SlideShare a Scribd company logo
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
ข้อมูลเบื้องต้นของอียิปต์
โบราณอียิปต์โบราณ หรือ ไอยคุปต์เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุด
ในโลก ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกามีพื้นที่
ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้าไนล์ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศ
อียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริต
ศักราชโดยการรวมอานาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอน
ใต้ ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรม
เรื่อยมากว่า 5,000 ปี ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วง
ระยะเวลาหนึ่ง หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร"มีการแบ่งยุคสมัยของ
อียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมา
ปกครอง
จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า
"ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนา
ที่แย่มาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์ชนพ
ต่อการทาสงครามจากชาติอื่น จนกระทั่งเมื่อ 31 ปีก่อนคริต
ศักราชก็เป็นการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อจักรรวัต
ออตโตมันสามารถเอาชนะอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัด
หนึ่งในจักรวรรดิออตโตมัน
อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้าไนล์ การ
ควบคุมระบบชลประทาน,การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร
พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์
นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้ องกันการรุกรานจากศัตรู
ภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทาเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติ
แรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การ
บริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้น
ก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่
ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์
เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ฟาโรห์มีอานาจและโหดร้ายมาก ทาให้การบริหาร
ราชการบ้านเมืองและการควบคุมอานาจนั้นทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม และนัก
สร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด,นักปรัชญา ได้มา
ซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรม
กว่า 4,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด,
วัด, โอเบลิสก์,ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้
ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบ
ชลประทานและการเกษตรกรรม
อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และ
สถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนาไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่
ต่างๆในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว นักประพันธ์กว่าหลาย
ศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ๆในอียิปต์
มากมายซึ่งกาลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา เพื่อเป็น
หลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรม
ของโลกต่อไป
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
ลาดับราชวงศ์
• ปลายยุคก่อนราชวงค์แห่ง
อียิปต์โบราณ
• ยุคราชวงค์ ดูเพิ่มเติม
• มุสลิมบุกอียิปต์ (พ.ศ. 1182)
ยุคราชวงศ์
• ราชวงศ์ต้นๆ (ราชวงศ์ที่หนึ่ง และ ราชวงศ์ที่
สอง)
• ราชอาณาจักรเก่า(ราชวงศ์ที่สาม ถึง ราชวงศ์
ที่หก)
• ช่วงต่อระยะที่หนึ่ง(ราชวงศ์ที่เจ็ด ถึง ราชวงศ์
ที่สิบเอ็ด)
•ราชอาณาจักรกลาง(ราชวงศ์ที่สิบเอ็ด ถึง
ราชวงศ์ที่สิบสี่)
• ช่วงต่อระยะที่สอง(ราชวงศ์ที่สิบห้า ถึง
ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด)
• ราชอาณาจักรใหม่(ราชวงศ์ที่สิบแปด ถึง
ราชวงศ์ที่ยี่สิบ)
• ช่วงต่อระยะที่สาม(ราชวงศ์ที่ยี่สิบเอ็ด ถึง
ราชวงศ์ที่ยี่สิบห้า)
• ยุคปลาย(ราชวงศ์ที่ยี่สิบหก ถึง ราชวงศ์ที่
สามสิบเอ็ด)
• ยุคกรีก–โรมัน (พ.ศ.211ถึงพ.ศ.1182)
• กษัตริย์มาซิโดเนีย(พ.ศ.211ถึงพ.ศ.238)
•ราชวงศ์ปโตเลมี (พ.ศ.238ถึงพ.ศ.513)
• อียิปต์ตุส(รัฐหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน พ.ศ.
513ถึงพ.ศ.1182)
ไอยคุปต์
ที่มาของคาว่า "ไอยคุปต์" น่าจะมาจากการทับศัพท์คา
ภาษากรีก ว่า ไอกึปตอส (Aigyptos)ซึ่งเป็นชื่อที่คล้ายคลึงกับ
เทพเจ้าในตานานปรัมปราของกรีก สององค์ด้วยกัน นั่นคือ
"ไอกึอปิออส" (Aigypios)และ "ไอกึปตอส" (Aigyptos)แต่ที่มี
ความสาคัญเกี่ยวโยงกับอียิปต์ก็คือ ไอกึปตอส
ตามตานานของกรีก กล่าวว่า ไอกีปตอส เป็นผู้ตั้งชื่อ
แผ่นดินอียิปต์ ว่า ไอกึปตอส เทพองค์นี้เป็นโอรสของเบลอส
และอันฆินอย ฝ่ายบิดานั้นสืบตระกูลจากโปเซย์ดอน ส่วนฝ่าย
มารดาสืบตระกูลจากเนย์ลอส เทพเจ้าแห่งลุ่มน้าไนล์ ไอกึปตอส
ได้ครอบครองดินแดนอาระเบีย ซึ่งเรียกว่า เมลัมโปเดส
(Melampodes = เท้าสีดา)ครั้นภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น
ไอกึปตอส
นอกจากแนวทางการวิเคราะห์ดังกล่าว ยังมีผู้วิเคราะห์
ศัพท์ ไอกึปตอส ว่ามาจากศัพท์สองคา คือ ไอกฺษ, ไอกอส (aix,
aigos)เป็นคานาม หมายถึง แพะ กับคาว่า ปตอส (ptoss)เป็น
กริยา หมายถึง นอบน้อม หรือหวั่นกลัว แต่รวมความหมายแล้ว
ไม่ชัดเจนนักว่าจะแปลอย่างไร
ในมหากาพย์โอดิสซีของโฮเมอร์ เล่มที่ 18 มีกล่าวถึงแม่น้า
ไอกึปตอส เมื่อโอดิสเซอุส เดินทางไปถึงแผ่นดินอียิปต์ แม่น้าดังกล่าวก็
คือ แม่น้าไนล์นั่นเอง
ในภาษากรีกยังมีการใช้คาว่า ไอกึปตอส หมายถึงคนอียิปต์ และ
แผ่นดินอียิปต์ด้วย ส่วนวิชาอียิปต์วิทยา (หรือ ไอยคุปวิทยา)มีในภาษา
กรีกมานานแล้ว ใช้คาว่า ไอกึปตอลอเกีย (Aigyptologia) ภาษาละติน
ใช้ว่า Egyptology และในภาษาอังกฤษถอดโดยตรง ว่า Egyptology
ในภาษาละตินยังมีคาศัพท์เรียกอียิปต์ว่า ไอกึปตุส, ไอกึปตี (Egypt-
us,Egypt-i) ซึ่งนอกจากหมายถึงแผ่นดินอียิปต์แล้ว ยังหมายถึงกษัตริย์
อียิปต์ในตานานพระองค์หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีคาศัพท์เชื่อมโยง กล่าวถึง
ภาษาอียิปต์ไว้ว่า "ลิงกัว ไอกึปติอาคา" (LinguaÆgyptiaca)
นักภาษาโบราณเสนอว่าคาว่า "ไอกึปตอส" น่าจะได้เค้ามาจาก
ภาษาอียิปต์โบราณ จากคาว่า ฮิ-คุป-ตาฮ(Hi-kup-tah)หรือ ฮา-คา-
ปตาฮ (Ha-ka-ptah)ซึ่งถอดจากอักษรภาพ มีความหมายว่า เทพเจ้า คา
แห่งปตาฮ์ อันเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองเมมฟิส คาดังกล่าวมีปรากฏในศิลา
จารึกโรเซ็ตตาสโตน (RosettaStone) ที่พบ ณ เมืองโรเซ็ตตาด้วย
ไอยคุปต์ในภาษาไทย
• ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการใช้คา "ไอยคุปต์"ในภาษาไทยมาช้านานเพียงใด
แต่ที่มีการกล่าวถึงชัดเจน คือพจนานุกรมไทยของ มานิต มานิตเจริญ
อธิบายไว้ว่า "ไอยคุปต์ หมายถึง อียิปต์"
• อย่างไรก็ตาม ที่ชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นข้อทักท้วงและเสนอแนะของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แสดงพระราชนิยมเกี่ยวกับการใช้
คาศัพท์เรียกชื่อทางภูมิศาสตร์ เมื่อราว พ.ศ.2465 ดังนี้
• "นามประเทศ อิยิปต์ รักให้เรียก ไอยคุปต์ ตามแบบหนังสือสันสกฤต"
• ข้อความดังกล่าว แสดงว่าทรงนิยมให้ใช้ "ไอยคุปต์"แต่ประเด็นที่ว่าตาม
แบบหนังสือสันสกฤตนั้น ไม่ชัดเจน ว่าหมายถึงอย่างไร เนื่องจากใน
พจนานุกรมภาษาสันสกฤตเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน ระบุชื่อ อียิปต์ว่า "มิสร
เทศ" (สอดคล้องกับคาที่ภาษาอื่นๆ ในตระกูลภาษาอาหรับใช้เรียกชื่อ
ประเทศอียิปต์)
อักษรเฮียโรกริฟฟิค
• จุดกาเนิด
• ลักษณะ
• ความเชื่อ
จุดกาเนิด
ชาวอียิปต์เชื่อว่าอักษรนี้ประดิษฐ์โดยเทพเจ้าโทห์ และเรียกชื่ออักษรว่า
mdwtntr (คาพูดของพระเจ้า)คาว่าไฮโรกลิฟฟิก มาจากภาษากรีกhieros
(ศักดิ์สิทธิ์) +glypho(จารึก)คานี้ใช้เป็นครั้งแรก โดยคลีเมนต์แห่งอเล็กซาน
เดรีย การเขียนในอียิปต์ที่เก่าที่สุด เริ่มเมื่อราว 2,867ปีก่อนพุทธศักราช
ส่วนอักษร ไฮโรกลิฟฟิกที่ใหม่ที่สุด เป็นประกาศที่กาแพงวิหารในฟิแล
(philae)อายุราว พ.ศ.939 อักษรนี้ใช้กับจารึกอย่างเป็นทางการ ตาม
กาแพงวิหารและหลุมฝังศพ บางแห่งมีการระบายสีด้วย การเขียนทั่วไป ใน
ชีวิตประจาวันใช้อักษรเฮียราติกหลังจากจักรพรรดิทีออสซิอุสที่1สั่งปิดวิหาร
ของพวกเพเกิน ทั่วจักรวรรดิโรมันในช่วงพ.ศ.1000 ความรู้เกี่ยวกับอักษรนี้
ได้สูญหายไป จนกระทั่งชอง-ฟรองซัว ชองโปเลียงชาวฝรั่งเศสถอดความ
อักษรนี้ได้
ลักษณะ
อักษรไฮโรกลิฟฟิกอาจจะเก่ากว่าอักษรรูปลิ่มของชาวซูเมอร์ทิศ
ทางการเขียนเป็นได้หลายแบบ ทั้งแนวนอน ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย
แนวตั้งจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย การบอกทิศทาง สังเกต
จากการหันหน้าของรูปคนหรือสัตว์ ซึ่งจะหันหน้าเข้าหาจุดเริ่มต้นของเส้น
อียิปต์ยุคต้นและยุคกลาง (ราว 1,457-1,057 ปีก่อนพุทธศักราช) ใช้
สัญลักษณ์ 700 ตัว ในยุคกรีก-โรมัน ใช้สัญญลักษณ์มากกว่า 5,600 ตัว
สัญลักษณ์แต่ละตัวบอกทั้งการออกเสียงและความหมาย เช่นสัญลักษณ์
ของจระเข้ เป็นรูปจระเข้รวมกับสัญลักษณ์แทนเสียง “msh” เช่นเดียวกับคา
ว่าแมว “miw” จะใช้รูปแมว รวมกับสัญลักษณ์แทนอักษร m iและ w
อักษรที่มีลักษณะเช่นเดียวกับอักษรไฮโรกลิฟฟิกของอียิปต์จะเรียก
อักษรไฮโรกลิฟฟิกด้วย เช่น อักษรไฮโรกลิฟฟิกของชาวลูเวียและชาวฮิตไตน์
ความเชื่อชาวอียิปต์มีความชานาญทางศิลปะหัตถรรม งานช่าง และ
การทาหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆ
นอกจากนี้ยังให้ความสาคัญกับชีวิตหลังความตายและอักษร
ภาพหรือภาษาตามความเชื่อที่มีอานาจและอิทธิพลต่อการ
ดารงชีวิตและพิธีกรรม
ชาวอียิปต์เชื่อว่าตัวอักษรของพวกเขาประดิษฐ์ขึ้นโดยเทพ
เจ้าธอธ(Thoth)ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญา และจอความดี
ชั่วของผู้ตาย และเรียกชื่อตัวอักษรของพวกเขาว่าmdwnTr
หรือคาพู
พีระมิด
• ทฤษฎีการสร้าง
• พลังลึกลับในพีรามิด
• เวทมนต์ในการรักษาพี
รามิด
• เลขพิสดารในพีรามิตร
ทฤษฎีการสร้าง
ช่วงแรก เป็นการจัดเตรียม วัสดุอุปกรณ์ และการปรับพื้นที่ ที่จะใช้
ก่อสร้าง การปรับระดับพื้นดิน ที่ฐานพีระมิด ให้เรียบเท่ากันนั้น ชาว
อียิปต์จะสร้าง กาแพงเตี้ย ๆ ขึ้น ล้อมรอบบริเวณนั้นทั้งหมด ต่อจากนั้น
ก็ขุดร่องให้น้าไหลเข้ามา ท่วมในกาแพงนี้หลังจากปล่อยน้าออกแล้ว
ส่วนที่สูง ๆ ต่า ๆ ก็จะโผล่ให้เห็น จากนั้นจึงมีการ ปรับสภาพดิน หรือหิน
ตรงนั้น ให้ราบเรียบเท่ากัน ขั้นต่อมา ทาฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยใช้
หินปูน ที่ขัด แล้ววางลงไปเป็นฐานขั้นแรก ระหว่างที่คนงานกลุ่มหนึ่ง
กาลังปรับพื้นดิน คนงานอีกกลุ่มที่เหมืองหิน ก็จะสกัดหิน ไปเรื่อย ๆ
พวกเขาจะเอาทองแดงไปเผา แล้วตีจนขึ้นรูปเป็นสิ่ว จากนั้นจุ่มลงใน
น้า เพื่อให้เนื้อทองแดงแกร่ง ชาวอียิปต์ใช้สิ่ว เจาะเซาะลงไป จนถึงชั้น
หินปูนแล้ว จึงแยกหินปูน ออกมาจากเนื้อหินทีละก้อน
เวลาสกัด สาหรับหินปูนจะง่ายหน่อย เพราะเป็นหินตะกอน ซึ่ง
มักจะแตกออกเป็นชั้นในทางแนวนอน และร้าวได้ง่าย ตามแนวตั้ง แต่
หินแกรนิต มีเนื้อแข็ง และไม่มีรอยแยก ตามธรรมชาติ จึงต้องใช้วิธีก่อ
ไฟ บนผิวของหินแกรนิต เมื่อหินร้อนได้ที่ ก็ราดน้าเย็นลงไป ทาให้หิน
ส่วนบนมีตาหนิ และแยกออก เผยให้เห็นเนื้อหิน คุณภาพดีข้างใต้ การ
แยกหินแกรนิต ออกจากเนื้อหิน เขาจะใช้ ก้อนหินโดเลอไรท์ ตอกทั้ง 4
ด้าน แล้วช่างหิน จะเซาะฐานล่าง ของก้อนหิน ให้เป็นร่อง แล้วตอก ลิ่ม
ไม้ลงไป ตามร่องนี้แล้วเอาน้า ราดลงไปบน ลิ่มไม้ เพื่อให้มันพองตัว
และแยกก้อนหิน ออกจากเนื้อหิน แต่ก่อน นาออกมาจากเหมือง ก็ต้องมี
การ ตกแต่งหินกัน ซักหน่อยเป็นการทาอย่างหยาบ ๆ เพราะการตกแต่ง
ขั้นสุดท้าย จะทากันที่ จุดก่อสร้าง ซึ่งมีช่างฝีมืออยู่
เมื่อเตรียมสิ่งต่าง ๆ เรียบร้อย ก็มาถึงช่วงของ การขนย้ายวัสดุอันหนัก
อึ้ง มาที่ก่อสร้าง วัสดุหลัก ที่พวกเขาใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นหินปูน ซึ่งเอามา
จากเหมืองใกล้ ๆ ทีjก่อสร้าง ส่วนหินปูนขาว เนื้อละเอียด ที่ใช้หุ้มผิวนอก
ของพีระมิด มาจากเหมืองข้างหน้าผา ที่ทูรา ห่างออกไป 13 กิโลเมตร (คน
ละฝั่งกับแม่น้าไนล์)หินแกรนิต ที่ใช้กรุห้อง ภายในพีระมิด มาจากเหมือง ที่
เมืองอัสวาน เหนือลาน้าขึ้นไป 960 กิโลเมตร
จะเห็นได้ว่า ระยะทางในการขนย้ายหิน จากเหมือง มาที่ก่อสร้างไม่ใช่
ใกล้ ๆ แต่ด้วยภูมิปัญญา ของชนอียิปต์ พวกเขาได้เลือกช่วงเวลา ที่แม่น้า
ไนล์เอ่อล้นฝั่ง เป็นช่วงของ การขนย้ายก้อนหิน พวกคนงาน จะยกหินลงเรือ
หรือแพ โดยอาศัยคานงัด และเชือก แล้วล่องข้ามแม่น้า ไปยังทางเดินบนฝั่ง
ที่ใกล้จุดก่อสร้าง เมื่อมาอยู่บนพื้นดิน การขนย้าย จะใช้เลื่อนไม้ ที่มีคนชัก
ลาก ระหว่างนั้น ก็จะมีการเทสารเหลว เพื่อใช้หล่อลื่น ทาให้เลื่อน เคลื่อนที่
ได้สะดวก
สาหรับการก่อสร้าง จะเริ่มจากพื้นชั้นล่างก่อน ชาวอียิปต์จะสร้าง
ทางลาดไว้ ลาเลียงก้อนหิน จากพื้นดินพาดวนขึ้นไป จะทาเช่นนี้ไปเรื่อย
ๆ จนกว่าจะสร้างเสร็จ ขณะที่สร้างองค์พีระมิดอยู่ เขาจะสร้างห้อง
ภายใน และทางเดินไปพร้อม ๆ กัน ก่อนที่พีระมิดจะเสร็จ งานขั้น
สุดท้าย จะทาจากยอดลงสู่ฐาน คือ เมื่อสร้างทางลาดสูงขึ้น เรื่อย ๆ จน
จรดยอดบน และวางหินรูปพีระมิด ไว้ที่ชั้นยอดเสร็จ ช่างหินก็จะเริ่มขัด
แต่ง ผิวหินปูนสีขาว เนื้อละเอียด ที่หุ้มพีระมิด โดยเริ่มขัด จากด้านบน
ลงด้านล่าง เมื่อขัด บริเวณใดเสร็จ ก็จะค่อย ๆ รื้อทางลาด แต่ละระดับ
ลง
อียิปต์โบราณ(Egypt)
พลังลึกลับในพีระมิด
• นโปเลียน โบนาปาร์ต กับ ภาพนิมิต ในมหา
พีระมิด
• เสียงประหลาด และพลังไฟฟ้ า บนยอด
พีระมิด
• ปิศาจหลอน ในห้องพระราชา
นโปเลียน โบนาปาร์ต กับ ภาพนิมิตในมหา
พีระมิด
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ.2341 พระเจ้านโปเลียนมหาราช
ได้ทรงกรีฑาทัพ เข้าสู่อียิปต์ โดยทางเรือ ทัพนี้มีกาลังพล
36,000 คน และเรือ 330 ลา การสู้กับมูราด เบย์ ผู้มีตาแหน่ง
เป็นผู้ว่าการ ของจักรวรรดิ์ เตอรกีออตโตมาน ที่อเล็กซานเดรีย
ในทะเลทราย อียิปต์ นโปเลียนเป็นฝ่าย กาชัยชนะไว้ได้ อย่าง
ง่ายดาย ความจริงแล้ว ในการบุกอียิปต์ครั้งนี้นโปเลียนตั้งใจ
จะมาค้นคว้าความลับ ของพีระมิดด้วย
ดังนั้น เมื่อการศึกเสร็จเรียบร้อย นโปเลียนได้เสด็จไปยัง
มหาพีระมิดแห่งคูฟู พร้อม คณะผู้ติดตาม แต่พอถึงห้อง
พระราชา พระองค์กลับเสด็จ เข้าไปเพียงลาพัง หลังจากที่
พระองค์เสด็จกลับออกมา มีเรื่องเล่าว่า คืนนั้น พระองค์ไม่
อาจจะบรรทมลงได้ เพราะทรง ได้ยินเสียง ๆ หนึ่ง ดังมาจาก
ทางมุมห้อง ที่บรรทม พระองค์ทรงคว้าเอาดาบขึ้นมา แล้ว
ตะโกนถามว่า "ใคร?" แต่สิ่งที่พระองค์ ทรงทอดพระเนตรเห็นก็
คือ ภาพนิมิต เป็นแสงสีแดง สว่างโพลน ที่โชนออกมาจากมุม
ห้อง
"ท่านเป็นใคร ?" พระองค์ตรัสถาม แสงดังกล่าวค่อย ๆ
รวมตัว เป็นร่างของ ชายคนหนึ่ง "แล้วนโปเลียนหละ เป็นใคร"
เสียงนั้นย้อนถาม แล้วพูดต่อว่า "ชัยชนะ ของท่าน ที่มีต่อ
ดินแดนนี้จะไม่ยั่งยืน และท่านก็มีเวลา เหลืออีกไม่นาน ที่จะ
