่ผ่านๆ มา และในที่สุดกรีกก็เป็นหนึ่งในอารยธรรม
แรกๆ ที่สร้างระบบคิดแบบเปิด คือ ระบบปรัชญาที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเน้นการถกเถียง
ระหว่างปัญญาชนที่หลายหลายขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในกรีก อินเดีย
และจีน ชาวกรีกให้การเทพเจ้าหลายองค์ เทพส่วนมากมีความเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ เช่น Zeus
ควบคุมท้องฟ้า พายุและฝน เทพ Poseidon ควบคุมทะเล เทพ Aphrodite เป็นเทพแห่งความรัก
เป็นต้น แต่การนับถือเทพของชาวกรีกมีความแตกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ คือ แต่ละบุคคล
สามารถบนบานต่อเทพได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพระนักบวช และเทพในอารยธรรมกรีกนั้นมี
ความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา ส่วนเรื่องของความตายนั้น กรีกโบราณมีความคิดที่แตกต่าง
ไปจากอียิปต์ คือ ชาวกรีกจะไม่สนใจความเป็นไปภายหลังความตาย ไม่สนใจต่อร่างกายที่ และ
เมื่อคนตายลงก็จะใช้วิธีเผาศพ และมีความคิดว่า เงาหรือผีจะอยู่ชั่วระยะหนึ่งหลังจากที่ตายไปทุก
คนจะไปยังอาณาจักรแห่งความตาย ซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมของเทพเจ้าใต้บาดาล คือ เฮเดส
(Hades) แต่อาณาจักรแห่งความตายนี้มิใช่นรกหรือสวรรค์ ไม่มีการรับรางวัลแห่งความดีหรือ
การถูกลงโทษจากการกระทาผิด แต่จะอยู่ในลักษณะเดียวกันเหมือนกับการมีชีวิตอยู่บนโลก
มนุษย์ กิจกรรมสาคัญของชาวกรีก ก็คือ การรื่นเริงถวายเทพเจ้าที่ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับศาสน
ปฏิบัติ ซึ่งแสดงออกโดยที่นครรัฐทุกแห่งจะมีงานรื่นเริงประจานครรัฐของตนและมีการแข่งกีฬา
การแข่งขันกีฬาถวายเทพเจ้าที่สาคัญที่สุด คือ โอลิมเบีย (Olympia) ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มในแคว้นเอ
ลิส(Elis) ได้เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ 776 ปีก่อนคริสตกาล ณ ที่นี้มีวิหารของเทพเจ้าสูงสุด คือเทพเจ้า
ซีอุส(Zeus) และการแข่งขันกีฬาที่โอลิมเปียนี้เรียกว่า กีฬาโอลิมปิก (Olympic Game)
จุดเริ่มต้นของอารยธรรมโรมัน ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม ซึ่งตั้งอยู่
บนฝั่งแม่น้าไทเบอร์ และอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 15 ไมล์ ที่ตั้งของกรุงโรมมีเนินเขา 7
ลูก เป็นแนวป้องกันไม่ให้ศัตรูรุกรานได้ง่าย คาบสมุทรอิตาลีมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ 4 แบบ
คือ 1.ทางตอนเหนือมีที่ราบอยู่ระหว่างภูเขาแอลป์กับภูเขาแอปเพนไนส์ คือ ที่ราบลอมบาร์ดี
2.ตอนกลางของคาบสมุทรอิตาลีมีแนวภูเขาแอปเพนไนส์ ทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้ มีความยาว
ประมาร 800 ไมล์
3.ที่ราบด้านตะวันออกของภูเขาแอปเพนไนส์ขนานยาวไปกับชายฝั่งทะเล
4.ที่ราบด้านตะวันตกของภูเขาแอปเพนไนส์ขนานยาวไปกับชายฝั่งทะเล บริเวณตอนกลางมีที่
