อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการ 
ตั้งถิ่นฐาน 
อยู่บริเวณแม่นำ้าไทกริส-ยูเฟรติส 
เป็นที่ราบลุ่มนำ้าที่ อุดมสมบูรณ์ 
ท่ามกลางบริเวณทะเลทรายและหุบเขา
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการ 
ตั้งถิ่นฐาน 
เมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีก ซึ่ง 
แปลว่า ดินแดนแห่งลุ่มแม่นำ้าทั้ง 
สอง(ไทกริส - ยูเฟรติส) แม่นำ้าทั้ง 
สองไหลลงอ่าวเปอร์เซีย พื้นที่ 
ตอนบนเป็นพื้นที่ราบสูงและจะ 
ลาดตำ่าลงมายังพื้นที่ราบลุ่มตอน 
ล่าง พื้นที่ตอนบนมีความแห้งแล้ง 
ต้องอาศัยระบบชลประทานเข้ามา 
ช่วย
ปัจปัจัจจัยยทาทางงภูภูมิมิศาศาสตสร์ตกับร์กากับรตั้กาง 
ร 
ตั้งถิ่ถิ่นนฐาฐาน 
น 
พื้นที่ราบลุ่มตอนล่างเป็นที่ราบ 
ตำ่าเป็นที่ราบดินดอนที่อุดม 
สมบูรณ์ เกิดจาการทับถมของ 
ดินตะกอนที่แม่นำ้าทั้งสองสายพัด 
เอาโคลนตมมาทับถมไว้บริเวณ 
ปากนำ้า ทำาให้เกิดพื้นดินงอกตรง 
ปากแม่นำ้าทุกปี บริเวณนี้เรียกว่า 
“บาบิโลเนีย”
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
ลักษณะภูมิอากาศของดนิแดนเมโสโปเต-เมีย เป็นดนิ 
แดนที่มีฝนตกน้อยมาก เพราะมีภูมิอากาศเป็นแบบ 
ทะเลทรายกึ่งทะเลทราย จึงต้องอาศัยแม่นำ้าทั้งสอง 
เป็นนหลัก ทรัพยากรธรรมชาติที่สำาคัญ ไดแ้ก่ ดนิอัน 
อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะดินเหนียวซึ่งนำามาทำาอิฐใน 
การสร้างบ้านเรอืนและศาสนสถาน สว่นแร่ธาตุ คือ 
เหล็กและเกลือ
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
ลักษณะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานเป็นชนหลาย 
กลุ่มเผ่าผลัดกันมาตั้งถิ่นฐานและมีอำานาจ 
ในดนิแดนแห่งนี้ ไดแ้ก่ พวกสเุมเรียน ต่อ 
มาเป็นพวกเผ่าเซเมตกิ ไดแ้ก่ พวกแอคคัด 
พวกอามอไรต์ พวกอัสซีเรียนและพวกคาล 
เดยีน หลักจากนนั้มีพวก อินโดอารยัน 
ไดแ้ก่ พวกฮติไทต์
ตัวอย่างสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยแร่เหล็ก 
แร่เกลือ
ชาวสุเมเรียน 
เป็นชนเผ่าแรกที่ครอบครองเมโสโปเต 
เมียสามารถปกครองชนพื้นเมืองที่ตั้ง 
รกรากดั้งเดิมภายในระยะเวลาอันสั้น 
วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองได้ถูกกลืนหาย 
ไป ดังนั้นวัฒนธรรมของชาวสุเมเรียนจึง 
เป็นต้นกำาเนิดของอายธรรมแห่งนี้
ชาวสุเมเรียน 
สภาพภูมิอากาศของเมโสโปเตเมียไม่เอื้ออำานวย 
ต่อการดำารงชพีเท่าใดนัก เพราะ เป็นดนิแดนแหง่ 
ความแตกตา่งทางธรรมชาติที่มักแปรปรวนเสมอ 
บางครั้งอากาศร้อนจัด บางครั้งฝนตกจนเกิดนำ้า 
ท่วม บางครั้งรวมถึงการละลายของนำ้าแข็งบน 
เทือกเขาอาร์เมเนียที่เป็นต้นกำาเนิดแม่นำ้าทั้งงสอง 
สายได้ไหลท่วมสร้างความเสียหายให้แก่ 
ประชาชนที่อาศัยบริเวณริมฝั่งแม่นำ้าทั้งสอง
เทือกเขาอาร์เมเนีย
ชาวสุเมเรียน 
ทำาให้ชาวสุเมเรียนหาทางเอาชนะธรรมชาติ 
ด้วยการสร้างทำานบ คลองระบายนำ้า เขื่อน 
กั้นนำ้า ประตูนำ้า และอ่างเก็บนำ้า เพื่อระบาย 
นำ้าไปยังบริเวณแห้งแล้ง จึงทำาให้ชาวสุเม 
เรียนเป็นพวกแรกที่ทำาชลประทานสำาเร็จ
ชชาาาวสสุุุเเเมมเเเรรรีีียน 
ชาวสุเมเรียนยกย่องและเกรงกลัวเทพเจ้า 
และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องรับใช้เทพเจ้าเพื่อ 
ให้พระองค์เมตตาและไมล่งโทษ สุเมเรียนจึง 
นิยมสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เรียกวา่ “ซิก 
กูแรต” ขึ้นมา
ซิกกูแรต 
คือ ศาสน ส ถานทชี่าวสุเมเรียนสร้างขึ้นมี รูปแบบคล้าย 
พีระมิดขั้นบันได เป็นสัญลักษณ์ที่ประทบัของเทพเจ้า ซิกกู 
แรตนิยมสร้างด้วยอิฐ เพราะเป็นวัสดุชนิดเดียวทหี่าได้ง่าย 
ในบริเวณนี้
ชชาชาาวสุสสุุเมเเมมเรีเเรรีียน 
เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักประดิษฐ์อักษร 
ได้ราวสามพันห้าร้อยปีก่อนคริสต์ 
ศักราช เรียกว่า อักษรลมิ่ หรือ คูนิ 
ฟอร์มอักษรลิ่มเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวสุ 
เมเรียนสลักลงบนแผ่นดินเหนียว 
เปียกๆเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย 
ของคำาแลว้นำาไปตากแห้ง เพอื่ 
ประโยชน์ทางศาสนกิจและการบันทึก 
เรื่องราวของพระ 
เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักประดิษฐ์อักษร 
ได้ราวสามพันห้าร้อยปีก่อนคริสต์ 
ศักราช เรียกว่า อักษรลมิ่ หรือ คูนิ 
ฟอร์มอักษรลิ่มเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวสุ 
เมเรียนสลักลงบนแผ่นดินเหนียว 
เปียกๆเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย 
ของคำาแลว้นำาไปตากแห้ง เพอื่ 
ประโยชน์ทางศาสนกิจและการบันทึก 
เรื่องราวของพระ
ชาวสุเมเรียน 
อักษรลิ่มเป็นหลักฐาน 
ลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ 
ที่สดุทางประวัติศาสตร์ 
หากยึดการแบ่งยุคโดย 
อาศัยหลักฐานลายลักษณ์ 
อักษร นักประวัติศาสตร์บาง 
คนถือว่าประวัติศาสตร์ได้ 
เริ่มต้นที่ดินแดนของชาวสุ 
เมเรียน
ชาวสุเมเรียน 
การประดิษฐ์อักษรลิ่มนับว่าเป็น 
พัฒนาการสำาคัญต่อการสร้างอารยธรรมเม 
โสโปเตเมีย ยิ่งไปกว่านั้นยังก่อให้เกิด 
วรรณกรรมอีกด้วย วรรณกรรมสำาคัญ คือ 
มหากาพย์ กิลกาเมซ เป็นเรื่องราวการ 
ผจญภัยของวีรบุรุษผู้หาชีวิตอมตะ มีเรื่อง 
เกี่ยวกับนำ้า ท่วมโลกด้วย นักประวัติศาสตร์ 
เข้าใจว่า พันธสัญญาเดิม หรือ 
พระคัมภีร์เก่า คงได้รับ อิทธิพลจากมหา 
กาพย์นี้ เพราะมีเรื่องนำ้าท่วมโลกเอาไว้ด้วย
มหากาพย์กิลกาเมซ 
มหากาพย์กิลกาเมช เป็น 
ตำานาน นำ้าท่วมโลกที่เก่า 
แก่ของเมโสโปเตตเมีย 
โบราณ เป็นหนึ่งในงาน 
วรรณกรรมประเภทนิยายที่ 
เก่าแก่ที่สดุในโลก
มหากาพย์กิลกาเมซ
พันธสัญญาเดิม(พระ 
พันธสัญญาเดิม(พระคัมภีร์ 
คัมภีเก่าร์เก่า) 
) 
พันธสัญญาเดิม (อังกฤษ: 
The Old Testament) เป็น 
ภาคที่หนึ่งของคัมภีร์ไบเบิล 
จากทั้งหมด 2 ภาค 
เนอื่งจาก ศาสนาคริสต์สืบ 
คติมาจากศาสนายูดาห์ 
(ศาสนาหนึ่งในกลุ่มศาสนา 
อับราฮัม) จึงรับเอาคัมภีร์ฮีบรู 
ของศาสนายูดาห์มาเป็นส่วน 
หนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลด้วย 
ในนิกายโรมันคาทอลิกและ 
ออร์ทอดอกซ์ ยึดถอื พันธ 
สัญญาเดิม ทปี่ระกอบด้วย 
หนังสือทงั้สิ้น 46 เล่ม แต่ใน 
นิกายโปรเตสแตนต์ ยึดถือ 