สร้าง สันติภาพให้กับโลกนี้" เมื่อพูดเสร็จ ภาพนิมิตดังกล่าว ก็
หายไปทันที
ว่ากันว่า ภาพนิมิตดังกล่าว ยังคงมาปรากฏ ให้นโปเลียน
เห็นบ่อย ๆ จนกระทั่ง นโปเลียนก็สิ้นพระชมน์ และบรรดา ผู้ที่
คอยเฝ้ าพระองค์เล่าว่า ภาพนิมิตดังกล่าว มาปรากฏให้เห็นอีก
ครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย ตามที่นโปเลียนขอร้องด้วย
เสียงประหลาด และพลังไฟฟ้ า บนยอด
พีระมิด
คนที่เจอเหตุการณ์นี้คือ เซอร์ดับบริว. ซีแมนส์ (W. Seimans)ซึ่ง
เป็นนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ
เขามาเที่ยวที่พีระมิดแห่งกิซา ในสมัย ที่ยังให้นักท่องเที่ยว ปีนขึ้น
ไป บนยอดได้ (ปัจจุบันไม่อนุญาตแล้ว เพราะเกรงว่า จะเกิดอันตราย
กับนักท่องเที่ยว)เมื่อซีแมนส์ ขึ้นไป ยืนบนยอด ของมหาพีระมิด เขา
สังเกตว่า ทุกครั้งที่เขายกมือขึ้น แล้วกางนิ้วออก เขาจะ ได้ยินเสียง
ประหลาด คล้ายเสียงกระดิ่งดังขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขายกมือข้างเดียว
โดยเฉพาะ นิ้วชี้เขาจะรู้สึกคัน หรือกระตุกที่นิ้ว
นอกจากนั้น เมื่อเขายกขวดเบียร์ ซึ่งนาติดตัวมาด้วย ขึ้น
ดื่ม พอแตะกับริมฝีปาก มันเหมือนมีไฟดูดเบา ๆ ซีแมนส์เอา
กระดาษชื้น ๆ มาห่อรอบขวด ทาให้ขวด เปลี่ยนสภาพ เป็นที่
เก็บไฟฟ้ า หรือแบตเตอรี่ อย่างหยาบ ๆ จากนั้นเขาก็ชูขวดขึ้น
เหนือศีรษะ มันก็สะสม กระแสไฟฟ้ ามากขึ้น ถึงกับเกิดประกาย
ขึ้น ในขวดเลยทีเดียว ด้วยความแปลกใจ ทาให้ซีแมนส์ เอาขวด
ไปแตะแขนไกด์ ที่นาทางเขา ปรากฏว่า ไกด์เกิดอาการกระตุก
คล้ายถูกไฟฟ้ าช็อต จนลงไปนั่งตัวสั่นกับพื้น ท่านเซอร์เอง ก็
ตกใจ จึงรีบปีนลงจากพีระมิด ทันที
ปีศาจหลอน ในห้องพระราชา
นักสารวจชาวอังกฤษชื่อ ดร. พอล บรูนตัน (PaulBrunton)ได้ขอ
อนุญาต ทางรัฐบาลอียิปต์ เพื่อขอเข้าไปค้างคืน ในห้องพระราชา ใน
มหาพีระมิดคูฟู 1 คืน ทางรัฐบาลอนุญาต อย่างไม่เต็มใจนัก และเขาก็
ได้เข้าไป นั่งในห้องเดียวกับ ที่นโปเลียน เคยเข้าไป ประทับยืนอยู่ ของที่
เขานาติดตัวเข้าไป มีเพียงกระบอกไฟฉาย อันเดียวเท่านั้น
ตอนแรกที่เขาเข้าไป ในห้องพระราชา เขาบรรยายว่า ห้องดังกล่าว
มีความแปลก ประหลาด มันมีความหนาวเย็น ราวกับความตาย ซึ่ง
แทรกลึกเข้าไปถึง โพรงกระดูก เลยทีเดียว และโลงศพหิน ที่วางอยู่ทาง
มุมห้อง ด้านตะวันตกมีชาวอียิปต์ เคยเล่าให้ฟังว่า วันดีคืนดี จะมีเสียง
ดัง ผิดปกติออกมา สิ่งประหลาดอย่างหนึ่ง ที่เขาพบคือ มีแผ่นหินอ่อน
วางอยู่ใกล้ ๆ โลงศพ ซึ่งหันไปในแนวเหนือ-ใต้ อย่างถูกต้อง
ดร. พอลบรรยายต่ออีกว่า "ความกลัว ความตื่นตระหนก ได้รุกเร้า
เข้าหาผม เพราะมี ภูตผีปิศาจ ที่แสดงใบหน้า ที่น่ากลัวของมัน ให้ผมเห็น
ตลอดเวลา ภาพซึ่งมีทีท่าอันเป็นศัตรู ผุดออกมาเรื่อย ๆ ไม่หยุดหย่อน ร่าง
ของมันทะมึนมหึมา..ชวนให้ขนหัวลุก มีวิญญาณ ของภูต ผีเข้ามาล้อมตัว
ผม เต็มไปหมด..."
ในหนังสือของแมกซ์ทอธ (Max Toth)ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ ดร.
บรูนตัน ที่เข้าไป ในมหาพีระมิดว่า ก่อนที่ดร.พอลจะเข้าไป ภายในพีระมิด
เขามีการเตรียมตัว ทั้งกายและใจ ด้วยการอดอาหาร พร้อมกับทาสมาธิ
กาหนดจิตให้สงบ เป็นเวลา 3 วัน
ภายในห้องนั้น พอลเข้าไปนั่งลง ตรงหน้าโลงศพหิน โดยหันหลังให้
แล้วปิดสวิตซ์ ไฟฉาย ทาให้ห้องนั้นมืดสนิท และน่าขนพองสยองเกล้า จากนั้น
เขาก็เริ่มนั่งสมาธิ ให้จิตใจสงบ ทันใดนั้น เขารู้สึกว่า มีพลังบาง อย่างมา
ล้อมรอบตัวเขา ความกลัว ทาให้ขนลุกซู่...มันกดดันทาให้เขา อยากออกจาก
ห้องนั้นโดยเร็ว
ดร.พอล พยายามรวบรวมสมาธิ เพื่อขมความกลัว แต่บรรยากาศนั้น ก็
ยังคงคุกคามเขา มากขึ้นอีก หากแค่ซักพักเดียวเท่านั้น พอเขาสงบจิต ตั้งมั่นได้
แล้ว บรรยากาศก็ค่อย ๆ คลายลง กลายเป็นความอบอุ่น ที่แฝงด้วยความเป็น
มิตร แล้วเขาก็แลเห็น ภาพนักบวชชรา ร่างสูงใหญ่ ยืนจังก้าอยู่หน้าเขา โสต
ประสาทได้ยินเสียงพูดชัดเจน ...
"เข้ามาที่นี่ทาไม? ความโลภของมนุษย์ ไม่มีวันสิ้นสุดเลยนะ อยากตายนัก
หรือไง ?"
"ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอก ท่านผู้เฒ่า ผมมาที่นี่ เพื่อพิสูจน์ความ
จริง ต่างหาก "นักบวชผู้นั้น ถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า"ความเพ้อฝันนั้น จะ
ทาให้เจ้าห่างไกล จากเหตุผล บางทีมันอาจทาให้เป็นบ้า จงออกไปเสียเถิด
ในขณะที่เจ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ มิฉะนั้นเจ้า อาจตายได้" แต่ดร.พอลยัง
ปฏิเสธเสียงแข็ง
ทันใดนั้น ร่างนักบวชลึกลับ ก็อันตรธานหายไป แต่ซักครู่ เขาก็มอง
เห็นนักบวชชราอีกองค์ เดินตรงเข้ามาหาเขา ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่าน
ขอให้เขา ลงไปนอนในโลงศพหิน ที่ว่างเปล่า ร่างกายของเขา ทาตามราว
ถูกสะกดจิต และทันที ที่เขานอนลง เขาก็รู้สึกว่า มีพลังชนิดหนึ่ง พุ่งเข้ามา
คลุมร่างกายของเขา ประมาณ 2-3 วินาที
ดร. พอลรู้สึกว่า ตนเองมาอยู่ในอีกมิติ ร่างกายเบาหวิว ราว
ปุยนุ่น และมีแสงสีเงิน เปล่งประกาย โดยรอบคล้ายรัศมี จิตใจของ
เขา รู้สึกอิ่มเอิบ เบิกบาน ระหว่างนั้น นักบวชชรา ก็เล่าให้เขาฟัง
ว่า
จงรู้ไว้เถิดว่า ในสถานที่โบราณแห่งนี้มีบันทึกของเผ่าพันธุ์
แห่งมนุษย์ในสมัยแรก ๆ และบันทึกข้อตกลง ซึ่งพวกเขาได้ทาขึ้น
กับพระผู้สร้าง โดยผ่านศาสดาพยากรณ์ ผู้ยิ่งใหญ่ คนแรก (ที่
พระองค์แต่งตั้งขึ้น)จงรู้ไว้ด้วยว่า คนที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ได้
ถูกนามาที่นี่ ในอดีต ให้รู้จักกับข้อตกลง ดังกล่าวนี้เพื่อว่าพวกเขา
จะได้กลับไปหา เพื่อนพ้องของเขา และเก็บความลับ อันยิ่งใหญ่นี้
เอาไว้"
เจ้าจงกลับไป และบอกเรื่อง ที่ข้าจะบอกต่อไปนี้กับเพื่อนของเจ้า นี่คือ
คาเตือน...เมื่อมนุษย์ได้ละทิ้ง พระผู้สร้างของพวกเขา และมองดูเพื่อน ด้วย
ความเกลียดชัง เหมือนกับที่บรรดา เจ้าฟ้ าชาย ชาวแอตแลนติส ผู้สร้างพีระมิด
แห่งนี้พวกเขาจะถูกทาลาย ด้วยน้าหนัก แห่งความชั่วร้าย ของพวกเขาเอง เฉก
เช่นที่ชาวแอตแลนติสประสบ"เมื่อนักบวชองค์นี้พูดจบ พอลพบว่า ตนเองลอย
กลับเข้าร่าง เขารู้สึกว่า ตัวหนัก และงุ่มง่าม เมื่อเทียบกับ ก่อนที่เขาจะเข้ามา
สักครู่เขาก็ลุกขึ้น สวมแจ๊กเก็ตแล้ว มองดูนาฬิกา...มันเป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี !
อย่างไรก็ตามเล่ากันว่า เมื่อมีคนไปเอาตัวดร.พอล ออกมาในตอนเช้า
เขาอยู่ในสภาพ ที่เกือบจะเคลื่อนไหวไม่ได้ เลยทีเดียว ซึ่งอาจเป็นเพราะ ความ
กลัว ที่เขาเผชิญกับมัน เมื่อคืนก็ได้ แต่ดร.พอล ก็ไม่ใช่คนสุดท้าย ที่โดยพลัง
ประหลาด ภายในพีระมิดเล่นงาน บรรดานักท่องเที่ยว ต่างก็พากันบ่นว่า ได้รับ
อิทธิพล จากมหาพีระมิดแห่งนี้บ้างเจอ เงาประหลาด บางคนจู่ ๆ กล้ามเนื้อเป็น
ตะคริว ขึ้นมาเฉย ๆ แต่พอพ้นพีระมิดออกมา อาการตะคริวก็หายไป
เวทมนต์ในการรักษาพีระมิด
การก่อสร้าง พีระมิดแห่งกิซานั้น เริ่มตั้งแต่ เมื่อฟาโรห์คูฟู
ขึ้นปกครองอียิปต์ โดยสถาปนิกหลวง "เฮมอน" ซึ่งได้รับการ
ถ่ายทอดความรู้ มาจากอิมโฮเทป (ผู้สร้าง พีระมิดขั้นบันได ของ
กษัตริย์โซเซอร์)แต่ม้วนปาปิรุส ที่กล่าวกันว่า เป็นบันทึกที่อิมโฮ
เทป เขียนคาถา สาหรับป้ องกันพีระมิด ให้ปลอดภัยจาก
แผ่นดินไหว และฟ้ าผ่า ซึ่งเป็นอาวุธร้าย ของเทพ เสตผู้ชั่วร้าย
กลับหายไป และไม่มีใครหามันพบ
จนกระทั่งราชบุตรองค์หนึ่ง คือ เจ้าชายฮอร์เดเดฟ (Hordedef)
ได้ขอเข้าเฝ้ า พระบิดา แล้วทูลว่า ข้าพระองค์ ได้พบนักเวทมนต์ ที่
แข็งแกร่ง และมหัศจรรย์ยิ่งกว่าผู้ใด ในราชอาณาจักร ของพระองค์
แล้ว เขามีนามว่า "เตตา"อาศัยอยู่ที่ไมดุม ใกล้กับพีระมิด ของเสด็จปู่
เสเนเฟรูไม่มีใครในอียิปต์ เหมือนเขาผู้นี้อีกแล้ว เพราะเขามีอายุถึง
110 ปี เขามีชีวิตอยู่ตั้งแต่ สมัยฟาโรห์โซเซอร์ และอิมโฮเทป ผู้สร้าง
พีระมิดองค์แรก เขากิน ขนมปังวันละ 500 ชิ้น เนื้อวัวซีกหนึ่ง และดื่ม
เบียร์สด วันละร้อยเหยือก เขารู้วิธี เก็บรักษาหัวสัตว์ ที่ถูกตัดออกจาก
ร่าง รู้วิธีที่จะทาให้สิงโต เชื่องราวสุนัข และเขายังบอก อีกว่า เขารู้วิธีที่
จะช่วยพระองค์ หาปาปิรุสของอิมโฮเทปด้วย
เมื่อได้ฟังคากราบทูล ฟาโรห์คูฟู ก็มีราชโองการ ให้เจ้าชาย
ฮอร์เดเดฟ แล่นเรือไปหา เตตา โดยด่วน เจ้าชายทรงเดินทาง
ทวนกระแสน้าขึ้นไป จนมาถึงพีระมิดไมดุม ของ ฟาโรห์เสเนเฟรู
หลังจากเรือจอดเทียบท่า เจ้าชายก็ทรงเสด็จ พระราชดาเนิน สู่
พีระมิด แล้วอ้อมไปด้านหลัง ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ที่เตตาอาศัยอยู่
คณะของเจ้าชาย พบกับชายชรา กาลังนอนบน ตั่งไม้
ปาล์ม มีคนใช้ กาลังโบกพัด และนวดน้ามันให้ เจ้าชายฮอร์เด
เดฟ ทรงทักทายชายชรา ด้วยความเคารพ
"ข้าอัญเชิญพระราชสาสน์ จากพระบิดา ฟาโรห์คูฟูผู้ยิ่งใหญ่มา
พระองค์ทรงมีรับสั่ง ให้ท่านเข้าเฝ้ า"
ข้าพระองค์จะเดินทาง ไปเฝ้ าฟาโรห์กับพระองค์ แต่โปรดให้
ผู้ติดตามของข้า และคัมภีร์ของข้า ได้ติดตามไปในเรือ อีกลาหนึ่งด้วย
เถิด
เมื่อทุกสิ่ง ถูกจัดการตามที่เตตา ขอร้องแล้ว เขาก็ล่องเรือ ลงมา
ตามแม่น้าไนล์ ด้วยเรือ พระที่นั่ง พร้อมกับอัญเชิญ พระราชสาสน์ มา
จนถึง ในวังเมมฟิส พอมาถึง ฟาโรห์คูฟู ทรงรับสั่ง ให้เข้าเฝ้ าทันที
ต่อจากนั้น พระองค์ทรงทดสอบ เตตาว่า สิ่งที่พระองค์เคย ได้ยินมานั้น
ถูกต้องหรือไม่ ทรงให้เตตา สาธิตการต่อศีรษะของสัตว์ ที่ถูกตัดออกมา
ให้กลับเข้าที่เดิม ซึ่งเขาก็ทาได้ดี จนเป็นที่ พอพระทัย ขององค์ฟาโรห์
ดังนั้น จึงทรงรับสั่ง ถามถึงสิ่งที่พระองค์ อยากรู้มานาน
"ข้าพระองค์ สามารถบอกได้ว่า ปาปิรุสฉบับนั้น อยู่ที่ไหน
มันอยู่ในกล่องศิลา และซ่อนอยู่ในวิหารใหญ่ ของเทพอาเมน-
รา ที่เฮลิโอโปลิส ข้าพระองค์บอกไม่ได้ว่า กล่องนั้นถูกซ่อนอยู่
จุดใด แต่จะมีอยู่คนหนึ่ง ที่สามารถหาสิ่งนี้ให้พระองค์ได้"
"คนผู้นั้นเป็นใคร ?"
"ในกลางดึกคืนนี้ภรรยาของนักบวช ในเฮลิโอโปลิสที่ชื่อ
รุด-ดีเดต จะให้กาเนิด เด็กสามคน ซึ่งเป็นร่างจุติ ของเทพอา
เมน-รา หนึ่งในสามคนนั้น จะเป็นผู้พบกล่องนั้น และจะได้ครอง
บัลลังก์ ของอียิปต์"
ฟาโรห์คูฟู ทรงไม่สบายพระทัยนัก เมื่อได้ทราบว่า บุตรของนางจะได้
ขึ้นครองบัลลังก์ ทรงกังวลว่า จะเกิดสงครามแย่งชิงอานาจขึ้น แต่เตตาทูลว่า
ไม่มีอะไร ที่ต้องเป็นกังวล ก่อนที่ลูกชายของรุด-ดีเดตจะ มานั่งบัลลังก์ พระ
ราชโอรสของพระองค์...เจ้าชายคาฟเร จะได้ครองบัลลังก์ ต่อจากพระองค์
และต่อจากนั้น คือพระราชนัดดา...เจ้าชายเมนเกาเร แต่จะมีเพียงเขาเท่านั้น
ที่สามารถพบคาถา และร่ายมนต์ เพื่อให้มหาพีระมิดทั้งสามองค์ แห่งกิซา
คงอยู่ชั่วนิรันดร์
ในเวลาเดียวกัน บุตรทั้ง 3ของรุด-ดีเดต ได้ถือกาเนิดขึ้น ขณะที่บุตร
คนโตซึ่งมีชื่อว่า "อูเสร์-กัฟ"กาลังเล่นอยู่ใน มหาวิหารอาเมน-รา เขาได้พบ
กล่องศิลา ที่บรรจุม้วนปาปิรุสของอิมโฮเทปอยู่ข้างใน และเมื่อเขาเป็น
นักบวชหนุ่ม เขาก็ร่ายคาถานั้น ถวายแด่พีระมิด ของฟาโรห์คูฟู พอเป็น
นักบวชชั้นสูง ก็ร่ายเวทย์ถวายพีระมิดคาฟเร และเมื่อเขาได้รับเลือก ให้เป็น
ว่าที่ฟาโรห์ จึงร่ายคาถานั้น ถวายแด่พีระมิด แห่งเมนเกาเร หลังจากนั้น อู
เสร์-กัฟ ก็ขึ้นครองราช เป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์ที่ 5
เลขพิสดารในพีระมิด
มีการประมาณว่า พีระมิดของฟาโรห์คูฟูนั้น มีขนาดใหญ่มาก จน
สามารถบรรจุ มหาวิหาร เวสต์มินสเตอร์ มหาวิหาร เซนต์ปอล แห่งกรุง
ลอนดอน มหาวิหาร เซนต์ปีเตอร์ แห่งกรุงโรม รวมทั้งโบสถ์ สาคัญ ๆ
ของเมือง ฟลอเรนซ์และมิลาน เอาไว้ภายในได้ ทั้งหมด...คิดดูสิว่า มัน
ใหญ่แค่ไหน !!
ทว่าพีระมิดคูฟู ไม่ได้มีแค่ความใหญ่อย่างเดียว หากมันยังซ่อน
การค้นพบ ทางคณิตศาสตร์ ของคนโบราณ ที่ทาให้คนยุคปัจจุบัน
ถึงกับคิ้วขมวด ผูกกันเป็นปมอีกด้วย
ปีเตอร์ ทอมคินส์ ได้รวบรวมข้อมูล การคานวณทางคณิตศาสตร์ ของพีระมิด
แห่งคูฟู เอาไว้ในหนังสือชื่อ "ความลึกลับของพีระมิด" โดยแบ่งเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
1. ความยาวเส้นรอบวง ของฐานพีระมิด เมื่อหารด้วย 2 เท่า ของความสูง จาก
ฐานถึงยอด จะมีค่าเท่ากับค่าพาย (p) ซึ่งเท่ากับ 3.144 ค่าที่ได้นี้คลาดเคลื่อนไป
จาก ค่าที่ถูกต้อง ในปัจจุบันเพียงนิดเดียว ค่าที่ถูกต้องคือ 3.14159
2. ความยาวของเส้นรอบฐาน พีระมิดคูฟู เมื่อนับเป็น คิวบิท (ภายหลังพัฒนา
มาเป็น "นิ้ว") วัดได้ 365.24 ซึ่งเท่ากับจานวนวัน ในหนึ่งปี
3. สองเท่าของความสูงพีระมิด เมื่อคูณด้วยเลข 100,000 จะได้ค่าใกล้เคียง
กับ ความยาวของ ระยะทางระหว่างโลก กับดวงอาทิตย์ คือ 93 ล้านไมล์
โดยประมาณ
4. น้าหนักของพีระมิด เมื่อคูณด้วย 1,000,000,000,000,000 จะได้ค่า
ใกล้เคียงกับ น้าหนักของโลกเรา โดยประมาณ
นอกจากค่าตัวเลข แล้วที่ตั้งของพีระมิดแห่งนี้ยังแบ่งโลกออกเป็น
2 ส่วนเท่า ๆ กันอีก หรือถ้าเราลากเส้นตรง ผ่ากึ่งกลางพีระมิดขึ้นไป จะ
แบ่งสามเหลี่ยม ของแม่น้าไนล์ ออกเป็นสองส่วนเท่ากัน
นี่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง ที่คนโบราณทาให้เราเกิด ความ
ฉงนว่า พวกเขารู้ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร? ใช้วิธีการอย่างไร ใน
การวัด ? และเมื่อค้นพบแล้ว ทาไมถึงใช้พีระมิด ในการจดบันทึก หรือ
เพราะชาวอียิปต์โบราณ กลัวว่าความรู้ต่าง ๆ ทาง ดาราศาสตร์ และ
คณิตศาสตร์ ที่เกี่ยวกับโลกเรา จะสูญหายไป เนื่องจากภัยธรรมชาติ ถ้า
บันทึกไว้ด้วยกระดาษ หรือสิ่งอื่น ๆ ก็ชารุดง่าย เลยใช้วิธีสร้างพีระมิด
และใช้มัน เป็นที่เก็บความรู้ เรื่องต่าง ๆ ที่เขาค้นพบเสียเลย....
สฟิงค์
นอกจาก สุสานรูปทรงเรขาคณิต ที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์แล้ว บนทราย
สีเหลืองนุ่ม ของที่ราบสูง แห่งกิซา ยังปรากฏ สิ่งก่อสร้าง ขนาดมหึมา
ซึ่งเรารู้จักกันดี...สฟิงซ์ สัตว์ลูกครึ่ง ที่ทอดร่าง หันหน้าสู่ทิศตะวันออก
และหมอบเฝ้ า มหาพีระมิด มานับพันปี!!
ตัวสฟิงซ์สัตว์ คือ ที่เกิดจาก การรวมตัว อันแปลก ประหลาด
ระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้น มีสัญลักษณ์ ของ
ฟาโรห์อียิปต์ แสดงไว้ชัดเจน คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผาก มีงูจงอางแผ่
แม่เบี้ย และมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบ ความกว้าง
ของใบหน้านั้น ประมาณ 14 ฟุต ส่วนลาตัวที่เป็นสิงโต มีความยาวเกิน
กว่า 240 ฟุต (วัดจากหัวถึงหาง)ขนาดของมัน มโหฬาร จนคนที่เดิน
ผ่าน เหลือตัวนิดเดียว
ว่ากันว่า สฟิงซ์ คือ รูปเหมือนขนาดใหญ่ กว่าร่างจริง สอง
เท่าของฮาร์มาชิส เทพแห่งรุ่งอรุณ เมื่อตอนที่แปลงร่าง เป็น
สิงโต มีเศียร เป็นฟาโรห์อียิปต์ ออกทาหน้าที่ ล่าสังหารบริวาร
ของเซต
ชาวอียิปต์ไม่ได้เรียกรูปจาลองนี้ว่า "สฟิงซ์"คา ๆ นี้มาจาก
ภาษากรีก "sphingo" หรือ "sphingein"แปลว่า การบีบรัด
เพราะสฟิงซ์ของชาวกรีกเป็นสฟิงซ์ที่นิสัยไม่ดี ชอบหยอกเล่น
กับเหยื่อ พอมีเหยื่อหลงเข้ามา ก็จะถามคาถาม และถ้าตอบไม่
ถูก จะฆ่าทิ้ง มีอยู่คาถาม
"อะไรเอ่ย เช้าเดินสี่ขา กลางวันเดินสองขา พอตกเย็นเดินสาม
ขา?"ตอบได้ไหมเอ่ย... ก็มนุษย์ไง คนที่ตอบถูก เป็นคนแรกคือ โอดีบัส
ซึ่งอธิบายว่า เช้าเดินสี่ขา หมายถึงเด็ก ที่เพิ่งหัดคลาน กลางวันเดินสอง
ขา คือคนที่โตแล้ว (เดิน 2 ขา) ส่วนเย็นเดินสามขา คือ ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่
ต้องใช้ไม้เท้า ช่วยพยุงร่างกาย
แต่ถ้าตามแนวคิดของ ไพทากอรัส เขาจะบอกว่า เลข 4 หมายถึง
บุคคลในความโง่เขลา เลข 2 หมายถึง บุคคลที่พัฒนาฉลาด
ปราดเปรื่อง และเลข 3 คือ บุคคลที่ก้าวสู่ตาแหน่ง ผู้นาทางวิทยาการ