ราบลุ่มบริเวณแม่น้าไทเบอร์ เรียกว่า ที่ราบลุ่มละติอุม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโรม จากลักษณะทาง
ภูมิศาสตร์ดังกล่าวคาบสมุทรอิตาลีสามารถทาการติดต่อคมนาคมและมีความอุดมสมบูรณ์กว่า
คาบสมุทรกรีก ภูเขามิได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง แต่เป็นเสมือนกระดูกสันหลัง ลักษณะภูมิอากาศ
เป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนเหมือนกับคาบสมุทรกรีก ดังนั้น บริเวณนี้จึงเหมาะแก่การเพาะปลูก
องุ่นและมะละกอ ซึ่งชาวกรีกได้นาเข้ามาเผยแพร่ ชนเผ่า ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณ
คาบสมุทรอิตาลีเป็นชนเผ่าอินโดยูโรเปียนที่อพยพเข้ามามี 3 ช่วง คือ ในช่วงระยะประมาณ
2,000-800 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอินโดยูโรเปียนได้อพยพมาจากลุ่มแม่น้าดานูบเข้าสู่
คาบสมุทรอิตาลีและตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนเหนือและตอนกลาง โดยผสมผสานกับชาวพื้นเมือง
ดั้งเดิมที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ทาให้ชนกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าพวกอิตาลิค โดย
ส่วนใหญ่พวกนี้จะตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่ราบลุ่มละติอุม ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง
ว่า พวกลาติน ต่อมาในช่วงระยะเวลา 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกอีทรัสกันได้อพยพเข้ามาตั้ง
รกรากในคาบสมุทรอิตาลีทางด้านตะวันตก ตั้งแต่แม่น้าโปไปจนถึงเนเปิลส์ พวกอิตาลิคหรือ
ลาตินถูกพวกอีทรัสกันปกครอง ซึ่งพวกนี้ได้น้าความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชาวลาติน ทั้งเรื่อง
การค้า ความรู้ และทักษะการหลอมโลหะ ภาษา มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มชนที่อพยพเข้า
มาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรอิตาลี พัฒนาการของจักรวรรดิโรมัน สาเหตุที่ทาให้ชาวโรมัน
สามารถขยายอานาจได้อย่างกว้างขวางมี 4 ประการ คือ ประสิทธิภาพของกองทัพ,การสร้างถนน
,การสร้างป้อมปราการ,คุณสมบัติของชาวโรมัน จักรวรรดิโรมันค่อยๆเสื่อมทีละน้อยทั้งจากการ
รุกรานของพวกอนารยชน ความเสื่อมทางเศรษฐกิจ สังคมและปัญหาความแตกแยกภายในทาง
การเมือง การสืบทอดตาแหน่งรัชทายาท ระบบทางการปกครอง แต่ว่าในบางช่วงจักรพรรดิบาง
องค์สามารถรวมอานาจไว้ที่ศูนย์กลางได้ จนกระทั่งมาถึงสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินทรง
ปกครองใน ค.ศ.313 พระองค์สามารถรวมอานาจไว้ที่ศูนย์กลางได้อีกครั้ง พระองค์ทรงปรับปรุง
เมืองไบแซมติอุม และ เปลี่ยนชื่อเป็นคอนสแตนติโนเปิล แล้วยกฐานะให้เป็นศูนย์กลางของภาค
ตะวันออกเมื่อสิ้นสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน

บทที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวันตกในยุคโบราณ

  • 3.
    อารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ คือ อารยธรรมที่มนุษย์ถ่ายทอดความรู้ค่านิยม จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งด้วยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แหล่งอารยธรรมยุคโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโลกมี ๔ แห่ง คือ อารยธรรมเมโส โปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอินเดีย และอารยธรรมจีน กาเนิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้า 2 สาย คือ แม่น้าไทกรีสและแม่น้ายูเฟรทีส เป็นแหล่งอารย ธรรมแห่งแรกของโลก บริเวณนี้เป็นเขตที่ราบลุ่มแม่น้าอันอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางอาณาบริเวณ ที่เป็นทะเลทรายและเขตภูเขา แม่น้าทั้งสองไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย ดินแดนเมโสโปเต เมียเป็นดินแดนที่ควบคุมอาณาเขตกว้างขวาง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ามีลักษณะเป็นพื้นที่ ราบสูงกว่าตอนใต้ และจะลาดต่าลงมายังพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้าจึงมี ความแห้งแล้ง การกสิกรรมจะต้องใช้ระบบชลประทาน ส่วนพื้นที่ราบลุ่มตอนล่างเป็นที่ราบต่า เป็นที่ราบดินดอนที่อุดมสมบูรณ์ เกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่แม่น้าทั้งสองสายพัดเอา
  • 4.
    โคลนตมมาทับถมไว้บริเวณ ปากน้า ทาให้เกิดพื้นดินงอกตรงปากแม่น้าทุกปีบริเวณนี้เรียกว่า “บาบิโบเนีย” โดยเหตุนี้ทาให้มีชนหลายกลุ่มหลายเผ่าผลัดกันมาตั้งถิ่นฐาน และมีอานาจใน ดินแดนแถบนี้ ชนเผ่าสุเมเรียน (Sumerian) - เป็นชนเผ่าแรกที่เข้าครอบครอง และทาการก่อสร้างระบบชลประทานเป็นชาติแรก - สังคมของสุเมเรียนยกย่อง เกรงกลัวเทพเจ้า จึงก่อสร้างเทวสถานที่เรียกว่า “ซิกกูแรต (Ziggurat)” สร้างด้วยอิฐตากแห้ง เพื่อบูชาเทพเจ้าและขอความคุ้มครอง - ชาวสุเมเรียน เป็นกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์อักษร ได้แก่ อักษรลิ่ม หรือ “คูนิฟอร์ม(cuneiform)” นัก ประวัติศาสตร์จึงนับเอาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งยุคประวัติศาสตร์ - “กิลกาเมซ” Epic of Gilgamesh เป็นมหากาพย์ ที่ถูกแต่งขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้าท่วมโลก - มีความเจริญทางด้านคณิตศาสตร์ ปฏิทิน และการชั่ง ตวง วัด
  • 5.
    ชนเผ่าอะมอไรต์ (Amorite) - หลังจากสุเมเรียนเสื่อมอานาจชาวอามอไรต์ Amorite ได้ตั้ง อาณาจักรบาบิโลเนีย Babylonia ขึ้นมา การปกครองแบบรวมศูนย์ การจัดเก็บภาษี การเกณฑ์ทหาร - สมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ( 1792-1745 B.C.) ได้มี “ประมวลกฎหมายฮัมมุราบี” เป็นลายลักษณ์ อักษร จารึกแผ่นศิลา ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในการลงโทษ ชนเผ่าฮิตไทต์ (Hittite) - เข้ายึดครองแทนในดินแดนแถบนี้ เมื่อ 1590 B.C. ชนเผ่าคัสไซต์ (Kassite) - อพยพมาจาก เทือกเขาซากรอส เข้าครอบครองต่อ และมีอายุยาวนานต่อเนื่องกว่า 400 ปี ชนเผ่าอัสซีเรีย (Assyrian) - พวกอัสซีเรียน ได้เข้ายึดครองกรุงบาบิโลน มีศูนย์กลางที่ นิเนเวห์ ตั้งจักรวรรดิอัสซีเรีย - สมัยพระเจ้าอัสชูร์บานิปาล 668-629 B.C. อัสซีเรียมีความเจริญขีดสุด ชนเผ่าคาลเดีย (Chaldean) - เผ่าคาลเดียน เข้ายึดครองนิเนเวห์สาเร็จ สถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นใหม่ - สมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ 605-562 B.C. สามารถตีเยรูซาเลม และกวาดต้นเชลยมา
  • 6.