เพียง 39 เล่ม โดยตัดคัมภีร์ 
สารบบที่สองออกไปเป็น 
คัมภีร์นอกบท 
พันธสัญญาเดิม (อังกฤษ: The Old 
Testament) เป็นภาคที่หนึ่งของคัมภีร์ 
ไบเบิล จากทั้งหมด 2 ภาค 
เนอื่งจาก ศาสนาคริสตส์ืบคติมาจาก 
ศาสนายูดาห์ (ศาสนาหนงึ่ในกลุ่ม 
ศาสนาอับราฮัม) จึงรับเอาคัมภีร์ฮีบรู 
ของศาสนายูดาห์มาเป็นส่วนหนึ่งของ 
คัมภีร์ไบเบิลด้วย 
ในนิกายโรมันคาทอลิกและออร์ทอ 
ดอกซ ์ยึดถือ พันธสัญญาเดิม ที่ 
ประกอบด้วยหนังสือทั้งสนิ้ 46 เล่ม แต่ 
ในนิกายโปรเตสแตนต์ ยึดถือเพียง 39 
เล่ม โดยตดัคัมภีร์สารบบที่สองอกไป 
เป็นคัมภีร์นอกบท
พันธสัญญาเดิม(พระ 
คัมภีร์เก่า)
ชาวสุเมเรียน 
มีความเจริญด้าน 
คณิตศาสตร์ 
ด้านปฏิทิน 
ด้านชงั่ ตวง วัด
ออาาณณาาจจัักรบบาาบบิิโโลลเเนนีีย 
หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำานาจลง 
เพราะการทำาสงครามกับชนเผ่าอื่นๆที่เข้ามา 
รุกรานและแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่าง 
พวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ 
ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย ขนึ้มา มีเมือง 
หลวงอยู่ที่เมืองบาบิโลน ริมฝั่งแม่นำ้ายูเฟรทสี 
อาณาจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง 
มีการปกครองแบบรวมศูนย์มีการเก็บภาษี 
อากรและการเกณฑ์ทหาร รัฐควบคุมการค้า 
ต่างๆ อย่างใกล้ชิด
ผลงานสำาคัญอาณาจักร 
บาบิโลเนีย 
การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์ 
อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อเรียก 
ว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี 
จารึกอยบู่นแผ่นศิลา หลักการของกฎหมาย 
มีรากฐานมาจากกฎหมายของพวกสุเมเรียน 
ให้อำานาจหน้าที่ในการลงโทษผู้กระทำาผิด 
แก่ชนชั้นปกครองยงิ่ขึ้น ประมวลกฎหมาย 
ของฮัมมูราบี ยดึถือหลกั “ตาต่อตา ฟันต่อ 
ฟัน”
ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี
แผ่นศิลาพบที่เมอืงซูซา อิหร่าน เป็นรูปสลักพระเจ้าฮัมมู 
ราบี(ซา้ย)กำาลังสวดอ้อนวอนชามาช เทพแห่งความยุติธรรม 
ตอนล่างของแผ่นศิลาจารึกประมวลกฎหมายของพระจ้าฮัมมูราบี
จักรวรรดิอัสซีเรีย 
การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์ 
อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อ 
เรียกว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมู 
ราบี จารึกอยู่บนแผ่นศิลา หลักการของ 
กฎหมายมีรากฐานมาจากกฎหมายของ 
พวกสุเมเรียน ให้อำานาจหน้าที่ในการ 
ลงโทษผู้กระทำาผิดแก่ชนชั้นปกครองยิ่ง 
ขึ้น ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ยึดถือ 
หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
การลงโทษแบบตา 
ต่อตา ฟนัต่อฟัน 
การทดแทนความผิดด้วยการกระ 
ทำาอย่างเดียวกัน
จักรวรรดิอัสซีเรีย 
ในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตศักราช พวกอัสซี 
เรียนเข้ายึดกรุงบาบิโลนและอาณาจักรใน 
เอเชียตะวันตก เป็นนักรบที่กล้าหาญ ใช้ 
อาวุธที่ทำาด้วยเหล็ก มีอาณาเขตกว้างขวาง มี 
ศูนย์กลางการปกครองที่เมืองนิเนเวห์ มีความ 
เชื่อว่ากษัตริย์ของตนเป็นตัวแทนของเทว 
ราช มีศักดศิ์รีและเกียรติสูงกว่ากษัตริย์สุเม- 
เรียน ความแตกต่างแสดงออกด้าน 
สถาปัตยกรรม คอ ชาวอัสซีเรียนนิยมสร้าง 
วังให้มีขนาดใหญ่กว่าศาสนสถาน
จักรวรรดิอัสซีเรีย 
มรดกทางศิลปกรรมที่สำาคัญของอัสซี- 
เรียนได้แก่ การสลักภาพนูนตำ่าเกี่ยวกับ 
ชีวิตประจำาวันของชาวอัสซีเรียนอันได้แก่ 
การล่าสัตว์ และการทำาสงครามกับชนชาติ 
ต่างๆ ศิลปวัฒนธรรมเจริญสูงสุดในสมยั 
พระเจา้อัสซูนิบาปาล มีการรวบรวมงาน 
เขียนที่เป็นจารึกไว้ในห้องสมุดที่เมืองนิ 
เนเวห์ถึง22,000แผ่น นับเป็นห้องสมุดที่ 
ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น
อาณาจักรคาลเดีย 
น 
เมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ 
ศักราช พวกคาลเดียน ซึงเป็น 
ชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออก 
เฉียงใต้ของลุ่มแม่นำ้าไทกริส-ยู 
เฟรทีสก็สามารถเข้ายึดกรุงนิ 
เนเวหไ์ด้สำาเร็จ และสถาปนากรุง 
บาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีก 
ครั้งหนงึ่ และจัดตงั้เป็น 
อาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมา 
อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่เป็น 
อาณาจักรทรีุ่่งเรืองมาก ในสมัย 
พระเจา้เนบูคัดเนซซาร์ พวกคาล 
เดียนสามารถยกกองทัพไปตีได้ 
เมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อน 
เชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลน
อาณาจักรคาลเดียน 
ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค 
โบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการ 
ชลประทาน ทำาใหส้วนลอยนเี้ขียวขจีได้ 
ตลอดทงั้ปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียน 
ในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้าน 
เกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้าน 
วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ทาง 
ดาราศาสตร์ มกีารแบ่งสัปดาหอ์อกเป็น 
7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 
120 นาทีและยังสามารถพยากรณ์ 
สุริยุปราคาตลอดจนคำานวณเวลาการ 
โคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่าง 
ถูกต้อง ชาวคาลเดียนเป็นชาติแรกที่ 
ริเริ่มนำาความรู้ทางดาราศาสตร์มา 
ทำานายโชคชะตาของมนุษย์
อาณาจักรคาลเดียน 
เมื่อ 539 ปีก่อนคริสต์ศักราช 
อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ถูก 
กองทัพเปอร์เซียโดยการนำา 
ของ พระเจ้าไซรัสมหาราช 
(Cyrus the Great, 559- 
530 ปีก่อนคริสต์ศักราช) 
เข้ายึดครองและผนวกเข้า 
เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ 
เปอร์เซียที่เรืองอำานาจอยู่ใน 
บริเวณเอเชียตะวันตก จึงนับ 
ได้ว่าประวัติศาสตร์ของดิน 
แดนแถบเมโสโปเตเมียในยุค
สวนลอยแห่งบาบิ 
โลน 
จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสงิ่มหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่ 