ต่าง ๆ ของคนอื่น สมกับเป็นไพทากอรัสจริง ๆ แม้แต่ตัวเลข ก็ยังเอามา
วิเคราะห์ แทนบุคลิกของมนุษย์ได้
ส่วนหน้าที่ ของสฟิงซ์แห่งกิซา นอกจากเฝ้ าพีระมิดแล้ว เบื้องหลัง
และทุกด้าน ของรูปปั้นอมนุษย์นี้ยังมีพื้นที่ที่เรียกว่า "นครมรณะ" ราย
รอบอยู่ นครมรณะกินอาณา บริเวณ คลอบคลุมผืนทรายทางใต้ ทาง
ตะวันตก และเหนือของสฟิงซ์ หลุมแล้วหลุมเล่า ต่างถูกขุดเจาะเป็น
โพรง เพื่อใส่โลงหิน ที่บรรจุร่างของพระราชวงศ์ ขุนนาง และนักบวช
ชั้นสูง ซึ่งผ่านกรรมวิธี การทามัมมี่มาแล้ว โดยที่สฟิงซ์ จะคอยขจัด
วิญญาณชั่วร้าย ให้พ้นจากหลุมศพเหล่านั้น
อายุสฟิงซ์นี้จากการคานวณ อายุหินที่ใช้สร้าง โดยใช้คาร์บอน14
ปรากฏว่า สฟิงซ์มีอายุ เกือบหมื่นปี แต่ว่าประวัติศาสตร์ ชนชาติอียิปต์
เพิ่งเริ่มเมื่อสี่พันกว่าปีก่อนเอง แล้วสฟิงซ์ จะอายุเป็นหมื่น ได้อย่างไร
บรรดานักวิชาการ จึงออกมาโต้คารมกันยกใหญ่
บางกลุ่มก็บอกว่า สฟิงซ์ ...ต้องสร้างในสมัย ฟาโรห์คาฟเร(เจ้าของ
พีระมิดองค์กลาง)เพราะ ใบหน้าของสฟิงซ์นั้น เหมือนพระพักตร์ ของฟาโรห์
คาฟเรมาก และสาเหตุที่มี การแกะสลัก ให้คล้ายกับ พระพักตร์ของ ฟาโรห์
คาฟเร อาจเป็นเพราะ พระองค์ได้สมมุติตัวเอง โดยแสดงเจตนาว่า ตัวสฟิงซ์
นั้น แทนพระองค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งดวงอาทิตย์
แต่ฝ่ายวิเคราะห์ การผุกร่อนของหิน ก็โต้ว่า การผุกร่อนนั้น เกิดจากน้า
มากกว่าที่จะเป็น ลมและทราย ตามที่เข้าใจ เป็นไปได้ว่า ก่อนที่ทรายจะ
เข้าปกคลุมบริเวณนี้เคยเป็นดินแดน ที่ฝนตกชุกมาก่อน เลยตั้งสมมุติฐานว่า
พอมีความชุ่มชื่น คนโบราณจึงเข้ามาอาศัย แล้วสร้างอนุสรณ์ แห่งความ
รุ่งเรืองเอาไว้ ก่อนที่จะล่มสลายไป จากนั้นบรรพบุรุษ ของชาวอียิปต์ ก็เข้า
มาอาศัยแทนที่ และครอบครอง ซากอารยธรรมอันนี้ไว้แบบเดียวกับ ชาวเผ่า
อินคา
หลังจากถกเถียงกัน จนคอแห้ง ต่างก็ยอมยุติ สงครามน้าลายลง
เพราะไม่ว่าฝ่ายไหน ก็หาหลักฐานมายืนยัน ความคิดของตนเองไม่ได้
เนื่องจากคนโบราณ ไม่ได้จารึกถึงวิธี และเวลา ในการสร้างสฟิงซ์ เอาไว้
เลย แล้วความลับในเรื่อง อายุของสฟิงซ์ ก็ยังคงเป็น ความลับต่อไป
ทาไมสฟิงซ์จมูกถึงบี้?สาเหตุที่จมูกของสฟิงซ์ แหว่งหายไป เป็น
เพราะถูกเอาเป็นเป้ า ไว้ซ้อมยิงปืน ของชาวอาหรับ ก็สมัยนั้น เขากาลัง
เห่อปืน...อาวุธรุ่นใหม่ ที่เพิ่งออกมา แต่พอซื้อมาแล้ว ก็หาที่ซ้อมเจ๋ง ๆ
ไม่ได้ เลยหันมาเอาสฟิงซ์ เป็นที่ฝึกซ้อม เพราะนอกจาก จะเป็นเป้ านิ่ง
แล้ว ขนาดที่ใหญ่ ยังเหมาะกับมือสมัครเล่น เป็นที่สุด
จวบจนทุกวันนี้สฟิงซ์ก็ยังคงทาหน้าที่ เฝ้ านครแห่งความ
ตาย และเหล่ามหาพีระมิด ทั้ง 3 องค์ โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
แม้แต่น้อย ดวงตาหินของมัน ทอดมองสรรพสิ่ง ที่เปลี่ยนไป
ตามกาลเวลา โดยไม่ปริปาก เล่าถึงความลับในอดีต ให้ผู้ใด
ล่วงรู้... ทิ้งไว้เพียงปริศนา และความลี้ลับ รอให้เหล่ามนุษย์ ผู้
มากด้วยความสามารถมาไข..
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
การแพทย์อียิปต์ยุคโบราณ
มาถึงยุคอียิปต์มีผู้ชานาญการแพทย์ ชื่อ อิมโฮเทพ(Imhotep)ซึ่ง
ต่อมากลายเป็นเสมือนเทพเจ้าการรักษาของอียิปต์ ในยุคอียิปต์โบราณมี
ตาราเกิดขึ้นบันทึกเขียนบนกระดาษ ชื่อว่า 'TheEbersPapyrus' ได้ชื่อมา
จากชาวเยอรมัน นักโบราณคดีอียิปต์ที่ชื่อว่า GeorgEbersเขาค้นพบและ
นามาเปิดเผยในปี ค.ศ.1873ค้นพบมันได้ที่ necropolisนอกเมือง Thebes
เชื่อกันว่า ได้ถูกเขียนไว้ในศตวรรษที่ 16 ในเภสัชตารับนี้มีสูตรยา 800 ตารับ
และกล่าวถึงตัวยา 700 ชนิด เช่น ยาดา Aloe,wormwood,pepermint,
น้ามันละหุ่ง (castor oil),henbane,มดยอบ(myrth)
hempdogbane,mandragoraโดยตัวยาเหล่านี้แพทย์อียิปต์จะเตรียมใน
รูปของยาชง,ไวน์,ยาต้ม,ยาลูกกลอน,ครีม และยาพอก(paultics)
ตารับ Ebers Papyrus ได้กล่าวถึงตัวอย่างยาชนิดหนึ่งนาเสนอต่อ
ชาวอียิปต์เพื่อใช้สาหรับโรคเบาหวานนอกจากนี้มีการแนะนาให้ใช้
โคลนพอกและขนมปังที่มีเชื้อราขึ้น พอกบาดแผลเพื่อป้ องกันการติดเชื้อ
เมื่อเวลา 1,000 ปีต่อมา เราพบว่า ดินโคลน, ขนมปังราขึ้นจะมีเชื้อจุลท
รีย์ ซึ่งเป็นต้นกาเนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้ในปัจจุบัน
ตานานการเดินทางสู่
อมตภพเจ้าชายฮอร์เดฟ ปราชญ์ผู้เลื่องลือในสมัยราชวงศ์ที่4ตรัสไว้ว่า”จง
ตกแต่งเคหสถานในเมืองสุสานให้งดงามและบารุงบ้านของเจ้าในเบื้อง
ตะวันตก นิวาสสถานยามวายปราณีมีไว้เพื่อชีวิตอันเป็นนิรันดร์” การ
เตรียมพร้อมสาหรับการตายมีความสาคัญอย่างยิ่งยวดสาหรับชาว
อียิปต์ ชีวิตของพวกเขาผูกพันแน่นแฟ้ นกับความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความ
ตายและการตระเตรียมเพื่อชีวิตในปรภพ ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลุมศพคือ
ประตูสู่ภพหน้า จึงนาอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของที่จาเป็นต่างๆนานา
มาบรรจุไว้ในหลุมศพ เพื่อเตรียมไว้สาหรับการเดินทางในภายภาคหน้า
นอกจากนั้นชาวอียิปต์ยังตกแต่งผนังหลุมศพเป็นภาพต่างๆอาทิ การล่า
สัตว์และการตกปลา เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีเสบียงอาหารจุนเจือ
ชีวิตไปชั่วนิรันดร์
อย่างไรก็ตามความตายมิได้หมายถึงการจากไปชั่วกาล
วิญญาณของผู้ล่วงลับอาจกลับมาเยี่ยมเยือนโลกนี้ผ่านทางรูป
เหมือนของตน ไม่ว่าจะเป็นรูปสลักหรอภาพวาด รวมไปถึงร่าง
เดิมซึ่งรักษาไว้ในรูปของมัมมี่ และตกแต่งให้มีรูปลักษณ์เสมือน
เมื่อครั้งยังมีชีวิต แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง570ปีก่อน
คริสต์ศักราช ร่างของภรรยาท่านข้าหลวงคนหนึ่งยังได้รับการ
ประดับประดาด้วยลูกปัดทองคา เครื่องรางและปลอกนิ้ว
นอกจากนั้นคนทาศพยังนาแผ่นทองคารูปโล่ใส่แทนลิ้นของนาง
อีกด้วย หน้ากากประกอบพิธีศพปิดทองและระบายสีของหญิง
ยุคกรีก-โรมันคนหนึ่ง รักษารูปโฉมของนางมาเนิ่นนาน
โหราศาสตร์
มนุษย์มองขึ้นไปบนท้องฟ้ า เพื่อมองหาแนวทางชีวิต ที่พวกเขาเชื่อ
ว่าถูกลิขิตมาจากเบื้องบน บางคนเชื่อว่า ชะตาของคนได้ถูกบัญญัติขึ้น
พร้อม ๆ กับ เวลาที่เราร่วงหล่นจากท้องฟัามาเกิดบนดิน และเราไม่มี
ทางเปลี่ยนลิขิตสววรค์ได้ แต่บางคนก็เชื่อว่าดวงดาวเป็นเพียงเครื่องนา
ทาง ไม่ใช่เครื่องกาหนด จึงได้คิดค้นศาสตร์แห่งการคานวณ หา
ตาแหน่งการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ และอิทธิพลของตาแหน่งเหล่านั้น
ที่มีผลต่อโลก และมนุษย์ 4000 ปีก่อนคริสตกาล ศาสตร์แห่งการ
พยากรณ์ ที่เรียกว่าโหราศาสตร์ก็ถือกาเนิดขึ้น
บนลุ่มแม่น้าไทกริส ชาวเมโสโปเตเมีย ได้พยายามมองหา
สัญญาณจากท้องฟ้ า ที่จะบอกพวกเขาให้รู้ ถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทาง
ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ความอดอยาก ความแห้งแล้ง และ
โรคระบาด จนถึงเหตุการณ์ของบ้านเมืองและของโลก ต่อมาจึงเริ่มมี
การพยากรณ์ให้กับกษัตริย์ หลังจากนั้นศาสตร์การพยากรณ์ ก็ได้
เผยแพร่ไปยังเปอร์เซีย กรีก อินเดียและจีน จนเมื่อ 500 ปีก่อน
คริสตกาล ถึงได้เริ่มมีการดูดวงให้กับคนทั่วไป
ในช่วงปี 270 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกได้ก่อตั้งโรงเรียน
โหราศาสตร์ขึ้น ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ฟาโรห์ปโตเลมี
ได้เขียนตาราโหราศาสตร์ชื่อดังขึ้นมา เรียกว่า Tetrabiblos ว่าด้วย
ศาสตร์แห่งจักรวาล ที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง ที่ยังมีนักโหราศาสตร์ศึกษา
กันอยู่ ทางฝั่งตะวันตกจนถึงปัจจุบันนี้
โหราศาสตร์เดินทางจากอินเดียมายังประเทศไทย ผ่านทางศาสนา
พราหมณ์ ในสมัยสุโขทัย ซึ่งในคัมภีร์พระเวทก็มีคาสดุดีดาวเคราะห์ต่าง
ๆ การพยากรณ์ชะตาชีวิตแบบไทยจะอิงกับตาราเลข 7 ตัว แล้วใช้วัน
เดือน ปี และเวลาเกิด แล้วเทียบกับตาแหน่งการโคจรของดวงดาวใน
การทานาย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ 12 จักรราศี เพราะแต่ละจักรราศีจะมีดาว
เคราะห์ประจา จากนั้นก็จัดให้ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้า ลม ไฟ เข้าครองใน
ราศี ตามลักษณะธาตุของราศี โดยจัดให้ธาตุที่เป็นคู่มิตรและคู่ศัตรูอยู่
สลับกัน จากนั้น จึงจัดให้ราศีประจาทิศต่าง ๆ การทานายก็โดย
พยากรณ์ดาวพระเคราะห์ที่โคจรใน 12 ราศี แล้วส่งอิทธิพลมายังดวง
ชะตา และลัคนาของคน ๆ นั้น
ที่พูดถึงโหราศาสตร์ค่อนข้างมากเนื่องจาก เป็นศาสตร์การพยากรณ์ ที่
เก่าแก่ที่สุดศาสตร์หนึ่ง ต่อมาในฝั่งตะวันตกเอง พยากรณ์ศาสตร์ได้แตก
แขนงออกไป เช่น การทานายอนาคตจากอวัยวะภายในของสัตว์ที่ตายแล้ว
ของโรมัน และการเข้าทรง แบบกรีกโบราณอันขึ้นชื่อ เรียกว่า Oracleที่วิหาร
เทพอพอลโลแห่งเดลฟี โดยไม่รู้แน่ชัดว่าคนทรงติดต่อกับเทพเจ้าได้จริง หรือ
ว่าสะกดจิตตัวเองให้เชื่อว่าคุยกับเทพได้จริง เพราะนักจิตวิทยาสมัยใหม่
สงสัยว่าวิธีการนี้คล้ายกับคาทานายของนอสตราดามุส(ผู้อ่านอนาคตจาก
ลูกแก้ว)เพราะมีคาทานายคลุมเคลือ และจะตีความอย่างไรก็ได้
นอกจากนั้นนักจิตวิทยาระบุว่า คนที่เป็นคนทรงนั้นเป็นพวกสองหรือหลาย
บุคลิก โดยสามารถเปลี่ยนลักษณะท่าทางตัวเองได้ ส่วนวิธีการทานายอื่นๆ
เช่นการพยากรณ์จากการดูลาง การใช้พลังจิต (Psychic) หรือใช้ตาทิพย์
(Clairvoyance) ซึ่งพลังเหล่านี้ถือเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ โดย
บรรจุอยู่ในสาขาปรจิตวิทยา (Parapsychology)และยังไม่เป็นที่ยอมรับ
ทางวิทยาศาสตร์นัก ส่วนศาสตร์การพยากรณ์ที่มีหลักการคิดเป็นระบบ และ
เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การอ่านตัวเลข การดูลายมือ และการดูไพ่
ทาโร่ต์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประชาชนว่า มีความเป็นศาสตร์และศิลป์
มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ไสยศาสตร์
มัมมี่
• ค้นหาความลับในมัมมี่
• กว่าจะเป็นมัมมี่ที่เรา
เห็น
• วิวัฒนาการของมัมมี่
ค้นหาความลับในมัมมี่
เมื่อปี ค.ศ. 1975 นักวิทยาศาสตร์ ได้นาเอามัมมี่ของฟาโร และขุน
นางอียิปต์โบราณ อายุประมาณ ประมาณ 1600 - 1000 ปีก่อนคริสต
ศักราชจานวน 17 ร่าง ของพิพิธพัณฑ์แมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ
มาศึกษาโดยการเอกซเรย์ผลการเอกซเรย์พระศพเพื่อไขความลับให้คน
รุ่นหลังอย่างเราได้ศึกษาโดยผลการวิเคราะห์บอกว่า ฟาโรห์ส่วนใหญ่
สวรรค์คต เมื่อยังมีพระชนม์น้อย กะโหลกของฟาโรห์หลายพระองค์มี
ขนาดแตกต่างกันมากบ่งว่าไม่ได้ร่วมสายพระโลหิตเดียวกันแถมยังทา
ให้เรารู้ด้วยว่า ฟาโรห์และมเหสีหลายพระองค์ประชวรด้วยโรคไขข้อ
อักเสบ..
โรคเกี่ยวกับฟันของชาวอียิปต์โบราณ จากผลเอกซเรย์
พบว่าฟันของมัมมี่สึกกร่อนมาก ซึ่งคงทาให้เจ็บปวดและ
ก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกเรื้อรัง และยังพบมัมมี่
จานวนมากมีขากรรไกรผิดปกติชาวอียิปต์นิยมกินขนมปังกัน
เป็นประจา(จนโดนชาวกรีกเรียกว่า"พวกกินขนมปัง")ปัญหา
เรื่องโรคฟันอาจเกิดจากทรายที่ปลิวมาปะปนอยู่ในเนื้อขนมปัง
ตั้งแต่ตอนเก็บเกี่ยวข้าวและตอนเตรียมแป้ ง รวมทั้งทรายที่เติม
ลงไปเพื่อช่วยการบดในเครื่องโม่แป้ งทรายยังก่อปัญหาสุขภาพ
อื่นด้วย..จากผลวิเคราะห์เนื้อเยื่อปอดของมัมมี่โดยใช้กล้อง
จุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบโรคปอดซึ่งเกิดจากการสูดเองผงทราย
เข้าไปด้วย
กว่าจะเป็นมัมมี่ที่เราเห็น
นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกท่านแบ่งวิธีการทามัมมี่ ออกเป็น 3
แบบ ตามความ
ประณีต และราคาค่างวดในการทา
วิธีแรก ราคาถูกที่สุด ถ้าเรียกตามราคาของตั๋วเครื่องบิน ก็ต้องเรียกว่า
มัมมี่ชั้น
ประหยัด เหมาะสาหรับ ผู้ที่ต้องการทามัมมี่ แต่ทุนทรัพย์น้อย วิธีการ
ทาเขาจะทา
ความสะอาดศพก่อน ถ้าสัปเหร่อใจดี ก็จะเอาพวก ลาไส้เล็กและใหญ่
ออกให้ แต่
บางศพก็ปล่อยมัน ไว้ที่เดิม จากนั้นนาไปหมกในสารเนตรอน ซึ่งเอามา
จาก
ทะเลสาบ ที่แห้งแล้ง บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้าไนล์ รอจน
วิธีที่สอง ราคาจะแพงขึ้นมาอีกหน่อย สาหรับพวกพ่อค้า และ
เศรษฐี ทั้งหลาย มัมมี่ชั้นธุรกิจนี้จะไม่มีการผ่าสีข้าง เอาเครื่องในออก
แต่เขาใช้วิธี ฉีดน้ามันซีดาร์ (Cedar) เข้าไปในร่างกาย แล้วทิ้งไว้ 2-3
วัน เพื่อให้มันละลายอวัยวะภายใน หลังจากนั้น จึงสูบออกซึ่งตับไตไส้
พุง จะละลายออกมาด้วย
วิธีที่สาม มัมมี่ชั้นหนึ่ง เป็นแบบอลังการ ที่ใช้กับกษัตริย์
ราชวงศ์ ขุนนาง คือ ก่อนจะทามัมมี่ เขาจะแบกศพ ไปชาระล้าง
ให้สะอาด ที่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้าไนล์ แล้วค่อยนามา ดึงเอา
เนื้อเยื่อสมอง ออกทางรูจมูก ผ่าเอาตับไตไส้พุงออกมา ทา
ความสะอาด ช่องท้อง และเย็บแผลเข้าเช่นเดิม นาผู้ตายไป
คลุกด้วยสารเนตรอน พอแห้งแล้ว จึงพันด้วย ผ้าลินินอย่างดี
ระยะเวลา ในการทามัมมี่นั้น ใช้เวลาประมาณ 70 วัน
นับตั้งแต่วันตาย จนถึงวันที่นาศพเก็บเข้าสุสาน ดังนั้นคุณ
สัปเหร่อทั้งหลาย จึงต้องแบ่งเวลาให้ดี มิฉะนั้นจะห่อศพไม่ทัน
ในระยะสี่วันแรก ศพจะถูกหมักด้วยเกลือ เพื่อป้ องกันการ
เน่าเปื่อย พอครบสี่วัน จึงนาศพ ไปชาระในแม่น้าไนล์ ตาม
ความเชื่อที่ว่า "จะทาให้ผู้ตายเป็นอมตะตลอดไป" จากนั้น จึง
เริ่มพิธีกรรมผ่าศพ โดยใช้หินเอธิโอเปีย ที่ค่อนข้างคมกรีด ตรง
สีข้างด้านซ้าย ยาวประมาณ 5 นิ้ว (คนที่กรีดศพ เมื่อทาเสร็จ
แล้ว จะต้องรีบหนีให้ไว เพราะบรรดาญาติ จะใช้ก้อนหินปา
และสาปแช่ง ที่บังอาจทาร้ายศพ)
พอเปิดปากแผลแล้ว ก็จะดึงเอาอวัยวะภายใน ออกมา
ทั้งหมดยกเว้น "หัวใจ" ซึ่งถือว่า เป็นแหล่งรวมสติปัญญา และ
เป็นส่วนสาคัญ ที่ต้องคงไว้ในร่างกาย เพื่อใช้ชั่งน้าหนัก กับขน
นกในยมโลก สมองจะถูกดึงออกมาทางจมูก ด้วยเส้นลวดแข็ง
ทาจากบรอนซ์ ปลายโค้งงอ อวัยวะที่ถูกนาออกมา ผู้ทามัมมี่จะ
ล้างให้สะอาด และตากจนแห้ง หลังจากห่อด้วยผ้า แล้วก็นาไป
ใส่ในโถ "คาโนปิค" (CanopicJars)
โถ"คาโนปิ ค"มีทั้งหมด 4 ใบ แต่ละใบ จะแกะสลัก ฝาปิด เป็นรูปเทพ
เจ้า ผู้คุ้มครองทั้ง 4 (บุตรแห่งเทพเจ้าโฮรัส)
โถบรรจุกระเพาะ ฝาครอบเป็นรูปหมาใน ซึ่งหมายถึง เทพดูอามุเทฟ (
Duamutef)
โถบรรจุลาไส้ ฝาครอบเป็นรูปหัวนกเหยี่ยว ซึ่งหมายถึง เทพเคฟเซ
เนอฟ
(Qebhsenuef)
โถบรรจุปอด ฝาครอบเป็นรูปหัวลิง หมายถึง เทพฮาปี (Hapi)
โถบรรจุตับ ฝาครอบจะเป็นศีรษะมนุษย์ หมายถึง เทพ อิมเซตี้
การพันศพ จะใช้ผ้าลินินอย่างดี โดยฉีกเป็นเส้นยาว
ประมาณ 150 หลา พันไปตาม แขนขาและร่างกาย ผ้าเหล่านี้
มักซื้อมาจากวิหารเทพเจ้าต่าง ๆ ถือว่า เป็นผ้าศักดิ์สิทธิ์ เช่น ผ้า
จากวิหารเทพเจ้ารา การพันผ้าชาวอียิปต์ถือเคล็ดว่า ต้องพันทับ
กัน 7 รอบ แต่ละขั้น พันทับเครื่องราง 7 ชนิด อย่างเช่น ดวงตา
อัดจั๊ต เป็นรูปตาเหยี่ยว มักวางไว้ตรงบริเวณ ที่ผ่าเอาเครื่องใน
ออกมา แท่งหินดาเจ๊ด เครื่องหมายของเทวีไอซิส รูปร่างคล้าย
ต้นไม้ เป็นต้น
หลังจากพันมัมมี่เสร็จแล้ว ก็มาถึงพิธีสาคัญอีกอย่าง
หนึ่ง คือ "การทาพิธีเปิดปากศพ" สันนิษฐานว่า ทาเพื่อให้มัมมี่
สามารถหายใจ กิน ดื่มน้า และยังช่วยให้มัมมี่สนทนา ขอร้อง
ต่อยมทูต หรือผู้พิพากษา ในยมโลกได้อีกด้วย พิธีดังกล่าว จะ
ยกมัมมี่ให้ตั้งตรง พระจะใช้เครื่องมือ ที่คล้ายขวาน แตะที่ปาก
มัมมี่แล้วพูดว่า "บัดนี้ท่านได้เกิดใหม่แล้ว ท่านจะมีชีวิตเป็น
อมตะ จะคงความเป็นหนุ่ม ต่อไปชั่วกาลนาน"
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)