    เป็นจานวนมาก ได้สร้าง “สวนลอยแห่งบาบิโลน”Hanging Gardens of Babylon - ชาวคาลเดียน เป็นชาติแรกที่นาเอาความรู้ด้านดาราศาสตร์มาพยากรณ์โชคชะตามนุษย์ และยัง สามารถคานวณด้านดาราศาสตร์ได้อย่างแม่นยา 539 B.C. พระเจ้าไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เซีย เข้ายึดครอง และผนวกเข้ากับจักรวรรดิ์เปอร์เซีย ทาให้ประวัติศาสตร์แถบเมโสโปเตเมียสิ้นสุดลง อารยธรรมที่มีความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกที่มีถิ่นกาเนิดในดินแดนใกล้เคียงกับอารย ธรรมเมโสโปเตเมีย คือ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์เป็นอารยธรรมที่รู้จักกันอย่างกว้าง ขว้างและมีผลต่อพัฒนาการทางความคิดในหลายๆ ด้าน เนื่องจากมีมรดกทางสถาปัตยกรรม เช่น ปิรามิดและแนวความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาอีกด้วย
  • 7.
    อียิปต์โบราณตั้งอยู่ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก โลกตะวันตกคือดินแดนที่อยู่รอบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนโลกตะวันออกได้แก่ ดินแดนเมโสโปเตเมียและดินแดนในแถบลุ่ม แม้น้าสินธุ ทิศเหนือของอียิปต์จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนทิศตะวันตกติดกับทะเลทรายซาฮา รา ทะเลทรายลิเบีย และทะเลทรายนูเบียทางทิศตะวันออก ถัดไปคือ ทะเลแดง ทิศใต้จรด ประเทศนูเบียหรือซูดานในปัจจุบัน อียิปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีพื้นที่ตั้งอยู่บน สองฟากฝั่งแม่น้าไนล์ แม่น้าไนล์มีลักษณะที่ต่างไปจากแม่น้าอื่นๆ คือ ทอดตัวไหลจากภูเขาทาง ตอนใต้ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ มีผลต่อการดาเนินชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ มีนคือเส้นทางคมนาคมสายหลักและเป็นเสมือนเข็มทิศในการเดินทาง โดยใช้ร่วมกับทิศทางการ ขึ้นและตกของดาวอาทิตย์ ชาวอียิปต์แบ่งช่วงแม่น้าไนล์เป็น 2 ช่วง คือ ต้นน้าทางตอนใต้เรียกว่า “อียิปต์บน” (Upper Egypt) และปลายแม่น้าในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้าทางเหนือว่า “อียิปต์ ล่าง” (Lower Egypt)
  • 8.
    ประมาณ 3,150 ปีก่อนคริสตกาลพระเจ้าเมเนส (Menes) หรือนาเมอร์ (Narmer) สามารถ รวบรวมเมืองต่างๆ ทั้งในอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน และตั้งเมืองเมมฟิส (Memphis) เป็นเมืองหลวง ประวัติศาสตร์ของอียิปต์ยุคราชวงศ์จึงเริ่มต้นขึ้น ประวัติศาสตร์ของ อียิปต์อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ดังนี้ 1.ยุคราชวงศ์เริ่มแรก อยู่ในช่วง 3100-2686 ปีก่อน คริสตกาล โดยเริ่มตั้งแต่พระเจ้าเมเนส รวบรวมเมืองต่างๆ ได้ทั้งในอียิปต์ล้างและอียิปต์บนเข้า เป็นอาณาจักรเดียวกัน และเข้าสู่ราชวงศ์ที่ 1 และ 2 ยุคนี้เป็นยุคการสร้างอียิปต์ให้มีความเป็น ปึกแผ่นเข็มแข็ง 2.