บนแม่นำ้ายูเฟรติส ประเทศอิรักในปัจจุบัน สร้าง 
โดยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 แห่งกรุง 
บาบิโลเนีย สร้างให้แก่มเหสีของพระองค์ชอื่ 
พระนางเซมีรามีส สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อน 
คริสต์ศักราช สงูประมาณ 75 ฟุต กินพื้นที่ 400 
ตารางฟุต ระเบียงทุกชั้นได้รับการตกแต่งด้วยไม้ 
ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนพุ่มชนิดต่างๆ มีระบบ 
ชลประทานชักนำ้าจากแม่นำ้าไทกริสไปทำา เป็น 
นำ้าตกและนำาไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดทั้งปี สวนนี้ได้ 
พังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อหลังศตวรรษ
สวนลอยแห่งบาบิ 
โลน
อารยธรรมลุ่มแม่นำ้าไนล์
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• อารยธรรมลุ่มแม่นำ้าไนล์ หรืออารยธรรมอียิปต์ 
โบราณก่อกำาเนิดขึ้นในบริเวณดินแดนสองฝั่ง 
แม่นำ้าไนล์ที่มีลักษณะเป็นแนวยาว ตั้งแต่ปาก 
แม่นำ้าไนล์ซึ่งเป็นตอนปลายสุดของแม่นำ้าไป 
จนถึงตอนเหนือของประเทศซูดานในปัจจุบัน
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• สภาพภูมิประเทศของลุ่มแม่นำ้าไนล์แบ่งบริเวณ 
ลุ่มนำ้าเป็น 2 บริเวณ ได้แก่ บริเวณอียิปต์ล่าง ตั้ง 
อยู่บริเวณที่ราบปากแม่นำ้าไนล์ เป็นบริเวณที่ 
แม่นำ้าไนล์แยกเป็นแม่นำ้าสาขา มีลักษณะรูปพัด 
ซึ่งชาวกรีกโบราณเรียกว่า เดลตา แล้วไหลลง 
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อารยธรรมโบราณของ 
อียิปต์ได้เจริญขึ้นบริเวณแถบนี้ และบริเวณ 
อียิปต์บน ได้แก่บริเวณที่แม่นำ้าไนล์ไหลผ่าน 
หุบเขา เป็นที่ราบแคบๆ ขนาบด้วยหน้าผาและ 
ทะเลทราย
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• ในฤดูร้อนแม่นำ้าไนล์ได้รับนำ้าจากที่หิมะละลาย 
ในเขตที่ราบสงูเอธิโอเปีย ทำาให้เกิดนำ้าหลาก 
เข้าท่วมบริเวณที่ราบลุ่มในเดือนสงิหาคม ถึง 
ตุลาคมของทุกปี แต่จากการที่นำ้าท่วมได้นำ้าเอา 
ดินตะกอนมาทับถมจึงทำาให้บริเวณดังกล่าวมี 
ความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• บริเวณที่ราบลุ่มแม่นำ้าไนล์เปรียบเหมือน 
โอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายเพราะเป็นดินแดน 
ที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายและฮารา ทิศตะวัน 
ออกและใต้จดทะเลทรายนูเบียและทะเลแดง 
ธรรมชาติป้องกันการรุกรานจากภายนอก ชาว 
อียิปต์จึงอยู่อย่างสันโดษ สามารถพัฒนา 
อารยธรรมให้มีความต่อเนื่องและมั่นคงได้เป็น 
ระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่งต่างจากดินแดนเมโส 
โปเตเมียที่เป็นดินแดนเปิดโล่งต่อการรุกราน 
จากภายนอก
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• ลักษณะภูมิอากาศของดินแดนอียิปต์เป็นทะเล 
ทราย มีความแห้งแล้งและฝนตกน้อยมาก มี 
อุณหภูมิเฉลี่ยประจำาปีสงูและปริมาณฝนน้อย 
บางทีไม่มีฝนเลย สว่นบริเวณชายฝงั่ทะเล 
เมดิเตอร์เรเนียนมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบ 
เมดิเตอร์เรเนียน คือ ในช่วงฤดูหนาวมีฝนตก 
และในช่วงฤดูร้อนมีแดดจัด อากาศร้อนและแห้ง 
แล้ง
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• ชาวอียิปต์โบราณต้องอาศัยแม่นำ้าไนล์หล่อเลี้ยง 
ชีวิต เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก 
โบราณได้กล่าวถึงอียิปต์ไว้ว่า ‘’อียิปต์เป็นของ 
ขวัญของแม่นำ้าไนล์ (Egypt is the gift of the 
nile) เพราะถ้าขาดแม่นำ้าไนล์เสียแล้วอียิปต์ก็จะ 
กลายเป็นทะเลทรายไป
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• ช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี แล้วลดลง 
ประมาณเดือนตุลาคม ทิ้งโคลนตมไว้บริเวณสอง 
ฟากแม่นำ้า ช่วยให้ดินดี เพาะปลูกได้ผล และ 
ชาวอียิปต์เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากอำานาจ 
ของฟาโรห์
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง 
ถิ่นฐาน 
• ดินแดนอียิปต์มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาก 
คือ หินทราย ซึ่งนำามาใช้ในการก่อสร้าง ดิน 
เหนียวนำามาทำาเป็นที่อยู่อาศัย สว่นแร่ทองแดง 
และพลอยในบริเวณคาบสมุทรไซนาย 
• ความได้เปรียบดังกล่าวทำาให้อียิปต์มีความเป็น 
เอกภาพและเข้มแข็งกว่าดินแดนเมโสโปเตเมีย
อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน 
ประวัติศาสตร์ 
• สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ชุนชนยุคหินเก่าใน 
อิยิปต์บนเป็นพวกเรร่อน อาศัยต่อชะง่อนหิน ล่า 
สัตว์ และตกปลาเป็นอาหาร สว่นอียิปต์ล่างส่วน 
ใหญ่เป็นบริเวณราบลุ่มหนองบึง สร้างทีพัก 
หยาบๆ โดยใช้ดินเหนียวและต้นอ้อ 
• ยุคหินใหม่ ชาวอียิปต์สามารถใช้ประโยชน์จาก 
ธรรมชาติ รู้จักการเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์ ข้าว 
สาลี ข้าวฟ่าง ฝึกสตัว์ให้เชอื่งมาใช้แรงงาน ทำา 
เครื่องมือเครื่องใช้ใหม่ๆ 
• รู้จักสร้างพาหนะ คือ เรือแคนนูเพื่อใช้ล่องตาม 
แม่นำ้าไนล์
The golden canoe, boat 
dipicted in the book of 
the dead
อาชีพหลักของชาวอียิปต์ คือ เกษตรกรรม เพราะว่าดินอุดมสมบูรณ์ 
ทำาให้ผลิตอาหารเกินความต้องการ 
ภาพการประกอบอาชีพของชาวอียิปต์
ภาพแสดงการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ 
(สังเกตจากลักษณะสีผิวและการแต่งกาย)
อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน 
ประวัติศาสตร์ 
• อียิปต์มีพรมแดนธรรมชาติได้แก่ ทะเล 
เมดิเตอร์เรเนียน และทะเลทรายสะฮาราช่วย 
ป้องกันการรุกรานของศัตรู และแม่นำ้าไนล์ที่นำา 
ความชุ่มชนื้มาให้ตลอดริมฝงั่ 
• ชาวอียิปต์รู้เกี่ยวกับธรรมชาติมาใช้ให้เป็น 
ประโยชน์ เช่น การทำาการชลประทาน กั้นนำ้า 
ตลอดจนสามารถเพาะปลูกห่างไกลได้ ทำาให้ 
ต้องมีการจัดระบบสังคม เกิดชนชั้นปกครอง 
ขยายพื้นที่ ทำาให้มีจำานวนประชากรเพิ่ม ขยาย 
ตัวเป็นรัฐเล็กๆ เรียกว่า โนมิส 
• ซึ่งมีสัญลักษณ์แตกต่างกัน เช่น สนุัข เหยี่ยว
อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน 
ประวัติศาสตร์ 
• กษัตริย์เมนิส จากอียิปต์บนได้รวมอาณาจักรทั้ง 
สอง ทั้งอียิปต์บนและล่างเข้าด้วยกันเป็น 