More Related Content

What's hot

ประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีนประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีน
Kittayaporn Changpan
 
อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)
อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)
อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)
Heritagecivil Kasetsart
 
งานนำเสนอ อารยธรรมจีน
งานนำเสนอ อารยธรรมจีนงานนำเสนอ อารยธรรมจีน
งานนำเสนอ อารยธรรมจีน
SRINAKARIN MOTHER PRINCESS SCHOOL
 
สื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตก
สื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตกสื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตก
สื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตก
Draftfykung U'cslkam
 
Pvenee
PveneePvenee
Pvenee
siscalypse
 
อารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีกอารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีก
Kwandjit Boonmak
 

What's hot (12)

อารยธรรมจีน1
อารยธรรมจีน1อารยธรรมจีน1
อารยธรรมจีน1
 
ประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีนประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีน
 
A2 thai-history
A2 thai-historyA2 thai-history
A2 thai-history
 
อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)
อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)
อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ(อัพเดท2557)
 
002 ancient egypt
002 ancient egypt 002 ancient egypt
002 ancient egypt
 
3.4 อารยธรรมกร ก
3.4 อารยธรรมกร ก3.4 อารยธรรมกร ก
3.4 อารยธรรมกร ก
 
Egypt
EgyptEgypt
Egypt
 
งานนำเสนอ อารยธรรมจีน
งานนำเสนอ อารยธรรมจีนงานนำเสนอ อารยธรรมจีน
งานนำเสนอ อารยธรรมจีน
 
สื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตก
สื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตกสื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตก
สื่อการเรียนรู้เรื่งอารยธรรมตะวันตก
 
Pvenee
PveneePvenee
Pvenee
 
อารยธรรมจีน
อารยธรรมจีน อารยธรรมจีน
อารยธรรมจีน
 
อารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีกอารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีก
 

Viewers also liked

อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์
อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์
อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์
6091429
 
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
Me'e Mildd
 
อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์
hackinteach
 
แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
Hathaithip Kidsaochum
 
แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์
แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์
แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์
Aun Chun Cha Ree
 
อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์
Tha WaiHei
 
โครงงานอารยธรรมอียิปต์
โครงงานอารยธรรมอียิปต์โครงงานอารยธรรมอียิปต์
โครงงานอารยธรรมอียิปต์
FlookBoss Black
 
02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง
02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง
02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง
Pongtep Treeone
 
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่  2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบทที่  2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
moohhack
 
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องบทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
Kittichai Pinlert
 
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บทรูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
Aekapoj Poosathan
 

Viewers also liked (13)

อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์
อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์
อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์
 
อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
 
อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์
 
2557 โครงงาน
2557 โครงงาน2557 โครงงาน
2557 โครงงาน
 
แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
 
แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์
แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์
แบบเสนอโครงงานเรื่อง อารยธรรมอียิปต์
 
อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมอียิปต์
 
โครงงานอารยธรรมอียิปต์
โครงงานอารยธรรมอียิปต์โครงงานอารยธรรมอียิปต์
โครงงานอารยธรรมอียิปต์
 
02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง
02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง
02 บทที่ 2-เอกสารที่เกี่ยวข้อง
 
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่  2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบทที่  2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องบทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
 
บทที่1 บทนำ
บทที่1 บทนำบทที่1 บทนำ
บทที่1 บทนำ
 
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บทรูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
 