ยุคราชวงศ์เก่า อยู่ในช่วง 2686-2181 ก่อนคริสตกาล โดยเริ่มจากราชวงศ์ที่ 3 อียิปต์ประสบ ความวุ่นวายทางการเมือง มีการย้ายเมืองหลวงไปตามเมืองต่างๆ แต่หลังจากนั้นก็มีราชวงศ์ อียิปต์ปกครองต่อมาอีก 2 ราชวงศ์ คือ ราชวงษ์ที่ 9 และ 10 ในยุคนี้อียิปต์มีฟาโรห์ปกครองเริ่ม ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 3 ถึงราชวงศ์ที่ 6 ราชวงศ์ที่โดดเด่นในสมัยนี้คือ ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งมีการสร้างปิรา มิดที่ยิ่งใหญ่มากมายโดยเฉพาะมหาปิรามิดของฟาโรห์คูฟูที่เมืองเซห์ ซึ่งสร้างขึ้นประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล อียิปต์ในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่ง และการสร้างสรรค์ความเจริญ ในยุคนี้ได้เป็นรากฐานและแบบแผนของความเจริญของอียิปต์ในสมัยราชวงศ์ต่อๆ มา 3.ยุคราชวงศ์กลาง อยู่ในช่วง 2,040-1,782 ปีก่อนคริสตกาล ระหว่างราชวงศ์ที่ 11-13 ฟาโรห์ที่
  • 9.
    มีบทบาทในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับอียิปต์ในยุคนี้คือ อเมนเนมเฮตที่หนึ่ง (AmenemhetI) จนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของอียิปต์ด้านเศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม การสร้างคลองติดต่อไปถึง ทะเลแดง การสร้างเขื่อนกั้นน้า วรรณคดีทั้งบทร้อยแก้วและร้อยกรอง ยุคนี้เป็นช่วงเดียวกันกับ อารยธรรมบาบิโลนของพระเจ้าฮัมมูราบี แต่ความรุ่งเรืองของอียิปต์ก็หยุดชะงักลงจากการ รุกรานของกลุ่มชนปศุสัตว์เร่ร่อนคือ พวกฮิกโซส (Hyksos) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้ายึดครองซีเรีย ปาเลสไตน์ และเอเชียไมเนอร์ได้แล้ว เพราะพวกฮิกโซสมีความเก่งกาจในการรบกว่าชาวอียิปต์ ทาให้สามารถครอบครองอียิปต์ไว้ได้ตั้งแต่ 1,670-1,570 ปีก่อนคริสตกาล แต่เนื่องด้วยอียิปต์มี ความเจริญที่เหนือกว่า พวกฮิกโซสจึงเป็นฝ่ายรับความเจริญไปจากอียิปต์ จึงทาให้อารยธรรม อียิปต์ไม่ขาดความต่อเนื่องแต่อย่างใด 4.ยุคราชวงศ์ใหม่ อยู่ในช่วง 1,570-332 ก่อนคริสตกาล ระหว่างราชวงศ์ที่ 18-31 เมื่อ ชาวอียิปต์ ได้ก่อกบฏและมีชัยเหนือชาวฮิกโซส จึงเริ่มราชวงศ์ที่ 18 และขยายอานาจการปกครองไปยัง ดินแดนซีเรีย ปาเลสไตน์และฟินิเซีย เพาะมีอาณาเขตกว้างมากขึ้น สมัยนี้จึงได้รับการขนานนาม ว่า “สมัยจักรพรรดิ” (Empire) แต่ในช่วงหลังๆ อานาจการปกครองจากส่วนกลางค่อยลดลง เหล่าขุนนางที่ปกครองเมืองที่หางไกลก็เริ่มแข็งขืนต่ออานาจมากขึ้นจนถึงประมาณ 700 ปีก่อน คริสตกาล อียิปต์ก็พ่ายแพ้ต่อชาวอัสซีเรียน และเมื่ออาณาจักรเปอร์เซียได้เข้ายึดครองเมโสโปเต
  • 10.