อาณาจักรเดียวกัน และสถาปนาราชวงศ์ขึ้น 
ปกครองอียิปต์ครั้งแรก 
• ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้าองค์เดียวกับเมโสโปเต 
เมียโดยมีสรุิยเทพหรือเทพเจ้ารา เป็นเทพ 
พระเจ้าสูงสุด 
• โอไชริส (Osiris) เทพแห่งแม่นำ้าไนล์ 
• ไอซิส (Isis) เทพีแห่งพื้นดิน
• เทพราห์ (Ra) : เทพแห่งดวงอาทิตย์ สุริยเทพผู้ 
สรรสร้างทกุสรรพสิ่ง มีรูปลักษณ์เป็น "เทพชาย มี 
หัวเป็นเหยี่ยว" และเหนือหัวมีรูปวงกลับพันไว้ด้วยงู 
ที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ เรียกได้ว่า เทพ 
องค์นี้เป็นเทพที่มอบชีวิตให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น 
แสงสว่าง การคุ้มครองปกป้อง การเพาะปลูก ก็ต้อง 
มีแสงจากดวงอาทิตย์ จะมองเห็นก็ต้องมีแสงอาทิตย์
• เทพโอชิริส (Osiris) : เทพแห่งยมโลก มีรูปลักษณเ์ป็น ชาย 
สวมหมวกทรงสูงที่มือทั้งสองข้างกำาแส้และไม้เท้าแนบไว้ที่อก 
(ส่วนใหญ่จะอยู่ในท่าที่กล่าวไว้) เป็นเทพที่เมื่อชาวอียิปต์เมื่อ 
ตายไปแล้ว จะทำาหน้าที่ตัดสินว่า คนผู้นั้นสมควรจะได้รับชีวิตที่ 
2 ในดินแดนยมโลกหรือไม่ และเนื่องจากการที่สามารถฟนื้ขึ้น 
มาจากความตายหลังจากพิธกีรรมมัมมี่ เทพโอชิริส จึงเป็นมัมมี่ 
ตนแรกและตนเดียวที่มีการจารึกไว้ว่าสามารถฟื้นขึ้นมาได้จริง
• เทวีไอซิส (Isis) : เทวีแห่งความรัก มีรูปลักษณ์เป็น "เทพหญิง 
บนหัวมีรูปวงกลมที่ถูกหนีบด้วยเขาวัว" ด้วยความรักของเทวีที่มี 
ต่อสามี จนต้องออกเดินทางเพื่อหาทางชุปชีวิตให้สามี เทวีไอซิส 
จึงได้รับการยกย่องในเรื่องความรักที่มีต่อสามี และเป็นเทวีที่ได้ 
รับการบูชาจาก หญิงชาวอียิปต์ และภาพของไอซิสจะมักปรากฎ 
อยู่ตามวิหารที่เกี่ยวข้องกับราชินีของอียิปต์
ส่วนหนึ่งของคัมภีร์มรณะ แสดง 
รายชื่อเทพต่างๆที่ปรากฎในห้อง 
พิพากษาวิญญาณของเทพโอซี 
ริส
อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน 
ประวัติศาสตร์ 
• ชาวอียิปต์ยกย่องเทพเจ้าว่ามีพระเมตตา และยก 
ฟาโรห์สงูสดุเป็นเทพพระเจ้าองค์หนึ่ง คำาสงั่ของ 
พระองค์ถือเป็นคำาประกาศิตและกฎหมายและมี 
ความเชอื่ว่าวิญญาณเป็นอมตะ และเชอื้เรื่อง 
การคืนชีพของผู้ตาย 
• ชาวอียิปต์นิยมสร้างสุสานฝังพระศพของฟาโรห์ 
ตลอดจนพระราชวงศ์และขุนนางที่เรียกว่า 
พีระมิด (pyramid) พระศพจะถูชำาระให้สะอาด 
และผ่านกรรมวิธีที่สลับซับซ้อนก่อน และพัน 
ด้วยห่อผ้าขาว สภาพศพจะไม่ห้างและไม่เน่า 
เปื่อย เรียกว่า มัมมี่ (mummy) ซึ่งเป็นความเชอื่ 
เรื่อง การฟื้นคืนชีพของผตู้าย
อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน 
ประวัติศาสตร์ 
• การสร้างพีระมิดเป็นที่นิยม สมัย ราชอาณาจักร 
เก่า ได้มีการสร้างพีระมิดพื้นข้างเรียบไม่เป็นชนั้ 
ที่สำาคัญได้แก่ มหาพีระมิดแห่งเมืองกีซา ซึ่ง 
ประกอบด้วย 3 พีระมิด 
• พีระมิดใหญ่ที่สุด คือพระมิดที่เป็นสุสานของ 
ฟาโรห์ คือ อปส์ หรือ คูฟู ข้างหน้าพีระมิดจะมี 
สฟิงซ์
อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ 
• ได้มีการประดิษฐ์อักษรภาพที่เรียกว่า ไฮโรกลิ 
ฟิก (hieroglyphic) หรืออักษรศักดิ์สทิธิ์ เพื่อ 
บันทึกเรื่องราวต่างๆทางศาสนาและวิทยาการ 
แต่ก่อนเป็นการแกะสลับบนฝาผนังโบสถ์และ 
สุสานที่ฝังพระศพฟาโรห์ โดยแกะบนหิน ไม้ 
หรือดินเผา ต่อมากเริ่มเรียนประเภทอักษรภาพ 
บนกระดาษปาปิรัส 
• ต่อมาอักษรไฮโรกลิฟิกของอียิปต์ได้รับการ 
ดัดแปลงให้เข้าใจมากขึ้น โดยเป็นอักษรตัวหวัด 
เรียกว่า ไฮแรติก และได้วิวัฒนาการเป็น 
แอลฟาเบต ที่ใช้พยัญชนะและสระ เขียนแทน
ตัวอย่างอักษรภาพเฮียโรกริฟิค 
(Hieroglyphic)
อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ 
• ชองโปลิยอง (jean francois Champollion) 
นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส สามารถอ่านอักษรไฮโร 
กลิฟิกในจารึกโรเชตตา การอ่านจารึกโรเชตตา 
ช่วยเปิดเผยให้โลกได้ทราบถึงประวัติศาสตร์ 
และเรื่องลี้ลับเกี่ยวกับอียิปต์โบราณเป็นอันมาก 
• การที่อียิปต์เชื่อมั่นในการฟื้นคืนชีพดังกล่าว 
ทำาให้แนวคิดปรากฏในงานประพันธ์ต่างๆ แตก 
ต่างจากชาวสุเมเรียน บทประพันธ์จะเน้นความ 
สุข ความรักในภพนี้ ตลอดจนสั่งสอนให้ดำาเนิน 
ชีวิตด้วยความสุจริต และอยู่ในศีลธรรมที่ดีงาม 
เพื่อว่าเมื่อตายจะแสดงความบริสุทธิ์ต่อเทพโอ 
ไซริสซึ่งเป็นตุลาการแห่งยมโลกได้ ดังนั่นชาว
อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ 
• นอกจากนี้ ชาวอียิปต์ยัง ถ่ายทอดความรู้เกี่ยว 
กับ ดาราศาสตร์ ปฎิทินแบบสรุิยคติที่แบ่งออก 
เป็น 365 วัน วิชาแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 
การดนตรี และอื่นๆ 
• ในสมัยอาณาจักรใหม่ ฟาโรห์ได้ทำานุบำารุง 
ศิลปกรรม วรรณคดี เสริมการค้าขายกับซีเรีย 
ปาเลสไตน์ และเกาะครีต จนเป็นยุคทองแห่ง 
อียิปต์
ปฏิทินอียิปต์โบราณ
อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ 
• ช่วงสูญเสยีอำานาจสมัยฟาโรห์แอคนาตัน 
พยายามกอบกู้ศักดิ์ศรีสถาบันฟาโรห์กลับคืน มี 
การเปลี่ยนแปลงประเพณี โดยเปลี่ยนนับถือ 
เทพเจ้าหลายองค์ มานับถือพระองค์เดียว ได้แก่ 
สุริยเทพอะตัน แต่มีเพียงฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ 
เท่านั่นที่มีสทิธิเคารพบูชา แต่ประชาชนทั่วไป 
ต้องเคารพบูชาฟาโรห์ แต่ไม่เป็นที่นิยมทำาให้ 
ก่อเกิดความเกลียดชั่งแก่ผู้นับถือเทพหลายองค์ 
จนอียิปต์ทรุดโทรมอีก
สุริยเทพอะตัน
อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ 
• ช่วง 620 ปีก่อน อียิปต์สญูเสยีอำานาจให้แก่พวก 
อัสซีเรีย ซึ่งยึดครองทางใต้ ไม่นานนักก็เสียให้ 
กับเปอร์เซีย กรีก และโรมัน ตามลำาดับ จนท้าย 
สุดอียิปต์ก็นับถือศาสนาอิสลาม 
• หากกล่าวถึงอียิปต์สมัยโบราณแล้ว อียิปต์ 
เป็นต้นกำาเนิดของอารยธรรมตะวันตกควบคู่กับ 
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย โดยถ่ายทอดต่อไปให้ 
แก่กรีก และโรมัน ซึ่งถือเป็นอารยธรรมตะวันตก 
ที่แท้จริง
จัดทำาโดย 
นางสาวเบญจมาศ บุญจันทร์ ชั้น ม.5.9 เลขที่ 
14 
นางสาวสพุัตรา คุณากะโร ชนั้ ม.5.9 เลขที่ 28

อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์

  • 1.