Similar to อียิปต์โบราณ(Egypt)

อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt) อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
Me'e Mildd
 
อียิป สอง
อียิป สองอียิป สอง
อียิป สอง
wannisa_arch13
 
002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล
Aniwat Suyata
 
002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล
Aniwat Suyata
 
002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล
Aniwat Suyata
 
โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์
โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์
โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์
เนตรนภิส ป้อมสุวรรณ
 
เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22
เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22
เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22
pnmn2122
 
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBg
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBgเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBg
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBg
game41865
 
001 persia ณรงค์ศักดิ์
001 persia ณรงค์ศักดิ์001 persia ณรงค์ศักดิ์
001 persia ณรงค์ศักดิ์
Aniwat Suyata
 

Similar to อียิปต์โบราณ(Egypt) (9)

อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt) อียิปต์โบราณ(Egypt)
อียิปต์โบราณ(Egypt)
 
อียิป สอง
อียิป สองอียิป สอง
อียิป สอง
 
002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล
 
002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล
 
002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล002 ancient egypt กัมพล
002 ancient egypt กัมพล
 
โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์
โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์
โครงงานปริศนาแห่งอียิปต์
 
เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22
เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22
เอเชียไมเนอร์และกรีก 6.7 21-22
 
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBg
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBgเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBg
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณBg
 
001 persia ณรงค์ศักดิ์
001 persia ณรงค์ศักดิ์001 persia ณรงค์ศักดิ์
001 persia ณรงค์ศักดิ์
 

More from Me'e Mildd

โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
Me'e Mildd
 
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
Me'e Mildd
 
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555  เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555 เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555 เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555
Me'e Mildd
 
เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55 เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
Me'e Mildd
 
ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
Me'e Mildd
 
เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55
เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55
เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55
Me'e Mildd
 
ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55
ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55
ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55
Me'e Mildd
 
ความรู้เบื้องต้น เรื่อง Blogger
ความรู้เบื้องต้น เรื่อง Bloggerความรู้เบื้องต้น เรื่อง Blogger
ความรู้เบื้องต้น เรื่อง Blogger
Me'e Mildd
 
ใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัส
ใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัสใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัส
ใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัส
Me'e Mildd
 

More from Me'e Mildd (16)

โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
 
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
โครงงานคอมพิวเตอร์_604_0226
 
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
 
เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555  เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ กสพท. ปี 2555
 
ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาภาษาไทย กสพท. ปี 2555
 
เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555 เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
 
ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาสังคม กสพท. ปี 2555
 
เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555 เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
 
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555 ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ กสพท. ปี 2555
 
ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555
ข้อสอบวิชาชีววิทยา กสพท. ปี 2555
 
เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55 เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
 
ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
ข้อสอบคณิตศาสตร์กสพท. ปี 55
 
เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55
เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55
เฉลยข้อสอบเคมี กสพท. ปี55
 
ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55
ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55
ข้อสอบเคมี กสพท.ปี55
 
ความรู้เบื้องต้น เรื่อง Blogger
ความรู้เบื้องต้น เรื่อง Bloggerความรู้เบื้องต้น เรื่อง Blogger
ความรู้เบื้องต้น เรื่อง Blogger
 
ใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัส
ใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัสใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัส
ใบงานแบบสำรวจและประวัติของนันท์นภัส
 

Recently uploaded

Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024
Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024
Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024
Nattakul Yamprasert
 
เงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdf
เงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdfเงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdf
เงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdf
Tassanee Lerksuthirat
 
Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
Postharvest Technology Innovation Center
 
นโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdf
นโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdfนโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdf
นโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdf
Tassanee Lerksuthirat
 
การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1
การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1
การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1
LinlyBird
 
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีเผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี
LinlyBird
 
บรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdf
บรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdfบรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdf
บรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdf
macsak7777
 

Recently uploaded (7)

Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024
Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024
Outcome-based Assessment (MEC.MNRH) 2024
 
เงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdf
เงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdfเงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdf
เงินพัฒนาศักยภาพการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล.pdf
 
Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
Postharvest Newsletter ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
 
นโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdf
นโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdfนโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdf
นโยบายการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัย.pdf
 
การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1
การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1
การอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย เพิ่มเติม ระดับชั้น ม.1
 
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยีเผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี
เผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของเทคโนโลยี
 
บรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdf
บรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdfบรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdf
บรรยายเตรียมความพร้อมผู้เข้ารับการพัฒนา ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข.pdf
 

อียิปต์โบราณ(Egypt)