    เมีย อียิปต์ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของเปอร์เซีย และประมาณ332 ปีก่อนคริสตกาล ดินแดน อารยธรรมทั้งเมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย และอียิปต์ก็ได้ตกอยู่ภายใต้อานาจการปกครองของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช อารยธรรมของอียิปต์ได้สร้างมรดกมากมายหลายด้านแก่โลก การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆของ ชาวอียิปต์โบราณนอกจากการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจากความโหดร้ายของธรรมชาติยัง ได้รับแรงผลักดันจากความคิดความเชื่อทางศาสนาและชีวิตหลังความตายอีกด้วย ชาว อียิปต์ยอมรับนับถือเทพเจ้ามากมาย ในแต่ละชุมชนมีวัดหรือวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ ประกอบพิธีทางศาสนา บูชาเทพเจ้าและดวงวิญญาณของฟาโรห์ ชาวอียิปต์นับถือเทพ แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมาใน จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส แมว แมลงเต่าทอง และในเวลา ต่อมาการบูชาสัตว์ได้เปลี่ยนเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ และเป็นคนโดยสมบูรณ์ เช่นการนับถือ ดวงอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ และเทพเจ้าที่สาคัญที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ซึ่งชาว อียิปต์ให้ความนับถือ คือ โอซิริส (Osiris) ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่มีความอมตะ เป็นประมุข แห่งเทพเจ้าทั้งหลาย และเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และความตาย เทพเจ้าเร(Re) เป็น เทพแห่งดวงอาทิตย์ผู้ประทานชีวิต นอกจากนั้นแล้วยังนิยมบูชาพระเครื่องและตะกรุดเป็น เครื่องรางของขลัง จึงกล่าวได้ว่า ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากลึกและ
  • 11.
    ความเชื่อที่โดดเด่นพิเศษของชาวอียิปต์อีกประการหนึ่ง คือ ความเชื่อในโลกหน้าหรือความเชื่อ เกี่ยวกับโลกหลังความตายซึ่งเป็นแรงจูงใจที่สาคัญยิ่งในการก่อสร้างปิรามิดและการทามัมมี่ กรีกเป็นคาที่ชาวโรมันเรียกชาวกรีก หรือกรีซในปัจจุบัน แต่ชาวกรีกเองเรียกตนเองว่า “เฮล ลีนส์” และเรียกความเจริญอารยธรรมที่ตนสร้างสรรค์ว่า “เฮเลนนิค” (Hellenic) ประเทศต้น กาเนิดของอารยธรรมตะวันออกคือ อินเดียและจีนส่วนต้นกาเนิดของอารยธรรมตะวันตกก็คือ กรีกชาวตะวันตกทุกชาติไม่ว่าสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี ฯลฯ ใช้อารยธรรมที่ล้วนแล้วแต่มีรากดั้งเดิมมาจากกรีกทั้งนั้น กรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณรอบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ติดต่อกับอารยธรรมยุคเก่าซึ่งมี อานาจในการปกครองดินแดนแถบนี้ 2 แห่งของโลก คือ อียิปต์และตอนเหนือของเมโสโปเต
  • 12.