  • 2.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการ ตั้งถิ่นฐาน อยู่บริเวณแม่นำ้าไทกริส-ยูเฟรติส เป็นที่ราบลุ่มนำ้าที่ อุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางบริเวณทะเลทรายและหุบเขา
  • 3.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการ ตั้งถิ่นฐาน เมโสโปเตเมียเป็นภาษากรีก ซึ่ง แปลว่า ดินแดนแห่งลุ่มแม่นำ้าทั้ง สอง(ไทกริส - ยูเฟรติส) แม่นำ้าทั้ง สองไหลลงอ่าวเปอร์เซีย พื้นที่ ตอนบนเป็นพื้นที่ราบสูงและจะ ลาดตำ่าลงมายังพื้นที่ราบลุ่มตอน ล่าง พื้นที่ตอนบนมีความแห้งแล้ง ต้องอาศัยระบบชลประทานเข้ามา ช่วย
  • 4.
    ปัจปัจัจจัยยทาทางงภูภูมิมิศาศาสตสร์ตกับร์กากับรตั้กาง ร ตั้งถิ่ถิ่นนฐาฐาน น พื้นที่ราบลุ่มตอนล่างเป็นที่ราบ ตำ่าเป็นที่ราบดินดอนที่อุดม สมบูรณ์ เกิดจาการทับถมของ ดินตะกอนที่แม่นำ้าทั้งสองสายพัด เอาโคลนตมมาทับถมไว้บริเวณ ปากนำ้า ทำาให้เกิดพื้นดินงอกตรง ปากแม่นำ้าทุกปี บริเวณนี้เรียกว่า “บาบิโลเนีย”
  • 5.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน ลักษณะภูมิอากาศของดนิแดนเมโสโปเต-เมียเป็นดนิ แดนที่มีฝนตกน้อยมาก เพราะมีภูมิอากาศเป็นแบบ ทะเลทรายกึ่งทะเลทราย จึงต้องอาศัยแม่นำ้าทั้งสอง เป็นนหลัก ทรัพยากรธรรมชาติที่สำาคัญ ไดแ้ก่ ดนิอัน อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะดินเหนียวซึ่งนำามาทำาอิฐใน การสร้างบ้านเรอืนและศาสนสถาน สว่นแร่ธาตุ คือ เหล็กและเกลือ
  • 6.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน ลักษณะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานเป็นชนหลาย กลุ่มเผ่าผลัดกันมาตั้งถิ่นฐานและมีอำานาจ ในดนิแดนแห่งนี้ ไดแ้ก่ พวกสเุมเรียน ต่อ มาเป็นพวกเผ่าเซเมตกิ ไดแ้ก่ พวกแอคคัด พวกอามอไรต์ พวกอัสซีเรียนและพวกคาล เดยีน หลักจากนนั้มีพวก อินโดอารยัน ไดแ้ก่ พวกฮติไทต์
  • 7.
  • 8.
    ชาวสุเมเรียน เป็นชนเผ่าแรกที่ครอบครองเมโสโปเต เมียสามารถปกครองชนพื้นเมืองที่ตั้ง รกรากดั้งเดิมภายในระยะเวลาอันสั้น วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองได้ถูกกลืนหาย ไป ดังนั้นวัฒนธรรมของชาวสุเมเรียนจึง เป็นต้นกำาเนิดของอายธรรมแห่งนี้
  • 9.
    ชาวสุเมเรียน สภาพภูมิอากาศของเมโสโปเตเมียไม่เอื้ออำานวย ต่อการดำารงชพีเท่าใดนักเพราะ เป็นดนิแดนแหง่ ความแตกตา่งทางธรรมชาติที่มักแปรปรวนเสมอ บางครั้งอากาศร้อนจัด บางครั้งฝนตกจนเกิดนำ้า ท่วม บางครั้งรวมถึงการละลายของนำ้าแข็งบน เทือกเขาอาร์เมเนียที่เป็นต้นกำาเนิดแม่นำ้าทั้งงสอง สายได้ไหลท่วมสร้างความเสียหายให้แก่ ประชาชนที่อาศัยบริเวณริมฝั่งแม่นำ้าทั้งสอง
  • 10.
  • 11.
    ชาวสุเมเรียน ทำาให้ชาวสุเมเรียนหาทางเอาชนะธรรมชาติ ด้วยการสร้างทำานบคลองระบายนำ้า เขื่อน กั้นนำ้า ประตูนำ้า และอ่างเก็บนำ้า เพื่อระบาย นำ้าไปยังบริเวณแห้งแล้ง จึงทำาให้ชาวสุเม เรียนเป็นพวกแรกที่ทำาชลประทานสำาเร็จ
  • 12.
    ชชาาาวสสุุุเเเมมเเเรรรีีียน ชาวสุเมเรียนยกย่องและเกรงกลัวเทพเจ้า และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องรับใช้เทพเจ้าเพื่อ ให้พระองค์เมตตาและไมล่งโทษ สุเมเรียนจึง นิยมสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เรียกวา่ “ซิก กูแรต” ขึ้นมา
  • 13.
    ซิกกูแรต คือ ศาสนส ถานทชี่าวสุเมเรียนสร้างขึ้นมี รูปแบบคล้าย พีระมิดขั้นบันได เป็นสัญลักษณ์ที่ประทบัของเทพเจ้า ซิกกู แรตนิยมสร้างด้วยอิฐ เพราะเป็นวัสดุชนิดเดียวทหี่าได้ง่าย ในบริเวณนี้
  • 15.
    ชชาชาาวสุสสุุเมเเมมเรีเเรรีียน เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักประดิษฐ์อักษร ได้ราวสามพันห้าร้อยปีก่อนคริสต์ ศักราช เรียกว่า อักษรลมิ่ หรือ คูนิ ฟอร์มอักษรลิ่มเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวสุ เมเรียนสลักลงบนแผ่นดินเหนียว เปียกๆเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย ของคำาแลว้นำาไปตากแห้ง เพอื่ ประโยชน์ทางศาสนกิจและการบันทึก เรื่องราวของพระ เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักประดิษฐ์อักษร ได้ราวสามพันห้าร้อยปีก่อนคริสต์ ศักราช เรียกว่า อักษรลมิ่ หรือ คูนิ ฟอร์มอักษรลิ่มเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวสุ เมเรียนสลักลงบนแผ่นดินเหนียว เปียกๆเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย ของคำาแลว้นำาไปตากแห้ง เพอื่ ประโยชน์ทางศาสนกิจและการบันทึก เรื่องราวของพระ
  • 16.
    ชาวสุเมเรียน อักษรลิ่มเป็นหลักฐาน ลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ ที่สดุทางประวัติศาสตร์ หากยึดการแบ่งยุคโดย อาศัยหลักฐานลายลักษณ์ อักษร นักประวัติศาสตร์บาง คนถือว่าประวัติศาสตร์ได้ เริ่มต้นที่ดินแดนของชาวสุ เมเรียน
  • 18.