  • 3. ข้อมูลเบื้องต้นของอียิปต์ โบราณอียิปต์โบราณ หรือ ไอยคุปต์เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุด ในโลก ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกามีพื้นที่ ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้าไนล์ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศ อียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริต ศักราชโดยการรวมอานาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอน ใต้ ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรม เรื่อยมากว่า 5,000 ปี ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วง ระยะเวลาหนึ่ง หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร"มีการแบ่งยุคสมัยของ อียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมา ปกครอง
  • 4. จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนา ที่แย่มาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์ชนพ ต่อการทาสงครามจากชาติอื่น จนกระทั่งเมื่อ 31 ปีก่อนคริต ศักราชก็เป็นการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อจักรรวัต ออตโตมันสามารถเอาชนะอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัด หนึ่งในจักรวรรดิออตโตมัน
  • 5. อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้าไนล์ การ ควบคุมระบบชลประทาน,การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์ นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้ องกันการรุกรานจากศัตรู ภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทาเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติ แรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การ บริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้น ก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์ เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ฟาโรห์มีอานาจและโหดร้ายมาก ทาให้การบริหาร ราชการบ้านเมืองและการควบคุมอานาจนั้นทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 6. ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม และนัก สร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด,นักปรัชญา ได้มา ซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรม กว่า 4,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด, วัด, โอเบลิสก์,ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบ ชลประทานและการเกษตรกรรม
  • 7. อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และ สถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนาไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ ต่างๆในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว นักประพันธ์กว่าหลาย ศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ๆในอียิปต์ มากมายซึ่งกาลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา เพื่อเป็น หลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรม ของโลกต่อไป
  • 11. ยุคราชวงศ์ • ราชวงศ์ต้นๆ (ราชวงศ์ที่หนึ่ง และ ราชวงศ์ที่ สอง) • ราชอาณาจักรเก่า(ราชวงศ์ที่สาม ถึง ราชวงศ์ ที่หก) • ช่วงต่อระยะที่หนึ่ง(ราชวงศ์ที่เจ็ด ถึง ราชวงศ์ ที่สิบเอ็ด) •ราชอาณาจักรกลาง(ราชวงศ์ที่สิบเอ็ด ถึง ราชวงศ์ที่สิบสี่) • ช่วงต่อระยะที่สอง(ราชวงศ์ที่สิบห้า ถึง ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด) • ราชอาณาจักรใหม่(ราชวงศ์ที่สิบแปด ถึง ราชวงศ์ที่ยี่สิบ) • ช่วงต่อระยะที่สาม(ราชวงศ์ที่ยี่สิบเอ็ด ถึง ราชวงศ์ที่ยี่สิบห้า) • ยุคปลาย(ราชวงศ์ที่ยี่สิบหก ถึง ราชวงศ์ที่ สามสิบเอ็ด) • ยุคกรีก–โรมัน (พ.ศ.211ถึงพ.ศ.1182) • กษัตริย์มาซิโดเนีย(พ.ศ.211ถึงพ.ศ.238) •ราชวงศ์ปโตเลมี (พ.ศ.238ถึงพ.ศ.513) • อียิปต์ตุส(รัฐหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน พ.ศ. 513ถึงพ.ศ.1182)
  • 12. ไอยคุปต์ ที่มาของคาว่า "ไอยคุปต์" น่าจะมาจากการทับศัพท์คา ภาษากรีก ว่า ไอกึปตอส (Aigyptos)ซึ่งเป็นชื่อที่คล้ายคลึงกับ เทพเจ้าในตานานปรัมปราของกรีก สององค์ด้วยกัน นั่นคือ "ไอกึอปิออส" (Aigypios)และ "ไอกึปตอส" (Aigyptos)แต่ที่มี ความสาคัญเกี่ยวโยงกับอียิปต์ก็คือ ไอกึปตอส
  • 13. ตามตานานของกรีก กล่าวว่า ไอกีปตอส เป็นผู้ตั้งชื่อ แผ่นดินอียิปต์ ว่า ไอกึปตอส เทพองค์นี้เป็นโอรสของเบลอส และอันฆินอย ฝ่ายบิดานั้นสืบตระกูลจากโปเซย์ดอน ส่วนฝ่าย มารดาสืบตระกูลจากเนย์ลอส เทพเจ้าแห่งลุ่มน้าไนล์ ไอกึปตอส ได้ครอบครองดินแดนอาระเบีย ซึ่งเรียกว่า เมลัมโปเดส (Melampodes = เท้าสีดา)ครั้นภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ไอกึปตอส
  • 14. นอกจากแนวทางการวิเคราะห์ดังกล่าว ยังมีผู้วิเคราะห์ ศัพท์ ไอกึปตอส ว่ามาจากศัพท์สองคา คือ ไอกฺษ, ไอกอส (aix, aigos)เป็นคานาม หมายถึง แพะ กับคาว่า ปตอส (ptoss)เป็น กริยา หมายถึง นอบน้อม หรือหวั่นกลัว แต่รวมความหมายแล้ว ไม่ชัดเจนนักว่าจะแปลอย่างไร
  • 15. ในมหากาพย์โอดิสซีของโฮเมอร์ เล่มที่ 18 มีกล่าวถึงแม่น้า ไอกึปตอส เมื่อโอดิสเซอุส เดินทางไปถึงแผ่นดินอียิปต์ แม่น้าดังกล่าวก็ คือ แม่น้าไนล์นั่นเอง ในภาษากรีกยังมีการใช้คาว่า ไอกึปตอส หมายถึงคนอียิปต์ และ แผ่นดินอียิปต์ด้วย ส่วนวิชาอียิปต์วิทยา (หรือ ไอยคุปวิทยา)มีในภาษา กรีกมานานแล้ว ใช้คาว่า ไอกึปตอลอเกีย (Aigyptologia) ภาษาละติน ใช้ว่า Egyptology และในภาษาอังกฤษถอดโดยตรง ว่า Egyptology
  • 16. ในภาษาละตินยังมีคาศัพท์เรียกอียิปต์ว่า ไอกึปตุส, ไอกึปตี (Egypt- us,Egypt-i) ซึ่งนอกจากหมายถึงแผ่นดินอียิปต์แล้ว ยังหมายถึงกษัตริย์ อียิปต์ในตานานพระองค์หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีคาศัพท์เชื่อมโยง กล่าวถึง ภาษาอียิปต์ไว้ว่า "ลิงกัว ไอกึปติอาคา" (LinguaÆgyptiaca) นักภาษาโบราณเสนอว่าคาว่า "ไอกึปตอส" น่าจะได้เค้ามาจาก ภาษาอียิปต์โบราณ จากคาว่า ฮิ-คุป-ตาฮ(Hi-kup-tah)หรือ ฮา-คา- ปตาฮ (Ha-ka-ptah)ซึ่งถอดจากอักษรภาพ มีความหมายว่า เทพเจ้า คา แห่งปตาฮ์ อันเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองเมมฟิส คาดังกล่าวมีปรากฏในศิลา จารึกโรเซ็ตตาสโตน (RosettaStone) ที่พบ ณ เมืองโรเซ็ตตาด้วย
  • 17. ไอยคุปต์ในภาษาไทย • ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการใช้คา "ไอยคุปต์"ในภาษาไทยมาช้านานเพียงใด แต่ที่มีการกล่าวถึงชัดเจน คือพจนานุกรมไทยของ มานิต มานิตเจริญ อธิบายไว้ว่า "ไอยคุปต์ หมายถึง อียิปต์" • อย่างไรก็ตาม ที่ชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นข้อทักท้วงและเสนอแนะของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แสดงพระราชนิยมเกี่ยวกับการใช้ คาศัพท์เรียกชื่อทางภูมิศาสตร์ เมื่อราว พ.ศ.2465 ดังนี้ • "นามประเทศ อิยิปต์ รักให้เรียก ไอยคุปต์ ตามแบบหนังสือสันสกฤต" • ข้อความดังกล่าว แสดงว่าทรงนิยมให้ใช้ "ไอยคุปต์"แต่ประเด็นที่ว่าตาม แบบหนังสือสันสกฤตนั้น ไม่ชัดเจน ว่าหมายถึงอย่างไร เนื่องจากใน พจนานุกรมภาษาสันสกฤตเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน ระบุชื่อ อียิปต์ว่า "มิสร เทศ" (สอดคล้องกับคาที่ภาษาอื่นๆ ในตระกูลภาษาอาหรับใช้เรียกชื่อ ประเทศอียิปต์)
  • 19. จุดกาเนิด ชาวอียิปต์เชื่อว่าอักษรนี้ประดิษฐ์โดยเทพเจ้าโทห์ และเรียกชื่ออักษรว่า mdwtntr (คาพูดของพระเจ้า)คาว่าไฮโรกลิฟฟิก มาจากภาษากรีกhieros (ศักดิ์สิทธิ์) +glypho(จารึก)คานี้ใช้เป็นครั้งแรก โดยคลีเมนต์แห่งอเล็กซาน เดรีย การเขียนในอียิปต์ที่เก่าที่สุด เริ่มเมื่อราว 2,867ปีก่อนพุทธศักราช ส่วนอักษร ไฮโรกลิฟฟิกที่ใหม่ที่สุด เป็นประกาศที่กาแพงวิหารในฟิแล (philae)อายุราว พ.ศ.939 อักษรนี้ใช้กับจารึกอย่างเป็นทางการ ตาม กาแพงวิหารและหลุมฝังศพ บางแห่งมีการระบายสีด้วย การเขียนทั่วไป ใน ชีวิตประจาวันใช้อักษรเฮียราติกหลังจากจักรพรรดิทีออสซิอุสที่1สั่งปิดวิหาร ของพวกเพเกิน ทั่วจักรวรรดิโรมันในช่วงพ.ศ.1000 ความรู้เกี่ยวกับอักษรนี้ ได้สูญหายไป จนกระทั่งชอง-ฟรองซัว ชองโปเลียงชาวฝรั่งเศสถอดความ อักษรนี้ได้
  • 20. ลักษณะ อักษรไฮโรกลิฟฟิกอาจจะเก่ากว่าอักษรรูปลิ่มของชาวซูเมอร์ทิศ ทางการเขียนเป็นได้หลายแบบ ทั้งแนวนอน ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย แนวตั้งจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย การบอกทิศทาง สังเกต จากการหันหน้าของรูปคนหรือสัตว์ ซึ่งจะหันหน้าเข้าหาจุดเริ่มต้นของเส้น อียิปต์ยุคต้นและยุคกลาง (ราว 1,457-1,057 ปีก่อนพุทธศักราช) ใช้ สัญลักษณ์ 700 ตัว ในยุคกรีก-โรมัน ใช้สัญญลักษณ์มากกว่า 5,600 ตัว สัญลักษณ์แต่ละตัวบอกทั้งการออกเสียงและความหมาย เช่นสัญลักษณ์ ของจระเข้ เป็นรูปจระเข้รวมกับสัญลักษณ์แทนเสียง “msh” เช่นเดียวกับคา ว่าแมว “miw” จะใช้รูปแมว รวมกับสัญลักษณ์แทนอักษร m iและ w อักษรที่มีลักษณะเช่นเดียวกับอักษรไฮโรกลิฟฟิกของอียิปต์จะเรียก อักษรไฮโรกลิฟฟิกด้วย เช่น อักษรไฮโรกลิฟฟิกของชาวลูเวียและชาวฮิตไตน์
  • 21. ความเชื่อชาวอียิปต์มีความชานาญทางศิลปะหัตถรรม งานช่าง และ การทาหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังให้ความสาคัญกับชีวิตหลังความตายและอักษร ภาพหรือภาษาตามความเชื่อที่มีอานาจและอิทธิพลต่อการ ดารงชีวิตและพิธีกรรม ชาวอียิปต์เชื่อว่าตัวอักษรของพวกเขาประดิษฐ์ขึ้นโดยเทพ เจ้าธอธ(Thoth)ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญา และจอความดี ชั่วของผู้ตาย และเรียกชื่อตัวอักษรของพวกเขาว่าmdwnTr หรือคาพู
  • 22. พีระมิด • ทฤษฎีการสร้าง • พลังลึกลับในพีรามิด • เวทมนต์ในการรักษาพี รามิด • เลขพิสดารในพีรามิตร
  • 23. ทฤษฎีการสร้าง ช่วงแรก เป็นการจัดเตรียม วัสดุอุปกรณ์ และการปรับพื้นที่ ที่จะใช้ ก่อสร้าง การปรับระดับพื้นดิน ที่ฐานพีระมิด ให้เรียบเท่ากันนั้น ชาว อียิปต์จะสร้าง กาแพงเตี้ย ๆ ขึ้น ล้อมรอบบริเวณนั้นทั้งหมด ต่อจากนั้น ก็ขุดร่องให้น้าไหลเข้ามา ท่วมในกาแพงนี้หลังจากปล่อยน้าออกแล้ว ส่วนที่สูง ๆ ต่า ๆ ก็จะโผล่ให้เห็น จากนั้นจึงมีการ ปรับสภาพดิน หรือหิน ตรงนั้น ให้ราบเรียบเท่ากัน ขั้นต่อมา ทาฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยใช้ หินปูน ที่ขัด แล้ววางลงไปเป็นฐานขั้นแรก ระหว่างที่คนงานกลุ่มหนึ่ง กาลังปรับพื้นดิน คนงานอีกกลุ่มที่เหมืองหิน ก็จะสกัดหิน ไปเรื่อย ๆ พวกเขาจะเอาทองแดงไปเผา แล้วตีจนขึ้นรูปเป็นสิ่ว จากนั้นจุ่มลงใน น้า เพื่อให้เนื้อทองแดงแกร่ง ชาวอียิปต์ใช้สิ่ว เจาะเซาะลงไป จนถึงชั้น หินปูนแล้ว จึงแยกหินปูน ออกมาจากเนื้อหินทีละก้อน
  • 24. เวลาสกัด สาหรับหินปูนจะง่ายหน่อย เพราะเป็นหินตะกอน ซึ่ง มักจะแตกออกเป็นชั้นในทางแนวนอน และร้าวได้ง่าย ตามแนวตั้ง แต่ หินแกรนิต มีเนื้อแข็ง และไม่มีรอยแยก ตามธรรมชาติ จึงต้องใช้วิธีก่อ ไฟ บนผิวของหินแกรนิต เมื่อหินร้อนได้ที่ ก็ราดน้าเย็นลงไป ทาให้หิน ส่วนบนมีตาหนิ และแยกออก เผยให้เห็นเนื้อหิน คุณภาพดีข้างใต้ การ แยกหินแกรนิต ออกจากเนื้อหิน เขาจะใช้ ก้อนหินโดเลอไรท์ ตอกทั้ง 4 ด้าน แล้วช่างหิน จะเซาะฐานล่าง ของก้อนหิน ให้เป็นร่อง แล้วตอก ลิ่ม ไม้ลงไป ตามร่องนี้แล้วเอาน้า ราดลงไปบน ลิ่มไม้ เพื่อให้มันพองตัว และแยกก้อนหิน ออกจากเนื้อหิน แต่ก่อน นาออกมาจากเหมือง ก็ต้องมี การ ตกแต่งหินกัน ซักหน่อยเป็นการทาอย่างหยาบ ๆ เพราะการตกแต่ง ขั้นสุดท้าย จะทากันที่ จุดก่อสร้าง ซึ่งมีช่างฝีมืออยู่
  • 25. เมื่อเตรียมสิ่งต่าง ๆ เรียบร้อย ก็มาถึงช่วงของ การขนย้ายวัสดุอันหนัก อึ้ง มาที่ก่อสร้าง วัสดุหลัก ที่พวกเขาใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นหินปูน ซึ่งเอามา จากเหมืองใกล้ ๆ ทีjก่อสร้าง ส่วนหินปูนขาว เนื้อละเอียด ที่ใช้หุ้มผิวนอก ของพีระมิด มาจากเหมืองข้างหน้าผา ที่ทูรา ห่างออกไป 13 กิโลเมตร (คน ละฝั่งกับแม่น้าไนล์)หินแกรนิต ที่ใช้กรุห้อง ภายในพีระมิด มาจากเหมือง ที่ เมืองอัสวาน เหนือลาน้าขึ้นไป 960 กิโลเมตร จะเห็นได้ว่า ระยะทางในการขนย้ายหิน จากเหมือง มาที่ก่อสร้างไม่ใช่ ใกล้ ๆ แต่ด้วยภูมิปัญญา ของชนอียิปต์ พวกเขาได้เลือกช่วงเวลา ที่แม่น้า ไนล์เอ่อล้นฝั่ง เป็นช่วงของ การขนย้ายก้อนหิน พวกคนงาน จะยกหินลงเรือ หรือแพ โดยอาศัยคานงัด และเชือก แล้วล่องข้ามแม่น้า ไปยังทางเดินบนฝั่ง ที่ใกล้จุดก่อสร้าง เมื่อมาอยู่บนพื้นดิน การขนย้าย จะใช้เลื่อนไม้ ที่มีคนชัก ลาก ระหว่างนั้น ก็จะมีการเทสารเหลว เพื่อใช้หล่อลื่น ทาให้เลื่อน เคลื่อนที่ ได้สะดวก
  • 26. สาหรับการก่อสร้าง จะเริ่มจากพื้นชั้นล่างก่อน ชาวอียิปต์จะสร้าง ทางลาดไว้ ลาเลียงก้อนหิน จากพื้นดินพาดวนขึ้นไป จะทาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสร้างเสร็จ ขณะที่สร้างองค์พีระมิดอยู่ เขาจะสร้างห้อง ภายใน และทางเดินไปพร้อม ๆ กัน ก่อนที่พีระมิดจะเสร็จ งานขั้น สุดท้าย จะทาจากยอดลงสู่ฐาน คือ เมื่อสร้างทางลาดสูงขึ้น เรื่อย ๆ จน จรดยอดบน และวางหินรูปพีระมิด ไว้ที่ชั้นยอดเสร็จ ช่างหินก็จะเริ่มขัด แต่ง ผิวหินปูนสีขาว เนื้อละเอียด ที่หุ้มพีระมิด โดยเริ่มขัด จากด้านบน ลงด้านล่าง เมื่อขัด บริเวณใดเสร็จ ก็จะค่อย ๆ รื้อทางลาด แต่ละระดับ ลง
  • 28. พลังลึกลับในพีระมิด • นโปเลียน โบนาปาร์ต กับ ภาพนิมิต ในมหา พีระมิด • เสียงประหลาด และพลังไฟฟ้ า บนยอด พีระมิด • ปิศาจหลอน ในห้องพระราชา
  • 29. นโปเลียน โบนาปาร์ต กับ ภาพนิมิตในมหา พีระมิด เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ.2341 พระเจ้านโปเลียนมหาราช ได้ทรงกรีฑาทัพ เข้าสู่อียิปต์ โดยทางเรือ ทัพนี้มีกาลังพล 36,000 คน และเรือ 330 ลา การสู้กับมูราด เบย์ ผู้มีตาแหน่ง เป็นผู้ว่าการ ของจักรวรรดิ์ เตอรกีออตโตมาน ที่อเล็กซานเดรีย ในทะเลทราย อียิปต์ นโปเลียนเป็นฝ่าย กาชัยชนะไว้ได้ อย่าง ง่ายดาย ความจริงแล้ว ในการบุกอียิปต์ครั้งนี้นโปเลียนตั้งใจ จะมาค้นคว้าความลับ ของพีระมิดด้วย
  • 30. ดังนั้น เมื่อการศึกเสร็จเรียบร้อย นโปเลียนได้เสด็จไปยัง มหาพีระมิดแห่งคูฟู พร้อม คณะผู้ติดตาม แต่พอถึงห้อง พระราชา พระองค์กลับเสด็จ เข้าไปเพียงลาพัง หลังจากที่ พระองค์เสด็จกลับออกมา มีเรื่องเล่าว่า คืนนั้น พระองค์ไม่ อาจจะบรรทมลงได้ เพราะทรง ได้ยินเสียง ๆ หนึ่ง ดังมาจาก ทางมุมห้อง ที่บรรทม พระองค์ทรงคว้าเอาดาบขึ้นมา แล้ว ตะโกนถามว่า "ใคร?" แต่สิ่งที่พระองค์ ทรงทอดพระเนตรเห็นก็ คือ ภาพนิมิต เป็นแสงสีแดง สว่างโพลน ที่โชนออกมาจากมุม ห้อง
  • 31. "ท่านเป็นใคร ?" พระองค์ตรัสถาม แสงดังกล่าวค่อย ๆ รวมตัว เป็นร่างของ ชายคนหนึ่ง "แล้วนโปเลียนหละ เป็นใคร" เสียงนั้นย้อนถาม แล้วพูดต่อว่า "ชัยชนะ ของท่าน ที่มีต่อ ดินแดนนี้จะไม่ยั่งยืน และท่านก็มีเวลา เหลืออีกไม่นาน ที่จะ สร้าง สันติภาพให้กับโลกนี้" เมื่อพูดเสร็จ ภาพนิมิตดังกล่าว ก็ หายไปทันที ว่ากันว่า ภาพนิมิตดังกล่าว ยังคงมาปรากฏ ให้นโปเลียน เห็นบ่อย ๆ จนกระทั่ง นโปเลียนก็สิ้นพระชมน์ และบรรดา ผู้ที่ คอยเฝ้ าพระองค์เล่าว่า ภาพนิมิตดังกล่าว มาปรากฏให้เห็นอีก ครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย ตามที่นโปเลียนขอร้องด้วย
  • 32. เสียงประหลาด และพลังไฟฟ้ า บนยอด พีระมิด คนที่เจอเหตุการณ์นี้คือ เซอร์ดับบริว. ซีแมนส์ (W. Seimans)ซึ่ง เป็นนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ เขามาเที่ยวที่พีระมิดแห่งกิซา ในสมัย ที่ยังให้นักท่องเที่ยว ปีนขึ้น ไป บนยอดได้ (ปัจจุบันไม่อนุญาตแล้ว เพราะเกรงว่า จะเกิดอันตราย กับนักท่องเที่ยว)เมื่อซีแมนส์ ขึ้นไป ยืนบนยอด ของมหาพีระมิด เขา สังเกตว่า ทุกครั้งที่เขายกมือขึ้น แล้วกางนิ้วออก เขาจะ ได้ยินเสียง ประหลาด คล้ายเสียงกระดิ่งดังขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขายกมือข้างเดียว โดยเฉพาะ นิ้วชี้เขาจะรู้สึกคัน หรือกระตุกที่นิ้ว
  • 33. นอกจากนั้น เมื่อเขายกขวดเบียร์ ซึ่งนาติดตัวมาด้วย ขึ้น ดื่ม พอแตะกับริมฝีปาก มันเหมือนมีไฟดูดเบา ๆ ซีแมนส์เอา กระดาษชื้น ๆ มาห่อรอบขวด ทาให้ขวด เปลี่ยนสภาพ เป็นที่ เก็บไฟฟ้ า หรือแบตเตอรี่ อย่างหยาบ ๆ จากนั้นเขาก็ชูขวดขึ้น เหนือศีรษะ มันก็สะสม กระแสไฟฟ้ ามากขึ้น ถึงกับเกิดประกาย ขึ้น ในขวดเลยทีเดียว ด้วยความแปลกใจ ทาให้ซีแมนส์ เอาขวด ไปแตะแขนไกด์ ที่นาทางเขา ปรากฏว่า ไกด์เกิดอาการกระตุก คล้ายถูกไฟฟ้ าช็อต จนลงไปนั่งตัวสั่นกับพื้น ท่านเซอร์เอง ก็ ตกใจ จึงรีบปีนลงจากพีระมิด ทันที
  • 34. ปีศาจหลอน ในห้องพระราชา นักสารวจชาวอังกฤษชื่อ ดร. พอล บรูนตัน (PaulBrunton)ได้ขอ อนุญาต ทางรัฐบาลอียิปต์ เพื่อขอเข้าไปค้างคืน ในห้องพระราชา ใน มหาพีระมิดคูฟู 1 คืน ทางรัฐบาลอนุญาต อย่างไม่เต็มใจนัก และเขาก็ ได้เข้าไป นั่งในห้องเดียวกับ ที่นโปเลียน เคยเข้าไป ประทับยืนอยู่ ของที่ เขานาติดตัวเข้าไป มีเพียงกระบอกไฟฉาย อันเดียวเท่านั้น ตอนแรกที่เขาเข้าไป ในห้องพระราชา เขาบรรยายว่า ห้องดังกล่าว มีความแปลก ประหลาด มันมีความหนาวเย็น ราวกับความตาย ซึ่ง แทรกลึกเข้าไปถึง โพรงกระดูก เลยทีเดียว และโลงศพหิน ที่วางอยู่ทาง มุมห้อง ด้านตะวันตกมีชาวอียิปต์ เคยเล่าให้ฟังว่า วันดีคืนดี จะมีเสียง ดัง ผิดปกติออกมา สิ่งประหลาดอย่างหนึ่ง ที่เขาพบคือ มีแผ่นหินอ่อน วางอยู่ใกล้ ๆ โลงศพ ซึ่งหันไปในแนวเหนือ-ใต้ อย่างถูกต้อง
  • 35. ดร. พอลบรรยายต่ออีกว่า "ความกลัว ความตื่นตระหนก ได้รุกเร้า เข้าหาผม เพราะมี ภูตผีปิศาจ ที่แสดงใบหน้า ที่น่ากลัวของมัน ให้ผมเห็น ตลอดเวลา ภาพซึ่งมีทีท่าอันเป็นศัตรู ผุดออกมาเรื่อย ๆ ไม่หยุดหย่อน ร่าง ของมันทะมึนมหึมา..ชวนให้ขนหัวลุก มีวิญญาณ ของภูต ผีเข้ามาล้อมตัว ผม เต็มไปหมด..." ในหนังสือของแมกซ์ทอธ (Max Toth)ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ ดร. บรูนตัน ที่เข้าไป ในมหาพีระมิดว่า ก่อนที่ดร.พอลจะเข้าไป ภายในพีระมิด เขามีการเตรียมตัว ทั้งกายและใจ ด้วยการอดอาหาร พร้อมกับทาสมาธิ กาหนดจิตให้สงบ เป็นเวลา 3 วัน
  • 36. ภายในห้องนั้น พอลเข้าไปนั่งลง ตรงหน้าโลงศพหิน โดยหันหลังให้ แล้วปิดสวิตซ์ ไฟฉาย ทาให้ห้องนั้นมืดสนิท และน่าขนพองสยองเกล้า จากนั้น เขาก็เริ่มนั่งสมาธิ ให้จิตใจสงบ ทันใดนั้น เขารู้สึกว่า มีพลังบาง อย่างมา ล้อมรอบตัวเขา ความกลัว ทาให้ขนลุกซู่...มันกดดันทาให้เขา อยากออกจาก ห้องนั้นโดยเร็ว ดร.พอล พยายามรวบรวมสมาธิ เพื่อขมความกลัว แต่บรรยากาศนั้น ก็ ยังคงคุกคามเขา มากขึ้นอีก หากแค่ซักพักเดียวเท่านั้น พอเขาสงบจิต ตั้งมั่นได้ แล้ว บรรยากาศก็ค่อย ๆ คลายลง กลายเป็นความอบอุ่น ที่แฝงด้วยความเป็น มิตร แล้วเขาก็แลเห็น ภาพนักบวชชรา ร่างสูงใหญ่ ยืนจังก้าอยู่หน้าเขา โสต ประสาทได้ยินเสียงพูดชัดเจน ... "เข้ามาที่นี่ทาไม? ความโลภของมนุษย์ ไม่มีวันสิ้นสุดเลยนะ อยากตายนัก หรือไง ?"
  • 37. "ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอก ท่านผู้เฒ่า ผมมาที่นี่ เพื่อพิสูจน์ความ จริง ต่างหาก "นักบวชผู้นั้น ถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า"ความเพ้อฝันนั้น จะ ทาให้เจ้าห่างไกล จากเหตุผล บางทีมันอาจทาให้เป็นบ้า จงออกไปเสียเถิด ในขณะที่เจ้ายังมีเวลาเหลืออยู่ มิฉะนั้นเจ้า อาจตายได้" แต่ดร.พอลยัง ปฏิเสธเสียงแข็ง ทันใดนั้น ร่างนักบวชลึกลับ ก็อันตรธานหายไป แต่ซักครู่ เขาก็มอง เห็นนักบวชชราอีกองค์ เดินตรงเข้ามาหาเขา ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่าน ขอให้เขา ลงไปนอนในโลงศพหิน ที่ว่างเปล่า ร่างกายของเขา ทาตามราว ถูกสะกดจิต และทันที ที่เขานอนลง เขาก็รู้สึกว่า มีพลังชนิดหนึ่ง พุ่งเข้ามา คลุมร่างกายของเขา ประมาณ 2-3 วินาที
  • 38. ดร. พอลรู้สึกว่า ตนเองมาอยู่ในอีกมิติ ร่างกายเบาหวิว ราว ปุยนุ่น และมีแสงสีเงิน เปล่งประกาย โดยรอบคล้ายรัศมี จิตใจของ เขา รู้สึกอิ่มเอิบ เบิกบาน ระหว่างนั้น นักบวชชรา ก็เล่าให้เขาฟัง ว่า จงรู้ไว้เถิดว่า ในสถานที่โบราณแห่งนี้มีบันทึกของเผ่าพันธุ์ แห่งมนุษย์ในสมัยแรก ๆ และบันทึกข้อตกลง ซึ่งพวกเขาได้ทาขึ้น กับพระผู้สร้าง โดยผ่านศาสดาพยากรณ์ ผู้ยิ่งใหญ่ คนแรก (ที่ พระองค์แต่งตั้งขึ้น)จงรู้ไว้ด้วยว่า คนที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ได้ ถูกนามาที่นี่ ในอดีต ให้รู้จักกับข้อตกลง ดังกล่าวนี้เพื่อว่าพวกเขา จะได้กลับไปหา เพื่อนพ้องของเขา และเก็บความลับ อันยิ่งใหญ่นี้ เอาไว้"
  • 39. เจ้าจงกลับไป และบอกเรื่อง ที่ข้าจะบอกต่อไปนี้กับเพื่อนของเจ้า นี่คือ คาเตือน...เมื่อมนุษย์ได้ละทิ้ง พระผู้สร้างของพวกเขา และมองดูเพื่อน ด้วย ความเกลียดชัง เหมือนกับที่บรรดา เจ้าฟ้ าชาย ชาวแอตแลนติส ผู้สร้างพีระมิด แห่งนี้พวกเขาจะถูกทาลาย ด้วยน้าหนัก แห่งความชั่วร้าย ของพวกเขาเอง เฉก เช่นที่ชาวแอตแลนติสประสบ"เมื่อนักบวชองค์นี้พูดจบ พอลพบว่า ตนเองลอย กลับเข้าร่าง เขารู้สึกว่า ตัวหนัก และงุ่มง่าม เมื่อเทียบกับ ก่อนที่เขาจะเข้ามา สักครู่เขาก็ลุกขึ้น สวมแจ๊กเก็ตแล้ว มองดูนาฬิกา...มันเป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี ! อย่างไรก็ตามเล่ากันว่า เมื่อมีคนไปเอาตัวดร.พอล ออกมาในตอนเช้า เขาอยู่ในสภาพ ที่เกือบจะเคลื่อนไหวไม่ได้ เลยทีเดียว ซึ่งอาจเป็นเพราะ ความ กลัว ที่เขาเผชิญกับมัน เมื่อคืนก็ได้ แต่ดร.พอล ก็ไม่ใช่คนสุดท้าย ที่โดยพลัง ประหลาด ภายในพีระมิดเล่นงาน บรรดานักท่องเที่ยว ต่างก็พากันบ่นว่า ได้รับ อิทธิพล จากมหาพีระมิดแห่งนี้บ้างเจอ เงาประหลาด บางคนจู่ ๆ กล้ามเนื้อเป็น ตะคริว ขึ้นมาเฉย ๆ แต่พอพ้นพีระมิดออกมา อาการตะคริวก็หายไป
  • 40. เวทมนต์ในการรักษาพีระมิด การก่อสร้าง พีระมิดแห่งกิซานั้น เริ่มตั้งแต่ เมื่อฟาโรห์คูฟู ขึ้นปกครองอียิปต์ โดยสถาปนิกหลวง "เฮมอน" ซึ่งได้รับการ ถ่ายทอดความรู้ มาจากอิมโฮเทป (ผู้สร้าง พีระมิดขั้นบันได ของ กษัตริย์โซเซอร์)แต่ม้วนปาปิรุส ที่กล่าวกันว่า เป็นบันทึกที่อิมโฮ เทป เขียนคาถา สาหรับป้ องกันพีระมิด ให้ปลอดภัยจาก แผ่นดินไหว และฟ้ าผ่า ซึ่งเป็นอาวุธร้าย ของเทพ เสตผู้ชั่วร้าย กลับหายไป และไม่มีใครหามันพบ
  • 41. จนกระทั่งราชบุตรองค์หนึ่ง คือ เจ้าชายฮอร์เดเดฟ (Hordedef) ได้ขอเข้าเฝ้ า พระบิดา แล้วทูลว่า ข้าพระองค์ ได้พบนักเวทมนต์ ที่ แข็งแกร่ง และมหัศจรรย์ยิ่งกว่าผู้ใด ในราชอาณาจักร ของพระองค์ แล้ว เขามีนามว่า "เตตา"อาศัยอยู่ที่ไมดุม ใกล้กับพีระมิด ของเสด็จปู่ เสเนเฟรูไม่มีใครในอียิปต์ เหมือนเขาผู้นี้อีกแล้ว เพราะเขามีอายุถึง 110 ปี เขามีชีวิตอยู่ตั้งแต่ สมัยฟาโรห์โซเซอร์ และอิมโฮเทป ผู้สร้าง พีระมิดองค์แรก เขากิน ขนมปังวันละ 500 ชิ้น เนื้อวัวซีกหนึ่ง และดื่ม เบียร์สด วันละร้อยเหยือก เขารู้วิธี เก็บรักษาหัวสัตว์ ที่ถูกตัดออกจาก ร่าง รู้วิธีที่จะทาให้สิงโต เชื่องราวสุนัข และเขายังบอก อีกว่า เขารู้วิธีที่ จะช่วยพระองค์ หาปาปิรุสของอิมโฮเทปด้วย
  • 42. เมื่อได้ฟังคากราบทูล ฟาโรห์คูฟู ก็มีราชโองการ ให้เจ้าชาย ฮอร์เดเดฟ แล่นเรือไปหา เตตา โดยด่วน เจ้าชายทรงเดินทาง ทวนกระแสน้าขึ้นไป จนมาถึงพีระมิดไมดุม ของ ฟาโรห์เสเนเฟรู หลังจากเรือจอดเทียบท่า เจ้าชายก็ทรงเสด็จ พระราชดาเนิน สู่ พีระมิด แล้วอ้อมไปด้านหลัง ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ที่เตตาอาศัยอยู่ คณะของเจ้าชาย พบกับชายชรา กาลังนอนบน ตั่งไม้ ปาล์ม มีคนใช้ กาลังโบกพัด และนวดน้ามันให้ เจ้าชายฮอร์เด เดฟ ทรงทักทายชายชรา ด้วยความเคารพ
  • 43. "ข้าอัญเชิญพระราชสาสน์ จากพระบิดา ฟาโรห์คูฟูผู้ยิ่งใหญ่มา พระองค์ทรงมีรับสั่ง ให้ท่านเข้าเฝ้ า" ข้าพระองค์จะเดินทาง ไปเฝ้ าฟาโรห์กับพระองค์ แต่โปรดให้ ผู้ติดตามของข้า และคัมภีร์ของข้า ได้ติดตามไปในเรือ อีกลาหนึ่งด้วย เถิด เมื่อทุกสิ่ง ถูกจัดการตามที่เตตา ขอร้องแล้ว เขาก็ล่องเรือ ลงมา ตามแม่น้าไนล์ ด้วยเรือ พระที่นั่ง พร้อมกับอัญเชิญ พระราชสาสน์ มา จนถึง ในวังเมมฟิส พอมาถึง ฟาโรห์คูฟู ทรงรับสั่ง ให้เข้าเฝ้ าทันที ต่อจากนั้น พระองค์ทรงทดสอบ เตตาว่า สิ่งที่พระองค์เคย ได้ยินมานั้น ถูกต้องหรือไม่ ทรงให้เตตา สาธิตการต่อศีรษะของสัตว์ ที่ถูกตัดออกมา ให้กลับเข้าที่เดิม ซึ่งเขาก็ทาได้ดี จนเป็นที่ พอพระทัย ขององค์ฟาโรห์ ดังนั้น จึงทรงรับสั่ง ถามถึงสิ่งที่พระองค์ อยากรู้มานาน
  • 44. "ข้าพระองค์ สามารถบอกได้ว่า ปาปิรุสฉบับนั้น อยู่ที่ไหน มันอยู่ในกล่องศิลา และซ่อนอยู่ในวิหารใหญ่ ของเทพอาเมน- รา ที่เฮลิโอโปลิส ข้าพระองค์บอกไม่ได้ว่า กล่องนั้นถูกซ่อนอยู่ จุดใด แต่จะมีอยู่คนหนึ่ง ที่สามารถหาสิ่งนี้ให้พระองค์ได้" "คนผู้นั้นเป็นใคร ?" "ในกลางดึกคืนนี้ภรรยาของนักบวช ในเฮลิโอโปลิสที่ชื่อ รุด-ดีเดต จะให้กาเนิด เด็กสามคน ซึ่งเป็นร่างจุติ ของเทพอา เมน-รา หนึ่งในสามคนนั้น จะเป็นผู้พบกล่องนั้น และจะได้ครอง บัลลังก์ ของอียิปต์"
  • 45. ฟาโรห์คูฟู ทรงไม่สบายพระทัยนัก เมื่อได้ทราบว่า บุตรของนางจะได้ ขึ้นครองบัลลังก์ ทรงกังวลว่า จะเกิดสงครามแย่งชิงอานาจขึ้น แต่เตตาทูลว่า ไม่มีอะไร ที่ต้องเป็นกังวล ก่อนที่ลูกชายของรุด-ดีเดตจะ มานั่งบัลลังก์ พระ ราชโอรสของพระองค์...เจ้าชายคาฟเร จะได้ครองบัลลังก์ ต่อจากพระองค์ และต่อจากนั้น คือพระราชนัดดา...เจ้าชายเมนเกาเร แต่จะมีเพียงเขาเท่านั้น ที่สามารถพบคาถา และร่ายมนต์ เพื่อให้มหาพีระมิดทั้งสามองค์ แห่งกิซา คงอยู่ชั่วนิรันดร์ ในเวลาเดียวกัน บุตรทั้ง 3ของรุด-ดีเดต ได้ถือกาเนิดขึ้น ขณะที่บุตร คนโตซึ่งมีชื่อว่า "อูเสร์-กัฟ"กาลังเล่นอยู่ใน มหาวิหารอาเมน-รา เขาได้พบ กล่องศิลา ที่บรรจุม้วนปาปิรุสของอิมโฮเทปอยู่ข้างใน และเมื่อเขาเป็น นักบวชหนุ่ม เขาก็ร่ายคาถานั้น ถวายแด่พีระมิด ของฟาโรห์คูฟู พอเป็น นักบวชชั้นสูง ก็ร่ายเวทย์ถวายพีระมิดคาฟเร และเมื่อเขาได้รับเลือก ให้เป็น ว่าที่ฟาโรห์ จึงร่ายคาถานั้น ถวายแด่พีระมิด แห่งเมนเกาเร หลังจากนั้น อู เสร์-กัฟ ก็ขึ้นครองราช เป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์ที่ 5
  • 46. เลขพิสดารในพีระมิด มีการประมาณว่า พีระมิดของฟาโรห์คูฟูนั้น มีขนาดใหญ่มาก จน สามารถบรรจุ มหาวิหาร เวสต์มินสเตอร์ มหาวิหาร เซนต์ปอล แห่งกรุง ลอนดอน มหาวิหาร เซนต์ปีเตอร์ แห่งกรุงโรม รวมทั้งโบสถ์ สาคัญ ๆ ของเมือง ฟลอเรนซ์และมิลาน เอาไว้ภายในได้ ทั้งหมด...คิดดูสิว่า มัน ใหญ่แค่ไหน !! ทว่าพีระมิดคูฟู ไม่ได้มีแค่ความใหญ่อย่างเดียว หากมันยังซ่อน การค้นพบ ทางคณิตศาสตร์ ของคนโบราณ ที่ทาให้คนยุคปัจจุบัน ถึงกับคิ้วขมวด ผูกกันเป็นปมอีกด้วย
  • 47. ปีเตอร์ ทอมคินส์ ได้รวบรวมข้อมูล การคานวณทางคณิตศาสตร์ ของพีระมิด แห่งคูฟู เอาไว้ในหนังสือชื่อ "ความลึกลับของพีระมิด" โดยแบ่งเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้ 1. ความยาวเส้นรอบวง ของฐานพีระมิด เมื่อหารด้วย 2 เท่า ของความสูง จาก ฐานถึงยอด จะมีค่าเท่ากับค่าพาย (p) ซึ่งเท่ากับ 3.144 ค่าที่ได้นี้คลาดเคลื่อนไป จาก ค่าที่ถูกต้อง ในปัจจุบันเพียงนิดเดียว ค่าที่ถูกต้องคือ 3.14159 2. ความยาวของเส้นรอบฐาน พีระมิดคูฟู เมื่อนับเป็น คิวบิท (ภายหลังพัฒนา มาเป็น "นิ้ว") วัดได้ 365.24 ซึ่งเท่ากับจานวนวัน ในหนึ่งปี 3. สองเท่าของความสูงพีระมิด เมื่อคูณด้วยเลข 100,000 จะได้ค่าใกล้เคียง กับ ความยาวของ ระยะทางระหว่างโลก กับดวงอาทิตย์ คือ 93 ล้านไมล์ โดยประมาณ 4. น้าหนักของพีระมิด เมื่อคูณด้วย 1,000,000,000,000,000 จะได้ค่า ใกล้เคียงกับ น้าหนักของโลกเรา โดยประมาณ
  • 48. นอกจากค่าตัวเลข แล้วที่ตั้งของพีระมิดแห่งนี้ยังแบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กันอีก หรือถ้าเราลากเส้นตรง ผ่ากึ่งกลางพีระมิดขึ้นไป จะ แบ่งสามเหลี่ยม ของแม่น้าไนล์ ออกเป็นสองส่วนเท่ากัน นี่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง ที่คนโบราณทาให้เราเกิด ความ ฉงนว่า พวกเขารู้ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร? ใช้วิธีการอย่างไร ใน การวัด ? และเมื่อค้นพบแล้ว ทาไมถึงใช้พีระมิด ในการจดบันทึก หรือ เพราะชาวอียิปต์โบราณ กลัวว่าความรู้ต่าง ๆ ทาง ดาราศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ ที่เกี่ยวกับโลกเรา จะสูญหายไป เนื่องจากภัยธรรมชาติ ถ้า บันทึกไว้ด้วยกระดาษ หรือสิ่งอื่น ๆ ก็ชารุดง่าย เลยใช้วิธีสร้างพีระมิด และใช้มัน เป็นที่เก็บความรู้ เรื่องต่าง ๆ ที่เขาค้นพบเสียเลย....
  • 49. สฟิงค์ นอกจาก สุสานรูปทรงเรขาคณิต ที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์แล้ว บนทราย สีเหลืองนุ่ม ของที่ราบสูง แห่งกิซา ยังปรากฏ สิ่งก่อสร้าง ขนาดมหึมา ซึ่งเรารู้จักกันดี...สฟิงซ์ สัตว์ลูกครึ่ง ที่ทอดร่าง หันหน้าสู่ทิศตะวันออก และหมอบเฝ้ า มหาพีระมิด มานับพันปี!! ตัวสฟิงซ์สัตว์ คือ ที่เกิดจาก การรวมตัว อันแปลก ประหลาด ระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้น มีสัญลักษณ์ ของ ฟาโรห์อียิปต์ แสดงไว้ชัดเจน คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผาก มีงูจงอางแผ่ แม่เบี้ย และมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบ ความกว้าง ของใบหน้านั้น ประมาณ 14 ฟุต ส่วนลาตัวที่เป็นสิงโต มีความยาวเกิน กว่า 240 ฟุต (วัดจากหัวถึงหาง)ขนาดของมัน มโหฬาร จนคนที่เดิน ผ่าน เหลือตัวนิดเดียว
  • 50. ว่ากันว่า สฟิงซ์ คือ รูปเหมือนขนาดใหญ่ กว่าร่างจริง สอง เท่าของฮาร์มาชิส เทพแห่งรุ่งอรุณ เมื่อตอนที่แปลงร่าง เป็น สิงโต มีเศียร เป็นฟาโรห์อียิปต์ ออกทาหน้าที่ ล่าสังหารบริวาร ของเซต ชาวอียิปต์ไม่ได้เรียกรูปจาลองนี้ว่า "สฟิงซ์"คา ๆ นี้มาจาก ภาษากรีก "sphingo" หรือ "sphingein"แปลว่า การบีบรัด เพราะสฟิงซ์ของชาวกรีกเป็นสฟิงซ์ที่นิสัยไม่ดี ชอบหยอกเล่น กับเหยื่อ พอมีเหยื่อหลงเข้ามา ก็จะถามคาถาม และถ้าตอบไม่ ถูก จะฆ่าทิ้ง มีอยู่คาถาม
  • 51. "อะไรเอ่ย เช้าเดินสี่ขา กลางวันเดินสองขา พอตกเย็นเดินสาม ขา?"ตอบได้ไหมเอ่ย... ก็มนุษย์ไง คนที่ตอบถูก เป็นคนแรกคือ โอดีบัส ซึ่งอธิบายว่า เช้าเดินสี่ขา หมายถึงเด็ก ที่เพิ่งหัดคลาน กลางวันเดินสอง ขา คือคนที่โตแล้ว (เดิน 2 ขา) ส่วนเย็นเดินสามขา คือ ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ ต้องใช้ไม้เท้า ช่วยพยุงร่างกาย แต่ถ้าตามแนวคิดของ ไพทากอรัส เขาจะบอกว่า เลข 4 หมายถึง บุคคลในความโง่เขลา เลข 2 หมายถึง บุคคลที่พัฒนาฉลาด ปราดเปรื่อง และเลข 3 คือ บุคคลที่ก้าวสู่ตาแหน่ง ผู้นาทางวิทยาการ ต่าง ๆ ของคนอื่น สมกับเป็นไพทากอรัสจริง ๆ แม้แต่ตัวเลข ก็ยังเอามา วิเคราะห์ แทนบุคลิกของมนุษย์ได้