    เมียและที่สาคัญอีกอย่างคือ ดินแดนรอบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นแหล่งเชื่อม3 ทวีป คือ อาฟริกา เอเซียและยุโรป และเป็นชุมทางการเคลื่อนตัวของมนุษย์สมัยโบราณในยุคหินเก่าและหินใหม่ เนื่องจากกรีกเป็นเมืองค้าขายจึงมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความคิดอันหลากหลายจากพ่อค้าจาก ต่างถิ่นที่แวะเข้ามาทาการค้าขาย เมืองส่วนใหญ่ของกรีกเป็นเมืองค้าขายมีที่ราบเล็กๆ ในหุบเขา ที่จะผลิตอาหารได้จานวนจากัด กรีกจึงมีแนวโน้มจัดตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่รวมศูนย์ การ เป็นเมืองค้าขายเปิดโอกาสให้ได้รับการถ่ายทอดความคิดจากพ่อค้าที่แวะเข้ามาจากการเดินทาง ออกไปยังอียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย เป็นต้น ทาให้กรีกสามารถตั้งคาถาม วิเคราะห์ความ แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้มาก จากการที่กรีกปกครองเป็นนครรัฐ (Polis) จึงทาให้ กรีกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้านั้นหรือในยุคเดียวกัน คือ ไม่มีระบบความเชื่อเกี่ยวกับ พระเจ้าที่มีอานาจสูงสุดหรือสมบูรณ์ตายตัว จากจุดนี้จึงเป็นสาเหตุให้กรีกกลายเป็นนักวิเคราะห์ และนักเหตุผลนิยมได้ดีกว่าอารยธรรมอื่นที่ผ่านๆ มา และในที่สุดกรีกก็เป็นหนึ่งในอารยธรรม แรกๆ ที่สร้างระบบคิดแบบเปิด คือ ระบบปรัชญาที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเน้นการถกเถียง ระหว่างปัญญาชนที่หลายหลายขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในกรีก อินเดีย และจีน ชาวกรีกให้การเทพเจ้าหลายองค์ เทพส่วนมากมีความเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ เช่น Zeus ควบคุมท้องฟ้า พายุและฝน เทพ Poseidon ควบคุมทะเล เทพ Aphrodite เป็นเทพแห่งความรัก
  • 13.
    เป็นต้น แต่การนับถือเทพของชาวกรีกมีความแตกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ คือแต่ละบุคคล สามารถบนบานต่อเทพได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพระนักบวช และเทพในอารยธรรมกรีกนั้นมี ความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา ส่วนเรื่องของความตายนั้น กรีกโบราณมีความคิดที่แตกต่าง ไปจากอียิปต์ คือ ชาวกรีกจะไม่สนใจความเป็นไปภายหลังความตาย ไม่สนใจต่อร่างกายที่ และ เมื่อคนตายลงก็จะใช้วิธีเผาศพ และมีความคิดว่า เงาหรือผีจะอยู่ชั่วระยะหนึ่งหลังจากที่ตายไปทุก คนจะไปยังอาณาจักรแห่งความตาย ซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมของเทพเจ้าใต้บาดาล คือ เฮเดส (Hades) แต่อาณาจักรแห่งความตายนี้มิใช่นรกหรือสวรรค์ ไม่มีการรับรางวัลแห่งความดีหรือ การถูกลงโทษจากการกระทาผิด แต่จะอยู่ในลักษณะเดียวกันเหมือนกับการมีชีวิตอยู่บนโลก มนุษย์ กิจกรรมสาคัญของชาวกรีก ก็คือ การรื่นเริงถวายเทพเจ้าที่ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับศาสน ปฏิบัติ ซึ่งแสดงออกโดยที่นครรัฐทุกแห่งจะมีงานรื่นเริงประจานครรัฐของตนและมีการแข่งกีฬา การแข่งขันกีฬาถวายเทพเจ้าที่สาคัญที่สุด คือ โอลิมเบีย (Olympia) ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มในแคว้นเอ ลิส(Elis) ได้เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ 776 ปีก่อนคริสตกาล ณ ที่นี้มีวิหารของเทพเจ้าสูงสุด คือเทพเจ้า ซีอุส(Zeus) และการแข่งขันกีฬาที่โอลิมเปียนี้เรียกว่า กีฬาโอลิมปิก (Olympic Game) จุดเริ่มต้นของอารยธรรมโรมัน ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม ซึ่งตั้งอยู่
  • 14.