    ชาวสุเมเรียน การประดิษฐ์อักษรลิ่มนับว่าเป็น พัฒนาการสำาคัญต่อการสร้างอารยธรรมเม โสโปเตเมีย ยิ่งไปกว่านั้นยังก่อให้เกิด วรรณกรรมอีกด้วย วรรณกรรมสำาคัญ คือ มหากาพย์ กิลกาเมซ เป็นเรื่องราวการ ผจญภัยของวีรบุรุษผู้หาชีวิตอมตะ มีเรื่อง เกี่ยวกับนำ้า ท่วมโลกด้วย นักประวัติศาสตร์ เข้าใจว่า พันธสัญญาเดิม หรือ พระคัมภีร์เก่า คงได้รับ อิทธิพลจากมหา กาพย์นี้ เพราะมีเรื่องนำ้าท่วมโลกเอาไว้ด้วย
  • 19.
    มหากาพย์กิลกาเมซ มหากาพย์กิลกาเมช เป็น ตำานาน นำ้าท่วมโลกที่เก่า แก่ของเมโสโปเตตเมีย โบราณ เป็นหนึ่งในงาน วรรณกรรมประเภทนิยายที่ เก่าแก่ที่สดุในโลก
  • 20.
  • 21.
    พันธสัญญาเดิม(พระ พันธสัญญาเดิม(พระคัมภีร์ คัมภีเก่าร์เก่า) ) พันธสัญญาเดิม (อังกฤษ: The Old Testament) เป็น ภาคที่หนึ่งของคัมภีร์ไบเบิล จากทั้งหมด 2 ภาค เนอื่งจาก ศาสนาคริสต์สืบ คติมาจากศาสนายูดาห์ (ศาสนาหนึ่งในกลุ่มศาสนา อับราฮัม) จึงรับเอาคัมภีร์ฮีบรู ของศาสนายูดาห์มาเป็นส่วน หนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลด้วย ในนิกายโรมันคาทอลิกและ ออร์ทอดอกซ์ ยึดถอื พันธ สัญญาเดิม ทปี่ระกอบด้วย หนังสือทงั้สิ้น 46 เล่ม แต่ใน นิกายโปรเตสแตนต์ ยึดถือ เพียง 39 เล่ม โดยตัดคัมภีร์ สารบบที่สองออกไปเป็น คัมภีร์นอกบท พันธสัญญาเดิม (อังกฤษ: The Old Testament) เป็นภาคที่หนึ่งของคัมภีร์ ไบเบิล จากทั้งหมด 2 ภาค เนอื่งจาก ศาสนาคริสตส์ืบคติมาจาก ศาสนายูดาห์ (ศาสนาหนงึ่ในกลุ่ม ศาสนาอับราฮัม) จึงรับเอาคัมภีร์ฮีบรู ของศาสนายูดาห์มาเป็นส่วนหนึ่งของ คัมภีร์ไบเบิลด้วย ในนิกายโรมันคาทอลิกและออร์ทอ ดอกซ ์ยึดถือ พันธสัญญาเดิม ที่ ประกอบด้วยหนังสือทั้งสนิ้ 46 เล่ม แต่ ในนิกายโปรเตสแตนต์ ยึดถือเพียง 39 เล่ม โดยตดัคัมภีร์สารบบที่สองอกไป เป็นคัมภีร์นอกบท
  • 22.
  • 23.
    ชาวสุเมเรียน มีความเจริญด้าน คณิตศาสตร์ ด้านปฏิทิน ด้านชงั่ ตวง วัด
  • 24.
    ออาาณณาาจจัักรบบาาบบิิโโลลเเนนีีย หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำานาจลง เพราะการทำาสงครามกับชนเผ่าอื่นๆที่เข้ามา รุกรานและแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่าง พวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนีย ขนึ้มา มีเมือง หลวงอยู่ที่เมืองบาบิโลน ริมฝั่งแม่นำ้ายูเฟรทสี อาณาจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์มีการเก็บภาษี อากรและการเกณฑ์ทหาร รัฐควบคุมการค้า ต่างๆ อย่างใกล้ชิด
  • 25.
    ผลงานสำาคัญอาณาจักร บาบิโลเนีย การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์ อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อเรียก ว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี จารึกอยบู่นแผ่นศิลา หลักการของกฎหมาย มีรากฐานมาจากกฎหมายของพวกสุเมเรียน ให้อำานาจหน้าที่ในการลงโทษผู้กระทำาผิด แก่ชนชั้นปกครองยงิ่ขึ้น ประมวลกฎหมาย ของฮัมมูราบี ยดึถือหลกั “ตาต่อตา ฟันต่อ ฟัน”
  • 26.
  • 27.
    แผ่นศิลาพบที่เมอืงซูซา อิหร่าน เป็นรูปสลักพระเจ้าฮัมมู ราบี(ซา้ย)กำาลังสวดอ้อนวอนชามาช เทพแห่งความยุติธรรม ตอนล่างของแผ่นศิลาจารึกประมวลกฎหมายของพระจ้าฮัมมูราบี
  • 28.
    จักรวรรดิอัสซีเรีย การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์ อักษรในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อ เรียกว่าประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมู ราบี จารึกอยู่บนแผ่นศิลา หลักการของ กฎหมายมีรากฐานมาจากกฎหมายของ พวกสุเมเรียน ให้อำานาจหน้าที่ในการ ลงโทษผู้กระทำาผิดแก่ชนชั้นปกครองยิ่ง ขึ้น ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ยึดถือ หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
  • 29.
    การลงโทษแบบตา ต่อตา ฟนัต่อฟัน การทดแทนความผิดด้วยการกระ ทำาอย่างเดียวกัน
  • 30.
    จักรวรรดิอัสซีเรีย ในศตวรรษที่ 8ก่อนคริสตศักราช พวกอัสซี เรียนเข้ายึดกรุงบาบิโลนและอาณาจักรใน เอเชียตะวันตก เป็นนักรบที่กล้าหาญ ใช้ อาวุธที่ทำาด้วยเหล็ก มีอาณาเขตกว้างขวาง มี ศูนย์กลางการปกครองที่เมืองนิเนเวห์ มีความ เชื่อว่ากษัตริย์ของตนเป็นตัวแทนของเทว ราช มีศักดศิ์รีและเกียรติสูงกว่ากษัตริย์สุเม- เรียน ความแตกต่างแสดงออกด้าน สถาปัตยกรรม คอ ชาวอัสซีเรียนนิยมสร้าง วังให้มีขนาดใหญ่กว่าศาสนสถาน
  • 31.
    จักรวรรดิอัสซีเรีย มรดกทางศิลปกรรมที่สำาคัญของอัสซี- เรียนได้แก่การสลักภาพนูนตำ่าเกี่ยวกับ ชีวิตประจำาวันของชาวอัสซีเรียนอันได้แก่ การล่าสัตว์ และการทำาสงครามกับชนชาติ ต่างๆ ศิลปวัฒนธรรมเจริญสูงสุดในสมยั พระเจา้อัสซูนิบาปาล มีการรวบรวมงาน เขียนที่เป็นจารึกไว้ในห้องสมุดที่เมืองนิ เนเวห์ถึง22,000แผ่น นับเป็นห้องสมุดที่ ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น
  • 35.
    อาณาจักรคาลเดีย น เมื่อ612 ปีก่อนคริสต์ ศักราช พวกคาลเดียน ซึงเป็น ชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของลุ่มแม่นำ้าไทกริส-ยู เฟรทีสก็สามารถเข้ายึดกรุงนิ เนเวหไ์ด้สำาเร็จ และสถาปนากรุง บาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีก ครั้งหนงึ่ และจัดตงั้เป็น อาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมา อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่เป็น อาณาจักรทรีุ่่งเรืองมาก ในสมัย พระเจา้เนบูคัดเนซซาร์ พวกคาล เดียนสามารถยกกองทัพไปตีได้ เมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อน เชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลน
  • 36.
    อาณาจักรคาลเดียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค โบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการ ชลประทาน ทำาใหส้วนลอยนเี้ขียวขจีได้ ตลอดทงั้ปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียน ในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้าน เกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้าน วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ทาง ดาราศาสตร์ มกีารแบ่งสัปดาหอ์อกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาทีและยังสามารถพยากรณ์ สุริยุปราคาตลอดจนคำานวณเวลาการ โคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่าง ถูกต้อง ชาวคาลเดียนเป็นชาติแรกที่ ริเริ่มนำาความรู้ทางดาราศาสตร์มา ทำานายโชคชะตาของมนุษย์
  • 37.
    อาณาจักรคาลเดียน เมื่อ 539ปีก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ถูก กองทัพเปอร์เซียโดยการนำา ของ พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great, 559- 530 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เข้ายึดครองและผนวกเข้า เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ เปอร์เซียที่เรืองอำานาจอยู่ใน บริเวณเอเชียตะวันตก จึงนับ ได้ว่าประวัติศาสตร์ของดิน แดนแถบเมโสโปเตเมียในยุค
  • 38.
    สวนลอยแห่งบาบิ โลน จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสงิ่มหัศจรรย์ของโลกตั้งอยู่ บนแม่นำ้ายูเฟรติส ประเทศอิรักในปัจจุบัน สร้าง โดยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 แห่งกรุง บาบิโลเนีย สร้างให้แก่มเหสีของพระองค์ชอื่ พระนางเซมีรามีส สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อน คริสต์ศักราช สงูประมาณ 75 ฟุต กินพื้นที่ 400 ตารางฟุต ระเบียงทุกชั้นได้รับการตกแต่งด้วยไม้ ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนพุ่มชนิดต่างๆ มีระบบ ชลประทานชักนำ้าจากแม่นำ้าไทกริสไปทำา เป็น นำ้าตกและนำาไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดทั้งปี สวนนี้ได้ พังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อหลังศตวรรษ
  • 39.
  • 40.
  • 41.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •อารยธรรมลุ่มแม่นำ้าไนล์ หรืออารยธรรมอียิปต์ โบราณก่อกำาเนิดขึ้นในบริเวณดินแดนสองฝั่ง แม่นำ้าไนล์ที่มีลักษณะเป็นแนวยาว ตั้งแต่ปาก แม่นำ้าไนล์ซึ่งเป็นตอนปลายสุดของแม่นำ้าไป จนถึงตอนเหนือของประเทศซูดานในปัจจุบัน
  • 42.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •สภาพภูมิประเทศของลุ่มแม่นำ้าไนล์แบ่งบริเวณ ลุ่มนำ้าเป็น 2 บริเวณ ได้แก่ บริเวณอียิปต์ล่าง ตั้ง อยู่บริเวณที่ราบปากแม่นำ้าไนล์ เป็นบริเวณที่ แม่นำ้าไนล์แยกเป็นแม่นำ้าสาขา มีลักษณะรูปพัด ซึ่งชาวกรีกโบราณเรียกว่า เดลตา แล้วไหลลง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อารยธรรมโบราณของ อียิปต์ได้เจริญขึ้นบริเวณแถบนี้ และบริเวณ อียิปต์บน ได้แก่บริเวณที่แม่นำ้าไนล์ไหลผ่าน หุบเขา เป็นที่ราบแคบๆ ขนาบด้วยหน้าผาและ ทะเลทราย
  • 46.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •ในฤดูร้อนแม่นำ้าไนล์ได้รับนำ้าจากที่หิมะละลาย ในเขตที่ราบสงูเอธิโอเปีย ทำาให้เกิดนำ้าหลาก เข้าท่วมบริเวณที่ราบลุ่มในเดือนสงิหาคม ถึง ตุลาคมของทุกปี แต่จากการที่นำ้าท่วมได้นำ้าเอา ดินตะกอนมาทับถมจึงทำาให้บริเวณดังกล่าวมี ความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก
  • 47.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •บริเวณที่ราบลุ่มแม่นำ้าไนล์เปรียบเหมือน โอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายเพราะเป็นดินแดน ที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายและฮารา ทิศตะวัน ออกและใต้จดทะเลทรายนูเบียและทะเลแดง ธรรมชาติป้องกันการรุกรานจากภายนอก ชาว อียิปต์จึงอยู่อย่างสันโดษ สามารถพัฒนา อารยธรรมให้มีความต่อเนื่องและมั่นคงได้เป็น ระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่งต่างจากดินแดนเมโส โปเตเมียที่เป็นดินแดนเปิดโล่งต่อการรุกราน จากภายนอก
  • 48.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •ลักษณะภูมิอากาศของดินแดนอียิปต์เป็นทะเล ทราย มีความแห้งแล้งและฝนตกน้อยมาก มี อุณหภูมิเฉลี่ยประจำาปีสงูและปริมาณฝนน้อย บางทีไม่มีฝนเลย สว่นบริเวณชายฝงั่ทะเล เมดิเตอร์เรเนียนมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบ เมดิเตอร์เรเนียน คือ ในช่วงฤดูหนาวมีฝนตก และในช่วงฤดูร้อนมีแดดจัด อากาศร้อนและแห้ง แล้ง
  • 49.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •ชาวอียิปต์โบราณต้องอาศัยแม่นำ้าไนล์หล่อเลี้ยง ชีวิต เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก โบราณได้กล่าวถึงอียิปต์ไว้ว่า ‘’อียิปต์เป็นของ ขวัญของแม่นำ้าไนล์ (Egypt is the gift of the nile) เพราะถ้าขาดแม่นำ้าไนล์เสียแล้วอียิปต์ก็จะ กลายเป็นทะเลทรายไป
  • 50.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •ช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี แล้วลดลง ประมาณเดือนตุลาคม ทิ้งโคลนตมไว้บริเวณสอง ฟากแม่นำ้า ช่วยให้ดินดี เพาะปลูกได้ผล และ ชาวอียิปต์เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากอำานาจ ของฟาโรห์
  • 51.
    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้ง ถิ่นฐาน •ดินแดนอียิปต์มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาก คือ หินทราย ซึ่งนำามาใช้ในการก่อสร้าง ดิน เหนียวนำามาทำาเป็นที่อยู่อาศัย สว่นแร่ทองแดง และพลอยในบริเวณคาบสมุทรไซนาย • ความได้เปรียบดังกล่าวทำาให้อียิปต์มีความเป็น เอกภาพและเข้มแข็งกว่าดินแดนเมโสโปเตเมีย
  • 52.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ •สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ชุนชนยุคหินเก่าใน อิยิปต์บนเป็นพวกเรร่อน อาศัยต่อชะง่อนหิน ล่า สัตว์ และตกปลาเป็นอาหาร สว่นอียิปต์ล่างส่วน ใหญ่เป็นบริเวณราบลุ่มหนองบึง สร้างทีพัก หยาบๆ โดยใช้ดินเหนียวและต้นอ้อ • ยุคหินใหม่ ชาวอียิปต์สามารถใช้ประโยชน์จาก ธรรมชาติ รู้จักการเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์ ข้าว สาลี ข้าวฟ่าง ฝึกสตัว์ให้เชอื่งมาใช้แรงงาน ทำา เครื่องมือเครื่องใช้ใหม่ๆ • รู้จักสร้างพาหนะ คือ เรือแคนนูเพื่อใช้ล่องตาม แม่นำ้าไนล์
  • 54.
    The golden canoe,boat dipicted in the book of the dead
  • 55.
    อาชีพหลักของชาวอียิปต์ คือ เกษตรกรรมเพราะว่าดินอุดมสมบูรณ์ ทำาให้ผลิตอาหารเกินความต้องการ ภาพการประกอบอาชีพของชาวอียิปต์
  • 56.
  • 57.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ •อียิปต์มีพรมแดนธรรมชาติได้แก่ ทะเล เมดิเตอร์เรเนียน และทะเลทรายสะฮาราช่วย ป้องกันการรุกรานของศัตรู และแม่นำ้าไนล์ที่นำา ความชุ่มชนื้มาให้ตลอดริมฝงั่ • ชาวอียิปต์รู้เกี่ยวกับธรรมชาติมาใช้ให้เป็น ประโยชน์ เช่น การทำาการชลประทาน กั้นนำ้า ตลอดจนสามารถเพาะปลูกห่างไกลได้ ทำาให้ ต้องมีการจัดระบบสังคม เกิดชนชั้นปกครอง ขยายพื้นที่ ทำาให้มีจำานวนประชากรเพิ่ม ขยาย ตัวเป็นรัฐเล็กๆ เรียกว่า โนมิส • ซึ่งมีสัญลักษณ์แตกต่างกัน เช่น สนุัข เหยี่ยว
  • 59.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ •กษัตริย์เมนิส จากอียิปต์บนได้รวมอาณาจักรทั้ง สอง ทั้งอียิปต์บนและล่างเข้าด้วยกันเป็น อาณาจักรเดียวกัน และสถาปนาราชวงศ์ขึ้น ปกครองอียิปต์ครั้งแรก • ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้าองค์เดียวกับเมโสโปเต เมียโดยมีสรุิยเทพหรือเทพเจ้ารา เป็นเทพ พระเจ้าสูงสุด • โอไชริส (Osiris) เทพแห่งแม่นำ้าไนล์ • ไอซิส (Isis) เทพีแห่งพื้นดิน
  • 60.
    • เทพราห์ (Ra): เทพแห่งดวงอาทิตย์ สุริยเทพผู้ สรรสร้างทกุสรรพสิ่ง มีรูปลักษณ์เป็น "เทพชาย มี หัวเป็นเหยี่ยว" และเหนือหัวมีรูปวงกลับพันไว้ด้วยงู ที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ เรียกได้ว่า เทพ องค์นี้เป็นเทพที่มอบชีวิตให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น แสงสว่าง การคุ้มครองปกป้อง การเพาะปลูก ก็ต้อง มีแสงจากดวงอาทิตย์ จะมองเห็นก็ต้องมีแสงอาทิตย์
  • 61.
    • เทพโอชิริส (Osiris): เทพแห่งยมโลก มีรูปลักษณเ์ป็น ชาย สวมหมวกทรงสูงที่มือทั้งสองข้างกำาแส้และไม้เท้าแนบไว้ที่อก (ส่วนใหญ่จะอยู่ในท่าที่กล่าวไว้) เป็นเทพที่เมื่อชาวอียิปต์เมื่อ ตายไปแล้ว จะทำาหน้าที่ตัดสินว่า คนผู้นั้นสมควรจะได้รับชีวิตที่ 2 ในดินแดนยมโลกหรือไม่ และเนื่องจากการที่สามารถฟนื้ขึ้น มาจากความตายหลังจากพิธกีรรมมัมมี่ เทพโอชิริส จึงเป็นมัมมี่ ตนแรกและตนเดียวที่มีการจารึกไว้ว่าสามารถฟื้นขึ้นมาได้จริง
  • 62.
    • เทวีไอซิส (Isis): เทวีแห่งความรัก มีรูปลักษณ์เป็น "เทพหญิง บนหัวมีรูปวงกลมที่ถูกหนีบด้วยเขาวัว" ด้วยความรักของเทวีที่มี ต่อสามี จนต้องออกเดินทางเพื่อหาทางชุปชีวิตให้สามี เทวีไอซิส จึงได้รับการยกย่องในเรื่องความรักที่มีต่อสามี และเป็นเทวีที่ได้ รับการบูชาจาก หญิงชาวอียิปต์ และภาพของไอซิสจะมักปรากฎ อยู่ตามวิหารที่เกี่ยวข้องกับราชินีของอียิปต์
  • 63.
  • 64.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ •ชาวอียิปต์ยกย่องเทพเจ้าว่ามีพระเมตตา และยก ฟาโรห์สงูสดุเป็นเทพพระเจ้าองค์หนึ่ง คำาสงั่ของ พระองค์ถือเป็นคำาประกาศิตและกฎหมายและมี ความเชอื่ว่าวิญญาณเป็นอมตะ และเชอื้เรื่อง การคืนชีพของผู้ตาย • ชาวอียิปต์นิยมสร้างสุสานฝังพระศพของฟาโรห์ ตลอดจนพระราชวงศ์และขุนนางที่เรียกว่า พีระมิด (pyramid) พระศพจะถูชำาระให้สะอาด และผ่านกรรมวิธีที่สลับซับซ้อนก่อน และพัน ด้วยห่อผ้าขาว สภาพศพจะไม่ห้างและไม่เน่า เปื่อย เรียกว่า มัมมี่ (mummy) ซึ่งเป็นความเชอื่ เรื่อง การฟื้นคืนชีพของผตู้าย
  • 67.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ •การสร้างพีระมิดเป็นที่นิยม สมัย ราชอาณาจักร เก่า ได้มีการสร้างพีระมิดพื้นข้างเรียบไม่เป็นชนั้ ที่สำาคัญได้แก่ มหาพีระมิดแห่งเมืองกีซา ซึ่ง ประกอบด้วย 3 พีระมิด • พีระมิดใหญ่ที่สุด คือพระมิดที่เป็นสุสานของ ฟาโรห์ คือ อปส์ หรือ คูฟู ข้างหน้าพีระมิดจะมี สฟิงซ์
  • 69.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ • ได้มีการประดิษฐ์อักษรภาพที่เรียกว่าไฮโรกลิ ฟิก (hieroglyphic) หรืออักษรศักดิ์สทิธิ์ เพื่อ บันทึกเรื่องราวต่างๆทางศาสนาและวิทยาการ แต่ก่อนเป็นการแกะสลับบนฝาผนังโบสถ์และ สุสานที่ฝังพระศพฟาโรห์ โดยแกะบนหิน ไม้ หรือดินเผา ต่อมากเริ่มเรียนประเภทอักษรภาพ บนกระดาษปาปิรัส • ต่อมาอักษรไฮโรกลิฟิกของอียิปต์ได้รับการ ดัดแปลงให้เข้าใจมากขึ้น โดยเป็นอักษรตัวหวัด เรียกว่า ไฮแรติก และได้วิวัฒนาการเป็น แอลฟาเบต ที่ใช้พยัญชนะและสระ เขียนแทน
  • 70.
  • 71.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ • ชองโปลิยอง(jean francois Champollion) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส สามารถอ่านอักษรไฮโร กลิฟิกในจารึกโรเชตตา การอ่านจารึกโรเชตตา ช่วยเปิดเผยให้โลกได้ทราบถึงประวัติศาสตร์ และเรื่องลี้ลับเกี่ยวกับอียิปต์โบราณเป็นอันมาก • การที่อียิปต์เชื่อมั่นในการฟื้นคืนชีพดังกล่าว ทำาให้แนวคิดปรากฏในงานประพันธ์ต่างๆ แตก ต่างจากชาวสุเมเรียน บทประพันธ์จะเน้นความ สุข ความรักในภพนี้ ตลอดจนสั่งสอนให้ดำาเนิน ชีวิตด้วยความสุจริต และอยู่ในศีลธรรมที่ดีงาม เพื่อว่าเมื่อตายจะแสดงความบริสุทธิ์ต่อเทพโอ ไซริสซึ่งเป็นตุลาการแห่งยมโลกได้ ดังนั่นชาว
  • 72.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ • นอกจากนี้ชาวอียิปต์ยัง ถ่ายทอดความรู้เกี่ยว กับ ดาราศาสตร์ ปฎิทินแบบสรุิยคติที่แบ่งออก เป็น 365 วัน วิชาแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การดนตรี และอื่นๆ • ในสมัยอาณาจักรใหม่ ฟาโรห์ได้ทำานุบำารุง ศิลปกรรม วรรณคดี เสริมการค้าขายกับซีเรีย ปาเลสไตน์ และเกาะครีต จนเป็นยุคทองแห่ง อียิปต์
  • 73.
  • 74.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ • ช่วงสูญเสยีอำานาจสมัยฟาโรห์แอคนาตัน พยายามกอบกู้ศักดิ์ศรีสถาบันฟาโรห์กลับคืน มี การเปลี่ยนแปลงประเพณี โดยเปลี่ยนนับถือ เทพเจ้าหลายองค์ มานับถือพระองค์เดียว ได้แก่ สุริยเทพอะตัน แต่มีเพียงฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ เท่านั่นที่มีสทิธิเคารพบูชา แต่ประชาชนทั่วไป ต้องเคารพบูชาฟาโรห์ แต่ไม่เป็นที่นิยมทำาให้ ก่อเกิดความเกลียดชั่งแก่ผู้นับถือเทพหลายองค์ จนอียิปต์ทรุดโทรมอีก
  • 75.
  • 76.
    อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์ • ช่วง620 ปีก่อน อียิปต์สญูเสยีอำานาจให้แก่พวก อัสซีเรีย ซึ่งยึดครองทางใต้ ไม่นานนักก็เสียให้ กับเปอร์เซีย กรีก และโรมัน ตามลำาดับ จนท้าย สุดอียิปต์ก็นับถือศาสนาอิสลาม • หากกล่าวถึงอียิปต์สมัยโบราณแล้ว อียิปต์ เป็นต้นกำาเนิดของอารยธรรมตะวันตกควบคู่กับ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย โดยถ่ายทอดต่อไปให้ แก่กรีก และโรมัน ซึ่งถือเป็นอารยธรรมตะวันตก ที่แท้จริง
  • 77.
    จัดทำาโดย นางสาวเบญจมาศ บุญจันทร์ชั้น ม.5.9 เลขที่ 14 นางสาวสพุัตรา คุณากะโร ชนั้ ม.5.9 เลขที่ 28