  • 52. ส่วนหน้าที่ ของสฟิงซ์แห่งกิซา นอกจากเฝ้ าพีระมิดแล้ว เบื้องหลัง และทุกด้าน ของรูปปั้นอมนุษย์นี้ยังมีพื้นที่ที่เรียกว่า "นครมรณะ" ราย รอบอยู่ นครมรณะกินอาณา บริเวณ คลอบคลุมผืนทรายทางใต้ ทาง ตะวันตก และเหนือของสฟิงซ์ หลุมแล้วหลุมเล่า ต่างถูกขุดเจาะเป็น โพรง เพื่อใส่โลงหิน ที่บรรจุร่างของพระราชวงศ์ ขุนนาง และนักบวช ชั้นสูง ซึ่งผ่านกรรมวิธี การทามัมมี่มาแล้ว โดยที่สฟิงซ์ จะคอยขจัด วิญญาณชั่วร้าย ให้พ้นจากหลุมศพเหล่านั้น อายุสฟิงซ์นี้จากการคานวณ อายุหินที่ใช้สร้าง โดยใช้คาร์บอน14 ปรากฏว่า สฟิงซ์มีอายุ เกือบหมื่นปี แต่ว่าประวัติศาสตร์ ชนชาติอียิปต์ เพิ่งเริ่มเมื่อสี่พันกว่าปีก่อนเอง แล้วสฟิงซ์ จะอายุเป็นหมื่น ได้อย่างไร บรรดานักวิชาการ จึงออกมาโต้คารมกันยกใหญ่
  • 53. บางกลุ่มก็บอกว่า สฟิงซ์ ...ต้องสร้างในสมัย ฟาโรห์คาฟเร(เจ้าของ พีระมิดองค์กลาง)เพราะ ใบหน้าของสฟิงซ์นั้น เหมือนพระพักตร์ ของฟาโรห์ คาฟเรมาก และสาเหตุที่มี การแกะสลัก ให้คล้ายกับ พระพักตร์ของ ฟาโรห์ คาฟเร อาจเป็นเพราะ พระองค์ได้สมมุติตัวเอง โดยแสดงเจตนาว่า ตัวสฟิงซ์ นั้น แทนพระองค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งดวงอาทิตย์ แต่ฝ่ายวิเคราะห์ การผุกร่อนของหิน ก็โต้ว่า การผุกร่อนนั้น เกิดจากน้า มากกว่าที่จะเป็น ลมและทราย ตามที่เข้าใจ เป็นไปได้ว่า ก่อนที่ทรายจะ เข้าปกคลุมบริเวณนี้เคยเป็นดินแดน ที่ฝนตกชุกมาก่อน เลยตั้งสมมุติฐานว่า พอมีความชุ่มชื่น คนโบราณจึงเข้ามาอาศัย แล้วสร้างอนุสรณ์ แห่งความ รุ่งเรืองเอาไว้ ก่อนที่จะล่มสลายไป จากนั้นบรรพบุรุษ ของชาวอียิปต์ ก็เข้า มาอาศัยแทนที่ และครอบครอง ซากอารยธรรมอันนี้ไว้แบบเดียวกับ ชาวเผ่า อินคา
  • 54. หลังจากถกเถียงกัน จนคอแห้ง ต่างก็ยอมยุติ สงครามน้าลายลง เพราะไม่ว่าฝ่ายไหน ก็หาหลักฐานมายืนยัน ความคิดของตนเองไม่ได้ เนื่องจากคนโบราณ ไม่ได้จารึกถึงวิธี และเวลา ในการสร้างสฟิงซ์ เอาไว้ เลย แล้วความลับในเรื่อง อายุของสฟิงซ์ ก็ยังคงเป็น ความลับต่อไป ทาไมสฟิงซ์จมูกถึงบี้?สาเหตุที่จมูกของสฟิงซ์ แหว่งหายไป เป็น เพราะถูกเอาเป็นเป้ า ไว้ซ้อมยิงปืน ของชาวอาหรับ ก็สมัยนั้น เขากาลัง เห่อปืน...อาวุธรุ่นใหม่ ที่เพิ่งออกมา แต่พอซื้อมาแล้ว ก็หาที่ซ้อมเจ๋ง ๆ ไม่ได้ เลยหันมาเอาสฟิงซ์ เป็นที่ฝึกซ้อม เพราะนอกจาก จะเป็นเป้ านิ่ง แล้ว ขนาดที่ใหญ่ ยังเหมาะกับมือสมัครเล่น เป็นที่สุด
  • 55. จวบจนทุกวันนี้สฟิงซ์ก็ยังคงทาหน้าที่ เฝ้ านครแห่งความ ตาย และเหล่ามหาพีระมิด ทั้ง 3 องค์ โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน แม้แต่น้อย ดวงตาหินของมัน ทอดมองสรรพสิ่ง ที่เปลี่ยนไป ตามกาลเวลา โดยไม่ปริปาก เล่าถึงความลับในอดีต ให้ผู้ใด ล่วงรู้... ทิ้งไว้เพียงปริศนา และความลี้ลับ รอให้เหล่ามนุษย์ ผู้ มากด้วยความสามารถมาไข..
  • 58. การแพทย์อียิปต์ยุคโบราณ มาถึงยุคอียิปต์มีผู้ชานาญการแพทย์ ชื่อ อิมโฮเทพ(Imhotep)ซึ่ง ต่อมากลายเป็นเสมือนเทพเจ้าการรักษาของอียิปต์ ในยุคอียิปต์โบราณมี ตาราเกิดขึ้นบันทึกเขียนบนกระดาษ ชื่อว่า 'TheEbersPapyrus' ได้ชื่อมา จากชาวเยอรมัน นักโบราณคดีอียิปต์ที่ชื่อว่า GeorgEbersเขาค้นพบและ นามาเปิดเผยในปี ค.ศ.1873ค้นพบมันได้ที่ necropolisนอกเมือง Thebes เชื่อกันว่า ได้ถูกเขียนไว้ในศตวรรษที่ 16 ในเภสัชตารับนี้มีสูตรยา 800 ตารับ และกล่าวถึงตัวยา 700 ชนิด เช่น ยาดา Aloe,wormwood,pepermint, น้ามันละหุ่ง (castor oil),henbane,มดยอบ(myrth) hempdogbane,mandragoraโดยตัวยาเหล่านี้แพทย์อียิปต์จะเตรียมใน รูปของยาชง,ไวน์,ยาต้ม,ยาลูกกลอน,ครีม และยาพอก(paultics)
  • 59. ตารับ Ebers Papyrus ได้กล่าวถึงตัวอย่างยาชนิดหนึ่งนาเสนอต่อ ชาวอียิปต์เพื่อใช้สาหรับโรคเบาหวานนอกจากนี้มีการแนะนาให้ใช้ โคลนพอกและขนมปังที่มีเชื้อราขึ้น พอกบาดแผลเพื่อป้ องกันการติดเชื้อ เมื่อเวลา 1,000 ปีต่อมา เราพบว่า ดินโคลน, ขนมปังราขึ้นจะมีเชื้อจุลท รีย์ ซึ่งเป็นต้นกาเนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้ในปัจจุบัน
  • 60. ตานานการเดินทางสู่ อมตภพเจ้าชายฮอร์เดฟ ปราชญ์ผู้เลื่องลือในสมัยราชวงศ์ที่4ตรัสไว้ว่า”จง ตกแต่งเคหสถานในเมืองสุสานให้งดงามและบารุงบ้านของเจ้าในเบื้อง ตะวันตก นิวาสสถานยามวายปราณีมีไว้เพื่อชีวิตอันเป็นนิรันดร์” การ เตรียมพร้อมสาหรับการตายมีความสาคัญอย่างยิ่งยวดสาหรับชาว อียิปต์ ชีวิตของพวกเขาผูกพันแน่นแฟ้ นกับความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความ ตายและการตระเตรียมเพื่อชีวิตในปรภพ ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลุมศพคือ ประตูสู่ภพหน้า จึงนาอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของที่จาเป็นต่างๆนานา มาบรรจุไว้ในหลุมศพ เพื่อเตรียมไว้สาหรับการเดินทางในภายภาคหน้า นอกจากนั้นชาวอียิปต์ยังตกแต่งผนังหลุมศพเป็นภาพต่างๆอาทิ การล่า สัตว์และการตกปลา เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีเสบียงอาหารจุนเจือ ชีวิตไปชั่วนิรันดร์
  • 61. อย่างไรก็ตามความตายมิได้หมายถึงการจากไปชั่วกาล วิญญาณของผู้ล่วงลับอาจกลับมาเยี่ยมเยือนโลกนี้ผ่านทางรูป เหมือนของตน ไม่ว่าจะเป็นรูปสลักหรอภาพวาด รวมไปถึงร่าง เดิมซึ่งรักษาไว้ในรูปของมัมมี่ และตกแต่งให้มีรูปลักษณ์เสมือน เมื่อครั้งยังมีชีวิต แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง570ปีก่อน คริสต์ศักราช ร่างของภรรยาท่านข้าหลวงคนหนึ่งยังได้รับการ ประดับประดาด้วยลูกปัดทองคา เครื่องรางและปลอกนิ้ว นอกจากนั้นคนทาศพยังนาแผ่นทองคารูปโล่ใส่แทนลิ้นของนาง อีกด้วย หน้ากากประกอบพิธีศพปิดทองและระบายสีของหญิง ยุคกรีก-โรมันคนหนึ่ง รักษารูปโฉมของนางมาเนิ่นนาน
  • 62. โหราศาสตร์ มนุษย์มองขึ้นไปบนท้องฟ้ า เพื่อมองหาแนวทางชีวิต ที่พวกเขาเชื่อ ว่าถูกลิขิตมาจากเบื้องบน บางคนเชื่อว่า ชะตาของคนได้ถูกบัญญัติขึ้น พร้อม ๆ กับ เวลาที่เราร่วงหล่นจากท้องฟัามาเกิดบนดิน และเราไม่มี ทางเปลี่ยนลิขิตสววรค์ได้ แต่บางคนก็เชื่อว่าดวงดาวเป็นเพียงเครื่องนา ทาง ไม่ใช่เครื่องกาหนด จึงได้คิดค้นศาสตร์แห่งการคานวณ หา ตาแหน่งการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ และอิทธิพลของตาแหน่งเหล่านั้น ที่มีผลต่อโลก และมนุษย์ 4000 ปีก่อนคริสตกาล ศาสตร์แห่งการ พยากรณ์ ที่เรียกว่าโหราศาสตร์ก็ถือกาเนิดขึ้น
  • 63. บนลุ่มแม่น้าไทกริส ชาวเมโสโปเตเมีย ได้พยายามมองหา สัญญาณจากท้องฟ้ า ที่จะบอกพวกเขาให้รู้ ถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทาง ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ความอดอยาก ความแห้งแล้ง และ โรคระบาด จนถึงเหตุการณ์ของบ้านเมืองและของโลก ต่อมาจึงเริ่มมี การพยากรณ์ให้กับกษัตริย์ หลังจากนั้นศาสตร์การพยากรณ์ ก็ได้ เผยแพร่ไปยังเปอร์เซีย กรีก อินเดียและจีน จนเมื่อ 500 ปีก่อน คริสตกาล ถึงได้เริ่มมีการดูดวงให้กับคนทั่วไป ในช่วงปี 270 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกได้ก่อตั้งโรงเรียน โหราศาสตร์ขึ้น ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ฟาโรห์ปโตเลมี ได้เขียนตาราโหราศาสตร์ชื่อดังขึ้นมา เรียกว่า Tetrabiblos ว่าด้วย ศาสตร์แห่งจักรวาล ที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง ที่ยังมีนักโหราศาสตร์ศึกษา กันอยู่ ทางฝั่งตะวันตกจนถึงปัจจุบันนี้
  • 64. โหราศาสตร์เดินทางจากอินเดียมายังประเทศไทย ผ่านทางศาสนา พราหมณ์ ในสมัยสุโขทัย ซึ่งในคัมภีร์พระเวทก็มีคาสดุดีดาวเคราะห์ต่าง ๆ การพยากรณ์ชะตาชีวิตแบบไทยจะอิงกับตาราเลข 7 ตัว แล้วใช้วัน เดือน ปี และเวลาเกิด แล้วเทียบกับตาแหน่งการโคจรของดวงดาวใน การทานาย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ 12 จักรราศี เพราะแต่ละจักรราศีจะมีดาว เคราะห์ประจา จากนั้นก็จัดให้ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้า ลม ไฟ เข้าครองใน ราศี ตามลักษณะธาตุของราศี โดยจัดให้ธาตุที่เป็นคู่มิตรและคู่ศัตรูอยู่ สลับกัน จากนั้น จึงจัดให้ราศีประจาทิศต่าง ๆ การทานายก็โดย พยากรณ์ดาวพระเคราะห์ที่โคจรใน 12 ราศี แล้วส่งอิทธิพลมายังดวง ชะตา และลัคนาของคน ๆ นั้น
  • 65. ที่พูดถึงโหราศาสตร์ค่อนข้างมากเนื่องจาก เป็นศาสตร์การพยากรณ์ ที่ เก่าแก่ที่สุดศาสตร์หนึ่ง ต่อมาในฝั่งตะวันตกเอง พยากรณ์ศาสตร์ได้แตก แขนงออกไป เช่น การทานายอนาคตจากอวัยวะภายในของสัตว์ที่ตายแล้ว ของโรมัน และการเข้าทรง แบบกรีกโบราณอันขึ้นชื่อ เรียกว่า Oracleที่วิหาร เทพอพอลโลแห่งเดลฟี โดยไม่รู้แน่ชัดว่าคนทรงติดต่อกับเทพเจ้าได้จริง หรือ ว่าสะกดจิตตัวเองให้เชื่อว่าคุยกับเทพได้จริง เพราะนักจิตวิทยาสมัยใหม่ สงสัยว่าวิธีการนี้คล้ายกับคาทานายของนอสตราดามุส(ผู้อ่านอนาคตจาก ลูกแก้ว)เพราะมีคาทานายคลุมเคลือ และจะตีความอย่างไรก็ได้ นอกจากนั้นนักจิตวิทยาระบุว่า คนที่เป็นคนทรงนั้นเป็นพวกสองหรือหลาย บุคลิก โดยสามารถเปลี่ยนลักษณะท่าทางตัวเองได้ ส่วนวิธีการทานายอื่นๆ เช่นการพยากรณ์จากการดูลาง การใช้พลังจิต (Psychic) หรือใช้ตาทิพย์ (Clairvoyance) ซึ่งพลังเหล่านี้ถือเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ โดย บรรจุอยู่ในสาขาปรจิตวิทยา (Parapsychology)และยังไม่เป็นที่ยอมรับ ทางวิทยาศาสตร์นัก ส่วนศาสตร์การพยากรณ์ที่มีหลักการคิดเป็นระบบ และ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การอ่านตัวเลข การดูลายมือ และการดูไพ่ ทาโร่ต์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประชาชนว่า มีความเป็นศาสตร์และศิลป์ มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ไสยศาสตร์
  • 67. ค้นหาความลับในมัมมี่ เมื่อปี ค.ศ. 1975 นักวิทยาศาสตร์ ได้นาเอามัมมี่ของฟาโร และขุน นางอียิปต์โบราณ อายุประมาณ ประมาณ 1600 - 1000 ปีก่อนคริสต ศักราชจานวน 17 ร่าง ของพิพิธพัณฑ์แมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ มาศึกษาโดยการเอกซเรย์ผลการเอกซเรย์พระศพเพื่อไขความลับให้คน รุ่นหลังอย่างเราได้ศึกษาโดยผลการวิเคราะห์บอกว่า ฟาโรห์ส่วนใหญ่ สวรรค์คต เมื่อยังมีพระชนม์น้อย กะโหลกของฟาโรห์หลายพระองค์มี ขนาดแตกต่างกันมากบ่งว่าไม่ได้ร่วมสายพระโลหิตเดียวกันแถมยังทา ให้เรารู้ด้วยว่า ฟาโรห์และมเหสีหลายพระองค์ประชวรด้วยโรคไขข้อ อักเสบ..
  • 68. โรคเกี่ยวกับฟันของชาวอียิปต์โบราณ จากผลเอกซเรย์ พบว่าฟันของมัมมี่สึกกร่อนมาก ซึ่งคงทาให้เจ็บปวดและ ก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกเรื้อรัง และยังพบมัมมี่ จานวนมากมีขากรรไกรผิดปกติชาวอียิปต์นิยมกินขนมปังกัน เป็นประจา(จนโดนชาวกรีกเรียกว่า"พวกกินขนมปัง")ปัญหา เรื่องโรคฟันอาจเกิดจากทรายที่ปลิวมาปะปนอยู่ในเนื้อขนมปัง ตั้งแต่ตอนเก็บเกี่ยวข้าวและตอนเตรียมแป้ ง รวมทั้งทรายที่เติม ลงไปเพื่อช่วยการบดในเครื่องโม่แป้ งทรายยังก่อปัญหาสุขภาพ อื่นด้วย..จากผลวิเคราะห์เนื้อเยื่อปอดของมัมมี่โดยใช้กล้อง จุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบโรคปอดซึ่งเกิดจากการสูดเองผงทราย เข้าไปด้วย
  • 69. กว่าจะเป็นมัมมี่ที่เราเห็น นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกท่านแบ่งวิธีการทามัมมี่ ออกเป็น 3 แบบ ตามความ ประณีต และราคาค่างวดในการทา วิธีแรก ราคาถูกที่สุด ถ้าเรียกตามราคาของตั๋วเครื่องบิน ก็ต้องเรียกว่า มัมมี่ชั้น ประหยัด เหมาะสาหรับ ผู้ที่ต้องการทามัมมี่ แต่ทุนทรัพย์น้อย วิธีการ ทาเขาจะทา ความสะอาดศพก่อน ถ้าสัปเหร่อใจดี ก็จะเอาพวก ลาไส้เล็กและใหญ่ ออกให้ แต่ บางศพก็ปล่อยมัน ไว้ที่เดิม จากนั้นนาไปหมกในสารเนตรอน ซึ่งเอามา จาก ทะเลสาบ ที่แห้งแล้ง บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้าไนล์ รอจน
  • 70. วิธีที่สอง ราคาจะแพงขึ้นมาอีกหน่อย สาหรับพวกพ่อค้า และ เศรษฐี ทั้งหลาย มัมมี่ชั้นธุรกิจนี้จะไม่มีการผ่าสีข้าง เอาเครื่องในออก แต่เขาใช้วิธี ฉีดน้ามันซีดาร์ (Cedar) เข้าไปในร่างกาย แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้มันละลายอวัยวะภายใน หลังจากนั้น จึงสูบออกซึ่งตับไตไส้ พุง จะละลายออกมาด้วย
  • 71. วิธีที่สาม มัมมี่ชั้นหนึ่ง เป็นแบบอลังการ ที่ใช้กับกษัตริย์ ราชวงศ์ ขุนนาง คือ ก่อนจะทามัมมี่ เขาจะแบกศพ ไปชาระล้าง ให้สะอาด ที่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้าไนล์ แล้วค่อยนามา ดึงเอา เนื้อเยื่อสมอง ออกทางรูจมูก ผ่าเอาตับไตไส้พุงออกมา ทา ความสะอาด ช่องท้อง และเย็บแผลเข้าเช่นเดิม นาผู้ตายไป คลุกด้วยสารเนตรอน พอแห้งแล้ว จึงพันด้วย ผ้าลินินอย่างดี
  • 72. ระยะเวลา ในการทามัมมี่นั้น ใช้เวลาประมาณ 70 วัน นับตั้งแต่วันตาย จนถึงวันที่นาศพเก็บเข้าสุสาน ดังนั้นคุณ สัปเหร่อทั้งหลาย จึงต้องแบ่งเวลาให้ดี มิฉะนั้นจะห่อศพไม่ทัน ในระยะสี่วันแรก ศพจะถูกหมักด้วยเกลือ เพื่อป้ องกันการ เน่าเปื่อย พอครบสี่วัน จึงนาศพ ไปชาระในแม่น้าไนล์ ตาม ความเชื่อที่ว่า "จะทาให้ผู้ตายเป็นอมตะตลอดไป" จากนั้น จึง เริ่มพิธีกรรมผ่าศพ โดยใช้หินเอธิโอเปีย ที่ค่อนข้างคมกรีด ตรง สีข้างด้านซ้าย ยาวประมาณ 5 นิ้ว (คนที่กรีดศพ เมื่อทาเสร็จ แล้ว จะต้องรีบหนีให้ไว เพราะบรรดาญาติ จะใช้ก้อนหินปา และสาปแช่ง ที่บังอาจทาร้ายศพ)
  • 73. พอเปิดปากแผลแล้ว ก็จะดึงเอาอวัยวะภายใน ออกมา ทั้งหมดยกเว้น "หัวใจ" ซึ่งถือว่า เป็นแหล่งรวมสติปัญญา และ เป็นส่วนสาคัญ ที่ต้องคงไว้ในร่างกาย เพื่อใช้ชั่งน้าหนัก กับขน นกในยมโลก สมองจะถูกดึงออกมาทางจมูก ด้วยเส้นลวดแข็ง ทาจากบรอนซ์ ปลายโค้งงอ อวัยวะที่ถูกนาออกมา ผู้ทามัมมี่จะ ล้างให้สะอาด และตากจนแห้ง หลังจากห่อด้วยผ้า แล้วก็นาไป ใส่ในโถ "คาโนปิค" (CanopicJars)
  • 74. โถ"คาโนปิ ค"มีทั้งหมด 4 ใบ แต่ละใบ จะแกะสลัก ฝาปิด เป็นรูปเทพ เจ้า ผู้คุ้มครองทั้ง 4 (บุตรแห่งเทพเจ้าโฮรัส) โถบรรจุกระเพาะ ฝาครอบเป็นรูปหมาใน ซึ่งหมายถึง เทพดูอามุเทฟ ( Duamutef) โถบรรจุลาไส้ ฝาครอบเป็นรูปหัวนกเหยี่ยว ซึ่งหมายถึง เทพเคฟเซ เนอฟ (Qebhsenuef) โถบรรจุปอด ฝาครอบเป็นรูปหัวลิง หมายถึง เทพฮาปี (Hapi) โถบรรจุตับ ฝาครอบจะเป็นศีรษะมนุษย์ หมายถึง เทพ อิมเซตี้
  • 75. การพันศพ จะใช้ผ้าลินินอย่างดี โดยฉีกเป็นเส้นยาว ประมาณ 150 หลา พันไปตาม แขนขาและร่างกาย ผ้าเหล่านี้ มักซื้อมาจากวิหารเทพเจ้าต่าง ๆ ถือว่า เป็นผ้าศักดิ์สิทธิ์ เช่น ผ้า จากวิหารเทพเจ้ารา การพันผ้าชาวอียิปต์ถือเคล็ดว่า ต้องพันทับ กัน 7 รอบ แต่ละขั้น พันทับเครื่องราง 7 ชนิด อย่างเช่น ดวงตา อัดจั๊ต เป็นรูปตาเหยี่ยว มักวางไว้ตรงบริเวณ ที่ผ่าเอาเครื่องใน ออกมา แท่งหินดาเจ๊ด เครื่องหมายของเทวีไอซิส รูปร่างคล้าย ต้นไม้ เป็นต้น
  • 76. หลังจากพันมัมมี่เสร็จแล้ว ก็มาถึงพิธีสาคัญอีกอย่าง หนึ่ง คือ "การทาพิธีเปิดปากศพ" สันนิษฐานว่า ทาเพื่อให้มัมมี่ สามารถหายใจ กิน ดื่มน้า และยังช่วยให้มัมมี่สนทนา ขอร้อง ต่อยมทูต หรือผู้พิพากษา ในยมโลกได้อีกด้วย พิธีดังกล่าว จะ ยกมัมมี่ให้ตั้งตรง พระจะใช้เครื่องมือ ที่คล้ายขวาน แตะที่ปาก มัมมี่แล้วพูดว่า "บัดนี้ท่านได้เกิดใหม่แล้ว ท่านจะมีชีวิตเป็น อมตะ จะคงความเป็นหนุ่ม ต่อไปชั่วกาลนาน"