    บนฝั่งแม่น้าไทเบอร์ และอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 15ไมล์ ที่ตั้งของกรุงโรมมีเนินเขา 7 ลูก เป็นแนวป้องกันไม่ให้ศัตรูรุกรานได้ง่าย คาบสมุทรอิตาลีมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ 4 แบบ คือ 1.ทางตอนเหนือมีที่ราบอยู่ระหว่างภูเขาแอลป์กับภูเขาแอปเพนไนส์ คือ ที่ราบลอมบาร์ดี 2.ตอนกลางของคาบสมุทรอิตาลีมีแนวภูเขาแอปเพนไนส์ ทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้ มีความยาว ประมาร 800 ไมล์ 3.ที่ราบด้านตะวันออกของภูเขาแอปเพนไนส์ขนานยาวไปกับชายฝั่งทะเล 4.ที่ราบด้านตะวันตกของภูเขาแอปเพนไนส์ขนานยาวไปกับชายฝั่งทะเล บริเวณตอนกลางมีที่ ราบลุ่มบริเวณแม่น้าไทเบอร์ เรียกว่า ที่ราบลุ่มละติอุม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโรม จากลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ดังกล่าวคาบสมุทรอิตาลีสามารถทาการติดต่อคมนาคมและมีความอุดมสมบูรณ์กว่า คาบสมุทรกรีก ภูเขามิได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง แต่เป็นเสมือนกระดูกสันหลัง ลักษณะภูมิอากาศ เป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนเหมือนกับคาบสมุทรกรีก ดังนั้น บริเวณนี้จึงเหมาะแก่การเพาะปลูก องุ่นและมะละกอ ซึ่งชาวกรีกได้นาเข้ามาเผยแพร่ ชนเผ่า ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณ คาบสมุทรอิตาลีเป็นชนเผ่าอินโดยูโรเปียนที่อพยพเข้ามามี 3 ช่วง คือ ในช่วงระยะประมาณ 2,000-800 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอินโดยูโรเปียนได้อพยพมาจากลุ่มแม่น้าดานูบเข้าสู่ คาบสมุทรอิตาลีและตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนเหนือและตอนกลาง โดยผสมผสานกับชาวพื้นเมือง
  • 15.
    ดั้งเดิมที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ทาให้ชนกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าพวกอิตาลิค โดย ส่วนใหญ่พวกนี้จะตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่ราบลุ่มละติอุมด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า พวกลาติน ต่อมาในช่วงระยะเวลา 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกอีทรัสกันได้อพยพเข้ามาตั้ง รกรากในคาบสมุทรอิตาลีทางด้านตะวันตก ตั้งแต่แม่น้าโปไปจนถึงเนเปิลส์ พวกอิตาลิคหรือ ลาตินถูกพวกอีทรัสกันปกครอง ซึ่งพวกนี้ได้น้าความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชาวลาติน ทั้งเรื่อง การค้า ความรู้ และทักษะการหลอมโลหะ ภาษา มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มชนที่อพยพเข้า มาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรอิตาลี พัฒนาการของจักรวรรดิโรมัน สาเหตุที่ทาให้ชาวโรมัน สามารถขยายอานาจได้อย่างกว้างขวางมี 4 ประการ คือ ประสิทธิภาพของกองทัพ,การสร้างถนน ,การสร้างป้อมปราการ,คุณสมบัติของชาวโรมัน จักรวรรดิโรมันค่อยๆเสื่อมทีละน้อยทั้งจากการ รุกรานของพวกอนารยชน ความเสื่อมทางเศรษฐกิจ สังคมและปัญหาความแตกแยกภายในทาง การเมือง การสืบทอดตาแหน่งรัชทายาท ระบบทางการปกครอง แต่ว่าในบางช่วงจักรพรรดิบาง องค์สามารถรวมอานาจไว้ที่ศูนย์กลางได้ จนกระทั่งมาถึงสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินทรง ปกครองใน ค.ศ.313 พระองค์สามารถรวมอานาจไว้ที่ศูนย์กลางได้อีกครั้ง พระองค์ทรงปรับปรุง เมืองไบแซมติอุม และ เปลี่ยนชื่อเป็นคอนสแตนติโนเปิล แล้วยกฐานะให้เป็นศูนย์กลางของภาค ตะวันออกเมื่อสิ้นสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน